WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 22, 2009

จบศึกอภิปราย เดิมพันยุบพรรค

ที่มา ข่าวสด


ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี โดยเฉพาะในวันที่ 19-20 มีนาคมที่ผ่านมา

คงได้ประจักษ์ถึงความเคียดแค้นที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้งระหว่าง 2 ขั้วการเมือง ที่ปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใครตลอดทุกนาทีของการอภิปราย

ด่าได้เป็นด่า แสดงออกอย่างหยาบคายได้ ก็แสดงทันที ราวกับเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน

ความเป็นสุภาพชน หรือความเป็นนักประชาธิปไตยที่จิตใจกว้างขวาง ที่เคารพในบทบาทของฝ่ายตรงข้าม ไม่ปรากฏให้เห็น

เห็นได้ชัดว่า คำว่า "สมานฉันท์" หรือ โอกาสที่จะเยียวยารอยร้าวลึก แบ่งสีแบ่งขั้วระหว่างประชาชนในสังคม แทบไม่มีหวัง

ในเมื่อนักการเมืองกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่ร้อยคน ยังเกลียดชังกันเองอย่างเข้ากระดูกดำ ด้วยเหตุจากผิดหวังพลาดท่าในการชิงอำนาจ

แล้วไปปลุกปั่นประชาชน ขยายความเกลียดชัง ขยายพลังในการทำลายล้างอีกฝ่าย เพื่อตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง

การอภิปรายครั้งนี้ ทางรัฐบาลออกมาแฉว่า ส.ส.ฝ่ายค้านได้เปิดโทรศัพท์มือถือ ถ่ายทอดการประชุมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ต่างประเทศ ได้รับฟังและสั่งการ

ยิ่งทำให้เห็นว่า การอภิปรายครั้งนี้ ก็คือส่วนหนึ่งของศึกระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ กับขั้วอำนาจปัจจุบัน



ในแง่ของฝ่ายค้าน ถือว่าประสบความสำเร็จ ในแง่การลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล โดยเฉพาะคือพรรคประชาธิปัตย์

และเปิดโปง ย้ำรอยแผลของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้พอสมควร

กรณีของนายอภิสิทธิ์ ข้อมูลเกี่ยวกับการรับเงินของทีพีไอ โพลีน 260 ล้านบาท ผ่านทางบริษัทเมซไซอะ และปัญหาการใช้เงินอุดหนุนพรรคการเมือง 23 ล้านบาท จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หมายมั่นปั้นมือจะใช้เป็นหมัดน็อกรัฐบาล

แม้การนำเสนออย่างวกวนคดเคี้ยว และใส่ลูกเล่นมากเกินความจำเป็น จะมีผลต่อความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง

แต่ถ้ารับฟังด้วยใจเป็นธรรม จะพบว่า กรณีเมซไซอะ และเงินอุดหนุนพรรคการเมือง สังคมต้องการคำอธิบายจากพรรคประชาธิปัตย์ มากกว่าการปฏิเสธลอยๆ โดยอ้างหลักฐานงานธุรการประจำวัน

ไพ่สำคัญที่ฝ่ายค้านยังอุบไว้ ไม่ยอมเผยไต๋ออกมา คือ นายประจวบ สังขาว กรรมการผู้จัดการเมซไซอะ ที่ขณะนี้เก็บตัวอยู่กับฝ่ายค้านนั่นเอง

จุดสำคัญ กรณีเรื่องเงินของทีพีไอ โพลีน ขณะนี้เป็นคดีอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหลังการอภิปราย ร.ต.อ.เฉลิม จะนำเรื่องนี้ไปยื่นต่อกกต.เพื่อขอให้ยุบพรรค ในข้อหาไม่แสดงบัญชีเงินบริจาคเข้าพรรค

ส่วนคดีเรื่องเงิน 23 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในกกต.แล้ว

การเปิดโปงเรื่องเมซไซอะและเงินอุดหนุนพรรคในสภา ทำให้สังคมได้ทราบถึงอีกมิติหนึ่งที่ไม่สวยงามนัก ของพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากดิสเครดิต ทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ยังเท่ากับกระตุ้นเตือนให้สังคม เกิดความสนใจ ร่วมกันจับตามองคดีนี้ไม่ให้กลายเป็นมวยล้ม ด้วยแรงกดดันจากการเมือง

โดยมีโจทย์อันน่าระทึกใจว่า โทษของคดีเหล่านี้ อาจถึงขั้นยุบพรรคได้



อีกเป้าของฝ่ายค้าน ที่มีการตอบโต้กันอย่างถึงพริกถึงขิง คือนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กับทีมส.ส.หญิงจากพรรคเพื่อไทย

แม้จะเป็นการอภิปรายของส.ส.สตรี แต่ก็ถือว่า เป็นช่วงที่เข้มข้นที่สุดช่วงหนึ่งของการอภิปราย ด้วยข้อมูลลับเฉพาะตั้งแต่สมัยเป็นทูต

มีการนำวีซีดี คลิปเสียง การปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ การให้สัมภาษณ์อาหารดี ดนตรีเพราะมาเปิดในที่ประชุม เพื่อตอกย้ำบทบาทนายกษิตบนเวทีพันธมิตรฯ

ก่อนจะตั้งคำถามคาดคั้นนายอภิสิทธิ์ว่า ทำไมจึงตั้งนายกษิตเป็นรมว.ต่างประเทศ ทั้งๆ ที่มีบุคคลอื่นที่เหมาะสมอีกหลายคน

พร้อมๆ กัน ยังได้มีผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายกษิต ที่สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ในข้อหาก่อการร้ายสากล เข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ

โดยมีหลักฐานได้แก่ คำปราศรัยของนายกษิตที่เวทีสุวรรณภูมิ

เท่ากับกำหนดเส้นทางให้นายกษิต ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในคดียึดสนามบิน ภายหลังการอภิปรายผ่านพ้นไป

การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ จึงไม่ได้จบเพียงแค่การเปิดเผยข้อมูล การยกมือลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจในสภาเท่านั้น

แต่ยังสัมพันธ์กับเกมการเมืองภายนอก ที่มีกลุ่มเสื้อแดงพร้อมแสดงพลัง ขยายผลของเรื่องเหล่านี้

และศึกชิงอำนาจรัฐระหว่างพรรคเพื่อไทย ในฐานะตัวแทนพ.ต.ท.ทักษิณ กับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจที่ไม่ยอมรับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะพัฒนาไปอีกขั้น

ดังที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุกขึ้นกลางที่ประชุมสภา เตือนว่า หากพรรคเพื่อไทยไปยื่นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ และพิสูจน์ข้อมูลเรื่องเมซไซอะไม่ได้

ก็อาจเป็นฝ่ายถูกยุบพรรคเสียเอง เนื่องจากพ.ร.บ.พรรคการเมืองระบุว่า พรรคการเมืองใด กระทำการให้กกต.หลงเชื่อว่า พรรคการเมืองอื่นกระทำผิดกฎหมาย โดยปราศจากมูลความจริง พรรคนั้นอาจถูกตัดสินให้ยุบพรรคได้

ซึ่งเท่ากับ "เดิมพันยุบพรรค" กันอีกครั้ง

อภิปรายไม่ไว้วางใจแค่การเมือง"ยกแรก" "ชุมนุมใหญ่เสื้อแดง-โฟนอิน"ยกต่อไป

ที่มา เดลินิวส์

ตลอด 2 วันของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น “หัวหอก” ไม่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แน่นอน นั่นเป็นเพราะ “ข้อมูล” ที่นำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ล้วนเป็นข้อมูลเก่า ที่เนื้อหาส่วนใหญ่ ล้วนเป็นเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้แล้วทั้งสิ้น

จะมี “เข้าตา” ที่สุดก็กรณี “เงินบริจาค 258 ล้านบาท” ที่แม้จะเป็น “เรื่องเก่า” แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือเป็นเรื่องเก่าที่ “น่ากังขา” เป็นอย่างยิ่ง

ต้องยอมรับว่า การชี้แจงของ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง แม้จะไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่รัฐมนตรี แต่ในฐานะอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็ไม่ได้ทำให้สังคมหายสงสัย แต่การชี้แจงช่วงสุดท้ายที่ระบุว่า

“ผมขอยืนยันว่าหากพบในภายหลังว่า ผมเข้าไปมีส่วนร่วมกระทำความผิดตามที่กล่าวว่า เพียงแค่ศาลรับฟ้องผมหรือหน่วยงานอิสระที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องชี้ว่ามีมูลว่าผมกระทำความผิด ผมยินดีที่จะยุติบทบาทและหน้าที่ทางการเมืองในทุกตำแหน่งทันที โดยไม่ต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมขั้นสุดท้ายตัดสินเพราะผมมีสปิริตทางการเมืองเพียงพอ ทำไมผมถึงกล้าเอาชีวิตทางการเมืองของผมมารับรองเช่นนี้ก็เพราะผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ของผมตลอดระยะเวลาในการทำงานทั้งเป็นฝ่ายค้านและรัฐบาล ผมไม่เคยมีพฤติกรรมอย่างที่ท่านกล่าวหาแม้แต่น้อย”

จะเป็นการ “ตัดตอน” ความรับผิดชอบเพื่อไม่ให้ถึงตัวนายอภิสิทธิ์ หรืออย่างไรไม่รู้ได้ แต่ที่นายประดิษฐ์ “แอ่นอก” พร้อมจะรับผิดชอบ หากผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็น กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะ “ชี้มูล” ว่ามีความผิดจริงนั้นมันเปิดทางเพราะการแบไต๋ทางการเมืองออกมาเช่นนี้ แน่นอน “มือเชือด” อาชีพอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม ย่อมไม่ปล่อยให้ “โอกาสทอง” หลุดมือไปแน่

เพราะการจะหวังให้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 5 คนต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเสียง “ไม่ไว้วางใจ” นั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ลำพังเสียงพรรคเพื่อไทยที่มี 182 เสียงคงไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ เพราะอย่างไรเสียงไม่ไว้วางใจก็คงไม่เกิน “กึ่งหนึ่ง” หรือไม่เกิน 223 เสียงไปได้

เต็มที่ก็หวังจะให้เกิด “รอยร้าว” เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคร่วมรัฐบาล จนนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี เพราะธรรมชาติของการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้งจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง และยิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงมากเท่าไรก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่ออายุของรัฐมากเท่านั้น

หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “จบลง” สิ่งที่ฝ่ายค้านจะได้ รัฐมนตรีที่ถูก “ไม่ไว้วางใจ” มากที่สุดซึ่งก็คือรัฐมนตรีที่ได้เสียง “ไว้วางใจ” น้อยที่สุดนั่นเอง

การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ในฐานะประธานคณะทำงานอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทย จะแถลงพร้อมแสดงเอกสารอีกครั้งโดยยืนยันว่าเอกสารทั้งหมดเป็นเอกสารจริง

“เอกสารหลักฐานทั้งหมดจะมอบให้ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย รวบรวมและนำส่ง กกต. ให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์เหมือนที่เคยทำไว้กับพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งยืนยันว่าข้อมูลของผมเป็นของจริงและมีรายละเอียดมากกว่าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งให้ กกต. กว่า 5 เท่า ซึ่งครั้งนี้บอกได้เลยว่า กกต. เอาจริง นอกจากนี้หากบุคคลที่ออกมาชี้แจง นำคำชี้แจงเหล่านี้ไปให้การในชั้นศาล รับรองว่าติดคุกทั้งหมด”

เป็นความมั่นใจของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่แทบจะไม่ได้เห็นมานานหลายปีแล้ว ครั้งนี้น่าจะกลบเสียง “ครหา” “เด็กเลี้ยงแกะ” ได้อย่างสบาย

เงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ หากเป็นเรื่องจริง การตรวจสอบอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา มันไม่ใช่แค่การ “ยุบพรรคการเมือง” เท่านั้น แต่จะส่งผลถึงการ “ยุบสภา” หรือเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองขึ้นอีกครั้ง หรือจะส่งผลไปไกลถึงการต้องมาตั้งหลักทางการเมืองกันใหม่ เพราะเมื่อถึงวันนี้การเมืองไทยแทบจะไร้บุคลากรทางการเมืองเลย ถึงวันนี้ “การเมืองใหม่” ก็คงจะเกิดขึ้นได้เสียอีก เพราะนักการเมืองตามระบบเก่าถูก “เก็บเข้ากรุ” หมดแล้ว

แต่ที่น่าคิดอย่างหนึ่ง จะเป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ จะ “อุบไต๋” ไว้เล่นในโอกาสหน้า เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องปรากฏเป็นข่าว แกนนำพรรคประชาธิปัตย์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคนแทบจะ “ปิดปาก” ไม่แสดงความคิดเห็น อย่างมากที่สุดทั้งนายอภิสิทธิ์และนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ระบุ แค่ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน

ในทางการเมืองมองได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ “จนแต้ม” จนต้องซื้อเวลาหาทาง ออกกันเอาในวันข้าง ....หน้า กับปล่อยให้คู่ ......ต่อสู้ทางการเมือง “ตายใจ” แล้ว “เอาคืน” ทีหลัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่น่าจะใช่การมีข้อมูลแล้วเก็บไว้ แต่น่าจะขอเวลาตั้งหลักมากกว่า

อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เที่ยวนี้ รัฐบาลไม่เหนื่อย แต่งานนี้ที่เหนื่อยก็คือ “พรรคประชาธิปัตย์”.

นายกฯอุ้ม “กษิต”ยันไม่ปรับพ้น ครม.

ที่มา ไทยรัฐ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรี ถึงกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้รับคะแนนไว้วางใจจาก ส.ส.น้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆว่า ไม่มีปัญหาเพราะวิปรัฐบาลรายงานว่า มี ส.ส.รัฐบาลที่มีสิทธิลงคะแนนได้ 234 คน แต่รัฐมนตรีทุกคนได้คะแนนมากกว่านั้น ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องปรับนายกษิตออกจาก ครม.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่คิดเช่นนั้น เพราะนอกจากจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งแล้ว ยังได้คะแนนเกินจำนวน ส.ส. รัฐบาลด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านมั่นใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ภายใน 1 เดือน เพราะข้อมูลที่ฝ่ายค้านอภิปรายมีความชัดเจน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คงมีเรื่องที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.เพื่อไทย จะไปยื่นเรื่องต่อ กกต. ก็คงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. ซึ่งผู้เกี่ยวข้อง คงต้องไปชี้แจง แต่ตอนนี้ยังไม่คิดอะไร ยังมีหน้าที่ทำงานต่อไป เพราะเมื่อได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ ก็จะเดินหน้าทำงานต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯมีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เรามีหน้าที่ทำงาน ถ้าสภาฯให้ความไว้วางใจก็ทำหน้าที่ต่อ

ประชาธิปัตย์พร้อมต่อสู้คดียุบพรรค

เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นยุบพรรคเพื่อไทย ในข้อหาใส่ร้ายป้ายสีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่าขึ้นอยู่กับคำยื่นของ ร.ต.อ.เฉลิม เมื่อถามว่า เสียงของฝ่ายค้านบางส่วนที่ยกมือสนับสนุนรัฐบาล เป็นไปได้หรือไม่ว่าในอนาคตจะมาร่วมทำงานกับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังไม่ทราบว่าตัวเลขใครเป็นใคร เพราะเพิ่งลงคะแนนเสร็จ เมื่อถามถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิมจะนำหลักฐานในการอภิปรายครั้งนี้ ไปยื่นต่อ กกต. เพื่อขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ เมื่อยื่นเรื่องแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องพิจารณา พรรคประชาธิปัตย์ก็คงต้องไปต่อสู้ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่างๆอยู่ที่ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจะดำเนินการ เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นเรื่องให้ยุบพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับใคร พอประชุมเสร็จก็กลับบ้าน ไว้คงได้คุยกัน เมื่อถามถึงกรณีผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่ให้คะแนนรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน นายกฯตอบว่า ยังไม่ได้ดูเลย แต่ก็คิดว่าเราได้พยายามชี้แจงอย่างดีที่สุดให้ครบถ้วนในเวลาที่จำกัด อย่างไรก็ตามเท่าที่ดูภาพรวมการอภิปรายในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ก็เรียบร้อยดี อาจจะมีช่วงที่มีปัญหาในหมู่สมาชิกด้วยกันเองบ้าง แต่ก็ผ่านพ้นไปค่อนข้างเรียบร้อย ทุกคนที่เป็นรัฐมนตรีก็ได้พยายามชี้แจงอย่างเต็มที่

กษิตไม่รู้ร้อนรู้หนาวเพื่อนไม่หนุน

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ขอขอบคุณ ส.ส.ที่ลงคะแนนให้ ส่วนคะแนนที่ไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่นนั้นไม่เป็นไร เพราะการลงมติเป็นอิสระของ ส.ส.ทุกคน รัฐบาลทำงานเป็นทีม พรรคร่วมรัฐบาลก็ร่วมมือกันดี ไม่มีอะไรมากดดัน ผลคะแนนดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการทำงาน อยากให้ดูที่ผลงานที่ออกมามากกว่า คงไม่ถอดใจและไม่กดดันในเรื่องการทำงาน แต่จะต้องทำงานให้มีความระมัดระวังมากขึ้น ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาถูกโจมตีตลอด แต่ไม่มีปัญหา จะเดินหน้าทำงานต่อไป จากนี้ไปต้องเดินทางไปเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยประเทศแรกจะไปเยือนคือประเทศพม่า เพื่อหารือถึงความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ และประเด็นเรื่องโรฮิงญา เมื่อถามว่ากลุ่ม นปช.จะชุมนุมใหญ่วันที่ 26 มี.ค. และจะยึดทำเนียบรัฐบาล นายกษิตตอบว่า เป็นเรื่องของ นปช. แต่การชุมนุมต้องมีเหตุผล ไม่ได้วิตกอะไร เพราะเราเป็นคนทำงานมาตลอด จะตกเป็นเป้าก็ไม่เป็นไร เพราะรู้ตัวมาตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งแล้ว พร้อมจะสู้เพราะอาสามาทำงานการเมือง

สุเทพขู่ยุบ พท.ข้อหาใส่ร้ายป้ายสี

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยกล่าวหาเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอให้รอรับผลด้วย เพราะการกล่าวหาใส่ร้ายให้ กกต.เข้าใจผิด หากพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริงตามที่กล่าวหา พรรคเพื่อไทยก็มีโทษถูกยุบพรรคได้เช่นกัน เรื่องนี้ต้องพิสูจน์กัน และคอยจับตาดูต่อไป ตนอยู่สภาฯมา 30 ปีแล้ว บอกได้เลยว่าเรื่องนี้มีเดิมพันถึงขั้นยุบพรรค ลูกพรรคเพื่อไทยเห็นแล้วก็ต้องสะดุ้ง เพราะผู้บริหารพรรคทำอะไร แล้วลูกพรรคไม่เห็นรู้เรื่องเลย เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะยื่น กกต.ให้ยุบพรรคเพื่อไทย ในข้อหาใส่ร้ายป้ายสีใช่หรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ยังตอบเรื่องวิธีการไม่ได้ แต่พอเห็นภาพว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เมื่อถามว่า จะต้องร้องหาจริยธรรมกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า จะให้ถามอะไรเรื่องจริยธรรมกับ ร.ต.อ.เฉลิม ส่วนที่นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส. ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ งดออกเสียงไว้วางใจนาย กษิตนั้น นายเกียรติกรเพิ่งมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ อาจไม่เข้าใจธรรมเนียมประเพณีของพรรค ยังไม่ได้คุยกับนายเกียรติกร แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเสียงรัฐบาลเหลือเฟือ และพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีปัญหา ส่วนข่าวการซื้อตัว ส.ส.ในการโหวตลงมตินั้น ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีการซื้อและขายเสียงแน่นอน

กรณ์แนะพรรคฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มถึงผลคะแนนที่ออกมาว่า ถือเป็นโอกาสที่ได้ชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจถึงภาพรวมของวิกฤติเศรษฐกิจ และเหตุผลของรัฐบาลในการกู้เงินเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ รู้สึกเสียดายที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีต รมว. พาณิชย์ ที่เดิมจะอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายไม่ทราบเหตุผลว่าเพราะเหตุใดถึงไม่พูด จึงอยากเสนอให้ฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงาเข้ามาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนในครั้งหน้า

วิปรัฐบาลอุ้ม กษิตอ้างชี้แจงเคลียร์

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ชี้แจงกรณีเสียงของรัฐบาลแตกว่า การประชุมวันนี้มี ส.ส.ทั้งหมด ร่วม 465 คน ซึ่งเสียงที่จะเกินกึ่งหนึ่ง 234 เสียง พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียง 262 เสียง เข้าร่วมประชุม 259 เสียง เป็นเสียงรัฐมนตรี 23 เสียง และประธานสภา 1 เสียง รวมทั้งสิ้น 234 เสียง โดยนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้คะแนน 237 เสียง น่าพอใจเกินความคาดหมายเพราะได้เสียงจากฝ่ายค้านเข้ามาอีก 3 เสียง ส่วนนายกฯและรัฐมนตรีที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นอีก 12 เสียง เมื่อถามว่า นายกษิตได้คะแนนน้อยที่สุดและถือ เป็นจุดอ่อน วิปรัฐบาลจะมีการหารือเรื่องนี้หรือไม่ นาย ชินวรณ์ตอบว่า จากที่ฟังการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา นาย กษิตได้ตอบชัดเจนทุกประเด็น ทั้งการทำงานและการเมือง เพียงแต่คะแนนที่น้อยอาจเกิดจากนายกษิตไม่ได้มีพื้นฐานเป็น ส.ส. และรัฐบาลให้อิสระ ส.ส.ในการลงมติเต็มที่ส่วนตัวเชื่อว่าหลังลงมติอภิปราย นายกษิตจะมีกำลังใจทำงานมากขึ้น และเชื่อว่ากรณีที่นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ งดออกเสียงให้ นายกษิต จะไม่ทำให้เกิดปัญหาความแตกแยกในพรรค เพราะนายกฯต้องการให้การเมืองทั้งในพรรคและระดับชาตินิ่ง เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ

เกียรติกรเผยเหตุงดออกเสียง กษิต

นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สาเหตุที่งดออกเสียงให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้แล้วตามเอกสิทธิ์ ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 126 ให้ ส.ส.สามารถใช้เอกสิทธิ์ส่วนตัวได้ ขอชี้แจงว่าจำเป็นต้องโหวตไม่เป็นไปตามเสียง ส่วนใหญ่ของพรรค แม้จะเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเดียวกัน ก็เพราะอยากให้บ้านเมืองสงบ เนื่องจากถ้านายกษิตยังนั่งเป็นรัฐมนตรีต่อไป กลุ่มคนเสื้อแดงก็จะใช้กรณีของนายกษิตเป็นข้ออ้างหลักในการรวมตัวชุมนุม สำหรับ พื้นที่อื่นตนไม่ทราบ แต่ในจังหวัดปราจีนบุรีชาวบ้านที่เลือกตนเข้ามาเขาฝากบอกมาเช่นนี้ จึงได้ยึดหลักตามที่นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนแรก ซึ่งเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรียึดถือมาโดยตลอดคือยึดถือความถูกต้องเป็นหลักใหญ่ ผู้สื่อข่าวถามว่ามี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนไม่พอใจ เพราะเป็นวิปรัฐบาลแต่กลับงดออกเสียงหนุนรัฐมนตรีของพรรคถือว่าไม่ เหมาะสม เกรงหรือไม่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวให้ออกจากการเป็นวิปรัฐบาล นายเกียรติกรตอบว่า การที่ย้ายเข้ามา สังกัดพรรคประชาธิปัตย์คนเดียวก็ชี้ชัดแล้วว่า ไม่ติดยึด ตำแหน่งหรือเก้าอี้ใดๆ ดังนั้น การจะปลดตนออกจากการเป็นวิปรัฐบาลก็ไม่เป็นไร หากผู้ใหญ่ในพรรคเห็นเช่นนั้น เพราะส่วนตัวก็ยังยืนยันทำหน้าที่ต่อไปโดยยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรม และพร้อมที่จะให้เหตุผลต่างๆที่โหวตลงมติเช่นนี้ในที่ประชุมพรรคในวันที่ 24 มี.ค.นี้

พธม.ไม่ติดใจ กษิตคะแนนรั้งท้าย

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯไม่รู้สึกแคลงใจที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจน้อยกว่านายกฯและรัฐมนตรีคนอื่น 9 คะแนน เพราะถือว่าเป็นการแปรปรวนเล็กน้อย จากเหตุผล 3 ปัจจัยคือ 1. นายกษิตประกาศชัดว่า จะยืนหยัดตรงกันข้ามกับระบอบทักษิณจนชีวิตจะหาไม่ 2. ได้ทำหน้าที่จัดการกับสิ่งพะรุงพะรังกับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเข้มข้น เช่น การยึดพาสปอร์ต และการติดตามส่งผู้ร้ายข้ามแดน และ 3. เป็นพวกที่ยืนอยู่คนละพวกกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯเคลื่อนไหวมาตลอด เป็นเรื่องติดตัวมาก่อนเป็น รมว.ต่างประเทศ พรรคร่วมรัฐบาลจึงตั้งธงเอาไว้ว่าจะไม่ลงคะแนนให้

ส่วนการที่พรรคร่วมรัฐบาลกดดันให้ปรับนาย

กษิตออกนั้น อาจส่งผลทำให้เกิดภาวการณ์ล้างระบอบทักษิณยากลำบากขึ้น และถ้าสังคมให้รางวัลกับนายกษิต แบบนี้ พันธมิตรฯจะรู้สึกเสียใจ แต่คงไม่เคลื่อนไหวอะไร เพราะเข้าใจนายกษิตดีว่าไม่ได้ต้องการอะไร และขณะนี้ภาระของ รมว.ต่างประเทศ ก็ยังไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับการล้างระบอบทักษิณ แต่หากรัฐบาลจะคิดอย่างไรกับ รมว.ต่างประเทศ พันธมิตรฯรับได้หมดนายสมเกียรติกล่าว

ชวรัตน์ถ่อมตัวบอกได้คะแนนสงสาร

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่าคะแนนไว้วางใจมากกว่าคนอื่น รู้แต่คะแนนรวม ซึ่งรัฐมนตรีคนอื่นก็เหมือนๆกันที่ได้รับความไว้วางใจ ไม่มีอะไร เพียงแต่คะแนนของตนดูสวยกว่าคนอื่นเท่านั้น ส่วนแนวทางการปรับปรุงการทำงานของกระทรวงมหาดไทยคงไม่ต้องปรับปรุงอะไร ต้องพยายามทำตามนโยบาย ใกล้ชิดประชาชนและบำบัดทุกข์บำรุงสุข ซึ่งเป็นงานของมหาดไทยอยู่แล้ว เขาให้ กำลังใจกันอย่างนี้ แต่ก็ต้องตั้งใจทำงานให้ดีขึ้น และอาจจะเป็นได้ที่มีคะแนนไม่ไว้วางใจน้อยกว่าคนอื่นเป็น เพราะคะแนนสงสารก็ได้ ซึ่งก็พอใจกับผลคะแนน ให้เขาด่านิดหน่อยแล้วเราก็ตอบไป เมื่อถามว่า มีคะแนนสวยกว่ารัฐมนตรีคนอื่น จะทำให้รัฐบาลเอะใจหรือไม่ นายชวรัตน์ยิ้มแต่ไม่ตอบคำถาม และเมื่อถามว่า เห็นใจคะแนนของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ หรือไม่ที่ได้คะแนนน้อยที่สุด รมว.มหาดไทยตอบว่า ก็ถือว่าสอบผ่าน

บุญจงยัน ภท.เทคะแนนให้ทุกรัฐมนตรี

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า เมื่อผลออกมาอย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามผลโหวต เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายค้านอภิปรายแผ่วมากนั้น มีการไปต่อรองระหว่างพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยหรือไม่ นายบุญจงตอบว่า คงไม่มีการต่อรองอะไร แต่ฝ่ายค้านถามอะไรมา เราก็ตอบไป เพียงแต่คิดว่าเมื่อวานนี้มีเวลาน้อย ไปกระชับในช่วงท้ายๆ ของการอภิปราย จึงยังชี้แจงไม่ครบทุกประเด็น แต่ก็ถือว่าครอบคลุม เมื่อถามต่อว่าจากนี้ไป การทำงานร่วมกันและการลงพื้นที่ต้องระมัดระวังมากขึ้นหรือไม่เพราะอาจจะถูกจับตามอง นายบุญจงตอบว่า การลงพื้นที่ก็ต้องดำเนินการต่อไป เพราะเป็นหน้าที่ที่จะไปรับฟังปัญหา ดูแลประชาชน ส่วนประเด็นที่จะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ควรปฏิบัติ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เมื่อถามถึงแนวทางลงมติของพรรคภูมิใจไทย นายบุญจงตอบว่า พรรคภูมิใจไทยลงคะแนนไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกคน เมื่อถามต่อว่าแต่มีรายงานระบุว่าแกนนำของพรรคได้ส่งซิกว่าจะไม่ลงคะแนนให้กับพันธมิตรฯนายบุญจงยังยืนยันว่า ได้ลงคะแนนให้กับรัฐมนตรีทุกคน ส่วนผลโหวตของนายกษิตที่น้อยกว่าคนอื่น นายบุญจงกล่าวว่า เป็นหน้าที่ที่นายกษิต จะไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเอง

เสธ.หนั่นย้ำชัดศึกซักฟอกไร้ปัญหา

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า จากการฟังนายกฯ และรัฐมนตรีชี้แจงแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาโหวตให้ครบทุกเสียง ไม่มีใครติดใจอะไร เพราะรัฐมนตรีทุกคนชี้แจงได้เรียบร้อยดี ถือว่าสอบผ่าน เมื่อถามว่าเนื้อหาที่ฝ่ายค้านอภิปรายจะส่งผลกระทบทางสังคมต่อรัฐบาลหรือไม่ พล.ต.สนั่นตอบว่า คิดว่าไม่มีผลกระทบอะไร อาจจะมีปัญหาบ้างในเรื่องเงินส่วนตัวของน้องชายนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ ก็เป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็คิดว่าชี้แจงเรื่องนี้ได้ชัดเจนแล้ว เพราะมีหลักฐานชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจนฝ่ายค้านก็ไปฟ้องร้องแจ้งความดำเนินคดีได้ เมื่อถามว่ามองอย่างไรเพราะเรื่องนี้กลายเป็นการเดิมพันระหว่างการยุบพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย พล.ต.สนั่นตอบว่า ไม่รู้ ก็ต้องว่ากันไป จะแจ้ง กกต.ก็ว่ากันไป ประชาชนก็จะได้รู้ข้อเท็จจริง เมื่อถามว่า คิดว่าจำเป็นต้องมีการปรับ ครม.หรือไม่ พล.ต.สนั่นตอบว่า ยังไม่เห็นมีใครเลย อย่างนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ถูกอภิปรายมากหน่อย แต่ก็ชี้แจงได้หมด ไม่มีเรื่องอะไร ที่ไม่สมควรเลย เมื่อถามว่าในวันที่ 22 มี.ค.นี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะโฟนอินและเปิดเผยว่านายกฯ ตัวจริงคือใคร พล.ต.สนั่นตอบว่า ก็เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องธรรมดา โฟนอินกันบ่อยๆค่าโทรศัพท์ก็แพงขึ้น

เฉลิมไม่กังวลเพื่อไทยเสียงหาย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ประธาน ส.ส.เพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ได้นับคะแนนที่รัฐมนตรีแต่ละคนได้ แต่ทราบว่ารัฐบาลได้รับการไว้วางใจให้ทำงานต่อไปได้ ซึ่งเป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนเสียงของฝ่ายค้านที่หายไปในการโหวตลงมตินั้น ต้องไปถามนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ตนไม่กล้าพูด เรียกว่าสถานการณ์หนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง แต่อีกสถานการณ์หนึ่งก็เป็นอีกอย่าง นี่คือการเมือง เมื่อถามว่าจะต้องตรวจสอบหรือไม่ว่าเสียง ส.ส.ฝ่ายค้านที่หายไปมีใครบ้าง ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่มี ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่หัวหน้าพรรค แต่ถือเป็นเรื่องดีในระบอบประชาธิปไตย จะไปเหมือนกันหมดได้อย่างไร เมื่อถามว่ารู้สึกสบายใจหรือไม่ภายหลังทำหน้าที่ เสร็จลง ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่เคยทุกข์ตลอดชีวิตอย่างที่ อดีตนายกฯชาติชาย ชุณหะวัณ บอกว่า โนพร็อบแบลมส่วนที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ท้าเดิมพันยุบพรรค โดยจะไปยื่นยุบพรรคเพื่อไทยข้อหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคประชาธิปัตย์ว่า ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า เป็นเรื่องของคุณสุเทพ ไม่ใช่เรื่องของตน ข้อมูลที่อภิปรายไป 2 ครั้ง สื่อมวลชนฟังแล้วเข้าใจหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วฟังไม่เข้าใจ ก็ไม่รู้จะไปบอกอย่างไร ทีหลังเรื่องคุณสุเทพอย่ามาถามตน ตนถือว่าได้ทำหน้าที่ในสภาฯจบแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จะอยู่อย่างไรต่อไปเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของผม

น้อยใจไร้บารมีอดเป็นหัวหน้าพรรค

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าฝ่ายค้านนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาอภิปราย อาจถึงขั้นทำให้ถูกยุบพรรค ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยตอบว่า ไม่อยากแสดงความเห็น ขอให้ไปดูการดำเนินการของ กกต.ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้า จะเขียนสรุปเรื่องเพื่อยื่นให้ กกต.ดำเนินการสอบสวน โดยมอบให้พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ยื่นเรื่อง เมื่อถามว่านายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. ระบุว่า กกต.จะพิจารณาสอบสวนโดยยึดหลักฐานของดีเอสไอ โดยยังไม่นำหลักฐานของ ร.ต.อ.เฉลิมมาประกอบ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่เป็นไร ไม่เกี่ยว ไม่เคยตั้งความหวังกับ กกต. เพราะไม่ใช่หน้าที่ พรรคประชาธิปัตย์จะยุบหรืออยู่ ส่วนสูงของตนก็ไม่ได้ต่ำลง เพราะต้นทุนตนต่ำ ไม่มีเครดิตอยู่แล้ว ไม่ได้หวังอะไร แต่ที่อภิปรายเพราะต้องการบอกให้สังคมรู้ว่า เขาทำกันอย่างนี้ แล้วจะว่าอย่างไร เมื่อถามว่าจะยังทำหน้าที่ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยต่อไปหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ก็ไม่แน่ ถ้าพรรคบอกว่าใช้ไม่ได้ ก็เลิก ไม่มีปัญหา ไม่ยึดติดและเลิกคิดเสียทีว่าจะเป็นหัวหน้าพรรค เพราะไม่มีบารมี ความรู้มีแต่ขาดบารมี ที่พูดนั้นไม่ได้น้อยใจ ได้พูดมาตลอด เพราะพรรคใหญ่เกือบ 200 คน จะคุมได้อย่างไร ไม่เคยมีเงินทางการเมือง ไม่เคยทุจริต เคยอยู่กระทรวงไหนให้ไปตรวจสอบได้

สุนัยอ้างผูกพัน ชวรัตน์ไม่ใช่งูเห่า

นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลคะแนนที่ออกมา แสดงให้เห็นถึงความไม่ปกติ และความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของระบอบประชาธิปไตยที่ถูกละเมิด ซึ่งคะแนนของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทยของพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความผูกพัน ที่ไม่ได้ เป็นศัตรูกัน ตรงนี้เป็นสายสัมพันธ์ทางจิตใจ และจะกลายมาเป็นการเชื่อมต่อทางการเมืองในอนาคต ส่วนผลคะแนนของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ก็เป็นสัญญาณที่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยืนยันว่าไม่ใช่ งูเห่าแต่แสดงให้เห็นถึงการเมืองที่ไม่ปกติ เพราะฉะนั้นอำนาจนอกระบบก็อย่าคิดว่าจะสามารถฆ่าความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันได้

อภิวันท์เผยรู้ล่วงหน้ามี ส.ส.ปันใจ

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เสียง ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่หายไปในการลงมตินั้น เป็นเรื่องที่พรรคคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะมี ส.ส.เพื่อไทยเสียงหายไปประมาณ 10 เสียง ซึ่งจากการตรวจสอบการลงมติครั้งนี้มี ส.ส.เพื่อไทยเสียงหายไป 5 เสียง ถือว่าไม่เกินเป้าหมาย และทราบแล้วว่าเป็นใครบ้าง มองว่าไม่ใช่ปัญหา และมองว่าไม่ใช่กลุ่มงูเห่า เพราะถือว่า ส.ส.มีอิสระในการลงคะแนน ที่ผ่าน มาพรรคก็ไม่เคยห้าม และไม่คิดที่จะใช้มติพรรคขับทั้ง 5 เสียงออกจากพรรค เพราะเป็นมารยาททางการเมืองที่จะไม่ขับออก แต่จะให้พิจารณาลาออกเอง และ 5 เสียงที่หายไปไม่ได้ถูกซื้อตัวตามที่เป็นข่าว ยืนยันเสียงที่หายไปไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญมากกว่าคือ เสียงรัฐบาลที่หายไป 9 เสียง แสดงให้เห็นว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังปันใจเหมือน ส.ส.เพื่อไทย เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปคิดมาก ส่วนกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้คะแนนไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆนั้น นายกษิตต้องไปพิจารณาตัวเองว่าจะปรับปรุงการทำงานอย่างไร เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเป็นสุภาพบุรุษของนายกษิตเอง เพราะเมื่อกรณีนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจน้อย ในกรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งแม้รัฐบาลจะไม่ได้ดำเนินการกับนายนพดล แต่นายนพดลก็พิจารณาตัวเอง ดังนั้น เรื่องนี้นายกษิตต้องไปพิจารณาตัวเองว่าจะตัดสินใจอย่างไร

ชูวิทย์อ้างเหตุงดโหวต ชวรัตน์

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่งดออกเสียงในการโหวตลงมติไม่ไว้วางใจนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ว่า เรื่องนี้เกิดจากนายชวรัตน์ไม่ได้ชี้แจงในช่วงที่ถูกอภิปราย จึงงดออกเสียง รวมทั้งไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ส่วนการงดออกเสียงก็ไม่ใช่มติของพรรคด้วย ขอยืนยันว่ายังอยู่พรรคเพื่อไทย จะไม่ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ส่วนที่มองว่ามีความใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนเนวินนั้น ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหน เราก็ยังเป็นเพื่อนกัน

นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ขอยืนยันโดยสุจริตว่าได้กดช่อง 2 คือเห็นด้วยตามญัตติไม่ไว้วางใจ เมื่อถามทำไมรายชื่อออกมาว่างดออกเสียง นายนิรมิตตอบว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะได้กดช่อง 2 โดยสุจริต เมื่อถามว่า มีคนของพรรคภูมิใจไทยทาบทามให้งดออกเสียงอย่างไร นายนิรมิตตอบว่า ไม่มีใครทาบทาม เมื่อถามว่า มีโอกาสแค่ไหนที่จะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย นายนิรมิตตอบว่า ยังเชื่อมั่นในแนวทางของพรรคเพื่อไทยอยู่

ขู่ตัดหาง 9 งูเห่าไม่ให้ร่วมสังฆกรรม

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้มี ส.ส. 9 คน ที่มีใจให้พรรคภูมิใจไทย ส่วนความคิดเห็นส่วนตัวไม่อยากให้พรรคมีมติขับไล่ออก เพราะเป็นเรื่องที่เขาต้องรับผิดชอบโดยการตรวจสอบของประชาชน แต่อาจมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมของพรรค ที่อาจห้ามบุคคลเหล่านี้ไม่ให้เข้าร่วม และพรรคเพื่อไทยจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนต่อไป ส่วนที่มองว่ามีการเจรจากับพรรคภูมิใจไทย ทำให้ ส.ส.หลายคนงดออกเสียงนั้น เชื่อว่ามีกระบวนการทางการเมืองดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

จนถึงวันนี้ วิกฤตการณ์ของประเทศไทย ได้กลายเป็น บาดแผลลึก และขยายวงกว้างจนยากจะเยียวยาได้อีกต่อไป

ที่มา ไทยรัฐ

จนถึงวันนี้ วิกฤตการณ์ของประเทศไทย ได้กลายเป็น บาดแผลลึก และขยายวงกว้างจนยากจะเยียวยาได้อีกต่อไป การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ก็เป็นแค่ การชำระชะล้าง ผิวของบาดแผล ให้ดูดีขึ้นเท่านั้น เสมือนแสดงให้เห็นว่า มีการใช้ กลไก ในระบบรัฐสภาแก้ไขวิกฤติ แต่แท้จริงแล้ว ก็เป็นแค่การ แสดงละคร ของทั้งสองฝ่ายบนเวทีจำอวดเท่านั้นเอง!!!............

ส่วน แนวรบ ที่แท้จริงนั้น เห่าไฟยืนยันว่า ไม่ได้อยู่ในเวทีรัฐสภา แต่อยู่ที่ แนวปะทะระหว่างเสื้อแดง-เสื้อเหลือง ที่ไม่มีวันสมานฉันท์กันได้อีกต่อไป เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะ กลไกสมานฉันท์ ของประเทศได้ถูก บ่างช่างยุ เป่าหูจนสูญเสีย ความเป็นกลาง ไปแล้วนั่นเอง!!!............

น่าเห็นใจ บรรดาผู้นำฝ่ายความมั่นคง ที่ได้แต่วิ่ง แก้ปัญหาปลายเหตุ จนถึงวันนี้ก็ยังเต้นไปตามเกมที่คนอื่นกำหนด บางคนยิ่งแล้วใหญ่ ดูก็รู้ว่า อ่านเกมไม่ขาด ถึงขั้นออกมาเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หารู้ไม่ว่า การทำเช่นนั้น จะทำให้ฝ่ายความมั่นคงที่ตัวเองดูแลรับผิดชอบ ต้องทำงานหนักเป็น สองเท่า ในการเข้าไปรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของบ้านเมือง!!!............

เห่าไฟ ไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะกระแส บ่างช่างยุ กำลังมาแรง ก็ขออวยพรให้โชคดี แล้วมาดูกันว่า แผ่นดินไทยจะมีสภาพ อนาถ แค่ไหนในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะเท่าที่เห็นตอนนี้ หลังจากบางฝ่ายผลักดันให้ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายได้สำเร็จ สามารถแย่งชิงอำนาจจากเสียงข้างมากที่แท้จริง ไปให้ เสียงข้างมากกำมะลอ บริหารปกครองประเทศ ปรากฏว่า ได้ผลเกินคาด!!!............

ล่าสุด รัฐบาลได้ประกาศถมเงินอีก 1.4 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ภายในระยะเวลา 3 ปี ทั้งเรื่องแหล่งน้ำ โรงเรียน ระบบสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย ขณะที่สถานะปัจจุบัน งบประมาณฯก็ขาดดุลอยู่นับแสนล้าน แสดงว่า ต้องการจะกู้ กู้ กู้ และกู้ สร้างหนี้สินให้ประเทศแบบ ไร้ขีดจำกัด ประทานโทษ ถ้าคิดได้แค่นี้ เด็ก ป.4 ก็ทำได้ ไม่เห็นยากเย็นอะไร!!!............

ที่ผ่านมา รัฐบาลซุปเปอร์ประชานิยมชุดนี้ ได้นำเงินหลายหมื่นล้านไปแจกฟรีให้ชาวบ้าน โดยอ้างว่า เพื่อกระตุ้นการบริโภค แต่แท้จริงแล้ว ก็เพื่อ กอบโกยคะแนนนิยม ด้วยการใช้เงินภาษีของประชาชนเอามาฟาดหัวประชาชนแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ควักแจกกันลูกเดียว นี่ถ้าเป็นรัฐบาลอื่นทำ ป่านนี้ พวกบ่างช่างยุ คงก่อม็อบโจมตี ปิดสนามบินกันอีกแล้ว!!!............

จริงๆแล้ว เห่าไฟอยากจะเชียร์ให้ รัฐบาลตราเด็กสองคนชุดนี้ ตะลุยกู้เงินตามใจชอบให้เต็มที่ จะได้เจ๊งไวๆ แต่ทำไม่ได้ เพราะเป็น เงินภาษีประชาชน หากเป็น เงินส่วนตัว ของเด็กสองคน รับรอง คงเชียร์ให้กู้ กู้ กู้ และกู้กันระเบิดระเบ้อไปแล้ว!!!............

ส่วนเหตุผลที่ เห่าไฟ ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินมหาศาลมาละเลงเล่นด้วยการ แจกฟรี และใช้จ่ายในกรอบ ความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เปรียบเสมือนการกู้เงินมหาศาลมารักษา โรงงาน เครื่องจักร แรงงาน และ เพิ่ม สวัสดิการให้คนงานอย่างเต็มที่ ขณะที่ยอดสั่งซื้อสินค้าที่ผลิตโดยโรงงานกำลังลดลงเรื่อยๆแบบ ไร้อนาคต ลองหลับตานึกดูกันเอง อีก 6 เดือน หรือ 1 ปี โรงงานแห่งนี้ หรือประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาพอนาถแค่ไหน!!!............

ถามว่า คนงานทั้งหมดชอบใจหรือไม่ที่ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ ทั้งที่โรงงานกำลังจะเจ๊ง ก็ต้องตอบว่า พนักงานทุกคนล้วนต้องพอใจ เทคะแนนให้ผู้บริหารโรงงานไปเต็มๆ แต่สุดท้ายแล้ว โรงงานจะอยู่ได้นานแค่ไหน หรือคิดให้ตรงประเด็นก็คือ ประเทศ ไทยจะอยู่ได้นานแค่ไหน!!!............

จริงๆแล้ว เห่าไฟ ไม่อยากขัดคอ เด็กสองคน เพราะเห็นเป็น คนรุ่นใหม่ไฟแรง แต่บังเอิญว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ กุมารจีนร้อนวิชา จะมากางตำราทดสอบทดลองใช้ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งแก้ปัญหาบ้านเมืองตามก้นตะวันตก โดยเฉพาะสถานการณ์ หน้าสิ่วหน้าขวาน ที่มีคนทั้ง 63 ล้านคนเป็นเดิมพัน หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว อาจหมายถึง ประเทศไทยต้องจบเห่ ตกเป็นทาส ไอเอ็มเอฟ อีกรอบก็ได้!!!............

พูดไปแล้ว เวรกรรม คงมีจริง ไม่ว่าใคร หากไปสร้าง บาปกรรมอะไรไว้ ย่อมหนีไม่พ้น ต้องชดใช้กรรมในชาตินี้ กรณีของ เด็กสองคน ก็เช่นกัน บางทีอาจจะรู้ว่า การกู้เงินเป็นเรื่อง อันตรายมาก แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้บรรลุภารกิจในการ ลดกระแสความนิยม ในตัวอดีตนายกฯทักษิณลงให้ได้ วิธีง่ายๆก็คือ เมื่อ อดีตนายกฯทักษิณ ได้รับความนิยม เพราะ โครงการประชานิยม ก็เลยต้อง เบิ้ลประชานิยมเป็นสองเท่า เพื่อแย่งชิงคะแนนมาให้ได้!!!............

แต่น่าเสียดายที่เป็นเรื่อง ต่างกรรมต่างวาระ เนื่องจากโครงการประชานิยมนั้น จะใช้ได้ผลดีก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะ ขาขึ้น ไม่ใช่ ขาลง แบบนี้ เคยได้ยินหรือไม่ การเลือกใช้ยารักษาผิด ยาที่ดีจะกลายเป็น ยาพิษ ทันที เห่าไฟก็เลยอยากเตือนไม่ให้ เด็กสองคน ดื่มยาพิษเข้าไปให้มากกว่านี้ เพราะอีกไม่นาน คงได้ ชักกันตาตั้งแน่นอน!!!............

ข้อสำคัญ กระแสโลกาภิวัตน์หลังเจอ วิกฤติทางการเงินขั้นรุนแรง กำลังมีการทบทวนและ เปลี่ยนกระแส ไปสู่สิ่งอื่นที่ดีกว่า โดยเฉพาะการผลิตสินค้าและบริการของโลก ที่มีการพึ่งพิง ตราสารทางการเงิน หรือ นวัตกรรมทางการเงินชุ่ยๆ จากนักการเงินชั้นหัวกะทิเฮงซวยของโลก จะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คำถามก็คือ รัฐบาลตราเด็กสองคน รู้หรือไม่ว่า กระแสของการผลิตสินค้าและบริการของโลกในยุคต่อไป คืออะไร!!!............

นี่ก็คือ ตราบาป ที่ใครบางคน หรือบางกลุ่มได้ทำเอาไว้กับ แผ่นดินไทย การใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ขับไล่รัฐบาลเสียงข้างมาก เพื่ออุปโลกน์ รัฐบาลเสียงข้างมากกำมะลอ มาบริหารงานด้วยการกู้ แจก กู้ ใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐานเดิมๆ แทนที่จะนำมาใช้เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตของชาติให้เกิดความ สามารถทางการแข่งขัน ที่ทัดเทียมรู้ทันคู่แข่งในเวทีโลก อนิจจา ถ้านับจาก รัฐบาลตราขิงแก่ มาถึง รัฐบาลตราเด็กสองคน กระทั่งจ่อคิวด้วย รัฐบาลตราบ่างช่างยุ สงสัยประเทศไทยคงต้องถอยหลังกลับไปสู่โลกล้านปี พร้อมกับคนไทยต้อง ยากจน ไปอีกนานแสนนาน!!!............

เห่าไฟ

ดิ้นอีกเฮือกหรือเฮือกสุดท้าย

ที่มา ไทยรัฐ

ในที่สุดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่มีการร่นเวลาเข้ามาให้เร็วขึ้นหนึ่งสัปดาห์ ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย นำทีมโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ใน ฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย โชว์ลีลาฝีปากเล่นงานรัฐบาลตั้งแต่หัวแถว

อภิปรายไม่ไว้วางใจถล่ม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ตามด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล อีก 5 คน ประกอบด้วย

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ถล่มแหลก มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนกฎหมาย มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตคอรัปชัน ประพฤติมิชอบ ไร้จริยธรรมและคุณธรรม

เนื้อหาข้อมูลส่วนใหญ่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เป็นไปตามกระแสข่าวที่แพลมเอาไว้ และบทสรุปสุดท้าย ก็เป็นไปตามที่บรรดาคอการเมืองทั้งหลายวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ ล่วงหน้า

รัฐบาลผ่านด่านไปได้

เพราะถึงแม้ฝ่ายค้านจะมีข้อมูลหลักฐานเจ๋งขนาดไหน แต่เมื่อถึงเวลาโหวตลงมติ รัฐบาลก็ต้องเป็นฝ่ายชนะ เพราะกุมเสียงข้างมากในสภาฯ

สะท้อนให้เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาล ยังมีความแน่นแฟ้น ช่วยกันลากผ่านชนะโหวต

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะผ่านพ้นไปแล้ว โดยรัฐบาลยังคงรักษาสถานภาพ กุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

แต่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย กับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้จบลงไปพร้อมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพราะยังมีศึกใหญ่ที่รอการปะทุรออยู่ข้างหน้า นั่นก็คือ

การเคลื่อนไหวระดมมวลชนเข้ามาชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล

โดยเฉพาะการที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ประกาศไว้ล่วงหน้าจะนัดระดมพลคนเสื้อแดงปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลระลอกสองในวันที่ 29 มีนาคม

พร้อมทั้งจะยกระดับการชุมนุมของม็อบเสื้อแดง

จากที่เคยเรียกร้องให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออกจากตำแหน่ง ขอให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เรียกร้องให้โละรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้แทน และขอให้นายกฯอภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน

เพิ่มความเข้มข้นเป็นม็อบแดงทั่วแผ่นดิน ไม่เรียกร้องอะไรอีกแล้ว มุ่งยุทธศาสตร์อย่างเดียว คือ ขับไล่รัฐบาล

และเมื่อมีการร่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้เร็วขึ้น กลุ่ม นปช.ก็ปรับแผนร่นเวลานัดชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงไล่รัฐบาลเร็วขึ้นด้วย

โดยประกาศชัดเจน ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ยกพลคนเสื้อแดงนับหมื่นนับแสนมาปิดล้อมทำเนียบฯ ขับไล่รัฐบาลแน่นอน

ทั้งนี้ในสถานการณ์การเมืองที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย กับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ เปิดศึกต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันอย่างเข้มข้น

ผนวกกับความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.และม็อบเสื้อแดงที่ประกาศจะจัดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล

สะท้อนให้เห็นชัดถึงการต่อสู้ตามแผนบันไดสามขั้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ที่กำหนดผ่านกลไกเครือข่าย ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม นปช. โดยแบ่งยุทธศาสตร์การต่อสู้ออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก คือ การต่อสู้ในสภาฯ

โดยให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจถล่มนายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลอีก 5 คน

แต่จากผลโหวตที่ออกมาสะท้อนชัดว่า

รัฐบาลยังเป็นต่อ

เพราะเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมาก และยังสามารถรักษาความเป็นปึกแผ่นภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

และเมื่อพูดถึงจำนวนเสียง ส.ส.ในสภาฯ แม้ว่าตัวเลข ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะไม่ได้มีการขยับจำนวนเพิ่มขึ้น

แต่ก็มีความเคลื่อนไหวในซีกฝ่ายค้านและแนวร่วมฝ่ายค้าน ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน นั่นก็คือ

การที่พรรคประชาราชของนายเสนาะ เทียนทอง ที่ปัจจุบันมี ส.ส.อยู่ในสังกัด 9 คน แม้มีสถานะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

แต่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาหมาดๆ พรรคประชาราช ไม่ร่วมสังฆกรรมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ขณะเดียวกัน ส.ส. 9 คน ในกลุ่มของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ในพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เคยเป็นแนวร่วมกับฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ในช่วงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

มาถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้ กลับออกลูกชิ่ง อ้างขอวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าร่วมกับฝ่ายค้านในการอภิปรายฯ รัฐบาล

เท่านั้นยังไม่พอ แม้แต่ ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย อย่าง ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี ก็แสดงตัวชัดเจนในการหนุนรัฐบาล

ถึงขั้นเข้าร่วมประชุมกับพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีแกนนำพรรคเพื่อไทยบางคน ออกมาระบุเองว่า มี ส.ส.อีกนับสิบคนที่ตัวอยู่กับพรรคเพื่อไทย

แต่ใจไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย

ขณะเดียวกัน ก็มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มกรุงเทพฯและปริมณฑล ในสังกัดของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ที่เคยร่วมหัวจมท้ายกับ พ.ต.ท.ทักษิณมาตลอด

แม้คุณหญิงสุดารัตน์ หัวหน้ากลุ่ม ยืนยันไม่ไปอยู่กับใครพรรคไหนทั้งนั้น เพราะติดล็อกบ้านเลขที่ 111

แต่พรรคพวกในสังกัดบางคน อาทิ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี อดีต ส.ส.กทม. ก็ขยับขยายย้ายสังกัดไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยที่อยู่ในซีกรัฐบาลแล้ว

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า เสียงของฝ่ายค้านในสภาฯลดลง ฐานแนวร่วมการเมืองเริ่มถดถอย

ส่วนที่สอง การต่อสู้นอกสภาฯ เป็นที่ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้มีการขับเคลื่อนยุทธการต่อสู้นี้ โดยผ่านแกนนำกลุ่ม นปช.และมวลชนเสื้อแดง ตามแผนบันไดสามขั้นอย่างต่อเนื่อง

ไล่ตั้งแต่การจัดชุมนุมคนเสื้อแดงในจังหวัดต่างๆ พร้อมเปิดเวทีให้ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเข้ามาโจมตีความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

ตามด้วยการให้ ส.ส.ในเครือข่ายพรรคเพื่อไทย เปิดอภิปรายไม่ไว้ วางใจนายกฯอภิสิทธิ์ และ 5 รัฐมนตรี

หลังการอภิปรายฯ ส่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยเดินสายลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน ขยายแผลความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของรัฐบาล พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

และเตรียมปฏิบัติการขั้นแตกหัก ระดมม็อบเสื้อแดงปิดล้อมทำเนียบฯ ขับไล่รัฐบาล

เพื่อไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์พา ทักษิณกลับบ้าน

ทั้งนี้จากภาพความเคลื่อนไหวที่ปรากฏในการต่อสู้นอกสภาฯของมวลชนเสื้อแดง เริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะช่วงหลังมีการจัดหน่วยจรยุทธ์กลุ่มย่อยตามประกบนายกฯอภิสิทธิ์ และบรรดารัฐมนตรีที่เดินทางไปตรวจราชการและพบปะประชาชน ตามต่างจังหวัดทุกพื้นที่

แสดงปฏิกิริยาต่อต้านอย่างหนัก

รัวตีนตบ โห่ไล่ ปาไข่ ระดมขว้างขวดน้ำพลาสติกเข้าใส่ ลามไปถึงการใช้ความรุนแรงปาระเบิดปิงปองถล่ม

ขณะเดียวกันก็มีการชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคเหนือ

เพื่อรับฟังการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ส่งเสียงข้ามประเทศเข้ามาปลุกกระแส ปลุกความฮึกเหิม กันเป็นรายวัน

โฟนอินถี่ยิบไปทุกที่ที่คนเสื้อแดงชุมนุม ไม่เว้นแม้กระทั่งงานวัด

ประกาศชัด ถ้าประชาชนและคนเสื้อแดงลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องอยากให้กลับมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็พร้อมจะกลับมาทันที

เปิดหน้าแสดงตัวเป็นหัวหน้าม็อบตัวจริง ไม่มีการแอบอยู่หลังฉากอีกแล้ว

เป้าหมายสูงสุด คือ ล้มรัฐบาล

ปลดล็อกคดีความ กลับเข้ามาชิงอำนาจการเมืองอีกครั้ง

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐได้ติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณมาโดยตลอด ทั้งหน้าฉากและหลังฉาก จากปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เราขอชี้ว่า

การต่อสู้ในสภาฯ ผ่านกลไกฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยมีสัญญาณให้เห็นว่ามีอาการแผ่ว

แต่สำหรับการต่อสู้นอกสภาฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกหน้าปลุกกระแสมาตลอด พร้อมเตรียมโหมระดมมวลชนเสื้อแดงปิดล้อมทำเนียบฯ ขับไล่รัฐบาลในวันที่ 26 มีนาคม

งานนี้ ถ้าการต่อสู้บรรลุเป้าหมาย ขับไล่รัฐบาลได้สำเร็จ ก็จะเดินไปสู่จุดมุ่งหมายสุดท้าย

นำ ทักษิณกลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง เพื่อให้ได้ทุกอย่างกลับคืนมา

แต่การต่อสู้นอกสภาฯ ด้วยการโหมปลุกกระแสคนเสื้อแดงขับไล่รัฐบาล จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ต้องวัดกันที่มวลชน

ดิ้นสู้รอบนี้ ผลจะออกมาแบบไหน

มีอีกหลายเฮือก หรือเป็นเฮือกสุดท้าย ต้องรอดู.

ทีมการเมือง

บทความ: “เทพเทือก” ร้อนตัว สรุปเอง “เหลิมอภิปรายยุบ ปชป.”

ที่มา Thai E-News

โดย จอร์จบางกะปิ
21 มีนาคม 2552

ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย กำลังกล่าวสรุปการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงสุดท้ายอยู่นั้น พลันนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงซึ่งไม่มีรายชื่อผู้ถูกอภิปราย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอภิปรายและไม่ได้ถูกพาดพิงใดๆ ก็ผุดลุกขึ้นโดยมิได้ขออนุญาตต่อประธานสภาฯ จากนั้นก็กล่าวสรุปการอภิปรายแทน ร.ต.อ.เฉลิมว่า “นี่คือการอภิปรายเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมขอท้าเดิมพัน หาก กกต.ชี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ผิด ต้องให้ยุบพรรคเพื่อไทย” เนื้อหาแข็งกร้าว แต่น้ำเสียงสั่นเครือเหมือนคนจะร้องไห้

ร.ต.อ.เฉลิมซึ่งกำลังรุกไล่อยู่อย่างได้เปรียบก็ไม่ตกหลุมพราง แถมยังสวนกลับอย่างเจ็บแสบจนนายสุเทพ เทือกสุบรรณต้องนั่งลงและแสร้งทำหัวร่อหน้าเจื่อน

ประเด็นก็คือ อะไรที่ทำให้นายสุเทพถึงกับ “ธาตุไฟแตก” ถึงขนาดนั้น?

ขนาดที่ไม่คำนึงถึงกฎกติกา มารยาท ไม่สนใจเลยว่า ตัวเองกำลังอยู่ในรัฐสภาอันทรงเกียรติ มิใช่หน้าห้องน้ำตลาดสด ผรุสวาทใส่ตัวแทนฝ่ายค้านที่กำลังทำหน้าที่ตัวเองตามรัฐธรรมนูญทุกประการ พร้อมท้าทายให้เอาเรื่องยุบพรรคมาเป็นเดิมพัน ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่านายสุเทพกำลังอยู่สภาวะที่ถูกกดดันขนาดหนัก หนักจนทนไม่ได้จนต้องยอมลดตัวเป็นนักเลงปากซอยขัดจังหวะการกล่าวสรุปของตัวแทนฝ่ายค้านโดยไม่ขออนุญาตประธานสภาฯ

ที่น่าเกลียดที่สุดคือ นายสุเทพสรุปแทน ร.ต.อ.เฉลิม ว่า ฝ่ายค้านกำลังอภิปรายเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ ถูกล่ะ การเอาเรื่องการไซฟ่อนเงินจาก บมจ.ทีพีไอ และ กกต. รวมแล้วเกือบสามร้อยล้านบาทผ่านบริษัทกระจอกๆ ที่เจ้าของบริษัทหนีกระเซอะกระเซิงไปไหนแล้วก็ไม่รู้นั้น มาอภิปราย อาจส่งผลสะเทือนไปถึงการยุบพรรคประชาธิปัตย์ แต่เท่าที่ฟังการอภิปรายมาแบบมาราธอนแบบว่าไม่ยอมให้พลาดแม้แต่นาทีเดียว ผมบอกได้เลย ไม่มีได้ฝ่ายค้านคนใดเอ่ยเรื่องการยุบพรรคประชาธิปัตย์ คนฟังรวมทั้งตัวผมก็ไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น เพราะนี่คือการอภิปรายรัฐบาล นายกฯ และรัฐมนตรี ซึ่งคาดหวังได้แต่เพียงว่า นายกฯและรัฐมนตรีจะตอบตรงประเด็นไหม จะยอมรับผิดไหม การยุบพรรคประชาธิปัตย์เป็นเรื่องไกลตัวและอยู่นอกเหนือเจตนารมณ์ของผู้อภิปราย ผู้ถูกอภิปราย และผู้ฟังการอภิปราย

แล้วทำไมนายสุเทพถึงชิงตัดบทสรุปแทน ร.ต.อ.เฉลิม

ผมไม่โทษท่านประธานฯ ที่ไม่ยอมยับยั้งนายสุเทพ เพราะเข้าใจดีว่า เมื่อผู้นำหรือตัวแทนฝ่ายค้านกล่าวสรุปการอภิปราย ตามข้อบังคับสภาฯ ให้ถือว่า การอภิปรายได้สิ้นสุดลงแล้ว จะมีการอภิปรายใดๆ จากคนอื่นใดที่นอกเหนือจากผู้นำหรือตัวแทนฝ่ายค้านอีกมิได้ ท่านประธานเองก็คงไม่คิดว่าจะมีใครกล้าเสียมารยาทขนาดนี้ เรียกว่า “ช๊อค” นั่นแหละ

ผมไม่เชื่อนะว่านายสุเทพไม่รู้ข้อบังคับนี้

นายสุเทพรู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์พูดและไม่มีสิทธิ์ขัดคอ ร.ต.อ.เฉลิม แต่ทำไมถึงหน้ามืดตัดสินใจทำแบบนั้น...ทั้งๆที่รู้ว่าจะทำให้สภาฯไทยเสื่อมค่าในสายตาของคนทั่วไป ทำไมนายสุเทพถึงไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น

ผมนอนคิดเป็นชั่วโมงจนจะผล็อยหลับไป นี่ล่ะหรือ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่อยู่คู่ประชาธิปไตยไทย นี่ละหรือพรรคการเมืองที่เชิดหน้าชูตาประเทศนี้ และนี่ล่ะหรือ พรรคการเมืองเส้นใหญ่ขวัญใจศักดินา

จะทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง...ไม่มีใครว่า ไม่มีใครด่า ไม่มีใครวิจารณ์

ไม่เพียงแต่จะสรุปแทนตัวแทนฝ่ายค้านแล้ว นายสุเทพยังแสดงความก้าวร้าวด้วยการท้าเดิมพัน “ยุบพรรคไทย” หาก กกต.ชี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ผิด “ร.ต.อ.เฉลิมเป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยต้องรับผิดชอบ”

ผมชักจะเห็นอะไรรางๆ แล้วล่ะครับ

นายสุเทพพูดว่า ถ้า กกต.ชี้ว่า ประชาธิปัตย์ไม่ผิด จะต้องยุบพรรคเพื่อไทยข้อหาใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพมั่นใจ กกต.ขนาดนั้นเลยหรือครับ ทั้งๆ ที่ กกต.ก็บอกอยู่ตลอดเวลาว่า เรื่องยังมาไม่ถึง ดีเอสไอ.ไม่ส่งข้อมูลมา (กกต.นี่ก็แปลก ทำไมไม่หาข้อมูลเองบ้าง เที่ยวขอเขาไปเรื่อย)

นายสุเทพสั่ง กกต.ได้หรือครับ ถึงกล้าท้าเดิมพรรคยุบพรรคเพื่อไทย นี่เป็นการพูดข้ามช๊อตที่ “มากเกินไป” แต่นายสุเทพก็อาจจะลิมไปว่า นี่คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ ที่ทำอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและอย่างเปิดเผยต่อคนทั้งประเทศ ไม่มีการปิดบังอำพราง หากจะใส่ร้ายใครก็ทำไป แต่ฝ่ายที่ถูกใส่ร้ายก็สามารถจะตอบโต้และสาดโคลนกลับได้ เรียกว่า ด่ากันได้ตามกฎหมายนั่นแหละ ยกเว้น บุคคลที่สามที่ไม่ได้อยู่ในสภาฯ หากถูกพาดพิงก็สามารถฟ้องร้องได้

นายสุเทพกำลังคิดอะไรอยู่ครับ หรือคิดว่าจะ “บลั๊ฟกลับ” ให้ฝ่ายตรงข้ามตกใจตาย แต่เขาก็ลืมไปอีกนั่นแหละ คนที่กำลังพูดคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดาวค้างฟ้ารัฐสภาเมืองไทย นอกจากจะไม่กลัวแล้ว ยังด่ากลับในทำนองว่า “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” ตบท้ายสุดแสบ “ชาวบ้านบอกสุเทพตายแล้ว เพราะยิงมันตอนออกทีวี”

นายสุเทพหยุดยั้งชะตากรรมของพรรคตัวเองไม่ได้หรอกครับ เขาทำได้อย่างเดียวคือ ช่วยนายอภิสิทธิ์ที่กำลังหน้าซีดลงเรื่อยๆ ไม่ให้เป็นลมคาสภาแค่นั้นเอง

เทียบวิสัยทัศน์ ทักษิณ vs โอบาม่า

ที่มา Thai E-News

แปลและเรียบเรียงโดย Thai Report
21 มีนาคม 2552

"ความสำเร็จของอเมริกาและญี่ปุ่นเกิดขึ้นจากการที่ประเทศทั้งสองเรียนรู้ความก้าวหน้าจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป รวมทั้งการพัฒนาทักษะความสามารถในการผลิตสินค้าจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของโลก นวัตกรรมใหม่ถูกคิดค้นด้วยมันสมองและแรงงานที่มีคุณภาพ แต่ในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น นักศึกษาที่ฉลาดที่สุด เก่งที่สุด ดีที่สุด เมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และ ญี่ปุ่น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา กลับหลั่งไหลไปทำงานในธุรกิจบริการด้านการเงินการธนาคาร ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ใหม่จึงถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ...

อเมริกามีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกยุคใหม่นี้อย่างไม่ยากเย็น เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มที่จะใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเหล่านี้ ก็จะเป็นการบังคับให้ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียรวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในโลกต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ สติปัญญาของชาวอเมริกันสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อชาวอเมริกันเอง รวมทั้งต่อประเทศอื่น ๆ ในโลก เพียงแต่ชาวอเมริกันต้องยอมรับว่า โลกในอนาคตจะต้องไม่ถูกกำหนดจากวอลสตรีท"

ทักษิณ ชินวัตร
12 มีนาคม 2552


"ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 15-20 ปีที่ผ่านมาคือการที่เงินจำนวนมากถูกสร้างจากภาคการเงิน ประมาณ 40 เปอร์เซนต์ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเราทั้งหมดมาจากภาคการเงิน ตอนนี้ สิ่งที่เราค้นพบก็คือตัวเลขการเจริญเติบโตเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง มันเป็นเงินบนกระดาษ เงินบนสมุดบัญชี ซึ่งมันสามารถถูกทำลายได้อย่างง่ายดาย

และสิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือการเติบโตอย่างมั่นคง เราต้องการคนหนุ่มสาว เด็กเก่งที่เพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียน แทนที่จะไปทำงานด้านการเงินการธนาคาร เราต้องการให้พวกเขาตัดสินใจว่าพวกเขาอยากเป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ หรือครู ถ้าเราให้รางวัลกับอาชีพเหล่านี้ที่เป็นผู้สรรสร้างสิ่งต่างๆอย่างแท้จริงและเป็นผู้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น นั่นจะทำให้เรามีรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง"

Barack Obama
19 มีนาคม 2552