WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 30, 2009

เรื่องจริงจากรากหญ้างาน OTOP festival : คิดถึงทักษิณ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ควาย.ไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
29 มีนาคม 2552

เมื่อวาน ผมได้ไปชมงานโอทอปเฟสติวัล ที่จัดหน้าออฟฟิศผม ได้เข้าไปสัมผัสผู้ที่เข้ามาร่วมงาน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มาจากจังหวัดต่างๆ เช่น จากนครศรีธรรมราช กระบี่ อุดร หนองบัวลำภู

ทุกท่าน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ขายของได้ยากลำบากกว่าที่เมืองทอง คนก็แทบไม่มีมาเดินดู บางบูธที่อยู่ในโซนด้านใน ไม่ได้เปิดบิลสักบาทเดียว

แล้วเหตุผลที่พวกเขามาส่วนใหญ่ คือเกรงใจเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เข้ามาช่วยงานโอทอปกันตั้งแต่เริ่มแรก เพราะเขากลัวว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้ จะได้รับผลกระทบจากส่วนกลาง ซึ่งบีบกันลงมาเป็นทอดๆ ว่า ถ้าหากไม่มีผู้ประกอบการเข้ามาร่วม จะโดนพิจารณา..

เขาพูดกันอย่างทดท้อว่า ถ้าเป็นแบบนี้ทุกปี สงสัยโอทอปจะไปไม่รอดแน่

อย่างไรเสียปัจจุบันโอทอปก็เป็นหนทางช่วยรากหญ้า ถ้ามีการส่งเสริมที่ดีพอ

ยิ่งชาวอุดร หนองบัวลำภู ยิ่งแล้ว เค้าบอกว่า เค้าคิดถึง ท่านดร.ทักษิณ ผู้ที่ทำให้พวกเขามีอาชีพที่ยั่งยืน พอจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและลืมตาอ้าปากได้

ผมเอง ได้แค่ซื้อผ้าขาวม้าและกางเกงขาสั้น ซึ่งเป็นผ้าเนื้อดีมากๆ แล้วบอกว่า จะชวนเพื่อนๆ ที่อยู่ในสำนักงาน เข้ามาเดินเลือกซื้อของให้มากขึ้นได้เท่านั้นเอง แล้วก็ว่า จะมาชักชวนเพื่อนๆ ชาวประชาไท และเวบเพื่อนบ้านของเรา ให้ไปช่วยซื้อช่วยอุดหนุนพวกเขาเหล่านั้นกันด้วยครับ

อย่าไปคิดว่า เราจะไปสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลเด็กอมตีนเลย คิดว่าไปช่วยๆ พี่น้องชาวรากหญ้า กันดีกว่านะครับ

พวกเขาขนของขึ้นมาแล้ว อย่าให้เขาต้องขนของกลับไปเลย

ลืมบอกไปครับว่า บางท่านพอคุยกันถึงเรื่อง ท่านดร.ทักษิณ น้ำตาเขาก็พาลจะรื้นขึ้นมาเลย

เขาบอกว่าเมืองไทยนี้แปลก คนดีๆอยู่ไม่ได้

Sunday, March 29, 2009

"แม้ว"ด่าส.ส.ขายตัว ให้ถาม"ลุงชัย" ซัดอมาตยาธิปไตยพาศก.ร่วง ปลุกฮือทั้ง ปท.ร่วมเสื้อแดงทวงปชต.

ที่มา มติชนออนไลน์

"แม้ว" กระหน่ำรัฐบาลซื้อตัวส.ส. สงสัยให้ไปถามประธานชัย บอกจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องทำการเมืองให้มั่นคง จวกอมาตยาธิปไทยแก้วิกฤตเศรษฐกิจชาติไม่ได้ ลั่นเสียงส่วนใหญ่ต้องการประชาธิปไทย

เวลา 20.30 น. วันที่ 28 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านระบบวิดีโอลิงค์ เพื่อปราศรัยขึ้นจอภาพ บนเวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อครั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเคยตั้งฉายารัฐบาลเป็นรัฐบาลต่างตอบแทน แต่วันนี้รัฐบาลประชาธิปไตยเป็นรัฐบาลต่างตอบแทนตัวจริง ต้องแทนผู้มีพระคุณที่ทำให้ได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นเพราะทหาร กลุ่มที่ออกจากพรรคไทยรักไทย รวมทั้งต้องแก้เศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ เพราะมีเถ้าแก่เอสเอ็มอีอยู่ในคณะรัฐมนตรีจำนวนมาก


"รัฐบาลชุดนี้ลงทุนซื้อส.ส. โดยเฉพาะเขียวไข่กา ถ้าสงสัยให้ถามลุงชัย (นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร) แล้วอย่าบอกว่าเขียวไข่กาเป็นมะม่วง จะว่าเป็นฝีมะม่วงถึงใกล้เคียงหน่อย" อดีตนายกฯ กล่าว


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เมื่อวันก่อนนั่งเครื่องบินผ่านประเทศโซมาเลียที่มีโจรสลัดคอยปล้นเรือผ่านช่องแคบ ได้เห็นแต่ทะเลทราย ขนาดประธานาธิบดีต้องไปอยู่นอกประเทศ ต้องไปตั้งกองบัญชาการที่เคนย่า เมืองไนโรบี ซึ่งสหประชาชาติ(ยูเอ็น) คอยสนับสนุน นั่นคือภาวะการไร้อำนาจในการทำงาน

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เห็นรัฐบาลกำลังจะแก้กฎหมาย 2 ฉบับแล้วรู้สึกเป็นห่วง ฉบับแรกคือเรื่องการขยายเพดานเงินกู้ได้ถึง 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาติ(จีดีพี )ซึ่งต่างประเทศทำได้ เพราะฐานภาษีจัดเก็บได้ 35% ของจีดีพี แต่ประเทศไทยจัดเก็บได้ 15% หากรัฐบาลขยายเพดานเงินกู้ถึง 60% จริง ประชาชนก็เตรียมตัวใน 2 สถานะ คือรัฐบาลจะ


"หากมีการขยายเพดานเงินกู้เกิน 60% จริง นั่นคือกฎหมายที่จะพาคนไทยลงนรก เพราะการกู้เงินเพิ่มเท่ากับทำให้เครดิตประเทศลดลง ต้นทุนการกู้เงินก็จะแพงขึ้น เอกชนก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ดังนั้น พอเถอะอย่าไปกู้ ถ้าจะกู้ต้องกู้ตัวเอง แต่อย่ากู้มาก และกู้มาแล้ว ไม่ใช่มากินเปอร์เซ็นต์" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า กฎหมายฉบับที่สอง คือกฎหมายที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขียนไว้เมื่อปี 2502 ที่กำหนดการขาดดุลงบประมาณต้องไม่เกิน 4.5% เพราะต้องการรักษาวินัยการคลัง ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ตั้งงบกลางปีเพิ่มเติมอีกกว่า 1% เมื่อรวมกับงบประมาณ 2552 ที่ตั้งขาดดุล 2.5% รวมแล้วจะเป็นงบประมาณขาดดุล 3.5% เมื่อรวมกับการจัดเก็บภาษีที่ต่ำกว่าเป้าหมาย และรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนหลายแห่ง รวมประมาณ 2% เท่ากับขาดดุลงบประมาณแล้วกว่า 5-6% ถือว่าผิดวินัยการคลังไปแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องแก้กฎหมายดังกล่าว


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า สมัยที่รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ปลัดกระทรวงการคลังขณะนั้นได้รายงานว่าดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 8.1% ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อค่าเงินบาท ทางแก้ไขปัญหาคือต้องตัดรายจ่ายภาครัฐลง แต่รัฐบาลขณะนั้นไม่ทำ ทำให้ค่าเงินบาทมีปัญหา และเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ในรัฐบาลต่อมาคือรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ค่าเงินบาทโดนโจมตีอย่างหนัก


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันต้องตัดงบประมาณบางอย่างที่ไม่จำเป็นเพื่อนำงบไปใช้ลงทุนให้เกิดการสร้างงานให้ประชาชน แต่วันนี้รัฐบาลทำงบเพื่อมาแจกประชาชน แบบเดียวกับประชานิยม แต่อยากบอกว่าใช้ไม่ได้กับยุคสมัยนี้ หากหวังคะแนนเสียงจากประชาชนก็จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่กี่วันประชาชนก็ลืมแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ประเทศไทยยังมีเงินอยู่มาก ไม่ต้องไปกู้เช่นมีเงินสำรองอยู่ 1.1 แสนล้านเหรียญ แต่มีหนี้เพียง 6.5 หมื่นล้านเหรียญเท่านั้น จึงควรเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่อย่าใช้ให้เสียวินัยทางการคลัง กู้ตัวเองได้ไหม จากกระเป๋าขวา กู้มากระเป๋าซ้าย เงินเหล่านั้นเอามาทำเมกะโปรเจ็คต์ต่างๆ ที่วางไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้นายมาร์คเป็นคนทำ เพราะต้องคืนประชาธิปไตยมาก่อน แล้วให้รัฐบาลที่มาจากอำนาจประชาชนที่แท้จริงมาทำ นายมาร์คถ้าแน่จริงให้ยุบสภา ถ้าประชาชนเลือกนายมาร์คมา ค่อยไปทำ

"งบที่ไม่จำเป็น อย่างเช่นงบทหาร ต้องลดลงเพราะประเทศกำลังลำบากอย่างนี้ ต้องรอก่อนเงินมันไม่พอ เอาเงินลงใต้ไปแสนล้าน ทั้งที่จีดีพีใต้ไม่ถึง งบที่ลงไปนอกจากจะไปทำลายวัฒนธรรมในพื้นที่แล้ว ก็ยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแนะนำให้ใช้แนวทางเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แต่วันนี้ต้องเปลี่ยนเป็นจัดซื้อ เบี้ยเลี้ยง เพลิดเพลิน แต่เป็นเฉพาะคนระดับบน ไม่ใช่ระดับล่างที่เหน็ดเหนื่อย" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้คือส่งออกหาย จีดีพีหด หนี้เพิ่ม การจะทำให้หนี้ลดได้มี 2 ข้อ คือจีดีพีต้องโต และ 2.ใช้หนี้ แต่ต้องมีเงินใช้หนี้ แต่ขณะนี้จีดีพีประเทศไทยหด ส่งออกลด จึงถือเป็นความลำบาก


"ผมบอกได้เลยว่าความเจริญของโลกต่อจากนี้ไปจะอยู่ที่เอเชีย ไม่ใช่ที่ตะวันตกอีกแล้ว" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ในการประชุมจี 20 ที่ผ่านมา เป็นการประชุมเพื่อเรียกร้องให้มีการเพิ่มทุนให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จำนวน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้ยุโรปตะวันออกเพื่อนำไปใช้หนี้ให้ยุโรปตะวันตก ไม่ใช่จะปล่อยกู้ให้ประเทศในเอเชีย เพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องช่วยเหลือตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องกู้ต่างประเทศ แต่กู้ตัวเองได้หรือไม่ในเมื่อประเทศไทยมีเงินสำรอง 1.1 แสนล้านเหรียญ แต่ต้องไม่เสียวินัยการคลัง และอีกเรื่องที่ต้องทำคือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การทำให้เกิดการบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นทำได้แต่ต้องเกิดจากการมีรายได้


พ.ต.ท.ทักษิณยังพยายามโชว์วิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเน้นให้พัฒนาในเรื่องอาหาร โดยควรดึงกองทุนเพื่อความมั่นคงทางอาหารของตะวันออกกลางมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีความเข้มแข็งในเรื่องนี้


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งคือการพัฒนาพืชที่ใช้ทดแทนพลังงาน เพราะเชื่อว่าน้ำมันจะขึ้นไปอยู่ที่ 70 เหรียญ/บาร์เรลแน่ๆ ในปี 2554 นอกจากนี้ควรจะลงทุนระบบโลจิสติคส์ โดยสร้างรถไฟเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯกับเมืองหลักๆ ที่เป็นศูนย์คมนาคม เช่น นครราชสีมา ภาชี (อยุธยา) เพชรบุรี ชลบุรี อีกอย่างหนึ่งที่อยากเห็นการลงทุน คือการลงทุนเพื่อการศึกษาให้ทุนแก่เด็กที่มีความสามารถ แต่ไม่มีเงินเรียน ส่วนทางด้านสุขภาพควรสร้างศูนย์เป็นเลิศทางโรคเฉพาะทาง เรื่องน้ำก็ควรทำ เพราะใช้เงินไม่มาก ส่วนภาคใต้ให้ลงทุนเรื่องแลนด์บริดจ์ อุตสาหกรรมทางการท่องเที่ยวก็ต้องช่วยดูแล เพราะตั้งแต่ปิดสนามบิน ธุรกิจตายเกือบหมด


"วันนี้มันยุ่งเหยิงไปหมด ความไม่น่าเชื่อถือมันสูง เราต้องเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมา ถ้าไม่คืน ก็ไม่รู้ว่าความเชื่อถือจะอยู่ตรงไหน ขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน แก้รัฐธรรมนูญเสีย ถึงเวลาต้องปฏิรูปใหญ่ ปฏิรูปการเมือง โดยให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ปฏิรูปกฎหมายที่ดึงให้ประเทศไทยล้าหลัง ปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมือง ไม่เช่นนั้นประชาชนจะไปไม่รอด"

"เอารัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยกลับมาไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ผมพร้อมจะให้คำแนะนำปรึกษา แต่ถ้าพี่น้องบอกว่าทักษิณมาทำเองเลย พร้อมครับ จะขอเหนื่อยตอนอายุ 60 อีกครั้ง"


"พี่น้องครับ ลุกขึ้นขึ้นมาทั้งประเทศไทยมาร่วมกับเสื้อแดง เอาประชาธิปไตยคืนมา ไม่ต้องมากรุงเทพฯก็ได้ ชุมนุมกันทั้งประเทศอย่างสันติ เพื่อบอกให้รู้ว่าเราหวงแหนประชาธิปไตย เอาคืนมาให้เราซะ แล้วความเป็นอยู่พี่น้องจะดีขึ้น" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยเสียงอันดัง

พ.ต.ท.ทักษิรกล่าวว่า บรรดานักการเมืองมาร่วมกับตน อย่าเหนียม ออกมานำพี่นอ้งประชน เราไม่ทำร้ายใคร เราไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย เราต้องการประชาธิปไตยแท้จริง ไม่ใช่หลอกหลวง เราต้องการประชาธิปไตยเพื่อประชาชน


"ไม่ต้องห่วงผม ผมห่วงพี่น้องครับ พี่น้องที่มีกำลังมาช่วยเหลือพวกเสื้อแดง ข้าวหม้อแกงหม้อให้พวกเราอยู่และสู้กัน เราต้องการประชาธิปไตยเพื่อประเทศไทย เพื่อคนไทย เพื่อลูกหลานของเรา เราต้องการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่กับประชาธิปไตย โดยไม่มีพวกเกะกะวุ่นว่ายกับการเมือง กับการเมืองผมพร้อมครับ ถ้าผมต้องเดินเข้าประเทศไทย แล้วเราเดินไปด้วยกัน เพื่อได้ประชาธิปไตยซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการ" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

ไพ่ตาย"แม้ว" ปลุกเสื้อแดง

ที่มา ข่าวสด


บรรยากาศบ้านเมืองถอยกลับไปสู่สภาวะตึงเครียดอีกครั้ง

เมื่อกองทัพคนเสื้อแดงนับหมื่นเคลื่อนขบวนเข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลระลอกใหม่ ประกาศยุทธศาสตร์ในการโค่นล้มขับไล่รัฐบาลแบบยืดเยื้อ ไม่สำเร็จ ไม่เลิก

ภาพการนำรถเครนมายกตู้คอนเทนเนอร์ 7 ตู้ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาตั้งขวางป้องกันไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนผ่านไปถึงทำเนียบรัฐบาลได้อย่างสะดวก ทิ้งลงคลองเปรมประชากร

แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมมีการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี สมกับที่แกนนำตีเกราะเคาะปี๊บมาตลอดว่าครั้งนี้จะเป็นการทำสงครามขั้นแตกหัก

สิ่งสำคัญที่ทำให้การชุมนุมคนเสื้อแดงแตกต่างออกไปจากครั้งก่อน

นั่นก็คือ ครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เปิดตัวออกมาทำหน้าที่นำการไฮด์ปาร์ก ผ่านการโฟนอินและวิดีโอลิงก์

ลำพังม็อบเสื้อแดงต้องถือว่ามีความร้อนแรงในตัวเองอยู่แล้ว จากการประกาศยกระดับการชุมนุมขึ้นเป็นการขับไล่รัฐบาล เมื่อได้พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นผู้บัญชาการรบด้วยแล้ว

เลยยิ่งทำให้ม็อบร้อนแรงมากขึ้นอีกหลายเท่า

สําหรับรัฐบาลนั้นถึงจะเอาชนะเกมในสภาว่าด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาได้

แต่กับเกมนอกสภา ม็อบเสื้อแดง กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ออกมาลุยเต็มสูบ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถประมาทได้

เพราะถึงหลังจบศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทยจะไม่สามารถยิงหมัดน็อกรัฐบาลได้เหมือนอย่างที่คุยไว้

แต่หมัดที่ปล่อยออกไปโดยเฉพาะประเด็นการไซฟ่อนเงิน 258 ล้านบาท กับเรื่องนำเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 23 ล้านบาทที่ได้รับจาก กกต.ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

ซึ่งอาจเป็นประเด็นนำไปสู่การยื่นยุบพรรค

ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในภาวะระส่ำระสายพอสมควร กระทั่งเกิดข่าวลือบานปลายว่าอาจมีส.ส.บางคนตัดสินใจย้ายพรรคในการเลือกตั้งหน้า

อย่างไรก็ตามพรรคประชาธิปัตย์ยังมีตัวช่วยให้สถานการณ์ไม่ถึงกับย่ำแย่มากนัก

อย่างแรกคือผลสำรวจล่าสุดของเอแบคโพลภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พบว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับคะแนนนิยมถึงร้อยละ 50.6 มากกว่าเท่าตัวจากที่พ.ต.ท.ทักษิณได้รับคือร้อยละ 23.6

แต่ที่เล่นเอาคนฟังหูผึ่งไปตามๆ คือการที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีออกมาให้กำลังใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยถ้อยคำสั้นๆ ว่า"ผมเชียร์"

เมื่อระดับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองออกมาหนุนหลังรัฐบาลอย่างออกหน้าออกตาเช่นนี้ ขณะที่ฝ่ายม็อบเสื้อแดงก็ได้แม่ทัพตัวจริงเสียงจริงมาบัญชาการรบ

ผลออกมาอย่างไรเป็นเรื่องน่าติดตามอย่างยิ่ง

ย้อนเวลากลับไป 1 เดือนก่อนการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินข้ามประเทศเข้าสู่เวทีชุมนุมย่อยของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จัดขึ้นตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ อย่างถี่ยิบ แต่ละครั้งเนื้อหาการโฟนอินได้ทวีความแหลมคมมากขึ้นเป็นลำดับ

เริ่มตั้งแต่วิพากษ์วิจารณ์โจมตีรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแบบผิดทิศผิดทาง มาจนถึงการเปิดโปงเบื้องหลังคดี "คาร์บอมบ์" และการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยา 49

ซึ่งมีการกล่าวพาดพิงองคมนตรีและตุลาการระดับสูง 2-3 คน

การปราศรัยผ่านวิดีโอลิงก์ไปยังการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่ครั้งนั้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ส่งผลให้อุณหภูมิทางการเมืองร้อนพรวดพราดขึ้นมาทันที

ไม่เพียงเท่านั้นพ.ต.ท.ทักษิณยังปลุกระดมคนเสื้อแดงให้เข้าร่วมชุมนุมใหญ่ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล โดยประกาศว่า ตนเองมีโปรแกรมที่จะโฟนอินแฉแหลกเรื่องราวต่างๆ ในช่วง 2-3 ทุ่มทุกวันตลอดการชุมนุม

โดยเฉพาะการเปิดเผยชื่อ "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณเคยแฉมาครั้งหนึ่งแล้วตอนเป็นนายกฯ และมีการพูดถึงกันมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

หากจะว่าไปตัวละครที่พ.ต.ท.ทักษิณทยอยเปิดออกมาในช่วงนี้ ก็เป็นตัวละครเดิมๆ ที่แต่ละตัวมีบทบาทตื้นลึกหนาบางอย่างไร เป็นเรื่องที่ประชาชนในสังคมพอที่จะรู้ๆ กันอยู่แล้ว

ระดับชาวบ้านธรรมดาบางคนรู้ลึกกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ

"ที่บอกว่าเป็นหมาเชื่อง เดี๋ยวนี้หมาไม่เชื่องแล้ว เป็นหมาบ้าไปแล้ว"

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯตั้งข้อสังเกตต่อท่าทีระยะหลังของพ.ต.ท.ทักษิณ

รัฐบาลมองว่าสาเหตุหนึ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกมาเคลื่อนไหวรุนแรงช่วงนี้

เป็นเพราะคดีความต่างๆ โดยเฉพาะคดียึดทรัพย์สินกว่า 7.6 หมื่นล้านบาทกำลังเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณจึงจำเป็นต้องดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อปกป้องทรัพย์สินก้อนมหึมานั้นไว้

จริงอยู่ที่ภายหลังจบศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาธิปัตย์มีสิทธิ์ตกเป็นจำเลยในคดี"ยุบพรรค" แต่กว่าคดีจะดำเนินไปตามขั้นตอนกระบวนการสอบสวนไปจนถึงการตัดสินชี้ขาดก็เป็นเรื่องอีกยาวนาน

เช่นเดียวกับการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมในนามพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่ไม่มีท่าทีว่าจะสำเร็จได้ง่ายๆ

ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณต้องการเผด็จศึกรัฐบาลในเร็ววัน ความหวังทั้งหมดจึงต้องฝากไว้ที่ม็อบเสื้อแดงว่าจะเคลื่อนไหวกระทำการได้สำเร็จหรือไม่

การทิ้งไพ่ ชุมนุมหน้าทำเนียบ รวมถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาล และขบวนการสนับสนุนรัฐ บาลได้พอสมควร

แต่จะส่งผลแตกหักหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ยุบพรรคปชป.??


เจ๊ สดศรี สัตยธรรม กกต.ฝ่ายพรรคการเมือง วีนใส่ “ดีเอสไอ” ว่า ใบปะหน้าไม่ตรงกับจำนวนเอกสาร หากไม่เคลียร์ เจ๊จะไม่สอบต่อเงินบริจาคปริศนา 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์

พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รอง อธิบดี ดีเอสไอ ต้องรีบแจ้นไป กกต. พร้อมเปิดกล่องเอกสารต่อหน้า เพื่อยืนยันมี 8 แฟ้มครบตามที่ระบุในหนังสือนำส่ง

แต่ไม่หมด สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.บอกที่ดีเอสไอ ส่งมาแค่เอกสาร ไม่ใช่สำนวน ดีเอสไอ ต้องสรุปเป็นสำนวนเข้ามา คาดว่า ชาติหน้า คงเสร็จ แหม ล้อเล่นนะ อย่าเครียด

กกต.เป็นของปลอม เอ๊ย ไม่ใช่ องค์กรอิสระ ต้องวางตัวเป็นกลางอยู่แล้ว

แต่ที่ไม่ล้อเล่น ก็ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง บอก ได้เอกสารการทำ“นิติกรรมอำพราง” นี้ จากคนปชป.เอง ตอนแรกใครก็นึกว่า แค่เกมการเมืองตื้น ๆ ตอกลิ่มความไม่ไว้วางใจใน ปชป.

เอาเข้าจริง ไม่ธรรมดา เมื่อคุณโม่งคนนี้เป็น พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ถึงเป็นอดีต ส.ส.แต่ก็อดีตประธานวุฒิสภา แถมเคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ไล่ทักษิณมาแล้ว

พล.ต.มนูญกฤต เปิดใจกับไทยรัฐอย่างนี้

“ได้คุยกับเฉลิมในเรื่องดังกล่าวจริง แต่ขอปิดชื่อบุคคลที่เอาข้อมูลมาให้ บอกได้แต่เพียงเป็นผู้ใหญ่พอสมควรใน ปชป.ที่ “หมั่นไส้” คนที่ชอบทำตัวใหญ่โต ผูกขาดอำนาจภายในพรรค

พอออกจาก ส.ส.ก็มีสมาชิกพรรคที่รู้เรื่องดังกล่าวไม่บริสุทธิ์ ส่งโทรสารมาให้ 3-4 เรื่อง แต่ให้เรื่องเมซไซอะฯ และเรื่องเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจาก กกต.ให้เฉลิม เฉลิมใช้เวลาหาข้อมูล 4 เดือน

จึงมาขออนุญาตนำข้อมูลเหล่านี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เห็นว่ากรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเงินในตลาดหลักทรัพย์เป็นเงินของราษฎร ทำอย่างนี้เท่ากับฉ้อราษฎร์บังหลวง จึงบอกอนุญาต

และได้มอบเอกสารให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อดำเนินการเรื่องแล้ว ???

พล.ต.มนูญกฤต ยังพูดถึง ประจวบ สังข์ขาว เจ้าของบริษัท (กระดาษ) เมซไซอะฯ ว่า อยู่กับนายตำรวจยศ ร.ต.อ.คนหนึ่งที่สนิทกัน ยืนยันว่าพยานปากสำคัญปลอดภัยดี

เมื่อ พล.ต.มนูญกฤตกล้าเปิดตัว เรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว เนื่องจาก การอภิปรายในสภา ต้องยอมรับ นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ได้ตอบอะไร นอกจาก เซ็นรับรองงบดุล เพราะผ่าน กกต.แล้ว

ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาฯ พรรค ก็แก้ข้อหาได้ไม่หมดจด ว่า ทำไม เมซไซอะฯ ไม่เก็บเงินไว้เลย แต่โอนให้คนใกล้ชิดแกนนำพรรคถึง 78 ครั้งใน 84 วัน บางคนเป็นแม่บ้าน

เมื่อทีพีไอเป็นบริษัทในตลาดหุ้น เงินก็มิใช่เงินของ ประชัย เลี่ยว ไพรัตน์ จึงเท่ากับฉ้อราษฎร์บังหลวง ความผิดถึงขั้นยุบพรรค อย่างที่ พล.ต. มนูญกฤต บอก

อยู่ที่ กกต.จะเอาด้วยหรือไม่ ที่ผ่านมา พรรคหนึ่งดำปี๋ พรรคหนึ่ง ขาวจั๊วะ ตามบันได 4 ขั้นของ คมช.

ปชป.จะถูกยุบพรรค หาก... มีสัญญาณใหม่จากปลายฟ้า !!!

เหมือนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ยังไล่รัฐบาลไม่ได้ แต่จะมีโรคแทรกซ้อน หรือจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันต้องติดตามดูกันต่อไป.

ดาวประกายพรึก

รับไม่ได้จริงๆ

ที่มา ไทยรัฐ

หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน. ออกมาประสานเสียงแฉเบื้องหลังการ ปฏิวัติยึดอำนาจ จากรัฐบาลทักษิณในอดีต โดยพุ่งเป้าเข้าใส่ ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนในบ้านเมือง ส่งผลให้สถานการณ์การเมือง ร้อนฉ่า ไปทั่วแผ่นดิน!!!............

เห่าไฟ บอกตามตรงว่า ไม่เคยมีอคติกับใคร พยายามทำใจให้ยอมรับการกระทำของ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาตลอด เพื่อไม่ให้บ้านเมือง แตกแยก ไปมากกว่านี้ แต่หลังจากฟังข้อมูลทั้งหมดแล้ว บอกตามตรงว่า รับไม่ได้จริงๆ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนมีใจไม่เป็นธรรม เอาแต่เชื่อบ่างช่างยุ จุดไฟในนาคร จนลุกลามไปทั่วประเทศ!!!............

เห่าไฟ เคยพูดไปแล้วว่า ทั้งสองฝ่ายต่างมีดีมีชั่วในตัวเอง ไม่มีใครดีไปเสียทั้งหมด และไม่มีใครชั่วไปเสียทั้งหมด ฉะนั้น การขุด ปมชั่ว ของแต่ละฝ่ายมาโจมตี มีแต่จะทำให้บ้านเมือง อ่อนแรงล่มจม เป็นที่อับอายขายหน้าและได้รับการสมน้ำหน้าจากประเทศคู่แข่งทางการค้ารอบบ้านเรา!!!............

ส่วนทางรอดของประเทศไทยนั้น เห่าไฟ เห็นอยู่วิธีเดียว นั่นก็คือ กองทัพ ต้องเลิกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ การเมือง อย่างเด็ดขาด เพราะภารกิจสำคัญสูงสุดของกองทัพ คือ ปกป้องสถาบันหลักของชาติให้อยู่เหนือการเมือง ไม่ให้ใครแอบอ้างดึงสถาบันลงมาเป็นเครื่องมือทำลายกันทางการเมืองอีกต่อไป!!!............

เห่าไฟ เชื่อว่า สถาบันหลักของชาติ จะเป็นเพียงกลไกเดียวที่เหลืออยู่ในการประสานทุกฝ่ายที่ ขัดแย้งแตกแยก ให้กลับมาร่วมใจกันได้อีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในอดีต ฉะนั้น กองทัพต้องคิดทบทวนให้ดี ไม่ใช่เอาแต่ทำตามคำสั่งโดยไม่สนใจผลเสียหายที่จะตามมาภายหลัง ถ้าเป็นอย่างนั้น กองทัพก็ไม่ต่างจาก หุ่นยนต์ ไม่จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรให้ใช้ ความคิดอ่าน แต่อย่างใด!!!............

ทีนี้หันมาดูรัฐบาลที่ถูกอุปโลกน์โดยอำนาจอำมาตย์กันบ้าง จริงๆแล้ว เห่าไฟไม่เคยปฏิเสธอำนาจอำมาตย์ เพราะถ้านำมาใช้ถูกวิธีก็จะเป็นผลดีแก่บ้านเมืองเหมือนกัน ยกเว้น นำมาใช้มากเกินไป ไม่พอดี ไม่พอเพียง ก็จะวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะน่าสงสาร รัฐบาลตราเด็กสองคน ที่พยายามออกมาพูดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ประเทศเดินหน้า ไม่ต้องการให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ปัญหาก็คือ รัฐบาลตราเด็กสองคน เป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่จริงๆน่ะหรือ ถึงได้ออกมาอ้างประชาชนส่วนใหญ่เช่นนั้น!!!............

เพราะถ้าตราบใดที่ยังไม่มีการ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่มีวันรู้ได้เลยว่า รัฐบาลเสียงส่วนใหญ่ที่แท้จริงเป็นใคร ลำพังรัฐบาลอุปโลกน์ตราเด็กสองคน ถ้ายุบสภาไปแล้วจะได้กลับเท่าเดิมหรือไม่ยังเป็นปัญหา มิหนำซ้ำ พรรคอันดับ 1 อาจไม่ใช่ ประชาธิปัตย์ แต่อาจเป็น เพื่อไทย หรือ ภูมิใจไทย และถ้าม็อบเสื้อแดงแรงมากขึ้น ขั้วการเมืองก็จะพลิกผัน ประชาธิปัตย์อาจต้องกลับไปเป็น ฝ่ายค้านอีกรอบก็ได้!!!............

ถกเรื่องปัญหาเศรษฐกิจกันบ้าง หลังรัฐบาลระดมมาตรการกระตุ้นระลอก 2 ออกมาเป็นการใหญ่ พร้อมให้ นายกฯอภิสิทธิ์ และ ขุนคลัง กรณ์ จาติกวณิช ออกมาแจกแจงกันถี่ยิบ นัยว่า กลัวคนไม่เข้าใจว่า รัฐบาลจะเอาเงิน 1.5 ล้านล้านมาทำอะไร เกรงจะละเลงเล่นเสียเงินเปล่า แต่หลังฟังคำชี้แจงที่ดูดีแล้ว หลายคนอาจเคลิ้มตาม แต่ เห่าไฟเชื่อว่า คนที่เป็น นักบริหาร หรือ นักวิเคราะห์โครงการของสถาบันการเงิน คงต้อง ขมวดคิ้วนิ่วหน้า ไปตามๆกัน!!!............

เหตุผลก็เพราะรัฐบาลไม่สามารถอธิบาย ผลตอบแทน จากการใช้เงิน 1.5 ล้านล้านได้อย่างเป็น รูปธรรม แม้จะอ้างว่า เป็นการเอาไปลงทุน แต่บอกไม่ได้ว่า ผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมเป็นอย่างไร โดยเฉพาะแต่ละปัจจัยรายการที่มีผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของจีดีพีนั้น ต้องแยกเป็นรายการที่จะเพิ่มขึ้นออกมาให้ชัดเจน เพื่อจะได้นำมาคำนวณว่า คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ หรือเป็นเพราะว่าผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขึ้นของ ตัวเลข ส.ส.พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นหลัก ก็เลยไม่กล้าแจกแจงให้เห็นเป็นรูปธรรม!!!............

ส่วนใครก็ตามที่หาว่า เห่าไฟ อคติกับรัฐบาลตราเด็กสองคน ก็ลองรวบรวมโครงการของรัฐบาลที่จะใช้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท ไปที่สถาบันการเงินใดก็ได้ แล้วยื่นเรื่องขอกู้เงินโดยไม่มี รัฐบาลค้ำประกัน จากนั้นลองฟังผลการพิจารณาจากสถาบันการเงินแต่ละแห่งดูว่า จะตอบตกลงหรือปฏิเสธ ถ้าตอบตกลงเป็นส่วนใหญ่ ก็ต้องกราบขออภัยที่วิจารณ์ผิด แต่ถ้าทุกแห่งปฏิเสธ ก็แสดงว่า เด็กสองคน กำลังเอา เงินหลวง ไปละเลงเล่นกันในแม่น้ำอีกแล้ว!!!............

เสียหมา (1) เสียหมา(2) surayuth 28 3 09

ที่มา youtube

โดย chiangraivoice



เสียหมา (1) 24 สิงหา 50



เสียหมา(2) 24 สิงหา 50



surayuth 28 3 09

คลิปเสียง 'ทักษิณ ชินวัตร' 28 มีนาคม 2552

ที่มา Thai E-News

โดย ศูนย์ข่าวไทยอีนิวส์
28 มีนาคม 2552

คลิปเสียงและภาพ วิดิโอลิงก์ นายกฯทักษิณ ชินวัตร มาที่ชุมนุมคนเสื้อแดง ที่หน้าทำเนียบ วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2552 ดาวโหลดได้ที่ ลิงก์ 1

คลิปเฉพาะเสียง ดาวโหลดที่ ลิงก์ 2


"ทักษิณ" ด่าส.ส.ขายตัว ให้ถาม"ลุงชัย" ซัดอมาตยาธิปไตยพาเศรษฐกิจร่วง ปลุกฮือทั้งประเทศร่วมเสื้อแดงทวง ปชต. (จาก มติชนออนไลน์ )

เวลา 20.30 น. วันที่ 28 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านระบบวิดีโอลิงค์ เพื่อปราศรัยขึ้นจอภาพ บนเวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณทำเนียบรัฐบาล ว่า

เมื่อครั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน เคยตั้งฉายารัฐบาลเป็นรัฐบาลต่างตอบแทน แต่วันนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลต่างตอบแทนตัวจริง ต้องตอบแทนผู้มีพระคุณที่ทำให้ได้เป็นรัฐบาล ได้เป็น เพราะทหาร และคนกลุ่มที่ออกจากพรรคไทยรักไทย รวมทั้งต้องแก้เศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ เพราะมีเถ้าแก่เอสเอ็มอีอยู่ในคณะรัฐมนตรีจำนวนมาก

"รัฐบาลชุดนี้ ลงทุนซื้อ ส.ส. โดยเฉพาะเขียวไข่กา ถ้าสงสัยให้ถามลุงชัย (นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร) แล้วอย่าบอกว่าเขียวไข่กาเป็นมะม่วง จะว่าเป็นฝีมะม่วงถึงใกล้เคียงหน่อย" อดีตนายกฯ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เมื่อวันก่อนนั่งเครื่องบินผ่านประเทศโซมาเลีย ที่มีโจรสลัดคอยปล้นเรือผ่านช่องแคบ ได้เห็นแต่ทะเลทราย ขนาดประธานาธิบดีต้องไปอยู่นอกประเทศ ต้องไปตั้งกองบัญชาการที่เคนย่า เมืองไนโรบี ซึ่งสหประชาชาติ(ยูเอ็น) คอยสนับสนุน นั่นคือภาวะการไร้อำนาจในการทำงาน

อดีตนายกฯ กล่าวว่า ก่อนเราจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เงื่อนไขสำคัญคือ ความมั่นคงทางการเมือง ถ้าการเมืองยังเป็นแบบนี้ ที่มีความพยายามทำให้เป็นอมาตยาธิปไตย ก็ไปไม่ได้รอด เพราะเสียงส่วนใหญ่ต้องการประชาธิปไตย แต่อามาตยาธิปไตยกุมอำนาจ เท่ากับฝืนความรู้สึกประชาชน

"เป็นห่วง พอเห็นรัฐบาลนี้จะแก้กฎหมาย 2 ฉบับ ฉบับแรกจะขยายเพดานเงินกู้เป็น 60%ของจีพีดี แล้วอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) และรัฐบาลกลับบอกว่า ประเทศที่เจริญแล้ว กู้เงินเกิน60% เขาทำได้ เพราะฐานภาษีประมาณ 35% ของจีพีดี แต่ของเรา 15% หมายความว่า ถ้าขยายเพดานเงินกู้ เพราะรัฐบาลนี้นักกู้อยู่แล้ว หาเงินไม่เป็น แต่กู้เก่ง เตรียมไว้เลย ภาษีต้องขึ้น ถ้าไม่ขึ้น ก็ไม่มีกำลังใช้หนี้"

อดีตนายกฯ กล่าว และว่า กฎหมายตัวที่2 กำหนดว่า ต้องขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 4.5% แต่ปีนี้ 2552 ตั้งงบขาดดุลเกือบ6% ถือว่าผิดกฎหมาย เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุและไม่ดักปัญหาล่วงหน้า

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ต้องเอางบประมาณลงทุนเพื่อจ้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน แต่เอาเงินมาแจกแบบประชานิยมนั้น ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะยุคสมัยไม่เหมือนกัน แม้อยากได้คะแนนเสียง ก็ได้ชั่วคราว อีกไม่กี่วันคนก็ลืมแล้ว เนื่องจากไม่สามารถมีเงินแจกได้ต่อเนื่อง

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น งบทางทหาร ต้องรอไปก่อน เพราะเงินไม่พอ ทั้งนี้ เห็นว่าการทุ่มเงินลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้จำนวน 1 แสนล้านบาท ทั้งที่จีดีพีใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ถึงแสนล้าน กลายเป็นงบวุ่นวายเสียวัฒนธรรม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่ง "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" แต่วันนี้เปลี่ยนเป็น "จัดซื้อ เบี้ยเลี้ยง เพลิดเพลิน"

อดีตนายกฯ กล่าวว่า ตอนเป็นนายกฯ ได้วางเมกะโปรเจ็คต์ไว้แล้ว และได้ข่าวว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ลอกเลียนอยู่ แต่เชื่อว่าไม่ได้ทำ เพราะต้องคืนอำนาจให้รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยสานต่อ "ถ้ามาร์คแน่จริง ก็บอกประชาชนเลย ผมจะยุบสภา ผมเก่ง ผมจะทำใหม่"

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เล่นการเมืองเรื่องเล็กเรื่องน้อย ดำเนินการกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ปล่อยเรื่องทุจริตใหญ่ให้หมดอายุความ

ขณะนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเข้าสู่ภาวะซบเซา จากเดิมนักท่องเที่ยวต่างประเทศประทับใจ ก็กลัวเมืองไทย กลัวมาแล้ว จะกลับออกไปไม่ได้ เพราะขนาดหัวหน้าปิดสนามบินยังเป็นรัฐมนตรีเลย อย่างไรก็ตาม เห็นว่าถึงเวลาปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ ต้องคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนและมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง รวมทั้งปฏิรูปกฎหมายที่ทำให้ประเทศล้าหลัง และปฏิรูปวัฒนธรรรมทางการเมือง

"พี่น้องครับ ลุกขึ้นมาทั้งประเทศไทย มาร่วมกับเสื้อแดง เอาประชาธิปไตยคืนมา ไม่ต้องมากรุงเทพฯก็ได้ ชุมนุมกันทั้งประเทศอย่างสันติ เพื่อบอกให้รู้ว่า เราหวงแหนประชาธิปไตย เอาคืนมาให้เราซะ แล้วความเป็นอยู่พี่น้องจะดีขึ้น" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

และว่า บรรดานักการเมืองมาร่วมกับตน อย่าเหนียม ออกมานำพี่น้องประชน เราไม่ทำร้ายใคร เราไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย เราต้องการประชาธิปไตยแท้จริง ไม่ใช่หลอกหลวง เราต้องการประชาธิปไตยเพื่อประชาชน

"ไม่ต้องห่วงผม ผมห่วงพี่น้องครับ พี่น้องที่มีกำลังมาช่วยเหลือพวกเสื้อแดง ข้าวหม้อแกงหม้อให้พวกเราอยู่และสู้กัน เราต้องการประชาธิปไตยเพื่อประเทศไทย เพื่อคนไทย เพื่อลูกหลานของเรา เราต้องการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่กับประชาธิปไตย โดยไม่มีพวกเกะกะวุ่นว่ายกับการเมือง กับการเมือง" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

Saturday, March 28, 2009

"จรัล"จวก"สุรยุทธ์"โกหก ชี้เดินแผนรัฐประหารเองทั้งหมด

ที่มา มติชนออนไลน์

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงถึงกรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ปฏิเสธไม่ได้ร่วมวางแผนรัฐประหาร ว่า เป็นการโกหกที่บอกว่าไม่เกี่ยวกับการรัฐประหาร เพราะพล.อ.สุรยุทธ์เป็นคนเดินแผนการเองทั้งหมด หากไม่เชื่อให้ไปลองถาม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ว่า พล.อ.สุรยุทธ์เคยทาบทามให้เป็นรัฐมนตรีก่อน 19 ก.ย.49 หรือไม่


นอกจากนี้อยากถาม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าใช้อำนาจทางกกฎหมายอะไรในการพักอยู่ในบ้านสี่เสาเทเวศร์จนถึงวันนี้ ถ้าตอบไม่ได้ก็ต้องลาออกจากประธานองคมนตรี

"จตุพร"อัด"เนวิน"ดัดจริตทั้งที่เคยนำเสื้อแดงบุกบ้านเปรม

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ถึงกรณีนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยระบุรับไม่ได้ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โจมตีองคมตรี ว่า ดัดจริต เพราะนายเนวินเป็นผู้นำในการบุกบ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ครั้งที่ผ่านมา เพียงแต่โชคดีที่ไม่ถูกจับกุม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แกนนำยังไม่มีการกำหนดมาตรการดาวกระจาย แต่เชื่อว่ามวลชนจะชุมนุมกันจนไปถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์ก็เป็นได้ และยังยืนยันในข้อเรียกร้องให้ยุบสภาหรือลาออก โดยจะไม่มีการเจรจาประนีประนอมใดๆ


นายจตุพร กล่าวว่า แกนนำนปช.จะแฉนายทหารยศ พล.ต. บางคน ที่เป็นคนสั่งการให้ยิงประชาชนเมื่อพฤษภา 35 นอกจากนี้จะเปิดวิดีโอคลิปที่ระบุว่าใครเป็นผู้สั่งการให้ยึดอำนาจด้วย

"ณัฐวุฒิ"ลั่นเสื้อแดงไม่มีอาวุธ ยินดีให้ตร.ร่วมตรวจกับการ์ด

นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าได้รับรายงานอาสาสมัครคนเสื้อแดงพกวัตถุระเบิด ในบริเวณพื้นที่การชุมนุมว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลรู้สึกหวั่นไหวกับการชุมนุม แล้วสั่งการให้คนในพรรคออกมาแถลงข่าวโจมตี ตนคิดว่าควรหาคนอื่นดีกว่า เพราะการใช้บุคคลดังกล่าวออกมาพูด แทนที่จะเป็นผลดีกับพรรค แต่กลับแย่กว่าเดิม ตนเห็นว่าคนที่พูดควรนำหลักฐานมายืนยันด้วย


"คนที่นำข่าวไปรายงานเข้าใจผิดว่าเป็นคนเสื้อแดง แต่ความจริงแล้วเป็นการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคยร่วมชุมนุม แล้วพกระเบิดมาก็ได้ ดังนั้นผมไม่ใส่คำพูดพวกนี้" นายณัฐวุฒิ กล่าว


นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนและกลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมแสดงความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งตนได้เจรจากับ พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลว่า ตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของวันที่ 28 มีนาคมนี้เป็นต้นไป จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดกำลังมามาดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชุมนุม รวมทั้งตั้งจุดตรวจค้นสิ่งของผู้ที่เดินทางเข้ามาร่วมชุมนุม ร่วมกับการ์ดเสื้อแดง ถือเป็นเรื่องดีที่จะใช้โอกาสนี้สังเกตการณ์พื้นที่การชุมนุมด้วย หากพบสิ่งผิดกฎหมายหรือพบวัตถุระเบิด แกนนำยินดีรับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ยืนยันว่าไม่มีอย่างแน่นอน

สุรยุทธ์"ลั่นไม่ฟ้อง"แม้ว" แต่อยากให้ปชช.ฟังความ2ด้าน

ที่มา มติชนออนไลน์

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ตนไปพบ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้โทรศัพท์มาขอให้ไปช่วยพูดด้วย เพราะโอกาสที่กกต.ทั้งหมด จะถูกฟ้องศาลมีมากและโอกาสที่จะพลาดมีสูง ก็ได้พูดคุยกัน จนกระทั่งพล.อ.จารุภัทร ได้มาขอบคุณตน ถ้าไม่ฟัง ก็คงถูกศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว ที่ตนให้ข้อคิดเห็นไป ก็ขึ้นกับ พล.อ.จารุภัทร เพราะตนเป็นผู้ที่ให้ข้อคิดเห็นเท่านั้นไม่ใช่คนที่จะไปสั่งใครทำสิ่งใดได้


"ตนเคารพในความคิดเห็นคนอื่น แต่ขณะเดียวกัน ข้อคิดเห็นของตน ข้อมูลที่เรียนสื่อมวลชน เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ตนเสนอข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งเพื่อตรวจสอบการตัดสินใจ ควรจะเชื่อในสิ่งที่ตนพูด หรือเชื่อในข่าวที่ออกมา" พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว


พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนจะไม่ฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ เพียงแต่ต้องการให้ทุกท่านได้ทราบความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น โดยข้อสรุปที่ได้หารือในวันนั้น ตนไม่ได้โมโห เพราะเข้าใจว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ประสบปัญหาอะไร เพียงแต่ต้องการให้ประชาชนรับทราบ อย่าฟังเพียงด้านเดียว แล้วพิจารณาว่าสิ่งใดมีเหตุผลมากน้อยเพียงใด

"สุรยุทธ์"แถลงโต้"แม้ว" พบปะแค่หวังฟังความเห็นตุลาการ

ที่มา มติชนออนไลน์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ว่า ตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะวางแผนการทำรัฐประหาร ถ้าจำไม่ผิด การพบปะครั้งนั้น ได้เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2549 โดยที่นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เชิญไปพบ ก็ไม่ได้มีการเตรียมการมากมาย เพราะในช่วงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไป


"ผมอยากเรียนว่า ในฐานะที่ผมเองต้องติดตามข่าว ก็จำเป็นต้องพบปะพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากท่านติดตามสถานการณ์ จะเห็นว่าขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่อาจจะเรียกว่า เป็นเรื่องของตุลาการในการเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ในวันนั้นผมก็มีความตั้งใจเพียงฟังข้อคิดเห้น จากฝ่ายตุลาการระดับสูงเท่านั้น" พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว


พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตุลาการที่ผมรู้จักเพียงท่านเดียว คือ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น ถือเป็นโอกาสได้ฟังความคิดเห็น การพูดคุยก็มีการเปลี่ยนความคิดเห้น แต่ไม่ได้มีการกระทำใดๆ หากมีการพูดเรื่องการทำรัฐประหารกับผู้พิพากษาหรือตุลาการ คงไม่สมเหตุผลเลย ถ้าพูดกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ คงเป็นเหตุผลกว่า นอกจากนี้ ตนรู้จักนายปีย์มานานพอสมควร นายปีย์ก็อยู่ในฐานะที่เป็นสื่อ จึงยืนยันได้ว่า หากอยากได้ข้อมูล ก็สามารถสอบถามจากนายปรีย์ได้