WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 30, 2009

อย่าให้ถึงขั้นสงครามกลางเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อค่ำวันศุกร์ ถือเป็นการโฟนอินที่มีเนื้อหารุนแรงที่สุดเท่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยพูดมา มีการเอ่ยชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อย่างเปิดเผยว่า เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการวางแผนปฏิวัติ 19 กันยา 49 โค่นล้มรัฐบาลทักษิณ

ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง

บทสรุปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการโฟนอินเมื่อค่ำวันศุกร์ก็คือ เรียกร้องให้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แก้รัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยการเอารัฐธรรมนูญฉบับเดิม 2540 เป็นตัวตั้ง แล้วปรับแก้เท่าที่จำเป็น

พ.ต.ท.ทักษิณ ดูจะเชื่อมั่นในฐานเสียงกลุ่มเสื้อแดงของตนเอง มีเลือกตั้งใหม่เมื่อไร พรรคเพื่อไทยจะสามารถกวาดเก้าอี้ ส.ส.กลับเข้ามาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลได้อีกครั้ง

เมื่อดู ฐานเงิน แล้ว ผมเชื่อว่าฐานเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเหนือล้ำ กว่าฐานเงินของ กลุ่มเนวิน-เทพเทือก และ พรรคประชาธิปัตย์ มากมายนัก แม้ในยามนี้กลุ่มหลังจะขยันขันแข็งสร้างฐานเงินอย่างเร่งรีบก็ตาม

ประเด็นที่ ผมเป็นห่วง มากกว่าการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คือ ความแตกแยกในสังคมไทยที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ระหว่าง คนเสื้อเหลือง กับ คนเสื้อแดง จากการ ตอกย้ำ 24 ชั่วโมง ของ สื่อทีวีสองค่าย คือ เอเอสทีวี และ ดีทีวี ที่มีการถ่ายทอดผ่าน เคเบิลทีวีท้องถิ่น ไปสู่อาคารบ้านเรือนของประชาชนที่ให้การสนับสนุนสองฝ่ายทั่วประเทศในเวลานี้

คนในหมู่บ้านเดียวกัน เพื่อนบ้านกัน เริ่มมองหน้ากันไม่ค่อยติด เริ่มมีการท้าทายกันเองในหมู่บ้าน เมื่อฝ่ายหนึ่งชื่นชมเสื้อเหลือง ดูแต่รายการเอเอสทีวี อีกฝ่ายนิยมเสื้อแดง ดูแต่รายการดีทีวี ที่มีเนื้อหาตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

เท่าที่รับฟังมาหลายกรณี นี่เป็นเพียง จุดเริ่มต้นของความแตกแยกในสังคมที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นจาก คนกลุ่มเล็กๆในหมู่บ้าน และ เพื่อนบ้านละแวกเดียวกัน ยังเป็นแค่แสดงการให้เห็นว่า ตัวเองอยู่ฝ่ายไหนอย่างเปิดเผย และไม่พอใจอีกฝ่ายที่ไปแสดงความชื่นชมอีกฝ่าย ยังไม่ถึงขั้นด่ากันทำร้ายกัน

แต่ถ้าปล่อยให้สังคมแตกแยกขยายวงไปเรื่อยๆอย่างนี้ ปล่อยให้มีการปลุก ระดมไปเรื่อยๆอย่างนี้ โดยรัฐบาลทำเฉยไม่ยื่นมือเข้าไปแก้ไขปัญหาแต่เนิ่นๆ

ในที่สุด ผมเป็นห่วงว่า คนไทยจะแตกแยกกันอย่างรุนแรงจนถึงขั้นทำร้ายกันเอง เพราะความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน ระหว่าง เสื้อเหลือง กับ เสื้อแดง เหมือนความแตกแยกในประเทศอื่นที่เราเคยเห็นตัวอย่างมาแล้ว

แม้แต่การขึ้นรถแท็กซี่ในเวลานี้ ผมก็ฟังเพื่อนเล่าบ่อยๆว่า คนขับแท็กซี่มีการถามผู้โดยสารว่า คุณเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง เล่นเอาใจหายใจคว่ำ ไม่รู้จะตอบว่าฝ่ายไหนดี เพราะไม่รู้ว่าคนขับแท็กซี่อยู่ฝ่ายไหน

เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน ที่ นายกฯอภิสิทธิ์ จะต้องลงไปดูและแก้ไขด้วยตัวเอง เพราะเป็นเรื่องที่ มีผลกระทบต่อความสงบสุขในสังคมโดยรวม และ ความมั่นคงของประเทศ ด้วย จะให้ประชาชนใช้วิจารณญาณเองคงลำบาก ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดข้อมูล มีอารมณ์รัก ชอบ โกรธ หลง ยิ่งตอกย้ำด้วยสื่อ ซึ่งเป็นวิธีที่พรรคคอมมิวนิสต์ใช้ ล้างสมองประชาชนในอดีตโอกาสที่จะเกิดความแตกแยกจากการปลุกระดมของสองฝ่ายก็ยิ่งสูง

เศรษฐกิจไทยวันนี้วิกฤติถึงขั้นต้องแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจกันแล้ว ถ้ารัฐบาลปล่อยให้ สังคมวิกฤติ ขึ้นมาอีกวิกฤติ ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่ายไร้สมานฉันท์ ประเทศไทยจะวิกฤติขนาดไหน ผมอยากให้คนไทยทุกคนไปลองนึกดูเอาเอง

ผมเองได้แต่สวดมนต์ภาวนา อย่าให้คนไทยทำร้ายกันเองก็แล้วกัน.

ลม เปลี่ยนทิศ

ล่อจนเสือออกจากถ้ำ

ที่มา ไทยรัฐ

เปิดซองเฉลยกันแล้ว “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ คือ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

และก็ไม่เหนียมกันอีกต่อไป

ในอารมณ์ของแกนนำม็อบเสื้อแดงเต็มตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราศัยผ่านวีดิโอลิงค์ ส่งเสียงและภาพมาที่เวทีม็อบเสื้อแดงหน้าทำเนียบรัฐบาล

ปลุกระดมกองเชียร์ ออกมาชุมนุมให้มืดฟ้ามัวดิน

พร้อมกวักมือเรียกลูกน้องเก่า สมาชิกบ้านเลขที่ 111 อดีตลูกข่ายพรรคไทยรักไทย ให้โดดขึ้นเวทีคนเสื้อแดง สู้กับฝ่ายโค่นอำนาจ

ไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องเขินกันอีกต่อไป

ขนาดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะน้องเขย ยังสลัดมาดนุ่มนิ่มขี้อาย ขึ้นเวทีร้องเพลง “คิดถึงเสมอ” ปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชุมนุมเสื้อแดง


“ทักษิณ” เปิดหวูด ห้อตะบึงเต็มสตรีม

ภายใต้เดิมพันต้อง “เคลียร์” ให้จบภายใน 3 เดือน ตามหมากที่เซียนการเมืองอ่านกันว่า จุดพลิกผันจะเกิดขึ้นนับจากนี้ไปจนถึงเดือนมิถุนายน

ถ้าเลยจุดหักดิบ กองกำลังเสื้อแดงจะอ่อนล้าไปเอง

โดยเงื่อนไข ยังไงก็ต้องโหมโรงกันเต็มอัตราศึก

แต่ที่แน่ๆ โดยยุทธศาสตร์ดับเครื่องชนของ “ทักษิณ” ทลายกำแพง“ประเพณี”แบบไทยๆ รุกเข้าถึงกองบัญชาการใหญ่ของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย

ปะฉะดะไม่เเลือกหน้า องคมนตรี ตุลาการ

เอาข้อมูล “ลับๆล่อๆ” ที่ลือกันปากต่อปาก มายืนยันออกอากาศ

ล่อเสือออกจากถ้ำจนได้

กับปริศนา พลเอก“ส”ก็เปิดตัวออกมาแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เคยไปบ้านของ “มิสเตอร์พี” นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา แถวย่านสุขุมวิท และได้เจอกับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน.จริง

แต่ไม่ได้วางแผนปฏิวัติ แค่การหารือถึงสถานการณ์ทางการเมือง

และก็เป็นนายปีย์ ที่ออกมาช่วยเคลียร์หน้าเสื่อ ยอมรับว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 5 เดือน ได้มีการนัดบรรดาเพื่อนๆ ทั้งที่เป็นองคมนตรี ตุลาการ และ พล.อ.พัลลภ มารับประทานอาหารเย็นที่บ้านจริง

แต่คุยกันเรื่องตุลาการภิวัตน์ และสถานการณ์บ้านเมืองโดยทั่วไป ไม่ได้นัดหารือเพื่อวางแผนปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และไม่ได้มีการเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพมาพูดคุยด้วย

เรื่องจริงทั้งหมดเป็นไปตามที่ พล.อ.สุรยุทธ์ให้สัมภาษณ์ ทุกประการ

เช่นเดียวกับนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ออกมายกเหตุผลหักล้าง ไม่มีใครจะทำการปฏิวัติ โดยเอาคนเป็นตุลาการที่ไม่ประสีประสาในเรื่องนี้เข้าไปร่วมด้วย

ตัวละครเปิดหน้าออกมาหมดแล้ว อยู่ที่คนดูจะให้น้ำหนักใครมากกว่า

ว่ากันว่า เบื้องหลังการหักเหลี่ยมสัญญาบนโต๊ะอาหารที่บ้านสุขุมวิท ยังมีอีกหลายช็อต

แต่ที่แน่ๆ ถ้าประเมินจากการที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า การร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านของนายปีย์ ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2549 หลังเลือกตั้งเสร็จใหม่ๆ

มันก็สอดคล้องกับปมที่อดีตนายกฯทักษิณแฉเบื้องหลังวงสนทนา เกี่ยวโยงกับผลการเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยชนะถล่มทลายได้ ส.ส. 377 เสียง ทิ้งขาดคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ขาดลอย

พี่เลี้ยงเลยเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางสู้ “ทักษิณ” ได้ หากปล่อยไปตามกติกาในสนามเลือกตั้ง การเมืองยากจะพลิกข้าง

จึงต้องหาทางล้มโต๊ะด้วย “วิธีพิเศษ”

โดยเป้าหมายปลายทาง “ปูทาง” ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลให้ได้ และก็เป็นอะไรที่ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญสอดรับพอดีกับปฏิกิริยาของคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียตามท้องเรื่อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาซัดโครมเลยว่า การโฟนอินพาดพิง “ป๋าเปรม” ของอดีตนายกฯทักษิณ ไม่เหมาะสม

รัฐบาลจะดูแล ดำเนินการกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ขณะที่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง รีบบลัฟตามสไตล์ การปราศรัยผ่านวีดิโอลิงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถเรียกเรตติ้งจากประชาชนได้

เนื่องจากพูดจาไม่เหมาะสม พาดพิงเบื้องสูงทำให้มีผู้ชุมนุมน้อยลง

“เด็กดี” ช่วยกันปัด ช่วยกันป้อง มือเป็นระวิงเลย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เว็บไซท์แดงนนท์ เผยข้อมูลกราฟิคแผนที่จังหวัดที่มี "การปิดล้อมศาลากลางจังหวัด" อัพเดท 17.40น. 30 /03/52

ที่มา thaifreenews

โดย : Palrak



http://www.rednon.com/forum/showthread.php?t=350&page=2

ตายสิบเกิดแสน การใช้กำลังหักหาญ มีแต่ทำให้สงครามและความขัดแย้งขยายตัว

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย





ตอนนี้มีข่าวลือเหลือเกินว่าทหารจะใช้กำลังเข้าสลายม็อบ ผมฟังข่าวนี้โดยไม่ได้สะทกสะท้านอะไรมากมายนัก การสลายม็อบออกไปจากหน้าทำเนียบ ไม่ได้หมายความว่า "คนเสื้อแดงจะหายไป" แต่คนเสื้อแดงจะขยายตัวมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน ม็อบไม่ได้อยู่ที่สถานที่ แต่อยู่ที่หัวใจคนที่ไม่ยอมรับ

ตายสิบเกิดแสนว่างั้นเถอะ

การใช้ม็อบชนม็อบ เอาม็อบเสื้อเหลือมาชน แล้วให้ทหารใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ มันมุกเก่าเกินไป แม้จะยึดอำนาจได้ เหตุการณ์ก็ไม่สงบ ความขัดแย้งมีแต่จะรุนแรงและไม่มีทางประสานกันได้มากขึ้น สุดท้ายอาจจต้องแยกแผ่นดินกัน วันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ยึดอำนาจได้แล้วไม่ใช่หรือ แต่ทำไมความแตกแยกยิ่งขยายตัว หากทำอีก ไม่ต้องบอกถึงผลลัพท์ เด็กอมมือก็รู้

ความขัดแย้งของคนในชาติ ไม่มีทางสยบหรือทำให้หายไปได้ด้วยกำลัง และสร้างดุลภาวะแห่งความกลัว เพราะหากทำอย่างนั้น คุณก็ต้องปิดประเทศอยู่แบบพม่า หรือเกาหลีเหนือ แต่ประเทศไทยเปิดประเทศมานานกว่าศตวรรษ ตั้งแต่ต้นรัชสมัย ร. 4 ขืนปิดประเทศ ก็ทำให้ประเทศนี้ล่มสลายลงในเวลาไม่นาน แต่ประชาชนคงไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน แต่โครงสร้างอำนาจสถาบันต่างๆ ในสังคมคงไปไม่รอด

ปัญหาของความขัดแย้งของการเมืองไทยวันนี้คือ "แผ่นดินนี้ไร้ซึ่งความเป็นธรรม" แผ่นดินที่ไร้ซึ่งความเป็นธรรม ยิ่งมีการใช้อำนาจกดขี่บีฑา ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความอยุติธรรมมากขึ้น ตอกลิ่มแห่งความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น สุดท้ายมันก็ระเบิด จนถึงขั้นปกครองกันไม่ได้ จะปกครองได้ก็ต้องใช้ทหาร ใช้ตำรวจลับ คุมทุกซอกทุกมุมตึก รัฐแบบนี้ก็ไปไม่ไ่ด้นาน แล้วก็จะระเบิกตูมเละอีกเหมือนกัน

สถานการณ์วันนี้ พล.อ.ป. และ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ องคมนตรี ที่คนเชื่อว่าเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง และหากให้สองคนนี้อยู่ต่อไป จะเป็นภัยต่อเบื้องสูงมากยึ่งขึ้น และหากมีการใช้ทหาร ก็ยิ่งตอกย้ำถึงการเข้ามาแทรกแซงยิ่งขึ้น และกลายเป็นศัตรูของประชาชนกลุ่มใหญ่ไป

จนถึงวันนี้ พวกคุณแก้ปัญหาความแตกแยกในชาติไม่ได้แล้ว

ภาวะการล่มสลายทางเศรษฐกิจกำลังมาึึุถึง ยิ่งใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง แรงยึดเหนี่ยวในสังคมก็เสื่อมสลายไป

วันนี้สองนายพลมากบารมี เข้ามาติดหล่มการเมืองแล้ว ยิ่งดันทุรัง ยิ่งดิ้น บ่วงก็จะรัดคอแน่นยิ่งขึ้น ในที่สุดความเสียหายยิ่งขยายตัวมากขึ้นจนไม่อาจประเมินค่าได้

แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะรู้ตัว เพราะ เมื่อ "กรรมมาุึุถึง" สติปัญญาก็หมดไป เหลือแต่ทิษฐิ ความดื้อร้น และดันทุรังมากขึ้น

ถึงอย่างไรพวกคุณตอบโต้ทักษิณ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร สถานการณ์มันเกินเลยไปแล้ว ยึดทรัพย์ทักษิณ ก็ไม่ทำให้สงครามสงบ ที่จริงพวกคุณก็ยึดของเขาไว้หมดแล้ว อาวุธที่จะใช้มันหมดแล้ว

วันนี้ศาลก็ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้เป็นนรัฐบาล การใช้กำลังทหาร จะมีแต่ความรุนแรง และสถานการณ์บานปลาย

หมดอาวุธ แล้ว ศรัทธาก็เรียกคืนไม่ได้

สื่อก็หมดพลัง เพราะเอียงกระเท่เร่ นักวิชายการรับใช้ ก็หมดความขลัง

เสื้อแดงมีแต่เติบโต และมีพลังมากขึ้น ไม่มีวิธีใดสลายได้หรอกครับ เพราะ "เงื่อนไขสงครามยังอยู่ครบ" และรุนแรงขึ้น

คนเคยทำธุรกิจอย่างทักษิณมีกึ๋นมากกว่าคุณหนูทำงานไม่เป็นอย่างกรณ์อภิสิทธิชัดเจน

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny

ผมฟังสิ่งที่คุณทักษิณโฟนอินเรื่องเศรษฐกิจครับ และในฐานะที่เข้าใจมาร์เกตติ้งในระดับหนึ่ง อยากบอกว่า การหาตลาดใหม่อย่างอัฟริกา และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ไปสร้างงานโดยไม่กู้แบ๊งค์ถ้าทำได้นั้น เป็นหลักการที่ถูกต้องในความเห็นของนักการตลาดทั่วไปแน่นอน

เพราะเมื่อตลาดที่มีอยู่เกิดการหดตัว กำลังซื้อลดลง ก็ต้องหาตลาดใหม่มาแทนที่ กำลังซื้ออาจไม่มากเท่าที่เคยมีในตลาดเดิม แต่ถ้าพัฒนาต่อไปก็จะเติบโตขึ้น ส่วนตลาดเดิมต้องรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้เพราะเป็น Bread and Butter แม้ตลาดใหม่จะสามารถเป็น Bread and Butter ใหม่ได้แล้ว ตลาดเก่าก็ไม่ควรละทิ้ง ยกเว้น Expense ในการรักษาตลาดจะสูงเกินไปจนไม่คุ้ม อย่างกรณีศักยภาพของ GDP ในภาคใต้รวมกันไม่ถึงแสนล้าน แต่ทะลึ่งทุ่มการลงทุนลงงบประมาณไปแสนล้าน เป็นการใช้จ่ายแบบศักดินาอำมาตย์ คือเอาหน้าไว้ก่อน ขอให้พวกเราได้ครองการเมืองภาคใต้ก็แล้วกัน ฉิบหายเท่าไหร่ช่างมันอย่างชัดเจน เจ๊งก็ไม่เป็นไรเราไปรีดที่อื่นมาโปะต่อ ขอให้ฐานเสียงแน่นก็แล้วกัน ยกเว้นว่าจะมี Potential มากพอที่จะเติบโตในสามหรือห้าปีข้างหน้าก็คุ้มลงทุนเพราะเฉลี่ยแล้วจะใช้เงินปีละสองหมื่นล้านเท่านั้น

เรื่องการเอาเงินคงคลังแสนกว่าล้านเหรียญมาให้รัฐบาลกู้เองแทนการกู้แบ๊งก์นั้น ถ้ารัฐบาลมั่นใจในฝีมือการทำงาน ย่อมดีกว่ากู้เงินนอกแน่ เพราะคิดง่าย ๆ ครับ ถ้าคุณกู้แบ๊งค์คุณเสียดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ถ้าเอาเงินของคุณเองที่เก็บฝากแบงก์ได้ดอกเบี้ยนิดหน่อยมาให้บริษัท ฯ กู้ขยายงานเพราะมั่นใจว่าโปรเจคของคุณกำไรชัดเจนแน่ ดอกเบี้ยที่คุณได้จะมากขึ้นกว่าที่คุณฝากแบ้งก์ แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ที่คุณจะเสียให้ตัวคุณเองจะน้อยลงเพราะมันต้องหักดอกเบี้ยที่คุณเคยได้จากฟิกซ์เดโพสิทที่อยู่ในแบงก์ออกด้วย จริง ๆ คุณอาจจะกู้แบ๊งก์นั้นเองก็ได้ เพราะเงินฝากของคุณมันค้ำประกันเงินกู้ที่คุณจะเอาออกจากแบ๊งก์ได้อยู่แล้ว พวกแบงก์เรียกว่ากู้เงินตัวเอง และแบงก์มันไม่ยอมให้กู้หมดหรอกครับ หินจะตาย ที่คุณทักษิณว่าคือกู้ครึ่งนึงของที่อภิสิทธิมันจะไปกู้จากเมืองนอกเท่านั้น รัฐบาลนี้มันเลี่ยนจริง ๆ ครับ เพราะทั้งนายกและ รมต.คลัง มันไม่เคยทำงานอะไรมาก่อนสักอย่าง ก็คิดโง่ ๆ สั้น ๆ แบบคนเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ กระดี๊กระด๊าว่ามีคนเขาเชื่อมั่นให้กู้แล้ว ก็แหงล่ะ ไอ้คนให้กู้มันดูแล้วว่าฐานะการเงินของไทยมันเชื่อถือได้ มีเงินสำรองเป็นแสนล้านเหรียญมันก็ให้กู้น่ะสิ เจ๊งมันก็ถือเอาเงินทุนสำรองที่ทักษิณทำไว้เป็นหลักประกันเพือเรียกร้องและยึดคืนเวลาไม่มีปัญญาใช้หนี้ กรณ์กับอภิสิทธินี่มันห่วยแตกจริง ๆ ครับ เสือกมาเป็นคนดูแลเศรษฐกิจของชาติทั้ง ๆ ที่ค้าขายไม่เป็น รู้จักแต่จะกู้ ๆๆๆๆๆ ขอมีเงินไว้ใช้ก่อนตามแบบคุณหนูผู้ไม่เคยรู้จักความทุกข์ยากทั้งหลายในสังคมไทย

ปัญหาของนายกรณ์และนายอภิสิทธิก็คือ การมีโคตรเง่าศักราชเป็นข้าราชการศักดินาและเป็นเจ้าของแบงก์ แน่นอนที่คุณย่อมคิดแบบข้าราชการที่ทำตามคำแนะนำอันคุ้นเคยของนายแบงก์ที่เชิดคุณไว้เป็นไม้กันหมา นั่นคือเอาเงินคนอื่นมาลงทุน เก็บเงินตัวเองไว้กินดอกเบี้ยดีกว่า ทั้ง ๆ ที่เงินกู้นั้นคุณต้องเสียดอกเบี้ยให้แบงก์ เงินฝากคือเงินคนอื่นที่แบงก์เป็นตัวกลางไปปล่อยกู้หารายได้ให้ตัวเองแบบเสือนอนกินนั่นเอง นี่คือเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นของนายแบงก์ ส่วนเบื้องรองคือค่าปากถุงนั้นเป็นสิ่งที่เป็นผลพลอยได้ที่อาจจะสำคัญกว่าเสียด้วยซ้ำในทัศนะของผู้ประสานงานทั้งหลายที่ไปสร้างการกู้เงินขึ้น เพราะคอมมิสชั่นจากการเอาสินทรัพย์ของชาติไปคำประกันเงินกู้เจ็ดหมื่นล้านแค่ไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ก็แบ่งกันเละแล้ว

วิกฤติการเมือง วิกฤติสังคม วิกฤติเศรษฐกิจ และวิกฤติศรัทธา ผมว่าสถาบันต่างๆ ของไทย ไปไม่รอด แต่ไม่สิ้นชาติ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย




แต่ผมคิดว่า ถึงอย่างไรประชาชนยังอยู่แน่นอน และไม่มีวันสิ้นชาติ หรือสิ้นแผ่นดิน เพราะคน 60 ล้านคน ไม่มีทางตายไปในทันที ประเทศก็ไม่ถูกใครยึด ผมจึงไม่ได้มีห่วงอะไรเรื่องสิ้นชาติ ส่วนสิ้นอย่างอื่น ผมไม่แคร์อะไร

ตอนนี้ผมเชื่อว่า เมืองไทยมีความแตกแยกจนยากที่จะประสานกันแล้ว วิกฤติการณ์ทุกอย่างสุมเข้ามาพร้อมกันราวกับนัดกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ความแตกแยกในชาติ ที่อย่างไรก็ไม่มีทางประสานปรองดองกันได้ ภายใต้กรอบความคิดเดิม เรื่องรักใครไม่รักใคร ตอนนี้ผมไม่รักใครแล้ว นอกจากตัวเองและประชาชน และประชาธิปไตย ความรักอื่นๆ ไม่ทำให้ชีวิตผมดีขึ้น มากกว่าความงมงาย



ในขณะที่ความแตกแยกทางการเมืองยังไม่มีวันประสานกันได้ และยังมองทางออกไม่เจอ วิกฤติการณ์ที่มาอย่างใหญ่หลวงประจวบเมาะเหมือนกรรมซัด คือ วิกฤติการณ์เศรษฐกิจโลก และวิกฤติเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดโลกเกิน 50% ของ จีดีพี มีการคาดการณ์กันว่า ไตรมาส 1 ปี 2552 นี้ จีดีพีไทยจะติดลบกว่า 6% คนว่างงานจะเกิน 1.5 ล้านคน มันหมายถึงความอดอยาก วิกฤติทางสังคมจะตามมา

คนไทยไม่เหมือนกับ 30 ปี ที่แล้วที่หากตกงานยังกลับชนบทได้ วันนี้ไม่มีชนบทให้กลับ ไม่มีนาให้ทำ คนตกงาน หากเงินเก็บหมด ก็อดตายสถานเดียว เพราะเงินคืออาหาร ไม่มีเงินก็ไม่มีอาหาร ไม่ใช่จะไปหากินตามข้างถนนได้

วิกฤติอื่นๆ ที่ผมเห็นชัดเจนคือ "วิกฤติศรัทธา" ต่อตัวบุคคลต่างๆ ในประเทศนี้ ไม่ว่าคนที่มียศฐาบรรดาศักดิ์สูง อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือ พล.อ.สรุยุทธ์ จุลลานนท์ คนสองคนนี้ไม่ใช่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่น่านับถือของคนกว่าครึ่งประเทศอีกแล้ว เขาคือ ศัตรูของประชาชนอย่างน้อยก็คือกลุ่มเสื้อแดง ที่เปิดเวทีด่าทุกวัน คนเหล่านี้ไม่ใช่คนกลางอีกต่อไป แต่คือ "ตัวปัญหา" และศรัทธาของพวกเขาเรียกกลับคืนไม่ได้แล้ว เขากลายเป็นภาระของสถาบันที่เขาสังกัดไปแล้ว ไม่ใช่ผู้มีบารมีอีกต่อไป

วิกฤติการณ์ของสังคมไทยครั้งนี้ ผมไม่คิดว่า ประเทศไทยจะกลับไปเหมือนเดิมก่อนปี 2549 สถาบันหลายๆ สถาบันได้ทำลายตัวเองไปเรียบร้อย ไม่ว่าศาล หรือ สภาที่ปรึกษาอื่นๆ

แต่สัจจธรรมโลก เมื่อของเก่าๆ ซากเก่าๆ ในสังคมเก่าล่มสลายไป สังคมใหม่ก็เกิดขึ้น และเติบโตต่อไป เช่น กรุงศรีอยุธยาล่มลลายก็เกิดกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ก้าวเข้าสู่โครงสร้างทางสังคมแบบใหม่ขึ้น

หลังวิกฤติผ่านไป ประชาชนก็ยังคงอยู่ แต่ซากเดนเก่าๆ ล่มสลายไปหมดสิ้นแน่นนอน วันนี้ไม่ใครจะใช้อิทธิพลหรือบารมีของตนแบบเดิมๆ กู้ได้อีกต่อไปแล้ว

เหตุการณ์แบบ 6 ตุลาคม 2519 จะไม่เกิดขึ้น แน่นอน

ลูกเสือชาวบ้านได้ตายไปนานแล้ว ปลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้น สังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมดั้งเดิมเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่ใครจะมาจูงจมูกให้ไปฆ่ากันได้ง่ายๆ ท่ามกลาง วิดีโอ มือถือ และกล้องนับล้านตัว ไม่มีคนจาก หน่วยรบพิเศษ ไปปลุกระดมคนมาฆ่ากันได้อีกแล้ว



การที่กลุ่มเสื้อแดง และท่านนายกฯทักษิณ เปิดหน้าชนไปที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ผมถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ที่สามารถท้าทายเอา “ฝ่ายตรงข้าม” ออกมาชนช้างกันได้ ตอนนี้ทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.เปรม ต่างก็ออกมาแก้ตัวพัลวัล รวมทั้งพวกอำมาตย์ต่างๆ ที่อยู่แวดล้อมด้วย และผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะแก้ตัวหรืออะไร มันก็ไม่มีทางพ้นมลทินได้ เพราะประชาชนไม่ได้โง่ ที่จะไม่รู้เรื่องอะไรเลย การปฎิเสธท่ามกลางระบบข้อมูลข่าวสารที่กระจายออกไปสู่มหาชนนานนับปีแล้ว เท่ากับเป็นการดูถูกว่า “ประชาชนโง่” ยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนมากยิ่งขึ้นไปอีก

ตอนนี้สังคมไทยไม่มีทางปลุกเหตุการณ์แบบ 6 ตุลาคม 19 ได้อีกแล้ว เพราะ พวกขวาจัด มีกำลังไม่พอ และพวก “เสื้อแดง” มีมากเกินไป กระจายไปยังประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่มีเฉพาะนักศึกษาแบบเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เท่านั้น และหากพวกเขาจะปลุกม็อบชนม็อบ แล้วอ้างทำรัฐประหาร ผมว่ามีหวังเกิดสงครามกลางเมืองแน่นอน และผลสุดท้ายของสงครามกลางเมืองคือ คนที่อยู่ตรงข้ามกับประชาชน จะพ่ายแพ้อย่างราบคาบแน่นอน

ขันทีแหลไม่ได้พาคมช.เฝ้าตอนปฏิวัติ19กันยา มองเสื้อแดงเหมือนสู้กับผกค.ในอดีต

ที่มา Thai E-News


ที่มา เนชั่น
30 มีนาคม 2552



ฟ้องด้วยภาพ-ภาพและเอกสารข่าวที่คมช.นำมาเปิดเผยตอนรัฐประหาร19กันยายน2549 ชายผมขาวในภาพคือพลเอกเปรม แต่วันนี้เขาบอกว่าไม่ได้นำคมช.เข้าเฝ้าฯ และอ้างว่าเข้าเฝ้าก่อนที่คมช.จะมาถึง20นาที(คลิ้กที่ภาพเพื่อดูข้อความข่าวระบุให้พลเอกเปรมเข้าเฝ้าพร้อมกับคมช.)


ป๋าเปรมปัดเอี่ยวปฏิวัติ ยันไม่ได้นำสนธิเข้าเฝ้าฯ
17:15 น.

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เผยกับคณะนักเรียนเก่าวชิราวุธ และนักเรียนเก่าสงขลารวม 30 คน ที่เข้าพบเพื่อให้กำลังใจที่บ้านสี่เสาเทเวศร์วันนี้ ชี้แจงโดยปฏิเสธคำกล่าวหาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 โดยยืนยันว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและนำนายทหารผู้นำคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ.และผู้นำเหล่าทัพเข้าเฝ้า

แต่ยอมรับว่า ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าเวลาประมาณ 21.00 น.ก่อนหน้า พล.อ.สนธิ นำผู้นำเหล่าทัพเข้าเฝ้าประมาณ 20 นาที แต่เป็นการเข้าเฝ้าในฐานะประธานองคมนตรี ที่เมื่อทราบว่า เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติของบ้านเมืองจะต้องเข้าไปถวายการรับใช้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ทราบมาก่อนว่า พล.อ.สนธิ จะเข้าเฝ้า ดังนั้น จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับ คมช.ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหา

ส่วนที่ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้กับสื่อ ที่สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ เพราะสื่อถามไม่ตรงจุด อีกทั้งเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปตอบตามที่สื่อถามนำ

พล.อ.เปรม กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีกำลังใจ 100 % กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนเมื่อครั้งต่อสู้กับภัยผู้ก่อการร้ายในอดีต อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยที่คณะที่เข้าให้กำลังใจ จะทำการตั้งกลุ่ม "คนรักป๋าเปรม" เพราะไม่เหมาะสมที่จะไปตั้งกลุ่มเคลื่อนไหว ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งกันในบ้านเมือง แต่ควรจะช่วยกันทำความเข้าใจกับสังคมอย่าให้มีการบิดเบือน และควรทำอย่างสุภาพบุรุษ ทั้งนี้ ไม่ได้ห้ามที่จะปกป้อง แต่ควรเป็นการปกป้องโดยไม่ใช้วิธีความรุนแรง

หน้าทำเนียบฯ เรียกระดมพลด่วน !!! รับมือรัฐบาลโจรสลาย เสื้อแดงโต้ฮือยึดศาลากลางทั่วประเทศ

ที่มา Thai E-News



ยึดศาลากลางทั่วประเทศตอบโต้-หลังจากรัฐบาลขู่จะสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบ ในวันนี้เกิดปรากฏการณ์ลุกฮือเตรียมยึดศาลากลางทั่วประเทศ(ในภาพเป็นเหตุการณ์ที่อุดรฯ) ทำให้ช่วงบ่ายตำรวจต้องออกมาแถลงว่า ไม่มีแผนจะสลายการชุมนุม อย่างไรก็ตามเสื้อแดงยังไม่วางใจว่าอำมาตย์อาจอ้างเหตุเคลียร์ผู้ชุมนุมเพื่อให้รัฐบาลเข้าไปประชุมในทำเนียบวันพรุ่งนี้

โดย ศูนย์ข่าว thaienews
30 มีนาคม 2552
*หมายเหตุ:ข่าวนี้มีการอัพเดตตามเวลาเป็นระยะๆ ท่านสามารถคลิ้กชมได้อย่างต่อเนื่อง
-ท่านสามารถติดตามรายงานข่าวภาคพลเมืองได้ทางเวบบอร์ดราชดำเนินเพิ่มเติม คลิ้กที่นี่

ประกาศด่วนที่สุด

แกนนำเรียกระดมพลด่วนที่ทำเนียบ เทือกกำลังจะใช้กำลังสลายคนเสื้อแดง ช่วยกันแจ้งข่าวพวกเราต่อๆไปด้วย

7.00 น. ทหารกำลังรื้อลวดหนามที่ประตูใหญ่ของทำเนียบรัฐบาล ตำรวจตรึงกำลังทุกด้าน ทหารเริ่มเคลื่อนกำลังประมาณ 100 นาย โดยประมาณ

แกนนำเสื้อแดง ประกาศระดมพลด่วน ท่านใดที่ทราบข่าว ให้เดินทางมาที่ชุมนุมด่วน

แกนนำประกาศขอให้ผู้ชุมนุม ช่วยกันถ่ายรูปทั้งหมดไว้ ขอให้ผู้ชุมนุมอย่าด่าตำรวจ ทหาร อย่าทำร้ายเจ้าหน้าที่ เพราะจะเป็นกับดักที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะนำมาเป็นข้ออ้างในการปราบปรามประชาชน

7.10 น. ภาพแคปเจอร์โดย honeymon เวลา 7.10 น. จากสถานี D-station


7.18 น. โฆษกประกาศว่า ขอให้ประชาชนอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมระหว่างเวลา 7.15 - 11. 00 น.

7.20 น. โฆษกประกาศว่า คนเสื้อแดงได้ทยอยเดินทางมา

7.22 น. โฆษกขอกำลัง 100 คน ไปหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

7.23 น. โฆษกประกาศ หากโดนฉีดน้ำ ขอให้คุกเข่าลง หากใช้แก๊สน้ำตา ขอให้มีสติ ใ้ช้ผ้าปิดตาไว้

7.33 น. โฆษกประกาศว่า จะเตรียมเสื้อแดง 6000 ตัว มอบให้ทหารตำรวจที่รักความเป็นธรรมที่พร้อมช่วยกันตรึงกำลัง

7.40 น. ภาพแคปเจอร์จากดีสเตชั่น แสดงความเคลื่อนไหวของทหารในทำเนียบ


7.41 น. โฆษกประกาศขอน้ำดื่ม เนื่องจากผู้ชุมนุมรู้สึกกระหายน้ำ

7.43 น. โฆษกแจ้งว่า มีโทรศํพท์จากตำรวจแจ้งว่า มีคำสั่งให้ตำรวจเตรียมพร้อมเข้ามาที่กรุงเทพฯ แต่ทางตำรวจก็แจ้งอีกว่าครอบครัวตำรวจจำนวนมากก็ได้เดินทางมาชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดง

7.44 น. ณัฐวุฒิแจ้งว่า มีคำสั่งให้ทหารตำรวจเตรียมการ 100% นายณัฐวุฒิก็ขอเรียกร้องให้คนเสื้อแดงออกมาเตรียมการ 100% เช่นกัน

7.52 น. ณัฐวุฒิ "เราอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม เจ้าหน้าที่ล้อมอยู่"

7.54 น. ภาพแคปเจอร์จากดีสตชัั่่ั่นแสดงให้เห็นถึงการเข้าแถวเตรียมตัวของทหารในทำเนียบ


7.58 น. โฆษกแจ้ง คนเสื้อแดงจันทบุรีกำลังไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง

7.59 น. โฆษกแจ้ง "ถ้าหากมีการเริ่มใช้กำลังกับผู้ชุมนุม ให้แท็กซี่จอดรถล็อคประตูทันทีแล้วมารวมกันที่หน้าทำเนียบ"

8.00 น. สมศักดิ เจียมธีรสกุล: กองบัญชาการตำรวจนครบาล อ่านประกาศ ผ่านทางเครื่องขยายเสียง บริเวณหน้าทำเนียบว่า การปิดล้อมทำเนียบของ นปช เป็นสิ่งผิด ขอให้ยุติ มิฉะนั้น "จะดำเนินการตามขั้นตอน"

8.08 น. โฆษกแจ้ง เราจะไม่ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ในทำเนียบ แต่จะขัดขวางรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เพราะเขาไร้ความชอบธรรม

8.10 น. โฆษกแจ้ง พี่น้องโคราชที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ ขอให้ไปศาลากลางทันที

8.11 น. โฆษกแจ้ง ขอให้คนกรุงเทพฯหยุดงาน นักศึกษาหยุดเรียน ขอให้เดินทางมาที่ชุมนุมให้หมด

8.15 น. โฆษกแจ้ง ขอให้ทุกคนหาผ้าและขวดน้ำไว้ในมือ หากมีการยิงแก๊สน้ำตา ขอให้ใช้ผ้าชุบน้ำเพื่อปิดตา อย่าตื่นตระหนก

8.16 น. ไทยอีนิวส์ เราขอให้ผู้ชุมนุมทุกท่านให้ระวังมือที่สามที่จะใช้วัตถุระเบิดซ้อนแผนในช่วงชุลมุน ซึ่งหากมีกรณีดังกล่าว จะทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บได้

8.18 น. ภาพจากดีสเตชั่น

8.23 น. รายงานจากคุณบังสุำกุล แจ้งข่าวเชิงลึกว่า คำสั่งปราบปรามประชาชนเกิดขึ้นเนื่องจาก มีขบวนเสด็จไปที่สวนอัมพรวันนี้

8.26 น. รายงานจาก c-box เสรีชน "ขณะนี้เสื้อแดงอุดรฯกว่า 300 คนได้ไปถึง ศาลากลางจังหวัดอุดรธานีกันบางส่วนแล้วครับ ขณะที่ทัพใหญ่กว่า 4,000 คน กำลังเคลื่อนพลออกจาก ชมรมคนรักอุดรแล้ว"

8.27 น. โฆษก: เปลี่ยนการชุมนุมที่โคราชจากศาลากลางเป็นลานย่าโม

8.30 น. c-box เสรีชน: ไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับข่าวการสลายการชุมนุมในข่าวทีวีใดๆทั้งสิ้น

8.43 น. หมอเหวง: นอกจากแท็กซี่แล้ว รถยนต์ส่วนตัวก็สามารถจอดรถเพื่อทำให้การจราจรเป็นอัมพาตได้ ในกรณีที่การล้อมปราบของทหารตำรวจต่อคนเสื้อแดง

8.47 น. หมอเหวง: คาดการณ์ว่าจะใช้การฉีำดน้ำก่อน ขอให้ประชาชนหันหลังใส่ ต่อจากนั้นจะให้ทหารออกมาจากประตูทำเนียบ ขอให้ชายฉกรรจ์ออกไปสกัดอย่างน้อยจำนวน 100 นาย ต่อไปจะยิงแก๊สน้ำตา ขออย่าให้ตกใจกลัวนำผ้าชุบน้ำไปปิดหน้า จากนั้นทหารจะเคลื่อนพลเข้ามา

8.50 น. มีการประกาศจากทหารในทำเนียบ แจ้งให้มีการสลายการชุมนุม (การกระทำดังกล่าวเป็นขั้นตอนในการดำเนินการปราบจราจล)

8.55 น. Anti Junta: ภาคสนามแจ้งมาว่า ขณะนี้ทหารจาก ม.พัน 4 หลายกองร้อย ตั้งรอสลายการชุมนุมอยู่หน้าสโมสร กองทัพบก

8.44 น. นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง กล่าวว่าถ้ามีทหารคิดปฏิวัติยึดอำนาจแล้วเอามาคืนคนเสื้อแดงเราก็ไม่ต้องการเพราะเราต้องการประชาธิปไตยจริงๆ และจะเป็นสิ่งถูกต้องกว่าหากตำรวจทหารที่รักประชาธิปไตยถอดเครื่องแบบแล้วมาร่วมชุมนุมกับ และขอความร่วมมือจากผู้ชุมนุม นปช. ในต่างจังหวัดที่กำลังเดินทางไปชุมนุมตามศาลากลาง จ.ต่างๆ ให้ใช้หลักการ “สงบ เรียบร้อย ปราศจากอาวุธ ไม่ใช้ความรุนแรง”

9.13 น. นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ประกาศว่าหากมีการสลายการชุมนุมเกิดขึ้น ผู้ชุมนุมจะไม่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร และไม่ทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง

10.02 น. นายณัฐวุฒิ ประกาศว่าผู้ชุมนุมไม่ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่มาทำงานในทำเนียบรัฐบาล แต่ขอความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบรัฐบาลแสดงบัตรประจำตัว เพื่อความสะดวกในการเข้าทำเนียบ ส่วนอภิสิทธิ์ กับสุเทพ ไม่ต้องแสดงบัตร เพราะแสดงบัดสีบัดเถลิงไปแล้วทั่วประเทศไทย

10:46 น. เสื้อแดงเข้าล้อมศาลากลางหลังทหารลพบุรีเคลื่อนเข้ากรุง

10:48 น. บชน.ขู่สลายการชุมนุมเป็นระยะๆ

10:51 น. เสื้อแดงเชียงใหม่ประกาศทางวิทยุ ขนคนเข้ายึดศาลากลางแล้ว

10.59 น. เสื้อแดงกาญจน์ 300 รวมตัวหน้าศาลากลาง

11.00 น. ภาพจากคุณ เมียไพร่นะยะ/ประชาไท ช่วงเวลา 11 นาฬิกา


11.00 น. เสื้อแดงขอนแก่น อุดรธานี ลำปาง และหลายจังหวัดทั่วประเทศลุกฮือเข้าล้อมศาลากลางจังหวัดไว้ เพื่อตอบโต้ไม่ให้รัฐบาลล้อมปราบการชุมนุมของเสื้อแดงหน้าทำเนียบฯ

11.20 น. คุณไทยสีคิ้ว แจ้งข่าวในบอร์ดราชดำเนิน เวปพันทิปว่า ที่ข้างถนนมิตรภาพ อ.บัวลาย กำลังตั้งเวทีเพื่อชุมนุมคนเสื้อแดง....และได้รับแจ้งว่า ถ้า กทม. มีปัญหาจะทำการปิดถนนมิตรภาพทันที....(อ่านรายงานข่าวนักข่าวพลเมือง คลิ้กที่นี่ )

11.35 น. มีรายงานว่าเสื้อแดงอุดรฯกว่า20,000คนบุกล้อมศาลากลางไว้แล้ว ส่วนเสื้อแดงกาฬสินธุ์มุ่งไปล้อมศาลากลางกว่า100 คน ส่วนเสื้อแดงพิษณุโลกรอสัญญาณปิดศาลากลาง ขอให้ทราบว่าทางกรุงเทพฯถูกสลายการชุมนุมจะลุกฮือเข้ายึดเพื่อประท้วงตอบโต้ทันที

11.40 น. เสื้อแดงโคราชรวมตัวไล่ เปรม-รัฐบาล ตร.ส่ง150นายคุม

เสื้อแดงโคราช ประกอบด้วย กลุ่มคนของแผ่นดินลูกหลานย่าโม และกลุ่มคนโคราชรักษ์ประชาธิปไตย จำนวน 50 คน นำโดย น.ส.ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์ เจ้าของสถานีวิทยุชุมชนพลังแผ่นดิน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้ไปรวมตัวกันที่หน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อประท้วงขับไล่รัฐบาลและระบอบอมาตยาธิปไตย รวมทั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรี จากนั้นได้เดินเท้าไปยังศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เพื่อแสดงพลังคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีพลเอกเปรม และทหาร เป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง


นายประจักษ์ สุวรรณภักดี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และพล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ยังสั่งการให้ตำรวจภูธรนครราชสีมา ทั้ง 32 อำเภอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่ง จ.นครราชสีมา ตั้งด่านสกัดกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดนครราชสีมา ที่จะเดินทางไปสมทบกับกลุ่ม นปช.ที่ทำเนียบรัฐบาล บนเส้นทางสายสำคัญๆ ที่มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ เช่น บริเวณ สามแยกปักธงชัย ถ.มิตรภาพ อ.เมือง , 4 แยกอวยชัย อ.ปักธงชัย , ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว , ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ และ ที่ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง ตลอด 24 ชั่วโมง

12.05 น. ลุงผึ้ง@เสรีชน: กลังทหารจาก ม.พัน 4 เกียกกาย พร้อมอาวุธครบมือ รอรับคำสั่งเปรม อยู่ที่หน้าหอประชุมกองทัพบก สี่เสาเวลานี้

12.05 น. ภาพจาก น้องเว็บ พันทิป


12.09 น. ลุงผึ้ง@เสรีชน: เสื้อแดงนครนายกเคลื่อนขบวนรถมาถึงฟิวเจอร์พาร์ครังสิตแล้ว

12.19 น. Farmer27: คนเสื้อแดงราชบุรึรวมพลที่หน้าศาลากลางมีพี่น้องเสื้อแดงมากพอสมควรจะเคลื่อนพลออกจากศาลากลางประมาณบ่าย 2 โมงเดินทางไปทำเนียบค่ะ ส่วนที่ค่ายภาณุยังไม่มีข่าวรายงานค่ะ

12.21 น. หมอเหวง: จังหวัดน่าน ตร. นำกำลังคนเสื้อแดงไปปิดล้อมศาลากลางจังหวัดแล้ว ขอเสื้อแดงให้ตำรวจด้วย

12.23 น. โฆษก: คนเสื้อแดงล้อมศาลากลาง โดยมีเจ้าหน้าที่ลงมาช่วยกันประท้วงด้วย

12.26 น. โฆษก: คน 3000 คนที่จันทบุรี ที่หน้าศาลากลาง

12.26 น. Sriapsara: คืนนี้แหล่งข่าวยืนยันว่าจะประกาศภาวะฉุกเฉิน

12.27 น. คนดอย@: ข่าวด่วนจากเชียงใหม่/ตอนนี้เสื้อแดงชมได้รวมตัวกันที่ ศาลากลางแล้วครับ/และกำลังส่วนใหญ่ที่วัดพระสิงห์คาดว่ากว่าหมื่นคนกำลังจัดขบวนเข้ายึดศาลากาง กำลังจะเคลือนขบวนแล้วครับพี่น้อง

12.28 น. โฆษก: คน 3000 คน ที่ศาลากลางจังหวัดอุดรฯ

12.28 น. โฆษก: คน 400 คนหน้าศาลากลางจังหวัดยโสธร

12.33 น. โฆษก: ข่าวแจ้งว่า นัดรวมตัวกันที่หัวหินที่หน้าหอนาฬิกา 15.00 น.

12.37 น. จตุพร: ขอเรียกร้องให้คนเสื้อแดงออกมารวมตัวกัน

12.39 น. ลุงผึ้ง@เสรีชน: ม็อบเสื้อแดง กลุ่มเสรีชนเพื่อประชาธิปไตย ประมาณ 50 คน นำโดยนายประยุทธ มูลสาร มารวมตัวกันบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้รถเครื่องขยายเสียงกล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาล และประธานองคมนตรี

12.40 น. โฆษก: เสื้อแดงสกลนคร 1500 คน รวมตัวหน้าศาลากลางได้เรียบร้อยแล้ว เสื้อแดงลำพูนรวมตัวหน้าศาลากลางได้เช่นกัน

12.42 น. supervoppo: มีความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่สุพรรณบุรีอย่างคึกคัก

12.43 น. เสียงดัง "อภิสิทธิ์ ออกไป อภิสิทธิ์ ออกไป อภิสิทธิ์ ออกไป" ดังก้องที่หน้าเวทีคนเสื้อแดงทีทำเนียบ

12.45 น. โฆษก: มีการนำขวดน้ำที่พิสูจน์แล้วว่ามีน้ำกรดปนเปื้อนอยู่มาไว้ในที่ที่ชุมนุม ซึ่งขณะนี้ได้มีการตรวจสอบอยู่ จึงเรียนให้ท่านผู้ที่มาชุมนุม ให้ดูว่าฝาน้ำขวดนั้นมีการปิดสนิทดีหรือไม่ มีร่องรอยการเปิดหรือไม่ เพื่อป้องกันเหตุ

12.48 น. โฆษก: ขอให้พี่น้องชาวอุตรดิตถ์, แพร่ และลำปาง ไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง

12.50 น. คนดอย@: เชียงใหม่ที่วัดพระสิงห์เป็นหมื่นครับไม่น้อย /บางส่วนไปที่ศาลาการแล้วครับเดี่ยวจะไปสมทบกันที่ศาลาการ

*13.20 น. ผบช.น.แถลงข่าวว่าไม่ได้เตรียมการสลายการชุมนุม เป็นการเข้าใจผิดกัน แค่เตือนไม่ให้ปิดล้อมทำเนียบ เปิดทางให้รัฐบาลเข้ามาทำงาน หรือประชุมครม.ได้ ขอยืนยันว่าไม่ได้เตรียมสลายชุมนุม

13.57 น. นักเลงโบราณ: ขณะนี้ทหารจากนครราชสีมาจำนวน 6 คันรถประมาณ 500 นาย แต่งกายชุดพลเรือนเดินทางเข้ากรุงเทพ.

14.30น. วิทยุชุมชนแท็กซี่ F.M.92.75 และFM107.50 MHz ประกาศเชิญเสื้อแดงมาคุ้มกันสถานีที่วิภาวดีซอย3เพราะมีกระแสข่าวเสื้อเหลืองจะมาบุก ทำให้มีแท็กซี่เข้าไปคุ้มกันจำนวนมาก

14.40 น.หายตึงเครียดหลังบชน.แถลงไม่สลายม็อบ ฮือฮาตระกูล "เผ่าจินดา-ปุณณกันท์-ชินะนวิน" รวมบริจาคหนุนเสื้อแดง

บนเวทีปราศรัยของกลุ่มเสื้อแดงได้มีประกาศว่ามีบุคคลสำคัญได้นำเงินมาบริจาคให้กับผู้ชุมนุมเสื้อแดงใช้ในการเคลื่อนไหว ประกอบด้วย นางวรพิมพ์ เผ่าจินดา นางพิมพา ชินะนาวิน และ นางณไพจิตร ปุณณกัณฑ์ โดยทั้ง 3 คนบริจาคเงินคนละ 1 แสนบาท

17.00 น. มีรายงานข่าวไม่ยืนยันว่า มีการบุกสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบในเว็บดังกล่าว พร้อมกับเว็บไซต์เสรีชน พบว่าทุกอย่างยังเรียบร้อยดี (ดูภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงเพื่อเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยให้กับสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ด้านล่างนี้ ภาพโดย เลี้ยงแมวให้เป็นหมู)



ภาพจาก CraZyBMW พันทิป

บทความ: สถานการณ์การเมืองครั้งนี้คึกคัก แม้เสื้อแดงยังไม่ได้ชัยชนะ แต่ก็เป็นต่อหลายขุม

ที่มา Thai E-News

โดย เสรีชน

29 มีนาคม 2552

สถานการณ์การเมืองครั้งนี้คึกคัก แม้เสื้อแดงยังไม่ได้ชัยชนะ แต่ก็เป็นต่อหลายขุม

1. แสดงให้เห็นว่า ทหารไร้น้ำยา ไม่กล้ายิง เพราะเขารู้แล้วว่า ยิงเมื่อไร รัฐบาลล้มทันที เพราะภายในประเทศ เกิดการปฎิวัติประชาชน ซึ่งเสื้อเหลืองทำไม่ได้เพราะไม่มีฐาน แต่เสื้อแดงทำได้เพราะมีขุมกำลังในชนบท และที่สำคัญ เมืองท่าโยโกฮาม่า อัมสเตอร์ดัม แอลเอ จะบอยคอตต์ไม่รับสินค้าจากประเทศเผด็จการทันที อย่าว่า แต่ ศก. จะตก 9 % เลยเผลอๆตกสองหลักด้วย ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆ

2. นักการเมืองซีกรัฐบาลอ่อนลง เสียงพูดไม่มั่นใจตนเองอีกทั้งบุญจง เนวิน เขารู้แล้วว่าแพ้แน่ เพราะยิงเมื่อไร อีสาน เหนือเข้าข้างกันเอง เนวิน บุญจง จะไม่มีฐานเสียงเหลือเลย

3. เหยียบหน้าองคมนตรี ทำให้คนขาดความเชื่อถือ โดยเฉพาะพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ยิ่งแก้ตัว ยิ่งจับโกหกได้จากเทปของสนธิ ลิ้มฯ และคำให้การของพัลลภ ตอนนี้ทำให้เกมส์การเมืองพลิก ที่กะจะใช้คนมาหลอกทักษิณ กินเงินเขาฟรี ตอนนี้ ท่านนายกฯทักษิณกล้าแลกแล้ว ไปมา อำมาตย์ทำอะไรไม่ได้ โดนรัวหมัดฮุคเข้าไปแบบนี้ เปรม สุรยุทธ์ ถึงกับเป๋รายวัน ส่วน ปชป. ฟอร์มตก เพราะงานนี้เสื้อแดงเป็นมวลมหาประชาชนของจริง ชนิดที่เหลืองบวกปชป. ก็ไม่ได้คนแค่หนึ่งในสามของกองทัพแดง

ส่วนกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีก่อการร้ายไทย โกหกรอบใหม่ หลังจากที่กระทรวงต่างประเทศเสียท่า ยกเลิกพาสปอร์ตทักษิณไม่ได้ แถมโดนนายกทักษิณด่าข้ามชาติกลับมา
ก็เลยแสดงความโกหกตอแหลต่อไปว่าจะลุยล่าทักษิณจากดูไบ เพื่อขู่ให้ทักษิณหยุด หลังพบว่า หมัดแย็บรบกวนจากทักษิณ ปชป. และรัฐบาล รวมทั้งองคมนตรีแก้ไม่ได้

ขำที่สุด
นายกษิตเอ๊ย ฮ่องกงน่ะ พวกเอ็งส่งทีมไปกี่หนแล้ว กี่อธิบดี กี่ชุดแล้ว ผลออกมายังไง ทั้งอัยการ ทั้งกรมสนธิสัญญาม้วนกลับมาเพราะทำอะไรทักษิณไม่ได้ แต่ไม่กล้าพูด ปิดข่าวเงียบ แต่คนในวงการอัยการเขาลือกันลั่น โดยเฉพาะที่ฮ่องกงไม่ให้เกียรติคณะไทยเลย

แค่ฮ่องกงใกล้ๆ ยังเหลวขนาดนี้ อย่าเสียเวลา เสียเงินให้ข้าราชการเดินทางไปดูไบเลย ผลสุดท้ายก็เหลวแบบเดิม รู้ๆ กันอยู่ ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ถ้ายังไม่เจรจากัน กว่าจะเจรจาลงนามกันได้อย่างเร็วก็สามปี

มันเป็นปมด้อย เป็นรอยแผลของรัฐมนตรีกษิตขี้คุยคนนี้ เพราะถึงจะเป็นรัฐมนตรี แต่คนกลับไม่นับถือ ไม่ให้เกียรติเหมือนรัฐมนตรีต่างประเทศคนอื่นๆ โดนเฉพาะโดนอัดเจ็บช้ำรายวันว่า ไอ้โจรก่อการร้าย คนมันมีปมด้อย จึงต้องใช้การโกหกตอแหลเพื่อหลอกตนเอง และหลอกเด็กเวรนายกรัฐมนตรีไปวันๆ ว่า ขยัน แอคทีฟ มีผลงาน เพื่อให้เด็กเวรคิดว่าเก่ง จะได้มีตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป

เกมส์แบบนี้ คนเขารู้ทันเอ็ง ยังไงก็หยุดโฟนอินไม่ได้หรอก เพราะหมัดนี้ได้ผลเต็มๆ !!!!

ชุมชนไซเบอร์ จับโกหก ปีย์ มาลากุล

ที่มา Thai E-News

ทีมงานไทยอีนิวส์

29 มีนาคม 2552

ผู้ใช้ล็อกอิน VforVictory จากเวปบอร์ดฟ้าเดียวกัน นำเสนอบทสัมภาษณ์นายปีย์ มาลากุล ที่ปรากฎในมติชนออนไลน์ พร้อมด้วยการวิเคราะห์และจับเท็จนายปีย์ ดังนี้

ส่วนที่หนึ่ง การนำเสนอของมติชนออนไลน์

เจ้าบ้าน"ปีย์ มาลากุล"เปิดตัวยัน"สุรยุทธ์" ถก"3บิ๊กตุลาการ"ปัดวางแผนล้ม"แม้ว"แค่เพื่อนฝูงดินเนอร์


" ปีย์ มาลากุลฯ"เจ้าของบ้านเชิญ"สุรยุทธ์-บิ๊กตุลาการ-พัลลภ"กินข้าว เปิดตัว ยืนยัน ไม่มีการพูดเรื่องรัฐประหารโค่นล้ม"ทักษิณ" แค่ถกเรื่องขั้นตอนกฎหมายแก้วิกฤตบ้านเมืองหลังในหลวงทรงมีพระราชดำรัส เผยเชิญเพื่อนฝูงมาพบกันเป็นประจำ รวมทั้ง"แม้ว"ด้วย


นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา( ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีต รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.)ระบุเป็นเจ้าของ บ้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบกับตุลาการระดับสูงเพื่อวางแผนโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549) ให้สัมภาษณ์"มติชนออนไลน์" เมื่อวันที่ 28 มีนาคมโดยยืนยันว่า ในการพูดคุยกัน 7 คนที่บ้านประกอบด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ พล.อ.พัลลภ นายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา นายปราโมทย์ นาครทรรพ และ ตน ไม่มีการพูดเรื่องการวางแผนรัฐประหารหรือโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นการเชิญคนที่สนิทสนมและเป็นเพื่อนมารับประทานอาหารที่บ้านเพื่อพูด คุยถึงปัญหาบ้านเมืองซึ่งทำเป็นปกติอยู่แล้ว


นายปีย์กล่าวว่า การเชิญเพื่อนและคนที่มีความสนิทสนมมารับประทานอาหารเย็นที่บ้านเป็นประจำอยู่ก็เพื่อให้เล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟังเพราะต้องการทันสถานการณ์เนื่องจากมีอาชีพเป็นนักข่าวซึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกับตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดและผู้พิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 เกี่ยวกับปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง จึงได้เชิญนายอักขราทร ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ รวมทั้งนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี)มารับประทานอาหารที่บ้านในวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 เพื่อคุยว่า จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างไรตามที่ทรงมีพระราชดำรัส จากนั้นได้โทรศัพท์ชวน พล.อ.สุรยุทธ์ พล.อ.พัลลภ และนายปราโมทย์ ซึ่งมีความสนิทสนมกันอยู่แล้วว่า อยากจะมาฟังหรือไม่


นายปีย์กล่าว ว่า ในวันที่ 6 พฤษภาคม ปรากฏว่า พล.อ.สุรยุทธ์ มาถึงบ้านที่สุขุมวิท 103 เป็นคนแรก จึงนั่งคุยกัน จากนั้นอีกประมาณ 15 นาที นายอักขราทร นายชายชัย และนายจรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งตอนนั้นเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา(ปัจจุบันเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) มาถึงพร้อมกัน โดยพล.อ.พัลลภและนายปราโมทย์ เดินเข้ามาบ้านพร้อมกัน จากนั้นจึงนั้นจึงขึ้นนั่งโต๊ะอาหารรูปทรงกลม โดย พล.อ.สุรยุทธ์นั่งขวามือของตน พล.อ.นั่งทางซ้ายมือ ส่วนตุลาการทั้ง 3 คน นั่งตรงกันข้ามเพื่อที่จะได้ซักถามสะดวก


นายปีย์กล่าวว่า ตนถามว่า ทางฝ่ายตุลาการว่า จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งทั้งนายอักขราทรและนายชาญชัยก็อธิบายว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสอย่างไรบ้าง จนเข้าใจ และทางตุลาการมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างไรในทางกฎหมายโดยไม่ได้ลงรายละ เอียดถึงตัวบุคคล แต่พูดถึงขั้นตอนในทางกฎหมายโดยนายอักขราทรและนายชาญชัย เป็นคนอธิบายเป็นหลัก ส่วนนายจรัญพูดน้อยหน่อยซึ่งจำไม่ได้ว่า พูดเรื่องอะไรบ้าง แต่หลังจากนั้นก็คุยกันเรื่องอดีตเก่าๆ เรื่องมโนสาเร่ จนกระทั่งเลิกประมาณ 4 ทุ่มกว่าและตนยังเดินไปส่งพล.อ.สุรยุทธ์และพล.อ.พัลลภ ซึ่งคนทั้งสองไม่เคยอยู่กัน 2 ต่อ 2 เพราะมีตนนั่งคั่นอยู่ตรงกลาง เวลามีอะไรต้องคุยผ่านตน


"เรื่องที่เกิดขึ้นมันนานหลายปีแล้ว คนที่มากินข้าวไม่มีใครจำวันที่ได้สักคน ผมอายุ 72 แล้วก็จำไม่ได้ แต่เมื่อมีคนมาให้สัมภาษณ์ก็ต้องเปิดดูบันทึกของเลขาฯ เพราะต้องสั่งอาหารญี่ปุ่นจากโรงแรมดุสิตธานีจึงรู้ว่า เป็นวันนี้ ซึ่งมีแผนผังด้วยว่า ใครนั่งตรงไหนอย่างไร"นายปีย์กล่าว
เมื่อถามว่า ในการพูดคุยมีเรื่องเกี่ยวกับการล้มการเลือกตั้งหรือไม่ นายปีย์กล่าวว่า มีการพูดถึงการเลือกตั้ง แต่จำไม่ได้ในรายละเอียด เพียงแต่ฝ่ายตุลาการมีการพูดถึงการทำตามขั้นตอนของกฎหมาย


"ยืนยันว่า ไม่มีการพูดเรื่องปฏิวัติ หรือพูดเรื่องตำแหน่ง ไม่มีทหารอยู่สักคนจะพูดเรื่องปฏิวัติได้อย่างไร"นายปีย์กล่าว


เมื่อ ถามว่า ทำไมเชิญพล.อ.พัลลภและนายปราโมทย์เข้าร่วมและร่วมในฐานะอะไร นายปีย์กล่าวว่า มีความสนิทสนมกับคนทั้งสองมานานแล้ว และตอนนั้น พล.อ.พัลลภกำลังดังเรื่องคาร์บอมบ์(คดีวางระเบิดพ.ต.ท.ทักษิณ) ส่วนนายปราโมทย์นั้น เขียนหนังสือเกี่ยวกับปฏิญญาฟินแลนด์และมีความรู้ทางด้านกฎหมายเลยเชิญมา ร่วมเมื่อถามว่า พล.อ.พัลลภ ระบุว่า มีการประชุมวางแผนที่บ้านนายปีย์ถึง 3-4 ครั้ง นายปีย์ปฏิเสธโดยยืนยันว่า พบเพียงครั้งเดียว


" ผมดู พล.อ.สุรยุทธฺ์ให้สัมภาษณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ที่พล.อ.พัลลภพูดไม่ตรง ก็แปลกใจว่าทำไม"นายปีย์กล่าวว่า เมื่อถามว่า เคยสนิทสนมกับพล.อ.พัลลภมาก่อน ทราบสาเหตุหรือไม่ว่า ทำไมถึงพลิกขั้วแบบ 180 องศา นายปีย์กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน แต่คิดว่า อาจไม่พอใจ พล.อ.สุรยุทธ์ที่ไม่ได้ตำแหน่งอะไรในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ หรือไม่ได้รับการตอบแทนอะไรบางอย่างซึ่งก้ไม่เข้าใจความคิดของพล.อ.พัลลภ เช่นกัน


เมื่อถามว่า หลังจากเกิดเหตุที่มีการเปิดโปงกันได้ติดต่อกับพล.อ.พัลลภ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายปีย์กล่าวว่า ยังไม่ได้ติดต่อกับบุคคลใดทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เคยมารับประทานอาหารที่บ้านหรือไม่ นายปีย์กล่าวว่า เคยมาหลายครั้งเพราะเคยสนิทสนมกัน ในช่วงก่อนที่จะเป็นนายกฯ ส่วนช่วงเป็นนายกฯไม่ได้มา อาจจะเป็นเพราะไม่มีเวลา แต่หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และกลับจากต่างประเทศมา 2 ครั้ง คุณพญิงพจมาน ชินวัตร

ส่วนที่สอง บทวิเคราะห์ของVforVictory

ความสำคัญของข่าวนี้คือ
1. มีการรับประทานอาหารกันจริงระหว่างบุคคลดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย ปีย์, สุรยุทธ์, อัคราทร, จรัญ, พัลลภ, ปราโมทย์, ชาญชัย


2. การสนทนาเป็นการสนทนาฉันท์คนรู้จัก หัวข้อการสนทนาคือการพูดคุยปัญหาบ้านเมืองหลังแนวคิดเรื่องตุลาการภิวัตน์ และไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องปฏิวัติ


ผมขอวิเคราะห์ดังนี้
1. มีการรับประทานอาหารกันจริงระหว่างบุคคลดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย ปีย์, สุรยุทธ์, อัคราทร, จรัญ, พัลลภ, ปราโมทย์, ชาญชัย นี่เป็น FACT อย่างเดียวที่มีการพูดตรงกันระหว่าง ทักษิณ พัลลภ ปีย์ และ สุรยุทธ์ ดังนั้นการออกมาให้ข่าวเมื่อวานนี้ของปีย์ นับเป็นหมากที่พลาดอย่างมาก ของปีย์ในสายตาผม เพราะข้อมูลทั้งหมด (รวมทั้งคำยืนยันจากพัลลภ, สนธิ (ลิ้ม) ในวีดีโอคลิป , สุรยุทธ์ และปีย์ กลายเป็นลงสลักหลังยืนยันน้ำหนักคำพูดของทักษิณทั้งหมด จะเห็นได้ว่าทุกคนออกมายืนยันหมดว่ามีการนั่ง "ประชุมทานข้าว"กันจริง ซึ่งฝั่งทักษิณบอกว่าเป็นการคุยเพื่อล้มล้างอำนาจรัฐ แต่อีกฝั่งหนึ่งจะบอกว่าเป็นการคุยกันเรื่องปัญหาบ้านเมือง "ฉันท์เพื่อน" ดังนั้นเรื่องนี้จึงน่าจะเป็นการสนับสนุนคำพูดทักษิณว่ามีการพบกันของบุคคล เหล่านี้ "จริง"


2. การสนทนาเป็นการสนทนาฉันท์คนรู้จัก หัวข้อการสนทนาคือการพูดคุยปัญหาบ้านเมืองหลังแนวคิดเรื่องตุลาการภิวัตน์ และไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องปฏิวัติ

ข้อนี้แหล่ะที่เป็นหลักฐานมัดตัวว่าปีย์โกหก

2.1 ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนของบุคคลทั้งเจ็ด
จากคำสัมภาษณ์เบื้องต้นมีข้อความจากปากของปีย์เองอย่างเดียวว่ามีความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนกับอัคราทร ซึ่งเป็นตุลาการศาลฎีกา ณ ขณะนั้นคนเดียว แต่คนอื่นนอกเหนือจากนั้น ไม่น่าจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวเมื่อวิเคราะห์ให้ดีน่าจะได้ความสำคัญ (ตามคำให้การของปีย์ )ดังนี้


อัคราทร - ตัวแทนศาลและเป็นเพื่อนของปีย์ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าน่าจะถูกเชิญมาคุยกันเรื่อง ตุลาการภิวัตน์ ชาญชัย + จรัญ - เข้าใจได้ว่ามาพร้อมกับอัคราทร ไม่น่าแปลกใจ แต่ลองสังเกตดูว่า จรัญเองไม่ได้มีความสำคัญนักจนกระทั่งปีย์จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจรัญพูดอะไร (หรือไม่อยากให้มัดตัวก็ไม่แน่) สุรยุทธ์ - ไม่ได้มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับปีย์ แต่โทรไปเรียกให้มานั่งฟังอัคราทรคุยว่าจะใช้ตุลาการภิวัตน์อย่างไร ปราโมทย์ - อาจจะตีความได้ว่าเป็นคอลัมนิสต์จึงรู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ถ้าอ่านจากข้างบนจะเห็นได้ว่า "ไม่น่าจะรู้จัก" กันมาก่อน พัลลภ - ไม่สามารถหาได้ว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับปีย์


2.2 หลักฐานล้างคำโกหกว่าสนทนาฉันท์คนรู้จัก
การปรากฎตัวของบุคคลทั้งเจ็ดขึ้นพร้อมกันเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดีว่าการสนทนานั้นไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะการคุยกันในหมู่คนรู้จักอย่างที่ปีย์กล่าวอ้าง เนื่อง จากความสัมพันธ์ส่วนตัวของทั้งหมดนั้น ดูแล้วหลวมมาก และไม่น่าจะอยู่ในสถานะที่จะเรียกว่าคุยกันฉันท์เพื่อนได้ จากการที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าทุกคน "อาจจะ" จะอยู่ในสถานะ คนรู้จัก หรืออย่างน้อยก็คนรู้จักของคนรู้จักได้ แต่กับพล.อ.พัลลภนั้น ปีย์ไม่น่าจะรู้จักเลย


2.2.1 โกหกเรื่องพัลลภ


อ่านย่อหน้าข้างล่างใหม่


" เมื่อถามว่า ทำไมเชิญพล.อ.พัลลภและนายปราโมทย์เข้าร่วมและร่วมในฐานะอะไร นายปีย์กล่าวว่า มีความสนิทสนมกับคนทั้งสองมานานแล้ว และตอนนั้น พล.อ.พัลลภกำลังดังเรื่องคาร์บอมบ์(คดีวางระเบิดพ.ต.ท.ทักษิณ) ส่วนนายปราโมทย์นั้น เขียนหนังสือเกี่ยวกับปฏิญญาฟินแลนด์และมีความรู้ทางด้านกฎหมายเลยเชิญมา ร่วม"


จะพบว่าสาเหตุเดียวที่เชิญพัลลภมาเพราะพัลลภกำลังดังเรื่องคาร์บอมอยู่ ลองย้อนกลับไปดูว่าการสนทนานี้เกิดขึ้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2549 แต่เหตุการณ์คาร์บอมบ์เกิดเมื่อ 24 สิงหาคม 2549 http://board.palungjit.com/archive/index.php/t-65049.html (อ้างอิง) น่าแปลกที่ปีย์รู้ว่าพัลลภจะดังเรื่องคาร์บอมบ์ก่อนเหตุเกิดตั้งสามเดือน


2.2.2 โกหกเรื่องปราโมทย์
จากเหตุผลในย่อหน้าเดียวกัน ปราโมทย์ถูกเชิญมาร่วมเพราะดังในเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ จากการสืบค้นพบว่าปราโมทย์เขียนเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์เมื่อ 18 พฤษภาคม 2549http://th.wikipedia.org/wiki/แผนฟินแลนด์ (อ้างอิง) น่าแปลกอีกเช่นกันที่ปีย์จะรู้เรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ก่อนที่ปราโมทย์จะเขียนตั้ง 12 วัน


2.3 สิ่งที่ขัดแย้งกันเองและบทสรุปของบทสัมภาษณ์
คำให้สัมภาษณ์ของปีย์เองกลับขัดแย้งกับความเป็นจริงและตัวมันเอง สิ่งที่ปีย์ต้องตอบให้ได้อย่างแรกคือ พัลลภ และ ปราโมทย์มาปรากฎตัว ณ ที่นั้นได้อย่างไร แน่นอนว่าจากเหตุผลเชิงเงื่อนเวลาข้างต้นแล้ว ไม่น่าจะเชื่อได้ว่าพัลลภและ ปราโมทย์มาปรากฎตัวตามสาเหตุที่ปีย์กล่าวอ้าง เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นหลังจากการสนทนาทั้งสิ้น หากการสนทนานั้นเกิดขึ้นเพราะต้องการคุยเรื่องตุลาการภิวัฒน์ สามคนที่เป็นตัวแทนจากศาลน่าจะเพียงพอที่จะสนทนาได้แล้ว การที่กล่าวอ้างว่าเชิญปราโมทย์เพราะรู้เรื่องกฎหมาย แล้วต้องตอบให้ได้ว่านักกฎหมายไทยมีตั้งแยะที่เก่งกว่าปราโมทย์ ทำไมไม่เชิญมา ???


สิ่งที่ปีย์ต้องตอบให้ได้คือ ทำไม ปราโมทย์ และ พัลลภ จึงไปอยู่ในที่นั้นได้


นี่ยังไม่ต้องพูดถึงความไม่ควรของการมีหนึ่งในองคมนตรีไปนั่งคุยอยู่ ณ ที่นั้นด้วย


3. ทฤษฎีสมคบคิดใหม่ ว่าด้วยการสนทนาของบุคคลทั้งเจ็ด


วิเคราะห์ความสำคัญของคนทั้งเจ็ดในแง่ตัวแทนกลุ่มบุคคล
อัคราทร + ชายชัย + จรัญ = ตัวแทนศาล
สุรยุทธ์ = องคมนตรี
ปราโมทย์ = ตัวแทนกลุ่มผู้จัดการและพธม.
พัลลภ = จปร. 7
วิเคราะห์ผลตอบแทนของบุคคลทั้งเจ็ดหลังเหตุการณ์รัฐประหาร
อัคราทร = candidate นายกฯหลังรัฐประหาร ปัจจุบันประธานศาลปกครองสูงสุด (http://th.wikipedia.org/wiki/อักขราทร_จุฬารัตน)
ชาญชัย = รมต.ยุติธรรม สมัย สุรยุทธ์ ปัจจุบัน องคมนตรี (http://th.wikipedia.org/wiki/ชาญชัย_ลิขิตจิตถะ)
จรัล = ปลัด ก.ยุติธรรม ปัจจุบัน ตลก.ศาลรัฐธรรมนูญ
สุรยุทธ์ = นายกรัฐมนตรี ปัจจุบัน องคมนตรี
ปราโมทย์ = คอลัมนิสต์
พัลลภ = รองผู้อำนวยการ กอ.รมน.


หาก ทั้งเจ็ดคนได้มีการวางแผนล้มล้างรัฐบาลจริง เชื่อได้ว่าบุคคลเกือบทั้งหมดได้รับการสมนาคุณทั้งทางตรงและทางอ้อม คนที่ดูจะได้รับผลตอบแทนน้อยที่สุดน่าจะเป็นพัลลภเพราะตำแหน่งที่ได้ไม่ได้ มีความแตก
ต่างจากสมัยทักษิณอยู่เลย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่พัลลภจะออกมาแฉเรื่องนี้ ส่วนปราโมทย์นั้นด้วยความเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้จัดการดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า ผลตอบแทนน่าจะไปตกอยู่ที่สนธิมากกว่า แต่ก็อย่างที่ปรากฎเป็นความจริงต่อมาว่า สนธิโดนหักหลังเรื่องสถานีโทรทัศน์ ให้วิเคราะห์จากเหตุการณ์ทั้งหมดตามลำดับ


- เกิดการประชุมกันของบุคคลทั้งเจ็ด
- มีการตีพิมพ์บทความปฏิญญาฟินแลนด์
- มีการใช้อำนาจศาลสั่งจำคุกกกต.ล้มการเลือกตั้ง
- มีการคาร์บอมบ์ทักษิณ
- มีการปฏิวัติ
- สุรยุทธ์ขึ้นเป็นนายกหลังการปฏิวัติ


ชัดซะไม่รู้จะชัดยังไง!!!!!!!!!!!!!

คุณVahn Citisแห่งเวปบอร์ดประชาไทช่วยลำดับเหตุการณ์ดังนี้

6 พฤษภาคม ๒๕๔๙ - เกิดการประชุมกันของบุคคลทั้งเจ็ด
๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ - มีการตีพิมพ์บทความปฏิญญาฟินแลนด์ (ปราโมทย์)
๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ - มีการคาร์บอมบ์ทักษิณ (ลูกน้อง 1000-)
๑๕ กันยายน ๒๕๔๙ - มีการใช้อำนาจศาลสั่งจำคุกกกต.(ฝ่ายตุลาการ)
๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ - มีการปฏิวัติ (ทหารกบฏ + PAD + สื่อ + ..)
๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ - สุรยุทธ์ขึ้นเป็นนายกหลังการปฏิวัติ