WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 20, 2009

ส.ส.หน้าใสสาวเสื้อแดงแจ้งเกิดบนต่อมริษยาปรี๊ดแตกของทึนทึกปชป.

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 มีนาคม 2552
*บทความเกี่ยวเนื่อง วิวาทะส.ส.สาวเสื้อแดงของชาวรากหญ้าVSส.ส.ทึนทึกเสื้อเหลืองของชาวฟ้า

นางรังสิมาทึกทึกจากปชป. ผู้ซึ่งเคยสร้างวีรกรรมแจ้งเกิดในสภาให้ชาวบ้านเม้าธ์มันปากด้วยการพูด2แง่3ง่ามว่า"ท่านประธานไม่แข็ง"ในอดีตวันนี้กำลังเป็นดาวดับ ขณะที่ส.ส.หน้าใสสาวเสื้อแดงกำลังแจ้งเกิดเป็นดาวสภาดวงใหม่



ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลวันนี้ พรรคเพื่อไทย ฝ่ายค้าน เปิดประเดิมโดยการส่งนางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ "ยิ้ม"เปิดตัวอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศในประเด็นเป็นผู้ก่อการร้ายสากลปิดสนามบิน และเรื่องต่างๆ แต่ก็โดนพรรคประชาธิปัตย์ใช้แท็กติกให้ส.ส.หญิงออกมาประท้วงขัดสมาธิเป็นระยะ โดยกล่าวหาว่านางสาววิสาระดีอภิปรายโดยการอ่านตามโพยที่ผู้อื่นเขียนให้

ต่อมานางรังสิมา รอดรัศมี ส.ส.หญิงพรรคประชาธิปัตย์ได้ประท้วงด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "ผู้อภิปรายตอนนี้อภิปรายโดยอ่านตามโพย ไม่ได้ใช้สมองของตนเอง แต่ใช้สมองของผู้อื่น" ทำให้ส.ส.พรรคเพื่อไทยประท้วงให้ถอนคำพูด ซึ่งนางรังสิมายอมถอนคำพูด แต่ก็ไม่วายกล่าวปิดท้ายว่า"ก่อนอภิปรายต่อให้ส่งโพยให้ท่านประธาน แล้วจะคอยดูว่าหากส่งโพยไปแล้ว จะพูดต่อได้หรือไม่ หากพูดไม่ได้ก็แสดงว่าไร้สมอง" ซึ่งนางสาววิสาระดีกล่าวตอบว่า ทำไมจะไม่มีสมอง ก็ในเมื่อตนเรียนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากเมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ เมืองเดียวกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"หากหาว่าดิฉันไม่มีสมอง ก็แสดงว่าท่านอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคของพวกท่านก็ไม่มีเหมือนกัน"

นางสาววิสาระดีได้เน้นย้ำว่า ได้รับเลือกมาจากประชาชนชาวเชียงราย และตนเป็นส.ส.สมัยใหม่ โดนอย่างนี้ก็ถือว่าได้แจ้งเกิดแล้ว แต่พฤติกรรมของน.ส.รังสิมาถือว่าดูถูกประชาชนชาวเรียงรายมาก จากนั้นปรากฏว่ามีส.ส.พรรคเพื่อไทยต่างกรูเข้ามาหาพร้อมจับมือและยกนิ้วให้น.ส.วิสาระดี โดยกล่าวชมเก่งมาก

นางรังสิมา ผู้ซึ่งเคยสร้างวีรกรรมแจ้งเกิดในสภาให้ชาวบ้านเม้าธ์มันปากด้วยการพูดว่า"ท่านประธานไม่แข็ง"ในอดีตวันนี้กำลังเป็นดาวดับ ขณะที่ส.ส.หน้าใสสาวเสื้อแดงกำลังแจ้งเกิดเป็นดาวสภาดวงใหม่

ประชาชาติธรกิจนำเสนอประวัติและเส้นทางของนางสาววิสาระดีว่าเป็น "คนเหนือ" โดยกำเนิด เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนศิริมาศเทวี อ.พาน จ.เชียงราย ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี

เรียนต่อมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ก่อนจะโอนหน่วยกิตไปจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอลลองกอง (WOLLON GONG) ประเทศออสเตรเลีย และปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์ทแทมเบีย (NORTHUMBRIA) เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ

"เพราะคุณพ่อเล่นการเมืองมา 9 สมัย เป็นเวลากว่า 20 ปี ทำให้ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นคุณพ่อลุยน้ำท่วม แจกของ พบปะประชาชน จึงมีความฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าโตขึ้นมาอยากเป็น ส.ส. แม้กระทั่งอาจารย์ที่สอนมาก็ยังตกใจว่าทำไมถึงอยากเป็น ส.ส. ทั้งๆ ที่คนอื่นอยากเป็นครู อยากเป็นหมอ อยากเป็นพยาบาล แต่ยิ้มอยากเป็นนักการเมือง"

ยิ้มเล่าว่า ครอบครัวของเธอนอกจากคุณพ่อ จะเป็น ส.ส.แล้ว คุณแม่ยังเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และคุณอา (นายวิสิษฐ์) เป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

"ช่วงที่เรียนอยู่เอแบคอยากเป็นนักธุรกิจ เพราะคิดว่าหากวันหนึ่งไม่ได้เป็นนักการเมือง ก็ยังเป็นนักธุรกิจได้ ครอบครัวกับการผลักดันความฝันนั้นไม่มีเลย โดยเฉพาะคุณแม่ อากง อาม่า เองก็บอกว่าไม่สนุกอย่างที่คิดนะ เหมือน เราถูกกดดันทั้งๆ ที่เป็นคนร้องไห้ยาก แต่ครั้งนั้นที่ทุกคนในครอบครัวกดดันทำให้ยิ้มร้องไห้เลย"

"สายตาพ่อแม่คิดว่าเรายังเป็นเด็ก แล้วจะ ต้องเจอความกดดันเยอะจากรอบข้าง ท่านเลย คิดว่ายิ้มคงยังไม่พร้อม นี่ยิ้มก็เพิ่งจะรู้ว่าต้องลงสมัคร ส.ส.แทนคุณพ่อในวินาทีสุดท้ายประมาณ 2 เดือน ซึ่งก็ได้ไปลาออกจากงานการตลาดของรถมินิคูเปอร์แล้วมาลงสมัคร ส.ส."

"ก็บอกพี่น้องประชาชนตอนที่ยิ้มไปหาเสียงว่าเป็นลูกสาวคุณพ่อ จะเข้ามาสานงานต่างๆ ที่คุณพ่อทำค้างไว้ เราพร้อมทั้งวัยวุฒิ อาจจะดู ตัวเล็ก เน้นหาเสียงกับเด็กๆ แม่บ้านและผู้สูงอายุการเป็นผู้หญิงท่าทีที่อ่อนน้อมของเราก็ช่วยได้มาก การพบปะผู้คนอาจจะถูกแขวะบ้าง ก็ทำให้เหนื่อยใจนะคะ แต่เมื่อเราเข้ามาแล้วก็อยากให้ทุกคน รักเรา สโลแกนของยิ้มคือ ถ้าเลือกยิ้มก็จะได้ทั้งครอบครัว"

ยิ้มบอกอีกว่า เธอตั้งใจจะเข้ามาทำงานด้านสตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ อีกทั้งได้เรื่องภาษาก็ยังดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ที่สำคัญคือเรื่องการศึกษาตามชนบทที่ยิ้มย้ำว่าต้องการให้การศึกษาบ้านเรามีมาตรฐานที่มากขึ้น ทำให้การเรียนสนุกขึ้น

"ในอนาคต 4-5 ปีข้างหน้ายิ้มก็จะยังอยู่ตรงนี้คะ ระหว่างนั้นก็จะทำให้เรารู้อะไรมากขึ้นโดยที่เจาะแต่ละพื้นที่ว่ามีปัญหาที่เราพอจะแก้ไขให้เขาได้ เพราะเราเป็นตัวแทนเข้ามาก็ต้องหาอะไรไปพัฒนาชุมชนให้ได้"

เวลาว่างๆ ยิ้มบอกว่าชอบดูหนังมาก โดยเฉพาะการดูกับครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูก หากมีเวลาก็จะไปโยนโบว์ลิ่ง และร้องคาราโอเกะ ซึ่งย้ำว่าชอบมาก

"มันเหมือนได้แหกปากนะคะ นอกจากนั้นก็คงจะไปทานข้าวกับเพื่อนๆ บ้าง" เธอกล่าวแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

"ยิ้มเป็นคนไม่ค่อยซีเรียสนะคะ เป็นคนมองโลกในแง่ดี ชอบที่จะหาเพื่อนใหม่ ไม่ได้เป็น คนไฮโซฯคะ ชอบกินข้าวข้างถนน เพราะยิ้มว่า มันจะอร่อยมากๆ ประมาณว่าชอบไล่หาร้านกินเลยก็ว่าได้"

ด้วยความเป็นลูกสาวแสนสวยเพียงคนเดียว ยิ้มยืนยันว่าคุณพ่อไม่หวงการที่เธอจะชอบใคร แม้ว่าเธอจะไม่บอกคุณพ่อ แต่คุณพ่อเองก็คงจะมองรู้

"คุณพ่อเลี้ยงแบบฝรั่ง ไม่ใช่ว่ามีเคอร์ฟิวส์ ต้องกลับบ้านก่อนเวลานี้นะห้ามดื่มแอลกอฮอล์นะ อะไรอย่างนั้นไม่มี"

"ยิ้มก็อยากจะขอบคุณพี่นะคะที่ให้ยิ้มเป็นดาวสภา ยิ้มก็ไม่อยากให้พี่ๆ ผิดหวัง เพราะยังไม่ได้โชว์กึ๋นอะไรเลย ถ้ายิ้มพลาดขึ้นมาก็จะมาบอกว่า อ้าว...นี่สวยแต่โง่ ตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลคะ คิดว่าจะต้องเปิดตัวให้ดีหลังจากที่ได้เรียนรู้ ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ก็มีหลายๆ รูปแบบ อย่างไรก็ตามวิสาระดีต้องเปิดตัวอย่างสง่างาม"

"ยิ้มจะทำให้ดีที่สุด (เจ๊า)"

มุมของคนนำการต่อสู้บนเวทีสู้รบเพื่อประชาชน

ที่มา Thai E-News

โดย วิสา คัญทัพ
20 มีนาคม 2552

ข้อสังเกตนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า เราควรแยกพลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์ของประชาชน ออกจากแกนนำการต่อสู้บางคนที่อาจมีเป้าหมายอำนาจการเมืองเฉพาะกลุ่มแฝงซ่อนอยู่ การต่อสู้ของประชาชนไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ส่วนการต่อสู้ของแกนนำอาจหยุดเพียงแค่ตนเองได้มีอำนาจ พบเจอสภาพการณ์เยี่ยงนี้บ่อยครั้งเข้า ประชาชนก็ได้บทเรียน และพัฒนาพลังต่อสู้อันบริสุทธิ์ของตนให้เข้มแข็งยิ่งๆขึ้น




คนอื่นจะเป็นอย่างไรผมไม่รู้ แต่สำหรับผม เมื่อยืนอยู่บนรถนำคนเสื้อแดงคันที่ 1 บุกหน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 24 กุมภาฯ ร่วมกับคุณจักรภพ เพ็ญแข และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในวัยของคนที่เคยผ่านเวทีการต่อสู้เช่นนี้มาก่อนหลายครั้งนับแต่ยุค 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา อธิบายอารมณ์ความรู้สึกได้ดังนี้ครับ..

ไม่รู้สึกสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ คึกคะนองเหมือนวัยหนุ่ม ห่วงใยชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนมากเพิ่มขึ้น เหน็ดเหนื่อยกับภารกิจเก่าๆที่ซ้ำซาก ไม่ท้อแท้ ไม่สิ้นหวัง หากกลับเชื่อมั่นในมวลชนมากขึ้น แต่เศร้าสลดและสงสารพี่น้องประชาชน ชนชั้นผู้ต้อยต่ำจนน้ำตาซึมโดยไม่บอกใคร ยิ่งย้อนคิดถึงคำพูดดูถูกดูแคลนแกมเยาะเย้ยเหยียดหยามรากหญ้าว่าโง่เง่าและถูกซื้อมาก็ยิ่งแค้นใจ จนอดคิดถึงวันเวลาที่เคยใช้อาวุธต่อสู้ในป่าเขาไมได้

“หนี้เลือดเดือดแดง ทารุณของเผด็จการ หลายปีที่ผ่านทับถมตลอดมา”

บทเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ ปลุกเร้าวิญญาณการต่อสู้อยู่กึกก้อง คุณเข้าใจไหมว่า ประชาชนที่ต่อสู้ด้วยความเข้าใจว่า เขาต่อสู้เพื่ออะไร มีเป้าหมายอย่างไร นั้น เขาต่อสู้ด้วยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญขนาดไหน

จุดที่เราต้องฝ่าข้ามไปให้ได้คือ ด่านกั้นตรงตีนสะพานชมัยมรุเชษฐ์ที่เลี้ยวเข้าไปยังถนนด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ผมนึกไม่ออกว่า เราจะฝ่าข้ามไปได้อย่างไร ในเมื่อด่านที่ขวางกั้นนั้นแน่นหนาด้วยสิ่งกีดขวางซ้อนทับกันหลายชั้น เริ่มตั้งแต่ แท่งคอนกรีตขนาดใหญ่สูงราวหัวเข่าคล้องโซ่ร้อยติดกันไว้หลายอัน ต่อด้วยรั้วเหล็ก ลวดหนาม ถัดไปเป็นรถบดถนนจอดปิดทางติดต่อกันอีกสามสี่คัน เลยรถบดเป็นรถบรรทุกน้ำของ ก.ท.ม.ขวางกั้นไว้อีกสองสามคัน หลังจากนั้นยังมีรถตำรวจคันใหญ่ที่เขียนคำว่า “police” จอดกั้นไว้อีกสามคัน มีรายละเอียดที่ควรเล่าเพิ่มเติมก็คือ รถบดถนนนั้นเขาถอดแบตเตอรี่ออก คิดล่วงหน้าว่าอาจมีพวกเราบางคนขับได้ ส่วนรถตำรวจ และรถน้ำของ ก.ท.ม. ปิดประตูรถ ล็อคกุญแจไว้เรียบร้อย

มันไม่อาจต้านแรงมหาประชาชนได้หรอกครับ พี่น้องเสื้อแดงช่วยกันเอาลวดสลิงคล้องลากแท่งคอนกรีตออกไปก่อน จากนั้นก็ตัดโซ่เคลื่อนรั้วเหล็กและลวดหนามออกให้พ้นทาง ศึกใหญ่อยู่ที่รถบดถนนอันหน่วงหนักนี่แหละครับ ที่ต้องปล้ำฟัดลากออกด้วยรถหกล้อบวกแรงคน ต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับพี่น้องเรา ลากรถบดพ้นเปิดทางให้คนข้ามเข้าได้ เหลือรถน้ำกับรถตำรวจก็ไม่อยากเกินพลังคนจะร่วมแรงกันผลักดันออกไปเพื่อเปิดทางให้รถแกนนำคันที่ 1 ผ่านเข้าไปได้ ร่วมสองชั่วโมงแหละครับ ชุมชนคนเสื้อแดงจึงผ่านเข้ายึดพื้นที่ถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลได้ ประชาชนฟังแกนนำและกระทำการอย่างมีระเบียบวินัย ไม่มีความเสียหายใดๆเกิดขึ้นกับทรัพย์สิ่งของของทางราชการ ทุกอย่างอยู่ในสภาพเรียบร้อยเป็นปกติ

แดดเปรี้ยงปานหัวแตกเผาผิวผ่าวร้อนจนเกรียมไหม้ หัวใจเต้นถี่แรงเร็วด้วยอ่อนเพลีย รู้สึกเหมือนจะเป็นลมจนต้องควักยาดมออกมาสูด ท้องว่างหวิวหิวระโหย คิดขึ้นได้ว่าแต่เช้ามายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง จึงคว้าหาน้ำมาดื่มอักๆลงไปพอไม่ให้ท้องว่าง เรี่ยวแรงพลังใจนั้นเปี่ยมล้น หากแต่ร่างกายและสังขารวันเวลานี้อ่อนโรยชราลงนักแล้ว ผมรับไมโครโฟนจากหมอเหวงและจักรภพ ช่วยพูดสลับไปในบางครั้ง เมื่อเราเปิดสิ่งกีดขวางออกได้แล้ว ประชาชนก็เริ่มทยอยเดินผ่านเข้าไปยังถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลหน้าตึกไทยคู่ฟ้า และเมื่อเปิดทางกว้างพอ รถนำคันที่หนึ่งของพวกเราก็ค่อยๆเคลื่อนตัวไปตามถนนรอบทำเนียบ

เวลานั้นดวงอาทิตย์หงายแจ้งจรัสฟ้า ผมประกาศลงไปในไมโครโฟนว่า นับเป็นวาระอันสำคัญที่พี่น้องเราได้มาร่วมกันเวียนเทียนรอบทำเนียบรัฐบาลท่ามกลางสุริยันอันกระจ่างฟ้า แสดงว่าเราเคยทำบุญร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน ซึ่งในชาตินี้ได้มาเวียนเทียนรอบทำเนียบรัฐบาล เราก็จะได้รับผลบุญร่วมกันให้ร่ำรวย มีสุข ร่มเย็นวัฒนาถาวรสืบต่อไป.

ก็มันร้อนจริงๆครับ เล่นเอาพวกเราแขนไหม้จมูกลอกไปตามๆกัน เห็นอกเห็นใจพี่น้องประชาชนที่อดทนกันทั่วหน้า

การเดินทางปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ เราสั่งสมประสบการณ์การชุมนุมอย่างสันติสงบไว้ได้อีกครั้งอย่างงดงาม อาจมีคนเสื้อแดงที่ออกมาร่วมชุมนุมทุกครั้งอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย หรือออกมาหนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น ทุกคนมีพี่น้องเพื่อนพ้องญาติมิตร ทุกคนสามารถอธิบายขยายผลไปตามสัจจะความเป็นจริงที่ได้เห็น เห็นความแตกต่างอย่างแจ่มชัดระหว่างการเคลื่อนไหวของสีแดงกับสีเหลือง

แดงตะโกนเตือนจิต มิตรสหาย
อย่าทำผิดกฎหมายนะพี่น้อง
อหิงสามั่นไว้ด้วยไตร่ตรอง
ใฝ่ปองสันติพบสงบงาม

เหลืองตะโกน ฆ่ามัน เฮ้ย..ฆ่ามัน
ยั่วอารมณ์ปลุกปั่นไม่มีห้าม
ยุให้รบ ให้รุก อยู่ทุกยาม
ยุให้ข้ามขืนขัดขึ้นซัดมัน

แดงมีสองมือเปล่าเดินก้าวขา
กับหัวใจศรัทธาอันมุ่งมั่น
เคารพกฎกติกาเยี่ยงสามัญ
ความเป็นธรรมเท่ากันต้องเกิดมี

เหลืองรุกรบเต็มกำลังไม่ยั้งหยุด
รุนแรงถึงที่สุดสู้ไม่หนี
ทั้งอาวุธพร้อมครบเข้ารบตี
บุกขยี้ยุยั่วไม่กลัวใคร

คงเห็นความแตกต่างที่ปรากฎ
ว่าแดงนั้นงามงดขนาดไหน
ส่วนเหลืองนั้นอัปยศปรากฎไป
ดังรู้เห็นแก่ใจทุกสายตา


สร้างสมกำลัง รอคอยโอกาส เราเดินมาถูกทางแล้ว ไม่ต้องรีบร้อน ฝึกปรือประชาชนให้เรียนรู้การชุมนุมอย่างสันติสงบท่ามกลางการปฏิบัติที่เป็นจริง วันเดียวกลับบ้านเป็นอย่างไร ยืดเยื้อข้ามคืนต้องเตรียมการอะไรบ้าง กำลังหลัก กำลังรอง กำลังสมทบ เราเอาบทเรียนที่เป็นจริงหยิบยื่นให้ประชาชนได้เรียนรู้ และให้ประชาชนจัดตั้งกันขึ้นเอง มีบางคนเป็นห่วง อะไรก็จะให้แกนนำส่วนบนนำพาไปเสียทั้งหมด ลัทธิสั่งการจากหัวก่อความผิดพลาดมาแล้วในอดีต ฝนเทียมหรือจะสู้พายุฝนคะนองตามธรรมชาติได้ ความรุนแรงหนักหน่วงย่อมต่างกันราวฟ้ากับดิน บทเรียนการลุกขึ้นสู้ของประชาชนเกือบทุกครั้งตามประวัติศาสตร์ล้วนสุกงอม จนผลไม้ปลิดขั้วร่วงหล่นลงจากลำต้น

สิบสี่ตุลาคม 2516 เป็นพลังธรรมชาติที่สู้โดยบริสุทธิ์ แม้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ไม่ได้นำการต่อสู้ครั้งนั้น หากแต่เป็นแนวร่วมต่อสู้ในบางส่วน เช่นเดียวกับทหารใหญ่ที่ไม่เอากับรัฐบาลทราราชถนอม-ประภาสก็มิได้เป็นผู้นำการต่อสู้เช่นกัน หากแต่ร่วมก่อการสนับสนุนสมทบ เพราะเห็นด้วยกับขั้วประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย หลังเหตุการณ์สิบสี่ตุลาฝ่ายนักศึกษาประชาชนผู้ชนะจึงมิได้จัดตั้งพรรคการเมือง ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกลไกอำนาจ ปล่อยให้พรรคอำมาตยาอย่างประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลที่ทำอะไรไม่ได้เลยสมยอมให้ทหารปราบปรามนักศึกษาประชาชนอย่างเหี้ยมโหดป่าเถือน และถูกทหารทำรัฐประหารในที่สุด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

กรณีดังกล่าวต่างจากเหตุการณ์หลังเดือนพฤษภาคม 2535 ที่ทหารยึดอำนาจและประชาชนต่อสู้จนทหารใหญ่กลุ่ม พล.อ.สุจินดา คราประยูร พ่ายแพ้ แต่กลุ่มพลตรีจำลอง ศรีเมืองซึ่งต่อสู้คัดค้านเผด็จการร่วมกับประชาชนอย่างแข็งขัน จัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พลังธรรม” ขึ้นมา เข้าสู่กลไกเลือกตั้งตามระบบรัฐสภา ก็จะเหมือนกับที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันมี พลตรีจำลอง ศรีเมืองเข้าร่วมด้วยเช่นกันกำลังคิดจะตั้งพรรคชื่อ “เทียนแห่งธรรม” ขึ้น นี่คือความต่างที่อาจต้องวิเคราะห์รายละเอียดกันต่อไป

ข้อสังเกตุนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า เราควรแยกพลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์ของประชาชน ออกจากแกนนำการต่อสู้บางคนที่อาจมีเป้าหมายอำนาจการเมืองเฉพาะกลุ่มแฝงซ่อนอยู่ การต่อสู้ของประชาชนไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ส่วนการต่อสู้ของแกนนำอาจหยุดเพียงแค่ตนเองได้มีอำนาจ พบเจอสภาพการณ์เยี่ยงนี้บ่อยครั้งเข้า ประชาชนก็ได้บทเรียน และพัฒนาพลังต่อสู้อันบริสุทธิ์ของตนให้เข้มแข็งยิ่งๆขึ้น

ดูได้จากความเข้มแข็งของพี่น้องประชาชนในปัจจุบันที่ขยายตัวเติบใหญ่ จัดตั้งก่อแกน ขยายผลกระจัดกระจายไปทั่วทุกจังหวัด คิดค้นระดมทุน ดำเนินการกันเอง ประสานองค์กรย่อยร้อยรัดลุกลามเป็นประกายไฟน้อยๆที่ค่อยๆไหม้ลามทุ่งไปเรื่อยๆ กลายไปเป็นครอบครัวสีแดงที่ฆ่าไม่ตายทำลายไม่หมด แดงทั้งแผ่นดิน รอพร้อมระดมพลครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งจะเป็นไปตามธรรมชาติ

ขอนแก่น อยุธยา จันทบุรี เชียงราย เชียงใหม่ และ อีกมากมายหลายอำเภอหลายจังหวัด คือการเตรียมพร้อมของเรดอาร์มี่ กองทัพแดง การเคลื่อนไหวของกองทัพมวลชนคนเสื้อแดงเหล่านี้จะเป็นไปตามธรรมชาติแห่งพลัง ดั่งสายน้ำ ดั่งแสงเพลิง ดั่งคลื่นมหาสมุทร และแน่นอนว่าพลังธรรมชาติย่อมยิ่งใหญ่เหนือพลังอื่นใด แผ่นดินจะไหว ภูเขาไฟจะระเบิด ไม่มีอะไรห้ามได้ ผมเชื่อมั่นว่าการชุมนุมคนเสื้อแดงครั้งใหญ่เที่ยวนี้จะมากมายมหาศาลยิ่งกว่าที่เคยมีมาทุกครั้งในประวัติศาสตร์

มากมายขยายตัว
จนแดงทั่วทั้งปฐพี
คือ เรด แฟมมิลี่
ครอบครัวนี้เป็นสีแดง

ขอนแก่นแดนอีสาน
สามหมื่นผ่านมิเคลือบแคลง
อยุธยาไม่น่าแซง
เฉียดสามหมื่นก็ชื่นใจ

จันทบุรีเมืองเจ้าตาก
นักสู้มาก - น้อยเมื่อไร
หมื่นห้า เกินขึ้นไป
จากสายตาว่าตามตรง

สามเมืองร่วมเจ็ดหมื่น
ผู้คนตื่นขึ้นชูธง
ประชาธิปไตยคง
ลุกขึ้นสู้กับหมู่มาร

ยังอีกหลายจังหวัด
ก็ชี้ชัดโดยเชี่ยวชาญ
เกินแสนสร้างตำนาน
ชนบทพร้อมเข้าล้อมเมือง

ครอบครัวนี้สีแดง
อุทัยแสงทองประเทือง
ฟ้าผ่องอำไพเรือง
สว่างแจ้งแดงทั่วไทย.

ครบ1เดือนเวปบล็อกการ์ตูนมะนาว คึกครื้นทะลุหมื่นคลิ้ก

ที่มา Thai E-News




ที่มา บล็อกมะนาวตูน

เวปบล็อกมะนาวตูนhttp://manaotoon.blogspot.comซึ่งเป็นเวปบล็อกการ์ตูนล้อเลียนเสียดสีทางการเมืองแห่งแรกของประเทศไทยได้เปิดให้เข้าเยี่ยมชมมาครบ1เดือนในวันนี้ โดยมียอดผู้เข้าเยี่ยมชมอุ่นหนาฝาคั่งทะลุ10,000คลิ้กแล้ว

เวปบล็อกมะนาวตูน โดยการ์ตูนนิสต์มะนาวได้เริ่มเปิดบริการเมื่อวันที่20กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีคอนเซ็ปต์นำเสนอการ์ตูนล้อเลียนเสียดสีการเมือง ที่มีจุดยืนอยู่ข้างฝ่ายประชาธิปไตย ต่อต้านเปิดโปงเสียดสีฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ โดยมีการอัพเดตทุกวัน วันหนึ่งอาจอัพเดตหลายรอบ

นอกจากการ์ตูนฝีมือของการ์ตูนนิสต์มะนาวแล้ว ก็ยังมีการ์ตูนนิสต์ผองเพื่อนฝ่ายประชาธิปไตยเข้าร่วมอย่างคึกครื้น และยังได้รวบรวมการ์ตูนล้อเลียนเสียดสีทั้งในสื่อไทยและต่างประเทศมาไว้ในบล็อกนี้ให้ท่านได้รวมฮิตเกาะติดการ์ตูนล้อการเมืองทั้งไทยและเทศได้ที่นี่ที่เดียว

เวปบล็อกการ์ตูนมะนาวยังเปิดโอกาสให้ผู้อ่านร่วมสนุก โดยส่งการ์ตูน หรือเรื่องขำขันล้อเลียนเสียดสีทางการเมืองมาเผยแพร่ต่อผู้อ่านได้อีกด้วย หรือหากฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงประสงค์จะให้ลงประกาศ แจ้งความ หรือกำหนดการต่างๆของกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสังคม ก็ให้ส่งข้อความหรือแบนเนอร์มาที่ manaotoon@gmail.com จะได้บริการให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

วันนี้อาสาสมัครพยาบาล FARED ยกระดับการทำงานแล้วครับ

ที่มา thaifreenews

โดย : สายลมรัก

ด้วยหัวใจแห่งการต่อสู้ภาคประชาชนอย่างแท้จริง

ด้วยวลีอมตะ " แม้เราจะไม่มีเส้น แต่เรามีเรา "

วันนี้พี่น้องพยาบาลอาสา FARED ยกขบวนเข้ารับการอบรม การปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง (ขอปกปิดชื่อไว้ก่อน)

ตั้งกะเช้ายันเย็น (เหนื่อยเหมือนกันเนอะ)

สรุปได้ว่า ทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติเราพร้อมดูแลพี่น้องเสื้อแดงในภาคสนามเต็มอัตราศึกแล้วครับ

เจอกันครับพี่น้องในวันที่ประชาธิปไตยเรียกหาพวกเรา

"แม้ว"เกาะติด-คุมเกมซักฟอก ชี้ปชป.แจงไม่ชัด "เหลิม"โชว์เดี่ยวอัด"มาร์ค" พท.-พผ.ให้ของลับ ปรี่จวกปาก

ที่มา มติชนออนไลน์

"เฉลิม" แสดงชาร์ตพร้อมเอกสารซัด "อภิสิทธิ์" เงินบริจาค 258 ล.-เงินกกต. 29 ล. "เชื่อม "ประดิษฐ์" ตั้งญาติถ่ายเทเงินให้ 4 กลุ่มใช้เลือกตั้ง ทักษิณ" คุมเกม-ติดตามถ่ายทอดสดซักฟอก พอใจ"เหลิม" นำเสนอเข้าใจง่าย ชี้ปชป.แจงไม่ชัด ส.ส.พท.-พผ.ให้ของลับ หวิดจวกปากกลางสภา ท้าชกนอกห้อง ห้ามวุ่น

คลิกอ่านวิวาทะ จตุพร-มาร์ค

คลิกอ่านประกบคู่ศึกอภิปรายซักฟอก เฉลิม VS มาร์ค

คลิกอ่านสุรพงษ์ กล่าวหา มาร์ค-กรณ์

"เฉลิม"หวด"มาร์ค"ปม"258ล."


การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล วันแรก ได้เริ่มเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 มีนาคม โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายพุ่งเป้าไปที่เงินบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาท และเงินสนับนุนพรรคการเมือง 29 ล้าน เพื่อโยงให้ว่านายอภิสิทธิ์มีพฤติกรรมส่อว่าจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย บกพร่องร้ายแรงไม่ควรจะให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป


ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิมเปิดอภิปรายเป็นคนแรก พร้อมแสดงชาร์ตแสดงความเกี่ยวโยงของเงิน 258 ล้านบาท ระหว่างบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) บริษัท แมซไซอะ บิสสิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด และบุคคลในพรรคประชาธิปัตย์ว่า พบการกระทำความผิด นายอภิสิทธิ์ 2 ครั้ง ร้ายแรงต่อประชาธิปไตย กรณีแรกขอกล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ปกปิด ซ่อนเร้นไม่เปิดเผยการรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในการรายงานงบดุลต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ 31 มีนาคม 2548 ตอนนั้นนายอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค เป็นผู้เซ็นรับรองงบดุล มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯขณะนี้ เป็นเหรัญญิกพรรค พบว่ามีการแจ้งงบดุลเป็นเท็จ ผิดอาญามาตรา 137 และผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 51 แจ้งบัญชีไม่ตรงยอดบริจาค มีบทลงโทษ จำคุก 3 ปี ปรับ 3 เท่า ของทรัพย์สินที่รับบริจาคมา หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกำหนด 5 ปี

ซัด"ประดิษฐ์"ตั้งญาติไซฟ่อนเงิน


ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ในพรรคประชาธิปัตย์มีขบวนการเอาเงินจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือ ทีพีไอ มายังบริษัท เมซไซอะ โดยจ่ายเช็ค 27 ฉบับ เข้าธนาคาร 75 ครั้ง ตั้งแต่ 11 พฤศจิกายน 2547 ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2548 ก่อนวันเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 รวม 202,002,870 บาท มีนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรคขณะนั้น เป็นคนอยู่เบื้องหลัง โดยให้นายธงชัย คลศรีชัย หรือ ทีซีŽ ซึ่งเป็นน้องชาย และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (แม่ของนายธงชัย เป็นน้องสาวพ่อของนายประดิษฐ์) กำกับการแสดง โดยยักย้ายถ่ายเทผ่านตัวเอง ไปยังคน 4 กลุ่ม กลุ่มแรกคือบริษัท เมซไซอะ ซึ่งมีนายประจวบ สังข์ขาว เป็นเจ้าของ กลุ่มสอง กลุ่มนายประดิษฐ์ กลุ่มสามคือ นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 4 นายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา เพื่อเอาไปใช้ในการเลือกตั้งของพรรค 6 กุมภาพันธ์ 2548


ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า กรณีที่สองเงินสนับสนุนจาก กกต. จำนวน 29 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ใช้จัดแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ 10 ล้านบาท และการจัดทำแผ่นป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ 19 ล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้วิธีเดิมกับที่ทำกับทีพีไอ โดยนายธงชัยมอบงานโฆษณาทั้งสองรายการให้บริษัท เมซไซอะ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกเช็คธนาคารกรุงไทย จากนั้นนายประจวบได้นำเช็คไปเข้าบัญชีก่อนกระจายเงินไปยังบัญชีของบุคคลต่างๆ กลุ่มเดียวกับที่ทำกับบริษัท ทีพีไอ เป็นเช็คทั้งหมด 11 ฉบับ รวม 18,803,700 บาท โดยมีบิล 3 ใบ แต่ไม่มีการว่าจ้าง


"ธงชัย"เคยนั่งรองโฆษกหูกวาง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธงชัย คลศรีชัย ที่ ร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายถึงนั้น เป็นญาติผู้น้องของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยคลัง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์นั้น จากการตรวจสอบพบว่า นายธงชัยเคยเป็นรองโฆษกกระทรวงคมนาคม เมื่อครั้งนายประดิษฐ์เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม สมัยที่รัฐบาลชวน 2


นายกฯโยน"ประดิษฐ์-บัญญัติ"แจง


เวลา 12.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงสาเหตุที่ไม่ใช้ยศทหารนำหน้าชื่อว่า พล.อ.ครวญ สุทธานินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกระเบียบเมื่อ 30 เมษายน 2517 ว่า ให้ยศทหารในการปฏิบัติราชการฝ่ายพลเรือนเท่าที่จำเป็น เหตุที่ไม่ใช้ยศเพราะเข้าสู่อาชีพการเมือง จึงไม่อยากใช้ให้ถูกโจมตี แม้ ร.ต.อ.เฉลิมบอกเป็นเรื่องเล็ก แต่ถือเป็นสาระ เพราะอาจกล่าวหาพาดพิงถึงสถาบัน


ส่วนการรับเงินบริจาค 258 ล้านบาท จากบริษัท เมซไซอะ นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่า ขณะนั้นเป็นรองหัวหน้าพรรค มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการ ทั้งสองคนก็พร้อมชี้แจง หน้าที่ตนมี 2 อย่าง คือ 1.การแจ้งเงินบริจาคเข้าสู่พรรคการเมืองให้ กกต.ทราบ 2.รับรองงบดุล ปี 2547


จากนั้นเวลา 12.48 น. นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงว่า ในฐานะเป็นเหรัญญิกพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงปี 2549 ขอยืนยันว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สินพรรคต่อ กกต.เป็นไปอย่างโปร่งใส และเมื่อพรรคได้ทำเรื่องชี้แจงรายละเอียดบางส่วน กกต.ก็ยุติเรื่องในเวลาต่อมา


ขณะที่นายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวพาดพิงถึงน้องสาวตน ซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส.นั้น น้องสาวตนบรรลุนิติภาวะแล้ว การทำธุรกิจจึงไม่ต้องปรึกษาตน เรื่องนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรค และการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ

"เฉลิม"ปลื้มผลงานตัวเอง


จากนั้นเวลา 12.30 น. ร.ต.อ.เฉลิมเปิดแถลงข่าวทันทีหลังอภิปรายแล้วเสร็จ โดยนำแผ่นชาร์ตข้อมูลมาแสดงและแจงรายละเอียดต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง พร้อมระบุว่ารู้สึกพอใจกับการนำเสนอข้อมูลของตนเองมากที่สุด เพราะไม่เคยคิดว่าจะนำเสนอข้อมูลได้ดีขนาดนี้ และยืนยันว่าข้อมูลที่นำเสนอเป็นเรื่องจริงทั้งหมด บริษัท เมซไซอะฯ คือนายประจวบ และนายประจวบ คือพรรคประชาธิปัตย์ เอกสารที่ได้มาส่วนหนึ่งเพราะข้าราชการระอาพรรคประชาธิปัตย์ที่โยกย้ายตามอำเภอใจ นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลจากอดีตอธิบดีกรมตำรวจ คนที่ 3 รวมทั้งมีคนของพรรคประชาธิปัตย์ให้ประเด็นและข้อมูลคร่าวๆ ส่วนสำเนาเช็คสั่งจ่ายเงิน ก็ต้องอาศัยฤทธิ์เดชสมัยเป็นสารวัตรกองปราบฯ ที่พอรู้จักคนทำงานในธนาคารก็ไปขอร้อง ตัวละครบางรายตนถึงกับแอบส่งคนไปติดตามดูว่าความจริงมีอาชีพอะไร

"ปูด"ดวงดาวขู่ข้าราชการ


มันจบแล้ว เมื่อนายอภิสิทธิ์ไม่ชี้แจงเรื่องที่ผมอภิปราย แต่ไปชี้แจงเรื่องไม่ใช้ยศทหาร คนฟังก็จะก่ง ก๊ง เลือกตอบเฉพาะสิ่งที่ตัวเองตอบได้ ผมยังมีหลักฐานอีก จะรอให้เขาฟ้องให้ศาลเรียก แต่ก็กลัวว่าจะไม่ฟ้อง" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว และว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีคนไปข่มขู่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เรื่องเอกสารทั้งหลาย ซึ่งหน่วยงานนั้นไม่กล้าเก็บจึงส่งไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) "เธอคือดาวดวงนั้น ดาวดวงน้อย ที่ยุ่งมาก เอาไม้ตายไปข่มขู่เขา ผมหมายถึงอะไรและใครสื่อคงจะรับทราบกันดี" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว


"จตุพร"ซัด"กษิต"ผู้ร้ายสากล


ส่วนในห้องประชุมสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (กต.) และการหนีทหารของนายอภิสิทธิ์ โดยระบุว่าที่มาของรัฐบาลชุดนี้ไม่มีความสง่างาม มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ล็อบบี้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตอบแทน การแต่งตั้งนายกษิตทั้ง ที่เป็นบุคคลที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บุกยึดทำเนียบ ยึดสุวรรณภูมิ มีสถานะเป็นผู้ต้องหา เป็นผู้ร้ายสากล ทำให้ประเทศชาติเสียหาย แถมยังมีการแก้กฎหมายและบทลงโทษในการยึดท่าอากาศยานแห่งชาติ จากโทษประหารชีวิต เหลือเพียงโทษปรับ 500-10,000 บาทเท่านั้น ชี้ให้เห็นเจตนาที่ต้องการจะช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตร ไม่ยึดหลักนิติรัฐในการบริหารงาน


นอกจากนี้นายกษิตเข้ามารับตำแหน่งทำให้ประเทศเสียดินแดนจากการที่กัมพูชาตัดถนนระยะทาง 25 เมตรเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อน แม้กองกำลังสุรนารีจะทำหนังสือถึง กต.8 ฉบับ เพื่อให้ทำหนังสือประท้วงรัฐบาลกัมพูชา แต่นายกษิตกลับไม่สั่งการใดๆ ทั้งที่ก่อนรับตำแหน่ง นายกษิตพูดหนักแน่นว่าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.เป็นของประเทศไทย เป็นไปได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวเพื่อแลกกับการให้กัมพูชาร่วมประชุมอาเซียนซัมมิทที่ไทยเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์


"มาร์ค"โชว์ส.ด.9ไม่ได้หนีทหาร


นายจตุพรกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ยังมีปัญหาเรื่องการหนีการเกณฑ์ทหารอย่างชัดเจน มีการจัดทำเอกสารเท็จเพื่อหลบเลี่ยงความผิด ขณะที่กองทัพก็ไม่แสดงความจริงใจในการจัดการกับนายกฯ ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 102 เปิดช่องให้จัดการได้ ทั้งปลดจากตำแหน่ง เรียกคืนทรัพย์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าอาจจะเป็นแผนการของฝ่ายทหารที่จะต่อรองเพื่อของบฯจัดซื้ออะไรก็ทำได้ง่ายขึ้น


"กำลังสร้างค่านิยมใหม่ให้กับชายไทยที่อายุครบ 21 ปี ไม่ให้เข้ามาเกณฑ์ทหาร เพราะขนาดนายกฯยังหนีได้"นายจตุพรกล่าว และว่า นอกจากนี้ การเข้าทำหน้าที่เป็น ส.ส.ครั้งแรกของนายอภิสิทธิ์ เมื่อปี 2535 ก็พบว่ามีความไม่ชอบมาพากลในเรื่องคุณสมบัติ เนื่องจากปรากฏข้อมูลว่านายอภิสิทธิ์เพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรค หลังจากที่เป็น ส.ส.แล้ว 3 เดือน


นายอภิสิทธิ์ขอใช้สิทธิกล่าวชี้แจงว่า ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มบุคคลที่เข้าไปบุกยึดสนามบินแต่อย่างใด เพราะมีนโยบายชัดเจนที่จะปกป้องสนามบินไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนในอดีต ส่วนการออกกฎหมายใหม่มาใช้นั้นจะไม่มีผลย้อนหลังแต่อย่างใด ใครที่ทำความผิดก่อนหน้านี้ยังต้องถูกลงโทษตามกฎหมายเดิม ส่วนที่อ้างว่าพบข้อมูลเป็นสมาชิกพรรคหลังได้รับเลือกเป็น ส.ส.แล้ว ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ตนมีหลักฐานยืนยันว่าสมัครเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2535


ส่วนการรับราชการทหาร นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่า ไม่มีการหนีทหาร ตนได้ขอผ่อนผันและได้ขึ้นทะเบียในเดือนกรกฎาคม 2529 ซึ่งมีต้นขั้วยืนยันได้ นอกจากนี้ ช่วงกลางปี 2530 ได้เข้ารับราชการทหารด้วยการสอนที่ ร.ร.นนายร้อย แต่ไม่มียศเพราะยังไม่ได้ผ่านการฝึก แต่จะมีการจัดหลักสูตรฝึกเหมือน ฝึก รด. และหลังฝึกเสร็จได้ขอพระราชทานยศจึงมีการขอเอกสารหลักฐาน รวมทั้ง ส.ด. 9 ที่ทำหาย โดยขอใบแทน จนได้ยศ ร.ต. จากนั้นช่วงปลายปี 2531 ได้ไปเรียนต่อจึงทำเรื่องลาไปปฏิบัติภารกิจและได้รับอนุมัติให้ลาออก ซึ่งถูกต้องทุกประการ มีการรับราชการทหารเกิน 1 ปี ซึ่งการรับราชการทหารตามระเบียบ ตามวุฒิคือ 1 ปี


"ผมทำถูกตามกฎหมาย ไม่ได้ขาดคุณธรรม จริยธรรม หรือสร้างมาตรฐานใหม่ให้ประเทศไทย ทุกเรื่องไม่มี 2 มาตรฐาน" นายอภิสิทธิ์กล่าว


ปชป.เผย"เฉลิม"แค้นส่วนตัว


เวลา 15.30 น. นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวว่า อยากถาม ร.ต.อ.เฉลิมว่ามีอะไรกับนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานทีพีไอ โพลีน หรือไม่ เพราะเคยมีคนบอกว่าครั้งหนึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมนัดนายประชัย ผ่านคอลัมนิสต์ ที่ห้องอาหารจีน โรงแรมเดอะแกรนด์ฯ เพื่อขอเงินนายประชัยไปฟื้นฟูพรรคมวลชน แต่นายประชัยปฏิเสธ ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมมีอะไรคาใจนายประชัยหรือไม่ หากเรื่องนี้เป็นจริง ร.ต.อ.เฉลิมไม่ควรใช้ความแค้นส่วนตัวมาระบายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ


โฆษกทบ.เยาะข้อมูลเก่า


พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายเรื่องการหนีทหารของนายอภิสิทธิ์เป็นข้อมูลเก่า กองทัพบกไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ เพราะไม่ได้มีประเด็น และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผู้บัญชาการทหารบก ก็ไม่ได้สั่งให้ติดตาม เพราะการเมืองต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของการเมืองที่จะต้องดำเนินการกันไป


น้อง"บิ๊กป๊อก"กำข้อมูลทหาร


แหล่งข่าวจากกองทัพบกเปิดเผยว่า ข้อมูลการหนีทหารของนายกรัฐมนตรีที่นายจตุพรอภิปรายได้มาจากกรมจเรทหารบก แต่ไม่ค่อยตรงกับข้อเท็จจริง เพราะต้องมาจากหน่วยบัญชาการกำลังสำรอง ต้นสังกัดที่ดูแลเการเกณฑ์ทหารโดยตรง ทั้งนี้ ผู้รู้ข้อเท็จจริง คือ พล.ต.ธนดล เผ่าจินดา รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการกำลังสำรอง น้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งขณะนั้น พล.ต.ธนดล เป็น ผอ.กองสัสดี และสรุปรายงานเสนอผู้บัญชาการทหารบกสมัยนั้น คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งนี้ พล.ต.ธนดลเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารของนักการเมือง มีอยู่ 2 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เ และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ บุตรชายของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์


ท้าพท.ยื่นป.ป.ช.สอบเอสเอ็มเอส


จากนั้นเวลา 15.30 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายนายอภิสิทธิ์ กรณีส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) ขอบคุณประชาชน โดยพาดพิงถึงนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง ว่า มีโทรศัพท์จากบุคคลหนึ่งติดต่อไปยัง 3 บริษัทมือถือ เพื่อขอความร่วมมือส่งข้อความจากนายอภิสิทธิ์ โดยในช่วงเช้าวันที่ 16 ธันวาคม 2551 นายจิรายุ ตุลยานนท์ นักวิชาการคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน เชิญผู้บริหารทั้ง 3 บริษัทเข้าประชุมที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ โดยมีนายกรณ์เข้าร่วมด้วย และได้รับทราบว่าการส่งเอสเอ็มเอสนั้นผู้รับต้องมีความประสงค์รับ รวมทั้งการส่งมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 1 บาท นายจิรายุจึงขอร้องให้ทั้ง 3 บริษัทส่งเอสเอ็มเอส แล้วจะส่งจดหมายขอความร่วมมือให้ภายหลัง จากนั้น เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ประชาชนได้ร้องเรียนไปยังบริษัทมือถือทั้ง 3 แห่ง ทำให้ลดการส่งเอสเอ็มเอส 50 ล้านเลขหมาย เหลือ 5 ล้านหมายเลข จึงขอตั้ง 7 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ มีการเรียกรับผิดประโยชน์เกิน 3,000 บาท เป็นต้น


จากนั้นนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ชี้แจงว่า การส่งข้อความสั้นไม่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนตัว ถือเป็นการเชิญชวนประชาชนให้มามีส่วนร่วมทางการเมือง และการตอบกลับนั้นเป็นความสมัครใจของเจ้าของโทรศัพท์เอง และดีใจหากฝ่ายค้านยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบ เพื่อที่จะได้ชัดเจนว่ารัฐบาลได้ทำตามกฎกติกาหรือไม่ และสังคมจะได้ประโยชน์หรือไม่


ฮาครืน"ชัย"ให้ระวังเกือกร่อน


เวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายพาดพึงถึงกลุ่มพันธมิตรจับมือพรรคประชาธิปัตย์ล้มรัฐบาล โดยมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงกำกับอยู่ข้างนอก เป็นหัวหน้าพรรคกิตติมศักดิ์ตลอดกาล ฉะนั้น นายกฯจึงได้อำนาจมาจากการฆาตกรรมทางการเมือง เสมือนบุคคลที่เป็นอาชญากรทางประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมของพันธมิตรและนายอภิสิทธิ์ แยกกันไม่ออก พันธมิตรเคลื่อนไหวข้างนอกอย่างไร นายอภิสิทธิ์ก็เคลื่อนไหวในสภาเช่นนั้น ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประท้วงกันวุ่นวาย โดยบอกให้นายสุนัยพูดว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงชื่ออะไร จนนายชัย ชิดชอบ ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ต้องขอร้องให้สมาชิกสงบสติอารมณ์ โดยให้เหตุผลว่าไม่อย่างนั้นอาจเกิดเหตุการณ์เกือกร่อนเหมือนสภาเกาหลีได้ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงคือ "ฯพณฯ ประสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ทำให้ที่ประชุมเฮกันลั่น


แฉซื้อครุภัณฑ์อาชีวะมิชอบ


จากนั้นนายสุนัยอภิปรายต่อว่า การจัดซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีการจัดสรรงบฯไม่ถึง 2 ล้านบาทเท่ากันทุกแห่ง เพื่อเลี่ยงการประมูลถึง 404 แห่ง รวม 750 ล้านบาท แต่จะมีคนคอยบงการว่าต้องซื้ออะไรบ้าง โดยมีหนังสือส่งไปถึงอาชีวศึกษาจังหวัดทุกจังหวัดให้ตอบกลับด่วนภายในวันเดียวว่าจะเลือกชุดครุภัณฑ์แบบใดจาก 3 แบบ ราคา 1.9, 1.8 และ 1.5 ล้านบาท หากอาชีวะใดไม่เลือกก็จะไม่ได้รับการจัดสรรงบฯ ถือเป็นความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการฮั้วมาตรา 4, 12 และ 13 และเข้าข่ายผิดกฎหมายแข่งขันทางการรค้ามาตรา 27 อีกด้วย การกระทำที่เร่งรีบเสนอซื้อส่อให้เห็นว่ามีการร่วมมือกับพ่อค้าชื่อ "ปัญญา" หากอยากทราบว่าเป็นใคร ต้องถามนางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่รู้จักนายปัญญาคนนี้ดี และนายกฯก็รู้เรื่อง เพราะต้องพึ่งคนเหล่านี้ แต่น้ำท่วมปาก


"นายปัญญามีบิดาเป็นพ่อค้าไม้แถวภาคตะวันออก สนิทกับพ่อค้าไม้ใหญ่ที่มีลูกเป็นคนดังอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา หากถาม น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะทราบดี ตนได้เตรียมเอกสารทั้งหมดไปยื่นต่อ ป.ป.ช.แล้ว" นายสุนัยกล่าว


"นริศรา"ย้อน"ศรีเมือง"ตั้งงบฯ


ด้าน น.ส.นริศราชี้แจงทันทีว่า งบฯที่นายสุนัยระบุนั้นตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2551 สมัยที่นายศรีเมือง เจริญศิริ เป็นรัฐมนตรี ศธ. จึงไม่สงสัยว่าทำไมนายสุนัยจึงรู้ข้อมูลละเอียด ขอชี้แจงว่างบจัดซื้อคุรุภัณฑ์ของอาชีวศึกษานั้น เดิมตั้งไว้ที่ 1.9, 1.8 และ 1.5 ล้านบาท อยู่แล้วโดยไม่มีรายละเอียดของคุรุภัณฑ์ สำนักงานอาชีวศึกษาจึงทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงบประมาณ แล้วปฏิบัติตามนั้นทุกประการ ยินดีให้ฝ่ายค้านนำไปยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ
ขณะที่นางนาถยาลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนไม่รู้จักนายปัญญาที่นายสุนัยกล่าวถึง และสามีของตนก็ไม่ได้ชื่อปัญญาแต่ชื่อศิรินทร์


"ขอยืนยันว่า ครอบครัวดิฉันไม่ทำอย่างที่คุณสุนัยพูดแน่ เพราะกลัวลูกดิฉันโง่ รู้ดีว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญต้องให้ความจริงใจ"


จากนั้นนายสุนัยได้ลุกขึ้นขอให้นางนาถยา ยืนยันชื่อของสามีกลางที่ประชุมอีกครั้ง เพราะตนมีเอกสารการจดทะเบียนบริษัทและพร้อมมอบให้กับประธาน ส่วน น.ส.นริศราที่บอกว่าไม่ได้เป็นตัวแทนของใคร อยากถามว่าที่ได้เป็นรัฐมนตรีมาได้เป็นตัวแทนจากพรรคไหน ทำให้นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร กลุ่มบ้านริมน้ำ พรรคเพื่อแผ่นดิน ลุกขึ้นประท้วงว่า รู้จักนายสุนัยดี ขอให้อภิปรายตรงไปตรงมาอย่าเสียดสีออกนอกลู่นอกทางเพราะไม่เกิดประโยชน์


พผ.-พท.ให้ของลับกลางที่ประชุม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรณฤทธิชัยยังพูดไม่จบประโยค นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นกล่าวสวนทันทีว่า นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.เพื่อแผ่นดิน ลุกขึ้นมาประท้วงหรืออภิปราย หากอยากเป็นรัฐมนตรีให้รอปรับ ครม.รอบหน้าก่อน นายรณฤทธิชัยจึงตอบโต้ว่า "สมัยนี้แหละ" เมื่อนายรณฤทธิชัยกล่าวจบ นายสุรเชษฐ์ก็ตะโกนด่าให้ของลับลั่นห้องประชุม พร้อมชูนิ้วกลางให้ ทำให้นายรณฤทธิชัยตะโกนสวนให้ของลับกลับไปเช่นเดียวกัน นายสุรเชษฐ์จึงได้ด่ากลับอีกครั้ง พร้อมกับตะโกนถ้าว่า ถ้าแน่จริงให้ไปเจอกันหลังห้องประชุม และแจกของลับสำทับอีกครั้ง ทำให้ทั้งสองซึ่งยืนอยู่คนละฟากของห้องประชุมเดินปรี่เข้าหากัน โดยนายรณฤทธิชัยกำหมัดและตะโกนถามว่า "เฮ้ย เมื่อกี้มึงพูดอะไรŽ ทำให้เพื่อน ส.ส.หลายพรรคต้องเข้ามาแยกทั้งคู่ออกจากกัน ขณะที่นายสุนัยทำสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว เหตุชุลมุนเกิดขึ้นกว่า 20 นาที ก่อนที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะพานายสุรเชษฐ์ออกจากห้องเพื่อสงบสติอารมณ์ และให้นายนที สุทินเผือก ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย หรือ กรุง ศรีวิไล เพื่อนนักแสดงนั่งประกบนายรณฤทธิชัย


"เฉลย22 มี.ค.ใครหัวหน้าปชป.


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บรรยากาศในห้องประชุมยังวุ่นวาย เมื่อนายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นทวงคำตอบจากนายสุนัยว่า ใครคือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงที่อยู่นอกสภา แต่นายสุนัยยังโยกโย้และใช้สัญลักษณ์ โดยเอามือลูบหัวที่มีผมสีขาว พร้อมกับบอกว่า ให้รอฟังโฟนอินวันที่ 22 มีนาคม จนนายชัยต้องปรามทั้งสองฝ่ายด้วยน้ำเสียงดุดันว่า ให้พูดเฉพาะเรื่องอภิปราย ไม่ใช่พูดดเรื่องไร้สาระ


"อภิสิทธิ์"โต้หัวหน้าตัวจริง


จากนั้นนายสุนัยอภิปรายอีกครั้งโดยยืนยันว่า คนที่ทำเรื่องนี้เป็นข้าราชการสำนักงบประมาณซึ่งเป็นนครศรีธรรมราช และชอบไปนั่งประชุมกันที่ร้านอาหารเบียร์หิมะ ย่านประชาชื่น ซึ่งรู้กันในชื่อว่า เป็นขบวนการเบียร์หิมะ จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ชี้แจงว่า หากมีรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องทำไมไม่ยื่นฟ้องรัฐมนตรีดังกล่าวด้วย ส่วนการกล่าวหาว่า เป็นหัวหน้ารัฐบาลตัวจริงหรือตัวปลอมขอยืนยันว่า จะตั้งใจทำงาน ในสิ่งที่ถูกต้อง และจะทำหน้าที่ต่อไป เพราะตนเป็นของจริง


ยื่นปปช.ถอด "จุรินทร์-นริศรา"


ส่วน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงว่า ไม่ได้กำกับดูแลกรมอาชีวศึกษาโดยตรง แต่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการก็ต้องตรวจสอบ ยอมรับว่ามีการแตกลูกเป็น 1.9 ล้าน ตามที่อภิปราย แต่เกิดก่อนมารับตำแหน่ง สั่งให้รัฐมนตรีช่วยไปตรวจสอบ


เวลา 19.30 น. นายสุนัยเปิดแถลงข่าวว่า จะยื่นคำร้องถึง ป.ป.ช. เพื่อถอดถอนนายจุรินทร์ และ น.ส.นริศรา เกี่ยวกับงบฯจัดซื้อครุภัณฑ์ สำนักงานอาชีวะศึกษาต่อไป


วุ่น"เชาวริน"โชว์รูปตัดคอทหาร


เวลา 19.20 น. ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวอภิปรายโจมตีกรณีที่นายอภิสิทธิ์นำเหรียญที่ระลึกฉลอง 25 พุทธศตวรรษ มาประดับโดยไม่มีสิทธิ และการไม่ปรากฏข้อมูลตุ้มหูเพชรของภริยา มูลค่ากว่า 6-7 แสนบาท ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. พร้อมทั้งนำรูปนายอภิสิทธิ์ และภริยา ที่ตัดเค้กแต่งงานมาโชว์ โดยระบุให้ตรวจสอบว่าตุ้มหูดังกล่าวยังอยู่ แต่ไม่ได้แจ้ง หรือขายแล้ว


ร.ต.ท.เชาวรินยังอภิปรายโจมตี การแก้ไขปัญหาภาคใต้ ที่มีเจ้าหน้าที่ทหารถูกลอบสังหารไปจำนวนมาก ด้วยวิธีการฆ่าตัดคอ และเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งนำภาพทหารถูกตัดคอ ที่เซ็นเซอร์ภาพบ้างส่วนมาแสดง จนทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคน ยกมือประท้วงว่า ไม่เหมาะสม พร้อมโต้แย้งว่า รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นต้นเหตุความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


ส่งผลให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนไม่พอใจยกมือประท้วง และให้ถอนคำพูด ก่อนจะโต้เถียงกันอย่างรุนแรง จนนายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ เดินออกไปจากห้องประชุม ทำให้การประชุมหยุดชะงักกว่า 10 นาที ก่อนประธานการประชุมจะวินิจฉัยว่าจากนี้ไปหากใครจะนำภาพถ่ายวีซีดีมาเป็นหลักฐานประกอบจะต้องผ่านการตรวจสอบก่อน


"ประดิษฐ์"ถกปชป.ก่อนซักฟอก


สำหรับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีที่มีรายชื่อถูกอภิปรายต่างเดินทางมาก่อนเวลา ยกเว้นนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ ที่ไม่ได้เข้าทางประตูด้านอาคารรัฐสภา


ทั้งนี้ ก่อนการอภิปราย เวลา 08.30 น.ที่ห้องรับรองนายกรัฐมนตรี อาคารรัฐสภา 2 รัฐมนตรีที่ถูกอิปราย อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมหารือกับนายอภิสิทธิ์ มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร่วมหารือด้วย เพื่อซักซ้อมและเตรียมข้อมูลในการชี้แจง กรณีเงินบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 258 ล้านบาท เพื่อป้องกันการชี้แจงทับซ้อนระหว่างนายประดิษฐ์และนายอภิสิทธิ์


ขณะเดียวกันที่ชั้น 2 อาคารรัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานพรรคร่วม (วิป) รัฐบาล เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อรับมือการป่วนและเล่นเกมการเมืองของฝ่ายค้าน ส่วนพรรคภูมิใจไทยเรียกประชุมรัฐมนตรีและ ส.ส.ที่ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 ขณะที่พรรคเพื่อไทยนัดที่ห้องวิปฝ่ายค้าน ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 1 แต่มี ส.ส.เข้าร่วมไม่กี่คน


"มาร์ค"มั่นใจสอบผ่าน


ก่อนเข้าร่วมประชุม นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมระบุว่าหลังการอภิปราย นายกฯอาจถึงขั้นเอาปี๊บคลุมหัว นายอภิสิทธิ์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี พร้อมกล่าวว่า "ผมไม่เคยทำอะไรในชีวิตที่ต้องทำอย่างนั้น ไม่กลัวหมัดเด็ด เพราะผมรู้ว่าผมทำอะไร และทำงานทางการเมืองมาก็ด้วยความสุจริตใจมาตลอด ยึดถือประโยชน์ส่วนรวม เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าทำให้ผมสบายใจ แต่ถ้าคุณเฉลิมมีข้อมูลอะไรก็เสนอมา ถ้าข้อมูลคลาดเคลื่อน ผมจะชี้แจง แต่ถ้าข้อมูลมีน้ำหนัก จะดูว่ามีเรื่องอะไร แต่ผมมั่นใจว่าไม่มีอะไร และยังยึดหลัก 9 ข้อ"


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ติดใจที่ ส.ส.เพื่อแผ่นดิน 12 คน กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน จะงดออกเสียงสนับสนุนนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาพรรคนี้แบ่งกันชัดเจนอยู่แล้ว


"ชี้ดีเอสไอไม่เรียก"บัญญัติ"แจง


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งเรื่องกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาทให้กับพรรคประชาธิปัตย์ แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ เข้าใจว่าดีเอสไอสอบในประเด็นของบริษัท ส่วนจะพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้นยังไม่ทราบ เข้าใจว่าดีเอสไอยังไม่มีการเชิญผู้บริหารพรรคขณะนั้นไปชี้แจง ทั้งนี้ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นก็พร้อมชี้แจง


"แม้ว"คุมเกม-พท.ตัดปมแม่นายกฯ


แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า แกนนำพรรคเพื่อไทย คือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มวังบัวบาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลสมชาย พร้อมทีมยุทธศาสตร์พรรค ได้ตั้งวอร์รูม ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ห้องประชุมพรรคเพื่อไทย ชั้น 10 อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ถนนพระราม 4 โดยประสานงานกับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ตั้งวอร์รูมที่ห้องวิปฝ่ายค้าน ชั้น 3 อาคารรัฐสภาอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานงานเป็นระยะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ติดตามการถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจในต่างประเทศ ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณพอใจการอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิม เพราะนำเสนอเข้าใจง่าย และพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงไม่ชัดเจน วอร์รูมยุทธศาสตร์พรรคจึงให้ปรับลดจำนวน ส.ส.ที่อภิปรายลง และตัดประเด็นส่วนตัวของมารดานายกรัฐมนตรี จัดรายการ "เติมสุข" ทางสถานีวิทยุแห่งหนึ่ง โดยไม่เสียค่าเช่าเวลา เพราะอาจกลบประเด็นบริษัทเมซไซอะฯไป


พท.เสียว10งูเห่างดโหวต


แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยยังได้วิเคราะห์ถึงการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย โดยเป็นห่วงว่าจะมี ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย 8-10 คนงดออกเสียงหรือไม่เข้าร่วมประชุมสภาในวันลงมติอภิปราย ขณะนี้แกนกลุ่มวังบัวบานสั่งให้ ส.ส.คนสนิทจับตาดูเป็นพิเศษมาก่อนหน้านี้ และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ ส.ส.กลุ่มเสี่ยงทั้งหมดได้เข้าใกล้ข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ผบ.ทบ.ลั่นศึกษาแผนตากสินกลุ่มเสื้อแดงโค่นรบ.-กองทัพ-"ณัฐวุฒิ" ยันเร่งเผด็จศึกไม่เกี่ยว"มาร์ค" ดวงตก

ที่มา มติชนออนไลน์

ผบ.ทบ.เผยกำลังเร่งศึกษาแผนตากสินโค่นล้มรัฐบาลและกองทัพ เตือนคิดอะไรกับสังคมระวังกระทบสถาบันหลัก ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ "ณัฐวุฒิ" ยันเร่งชุมนุมใหญ่เป็น 26 มี.ค.ไม่เกี่ยว "มาร์ค" ดวงตก รัฐบาลร่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ


พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวเมื่อวันที่ 19 มีนาคมถึงกรณีมีข่าวว่ากลุ่มเสื้อแดงจะใช้ "แผนตากสิน" ล้มรัฐบาลและกองทัพว่า จะเป็นข้อมูลถูกต้องมากน้อยเพียงใดก็กำลังศึกษาอยู่ อยากบอกสังคมว่า การที่จะคิดอะไรกับสังคมไทยขณะนี้และไปกระทบกับสถาบันหลัก ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เป็นสิ่งที่ดีกับประเทศชาติ เพราะเราเป็นคนไทยต้องเข้าใจช่วยกันประคับประคองให้บ้านเมืองผ่านไปได้ ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง


เมื่อถามว่า ความแตกร้าวของคนไทยแคบลงมาแล้วหรือยัง พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ตนประเมินจากคนเพียงสองกลุ่มที่ขัดแย้งกัน แต่ไม่ได้ผลนัก ต้องดูจากคนส่วนใหญ่ที่เป็นพลังเงียบ ซึ่งพลังเงียบขณะนี้ทุกคนรู้ดีว่า ทุกคนเบื่อหน่ายสถานการณ์ที่ไม่ได้ช่วยกันฝ่าฟันเศรษฐกิจหรือจะทำให้ชีวิตดีขึ้น ประชาชนหลายส่วนค่อนข้างจะเบื่อหน่าย เมื่อเขาเบื่อหน่ายในการปลุกปั่นอะไรก็ไม่ได้ผลมากนัก ตนคิดว่าถ้าคนพวกนี้ออกมาช่วยสังคมก็น่าจะดีขึ้น พลังเงียบที่ออกมาจะต้องออกมาช่วยกันในสิ่งที่สร้างสรรค์สังคม เช่น การสมัครสมานสามัคคีไม่มีการขัดแย้งกันในลักษณะที่เกิดสิ่งดีๆ อะไรก็ได้ ที่ไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือใช้อะไรที่ผิดกฎหมายมาทำให้สังคมปั่นป่วน เพราะจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ดังนั้นต้องทำในสิ่งที่ดีๆ


เมื่อถามว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังควรจะยุติบทบาทเช่นกันใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า น่าจะยุติบทบาทตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ เพราะเป็นการทำร้ายประเทศชาติและคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าใครทั้งสิ้น เมื่อเราอยู่ที่นี่แม้จะเกี่ยวข้องหรือไม่ก็จะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้โดยตรง

วันเดียวกัน ที่สถานีโทรทัศน์ ดี สเตชั่น ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ร่วมกันแถลงข่าวเรื่องการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยนายวีระกล่าวว่า เดิมกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 29 มีนาคม แต่เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป จึงขอร่นการนัดชุมนุมใหญ่มาเป็นวันที่ 26 มีนาคม


"ยอมรับว่ากลุ่มคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย (พท.) มีเป้าหมายเดียวกันคือไม่เอารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่พรรคเพื่อไทยใช้กระบวนการรัฐสภาขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวในนามภาคประชาชน มั่นใจว่าจะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมเต็ม 2 ฝั่งถนนราชดำเนิน" นายวีระกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงวันดังกล่าว กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เวลา 17.00 น. วันที่ 21 มีนาคม และที่สนามกีฬา 700 ปี จ.เชียงใหม่ ในเวลา 12.00 น. วันที่ 22 มีนาคม


ด้านนายณัฐวุฒิกล่าวว่า สาเหตุที่กลุ่มคนเสื้อแดงร่นวันชุมนุมให้เร็วขึ้น เพราะครบกำหนด 1 เดือนที่นัดหมายกับประชาชนเอาไว้พอดี และรัฐบาลก็ไม่ยอมดำเนินการตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง 4 ข้อ โดยเฉพาะการเร่งสะสางคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยึดสนามบิน ต่างจากกลุ่มคนเสื้อแดง 4 คน ที่ไปปาไข่ใส่คณะของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขณะลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ถูกตัดสินลงโทษอย่างรวดเร็ว

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ยืนยันว่าการร่นวันชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่เกี่ยวข้องกับกรณีมีหมอดูทำนายว่านายอภิสิทธิ์จะดวงตกในช่วงปลายเดือนมีนาคม เพราะคิดว่านายอภิสิทธิ์ดวงตกตั้งแต่ถูกทหารอุ้มมาเป็นนายกฯแล้ว อีกทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่รัฐบาลร่นวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีให้เร็วขึ้นด้วย


"เราไม่ได้คาดหวังว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านอภิปรายในสภาจะช่วยเรียกแขกให้ออกมาร่วมชุมนุมมากขึ้น แต่น่าจะมีส่วนทำให้รัฐบาลหมดความน่าเชื่อถือทางการเมือง แต่ไม่ว่าผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและ 5 รัฐมนตรีจะเป็นอย่างไร เจตนารมณ์ของคนเสื้อแดงชัดเจนคือไม่เอารัฐบาลชุดนี้ และขอปฏิเสธว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เคยได้ยินแผนตากสินเพื่อโค่นล้มรัฐบาล อยากท้า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ออกมายอมรับว่ามีแผนดังกล่าวจริงให้เอาหลักฐานข้อมูลออกมา อย่ากล่าวหากันแบบลอยๆ" นายณัฐวุฒิกล่าว


นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ในวันที่ 26 มีนาคม กลุ่มคนเสื้อแดงจะรวมตัวกันที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่เช้า ก่อนเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่รัฐบาล ดังนั้น หากบุคลากรทางการเมืองเดินทางมาทำเนียบ กลุ่มคนเสื้อแดงจะขับไล่อย่างโจ่งแจ้งทันที แต่ยินดีอำนวยความสะดวกให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานในทำเนียบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ชุมนุม ยืนยันว่าจะไม่บุกเข้าทำเนียบ แต่การชุมนุมครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ ส่วนจะใช้เวลากี่วัน ต้องประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน ถ้ามีความจำเป็นอาจเกิดปรากฏการณ์แดงทั้งแผ่นดิน เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะโฟนอินหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ยังไม่มีการหารือกัน แต่ พ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิสื่อสารในฐานะคนไทยอย่างเต็มที่


นพ.เหวงกล่าวว่า ในวันที่ 26 มีนาคม จะระดมประชาชนจาก 50 จังหวัด มาร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนคน เทียบเคียงได้กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขอยืนยันว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่คิดจะทำสงครามประชาชนตามที่ทหารหรือแกนนำพันธมิตรกล่าวหา แต่คนเสื้อแดง 5 ล้านคน พร้อมปรากฏตัวบนท้องถนนเพื่อกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ลาออก จึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองผ่านวิถีประชาธิปไตย ทั้งนี้ ขอเตือนให้รัฐบาล ทหาร และพันธมิตรเลิกสุมไฟใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่เช่นนั้นระวังไฟจะไหม้ตัวเอง



วันเดียวกัน นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะ ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานพิธีเปิดสะพานท่าราชไชยศรี ข้ามลำน้ำชี บ้านดอนบม หมู่ 7 ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีตำรวจชุดเฉพาะกิจ ภ.จว.ขอนแก่น ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบประมาณ 40 คน มาดูแลรักษาความปลอดภัย รอบบริเวณสะพานท่าราชไชยศรีและในหมู่บ้านดอนบม เพื่อป้องกันคนเสื้อแดงมาชุมนุมขับไล่นายประจักษ์เหมือนทุกครั้งที่มา จ.ขอนแก่น แต่ปรากฏว่าครั้งนี้ไม่มีคนเสื้อแดงมาชุมนุมขับไล่แต่อย่างใด


นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาคดีเกี่ยวกับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ กล่าวถึงการยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กับพวกคดีทุจริตจัดจ้างเอกชนในโครงการบ้านเอื้ออาทรว่า คณะทำงานร่วมระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอัยการ เพิ่งรวบรวมข้อไม่สมบูรณ์ในคดีส่งให้กับคณะทำงานของอัยการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานจะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะฟ้องบุคคลใด ในความผิดมาตราใดบ้าง และจะส่งให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณาอีกครั้งก่อนที่จะยื่นฟ้อง โดยคณะทำงานนัดประชุมพิจารณาคดีนี้ในสัปดาห์หน้า

อย่านำทางผิด

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 10 มีนาคม มีมติมอบหมายให้สำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดทำกรอบแนวคิดการประชาสัมพันธ์งานเฉลิมฉลอง 777 ปี ประเทศไทยในปี 2558

โดยให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ร่วมกันจัดทำแผนการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ

มติและแผนงานดังกล่าวได้รับเสียงวิจารณ์จากผู้รู้ผู้ศึกษาด้านประวัติศาสตร์ ว่าจะเป็นการตอกย้ำความเข้าใจผิดในเรื่องประวัติศาสตร์

ที่จะสร้างปัญหาทั้งภายในสังคมไทยด้วยกันเองและกับเพื่อนบ้าน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

เพราะสมมติฐานของการกำหนดให้ประเทศไทยมีอายุ 777 ปี ในอีก 6 ปีข้างหน้าย่อมหมายความว่า รัฐบาลมั่นใจในพยานหลักฐานว่า แรกสถาปนาประเทศไทยตรงกับ พ.ศ.1781

ซึ่งมาจากงานเขียนของศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ที่นับเอาพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นกษัตริย์องค์แรกในราชวงศ์พระร่วง แล้ว"สันนิษฐาน"ว่าครองราชย์ในราว พ.ศ.1781

ทั้งที่ดร.ประเสริฐเองก็เปิดกว้างให้มีการถกเถียงหาหลักฐานต่อไป โดยการใช้คำว่าสันนิษฐาน และใส่เครื่องหมายคำถามเอาไว้หลังปีพุทธศักราชที่ระบุ

และถึงแม้การสันนิษฐานของดร.ประเสริฐในกรณีนี้จะถูกต้อง ก็ยังมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นกษัตริย์องค์แรกของสุโขทัยหรือไม่ รวมทั้งสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรไทยหรือไม่?

แต่ที่จะสร้างปัญหามากกว่าการถกเถียงหรือปีพุทธศักราช ก็คือนัยยะของประวัติศาสตร์แนวนี้

เพราะประวัติศาสตร์ที่ขาดการไต่สวนตรวจสอบให้รอบด้าน และเขียนขึ้นเพื่อตอบสนองจุดมุ่งหมายทางการเมือง เช่นให้คนไทยมีบรรพบุรุษที่อพยพมาจากมองโกเลียก็ดี หรือเมื่อย้ายมาถึงสุวรรณภูมิแล้วเป็นชาติมหาอำนาจเหนือกว่าใครในย่านนี้ก็ดี

เป็น"ประวัติศาสตร์บาดหมาง"ที่ไม่เพียงแต่ทำให้สังคมไทยมีทัศนคติที่ไม่ดี และความสัมพันธ์ที่มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบมาตลอดเท่านั้น

แต่ยังทำให้เกิดปัญหาการแตกแยกในสังคมไทย เพราะประวัติศาสตร์มีทัศนคติที่เหยียดหยามเพื่อนร่วมชาติที่มิได้อยู่ในศูนย์กลางของอำนาจ หรือกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมความเชื่อต่างกันออกไป

มติที่มีแนวโน้มจะก่อปัญหา หรือว่าตอกย้ำทัศนคติที่ผิดๆเช่นนี้ต่อไป

ถ้ายกเลิกได้จะเป็นคุณอย่างยิ่ง

ดีเอสไอแฉ ปชป.ตบตา กกต.

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 19 มี.ค.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองกล่าวถึงกรณีเงิน 258 ล้านบาท และเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง กกต. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์นำเงินที่ได้จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ไปใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งหลักฐานเป็นสำเนาเช็คในการว่าจ้างรวม 8 ฉบับ แต่ไม่มีหลักฐานสัญญาจ้าง ซึ่งกรณีนี้ดีเอสไอได้ระบุในคำร้องขอให้ กกต.ตรวจสอบว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าจะดำเนินการอย่างถูกต้อง และได้ยืนยันว่าเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับไปกับเช็คที่ส่งให้ กกต.น่าจะเป็นนิติกรรมอำพรางที่ผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 94 สามารถเอาผิดถึงขั้นยุบพรรคได้

พท.พร้อมให้ข้อมูลเงินบริจาค

ด้านนายวิทยา บุรณะศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่การอภิปรายให้ดีที่สุด จะพาดพิงบุคคลภายนอกให้น้อยที่สุด โดยจะเป็นตัวละครที่เกี่ยวกับการอภิปรายจริงๆ ส่วนกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำข้อมูลเรื่องเงินบริจาค 258 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ส่งให้ กกต.นั้น ถือเป็นหน้าที่ของดีเอสไอ และอยากให้องค์กรที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลของพรรคเพื่อไทยไปประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อถามว่า ข้อมูลที่ดีเอสไอยื่นให้ กกต.ตรวจสอบดูเหมือนสอดคล้องกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจพอดี นายวิทยาตอบว่า ไม่สอดคล้อง แต่คิดว่าช้าเกินไปด้วยซ้ำ อย่างไร ก็ตาม ไม่รู้ว่าข้อมูลของดีเอสไอเป็นข้อมูลเดียวกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ แต่ต้องเป็นข้อมูลที่มีข้อเท็จจริง เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะส่งข้อมูลเรื่องนี้ให้ดีเอสไอไป ตรวจสอบหรือไม่ นายวิทยาตอบว่า ถ้าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนราชการ ก็ต้องพิจารณาต่อไป เมื่อถามว่า มั่นใจว่าการอภิปรายเรื่องเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ จะนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ นาย วิทยาตอบว่า ต่อมความรู้สึกต่างกัน ต้องคิดให้ดี

ผบ.ทบ.จวกไอ้โม่งควรยุติป่วนเมือง

วันเดียวกัน ที่กองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาโฟนอินถึงแผนที่จะล้มรัฐบาล ว่ายังไม่ได้ศึกษารายละเอียดมากกับข้อมูลที่ได้รับ แต่จะเป็นข้อมูลถูกต้องมากน้อยเพียงใดก็กำลังศึกษาอยู่ อยากบอกสังคมว่า การที่จะคิดอะไรกับสังคมไทยในขณะนี้และไปกระทบกระเทือนกับสถาบันหลัก ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เป็นสิ่งดีกับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเราเป็นคนไทยต้องเข้าใจและช่วยกันประคับประคองให้บ้านเมืองให้ผ่านไปได้ ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง พลังเงียบในขณะนี้ทุกคนรู้ดีว่า ทุกคน เบื่อหน่ายสถานการณ์ที่ไม่ได้ช่วยกันฝ่าฟันเศรษฐกิจหรือ จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ประชาชนหลายส่วนค่อนข้างจะเบื่อหน่าย เมื่อเขาเบื่อหน่ายในการปลุกปันอะไรก็ไม่ได้ผลมากนัก คิดว่าถ้าคนพวกนี้ออกมาช่วยสังคมก็น่าจะดีขึ้น เมื่อถามว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังควรจะยุติบทบาทเช่นกันใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า น่าจะยุติบทบาทตั้งนาน แล้วด้วยซ้ำ เพราะเป็นการทำร้ายประเทศชาติและคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าใครทั้งสิ้น เมื่อเราอยู่ที่นี่แม้จะเกี่ยวข้อง หรือไม่ก็จะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้โดยตรง

นปช.นัดชุมนุมใหญ่ไล่ “อภิสิทธิ์”

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 19 มี.ค.เวลา 11.00 น. ที่บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงข่าวประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากเดิมที่กำหนดไว้วันที่ 29 มี.ค.มาเป็นวันที่ 26 มี.ค.ว่า เนื่องจากสถานการณ์การเมืองผันแปรทำให้การชุมนุมประกาศเจตนารมณ์ขับไล่รัฐบาลนี้ต้องเลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้น เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ความเป็นธรรมในสังคม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เพราะตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่สามารถทำให้กฎหมายเป็นกฎหมายได้ ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มีแต่การเร่งรัดดำเนินคดีกับคนเสื้อแดง ดังนั้น ในเช้าวันที่ 26 มี.ค. คนเสื้อแดงทั่วประเทศจะมารวมตัวกันที่ท้องสนาม หลวงและเดินขบวนไปปิดล้อมขับไล่รัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาล ส่วนจะชุมนุมยืดเยื้อกี่วันนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองว่ารัฐบาลจะตอบสนองข้อเรียกร้องหรือไม่

เปิดกรุ ส.ส.เด็ก ปชร.จนมีแค่ 2 หมื่น

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ส.ส. ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2552 โดยมีบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจดังนี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์มีทรัพย์สิน 310,900,487 บาท บาท นางทยา ทีปสุวรรณ คู่สมรส มีทรัพย์สิน 340,278,377 บาท หนี้สิน 16,959,998 บาท รวมนายณัฏฐพลและคู่สมรสมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 635,222,553 บาท นางชนากานต์ ยืนยง ส.ส. ปทุมธานี พรรคประชาราช มีทรัพย์สิน 625,947,386 บาท โดยเฉพาะบ้านที่อ.เมืองศรีสะเกษ และ จ.ปทุมธานี มีมูลค่า 80 ล้านบาท และ 20 ล้านบาท ตามลำดับ มีหนี้สิน 126,475,681 บาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 499,471,705 บาท นายสุตา พรมดวง ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคประชาราช มีทรัพย์สิน 25,770 บาท โดยมีเพียงเงินฝาก 5,770 บาท และรถจักรยานยนต์ 1 คัน มูลค่า 20,000 บาท มีหนี้สิน 5,199 บาท นางรุ่งอรุณ พรมดวง คู่สมรส มีทรัพย์สิน 460,206 บาท โดยมีเงินฝากเพียง 200 บาท ที่ดินมูลค่า 4.6 แสนบาท มีหนี้สิน 25,000 บาท รวมนายสุตา และคู่สมรสมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 455,777 บาท นางพัชรี โพธสุธน ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา มีทรัพย์สิน 23,948,024 บาท

ยื่นฟ้อง อภิรักษ์ทุจริตรถดับเพลิง

วันเดียวกัน นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ป.ป.ช.ว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องการกล่าวหานายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการ กทม. ข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีการทุจริตโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานครมูลค่า 6,200 ล้านบาท ให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากที่ก่อนหน้านี้สำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวกลับมาให้ ป.ป.ช.ตั้งคณะทำงานร่วม กับอัยการสูงสุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้เพิ่มเติมให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่ง ป.ป.ช.ได้รวบรวมพยานเอกสารและพยานบุคคลครบถ้วนตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดต้องการแล้ว จึงให้ส่งเรื่องต่ออัยการสูงสุดในสัปดาห์หน้า เพื่อดำเนินการฟ้องผู้กระทำผิดต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหาในสำนวน ความผิดที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องต่อสำนักงานอัยการสูงสุด นอกจากนายอภิรักษ์แล้ว ยังประกอบด้วย นายโภคิน พลกุล อดีตรมว.มหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯ กทม.

เสียวเหมือนกัน

ที่มา ไทยรัฐ

หลังจากฝ่ายค้านเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจถล่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไปแล้วหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ

ทำเอาแฟนๆที่ติดตามชมการอภิปรายฯทางจอโทรทัศน์ถึงกับซู้ดปากด้วยความมันส์

โดยเฉพาะในช่วงที่มวยรุ่นใหญ่อย่าง สารวัตรเหลิมร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยืนซดกับมวยดาวรุ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ต่างฝ่ายต่างโชว์ลีลาดาวสภา งัดข้อมูลตอบโต้ ใช้วาทะเชือดเฉือนกันไฟแลบ จนกองเชียร์แต่ละฝ่ายใส่คะแนนกันแทบ ไม่ทัน!!!

ใครจะให้น้ำหนักเชื่อถือข้อมูลข้อเท็จ จริงของฝ่ายไหนมากกว่า ถือเป็นดุลพินิจและ วิจารณญาณของแต่ละบุคคล

สำหรับสถานการณ์การอภิปรายไม่ไว้ วางใจที่ก้าวเข้าสู่วันที่สอง ถึงคิวฝ่ายค้าน พรรค เพื่อไทย จับ 5 รัฐมนตรีขึ้นเขียงชำแหละรายตัว

ไล่ตั้งแต่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย

งานนี้ ทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ฝ่ายค้านได้จัดวางตัว ส.ส.ฝีปากกล้าเป็นชุดย่อยๆชุดละ 3-4 คน

ตั้งเป้าถล่มนายกรณ์ เรื่องการบริหารงบฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว และร่วมกับนายกฯอภิสิทธิ์ขอให้บริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรศัพท์ มือถือส่งข้อความเอสเอ็มเอสฟรี

เล่นงานนายประดิษฐ์ กรณีมีพฤติการณ์ กระทำผิดร่วมกับนายกฯอภิสิทธิ์ จงใจใช้ อำนาจขัดต่อ พ.ร.บ.พรรคการเมือง และ พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์

มีส่วนร่วมปกปิด ซ่อนเร้นเงินบริจาคสนับสนุนพรรคการเมือง 258 ล้านบาท ที่ได้รับบริจาคจากบริษัทเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

บอมบ์นายกษิต เรื่องที่มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

กะซวกนายชวรัตน์ เรื่องที่มีพฤติการณ์ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายกรณีโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ไม่เป็นไปตามหลักคุณธรรม มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

รวมทั้งมีพฤติการณ์ขัดต่อกฎหมายในกรณีไปตรวจราชการที่จังหวัดอุดรธานี ตั้งโต๊ะแจกจ่ายใบสมัครพรรคภูมิใจไทยให้ประชาชนสมัครเป็นสมาชิกพรรค

ถล่มนายบุญจงในข้อหากระทำการขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในการก้าวก่ายแทรกแซงการบริหารงบประมาณขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง

งานนี้ ฝ่ายค้านหมายมั่นปั้นมือ กะไล่บี้ไล่ทุบให้เสียศูนย์กันไปเลย!!!

และก็เป็นไปตามฟอร์ม รัฐมนตรีทั้ง 5 พระหน่อที่โดนจับขึ้นเขียงอภิปรายฯต่างก็ออกมาตอกย้ำความมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆได้ ไม่รู้สึกกังวล

เพราะข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายฯส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเก่าตัดแปะจากหนังสือพิมพ์

คุยฟุ้ง การทำงานของรัฐมนตรีเป็นหน้าที่ รับผิดชอบตามกฎหมายที่ดำเนินการด้วยตัวเอง สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ทุกเรื่อง

โชว์ความพร้อมในการเผชิญศึก ตะลุยฝ่าด่านมะขามเตี้ย!!!

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีที่ตกเป็นเป้า ถล่มของฝ่ายค้าน ต่างก็จัดตั้งวอร์รูมให้การสนับสนุนด้านข้อมูล รับมือการอภิปรายไม่ไว้ วางใจกันเต็มที่

แถมบางคนยังวางตัว ส.ส.ในสังกัดเป็นทีมองครักษ์ประจำตัว คอยทำหน้าที่ประท้วงฝ่ายค้านหากมีการอภิปรายนอกกรอบญัตติ

ในขณะที่วิปรัฐบาลก็ตั้งทีมองครักษ์ พิเศษทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง แถลงข่าวตอบโต้ประเด็นที่ฝ่ายค้านงัดมาโจมตีควบคู่ ไปด้วย

วางแผนตั้งรับกันซะขนาดนี้ มีเหตุ ผลเดียว เสียวโดนถล่มงอมพระราม!!!

แม่ลูกจันทร์