WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 23, 2009

ตลาดผูกยิ้มสนามหลวง อิ่มท้องแต่หมองใจ

ที่มา ไทยรัฐ

ขวดละ 5 บาทค่ะ น้ำดื่มเย็นๆ! ”

ต้นเสียงมาจากสาวเอวบางร่างน้อย เชิญชวนคนเดินไปมาหน้าร้านอย่างได้รส ได้อารมณ์ กลางอุณหภูมิอันอบอ้าว คนไม่น้อยจึงแวะเข้าไปใช้บริการ

เธอประกาศเสียงแจ้วๆต่อไปว่า ให้คนรีบซื้อดื่มก่อนที่โอกาสทองจะหมดไปในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

เสียงคนขายของยังมีจากร้านอื่นๆอีกมากมาย ในงาน มหกรรมสินค้าราคาถูก ผูกรอยยิ้มจัดให้ขายสินค้าบริโภคอุปโภคทั้งวันและทั้งคืน ระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม

เจ้าภาพจัดงานคือ กรุงเทพมหานคร โดยผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ผู้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์

ดังนั้น เสียงแม่ค้าที่ตะโกนขายของ วันแรกๆก็ต้องตะโกนแข่งกับเสียงอภิปรายไม่ไว้วางใจของรัฐบาลไปด้วย

อยู่ๆตลาดนี้ก็ผุดขึ้นมาดื้อๆ ผมไม่รู้หรอกว่า เขาจะมาขายของกันช่วงอภิปรายนี้เสียงของสมศักดิ์ หนุ่มชาวที่ราบสูงพูดขณะคิดเงินค่าบริการ

แล้วเสริมมาอีกพร้อมกับเงินทอนในมือว่า ตลาดนี้แปลกๆนะ

สิ่งที่สมศักดิ์ต้องการสื่อสารคือ ชี้เงื่อนงำการเกิดขึ้นของตลาดผูกรอยยิ้ม ที่เกิดขึ้นมาช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม และลงมติกันในวันที่ 21 แต่ตลาดผุดขึ้นมาขายของในสนามหลวง ระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม ตรงกับวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เมื่ออภิปรายเสร็จ ตลาดก็เลิกกันพอดี

ตลาดแห่งนี้เปิดขายทั้งกลางวันและกลางคืน

ถ้าต้องการขายของให้กับประชากรผู้ยากไร้ หรือผู้มีรายได้น้อย ทำไมไม่ขายเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดงาน ทำไมต้องเปิดขายวันศุกร์ด้วย

เมื่อเดินดูสินค้าที่นำมาขาย และบริษัทที่เข้ามาร่วมขายในมหกรรมสินค้าราคาถูก ผูกรอยยิ้มมีมากมาย ส่วนใหญ่เป็นสินค้ายี่ห้อดังๆ

ตลาดสินค้าราคาถูก ผูกรอยยิ้มตามคำขวัญของ กทม.นั้น จัดขายหนาแน่นอยู่ซีกตรงข้ามกับวัดพระแก้ว เสื้่อผ้าสวยๆ ส่วนใหญ่เป็นสินค้ายี่ห้อดังระดับโลก

พลิกดูราคาต้องตกใจเล็กๆ เพราะกางเกงยีนส์ 1 ตัวราคากว่า 1,000 บาท เสื้อยืดราคาเฉียด 1,000 บาท ลดลงมาเหลือกว่า 300 บาท

สินค้าราคาสูง แม้จะลดลงจากป้ายเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ประชากรที่มีรายได้น้อยอย่างไรก็ไม่อาจยิ้มได้อยู่นั่นเอง สินค้าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเป็นสินค้าบริโภค ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด เจ้าของสบู่ ผงซักฟอกหลายตรา และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มีผลิตภัณฑ์จากการเกษตรไม่ว่าจะเป็นไก่ และสินค้าอื่นๆอีกมากมาย

หน้าร้านของเครือเจริญโภคภัณฑ์ แต่ละสินค้ามีผู้คนให้ความสนใจแน่นขนัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไก่ย่าง 5 ดาว มีคนเรียงรายรอคิวกันเป็นทิวแถว คนที่มาเลือกซื้อของใช้ในงาน ส่วนใหญ่แวะเวียนเข้ามาซื้ออาหารไปอิ่มท้องที่บ้าน

เลยร้านยักษ์ใหญ่เข้ามา เป็นร้านขายรองเท้าผ้าใบ เป็นสินค้าของประชากรผู้มีรายได้น้อยที่มีคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ รองเท้าในร้านทั้งหมดราคา 199 บาท

ขายได้เรื่อยๆค่ะ จะดีหรือไม่ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้หรอก ต้องดูวันเลิกงานเจ้าของร้านวัยกว่า 30 ปีเปรยๆ ก่อนเดินไปรับลูกค้าอย่างขะมักเขม้น

บริษัทใหญ่ๆ ที่นำของมาขาย จะอยู่ในบัญชีรายชื่อ 60 บริษัทที่เคยถูกเพ่งเล็งหรือไม่ก็ตาม การผุดขึ้นมาเพื่อขายของยามนี้ ต้องยอมรับว่าเหมาะเหม็งกับบรรยากาศทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจพอดิบพอดี

ท้องสนามหลวงในปัจจุบัน กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการเมืองไปแล้ว เพราะสถานที่กว้างขวาง รถเมล์ผ่านหลายสาย เป็นสถานที่ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก สามารถเป็นจุดนัดพบได้ดี นัดแนะชุมนุมกันได้ง่าย

ในสถานการณ์ล่อแหลมของการอภิปรายที่ผ่านมา เมื่อเปิดตลาดนัดราคาถูก ผูกรอยยิ้มขึ้นมา จึงกลายเป็นว่า เป็นการเปิดเพื่อการเมือง เพื่อ ชิงพื้นที่ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงไป ทั้งๆที่แท้จริงผู้ว่าฯ กทม.อาจมีจิตเจตนาบริสุทธิ์ก็ได้

ย้อนไปดูประวัติศาสตร์ ท้องสนามหลวงเคยเป็นแหล่งการชุมนุม นองเลือดทางการเมือง และกิจกรรมอื่นๆมากมาย

แต่เดิมใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ จึงเรียกขานกันว่า ทุ่งพระเมรุ

สืบมา พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็นท้องสนามหลวง

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ทำนาที่สนามหลวง เพื่อแสดงให้ปรากฏแก่นานาประเทศว่า เมืองไทยบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร มีไร่นาไปจนใกล้ๆ พระบรมมหาราชวัง และไทยเอาใจใส่ในการสะสมเสบียงอาหารไว้เป็นกำลังของบ้านเมืองด้วย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคล มีกำแพงแก้วล้อมรอบบริเวณ ข้างในสร้างหอพระพุทธรูปสำคัญเป็นที่ประดิษฐานพระสำหรับพิธี

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ขยายสนามหลวงจากเดิม และรื้อพลับพลาต่างๆ ที่สร้างในรัชกาลก่อนๆ แล้วใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพิธีต่างๆ เช่น การฉลองพระนครครบ 100 ปี

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ใช้เป็นสนามแข่งม้าและสนามกอล์ฟ

ในรัชกาลปัจจุบันมีการใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญๆ เช่น พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี พระราชพิธีกาญจนาภิเษก รวมทั้งงานพระเมรุมาศเจ้านายระดับสูง

สนามหลวงโบราณสถานสำคัญของชาติ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 126 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2520 มีเนื้อที่ 74 ไร่ 63 ตารางวา

สนามหลวงนอกจากเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแล้ว ยังเคยเป็นตลาดนัดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย

สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2491 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้จัดตั้งตลาดนัดขึ้นในทุกจังหวัด สำหรับกรุงเทพฯนั้น ได้เลือกสนามหลวงเป็นสถานที่จัดตลาดนัด

ตลาดนัดสนามหลวงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนไม่ว่าจะเป็นคนไทยในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด รวมทั้ง นักท่องเที่ยงต่างชาติด้วย เพราะว่าสนามหลวงมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีสถานศึกษา และสถานที่สำคัญๆล้อมรอบ

เคยเป็นแหล่งหนังสือดี ราคาถูก

ในปี พ.ศ. 2521 สมัยพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่จะใช้สนามหลวงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และจะใช้สนามหลวงเป็นสถานที่จัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และงานรัฐพิธีต่างๆ

ซึ่งขณะนั้นการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มอบที่ดิน ที่สวนจตุจักรเพื่อใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์ นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 42 ล้านบาทเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 ให้กรุงเทพมหานคร ทำการปรับพื้นที่ สร้างถนน และก่อสร้างอาคารชั่วคราว

ในช่วงแรก ได้ให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยและได้พยายามย้ายผู้ค้าจากสนามหลวงมา แต่ได้รับการคัดค้านจากผู้ค้าตลอดมา จนกระทั่งวันที่ 2 มกราคม 2525 จึงสามารถทำได้สำเร็จ

หลังจากตลาดสนามหลวงสิ้นไปตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ต่อมามีการจัดขายสินค้าเป็นระยะ แล้วแต่โอกาส และล่าสุด กทม.ก็เนรมิตตลาดสินค้าราคาถูกขึ้นมาโดยประกาศว่าเพื่อต้องการ ผูกรอยยิ้ม

แต่จะเป็นรอยยิ้มของผู้มีรายได้น้อย หรือของใคร ทาง กทม. ไม่ได้บอกไว้แต่อย่างใด.

น่าห่วงจริงๆ

ที่มา ไทยรัฐ

สังคมที่แตกแยกทำให้ประเทศชาติอ่อนแอ

สังคมที่ไร้รักสามัคคีประเทศชาติก็มีแต่เจริญลงๆ

เห็นประเทศอื่นแล้วกลับมามองประเทศไทยก็ได้แต่เก๊กซิม

แม่ลูกจันทร์ เพิ่งสะเวิ้ปกลับจากทัวร์ดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่อังกฤษ กับ พี่ระวิ โหลทองถือเป็นความสุขอย่างยิ่งของคนที่มีลูกหนังในหัวใจ

ถึงแม้เคยไปมาแล้วหลายครั้งก็ยังตื่นเต้ลล์เหมือนเดิม

โดยเฉพาะการนั่งดูเกมใหญ่ๆ ในห้องวีไอพี ทั้งสนามแมนฯยู และสนามเชลซี มันช่างฮ้อแร่ดซะนี่กระไร

ความจริงคณะทัวร์ชุดใหญ่ไทยรัฐเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯมาแล้วหลายวัน เหลือแต่ แม่ลูกจันทร์ เพิ่งบินกลับมาถึงกรุงเทพฯเมื่อวานซืน

กรุงลอนดอนเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเต็มตัว อากาศเย็นสบาย แดดใส ฟ้าสวย ไม่มีฝนตกเปาะแปะให้เซ็งอารมณ์ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ดอกเชอรี่สีชมพูสลับสีเหลืองของดอกแดฟโฟดิลพรึ่บไปทั้งเมือง

แต่เบื้องหลังความสวยที่ฉาบหน้า อังกฤษกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างแรง!!

ปริมาณคนตกงานล่าสุดพุ่งกระฉูดไปถึงสองล้านคน

ธุรกิจทรุดหนักทั้งระบบและมีแนวโน้มจะทรุดอีกนาน

แต่อังกฤษโชคดีกว่าไทย เพราะมีรายได้ก้อนใหญ่จากธุรกิจท่องเที่ยวมาชดเชย

แม่ลูกจันทร์ ไปอยู่อังกฤษ 10 วัน อ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าวทีวี ไม่มีข่าวเมืองไทยเอาซะเลย

แม้แต่ช่วงที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางไปเยือนอังกฤษ สื่ออังกฤษก็ไม่มีข่าวรายงาน

แต่ข่าวฮือฮาคือการค้นพบปลาตีน ในแม่นํ้าเทมส์

นี่ไม่ใช่ข่าวโจ๊กแต่เป็นข่าวจริง 100 เปอร์เซ็นต์!!

หนังสือพิมพ์อังกฤษรายงานข่าวสำรวจพบ ปลาตีนหรือ วอล์กกิ้งฟิช ในแม่นํ้าเทมส์ใกล้ลอนดอน

ปลาตีนซึ่งเป็นปลาเมืองร้อนมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หรือแถบเซาท์อีสต์เอเชีย ไปขยายพันธุ์ทำมาหากินในแม่นํ้าเทมส์ ซึ่งมีความเย็นเจี๊ยบเหมือนแช่นํ้าแข็งได้อย่างไร??

ใครพิเรนทร์แอบเอาปลาตีนไปปล่อยในแม่น้ำเทมส์??

ใครลักลอบนำปลาตีนเข้ามาในอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ใด?

หรือปลาตีนจะติดมากับเรือสินค้าจากเอเชีย?

หรือปลาตีนจะหลงทางข้ามซีกโลกมาเอง?

หรือปลาตีนต้องการขอลี้ภัยทางการเมือง??

ประเด็นที่จะต้องสำรวจกันใหญ่คือ ในแม่น้ำเทมส์มีปลาตีนทำมาหากินแล้วกี่ตัว? และจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์หรือไม่ อย่างไร??

สรุปว่า ข่าวปลาตีนยังไม่จบ ยังต้องติดตามต่อไปอีกหลายตอน

แม่ลูกจันทร์ เสียดาย...กลับมาไม่ทันได้รับชมรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ก็เลยจัดเรตติ้งไม่ได้ว่าแซ่บอีหลีระดับ 4 ดาว? หรือ 5 ดาว?

แต่ถ้าดูจากผลโหวตในสภาฯ ก็ไม่พลิกความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะนายกฯและรัฐมนตรีที่ถูกจองกฐินทั้ง 6 คน ได้รับคะแนนไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งตามกติกา

เพียงแต่คะแนน ไว้วางใจกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ต่ำกว่าคนอื่นถึง 9 เสียง หรือเกินกึ่งหนึ่ง 4 เสียงเท่านั้นเอง

ถึงแม้ว่าส่วนต่างของคะแนนจะไม่มีผลให้เกิดการปรับ ครม.

แต่การที่มี ส.ส.ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล กล้าโหวตขัดมติพรรคอย่างชัดเจน ต้องถือเป็น สัญญาณอันตราย

อันตราย...เพราะการควบคุมเสียง ส.ส.ในสภาฯ จะเกิดความไม่แน่นอน

ต้นเหตุก็เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ ส.ส.มีเอกสิทธิ์ในการโหวตโดยไม่ต้องฟังมติของพรรคการเมือง

ก็เท่ากับ ส.ส.ฝ่าฝืนมติพรรคได้เพราะ รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง

ฝ่ายค้านไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะเป็นเสียงข้างน้อยในสภาฯ

แต่ฝ่ายรัฐบาลน่ะซีน่าห่วงจริงๆ ถ้าควบคุมเสียง ส.ส.ไม่ได้ก็จบข่าวละโยม.

แม่ลูกจันทร์

ประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เที่ยวนี้.....กินลึก.....พูดกันอย่างตรงไปตรงมา หลักฐานที่เอามาโชว์ ชัดเจนจนแทบไม่ต้องมีการอภิปรา

ที่มา ไทยรัฐ

ควันหลงจากการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ เที่ยวนี้.....ชี้ให้เห็นภาพที่คลุมเครือใน พรรคเพื่อไทย ชัดเจนขึ้น.....แม้เนื้อหาที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อภิปราย กรณีเงิน 263 ล้าน จะมี ใบเสร็จ และสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของ การยุบพรรคการเมือง ได้.....แต่เผอิญเสียงในพรรคฝ่ายค้านเองก็ไม่แน่น............

อินทรีเหล็ก ได้ยินมา แม้แต่ ประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล....ก็มี รายการกั๊ก กันเกิดขึ้น.....ความเห็นของ แกนนำพรรค ก็ยังไม่ลงตัว กลายเป็น ข้อบาดหมาง ในพรรคไปฉิบ.....โทษไม่ได้เมื่อพรรคเพื่อไทยก็อยู่ในระยะขาลง......ทำได้แค่นี้ก็ถือว่าดีถมไปแล้ว............

ไหนๆก็ไหนๆ ประเด็นที่น่าอภิปราย ปลากระป๋อง รถเมล์เช่า 4 พันคัน หรือประเด็นการดำเนินนโยบายแก้ปัญหา วิกฤติเศรษฐกิจ บกพร่องอย่างไร.....โดนใจชาวบ้านทั้งนั้น.....หายไปไหนหรือ การที่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ มือเศรษฐกิจของพรรค หรือ สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง ไม่ได้โชว์ฝีมือเพราะอะไร.....คนในพรรคเพื่อไทยน่าจะตอบได้ดีที่สุด............

ต่อกรณีที่ เสียงของพรรคเพื่อไทย หายไป 7-9 เสียง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ในฐานะ ส.ส.เพื่อไทย อธิบายว่าไม่ใช่เรื่องแปลก.....ส่วนจะถือว่าเป็น งูเห่าในพรรคหรือเป็น กบฏ หรือจะต้องมีการขับออกจากพรรคเป็นอีกเรื่อง ความเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทยหลังการอภิปรายห้ามกะพริบตา............

แต่ที่น่าแปลกใจคือ เหตุผลของ สุนัย จุลพงศธร ส.ส.เพื่อไทย ชี้ว่า ผลการลงคะแนนในส่วนของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย....เป็น สายสัมพันธ์ทางใจ และจะกลายมาเป็นการเชื่อมต่อทางการเมืองในอนาคต.....ก็แปลว่า ที่อภิปรายกันแทบล้มแทบตายก็แค่ปาหี่การเมือง............

ตามประสาคนหาข่าวมี ส.ส.เพื่อไทยหลายชีวิต ที่เตรียมไปตั้งต้นชีวิตใหม่กับ พรรคภูมิใจไทย เรียบร้อย ไม่เฉพาะ กทม. หรือ ส.ส.ที่ไปปรากฏตัวในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น.....มีแววที่จะย้ายพรรคอีกอื้อ เหตุผลสำคัญอยู่ที่ กระสุนดินดำ ที่มีให้ไม่อั้น.....ต่างจังหวัดสองแสน กทม.สามแสน แถมยังมีตำแหน่งไว้รองรับ ไม่ไปก็แปลกแล้ว............

ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เที่ยวนี้.....กินลึก.....พูดกันอย่างตรงไปตรงมา หลักฐานที่เอามาโชว์ ชัดเจนจนแทบไม่ต้องมีการอภิปราย .....เพราะฉะนั้น การชี้แจงของ นายกฯอภิสิทธิ์ และบรรดาองครักษ์ จึงไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้าง.....แต่เผอิญว่า นี่คือ การเมืองไทย.....นี่คือสังคมที่ฟังกระแสมากกว่าข้อเท็จจริง............

เดิมพันการเมืองชนิดเอาเป็นเอาตาย ผลพวงของการอภิปรายที่ผ่านมา ก็อย่างที่รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเอาไว้.....เรื่องนี้มี เดิมพันถึงขั้นยุบพรรค.....เพราะฉะนั้น กระบวนการยุติธรรมและสังคมจะต้องช่วยกันพิสูจน์ผลของการเดิมพันครั้งนี้ด้วย............

และที่เป็นสาระมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลคือ กฎกติกาของสังคม.....การทำหน้าที่ของ กระบวนการตรวจสอบ.....จะมีจิตสำนึกและมาตรฐานแค่ไหน.....ถ้ายอมรับได้ว่า ต้องเลือกข้าง ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะต้องบันทึกไว้ว่า นี่คือจุดตกต่ำที่สุดของบ้านเมือง............

นอกจากเรื่องของ เงินบริจาคปริศนา จำนวน 263 ล้านบาทแล้ว พ.ต.อ.ณรัตน์ เศวตนันท์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยันได้ส่งเรื่อง เงินอุดหนุนพรรคการเมือง กว่า 23 ล้านบาท ไปให้ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบ......อยู่ที่ กกต.จะแสดงจุดยืนต่อ มาตรฐานในระบบการตรวจสอบ อย่างไรเท่านั้น............

อินทรีเหล็ก เคยเกริ่นเอาไว้แล้วว่า การอภิปรายไม่ไว้ วางใจรัฐบาลครั้งนี้ก็แค่ ปาหี่ทางการเมือง.....ไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาล ยิ่ง นายกฯอภิสิทธิ์ รีบออกมาการันตีว่า ไม่มีการปรับ ครม. และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล.....กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ได้คะแนนเสียงไว้วางใจไปอย่างเฉียดฉิวเลยไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน............

ที่ต้องชื่นชมในความกล้าคือ เกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงจุดยืนในการงดออกเสียงโหวตให้กับ รมว.ต่างประเทศ......งานนี้ไม่รู้ ผู้อาวุโสในสภา ทั้งหลาย จะรู้สึกอายกันบ้างหรือเปล่าแฮะ............

คนรุ่นใหม่ในสภาที่น่าจับตา ไม่ว่าจะเป็น วิสารดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย และ ฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ที่อภิปรายกันด้วยเนื้อหาและเหตุผลล้วนๆ.....ไม่คอยเสียดสี กระแทก แดกดันเหมือนกับพวกที่นั่งเหนียงยานอยู่ในสภารอวันหมดอายุ............

เอ้าวิกฤติเศรษฐกิจจะลงลึกแค่ไหน อยู่ที่คนในชาติจะต้องช่วยกันแก้ปัญหา บนจิตสำนึกร่วมกัน.....กรณี บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกา เอาเงินงบประมาณที่ช่วยอุ้มธุรกิจไป แจกโบนัส กันเพลิดเพลิน.....โอบามา แสดงถึงภาวะผู้นำ โดยการให้สภาออกกฎหมายเรียกเงินคืน......ผิดกับบ้านเรา รัฐบาลพยายามที่จะ แก้กฎหมายกู้เงิน ไปแจกโบนัสตอบแทนบุญคุณกันสบายแฮ............

อินทรีเหล็ก

ชนะในสภาฯ อย่าเพิ่งดีใจ

ที่มา ไทยรัฐ

ผ่านไปแล้วอย่างกระท่อนกระแท่นพอประมาณ สำหรับการ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับ 5 รัฐมนตรี แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่สามารถฮุกซ้ายปลายคางรัฐมนตรีให้ ร่วงตกเก้าอี้ได้

แต่ก็ต้องถือว่าทำได้ดีไม่น้อยสำหรับทีมสำรอง ที่มีกัปตันทีมชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขนาด ตัวจริงโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไปแล้วถึงสองครั้งสองครา ทำได้ขนาดนี้ก็ต้องยกย่องชมเชยกันบ้าง

แม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้ จะมีเรื่องแย่ๆที่มีการแจกของลับ กันกลางสภาฯ แต่ก็ยังมีสิ่งดีๆนั่นคือได้แจ้งเกิดให้กับ น้องยิ้ม น.ส. วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย

ที่ลุกขึ้นอภิปราย นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ อย่างได้เนื้อได้หนัง ทำเอาพรรคประชาธิปัตย์เสียขบวนไปไม่น้อย กว่าจะตั้งตัวติด น้องยิ้มก็ซัด รมว.กษิต เกือบเสียรูปมวย

หาก น้องยิ้ม รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี เรียนรู้งานการเมืองให้เชี่ยวกว่านี้อีกนิด เชื่อว่าเก้าอี้รัฐมนตรีคงไม่หนีหายไปไหน

หันมาดู รมว.กษิต เป้าอภิปรายของ น้องยิ้ม การที่มีคะแนนโหวตไว้วางใจน้อยกว่าคนอื่นถึง 9 คะแนน ทำให้ รมว.กษิต อยู่ในฐานะที่ลำบากใจไม่น้อย บวกกับการมีกากบาทสีเหลืองบนหน้าผาก ทำให้เจ้ากระทรวงบัวแก้วตกเป็นเป้าโจมตีทั้งในและนอกสภาฯ เดินไปไหนก็ไม่สบายใจ ไม่รู้จะโดนปาไข่เน่าเมื่อไหร่

หาก รมว.กษิต คิดจะปลดขื่อคาที่ค้ำคออยู่ ก็มีหนทางเดียวคือเดินหน้าทำงานให้หนัก ให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีคุณค่าพอสำหรับตำแหน่งนี้ ให้ผลงานเป็นเครื่องปิดปากฝ่ายตรงข้ามไม่ให้พูดจาว่ากล่าวได้

ต้องพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า ท่านไม่ได้เก่งแค่บนเวทีพันธ-มิตรฯเท่านั้น แต่ยังเก่งพอที่จะพาไทยไปยืนสง่าบนเวทีโลกด้วย

หันมาดูรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของ นายกฯอภิสิทธิ์ ก็ขอบอกว่าอย่าเพิ่งดีอกดีใจที่ผ่านญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจมาได้ เพราะคะแนนเสียง ส.ส.ในสภาฯไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แท้จริง

ความไว้วางใจของประชาชนต่างหาก คือเครื่องชี้ขาดอนาคตรัฐบาล!!!

หากกระหยิ่มยิ้มย่องในชัยชนะ จนลืมปัญหาเดือดร้อนของประชาชน ลืมภาระหน้าที่ที่ต้องแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาการแตกสามัคคีในชาติ ไม่ช้าอนาคตของรัฐบาลก็คงมืดมิด

เพราะมองไปข้างหน้าปัญหาที่รออยู่ล้วนใหญ่หลวงนัก ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ยังดำดิ่งหาก้นเหวไม่เจอ ปัญหาการท่องเที่ยวที่ทรุดตัวหนัก นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวบ้านเรา ก็เหลือ น้อยคนจนแทบจะนับหัวได้ ปัญหาการส่งออกก็ยังติดลบทุกเดือน ทำให้โรงงานต่างทยอยปิดตัว คนตกงานก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ไหนยังจะมีปัญหาเรื่องม็อบคนเสื้อแดง ที่ถูกปลุกระดมขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล เมื่อบวกกับแรงหนุนจากนักการเมือง ก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้รุกลามบานปลาย กลายเป็นเชื้อโรคร้ายที่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง

รวมทั้งที่ประกาศจะยกพลมาชุมนุมใหญ่ปิดล้อมทำเนียบฯ ทวงคำตอบที่เรียกร้องให้ยุบสภาฯในวันที่ 26 มี.ค.นี้

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องที่ ร.ต.อ.เฉลิม ขู่จะยื่นยุบพรรคต่อ กกต. หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหานี้ได้ ก็หนีไม่พ้นต้องตั้งพรรคสำรองเตรียมไว้ ในกรณีที่หนีไม่พ้นอาจจะต้องโดนสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ชุดที่มี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค

มองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องหนักหนาสาหัส รอรัฐบาลพรรค ประชาธิปัตย์อยู่ทั้งสิ้น พิสูจน์ฝีมือนายกฯอภิสิทธิ์ในฐานะคน ถือหางเสือ ว่าจะไม่เก่งพอรับนาวาลำนี้ไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่.

ลมสลาตัน

ไม่ชนะไม่เลิก

ที่มา ไทยรัฐ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็เป็นอันเรียบร้อย เมื่อมีการ ลงมติและปรากฏว่านายกฯ และ 5 รัฐมนตรีสอบผ่าน เพียงแต่ว่ามีคะแนนไม่ไว้วางใจและไว้วางใจต่างกันเท่านั้น พูดง่ายๆ ว่ามีคนในรัฐบาลลงคะแนนไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีบางคนด้วยขณะที่ฝ่ายค้านลงคะแนนให้รัฐบาลก็มี

คือมีทั้ง แหกโผและ งูเห่าผสมผสานกัน

คะแนนที่น่าสนใจก็คือนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศที่ได้คะแนนไว้วางใจน้อยที่สุดคือ 237 เสียง คะแนนไม่ไว้วางใจ 184 เสียง เพราะมาตรฐานไว้วางใจของทุกคนมีคะแนนอยู่ที่ 246 เสียง นั่นแสดงว่ามีคนของรัฐบาลส่วนหนึ่งคงไม่นิยมชมชอบจึงไปลงคะแนนร่วมกับฝ่ายค้าน

ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันอยู่ล่วงหน้า เพียงแต่ว่าการลงคะแนนเป็นแบบลับ ไม่ใช่ยกมือเป็นรายบุคคลอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา

ก็ต้องไปจับมือดมกันเองก็แล้วกันว่าเป็นใครกันบ้าง แม้ว่าการตอบชี้แจงของนายกษิตนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งคงจะเป็นเพราะการที่นายกษิตไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯคือประเด็นสำคัญ ไม่ได้เกี่ยวกับการบริหารงานที่ผิดพลาดแต่อย่างใด

ขณะที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ได้คะแนนไว้วางใจ 246 เสียง แต่ ปรากฏว่าคะแนนไม่ไว้วางใจแค่ 176 เสียงเท่านั้น หรือนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ คะแนนไว้วางใจ 246 เสียง และไม่ไว้วางใจ 168 เสียง นั่นก็แสดงว่ามี ส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมขบวนการไม่ไว้วางใจลดลง

แม้จะไม่ยกมือสวนแต่ก็แสดงออกด้วยการ งดออกเสียงซึ่งก็คงไม่ต้องแปลกเพราะในพรรคเพื่อไทยนั้น มี ส.ส.ส่วนหนึ่งที่ตัวอยู่ เพื่อไทยแต่ใจไปอยู่ภูมิใจไทยเสียแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเสร็จสิ้นไปแล้ว และนายกฯยืนยันว่าจะไม่มีการปรับ ครม. เพราะรัฐมนตรีทุกคนสอบผ่านหมด เพียงแต่ได้คะแนนต่างกันเท่านั้น แต่ก็ยังมีประเด็นที่จะต้องต่อความยาวสาวความยืดกันต่อไป

ประเด็นก็น่าจะมีอยู่คือเรื่องเงินบริจาค 263 ล้านบาทที่เกี่ยวข้อง กับคนของประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าทีมฝ่ายค้านที่ออกมาแฉแสดงตัวเลข เส้นทางเงิน และเช็คสั่งจ่าย

ซึ่งกรณีนี้ดูเหมือนว่าการชี้แจงของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และนายนิพนธ์ บุญญามณี ก็ไม่ชัดเจน เพียงแต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นเรื่องของธุรกิจ

หรือเรื่องการนำเงินที่ กกต.มอบให้ 29 ล้านไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

แม้ว่าในการอภิปรายในสภาไม่สามารถเล่นงานพรรคประชาธิปัตย์ได้ แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายค้านจะปฏิบัติการ หลังซักฟอก นั่นคือ จะยื่นเรื่อง ให้ กกต.สอบสวนต่อไป ทั้งนี้ เรื่องเงิน 263 ล้านนั้น ปรากฏว่าดีเอสไอ ได้ยื่นเรื่องให้ กกต.สอบสวนล่วงหน้าไปแล้วก็ตาม

ก็คงต้องรอว่า กกต.จะสอบสวนและมีผลออกมาอย่างไร มีพฤติกรรม ดังที่ ร.ต.อ.เฉลิมนำมาแฉหรือไม่ หากปรากฏพบความผิดจริง

ประชาธิปัตย์พรรคเก่าแก่ที่สุดก็มีสิทธิจะถูก ยุบพรรค ได้ ซึ่งคงอีกไม่นานก็จะรู้กันว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างใด

ประเด็นนี้ประชาธิปัตย์หวั่นไหวกันทั้งพรรค

เหนืออื่นใดเมื่อการเมืองในสภาในระบบ ฝ่ายค้านไม่สามารถเล่นงานรัฐบาลให้อยู่หมัดได้ แต่ก็ใช่ว่าจะบริหารต่อไปได้อย่างสงบ เพราะจะต้องเจอศึก นอกสภา ที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการชุมนุมใหญ่วันที่ 26 มี.ค. โดยจะล้อมทำเนียบและแสดงเจตนาว่า ไม่ชนะไม่เลิกขณะที่เสียงโฟนอินก็คงจะถี่ขึ้นเพื่อปลุกเร้าให้ผู้สนับสนุนเดินหน้าขยี้มันด้วยความรุนแรง กดดัน ก่อความวุ่นวายมากขึ้น

ว่ากันว่าจะบรรเลงด้วยเพลงดาบ ดิบ ถ่อย เถื่อน ขนาดนั้น เลยทีเดียว.

สายล่อฟ้า

'ปู่จิ้น' ย้ำแค้นฝังหุ่น!

ที่มา ไทยรัฐ

ก็ไม่ได้เหนือการคาดหมายแต่อย่างใด กับชัยชนะของรัฐบาลในศึกอภิปรายไม่ไว้ วางใจที่ชัวร์ยิ่งกว่า ไฮโลเปิดถ้วยแทง

ถ้าฟ้าไม่ถล่มดินไม่ทลาย ยากที่ฝ่ายค้านจะชนะโหวตในสภาฯ

แต่ไฮไลต์มันอยู่ตรงนัยสำคัญที่สะท้อนผ่านตัวเลขคะแนนไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคนอื่น แน่นปึ้กอยู่ที่ 246 เสียง ในขณะที่ตัวเลขของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ วูบเหลือแค่ 237 เสียง

หายไปเนื้อๆ 9 คะแนน

และหนึ่งในนั้นเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์เองคือ นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส. ปราจีนบุรี ที่แสดงท่าทีชัดเจนตั้งแต่ต้น และอีกคนก็เป็นเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลคือนายณัฐวุฒิ สุขเกษม ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย

งดออกเสียง แหกโผไม่โหวตให้

เอาเป็นแต้มที่หายไป ไม่ว่าจะออกตัว กู้หน้ากันยังไง แต่โดยนัยทางการเมือง ศักดิ์ศรีในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงจะผ่านเกมโหวตไปได้ แต่ถ้าได้เสียงไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่นแค่แต้มเดียวก็มีความหมาย

กษิตกลายเป็น ลูกเป็ดขี้เหร่

ยิ่งเป็นอะไรที่ก็รู้กันอยู่แก่ใจ เหตุที่แต้มหายเพราะนายกษิตเป็นรัฐมนตรี เด็กฝากโควตาม็อบพันธมิตรฯ ที่คนของพรรคประชาธิปัตย์เองก็พะอืดพะอม

กับการอุ้มกระเตง ตัวถ่วงล่อทั้งบาทาฝ่ายตรงข้าม และปฏิกิริยาต่อต้านจากพวกเดียวกันที่ไม่เอาด้วยกับม็อบพันธมิตรฯ

จากปรากฏการณ์แต้มหายของ กษิตย้ำสถานะ จุดอ่อนชัดเจน

โดน ล่อเป้าหนักขึ้นแน่

แต่ที่ส่อเค้าว่าจะ เบาตัวแนวโน้มอยู่เหนือการ แตะต้องก็คือคิวของ ปู่จิ้นนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่รอบนี้มีคะแนนโหวตไม่ไว้วางใจน้อยที่สุดแค่ 167 เสียง

น้อยกว่านายกฯอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีคนอื่น

โดยตัวเลขงดออกเสียงถึง 20 คน เว้นคิวของนายสามารถ แก้วมีชัย กับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี ในฐานะรองประธานสภาฯ และนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่มีบุญคุณค้างเก่ากันมา

นอกนั้น 7 ใน 10 เสียงของพรรคเพื่อไทย ไล่ชื่อตั้งแต่นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. นายกิตติ สมทรัพย์ ส.ส.ร้อยเอ็ด นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ส.ส.ระบบสัดส่วน

งดโหวตแบบ มีงาน

แต่ทั้งหมดทั้งปวง นอกจากเรื่องของ งูเห่าที่เตรียมย้ายรังเข้าซบพรรคภูมิใจไทย โดยคิวของนายชวรัตน์ มันก็สัญญาณทะแม่งๆตั้งแต่ชื่อของ มท.1 ถูกยัดใส่บัญชีเชือดนาทีสุดท้าย โดยที่ สารวัตรเหลิมร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าทีมเชือดฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ออกอาการเซ็งๆแบบเสียไม่ได้

นั่นก็เพราะเบื้องหลังมีการยัดชื่อของ ปู่จิ้นทั้งๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ รวมถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงาม หรือมีอาการค้างคาใจแต่อย่างใด

โดยสัมพันธ์ครั้งเก่าที่ยังไว้ไมตรี

แต่ว่ากันว่า ด้วยข้อหา พ่อเสี่ยหนูลูกติดพันอาการแค้นฝังหุ่นที่ เจ๊หน่อยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ เมืองหลวงพรรคเพื่อไทย หมั่นไส้ลูกชายคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตลูกน้องรองบ่อน ที่หันไปจับมือกับศัตรูคู่อาฆาตอย่างนายเนวิน ชิดชอบ

ปาดหน้าขึ้นชั้นใหญ่กว่า ลูกพี่เก่า

แถมล่าสุดยังกลับมาฉกเอานางศุภมาส อิศรภักดี มวยเบอร์ต้นๆของทีมเมืองหลวง ไปเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ต่อหน้าต่อตา

แค้นนี้มันเลยต้องสะสาง

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นคิวของ ปู่จิ้นที่ฉกแต้ม งูเห่าสะท้อนอาการ นอตหลวมของพรรคเพื่อไทย ที่ออกทะเลไปกันคนละทาง

และถึงที่สุดเลย ก็ไม่เว้นแม้แต่ทีมเมืองหลวงของ เจ๊หน่อยเอง ที่ร่ำๆกำลังวางแผนอพยพหนีบ้านเก่าไปหาชายคาพรรคใหม่ เพื่อความอยู่รอด

ไม่กล้ากอดคอเสี่ยงตายกับ นายใหญ่เหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน