WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 25, 2009

กรรมย้อนออนไลน์?

ที่มา ไทยรัฐ

“แก้วเป่าเรือสำเภา”

โดยความหมายแฝงมงคล กับสิ่งที่ “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ได้นำทีมเข้ามอบของที่ระลึกแก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อโปรโมตงานโอทอปเฟสติวัล อินเดอะซิตี้ 2009

หมายถึงรัฐนาวา ที่ต้องการกัปตันที่มีความสามารถ ฝ่าคลื่นลมการเมืองอันแปรปรวน และพายุเศรษฐกิจที่โหมซัด ให้เข้าสู่ฝั่งด้วยความปลอดภัย เพื่อสวัสดิภาพของประชาชนชาวไทยทุกคน

อย่างน้อยก็ทันสถานการณ์ เข้ากับอารมณ์พอดี

กับน้ำเสียงปลงๆล่าสุดที่นายกฯอภิสิทธิ์ ยอมรับเลยว่า พรรคประชาธิปัตย์กำลังจะ เผชิญกับคดียุบพรรครอบสอง หลังจากรอดมาแล้วรอบหนึ่ง

ถ้าเป็นมวยก็ออกอาการ

เป็นสัญญาณต่อเนื่องจากบทคาใจข้อมูลลับๆปม “ไซฟ่อนเงิน” หลุดจากกรมสอบสวน คดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปอยู่ในมือของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าทีมเชือดฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย

แฉกันจะจะ ไล่ต้อนเกือบจนมุมกลางสภา

โดยลีลาตีกรรเชียงหนีไม่ออก คนที่อยู่ในโพยต้องอาศัยสีข้างลากถูกันไป

ที่แน่ๆในอารมณ์ปลงของนายกฯอภิสิทธิ์ เป็นอาการที่เกิดขึ้นในวันเดียวกับคิวที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้สั่งให้นำเรื่องที่ดีเอสไอส่งสำนวนให้ตรวจสอบปมเงิน 258 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับสนับสนุนจากบริษัทเอกชน รวมถึงเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับจาก กกต.เข้าที่ประชุมใหญ่

ตั้งแท่นชงคดี “ยุบพรรค” อย่างเป็นการเป็นงาน

ในขณะที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง เล่นบทขึงขังตั้งแง่เอกสารหลักฐานที่ดีเอสไอส่งให้ กกต.แจ้งไว้ 8 แฟ้ม แต่เหลือแค่ 7 แฟ้ม หายไป 1 แฟ้ม

โวยพิรุธ ดักคอเกมยึกยัก

ตีกันพวก “เสก” ข้อมูลล่องหน

และก็เป็นอะไรที่คนประชาธิปัตย์ต้องเสียวสันหลัง กับการโดดเข้าร่วมวงของ “มือล้มโต๊ะเฉพาะกิจ” อย่างนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ในฐานะคนกันเอง ได้ทำหนังสือไล่บี้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เพื่อให้ตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากพรรค

เนื่องจากพบว่า ในปี 2550 พรรคประชาธิปัตย์ได้ระบุว่าจ่ายเงินสนับสนุนให้ผู้สมัคร ส.ส.เป็นเงิน 270,650,000 บาท แต่ไม่พบว่ามีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินดังกล่าว

เอาเป็นว่า เมฆฝนตั้งเค้า

จากเขามาถึงคิวเรา พรรคประชาธิปัตย์เคยสร้างผลงานบี้จนยุบพรรคไทยรักไทยได้ราบคาบ พร้อมกับพันธนาการโซ่ตรวนนักเลือกตั้งอาชีพไว้ในบ้านเลขที่ 111

ดองเค็มคู่ต่อสู้ ขังคุกคู่แข่งทางการเมือง

ถ้าว่ากันตามท้องเรื่องของกฎแห่งกรรม ปริศนาธรรมของ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม

ผู้ที่ทำอย่างไรไปแล้ว มักจะได้รับผลตอบแทน

เป็นมุกปฏิเสธนิ่มๆ ไม่ได้อยู่เบื้องหลังวางแผนโค่นอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ขณะที่อีกฝ่ายย้อนทันควัน อดีตนายกฯทักษิณย้ำ ใครกล้าทำก็ต้องกล้ายอมรับ กรรมของคนบางคนก็ออนไลน์ บางคนชดใช้กรรมในชาตินี้ไม่ได้ก็ต้องใช้กรรมในชาติหน้า

สรุปว่า “ทักษิณ-สุรยุทธ์” เชื่อเหมือนกัน

กฎแห่งกรรมมีจริง

ในอดีตคนของค่ายไทยรักไทยเคยดาหน้าปฏิเสธ ไม่มีการตั้งพรรคสำรองเผื่อรองรับคดียุบพรรค โบ้ยเกมบลัฟของพรรคประชาธิปัตย์

แต่สุดท้ายก็ต้องอพยพหนีตายไปอยู่พรรคพลังประชาชน

วันนี้ก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์และลูกข่ายพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องออกมาบอกปัด ปฏิเสธข่าวการตั้งพรรคสำรอง เผื่อรองรับคดียุบพรรคจากคิวไซฟ่อนเงิน

กำลังเพลินกับอำนาจไม่เท่าไหร่

กรรมมาจ่อซะแล้ว.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

Red for all

ที่มา Thai E-News


กระทุ้งG20กดดันมาร์ค ยุติใช้กฎหมายหมิ่นกำหราบฝ่ายประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 มีนาคม 2552

กลุ่มพลังชาวเน็ตที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตย ในประเด็นสิทธิมนุษยชน ได้จัดทำจดหมายเผิดผนึกฉบับหนึ่งถึงกลุ่มประเทศ G20 ที่จะจัดการประชุมขึ้นในต้นเดือนเมษายน เรียกร้องให้เพิ่มแรงกดดันต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะเดินทางเข้าร่วมประชุมดังกล่าวที่อังกฤษ


โดยจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมีถึงสถานทูตของประเทศในกลุ่ม G20 ขอให้เอกอัครราชทูตของประเทศดังกล่าวได้นำเนื้อหาในจดหมายนี้ส่งต่อไปยัง รัฐบาลของตน เพื่อร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ พิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะอ่านทางอินเตอร์เน็ต

ผู้ที่เห็นด้วยกับข้อความดังกล่าวสามารถร่วมกันรณรงค์โดยส่งจดหมายฉบับภาษา อังกฤษ (ดูคำแปลในฉบับภาษาไทย) ไปยังอีเมล์ของประเทศต่าง ๆ ดังปรากฎด้านล่างนี้ โดยขอให้ท่านเติมข้อความในหัวจดหมายโดยระบุว่าส่งถึงทูตของประเทศอะไรให้ ชัดเจน เช่น ถ้าจะส่งไปยังสถานทูตออสเตรเลีย ก็ให้ใส่ว่า

Dear Your Excellency, the Australian Ambassador to Thailand.

แต่ สำหรับท่านที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษเลย และต้องการร่วมในการรณรงค์นี้ เราเชื่อว่าการส่งจดหมายฉบับภาษาไทยก็ยังใช้ได้เช่นกัน เพราะต้องมีเจ้าหน้าที่สถานทูตแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาของประเทศนั้น โดยขอให้เขียนข้อความขึ้นต้นจดหมายว่า
"กราบเรียน ฯพณฯเอกอัครราชทูต (ชื่อประเทศไทย) ประจำประเทศไทย ที่นับถือ

เราอยากให้ท่านส่งถึงทุกประเทศในกลุ่ม G20 ทุกประเทศ แต่หากท่านไม่มีเวลามากพอ ก็สามารถเลือกเอาบางประเทศที่ท่านเห็นว่าพวกเขามีความสนใจในปัญหา ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนก็ได้

เบอร์อีเมล์ของเอกอัคราชทูตประเทศG20

Argentina embtail@csloxinfo.com

Australia, austembassy.bangkok@dfat.gov.au

Brazil, info@brazilembassy.or.th

Canada, Bangkok-im-enquiry@international.gc.ca

China, chinaemb_th@mfa.gov.cn

France, Address:29 South Sathorn Rd., Bangkok 10120

Germany, info@german-or.th

India, indiaemb@mozart.inet.co.th

Indonesia : thaijkt@indo.net.id

Italy, ambasciata.bangkok@esteri.it


Japan, Address: 9 Floor, Sermmitr Tower Asoke, Sukhumvit Rd., Bangkok 10110

Mexico, mexthai@loxinfo.co.th

Russia, rosposol@cscoms.com

Saudi Arabia, Address: 23 Floor, Saengthong Thani Building , 82 North Sathorn R., Bangkok 10500

South Africa, Address: 6 Floor, the Park Place 231 Soi Sarasin, Lumpini Bangkok 10330

South Korea, korembas@ksc.th.com

Turkey, tcturkbe@mail.cscoms.com

the United Kingdom britemb@loxinfo.co.th

the United States of America and Address: 120-122 Wireless Rd., Bangkok 10330

the European Union Address:19 Floor, Kian Gwan House 2, 140/1 Wireless Rd., Bangkok 10330

จดหมายเปิดผนึกฉบับภาคภาษาไทย

เรียน ฯพณฯ ท่านเอกอัครราชทูต(ใส่ชื่อประเทศ)ประจำประเทศไทย

พวกเรากำลังดำเนินการรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สืบเนื่องมาจากการใช้กฎหมายดังกล่าวในทางไม่ชอบธรรม โดยเฉพาะการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ เราจึงมีหนังสือมาถึงท่าน เพื่อขอแรงสนับสนุนจากท่านในพันธกิจข้างต้นของเรา มา ณ ที่นี้ด้วย

พวกเราในฐานะผู้ที่เชื่อในคุณค่าแห่งประชาธิปไตย เราขอแสดงความกังวลใจต่อการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นสำนักงานของประชาไท – หนึ่งในสำนักข่าวทางเลือกไม่กี่แห่งในโลกอินเตอร์เน็ต –และจับกุมผู้จัดการเว็บไซต์ประชาไทเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยใช้ข้อหาจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 นอกจากนี้ เรายังกังวลใจอย่างยิ่งต่อจำนวนผู้ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามคำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2552 มีเว็บไซต์ 3,000-4,000 แห่งตกเป็นเป้าในการสอบสวนเพื่อหาข้อความที่ถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมีเว็บไซต์อีกประมาณ 2,300 แห่งถูกสั่งปิดไปแล้วโดยรัฐบาล ซ้ำร้าย ท่ามกลางปฏิบัติการที่กำลังดำเนินการอยู่โดยหลายหน่วยงานของรัฐนั้น รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรียังได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 อีกว่า มีแผนการตรวจสอบบรรดาสถานีวิทยุชุมชนด้วยเช่นกัน

ท่ามกลางการแบ่งขั้วทางการเมืองที่รุนแรงยิ่งในประเทศไทยปัจจุบัน การใช้กฎหมายและข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างไม่สมเหตุสมผลมีส่วนในการสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในประเทศไทยให้รุนแรงมากขึ้น ในสภาวการณ์เช่นนี้เสรีภาพจากความกลัวและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง การดำเนินงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไปในทิศทางเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการเดินสวนทางกับหลักการพื้นฐานของสังคมเสรีประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศแห่งความกลัวและความไม่มั่นคงนี้จะดำรงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่รัฐบาลยังไม่สามารถแยกแยะ หรือไม่ต้องการแยกแยะ ระหว่างภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกของความเป็นจริงกับภัยที่จินตนาการขึ้นมาเองได้ นับเป็นเรื่องที่น่าหวั่นวิตกยิ่งที่บรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองในประเทศกลับยอมให้ความกลัวเช่นนั้นมาชี้นำวาระของชาติ เราไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า ทำไมการต่อสู้ในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงดูมีความสำคัญต่อรัฐบาลปัจจุบัน มากกว่าเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และปัญหาความไม่มั่นคงในชีวิตซึ่งประชาชนกำลังเผชิญอยู่อย่างหนักหน่วงรุนแรง

นอกจากนี้ บรรยากาศแห่งความกลัวและความไม่มั่นคงอันถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อวงการวิชาการอีกด้วย การที่การศึกษาในมหาวิทยาลัยจะดำเนินไปได้ในปัจจุบันนั้น นักวิชาการจำต้องมีสิทธิในการค้นคว้าวิจัยอย่างมีอิสระ สามารถที่จะเสวนาแลกเปลี่ยนได้อย่างเปิดกว้าง และต้องมีพื้นที่สำหรับการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ การใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อนักวิชาการที่ศึกษาและถกประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อเสรีภาพทางวิชาการในสังคมเสรีประชาธิปไตย ถ้าหากนักวิชาการรู้สึกหวั่นเกรงว่างานของตนอาจจะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เช่นนี้เสียแล้ว การเรียนการสอนและการศึกษาวิจัยของพวกเขาก็แทบจะไม่มีทางเดินหน้าไปได้

ดังนั้น พวกเราจึงขอกล่าวย้ำข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏขึ้น ดังนี้:
1. รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นี้ ไม่สามารถและไม่ต้องการที่จะแยกแยะการเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างบริสุทธิ์ใจ ออกจากการกระทำที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การเรียกร้องใดที่มุ่งหวังให้ทบทวนข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อบุคคลต่างๆ ในรอบสองสามปีที่ผ่านมานี้นั้น กลับถูกป้ายสีว่าเป็นตัวจุดชนวนความเกลียดชังในสังคมไทยและ/หรือเป็นการเรียกร้องระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐเสมอมา ถ้าหากรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยตามที่ตนเองได้กล่าวอ้างจริงๆ ก็สมควรอนุญาตให้พลเมืองของตนสามารถอภิปรายถกเถียงกันด้วยเหตุและผลเกี่ยวกับระบบการเมืองและระบบกฏหมายที่พวกเขาต้องการได้
2. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐได้ออกมายอมรับเองว่า ไม่มีหลักการหรือมาตรฐานใดๆ ที่ชี้ชัดแน่นอนว่า เนื้อหาและการแสดงความคิดเห็นใดบนเว็บไซต์ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่กลับมีการปิดเว็บไซต์และการจับกุมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตรวมถึงการบุกตรวจค้นอย่างกว้างขวาง เรื่องนี้นอกจากจะชี้ให้เห็นถึงการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างเหวี่ยงแหแล้ว ยังจะเป็นการปลุกเร้าให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากผู้บริสุทธิ์และผู้ที่อุตส่าห์เสนอความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์แต่กลับตกเป็นเหยื่อของข้อหาหมิ่นฯ อีกด้วย
3. คณะรัฐบาลใดก็ตามที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่กลับไม่ไว้ใจการตัดสินใจของพลเมืองของตน พยายามที่จะควบคุมความคิดและทัศนะที่เห็นต่างกันในสังคม และอาศัยกฎหมายที่เน้นการควบคุมปราบปรามนั้น ย่อมไม่สามารถถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่มีฐานมาจากประชาชนและเสรีภาพแต่อย่างใด พวกเราไม่สนับสนุนรัฐบาลใดๆ ที่สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นประชาธิปไตย แต่กระทำทุกวิถีทางเพื่อริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน สิ่งที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้กระทำมาถึงบัดนี้ชี้ชัดว่า ความอยู่รอดของรัฐบาลนั้นถือเป็นคุณค่า (หากเราสามารถเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น “คุณค่า” ได้) ที่สำคัญที่สุดในสังคม สำคัญมากกว่าการดำรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่าเป็นตัวแทนเสียอีก

ด้วยความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและประชาชนของท่านให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เราจึงใคร่ขอเรียกร้องท่านให้นำเสนอเนื้อหาในจดหมายฉบับนี้แก่ผู้นำของท่าน ซึ่งจะได้พบกับนายอภิสิทธิ์ระหว่างการประชุม G20 ณ ประเทศอังกฤษในต้นเดือนเมษายน 2552 พวกเราจักขอบพระคุณอย่างยิ่ง หากท่านร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ผลักดันให้มีการปฏิรูปหรือการแก้ไข-ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และยุติการข่มขู่คุกคามสื่ออินเตอร์เน็ต รวมทั้งยุติการคุกคามผู้ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งปวง

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ลงชื่อ-นามสกุลของท่านผู้ส่ง


จดหมายเปิดผนึกถึงประเทศG20ภาคภาษาอังกฤษ


Dear Dear Your Excellency, (เช่น the Australian Ambassador to Thailand.)

We are writing to you in order to seek for your kind support in our efforts to campaign against the abuse of Lese Majeste Law, against arbitrary accusations of Lese Majeste for political purposes, and for the reform of Lese Majeste Law.

We, people who believes in democratic values, would like to express our concern about the raids of Prachatai’s office, one of a very few alternative online medias, and the arrest of its web director on March 3, 2009 under the Computer and IT Act. We are also deeply concerned about accusation of Lese Majesty against a number of persons during the last few years. The announcement by the Minister of Justice on January 29, 2009 that some 3,000 to 4,000 Websites have been targeted for investigation on the suspicion of condoning offensive messages, and that the Government closure of 2,300 Websites for Lese Majeste is very worrying. In addition to what has been carried out by different government agencies, the Minister to the Office of the Prime Minister in an interview on March 10,2009, said that he plans to investigate community radio stations currently operating in the country.

In the midst of political polarization in Thailand, the arbitrary use of the Lese Majeste law, and the arbitrary charges, has created a climate of fear and insecurity in Thai society. In such circumstance, freedom from fear and freedom of expression is at stake. The direction being taken by Abhisit’s Government goes against all these values which should underpin a free and democratic society. The climate of fear and insecurity will prevail as long as the government is unable or unwilling to distinguish between real and perceived threats to the Monarchy and the society. Our concerns are more serious since the opinions expressed by the political leaders allows such fears to dominate the national agenda. We cannot understand why fighting against Lese Majeste is put very high in the current government agenda given that there are far more serious economic, social, and security issues facing people in Thailand.

Further, the impacts of fear and the insecurity perceived by the government are felt among academia. For a University to function today academics must be allowed to research freely, discuss their work openly, and have a venue for comments and criticism. The accusation of Lese Majeste against Academics, who, in the course of their research and writing discuss the role of the Monarchy, is a move against all these values necessary for academic freedoms in a free and democratic society. If academics feel threatened that their work may be arbitrarily accused of being Lese Majesty, there will be little incentive for them to undertake their primary function of teaching and research.

We would, therefore, like to reiterate the following facts that;
1. The Abhisit’s government is unwilling and unable to make any distinction between an honest call for the reform of the Lese Majeste Law, and acts of Lese Majeste. Any request to review Lese Majeste charges against different people during the last two years have been arbitrarily identified as an incitement of hatred and/or a call for republicanism. If the government claims to be a democracy, it must allow its citizens to rationally discuss their own political and legal system.
2. The officials themselves publicly admitted that there was no clear criteria for judging what kind of comments and content on the Web might be deemed to constitute Lese Majeste, yet the closures of websites and arrests and raids are widespread. Not only does this underline the very arbitrary use of the Lese majeste law, it has stirred greater repressive reactions in which innocent people and constructive opinions fall into victims.
3. Any government that claims to be democratic, but lacks confidence in the good sense of the citizens, tries to control different ideas and opinions, and relies on repressive legislation should not be considered free and people-based one. We are critical of any government representing itself as democratic but doing its best to curtail the basic rights to freedoms of expression and opinion of the people. What Abhisit’s government has been doing so far shows that the preservation of his government is the most important value (if at all we can call it as value) in the society, and this will always come before the rights and security of people that he claims to represent.

We are confident that your government and the people in your country take the issues of human rights and freedom of expression/opinion seriously. We would, thus, like to seek for your kind cooperation in presenting/disseminating the contents specified in this letter to your respective government who will be meeting with the Thai Prime Minister during the G 20 Forum to be organized in Great Britain early April, 2009. We would really appreciate it if you could kindly urge the Thai Government to reform or amend the Lese Majeste Law and to stop threatening internet medias as well as those calling for changes.


Sincerely yours,

ลงชื่อ-นามสกุลท่านผู้ส่งเป็นภาษาอังกฤษ

เสื้อแดงยาตราทัพร่วมชุมนุมใหญ่พรุ่งนี้ ทักษิณจ่อกระชากหน้ากากไอ้โม่งหัวโจกอำมาตย์

ที่มา Thai E-News


เคลื่อนพลแล้ว-ขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงเคลื่อนพลคึกคักทั่วประเทศเข้าร่วมชุมนุมใหญ่นัดสำคัญวันพรุ่งนี้ เฉพาะเสื้อแดงจากเชียงใหม่ขึ้นรถบัสมา22คัน คาดเฉพาะคนเชียงใหม่เข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้กว่าหมื่นคน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 มีนาคม 2552

เสื้อแดงยาตราทัพทวงยุติธรรมเฉพาะแดงเชียงใหม่เคลื่อนพลนับหมื่น

นายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมที่กรุงเทพมหานครแล้ว โดยใช้รถบัสโดยสารจำนวน 22 คัน ทยอยออกครั้งละ 4 คัน และยังมีประชาชนนำรถตู้ รถกระบะ เข้าร่วมขบวน โดยยังไม่สามารถคำนวณได้ ทั้งนี้ กลุ่มเสื้อแดงเตรียมมาตรการตอบโต้ หากถูกเจ้าหน้าที่ตั้งด่านสกัดกั้น โดยจะทำการปิดถนนทันที นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเสื้อแดงบางส่วน โดยสารรถไฟเข้ากรุงเทพฯ แล้ว คาดว่าจะมีกลุ่มเสื้อแดงจากเชียงใหม่ ร่วมชุมนุมครั้งนี้นับหมื่นคน

คนอุดรเตรียมยกพลเข้า กทม.1,500คน

ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร เอฟเอ็ม 97.5 เมกกะเฮิร์ต หนองเหล็ก ซ.9 เทศบาลนครอุดรธานี นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้เตรียมที่จะนำสมาชิกเข้า กทม.เพื่อร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ โดยตั้งแต่เช้านายขวัญชัย และนักจัดรายการของสถานี ได้จัดรายการสด เพื่อเชิญชวนให้สมาชิกชมรมฯ ร่วมเดินทางไป กทม.

นายขวัญชัย กล่าวว่า ได้เตรียมสมาชิกชมรมคนรักอุดรฯ ที่มีความสมัครใจ เดินทางเข้า กทม.ในเย็นวันนี้ เพื่อร่วมชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะมีผู้ร่วมเดินทางรวม 1,500 คน โดยได้ประสานไปยังรายการความจริงวันนี้ บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่จำกัด ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชน ได้โอนเงินค่ารถให้คนต่างจังหวัด พร้อมส่งรถมาให้ทางชมรมคนรักอุดรฯจำนวน 15 คัน เพื่อให้ผู้ที่ต้องการเดินทางไปร่วมชุมนุม ได้เดินทางฟรี และนี่เป็นครั้งแรกที่ชมรมฯได้เดินทางไปชุมนุม โดยไม่ต้องมีเรี่ยไรกันเอง

เสื้อแดงเมืองละโว้ตั้งเป้าอำเภอละ 150-200 คน บุกกรุง

พ.ต.อ.ชูเกียรติ ด้วงชนะ แกนนำคนเสื้อแดงจังหวัดลพบุรีเผยว่า ทางแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงของจังหวัดลพบุรีแต่ละอำเภอรวม 50 คน ได้หารือร่วมกัน เพื่อจะหาข้อสรุปในการนำคนเสื้อแดงจากจังหวัดลพบุรีเข้าไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯในวันที่ 26 มีนาคม โดยทางแกนนำคนเสื้อแดงของจังหวัดลพบุรีขอให้ทางแกนนำแต่ละอำเภอจัดคนเข้าร่วมอำเภอละ 100 คน แต่ทางแกนนำระดับอำเภอชี้แจบว่า มีผู้ที่จะร่วมในครั้งนี้ อำเภอละ 150-200 คนทั้ง 11 อำเภอ โดยคาดว่ากิจกรรมครั้งนี้เฉพาะลพบุรี จะมีผู้เดินทางเข้ากรุงเทพฯมากกว่า 2,000 คน

"ในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯของคนเสื้อแดงลพบุรีในครั้งนี้ขอให้ทุกคนเก็บเสื้อผ้า เตรียมไปอยู่อย่างน้อย 1 อาทิตย์ ในส่วนของคนเสื้อแดงลพบุรี ก็จะมีการหุงข้าวเหนียว ไก่ทอด เนื้อทอดและน้ำดื่มเพื่อบริการคนเสื้อแดง ตลอด 3 มื้อ เงินนั้นมีผู้บริจาค แต่ไม่มีน้ำเลี้ยงจากนักการเมืองใดๆทั้งในประเทศและนอกประเทศ คนเสื้อแดง ลพบุรี นั้นมีทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนที่ยังประจำการอยู่ก็มีจำนวนมาก ฉะนั้นการเคลื่อนขบวนของคนเสื้อแดงลพบุรีในครั้งนี้เป็นการเคลื่อนขบวนที่พร้อมอยู่แล้ว" พ.ต.อ.ชูเกียรติ ระบุ

วิชามารมท.สกัดเสื้อแดง จรัลยันล้อมทำเนียบอย่างต่ำ 3 วัน

กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน พร้อมแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกอบด้วย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย น.พ.เหวง โตจิราการ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้เดินทางมาชุมนุมปราศรัยโจมตี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดสกัดกั้นประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ให้มาชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ โดยภายหลังชุมนุมปราศรัยประมาณ 1 ชั่วโมง กลุ่มคนเสื้อแดงจึงเดินทางกลับ

นายจรัล กล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงไม่พอใจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังผู้ว่าฯ รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งต่างๆ ไม่ให้ขนคนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุม การมาชุมนุมที่หน้ากระทรวงมหาดไทยเพื่อแสดงให้เห็นว่าคำสั่งของรัฐมนตรีเป็นการสกัดกั้นการเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญที่เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยก่อนหน้านี้ได้ไปที่กองทัพบกเพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เรื่องขอทราบเหตุผลและแรงจูงใจในการส่งกำลังทหารจำนวนมากเกินกว่าเหตุเข้าควบคุมการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง

นายจรัล กล่าวอีกว่า เย็นวันนี้ (25) จะเริ่มมีคนเสื้อแดงทยอยเดินทางจากต่างจังหวัดมาที่ท้องสนามหลวง ขณะเดียวกัน นปช.จะตั้งเวทีปราศรัยเพื่อรวบรวมคนเสื้อแดงก่อนเคลื่อนขบวนไปปักหลักชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาลต่อไป ซึ่งระหว่างการชุมนุมที่ทำเทียบนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านระบบวีดีลิงค์ ในวันที่ 27 มีนาคม เวลาประมาณ 2-3 ทุ่มด้วย เบื้องต้นกลุ่ม นปช.ยืนยันว่าจะชุมนุมเกิน 3 วัน แต่จะยืดเยื้อหรือไม่นั้น จะมีการประเมินสถานการณ์แบบรายวันจากแกนนำ นปช. โดยจะดูว่ามีผลกระทบกับงานกาชาดวันที่ 30 มีนาคมมากน้อยแค่ไหน รวมถึงดูสถานการณ์ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับกลุ่มผู้ชุมนุม

ทักษิณไม่รักษามารยาทแล้วแฉสิ้นไส้แน่26มี.ค.นี้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สัญลักษณ์ของการต่อสู้ของขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดง กล่าวว่า ในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 26 มีนาคมนี้ "ผมจะเปิดเผยถึงสาเหตุของการเมืองแตกแยกตั้งแต่ผมเป็นยากรัฐมนตรี ตั้งแต่นายกฯ มาตรา 7 การเฉลิมฉลอง ผมจะเล่าให้ฟังทั้งหมด พี่น้องจะได้ฟังของจริง เพราะผมรักษามารยาทมานาน หวังว่าจะสงบ แต่วันนี้จำเป็นต้องเขย่าเพื่อให้ตกตะกอน แยกดำแยกขาวให้ชัด แล้วบ้านเมืองถึงจะไปได้ ผมเชื่อว่าพี่น้องคงเข้าใจผมและสนับสนุนผม เพื่อให้ผมกลับมารับใช้อีกครั้งหนึ่ง วันนี้แดงทั้งแผ่นดินแล้ว "

*ท่านจะหนุนช่วยการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงให้ได้รับชัยชนะได้ด้วยวิธีการใดบ้าง?

1.ลางาน หรือผละงานเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบไม่ก่อเหตุร้ายแบบพันธมิตร
2.หากลางานหรือผละงานไม่ได้ ให้เข้าร่วมชุมนุมโดยสงบตอนเลิกงาน
3.ติดตามชมการชุมนุมและให้กำลังใจทางทีวีD-STATION หรือทางอินเตอร์เน็ตhttp://www.wered.net/main และรายงานข่าวเป็นระยะทางTNN24(TRUE VISIONS07)ทางอินเตอร์เน็ตhttp://truemusic.truelife.com/home/player/player_livetv.php?guid=8และกระจายข่าวไปยังเครือข่ายของท่าน
4.ส่งรายงานข่าว ภาพข่าว คลิปการชุมนุม หรือเหตุผิดปกติให้สื่อฝ่ายประชาธิปไตย หรือไทยอีนิวส์ที่เมล์thaienews@googlegroups.com และกระจายข่าวการชุมนุม เชิญชวนการร่วมชุมนุมไปยังเครือข่ายของท่าน
5.บริจาคเงินสมทบการต่อสู้ บริจาคอาหารให้ผู้ร่วมชุมนุม หรือเครื่องป้องกันการโจมตีด้วยแก๊สน้ำตา เช่น หน้ากากกันแก๊สน้ำตา หรือรถสุขาเคลือนที่ เป็นต้น
6.เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครพยาบาล หรือหน่วยงานอาสาสมัครภาคสนาม

7.แพร่กระจายคู่มือตีโต้วาทกรรมอำพรางของพวกพันธมิตร เพื่อขยายแนวร่วมไปยังกลุ่มคนที่เป็นกลาง


เนื่องจากพันธมิตรได้โฆษณาชวนเชื่อแบบblack propagandaต่อมวลชนของตนเอง และสาธารณชน เพื่อให้ร้ายทำลายล้างต่อทักษิณ และฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงอย่างผิดๆ กลายเป็นว่างานชวนเชื่อที่ผลิตซ้ำบ่อยๆนั้น ทำให้พันธมิตรและมวลชนของตนเองเกิด"เชื่ออย่างสนิทใจ"ขึ้นมาว่าเป็นจริง ขณะที่สาธารณชนเองก็ไขว้เขวตามไม่น้อย ดังนั้นประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย จึงควรได้เผยแพร่แนวความคิดที่ถูกต้อง เป็นสัจธรรมตอบโต้การสร้างวาทกรรมอำพราง ที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และมากด้วยเล่ห์กระเท่ของพันธมิตรอย่างเท่าทัน

คู่มือการตอบโต้วาทกรรมอำพรางของพันธมิตรฉบับนี้เป็นฉบับประมวลสรุปอย่างย่อ ให้ท่านนำไปตอบโต้และตีแตกข้อโจมตีของพันธมิตร และชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างกระชับตรงประเด็น ท่านสามารถเผยแพร่ออกไปในแวดวงเครือข่ายของท่าน และในวงกว้างได้โดยที่เราไม่สงวนสิทธิ์ ทั้งนี้ท่านอาจเพิ่มเติมแก้ไขได้ตามที่ท่านเห็นสมควรก่อนการเผยแพร่

Q:ทักษิณต้องกลับมาติดคุก ปัญหาของประเทศจึงจะจบ

A:ผิด! เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดว่า ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกฯ ออกจากประเทศปัญหาทุกอย่างก็จบ แต่ตอนนี้กลับเรียกร้องให้กลับเข้าประเทศมาดำเนินคดีบอกปัญหาจะจบ ความจริงคือไม่จบ

เพราะคนที่สนับสนุนทักษิณเห็นว่าเกิดความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง ทุกอย่างจะจบก็ต่อเมื่อนายสนธิกับพันธมิตรเลิกผูกขาดความถูกต้อง แล้วต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรม นิติรัฐอย่างแท้จริง ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้าตามกติกาสากลที่นานาอารยะประเทศยึดถือ เช่น หากทักษิณจะถูกดำเนินคดีติดคุก2ปีเพราะเมียทักษิณซื้อที่ดินรัชดา แกนนำพันธมิตรก็ต้องถูกดำเนินคดียึดNBT ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ด้วยข้อหากบฎ และข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิตด้วย

หากทักษิณติดคุก2ปีตามคดีที่ดินรัชดา สนธิลิ้มกับแกนนำโดนประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตฐานกบฎและก่อการร้ายตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม เมื่อมีความยุติธรรมเกิดขึ้นปัญหาก็จะจบ หากไม่มีความยุติธรรม เรื่องก็ไม่จบ บ้านเมืองก็ไม่สงบ(NO JUSTICE, NO PEACE)

Q:เสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณเพียงคนเดียว แต่พันธมิตรสู้เพื่อสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติ มันต่างกัน

A:ผิด! ต้องเข้าใจความจริงก่อนว่า คนไทยรักในหลวงและสถาบันทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีใครคิดล้มล้างสถาบัน แล้วจะปล่อยให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างพันธมิตรมาแอบอ้างว่ารักสถาบันแบบผูกขาดได้อย่างไร

ความจริงแล้วใครก็รู้ว่ามวลชนของพันธมิตรถูกหลอกลวงให้สู้เพื่อนายสนธิลิ้มเพียงคนเดียว กับธุรกิจเครือผู้จัดการASTVเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าที่จัดม็อบมา193วันก็เน้นหาทุนหาเงินบริจาคไปต่อลมหายใจหาเงินเดือนจ่ายให้ลูกน้องสนธิ ให้กับธุรกิจของนายสนธิเท่านั้น เมื่อเลิกม็อบทำให้ขาดรายได้ ก็ต้องเร่ร่อนสัญจรไปรีดไถมวลชนของตนเองตามจังหวัดต่างๆ ต้องจัดคอนเสิร์ตการเมืองหาเงินไปหล่อเลี้ยงธุรกิจของนายสนธิ

จึงเห็นได้ชัดว่า นี่เป็นการต่อสู้เพื่อคนๆเดียว แล้วแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือ จนทำความระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง นำเอาสถาบันต่างๆในสังคมทั้งตุลาการ อัยการ ศาล ทหาร ตำรวจ ชนชั้นสูง สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ นักธุรกิจพ่อค้าต่างๆพลอยเสื่อมทรามลงไป เพื่อคนๆเดียวคือนายสนธิลิ้มอยู่รอด ทั้งที่นายสนธิลิ้มก่อหนี้สินล้นพ้นตัว จนถูกศาลสั่งล้มละลาย ตอนมีความสุขร่ำรวยเขารวยคนเดียวอวดใหญ่โตเอาหน้า แต่พอล้มละลายก็กลับฉุดเอาคนไทยทั้งประเทศล้มละลายตามเขาไปด้วย การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย และคนที่คิดว่าตนฉลาด ไม่รู้ทันคนอย่างนายสนธิเลยหรือ...

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อปกป้องและฟื้นฟูประชาธิปไตยให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีขื่อแป ให้ว่ากันไปตามผิดตามถูก ต้องการให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้รัฐบาลได้บริหารเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล เสื้อแดงยอมรับได้ ไม่เว้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ ขอเพียงให้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยคนส่วนใหญ่

ส่วนทักษิณนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมที่เห็นทิศทางเดียวกันกับคนเสื้อแดงในเรื่องของหลักประชาธิปไตย และหากทักษิณจะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นก็เป็นไปตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่ถูกต้องชอบธรรม และโดยกลไกปกติของสถาบันต่างๆ ไม่ใช่อำนาจพิเศษใดๆมาบันดลบันดาลให้แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับ

Q:เสื้อแดงหลงผิดสู้เพื่อทักษิณทำไม ทั้งที่ทักษิณจ้องล้มเบื้องสูง เพื่อจะเป็นประธานาธิบดี

A:ผิด!ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีประเทศใดที่นายกรัฐมนตรีจะล้มล้างกษัตริย์ของตนเพื่อเป็นประธานาธิบดีเลย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ หรือที่ไหนๆในโลก เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งในการบริหารประเทศ ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีประเทศใดคิดจะพ้นจากตำแหน่งบริหารไปเป็นประมุขของประเทศ ที่สำคัญทักษิณผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมา ถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีมาตลอดชีวิต การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์60ปีอย่างยิ่งใหญ่ก็จัดโดยทักษิณ แม้จะถูกกล่าวหาในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทักษิณก็ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดีอย่างไม่เสื่อมคลาย

ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกันนี้เคยมีกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยหลายท่าน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้แต่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรของจอมพลถนอม กิตติขจร และได้ทำลายบุคคลเหล่านี้มาแล้ว และถูกพิสูจน์ว่าล้วนเป็นข้อใส่ร้ายเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมืองทั้งสิ้น

เสื้อแดงจึงไม่ได้ปกป้องบุคคลใดที่คิดล้มล้างสถาบัน เพราะไม่มีบุคคลใดคิดเช่นนั้นตามข้อกล่าวร้าย แต่หากจะต่อสู้เรียกร้องก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาอันเป็นเท็จเท่านั้น

ความจริงควรมีการจัดการขจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายทักษิณด้วยข้อกล่าวหานี้เสียที เพราะเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท และทำให้พระเกียรติยศต้องถูกกระทบกระเทือนมามากพอแล้ว

Q:เสื้อแดงมีแต่รากหญ้าทำให้ถูกทักษิณซื้อ ชักจูงได้ง่าย

A:ผิด! แต่เสื้อแดงมีประชาชนไทยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น นายวีระ มุสิกพงษ์ มีไฮโซอย่าง"เจ๊ดา"ดารณี มีนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนทางวิชาการอย่างเปิดเผย มีข้าราชการ ทหารตำรวจทุกหมู่เหล่า แพทย์ พยาบาล วิศวกร ทนายความ นักวิชาชีพอิสระ มีเอ็นจีโอ นักร้อง ดารา ศิลปิน นักกวี นักเรียนนิสิตนักศึกษา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการในกรุงเทพฯ เขตเมือง และชนบท มีฐานอยู่ทุกภูมิภาคทุกท้องถิ่น ในต่างประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย ออสเตรเลีย และทุกทวีปก็มีประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงอยู่กระจายไปหมด

ชนชั้นกลางคนรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองในเวบไซต์ที่เป็นกลางอย่างบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิปก็มีคนสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงในสัดส่วนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงเป็นวาทกรรมผิดๆที่ว่ามีเฉพาะคนรากหญ้าที่เป็นฝ่ายเสื้อแดง

Q:การเมืองใหม่เท่านั้นเป็นทางออกของประเทศ การเมืองเก่าก็คงถูกทักษิณซื้ออยู่ร่ำไป

A:ผิด! หากพันธมิตรเชื่อว่าเป็นทางออก และเห็นว่าคนในประเทศส่วนใหญ่สนับสนุนการเมืองใหม่ ก็ต้องกล้าพิสูจน์ เช่น ชูเป็นนโยบายหาเสียง แล้วพันธมิตรก็ต้องกล้าตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง หากคนส่วนใหญ่เอาด้วยก็ให้นำนโยบายการเมืองใหม่มาใช้ แต่ที่ผ่านมาคนของพันธมิตรที่ลงเลือกตั้งประชาชนไม่ยอมเลือก ทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสงาม นายไทกร พลสุวรรณ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ลงเลือกตั้งก็สอบตกหมด จนต้องไปใช้กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองยึดทำเนียบ ยึดสภา ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบิน เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาบีบบังคับให้ต้องยอมทำตาม

Q:คนกรุงเทพฯอยู่ข้างพันธมิตร ดังนั้นเสียงของประชาชนในชนบทต้องยอมตาม เพราะกรุงเทพฯเจริญที่สุด

A:ผิด! คนกรุงเทพฯกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ล่าสุด แม้พรรคแนวร่วมของพันธมิตรที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน9แสนคะแนน แต่อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยที่คนเสื้อแดงสนับสนุนได้6แสนกว่าคะแนน คนที่ต่อต้านพันธมิตรอย่างหนักคือคุณปลื้มได้อีก3แสนกว่าคะแนน รวมกันก็เกือบ1ล้านคะแนน นี่คือเสียงของคนกรุงเทพฯที่ไม่เอาพันธมิตร

และเวลาโพลล์สำรวจก็พบว่า คนกรุงเทพฯผิดหวังพฤติกรรมยึดสนามบินของพันธมิตรที่สุด และเกินกว่า90%ที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีต่อพันธมิตร ดังนั้นอย่าเข้าใจผิด และถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศประชาธิปไตยที่ทุกคนมี1เสียงเท่ากัน ก็อย่าไปแยกคนกรุงหรือคนบ้านนอกแบบมั่วๆอีกต่อไป เว้นแต่พันธมิตรจะได้อำนาจรัฐและแก้ไขกติกาให้พันธมิตรเท่านั้นที่มีสิทธิ์ยึดกุมความถูกต้อง ยึดกุมอนาคตประเทศชาติไว้ในกำมือ แต่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการ

Q:แล้วทำอย่างไรปัญหาจึงจะจบ

A:ต้องให้เกิดความยุติธรรม บ้านเมืองจึงจะสงบ ต้องยึดกฎหมายขื่อแป ต้องฟื้นฟูนิติธรรม นิติรัฐตามระบบนานาอารยะประเทศทำเท่านั้น ตราบใดที่ไม่มีความยุติธรรม ตราบนั้นก็ไม่มีความสงบสุขในประเทศ

Q:ตกลงว่าทักษิณไม่ต้องติดคุกใช่ไหม ถึงเรียกว่าเกิดความยุติธรรม

A:ผิด! หากทักษิณผ่านกระบวนการพิจารณายุติธรรมตามหลักที่นานาอารยะประเทศยึดถือและเชื่อถือได้ ไม่มีการแทรกแซงชี้นำสั่งการทั้งทางตรงและอ้อม หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน

Q:แต่พันธมิตรทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อสถาบันนะจะให้ดำเนินคดีได้อย่างไร ควรนิรโทษกรรมจึงจะถูก ส่วนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณคนเดียว หากทักษิณกลับมาติดคุกปัญหาจึงจะจบ

A:ผิด! ที่ปัญหามันไม่จบ เพราะพันธมิตรสร้างวาทกรรมที่ผิดๆเช่นนี้เอง

คลิปงานรวมพลคนเสื้อแดง บางกะปิ-วังทองหลาง 22 มี.ค.

ที่มา Thai E-News

ที่มา Siamharmonizes
25 มีนาคม 2552

4เดือนเต็มยึดสนามบิน กับคำตอบจากนายกรัฐมนตรีหุ่น

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 มีนาคม 2552

วันนี้(25มี.ค.)เป็นวันครบรอบ4เดือนเต็มที่กลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ ดังที่ทั่วโลกรู้คือยังไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทั้งที่เวลาล่วงเลยมาแล้ว 120 วัน

สถานะล่าสุดของกรณีนี้มีคำตอบจากอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหุ่นของระบอบเทวดา ตอนที่เขาไปพูดที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดเมื่อ14มีนาคมที่ผ่านมา ในการตอบคำถามผู้หญิงไทยคนหนึ่งเกี่ยวกับการดำเนินคดีพันธมิตรว่า “ตอนนี้พวกตำรวจกำลังเตรียมออกหมายจับในกรณีการยึดทำเนียบรัฐบาล ผมได้รับรายงานจากตำรวจอยู่สม่ำเสมอ และผมก็ได้รายงานต่อรัฐสภาเกี่ยวกับกรณีปิดสนามบิน ครั้งล่าสุดที่ตำรวจรายงานสองสัปดาห์ก่อน รายงานได้เสร็จสิ้นไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว คาดว่าจะมีการดำเนินคดีในเร็วๆ นี้”

และเมื่อผู้หญิงคนนี้ถามย้ำอีกว่าให้บอกชัดๆ ได้หรือไม่ว่าเมื่อไหร่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตำรวจบอกว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักสองสามสัปดาห์

ซึ่งหากอภิสิทธิ์พูดจริง ก็หมายความว่าอาจใช้เวลานานราว 5 เดือน จึงจะมีการดำเนินคดีกับโจรก่อการร้ายพันธมิตร แต่หากเขาพูดเพื่อให้พ้นๆตัว นี่ก็จะเป็นกรณีที่มืดมนที่สุดอีกกรณีหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

















เล็งยื่น ป.ป.ช.เอาผิด “เทือก”

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 24 มี.ค.เวลา 09.15 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการประเมินผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ผ่านมาว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้มีประชาชนส่งเอกสารที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ดำเนินการส่อไปในทางผิดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญให้กับพรรค โดยเป็นหนังสือที่ นร. 0405/(ลร 1)/ว./600 ถึง รมว.วัฒนธรรม ลงนามโดยนายสุเทพ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2552 เพื่อให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 19 คน ไปช่วยราชการ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 266 (1) และ 268 โดยตนจะนำหนังสือดังกล่าวไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันที่ 25 มี.ค. เวลา 10.00 น. เพราะคนระดับนายสุเทพกฎหมายแค่นี้จะไม่รู้เชียวหรือ คิดว่ารู้แต่ลุแก่อำนาจ คิดว่ากระทำได้ ทำให้ข้าราชการกระทรวงต่างๆกระอักกระอ่วนใจ

ส่ง กกต.ยุบ ปชป.ไซฟ่อนเงิน

นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่รัฐบาลตั้งข้อสังเกตเรื่องเงินบริจาค 258 ล้านบาท ว่าดีเอสไออาจทำข้อมูลรั่วให้ฝ่ายค้าน จนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องนี้นั้น ก่อนจะมีการอภิปราย พรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่าเป็นข้อมูลเก่า กุข้อมูลขึ้นมา แต่วันนี้กลับร้อนตัว กระวนกระวายจนออกมาตีโพยตีพาย ดังนั้นสัปดาห์หน้าตนและฝ่ายกฎหมายจะเดินทางไปที่กรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบการได้มาของเงิน 258 ล้านบาท ว่ามีการชำระภาษีถูกต้องหรือไม่ ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับข้อมูลจากดีเอสไอ วันนี้รัฐบาลกำลังหาแพะ คาดว่าไม่เกินสัปดาห์หน้าร่างคำร้องที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ร่างด้วยมือตัวเอง จะนำไปยื่นต่อ กกต. โดยมีเดิมพันด้วยการยุบพรรคประชาธิปัตย์

“เฉลิม” เผยได้ข้อมูลจาก พล.ต.

ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลที่นำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้มาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ดีเอสไอไม่เคยนำข้อมูลมาให้ และไม่เคยขอข้อมูลจากดีเอสไอ เพราะเรื่องนี้นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมสภาฯเมื่อปีที่ผ่านมา และนายประจวบ สังข์ขาว กรรมการผู้จัดการบริษัทเมซไซอะ คับแค้นใจและกลัวถูกฆ่าตาย จึงไปบอกข้อมูลแก่อดีตนายทหารยศ พล.ต. ข้อมูลที่นำมาอภิปรายจึงมาจากอดีตนายทหารยศ พล.ต. ที่พรรคประชาธิปัตย์รู้จักดี พรรคประชาธิปัตย์ควรดูตัวเองว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่ ไม่ควรก้าวก่ายดีเอสไอ เพราะเป็นการสกัดกั้นการทำงานด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมโดยไม่มีหลักธรรมาภิบาล ที่พยายามตรวจสอบ เพราะรู้ว่าดีเอสไอส่งเรื่องถึง กกต. เพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ หากมีการแทรกแซงอธิบดีดีเอสไอ จะตั้งกระทู้ถามสดในสภาฯ แน่

จวก กกต.ออกข่าวมีปมแอบแฝง

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อว่า ขอให้ รมว.ยุติธรรม ทำงานตรงไปตรงมา และหันไปดูปัญหาในกระทรวงของตัวเองให้ดี ที่มีผู้หญิงบางคนทำตัวใหญ่คับกระทรวง ออกมาตะแล๊ดแต๊ดแต๋ แค่นี้มันก็มากพอแล้ว กรณีดีเอสไออย่าทำให้ไฟมันลามทุ่ง ส่วนกรณีที่มี กกต.บางคนระบุว่าดีเอสไอส่งเอกสารไม่ครบถ้วนนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไม กกต. ถึงออกมาให้ข่าว ทั้งที่สามารถโทรศัพท์ประสานได้ กกต.ต้องทำงานตรงไปตรงมา ฝ่ายค้านไม่อยากจะสัญจรเดินสายไปอภิปรายหน้า กกต. โดยในวันที่ 26 มี.ค.นี้ นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย จะยื่นข้อมูลเพิ่มเติมให้ กกต. เมื่อถามว่า กรณีโพลระบุว่า ร.ต.อ.เฉลิมได้คะแนนการอภิปรายไม่ถึง 50% จะลาออกจากประธาน ส.ส.หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ มาบอกว่าพรรคเพื่อไทยค้านไม่เป็น แล้วเป็นอย่างไร สุดท้ายพรรคเพื่อไทยชนะ พรรคประชาธิปัตย์อยู่ไม่ได้ แน่จริงก็ยุบสภาฯ

“สดศรี” ขู่แจ้งความกล่องลับดีเอสไอ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองเปิดเผยว่า ทาง กกต.ได้ทำหนังสือถึงดีเอสไอ เพื่อขอให้ ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดกล่องเอกสารที่ส่งมาถึง กกต.กรณีให้ตรวจสอบเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ และการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง หากภายในวันที่ 25 มี.ค. ทางดีเอสไอยังไม่ส่งเจ้าหน้าที่มา กกต.จะยังไม่เปิดและจะแจ้งความไปที่สถานีตำรวจ เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบว่ากล่องนั้นเป็นของใคร ฉะนั้นถ้าไม่อยากมากเรื่องก็ขอให้รีบส่งเจ้าหน้าที่มา อย่างไรก็ตาม เอกสารที่ส่งมานั้น กกต.ต้องดูว่ามีสำนวนสรุปการสอบสวนที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดตาม พ.ร.บ. พรรคการเมืองมาให้ กกต.หรือไม่ แต่ถ้าเปิดกล่องแล้วพบว่ามีแค่เพียงสำเนาเช็คใบจดทะเบียนบริษัท แต่ไม่มีการสอบสวนใดๆส่งมาเลย เราก็ไม่สามารถสรุปประเด็นเพื่อดำเนินการต่อได้ หากเป็นเช่นนี้เราต้องส่งคืน เพราะ กกต.ไม่ได้มีหน้าที่สรุปสำนวนให้กับหน่วยงานไหน และไม่มีกฎหมายข้อไหนที่เราต้องทำงานให้ใคร

โดนวางกับดักยัดข้อหาเอกสารหลุด

นางสดศรีกล่าวว่า นอกจากนี้ ขอยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่เอกสารจะหลุดไปจาก กกต. ดังนั้น ประเด็นที่ว่าพรรคเพื่อไทยได้เอกสารไปนั้นมาจากใคร คงไม่มีประเด็นว่าได้จาก กกต.แต่จะได้จากใครนั้นยืนยันไม่ได้ แต่มาจนถึงวันนี้กล่องยังผนึกอยู่เหมือนเดิม ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงมีการส่งเอกสารมาให้ กกต.ก่อนวันอภิปรายเพียง 1 วันถ้าเผลอไปเปิดดูก่อนและมีการกล่าวหาว่าเอกสารหลุดไปกกต.ก็จะถูกมองว่า เอกสารนั้นหลุดไปจาก กกต.ได้ เราไม่ยอมที่จะเดินตามเส้นที่ใครขีดไว้

ปลัด ยธ.สั่งสอบข้อมูลดีเอสไอรั่ว

วันเดียวกัน ที่กระทรวงยุติธรรม นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ภายหลังนาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีสำนวนคดีไซฟ่อนเงินบริษัทแห่งหนึ่ง (ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ) ซึ่งเป็นคดีในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รั่วไหลไปยังบุคคลภายนอก หากเป็นความจริงจะส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอ ตนจึงสั่งการให้นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกำกับดูแลดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นและกำชับให้ รายงานผลมายังกระทรวงยุติธรรมโดยเร็วที่สุด รวมทั้ง ยังสั่งการให้กองการเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั้งประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงจากการถอดเทปคำอภิปรายไม่ไว้ วางใจในประเด็นที่เกี่ยวพันกับคดีดังกล่าว เพื่อตรวจสอบอีกทางหนึ่งว่ามีข้อมูลคดีบางส่วนรั่วไหลจริงตามที่มีการกล่าวอ้างจริงหรือไม่

ดีเอสไอยันส่งแฟ้มสอบสวนครบ

พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีไซฟ่อนเงินบริษัททีพีไอ ยืนยันว่า ดีเอสไอได้ส่งสำนวนหลักฐานคดีให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ครบถ้วน ข่าวที่ระบุว่าอาจมีสำนวนการสอบสวนบางแฟ้มสูญหายนั้นไม่เป็นความจริงแต่อาจจะเกิดความเข้าใจสับสนเนื่องจากเอกสารปะหน้าระบุว่าสำนวนการสอบสวนทั้งสิ้นรวม 8 แฟ้ม โดยกล่องที่ 1 บรรจุแฟ้มที่ 1-4 และกล่องที่ 2 บรรจุแฟ้มที่ 5-7 ส่วนแฟ้มเอกสารที่มีการเข้าใจว่าขาดหายนั้น คงเกิดจากตนได้แยกเป็นแฟ้มที่ 2 และ แฟ้มที่ 2/1 ทาง กกต.อาจเข้าใจว่ามีเพียงแฟ้มที่ 2 จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอพร้อมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมเป็นพยานในการเปิดกล่องเอกสารสำนวนคดีที่ได้จัดส่งไปให้ กกต.ก่อนหน้านี้

“ชวน” ยืดอกพร้อมรับการสอบสวน

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ กกต.สอบยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาทว่า ต้องถามคณะกรรมการบริหารพรรค ตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค แต่ทุกกระบวนการตรวจสอบเป็นเรื่องธรรมดา ถ้ามีร่องรอยมีเหตุผล มีหลักฐานอะไรที่เห็นว่าพรรคการเมืองใดกระทำผิด อีกฝ่ายหนึ่งจะตรวจสอบก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็เป็นหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะชี้แจงต่อไป แต่ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อครหาเท่านั้น พรรคประชาธิปัตย์ ก็อยู่ใต้กฎหมายเหมือนพรรคอื่น เมื่อถามว่า ถ้าเทียบเคียงกับในอดีตที่พรรคเคยถูกร้องเรียนให้ยุบพรรค ตอนไหนหนักกว่ากัน นายชวนตอบว่า ไม่ทราบจริงๆ แต่ตอนที่พรรคไทยรักไทยร้องเพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่ว่าไม่มีเหตุผล เป็นลักษณะการกล่าวหาและสร้างหลักฐานขึ้นมาเพื่อเป็นประเด็นกล่าวหา

เชื่อ “เทพเทือก” เตรียมข้อมูลรับมือ

เมื่อถามว่าฝ่ายกฎหมายของพรรคได้เตรียมข้อมูลชี้แจงต่อ กกต.อย่างไร นายชวนตอบว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คงเตรียมอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนายอภิสิทธิ์หรือนายสุเทพในเรื่องนี้ แต่ได้ฟังการอภิปรายฯ ในสภาจากนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค รวมทั้งคนอื่นที่ชี้แจงในกรณีดังกล่าว ก็ชี้แจงได้ดีทุกเรื่อง ไม่คิดว่าใครจะทำได้ถึงขนาดนี้ ดังนั้นจึงไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร ขอรอดูว่าฝ่ายค้านยังติดใจที่จะร้องเรียนก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้โดยชอบธรรม เมื่อถามว่า สงสัยหรือไม่ว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านอภิปรายมาจากดีเอสไอ นายชวนตอบว่า ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ถ้าถามความรู้สึกก็เชื่อว่าออกมาจากเจ้าหน้าที่ แต่ไม่เป็นไร สิ่งที่ต้องดูคือระเบียบวินัยของเจ้าหน้าที่จะต้องทำอย่างไร ส่วนเรื่องข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรอย่าไปบิดเบือนก็แล้วกัน

หนุนสอบดีเอสไอปูดข้อมูลให้ใคร

เมื่อถามว่า เหตุดังกล่าวทำให้รู้ว่าดีเอสไอกำลังเลือกข้างใช่หรือไม่ นายชวนตอบว่า ความจริงรู้มาตั้งแต่ต้น ช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านแล้วว่าเจ้าหน้าที่ในดีเอสไอ หรือหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม มีทั้งคนที่ซื่อตรงและไม่ซื่อตรงประกอบกันอยู่ และดีเอสไอ ก็ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ก็มีคนดีและคนประเภทที่ไม่ซื่อตรงก็เป็นที่รู้กัน ดังนั้น คนที่ไม่ซื่อตรงก็สามารถทำบางอย่างที่ไม่ถูกต้องได้ เห็นด้วยกับการที่เคยมีคนเสนอให้กระทรวงยุติธรรมบูรณาการกรมต่างๆภายในกระทรวง และจะตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ไม่ได้สอบเพื่อปกป้องพรรคการเมือง หรือลงโทษพรรคการเมือง แต่สอบเพื่อให้รู้ว่ากระบวนการทำงานของดีเอสไอมีอะไรที่ต้องระมัดระวังว่าทำอะไรถูกหรือผิดต่อระเบียบวินัยของข้าราชการหรือไม่ ไม่ใช่สอบว่าข้อเท็จจริงรั่วไปแล้วจะเสียหายหรือ ไม่เสียหายกับใคร แต่สอบการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่าต้องยึดหลักอะไร เหตุที่เกิดขึ้นใครเป็นผู้ละเมิดกฎเกณฑ์ดังกล่าว.

ยันผู้ชุมนุมไร้อาวุธยกเว้นไข่ไก่

ที่มา ไทยรัฐ

วานนี้(24 มี.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช. แถลงว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงในขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าจะมีผู้มาร่วมชุมนุมเท่าไหร่ แต่คาดว่าจะชุมนุมยืดเยื้อ มาตรการสกัดกั้นของรัฐบาลนั้นจะยิ่งทำให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมมากขึ้น ยืนยันว่าจะไม่มีความรุนแรงใดๆ จากคนเสื้อแดง หากจะเกิดขึ้นก็เป็นการสร้างสถานการณ์ มั่นใจว่าควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมได้เพราะมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม ขณะเดียวกัน คนเสื้อแดงก็มีจิตวิญญาณความเป็นประชาธิปไตยที่จะควบคุมกันเอง ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย สำหรับอาวุธนั้นไม่มีแน่นอน เว้นเสียแต่ไข่ไก่ ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นอาวุธร้ายแรงเท่านั้น

เสื้อแดงพัทยาชุมนุมคึกคัก

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เมืองพัทยา วันเดียวกัน ได้มีการรวมตัวกันบริเวณสนามฟุตบอลและหน้าเสาธงโรงเรียนเมืองพัทยา 7 เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ตั้งแต่ช่วงเวลา 16.30 น. มีประชาชนใส่เสื้อแดงทยอยมาชุมนุมจนถึงค่ำประมาณ 1 หมื่นคน โดยบรรยากาศโดยทั่วไป บริเวณรอบสนามและเวทีปราศรัยกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำไข่ไก่มาปาใส่รูปภาพนักการเมืองและกลุ่มพันธมิตรฯ เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.อย่างเป็นที่สะใจ และเขียนป้ายข้อความ “เอาเงินซื้อเสียง 2,000 บาท คืนไป เอาทักษิณคืนมา” โดยผู้ชุมนุมยังคงปักหลังเพื่อรอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาพูดคุยตามกำหนดเวลา 20.20 น. วันเดียวกัน อย่างใจจดใจจ่อ

กลุ่มผู้ชุมนุมลำปางรอ “ทักษิณ” โฟนอิน

ด้าน จ.ลำปาง กลุ่มคนเสื้อแดงหลายพันคนเดินทางไปรวมตัวกันบริเวณสนามกีฬาหนองกระทิง จ.ลำปาง มีนายวีระ มุสิกพงศ์ นายชินวัตร หาบุญพาด นายชัยยะ ถาคำฟู แกนนำ นปช.ผลัดกันขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชุมนุมเป็นระยะ และผู้ชุมนุมได้ทยอยเดินทางมาสมทบเรื่อยๆ เพื่อรออดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินมาพูดคุยในช่วงประมาณ 21.00 น.

“ทักษิณ” ขอบคุณคนตะวันออก

ต่อมาเวลา 20.30 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำได้รับโทรศัพท์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากเมืองโมนาโก ประเทศฝรั่งเศส โดยต่อถึง 7 ครั้งถึงสามารถพูดคุยได้ ใช้เวลาโฟนอินพูดคุยประมาณ 17 นาที ส่วนใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยเฉพาะเมืองพัทยา ถ้าเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้การท่องเที่ยวเมืองพัทยาจะซบเซา ประชาชนจะขาดรายได้ และปัญหาอาชญากรรมจะตามมาโดยเฉพาะยาเสพติด และฝากขอบคุณเสื้อแดงภาคตะวันออกที่รักประชาธิปไตยที่มาชุมนุมโดยทราบว่ามีคนมาชุมนุมนับหมื่นคน

อู้คำเมืองพาดพิงองคมนตรี

ต่อมาเวลาประมาณ 21.20 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทร.เข้ามือถือนายวีระ บนเวทีคนเสื้อแดง จ.ลำปาง ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้พูดคำเมืองเรียกร้องให้พี่น้องเสื้อแดงลำปางช่วยกลับประเทศไทย อยากกลับบ้านคิดถึงประเทศ ไทยและพี่น้องชาวลำปาง “ผมรู้ว่าคนลำปางรักผม ส.ส. ลำปางไม่ย้ายไปไหน” นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวโจมตีการบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ที่กู้เงินมาใช้ไม่เป็น หากได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งจะไม่กู้เงิน ไม่กู้เงินมาแจกซี้ซั้วแบบนี้ เดี๋ยวนี้คนตกงานเยอะ ยาเสพติดระบาดเต็มที่ รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณยังโจมตีองคมนตรี โดยระบุมายุ่งการเมือง ทำให้การเมืองยุ่ง โดยการโฟนอินครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 8 นาที

'แรมโบ้อีสาน' หวิดม้วย รถเก๋งเสียหลักชนพังยับ

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา (24 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รถเก๋งยี่ห้อนิสสันสีดำ ป้ายแดง หมายทะเบียน ง -9533 กทม.ของนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย ได้เกิดเสียหลักพุ่งชนกับรถเก๋งยี่เล็กส์ซัส สีขาว หมายเลขทะเบียน ฌกข 48 กทม.บริเวณถนนลำปาง - แพร่ หลักกิโลเมตรที่ 31- 32 เขต บ.ปางมะโอ ต.วังเงิน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นทางโค้งลงเขา จนด้านหน้ารถทั้งสองคนพังยับเยิน ทำให้นายสุพร ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขา ซึ่งนายสุพร ได้โทรศัพท์ให้นายนิคม เชาวกิตติโสภณ ส.ส.ลำปาง ระบบสัดส่วน พรรคเพี่อไทย ขับรถมารับที่เกิดเหตุและนำส่งโรงพยาบาล ก่อนเดินทางมาขึ้นเวทีปราศรัยที่ จ.ลำปาง ในเวลา 23.00 น.

โดยนายสุพร เปิดเผยบนเวทีปราศรัยว่า ระหว่างเดินทางมาจาก จ.พิษณุโลก พอเข้าเขต อ.แม่ทะ รถเก๋ง ที่นั่งมาได้เกิดอุบัติแหตุเสียหลักชนรถเก๋ง เนื่องจากฝนตกถนนลื่น แต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก เพราะว่าเป็นศิษย์ยานุศิษย์หลวงพ่อเกษม เขมโก เกจิอาจารย์ชื่อดังของลำปาง ด้วยบารมีของหลวงพ่อเกษม ทำให้รอดตายมาได้ ก่อนจะปราศรัยต่อโดยเน้นการกล่าวโจมตีรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี.

ผู้ว่าฯเมืองจันทรบุรีรับนโยบายรัฐบาลชั่ว ตั้งจุดสกัดเสื้อแดงทั่วเมือง

ที่มา thaifreenews

โดย : Palrak



ศูนย์ข่าวไทยฟรีนิวส์ประจำภาคตะวันออก- ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทรบุรี สอดรับนโยบาลรัฐบาลชั่ว ตั้งจุดสกัดทั่วจังหวัดจันทรบุรี เน้นสถานีขนส่งประจำจังหวัดและถนนสายหลักที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่รัฐทั่วจังหวัดจันทรบุรีได้มีการตั้งจุดสกัด เพื่อยังยั้งการเดินทางของประชาชนจำนวนมากที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อไป ร่วมชุมนุมใหญ่ ขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดของกลุ่มอำมาตย์ ในหลายอำเภอ โดยเฉพาะอำเภอเมืองบนถนนสายสุขุมวิท ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ประชาชนจะใช้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ

การดำเนิน งานดังกล่าว มีการสั่งการจากผู้ว่าราชการจังหวัดลงมาถึงบริษัทขนส่งที่มีรถบัสทุกคัน ยกเลิกเที่ยวการเดินทาง และการจองรถล่วงหน้า ทำให้รถจอดค้างอยู่หลายสิบคัน ซึ่งแต่ละคัน จะมีประชาชนสวมใส่เสื้อแดงราว 50 คน รวมแล้วเกือบหนึ่งหมื่นคนได้รับผลกระทบ และประชาชนจำนวนมากภายในจังหวัดจันทบุรีต่างพากันแสดงความโกรธแค้นต่อผู้ว่า ราชการจังหวัด ซึ่งมีประชาชนบางส่วนไม่พอใจ ได้ตะโกน แช่งด่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปิดกั้นการแสดงออกของประชาชนดังกล่าวอย่างรุนแรง

ประชาชน ชาวจันทรบุรีท่านหนึ่ง (สงวนนาม) แสดงความเห็นว่า "ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดจันทรบุรี ไม่สามารถห้ามไม่ให้ประชาชน เดินทางได้ เนื่องจากเป็นความต้องการตามสิทธิส่วนบุคคล ต้องปล่อยให้เป็นตามความต้องการของประชาชน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดฯปิดกั้นประชาชนดังกล่าวถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ และจะต้องถูกดำเนินคดีในที่สุด แต่ทั้งนี้ หากผู้ว่ามีสติปัญญาที่มากกว่านี้ คงจะแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ และผู้ว่าราชการจังหวัดจันทรบุรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น"

ขณะ ที่ นายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ยังคงไม่ได้ชึ้แจงสื่อมวลชน ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ ประชาชนจำนวนมากได้โทรศัพท์ไปต่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ที่ศาลาว่าการจังหวัดจันทรบุรีเป็นจำนวนมาก ที่หมายเลข โทรศัพท์ 0-3931-1571 ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากสามารถแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวไปยังผู้ว่า ราชการจังหวัดจันทรบุรีโดยตรงที่ 08-9203-0395 เพื่อให้ผู้ว่าฯแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว

/ ภาพจากแฟ้มภาพ สำนักข่าวไทยฟรีนิวส์ ประจำภูมิภาคตะวันออก