ที่มา มติชน
โดย วิหคเหินฟ้า
...........อ่านบทสัมภาษณ์"ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา" แล้วสับสน นัด 3 ตุลาการ "อักขราทร จุฬารัตน-จรัญ ภักดีธนากุล-ชาญชัย ลิขิตจิตถะ" พบกับ "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์" พอเข้าใจ แต่ทำไมมีชื่อ "ปราโมทย์ นาครทรรพ-พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี" ร่วมโต๊ะอาหารด้วย
...........เหตุผลก็แปร่งมาก "ปีย์" บอกว่า เชิญ "ปราโมทย์" เพราะมีความรู้ด้านกฎหมาย และเขียนเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ส่วนที่เชิญ พล.อ.พัลลภ มาเพราะกำลังดังเรื่อง "คาร์บอมบ์" เขาลืมไปว่าวันที่คุยกัน คือ 6 พฤษภาคม 2549
...........ข้อมูลจริง คือ "ปราโมทย์" เป็นนักรัฐศาสตร์ ไม่ใช่นักกฎหมาย และเขียนเรื่อง "ปฏิญญาฟินแลนด์" ลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ วันที่ 18 พฤษภาคม 2549 หลังการคุยกัน 12 วัน
...........ส่วน "พล.อ.พัลลภ" ยิ่งแปร่งใหญ่ เพราะคดี "คาร์บอมบ์" เกิดขึ้นวันที่ 24 สิงหาคม 2549 หลังวันที่คุยกัน 3 เดือนเศษ ดังนั้น เหตุผลของ "ปีย์" ที่เชิญ "พล.อ.พัลลภ" กับ "ปราโมทย์" ย่อมไม่ใช่เรื่อง "ความดัง" แต่น่าจะเป็น "ตัวแทน" ของกลุ่มอำนาจมากกว่า
..........."พล.อ.พัลลภ" ให้สัมภาษณ์ "มติชนสุดสัปดาห์" เล่มใหม่ว่าเขาไปประชุมในฐานะตัวแทนของ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" ที่เวลานั้นขยับตัวลำบาก ต้องใช้ "นายทหารเก่า" เป็น "ตัวแทน" ประสานกับทุกกลุ่ม
...........อย่างกลุ่มพันธมิตร "พล.อ.สนธิ" ส่ง "พล.อ.ปานเทพ ภูวนาทนุรักษ์" กับ "พล.ท.เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม" มาประสานกับ "สนธิ ลิ้มทองกุล" บอกให้ "ทนหน่อย" แล้วจะให้ "สถานีโทรทัศน์" ไปทำงานเพื่อประชาชน
..........."ความจริง" ของประวัติศาสตร์การเมืองไทยปี 2549 เป็นอย่างไร พูดกันไปคนละทาง แต่ "วิหคเหินฟ้า" ค้น "ข้อมูลเก่า" มาไล่เรียงกับ "ข้อมูลใหม่" เรื่องการประชุมลับที่บ้านสุขุมวิท ลองอ่านดู...
..........."2 เมษายน" เลือกตั้งใหญ่ "24 เมษายน" ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่าเลือกตั้งมิชอบ "25 เมษายน" ในหลวงมีพระราชดำรัสกับตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้พิพากษาศาลฎีกา
..........."6 พฤษภาคม" 3 ตุลาการนัดพบกับ "ปีย์-พล.อ.สุรยุทธ์-พล.อ.พัลลภ-ปราโมทย์" ที่บ้านสุขุมวิท "8 พฤษภาคม" ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะ กกต.จัดการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ หันคูหาออกด้านนอกหน่วยเลือกตั้ง
..........."พล.อ.สุรยุทธ์" และ "พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" นัดคุยกับ "พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ" ขอให้ลาออกจาก กกต. ในที่สุด "พล.อ.จารุภัทร" ยื่นใบลาออกวันที่ 16 พฤษภาคม
...........วันเดียวกัน ประธาน 3 ศาล "ศาลฎีกา-ศาลปกครองสูงสุด-ศาลรัฐธรรมนูญ" ประชุม "จรัญ" แถลงจี้ให้ "3 กกต." ที่เหลือลาออก เพื่อให้ศาลเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้ง ด้วยการสรรหา กกต.ชุดใหม่
..........."19 กรกฎาคม" "พล.อ.สนธิ"โยกย้ายนายทหารระดับ "นายพัน" ที่คุมกำลัง "25 กรกฎาคม" ศาลอาญาตัดสินจำคุก "พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ-วีระชัย แนวบุญเนียม-ปริญญา นาคฉัตรีย์" คนละ 4 ปี ไม่รอลงอาญา และไม่ให้ประกันตัว
........... "24 สิงหาคม"เกิดเหตุวางระเบิด "คาร์บอมบ์" ขบวนรถของ "ทักษิณ ชินวัตร" และ "19 กันยายน" "พล.อ.สนธิ" ทำรัฐประหาร ล้มรัฐบาล "ทักษิณ" และนำประเทศไทยสู่การแตกแยกครั้งใหญ่
...........ขำ-ขำ กองทัพบกเตรียมลงโทษ "หมวดเจี๊ยบ" ร.ท.สุณิสา เลิศภควัต เจ้าของหนังสือ "ทักษิณ ARE YOU OK?" ข้อหาเขียนหนังสือที่มีลักษณะของการเมือง
...........สงสัยว่าถ้าห้ามทหารเกี่ยวข้องกับ "การเมือง" แล้วกรณี "พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์" ที่ขึ้นเวทีพันธมิตรทั้งเครื่องแบบ หรือ "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" ที่ออกโทรทัศน์เสนอให้ "นายกรัฐมนตรี" ลาออก กองทัพบกใช้มาตรฐานเดียวกับ "หมวดเจี๊ยบ" หรือเปล่า???
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 2, 2009
คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว
Wednesday, April 1, 2009
แค่บังเอิญ
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
กับการออกมาแฉของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เกี่ยวกับแผนสมรู้ร่วมคิดของบุคคลหลายๆ องค์กรสำคัญในเมืองไทย
หลายๆองค์กรดังกล่าว ในอดีตจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และการเมืองเองก็ไม่ค่อยกล้าเข้าไปยุ่งเท่าใดนัก
ข้อมูลที่พรั่งพรูออกมา ถึงตอนนี้ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็ปฏิเสธอย่างแข็ง ขันยิ่ง
อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้สำหรับ"เสื้อแดง"อาจจะเชื่อเต็มร้อย
กลุ่ม"เสื้อเหลือง" หรือกลุ่มที่เคารพนับถือตัวละครที่ถูกเอ่ยอ้างมาอาจจะไม่เชื่ออย่างสิ้นเชิง
แต่เชื่อว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม คงลังเลว่าจะเชื่อดีหรือไม่!?
เพราะทั้งหมดอาจเป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้น
บังเอิญที่ตัวละครซึ่งถูกกล่าวหาในแผนสมรู้ร่วมคิดนี้ ไปอยู่ในสถานที่เดียวกันด้วยเรื่องอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองเลย
บังเอิญว่าหลังจากอาหารมื้อนั้นแล้ว รัฐบาลไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ โดนเล่นงานพอดี
เป็นเหตุบังเอิญที่เกิดการปฏิวัติ
เป็นเหตุบังเอิญที่พรรคไทยรักไทย ถูกยุบ
เป็นเหตุบังเอิญที่พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเรื่องไม่เหมาะสมจึงตกเป็นผู้ต้องหาและตัดสินใจหนีคดีมาจนทุกวันนี้
เป็นเหตุบังเอิญที่คณะปฏิวัติ เชิญพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นเป็นนายกฯ
หลังการเลือกตั้งอีกครั้งประชาชนส่วนใหญ่ของเมืองไทย"เจตนา"ที่จะให้พรรคพลังประชาชน ที่รู้กันทั้งประเทศว่าเป็น"นอมินี"ของไทยรักไทย ได้รับเสียงเป็นอันดับ 1
จากนั้นก็เกิดเหตุบังเอิญขึ้นอีกที่นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 2 อดีตนายกฯ ต้องกระเด็นตกเก้าอี้และโดนยุบพรรคซ้ำสอง
เรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณและพล.อ.พัลลภ แฉออกมาเป็นเพียงการนำเรื่องจริงของบุคคลต่างๆ ที่แค่ไปกินข้าวด้วยกันธรรมดาในฐานะคนรู้จัก มาเสริมเติมแต่ง เป็นการจับแพะชนแกะเท่านั้น
หวังอย่างยิ่งว่าทั้งหมดเป็นการปรุงแต่งเรื่องขึ้นมา และเป็นเหตุบังเอิญเท่านั้น
อย่างน้อยเราก็สบายใจว่าประเทศไทยยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข
เป็นระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซง หรือมีคนบางกลุ่มวางตัวอยู่เหนือการตัดสินใจของประชาชน!?
ดั่งพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในวันที่ทรงสละราชบัลลังก์ ตอนหนึ่งว่า
"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด
"และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร"
"แม้ว"เย้ย"อภิสิทธิ์"โชคร้ายได้"กษิต" เป็นรมต. อัดซ้ำคงเห็นแล้วว่ามัน"บ้า" ยันไม่มีอะไรกับ"ป๋าเปรม"
ที่มา มติชนออนไลน์
"ทักษิณ"บอกไม่มีอะไรกับ"ป๋า"แต่ไม่รู้มีอะไรกับตนหรือไม่ จวก"กษิต"คงเห็นแล้วมันบ้า ฟุ้งขุดทอง "แอฟริกา" หลายแสนล้าน รอเรียกตัวกลับมาแก้ปัญหาศก.ชาติ แฉรมต.เรียกบรรณาธิการสั่งห้ามทำข่าว"เสื้อแดง"
คลิปVDO-Link(1) ... "แม้ว"เย้ย"อภิสิทธิ์"โชคร้ายได้"กษิต" เป็นรมต. อัดมันบ้า ยันไม่มีอะไรกับ"ป๋าเปรม" คลิปVDO-Link(2) ... "แม้ว"เย้ย"อภิสิทธิ์"โชคร้ายได้"กษิต" เป็นรมต. อัดมันบ้า ยันไม่มีอะไรกับ"ป๋าเปรม" คลิปVDO-Link(3) ... "แม้ว"เย้ย"อภิสิทธิ์"โชคร้ายได้"กษิต" เป็นรมต. อัดมันบ้า ยันไม่มีอะไรกับ"ป๋าเปรม" ------------------------------- แม้วอ้าง"ป๋า"ไม่มีอะไรกับท่าน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านวีดิโอลิงก์ เมื่อเวลา 20.20 น.วันที่ 31 มีนาคม สื่อสารกับกลุ่มผู้ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เริ่มต้นด้วยการทักทายขอให้ระวังสุขภาพจากอากาศเย็น เพราะฝนตก
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "วันนี้ปรากฏว่าออกมาปฏิเสธกันลิ้นไก่สั้นกันเป็นแถว ท่านเปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) ก็บอกว่าไม่มีอะไรกับผม ผมว่าท่านคงพูดผิด คือผมไม่มีอะไรกับท่านแน่นอน แต่ท่านมีอะไรหรือเปล่าไม่รู้ แต่ท่านมีอายุมากแล้วอุตส่าห์แต่งเครื่องแบบเดินไปตามโรงเรียนเหล่าต่างๆ เพื่อด่าผมระหว่างผมเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วท่านสุรยุทธ์ (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี) จะเกี่ยวข้องหรือไม่ คุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) ก็ออกมาพูดชัดเจนซึ่งผมเห็นด้วยเป็นครั้งแรก ที่คุณสนธิบอกว่าถ้ากล้าทำก็กล้ารับสิ เพียงแต่ตอนเป็นนายกฯทำไม่เป็นเท่านั้นเอง แล้วต้องถามคุณสุริยะใส (กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) ว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ และตอนปฏิวัติเห็นกระดี๊กระด๊าใหญ่เลย ถามไปเลย สิ่งเหล่านี้ชัดเจนอยู่แล้วไม่ต้องมาแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ด่ากษิตซ้ำ"คงเห็นแล้วมันบ้า"
อดีตนายกฯกล่าวว่า วันนี้คนไทยคงได้รู้แล้วว่า ว่าที่ป๋าบอกว่า ประเทศไทยโชคดีที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ โชคดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คืออภิสิทธิ์โชคร้ายที่ได้นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายครั้งใหญ่ คือปิดสนามบินซึ่งต่างประเทศรังเกียจ แต่ที่พูดวันนี้ คงเห็นแล้วมันบ้า มีรัฐมนตรีต่างประเทศสติไม่ดี "พี่น้องครับ แล้วมาบอกผมว่าไปเจอเวทีไหนก็ได้ โถ พี่น้อง เวลามีลูกน้องคนหนึ่ง ถ้ามันไม่รักดี มันไม่อยู่กับเราโบราณเราใช้คำว่า ตัดหางปล่อยวัด"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ให้"อภิสิทธิ์"เลียนแบบชวน1
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าที่ตนปราศรัยให้ชาวเสื้อแดงชุมนุมกทม. ต่างจังหวัด นี่เพราะ 1.ทำลายสถาบัน 2.เพื่อตัวเอง 3.เพื่อต้องการเปลี่ยนการปกครอง ทั้งที่ความวุ่นวายทั้งหมดเริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำการเมืองตามกฎเกณฑ์ เมื่อไม่สามารถเอาชนะโดยการให้ประชาชนลงคะแนนได้จึงต้องใช้วิธีอื่น ไปเกาะท็อปบู๊ท เกาะพันธมิตร เกาะเนวิน (นายเนวิน ชิดชอบ) หากนายอภิสิทธิ์อยากเลียนแบบนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องทำอย่างที่นายชวนเป็นนายกฯสมัยแรก เพราะชนะเลือกตั้งอย่างขาวสะอาด และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและต่อต้านเผ็ดการ เป็นจุดยืนที่ถูกต้อง ไม่ใช่เลียนแบบตอนใช้งูเห่าเป็นนายกฯครั้งที่สอง
โวยมีรมต.แทรกแซง-สั่งบก.ข่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวอ้างย้ำอีกครั้งว่า ไม่เคยมีจิตใจแม้แต่น้อยจะคิดทำลายสถาบันหรือทำให้เสียหาย "พี่น้องครับถามว่าผมอยากเปลี่ยนการปกครองหรือ บอกได้ชัด ว่าอยากได้ประชาธิปไตยที่เต็มใบแท้จริง ไม่อยากได้แบบอำมาตยาธิปไตยอีกแล้ว ต้องการได้ประชาธิปไตยโดยประชาชน เพื่อประชาชน ไม่ใช่ถูกแทรกแซงโดยอำมาตย์ เพื่ออำมาตย์ หรือกลุ่มอิทธิพลชนชั้นทางเศรษฐกิจ หรือพวกนักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ในกทม. ต้องการประชาธิปไตยที่ทุกคนไทยได้เท่าเทียมกัน มีความเสมอภาคทางกฎหมาย ไม่ใช่ใส่เสื้อสีหนึ่งได้รับยกเว้น ใส่เสื้ออีกสีหนึ่งเอาให้ตาย ที่บอกว่าผมทำเพื่อตัวเอง วันนี้เสื้อแดงของเราไปไกลเกินกว่าทักษิณแล้วครับ ประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นสิ่งที่เราหมายปอง ความยุติธรรมเป็นที่สิ่งที่เราต้องการได้รับ เราทนไม่ไหวกับสิ่งที่ทุเรศๆใช่ไหมครับ"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้รัฐมนตรีอยากเปลี่ยนโลโก้ช่อง 11 แต่ข้าราชการไม่ยอม ออกมาต่อต้าน เห็นไหมว่าคำว่าประชาธิปไตยเข้าไปแล้วทุกแห่งยกเว้นแต่ประชาธิปัตย์ยังไม่สำนึก แล้วยังไม่พอรัฐมนตรีเรียก บก.ข่าวอย่าทำข่าวเสื้อแดง วิญญาณนักประชาธิไตยสื่อมวลชนยังอยู่ แต่บางคนก็ถูกเจ้าของกดดัน เพราะเจ้าของบางคนก็นั่งรอกลัวสามีเกษียณฯไม่มีตำแหน่ง
"มาฟังเพลงของดา เอ็นโดรฟินกันหน่อย น้ำเต็มแก้ว ถ้าน้ำเต็มแก้วก็ไม่ฟังกัน เราต้องนั่งฟังกันคุยกันแล้วตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ เมื่อคนตัดสินแล้วต้องว่ากันตามกติกา" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ย้ำคนรอบวังจับมือทหารปฏิวัติ
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวโจมตีบุคคลต่างๆ ด้วยว่า เพราะมีการบอยคอตเลือกตั้งเลยเป็นช่องทางให้พล.อ.สุรยุทธ์ บีบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออก สรุปว่าคนรอบวัง ร่วมกับทหาร ทำการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน ทำให้สถาบันเสียหาย ซึ่งคนรอบวังเหล่านี้ไม่ควรจะทำตัวเป็นราชภาระต่อไป เจ้านายสถิตย์อยู่ที่สูง เจ้านายไม่ต้องการยุ่งกับการเมืองเลย แต่ว่าคนที่ไปอยู่ถวายรับใช้ แยกกันไม่ออกระหว่างทำหน้าที่ หรืออารมณ์ หรือความไม่พอใจส่วนตัว หรือความอยากส่วนตัว เลยทำให้เสียหาย
"ในข้อที่บอกว่าผมทำเพื่อส่วนตัว ขอย้ำอีก ผมทนเจ็บปวดมาเกือบ 3 ปี ถูกกลั่นแกล้งทุกอย่าง เจ็บปวดส่วนตัวไม่ว่า ยังไปทำร้ายครอบครัวผมด้วย ไปอายัดทรัพย์ครอบครัวผม เหมือนกับว่ากล่าวหาเหมือนผมคอร์รัปชั่นเงินตัวเอง ความเจ็บปวดนี้ผมอดทน ผมไม่พูด แต่วันนี้ที่ผมพูดไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่ผมเห็นว่าประเทศกำลังจะดิ่งเหว เพราะเศรษฐกิจที่มันแย่ แล้วแก้โดยรัฐบาลไม่มีเครดิต เพราะมันไปขโมย ไปปล้นเอาอำนาจจากประชาชนมา วันนี้ถ้าแน่จริงคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ไม่เห็นมีอะไร ถ้าชนะเข้ามาก็ถือว่าคนจะได้ยอมรับทั้งโลก เศรษฐกิจจะได้เดินได้ถ้าแก้เป็น อย่างที่ผมบอกว่าหาเงินไม่เป็นยังไม่พอ เลวร้ายกว่านั้นคือแจกเงินยังไม่เป็นอีก วันนี้ภาษีโดนรีดกันทั่ว ทั้งร้านเสริมสวย ร้านข้าวแกง และแจกทีละสองพันเลยไม่รู้ตกลงเล่นอะไร นโยบายไม่ชัดเจน ทิศทางไม่ชัดเจน" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
สอนวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตอนที่เป็นนายกฯตอนท้ายๆ ตอนที่อำมาตย์เริ่มแทรกแซงแล้ว ถึงรู้ว่าขนาดนายกฯที่ประชาชนเลือกมาด้วยคะแนนถล่มทลายก็ยังไม่มีอำนาจพอที่จะทำงานบางอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย แล้วอย่างนี้ประเทศจะอยู่อย่างไร พร้อมกันนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเรียกร้องให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำมาตยาธิปไตยอย่าทำตัวเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ อย่าเข้ามาแทรกแซงระบบ ถ้านายกรัฐมนตรี ปกครองข้าราชการไม่ได้ จะไปเมืองนอกทีต้องยอมให้ทหารของบฯที แล้วมันจะเป็นอย่างไร
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจด้วยว่า คนชั้นกลางผู้ใช้แรงงาน รากหญ้า จะโดนหนักที่สุด เลยอยากแนะนำรัฐบาลว่า ระบบทุนนิยมแปลว่า ต้องมีทุนถึงจะทำมาหากินได้ แต่วันนี้พี่น้องขาดทุนทุกระดับ ธนาคารไม่ปล่อยกู้ ธนาคารสบายๆ เพราะจ่ายดอกถูก ได้ดอกเบี้ยกู้ ดังนั้น เลยไม่ค่อยปล่อยกู้ ขอให้รัฐบาลไปจัดการระบบ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารภาครัฐ ธนาคารเฉพาะกิจ จัดระบบเงินกู้ให้พี่น้องด้วย ทุกระดับตั้งแต่ครัวเรือน โอท็อป พ่อค้าขายไก่ย่าง มันปิ้ง ข้าวโพดต้ม รวมทั้งเอสเอ็มอี ส่วนภาคธุรกิจขนาดใหญ่นั้นเขามีความสัมพันธ์กับธนาคารอยู่แล้ว ถ้าปล่อยกู้ตรงนี้ไม่ได้ จัดเงินทุนไม่ได้พี่น้องจะลำบาก ตกงานมากกว่านี้
คุยขุดทองแอฟริกาหลายแสนล.รอ
อดีตนายกฯ กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลรีบสร้างงานให้มาก เพราะตัวเล่นเศรษฐกิจ มี 3 ตัว จี กัฟเวิร์นเมนต์ รัฐบาลต้องมีการใช้จ่าย ตัวที่ 2 ไอ อินเวสเมนต์ ซึ่งมาจากการลงทุนภาครัฐ ภาคเอกชนในประเทศและต่างประเทศ วันนี้ภาคเอกชนไม่มีกำลัง หายไปกันหมด เหลือการลงทุนภาครัฐ นอกจากใช้จ่ายแล้วต้องลงทุนด้วย ต้องไปคิดวิธีการใหม่เพื่อผลักดันการลงทุนมากกว่านี้ ไม่ใช่ไปกู้โน่น กู้นี้ อีกตัวคือซี คอนซัมชั่น ส่วนใหญ่หายหมดเพราะคนตกงาน "ถ้าพี่น้องตกงานมาร่วมกันที่นี่ แล้วบอกว่าจะเอาประชาธิปไตยคืนมา เมื่อได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว ผมมีกึ๋นแก้ได้แน่นอน คือขณะนี้พี่น้องครับ ผมก็ทำมาหากินอยู่ ตอนนี้ให้ไปขุดทองที่แอฟริกา ได้เหมืองทองมามีทองอยู่หลายแสนล้านบาท ก็ถ้าปัญหาที่ประเทศไม่มีใครแก้ แก้ไม่ได้ ก็ตามผมมา ผมจะมาแก้ แต่ถ้ามีคนแก้แล้วไม่ต้องห่วงผม ผมขอขุดทองรอไปก่อน ไม่ใช่ไม่ห่วงพี่น้องครับ ห่วงมากเดี๋ยวจะหาว่าทำเพื่อตัวเองอีก"พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
รู้หมดวิธีเจรจา-อยากทำให้มันไปเลย
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เห็นอะไรต่างๆ มากมาย จึงอยากเนรมิตให้ไทยเหลือเกิน "ผมว่าเนรมิตรถไฟฟ้า 10 สายเปรี้ยงเรียบร้อย เชื่อมรถไฟจาก กทม.ไปหัวเมืองใหญ่ เปรี้ยงจบ เนรมิตน้ำเพื่อการเกษตรเปรี้ยงจบ เนรมิตการศึกษาเพื่อลูกหลานเปรี้ยงจบ มันใช้เงินมากแต่ถ้าหาเงินเป็นไม่มากเลย เพราะเงินมันนี่ มันเอาอนาคตมาใช้ได้ ไม่ต้องเอาของปู่ย่าตายายมาใช้ เมื่อก่อนเป็นนายกฯยังสัมผัสโลก ไปอินเตอร์เยอะแล้วยังไม่เท่าครั้งนี้ เห็นหมด ได้คุยกับระดับผู้นำประเทศ นักธุรกิจใหญ่ บริษัทที่ไปไม่รอดทางตะวันตกมาซุกแถวนี้หมด รู้วิธีเจรจา ถ้ามีเวลาจะมาทำให้มันเลยครับ ผมมั่นใจว่า ถ้าทำประเทศเราเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เราจะแซงประเทศที่นำเราไปแล้วไม่เกิน 10 ปี แซงเรียบ พี่น้องครับ (หัวเราะ)" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
อดีตนายกฯกล่าวว่า ได้ไปประเทศบาห์เรน นั่งคุยธุรกิจ ประธานแบงก์มาคุยถึงโครงการซาอุฯ ประมาณ 2 แสนล้านบาท ประชุมเสร็จรีบไปมาดากัสกาเห็นคนจนขายมะนาว ทำให้เห็นคนสองซีกความแตกต่างกัน
"นี่บางทีนะ นั่งกินอยู่ของถูกขโมย ก็ตามไปเอาของคืนมา ทุกวันนี้มึงอย่ากวนกูจะกิน ก็ของกูมึงเอาไปเอามาคืนกูซี เขามาวิ่งราวไปยังไม่เหนียม แล้วจะไปทวงคืนจะมาเหนียมทำไม ไม่เหนียมแล้ว ไม่ต้องเหนียมแล้ว วันนี้ออกมาพูดโน่นพูดนี่" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
กษิตฉะกลับทักษิณ ศาลแพ่ง ให้เสื้อแดงเปิดทำเนียบ
ที่มา ไทยรัฐ
หลังจากที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล มาตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เป็นเวลาจะครบสัปดาห์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ส่งภาพและเสียงผ่านระบบวีดิโอลิงค์มาหาพลพรรคคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 แล้ว ยิ่งก่อปฏิกิริยาให้กับผู้ถูกพาดพิง
เสื้อแดงสกัดประชุม ครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลถึงบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ที่ปักหลักล้อมทำเนียบรัฐบาลมาเป็นวันที่ 6 ว่า การชุมนุมในช่วงเช้าวันที่ 31 มี.ค. ผู้ชุมนุมกระจายกำลังอยู่บริเวณรอบทำเนียบฯ มากกว่าทุกวัน เนื่องจากเป็นวันประชุม ครม. จึงมีการระดมคนมาชุมนุมเพื่อสกัดไม่ให้นายกรัฐมนตรี และ ครม.เข้ามาประชุมภายในทำเนียบรัฐบาลได้ โดยตามประตูเข้าออกทำเนียบรัฐบาลทุกประตู กลุ่มผู้ชุมนุมนำรถบรรทุก 6 ล้อมาจอดขวางไว้ ส่วนที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ มีการนำรถแท็กซี่ และแผงรั้วเหล็กมาขวางสะพานไว้ ตลอดจนมีการปิดถนนตั้งแต่สี่แยกสวนมิสกวัน ถึงสะพานมัฆวานฯ เพื่อป้องกันไม่ให้นายกฯ และ ครม.ใช้เส้นทางดังกล่าวเข้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่บริเวณทางเข้าออก มีการตั้งกำลังร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มเสื้อแดงตรวจค้นบุคคลที่เข้าออกพื้นที่ชุมนุม ป้องกันมือที่สามเข้ามาก่อความวุ่นวาย ส่วนการรักษาความปลอดภัยภายในทำเนียบรัฐบาล ตำรวจและทหารจำนวนมากยังคงกระจายกำลังอยู่รอบพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยตามปกติ
“เทพเทือก” กลับลำงดประชุม
ต่อมาเวลา 08.10 น. ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลประมาณ 1 กองร้อย เดินทางมาสับเปลี่ยนกำลังกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกผู้ชุมนุมสกัดไม่ให้เข้า เนื่องจากเกรงว่าจะมาเสริมกำลังเพื่อสลายการชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้เวลาเจรจาประมาณ 5 นาที ผู้ชุมนุมจึงยินยอมให้ เจ้าหน้าที่ผ่านเข้าไป โดยไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น จนกระทั่งเวลา 08.30 น. หลังจากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศยกเลิกการประชุม ครม.ในวันที่ 31 มี.ค. ทำให้ผู้ชุมนุมเริ่มผ่อนคลายมาตรการรักษาความปลอดภัยลง และกระจายตัวไปนอนพักผ่อนตามจุดต่างๆ ส่วนข้าราชการทำเนียบรัฐบาล ได้เริ่มทยอยเดินเท้าเข้ามาทำงานกันตามปกติ
อ้างสถานการณ์ไม่เอื้อ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ เนื่องจากช่วงเช้านี้มีกำหนดการเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อถวายพระพรและเห็นว่าสถานการณ์ ยังไม่เอื้ออำนวยที่จะจัดประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประชุมจี 20 ในต่างประเทศ จึงตัดสินใจงดการประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะไม่ต้องการให้มีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม อีกทั้ง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รายงานสถานการณ์ว่า จะนำพยานไปศาลแพ่ง เพราะศาลนัดไต่สวนกรณีสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีฟ้องศาล ขอความคุ้มครองฉุกเฉินเรื่องเปิดเส้นทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะติดตามรอฟังว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไรก่อน ทั้งนี้ ยืนยันจะดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย หากผู้ชุมนุมไม่ยอม รัฐบาลก็จะหาทางเข้าไปทำงานให้ได้
เชื่อวางแผนไว้ล่วงหน้า
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่การชุมนุมลุกลามในต่างจังหวัด โดยมีการไปปิดล้อมศาลากลางจังหวัด นายสุเทพ ตอบว่า ไม่ใช่เป็นการลุกลาม แต่เป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะสร้างสถานการณ์ เชื่อว่าหากประชาชนได้ฟังข้อมูลรอบด้านก็จะเข้าใจ และยืนยันว่าจะไม่มีการทำตามข้อเสนอของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะทั้งหมดเป็นการเรียกร้องเพื่อตัวเอง ซึ่งเขาอาจคิดว่าแผนการของตัวเองสำเร็จ แต่ประชาชนเข้าใจว่าการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการสร้างความวุ่นวาย และตนไม่เชื่อว่าแผนของ พ.ต.ท.ทักษิณจะประสบความสำเร็จ เพราะประชาชนเริ่มเบื่อ แต่รัฐบาลก็จะติดตามการเคลื่อนไหวต่อไป แต่ก็ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ไหน ถ้าทราบก็จะตามตัวมาดำเนินคดี
ไม่ใช่แพ้แต่อยากให้สงบ
ทั้งนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์หลังการหารือกับ ผบช.น. ด้วยว่า การสั่ง งดประชุม ครม. จนดูเหมือนรัฐบาลแพ้กลุ่มคนเสื้อแดงยกแรก เพราะไม่สามารถเข้าร่วมประชุม ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาลได้นั้น ไม่ใช่เรื่องเอาแพ้เอาชนะกัน แต่เป็นเรื่องของการรักษาบ้านเมือง ซึ่งรัฐบาลพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองโดยอาศัยกฎหมาย ขณะนี้มีผู้ชุมนุมชุมนุมอยู่ทุกถนนรอบๆ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถ้าไม่ฝ่าฝืนกฎหมายจะไปผลักดันเขาก็ลำบาก ดังนั้นวิธีที่ทำได้ คือ ร้องศาลไต่สวนฉุกเฉิน
ยันไม่ยอมตกหลุมพราง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ นปช. ปิดล้อมทำเนียบฯ ทำให้รัฐบาลเข้าใจหัวอกรัฐบาลสมชายมากขึ้นหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ส่วนตัวไม่ได้ไปพิจารณาเรื่องเก่า แต่ดูเรื่องของรัฐบาลชุดนี้และมีหน้าที่ปฏิบัติก็ต้องทำไปตามหน้าที่ เมื่อถามว่า ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อจะกระทบการประชุม ครม.สัปดาห์หน้าหรือไม่ นายสุเทพ ตอบว่า ต้องคอยดูกันต่อไป ต้องค่อยๆ แก้ไปด้วยความอดทนอดกลั้น พยายามให้สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเข้าใจดีว่าสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าไปตกหลุมบางฝ่ายบางพวกที่กำหนดเอาไว้ ก็จะทำให้บ้านเมืองเสียหาย ส่วนสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติใช้เวลากี่วันนั้น ก็ต้องดูไป ตนไม่ใช่หมอดูคงทำนายไม่ได้ แต่ รัฐบาลยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อถามว่า ที่บอกว่าเกรงจะตกหลุมพรางของใครนั้น แสดงว่ามีสัญญาณบอกเหตุใช่หรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี ตอบว่า คิดว่าประชาชนและสื่อคงสังเกตเห็นว่า การดำเนินการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ประสานทั้งในและนอกสภา ซึ่งมีเป้าหมายเห็นชัดว่าพร้อมยั่วยุให้เกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้น แต่เราก็ระมัดระวัง ยิ้มสู้
ปลงแล้วหาก ตร.เกียร์ว่าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ วีดิโอลิงค์ พาดพิงถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ คิดว่าต้องการเสี้ยมให้มีปัญหากันหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า หลายเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูด แม้แต่งานที่แอบอ้างทำไป เท่าที่รู้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ที่กล่าวหาทหารและองคมนตรี ก็ไม่ถูกต้อง แต่คนไม่รู้ฟังแล้วน่าเชื่อถือ ทั้งที่ไม่จริงทั้งสิ้น เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมองว่า ทำไมตำรวจถึงทำอะไรล่าช้า เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คิดว่าเป็นการเกียร์ว่างหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น เพียงแต่ยิ้มยิงฟันและพูดเพียงสั้นๆ พร้อมหัวเราะว่า “ปล่อยเหอะ”
“อภิสิทธิ์” ปูดมีบ่างยุให้รุนแรง
ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเข้าร่วมประชุมจี-20 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรว่า ช่วงที่ตนไม่อยู่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง จะทำหน้าที่รักษาการ และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับสถานการณ์และฝากไปถึงประชาชนทุกคนว่าขอให้สบายใจ เพราะรัฐบาลพร้อมที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ที่ผ่านมาการชุมนุมไม่ได้เป็นปัญหาถึงขั้นที่จะมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ที่สำคัญเราทราบว่าบางฝ่ายต้องการให้เกิดความรุนแรงในช่วงนี้จนถึงก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมีความพยายามหลายอย่างเพื่อให้เกิดความตึงเครียดขึ้นมา เช่นเมื่อวันที่ 30 มี.ค.มีการพูดปล่อยข่าวว่าจะมีการสลายการชุมนุม จะมีการใช้กำลัง รวมถึงทหารจะเข้าไปทำร้ายประชาชน เชื่อว่าประชาชนทราบว่ารัฐบาลนี้ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา บริหารราชการแผ่นดินโดยการยอมรับการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน บริหารราชการแผ่นดินด้วยความอดทน อดกลั้น ดังนั้น ข่าวที่ปล่อยออกมาจนทำให้เกิดกระแสต่างๆนั้นอยากให้ประชาชนแยกแยะ เพราะสามารถดูจากประวัติการทำงานได้
รัฐบาลยึดหลัก ก.ม.ไม่หลงกล
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราทราบด้วยซ้ำว่ามีความพยายามประสานไปถึงสื่อต่างประเทศ เพื่อให้มาคอยติดตามทำข่าวว่าจะมีการปะทะหรือความรุนแรง ดังนั้น รัฐบาลจะไม่ตกหลุมในการที่จะทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น เพราะรู้ว่านั่นคือการทำร้ายบ้านเมืองมากที่สุดในช่วงที่มีการประชุมระหว่างประเทศ และเรากำลังเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมอาเซียนบวก 3 และบวก 6 รวมถึงเป็นช่วงที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจกำลังเดินหน้า ดังนั้น เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของแนวทางการยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ขณะเดียวกันการชุมนุมที่มีผลกระทบใดๆต่อการปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลจะใช้แนวทางตามกฎหมาย ส่วนการปราศรัยในส่วนที่กระทบต่อความมั่นคง ขอยืนยันว่าไม่ได้ละเลย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แน่นอน มีการรวบรวมหลักฐานและจะดูข้อกฎหมายเพื่อดำเนินการต่อไป
ย้ำทำผิด ก.ม.จัดการทันที
เมื่อถามถึงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนหลังการปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบฯนำเสื้อแดงมาสวมทับเครื่อง แบบ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า นายสุเทพกำลังตรวจสอบราย ละเอียดอยู่ จะถึงขั้นต้องให้พักราชการหรือไม่นั้น คงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า มีการเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาปกป้องสถาบันองคมนตรีมากขึ้นหลังถูกพาดพิง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ขอย้ำว่ารัฐบาลได้พูดตลอดเวลาว่า ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมีการพาดพิงไปถึงประธานฯ และองคมนตรี เพราะท่านไม่อยู่ในฐานะที่จะออกมาชี้แจงได้มากนัก และอย่างที่บอกอะไรที่กระทบกับกฎหมายความมั่นคง ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานต่างๆ และจะดำเนินการ ถ้าหากเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย
เชื่อกลับเข้าทำเนียบฯ ได้
เมื่อถามว่า แต่การที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ทำให้ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบฯ ได้ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ขณะนี้ข้าราชการได้ไปร้องต่อศาลแล้ว ส่วนของตนในช่วงที่ผ่านมาไม่มีกำหนดการที่จะต้องเข้าไป ถ้ามีกำหนดการเชื่อว่าจะสามารถเข้าไปได้ และไม่เป็นไร ที่ม็อบจะประกาศชัยชนะ ใครจะประกาศอย่างไรก็ได้ ถ้าทำให้เขาสบายใจ ก็ให้เขาประกาศไป เพราะการชุมนุม ถ้าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็สามารถทำได้ แต่ในส่วนที่ส่งผลกระทบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และก็เชื่อว่าจะเข้าไปทำงานได้เมื่อกลับมาจากอังกฤษ
เย้ยไม่มีเหตุให้ต้องหนี
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ประกาศบนเวทีว่า จะไม่ให้นายกรัฐมนตรี กลับเข้าประเทศ นายอภิสิทธิ์หัวเราะก่อนตอบว่า “คุณณัฐวุฒิคงไม่เข้าใจว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิ์กลับมาอยู่ในประเทศ และผมก็กลับมา ผมไม่หนีไปไหน ผมไม่มีอะไรต้องหนี” เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะกลับประเทศไทยและเป็นแกนนำหากมีการยิงหรือทำร้ายประชาชน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ก็ควรจะกลับมานานแล้ว แต่ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่มีแนวคิดที่จะให้เจ้าหน้าที่ทำร้ายประชาชน
เร่งล็อบบี้ต่างชาติสกัด “ทักษิณ”
ต่อข้อถามว่า จนถึงวันนี้ทราบที่อยู่ของ พ.ต.ท. ทักษิณหรือยัง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า มีกระแสอยู่บ้างและมีการ ดำเนินการทางการต่างประเทศอยู่ แต่ยืนยันว่าไม่ได้อยู่ใกล้กับประเทศไทย ส่วนการดำเนินการนั้น คิดว่าคงจะมีเหมือนกับก่อนหน้านี้ที่มีท่าทีที่ชัดเจนขึ้นในส่วนของฮ่องกง เมื่อถามว่าจุดนี้เกี่ยวข้องกับทางดูไบที่กระทรวงการต่างประเทศเตรียมส่งคณะไปเจรจาใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ก็มีส่วน เพราะมีหลายช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปอยู่ที่นั่น และยืนยันรัฐบาลทำอยู่ตลอดไม่ได้ละเลย แต่ทุกอย่างที่ทำจะยึดกรอบของกฎหมาย
ทึ่ง “แม้ว” แฉเบื้องหลัง “กษิต”
เมื่อถามว่า ได้ฟังสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดถึงนาย กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ได้อ่านจากข่าว เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกอย่างไรที่มีการพูดถึงตัว รมว.ต่างประเทศอย่างนั้น นายกรัฐมนตรี เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “ก็แปลกใจว่าคนเป็นนายกฯ ถ้าคิดว่ามีคนไม่เหมาะสมยังส่งไปอยู่ที่กรุงวอชิงตันและโตเกียวได้ ไม่น่าเชื่อ” เมื่อถามว่า คิดว่านายกษิตรับเงินจริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ย้อนตอบว่า ไม่น่าเชื่อว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีเห็นว่ามีคนที่ทำงานไม่ได้ ไม่เหมาะสม แล้วยังส่งไปอยู่ที่วอชิงตันและโตเกียว อันนี้น่าทึ่งที่สุด
เย้ยโฟนอินได้แต่ไร้ความสุข
ต่อข้อถามว่า จะดูแลในพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างไร เพราะขณะนี้มีการชุมนุมตามศาลากลางจังหวัดต่างๆแล้ว นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เจ้าหน้าที่ดูแลติดตามอยู่ เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ก็ไม่มีอะไร เมื่อถามว่าขณะนี้สังคมสับสนว่าทำไมรัฐบาลปล่อยให้นักโทษมาเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า อย่างที่บอกว่าขณะนี้กำลังพยายามดำเนินการ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย รัฐบาลไม่มีสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมายปัญหาบ้านเมืองที่มาถึงวันนี้เพราะในอดีตมีรัฐบาลที่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมายได้ ดังนั้น วันนี้รัฐบาลต้องทำทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย และไม่คิดว่าการกระทำของ พ.ต.ท. ทักษิณ จะเป็นแบบอย่างได้ เพราะขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ได้มีความสุขอะไรดูจากภาพก็เห็น
สั่งฟัน ขรก.หนุนวีดิโอลิงค์
เมื่อถามว่า แสดงว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์ตัดสัญญาณในการโฟนอินหรือวีดิโอลิงค์ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ขึ้นอยู่กับรายละเอียดทางเทคนิค ขณะนี้กำลังติดตามและมีความชัดเจนขึ้นมาระดับหนึ่ง เช่น ถ้าเป็นการส่งภาพขึ้นดาวเทียมแล้วส่งลงมาและการส่งสัญญาณทำในต่างประเทศกฎหมายก็ไปไม่ถึง อย่างไรก็ดี นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวอีกว่า ขณะนี้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังติดตามเรื่องกรณีมีข่าวว่าข้าราชการในกรมประชาสัมพันธ์มีส่วนช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณในการเชื่อมสัญญาณ ซึ่งขณะนี้ก็มีรายละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้น
ชี้ถึงเวลาใช้ลูกเด็ดขาดก็ต้องทำ
จากนั้น นายอภิสิทธิ์พยายามตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวในทุกประเด็น โดยพยายามย้ำตลอดว่า จะดำเนิน การทางกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดแน่นอน และทุกคดีมีความคืบหน้า พร้อมยกตัวอย่างคดีบุกยึดทำเนียบฯ ที่ผ่านมา และหากจำเป็นต้องใช้ความเด็ดขาดในการแก้ปัญหาก็ต้องทำ แต่ก็จะยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมกันนี้ ได้กล่าวตอบโต้กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวสมน้ำหน้ารัฐบาลว่าไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ หรือดำเนินการอะไรได้ทั้งที่เป็นรัฐบาลว่า ตนเดินหน้าทำงานตามปกติ ยืนยันว่าแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ ถ้าใจร้อน ผลีผลาม จะผิดพลาดซ้ำซาก เพราะการแก้ปัญหาได้ยั่งยืนนั้นต้องใช้เวลาและความอดทน แต่วิธีการต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของฝ่ายที่ต้องการทำลายเสถียรภาพและภาพลักษณ์ของประเทศและยังยืนยันด้วยว่ามั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ที่กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวในตอนนี้จะโค่นล้มรัฐบาลได้
ผบช.น.อ้างทำตามขั้นตอน
เวลา 11.00 น. ที่ บช.น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. ให้สัมภาษณ์ถึงการออกประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงยุติการชุมนุม เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า เป็นไปตามขั้นตอนของคำสั่งศาลปกครองที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งพฤติกรรมการชุมนุมที่มีลักษณะขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ในการเข้าไปปฏิบัติราชการภายในทำเนียบรัฐบาล ส่วนการโฟนอินผ่านระบบวีดิโอลิงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการตรวจสอบยังไม่พบว่าเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง เป็นเพียงการหมิ่นประมาทตัวบุคคลเท่านั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง
สถานการณ์ยังไม่น่าห่วง
ด้าน พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วง ยังเป็นไปด้วยความสงบ อีกทั้งรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกการประชุม ครม. แต่ถึงอย่างไรตำรวจก็ยังตรึงกำลังในพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาล พร้อมสืบสวนหาข่าวความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ส่วนการเตรียมพร้อมรับมือการชุมนุมของกลุ่ม “คนรักป๋าเปรม” ที่จะชุมนุมหน้ารัฐสภาช่วงบ่ายวันที่ 1 เม.ย.นั้น พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.สั่งการให้ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 จัดกำลังตำรวจเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ คงไม่มีปัญหา หรือการปะทะกันระหว่างกลุ่มคัดค้านแต่อย่างใด เพราะการชุมนุมของทั้งสองกลุ่มนั้นอยู่คนละที่
ห้าม ตร.ในเครื่องแบบใส่เสื้อแดง
นอกจากนี้ โฆษก บช.น ยังกล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายเข้าร่วมกับกลุ่มเสื้อแดง และเข้าคิวรอ รับแจกเสื้อแดงจากผู้ชุมนุมว่า เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ หากอยู่นอกเวลาราชการ และหากจะร่วมชุมนุมก็ต้องมานอกเวลาราชการ และนอกเครื่องแบบ หากมาในชุดเครื่องแบบจะไม่เหมาะสม และไม่สมควรอย่างยิ่ง เนื่องจากตำรวจต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดใส่เครื่องแบบตำรวจเข้าไปร่วมชุมนุมดังกล่าวบ้าง จากนั้นจะส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป
เร่งหาจุดส่งสัญญาณโฟนอิน
ขณะที่ พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผบช.ส.กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบรายละเอียดและข้อกฎหมายว่า จะสามารถดำเนินการทางกฎหมาย รวมทั้งมาตรการทางศาลอย่างไรได้บ้างกับกรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามายังกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งยอมรับว่ามีเนื้อหาบางส่วนปลุกระดมมวลชน นอกจากนี้ ยังสั่งการให้หน่วยข่าวต่างประเทศตรวจสอบจุดโฟนอินของอดีตนายกรัฐมนตรีว่า เชื่อมสัญญาณมาจากประเทศใด และการโฟนอินดังกล่าวเป็นเทปหรือโฟนอินสด
ไอซีทีบ้อท่าสกัด “ทักษิณ”
ในวันเดียวกัน ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงการโฟนอินผ่านระบบวีดิโอลิงค์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ากระทรวงไอซีที ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้เพราะเป็นการส่งสัญญาณผ่านระบบดาวเทียม ซึ่งก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเป็นการเช่าดาวเทียมประเทศไหน ดังนั้น จนปัญญาเพราะจานดาวเทียมที่จะ รับสัญญาณมีจำนวนมาก โดยเฉพาะรถถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์ (โอบี) ที่อยู่รอบๆ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสามารถรับสัญญาณได้ ถ้าจะไม่ให้รับสัญญาณดาวเทียมก็คงต้องคว่ำจานดาวเทียมแทน แต่อย่างไรก็ตาม ไอซีที ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะในส่วนที่ถ่ายทอดผ่านระบบอินเตอร์เน็ตนั้น ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตทุกราย ไม่ให้มีการถ่ายทอดการโฟนอินผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ถ้ามี ก็ขอให้เอาออก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากไอเอสพีเป็นอย่างดี ส่วนเว็บไซต์ของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น กระทรวงไอซีทีไม่ได้เข้าไปปิดกั้น ยกเว้นจะมีข้อความที่หมิ่นสถาบัน พระมหากษัตริย์เท่านั้น และการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เพราะรัฐบาลพยายามที่จะบอกให้ชาวโลกรับทราบว่าประเทศไทยว่าสงบแต่ก็ไม่สงบ ส่วนข้อความในการโฟนอินนั้น จริงหรือเท็จ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนฟัง
สปน.ร้องศาลสั่งม็อบเปิดทาง
ขณะที่ในเวลา 13.30 น. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นายจาตุรงค์ ปัญญาดิลก รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ 3 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ร่วมกันเป็นจำเลยฐานละเมิด พร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้จำเลยและกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้ข้าราชการเข้าทำงานได้ตามปกติ โดยคำร้องสรุปว่า โจทก์มีหน้าที่อำนวยการบริหารราชการในส่วนที่เกี่ยวกับทำเนียบรัฐบาล อันเป็นที่ทำการของผู้บริหารรัฐบาล จำเลยเป็นแกนนำกลุ่ม นปช.เคลื่อนไหว ต่อต้านรัฐบาล เมื่อวัน 26 มี.ค.ที่ผ่านมาจนปัจจุบัน พวกจำเลยได้ชุมนุมกันบริเวณถนนพิษณุโลกและราชดำเนิน อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการธุรการของทำเนียบรัฐบาล ไม่อาจเดินทางเข้าออกได้อย่างปกติสุข จึงขออำนาจศาลมีคำสั่งให้พวกจำเลยเปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้พวกโจทก์ปฏิบัติราชการได้ตามปกติ
วอนม็อบปล่อยรถเข้าทำเนียบฯ
ด้านนายนัที เปรมรัศมี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่ สปน.ยื่นฟ้องกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลต่อศาลแพ่งว่า ได้มอบหมายให้นายจาตุรงค์ ปัญญาดิลก รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายมงคล แสงหิรัญ ผอ.สำนักกฎหมายและระเบียบกลาง ไปยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง โดยยืนยันว่า ทาง สปน.ได้ดำเนินการเช่นเดียวกับมาตรฐานที่เคยดำเนินการกับการชุมนุมของทางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผ่านมา ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเราต้องการร้องขอให้ศาลคุ้มครองสั่งให้ผู้ชุมนุมเปิดทางเข้าออกโดย อำนวยความสะดวกให้นำรถยนต์ผ่านออกได้ จากเดิมที่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ปล่อยให้ข้าราชการเดินเท้าเข้าออกได้อยู่ แล้ว และการฟ้องต่อศาลแพ่งครั้งนี้ไม่มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายอะไร เพราะขณะนี้ยังไม่มีทรัพย์สินของทางราชการเสียหายแต่อย่างใด
“สมชัย” ชี้ “แม้ว” ไม่ฉลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวัน นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และบุคคลต่างๆ ได้ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์และวิเคราะห์สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดผ่านระบบวีดิโอลิงค์ เมื่อคืนวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยในช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่ตึกเล็กสีขาว บ้านมนังคสิลา ถนน หลานหลวง มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวเรื่อง “ข้อเสนอมูลนิธิฯต่อการคลี่คลายวิกฤติการเมืองในปัจจุบัน” มี พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานมูลนิธิฯ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการมูลนิธิฯ และนายสกุล สื่อทรงธรรม กรรมการและเลขานุการมูลนิธิฯ ร่วมแถลง ข่าว โดยนายสมชัยกล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มเสื้อแดงและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดแนวรบทุกด้าน และเป็นศัตรูกับหลายฝ่ายพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นองคมนตรี ศาล องค์กรอิสระ รัฐบาล และกลุ่มพันธมิตรฯ ด้านหนึ่งอาจชี้ให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความกล้าเผชิญหน้า ไม่กลัวเกรงใคร แต่ในทางยุทธศาสตร์ไม่ใช่หนทางของคนฉลาดทำ เป็นการใช้ความคิดที่ผิด ส่วนเรื่องประเด็นการโจมตีองคมนตรี ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร เป็นการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ปลุกเร้า เป็นประเด็นที่เปราะบางและเข้าใกล้สถาบันมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ ยังไม่ควรเปิดเผยหรือขยายประเด็นดังกล่าว
หวั่นมีการจ้างทำปฏิวัติ
นายสมชัยและ พล.อ.สายหยุดยังวิเคราะห์การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่าเป็นเพียงการสร้างกำลังใจให้ผู้ชุมนุมเท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดการขยายแนวร่วม และคาดว่ากลุ่มเสื้อแดงจะพยายามเผด็จศึกให้สำเร็จภายในวันที่ 6 หรือ 10 เม.ย.นี้ เพราะจะติดเทศกาลสงกรานต์ ส่วนข้อเสนอให้รัฐบาลยุบสภา กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 คงเป็นไปไม่ได้ในช่วงนี้ เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่อยู่ และหากจะมีการปฏิวัติรัฐประหารอีก ก็เพราะมีค่าจ้างในมูลค่ามหาศาล
“ชุมพล” ชี้อย่าต้อนคนจนมุม
ส่วนนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ที่พรรคชาติไทยพัฒนา ว่า พ.ต.ท. ทักษิณไม่ต้านรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่ได้ไปทำอะไรให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีแต่คนที่หนุนรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาที่ทำให้ เขาเดือดร้อน “คุณทักษิณเขาไม่ได้หมายถึงรัฐบาล แต่ หมายถึงคนที่หนุนรัฐบาลชุดนี้มา ดาบนั้นมันก็คืนสนองแล้ว” นายชุมพลกล่าวและว่า ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเป็นการครั้งสุดท้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ แต่ก็อยากฝากบอกทุกคนว่า บางครั้งคนเราทำอะไรก็ตามที อย่าต้อนคนให้จนมุม เพราะทำให้จนมุมเมื่อไร เมื่อนั้นเขาจะสู้ตาย ดังนั้น ทุกฝ่ายขอให้ร่วมมือกันให้เศรษฐกิจ บ้านเมืองไปรอด ให้เงินทองไหลเข้ามาเมืองไทย
ปชป.เชื่อ “ทักษิณ” หวังคืนอำนาจ
ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงผลการวิเคราะห์ของคณะทำงานติดตามสถานการณ์ทางการเมือง (วอร์รูม) พรรคประชาธิปัตย์ ว่าทางพรรคได้วิเคราะห์ว่าการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความชัดเจนมาก โดยการเอาชาติเป็นตัวประกัน เพื่อคืนอำนาจและผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเป้าหมายที่ระบุว่าต้องการแก้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องให้มีการยุบสภา หรือการยื่น พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติเพื่อนิรโทษกรรม ทั้งหมดเป็นแค่พิธีกรรม แต่การกระทำและการเคลื่อนไหวกลับสอดรับการเคลื่อนไหวพรรคเพื่อไทย เช่น กรณีที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ที่ระบุว่าจะมีเหตุ การณ์การนองเลือด หรือกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ออกมาระบุว่าจะซ้ำรอยเหตุการณ์ 6 ต.ค. 19 หรือแม้กระทั่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าจะนำมวลชนบุกกรุงเทพฯ แต่พรรคมั่นใจว่าประชาชนทั้งชาติ ไม่ว่าใส่เสื้อสีอะไรต่างไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก และมั่นใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีเงื่อนไข คือการสร้างเหตุเผชิญหน้าความรุนแรงขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้คุยกับพรรคว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงโดยเด็ดขาด หากสถานการณ์ความรุนแรงนั้นอาจเกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุมก่อขึ้นเอง
พท.ดักคอกองทัพจ่อสลายม็อบ
ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดแถลงในวันเดียวกันว่า ขณะนี้กรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยทราบว่ากองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 สนามเป้า) และกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) เกียกกาย เตรียมกำลังผิดสังเกต โดยอ้างว่าเป็นการฝึกภาคสนาม นอกจากนี้ ยังมีคนระดับสูงในกองทัพไปพบกับอดีตผู้นำเหล่าทัพชื่อ “ส.” และ ผู้นำเหล่าทัพ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ทำตัวเป็นรัฐบาลหอย มีเปลือกหอยคอยคุ้มครองก็จะเดินทางไปประชุมจี 20 ที่ประเทศอังกฤษ โดยมอบให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ดูแลฝ่ายความมั่นคง รักษาการนายกฯ ดังนั้นหากมีอะไรเกิดขึ้นนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลด้านความมั่นคงจะหนีความรับผิดชอบไม่ได้ และอย่าทำเป็นปากว่าตาขยิบ
“กษิต” ของขึ้นโต้แหลก “ทักษิณ”
กระทั่งเวลา 16.15 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แถลงตอบโต้คำกล่าวหา ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 25 นาที ว่า การแถลงข่าววันนี้สืบเนื่องมาจาก พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวชื่นชมตนจากต่างประเทศ ตั้งแต่เข้าสู่วงการการเมืองมา 4-5 ปี ทั้งการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หรือขึ้นเวทีพันธมิตร แต่ตนไม่เคยนำเรื่องส่วนตัวเข้ามายุ่ง ตนเป็นลูกผู้ชายและนักเลงพอที่จะไม่เล่นการเมืองใต้สะดือ ไม่เคยกล่าวอะไรถึง พ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความต่างในแง่ของเนื้องาน นโยบายและเห็นว่าไม่ถูกต้องเรื่องความสุจริตในการบริหารราชการ เมื่อครั้งที่เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาลในทำเนียบรัฐบาล ในช่วงปี 2545 ไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามา และลิ่วล้อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็แสดงฝีมือในสภาฯ ก็ล้วนเป็นเรื่องส่วนตัว สาดโคลน แต่นั่นก็เป็นแค่ลิ่วล้อ มือปืนรับจ้าง สวะสังคม ก็ไม่ว่ากัน แต่วันนี้นายใหญ่ลงมาเล่นเอง ก็ยินดี ตนก็ไม่อยากขึ้นเวทีไปชกแบบเฮฟวี่เวตกับ พ.ต.ท.ทักษิณเอง แต่เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณพร้อมจะเปิดสนาม ก็ขอต้อนรับด้วยความยินดี
เปิดเกมท้าประชันปากทุกสนาม
“ขอท้าว่าอย่าเก่งแค่พูดคนเดียวเหมือนตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่พูดวันเสาร์อยู่คนเดียว ไม่กล้าไปสภา หนีสภาอยู่ตลอดเวลา ทำไมไม่ให้เวลากับฝ่ายค้าน วันนี้ข้าพเจ้าเป็นนักประชาธิปไตย ก็เอ็งหนีสภาตลอดเวลา ใช้รัฐสภาเป็นตรายางเท่านั้น ให้หันเหไปตามอำนาจเงินที่มีอยู่ ก็ทราบกันดี เมื่อนายใหญ่จะมาเล่นเอง ก็ด้วยความยินดี ฝากว่าไอ้พวกลิ่วลออย่ามาเกะกะหน้าตาผมได้ไหม ออกไปห่างๆ อย่าเสียเวลามาตอแยนอกสภา เอายังไงกันแน่ จะเล่นบนถนนหรือเล่นกันในรัฐสภา เลือกเอาสักอย่าง เล่นสองอย่างไม่ได้ครับ ผมขอท้าโต้วาทีกับคุณทักษิณ ให้คุณทักษิณเลือกเวทีด้วย ไหนว่าพูดภาษาอังกฤษเก่งนัก จะเอาบีบีซีหรือซีเอ็นเอ็น อัล จาซีรา ซีเอ็นบีซี และเลือกเวทีด้วย จะเอาที่สันป่าตองก็ได้ ที่เชียงใหม่ ดูไบ หรือฮ่องกงก็ได้ ที่ไหนที่คุณทักษิณโอ้อวดว่ามีเพื่อนเยอะๆในต่างประเทศ เวทีไหนก็ได้ หรือจะกลับ ไปที่สเตเดียมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ได้ทุกเมื่อ ผมพร้อมเสมอ ผมมีเพื่อนอีกเยอะ ยาวเป็นแถวทั้งในพรรคประชาธิปัตย์และเวทีพันธมิตรฯ เลือกมาเลย อย่ามาทำอวดเก่งคนเดียว พูดคนเดียว เอาของแท้มาพูด อย่าบิดเบือน” นายกษิตกล่าวอย่างมีอารมณ์
รับเงินทักษิณไม่เข้ากระเป๋าตัวเอง
นายกษิตกล่าวอีกว่า ตนมาเป็นรัฐมนตรี 3 เดือนแล้ว และในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ของสังคม ความมีเมตตาธรรม ความโอบอ้อมอารีของคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ส่วนหนึ่งคือให้สตางค์เด็กๆก็ทำกันมาตลอด และโดยที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นประเพณีกันตลอดทุกยุคทุกสมัย เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางไปต่างประเทศก็จะมอบเงินส่วนหนึ่งให้กับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยให้กับพนักงานท้องถิ่นหรือฝากให้ไปทำบุญ “คุณทักษิณได้ให้สตางค์ผมในหลายประเทศ ไม่ได้ไปขอแต่ให้เอง ก็เหมือนกับทุกเช้าวันพระหรือวันเสาร์อาทิตย์ เราไปตักบาตร ใส่บาตรให้พระภิกษุสงฆ์ แล้ววันนี้จะมาล้วงออกจากบาตร ถามว่าคุณทักษิณเป็นมนุษย์หรือเปรต ให้สตางค์ผมมา ผมไม่ได้รับมาเพื่อตัวเอง แม้แต่แดงเดียว ถ้ารับคงไม่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ไม่เข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และวันนี้จะไม่ยืนตรงนี้ เพราะผมจะกลายเป็นลูกทาสของคุณพ่อทักษิณ ผมจะไม่สง่างาม ขอความกรุณา อย่ามาบิดเบือนข้อเท็จจริง สตางค์ทุกบาทที่ให้ผมมา ผมได้เรียนให้ทราบว่าผมเอาไปทำอะไร”
แจงยิบนำไปบริจาคช่วยคน
นายกษิตกล่าวต่อว่า อย่างที่อินโดนีเซียก็แจกพนักงานท้องถิ่นที่ได้เงินเดือนคนละพันกว่าบาท ชาวประมงไทยถูกจับ ไม่มีอาหาร หรือเอาไปทำบุญ และก็มีพนักงาน 2 คนที่สถานทูตตายไปแล้ว จะตามไปเอาที่นรกหรือสวรรค์ จะไปทวงเขาหรือ ยืนยันว่าเงินที่ตนเอามาให้และใช้ไปแล้ว ที่เยอรมันก็เช่นกัน ตนเป็นผู้ริเริ่มทำกงสุลสัญจร ช่วยผู้หญิงไทยในเยอรมัน ไปวัดวาอารามตั้งเป็นสมาคม ฝึกสมาธิวิปัสสนา นวดแผนโบราณ พาหมอไปดูเรื่องจิตแพทย์ หรือเขาอยากจะทำบุญก็ใช้เงินของ พ.ต.ท.ทักษิณไปช่วยเขาเล็กๆน้อยๆไม่กี่สตางค์ รวมทั้งหมดที่เอาสตางค์มาผ่านมือตน ไม่กี่แสนบาทเท่านั้นเอง จะทวงคืนไหม 1 ล้านบาทเดี๋ยวตนจะให้คืนเดี๋ยวนี้ มาล้วงจากบาตรไปได้ไหม มนุษย์อะไร ช่วยเหลือคนเขาไว้แล้ว วันนี้อยากมาทวงคืนเพียงเพื่ออยากกระทืบตนให้จมแผ่นดินการเมืองเท่านั้น โดยไปพูดกับชาวบ้านว่าตนรับเงินทักษิณ อย่างนี้มันไม่ไหวแล้ว ตอน พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น รมต.ต่างประเทศ 3-4 เดือน เป็นรองนายกฯ และล่าสุดเกิดอุทกภัยที่มิสซิสซิปปี้ และหลุยส์เซียนนา ซึ่งเป็นช่วงเดือนสุดท้ายในการรับราชการของตน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณมาเยือน มีคนไทย 200-300 คนที่ต้องสูญเสียทุกอย่างที่มีอยู่ ตนก็บอกว่าทำไมไม่ช่วย ก็มอบเงินผ่าน นพ.พรหมินทร์มาให้ 2 หมื่นเหรียญ ทุกเหรียญส่งไปให้คนไทย จะเอาคืนหรือเปล่า หรือคิดว่าตนยักยอก ทำบุญแล้วอย่าล้วงคืน มันบาป ตนไม่ต้องการอะไรจาก พ.ต.ท.ทักษิณ วิ่งจะให้โน่นนี่หรือให้ตนซื้อของให้ ตนปฏิเสธอยู่ตลอดเพราะไม่ต้องการเหล่านี้ และพอกินพอใช้
จวกเละอยู่ไทยรกแผ่นดิน
นายกษิตกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องหนังสือเดินทาง เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณบอกกับชาวบ้านเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาว่าจะส่งคืนให้ ตนก็ยินดีไปรับ บอกสถานที่มา อย่าทำตัวเป็นตุ๊ดตู่ในรูกระบอกไม้ หลบซ่อนอยู่ที่ไหนในเวทีของโลกนี้ ก็ยินดีที่จะบินไปหา หรือถ้าไม่ต้องให้เหน็ดเหนื่อยก็ส่งคืนมาได้ เมื่อไม่ใช้แล้ว และมีพาสปอร์ตของประเทศอื่นก็ยินดี และถ้าเผื่อวันนี้ สละสัญชาติไทยแล้วก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะมันรกแผ่นดินที่จะมีคนอย่างคุณทักษิณอยู่ บนแผ่นดินไทย เมื่อไม่ใช้แล้วก็ส่งคืนมา ขอให้ทำจริงพูดจริง บอกมาจะให้รับที่ไหน หรือว่าไม่มีสตางค์เหลืออยู่แล้ว ตนยินดีที่จะออกค่าพาสปอร์ตอันนั้นให้ด้วยความยินดี ขอย้ำถ้าเผื่อจะให้ไปรับก็บอกมาว่าอยู่ที่ไหน ยินดีไปพบทุกเมื่อ และจะขนไวน์ไปสัก 2-3 ขวด ในฐานะเพื่อนเก่า ขอนั่งดื่มไวน์และคุยกันถึงความหลัง ที่เราเคยเพ้อฝันกันว่าจะเป็นอย่างไร
ร่ายยาวเป็นแฟนคลับชื่นชมนายใหญ่
นายกษิตกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวหาเรื่องการขอตำแหน่งว่า เราร่วมอุดมการณ์มาตั้งแต่ปี 2537 ขณะนั้นตนเป็น ออท.ที่อินโดนีเซีย พ.ต.ท.ทักษิณเป็นรมว.ต่างประเทศ ตนเป็นแฟนและชื่นชมด้วยความยินดี ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณชวนตนลงเลือกตั้ง กทม.เขต 2 พรรคพลังธรรม แล้วตอนหลังเปลี่ยนใจให้ลงผู้ว่าฯ กทม. นี่เป็นที่มาที่ไปที่ตนช่วยแนะนำนโยบายของพรรคพลังธรรม ตนต้องลางาน 2-3 สัปดาห์ มาฝังตัวที่ตึกชินวัตร ซอยพหลโยธิน 8 เพราะคิดว่าเราจะร่วมสร้างประเทศไทยให้เป็นเลิศ ด้วยเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนสมัยใหม่ ซึ่งเราได้ติดต่อไปมาหาสู่กันตลอดเวลา จนกระทั่งกลางปี 2543 ก่อนที่จะเลือกตั้ง 5-6 เดือน ตนเป็น ออท.ที่เบอร์ลิน พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเดินทางไปพร้อมกับนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชาย เพื่อไปร่วมงานโฟโต้ เอ็กซิบีชั่นได้โทร.มาชวนตนให้ไปพบกันที่เมืองดุสเซนดอฟ และโคโลญ และทันทีที่วางโทรศัพท์ เมื่อภรรยาทราบว่าตนจะไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ใจหายแล้ว เชื่อว่าต้องชวนตนมาทำงานร่วมกันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นไปตามคาดว่าได้ คุยกัน สานฝันร่วมกันว่าจะทำประเทศไทยให้เป็นเลิศ เพื่อแข่งกับเกาหลีให้ได้
เคยร่วมฝัน-ทำงานให้หลายชิ้น
“เราจะปรับปรุงสำนักนายกรัฐมนตรีให้เป็นแบบไวท์ เฮ้าส์ หรือดาวนิ่ง สตรีท เพราะโลกาภิวัตน์ ทุกอย่างมันวิ่งเข้าสู่นายกรัฐมนตรี ต้องใช้เทคโนโลยีบริหารราชการเราจะต้องมีห้องซิมูเลชั่น รูม เพื่อจับตาความเคลื่อนไหวทั้งประเทศ ฝนตกที่ไหน น้ำท่วมที่ไหน ก็จะสั่งการได้ เป็นการขายอุดมการณ์ความฝันภายใต้ผู้นำที่ชื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เราได้คุยกัน 2 วัน 3 คืน พ.ต.ท.ทักษิณ บอกกับผมว่า ถ้าได้เข้ามาเป็นรัฐบาลจะให้ผมมาช่วยราชการที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตอนนั้นก็ชนะการเลือกตั้ง ผมก็ยุติการเป็นทูต แล้วมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง แต่ไปช่วยราชการที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และได้มอบหมายให้ผมทำงานหลายชิ้น เช่น เรื่องเพชรซาอุฯ และทำบันทึกว่าควรปฏิรูปกรมตำรวจ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าทำไม่ได้ เพราะกรมตำรวจเป็นบ้านผม แล้ววันนี้สังคมไทยเป็นอย่างไร ฉะนั้น จะบอกว่าไม่ได้อ่านบันทึกนั้นไม่ได้ สิ่งที่ผมเขียนคือเนื้อแท้อนาคตของบ้านเมือง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่อยากฟัง และหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณล้างมือทางการเมืองไป นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ชวนผมไปเป็นที่ปรึกษา แต่พออยู่ไป ผมขึ้นเวทีพันธมิตรฯมากเกินไปจึงขอยุติหน้าที่ดังกล่าว” นายกษิตกล่าวและว่า ที่ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องอุดมการณ์ที่ระบอบทักษิณไม่มีธรรมาภิบาล
สวนกลับมีเปียโนหนักหัวใคร
รมว.ต่างประเทศ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีไพ่จะเล่นแล้ว นอกจากพยายามจะขุดคุ้ยทำตัวเป็นหนอน อยู่ในโคลนตมในสิ่งที่เน่าเฟะ จะดูว่ามีอะไรในกอไผ่เกี่ยวกับตนอีก ที่จะกระทืบตนลงแผ่นดิน ถามว่าหมดปัญญาแล้วหรือ ไม่เป็นนักเลงพอแล้วหรือ ถึงให้ลิ่วล้อทั้งหญิงชายพยายามขุดคุ้ยเรื่องของตน เปียโนของตนอยู่บ้าน ซื้อมือสองจากเยอรมัน ราคาแสนเศษเท่านั้น แล้วมันหนักกบาล หรือหนักหัวใครหรือ ตนก็พร้อมจะสอนเล่นเปียโนด้วย แล้วถ้าคิดว่าเปียโนนี้ไม่ได้กรอกไว้ในใบแสดงทรัพย์สินจะให้ถูกลงโทษก็ยอม ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องปกปิด อยู่ทาวน์เฮาส์สภาพไหนไม่เคยปิดบัง ไม่ได้เป็นอีแอบซ่อนความร่ำรวยไว้ อยากรู้อะไรตนชี้แจงได้ไม่อย่างนั้นไม่มาเล่นการเมือง เป็นรัฐมนตรี และไม่มาโต้เถียงกับ พ.ต.ท.ทักษิณในที่แจ้ง “ที่จะมาข่มขู่ประชาชนว่ามีกองกำลัง มีกำลัง ตร. กองทัพเสื้อแดง ผมมีมากกว่าคุณทักษิณ จะไปรบที่ไหน วิธีใดก็ได้ เพราะผมไม่ได้วิงวอน ขอญาติพี่น้องทั้งหลายมาแสดงพลัง แล้วมาฟัดกับคุณทักษิณ กลับมาบัญชาการรบที่นี่สิ จะเป็นที่เกาะกง เกาะกูด ก็บอกมา”
ขอบัตร ปชช.-พาสปอร์ตคืน
นายกษิตกล่าวต่อว่า อย่าคิดว่าตัวเองเป็นเตรียมทหารรุ่น 10 แล้วจะมาบงการสังคมไทยได้ หรือจะใช้กองกำลังที่เป็นกุ๊ยทั้งหลาย หรือคนไทยที่ไม่รักชาติ สถาบัน มาข่มขู่สังคมไทย เขาเป็นคนขี้ขลาด การที่ให้ลิ่วล้อมาว่าตนเป็นผู้ก่อการร้ายสากล เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นด็อกเตอร์ได้อย่างไร แยกแยะไม่ถูกว่าผู้ก่อการร้ายสากล กับคนที่ไปพูดบนเวทีเพื่อแสดงอุดมการณ์ เป็นคนละเรื่องกัน อย่ามาสาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี เพราะทำอย่างนี้เหมือนเด็กเมื่อวานซืน นอกจากนี้ยังหาคดีมาฟ้องร้องอีก อย่างนี้ก็เห็นชัดแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังเชื่อในกระบวนการยุติธรรม ทั้งที่เคยบอกว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ดี หนีศาล หนีคุก แต่ขณะเดียวกันก็พยายามจะจ้างทนายมาฟ้องร้องคู่ต่อสู้ทางการเมือง แล้วทำไมไม่กลับเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม กลับมาสู่คุกตะราง และที่ท้าให้ตนมารับพาสปอร์ตคืนไปนั้น ตนก็ดีแล้วที่ว่าจะคืนให้ แต่ขอให้คืนบัตรประชาชนกลับมาด้วย แล้วจะไปเป็นประชาชนของประเทศไหนก็เชิญ อย่ามาตอแย รังแกประเทศไทย เพราะสังคมไทยไม่ต้องการเผด็จการรัฐสภา
ประกาศสู้ไม่ถอยจ้องโค่น “ทักษิณ”
“กระบวนการยุติธรรมเป็นไพ่ใบเดียวที่ พ.ต.ท.ทักษิณมีอยู่ อย่าทำตัวเป็นมนุษย์ขี้ขลาด ผมไม่อยากใช้ คำว่าหน้าตัวเมีย แต่ในที่สุดก็คงต้องใช้ เพราะคงไม่กล้ากลับมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ผมไม่เคยไปเรียนติดอาวุธ ทั้งโรงเรียนตำรวจ และทหาร ผมไม่มีเงิน ผมมีเกียรติประวัติเท่านี้ แต่อย่าได้มาหยามกัน อย่าเล่นสกปรก ผมได้พูดในสภาแล้วว่าจะสู้ไม่ถอย จนชีวิตจะหาไม่ ถ้าผมจะเอาคุณลงได้ ผมทำแน่ๆ” นายกษิตกล่าว และกล่าวขอโทษที่ใช้เวทีกระทรวงการต่างประเทศเป็นสถานที่ตอบโต้ข้อกล่าวหา เพราะรอเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ และขอท้าอีกว่าที่ไหนก็ได้ ซีเอ็นเอ็นบีบีซี อัลจาซีร่า โดยจะเป็นภาษาไทย หรืออังกฤษก็ได้
“ทักษิณ” โทร.ขอบคุณม็อบ
สำหรับบรรยากาศการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเหล่าแกนนำได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นปราศรัยบนเวทีกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดวัน โดยช่วงหนึ่ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีให้ผู้ชุมนุมทราบว่า ตนได้รับโทรศัพท์สายตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ โทร.มากล่าวขอบคุณพี่น้องเสื้อแดงออกมาร่วมชุมนุมกันทุกคนที่ช่วยกันรักษาประชาธิปไตย และยืนยันจะวีดิโอลิงค์เข้ามาพบปะกับพ่อแม่พี่น้องอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน หลังเวทีปราศรัยก็ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.หลายสิบนายที่มารักษาความสงบเรียบร้อยรอบทำเนียบรัฐบาล ทยอยเดินมาขอรับเสื้อแดงและผ้าโพกหัวของกลุ่ม นปช.อย่างต่อเนื่อง
ให้แดง ตจว.สลายตัวเพื่อออมแรง
ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช. ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า หากรัฐบาลตัดสินใจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงอีก กลุ่มเสื้อแดงตามจังหวัดต่างๆ พร้อมที่จะลุกฮือปิดศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อตอบโต้การสลายการชุมนุมของรัฐบาล แต่ในขณะนี้ขอให้กลุ่มเสื้อแดงที่ปิดล้อมศาลากลางจังหวัดต่างๆ ให้สลายตัวกลับบ้าน เพื่อไปพักผ่อนเอาแรงไว้ก่อน
ตั้งข้อสังเกตทหารเยอะจัง
นายณัฐวุฒิยังกล่าวอีกว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่ากำลังทหารภายในทำเนียบรัฐบาลมีมากถึง 6 พันนาย ซึ่งรัฐบาลอาจจะใช้กำลังทหารสลายการชุมนุม โดยยืนยันว่ากลุ่มเสื้อแดงตอบโต้ทุกกรณี เพราะทหารเป็นเพียงเจ้าพนักงานผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเท่านั้น ทั้งนี้หากจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายก็ขอบอกว่าขณะนี้ได้มีนายตำรวจที่พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยรอบทำเนียบรัฐบาลแล้ว ต่างมารับเสื้อแดงไปแล้วจำนวน 1 พันกว่าตัว และผ้าโพกหัว 400-500 ชิ้น ซึ่งขณะนี้หัวใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายเป็นสีแดงไปทั้งหมดแล้ว
ย้อนรอยเอาอย่าง พธม.
จากนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์เสริมกรณีที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะไปฟ้องร้องต่อศาลแพ่งให้ศาลมีคำสั่งฉุกเฉินให้กลุ่มเสื้อแดง เปิดทางเข้าออกให้กับคณะรัฐบาลและข้าราชการ เพื่อเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลนั้นว่า หากศาลแพ่งมีคำสั่งออกมาให้กลุ่มเสื้อแดงเปิดทางเข้าออกให้กับรัฐบาลและออกจากถนนพิษณุโลก แกนนำกลุ่มฯจะทำเหมือนกับกลุ่มพันธมิตรฯเคยดำเนินการทุกอย่าง โดยจะไปยื่นขออุทธรณ์ต่อศาลเพื่อร้องขอการคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมได้ต่อไป และการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงก็ไม่เคยเข้าไปทำให้สถานที่ราชการเสียหาย และไม่เคยบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งศาลยังคุ้มครองให้กลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมอยู่ภายในทำเนียบฯได้ หากมีการฟ้องร้องจริงจะทำให้สาธารณชนรับทราบว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีกี่มาตรฐาน และนายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมจี 20 แล้วมอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบการใช้กฎหมายความมั่นคงภายใน นายสุเทพไม่สามารถออกคำสั่งใน พ.ร.บ.ความมั่นคงได้เพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นผู้เซ็นคำสั่งได้
ฮือฮาภาพ “ป๋า” แต่งหญิงเล่นละคร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายจตุพรกำลังแถลงข่าวอยู่นั้นได้หยิบรูปภาพ ซึ่งได้เป็นซีร็อกซ์ภาพขาวดำ ในภาพรูปใส่ชุดผู้หญิงอายุประมาณ 15-17 ปี แต่งหน้าแต่งตาอย่างสวยงาม โดยทำท่าเอามือสองข้างประกบกันลักษณะคล้ายพนมมือ แต่นำมาวางไว้ติดข้างแก้มด้านขวา ทำท่าเอียงคอเล็กน้อย โดยมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างเอียงอาย โดยภาพดังกล่าวที่มองไม่ค่อยชัดเจน และดูไม่ออกว่าเป็นรูปของใคร นายจตุพรหยิบขึ้นมาและตั้งคำถามให้ผู้สื่อข่าวทายว่า เป็นภาพของใคร จำได้หรือไม่ แต่ผู้สื่อข่าวไม่สามารถเดาได้ถูกว่าคนในภาพคือใคร จากนั้นนายจตุพรได้เฉลยว่า บุคคลในภาพคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งใต้ภาพเขียนข้อความระบุว่าเป็นภาพของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2478 ที่มาของภาพจากนิตยสารอาทิตย์สยามนิกร ฉบับที่ 152 วันที่ 24 พ.ย. 2523 ครั้งแสดงละครเรื่อง “เมื่อชายเป็นหญิง” ของโรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา ซึ่งภาพดังกล่าวสร้างความฮือฮาให้กับผู้สื่อข่าวเป็นอย่างยิ่ง
เสื้อแดงกาญจน์หัวใจวาย
ขณะที่บรรยากาศของกลุ่มเสื้อแดงในจังหวัดต่างๆที่ จ.กาญจนบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 31 มี.ค. กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงกาญจนบุรีช่วยกันเก็บเต็นท์ที่พักหลังสลายการชุมนุม ขณะเดียวกัน น.ส.นุชรี โรจนากร แกนนำกลุ่มเสื้อแดง อ.ท่าม่วง เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากญาติของนายสินชัย คูหาอุดมลาภหรือโกอ่ำ อายุ 59 ปี เซียนพระชื่อดัง เจ้าของแผงพระในตลาดท่าม่วง หนึ่งแกนนำเสื้อแดงเมืองกาญจน์ได้เสียชีวิตที่ รพ.กรุงเทพ ในตอนสายวันเดียวกัน เพราะหัวใจวายทั้งนี้ หลังจากนายสินชัยมาร่วมชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี จนกลางดึก ปรากฏว่าหายใจไม่ออก เลยกลับบ้านที่ อ.ท่าม่วง แล้วหมดสติไป ญาตินำส่ง รพ.ท่าม่วง ก่อนส่งต่อ รพ.กรุงเทพ จนเสียชีวิต
นปช.โคราชยังชุมนุมปราศรัย
ส่วนเคลื่อนไหวภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่ม นปช.กล่าวโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำปฏิวัตินั้น ผู้สื่อข่าวไปสังเกตการณ์ที่บ้านไร้กังวล ซึ่งเป็นบ้านพักของ พล.อ.เปรม ตั้งอยู่ตรงข้ามหน้ากองบัญชาการช่วยรบที่ 2 (บชร.2) เลขที่ 1885 ถนนสืบศิริ ปากซอยสืบศิริ 32 ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา ไม่มีความเคลื่อนไหวภายในบ้าน และไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปปิดล้อม หรือประท้วงแต่อย่างใด ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงโคราชยังคงจัดชุมนุมอยู่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี มีการปราศรัยโจมตีขับไล่รัฐบาลและ พล.อ.เปรม ผ่านเครื่องขยายเสียงอย่างต่อเนื่องสลับกับการฟังการปราศรัยของ นปช.ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลทางโปรเจกเตอร์
“ขวัญชัย” ยกทีมชุมนุมทำเนียบ
ส่วน จ.อุดรธานี บริเวณสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร เอฟเอ็ม 97.5 เมกะเฮิรตซ์ นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้นำสมาชิกชมรมฯ 300 คน เตรียมเดินทางเข้า กทม.เพื่อร่วมสมทบกับสมาชิกชมรมฯ และสมทบกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ทำเนียบรัฐบาล โดยรถบัส 5 คัน นายขวัญชัยเปิดเผยว่า การชุมนุมปิดล้อมศาลากลางจังหวัดได้ยุติลงแล้ว เลยนำสมาชิกชมรมฯไปร่วมสมทบกับคนเสื้อแดง ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมนำข้าวสาร อาหารแห้ง ผักสด น้ำดื่ม น้ำปลา รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่ได้รับบริจาคจากสมาชิกส่งไปสนับสนุนให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย
ม็อบพร้อมยึดศาลากลาง
ขณะที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 300 คน นำโดยนายนัฐวุฒ ชีววิทยานนท์ นายก อบต.ห้วยต้อน จ.ชัยภูมิ ได้ตั้งเต็นท์พร้อมติดตั้งเครื่องขยายเสียงโจมตีรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างดุเดือด และสั่งห้ามทหารทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบอย่างเด็ดขาด หากคนเสื้อแดงถูกทำร้ายจะนำกลุ่มคนเสื้อแดงบุกยึดศาลากลางจังหวัดชัยภูมิทันที
จี้รัฐให้จัดการเด็ดขาด “ทักษิณ”
อีกด้านหนึ่ง ในส่วนของกลุ่มที่ไม่พอใจม็อบเสื้อแดงและการพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พาดพิงประธานองคมนตรีฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยสาขานครราชสีมา นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทยและคณะ ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมารับผิดชอบในการรักษารัฐธรรมนูญและกฎหมาย และดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งแกนนำกลุ่ม นปช. ที่กล่าวพาดพิงสถาบันองคมนตรีซึ่งถือว่าเป็นสถาบันชั้นสูงของประเทศ รวมทั้งยังได้ ปลุกระดมปลุกปั˜นให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมายคิดล้มล้างการปกครองของแผ่นดิน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
คนสงขลาชุมนุมให้กำลังใจ “ป๋า”
ด้าน จ.สงขลา ตัวแทน 24 มูลนิธิในจังหวัดสงขลา เทศบาลนครสงขลา อบจ.สงขลา ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จ.สงขลา สมาคมนักเรียนเก่ามหาวชิราวุธ จ.สงขลา สมาคมเกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ข้าราชการพ่อค้า ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประมาณ 3,000 คน นำโดยนายอุทิศ ชูช่วย นายกเทศมนตรีนครสงขลา รวมตัวกัน ที่หน้าพิพิธภัณฑ์พะธำมรงค์ บ้านเกิดของ พล.อ.เปรม บริเวณสี่แยกถนนจะนะ อ.เมืองสงขลา เพื่อให้กำลัง พล.อ.เปรม พร้อมปราศรัยโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ นายวีระ มุสิกพงศ์ แถมยังนำเอากล่องกระดาษสี่เหลี่ยมที่ติดรูปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาเตะเล่นเหมือนลูกฟุตบอล จากนั้นได้ชุมนุมที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา เปิดปราศรัยให้กำลังใจ พล.อ.เปรม
ยื่น 4 ข้อให้รัฐบาลดำเนินการ
จากนั้น นายอุทิศ ชูช่วย ได้อ่านแถลงการณ์ 4 ข้อ คือ 1. ให้รัฐบาลใช้มาตรการกฎหมายเพื่อหยุดยั้งการใส่ร้ายป้ายสีโจมตีประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษทันที 2. ตัดสัญญาณโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณทันทีเพื่อไม่ให้คนแตกแยกในสังคม 3. รัฐบาลต้องติดต่อ ประเทศที่ทักษิณซ่อนตัวอยู่ ให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาในฐานะผู้ร้ายข้ามชาติตามคำพิพากษาของศาล และ 4. ให้จับแกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 3 คนมาดำเนินคดีทันที หลังอ่านแถลงการณ์เสร็จกลุ่มมวลชนได้เผารูปโปสเตอร์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ข้างเวที ก่อนแยกย้ายกันกลับ
ฝนกระหน่ำม็อบแตกกระเจิง
ต่อมาในช่วงบ่าย ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ได้มีฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทำให้ม็อบเสื้อแดงที่ปักหลักอยู่รายรอบทำเนียบฯ โดยเฉพาะบริเวณเวทีปราศรัย บนสะพานชมัยมรุเชฐที่มีคนอยู่มากกว่าจุดอื่นพากันวิ่งหลบฝนกันจ้าละหวั่น โดยลมฝนได้พัดผ้าใบที่ใช้คลุมหลังคาเวทีปราศรัยจนหลุดออก และพัดร่มกันแดดขนาดใหญ่ข้างเวทีล้มระเนนระนาด กลุ่มผู้ชุมนุมได้รีบเก็บจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ถ่ายทอดภาพวีดิโอลิงค์ พ.ต.ท. ทักษิณ ลงมาจากโครงเหล็กก่อนที่จะได้รับความเสียหาย ซึ่งขณะที่ฝนตกกระหน่ำลงมานานกว่า 1 ชั่วโมง ทางแกนนำ ยังได้สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยปลุกใจให้ทุกคน ร่วมกันต่อสู้ โดยนายจตุพรได้ประกาศว่า ฝนที่ตกลงมาเป็นฝนเทียมที่รัฐบาลพยายามทำในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาเพื่อใช้ไล่ม็อบ แต่ไม่เป็นผล เพราะทุกคนไม่กลัวเปียกและอ้างว่าทุกครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณปราศรัยในเมืองไทยแล้วมีฝนตก จะไม่หลบฝนและจะร่วมต่อสู้กับทุกคนจนกว่าจะได้รับชัยชนะ
ฉุนเปียกฝน ตะโกนด่าทหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้มีฝนตกกระหน่ำลงมาจนทำให้กลุ่มม็อบเสื้อแดงที่ปักหลักชุมนุมรอบทำเนียบฯ เปียกปอนไปตามๆกัน และทันทีที่ฝนได้ซาเม็ดลงหลังจากตกอย่างหนักกว่า 1 ชม. กองกำลังทหารจากหลายหน่วยที่รักษาการอยู่ในทำเนียบรัฐบาลจำนวนหลายกองร้อย ได้มีการถอนกำลังออกไปโดยมีกำลังชุดใหม่ สับเปลี่ยนเข้ามารักษาการแทน ซึ่งขณะที่ทหารเดินเท้าเข้าทำเนียบฯ บริเวณประตู 8 ติดคลองผดุงกรุงเกษม กลุ่มม็อบเสื้อแดงหลายคนได้พากันมายืนดูการสับเปลี่ยนกำลัง และได้พากันตะโกนถามทหารว่า มาจากไหน ทำไมมากันมากนัก เวลาไปรบชายแดนมีมากขนาดนี้หรือไม่ แต่เมื่อไม่มีคำตอบออกมา บางคนจึงหันไปต่อว่าทหารบางนายที่ถือพัดลมไฟฟ้าและเก้าอี้พับ เพื่อนำมาใช้อำนวยความสะดวกแทน โดยตะโกนใส่ว่าสบายเกินไปหรือเปล่า เป็นทหารต้องไม่กลัวร้อน จนกระทั่งมีคนใกล้เคียงมาห้ามจึงได้หยุด
ทหารสับกำลังคุมทำเนียบฯ
ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นเพราะ ภายหลังฝนหยุดแล้ว ได้มีการสับเปลี่ยนกำลังทหารหลายกองร้อยออกจากทำเนียบรัฐบาล หลังจากปฏิบัติหน้าที่มาเป็นเวลา 6 วัน โดยมีการสับเปลี่ยนกำลังทหารชุดใหม่ ในจำนวนที่เท่ากันเข้ามาแทนที่ ซึ่งสร้างความตกใจในช่วงแรกให้แก่ผู้ชุมนุมที่เห็นทหารจำนวนมากเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล เพราะเกรงว่าเป็นการเตรียมการสลายการชุมนุม แต่เมื่อทราบว่า เป็นแค่การสับเปลี่ยนกำลัง กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่มีการขัดขวางใดๆ
ศาลแพ่งสั่งม็อบห้ามขวางประตู
ขณะที่ในช่วงค่ำ หลังจากที่นายจาตุรงค์ ปัญญาดิลก รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ร้องต่อศาลแพ่งขอให้กลุ่มเสื้อแดงเปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลไปเมื่อช่วงบ่าย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 19.15 น. ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้จำเลยทั้งสามเปิดถนนลูกหลวงตั้งแต่ แยกเทวะกรรมจนถึงสะพานชมัยมรุเชฐ และให้เปิดประตูทำเนียบประตูที่ 6 และ 8 ให้ข้าราชการ ครม. และผู้มา ติดต่อราชการนำรถยนต์เข้าออกได้สะดวก และให้ใช้เครื่องขยายเสียงในระดับที่ไม่รบกวนการทำงานภายในทำเนียบรัฐบาลในเวลาทำการตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ทุกวันราชการ จันทร์-ศุกร์ โดยให้มีผลทันที ซึ่งทนายจำเลยที่ 1 ขอรับหมายศาลไปให้จำเลยทั้งสามด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องส่งหมายให้จำเลยอีก
สั่ง ส.ส.ระดมคนหลังงานกาชาด
จากนั้นที่บริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย แกนนำ นปช. ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนพ.เหวง โตจิราการ ได้ประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ การชุมนุมและกำหนดแนวการการต่อสู้ ซึ่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ หนึ่งในแกนนำ นปช.เปิดเผยในเวลาต่อมาว่าที่ประชุม นปช.กำหนดนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง ที่บริเวณงานพระบรมรูปทรงม้า หลังเสร็จงานกาชาด วันที่ 7 เม.ย. คาดว่าอาจเป็นวันที่ 9 เม.ย.นอกเหนือจากการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลตามปกติ เพื่อขยายพื้นที่การชุมนุมไปให้ถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยมีการประสานขอความร่วมมือนักการเมืองในแต่ละจังหวัดให้ช่วยสนับสนุนระดมมวลชนจากทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่า ซึ่งอาจมีการตั้งเวทีปราศรัยเพิ่มอีก 1 จุดบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อให้เป้าหมาย คือ 1. โค่นล้มระบอบอมาตยาธิปไตย คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ในฐานะหัวหน้าอมาตยาธิปไตย 2. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะต้องออกจากตำแหน่ง หากไม่ได้ทั้ง 2 ข้อนี้ จะไม่หยุดชุมนุม หากไม่ชนะก็จะไม่ยุติ
อุทธรณ์คำสั่งศาลเลียนแบบ พธม.
สำหรับกรณีที่ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินตามคำร้องขอของสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น นายจตุพร ยืนยันว่า ขณะนี้ได้ตั้งทีมกฎหมายเพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์ โดยกลุ่มเสื้อแดงจะปฏิบัติในลักษณะเดียวกันกับพันธมิตรฯ คือหากศาลมีคำสั่งให้กลุ่มเสื้อแดงเปิดถนนพิษณุโลก และเปิดประตูเข้าออกของทำเนียบฯ ก็จะใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ ซึ่งในครั้งที่พันธมิตรฯถูกยื่นฟ้อง ก็ได้ยื่นอุทธรณ์กรณีที่ศาลแพ่งมีคำสั่งชั่วคราว จนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กับพันธมิตรฯ การฟ้องครั้งนี้ ก็จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานอย่างไร
“ป๊อก” ปัดข่าวทุ่มเงินทำ ปว.
ในค่ำวันเดียวกัน ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวพาดพิงโจมตีประธานองคมนตรีว่า อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติว่า หากสิ่งใดที่ทำให้คนไทยต้องแตกแยก ก็แย่แล้ว ดังนั้นไม่ควรแตกแยกกัน หากไม่ขัดแย้งและไม่ใช้ความรุนแรงน่าจะเป็นสิ่งที่ดี ตนเคยย้ำตั้งแต่สมัยที่เป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า ประธานองคมนตรีถวายงานให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นประชาชนคนไทยที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ควรไปล่วงเกิน พร้อมยืนยันไม่เคยได้ยินข่าวเรื่องทุ่มเงินทำปฏิวัติ และเชื่อผู้ใต้บังคับบัญชาของกองทัพบกไม่มีการปฏิวัติ ซึ่งหากคนไทยช่วยกันแก้ปัญหา มั่นใจว่าทุกอย่างต้องเรียบร้อยและคลี่คลายไปในทางที่ดี
“ทักษิณ” ฉะกลับ “กษิต”
ต่อมาในเวลาประมาณ 20.10 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีอ่อน สวมทับด้วยสูทสีเข้ม ได้โฟนอินในระบบวีดิโอลิงค์ เข้ามายังที่ชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล โดยในครั้งนี้มีการเปลี่ยนฉากหลังเป็นธงชาติไทย ส่วนคำว่า “THAILAND NEEDS CHANGE” มาแปะอยู่ที่โพเดียมแทน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตอนนี้หลายคนพยายามออกมาปฏิเสธพัลวัน ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิวัติ และการที่ป๋า (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ) บอกว่าประเทศไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ซึ่งไม่รู้ โชคดีหรือไม่ แต่รู้ว่าโชคร้ายที่ได้นายกษิต เป็น รมว.ต่างประเทศ พร้อมย้ำว่าสิ่งที่นายกษิต มาพูดนั้นแสดงให้เห็นกันชัดแล้ว รวมทั้งยังเปรียบเปรยถึงลูกน้องที่นายไม่ใช้แล้วว่า ก็คือการตัดหางปล่อยวัดนั่นเอง
ชม “ชวน” เย้ย “มาร์ค”
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวตอบโต้ ปชป.ที่หาว่าการปราศรัยของตนเพราะต้องการทำ 3 อย่างคือ ทำลายสถาบัน ทำเพื่อตนเอง และต้องการเปลี่ยนการปกครองนั้น แต่ขอบอกว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเริ่มจากประชาธิปัตย์ไม่ทำตามกฎเกณฑ์ เพราะรู้อยู่ว่าหากเลือกตั้งก็ไม่ชนะ จึงไปเกาะพันธมิตรฯ เกาะเนวิน การที่ประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งอย่างขาวสะอาดที่ทำให้ชวนเป็นนายกฯสมัยแรก เพราะคุณชวนบอกว่ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และต่อต้านการปฏิวัติ ต่อต้านเผด็จการ ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง ประชาชนจึงเลือกคุณชวน แต่ตอนที่คุณชวนเป็นนายกฯรอบสอง เป็นเพราะงูเห่า ดังนั้น หากนายอภิสิทธิ์อยากเป็นนายกฯ ต้องเอาอย่างคุณชวนในสมัยแรก อย่าเอาอย่างสมัยสองที่ไปใช้งูเห่า ที่สำคัญคุณชวนไม่เคยเล่นการเมืองนอกสภา แต่นายอภิสิทธิ์เล่นการเมืองนอกสภา พร้อมกันนี้ ก็ยืนยันว่า ตนไม่เคยมีจิตใจที่จะทำลายสถาบันหรือทำให้สถาบันเสียหายเลยแม้แต่นิด ตลอดเวลา 6 ปีที่เป็นนายกฯ ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาตลอด และว่าสมัยที่เป็นนายกฯ มีมหาอำนาจถึงสามประเทศมาเยือนไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะ คือ อเมริกา รัสเซีย และจีน ซึ่งไม่เคยมีสมัยไหนทำมาก่อน แต่ถือเป็นพระเกียรติยศอย่างสูงสุด รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปค ซึ่งมีประมุขประเทศมาเยือนเป็นจำนวนมาก
โฟนอินอ้อนยินดีกลับมาช่วยชาติ
พร้อมกันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่า อยากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งจริงๆแล้วอยากให้ประเทศได้ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข และกล่าวด้วยความเป็นห่วงถึงสภาพเศรษฐกิจของไทยที่ขณะนี้มีปัญหาลักวิ่งชิงปล้นเกิดขึ้นมาก ซึ่งทำให้น่าเห็นใจตำรวจ และยังเล่าถึงประสบการณ์ที่ไปช่วยประเทศในแอฟริกา ที่กำลังมีการทำเหมืองทอง ก่อนวกกลับมาว่าหากมีคนตามให้มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจในไทย ก็ยินดีจะกลับมา แต่หากมีคนแก้แล้วก็จะทำงานแบบปิดทองหลังพระแทน เดี๋ยวจะหาว่าต้องการทำเพื่อตัวเองอีก ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณใช้เวลาปราศรัยร่วม 1 ชั่วโมง ซึ่งยังได้อ้อนผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงว่ายินดีจะกลับมาช่วยประเทศแม้จะต้องเริ่มทำในขณะอายุ 60 ปีแล้วก็ตาม
'ฮุนเซน' ฉุน 'กษิต'
ที่มา ไทยรัฐ
วันเดียวกัน สำนักงานต่างประเทศเอเอฟพีรายงานข่าวว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าวในพิธีเปิดถนนที่เมืองสีหนุวิว โดยเตือนประเทศไทยว่า อย่าส่งทหารไทยเข้ามารุกล้ำเขตแดนของกัมพูชา หากทหารไทยเข้ามาอีก จะต่อสู้โต้ตอบ พร้อมกับสั่งการทหารกัมพูชาตามแนวชายแดนไว้แล้ว นอกจากนี้ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทย ยังมาดูแคลนตนอีก หากตนพูดจาดูแคลนนายกรัฐมนตรีไทย หรือบรรพบุรุษจะเป็นอย่างไร ตนยืนยันว่าไม่ติดใจ แต่ขอให้พูดจาดีๆ เพราะตนเป็นผู้นำประเทศที่มาจากการเลือกตั้ง
บัวแก้วเต้นเตรียมแจงกัมพูชา
ขณะที่นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เป็นการตีความที่คลาด เคลื่อน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะอธิบายข้อความที่ถูกต้องให้กับรัฐบาลของกัมพูชาผ่านช่องทางการทูตได้รับทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ คาดว่าประโยคที่ทำให้ความเข้าใจผิดมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งใจความตอนนี้ รมว.ต่างประเทศกล่าวถึงนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาว่า เป็นสุภาพบุรุษใจนักเลง โดยเชื่อว่า ประโยคนี้ที่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Gangster ซึ่งเป็นความหมายที่ผิดเพี้ยนในบริบทที่ใช้ในภาษาไทย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า รายงานข่าวดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อกำหนดการการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 18 เม.ย.นี้.
โวย ปชป.ทำไมต้องอ้อมเสียเวลา
ที่มา ไทยรัฐเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ ถึงจุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนาที่ไม่เห็นด้วย ที่จะให้สถาบันพระปกเกล้าตั้งคณะกรรมการอิสระในการปฏิรูปการเมืองว่าต้องมีการพูดคุยกันกับตัวแทนพรรคการเมือง และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าเรามีจุดยืนว่าควรจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราก่อน เพราะกว่าการปฏิรูปการเมืองจะเสร็จก็อีก 2 ปี แล้วจะมานั่งศึกษาอีกทำไม เพราะมีการศึกษามามากแล้ว ของแบบนี้ทำไมต้องมานั่งงมเข็มในทะเลอีก ไปย่ำทะเลทำไม ไม่ต้องมาอ้อมรอบโลก ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ได้รวบรวมรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต้องแก้ไขบางมาตราไว้หมดแล้ว แต่จะไม่มีการเสนอกับรัฐบาล เราจะทำของเราเอง ใครจะร่วมก็ได้ ทั้งนี้นายกฯก็เห็นด้วยในบางประเด็น เมื่อถามว่าจะหารือกับนายกฯอีกหรือไม่ นายชุมพลตอบว่า ไม่คุยกับใครทั้งนั้น พรรคเราเป็นตัวของตัวเอง หากไม่มีใครร่วมก็ยืนอยู่คนเดียว
พท.โวรัฐบาลใกล้ถึงทางตัน
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมพรรคเพื่อไทย โดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุม แต่บรรยากาศ ไม่คึกคักเท่าที่ควร นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บรรยากาศในที่ประชุม มี ส.ส.มาเข้าร่วมประชุมไม่มาก ที่ประชุมได้พูดคุยและประเมินสถานการณ์ทางการเมือง โดยวิเคราะห์ว่าอีกไม่นานจะได้รับข่าวดีทางการเมือง เพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใกล้จะถึงทางตัน ต้องตัดสินใจทางการเมือง เพราะถูกกดดันทั้งจากคนเสื้อแดง และสังคมที่ได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้
แจกสมุดปกขาวตีปีบหลังอภิปราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยได้แจกสมุดปกขาวเล่มใหญ่ใช้ชื่อว่า “พรรคประชาธิปัตย์ ทำอะไรใครๆก็รู้” มีความหนา 96 หน้า จำนวน 3 เล่ม ให้ ส.ส.ของพรรค ซึ่งเป็นการรวบรวมเนื้อหาคำอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ประธาน ส.ส.พรรค ได้นำมาเปิดเผยและอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะรายละเอียด ข้อมูล หลักฐานต่างๆในส่วนของผู้บริหารระดับสูงของพรรคประชาธิปัตย์ ปกปิดการรับเงินสนับสนุนทางการเมืองจากบริษัททีพีไอฯจำนวน 27 ครั้ง เป็นเงิน 261,436,000 ล้านบาท และเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเงิน 29 ล้านบาท นำเงินไปใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เพื่อให้ ส.ส.นำไปเผยแพร่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบและเห็นข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ทางพรรคเพื่อไทยมีมติให้ส่งนายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ลงสมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งซ่อมในเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.ร้อยเอ็ด หลังจาก กกต.มีมติให้ใบแดงแก่นายนพดล พลซื่อ ส.ส.ร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ 3 พรรคเพื่อแผ่นดิน
“เฉลิม” ฉะ ปชป.รังแกดีเอสไอ
เมื่อเวลา 15.40 น. ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีเงิน 263 ล้านบาทว่า ขอประณามการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ที่เล่นการเมืองไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรมกับข้าราชการ พยายามเข้าไปตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทั้งๆที่ดีเอสไอทำงานอย่างตรงไปตรงมายืนยันว่าเรื่องเงิน 263 ล้านบาทนั้น จำเป็นที่ดีเอสไอต้องส่งเรื่องให้ กกต. เพราะเกี่ยวข้องกับการบริจาคเงินให้พรรคการเมือง ซึ่งเป็นการรับเงินบริจาคแล้วไม่แจ้ง ส่วนตัวสงสารและสมเพชโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะกำลังโยนความผิดให้คนอื่น พรรคประชาธิปัตย์นั้นพอเห็นว่าเขากำลังจะสอบตัวเอง จึงไปสอบสวนเขาบ้าง ดังนั้น ตนจึงขอให้กำลังใจกรมสอบสวนคดีพิเศษในการทำงานต่อไป ส่วนที่รองปลัดกระทรวงยุติธรรมจะเรียกตนไปสอบนั้น ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าจะถามเรื่องข้อมูลก็เสียเวลาเปล่า เพราะยืนยันว่าข้อมูลของตนมีก่อนที่ดีเอสไอจะมี
แจกขันทักษิณปลุกใจชาวบ้าน
ด้านนายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่า ในที่ประชุมได้แจกขันให้ ส.ส. เนื่องจากในเดือน เม.ย.นี้ เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภาคอีสานจะมีประเพณีรดน้ำดำหัว คนเฒ่าคนแก่ พ.ต.ท.ทักษิณได้สำนึกในบุญคุณคนภาคอีสานที่เลือก ส.ส.เข้ามาเยอะมาก แต่ขณะนี้ตัวอยู่ต่างประเทศจึงไม่มีโอกาสมารดน้ำดำหัว จึงได้ทำขันพลาสติกสีแดง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 นิ้ว ข้างขันมีข้อความเป็นตัวหนังสือสีขาว ลายมือ พ.ต.ท.ทักษิณ มีใจความว่า “ผมขอฝากความรักและความห่วงใยให้ จากคนตกยากในต่างแดน พร้อมกับลงลายมือชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณในการใช้รดน้ำดำหัวคนเฒ่าคนแก่
ด้านนายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ต.ท. ทักษิณได้ฝากความระลึกถึงพี่น้องประชาชน โดยฝากขันน้ำให้ ส.ส.แต่ละคนประมาณ 2 พันใบ นำไปมอบให้ชาวบ้าน โดยจะเริ่มแจกตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.
ขึ้นคัตเอาต์โปรโมตผลงาน
แหล่งข่าวจากที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่าในที่ประชุมพรรคในช่วงพิจารณาระเบียบวาระอื่นๆได้มีการหยิบยกกรณีการเคลื่อนไหวขึ้นมาหารือ โดยที่ประชุมได้วิเคราะห์ว่าขณะนี้คนเสื้อแดงทั่วประเทศรู้ทันกระแสใน กทม.เร็วกว่า ส.ส. ดังนั้น เชื่อว่าทหารหรือรัฐบาล หากสั่งทำเกินกว่าเหตุเชื่อว่าม็อบเสื้อแดงจากทั่วประเทศจะลุกฮือขึ้นมาชุมนุมใน กทม.แน่นอน นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังเห็นว่าการที่ ส.ส.จะเข้าร่วมชุมนุมหรือขึ้นเวทีปราศรัยสามารถทำได้ เป็นเอกสิทธิ์ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังแจ้งต่อ ส.ส.ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีการขึ้นป้ายคัตเอาต์พร้อมกันทุกจังหวัด เพื่อโปรโมตผลงานของพรรคในอดีต เป็นการโหมโรงเพื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง
ชู “เสนาะ” นายกฯรัฐบาลแห่งชาติ
นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทางออกประเทศไทยวันนี้ มีอยู่ 3 แนวทางใหญ่ๆ 1. แนวทางประนีประนอม การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่ข้อ เสนอมาก่อนหน้านี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะต้องลาออกก่อนเพื่อเปิดทางในการตั้งนายกฯคนกลาง กับการเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ เพื่อให้ทุกฝ่ายสมานฉันท์ กัน 2. นายกรัฐมนตรีต้องลาออก หลังจำนนต่อหลักฐาน คงไม่พอในส่วนขององคมนตรีควรพิจารณาตนเองด้วย และ 3. นายกฯประกาศยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ ส่วนตัวคิดว่าในข้อ 2 และข้อ 3 คงไม่สามารถลบล้างความขัดแย้งและความคลางแคลงในสังคมได้ วันนี้ทางออกจะต้องทำควบคู่กันออกกฎหมายปรองดองฯแล้ว เพื่อปลดล็อกนักการเมืองทั้ง 111 และ 109 ให้มีอิสระ เหมือนคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 ในเรื่องนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างผ่อนคลาย เพื่อนักการเมืองเข้าสู่การเมืองได้หลังถูกขังไว้และจะต้องตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นโดยเลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคเล็ก อย่างนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพร้อมตั้งคณะรัฐมนตรีมาจากทุกพรรค มีกรอบเวลาในการเข้ามาบริหารทำงานชัดเจนทั้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยกร่างกฎหมายลูกทั้งกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. กฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้เวลาอย่างช้าประมาณ 90 วัน เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน คงไม่เร็วหรือช้าเกินไป
พท.บี้สอบภาษีคนขนเงินส่ง ปชป.
ทางด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังเดินทางไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสรรพากรว่า ได้ไปยื่นให้ตรวจสอบการเสียภาษีของ27 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีการโอนเงินจากบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัทเมซไซอะ จำนวน 263 ล้านบาทเข้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรณีเงิน 23 ล้านบาทของ กกต. ผ่านบุคคลเหล่านี้ไปถึงคนของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้ากรมสรรพากรตรวจสอบพบว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ได้เสียภาษีจากเงินได้ดังกล่าว แสดงว่ารับเงินมาเพื่อผ่านไปถึงคนของพรรคประชาธิปัตย์ หลักฐานตรงนี้จะไปยื่นให้ กกต.เพื่อประกอบการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มีคำสั่งมอบอำนาจให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นประธานประชุมข้าราชการตำรวจ เพื่อพิจารณาโยกย้ายข้าราชการตำรวจนั้น นายอภิสิทธิ์ออก คำสั่งโดยมิชอบเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 274 และ และนายสุเทพมีความผิดตาม พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นได้รวบรวมรายชื่อ ส.ส.1 ใน 4 ของสภาฯ เพื่อยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อประธานวุฒิสภาและส่งผ่านไปยัง ป.ป.ช.
ยื่นถอดถอนนายกฯ-รมว.คลัง
ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้ผู้ประกอบกิจการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือส่งเอสเอ็มเอส จำนวน 17 ล้านเลขหมาย เลขหมายละ 1 บาท เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุกลางที่ประชุมสภาฯในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เป็นการขอความร่วมมือ และไม่มีการจ่ายค่าบริการนั้น ถือว่าเป็นการสารภาพกลางสภาฯ เข้าข่ายความผิดกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103 ที่กำหนดข้อห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกินจาก 3,000 บาท ดังนั้นจึงได้รวบรวมหลักฐานที่เป็นคำสารภาพกลางที่ประชุมสภาฯ ส่งให้ ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดินต่อไป เพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง และขอใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 และ 276 เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระเพื่อดำเนินการไต่สวนเรื่องนี้ด้วย
พผ.ขอเพิกถอนคำวินิจฉัย กกต.
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.30 น.ที่อาคารเบญจมาศ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน พร้อมด้วย นพ.วัลลภ ไทยเหนือ และนายสมเกียรติ ศรลัมภ์ แถลงถึงมติของ กกต.ที่ระบุว่าการเลือกตั้ง พล.ต.อ.ประชา เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 51 ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย โดย พล.ต.อ.ประชากล่าวว่า พวกตนไม่เห็นด้วยกับข้อวินิจฉัยของ กกต.ในบางประเด็น จึงจะหาช่องทางทางกฎหมายอื่นเพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป นพ.วัลลภ กล่าวว่า มั่นใจว่าได้มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดินอย่างถูกต้องแล้ว ซึ่งคำวินิจฉัยของ กกต.ในเรื่องดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจมากคือมีมติออกมาไม่เป็นเอกฉันท์คือ 3 ต่อ 1 โดยยอมรับว่าการออกหนังสือเชิญประชุมใหญ่ชอบด้วยข้อบังคับพรรคเพื่อแผ่นดิน การกำหนดองค์ประกอบและจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมครบถ้วนถูกต้อง แต่การที่วินิจฉัยว่าการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมของนายมั่น พัธโนทัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่ชอบด้วยข้อบังคับของพรรคเพื่อแผ่นดินเนื่องจากไม่ได้เป็นรองหัวหน้าพรรคลำดับต้น และไม่มีการกำหนดจำนวนกรรมการบริหารพรรค การลงคะแนนเลือกตั้งก็มิได้เป็นการลงคะแนนลับนั้น คิดว่าน่าจะเป็นการวินิจฉัยที่ผิดพลาด
ไม่ส่งชื่อ “ประชา” ชิงหัวหน้าพรรค
เมื่อถามว่า จะยื่นศาลให้วินิจฉัยทันการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินในวันที่ 20 เม.ย.นี้หรือไม่ นพ. วัลลภตอบว่า ไม่เกี่ยวกัน เมื่อถามว่า แสดงว่าจะไม่เสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชาเข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งนพ.วัลลภถามกลับว่า คุณคิดว่าน่าจะส่งหรือ ทั้งนี้ การยื่นศาลปกครองสูงสุดมิใช่เป็นการแพ้ชวนตี แต่เป็นการหาช่องทางเพื่อหาความเป็นธรรม เพราะอยากให้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่างด้วยว่าการลงคะแนนลับคืออะไร ต่อไปทุกพรรคการเมืองจะต้องทำคูหาลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคทุกครั้งใช่หรือไม่ ซึ่งจากการหารือฝ่ายกฎหมายแล้วพบว่าสามารถยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดได้ เนื่องจากเข้าข่าย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 22
'ทักษิณ' เน้น 'ขุนชนขุน'
ที่มา ไทยรัฐ
“
ภาษาอังกฤษตัวโตๆบนฉากหลังที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในชุดเสื้อสีแดง ปราศรัยผ่านวีดิโอลิงค์มาถึงม็อบผู้สนับสนุนที่เมืองไทย
ตั้งใจสื่อให้ชาวต่างชาติ ร่วมรับรู้เงื่อนไข “ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง”
และโดยการแพลมไต๋ยุทธศาสตร์ที่ซ่อนไว้ อดีตนายกฯทักษิณ ย้อนสมัยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไอบีซีเคเบิลทีวีที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เป็นเพียงช่องเดียวที่ถ่ายทอดรายงานสถานการณ์ผ่านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ในขณะที่สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีของไทยถูกเผด็จการทหารสั่งห้ามเสนอข่าวกลุ่มผู้ชุมนุม
อาศัยสื่อต่างชาติแพร่ข่าวม็อบเสื้อแดง สู้กับเกมบล็อกฟรีทีวีในประเทศไทยที่ถูกผู้มีอำนาจสั่งเบรกเสนอข่าวผู้ชุมนุม
“ทักษิณ” เชี่ยวอยู่แล้ว เกมเล่นกับสื่อ
และโดยเกมที่ “เคี่ยว” หนักขึ้นทุกขณะ หลังยุทธศาสตร์ดับเครื่องชน สังเกตว่า รายการถล่มผ่านวีดิโอลิงค์ 2-3 คิว หลังแฉเบื้องหลังแผนโค่นอำนาจบนโต๊ะอาหารบ้านของ “มิสเตอร์พี” และเปิดซองเฉลยชื่อผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
“ทักษิณ” พูดแต่ชื่อ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและ รัฐบุรุษ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี
เน้นเป้าตีหัว “จ่าฝูง”
ยกระดับการต่อสู้ระหว่าง “ขุน” ชน “ขุน” แทบไม่ได้เอ่ยถึงชื่อของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ อย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล-จำลอง ศรีเมือง”
ละไว้ในฐานเป็นแค่เบี้ยในกระดาน
ฉะนั้น ไม่ว่าม็อบพันธมิตรฯจะออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไล่บี้ “นช.ทักษิณ” มารับโทษในเมืองไทย ชี้นิ้วสั่งให้รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ปกป้องสถาบันองคมนตรี หรืออาการที่นายกฯอภิสิทธิ์และพลพรรคประชาธิปัตย์ออกมาสั่งสอน “ทักษิณ” อย่าก้าวล่วง “ป๋าเปรม”
ตามเกมแล้ว ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมที่ “ทักษิณ” จะเสียเวลาต่อปากต่อคำ
ที่แน่ๆในอารมณ์ของแกนนำม็อบเต็มตัว “ทักษิณ” ประกาศชัดๆ
“บอกได้เลยว่า ถ้าเมื่อไหร่เสียงปืนแตก ทหารยิงประชาชน ผมจะเข้าไปเดินนำพี่น้องประชาชนเข้ากรุงเทพฯทันที จะไม่ยอมอีกแล้วกับเผด็จการแบบนี้”
นี่แหละ “คำตอบสุดท้าย”
และคงไม่ใช่แค่คิวโหนกระแสเอามัน กับรายการที่ พล.อ. สายหยุด เกิดผล ประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) พร้อมคณะ ร่วมกันแถลงข่าวและประเมินสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง
โดยตั้งข้อสังเกต จุดสูงสุดในการเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯทักษิณ และผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย
และนำไปสู่การยึดอำนาจของทหารกลุ่มหนึ่ง
โดยอ้างเหตุผลความวุ่นวายในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากการชุมนุม และเมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว เห็นว่า ประเทศไทยในช่วงสัปดาห์นี้อยู่ในสภาวการณ์ที่ค่อนข้างเปราะบางมากที่สุด และเสี่ยงที่จะมีการยึดอำนาจโดยฝ่ายที่ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง
ตามเค้าโครงเรื่อง มันก็เข้าเค้า
เอาเป็นว่า สถานการณ์ม็อบเสื้อแดงไหลมาถึงจุดนี้ ได้เสียวทุกวินาที
แต่ที่น่าเอะใจ อยู่ๆก็ออกอาการเปรี้ยว พูดนอกสคริปต์ฝ่ายรัฐบาล กับอาการแปร่งๆของนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พูดถึงรายการโฟนอินพาดพิงองคมนตรี
อ่านเกม “ทักษิณ” ไม่ได้ต่อต้านรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่ได้ไปทำอะไรให้ แต่คนที่หนุนรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดือดร้อน
“คุณทักษิณเขาไม่ได้หมายถึงรัฐบาล แต่หมายถึงคนที่หนุนรัฐบาลชุดนี้มา ดาบนั้นมันก็คืนสนองแล้ว”
ในอารมณ์เหมือนสะใจไปกับเกมเอาคืนของ “ทักษิณ”
แถมตบท้ายนายชุมพลยังออกตัว เคลียร์แทนอดีตนายกฯพลัดถิ่น
“อยากบอกว่าบางครั้งคนเราก็มีอารมณ์กันทุกคน ทำอะไรก็ ตามที อย่าต้อนคนให้จนมุม เพราะทำให้จนมุมเมื่อไรเขาจะสู้ตาย”
พูดเหมือนถอดใจให้กันเลย.
“ทีมข่าวการเมือง รายงาน”
เพลงชุดกบฎพันธมาร 11 เพลง ได้มาจาำกทำเนียบครับ
ที่มา thaifreenews
โดย : rednon
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม วันที่พวกเราไปรวมตัวกันที่สนามหลวงเพื่อไปทำเนียบกั น
ผมมีโอกาสได้ฟังเพลงชุดนี้ แล้วประทับใจมาก โดยเฉพาะเพลงที่ 6 (ไอ้เจ๊กลิ้ม)
หลังจากวันนั้น 2 วัน คุณแอ้ม เดินมาหาผม และหยิบ CD แผ่นนี้มาให้เพราะรู้ว่าผมอยากได้
ผมเลยขอนำมาแชร์ให้เพื่อนๆ ดาวน์โหลดไปลองฟังดูโดยทั่วกันครับ
ขอบคุณสำหรับน้ำใจของคุณแอ้ม แอบแดง (rednon.com) มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
รายละเอียดเพลงชุดกบฎพันธมาร
01. เสื้อแดงสู้
02. ตาชั่งไทย
03. ให้พรพันธมิตร
04. ไล่ไอ้พวกพันธมิตร
05. แหล่พันธมาร
06. ไอ้เจ๊กลิ้ม
07. มาร์ค ม.7
08. ไม่รู้จักมาร์ค
09. ทำเนียบใคร
10. ตร. เลวของพันธมิตร
11. อัศวินในดวงใจ
ดาวน์โหลด 37.92 MB. + 11 เพลง
[url]http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=4843CBCCE715G11FR8[YGW1LZN4WD3 [/url]
ไอ้กษิต งานเข้าสะแล้ว โดนฮุนเซน ด่ากลับเสียหมาแล้ว
ที่มา thaifreenews
โดย : แดง พลเมืองดี
"ฮุนเซน"จวก"กษิต"สบประมาทเรียก "นักเลง"ไม่ได้โกรธแต่กรุณาให้เกียรติ -"บัวแก้ว"เต้นอ้างตีความผิด
นายกฯกัมพูชาอัด"กษิต"สบประมาท บอกกรุณาให้เกียรติด้วย ระบุเป็นผู้นำมาจากการเลือกตั้งไม่ใช่"ปล้นอำนาจ" โฆษกบัวแก้วชี้ตีความผิดเตรียมใช้การทูตปรับความเข้าใจ
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ว่า สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวที่เมืองสีหนุวิลล์ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย จะเดินทางเยือนกัมพูชาในวันที่ 18 เมษายนนี้ แต่กล่าวอย่างไม่พอใจถึงนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า
[color=red]"เขาสบประมาทผม เรียกผมว่าเป็นนักเลง จะเป็นอย่างไร ถ้าผมพูดจาจาบจ้วงสถาบันของคุณ พวกคุณจะพูดอย่างไรถ้านายกรัฐมนตรีหรือบรรพบุรุษของคุณถูกสบประมาท ผมไม่ได้โกรธเขาหรอก แต่กรุณาใช้คำพูดที่ให้เกียรติกันบ้าง ผมเป็นผู้นำกัมพูชาที่มาจากการเลือกตั้งโดยเจตนารมย์ของประชาชน ไม่ใช่การปล้นอำนาจ"][/color]"
เสียหายหลายแสนเลย*** ไอ้กษิต
พัลลภแฉอีกปีย์ต้นคิดเก็บแม้ว
ที่มา ข่าวสด เมื่อวันที่ 30 มี.ค. พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผอ.รมน.กล่าวว่า การที่นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ระบุว่า ตนออกมาโวยวายเพราะไม่ได้รับตำแหน่ง ขอยืนยันว่าตนเป็นคนที่รักษาสัจจะเมื่อตกลงกันว่า การทำครั้งนี้ทุกคนต้องไม่หวังตำแหน่งและลาภยศใด ๆตนก็ถือตามนี้ สำหรับเรื่องนี้ผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว ถ้าตนต้องการตำแหน่งตนก็ออกมาโวยวายในช่วงนั้นแล้วจะปล่อยให้เนินนานมาถึง 3 ปีได้อย่างไร และถ้ามาพูดตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร ถ้าใครไม่พูดพาดพิงถึงตน ตนจะหลีกเลี่ยงในการพูดถึงบุคคลอื่น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ตนจะไม่เคยพูดถึงชื่อนายปีย์ มาลากุลเจ้าของบ้านแม้แต่คำเดียว และวันนี้นายปีย์ มาพูดถึงตนทำให้ตนเสียหายจึงต้องพูดบ้างว่า นายปีย์ คิดอย่างไรกับพ.ต.ท.ทักษิณ และยังมีเรื่องอีกเยอะเกี่ยวกับตัว นายปีย์ ที่ตนจะนำมาเปิดเผย ทุกอย่างที่เขาทำนั้นเป็นลักษณะเจ้ากี้เจ้าการเชิญ คนนั้นคนนี้ไปกินข้าว ซึ่งพล.อ.สุรยุทธ์ พูดถูกว่าไม่ได้เชิญตนไปกินข้าว แต่นายปีย์ เป็นคนเชิญในฐานะเจ้าของบ้าน แม้แต่พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ นายปีย์ ก็เป็นคนเชิญมา เมื่อถามว่าขณะนี้ต่างฝ่ายต่างปฏิเสธ แต่มีการหารือในการล้มพ.ต.ท.ทักษิณ จริงใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ตนจะมาพูดเล่นๆได้อย่างไร เพราะมีการกินข้าวหารือกันถึง 7 คน มีการพูดกันว่า จะต้องเล่นพ.ต.ท.ทักษิณ ทางกฎหมายโดยมีนักกฏหมายเข้ามาร่วมประชุมด้วยในเรื่องของ กกต. ซึ่งเมื่อ กกต.ล้มการเลือกตั้งไม่สำเร็จ ก็มีการพูดถึงการรัฐประหาร มิเช่นนั้นพล.อ.สุรยุทธ์ จะมาพูดได้อย่างไรว่า การทำครั้งนี้เราทำเพื่อประเทศชาติและสถาบัน คนที่มีตำแหน่งเป็นองคมนตรีจะไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะตัวเองมีตำแหน่งองคมนตรี โดยเฉพาะไปล็อบบี้ให้ กกต.ลาออก
ขู่มีแผลให้เปิดอีก แต่ขออุบไว้ก่อน
พล.อ.พัลลภ กล่าวด้วยว่า ครั้งหนึ่งก่อนการประชุมหารือกันที่บ้านสุขุมวิท ซึ่งมีตนกับพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายปีย์ นั่งอยูที่โต๊ะรับแขกภายในบ้าน ปรากฏว่า นายปีย์ ได้ถามตนว่า ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หายไปได้ไหม ตนก็เลยตอบไปว่า เป็นการยากทำไม่ได้ เพราะท่านมี รปภ.จำนวนมากคงจะต้องยิงกันเละจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่สามารถทำให้ตายได้ ทุกคนก็เงียบไม่พูดอะไร ซึ่งขณะนั้นพล.อ.สุรยุทธ์ นิ่งเงียบไม่พูดอะไร เพียงแต่นั่งเฉยๆไม่ได้ออกความเห็นอะไร ตนคิดว่าเราสามารถโกหกคนได้ทั้งโลก แต่ไม่สามารถโกหกตัวเองได้ นายปีย์ คงรู้ในใจตัวเองดี ตนยังมีเรื่องที่จะพูดอีกมาก ถึงคนชื่อปีย์ มาลากุล ที่ยังไม่อยากนำมาเปิดเผยในขณะนี้
เมื่อถามว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาโฟนอินเปิดเผยข้อเท็จจริง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดา เรื่องแบบนี้ ถ้าเขาออกมารับว่าจริง เขาคงต้องไปโรงพยาบาลประสาท เพราะฉะนั้นเขารับไม่ได้ต้องปฏิเสธ แต่การปฏิเสธของพล.อ.สุรยุทธ์ มันขัดกันโดยตลอดจากการประมวลข่าวอะไรต่างๆทุกคนก็รู้ดีว่าเป็นข้อเท็จจริง ดังนั้นคนที่มีความคิดทุกคนสามารถคิดได้ เรื่องแบบนี้ถ้าเขารับเขาต้องเป็นโรคประสาท ต้องไปโรงพยาบาลประสาท และการที่นายปีย์ บอกว่ามีการประชุมครั้งเดียวก็ไม่จริง ซึ่งจริงๆแล้วประชุมกัน 4 ครั้งและกินข้าวร่วมกันทุกครั้ง ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จะมาถึงก่อนเสมอมานั่งรอ จากนั้นก็มานั่งคุยกันที่โต๊ะกินข้าวในลักษณะกินข้าวไปคุยกันไป ตอนแรกเห็นปฏิเสธว่าไม่ได้ประชุม ก็ใช่เป็นการพูดกันไปกินกับไป เพราะการประชุมต้องมีวาระประชุม