WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 18, 2009

วัด “กึ๋น” นายกฯ

ที่มา ไทยรัฐ

ว่าที่จริงแล้วปัญหาสนามบินที่กำลังถกเถียงกันว่าควรจะเป็นแบบสนามบินเดียว หรือสนามบินคู่ ซึ่งแบบอย่างของสนามบินทั่วโลกก็มีให้เห็นทั้ง 2รูปแบบ แต่เหตุผลหลักน่าจะอยู่ที่ว่าที่ไหนควรไม่ควร เหมาะไม่เหมาะ พื้นที่ของแต่ละเมือง แต่ละประเทศและผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ตรงนี้น่าจะเป็นเหตุผลหลักซึ่งของไทยนั้น หากจะว่ากันถึง สนามบินดอนเมือง หรือสุวรรณภูมิจะด้วยปัจจัย หรือเงื่อนไขอะไร ก็ตามย่อมเกี่ยวพันกับการบินไทย ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติและเป็นตัวหลักที่จะใช้สนามบินทั้ง 2 แห่ง

การจะมีสนามบินเดียว หรือ 2 ก็ตามล้วนขึ้นอยู่กับการบินไทยเป็นด้านหลัก ก่อนหน้าที่เริ่มเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมินั้น การบินไทยปฏิเสธหัวเด็ดตีนขาดว่า จะใช้สุวรรณภูมิแห่งเดียวเรียกว่าไปสุวรรณภูมิแล้วจะไม่ควรคืนกลับมาอีก

เหตุผลก็คือ หากใช้ 2 สนามบินต้องมีค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องบริหารทั้ง 2 แห่ง ผู้โดยสารจะไม่สะดวก โดยเฉพาะชาวต่างประเทศที่ต้องต่อเครื่องบิน ต้องการให้สุวรรณภูมิเป็นหนึ่งเดียว การใช้เส้นทางก็สะดวก

รัฐบาลสมัยนั้นขานรับทันที แม้แรกๆจะยังลังเล แต่ที่สุดก็เป็นสนามบินเดียว และมีแนวที่จะใช้ดอนเมืองเป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบินระดับภูมิภาค

แต่ดอนเมืองก็ยังถูกปล่อยทิ้งร้าง เพราะไม่มีการตัดสินใจชัดเจนว่า เมื่อไม่ใช้แล้วจะทำอะไรต่อไป เนื่องจากดอนเมืองที่พร้อมทุกอย่างและมีมูลค่ามากกว่าที่จะปล่อยทิ้งไว้

จนกระทั่งเปลี่ยนรัฐบาลก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย การให้เปิดใช้สนามบินดอนเมืองคู่ขนานกันไป แต่จะเป็นบินภายในประเทศมีนกแอร์ การบินไทย วันทูโก

พอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็คิดจะเปลี่ยนกันอีกแล้ว คือไม่เอาดอนเมืองไม่ใช่แค่การบินไทยเท่านั้น ต่อไปนกแอร์ วันทูโก ก็ต้องไปด้วยเพื่อให้สุวรรณภูมิเป็น ฮับจริงๆ

เหตุผลก็ไม่ต่างกันการบินไทยขาดทุน เมืองไทยไม่ควรมีสนามบินคู่ นั่นคือเหตุผลของฝ่ายสนับสนุน แต่อีกฝ่ายคิดต่างบอกว่าเหตุผลของการบินไทยไม่เข้าท่า มันอยู่ที่การบริหารจัดการมากกว่า และเห็นว่ามันเป็นเรื่องการเมืองและผลประโยชน์มากกว่า

เพราะหากไปหมดอย่างแรกก็ต้องว่ากันถึงผลประโยชน์ที่จะตามมาคือร้านค้าแฮปปี้ขึ้น ข้อสำคัญเจ้าของร้านซี้ปึ้กกับนักการเมืองฝ่ายที่ผลักดันเสียด้วย ต้องการสร้างอาคารสนามบินเพิ่มเติม ต้องขยายรันเวย์ที่ 3 เพื่อรองรับผู้โดยสารและเครื่องบินที่จะมากขึ้น

จะเขมือบกันอีกแล้วหรือ?

แต่ได้พูดให้ชัดว่าแล้วจะใช้ดอนเมืองทำอะไร ไม่ใช่แค่บอกว่าเอาไว้ให้เครื่องส่วนตัวจอด เหมาลำจอด ซึ่งศักยภาพดอนเมืองนั้นมันควรจะได้ประโยชน์มหาศาลมากกว่านี้

นายกฯเคยเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเอายังไงแน่ แม้รัฐมนตรีและการบินไทยยืนยันหนักแน่นว่า 29 มี.ค. ดีเดย์ ไม่มีเปลี่ยนแปลง และดูเหมือนท่าทีของนายกฯจะไม่เห็นด้วยที่จะให้ย้ายไปสุวรรณภูมิทั้งหมดแต่ต้องการให้ตัดสินใจกันเอง

เรื่องสนามบินนั้นยังไงเสียก็ต้องเป็นนโยบายระดับชาติของรัฐบาลที่จะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องสำคัญทั้งปัจจุบัน และอนาคต จะต้องมีคำตอบต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่าจะเอายังไงแน่ หากให้ย้ายไปสุวรรณภูมิทั้งหมด

ก็ต้องมีคำตอบว่า จะใช้ดอนเมืองทำอะไรให้คุ้มค่า และเมื่อย้ายไปแล้วต่อไปในอนาคต หากมีความจำเป็นที่ต้องมีสนามบินเพิ่มจะทำยังไง นี่เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ที่ต้องมองไปถึงอนาคต

จริงๆแล้ววันนี้เรื่องหลักก็คือ การบินไทยที่ประสบภาวะขาดทุน และวุ่นวายไม่จบสิ้น เพราะการบริหารที่ผิดพลาด บกพร่อง เป็นแหล่ง

ทำมาหากินของข้าราชการ พนักงาน นักการเมืองมายาวนาน ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ส่อแสดงถึงความล้มเหลว โดยเฉพาะการที่การเมืองเข้าไปล้วงลูก

ตรงนี้แหละ...จะวัดฝีมือนายกฯว่ามี กึ๋นแค่ไหน?.

สายล่อฟ้า

Dstation TT2009-03-17

ที่มา thaifreenews

โดย : Tuxedo


อ้างอิง :

สวัสดีครับ เพื่อนๆ

ก่อนอื่น ขอบคุณทุกท่านนะครับ ที่เป็นแฟนๆ Download ทั้งขาประจำและขาจร
จนกระทั่งเพื่อนๆ Download กันจนติดเป็นนิสัย เพราะผมเองก็ทำคลิปจนติดเป็น
นิสัยเช่นกัน

แต่ทีนี้ ในระหว่างวันที่ 24-29 มีนาคม ที่จะถึงนี้ผมต้องเดินทางไปทำธุระจะไม่อยู่
หน้าคอมคอยบันทึกรายการ ฉะนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวก็จะไม่คลิปมาบริการเพื่อนๆ
นะครับ


แวะมาบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อนๆจะได้ไม่ต้องรอเก้อครับ







อ้างอิง :
ร่วมสมทบทุนกิจกรรมทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย
พาพี่น้องเสื้อแดงทั่วทุกสารทิศที่อยากมาร่วมขับไล่รบ.ชั่ว ที่กรุงเทพ แต่ขัดสน

เลขที่ 224 229374 6 ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาอิมพิเรียลเวิลด์
ชื่อบัญชี บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่จำกัด บัญชี ออมทรัพย์



อ้างอิง :

รับข่าวสารผ่าน SMS Thai People News ของ จักรภพ


สำหรับ AIS พิมพ์ (SMS) PP ส่งไปที่หมายเลข 4552141
สำหรับ TrueMove พิมพ์ PP ส่งไปที่หมายเลข 4552799
แต่สำหรับ DTAC พิมพ์ PN ส่งไปที่หมายเลข 4552146

หรือโทรมาสมัครได้ที่หมายเลข 084-456-6794-5 ( จันทร์- ศุกร์ 9:30-17:30 )


อ้างอิง :


TT2009-03-17 WMV , MP3



เนื้อหา


รบ.มารืคเลื่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจเร็วขึ้น สาเหตุหนึ่ง เพราะเชื่อเรื่องดวง , ไอ้ลิ้มเริ่มออกอาการเพี้ยน พูดจาไม่อยู่กะร่องกะรอย


อ้างอิง :

PTV2009-03-17 101นาที WMV 111.85Mb, MP3 17.34Mb



อ้างอิง :
MusicVDO

โปรดรักษาคนดี

Mpeg1 38.05Mb , MP3 .8Mb ขับร้องในสตูดิโอโดย ตั๊กแตน ชลดา

กรณีที่ พบปัญหา คลิกแล้วไม่ Download อัตโนมัติ ให้ทำดังนี้ครับ
(สำหรับท่านที่ใช้ โปรแกรมช่วยเร่ง Download ต่างๆ)

1 ให้นำ Mouse ชี้ไปที่ link จะ Download
2 คลิกนิ้วกลาง ปรากฏเมนู ให้เลือก โปรแกรมช่วยเร่ง Download ที่ท่านใช้ครับ



อ้างอิง :

กระทู้ความจริงวันนี้ที่ผ่านมา

มี.ค.>>17,13,12,11,10,06,05,04,03,02,01

ก.พ.>>27,23,20,19,18,17,16,13,12,11,10,09,08,06,04,03,02

ม.ค.>>30,29,28




อ้างอิง :

ปฏิวัติ ฝรั่งเศส.avi 71.84Mb, รัสเซีย.avi 39Mb

ดร.ใจ กับคดีหมิ่น เสียหายเกินควบคุม ไปไกลเกินกว่าที่คาด

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



การยัดข้อหาหมิ่นฯ ให้ ดร.ใจ อึ้งภากร คาดว่าเป็นความคิดที่จะป้องปราม ไม่ให้มีการเอาเยี่ยงอย่างกันอีก แต่ผมคิดว่าคนที่คิดเรื่องนี้ ไม่อาจคาดเดาความเสียหาย ที่ไปไกลเกินกว่าที่จะควบคุมได้ สถานการณ์ได้เลยเถิดไป เป็นการจุดไฟต่อต้านกฎหมายหมิ่นที่ลามไปถึงระดับสากล

แทนที่จะเป็นการปราม ดร.ใจ แต่กลับกลายเป็นว่า เป็นการยั่วยุให้ ดร.ใจ หันมาต่อต้านอย่างจริงจัง และจุดกระแสติดเสียด้วย และโลกยุคนนี้ไม่ได้เหมือนยุคที่มีการ ขับไล่ ดร.ป๋วย อึ้งภากรออกไปจากประเทศไทย และเมื่อออกไปจากประเทศไทยแล้ว ดร.ป๋วย ก็หมดพิษสงต่อผู้มีอำนาจโดยสิ้นเชิง

แต่กลับ ดร.ใจ บุตรชาย ดร.ป๋วย ที่โดยพิษการเมืองต้องหนีออกจากไทยไปอยู่ต่างประเทศ สถานการณ์กลับตรงกันข้าม เพราะ "โลกยุคใหม่ที่ไร้พรมแดน" การอยู่ที่อังกฤษของ ดร.ใจ ไม่ต่างจากการไปอยู่จังหวัดปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ หรือชลบุรี ความเห็น ความคิด ข่าวสาร บทความต่างๆ ของ ดร.ใจกับมีพลังมากยิ่งกว่าอยู่ กทม. เพราะไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว สามารถคิดและเขียน หรือแสดงความเห็นได้เต็มที่ และความเห็นนั้นก็เข้ามาถึงเมืองไทยด้วยสื่ออินเตอร์เน็ต ชั่วเพียงเสี้ยววินาที

ผมคิดว่า ดร.ใจอาจผลิตผลงานที่ดีกว่าเดิม ลึกซึ๊งกว่าเดิม ได้มากมาย และข้อคิดข้อเขียน ของ ดร.ใจจะมีอิทธิพลและมีพลังมากขึ้นกว่าเดิม ความคิดที่จะสะกัดกั้น ปิดกั้น เป็นเพียงความไร้เดียงสา เพราะโลกยุคนี้ หนังสือดีๆ บทความดีๆ ส่งต่อกันทางอินเตอร์เน็ต และผลิตซ้ำได้นับล้านก็อบปี โดยไม่มีต้นทุนเลย

การยัดคดีหมิ่นให้ ดร.ใจ เท่ากับเป็นการ "ดึงยักษ์ออกมาจากตะเกียง" แล้วจับยัดกลับไปไม่ได้ ยักษ์ยิ่งตัวใหญ่ ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

Tuesday, March 17, 2009

140 ส.ส.เพื่อไทย เข้าชื่อเอาผิด ป.ป.ช.ตามม.157

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.ท..เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน และพ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงยืนยันว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและพล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมหน้าตำรวจสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณหน้ารัฐสภา โดย ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวว่า ในการรประชุมคระรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ คืนวันที่ 6 ตุลาคมที่ศูนย์บัญชาการทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว สนามบินดอนเมือง ตนเองและพ.ต.ท.สมชาย และพล.ต.ศรชัย มนตริวัตร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนขณะนั้น ได้เข้าร่วมสงเกตุการณ์ประชุมเพื่อคอยทำหน้าที่ประสานงานตามคำเชิญของนายสมชายด้วย ที่ประชุมไม่มีการสั่งการใดๆ ให้สลายการชุมนุม เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยถึงการย้ายสถานที่ประชุมสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลในเช้าวันที่ 7 ตุลาคม โดยได้สอบถามไปยังนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา แต่นายชัยตอบกลับมาว่าการแถลงนโยบายรัฐบาลต้องแถลงที่สภาเท่านั้น ไม่สามารถย้ายสถานที่ประชุมได้


ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวว่า หลังประชุม ครม.นัดพิเศษแล้วเสร็จ ตนเองและพ.ต.ท.สมชาย ก็ได้ติดตามพล.อ.เชาวลิต ไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อตรวจดูความพร้อมและหารือกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. โดยยืนยันว่าพล.อ.เชาวลิต ไม่ได้สั่งการใดๆ ให้ตำรวจสลายการชุมนุมเช่นกัน มีเพียงกำชับให้ตำรวจดูแลความสงบเรียบร้อย ดังนั้น การที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหานายสมชาย และพล.อ.เชาวลิต จึงเป็นการปฏิบัติมิชอบ ซึ่งตนเอง พ.ต.ท.สมชายและพล.ต.ศรชัย พร้อมเป็นพยานให้กับนายสมชายและพล.อ.เชาวลิต ส่วนบอกว่าตำรวจสลายแล้วมีคนเสียชีวิต เป็นการบิดเบือนข้อมูลเพราะสถานที่ทั้งสองคนเสียชีวิต ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ในบริเวณหน้ารัฐสภาแต่อย่างใด


ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีที่นายบัณฑิต รชตะนันทน์ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ยื่นฟ้องร้องต่อ ป.ป.ช.กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ สืบเนื่องจากกรณีที่ชี้มูลความผิดนายสมชายซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมขณะนั้นและนายบัณฑิตรองปลัดกระทรวงยุติธรรมขณะนั้น ฐานไม่เก็บเงินค่าธรรมเนียมจากการขายทอดตลาดของศาลธัญญบุรี โดยปรากฏว่าเป็นการวินิจฉัยคนละเรื่องกับที่แจ้งข้อกล่าวหา ทำให้ผู้เสียหายไม่มีโอกาสต่อสู้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้เข้าชื่อเพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อส่งต่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาเอาผิด แต่ปรากฎว่าหลังจากที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ได้มีส.ส.ที่ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อเป็นผลให้เรื่องตกไป


"ดังนั้นผมและนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยพร้อมส.ส.ของพรรคจำนวน 140 คน ได้เข้าชื่อเพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภาอีกครั้ง ในวันที่ 18 มีนาคมนี้ ตามรัฐธรรมนูญ ม.249 เพื่อให้ดำเนินการส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาความผิด ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ในความผิดตามกฎหมายอาญาม.157 เนื่องจากปฏิบัติหน้าทำหน้าที่โดยไม่ถูกต้อง รับใช้เผด็จการและจะมีส่วนสำคัญในการทำลายระบอบประชาธิปไตย จะปล่อยไว้ไม่ได้เพราะ ปปช.ทั้ง 9 คนจะทำให้บ้านเมืองวิบัติ และม.200 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 ม.125 โดยปฏิเสธว่าไม่ใช่การแก้แค้นหรือเอาคืนป.ป.ช.หลังชี้มูลความผิดนายสมชาย" ร.ต.ท.เชาวริน กล่าว

ลูกตัวเงินตัวทองยั้วเยี้ยเพ่นพ่านนอกโพรงไม้ในทำเนียบ

ที่มา มติชนออนไลน์
ทายาทใหม่ บรรดา ลูกๆ ตัวเงินตัวทองที่อาศัยอยู่ในต้นไม้ใหญ่ริมถนน ภายในทำเนียบรัฐบาล ต่างออกมาเกาะอยู่ภายนอกโพรงจำนวนหลายตัว เป็นที่ตื่นตาของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่มาติดต่อราชการในทำเนียบรัฐบาลเป็นอย่างมาก เมื่อ 17 มี.ค.

สื่อ…..กลยุทธสังหาร....ยุทธศาสตร์เปลี่ยนประเทศ

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

สถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองในขณะนี้ กำลังเข้าสู่สถานการณ์แย่งชิงมวลชนเพื่อเป็นฐานกำลังนำไปสู่การเคลื่อนไหวขั้นแตกหักในทางการเมือง การเคลื่อนไหวนี้ประสานกันทั้งในสภาและนอกสภา ในสภามีการเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลลาออกด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยจะเปิดโปงความไม่ชอบธรรมของการได้มาซึ่งอำนาจบริหารของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ส่วนภายนอกสภาก็มีการเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดงที่เป็นแรงกดดันเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เวลานี้จะเห็นได้ว่ามีการชิงพื้นที่ข่าวที่จะปรากฏในหน้าสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ, โทรทัศน์, หนังสือพิมพ์, อินเตอร์เน็ต.... ยิ่งมีพื้นที่ในการนำเสนอข่าวสารมากเท่าใด มวลชนก็ยิ่งให้ความสนใจและเป็นที่รู้จักมากขึ้นเท่านั้น....


อดีตที่ผ่านมาการสื่อสารยังไม่พัฒนาให้กว้างขวางมากนักจึงมีแต่เพียงสื่อหลักเท่านั้น ประชาชนจึงรับฟังข่าวสารเพียงด้านเดียว ถูกพูดกรอกหูอยู่ทุกวัน ได้ดูรายการข่าวอยู่ตลอดเวลา ได้เห็นสปอร์ตรายการและสื่อโฆษณาที่โหมกระหน่ำในทุก ๆ ที่ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ไขว้เขว เห็นผิดเป็นถูกไปได้.... สนธิ ลิ้มทองกุล ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่าสามารถใช้สื่อเป็นเครื่องมือที่สามารถล้างสมองประชาชน และสร้างความเชื่อผิด ๆ จนถึงขั้นล้มล้างรัฐบาลท่านนายกทักษิณ ที่มีอำนาจเต็มมาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้มาแล้ว...

หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่สำคัญยิ่งในประเทศไทย.... นั่นคือการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนของประชาชนเพื่อติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันเอง โดยไม่พึ่งพาอาศัยสื่อหลักของรัฐบาลแต่เพียงด้านเดียวอีกต่อไป.... วิทยุชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นโดยประชาชนทั่วไป ได้ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ดหน้าฝน ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ, เวปไซด์ต่าง ๆ ที่มีหน้าข่าวและหน้าจอที่สามารถติดต่อให้ประชาชนพูดคุยกันได้ เิิกิดขึ้นเป็นรายวัน, สถานีวิทยุทางอินเตอร์เน็ตที่สามารถส่งข่าวสารไปได้กว้างไกลทั่วโลกรวมทั้งทีวีดาวเทียม เกิดขึ้นอย่างมากมายและเปิดโอกาสให้ประชาชนธรรมดา กลายเป็นผู้จัดรายการ และนำเสนอข่าวสาร ไปสู่ประชาชนทั้งหลายได้อย่างไม่จำกัด....

ผลจากการติดต่อสื่อสารที่สามารถเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใด เพียงแค่ใช้นิ้วกดที่แป้นพิมพ์หน้าคอมพิวเตอร์นี้... ทำให้เกิดการหลั่งไหลของข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ไม่เคยมีใครได้รับรู้ และได้สัมผัสมาก่อนจึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย สิ่งที่เคยถูกปิดซ่อนเอาไว้ หรือเคยถูกทาสีเอาไว้เพื่อให้ดูดี ได้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างหมดสิ้นในโลกการสื่อสารไร้พรมแดนนี้.... และเป็นเรื่องยากในการที่จะสืบหาที่มาและต้นตอของการให้แหล่งข่าวซึ่งต่างจากสื่อหลักทั่วไป.....

พี่น้องนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทุก ๆ ท่าน รวมทั้งท่านนายกทักษิณ ต่างก็มองเห็นถึงความได้เปรียบในเรื่องนี้....การโฟนอินเข้ามาของท่านนายกทักษิณ และการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ รวมทั้งการทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อให้เป็นข่าวที่จะถูกสื่อสารต่อไปทั่วโลก จึงเป็น ยุทธศาสตร์ ที่จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงประเทศ อย่างแท้จริง.... พี่น้องที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในขณะนี้อาจจะไม่มี พลังอำนาจทางทหาร, ไม่มีพลังอำนาจทางการเมือง, ไม่มีพลังอำนาจในการปกครอง แต่สิ่งที่พี่น้องเหล่านี้มีอยู่อย่างเหลือเฟือและเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากก็คือ พลังแห่งมวลชน, พลังแห่งสื่อที่ไร้พรมแดน, และ เวลา

การที่เครือข่ายของผู้มีอำนาจขณะนี้ออกมาแสดงความเห็นตอบโต้ และแสดงท่าที ที่จะดำเินินการอย่างเฉียบขาดต่อพี่น้องผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และการโฟนอินเข้ามาของท่านนายกทักษิณ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขากำลัีงเข้าสู่การ เป็นฝ่ายรับทางการเมือง และเป็นผู้ ตั้งรับในเชิงยุทธศาสตร์ ของการต่อสู้นี้อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีทางที่ผู้ครองอำนาจในประเทศนี้จะ จับกุม หรือ ควบคุม พี่น้องผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้อย่างหมดสิ้น เพราะการต่อสู้ในครั้งนี้ ไม่มีแกนนำ ที่เป็นตัวบุคคล เหมือนสมัยที่ พธม. ได้กระทำในครั้งก่อน.... ไม่มีกระบวนการจัดตั้งแบบจัดจ้างมาเพื่อมาชุมนุมในแต่ละครั้ง.... ไม่มีการต่อรองผลประโยชน์เพื่อให้นำประชาชนมาเข้าร่วมการชุมนุม.....

การชุมนุม และการเคลื่อนไหวของพี่น้องผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในทุกรูปแบบ ทั้งการชุมนุมในภาคสนาม, การเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์, หรือการสนับสนุนในทางอื่นใด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจาก ความศรัทธาในอุดมการณ์ ที่มีร่วมกันนั่นก็คืิอการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ในประเทศนี้.... หรือจะเรียกอีกนัึยหนึ่งก็คือ ขณะนี้พี่น้องประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกำลัง สร้างอำนาจคู่ ขึ้นมาในประเทศนี้ และอำนวจนั้นคืออำนาจของประชาชน เพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่ครองอำนาจในประเทศนี้มาอย่างยาวนาน....

ประชาธิปไตย ไม่เคยได้รับมาจากการ ร้องขอ จากเผด็จการ แต่ประชาชนจะได้รับความเป็น ประชาธิปไตย ก็ต่อเมื่อมี อำนาจใดอำนาจหนึ่ง มาทำการเปลี่ยนแปลงให้.... อาจจะเป็นอำนาจของกษัตริย์, อำนาจของทหาร, หรืออำนาจของประชาชนเอง และในเมื่อประเทศนี้ไม่มีอำนาจใดที่จะมาช่วยให้ประชาชนชาวไทย ได้รับความเป็นประชาธิปไตยทีสมบูรณ์ได้ ก็จำเป็นอยู่เองที่พี่น้องประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาเืืพื่อต่อสู้ที่จะเลือกให้ประเทศนี้ มีการปกครองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปกครองแบบ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่ยังคงแฝงเอาไว้ด้วย "เผด็จการอมาตย์" อย่างสมบูรณ์เหมือนดังเช่นทุกวันนี้....

เพราะประชาชนไทย คือเจ้าของประเทศไทยนี้ ตามคำแถลงการณ์ของคณะราษฎร์ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ตามความตอนหนึ่งว่า “ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร”

ด้วยเหตุนี้การต่อสู้บนหน้าเวปไซด์ หรือหน้าเวปบอร์ด จึงไม่เพียงแต่เป็นการพิมพ์ตัวอักษรเท่านั้น... แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการ สร้างอำนาจคู่ ของ สื่อ เพื่อให้กลายเป็น กลยุทธสังหาร และนำไปสู่ ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนประเทศ นั่นเอง

ปูนนก

ขู่ ปลอบ ใส่ไคล้ป้ายสี อย่างไร คนเสื้อแดงก็ไม่หยุดขยายตัว

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้ทั้งฝ่ายรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ และฝ่ายอำมาตย์ พยายามทุกวิถีทางที่จะสลายสีแดงให้ได้ ด้วยการ "ออกข่าวป้ายสีบ้าง " สร้างสถานการณ์บ้าง สร้างข่าว ส่งผู้ใหญ่ (ตอนนี้ไม่มีใครนับถือผู้ใหญ่แล้วไม่ว่าใคร) มาสร้างภาพ พูดจากลับกลอกให้สามัคคีบ้าง หรือใช้อำนาจทางกฎหมายขู่บ้าง จับบ้าง

คือ ดำเนินกลยุทธ์ "ล้าหลัง" ใช้ "โลกทรรศน์ การเมืองยุคปี 1980 หรือแม้แต่ขู่ จับ เล่นนอกแบบทุกอย่าง

ผมว่าทำอย่างไรก็ไม่มีทางได้ผล เพราะสิ่งที่ทำนั้น มันไม่ใช่ "สาระที่คนเสื้อแดงเขากำลังต่อสู้" ต่อให้ส่งคนไปปลอมตัวเป็นคนเสื้อแดงขวางระเบิดแล้วป้ายสี ให้ภาพพจน์คนเสื้อแดงเสียหาย ผมก็ไม่คิดว่าคนเสื้อแดงจะสนใจ หรือจะส่งผลต่อสถานการณ์แต่อย่างใด เพราะสิ่งที่คนเสื้อแดงต่อสู้คือ พวกเขาต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ พวกเขาไม่สนใจ "กุศโลบาย" กลอุบาย กลยุทธ์เก่า ๆ ที่ใช้ในการทำลายล้างขบวนการคนเสื้อแดง

สิ่งที่คนเสื้อแดงเขาสนใจคือ "ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ สังคมที่มีความเป็นธรรม ไม่เลือกปฎิบัติ ระบบกฎหมายที่บังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน หลักนิติธรรม” และต้องการ “การเคารพในการตัดสินใจของประชาชน"

หากสิ่งที่ผมกล่าวข้างบน ยังไม่มีให้ แต่เอาไปจากพวกเขามากกว่าเดิม การใช้เลห์เพทุบาย ใส่ร้ายป้ายสี ขู่ ปลอบ อย่างไรก็ไม่ได้ผล

แม้ว่าสื่อทุกสื่อ โทรทัศน์ทุกช่อง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับประโคมข่าวใส่ร้ายคนเสื้อแดง รวมทั้งปิดเว็บ ขบวนการเสื้อแดงก็ไม่ลดลง มีแต่จะขยายตัวขึ้น เพราะทำอย่างนี้ เท่ากับ "ต่อต้านสิ่งที่คนเสื้อแดงสู้เพื่อให้ได้มา” ตามที่ผมเขียนข้างบน ยิ่งดึง "คุณค่า" ดังกล่าวไปจากพวกเขามากเท่าใด การขยายตัวของคนเสื้อแดงก็จะยิ่งมากขึ้น ตอนนี้ขยายตัวไปแทบค่อนประเทศแล้ว

การสร้างกระแสเรื่องสถาบัน ดึงสถาบันเข้าเพื่อสลายคนเสื้อแดง จะยิ่งทำให้คนเสื้อแดงขยายตัวมากยิ่งขึ้น เพราะอะไรก็ตีความเอาเองก็แล้วกัน เพราะพูดไปก็จะโดนเผาเหมือนแม่มดในยุคกลางของยุโรป แต่เชื่อผมเถอะว่า ยิ่งดึงลงมา คนเสื้อแดงยิ่งมาก เพราะจะทำให้พวกเขารู้สึกว่า "พ่อแม่ไม่รัก" ความเจ็บช้ำน้ำใจยิ่งมีมากขึ้น ความคับแค้นเพราะพ่อแม่ไม่รักมีมากขี้น ความรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีเส้น มีมากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้คนเสื้อแดงขยายตัวเพิ่มมากขึ้นไปอีก

ตอนนี้สิ่งที่คนเสื้อแดงเรียกร้องคือ "คุณค่าของประชาธิปไตย" การพยายามทำลายชื่อเสียง การขู่ การใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ความลำเอียง การบิดเบือน การใช้อำนาจข่มขู่ ยิ่งทำให้เสื้อแดงขยายตัวยิ่งขึ้น

ผมจึงไม่ค่อยสนใจความลำเอียงของสื่อ เพราะมันเอียงจนผม "หมดศรัทธาไปแล้ว"

ผมไม่ค่อยสนใจการป้ายสีคนเสื้อแดง เพราะป้ายอย่างไรก็ไม่ได้ผล ผมไม่แคร์ด้วย

แม้คนเสื้อแดงบางกลุ่มอาจหัวรุนแรง ฮาร์ดคอร์ ก่อความเสียหายทางด้านภาพพจน์ เช่น ปาไข่ ตีกับพวกเสื้อเหลือง ผมก็ไม่ถือเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่สาระของสิ่งที่ผมต่อสู้เรียกร้อง ผมถือว่า ในการต่อสู้กันทางการเมือง ก็คงมีคนควบคุมอารมณ์ไม่ได้เป็นปกติอยู่แล้ว อาจทำอะไรไม่ยั้งคิดก็ได้ หากเตือนๆ กัน ทำความเข้าใจกัน พวกเขาก็ใจเย็นลงเอง และกลายเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ดีต่อไป คนเสื้อแดงมีการเรียนรู้

ผมไม่สนใจ ดึงพวกเป็นกลางมาเป็นพวก เพราะคนที่สนใจคุณค่าประชาธิปไตย เขาย่อมมาเอง หากเขาไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเพียงพอ ผมไม่คิดว่าเขาจะมาเป็นคนเสื้อแดงอยู่แล้ว

สถานการณ์ตอนนี้ ผมไม่เชื่อว่าจะมีคนเป็นกลางที่เหลืออยู่ แม้จะมี ก็เป็นคนส่วนน้อย ไร้สาระที่จะไปเก็บเอามาเป็นข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ประชาชนเลือกข้างไปหมดแล้ว พวกที่ไม่เลือกข้างมีไม่กี่เปอร์เซนต์เท่านั้น ก็ช่างหัวมัน อยากเป็นสีขาว ไม่เอาข้างใคร ก็ช่างมัน

สรุปคือ สงครามมันข้ามพ้น กลยุทธ์ตื้นๆ ไปแล้ว

ผมไม่สนใจทหาร เพราะผมเชื่อว่า "พวกมันทำรัฐประหารตอนนี้ก็ไปไม่รอด" พวกมันได้แต่ขู่แบบนักเลง หรือเจ้าพ่อ อำนาจทหาร หากไม่กลัว มันก็ไม่มีความหมาย และผมไม่เชื่อว่าทหารจะทำ ปจว.ได้สำเร็จ ด้วยการใช้ "ค่านิยมโบราณ” เช่น เศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดเทวราชา เป็นต้น ค่านิยมเหล่านี้ เทียบไม่ได้กับ "ความกินดีอยู่ดี ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน ความเป็นธรรม"

ดังนั้น ยิ่งอยุติธรรม เสื้อแดงยิ่งขยายตัวมากขึ้น

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จะยิ่งทำให้เสื้อแดงขยายตัวเต็มแผ่นดินในไม่ช้า

เวทมนตร์อันใดก็หยุดคนเสื้อแดงไม่อยู่แล้ว

17มีนา:วันสาธารณรัฐอังกฤษ

ที่มา Thai E-News

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
17 มีนาคม 2552


วันที่ 17 มีนาคม เป็นวันครบรอบ 360ปี แห่งการประกาศสาธารณรัฐในอังกฤษ ในวันนั้น ในปี 1649 ไม่กี่วันหลังจากที่จับกษัตริย์ชาร์ลสที่หนึ่งมาตัดหัว รัฐบาลสาธารณรัฐภายใต้แกนนำของประธานาธิบดี Oliver Cromwell แถลงว่า


“ตำแหน่งกษัตริย์เป็นสิ่งไม่จำเป็น เป็นภาระทางสังคม และเป็นภัยต่อเสรีภาพ ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของประชาชน”

การประกาศสาธารณรัฐเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติทุนนิยมและสงครามกลางเมือง ท่ามกลางการต่อสู้นี้ฝ่ายต้านกษัตริย์เริ่มเข้าใจว่าต้องประหารชีวิตกษัตริย์ เพราะเขาจะไม่ยอมเลิกสู้ถ้าปล่อยไป

นักเขียนคนสำคัญที่อธิบายเหตุผลและความชอบธรรมในการประหารกษัตริย์คือ John Milton ซึ่งเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการเขียนและการแสดงออกในยุคนั้น และต่อมาเขาได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอังกฤษในสาธารณรัฐใหม่

แต่ฝ่ายสาธารณรัฐในการปฏิวัติทุนนิยมอังกฤษมีสองซีก คือซีกชนชั้นระดับกลางที่ประกอบไปด้วยนายทุนอย่าง Cromwell และซีกที่เป็นคนยากจน พวกหลังนี้จัดตั้งหลวมๆ ในองค์กรชื่อ Levellers ท่ามกลางการปฏิวัติจึงเกิดการถกเถียงว่าควรจะนำไปสู่ประชาธิปไตย “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” หรือไม่ และควรแจกจ่ายที่ดินให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่ ในที่สุดฝ่ายคนจนแพ้ และหลังจากที่ประธานาธิบดี Cromwell ตาย ฝ่ายนายทุนก็ได้นำกษัตริย์ชาร์ลส์ที่สองกลับมา แต่กลับมาในรูปแบบประมุขของนายทุน ทั้งนี้เพื่อยับยั้งการต่อสู้เพื่อคนจน

ประมาณหนึ่งร้อยปีต่อมาเกิดการปฏิวัติทุนนิยมในฝรั่งเศสในปี 1789 และกษัตริย์ฝรั่งเศสและราชวงศ์ถูกประหารหมด ด้านซ้ายของรัฐสภาใหม่เป็นที่นั่งของพวกที่เข้าข้างคนจน ส่วนซีกขวาของรัฐสภาเป็นที่นั่งของนายธนาคารและนายทุน ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติ มีนักเขียนและนักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษชื่อ ทอมมัส เพน เขียนหนังสือ The Rights of Man เพื่อยืนยันความสำคัญของสิทธิมนุษยชน และวิจารณ์ระบบกษัตริย์ที่ถ่ายทอดอำนาจทางสายเลือด

ทอมมัส เพน คือปัญญาชนของการปฏิวัติอเมริกา 1776 และมีส่วนร่วมในการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 เขาเกิดในครอบครัวคนจนที่เมือง Thetford, Norfolk ในประเทศอังกฤษเมื่อปี 1737 เมื่อจบการศึกษาขณะที่อายุเพียง 13 ปี เพน ต้องออกไปทำงาน หนังสือเล่มแรกที่มีชื่อเสียงของ เพน คือ Common Sense (“ปัญญาสามัญ” เขียนในปี 1776) ซึ่งเสนอเหตุผลว่าทำไมอเมริกาควรเป็นประเทศอิสระจากอังกฤษ ในไม่ช้าเล่มนี้กลายเป็นหนังสือสำคัญของการปฏิวัติอเมริกา

หนังสือ The Rights of Man (“สิทธิมนุษยชน”) เพน เขียนเป็นสองตอนระหว่างปี 1791-1792 หนังสือเล่มนี้เป็นการปกป้องความก้าวหน้าดีงามของการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 เพื่อโต้ตอบคำวิพากษ์วิจารณ์ของนักเขียนปฏิกิริยาในอังกฤษชื่อ Edmund Burke หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือต้องห้ามในอังกฤษ การทำให้เป็นหนังสือต้องห้ามโดยรัฐบาลอังกฤษมีผลทำให้ผู้รักความเป็นธรรมในขบวนการแรงงานอังกฤษและในสังคมทั่วไปพยายามแสวงหาเล่มนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงานบางคนจะแอบซื้อเล่มนี้ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือไม่ออก แล้วจะตั้งวงเพื่อให้คนอื่นอ่านให้ฟัง

เพน เสนอในหนังสือ Rights of Man ว่า ในโลกเรามักพบสองรูปแบบของการปกครองคือ หนึ่ง การปกครองตามระบบเลือกตั้งและระบบผู้แทน ซึ่งเรียกว่าระบบสาธารณรัฐ และสอง การปกครองของผู้สืบทอดอำนาจทางสายเลือด ซึ่งเรียกกันว่าระบบกษัตริย์หรือขุนนาง การปกครองสองรูปแบบนี้ยืนอยู่บนพื้นฐานที่ตรงกันข้าม คือพื้นฐานการใช้สติปัญญากับพื้นฐานความโง่

เนื่องจากการบริหารสังคมต้องการความสามารถและฝีมือ และเนื่องจากความสามารถและฝีมือไม่สามารถสืบทอดผ่านสายเลือดได้ง่ายๆ เราจะเห็นได้ว่าระบบการปกครองที่อาศัยการสืบทอดสายเลือดมีความจำเป็นที่จะให้มนุษย์ยึดมั่นในความเชื่อที่ปราศจากการใช้สติปัญญา คือดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์จมอยู่กับความโง่ ดังนั้นเมืองไหนประเทศไหนเต็มไปด้วยความโง่ เมืองนั้นมีความเหมาะสมที่จะใช้ระบบสืบทอดการปกครองโดยสายเลือด แต่บรรยากาศของสาธารณรัฐย่อมนำไปสู่การพัฒนาความกล้าในการนึกคิดและกระทำที่ได้แต่สร้างศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

สำหรับ เพน การเสนอว่า "กษัตริย์ย่อมกระทำผิดมิได้" เป็นการผลักดันให้กษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานภาพเช่นเดียวกับคนปัญญาอ่อน หรือคนบ้าที่ไร้สติ เพราะไม่สามารถรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนกระทำได้ ระบบสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือดเป็นระบบที่ลดคุณค่าของผู้ถือตำแหน่งเอง เพราะเป็นการเสนอว่าใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนปัญญาอ่อนสามารถทำหน้าที่นี้ได้ ถ้าเปรียบกับช่างซ่อมเครื่องจักรแล้ว การเป็นช่างย่อมใช้ความสามารถและฝีมือ แต่การเป็นกษัตริย์แค่อาศัยร่างสัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่ามนุษย์ (to be a King requires only the animal figure of man) ในที่สุดแนวความคิดแบบนี้ที่อาศัยความงมงายน่าจะดับสูญหายไปในยุคแห่งการใช้เหตุผล

เพน อธิบายอีกว่า ไม่มีสภาผู้แทนไหน กลุ่มคนใด หรือมนุษย์ในเมืองอะไร ที่มีสิทธิจะกำหนดหรือสั่งการในลักษณะการบังคับมัดสังคมชั่วนิรันดร์ตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการปกครอง หรือเกี่ยวกับว่าใครจะเป็นผู้ปกครอง ดังนั้นคำประกาศใดๆ หรือมาตรากฏหมายรัฐธรรมนูญใดๆ ย่อมไม่มีน้ำหนักและความชอบธรรมในเมื่ออาศัยสิทธิอันไม่ชอบธรรมดังกล่าวในการออกคำประกาศหรือกฏหมาย ทุกยุค ทุกรุ่น ต้องมีเสรีภาพในการปฏิบัติในทุกเรื่อง มนุษย์รุ่นหนึ่งไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองชีวิตของคนรุ่นต่อไป คนที่มีชีวิตอยู่คือผู้ที่เราควรจะเคารพรับฟัง ไม่ใช่ซากศพคนรุ่นก่อน

เพน เสนอว่า การปฏิวัติฝรั่งเศส ไม่ใช่เป็นเพียงการกบฏต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่เป็นการปฏิวัติล้มหลักการปกครองเผด็จการของกษัตริย์ หลักการนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่กษัตริย์คนนี้หรอก มันมีมานาน และพวกกาฝากทั้งหลายที่ติดพันกับระบบนี้มีหนาแน่นเกินไปที่จะกำจัดออกไปโดยวิธีอื่นนอกจากการปฏิวัติสังคมอย่างถ้วนหน้า การที่กษัตริย์ฝรั่งเศสปัจจุบันไม่ได้ชั่วร้ายอะไรหนักหนาไม่สำคัญ เพราะการมีระบบเผด็จการของกษัตริย์ก็เป็นโอกาสสำหรับรัชกาลต่อไปที่อาจโหดร้ายกว่า ที่จะเถลิงอำนาจ การพึ่งพาตัวบุคคลที่อาจมีคุณธรรมไม่ใช่หลักประกันการปกครองที่เป็นธรรม เพราะการละเว้นการใช้อำนาจอย่างป่าเถื่อนของบุคคลคนหนึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกับการยกเลิกระบบเผด็จการ

บ่อยครั้งมีคนบ่นว่าการปฏิวัติเป็นเรื่องป่าเถื่อนนองเลือด หรือมีการลงโทษฝ่ายพ่ายแพ้อย่างรุนแรงเป็นต้น นอกจากเรื่องนี้ไม่จริงเสมอไปแล้ว เราต้องมาพิจารณาว่าทำไมมนุษย์ถึงเลือกใช้ความโหดร้ายในการลงโทษ คำตอบสั้นๆ คือเขาเรียนรู้จากผู้ที่ปกครองเขา ดังนั้นถ้าการกบฏใดมีความโหดร้ายทารุณมันเพียงแต่เป็นการสะท้อนความโหดร้ายทารุณของระบบที่เคยปกครองเขา เราควรนำขวานมาฟันรากและโคนของปัญหา เราต้องสอนหลักมนุษยธรรมกับรัฐบาล ลองคิดดูสิรัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือฝรั่งเศสล้วนแต่ใช้ความโหดร้ายในการประหารชีวิตคน ดังนั้นถ้าบ้านเมืองเรามีม็อบโหดร้ายป่าเถื่อนมันก็เพราะบ้านเมืองมีระบบการปกครองที่ปกพร่องโหดร้ายป่าเถื่อน แต่อย่าลืมว่าม็อบดังกล่าวเพียงแต่เป็นมวลชนผู้ตาม แต่การนำกระบวนการปฏิวัติส่วนใหญ่เต็มไปด้วยบุคคลที่มีความคิดก้าวหน้าเพื่อเสรีภาพและมนุษยธรรม

เพน เล่าต่อว่า ในอดีตมนุษย์มีลักษณะความเป็นมนุษย์อย่างเดียว ไม่มียศศักดิ์อะไรสูงหรือต่ำกว่านั้น ทุกทฤษฎีที่ว่าด้วยกำเนิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะมาจากโลกที่มีการบันทึกด้วยลายลักษณ์อักษร หรือด้วยวาจา หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าหรือเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ทุกทฤษฎีมีจุดร่วมสำคัญอันหนึ่งคือ มีการมองว่ามนุษย์เป็นหนึ่งอันเดียวไม่แตกต่างกัน คือมนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน ด้วยสิทธิตามธรรมชาติที่เท่าเทียมกัน ไม่มีมนุษย์ที่ไหนที่จะยอมอาสาเข้าไปร่วมในสังคมเพื่อที่จะมีฐานะเลวลงหรือมีสิทธิเสรีภาพน้อยกว่าสิทธิธรรมชาติอันนี้ การเข้าร่วมสังคมกระทำไปเพื่อให้มีการปกป้องสิทธิเสรีภาพธรรมชาติต่างหาก และสิทธิเสรีภาพธรรมชาติย่อมเป็นรากฐานของสิทธิพลเมืองในสังคม

ระบบขุนนางที่สืบทอดอำนาจหรือตำแหน่งทางสายเลือด ไม่ว่าจะในประเทศใด ล้วนแต่มีรากฐานมาจากการใช้กำลังทางทหารทั้งนั้น คือเป็นระบบเผด็จการทางทหารชนิดหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องมีระบบสืบทอดอำนาจที่ชัดเจนและตัดส่วนแบ่งทางอำนาจจากสาขาต่างๆ หรือแขนงน้อยๆ ของครอบครัวเพื่อระดมอำนาจและทรัพย์สินไว้ส่วนกลาง กฎเกณฑ์ของระบบนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับกฎธรรมชาติ และธรรมชาติกำลังเรียกร้องให้เรากำจัดสิ่งเพี้ยนๆ นี้ออกไปเสียที

ในประเทศที่อ้างว่ามีอารยะธรรม เมื่อเราเห็นคนแก่คนชราถูกทอดทิ้ง และเยาวชนถูกประหารชีวิต เราต้องสรุปว่าระบบการปกครองของประเทศนั้นมีปัญหา จากเปลือกภายนอกของสังคมเหล่านั้นที่ดูสงบเรียบร้อย เมื่อเราเจาะลึกลงไปจะเห็นความยากไร้ที่ไม่เปิดโอกาสใดๆ ให้คนยากจนนอกเหนือจากการตายในสภาพแบบนั้นหรือการถูกลงโทษ การปกครองที่มีคุณธรรมไม่ใช่การปกครองที่อาศัยโทษประหาร การปกครองที่มีคุณธรรมต้องบริการเยาวชนให้มีโอกาสเต็มที่ในการศึกษา และต้องดูแลคนแก่คนชราของสังคม ทำไมผู้ถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิตส่วนใหญ่เป็นคนจน? แค่ข้อมูลชิ้นนี้ชิ้นเดียวก็แสดงถึงความยากไร้ในสภาพชีวิตของเขา แน่นอนเขาก็ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมและระบบกฎหมายที่ป่าเถื่อน ในจำนวนเงินล้านๆ ที่ถูกนำมาใช้โดยรัฐบาล มีมากมายเหลือเฟือที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ที่ต้นเหตุเพื่อประโยชน์ของสังคม และเวลาเราพูดถึงปัญหาความยากจนแบบนี้เรากำลังพูดด้วยความห่วงใยเมตตาในเพื่อนมนุษย์และในเรื่องสิทธิมนุษยชน

ในการบริการสังคม เพน เสนอว่าเราต้องพูดถึงระบบการเก็บภาษี เวลาพูดถึงการเก็บภาษีคนส่วนใหญ่ชอบเสนอว่าควรเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย และการนิยามว่าอะไรฟุ่มเฟือย อะไรไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ค่อยมีเหตุผลหรือระบบเท่าไรนัก แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะฟุ่มเฟือยอย่างชัดเจนคือการถือครองที่ดินขนาดใหญ่ ดังนั้นควรมีการเก็บภาษีที่ดินจากผู้มีที่ดินมหาศาลเป็นประการแรก หลังจากนั้นก็ต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า และการลดการถ่ายทอดสินทรัพย์ผ่านมรดก

แนวความคิดดังกล่าวและการต่อสู้ของนักประชาธิปไตยอังกฤษ กลายเป็นหลักประกันสำคัญเพื่อไม่ให้กษัตริย์อังกฤษในยุคนี้ ยุ่งหรือถูกลากลงมายุ่ง ในเรื่องการเมือง...

ปี52ปชป. ยังหอม แชมป์เงินบริจาค 25 ล้านบาท "เทือกสุบรรณ"เจ้าเดียวเท10ล้าน-เพื่อไทยแค่ 2 ล้าน

ที่มา มติชนออนไลน์

กกต.เผยยอดเงินบริจาคพรรคการเมืองเดือนม.ค. 52ประชาธิปัตย์แชมป์ 25.8 ล้าน สุเทพ-ลูกชายเท 10 ล้าน กลุ่มทุนแห่ซบเพียบทั้งตระกูลเจียรวนนท์ -โรงงานน้ำตาล -เครือสหวิริยา ด้านเพื่อไทยแค่ 2 ล้าน


ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่า สัปดาห์ ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยยอดเงินบริจาคพรรคการเมือง ประจำเดือนมกราคม 2552 มีพรรคการเมืองแจ้งว่าได้รับเงินบริจาค 4 พรรค ได้แก่ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย พลังแผ่นดินไท และกิจสังคม


พรรคการเมืองที่ได้รับเงินบริจาคมากที่สุด คือประชาธิปัตย์ 25.9 ล้านบาท , พรรคเพื่อไทย 2 ล้านบาท (นายองอาจ เอื้ออภิญญากุล) ,พรรคพลังแผ่นดินไท 25,000 บาท และ กิจสังคม 20,000 บาท


ในส่วนของประชาธิปัตย์ผู้บริจาครายใหญ่คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค 5 ล้านบาท, นายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ 5 ล้านบาท , นายประกอบ จิรกิตติ รองผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรก 2,680,000 บาท ครั้งที่สอง 1,500,000 บาท รวม 4,180,000 บาท , นายเทพไท เสนพงศ์ 1,005,000 บาท นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ 1 ล้านบาท ,นางสิริกานต์ ทองไทย น้องสาวนายประกอบ 600,000 บาท


บริจาค 500,000 บาท มีจำนวน 7 ราย ได้แก่ นายประเสริฐ จิรกิตติ ,บมจ. โรงพยาบาล รามคำแหง, บมจ.สยามแก๊ส แอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ , บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด ,บริษัท บี.เอส.เมทัล จำกัด, บริษัท เรือลำเลียง บางปะกง จำกัด ,บริษัท กลุ่มเหล็กสหวิริยา จำกัด


บริจาค 250,000 บาท 2 ราย บริษัท เอฟ แอนด์ เอส 79 จำกัด และ บริษัท สินแพทย์ จำกัด


บริจาค 200,000 บาท มีจำนวน 6 รายได้แก่ นายสุภกิต เจียรวนนท์ , นายพิสิษฐ์ มโนภินิเวศ , นางพรทิพย์ อภิธนาคุณ ,บมจ.ไทยพร็อพเพอร์ตี้ ,หจก.ดีอาร์ ทีเทรดดิ้ง ,บริษัท โรงสีเอกไรซ์ จำกัด


บริจาค 176,000 บาท บริษัท สยาม เซฟตี้ พรีเมียร์ จำกัด


บริจาค 125,000 ได้แก่ น.พ.เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ


บริจาค 100,000 บาท มี 12 ราย ได้แก่ นายปรีชา บูรณะรุ่งเรือง, นายชาตรี หลายปัญญา, นายวฐา สุธีโสภณ, นายบุญส่ง รติสุขพิมล ,นายนิวัติ แจ้งอริยวงศ์ ,พญ.เจรียง จันทรกมล, นายศิริพงษ์ ศิริสวัสดิบุตร ,นายภูมสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ,นางสาวเมทินี มหาคุณาจีระกุล ,บริษัท แสงชัยโชค จำกัด ,บริษัทปั้นหนึ่ง จำกัด ,บริษัท บลู แพลเน็ต โลจิติกส์ จำกัด


บริจาค 75,000 บาท 1 รายได้แก่ บริษัท ปรินดา จำกัด (มหาชน)


นอกจากนี้ยังมีผู้บริจาค จำนวน 62,500 บาท จำนวน 8 ราย ได้แก่ บริษัท น้ำตาล ราชบุรี จำกัด ,บริษัท น้ำตาลไทยกาญจนบุรี จำกัด, บริษัท ไทยอุตสหากรรมน้ำตาล จำกัด ,บริษัท ประจวบอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท โรงงานน้ำตาลนิวกรุงไทย จำกัด ,บริษัทน้ำตาลท่ามะกา จำกัด, บริษัท อุตสาหกรรมมิตรเกษตร จำกัด, บริษัท ไทยเพิ่มพูนอุตสาหกรรม จำกัด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ยื่นไว้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ วันที่ 22 ธันวาคม 2551 ระบุว่า มีเงินฝาก 12.8 ล้านบาท

"ทักษิณ"โอดอยากจิ้มแจ่ว"จตุพร"ซัดกุข่าวแผนพระเจ้าตากล้มรบ.-เสื้อแดงชี้"แม้ว"โฟนอินเป็นยุทธศาสตร์พท.

ที่มา มติชนออนไลน์

"ทักษิณ"บอกอยากกินข้าวเหนียวไก่ย่างจิ้มแจ่วอีสาน กองทัพยังไม่ขึ้นบัญชีดำ"แม้ว"เป็นภัยความมั่นคง โฟนอินชลบุรีวัดกระแสความนิยมของระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรครัฐบาล ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่พรรควางเอาไว้ "สาทิตย์"ชี้"แม้ว"ถนัดทำสงคราม "แอร์วอร์" พท.จวกมั่นคงสร้างเรื่องแผนตากสิน เพื่อล้มรัฐบาลพรรคปชป.

แม้วอยากกินข้าวเหนียวจิ้มแจ่ว


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังโฟนอินต่อเนื่อง โดยช่วงค่ำวันที่ 16 มีนาคม โฟนอินสื่อสารกับกลุ่มผู้สนับสนุน ระหว่างการเปิดศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย จ.มุกดาหาร เลขที่ 80 ถนนพิทักษ์พนมเขต อ.เมือง โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเป็นประธานเปิดศูนย์ พร้อมกับการเปิดตัวนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีตนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองมุกดาหาร 3 สมัย สมาชิกพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางประชาชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน


ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเประมาณ 18 นาที โดยกล่าวว่า หากมีการเลือกตั้งสมัยหน้า ขอให้ชาวมุกดาหารเลือก นายอนุรักษ์เป็น ส.ส. ทั้งนี้ จะได้กลับประเทศไทย "ผมอยากกลับไปกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง จิ้มแจ่วที่ภาคอีสาน" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

พท.จวกมั่นคงสร้างเรื่องขึ้นมา


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ยังกล่าวถึงกรณีเอกสารด้านความมั่นคง เกี่ยวกับกับหารือลับระหว่างนักธุรกิจและนักการเมืองไทย เพื่อกำหนดแผนตากสิน เพื่อล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ว่า หากเอกสารที่ออกมาเป็นเอกสารจากฝ่ายข่าวของหน่วยงานหนึ่ง ก็บอกได้เลยว่าเป็นเอกสารที่เมกขึ้นมา เพื่อหากไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองของเหตุการณ์พฤษภา 2535 เหตุการณ์ตุลา 2526 และ 2519 จะพบว่าผู้ที่อยู่ร่วมจากทั้ง 3 เหตุการณ์นั้นวันนี้ได้แยกกันไปอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดจะทำอะไรให้เกิดขึ้นแบบทั้ง 3 เหตุการณ์อีกครั้ง อีกฝ่ายก็ต้องรู้และรับมือได้อยู่แล้ว จึงไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะทำได้สำเร็จ และที่สำคัญการต่อสู่ในยุคนี้จะทำให้ทั้ง 3 เหตุการณ์กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งนั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะวันนี้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวทั้วถึงกันทั้งหมด


รับเคยวิเคราะห์สงครามปชช.


นายจตุพร กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงนั้นยังไม่ได้วางแผนไปถึงการสร้างความวุ่นวายถึงขนาดเป็นสงครามกลางเมือง เพราะสถานการณ์แวดล้อมขณะนี้ยังไม่ไปถึงตรงนั้นได้ จึงไม่รู้ว่าเอกสารที่ออกมาจากหน่วยข่าวนั้นใครเป็นคนคุยกับใคร แต่ยอมรับว่าพวกเราเคยวิเคราะห์กันถึงสงครามประชาชนและเหตุการณ์ในอนาคต หากประเทศไทยตกอยู่ในยุคตกต่ำที่สุด และประชาชนพร้อมใจกันลุกขึ้นมาสู้กับความไม่ชอบธรรมกันทั้งหมด แต่กว่าสถานการณ์จะไปถึงวันนั้นได้ยังคงอีกยาวนานหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ เพราะการต่อสู้ในยุคนี้จะต้องไม่เลือดตกยางออก ถึงจะประสบความสำเร็จได้ แต่อะไรที่เกิดจากการสร้างสถานการณ์นั้นไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จ

ปชป.แฉขั้นตอนแผนตากสิน


เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ว่า เป็นกระบวนการหนึ่งของแผนตากสิน เพราะจัดเตรียมขั้นตอนอย่างเป็นแบบแผน มีนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง เป็นคนเชียร์แขก รายงานสถานการณ์ม็อบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังโฟนอินอยู่ให้เกิดจินตนาการว่ามีคนมาร่วมชุมนุมมาก จนทำให้พ.ต.ท.ทักษิณหลงใหลและลำพอง ภูมิใจว่ามีคนมาสนับสนุน เหมือนกับเอาภาพวาดไปขายให้คนตาบอด ดูเหมือนว่า พ.ต.ท.ทักษิณพยายามทวงบุญคุณกับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะข้าราชการที่แต่งตั้งมา เมื่อคนเหล่านี้ไม่เห็นด้วย พ.ต.ท.ทักษิณก็ออกมาเปิดโปง


"ข้อสรุปจากผลโพลนี้ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องขยันโฟนอินเรื่องเศรษฐกิจ โดยยึดหลักการพูดโกหกทุกวันเพื่อทำให้คนเชื่อว่าจะเป็นจริงได้ ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เช่นกันว่าได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นตัวปัญหา จึงคิดว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง ควรยุติการทำตัวเป็นปัญหาต่อชาติ" นายเทพไทกล่าว และว่า พ.ต.ท.ทักษิณสู้ทุกรูปแบบ ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านจะเรียกว่าเป็นพฤติกรรมเลือดเข้าตา หมาจนตรอก

"สาทิตย์"ชี้"แม้ว"ถนัดทำสงคราม "แอร์วอร์"

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการโฟนอินถี่ยิบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ก็เป็นการใช้สงครามข้อมูลข่าวสารหรือ "แอร์วอร์" ที่ พ.ต.ท.ทักษิณถนัด แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของ พท.และกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องลงมือเอง ตนแปลกใจว่า ทำไมสื่อมวลชนถึงยังให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่อีก เพราะผลสำรวจของเอแบคโพลล์ยังระบุว่า คนส่วนใหญ่คิดว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณหยุด บ้านเมืองจะสงบ อย่าลืมว่าคุณทักษิณเป็นอดีตไปแล้ว คนที่ทำงานอยู่คือรัฐบาลชุดปัจจุบัน


"แม้ว" โฟนอินชลบุรีวัดกระแส


ด้าน นายศักดา นพสิทธิ์ ทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานจัดงานความจริงวันนี้สัญจร จ.ชลบุรี กล่าวว่า วันที่ 17 มีนาคมนี้ แกนนำนปช.นำโดยนายจตุพร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะขึ้นเวทีความจริงวันนี้สัญจร บริเวณด้านข้างองค์การบริหารส่วนจังหวัด จ.ชลบุรี คาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินเพื่อร่วมพูดกับพี่น้องเสื้อแดงด้วย การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้าเวทีคนเสื้อแดงบ่อยมากขึ้นนั้น เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่จะวัดกระแสความนิยมของระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรครัฐบาล ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่พรรควางเอาไว้ และยังกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวเพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง ตนได้รับรายงานมาว่ามีการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและตำรวจสกัดกั้นคนเสื้อแดงด้วย คนเสื้อแดงจะแสดงพลังให้เห็นวันที่ 17 มีนาคมนี้เพื่อถือเป็นการต้อนรับนายกรัฐมนตรีล่วงหน้าก่อนลงพื้นที่จ.ชลบุรี วันที่ 21 มีนาคมนี้


กองทัพยังไม่ขึ้นบัญชีดำแม้ว


ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงความรู้สึกห่วงการบริหารงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ถูกโจมตีหรือไม่ ว่า มีความเชื่อมั่นในนายกฯคนนี้ และเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ มีความสามารถดำเนินการต่อไปได้เป็นอย่างดี สำหรับการปาสิ่งของใส่ครม.นั้น เห็นว่าประชาชนทั้งประเทศดูอยู่ ไม่ห่วงเรื่องนี้เพราะมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบอยู่ เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน กองทัพมีการขึ้นบัญชีดำเป็นภัยความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติกล่าวสั้นๆ ว่า "ยังไม่มี"


ผบ.ทอ.ห่วงโฟนอินทำแตกแยก


ที่กองทัพอากาศ เวลา 11.30 น. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้สัมภาษณ์ถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ถ้าเป็นการโฟนอินแสดงความคิดเห็นเสนอแนะในเรื่องที่ดีไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าพูดประเด็นที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เห็นว่าสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณควรทำคือกลับมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม หากคิดว่ามีความบริสุทธิ์


เมื่อถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินโจมตี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ. เรื่องจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ พล.อ.อ.อิทธพรกล่าวว่า การจัดซื้ออาวุธทางเหล่าทัพได้ชี้แจงอย่างต่อเนื่องว่า การจัดหาอาวุธต่างๆ เป็นการจัดหาทดแทน ไม่ได้จัดหามาให้พิเศษ ซึ่งขั้นตอนในการจัดหาต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี


ศาลเลื่อนนัดตรวจพยานคดีพธม.


วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ศาลมีคำสั่งเลื่อนตรวจพยานหลักฐานในคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายธเนศร์ คำชุม กับพวกนักรบศรีวิชัย และการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวม 82 คน เป็นจำเลยที่ 1-82 ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร กรณีร่วมกันบุกยึดอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) เมื่อเช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา

เนื่องจากทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่า นายจีรวัฒน์ ครูหนู จำเลยที่ 31 ป่วยไม่สามารถมาศาลได้ ประกอบกับทนายความบางรายเพิ่งพบกับจำเลยเป็นครั้งแรก จึงขอเวลาเตรียมการจัดทำบัญชีพยานในส่วนของจำเลย ศาลสอบถามอัยการโจทก์ไม่คัดค้านจึงมีคำสั่งเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นวันที่ 1 มิถุนายน นี้ เวลา 13.30 น.