WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 28, 2009

คลิป วิดิโอลิงก์ 'ทักษิณ ชินวัตร' จากหน้าทำเนียบฯ วันที่ 27 มีนาคม 2552

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าว thaienews
27 มีนาคม 2552

ทักษิณ ชินวัตร ระบุชัดเจนผ่านวิดิโอลิงก์ มายังผุ้ชุมนุมชาวเสื้อแดง บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล 27 มีนาคม 2552 ว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญที่อยู่เบื้องหลังการโค่นล้มรัฐบาล เมื่อปี 2549 คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ร่วมด้วย

สามารถรับฟังภาพและเสียงได้ โดยคลิกที่ ลิงก์ตอน1 ตอน2 ตอน3 ตอน4 ตอน 5 ตอน6 ตอน7 ตอน8
(จาก cbnpress.com)


ลิงก์สำหรับดาวโหลด VDO คลิกที่ ลิงก์ VDO
ลิงก์สำหรับดาวโหลด เฉพาะเสียง คลิกที่ ลิงก์เสียง
(จาก thaipeoplevoice.com)


คลิปคุณทักษิณจากยูทิวป์บันทึกโดยtik4u007









Friday, March 27, 2009

เวบลิงก์ ถ่ายทอดสดภาคสนามจากหน้าทำเนียบ ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมงาน thaienews
27 มีนาคม 2552

ทีมถ่ายทำภาคสนามตัวจริง

http://www.newskythailand.com/

นอกจากนี้ ยังสามารถรับฟัง/ชมภาพ ได้จากลิงก์อีกมากมาย อาทิ

http://www.serichon.com/
http://www.badict.2hell.com/
http://users1.nofeehost.com/norporkor/
http://www.fm925cm.com/webpage/index.html
http://uddtoday.ning.com/
http://www.heyha-radio.com/cbox.html
http://www.kaleeyook.com/Fier4.asp
http://www.nokkronghuajuck.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=72
http://www.konthairadio.blogspot.com/
http://siampapercraft.com/udd.html
http://www.khonthais.org/home/catalog.php?idp=8
http://www.kaleeyook.com/Fierx.asp
http://www.thaipeoplevoice.org/
http://www.thaireduk.com/
http://www.norporchorusa.com/
http://www.thairedusa.com/

กำหนดการโฟนอิน ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร มาที่เวทีชุมนุมคนเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบฯ ทั้งภาพและเสียง

- คืนวันที่ 27 มีนาคม 2552 เล่าเรื่องการเมืองเบื้องหลัง 'มือที่มองไม่เห็น' จะพูดคุยชัดๆ ว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ คือใคร ใครเป็นคนนำการเมืองไทยย้อนหลังไป 30 ปี ??

- คืนวันที่ 28 มีนาคม 2552 นายกฯทักษิณ จะพูดคุยกับชาวเสื้อแดงยาวๆ ช่วยหาทางออกสู้ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“พัลลภ”แฉ“สุรยุทธ์”วางแผนล้มรัฐบาลทักษิณเพื่อชาติ

ที่มา คมชัดลึก

คมชัดลึก :“พัลลภ”แฉ“สุรยุทธ์”วางแผนล้มรัฐบาลทักษิณเพื่อชาติ จี้แสดงสปิริต “ลาออก”จากองคมนตรีเพื่อปกป้องสถาบัน จวกยับไม่มีสัจจะรับตำแหน่งนายกฯ ปฏิเสธไม่เคยรับเงินแม้ว อ้างได้แค่รองเท้าคู่เดียว

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงเหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินพาดพิง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังร่วมวางแผนโค่นล้มระบอบทักษิณ เมื่อ 19 ก.ย.2549 ว่า เป็นเรื่องจริง แต่ว่าเขาไม่เคยเชิญผมเข้าร่วมประชุม แต่เจ้าของบ้านที่สุขุมวิทเชิญผมและประชุมร่วมกัน ซึ่งไม่ได้ประชุมแค่ครั้งเดียว แต่มีการประชุมกัน 3-4 ครั้ง ซึ่งมีการพูดคุยปัญหาของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะให้รัฐบาลล้มไปอย่างไร โดยมี 2 แนวทาง คือ ทางด้านรัฐธรรมนูญหรือทางด้านกฎหมาย ถ้าแนวทางแรกไม่สำเร็จก็จะทำรัฐประหาร
การทำรัฐประหารมีการพูดหรือไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจาก พ.ต.ท.ทักษิณ

ไม่ได้มีการพูดถึง เพียงแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ เสนอขึ้นมาว่า การทำครั้งนี้ทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนจะต้องไม่หวังตำแหน่งใดๆ ซึ่งทุกคนศรัทธาในตัวท่าน ทั้งนี้การหารือเป็นลักษณะโต๊ะกลม ซึ่งไม่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.นั่งอยู่ด้วย

ถามว่า พอจะบอกได้หรือไม่ว่าคนที่เป็นแกนนำในการล้มรัฐบาลเป็นใคร

พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า อันนี้ผมบอกไม่ได้ เพราะว่าผมไม่อยากพาดพิงถึงคนอื่น แต่เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ มาพาดพิงถึงผม ผมก็จะพูดถึง พล.อ.สุรยุทธ์ เท่านั้น การประชุม 3-4 ครั้ง ก็จะมีการพูดถึงแนวทางเรื่องการล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ตลอด อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนเสนอในที่ประชุมเองว่า การทำงานครั้งนี้ เราทำเพื่อประเทศชาติ ทุกคนต้องไม่หวังตำแหน่งลาภยศใด ๆ

หลังจากที่ปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไปเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้พูดง่าย ๆ พวกเราผิดหวังมากและผมก็ผิดหวัง ตอนแรกก็ชื่นชม พล.อ.สุรยุทธ์ มากเกี่ยวกับแนวความคิดดังกล่าว พูดง่าย ๆ พล.อ.สุรยุทธ์ เสียสัจจะกลายเป็นคนไม่มีสัจจะและผิดมติในที่ประชุม แต่ท่านอ้างว่าได้ประชุม ได้คุยกัน ซึ่งถือว่าเป็นการผิดมติในที่ประชุม ซึ่งในการพูดคุยในวันนั้นมีประมาณ 7 คน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น หลังจากนั้นผมไม่ได้พูดจากับ พล.อ.สุรยุทธ์ อีกเลย เจอหน้ากันก็ทำเหมือนคนไม่รู้จักทั้งๆ ที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผม และเป็นนายทหารรุ่นน้องสมัยที่ผมเป็น ผบ.ค่ายสฤษดิ์เสนา ส่วน พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้บังคับหมวด

ถามว่า ในการพูดคุยมีการวางแผนอย่างไร

พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า อย่างแรกคือการวางแผนทางด้านกฎหมาย และการทำรัฐประหารว่าจะทำอย่างไร ซึ่งการที่ผมไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านทราบหมดแล้ว แต่ท่านถามผมในลักษณะใช่หรือไม่ใช่ ยกตัวอย่างเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เล่าให้ผมฟังคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับ พล.อ.สุรยุทธ์ มีครั้งหนึ่งที่เชิญ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีต กกต. ไปพบที่บ้าน พล.ต.จำลอง แถวราชวัตร และล็อบบี้ให้ พล.อ.จารุภัทร ถอนตัวออกจาก กกต. เพื่อล้มการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ซึ่ง พล.อ.จารุภัทรรายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับทราบ จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ไปหา พล.อ.สุรยุทธ์ ที่ทำเนียบองคมนตรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ ปฏิเสธ

เรื่องแบบนี้ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต.เคยได้รับเชิญไปที่บ้านสุขุมวิท เพื่อไปพบ พล.อ.สุรยุทธ์ และล็อบบี้ให้ลาออกออกจากตำแหน่งและล้มการเลือกตั้ง ดังนั้น เรื่องนี้ไม่เป็นความลับ พ.ต.ท.ทักษิณ รู้ดีตั้งแต่ต้นว่าจะมีการล้มรัฐบาล เพราะมีแหล่งข่าวที่ติดตามพวกที่เคลื่อนไหวทั้งหมด เพียงแต่มาสอบถามผมว่า เรื่องที่รู้มาจริงหรือไม่ เมื่อตอนที่ผมเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่จีน

ถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณรู้ตลอดเวลาว่าจะถูกปฏิวัติใช่หรือไม่

พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ท่านรู้มาตลอดทุกเรื่อง แม้แต่แผนการปฏิวัติ ซึ่งไม่รู้ว่า ปฏิวัติเมื่อไร แต่ท่านประมาทเพราะไว้ใจคนใกล้ตัวและเพื่อน ตท.10 ที่คุมกำลังอยู่ในกองทัพ

ส่วนการลอบสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มี ซึ่งการรัฐประหารโดยปกติจะต้องล็อกตัวนายกฯ ซึ่งคนละเรื่องกับการลอบสังหาร ขอยืนยันว่า ไม่มีการลอบสังหาร แต่อาจเป็นการเข้าชาร์จหรือ ล็อกตัวนายกฯ

ถามว่า จนถึงขณะนี้ประเทศชาติจะมีทางออกอย่างไร เมื่อมีกลุ่มเสื้อแดงออกมาชุมนุม

ที่ผมตัดสินใจไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ คือเรื่องความวุ่นวายในบ้านเมือง ผมไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากัน เกิดสงครามการเมือง มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้สัมภาษณ์ว่า คนที่จะแก้ไขปัญหาได้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงทำให้ผมอยากพบ พ.ต.ท.ทักษิณ วันนี้เงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไป คือ รัฐบาลตั้งขึ้นมาโดยไม่มีความชอบธรรม เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย เพราะต้องให้เสียงข้างมากเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่นี่เป็นการล็อบบี้กันแบบงูเห่า ผมมองว่า ไม่ถูกต้อง เพราะควรให้เสียงข้างมากตั้งก่อน หากเขาตั้งไม่ได้ ตัวเองจึงจะค่อยตั้ง แต่เป็นการชิงตั้งก่อน

ถามว่า ในฐานะอดีตทหารเก่ามองภาพผู้นำกองทัพตอนนี้อย่างไร

พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ผมเป็นทหารรุ่นพี่ของเขา ผมไม่อยากวิจารณ์ เพราะคนที่เป็นผู้นำเหล่าทัพส่วนใหญ่ก็เป็นลูกศิษย์ผมทั้งนั้น ผมเหมือนกับ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ที่ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ผมยึดถือตรงนี้เพราะผมเคารพท่านมาก ผมคิดว่าทหารจะต้องยืนอยู่เคียงข้างประชาชน คือยึดถือความมั่นคงของประเทศชาติ และความสันติของประชาชนเป็นหลัก

ผมอยากฝากไปถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ว่าเพื่อรักษาสถาบันอันมีเกียรติแห่งนี้ท่านควรจะลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี เพราะองคมนตรีต้องไม่ยุ่งกับการเมือง แต่ท่านเป็นคนที่เข้ามายุ่งกับการเมือง ดังนั้นเพื่อรักษาสถาบันอันสำคัญยิ่งไว้ ผมคิดว่าท่านควรจะต้องลาออกในฐานะที่ผมเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา และรุ่นพี่ ผมไม่มีอะไรกับท่านเลย

บางคนกล่าวหาว่าผมไปรับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ 3,000 – 4,000 ล้านบาท ผมยืนยันได้ว่า ที่ผมไปครั้งนี้ได้รองเท้ากอล์ฟมาเพียงคู่เดียว ผมจะไปซื้อรองเท้ามาเล่นกอล์ฟ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าไม่ต้องออกเงิน ท่านจะออกให้ รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้จ่ายเงินค่าแคดดี้ และค่าที่พักให้เท่านั้น ตกเป็นเงินไทยไม่ถึง 5,000 บาท ผมยืนยันว่าไม่ได้ไปรับเงิน เพราะผมไม่ได้ไปคนเดียว แต่ไปถึง 4 คน และเวลาคุยก็คุยด้วยกันทั้งหมด หากรับเงินจริงวันนี้ซื้อรถเบนซ์แล้ว

ถามว่า ได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่

พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า โทรคุยเมื่อสองวันที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ถามว่าผมสบายดีหรือไม่ ผมก็บอกว่าสบายดี ตอนนี้กำลังเล่นกอล์ฟอยู่ ไม่ได้คุยอะไรกันมาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอโทษที่อ้างชื่อผม

ระวัง!!!ต่างประเทศแฉเบื้องหลังอีกแล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย : ป้าพลอย

เห็นภาพที่ออกมายังสื่อต่างประเทศที่เสื้อแดงออกมาชุมนุมกันเป็นแสน ออกมาต่อต้านลัทธิเผด็จการของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกที่ประชาชนไม่ได้เลือกมา นายก
ที่กระโดดขึ้นมาจากผู้ก่อการร้ายโอบอุ้มปูทางให้ ตอนนี้โฆษณาชวนเชื่อความดีความ
ชอบ นายกหุ่นกระบอกไทยแลนด์แหมมันช่างน่าสรรเสริญดีแท้ วันๆเอาแต่จีบปากจีบคอแสดงละครน้ำเน่าให้คนดูถึงวิธีการกู้เงินธนาคารโลกมารับประทาน หาเงินเองไม่เป็น

วันๆคิดแต่จะให้คนไทยเป็นหนี้ๆๆๆๆ แทนที่จะสอนคนไทยทำมาหากินช่วยเหลือตัวเองนี่อะไรสอนให้ลูกหลานกู้ต่างชาติกินเป็นอาชีพ ประเทศอื่นเขาต่างหาวิธีปลดหนี้ให้ประชาชน แต่ประเทศไทยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์กลับสร้างหนี้ให้ประชาชน สอนให้ประชาชนกู้เขากิน เจริญแน่ประเทศไทย คนรวยมีเงินให้คนจนกู้หนี้ยืมสิน ส่วนคนจน
ต้องแบกภาระใช้หนี้ที่กู้ขนาดพ่อแม่ตายแล้วลูกหลานก็จะต้องใช้หนี้เขาต่อไปไม่มีวัน

สิ้นสุด ทำไมไม่รู้จักหาวิธีสอนให้ประชาชนทำมาหากินพึ่งตัวเอง ทำไมไม่หาลู่ทางที่
จะทำให้ประเทศไม่เป็นหนี้ใคร นายอภิสิทธิ์ ไปเล่าเรียนถึงเมืองนอกเมืองนาน่าจะเอาสิ่ง
ที่ได้เล่าเรียนมาเป็นไอเดียดีๆให้คนไทย ไม่ใช่ไอเดียจีบปากจีบคอป้ายสีให้คนอื่น คิดว่า
ทางมหาวิทยาลัยที่จบมาเขาคงไม่ได้สอนแค่เรื่องนี้ และคงไม่ได้สอนให้แปลภาษาอังกฤษเพี้ยนไปจากหลักสูตรที่พยายามจะเอาคุณ จักรภพ เพ็ญแข เข้าคุกที่ว่าคุณจักรภพ

เขียนหมิ่น ต่างประเทศเขาหัวเราะเหยาะเรื่องนี้มาแล้ว คนมันจะหาเรื่องแค่เฉลี่ยวเพียงผิวหนังมันก็บอกผิดแล้ว ใครก็ตามที่มีนิสัยอันธพาลมันก็จะหาเรื่องฝ่ายตรงกันข้าม
แม้ตัวมันจะผิดขนาดใหนมันบอกของมันถูกต้อง เพราะพวกนี้มีคนถือหางใหญ่คับแผ่น
ดิน ดังจะเห็นจากพันธมิตรที่กร่างไปทั่วประเทศยิ่งใหญ่ไม่มีใครทำอะไรข้าได้เพราะข้ามีคนเข้าข้างจากผิดมาเป็นถูกไม่ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งผิดกับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ว่าจะทำอะไร

ผิดกฎหมายหมดจ้องแต่จะจับเขาเข้าคุก ประชาชนต่างสั่นศรีษะกับการเอนเอียงของระบบอยุติธรรม ระบบหน้าด้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในประเทศไทย เวลานี้ประเทศไทยถูกคำสาป เราจะแก้ไขอย่างไรกับการที่ประชาชนถูกมนต์ดำครอบงำ ถูกอิทธพลของเงิน
เข้าครอบงำ เงินถูกแจกจ่ายจ้างวานผู้คนไปทั่วประเทศไทยให้เข้ามาเป็นสาวกของตน
อำนาจเงินที่ประเคนให้คนไทยที่เห็นแก่เงินเพียงอย่างเดียวประเทศชาติจะฉิบหาย
อย่างไรไม่สนเพราะไม่มีข้อมูลที่แท้จริงให้ คนหลงผิดเข้าไปเป็นสาวกเป็นจำนวนมาก

กว่าจะรู้ตัวประเทศก็ฉิบหายไปแล้ว พันธมิตรเสื้อเหลืองของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำ
ประเทศไทยเสียหายอย่างมหาศาลต่างประเทศได้ประเมินหลายหมื่นล้านบาท และค่าใช้จ่ายในระหว่างก่อม๊อบนานกว่า 6 เดือนแต่ละวันค่าใช้จ่ายอย่างน้อยไม่ต่ำว่าล้านบาทต่อวันแล้วหัวหน้าม๊อบเอาเงินมาจากใหน? ทั้งที่หัวหน้าม๊อบเป็นบุคคลล้มละลาย
นี่คือเรื่องที่ต่างประเทศต้องขุดคุ้ยขึ้นมาวิจารณ์กันรอบนี้อีก การไล่บี้นายก ทักษิณ นี่

ก็มีงบพิเศษเฉพาะมันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังซับซ้อนเหมือนเช่นกลุ่มมาเฟียในต่างประเทศ
ที่ทำงานกันเป็นก้อนเป็นกลุ่มโดยที่หัวหน้ามาเฟียคือคนสำคัญของประเทศเป็นผู้ดำเนินการสั่งงาน ในประเทศอิตาลี่ และประเทศรัชเซีย หัวหน้ามาเฟียเป็นคนในรัฐบาลทั้งสิ้น ฉะนั้นมันไม่ต้องสงสัยเลยว่าประเทศไทยมาเฟียไทยจะไม่ใช่ตัวใหญ่ๆบง
การ เราจึงได้เห็นความลำเอียงกันชัดๆนี่แหละ
ป้าพลอย

ประกาศด่วน จากโรงครัว 27 มีนาคม 2552

ที่มา thaifreenews

โดย : Palrak

จะชนะในศึกครั้งนี้ได้ จะต้องทำให้รัฐบาลสิ้นสภาพในการปกครอง หรือ Non-function

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
27 มีนาคม 2552

จะชนะในศึกครั้งนี้ได้ จะต้องทำให้รัฐบาลสิ้นสภาพในการปกครอง หรือ Non-function

มีหลายคนตั้งคำถามที่ยังไม่มีใครกล้าตอบว่า การประท้วงของคนเสื้อแดง จะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ล้มได้อย่างไร พวกเราจะอยู่กันกี่วัน จะต้องแตกหัก เหมือนกับพันธมิตรหรือไม่ หรือจะเหมือนเดิมอีก คือประท้วงสองสามวัน แล้วก็ยุติเพื่อกลับไปรวมกำลังใหม่

คำถามนี้แกนนำหลายคน หรือคนที่ประเมินสถานการณ์ออก ดูจะไม่กล้าตอบเหมือนกัน

เพราะดูเหมือนว่า ทุกคนจะรู้อยู่แก่ใจว่า "ม็อบไม่มีทางล้มรัฐบาลได้ " ไม่ว่าม็อบใดๆ ก็ตาม

เพราะหากม็อบยึดทำเนียบ หรือแม้แต่ยึดกรุงเทพฯได้ รัฐบาลก็จะย้ายไปที่อื่น เช่น สงขลา บ้าน พล.อ.เปรม เป็นต้น สภาพทางกฎหมายก็ยังคงมีอยู่ที่จริง

ม็อบเป็นกลไกเบื้องต้นในการล้มรัฐบาล แต่ไม่ใช่กลไก "สุดท้ายในการประหาร"

ต้องมีกลไกอื่นไปจัดการรัฐบาลอีกที โดยใช้เงื่อนไขม็อบ เพื่ออ้างความชอบธรรม เช่น การทำรัฐประหาร การถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล การถูกกดดันโดยอำนาจแฝงที่ยิ่งใหญ่ในสังคม

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม หรือ พฤษภาทมิฬ รัฐบาลล้ม เพราะมีอำนาจอื่นที่เข้าไป "บีบในขึ้นตอนสุดท้าย" ที่สามารถประหารรัฐบาลได้

แต่ต่อสู้ครั้งนี้ กองทัพ อำนาจแฝงอื่นๆ ไม่ได้อยู่ข้างคนเสื้อแดง ทำให้การตั้งเป้าหมายว่า จะล้มรัฐบาลนั้น เป็นเรื่องยาก

ผมเห็นมีอยู่สิ่งเดียวที่จะล้มรัฐบาลได้ คือ "การชนะการเลือกตั้ง"

แต่อย่างไรก็ตาม หากคิดกันให้ลึกจริงๆ แล้ว ประชาชนยังมีอำนาจที่จะล้มระบบอำมาตย์ไปได้ โดยการใช้กลไกทางสังคม ไม่ให้รัฐบาลของ "อำมาตย์" ทำงานได้ เช่น การพร้อมใจกันไม่จ่ายภาษี การไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลในนโยบายต่างๆ เป็นต้น

การทำให้รัฐบาล " สิ้นสภาพการปกครอง" โดยประชาชน By Pass รัฐบาลไป ย่อมทำให้อำนาจรัฐสูญสิ้นไปด้วย หากคนเสื้อแดงรณรงค์ Sanction รัฐบาล ยกเลิกการจ่ายภาษี หรือทำอย่างอื่นที่ทำให้ "รัฐบาลไทย" สิ้นสภาพในการปกครอง แต่ไม่ใช่ การใช้กำลังเข้ายึด (เพราะเราไม่มีกำลัง) เช่น

- คนที่ถูกเกณฑ์ทหาร พร้อมใจกันไม่ไปเกณฑ์
- ไม่จ่ายภาษีฯลฯ

ผมว่ามาตรการเหล่านี้ จะนำไปสู่การสิ้นประสิทธิภาพของรัฐอำมาตย์ในที่สุดครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังสนับสนุนให้มีการชุมนุมใหญ่อยู่ แต่ต้องไม่คาดหวังว่า การชุมนุมใหญ่จะนำไปสู่จุดแตกหัก เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นการกดดัน และสร้างการเรียนรู้กับฝ่ายเรา เพราะในที่สุดแล้ว "ปัญหาเศรษฐกิจ" ที่ไตรมาสหนึ่งคิดว่า จะติดลบไม่น้อยกว่า 5% แย่กว่าไตรมาส 4 ปีที่แล้ว และคนว่างงานจะมีเป็นล้านคน ทำให้รัฐบาลนี้ ถึงอย่างไรก็อยู่ไม่ได้ และหากลากไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ พวกเขาจะพังมากกว่านี้

สังคมไทย คงอยู่ในสภาพความขัดแย้งนี้ไปไม่ได้ตลอดแน่นอน ต้องมีการยุติความขัดแย้งที่ลงลึกเกินกว่าที่ฝ่ายใดจะเอาชนะได้โดยราบคาบนี้

และหากลากต่อไป สถาบันต่างๆ จะเสื่อมทรุด จนยากที่จะฉุดรั้งขึ้นมาได้ ณ วันนี้ สถาบันองคมนตรี โดยเฉพาะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ได้สิ้นสภาพความนับถือจากคนจำนวนมากไปแล้ว อยู่ในตำแหน่งไปก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด

และยิ่งลากต่อไป ความเสื่อมจะลามไป หยุดไม่ได้มากขึ้น มันเป็นไปไม่ได้ ที่จะดึงสังคมไปสู่จุดเหมือนก่อนปี 2549

ยิ่งพยายามดึง มันก็ยิ่งไปไกลจากจุดนั้นมากยิ่งขึ้น

ลากต่อไป "กฎหมายหมิ่นฯ" จะต้องใช้ จนท้ายที่สุด คนก็จะต่อต้านกฎหมายนี้รุนแรงยิ่งขึ้น

ภาพกองพันทหารช่างจากค่าย 'ความจริงวันนี้'

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ mon Dieu
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
27 มีนาคม 2552

ช่วยกันลงแรงอย่างขมีขมัน

เพื่อความสะดวกในการเดินทางของพลพรรคเสื้อแดง

สะพานนี้เป็น 'สะพานรวมใจของคนเสื้อแดง' โดยแท้



กำหนดการโฟนอิน ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร มาที่เวทีชุมนุมคนเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบฯ ทั้งภาพและเสียง

- คืนวันที่ 27 มีนาคม 2552 เล่าเรื่องการเมืองเบื้องหลัง 'มือที่มองไม่เห็น' จะพูดคุยชัดๆ ว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ คือใคร ใครเป็นคนนำการเมืองไทยย้อนหลังไป 30 ปี ??

- คืนวันที่ 28 มีนาคม 2552 นายกฯทักษิณ จะโฟนอินเข้ามาที่ทำเนียบ เพื่อพูดคุยช่วยชาวเสื้อแดง หาทางออกสู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในขณะนี้

คลิกฟังโฟนอิน จาก นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร วันที่ 26 มีนาคม 2552 ได้ที่ ลิงก์

BBC:เสื้อแดงยาตราทัพขับไล่อภิสิทธิ์

ที่มา Thai E-News


"เราต้องการให้รัฐบาลออกไปเท่านั้น ไม่มีทางอื่น เพราะรัฐบาลนี้หนุนหลังโดยทหาร ในเมื่อรัฐบาลหนุนหลังโดยทหาร แล้วประชาธิปไตยจะสามารถเดินหน้าได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้"สมิง แซ่หลิน ผู้ประท้วงคนหนึ่งกล่าวกับBBC


ที่มา สำนักข่าวBBC และสำนักข่าวCNN
27 มีนาคม 2552

*ชมคลิปภาพข่าวของBBC คลิ้กที่นี่

กลุ่มต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากเดินขบวนไปล้อมทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย

กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล และสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ โดยกล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจโดยขาดความชอบธรรมในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

การจัดประท้วงครั้งนี้นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดนับจากการยุติการชุมนุมหนก่อนในปลายเดือนกุมภาพันธ์

ทักษิณถูกโค้นลงจากตำแหน่งโดยกองทัพเมื่อปี2549 และลี้ภัยในต่างประเทศในเวลานี้

กำลังตำรวจและทหารมากกว่า10,000นายตั้งกำลังควบคุมการชุมนุม ทั้งนี้จากการเปิดเผยของนายพลตำรวจวรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ออกไป!

ผู้ประท้วงซึ่งสวมใส่เสื้อแดงจากแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ(นปช.)กล่าวว่ารัฐบาลปัจจุบันเป็นหุ่นเชิดของกองทัพ

ผู้ประท้วงซึ่งคาดว่ามีจำนวนขั้นต่ำ20,000คนได้พากันยกรถเครนที่ตำรวจนำมากีดขวางถนนที่จะเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล

เสียงตะโกน"ออกไป!ออกไป!"ดังอยู่เป็นระยะ ขณะที่ผู้ประท้วงรับฟังการปราศัยจากผู้นำการประท้วงกล่าวปราศรัย

"วันนี้เรามีเพียงจุดมุ่งหมายเดียว คือการขับไล่รัฐบาลนี้"จตุพร พรมพันธุ์ ผู้นำการชุมนุมประท้วงกล่าว

"เราต้องการให้รัฐบาลออกไปเท่านั้น ไม่มีทางอื่น เพราะรัฐบาลนี้หนุนหลังโดยทหาร"สมิง แซ่หลิน ผู้ประท้วงคนหนึ่งกล่าว

"ในเมื่อรัฐบาลหนุนหลังโดยทหาร แล้วประชาธิปไตยจะสามารถเดินหน้าได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้"

ผู้ประท้วงยังได้กล่าววิจารณ์การแจกเช็คมูลค่า2,000บาท(หรือราว56ดอลลาร์สหรัฐ)ด้วยว่า ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง และยังไม่ได้ไปถึงผู้ยากจนที่สุดในประเทศ

ทั้งนี้การแจกเช็ค2,000บาทงวดแรกมีขึ้นก่อนหน้าการเริ่มประท้วงรัฐบาลไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งอภิสิทธิ?ยืนยันว่าเป็น"เช็คช่วยชาติ"เป็นหนทางที่ไวที่สุดในการนำเงินไปหมุนเวียนแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ไทยกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนับแต่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี2540เมื่อภาคการส่งออกได้รับผลกระทบรุนแรงจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

การเมืองอัมพาต

การเมืองของไทยเข้าสู่วิกฤตนับจากการรัฐประหารโค่นล้มทักษิณในปี2549เป็นต้นมา ศาลตัดสินจำคุกเขา2ปีฐานคอรัปชั่นในคดีเกี่ยวกับภรรยาของเขาประมูลซื้อที่ดินของรัฐ และตอนนี้เขาต้องลี้ภัยในต่างประเทศ

หลังรัฐประหาร ประเทศไทยอยู่ใต้การปกครองของทหารกว่า1ปี แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยกลุ่มพรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล

แต่รัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณก็ต้องกลายเป็นอัมพาตเมื่อเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากผู้ประท้วงจำนวนมากที่เป็นฝ่ายต่อต้านทักษิณ โดยกลุ่มนี้เป็นผู้ประท้วงใส่เสื้อเหลือง

การประท้วงของพวกเสื้อเหลืองประสบผลสำเร็จในเดือนธันวาคมปีกลาย เมื่อศาลตัดสินยุบพรรคการเมืองที่น้องเขยของทักษิณเป็นผู้นำรัฐบาล

จากนั้นรัฐสภาได้เลือกให้อภิสิทธิ์ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน

CNNเสียดสีสื่อไทยเสื้อแดงอาจปักหลัก1ปีหากสื่ออยากให้เป็นเช่นนั้น



สำนักข่าวCNNอ้างรายงานจากตำรวจว่าผู้ชุมนุมประมาณ20,000คนได้ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่รัฐบาลพ้นตำแหน่ง นายจตุพร พรมพันธุ์ ผู้นำการประท้วงกล่าวกับสื่อของไทยว่า ผู้ชุมนุมเสื้อแดงสามารถปักหลักการชุมนุมได้อย่างน้อยหนึ่งเดือน หรืออยู่ยาวเป็นปีก็ได้ หากเป็นความประสงค์ของผู้สื่อข่าว


รอยเตอร์เสนอภาพข่าวผู้ประท้วงเสื้อแดงชูป้าย"อภิสิทธิ์ ออกไป!"

ใจ อึ๊งภากรณ์:ผมสู้คดี ไม่หนี

ที่มา Thai E-News

โดย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์
27 มีนาคม 2552

ข้อกล่าวหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคำโต้ตอบของ ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์


ขอประกาศให้สังคมทราบว่าผมไม่ได้หนีคดี ผมมาอยู่ที่อังกฤษเพื่อมีสิทธิเสรีภาพที่จะโต้ตอบข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา และเปิดเผย ซึ่งผมทำไม่ได้ในประเทศไทย เนื่องจากไทยไม่มีประชาธิปไตยและความยุติธรรม


ผมท้าให้ทางฝ่ายรัฐบาลไทย ทหาร หรือศาล อธิบายเหตุผลว่าทำไมคำโต้ตอบคดีของผมข้างล่างนี้ “ฟังไม่ขึ้น” และทำไมต้องดำเนินคดีกับผมต่อไป และออกหมายจับ

ผมท้าให้สื่อกระแสหลักในไทยพิมพ์ข้อโต้ตอบของผมทั้งหมดและความเห็นของศาลและรัฐบาล เพื่อ “พิสูจน์” ว่ามีความโปร่งใสในสังคม เพราะถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นก็เท่ากับเป็นยืนยันว่าไทยขาดระบบยุติธรรม

หนังสือวิชาการ A Coup for the Rich เป็นหนังสือที่วิจารณ์การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยที่ผมเสนอว่ารัฐประหารขาดความชอบธรรม และเป็นการทำลายประชาธิปไตย โดยกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มในสังคมไทยที่ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์ แต่กลุ่มเหล่านี้ที่นำโดยทหาร คมช. ซึ่งยึดอำนาจ ได้ลากสถาบันกษัตริย์ ซึ่งควรจะอยู่เหนือการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง

เพราะทหารเผด็จการอ้างความชอบธรรมจากสถาบันนี้มาอย่างต่อเนื่อง การกระทำของทหารในครั้งนั้น และการดำเนินคดีหมิ่นเดชานุภาพฯ กับผู้ที่คัดค้านรัฐประหาร โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และทหารบางส่วน ได้สร้างภาพว่าสถาบันกษัตริย์ริเริ่ม หนุนหลัง และเป็นพลังสำคัญในการทำลายประชาธิปไตย ภาพนี้อาจไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด แต่ก็ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจกับปวงชนชาวไทยจำนวนมาก และได้นำสถาบันกษัตริย์เข้าสู่วิกฤตทางการเมืองอันใหญ่หลวง

อย่างไรก็ตาม กษัตริย์ไม่ได้วิจารณ์ทหารผู้ทำรัฐประหารแต่อย่างใด และไม่เคยออกมาปกป้องประชาธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญ และ(เซ็นเซอร์)ได้ออกมาเลือกข้างสนับสนุนพันธมิตรอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักประชาธิปไตยสากล ทั้งหมดนี้นำไปสู่กระแสที่เรียกร้องให้กษัตริย์แยกตัวออกจากการเมือง หรือให้ประเทศไทยเป็น(เซ็นเซอร์)

หนังสือวิชาการ A Coup for the Rich พยายามที่จะอธิบายว่าทำไม ความจริงซับซ้อนกว่า และไม่ตรงกับภาพเท็จว่าสถาบัน(เซ็นเซอร์)ริเริ่ม หนุนหลัง และเป็นพลังสำคัญในการทำลายประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่พระมหากษัตริย์ลงพระบรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเผด็จการ ส่งผู้แทนไปเปิดรัฐสภาที่ทหารแต่งตั้ง และกล่าวคำชมนายกรัฐมนตรี ประเด็นสำคัญคือทหารและฝ่ายเผด็จการ ไม่ได้ให้ทางเลือกอื่นต่อสถาบันกษัตริย์ หรือเป็นไปได้ว่า(เซ็นเซอร์)ยินดีที่จะเลือกทำ ซึ่งการกระทำนี้ได้สร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมไทย ตรงนี้ทำให้เราเห็นว่าการมีสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย ในรูปแบบนี้ ไม่ได้ปกป้องเสถียรภาพของสังคมและความสงบของชีวิตพลเมืองแต่อย่างใด

ในการถกเถียงกับนักวิชาการกระแสหลักที่เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์มีอำนาจสูงและ“หนุนหลัง”รัฐประหาร เราต้องเริ่มจากการยอมรับภาพที่ออกมา เช่นการลงพระบรมาภิไธย และการไม่ตักเตือนผู้ทำรัฐประหาร แล้วค่อยๆ อธิบายต่อไปว่าภาพดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ากษัตริย์มีอำนาจและเสรีภาพเต็มที่ นี่คือสิ่งที่ผมอธิบายในหนังสือเล่มนี้ทั้งเล่ม ถ้าจะเข้าใจ ต้องอ่านเนื้อหาทั้งเล่ม ไม่ใช่หยิบยกบางท่อนมาตามลำพังในลักษณะแยกส่วน อย่างที่ตำรวจเสนอ

การกล่าวหาผมว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

ผมปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง


ขอตอบข้อกล่าวหา จากแต่ละท่อนในหนังสือ A Coup for the Rich ที่รัฐบาลอ้างว่าหมิ่นกษัตริย์

ผมเขียนว่า...

1. “กลุ่มพลังหลักที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร 19 กันยา ประกอบไปด้วย กลุ่มที่ไม่พอใจกับประชาธิปไตยในกองทัพและหมู่ข้าราชการชั้นสูง นักธุรกิจที่โกรธทักษิณ และปัญญาชนกับนักการเมืองเสรีนิยม การทำรัฐประหารได้รับความเห็นชอบจาก(เซ็นเซอร์)ด้วย กลุ่มพลังที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหารมีจุดร่วมในการดูถูกและเกลียดชังคนจน สำหรับเขา การมีประชาธิปไตย “มากไป” ให้อำนาจ“มากเกินไป”กับคนจนที่ลงคะแนนเสียง และส่งเสริมให้รัฐบาลใช้เงินอย่างไม่ระมัดระวังในการให้สวัสดิการ สำหรับคนเหล่านี้ประเทศไทยแบ่งแยกระหว่าง “ชนชั้นกลางที่มีจิตสำนึกประชาธิปไตย” และ “คนจนในชนบทและเมืองที่โง่และขาดความรู้” แต่ความจริงตรงกันข้าม คนจนเข้าใจและสนับสนุนประชาธิปไตย ในขณะที่คนที่ใครๆ เรียกว่าเป็นคนชั้นกลางใช้ทุกวิถีทางที่จะปกป้องอภิสิทธิ์”

เป็นความจริง และเป็นข้อมูลสาธารณะที่รับรู้ทั่วไปในสังคมไทยอย่างเปิดเผย ไม่มีการใช้ข่าวลือและไม่ได้นินทาใคร ย่อหน้านี้พยายามริเริ่มการแยกกลุ่มพลังที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ออกจากสถาบัน(เซ็นเซอร์)ที่เพียงแต่มีภาพว่า “เห็นชอบ” กับการกระทำของทหารที่ทำลายประชาธิปไตย เนื่องจากมีการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเผด็จการ

2. “คณะทหารอ้างว่าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี “พลเรือน” นักวิจารณ์ในสังคมวิ่งไปชื่นชมพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ โดยเสนอว่าเขาเป็น “คนดีที่มีศีลธรรม” ในความเป็นจริง สุรยุทธ เมื่อรับราชการทหารในปี ๒๕๓๕ มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นองเลือดที่ทหารกระทำต่อผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ไร้อาวุธ[1] เพราะได้นำกองกำลังทหาร 16 คนบุกเข้าไปในโรงแรมรัตนโกสินทร์ ในขณะนั้นโรงแรมถูกใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม และทหารของสุรยุทธได้ตีและเตะประชาชน ภาพข่าวจากช่องโทรทัศน์ BBC และ CNN แสดงให้เห็นว่าทหารเดินบนร่างประชาชนที่ถูกสั่งให้นอนลงกับพื้น [2] สามเดือนหลังจากรัฐประหาร 19 กันยาในหลวงได้ชมนายกสุรยุทธในคำปราศรัยเนื่องในวันเฉลิมฯ”

ข้อความในย่อหน้านี้ล้วนแต่เป็นความจริงที่ปรากฏในข่าว และมีหลักฐานรองรับทั้งสิ้น ถ้าการพูดความจริงเป็นการหมิ่นใคร สังคมย่อมเป็นสังคมแห่งการโกหก

3. “สมาชิกสภาที่แต่งตั้งโดยทหารหลังรัฐประหาร ได้รับเงินเดือนและเงินค่าต่างๆ 140,000บาท ในขณะที่กรรมกรส่วนใหญ่รับค่าจ้างขั้นต่ำเพียงเดือนละ 5000 บาท และเกษตรกรจำนวนมาได้น้อยกว่านี้ พวกส.ส.เหล่านี้ได้เงินเดือนจากที่อื่นอีกด้วย รัฐบาลอ้างว่าใช้เศรษฐกิจพอเพียงของกษัตริย์ และพูดว่าเราต้องไม่โลภมาก ดูเหมือนทุกคนต้องพึงพอใจกับระดับพอเพียงของตนเอง เราอาจคิดไปว่า จอร์ช ออร์เวล คงจะเสนอว่า “บางคนพอเพียงมากกว่าผู้อื่น” สำหรับพระราชวัง ความพอเพียงหมายถึงการมีหลายๆ วัง และบริษัททุนนิยมขนาดใหญ่เช่นธนาคารไทยพาณิชย์ สำหรับทหารเผด็จการความพอเพียงหมายถึงเงินเดือนสูง และสำหรับเกษตรกรยากจนหมายถึงการเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบากโดยไม่มีการลงทุนในระบบเกษตรสมัยใหม่ รัฐมนตรีคลังเสนอว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือการ “ไม่มากไปหรือน้อยไป” คือให้พอดีนั้นเอง เราคงไม่แปลกใจที่ พอล์ แฮนลี่ เสนอว่าเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ทฤษฏีเศรษฐกิจจริง[3] นอกจากนี้ คมช. ได้ยุบศูนย์ลดความยากจนของรัฐบาลทักษิณ และย้ายไปภายใต้ กรอมน.เพื่อเป็นศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง[4]”

ย่อหน้านี้เป็นรายงานความจริงที่ทุกคนในสังคมรับทราบ และเป็นการวิจารณ์นโยบายสองมาตรฐานของรัฐบาล คมช. และชี้ให้เห็นถึงท่าทีต่อคนจน นอกจากนี้เป็นการอธิบายเกริ่นนำเรื่องปัญหาของเศรษฐกิจพอเพียง การวิจารณ์และทำความเข้าใจกับนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ เป็นภาระหน้าที่ปกติของนักวิชาการที่สอนเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่างผม และกษัตริย์ได้เคยอธิบายว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่เป็นการปรับตัวของประชาชนให้เหมาะสมกับสถานภาพของแต่ละคน ที่แตกต่างกัน

4. “เราไม่ควรรีบสรุปว่าเครือข่ายทหาร-พลเรือนที่ต้านทักษิณเป็นเครือข่ายภายใต้อำนาจของกษัตริย์ ทั้งๆ ที่อาจมีสายสัมพันธ์กับพระราชวังบ้าง แต่ พอลล์ แฮนลี่ เสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจมากที่สุดในสังคมและต้องการย้อนกลับไปสู่กษัตริย์ธรรมราชาแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์[5] แฮนลี่ เสนออีกว่าทักษิณกำลังท้าทายกษัตริย์เพื่อหวังเป็นประธานาธิบดี แต่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่สนับสนุนข้อเสนอเหล่านี้ แท้จริงแล้วในหนังสือของแฮนลี่กลับมีข้อมูลมากมายที่เสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจจำกัด อย่างไรก็ตามความเชื่อของแฮนลี่ว่ารัฐประหาร 19 กันยา เป็น “รัฐประหารของพระราชวัง” สะท้อนความเชื่อของคนจำนวนมากในสังคมไทย”

ย่อหน้านี้เป็นการพยายามถกเถียงกับจุดยืนของนักวิชาการกระแสหลักที่เชื่อว่ากษัตริย์ไทยมีอำนาจมากกว่าคนอื่นในสังคม และเป็นการเถียงกับผู้ที่มองว่ารัฐประหารและวิกฤตการเมือง มาจากความขัดแย้งระหว่างพระราชวังกับทักษิณ เป็นข้อเสนอที่มาจากการพิจารณาข้อมูลความจริง และเป็นข้อเสนอที่มองว่ากษัตริย์ไทยไม่ใช่กษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ดังนั้นการกล่าวหาผมว่าย่อหน้านี้หมิ่นกษัตริย์จึงเป็นความพยายามที่จะเสนอว่ามุมมอง พอล์ แฮนลี่ ถูกต้องและเราอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

5. “สถาบันกษัตริย์ในรอบ150 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ว่ามีความสามารถอย่างน่าทึ่งในการปรับตัวกับทุกสถานการณ์ และสามารถทำแนวร่วมกับกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหารหรือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ประมุขอาจวิจารณ์รัฐบาลทักษิณบ้างอย่างอ่อนโยน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นธนาคารหลวง จะไม่หาทุนมาเพื่อให้ Temasek ซื้อ Shin Corporation ของทักษิณ[6] นอกจากนี้เราไม่ควรมั่นใจเชื่อว่าทักษิณ หรือ ไทยรักไทย ต้านระบอบกษัตริย์แต่อย่างใด ในรอบ 300 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นนายทุนในหลายประเทศ ได้เรียนรู้ว่าสถาบันกษัตริย์อนุรักษ์นิยม ช่วยปกป้องสภาพความเป็นอยู่ของสังคมภายใต้ระบบทุนนิยม และผลประโยชน์ทางชนชั้นของชนชั้นนายทุนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือกษัตริย์ไทยสบายใจกับเผด็จการทหารมากกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง นั้นช่วยอธิบายว่าทำไมประมุขสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา”

ภาระของสถาบันกษัตริย์ที่ครองราชย์มายาวนาน คือการปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการปกครองที่หลากหลายที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย การเสนอสิ่งนี้เป็นการหมิ่นได้อย่างไร ผมอธิบายต่อไปเพื่อโต้ตอบคนที่เชื่อว่าความขัดแย้งหลักเป็นความขัดแย้งระหว่างทักษิณกับวัง โดยชี้ให้เห็นข้อมูลความจริงที่สาธารณชนรับทราบอยู่แล้วว่าธนาคารไทยพาณิชย์มีส่วนในการขายหุ้น Shin Corporation ซึ่งไม่ได้หมายความว่ากษัตริย์ขัดแย้งหรือเห็นชอบกับทักษิณแต่อย่างใด

ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา กษัตริย์ไทยอยู่กับรัฐบาลทหารหลายปี โดยที่ไม่เคยออกมาคัดค้านหรือวิจารณ์รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเป็นที่ยอมรับโดยนักประวัติศาสตร์ว่ากษัตริย์เคยใกล้ชิดกับจอมพลสฤษดิ์ ในอดีต แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่ากษัตริย์คัดค้านประชาธิปไตยในทุกยุคทุกสมัย

ทั้งหมดไม่ใช่การหมิ่นกษัตริย์แต่เป็นการเสนอความจริงในลักษณะมุมมองวิชาการ

6. “ในเดือนเมษายน ๒๕๔๙ ในหลวงเสนอว่า “ขอยืนยันว่ามาตรา 7 ไม่ได้หมายถึง มอบให้พระมหากษัตริย์ มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่ มาตรา 7 พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่า ให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำเขาก็จะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยขอ ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย” [7] แต่พอถึงกันยายน หรืออย่างแน่นอนในเดือนธันวาคม ในหลวงสนับสนุนรัฐประหารอย่างเปิดเผย”

ย่อหน้านี้เป็นการเสนอความจริงที่สาธารณชนรับรู้ ไม่มีใครถกเถียงว่าไม่จริง ดังนั้นผู้ที่กล่าวหาผมว่าหมิ่นเบื้องสูงกำลังเสนอว่าการพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิดในสังคมไทย เรามาโกหกกันดีกว่า ยิ่งกว่านั้นย่อหน้านี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากของการทำงานของประมุข และเป็นสิ่งที่อาจนำมาตั้งคำถามกับข้ออ้างของทหาร คมช. ว่าทำ “รัฐประหารหลวง”

7. “ดังนั้นคำถามสำคัญเกี่ยวกับรัฐประหาร 19 กันยา คือ ประมุขไทยพยายามปกป้องระบบประชาธิปไตยจากการทำรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญหรือไม่? ประมุขไทยถูกบังคับ? หรือเต็มใจ? ในการสนับสนุนคณะทหารที่ทำรัฐประหาร? หรือประมุขวางแผนทำรัฐประหารเองตามที่หลายคนเชื่อ? คำถามนี้สำคัญ เพราะคณะทหารที่ทำการรัฐประหารและทำลายประชาธิปไตยได้อ้างอิงความชอบธรรมจากประมุขตลอด เช่นการเปิดภาพประมุขในจอโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องในวันแรก การผูกโบสีเหลืองบนปืนและเครื่องแบบ และการเชิญผู้แทนของประมุขไปเปิดสภาเผด็จการที่ทหารแต่งตั้งเป็นต้น ต่อมาในวันเฉลิมฯ กษัตริย์ได้ออกมาชมนายกรัฐมนตรีทหาร เราควรได้รับข้อมูลและความจริง เพื่อความโป่รงใสและเพื่อให้ประชาสังคมได้ตรวจสอบทุกองค์กรและสถาบันสำคัญๆ ในสังคม อย่าลืมว่าองค์กรหรือสถาบันใดที่ปฏิเสธการยอมสร้างความโป่รงใส ย่อมมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ต้องการปกปิดจากการตรวจสอบเสมอ”

ย่อหน้านี้เป็นการสรุปประเด็นคำถามต่อภาพที่ทหารสร้าง ที่อ้างว่าสถาบันกษัตริย์ริเริ่ม หนุนหลัง และเป็นพลังสำคัญในการทำลายประชาธิปไตย ย่อหน้านี้ท้าทายความชอบธรรมของรัฐประหาร และถ้าสร้างความไม่พอใจกับทหารบางกลุ่มหรือรัฐบาล ก็เพราะเป็นการโจมตีเขา ไม่ใช่การโจมตีหรือหมิ่นกษัตริย์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามย่อหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าการเป็นประมุขในระบบประชาธิปไตยมีหน้าที่ด้วย และตั้งคำถามว่ากษัตริย์ไทยทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ การตั้งคำถามแบบนี้อันตรายสำหรับพวกเผด็จการ แต่เป็นคำถามที่จำเป็นสำหรับการปกป้องประชาธิปไตย

8. “ในช่วงแรกของการขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่ ๙ มีอายุอ่อนและไม่ได้เตรียมตัวที่จะเป็นกษัตริย์ การขึ้นมาเป็นกษัตริย์มาจากอุบัติเหตุที่เกิดกับพี่ชาย ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลไทยสมัยนั้น โดยเฉพาะรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นรัฐบาลที่ต่อต้านระบบกษัตริย์ ดังนั้นการทำหน้าที่ในการเป็นประมุขของรัชกาลที่ ๙ ในช่วงแรกๆ ย่อมยากลำบาก สภาพเช่นนี้สามารถช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมประมุขไทยแสดงความเชื่อมั่นและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ์ ที่เริ่มเชิดชู โปรโมต และเคารพสถาบันกษัตริย์[8] แต่เวลาผ่านไปหลายปี ฐานะและประสบการณ์ของประมุขได้เปลี่ยนไป มีประสบการณ์ทางการเมืองมากมาย มากกว่านักการเมืองทุกคน เพราะดำรงตำแหน่งมานานกว่าทุกคน คำถามสำคัญสำหรับวันนี้คือ ในเมื่อประมุขเคยตักเตือนรัฐบาลทักษิณเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามยาเสพติด[9] ทำไมไม่ตักเตือนทหารที่ก่อรัฐประหาร และละเมิดสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยทั้งหมดไม่ได้?”

ประเด็นหลักของย่อหน้านี้คือการตั้งคำถามว่าทำไมไม่มีการตักเตือนทหารที่ทำลายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นคำถามที่พลเมืองไทยยังรอคำตอบอยู่

00000000

อ้างอิง


[1] Kevin Hewison (2006) “General Surayud Chulanon: a man and his contradictions”. Carolina Asia Center, University of North Carolina at Chapel Hill.
[2] สุรยุทธ สารภาพ Thai Post 22 June 2000.
[3] Paul Handley (2006) The King Never Smiles. Yale University Press, page 415.
[4] Bangkok Post 4 January 2007.
[5] อ้างอิงหนังสือของ Paul Handley (The King Never Smiles)
[6] Bangkok Post 24/01/06.
[7] นสพ มติชน ๒๖เมษายน ๔๙ - มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ระบุว่าในวิกฤตประมุขสามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่ถึงแม้ว่านั้นคือข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ในปี ๒๕๔๙ แต่มีการถกเถียงกันว่ายุคหลังการเลือกตั้งเมษายนปี ๒๕๔๙ เป็นเวลาที่เหมาะสมกับการใช้มาตรา 7 หรือไม่
[8] Thak Chaloemtiarana (1979) Thailand: the politics of despotic paternalism. Social Science Association of Thailand and Thai Khadi Institute, Thammasat University. P. 309. หนังสือ อาจารย์ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ”
[9] ในเดือนธันวาคม 2546 ในหลวงเสนอให้รัฐบาลตรวจสอบคดีฆาตกรรมวิสามัญ 2,245 รายในสงครามยาเสพติด

การพังทะลายของกำแพงวิปโยคอำมาตยาธิปไตย Fall of the Bureaucratic Wall

ที่มา thaifreenews

โดย : Palrak



มหาประชาชน ทะลายกำแพงวิปโยคอำมาตยาธิปไตย Fall of the Bureaucratic Wall ยิ่งใหญ่เทียบการพังทะลายของกำแพงเบอร์ลิน เป็นสัญลักษณ์ การล่มสลายของระบบอำมาตย์ในไทย

วันนี้ (27 มีนาคม) บรรณาธิการสำนักข่าวกลุ่มสื่อประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน นามปากกา แมวอ้วนอ้วน วิเคราะห์การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของมหาประชาชนนับแสนคน ทะลายกำแพง ณ ทำเนียบรัฐบาล ลงในเว็บไซท์ไทยฟรีนิวส์ Thai Free News ว่า "ทันทีที่ผมเห็นกำแพง container ที่พวกอำมาตย์นำมาขวางกั่นนี้ ผมคิดถึงภาพกำแพงเบอลิน ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดกั่นประชาชนออกเป็น 2 ฝ่าย เพราะเบื้องหลังกำแพง container นี้ก็เป็นประชาชน (เจ้าหน้าที่) ที่ต้องมาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั้งหัวหน้าอำมาตย์ โดยที่ใจจริงแล้วนั้น เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ยืนอยู่ข้างประชาชน เป็นประชาชนที่รักยุติธรรม คอนเทนเนอร์ ที่พวกอำมาตย์นำมาขวางกั้นประชาชน ถูกยกไปทิ้งลงคลอง นี่คือภาพประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนไม่ยอมอีกแล้วที่จะให้อำมาตย์ มาขวางกั้นสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยของประชาชน"

ผู้อาวุโสร่วมเดิน พิสูจน์พลัง ไม่กลัวอำมาตย์
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ระหว่างขบวนการเคลื่อนทัพหลวงจากท้องสนามหลวงเข้าสู่บริเวณทำเนียบรัฐบาล มีผู้สูงอายุยุค 14 ตุลา ร่วมขบวนด้วยนับร้อยท่าน โดยไม่หวั่นว่าจะเป็นลม ขณะที่ต่างก็พากันจูงบุตรหลาน พร้อมเล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เมื่อขบวนผ่านไปยังสถานที่ต่างๆ ตามเส้นทางถนนราชดำเนิน เป็นการร่วมรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลา และถ่ายทอดอุดมการณ์ และสานต่อเจตนารมณ์ให้ชนรุ่นหลัง

หน่วยงาน 2 ข้างทาง ไม่เอาอำมาตย์
ข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานหน่วยงานที่รายล้อมรอบถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จนถึงทำเนียบรัฐบาล ร้วมออกมาโห่ร้อง สนับสนุนการแสดงออกของมหาประชาชนชาวเสื้อแดง มีการถือตีนตบ และผู้ผ้าพันคอและโผกผ้าสีแดง จำนวนมาก ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วน หัวเราะลั่นเนื่องจากมีชายชาวต่างประเทศ 2 คน สวมหน้ากากใบหน้าพณฯ ทักษิณ เดินอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมขอจับมือถ่ายรูปด้วยบรรยากาศครื้นเครง

แจงเสื้อเสื้อแดงระวังไฟฟ้า
สำหรับการเคลื่อนไหว รอบทำเนียบชองการชุมนุมวันแรกนั้น มีการแจ้งเตือนไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้บริเวณ รั้วลวดหนามรอบทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่สะพานมัฆวานรังสรรค์เป็นต้นไป เนื่องจากพบกระแสไฟฟ้ารั้ว และอาจเป็นอันตราย ขณะที่รัฐบาลไม่ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าว

อุ่นใจ พยาบาลพร้อม 24 ชั่วโมง
หน่วยพยาบาลอาสาเสื้อแดง FARED : First Aid Red Shirt จากนักรบกลุ่มไซเบอร์ ออกลงพื้นที่ภาคสนาม พร้อมเวชภัณฑ์จำนวนมาก ระดมสรรพกำลัง ปฐมพยาบาลผู้ป่วย มีหน่วยเคลื่อนที่เร็วปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง ตลอดการชุมนุม เริ่มตั้งแต่การตั้งขบวนที่ท้องสนามหลวงจนถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยมีรถหน่วยพยาบาลสนับสนุนทั้งรถตู้ รถปิคอัพ รถกระบะ หรือแม้แต่รถจักรยานยนตร์พร้อมทีมพยาบาลกว่า 30 ชีวิต มาเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตี 3

ฮือฮา วีรบุรุษ แรมโบ้ อิสาณ ทำแผล แฟนคลับรุมถ่ายรูป
ที่เต็นท์ FARED มีประชาชนกว่า 200 คน ล้อมรอบ พบบริเวณกลางเต้นท์ แรมโบ้ อิสาณ หนึ่งในแกนนำฯ มาล้างแผลจากการประสบอุบัติเหตุขณะเดินทางปราศรัยในต่างจังหวัด โดยมีแฟนคลับขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ทำแผลอยู่ ขณะที่เจ้าตัว ยังคงยิ้มหรา ชู 2 นิ้ว สู้ไม่ถอย โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนกลับขึ้นปราศรัยต่อด้านหลังเวที ขณะที่ก่อนหน้านั้น ก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำฯ มากำกับดูแลการตั้งเต็นท์พยาบาลด้วยตนเอง ขณะที่มีผู้นำยา เวชภัณฑ์และอาหาร มาบริจาค ที่เต็นท์จำนวนมาก

อำมาตย์สะดุ้ง ทะลายกำแพง สร้างสะพานเครนาสูรนนท์
ประชาชนนับแสนล้อมบริเวณทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับร่วมเป็นสักขีพยานการพังทะลายของ "กำแพง คอนเทนเนอร์" ขณะเดียวกัน มีการทำพิธี วางสะพานเครนาสูรนนท์ อย่างเป็นทางการ ข้ามคลองเป รมประชา
ท่ามกลางเสียงไซยโยโห่ร้องกึกก้อง ก่อนเปิดปราศรัยที่สะพานชมัยมรุเซษฐ์ในช่วงเย็น เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ของการพังทะลายของกำแพงวิปโยคอำมาตยาธิปไตย Fall of the Bureaucratic Wall ในประเทศไทย