WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 24, 2009

มท.1 สั่งเข้ม ผวจ.สกัดเสื้อแดง

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 23 มี.ค.นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 26 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า เท่าที่ดูการชุมนุมที่ จ.เชียงราย และเชียงใหม่ พบว่ามีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของพวกเสื้อแดงที่จะแสดงพลัง และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเข้ามา หากมองในหลักจิตวิทยาก็เป็นการให้กำลังใจว่าผู้นำยังคงจะสู้ต่อ และได้ข่าวว่าการชุมนุมวันที่ 26 มี.ค. จะมีการโฟนอินเข้ามาเช่นกัน ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ ผวจ.ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ ชุมนุมอย่างเข้มข้น ให้เน้นการประชาสัมพันธ์กับประชาชนว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเดินทางเข้ามา ทั้งเสียเวลาและค่าเดินทาง จึงขอให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน หากทำงานไม่ได้ก็ต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นมาทำอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศสู้ขนาดนี้ เพราะปัจจัยใด นายชวรัตน์ตอบว่า ตามทฤษฎีอำนาจและสังคมมีอยู่ชัดเจนว่าคนที่มีอำนาจก็ไม่อยากที่จะเสียไป แล้วต้องพยายามต่อสู้ไม่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง

ขำข่าวแจกเงิน-หว่านงบฯซื้อมือ ส.ส.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่ารัฐบาลกันงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แจกให้ ส.ส.คนละ 20 ล้านบาท เพื่อแลกกับการยกมือโหวตไว้วางใจในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ไม่ ทราบข้อเท็จจริง ต้องถามนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังระบุว่ามีการจ่ายเงินให้ ส.ส.คนละ 2 แสนบาท ด้วย นายชวรัตน์หัวเราะก่อนตอบว่า ไม่มี ผมไม่เคยจ่ายใคร ขนาดเงินเดือนตัวเองยังไม่ถึงแสนบาทเลย จะเอาเงินไปแจกให้ใครได้ เรื่องอะไรจะต้องไปเสียเงินเป็นล้าน ทั้งที่เงินเดือนรัฐ-มนตรีแค่แสนกว่าบาทเมื่อถามว่า มีความพยายามนำเรื่องงบประมาณของ อปท.ไปโยงกับการโยกย้ายนายสุกิจ เจริญรัตนกุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายชวรัตน์ตอบว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้ามีการโยงให้เกิดความสับสน แต่ยืนยันเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง

พท.ตีปี๊บนายใหญ่จะแฉภาค 2

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินแฉผู้อยู่เบื้องหลังการโค่นอำนาจว่า การแฉเรื่องนี้เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น ขอให้ติดตามวันที่ 26 มี.ค.ที่จะมีการโฟนอินผ่านระบบวีดิโอลิงค์อีกครั้ง จะมีการแฉภาค 2 ว่าใครทำอะไรไว้บ้าง และจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รับรองในวันดังกล่าวคนคงเต็มสนามหลวง ผู้สื่อข่าวถามว่าประเมินว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับประเทศไทยเมื่อไหร่ นายสุรพงษ์ตอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาแน่ในช่วงเศรษฐกิจประเทศไทยพังแล้ว โดยจะเข้ามาขออาสาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตอนนี้เศรษฐกิจใกล้พังเต็มทีแล้ว

ณัฐวุฒิให้รอฟังโฟนอิน 27 มี.ค.

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช. เปิดเผยว่า เนื้อหาที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดกับกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่นั้น ตนและแกนนำคนอื่นเคยรับรู้มาเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่น่าตกใจ ยอมรับว่าการที่ พ.ต.ท. ทักษิณพูดพาดพิงถึงศาลและองคมนตรีอาจทำให้การชุมนุมถูกกดดันมากขึ้น แต่ในทางกลับกันจะเป็นผลดีกับคนเสื้อแดงที่จะเกิดความฮึกเหิมมาร่วมชุมนุมมากขึ้น สถานการณ์การเมืองปัจจุบันถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับความจริง พ.ต.ท.ทักษิณก็ยืนยันข้อเท็จจริงทุกอย่างที่พูดผ่านวีดิโอลิงค์ บอกว่าคนเรากล้าทำต้องกล้ารับ และการพูดครั้งต่อไปจะมีขึ้นวันที่ 27 มี.ค. เวลา 19.30-20.00 น. หลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมกันวันที่ 26 มี.ค.แล้วเคลื่อนขบวนมาที่ทำเนียบฯ เนื้อหาคือทางออกของประเทศไทย วิกฤติเศรษฐกิจ การเมือง สังคม

แพลมไต๋ปูดชื่อตัวละครใหม่

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตามที่ พ.ต.ท. ทักษิณระบุ และยังบอกว่าเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมนั้น ไม่แน่ใจว่า พล.อ.สุรยุทธ์เชื่อมั่นกฎแห่งกรรมจริงหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิที่จะสื่อสารเรื่องราวที่เป็นความจริง บอกเล่าต้นตอวิกฤติของการเมืองไทยวันนี้ การออกมาแสดงข้อมูลเหล่านี้ไม่มีเจตนาตอบโต้รุกรานใคร เพียงแต่เห็นว่าสังคมไทยน่าจะอยู่กันด้วยความจริงเพื่อหาทางออกที่ถูกต้อง ท่านยืนยันว่าจะพูดความจริงสื่อสารมายังคนไทยเป็นระยะๆ คาดว่าวันที่ 27 มี.ค.นี้ จะมีการเปิดเผยชื่อตัวละครอื่นๆอีกเพิ่มเติม

เล็งใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่มีความรุนแรง จะชุมนุมอย่างสงบสันติปราศจากอาวุธ ไม่บุกยึดทำเนียบฯ ไม่เกี่ยวข้องกับข้าราชการ ชุมนุมยืดเยื้อถึงเมื่อไหร่ยังไม่มีกำหนดระยะเวลา แต่อาจมีการเคลื่อนไปยังสถานที่ต่างๆ เป็นการเพิ่มความเข้มข้นในการขับไล่รัฐบาล แต่คงไม่ไปขับไล่ถึงบ้านรัฐมนตรี เพราะเรามีเจตนาขับไล่รัฐบาล ไม่ได้รุกไล่ชีวิตส่วนตัว สำหรับงานกาชาดเข้าใจว่าพื้นที่ไม่คาบเกี่ยวกัน เราสามารถจัดการเรื่องสถานที่ได้ กลุ่มเสื้อแดงยังใช้สโลแกนเดิมคือ ไม่ชนะ ไม่เลิกคือไม่เลิกเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล นอกจากนี้ ยินดีท้าพิสูจน์เรื่องจำนวนคนและพลังของคนเสื้อแดงว่าแผ่วจริงตามที่บางฝ่ายเคยปรามาสหรือไม่ ส่วนฝ่ายความมั่นคงจะประเมินอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา นายกฯหรือใครที่บอกว่าเคยเห็นเอกสารแผนตากสิน ขอให้เอามาเปิดเผย เพราะยืนยันว่าเราไม่มีแผนนี้ ไม่เคยเห็นแม้แต่บรรทัดเดียว

เสื้อแดงมอบดอกไม้เชียร์ สุชาติ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำสมาชิกและกลุ่มคนเสื้อแดงจากย่านลาดพร้าว 101 และพระประแดงจำนวนประมาณ 30 คน เดินทางไปมอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.ภ.4 ที่ถูก ป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหากรณีสั่งสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 พร้อมทั้งยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ผ่าน พ.ต.อ.สุทธินาท สุดยอด รองเลขานุการตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้ ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีตำรวจด้วยการรักษากฎหมายบ้านเมืองอย่างแข็งขัน เร่งดำเนินคดีต่อแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดล้อมรัฐสภา และมีการใช้ความรุนแรงบุกยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิอย่างจริงจัง โดยไม่เกรงกลัวต่อการแทรกแซงของรัฐบาล ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมใช้เวลาในการอ่านแถลงการณ์ ประมาณ 15 นาที จากนั้นจึงสลายการชุมนุมอย่างสงบ

เตรียมสรุปสำนวนคดีปิดสุวรรณภูมิ

พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผบช.ภ.1 กล่าวว่า จะยื่นสำนวนสรุปคดีปิดสนามบินสุวรรณภูมิเสนอ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เพื่อมีความเห็นในทางคดี ตอนนี้ยังเปิดเผยไม่ได้ ว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาใครบ้าง โทษตั้งแต่คดีบุกรุกจนถึงความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศยาน เป็นความผิดที่มีโทษร้ายแรงมาก จำเป็นต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ และต้องขอความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาประกอบการสรุปสำนวนคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบสวนผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายสากลเข้ามาร่วมทำคดีได้พิจารณารายละเอียดเหตุการณ์และข้อกฎหมายน่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดิน อากาศยาน และการก่อการร้ายสากล เพราะข้อหาดังกล่าวระบุว่าผู้ใดส่งเสริมทำให้เกิดความวุ่นวายและความเดือดร้อนกับคนจำนวนมาก ถือว่าเข้าข่ายความผิดนี้แล้ว ซึ่งผู้ที่อยู่ในข่ายถูกดำเนินคดีคือแกนนำพันธมิตรฯ ผู้ที่ขึ้นเวทีปราศรัยใช้ถ้อยคำยั่วยุส่งเสริม โดยพนักงานสอบสวนจะนำเทปภาพเหตุการณ์มาประกอบการพิจารณาแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรฯ ที่อยู่ในข่ายดำเนินคดีประมาณ 20 คน

มั่วเหลือเกิน

ที่มา ไทยรัฐ

ถึงแม้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะปิดฉากไปแล้วก็จริงแต่ยังมีประเด็นตกค้างให้ล้วงควักมาวิเคราะห์อีกหลายกรณี

โดยเฉพาะผลโหวตไม่ไว้วางใจ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและรัฐมนตรีที่ถูกจองกฐินอีก 5 คน ได้เกิดความสับสนอลหม่าน ไม่เหมือนการลงมติไม่ไว้ วางใจรัฐบาลทุกครั้งที่ผ่านมา

พูดสั้นๆคือโหวตมั่วนั่นแหละท่านประธาน

มั่วจนนับคะแนนไม่ถูกว่าฝ่ายค้านมี ส.ส.กี่คน ฝ่ายรัฐบาลมี ส.ส.กี่คน

เนื่องจากพรรคการเมืองบางพรรคจะเป็นฝ่ายค้านก็ไม่ใช่ เป็นฝ่ายรัฐบาลก็ไม่เชิง

พรรคการเมืองบางพรรค เดี๋ยวโหวตข้างฝ่ายค้าน เดี๋ยวพลิกไปโหวตข้างรัฐบาล

แม้แต่ ส.ส.พรรคเดียวกันก็โหวตสวนทางกันเองเป็นที่ชุลมุนวุ่นวาย

ส.ส.ฝ่ายค้านแหกโผไปโหวตไว้วางใจรัฐบาลก็มาก ส.ส.รัฐบาลแหกกฎเหล็กไปโหวตไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีก็มี

ส.ส.ฝ่ายค้านบางคนก็งดออกเสียงเพื่อช่วยเหลือรัฐบาล ฝ่าย ส.ส.รัฐบาลก็งดออกเสียง เพื่อตัดคะแนนไว้วางใจพวกเดียวกันเอง

ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการ เมืองไทย

แม่ลูกจันทร์ ยอมรับว่าประชาธิปไตย แบบไทยๆ มันก็มั่วๆอย่างนี้มานานนมเน

แต่ครั้งนี้รู้สึกจะวุ่นวายขายปลาช่อนมากที่สุดที่เคยพบเคยเจอ

ต้นเหตุก็ต้องโทษรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น คมช. ที่ทำให้การออกเสียงลงมติในสภาฯ ออกมาผิดสีผิดกลิ่นผิดฝาผิดตัว!!

มาตรา 162 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีอิสระจากมติพรรคการเมือง ในการตั้งกระทู้ ถาม การอภิปราย และการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แปลไทยเป็นไทยคือ ส.ส.ทุกคนมีอิสระในการโหวตไว้วางใจ หรือไม่ไว้ วางใจรัฐมนตรี โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรคการเมือง!!

รัฐธรรมนูญมาตรานี้จึงมีผลทำลายระบบพรรคการเมืองจนไม่เหลือความสำคัญ

ยัง...ยังแสบไส้ติ่งไม่พอ เพราะมาตรา 126 ของรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ยังเขียนย้ำอีกกระทอกว่า การออกเสียงลงคะแนนฯ สมาชิกย่อมมีอิสระไม่ถูกผูกพันโดยมติพรรค การเมือง หรืออาณัติอื่นใด

เท่ากับรัฐธรรมนูญทั้งมาตรา 126 และมาตรา 162 มีเจตนาเปิดช่องให้ ส.ส. ไม่ต้องเชื่อฟังมติพรรคอีกต่อไป

พูดอย่างถึงกึ๋นก็คือ ยุยงส่งเสริมให้ ส.ส.เป็นกบฏพรรคตัวเอง!!

แถมเมื่อมี ส.ส.ฝ่าฝืนมติพรรคอย่างชัดเจน พรรคการเมืองที่ ส.ส.ผู้นั้นสังกัดจะไม่มีสิทธิขับออกจากพรรค หรือลงโทษ หรือแม้แต่ ตำหนิติเตียน...

เพราะมีรัฐธรรมนูญมาตรา 162 และมาตรา 126 ให้ความคุ้มครอง

แม่ลูกจันทร์ถามว่า เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดกติกาอย่างนี้ จะมีพรรคการเมืองให้ เมื่อยตุ้มทำไม??

ในเมื่อ ส.ส.ทุกคนมีเอกสิทธิ์ มีอิสระในการตัดสินใจ ก็ไม่จำเป็นที่ ส.ส.จะต้องสังกัดพรรคการเมืองให้เปลืองงบ กกต.

เพราะ ส.ส.ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ใครอยากเป็นฝ่ายค้าน ใครอยากเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็เชิญตามสบาย

หรือใครอยากเปลี่ยนข้างสลับขั้วก็ทำ ได้ตลอดเวลา

ก็น่าสงสัยว่าคนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเป้าหมายอะไร??

เพราะผลที่ตามมาจากกติการัฐธรรมนูญแบบนี้ จะทำให้พรรคการเมืองซึ่งเป็นองค์กรสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ไม่สามารถควบคุม ส.ส.ได้อย่างเดิม

เมื่อพรรคการเมืองควบคุม ส.ส.ไม่ได้ การเมืองไทยก็ยิ่งอ่อนแอ

ทีนี้เมื่อ ส.ส.มีเอกสิทธิ์ มีอิสระในการลงมติในสภาฯ ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้มีการใช้เงินซื้อเสียง ส.ส.ได้อย่างบริดวกโยธิน

โอ๊ย...ยิ่งคิดยิ่งปวดกบาล.

แม่ลูกจันทร์

วิกฤติการเมือง ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น.....

ที่มา ไทยรัฐ

การขับเคลื่อนของ เหล่าคนเสื้อแดง รวมพลังทั้ง ส.ส.เพื่อไทย และ อดีต ส.ส.ที่ถูกตัดสิทธิ์ ทางการเมือง ไม่ธรรมดา..... ไม่ใช่คนเสื้อแดงข้างถนน แต่เป็นคนเสื้อแดงที่มีทั้ง อดีตนายกฯ และ รมต. เป็นคนเสื้อแดงที่มีทั้งนักวิชาการและชนชั้นปัญญาชน.....ยิ่งภาพของ ความอยุติธรรม ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่าไหร่.....ประชาชนจะออกมาเดินบนถนนมากขึ้นเท่านั้น............

เพราะฉะนั้น การที่รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะสร้างความสมานฉันท์ขึ้นในประเทศ เพื่อแก้วิกฤติการเมืองให้ สะเด็ดน้ำไม่ใช่แก้ด้วยลมปาก.....แต่จะต้องแก้ด้วย สปิริตและจิตใจที่บริสุทธิ์ บนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน.....ห้ามเลือกข้าง............

และด้วยที่ไปที่มาของการขึ้นครองอำนาจ รัฐบาลประชาธิปัตย์ ยังเต็มไปด้วยข้อกังขา .....ตามแผน บันได 4 ขั้น ในการยึดอำนาจ และ ปล้นประชาธิปไตย.....จึงเป็นเงื่อนไขของ คนเสื้อแดง ที่จะอ้างสิทธิดังกล่าวในการทวงอำนาจคืนด้วยความชอบธรรม............

ดังนั้น วีดิโอลิงค์นัดอุ่นเครื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ จ.เชียงใหม่ จึงถึงลูกถึงคน.....การออกมา เปิดอกอย่างหมดเปลือก ถึงสาเหตุที่ถูกยึดอำนาจ.....ย่อมสะเทือนซางใครหลายคน และคงจะเป็น ชนวนร้อนทางการเมือง อีกกระทอก............

ผลสำรวจของ เอแบคโพล ต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ข้อมูลการอภิปรายเงิน 263 ล้านของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด 4.89 คะแนน และเห็นว่า กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ควรถูกปลดออกสูงถึงร้อยละ 41.8.....แต่เชื่อว่า นายกฯอภิสิทธิ์ คงไม่เอาเสียงนกเสียงกามาเป็นสาระ............

ที่น่าสนใจคือแนวโน้ม ความนิยมของประชาชน ที่มีต่อ นายกฯอภิสิทธิ์ เมื่อเทียบกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯในช่วงเวลาเดียวกัน....นายกฯอภิสิทธิ์ อยู่ที่ร้อยละ 50.6 หรือโซน B- ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยอยู่ในระดับ B+.....แม้ปัจจุบันจะลดลงมาอยู่ในโซน D+ แปลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอิทธิพลต่อมวลชน ไม่น้อย............

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ความคิดที่จะ โค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่เรื่องปอกกล้วยเข้าปาก.....ดังนั้น รัฐบาล กองทัพ และผู้มีอำนาจ ควรจะทบทวนแนวทางแก้ ปัญหาวิกฤติการเมือง เสียใหม่.....ก่อนประเทศชาติ ประชาชน จะหายนะ............

ควันหลงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อย่างที่ อินทรีเหล็กเคยเกริ่นไว้แล้วว่า น่าจะจับตาความเคลื่อนไหวใน พรรคเพื่อไทย ให้ดี แม้จะไม่ถึงขั้นมีการขับออกจากพรรค....แต่น่าจะมีการพูดคุยเพื่อเคลียร์ปัญหาในพรรค กันวันนี้ โดยเฉพาะกรณีของ ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี ที่ชอบทำตัวแตกต่าง............

เช่นเดียวกันซีกรัฐบาลเอง ก็เริ่มจะมีการขยับ ก่อนหน้านี้ข่าวที่ว่า รัฐบาลจะมีเสียงเพิ่มขึ้น โดยการ แลกกับโควตา รมต. อีกสองเก้าอี้.....ชักจะเป็นรูปเป็นร่าง.....ร้อนถึง นายกฯอภิสิทธิ์ และ ชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ต้องรีบออกมาปิดเกม ยืนยัน ไม่มีการปรับ ครม. ใดๆทั้งสิ้น.....หน้า สิ่วหน้าขวานขืนรัฐบาลทำน้ำกระเพื่อมก็ไปไม่รอด............

ฮัดเช้ย สดศรี สัตยธรรม กกต. ออกมาปฏิเสธที่จะตรวจหลักฐาน เงินบริจาค เข้าพรรคประชาธิปัตย์จำนวน 263 ล้านบาท.....อ้าง การเปิดกล่องเอกสาร จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเปิดอย่างเป็นทางการ และอาจต้องส่งคืน ดีเอสไอ เพื่อดำเนินการฟ้องคดีเอง.....นี่แหละคือมาตรฐานของกระบวนการตรวจสอบเมืองไทย............

เฮ้อ เรื่องอื้อฉาวใน กบข. ทำท่าจะบานปลาย เมื่อ ธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการ ป.ป.ท. เดินหน้าตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในกองทุน กบข. .....เสนอ กระทรวงยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการตามล่ามหกรรมการปล้นเงินกองทุนชนิดเอาจริงเอาจัง.....หวังว่าคงไม่มีรายการ ลูบหน้าปะจมูก เกิดขึ้น............

ไม่รู้เมื่อไหร่จะเกิดจิตสำนึก ในยามที่ การบินไทย ขาดทุนบักโกรก ปรากฏว่า ที่ประชุม บอร์ดการบินไทย กำหนดค่าตอบแทนและโบนัสกันสนุกสนาน.....ยอมหั่น สิทธิประโยชน์ ตัวเองแค่ร้อยละ 25 จึงไม่แปลกที่การ ย้ายเคาน์เตอร์การบินไทย จากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิถึงได้สะดวกโยธิน............

อินทรีเหล็ก

เลิกเรียกหาศักดิ์ศรีตำรวจไทย

ที่มา ไทยรัฐ

กำลังนั่งนึกว่าจะหาอะไรมาคุยกับท่านผู้อ่านดี บังเอิญนึกได้ว่าวันนี้ (22 มี.ค.) เป็นวันเกิดครบ 60 ปี ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เลยอดไม่ได้ที่จะขออวยพรและร่วมแสดงความยินดีกับท่าน ที่ได้รับของขวัญวันเกิดชิ้นใหญ่จาก ป.ป.ช. เป็นการชี้มูลความผิดทางวินัยในเหตุการณ์สลายม็อบ 7 ต.ค. แทนที่จะเป็นความผิดทางอาญาที่หนักหนาสาหัสกว่า

ทำให้บรรยากาศใน สตช.ที่เคยอึมครึม หลายหน่วยงานต่างใส่เกียร์ว่างไม่ยอมทำงาน เริ่มเดินเครื่องแย่งกันแสดงผลงานกันชนิดไม่ยอมน้อยหน้า

ขนาดคดีที่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี อย่างคดีลักกางเกงคนที่เข้าส้วมในห้างสรรพสินค้า ก็ยังสามารถลากคอผู้ต้องสงสัยมาดำเนินคดีได้

สมกับคำที่ว่า ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ยกเว้นตำรวจไทยจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

ดูอย่างเมื่อเร็วๆนี้ ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เรียกประชุมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่สโมสรตำรวจ เพื่อมอบนโยบายปราบปรามยาเสพติด และให้เข้มงวดกวดขันสถานบริการ ทั้งสถานบริการเถื่อนและที่เปิดเกินเวลา เพราะปัญหาทั้งสองเรื่องผูกติดกันจนแยกไม่ออก โดยย้ำว่าให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากแปลไทยเป็นไทยก็หมายความว่า ห้ามไม่ให้มีการอุ้มฆ่าเหมือนในอดีต

ถึงกระนั้นก็คงคาดหวังอะไรจากนโยบายนี้ได้ไม่มากนัก เพราะความยากง่ายของการปราบปรามยาเสพติด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างหนัก ทำให้ขบวนการค้ายาบ้าขยายตัวออกไปมากจนเกือบทั่วทุกวงการ

หากยึดกรอบกฎหมายตามนโยบายรัฐบาล บางครั้งตำรวจอาจไล่ตามขบวนการค้ายานรกนี้ไม่ทัน เพราะกฎหมายที่เรามีอยู่ล้าหลังคนชั่วเหล่านี้ไม่เห็นฝุ่น

ขนาดคดีชิ้นโบแดงของ สตช. ที่จับกุมพ่อค้ายาบ้ารายใหญ่ในภาคเหนือ ได้พยานหลักฐานพร้อมเงินสดและทรัพย์สินนับพันล้านบาท ยังถูกยกฟ้องเพราะหลักฐานอ่อน ทำเอาตำรวจสะดุ้งกันทั้งสำนักงาน

แต่ความเจ็บปวดที่แท้จริงของตำรวจก็คืองบประมาณได้รับ เพื่อต่อกรกับขบวนการค้ายาบ้าและคดีอาชญากรรมต่างๆ ในอดีตสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ตำรวจเคยมีรายได้เสริมจากเงินบาปหวยบนดิน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงรายได้หลักคืองบประมาณจากรัฐ ที่ส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนและงบฯก่อสร้าง ไม่มีงบประมาณเพื่อการปราบปราม

ทำให้นายตำรวจระดับหัวหน้าหน่วย ต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายเบี้ยเลี้ยงลูกน้อง ค่าน้ำมันรถและค่าสายข่าวกันเอง เพราะหากจะรองบประมาณจากรัฐก็คงชาติหน้าตอนบ่ายๆ

ใครมีบ้านรวยเมียรวยก็สบายหน่อย ส่วนคนที่ไม่มีก็ต้องหากินกับธุรกิจสีเทา ที่ชั่วร้ายน้อยกว่าเงินยาบ้า ทำให้ปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายกลายเป็นวัฏจักรเหมือนงูกินหางที่แก้ไม่จบ

จนเป็นที่มาของคำว่า ตำรวจอาชีพ กับ อาชีพตำรวจ ทำให้ตำรวจบางคนใช้เครื่องแบบหากิน ในขณะที่ตำรวจน้ำดีมีเหลือน้อยเต็มทน

ในโอกาสที่รัฐบาลผ่านพ้นมรสุมคลื่นลมการเมืองมาหมาดๆ ผมจึงอยากจะเห็นรัฐบาลทำอะไรสักอย่าง ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมตำรวจอย่างแท้จริง ด้วยการปล่อยให้ตำรวจควบคุมกันเอง รัฐบาลมีหน้าที่เพียงกำกับดูแลอยู่ห่างๆ ไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของตำรวจ คอยให้การสนับสนุนเรื่องปัจจัยในการทำงาน

ในขณะเดียวกันตำรวจเองก็ต้องรู้จักเว้นระยะห่างจากการเมือง เลิกทำตัวเป็นทาสรับใช้ผู้มีอำนาจ เลิกพฤติกรรมใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือหากิน เลิกนิสัยปกป้องพวกเหลือบในวงการตำรวจ ทำตัวเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อย่างแท้จริง

หากตำรวจทุกคนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้เช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียกร้องหาเกียรติยศและศักดิ์ศรี เพราะสิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ก็เมื่อประชาชนรักและศรัทธาตำรวจเท่านั้น.

ลมสลาตัน

ไม่เชื่อง

ที่มา ไทยรัฐ

ควันหลงจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งรัฐบาลชนะฝ่ายค้านไปแบบสบายๆ นอกจากจะยังมีเรื่องค้างคาที่ฝ่ายค้านคงจะต้องดำเนินการต่อไป นั่นคือเรื่องเงินบริจาคและใช้เงินพัฒนาการเมืองผิดประเภทที่ ก.ก.ต. จะต้องสอบสวนต่อไป หากผิดตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็มีสิทธิถูกยุบได้

เช่นกัน ผลจากการนี้ก็คงจะโยนลูกให้กลุ่มเสื้อแดงและอดีตนายกฯทักษิณใช้เป็นประเด็นเพื่อเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลต่อไป

แม้จะพูดกันว่าฝ่ายค้านเปิดซักฟอกครั้งนี้ไม่ได้หวังชนะ เพราะเสียงสนับสนุนสู้ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ แต่จะอาศัยเงื่อนไขและเปิดแผล ดิสเครดิตรัฐบาลเพื่อผลทางการเมืองในก้าวต่อไป ในขณะเดียวกันไม่ได้มีผลในด้านบวกเพียงอย่างเดียว แต่ในด้านลบก็มี

เช่นว่าพฤติกรรมการเมืองของนักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทยที่แสดงท่าทีและความถ่อยกลางสภาอันทรงเกียรติ ก็สร้างภาพลบซ้ำเติมเข้าไปอีก

รวมถึงการอภิปรายของฝ่ายค้านที่พยายามย้ำเน้นสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณอย่างออกหน้าออกตา กลายเป็นแทนที่จะซักฟอกไปตามเนื้อหาสาระ ตรงกันข้าม แก้ตัว แก้ต่าง คล้ายกับว่าใช้เวทีนี้สู้เพื่อทักษิณและเชิดชูกันมากกว่า

พรรคเพื่อไทยมิอาจหลีกพ้นจากวงจรไปได้ ทำให้น้ำหนักการอภิปราย ความน่าเชื่อถือจึงอ่อนลงไปตามธรรมชาติที่เป็นจริง

แต่ที่สำคัญก็คือ งูเห่าในพรรคเพื่อไทยออกอาละวาดแบบไม่เกรงกลัวเจ้าของพรรค แสดงตัวตนให้ชัด ว่าที่อยู่กับพรรคนี้เพราะเงื่อนไขทางกฎหมายเท่านั้น ทำนองว่าตัวอยู่เพื่อไทย แต่ใจไปกับเนวินเสียแล้ว อย่างน้อยที่งดออกเสียงก็ไม่ต่ำกว่า 10 คน

ขนาดรองประธานสภาอย่าง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ซึ่งเป็นแคนดิเดตระดับชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค และอาจก้าวไปสู่ตำแหน่งนายกฯได้ก็ยังงดออกเสียงเท่ากับไว้วางใจนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 2 รัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทย

หรือแม้กระทั่งนายสุนัย จุลพงศธร ที่เป็นหัวหอกสำคัญในการเปิดเกมเล่นงานรัฐบาลก็ยังไม่วายที่จะงดออกเสียงนายชวรัตน์

ต้องบอกว่าเลี้ยง ไม่เชื่องครับ...

ถ้าระดับนำทำอย่างนี้ก็ไม่ต้องพูดแล้ว เพราะปกติเสียงฝ่ายค้านก็แพ้อยู่แล้ว ยิ่งมางดออกเสียงก็ยิ่งชี้ว่าเพื่อไทยมีอาการแล้ว ไม่ต้องยกมือสวนหรอก และจะมาอ้างว่าแนบแน่นส่วนตัวจนไม่กล้ายกมือไม่ไว้วางใจก็ยิ่งไม่เข้าท่าและไม่มีเหตุผล

เพราะการที่กลุ่มเพื่อนเนวินแยกตัวออกจากคอกมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่มันหมายถึงความพ่ายแพ้ทางการเมือง หมายถึงการหมดอำนาจ และโอกาสที่จะทวงคืนยิ่งยาก แม้ขณะนี้มีอำนาจเต็มๆยังอยู่ยาก แล้วไม่มีอำนาจอย่างนี้มันยิ่งเหนื่อยและไร้อนาคต

และอีกหลายคนที่งดออกเสียงมันน่าจะทำให้เกิดอาการอักเสบทางใจอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะ นายใหญ่ที่ทุ่มเททุกอย่าง ยอมแม้แต่การโฟนอินเป็นรายวัน ลงทุนไม่อั้นเพื่อการนี้ แต่จู่ๆลูกพรรคที่ประกาศตัวว่ารักนายยิ่งกว่าชีวิตยังมาทำกันได้...

เพราะแน่นอนว่าเมื่อภาพออกมาอย่างนี้ ในทางการเมืองก็ส่อแสดงว่าภายในมีปัญหา แม้กระทั่งในยามที่ต้องการพลังเพื่อสู้ แต่มาเล่นกันอย่างนี้มันทำให้ลดเครดิตและความเชื่อมั่นต่อ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้น่าจะช้ำหัวใจที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเปรยว่าในพรรคมี นก 2 หัวมาแล้ว

มาครั้งนี้จึงทนไม่ไหวต้อง โฟนอินเล่นงานพวก งูเห่าเต็มที่

ขณะเดียวกันในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีลูกพรรคซู่ซ่า ดูท่าจะอยากดัง งดออกเสียงในการลงมตินายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีของพรรคเพียงคนเดียว แม้จะอ้างอย่างไรก็ตาม แต่พฤติกรรมการเมืองที่ผ่านมามันฟ้องอยู่แล้ว

ชอบเป็น ไอ้ตัวป่วน”...ไม่คุ้มที่จะมีเสียงเพิ่มกับนักการเมืองน้ำเน่าแบบนี้.

สายล่อฟ้า

คนประชาไทให้แง่คิด เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ มุ่งชี้ไปที่แก่นคือความเป็นธรรมและปชต.

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 มีนาคม 2552

คนประชาไทนามว่า puk_cm ได้ตั้งกระทู้เล่าเหตุการณ์การชุมนุมครั้งที่ผ่านมาที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ได้พบกับป้ากับลุงสองท่านที่ต้องรู้สึกเก้อเขินที่ตนเองใส่เสื้อสีฟ้ามาลงทะเบียนสมัครเป็นคนเสื้อแดง

"สองคนสามีกับภรรยาเดินจูงมือกันเข้ามาเลยนะคะ ใส่เสื้อสีฟ้าค่ะ ยังดีที่เราสองสามคนตรงนั้นกำลังยืนดูทีวีของดีสเตชั่นอยู่ แว่วๆว่าป้ากับลุงสองคนเนี่ยมาหาที่ลงทะเบียนสมัครเสื้อแดง ถามแบบกล้าๆกลัวๆกับน้องผู้ชายคนหนึ่ง มันทำให้ฉันอดที่จะหันกลับไปมองเขาทั้งสองแบบพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง จากประสบการณ์ที่พบกับชาวบ้านจากการลงชุมชนมาบ้าง จึงพอจะเข้าใจเขาทั้งคู่" คุณ puk_cm ได้เล่าเหตุการณ์ที่ตนเองประสบมาให้ฟัง

"ฉันก็เลยถามว่าลุงกับป้า มานี่อยากจะมาร่วมงานด้วยใช่ไหม ลุงและป้าพยักหน้าแบบดีใจที่รู้ว่ามีคนสื่อสารกับเขาได้แล้ว และพูดว่า --มาแล้วแต่ไม่กล้าเข้ามาเห็นเขาใส่เสื้อแดงเหมือนกันหมด มีตราด้วยทุกคน เลยไม่กล้า--" คุณ puk_cm เล่าต่อ

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้คุณ puk_cm ได้สรุปและชี้ว่า เสื้อแดงดังกล่าวเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆของการมาร่วมชุมนุมแสดงพลังและรับฟังการปราศรัยจากแกนนำคนเสื้อแดงคืออุดมการณ์ประชาธิปไตยและการเรียกหาความเป็นธรรม

"ลุงกับป้าทราบดีใช่ไหมคะว่าพวกเราที่มาที่นี่กัน มาเพื่ออะไร ก็เพื่อรวมตัวกันแสดงพลังค่ะ พลังที่สื่อให้ฝ่ายตรงข้ามนั้นรู้ว่าการกระทำของพวกเขา ทำให้พวกเราเดือดร้อน ป้ากับลุงรู้สึกใช่ไหมคะว่าป้าและลุงเห็นความไม่ยุติฺธรรมเกิดขึ้น" คุณ puk_cm ชี้ให้ลุงและป้าสบายใจและท้ายทีุ่สุดก็เข้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเพื่อฟังการปราศรัยตามปรกติ

เสื้อแดงเดินหลายกิโลไปร่วมงานที่เชียงใหม่ ชี้วัฒนธรรมเสื้อแดงมีต้นทุน

นอกจากนี้คุณลุงอิ่นคำ นามแฝงจากเว็บบอร์ดประชาไท ยังได้เล่าเหตุการณ์ที่ตนเองได้ประสบพบมาว่า บางคนต้องเดินทางไปฟังการปราศรัยของแกนนำระยะทางหลายกิโล "มีคนน่านมาทำงาน ไม่มีรถ เลยเดินจากบริเวณหมู่บ้านพฤกษาทองไปฟัง" นามแฝงเจ้าชายซาอุเล่าให้ลุงอิ่นคำฟัง

"การชุมนุมแต่ละครั้ง มันมีต้นทุน ต้องใส่เสื้อแดง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ถ้าไม่มีรถ ไปกลับอย่างไร เราจะมีวิธีใด ที่จะเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้น มีโอกาสมาร่วมกิจกรรม?" คุณลุงอิ่นคำได้ตั้งข้อสังเกต พร้อมแฝงด้วยนัยยะที่ว่าความเป็นคนเสื้อแดงได้รับการตอบรับไปยังระดับรากหญ้าเกือบทั่วทั้งประเทศเรียบร้อยแล้ว

"เป็นไปได้มั๊ยครับ ต่อไป ไปร่วมชุมนุม ไม่ต้องใส่แดงก็ได้ แต่ใช้สัญญลักษณ์อื่นๆแทน" หนึ่งในเสียงเรียกร้องจากลุงอิ่นคำให้ความเป็นคนเสื้อแดงไม่ต้องจำกัดอยู่ที่ท่านที่มีปัจจัยพร้อม แต่สามารถเข้าถึงได้กับคนทั่วไป

เราต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และตำรวจ/ทหาร

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
23 มีนาคม 2552

ปัจจุบันนี้สังคมไทยขาดความยุติธรรม และขาดสันติภาพ การปฏิรูประบบยุติธรรมในสังคมแยกออกไม่ได้จากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความยากจน และปัญหาประชาธิปไตย เราควรมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตำรวจ และทหาร ในลักษณะองค์รวม ซึ่งโยงไปถึงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างมาตรฐานวิถีชีวิตด้วยรัฐสวัสดิการอีกด้วย


การปฏิรูปกฎหมาย

*พลเมืองทุกคนต้องเท่าเทียมกันจริง
ต้องไม่มีใครอยู่เหนือใครเพราะเหตุว่าเกิดมาในตระกูลหนึ่ง ดังนั้นต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ และต้องไม่มีระบบสืบทอดอำนาจทางสายเลือด เพราะระบบนี้ขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์และประชาธิปไตย

*ควรยกเลิกกฎหมายสามกฎหมายหลัก ที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย
คือ กฎหมายหมิ่นเดชานุภาพ กฎหมายหมิ่นศาล และกฎหมายว่าด้วยการเซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ด เพื่อให้มีความโปร่งใสและเอื้อกับการตรวจสอบสถาบันต่างๆ โดยพลเมือง การ”ปฏิรูป”กฎหมายหมิ่นเดชานุภาพไม่เพียงพอ ต้องยกเลิกไปเลย

*ควรยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งสหภาพแรงงานและการนัดหยุดงาน
เพื่อลดบทบาทของรัฐในการเข้าข้างนายจ้างในกรณีข้อพิพาทแรงงาน และเพื่อเพิ่มอำนาจให้พลเมืองจำนวนมากที่เป็นลูกจ้าง

*ต้องยกเลิกกฎหมายห้ามค้าประเวณี เพื่อไม่ให้ตำรวจรังแกผู้ให้บริการทางเพศ
ปัญหาการซื้อขายเพศต้องแก้ไขโดยการให้ความเคารพกับทุกฝ่าย และผ่านการปฏิรูปหรือยกเลิกแนวคิดจารีตคับแคบเรื่องเพศ ไม่ใช่ผ่านการใช้กฎหมายและตำรวจ

*ต้องมีการเพิ่มอำนาจให้แก่ชุมชนในการตัดสินใจในเรื่องทรัพยากร หรือโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ
เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า ท่อก๊าซ ถนน ฯลฯ โดยใช้ระบบไตรภาคีที่กล่าวถึงไปแล้ว รัฐบาลส่วนกลางไม่ควรมีสิทธิ์ใช้ตำรวจในการบังคับใช้นโยบายโครงการขนาดใหญ่ เช่นท่อก๊าซ หรือเขื่อน

*การใช้ยาเสพติด ควรเน้น “นโยบายลดความเสี่ยงต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้ยาเสพติด”
เช่น ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ยาเสพติดเพื่อให้หลีกเลี่ยงยาอันตราย ต้องแจกเข็มฉีดยาสะอาดฟรี ยกเลิกบทลงโทษผู้ใช้ยา เพื่อป้องการแอบซ่อนและลดราคายาในท้องตลาด ซึ่งก่อให้เกิดการเสี่ยงอันตรายยิ่งขึ้น ต้องมีการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์อย่างทั่วถึง ควรมีการทำความเข้าใจว่าการติดยามีหลายมิติ ไม่ใช่แค่มิติเคมี และควรมีการเปรียบเทียบภัยจากการใช้ยาชนิดต่างๆ เช่นสุรา บุหรี่ กาแฟ ยาอี กัญชา เฮโรอีน ฯลฯ ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์

*ต้องมีการยกเลิกกฎหมายจากยุคเผด็จการ
หรือคำประกาศฉุกเฉินต่างๆ ทุกฉบับ เพราะไม่สร้างความมั่นคงแก่ประชาธิปไตย

*ต้องถอนทหารและตำรวจออกจากสามจังหวัดชายแดน เพื่อยุติสงครามและลดความรุนแรง
ซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีการแก้ปัญหาด้วยการเมืองสันติ

*ต้องให้ประเทศไทยมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาในทุกรูปแบบ
ศาสนาต้องแยกออกจากรัฐและเป็นทางเลือกส่วนตัวของพลเมือง ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะนิยามความถูกต้องของการนับถือศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นแต่อย่างใด

ปฏิรูประบบยุติธรรม

*ควรมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน
เพื่อให้ประชาชนเข้ามาควบคุมตามหลักการประชาธิปไตย ควรลดอำนาจของผู้พิพากษา ตุลาการ และเพิ่มอำนาจให้ประชาชนเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน
โดยให้มีระบบใหม่คือ คณะลูกขุนที่มาจากทะเบียนรายชื่อประชากรในเขตนั้นๆ หมุนเวียนกันมาเป็น เพื่อเป็นผู้ตัดสินคดี
โดยที่ผู้พิพากษาเป็นเพียงผู้ชี้แจงประเด็นกฎหมายให้คณะลูกขุน

*พลเมืองควรมีสิทธิ์วิจารณ์ศาลได้
เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบของประชาชน ดังนั้นควรยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาลในรูปแบบที่ใช้ในปัจจุบัน

*เราควรจะร่วมกันพิจารณาวิธีเลือกตั้งผู้พิพากษาและตุลาการทั้งหมด
ไม่ใช่ปล่อยให้อภิสิทธิ์ชนที่ไม่รักประชาธิปไตยเป็นผู้แต่งตั้ง

*สำหรับคดีย่อยๆ เช่นลักขโมยฯลฯ ไม่ควรมีการจำคุก
ควรใช้นักสังคมสงเคราะห์ในการชี้แนะให้ผู้ผิดสามารถปรับตัวผ่านงานสาธารณะ แต่ที่สำคัญ เราต้องแก้ปัญหาอาชญากรรมที่ต้นเหตุ เพราะการลักขโมยส่วนใหญ่มาจากปัญหาความยากจนหรือการติดยา ดังนั้นต้องเน้นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมผ่านการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน โดยการสร้างรัฐสวัสดิการ

*ควรมีการทบทวนปรัชญาในการจำคุก เพื่อเน้นความปลอดภัยของสังคมแทนการแก้แค้นลงโทษ เราต้องยกเลิกโทษประหารชีวิตในทุกกรณี
ควรปฏิรูประบบคุกเพื่อลดจำนวนนักโทษ และเพิ่มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักโทษ ในปัจจุบันคุกไทยเป็นพื้นที่ป่าเถื่อน มีการใช้ความรุนแรง มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต และสภาพการขังนักโทษเป็นสภาพจากศตวรรษก่อน ทั้งหมดนี้ต้องปฏิรูปและต้องลดจำนวนผู้ถูกขังอีกด้วย

*ต้องสร้างมาตรฐานความเท่าเทียมและความยุติธรรมในสังคม โดยเริ่มจากเบื้องบน ต้องนำเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เคยทำผิดในคดีความรุนแรงกับประชาชน เช่น ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๖ตุลา พฤษภา๓๕ กรณีตากใบ ฯลฯ มาลงโทษ
และให้อำนาจแก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นผู้ฟ้องอาชญากรของรัฐให้ขึ้นศาล(แต่กรรมการสิทธิมนุษยชนต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน) อดีตอาชญากรของรัฐควรถูกกีดกันไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งสาธารณะอีก

*ต้องมีสำนักงานดูและสุขภาพและความปลอดภัยที่มีระบบบริหาร “สามส่วน”
ประกอบด้วย (1)คนจากรัฐบาลส่วนกลางที่มาจากการเลือกตั้ง (2)คนที่ได้รับการเลือกตั้งจากชุมชนที่เกี่ยวข้องที่ได้รับผลได้ผลเสีย และ(3)คนที่เป็นตัวแทนของสหภาพแรงงาน โดยที่ทั้งสามส่วนมีผู้แทนเท่ากัน สำนักงานนี้ต้องมีอำนาจและทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับบริษัทหรือหน่วยงานของรัฐที่ละเมิดกฎระเบียบความปลอดภัยหรือทำลายสิ่งแวดล้อม

การปฏิรูปทหารเพื่อให้เผด็จการหมดสิ้น

*ประชาชนต้องสามารถตรวจสอบการทำงานของทหารได้
ควรลดงบประมาณทหารให้เหลือน้อยที่สุด ยกเลิกงบประมาณลับ เน้นกองกำลังอาสาสมัครของประชาชนแทนอุปกรณ์แพงๆ ในการทำสงคราม และการเกณฑ์ทหาร

*นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งควรเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทหารไม่ควรมีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี
ทหารไม่ควรมีบทบาทอะไรทั้งสิ้นในการควบคุมหรือรักษาความสงบภายในประเทศ ควรลดจำนวนนายพลให้เหลือแค่จำนวนที่จำเป็น และเพื่อสกัดกั้นการใช้อำนาจในทางที่ผิด

*ทหารควรจำกัดบทบาทในการป้องกันประเทศ ไม่ควรมีตำแหน่งใดๆ ในรัฐวิสาหกิจ
ระบบคมนาคม หรือสื่อ

*ต้องถอนทหารและตำรวจออกจากสามจังหวัดชายแดน เพื่อยุติสงครามและลดความรุนแรง
ซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีการแก้ปัญหาด้วยการเมืองสันติ

การปฏิรูปตำรวจ

*ควรนำระบบบริหาร “ไตรภาคี” เข้ามาใช้ในการบริหารและควบคุมตำรวจ ศาล และคุก
ซึ่งกรรมการไตรภาคีดังกล่าวควรประกอบด้วย 1.คนจากรัฐบาลส่วนกลางที่มาจากการเลือกตั้ง 2.คนที่ได้รับการเลือกตั้งจากชุมชนที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับผลได้ผลเสีย รวมถึงนักสหภาพแรงงาน หรือผู้แทนขบวนการเคลื่อนไหวภาคเกษตร และ 3.ผู้แทนของผู้ที่ทำงานในองค์กรเหล่านั้น ดังนั้นตำรวจชั้นผู้น้อยควรมีสหภาพแรงงาน

*ตำรวจไม่ควรถืออาวุธ
ควรทำหน้าที่หลักในการเป็นผู้ประสานงานกับชุมชนเพื่อสร้างความปลอดภัยแทนการปราบปราม ทุกวันนี้ชุมชนในเมืองหรือชนบทเป็นสิ่งที่สร้างความปลอดภัยมากกว่าตำรวจอยู่แล้ว

*คดีไหนที่มีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐทรมานผู้ถูกกล่าวหาเพื่อให้สารภาพหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ต้องยกฟ้องทันที
และต้องนำเจ้าหน้าที่มาลงโทษ ทั้งนี้เพราะเป็นปัญหาร้ายแรงในปัจจุบัน

*ตำรวจไม่ควรมีหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมือง
เพื่อไม่ให้กลั่นแกล้งพี่น้องที่เดินทางเข้ามาในประเทศเรา
และควรยกเลิกตำรวจตระเวนชายแดนเพราะหน่วยงานนี้มีประวัติในการละเมิดสิทธิมนุษยชน
โดยเฉพาะในเหตุการณ์ ๖ ตุลา

*ตำรวจและทหารไม่ควรมีสิทธิ์ตั้งด่านตรวจคนบนท้องถนน
ถ้าจะค้นบ้าน รถ หรือขอตรวจบัตร ต้องมีมูลเหตุชัดเจนว่าผู้ถูกสอบสวนแต่ละคนอาจกระทำความผิด

*ปัญหาจราจรต้องแก้ที่ระบบคมนาคมขนส่งมวลชน
ไม่ใช่โยนภาระให้ตำรวจชั้นผู้น้อยต้องยืนข้างถนนเสี่ยงภัยต่อสุขภาพอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ ตำรวจชั้นผู้น้อยควรได้เงินเดือนในระดับที่พอเหมาะกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

*การดับเพลิงควรโอนไปเป็นหน่วยงานพลเรือนซึ่งขึ้นอยู่กับหน่วยปกครองท้องถิ่น
แต่ควรได้งบประมาณจากส่วนกลางเพื่อให้ท้องถิ่นยากจนมีการพัฒนา

ใครควรจะเป็นผู้ปฏิรูปสังคมไทย?

คงไม่ใช่ คนอย่าง นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า(เซ็นเซอร์) ที่ได้กล่าวไว้ในปาฐกถาการประชุมประจำปี ของร.พ.ราชวิถี๒๕๕๑ ว่า"ประชาธิปไตย นั่นเหมาะกับประเทศที่มีชนชั้นกลางมาก แต่ประเทศไทยไม่ใช่ เพราะมีแต่คนจนและชอบประชานิยมแบบ ลด แลก แจก แถม ไปเรื่อย"

คงไม่ใช่ สถาบัน “กระโปกเกล้า” ที่ทำการปฏิรูปสังคมไทยเพื่ออภิสิทธิ์ชนในอดีต หรือแค่พวกนักวิชาการหรือนักเอ็นจีโอ

คงไม่ใช่ สุจิต บุญบงการ นักวิชาการอนุรักษ์นิยมที่ให้ความสำคัญกับอภิสิทธิ์ชนในการสร้าง “ประชาธิปไตย”บนลงล่าง

ผู้ที่จะปฏิรูปการเมืองต้องเป็น พลเมืองธรรมดาที่รักประชาธิปไตยที่รวมกลุ่มกัน เช่นคนเสื้อแดง นักสหภาพแรงงาน หรือกลุ่มเกษตรกร และต้องมีผู้แทนของคนกลุ่มน้อยและผู้ถูกรังแกในสังคม

หาก ลิโป้เนวิน จะกลับมา ต้องหิ้วหัวมาร์ก มาด้วยครับ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



การเป็นคนทรยศแล้วจะกลับมาสวามิภักดิ์ ต่อนายเก่าเหมือนดิมเพราะไปไม่รอดนั้น การจะสร้างความเชื่อถือ ไ่ม่อาจหาเครื่องบรรณการที่มีราคาต่ำมาได้ คงต้อง "หิ้วหัวอภิสิทธิ์" มาเป็นเครื่องบรรณาการด้วย

ใครอ่านสามก๊ก ก็จะรู้ว่า "ลิโป้" นั้นแม้จะเป็นคนมีฝีมือการรบฉกาจฉกรรค์แค่ไหน แต่ลิโป้เป็นคนละโมบโลภมาก และเห็นแก่ตน ใครให้ผลประโยชน์ ลิโป้ก็เรียกพ่อได้ทั้งสิ้น และการที่ลิโป้จะไปสวามิภักดิ์พ่อคนใหม่ ต้องหิ้วหัวบิดาบุญธรรมคนเก่าไปบรรณาการ "บิดาบูญธรรม" ใหม่เสมอ

โชต ดีที่ ลิโป่เนวินไม่มีความสามารถขนาดหิ้วศีรษะทักษิณไปได้ สุดท้ายหากเนวินรู้ตัวแล้วว่า "วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้รุนแรงกว่าปี 2540 มาก และความคิดที่ว่า หากอภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาลได้สามปีคนก็จะลืมทักษิณไปเอง เนวินก็จะตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาเลียนแบบนายบรรหาร ศิลปะอาชา เป็นพรรคต่อรองทางการเมืองได้

ตอนนี้คงรู้แล้วว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นถึงอย่างไรก็ไปไม่รอด เนวิน ไม่มีอะไรจะไปขายให้ชาวบ้านได้อีกต่อไป การคาดหวังว่าพรรคของเนวินจะได้ 60-70 เสียง ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น ยืนอยู่บนพื้นฐานการประมาณการด้วย "ความคิดเก่าๆ ของสังคมยุคก่อนปี 2540" สังคมไทยได้เลยผ่านจุดนั้นมา 10 กว่าปีแล้ว พวกนี้ยังไม่รู้ตัวอีก

ตอน นี้คิดจะกลับข้างมาข้างเดิม ผมว่า บรรณาการที่จะต้องยกมา "ถวายเจ้าเมืองเสื้อแดง" นั้น ก็คืิอ "หัวของนายอภิสิทธิ์แช่น้ำผึ้ง" มาเท่านั้น ไม่มีเครื่องบรรณาการใดที่คุ้มค่าพออีกแล้ว

แต่ผมคิดว่า คนเสื้อแดงทั้งหลายก็คงไม่เชื่อถือกลุ่มเนวินอีกต่อไป คงไม่อาจใช้งานในวงในได้อีกต่อไป อาจให้ทำงานเล็ก ๆ ไป หรืออะไรก็ตามแต่

แต่ผมไม่เชื่อว่า "แนวทางของลิโป้เนวิน" จะไปรอด

สังคมไทยหรือไม่ว่าที่ไหนๆ ของโลก ไม่มีที่ยืนให้กับคนทรยศหักหลังเพื่อน และมันจะเป็นตราบาปติดตัววงตระกูลตลอดไป

ใครที่ไปคบกับเนวิน ก็คือคนทรยศด้วย

ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ก็เ่ช่นกัน การเอาใจออกห่างของคุณทำให้ความเชื่อมั่นของคนเสื้อแดงและประชาชนทั้งหลาย หมดไป แม้คุณจะเก่งแค่ไหน แต่ก็เป็นแค่คนที่เคยมีนายดี ให้โอกาสเท่านั้น แต่การทรยศหักหลังต่อนายที่เคยมีบุญคุณสร้างคุณขึ้นมา คือสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

จากใจ 'แม้ว' ถึง 'พี่แอ้ด' แค้นเคืองผมเรื่องอะไร!?!

ที่มา thaifreenews

โดย : จับประเด็น



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ใช้วิดีโอลิงก์มายังผู้ชุมนุมที่เวทีสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี เมื่อค่ำวานนี้ (22 มีนาคม) เปิดประเด็นปัญหาทางการเมืองที่เริ่มจะหนักหน่วงกว่าทุกครั้ง

กล่าวหา "บิ๊กแอ้ด" อีกด้วย โดย นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันนี้ (23 มีนาคม 2552) ระบุคำพูดของ "ทักษิณ" บางตอนอีกด้วยว่า

" ผมขอเล่านิดหนึ่งว่าทำไม เมื่อปี 2545 เดือน ต.ค. ตอนนั้นผมเป็นนายกฯ ผมได้ย้าย พล.อ.สุรยุทธ์ มาเป็น ผบ.สส. สาเหตุที่ย้ายไม่ได้โกรธไม่ได้อะไร พล.อ.สุรยุทธ์เลย เพราะผมเป็นคนซึ่งทำงานเป็นงาน และให้เกียรติในฐานะเป็น นร.เตรียมทหารรุ่นพี่แต่สาเหตุที่ย้ายไม่เคยพูดแต่วันนี้จะพูด ไม่ใช่เพราะท่านไม่ดี แต่ว่ามีเบอร์ 2 ของพม่าชื่อหม่อง เอ ไม่เคยมาประเทศไทยเลย มานานแล้ว ผมไปเชิญมาและผมพาเข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2545 และวันที่ 25 เม.ย. 2545 ทหารเคลื่อนกำลังโดยไม่บอกผมในฐานะนายกฯ ไปยิงปืนใส่พม่าตายไปสามร้อยกว่าคน

ซึ่งผมกำลังเจรจาเพื่อ ให้เขาช่วยเหลือร่วมมือทางยาเสพติดอยู่ เขาก็ร่วมมืออย่างดีแล้ว เสร็จแล้วมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ผมไม่ต้องการกระทบความสัมพันธ์ ผมไม่มีอะไรเลยที่เป็นความขัดแย้งกับ พล.อ.สุรยุทธ์ เลยทำให้ความวุ่นวาย ความแค้น และกลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการผมให้ได้

โดย อ้างว่าผมไม่จงรักภักดี ซึ่งผมขอกราบเรียนว่า ผมเป็นคนจงรักภักดีเกินล้านเปอร์เซ็นต์ ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ผมสมรสพระราชทาน ผมรับพระราชทานกระบี่ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนนายร้อยตำรวจ ทำไมผมจะไม่จงรักภักดี และไอ้พวกที่ปาวๆ อยู่ข้างถนน จะจงรักภักดีกว่าผมได้ยังไง แต่การล้มรัฐบาลที่มีอำนาจเยอะทำได้ง่ายที่สุด ก็เลยไปอ้างเรื่องไม่จงรักภักดี นี่แหละที่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนวุ่นวายจนทุกวันนี้" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒ เสนาพร้อม ล้อมไพรี กุดหัวที่ กดขี่ไท

ที่มา thaifreenews

โดย : rungsira




.............................๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒

.............................ชุมพรรคมั่น จันทบูรณ์
.............................สรรค์ค้ำคูณ เสริมค่ายคู
.............................ระดมพล ทุกเหล่าผู้
.............................ชาดนักสู้ ชูเสรี
.............................ถอยยามพลั้ง ยั้งเมื่อพลาด
.............................ยุรยาตร คอยทางที
.............................เสนาพร้อม ล้อมไพรี
.............................กุดหัวที่ กดขี่ไทย ... รุ่งศิลา ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๒




............. click foto



ทุกครั้งที่เราได้ประชาธิปไตยมาแลกด้วยเลือดเนื้อ ครั้งแล้วครั้งเล่า......เราต้องถูกผู้มีอำนาจปฎิวัติรัฐประหารทุกครั้งไป หรือเป็นเพราะชะตาฟ้าลิขิตให้เป็นแบบนี้
โดย : Man city lion



พลันประดาบ นั้นเลือดเดือด ยามแดงเดือด เดือนก็ดับ คลื่นประชา คณานับ โถมขานขับ อภิชน ข่มจำนน โดยจำนวน มหามวล ล้วนทุกหน ดั่งเม็ดทราย คะเนดล มิอาจทน ทัดทานไท
... สนามหลวง ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

เกยหัวหาด สาดกี่ซัด ผืนสะบัด แดงไสว ธงชาติ แลธงโชย สะพัดใน ฤาทัยตน อึดอัดใจ อดกลั้นใน ทดท้อให้ ประดังผล คลื่นมหา ประชาชน โถมถั่งท้น โผนทะยาน
... สนามศุภชลาศัย ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๑

ด้วยมั่นคง มังคลา ประจักษ์สา นัยน์ตาพาล ท้าอำนาจ แห่งวงศ์วาน ปลดขื่อคาน กดขี่ไทย ตะลึงลาน ตาลายนับ แดงชาดขับ ประสานใย จิตประชา ธิปไตย กึกก้องไล่ ผู้ไร้ธรรม
... ราชมังคลากีฬาสถาน ๑ พฤศจิกายย ๒๕๕๑

ยามมองภาพ ก็ขมขื่น เคยชุ่มชื่น ฝังหัวจำ กี่สดมภ์ แลกี่กรรม เจ้ากระทำ เบื้องหลังมา อ้ายไพร่ทาส หักโซ่ตรวน เคลื่อนขบวน ย่ำยศถา ตะโกนโค่น ศักดินา อมาตยา อันขี่ฅน
... เมืองทองธานี ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๑

ชุมนุมพล ฅนแดงชาด ดารดาษ มุ่งมั่นผล พุ่งต้านต่อ ทรชน ดั้นผจญ โผนประจัญ ขานขาดคำ นั้นคำขาด เพลาพาด ต้องโทษทัณฑ์ โคตรวงศ์ แลพงศ์พันธุ์ กรายใกล้วัน สิ้นบรรลัย
... สนามหลวง-รัฐสภา ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒

ปริมาณ ทานหอกดาบ คุณภาพ พิสูจน์ไท บนหนทาง อันยาวไกล วัดแรงใจ ไหวหวั่นตน อาจหลายนาย วายพลีร่าง ม่ายหลายนาง แลทุกข์ทน มิย่อท้อ รอจำนน มุ่งมั่นโค่น อมาตยา
... โต๊ะจีนวาเลนไทน์ วัดไผ่เขียว ดอนเมือง ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

กุมภาพันธ์ วาเลนท์ไทน์ โต๊ะจีนใหญ่ แดงเจิดจ้า สุภาพชน ทุกกริยา พันโต๊ะกล้า แสนท้าทาย สิบหมื่นชน ร้อยแสนผู้ ล้านฅนสู้ สู่จุดหมาย มหาประ ชาธิปไตย หลากท่วมไหล นองแผ่นดิน
... กุมภาพรั่น วาเลนไทน์ วัดไผ่เขียว ดอนเมือง ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

แดงขอนแดน แก่นอิสาน ร่วมผละต้าน เซาะผาหิน อึงคะนึง ดังยลยิน ก้องธานิน ทระนง ข้าวชุ่มเหงื่อ เกลือเม็ดกล้า ใช่ขี้ข้า ไทอาจอง เลือดเสรี มีมั่นคง แม้นปลิดปลง บ่ถอดใจ
... ขอนแก่น ๙ มีนาคม ๒๕๕๒

กรุงศริมิ สิ้นคนดี ราชธานี นาครใหญ่ อโยธยา งามวิลัย นักดาบไท นักรบธรรม สู้ทุกคาบ อาบแดงเดือด ชโลมเลือด หากเหยียบย่ำ ต้านยิบตา กล้าศึกนำ ปราบริยำ ย่ำริปู
... อยุธยา ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๒

ชุมพรรคมั่น จันทบูรณ์ สรรค์ค้ำคูณ เสริมค่ายคู ระดมพล ทุกเหล่าผู้ ชาดนักสู้ ชูเสรี ถอยยามพลั้ง ยั้งเมื่อพลาด ยุรยาตร คอยทางที เสนาพร้อม ล้อมไพรี กุดหัวที่ กดขี่ไท
... ความจริงสัญจร จันทบุรี ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒

๗๐๐ปี แดนดินนี้ ราชธานี สืบยาวไป ๓ กษัตริย์ บัดยิ่งใหญ่ แตกเชื้อสาย ไทยล้านนา ตั้งตระหง่าน ปราการไกล สู้เพื่อไท ในแนวหน้า ปริวรรต พัฒนา ล้วนผู้กล้า ทวงท้าไชย
... ความจริงสัญจร สนามกีฬา๗๐๐ปี เชียงใหม่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒
โดย : rungsira