WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 4, 2009

วิดีโอลิงก์ นายกฯทักษิณ 3 มีนาคม 2552

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าว thaienews
3 มีนาคม 2552

คลิกไปฟังได้ที่ ลิงก์

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 3 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินผ่านระบบวิดีโอลิ้งก์ ถึงกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง บริเวณทำเนียบรัฐบาล หลังจากหยุดไปสองวันติดต่อกัน โดยกล่าวว่า หายไปสองวัน ขอบคุณที่คิดถึง ข่าวลือก็เลยเยอะเวลาไม่อยู่ ที่ข่าวออกมาว่า เสียชีวิต แสดงว่าอายุจะยืน ที่หายไปไม่ได้หายไป อยากจะพักว่ามีข่าวลืออะไรบ้าง มีใครออกมาพูดบ้าง

วันก่อน"หมวดเจี๊ยบ"ส่งหนังสือพร้อมซีดีมาให้ดู ดูแล้ว ที่คนเสื้อแดงพูดถึงน้ำตาซึม มันเป็นอะไรที่มีค่าที่สุด เพราะว่าใจที่พี่น้องมอบให้ผมคิดถึง คิดถึง ที่ทำให้เรียกว่าประชาธิปไตยกิน มันซึ้งใจจริงๆ ไม่ใช่ตัวผม แต่เป็นประชาธิปไตยที่สัมผัสได้จริงๆ

กำลังมาเจอกันอีกครั้ง เพื่อรวมพลังเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ประเทศไทย และลูกหลานในอนาคต ข่าวบอกว่าตายบ้าง ถูกจับบ้าง เมืองนอกเขาไม่ได้สนใจที่ผมโดนกล่าวหา คนที่จากเลือกตั้งและโดนปฏิวัติเขาดูเป็นเรื่องตลก เพราะว่าถูกกล่าวหา หนักกว่านั้นคือ ปล่อยข่าวคนเจรจากับผม ที่มารวมกัน เลยเรื่องของผมแล้ว เป็นเรื่องประเทศ ประชาธิปไตย ลูกหลาน

โฟนอินไปอังกฤษ มีคนถามว่า ถ้าได้กลับบ้านจะเลิกต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไหม กลัวว่าต่อสู้เพื่อตัวเองเท่านั้น อยากจะเรียนว่า ปรับตัวได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องของผมแล้ว แต่เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง

วันนี้การข่าวของทหารก็แย่ เขาบอกว่า มีการข่าวจากทูตทหารที่กัมพูชาบอกว่า เครื่องบินของผมร่อนลงที่พนมเปญตอน 4 โมงเย็น มีการต้อนรับอย่างดี เป็นการปล่อยตัว เพราะมีการปะทะกันที่ชายแดน ขอแสดงความเสียใจกัญาติที่น้องทหารที่ตายและบาดเจ็บร่วม 10 คน ถ้าจะเดา ให้เดาว่า หลบอยู่ที่สตูดิโอแถวกรุงเทพดีกว่า ภาพและเสียงชัดเจน

ให้พี่น้องสบายใจว่า ผมไม่เห็นแก่ตัว ไม่เชิญชวนให้ออกมาเพื่อตัวเอง ทำงานเพื่อชาติและลูกหลานตลอดเวลา ผมกล้าเปิดเผยความจริง ทั้งที่เคารพองคมนตรีทั้งหลาย แต่ท่านแทรกแทรงการเมืองมาช้านาน จนผมทนไม่ได้ มีอีกหลายคนออกมาพูด คงไม่เสียเวลาพูดกับท่าน วันนี้เป็นเรื่องของประเทศ ประเทศไทยจะถอยหลังเข้าคลองหรือเดินไปข้างหน้า

ประเทศไทยเฉลี่ยเลือกตั้ง 2 ครั้งปฎิวัติ 1 ครั้ง ทำให้เรามีนักการเมืองประเภทเอาการเมืองไว้ทำมาหากิน มีอุดมการณ์พร้อมเสียสละ อยู่ไม่ค่อยได้ ถามว่า ประเทศจะไปไหวหรือไม่ มองย้อนหลังประมาณ 50 ปี เราจะแข่งกับญี่ปุ่น แต่เวลานี้เขาไปถึงไหนแล้ว ประมาณ 40 ปี จะแข่งขันไต้หวัน 30 ปี แข่งขันสิงคโปร ปัจจุบันมาแข่งขันเวียดนาม

ประเทศไม่ไปถึงไหน เพราะการเมืองของเรานี่เอง เดี๋ยวปฎิวัติ เดี๋ยวปฎิวัติ การเมืองเป็นเพื่ออำมาตย์ เพื่อชนชั้นในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพื่อประชาชน เราเพิ่งเกิดวิกฤตการเงินปี 2540 แค่ 11-12 ปี เกิดอีกแล้ว ทั้งที่รัฐบาลประชาธิปไตย 5 ปีกว่า มิฉะนั้น วงการจะสั้นลงอีกหลายปี ปี 2551 เกิดงูเห่า โดยการเริ่มต้นยึดสนามบิน มีทหารปลอมเป็นพันธมิตรกดดันรัฐบาล มีการยุบพรรคให้เกิดงูเห่า

เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เราหลอกชาวโลกใช่ไหม เพราะประชาธิปไตยเป็นการทำเพื่อประชาชน เพราะประชาธิปไตยของทั่วโลก เต็มไปด้วยเสรีภาพและภราดรภาพ แต่ของเราไม่เหลือเสรีภาพ ไม่มีการเคารพประชาชน คำว่า เสมอภาคมี 2 มาตรฐาน ม็อบหนึ่งทำอะไรก็ถูก ม็อบหนึ่งทำอะไรก็ผิด ม็อบหนึ่งให้ทหารมาก็ไม่มา แต่อีกม็อบให้มา มาทันที

ตำรวจถูกสั่งให้ปิดคดีเหลือง และยังไม่พอ ตำรวจใหญ่ถูกสั่งให้ไปหาแพะ เพื่อยัดเยียดคดีให้ทักษิณ ให้ได้ ตำรวจใหญ่ก็วิ่งไปเอาชาวบ้านมาซ้อม โชคดีมีคนรู้ก็เลยปล่อยออกมา ไม่เช่นนั้นก็ต้องเอากระบองไฟฟ้าจี้ให้ เป็นเพราะ นี่แหละไม่มีความเท่าเทียมกันของสังคม ภราดรภาพ การอยู่กันฉันท์พี่น้อง วันนี้ไม่มีอีกแล้วเพราะเราไม่ยอมรับกติกาเดียวกัน จึงไม่เกิดความเป็นธรรมในสังคม

วันนี้ต้องอดทน ต้องอย่ารำคาณ มองว่ายุ่ง ยุ่งสั้นๆ เพื่อให้ระยะยาว ประเทศเราเจริญรุ่งเรืองดีกว่าไหมครับ ถ้าเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง จะต้องอดทน เขาบอกว่าไ ม่กี่วันก็หมดแรง ปล่อยไปเถอะ เพราะว่าพวกเราเป็นม็อบสุภาพ บางคนดูถูกมากกว่านั้นอีกว่า เป็นม็อบจ้าง

เราต้องมาร่วมกัน ผู้รักษาประชาธิปไตย ขอเชิญชวนทุกท่านวันที่ 8 เม.ย.ต้องมา พี่น้องที่รักความยุติธรรม เป็นสังคมยุติธรรม เสมอภาพ ขอเชิญ พี่น้องที่ตกงาน มองไม่เห็นอนาคต มองเห็นว่า การค้า ชีวิต มืดมนเชิญครับวันที่ 8 เมษายน เพื่อนข้าราชการ ครู ทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีเส้นเชิญครับ 8 เมษายน เราต้องการประชาธิไตยที่แท้จริง เพื่อให้เกิดความเสมอภาคที่แท้จริง

ต้องการแสดงพลังขอเชิญที่ทำเนียบ ลานพระรูป เพื่อแสดงให้เห็นพลังมากกว่าว่า 14 ต.ค 18 พ.ค. 2535 ที่มาไม่ได้ขอให้ไปชุมนุมที่ศาลากลางทุกจังหวัด เพื่อแสดงให้เห็นว่าพลังของประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย อนาคตที่ดี การเมืองเพื่อประชาชน ไม่ใช่ของนักการเมืองอาชีพ

อยากให้พี่น้องมารวมพลังกันให้เต็มที่ เราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ดังนั้น

1. ขอรัฐธรรมนูญปี 40 กลับคืนมา ขอด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาชาติ
2. ยุบสภาทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญปี 2540
3. องค์กรอิสระที่ไม่อิสระจริง ก็ให้อยู่รักษาการ จนกว่าการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.เสร็จสิ้น ค่อยมาคัดสรรกันใหม่ตามกติกา
4. คืนสิทธินักการเมืองที่ถูกแบนเพราะ ไม่รู้อีโน่อีเน่ พรรคอื่นถูกยุบ แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ทำผิดไม่ถูกยุบ

"อย่าใส่ความว่า ผมจะเปลี่ยนการปกครอง ผมอยากให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่มีอมาตย์และทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง"

ดาวน์โหลดคลิปการปราศรัยเวทีคนเสื้อแดง (บันทึกโดย Tuxedo)

อดิศร 37.13นาที >> WMV 41.20Mb , MP3 6.39Mb
เพลินพรมแดน 11.22นาที >>
WMV 12.59Mb , MP3 1.95Mb
จตุพร 35.23นาที >>
WMV 39.17Mb , MP3 6.08Mb
อดีตนายกฯสมชาย 26.41นาที >>
WMV 29.55Mb , MP3 4.58Mb

อดีตนายกฯทักษิณ VDO IN 54.21นาที >> WMV 60.18Mb , MP3 9.33Mb

วีระ 27.47นาที >> WMV 30.78Mb , MP3 4.77Mb

อริสมันต์ 21.47นาที >> WMV 24.13Mb , MP3 3.74Mb
จักรภพ 58.0 นาที >>
WMV 64.23Mb , MP3 9.96Mb

โด่ง อรรถชัย 21นาที >> WMV 23.2Mb , MP3 3.61Mb



ณัฐวุฒิ 73นาที >> WMV 80.83Mb , MP3 12.54Mb



คลิปพิเศษ ชีวิตในต่างแดนของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร (บันทึกโดย Tuxedo)

ดาวน์โหลด 31.12Mb



แถลงการณ์เสื้อแดงโลก:จ่อร้องUNช่วยหากรัฐบาลโจรปราบประชาชน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 เมษายน 25552

แถลงการณ์ร่วม "รวมพลคนเสื้อแดงทั่วโลก"

กราบเรียน พ่อแม่พี่น้องชาวเสื้อแดงผู้รักชาติรักประชาธิปไตยในประเทศทุกท่าน


พวกเราแนวร่วมรวมพลคนเสื้อแดงทั่วโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ กรีซ และเยอรมนีจำนวนหลายพันคน กำลังติดตามการต่อสู้ เรียกร้อง ประชาธิปไตย ของพ่อแม่พี่น้องในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ทั้งท่านที่กำลังชุมนุม กันอยู่ ณ บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล และท่านที่กำลังชุมนุมกันอยู่ ณ ศาลากลางจังหวัด ต่างๆ ทั่วประเทศไทย


"แนวร่วมรวมพลคนเสื้อแดง" ต้องการแสดงความคิดเห็นที่พวกเรามีต่อการต่อสู้ของพ่อ แม่พี่น้องในครั้งนี้ และยังประสงค์ที่จะร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการต่อสู้ของพวกเราเพื่อ ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงถาวร ซึ่งเสียงส่วนมากของประชาชนได้รับการยอม รับจากทุกส่วนทุกสถาบันในสังคมดังต่อไปนี้




1) ขอชื่นชมจิตใจที่กล้าหาญ กล้าต่อสู้และกล้าเสียสละของพ่อแม่พี่น้องผู้รักประชาธิปไตย ในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนจัด และความไม่สะดวกสบายด้วย ด้วยประการทั้งปวง พ่อแม่พี่น้องยังยืนหยัดต่อสู้ติดต่อกันหลายวันหลายคืนเพื่อสิทธิ์อันพึงมี พึงได้ตามระบอบประชาธิปไตยอันเป็นระบอบที่แม้จะมีข้อบกพร่องแต่ก็นับได้ว่าเป็นระ บอบการปกครองที่ดีที่สุดที่มนุษยชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นมา


2) ขอสนับสนุนแนวทางการต่อสู้ของสถาบันเสื้อแดงภายใต้การนำของแนวร่วมประชาธิป ไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ที่กำลังเปิดโปงหน้ากากของเผด็จการตัวจริงอันได้ แก่ระบบอำมาตยาธิปไตยที่คอยหลอกลวงประชาชนว่าประเทศไทยมีประชาธิปไตยแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็คอยบงการทำลายประชาธิปไตยที่กำลังก้าวไปข้างหน้าให้สะดุดหยุดยั้งครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดมา


3) ขอเรียกร้องให้ประธานองคมนตรี คณะองคมนตรี และผู้ที่ดำรงตำแหน่งในองค์กร อิสระเช่น ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารครั้งล่าสุดรู้สึกสำนึก ในความผิดที่ก่อขึ้น และยอมลาออกจากตำแหน่งทั้งหมดที่ดำรงอยู่ เพราะอำนาจหน้าที่ ของพวกท่าน ปราศจากแล้วซึ่งความชอบธรรมทั้งในสายตาของชาวประชาธิปไตยทั่ว โลก และในสายตาของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยชาวไทยในประเทศ


4) ขอเรียกร้องให้มีการยุบสภา และนำรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2540 หรือรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เสนอโดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 (คปพร.) มาพิจา รณาประกาศใช้และจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน เพื่อคืนอำนาจในการตัดสินใจให้ ประชาชนอีกครั้งหนึ่งอย่างรวดเร็วที่สุด


5) ขอเรียกร้องให้ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติใช้หิริโอตัปปะ มีความอดทนอดกลั้นและระงับการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวไทยที่กำลังชุมนุมอยู่ทั้งที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างหรือเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น


6) หากพ่อแม่พี่น้องประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยชาวเสื้อแดง ถูกทำร้ายจากกอกำลังทหารหรือกำลังตำรวจด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว พวกเรา"แนวร่วมรวม พลคนเสื้อแดงทั่วโลก" จะร่วมกันยื่นหนังสือร้องทุกข์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในองค์การสหประชาชาติ และที่สหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรปในทันที เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องใช้ช่องทางของกฎหมายระหว่างประเทศ ระงับปฏิบัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโหดร้ายดังกล่าวของพวกท่านอย่างทันท่วงที


ท้ายที่สุดนี้ขออวยพรให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ของประชาชนชาวไทยผู้รักชาติรักประชาธิปไตยประสบความสำเร็จโดยบริบูรณ์​

ขอแสดงความนับถือ

คุณอาคม ซิดนีย์​ ประธาน "ไทยเร็ดออสเตรเลีย"

คุณวัฒนา เอ็บเบ็จ ประธาน"ไทยเร็ดยูเค"

และรองศาสตราจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ​

คุณอำนวย แก้วชมภู ประธาน "นปช.ยูเอชเอ"

คุณเดชา ปาลกะวงค์ รองประธาน "นปช.ยูเอสเอ"

คุณอำนวย ไวเล่อร์ ประธาน"กลุ่มประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี(ไทยเร็ดเยอรมนี)"

คุณเบญจมา อนันตพงศ์ รองประธาน "กลุ่มประชาธิปไตยในเยอรมนี"

คุณออน เมเปิลลีฟ ประธาน "ไทยเร็ดแคนาดา"


คุณประกาย ศิษย์แม่โดม ประธาน "ไทยเร็ดกรีซ"

Friday, April 3, 2009

"อำพล เสนาณรงค์"แจงบทบาท "องคมนตรี" ลั่นใครทำไม่ดีกับสถาบันมักมีอันเป็นไป

ที่มา มติชนออนไลน์

"ผมเคารพในหลวงท่านเหมือนพ่อหลวง เหมือนเจ้าหลวง เหมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง ผมเคยเห็นตัวอย่าง ใจผมคิดว่าถ้าใครทำอะไรไม่ดีเกี่ยวกับสถาบันมักจะมีอันเป็นไป เช่น เหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน"


เนื้อหาบางส่วนที่นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อชาติและประชาชน" เนื่องในวันข้าราชการพลเรือนประจำปี 2552 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)


ผมเป็นอดีตข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และปัจจุบันเป็นองคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ รายการอะไรที่เขาเรียกว่าโฟนอินอะไรต่างๆ ดังนั้นในฐานะองคมนตรีจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การจะแต่งตัว การจะพูด การจะอ้างอิง ก็คงต้องระมัดระวัง ยิ่งมีการถ่ายทอด เสื้อนี่ผมก็ต้องระวัง เหลืองก็ต้องเก็บไว้ก่อน เนคไทน์แดงก็อย่าใช้ ตอนนี้ชักห่วงมีสีอื่นอีกแล้ว คงเหลือแต่สีขาวและสีดำที่ยังใช้ได้ตลอด ทำให้ต้องระวัง บางทีได้ยินข้อมูลอะไรมาใหม่ๆ ก็ไม่กล้านำมาเล่าต่อ เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะกล่าวในชุมชน ทำให้หมดสนุกไปเยอะในการมาบรรยายเช่นนี้

ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเอง บางคนไม่ทราบว่าองคมนตรีคือกลุ่มคนประเภทไหน ทำอะไร ก็เลยอยากเอามาสรุปให้ฟัง ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 หมวด 2 มาตรา 12 พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 คนประกอบเป็นคณะองคมนตรี คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา 13 การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรี หรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรี หรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 14 องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ

มาตรา 16 องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเมื่อตาย ลาออก หรือมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
นี่เป็นสรุปหน้าที่ขององคมนตรี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 19 ท่าน อายุประมาณ 60-88 ปี และมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีทั้ง 19 คน ประกอบด้วย ด้านนิติศาสตร์ 8 คน ด้านการทหาร 4 คน ด้านวิศวกรรม 4 คน ด้านวิทยาศาสตร์ 1 คน ด้านรัฐศาสตร์ 1 คน และด้านการเกษตร 1 คน ส่วนสถานะสมรส 14 คน และเป็นโสด หรือม่าย 5 คน

ผมเองได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรีเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2537 และได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนด้วยข้อความว่า "ข้าพระพุทธเจ้า (นายอำพล เสนาณรงค์) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"

การที่ผมได้เป็นองคมนตรีโดยไม่ได้คาดฝันมาก่อน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างตื่นเต้นมาก และนับจากวันนั้นจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาประมาณ 15 ปี ผมได้ปฏิบัติตามคำถวายสัตย์ฯ นี้โดยเคร่งครัด และมั่นใจว่าตั้งแต่รับราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2499 ผมได้ปฏิบัติเหมือนคำปฏิญาณโดยมิคลาดเคลื่อน และจะปฏิบัติต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

สำหรับคุณสมบัติของข้าราชการไทยที่ดี ผมขออัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งบางประโยคที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้มากล่าวไว้ ณ ที่นี้เพื่อความเป็นสิริมงคลคือ ข้าราชการพลเรือนต้องยึดมั่นในผลประโยชน์ของแผ่นดิน และความถูกต้องเป็นธรรม พยายามปฏิบัติตนปฏิบัติงานให้สัมพันธ์ ประสานงานกับบุคคลฝ่ายอื่นให้ได้ ปฏิบัติเพื่อส่วนรวมอยู่เสมอ อย่านึกถึงบำเหน็จ หรือผลรางวัลให้มากนัก ผมคิดว่าเราทุกคนคงได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติมาโดยตลอด

สำนักงานก.พ. ออกพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มา แม้จะมีการปรับปรุงระเบียบอย่างไร แต่ปัญหาข้าราชการก็ยังมีอยู่สืบเนื่องกันมา ปัญหาใหญ่คือ

1.ปัญหาความขัดแย้งระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำกับข้าราชการประจำ และข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ ผมคิดว่าท่านทั้งหลายที่ติดตามข่าวมาจะเห็นความขัดแย้งเหล่านี้ บางกระทรวงในเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ นายกฯ บางท่านย้ายทีเดียว 40 ตำแหน่ง พอมานายกฯ อีกท่านก็ย้ายกลับอีก 40 ตำแหน่ง เป็นระบบที่เราไม่ทราบได้ แต่สาเหตุใหญ่ๆ มาจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การฉ้อราษฎร์บังหลวง

2.ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่เกิดในวงราชการและเอกชนมาช้านานแล้ว ผมว่าอาจจะเป็นประเพณีไทยของเราที่มาการจิ้มกล้อง มีการมอบของ ทำให้กลายเป็นนิสัยคอร์รัปชั่น แต่ปัญหาจะมีมากน้อยต่างกันตามสมัยของฝ่ายบริหารและการเมือง โดยรูปแบบหรือวิธีการได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มักเกิดในกระทรวงที่มีอำนาจสูงในการเมือง การเงิน มีการก่อสร้างมาก จัดซื้อจัดจ้างมาก ที่น่าเสียดายคือคนสั่งมักไม่ค่อยมีปัญหา แต่ผู้ปฏิบัติส่วนล่างมีปัญหาค้างอยู่

ผมทราบจากน้องๆ หลายคน เช่น เรื่องการจัดซื้อพันธุ์พืชอะไรต่างๆ ก็มีคดีค้างอยู่ อันนี้คิดว่าน่าจะเป็นบทเรียนมาก แต่คงแนะนำลำบาก ผมเองคงไม่แนะนำให้ใครปฏิบัติตัวเป็นข้าราชการที่ดี โดยยอมเป็นรองอธิบดีถึง 11 ปี ถ้าเป็นคนอื่น 2 ปีก็ได้เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกฯ ไปแล้ว เอ้ย! โทษมากไป เป็นนายกฯ ต้องปฏิวัติ

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหานั้น รัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 259-280 เขียนไว้ชัดเลย และจะเห็นว่าหลายคดี หลายท่านที่อยู่ที่อื่นก็มีผลจากตรงนี้ หมวด 1 มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ผมอ่านเท่านี้ ท่านตีความหมายเองแล้วกัน มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

หมวด 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีบัญญัติหลายส่วนคือ 1.การตรวจสอบทรัพย์สินก่อนและหลังรับตำแหน่ง 2. เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นข้าราชการแต่ไปมีหุ้นส่วนให้ตัวเอง อย่าพูดว่าไปให้คนใช้ เดี๋ยวยุ่งอีก 3.การถอดถอนออกจากตำแหน่ง 4.การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าเป็นนักการเมืองมีเงินก็อาจจะเช่าเครื่องบินหนีไป แต่ถ้าไม่มีเงินก็ไปที่จ.ตราด ไปที่อ.แม่สอด อ.แม่สาย ข้ามแม่น้ำโขงหนีไป 5.จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ดี แต่การปฏิบัติมีปัญหา

นอกจากนี้ในพ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในหมวด 5-11 มาตรา 78-126 ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาในวงราชการ และอีกส่วนคือสมาคมข้าราชการพลเรือนคงต้องช่วยกัน

การสร้างคนให้เป็นคนดี ให้เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมมักพูดถึง 2 ส่วนใหญ่คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม สำหรับเรื่องการทำงานจะมีตัวอย่างที่ดีและไม่ดี พวกข้าราชการพลเรือนจะเสียเปรียบข้าราชการทหารและตำรวจ เพราะเขาจะสอนเรื่องวินัย จะเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา แม้บางครั้งจะเป็นคำสั่งที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่เขาถือว่าคำสั่งผู้บังคับบัญชา ต้องปฏิบัติ ถ้ากองทัพ หรือตำรวจไม่มีวินัย อันนั้นคือกองโจร

แต่สำหรับข้าราชการพลเรือนเมื่อเข้าไปก็ต้องดูนาย ซึ่งมีทั้งนายดีและไม่ดี เขาเรียกว่าหัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก ถ้านายดี ลูกน้องก็ค่อนข้างดี แต่ถ้านายหากิน ลูกน้องก็มักเป็นอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าเสียดาย บางคนก็ถอยอออกมา แม้จะอยู่ในสภาพพายเรือให้โจรนั่ง แต่ก็ต้องอยู่อย่างนั้น เพราะเราเป็นข้าราชการไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องทนจนกว่าเขาจะไป

สิ่งที่ข้าราชการยึดถือเป็นหลักได้มี 2 ส่วนคือ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าเราคนไทยโชคดีที่มีแบบอย่างที่ดี ผมเคารพในหลวงท่านเหมือนพ่อหลวง เหมือนเจ้าหลวง เหมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง ผมเคยเห็นตัวอย่าง ใจผมคิดว่าถ้าใครทำอะไรไม่ดีเกี่ยวกับสถาบันมักจะมีอันเป็นไป เช่น เหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน

อยากเรียนว่าในองค์พระประมุขของเรา ท่านเป็นประมุขของประเทศไทย ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ ทรงใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของปวงชนชาวไทยทางคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล และทรงปฏิบัติโดยเคร่งคัด ไม่เคยล่วงละเมิดเลย แต่หลายคนพยายามอ้างว่าท่านละเมิด ไม่ได้ปฏิบัติตามนี้ ผมขอยืนยันว่าไม่จริง ท่านไม่เคยละเมิดเลย ท่านปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

ตามรัฐธรรมนูญ พระองค์ท่านไม่จำเป็นต้องประกอบพระราชภารกิจใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะงานวิจัย งานพัฒนา งานส่งเสริมอาชีพประชาชน แต่เนื่องจากพระองค์ทรงทราบสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน จึงทรงมีพระปณิธานตั้งแต่ทรงครองราชย์ว่าจะช่วยเหลือประชาชน แก้ไขความทุกข์ยากให้ประชาชน และทรงสละพระราชทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อดำเนินโครงการพระราชดำริต่างๆ แต่ถึงกระนั้นพระองค์ไม่เคยละเมิดรัฐธรรมนูญเลย

สิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติคือการยึดหลักทศพิธราชธรรม ซึ่งหลักทศพิธราชธรรมไม่ใช่สิ่งหวงห้าม เป็นสิ่งที่ข้าราชการนำไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงไว้ซึ่งพระราชประสบการณ์อันยาวนาน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจยาวนานถึง 60 ปี เคยผ่านรัฐบาลอย่างน้อย 37 คณะ นายกฯถึง 18 คน นายกฯ บางคนมาแป๊บเดียว เพิ่งผ่านนโยบายก็ไปแล้ว แต่พระองค์ท่านต้องเฝ้าดู พยายามนำสิ่งต่างๆ มาแนะนำ หลายคำแนะนำที่พระราชทานให้ บางทีเขาก็ไม่เชื่อนะ แต่ก็ยังดีที่รับใส่เกล้าฯ แต่ไม่ปฏิบัติ

นอกจากนี้ท่านยังทรงแปรพระราชฐาน 71 จังหวัดในช่วงปี 2496-2502 การทำงานของข้าราชการก็จำเป็นต้องผ่านสัมผัส 5 ต้องเห็นด้วยตนเอง

ท้ายที่สุดผมรู้สึกเป็นเกียรติ และมีความสุขที่ได้รับเชิญมาบรรยายในวันนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ผมมีชีวิตและเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ผมเคารพบูชารัก และถวายความเคารพยิ่งกว่าชีวิตโดยมิได้เสแสร้ง หรือมีกฎเกณฑ์ใดๆ บังคับ แต่โดยที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น นอกจากมีความสุขกาย สบายใจ และมีชีวิตยืนยาว

ในโอกาสนี้ผมใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านให้เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤต และปัญหาความแตกแยกเช่นปัจจุบันนี้ ผมมั่นใจว่าหากท่านยึดแนวปฏิบัติ แม้เสี้ยวหนึ่งของพระองค์ท่าน ก็จะทำให้เจริญ สุขกาย สบายใจ ไม่เหนื่อยยาก มีชีวิตยืนยาว มีกำลังกาย กำลังใจในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ สามารถทำงานเพื่อประเทศชาติตลอดไป

เปิดกว้างได้เปรียบ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



โดยสถานการณ์ปกติแล้ว แทบจะไม่มีพ่อค้าหรือนักธุรกิจรายใดแสดงความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล ซึ่งอาจจะยังผลเสียให้กับตนเองหรือธุรกิจของตนเองได้ มิพักจะต้องกล่าวไปถึงการออกมาวิจารณ์นโยบายอย่างตรงไปตรงมา

ฉะนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่นักธุรกิจใหญ่ออกมา วิพากษ์อย่างเปิดเผยว่า นโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าดำเนินการผิดทิศผิดทาง

ด้านหนึ่งจึงต้องพึงรับฟังไว้เป็นข้อมูล และตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การออกมาวิจารณ์กันอย่างซึ่งหน้าเช่นนี้ย่อมแสดงถึงสถานการณ์ที่ "ไม่ปกติ" สักเท่าใด

แต่สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันก็ไม่ปกติอยู่แล้วมิใช่หรือ



อย่างไรก็ดี ข้อวิจารณ์ต่อนโยบายเช็คช่วยชาติและโครงการต้นกล้าอาชีพของรัฐบาล ว่าเป็น การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ผิดจุด ของนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒนพิบูลก็น่ารับฟัง

มิใช่น่ารับฟังแต่เพียงเพราะผู้วิจารณ์เป็นประธานของเครือบริษัทคนไทยที่ผลิตและขายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ที่สุด ซึ่งได้สัมผัสสัมพันธ์กับกำลังซื้อและความรู้สึกของประชาชนในวงกว้างเท่านั้น

หากยังเพราะจุดที่ชี้ให้เห็นว่า หากต้องการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจแล้ว จุดแรกที่ควรดำเนินการก่อน มิใช่การแจกเงินหรือโครงการฝึกอาชีพในสิ่งที่ผู้ได้รับการอบรมก็ไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน

แต่อยู่ที่การป้องกันมิให้บริษัทหรือกิจการเลิกจ้างแรงงาน

ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจจะใช้เงินอุดหนุนต่ำกว่าการแจกหว่านที่ทำอยู่



ข้อเสนอหรือข้อสังเกตดังกล่าวอาจจะมีข้อโต้แย้งได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

แต่ประเด็นที่รัฐบาลควรจะใช้ให้เป็นประโยชน์จากกรณีนี้ก็คือ เปิดรับฟังความคิดเห็นหรือข้อมูลจากกลุ่มบุคคลต่างๆ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเห็นต่างจากตนเองออกไป

เพื่อจะได้ข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่งผลให้การกำหนดทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจครอบคลุมมากที่สุด หรือมีจุดอ่อนข้อบกพร่องน้อยที่สุด

ยิ่งสามารถระดมความคิดเห็นหรือความร่วมมือจากคนกลุ่มต่างๆ ได้มากเท่าไหร่ การทำงานของรัฐบาลก็จะยิ่งสะดวกง่ายดายมากขึ้นเท่านั้น

ตรงข้ามกับการปิดกั้นหรือแสดงภูมิรู้อยู่แต่ผู้เดียว ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสำเร็จ

จักรภพตั้งเป้าสู้ป๋าเปรม 6 เดือนชนะ

ทีมา ไทยรัฐ

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของเสื้อแดงที่ทำเนียบฯ ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 2 เม.ย. มีจำนวนผู้ชุมนุมบางตาจนกระทั่งถึงช่วงใกล้เที่ยงจึงเริ่มมีจำนวนมากขึ้น เพราะมีการนัด หมายให้มารวมตัวกันในช่วงบ่ายก่อนเดินทางไปดาว กระจายที่กระทรวงการคลัง โดยในเวลา 08.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน ได้ไปปักหลักรวมตัวกัน ที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ หลังจากมีข่าวว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าทำเนียบฯ ทางประตู 8 ฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ผู้ชุมนุมบางคนได้เตรียมถือไข่ไก่รอต้อนรับ หากนายสุเทพเดินทางมาจริง แต่รอกันนานนับชั่วโมงก็ไม่มีวี่แววว่าจะมาตามที่มีข่าว จึงได้ปักหลักใช้เครื่องขยายเสียงโจมตีนายสุเทพอย่างดุเดือด โดยเปรียบว่าเป็นตัวเงินตัวทอง ที่วิ่งเพ่นพ่านอยู่ในทำเนียบฯ และชอบเห่าแต่ไม่กัดเหมือนสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล

ดาวกระจายไปคลังแล้วกลับที่ตั้ง

เวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม เสื้อแดง แถลงหลังเวทีปราศรัยถึงการดาวกระจายที่กระทรวงการคลังในบ่ายวันที่ 2 เม.ย.ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปที่กระทรวงการคลัง จะแสดงเจตนารมณ์อย่างสงบสันติ ปราศจากอาวุธ และจะไม่บุกเข้าข้างใน ไม่ขัดขวางการเข้าออกของเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปปฏิบัติงาน เสร็จแล้ว จะเดินทางกลับมาที่หน้าทำเนียบฯ การไปครั้งนี้มีเป้าหมาย เพื่อยุติการดำเนินโครงการกู้เงินจากต่างชาติในทุกกรณี เพราะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีขีดความสามารถในการชำระหนี้คืน คนเสื้อแดงไม่อยากแบกรับภาระหนี้ เพราะไม่เชื่อว่าจะมีศักยภาพในการบริหารจัดการงบที่กู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะอายุสั้นและ กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย หากจะกู้เงินควรเป็นหน้าที่ของ รัฐบาลที่มาอย่างถูกต้องชอบธรรม ซึ่งประเทศไทยยังรอ ได้ไม่ต้องรีบร้อนกู้

อัด “อภิสิทธิ์” โกหกโลกเอาตัวรอด

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า รู้สึกห่วงเรื่องการเดินทางไปประชุมจี 20 ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีการไปเจรจาขอกู้เงินจากประเทศอื่นอีก นายอภิสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษที่ตั้ง คำถามว่ารัฐบาลมาโดยชอบธรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ บอกว่ามาโดยชอบ เพราะเป็นปกติที่พรรคการเมืองเสียงข้างมากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคที่เป็นอันดับสอง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สง่างาม ที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีไปพูดเท็จโกหกคนทั้งโลก แม้ไม่พูดความจริงแต่คนทั่วโลกก็รับรู้เรื่องในเมืองไทยดี ทำไมไม่ตอบไปว่า พรรคใหญ่ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ยังไม่ได้ทำอะไร แต่ทหารไปบีบบังคับพรรคการเมืองอื่นๆ ให้ไปเข้ากับพรรคประชาธิปัตย์ กดดันกันจนในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ก็ประสบความสำเร็จในเป้าหมายเป็นรัฐบาล รัฐบาลนี้จึงเป็นรัฐบาลเด็กเลี้ยงแกะพูดเท็จเอาตัวรอด

แจกเสื้อแดง ตร.-ทหารกว่า 2 พันตัว

แกนนำเสื้อแดงยังกล่าวถึงเรื่องที่มีตำรวจเข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงเป็นจำนวนมากด้วยว่า ขณะนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยได้ทำการแจกเสื้อแดง กว่า 2 พันตัว ให้ทหารและตำรวจที่มาปฏิบัติหน้าที่ดูแล พื้นที่ในทำเนียบฯ ข้าราชการส่วนหนึ่งที่ทำงานในทำเนียบฯ ก็ตัดสินใจเข้ามาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง จึงขอแจ้งข่าวนี้ไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ให้ระวังตัวไว้ เพราะวันดีคืนดีอาจจะเกิดปรากฏการณ์ เหมือน 3 ก๊ก ขณะเดินอยู่อาจถูกจับกุมตัวได้ และไม่เชื่อเรื่องการใช้อำนาจของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย จะกดดันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดควบคุมม็อบเสื้อแดงได้ เพราะถ้าอำนาจมีมากจริงเสื้อแดงคงสลายไป นาน คงไม่โตวันโตคืนเหมือนทุกวันนี้ นานๆที่จะมีโอกาส ได้เป็นรัฐมนตรีขอให้ใช้ความสำราญอย่างเต็มที่

ยันไม่ได้แอบถอดปลั๊กแต่ถูกตัดสัญญาณ

นายณัฐวุฒิกล่าวถึงกรณีที่สัญญาณของดีสเตชั่น ทีวีถูกตัดว่า สัญญาณที่ถูกตัดเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ว่า ไม่ใช่ การตัดอย่างธรรมชาติ เพราะมีคนลงมือทำขึ้น ดีที่ฝ่ายเทคนิคของดีสเตชั่นมีการทำการบ้านมาดี จึงสามารถหาช่องทางอื่นในการออกสัญญาณต่อได้ แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะไล่ปิดสัญญาณซ้ำ ถือว่าขณะนี้เป็นการต่อสู้กันทางเทคโนโลยี ฝากบอกไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า ให้กล้าที่จะสู้กันแบบลูกผู้ชาย อย่ากล่าวหาว่าคนเสื้อแดงถอดปลั๊กตัดสัญญาณเอง เพราะไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น และหากสัญญาณของดีสเตชั่นถูกตัดอีก จะบุกที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนบ้าน สี่เสาเทเวศร์ คงไม่ไปในวันนี้ แต่ในวันชุมนุมใหญ่ 8 เม.ย. ถ้าประชาชนมากันมากแล้วอยากจะไปก็ไป ว่าไม่ได้ ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เมื่อถามต่อว่าถ้าไปบ้านสี่เสาฯแล้วมีการพูดจาจาบจ้วง พล.อ.เปรม แล้วมีฝ่ายออกมาต่อต้านจะทำอย่างไร นายณัฐวุฒิตอบว่า ไม่มีปัญหา เป็นสิทธิที่ทำได้ ถ้าไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่เชื่อว่าคนที่ออกมาเคลื่อนไหวจะเคารพรัก พล.อ.เปรม อย่างจริงใจ แม้เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เชื่อว่าจะจริงใจ ล้วนเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง

“ทักษิณ” อ้อนถูกปล่อยข่าวว่าตาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินผ่านระบบวีดิโอลิงค์เข้ามาหรือไม่ นายณัฐวุฒิตอบว่า ช่วงบ่ายจะสรุปอีกที พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีเหมือนกัน ท่านได้โทรศัพท์มาสอบถามเรื่องสัญญาณดีสเตชั่นถูกตัดและบอกว่าเรื่องนี้มีการดำเนินการให้ถูกตัดสัญญาณ แต่วีดิโอลิงค์ยังไม่เป็นไร สามารถสั่งสัญญาณภาพสดๆได้เหมือนเดิม เมื่อคืนนี้ตอนที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายก รัฐมนตรีเดินทางมาที่เวทีปราศรัย พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์ มาบอกว่า สนุกกันใหญ่แล้ว มีการปล่อยข่าวออกมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณถูกจับที่เกาะกง หนักกว่านั้นหาว่าตายแล้วอีกด้วย เป็นการปล่อยข่าวลวงโลก

เตรียมรับมือเสื้อแดงดีเดย์ 8 เม.ย.

วันเดียวกัน ที่ บช.น. พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ โฆษก บช.น. กล่าวว่า ได้ประชุมประเมินสถานการณ์เรื่องที่กลุ่มเสื้อแดงจะไปชุมนุมที่กระทรวงการคลังนั้น บช.น.จัดเตรียม 2 กองร้อย จาก บก.น.2 และจากส่วนกลางเพื่อป้องกันไม่ให้มีการละเมิดการดูแลทรัพย์สินและการบุกรุกสถานที่ราชการ จากการปิดคำสั่งศาล หากไม่ปฏิบัติตามโจทก์ คือสำนักนายกรัฐมนตรีต้องรวบรวมหลักฐานร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดี จากนั้นเจ้าหน้าที่บังคับคดีจะดำเนินการปิดหมายบังคับคดี อาจมาร้องขอความร่วมมือกับตำรวจเพื่อช่วยดำเนินการ ส่วนบ้านสี่เสาเทเวศร์มีข่าวว่าผู้ชุมนุมจะเดินทางมาวันที่ 8 เม.ย. ตำรวจได้กำหนดแผนการปฏิบัติแล้ว ได้มอบให้ พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก. น.1 ควบคุมเหตุการณ์ อุปกรณ์ที่ใช้มีแต่โล่ ไม่มีกระบองมีกำลังดูแล 1 กองร้อย ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ มีกำลังดูแล 1 กองร้อย หากมีเหตุการณ์ผู้ชุมนุมมาจะมีกำลังไปเสริมเป็น 2 กองร้อย

ผบ.ตร.ให้ ตร.อดทนอดกลั้น

ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวถึงการนัดชุมนุมใหญ่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เป็นผู้ประเมินสถานการณ์การชุมนุมร่วมกับ พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผบช.ส. ซึ่งได้มีคำสั่งให้มีการสนับสนุน กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากพื้นที่ใกล้เคียงจาก บช.ภ.1 บช.ภ.7 และ บช.ภ.2 สลับสับเปลี่ยนกำลังเพื่อไม่ให้เกิดความเคร่งเครียด และอ่อนล้าของกำลังหลัก บช.น. มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาร่วมสนับสนุน เชื่อว่าม็อบไม่น่าจะมีความรุนแรง ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต้องการทำร้ายประชาชน ทุกคนที่มาทำหน้าที่เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นให้มากที่สุด ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุมกลุ่มไหนทั้งสิ้น

เสื้อแดงตามราวีไล่ “เทพเทือก”

อีกด้านเวลา 09.10 น. วันเดียวกัน ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ที่ศูนย์ฮอนด้า ซอยรามคำแหง 127 ถนนรามคำแหง ปรากฏว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงบางกะปิจำนวนกว่า 30 คน พากันมาประท้วงขับไล่นายสุเทพ มีการชูป้ายข้อความหยาบคายโจมตีรัฐบาล ส่วนแกนนำก็ใช้โทรโข่งปราศรัยตะโกนด่าเป็นระยะๆ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 50 นายจาก สน. หัวหมากมารักษาความสงบ ยืนถือโล่กั้นเป็นแนวไม่ให้ กลุ่มผู้ชุมนุมผ่านเข้าไปบริเวณงาน

“สุเทพ” วอนผู้ชุมนุมเคารพกฎหมาย

หลังเปิดงานเสร็จแล้ว นายสุเทพให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มม็อบเสื้อแดง ยังไม่ยอมเปิดทางให้รถเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล ตามคำสั่งคุ้มครองของศาลแพ่งว่า ขอเรียกร้องกลุ่มผู้ชุมนุมให้เคารพกฎหมายและปฏิบัติตามคำสั่งของศาล บ้านเมืองมีขื่อมีแป กฎกติกา รัฐบาลใช้ความระมัดระวังอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุดอยู่แล้ว ไม่ได้ไปข่มเหงรังแกหรือยั่วยุท้าทายใดๆทั้งสิ้น แต่การชุมนุมที่มีการปิดล้อมและบังคับคนที่เข้าไปทำงานในทำเนียบฯ ทั้งที่เป็นข้าราชการและรัฐมนตรีให้ต้องลงมาเดิน ให้มีการตรวจค้น มันเป็นการคุกคามล่วงละเมิดสิทธิของบุคคล ไม่ใช่การชุมนุมที่สงบตามปกติ ทำเนียบรัฐบาลมีถนนรอบ 4 ด้าน กลุ่มผู้ชุมนุมก็ชุมนุมได้ 3 ด้านแล้ว ต้องขอสัก 1 เส้นทางเพื่อให้คนเข้าออกได้ โดยไม่รู้สึกว่าถูกกดดันหรือถูกบีบคั้น ถ้ากลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของศาล เจ้าหน้าที่ต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนสัปดาห์หน้าจะสามารถประชุม ครม.ในทำเนียบรัฐบาลได้หรือไม่ คงต้องแก้ สถานการณ์ไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

ปัดข่าวตัดสัญญาณดีทีวี

เมื่อถามถึงกรณีที่ดีทีวีถูกตัดสัญญาณในวันที่ 1 เม.ย. โดยมีการอ้างว่ารัฐบาลสั่งให้ดำเนินการ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่มี ได้มอบให้กระทรวงไอซีทีไปศึกษาข้อกฎหมายดูก่อน แต่ รมว.ไอซีทียังไม่ได้รายงานกลับมา ยืนยันว่ารัฐบาลจะเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง ดีทีวีจะถ่ายทอดได้หรือไม่ ขอความกรุณาอย่ามาโทษรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่ได้ทำ และไม่มีขีดความสามารถที่จะทำอะไรสิ่งเหล่านั้นได้

ไม่ขอเพิกถอนคำสั่งศาลแพ่ง

ที่ศาลแพ่ง นายคารม พลทะกลาง ทนายความของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ตามที่ศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ แกนนำ นปช.เปิดถนนลูกหลวง ตั้งแต่แยกเทวกรรมจนถึงสพานชมัยมรุเชฐ ประตูทำเนียบรัฐบาลประตูที่ 6 และ 8 ตามที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียื่นคำร้อง ซึ่งแกนนำ นปช.ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ดังนั้น แกนนำ นปช. จึงมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวอีก เนื่องจากเห็นว่า คำสั่งที่ศาลอนุญาตให้เปิดประตูทำเนียบประตูที่ 6 และ 8 ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการชุมนุมของ นปช.และประชาชนจนเกินไปจนไม่สามารถชุมนุมได้ และประตูดังกล่าวเป็นประตูที่ข้าราชการในทำเนียบต้องใช้เข้า-ออกเพื่อทำงานและกลับบ้าน นปช.ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางการทำงานของข้าราชการ แต่ไม่ยอมรับและต่อต้านรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่ไม่มีความชอบธรรมเท่านั้น ข้าราชการส่วนใหญ่หรือข้าราชการชั้นผู้น้อยจึงเป็นมิตรกับ นปช.และประชาชนเสื้อแดง ส่วนการห้ามใช้เสียงรบกวนการทำงานของโจทก์นั้น ทั้งสองฝ่ายก็ได้มีการเจรจาผ่อนปรนกันในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเคารพกฎหมายและคำสั่งศาล ของกลุ่ม นปช.และ ประชาชนเสื้อแดงที่ได้ยืนยันมาโดยตลอด จึงยังไม่ขอใช้สิทธิยื่นคำร้องเพิกถอน นอกจากนี้ ภายในสัปดาห์หน้า ตนจะยื่นฟ้องเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เป็นการส่วนตัวหลังจากเมื่อถูกพาดหัวข่าวระบุว่า “ทนายแดงถ่อยอ้าง 3 เหตุยื่นอุทธรณ์ขอปิดทำเนียบต่อ” ซึ่งคำว่า “ถ่อย” ทำให้ได้รับความเสียหาย

ทบ.สั่งลดกำลังทหารคุมม็อบ

วันเดียวกันนี้ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก กองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ว่า ช่วงท้ายการประชุม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.กล่าวกับผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ถึงบทบาทกองทัพบกต่อสถานการณ์บ้านเมืองว่า การดำเนินการทุกอย่างของกองทัพบกยึดผลประโยชน์ของประเทศและสังคม มีจุดยืนชัดเจนว่าเป็นกลางไม่เข้าข้าง ฝ่ายใด จะประคับประคองสถานการณ์ของชาติให้ผ่านพ้นวิกฤติ เข้าสู่ความสามัคคี สังคมเป็นสุข การปฏิบัติการของกองทัพบกเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าพนักงานดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ มีจุดยืนว่าจะไม่ให้เกิดการปะทะกันของประชาชน จะไม่ใช้ความรุนแรง หรือใช้กำลังกับประชาชน ทหารมีหน้าที่ดูแลสถานที่ราชการเท่านั้น ขณะนี้กำลังทหารลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากเดิมที่ใช้ 21 กองร้อย ดูแลสถานที่สำคัญต่างๆ แต่กำลังส่วน ใหญ่อยู่ภายในทำเนียบรัฐบาล ส่วนกำลังรอบนอกเป็นของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะประเมินว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์พูดในที่ประชุมว่า ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2549 มีอะไรกดดันที่ทำให้กองทัพต้องตัดสินใจบ้าง และสิ่งที่เกิดขึ้น กองทัพได้ทำอะไรบ้าง ซึ่ง ผบ.ทบ.อธิบายว่า ทุกอย่างไม่ได้ตัดสินจากตัวท่าน แต่ตัดสินบนพื้นฐานของผลประโยชน์ชาติและมีกฎหมายรองรับ

คนบ้าน 111 ออกโรงขึ้นเวทีเสื้อแดง

ขณะที่ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ว่าอดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และอดีตคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน จะไม่เหนียม อายอีกต่อไป จะไปร่วมชุมนุมขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีอุดมการณ์ตรงกัน คาดว่าในวันที่ 3 เม.ย.นี้ จะมีสมาชิกคนสำคัญของบ้านเลขที่ 111 และ 109 หลายคนปรากฏตัวบนเวทีอาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ต่อไปอาจเป็นไปในรูปแบบการเดินสายพบประชาชนในต่างจังหวัด เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ความรู้ทางออกกับประชาชน โดยจะเน้นเรื่องของความเป็นธรรม แต่จะไม่ปลุกระดมเพื่อเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศ หลังจากนี้ทุกคนจะพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะไม่มีอะไรต้องกั๊ก หรือเบามือแล้ว

ใบปลิวถล่ม “ทักษิณ” ว่อนสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันเดียวกัน บริเวณจุดต่างๆของรัฐสภา เช่น หน้าห้องน้ำ บริเวณบ่อปลาคาร์พ หน้าอาคารรัฐสภา 1 ห้องสื่อมวลชน มีใบปลิวลึกลับขนาด เอ 4 ที่มีรูปและข้อความโจมตี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้ง 2 หน้ากระดาษ อ้างชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มคนรักความจริง” โดยเนื้อหาในใบปลิวมีข้อความ อาทิ เสื้อแดงเคลื่อนไหวทำไม หยุดการปลุกระดมโดยอ้างประชาธิปไตย หยุดทำลายประเทศไทยยุยงให้เกิดสงครามกลางเมือง สร้างศาลเตี้ยเพื่อตัวเอง แนวทางบรรลุเป้าหมายของทักษิณ ใช้อำนาจเงิน ปลุกระดมผ่านกลุ่มเสื้อแดง สร้างความขัดแย้งไปสู่การใช้กำลังและการนองเลือด เพื่อบีบให้มีการเจรจา โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของสถาบันเข้ามาไกล่เกลี่ย คนไทยทำไมต้องทะเลาะกันเพราะคนคนเดียว ทักษิณต้องการทำอะไรอีก ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราพี่น้องประชาชนต้องแสดงความเป็นเจ้าของประเทศ ต้องไม่ให้ความสำคัญกับคนที่คิดแต่ประโยชน์ของตัวเอง

ฤกษ์ไม่ดีเวทีพังก่อนดาวกระจาย

ต่อมาเวลา 13.15 น. ผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงจำนวนหนึ่งได้มารวมตัวที่บริเวณหน้าสนามม้านางเลิ้ง เพื่อเคลื่อนขบวนเดินทางไปชุมนุมที่หน้ากระทรวงการคลัง ตามยุทธศาสตร์ดาวกระจาย โดยมีนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้ อีสาน เป็นผู้นำเดินทาง โดยใช้รถบรรทุก 6 ล้อ ประมาณ 3 คัน และรถปิกอัพ รวมทั้งมอเตอร์ไซค์อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งการเคลื่อนขบวนครั้งนี้ได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้น เมื่อรถ 6 ล้อติดตั้งเครื่องเสียงพร้อมกับทำเวทีนำขบวนเป็นคันแรก ขณะที่กำลังจะเคลื่อนขบวนนั้นเวทีที่ทำขึ้นบนรถเครื่องขยายเสียงได้เกิดหัก เนื่องจากไม่สามารถแบกรับน้ำหนักของกลุ่มเสื้อแดงหลายสิบคนที่ขึ้นไปบนรถได้ไหว ทำให้ชายอายุประมาณ 50 ปีได้เกิดหล่นลงมาโดยคิ้วด้านซ้ายกระแทกกับไม้เวทีแตกเป็นแผลยาวได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ต้องรีบนำตัวไปปฐมพยาบาลที่เต็นท์หลังเวที ส่วนแกนนำไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด จากนั้นขบวนได้เคลื่อนอออกไป

เสื้อแดงบุก ก.คลังต้านกู้เงินนอก

เวลา 14.25 น. กลุ่มเสื้อแดงกว่า 1 พันคนที่นำโดย นายสุพร อัตถาวงศ์ นายไวพจน์ นาครทรรพ และนายพายัพ ปั้นเกตุ เดินทางมาถึงกระทรวงการคลัง และปักหลักที่บริเวณประตู 3 ซอยอารีย์ฯ จากนั้นแกนนำได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นพูดปราศรัยบนรถ 6 ล้อเคลื่อนที่ กล่าวโจมตีและขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ต่อต้านกรณีการกู้เงินจากต่างประเทศนับแสนล้านบาท ขณะที่ทางด้านประตู 2 กระทรวงการคลัง ถนนเลียบคลองประปา มีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย นำหนังสือร้องเรียนจากคนเสื้อแดง ที่ขอให้รัฐบาลหยุดการกู้เงินจากต่างประเทศ เพื่อนำไปยื่นต่อ รมว.คลัง โดยมีนายนรวัฒน์ โชติกุล ผอ. สำนักประชาสัมพันธ์ กระทรวงการคลัง เป็นตัวแทนรับหนังสือ กลุ่มเสื้อแดงได้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ชุมนุมอยู่หน้ากระทรวงการคลังก่อนเดินทางกลับไปทำเนียบรัฐบาลต่อไป

กำนัน-ผญบ.วอนทุกฝ่ายยุติศึก

นายชำนาญ ภูวิลัย รักษาการนายกสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย แถลงถึงเหตุการณ์การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลว่า จากเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงของกลุ่มบุคคลต่างๆ สมาคมเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า จึงไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว และขอแถลงจุดยืนให้พี่น้องกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ ดำเนินการดังนี้ 1. ปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ยอมให้ผู้ใดลบหลู่ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ของคนในชาติ 2. เรียกร้องให้ ทุกฝ่ายยุติการชุมนุมประท้วงโดยเร็วที่สุด 3. ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือสร้างความเข้าใจอันนำมาสู่ความสามัคคี และสมานฉันท์ของคนในชาติโดยเร็วที่สุด

กองทัพบกกัดติด “หมวดเจี๊ยบ”

ด้านความคืบหน้า กรณี “หมวดเจี๊ยบ” หรือ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ที่ถูกต้นสังกัดเรียกตัวเข้าพบเมื่อวันที่ 30 มี.ค. เพื่อให้เขียนรายงานชี้แจงเป็นลายลักษณ์ อักษร กรณีเขียนพ็อกเกตบุ๊ก “ทักษิณ ARE YOU OK?” ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในแง่มุมที่ยังไม่เคยเป็นที่เปิดเผยใดๆ และที่กำลังเป็นที่ฮือฮานั้น มีรายงานว่าขณะนี้สำนักงานเลขานุการกองทัพบกกำลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการเอาผิดทางวินัยต่อ ร.ท.หญิงสุณิสา หรือหมวดเจี๊ยบ โดยระบุว่าหมวดเจี๊ยบมีความผิดฐานเขียนหนังสือที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ต่อสถานการณ์ทางการเมือง คาดว่ากองทัพบกจะหยิบยกข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยข้าราชการกลาโหมกับการเมือง พ.ศ.2499 ลงนามโดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม มาใช้ในการเอาผิดกับ ร.ท.หญิงสุณิสา และจะมีการเรียกตัว ร.ท.หญิงสุณิสามาพบคณะกรรมการสอบสวนในเร็วๆนี้

โต้ข่าวลือทักษิณตายแล้ว

ต่อมาเวลา 17.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. พร้อมด้วยนายก่อแก้ว พิกุลทอง และนายสุพร อัตถาวงศ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แถลงข่าวหลังเวทีปราศรัยหน้าทำเนียบฯ ถึงการปราศรัยผ่านระบบวีดิโอลิงค์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีประจำวัน ว่า ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า มีการวีดิโอลิงค์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับ พ.ต.ท. ทักษิณที่กำลังอยู่ระหว่างเดินทางด้วยเครื่องบิน ไม่ยืนยันว่าจะมีการวีดิโอลิงค์หรือไม่ แต่ในเรื่องเทคโนโลยีในการสื่อสารไม่มีปัญหาอะไร แม้จะถูกการปิดกั้นสัญญาณจาก กสท. อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์มาหาตน บอกว่ามีข่าวลือว่า พ.ต.ท.ทักษิณเสียชีวิต ขอยืนยันว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ คนเสื้อแดงจะให้เวลา กสท.และกระทรวงไอซีที เป็นเวลา 3 วัน ในการยกเลิกการปิดกั้นการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ดีทีวี ไม่เช่นนั้น จะรณรงค์ให้ประชาชนทั่วประเทศบอยคอต ไม่ใช้บริการ กสท.อีกต่อไป

แดงมั่นใจไล่เปรมออกใน 3 วัน

นายจตุพรกล่าวยืนยันว่า ในการระดมพลคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ เพื่อเผด็จศึกขับไล่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ออกจากตำแหน่ง และขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวันที่ 8 เม.ย. จะสามารถระดมคน 3 แสนคนจัดการบุคคลทั้ง 3 ได้ภายใน 3 วันแน่นอน แม้จะมีการปรามาสจากฝ่ายความมั่นคง เพราะในช่วงโค้งสุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณจะนำหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รวบรวมไว้ มาพูดให้ประชาชนได้รับทราบอีกครั้ง เชื่อว่า เมื่อถึงเวลานั้น จะมีใครบางคนทนไม่ได้ จะออกอาการแต๋วแตก สั่งใช้กำลังเข้าปราบปราม ถึงเวลานั้นบ้านเมืองก็จะลุกเป็นไฟ นั่นหมายถึงจุดจบรัฐบาลและระบอบอมาตยาธิปไตย ยอมรับว่าการต่อสู้ให้ชนะ พล.อ.เปรมเป็นเรื่องยาก แต่หากไม่ชนะก่อนสงกรานต์ก็จะปักหลักชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ

ทักษิณงดโฟนอินอีกวันรอรวมข้อมูล

จากนั้นนายจักรภพ เพ็ญแข หนึ่งในแกนนำ นปช. ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนสำนักข่าวต่างประเทศที่มาเฝ้าสังเกตการณ์การชุมนุมขับไล่รัฐบาล ว่า แม้วันนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะไม่มีการปราศรัยผ่านระบบวีดิโอลิงค์ เพื่อรอประเมินสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลก่อนจะกลับมาปราศรัยอีกครั้ง ในช่วงใกล้การระดมพลขับไล่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ 3 องคมนตรี ออกจากตำแหน่ง นอกเหนือจากการขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่มีที่มาไม่ชอบธรรม ตนรู้สึกพอใจที่ได้เห็นประชาชนจากทั่วประเทศ เดินทางมาร่วมชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่ชอบธรรม และกลุ่มประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คนเหล่านี้เป็นผู้บริจาครายใหญ่สุดให้กับ นปช.

นอกจากนี้ นายจักรภพยังกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เป้าหมายสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการออกมานำประชาชนต่อสู้ ดังนั้น การเปิดเจรจากับรัฐบาล ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเรียกร้อง จึงไม่เกิดประโยชน์อะไร การต่อสู้ครั้งนี้ตั้งเป้าว่า จะยืดเยื้อประมาณ 6 เดือน แต่หวังว่าจะประสบชัยชนะได้เร็วกว่านั้น

โฟนอิน “ทักษิณ” ไม่ผิด ก.ม.

ที่มา ไทยรัฐ

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า ที่สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าการโฟนอินดังกล่าวยังไม่เข้าข้อกฎหมายที่จะดำเนินการได้ แต่ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายถอดเทป และติดตามการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณทุกวันเพื่อพิจารณาในเรื่องข้อกฎหมาย หากเห็นว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายต้องเสนอขึ้นมา ขณะนี้เท่าที่รายงานเป็นเรื่องที่พาดพิงตัวบุคคลเป็นเรื่องส่วนตัว ต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษของผู้เสียหายที่ถูกพาดพิงมาที่ตำรวจ ดำเนินการ แต่หากเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 จะมีการดำเนินการทันที

แย้งคดี นปช.บุกบ้านป๋าเปรม

ส่วนความคืบหน้าคดีกลุ่ม นปช.บุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำความเห็นแย้งพนักงานอัยการไปตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 51 หลังจากที่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องกลุ่ม นปช. แต่ไม่ทราบว่าทำไมมาเป็นข่าวในช่วงนี้ เป็นเรื่องเก่าที่มีการประชุมร่วมกันของฝ่ายกฎหมาย และมีความเห็นแย้งทางคดีไปที่อัยการ ซึ่งทางกฎหมายพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง และอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีความเห็นแย้งอัยการได้ เพราะอำนาจตัดสินอยู่ที่ดุลพินิจของอัยการสูงสุด ซึ่งเหตุผลที่มีความเห็นแย้งอัยการ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนทำขึ้นมามีน้ำหนักและความถูกต้องเพียงพอ

ผบ.ตร.ย้ำ ตร.ขึ้นเวทีม็อบไม่ได้

นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงหรือ นปช.ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เป็นผู้ตรวจสอบรายละเอียดในเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องความเหมาะสมของข้าราชการ กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเป็นกลาง การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามารับเสื้อกับกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่น่าจะเป็นเรื่องการเมือง แต่การขึ้นเวทีการเมืองของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีการพิจารณาทางวินัย เป็นหน้าที่ของหัวหน้าหน่วยต้องดำเนินการกับผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินการมาก่อนหรือไม่

ยื่นอุทธรณ์-รอไต่สวนฉุกเฉิน

สำหรับความคืบหน้าการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งของกลุ่ม นปช. ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก เวลา 14.00 น. นายคารม พลทะกลาง ทนาย ความของนายวีระ มุสิกพงศ์ กับพวกแกนนำ นปช. ได้ยื่นคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งที่ศาลแพ่ง อนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉิน จากกรณีที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งให้ กลุ่ม นปช. เปิดถนน และประตูเข้าออกทำเนียบรัฐบาล ก่อนศาลแพ่งจะมีคำสั่งให้นายวีระกับพวก เปิดเส้นทางถนนลูกหลวง ตั้งแต่แยกเทวกรรมถึงแยกสะพานมัฆวานรังสรรค์และเปิดประตู 6 และ 8 เพื่อให้ข้าราชการ คณะรัฐมนตรี และบุคคลอื่นเข้าออกทำเนียบรัฐบาลและให้ลดระดับเครื่องขยายเสียงลง

อ้างสิทธิชุมนุมตาม รธน.

ทั้งนี้ ในคำร้องอุทธรณ์ระบุว่า จำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลดังกล่าว เพราะการชุมนุมของจำเลยเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่มีการนำกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล อีกทั้งจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านว่าศาลแพ่งไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งว่า ตามมาตรา 420 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนั้น จึงไม่อาจนำมาบังคับใช้กับจำเลยที่ 1 กับพวกได้ และต้องส่งความเห็นของจำเลยที่ 1 ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำสั่งและเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ซึ่งภายหลังศาลพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วได้รับคำร้องไว้พิจารณา จากนั้นนายคารมกล่าวว่า ในวันที่ 2 เม.ย.นี้จะยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว โดยมีพยานเข้าไต่สวนจำนวน 4 ปาก หนึ่งในนั้นมีนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ แนวร่วม นปช.ร่วมอยู่ด้วย

เสื้อแดงไล่ยำเสื้อเหลืองบุกเวที

ต่อมาเวลา 15.00 น. มีชายวัยกลางคนสวมเสื้อสีเหลือง ทราบชื่อภายหลังว่านายชินวรณ์ ธนาวุฒน์ อายุ 48 ปี เดินเข้ามาที่บริเวณหน้าเวทีของกลุ่มเสื้อแดง ที่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ เมื่อกลุ่มเสื้อแดงเห็น จึงวิ่งกรูเข้าไปรุมล้อม นายชินวรณ์จึงรีบวิ่งหนีมาทางสะพานอรทัย โดยมีกลุ่มเสื้อแดงจำนวนมากวิ่งไล่ตามไปฉุดกระชาก จนนายชินวรณ์ล้มลง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จากนั้นการ์ดกลุ่มเสื้อแดงได้รีบเข้าไปกันตัวนายชินวรณ์ไว้ และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้งมารับตัวไป โดยนายชินวรณ์ได้โชว์บัตรข้าราชการระบุตำแหน่งปลัดอำเภอ พร้อมกล่าวว่า เป็นปลัดอำเภอที่ จ.พังงา และเป็นปลัดอำเภอมา 12 ปีแล้ว การเดินทางมาทำเนียบฯ ครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ โดยตนจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ตนลาพักร้อน 7 วัน เพื่อมาเรียกร้องที่ทำเนียบฯไม่รู้ว่ามีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ตนอยู่บ้านนอก ไม่ได้ดูข่าวเลย ส่วนที่ใส่เสื้อเหลืองมา เพราะปกติก็ใส่เสื้อเหลืองทำงานทุกวันอยู่แล้ว

โวย “ดีทีวี” ถูกตัดสัญญาณ

จากนั้นบรรยากาศการชุมนุมในช่วงเย็น ได้เกิดความวุ่นวายเล็กน้อยเมื่อเวลา 17.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แถลงว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ใช้กลไกของอำนาจรัฐ ดำเนินการตัดสัญญาณออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ ดีสเตชั่น ถ่ายทอดสดการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลตลอด 24 ชั่วโมง โดยขณะนี้ดีทีวีจอดำแล้ว คนเสื้อแดงจึงขอตั้งคำถามไปยังนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ และผู้รับผิดชอบกระทรวงไอซีที รวมถึงนายกรัฐมนตรี ว่าเจตนาของรัฐบาลนี้คืออะไร ที่เคยประกาศว่าจะไม่แทรกแซงสื่อ ให้สิทธิในการแสดงออกของประชาชน การตัดสัญญาณแบบนี้ เท่ากับรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่อาจสลับคราบของเผด็จการที่ให้กำเนิดและชุบเลี้ยงตัวเอง โดยไม่มีจุดยืนของประชาธิปไตยเลย

ฉุน ปชป.สองมาตรฐาน

แกนนำคนเสื้อแดงกล่าวด้วยว่า ในคราวที่กลุ่มพันธมิตรฯใช้สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีโจมตีรัฐบาลชุด ก่อน และถึงกับใช้ในการระดมคนให้ไปยึดสนามบิน ปรากฏว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ ลงมาไม่เคยแสดงท่าทีใดๆ ทั้งยังอภิปรายในเชิงปกป้องเอเอสทีวีด้วย ส่วนรัฐบาลไม่ว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายสมัคร สุนทรเวช ก็ไม่เคยปิดสัญญาณเอเอสทีวี ในขณะที่ทางสถานีดีสเตชั่น ยืนยันว่าตั้งแต่การชุมนุมวันแรกว่าเป็นการชุมนุมที่สงบ และไม่มีการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ แม้แต่ข้าราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ที่ไปร้องศาลแพ่ง ยังให้การว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงสงบและปราศจากอาวุธ แต่การชุมนุมแบบนี้กลับเป็นการชุมนุมที่รัฐบาลไม่ให้โอกาสการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียง จึงขอประณามรัฐบาลที่ไม่สามารถสลับคราบเผด็จการแล้วสุดท้ายก็ต้องแสดงสันดานออกมา

เตรียมหาช่อง ก.ม.ฟ้องร้อง

“แต่ก็ไม่มีปัญหา ถ้าคนเสื้อแดงจะต้องอยู่ในประเทศนี้ ในฐานะของคนที่ต้องถูกรังแก กดขี่และเจอการสกัดกั้นตลอด ถ้าเป็นแบบนี้เราจะต่อสู้เพื่อใช้สิทธิอย่างเต็มที่ แต่ความอดทนของคนเสื้อแดงก็มีขีดจำกัด ถ้าเหยียบย่ำกดขี่รังแกกันเกินไป เราก็ต้องมีมาตรการที่จะตอบโต้ในวิธีที่เหมาะสม และขณะนี้ทางฝ่ายเทคนิคของดีสเตชั่นกำลังพยายามต่อสู้เพื่อกู้สัญญาณอยู่ และถ้าทำได้ก็จะเป็นการตบหน้ารัฐบาลชุดนี้ว่าไม่มีปัญญา ตัดสัญญาณของดีทีวีครั้งนี้ เพราะรัฐบาลต้องการที่ จะตัดสัญญาณวีดิโอลิงค์ แต่จัดการไม่ได้จึงใช้วิธีการตัดสัญญาณของดีสเตชั่นแทน และในส่วนของการใช้ มาตรการทางกฎหมายนั้น ทางบริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่กำลังหารือกันเพื่อเตรียมการยื่นฟ้องร้องอยู่” นายณัฐวุฒิ กล่าวอย่างมีอารมณ์

ขู่ยิ่งปิดตา ปชช.คนยิ่งออกมา

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิยังระบุด้วยว่า พบหนังสือจากกรมการขนส่งจังหวัดชลบุรี มาถึงผู้ประกอบการรถโดยสารเอกชนในจังหวัดชลบุรี อ้างว่าไม่ให้มีการใช้รถโดยสารเอกชนขนส่งคนเสื้อแดงที่จะมาชุมนุม ทั้งขู่ว่าถ้าใครฝ่าฝืนจะถอนใบอนุญาต และไม่ใช่แค่จังหวัดชลบุรี จังหวัดอื่นก็มี จึงขอถามว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมการขนส่ง และกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจอะไร การกระทำแบบนี้เท่ากับรัฐบาลแทรกแซงการประกอบธุรกิจของประชาชน จากนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ คือ การขับเคลื่อน ของคนเสื้อแดงคงมากขึ้น โดยอาจจะต้องนำผู้ชุมนุมไปเยี่ยมให้เห็นหน้าเห็นตากัน ส่วนเงินบริจาคนั้น ตั้งแต่ วันที่ 26 มี.ค.เป็นต้นมา มีทั้งสิ้นกว่า 4 ล้านบาท จึงยืนยันว่าเราสามารถชุมนุมยืดเยื้อกี่วันก็ได้ เพราะพลังประชาธิปไตยจะไหลเข้ามาเรื่อยๆ ยิ่งรัฐบาลจะสลายการชุมนุมยอดบริจาคยิ่งเพิ่มขึ้น

ลั่นจะปิดบัญชีก่อนสงกรานต์

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า การนัดหมายระดมพลเสื้อแดงครั้งใหญ่ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ เป้าหมายคือจะมีคนเสื้อแดงมามากกว่า 3 แสนคน และปลายแถวของการชุมนุมจะอยู่ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ระหว่างถนนหรือสถานที่ต่างๆก่อนจะถึงบ้านสี่เสาฯ จะเต็มไปด้วยคนเสื้อแดง ดังนั้น การที่รัฐบาลปิดสัญญาณดีสเตชั่น ก็เหมือนการเอาฝ่ามือไปปิดแผ่นฟ้า ถ้าดูประวัติศาสตร์แล้ว เมื่อครั้งคณะปฏิวัติปิดกั้นสื่อส่วนมาก ยิ่งทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นของประชาชนเพิ่มขึ้น ดังนั้น เราต้องปิดบัญชีรัฐบาล และ พล.อ.เปรม ก่อนสงกรานต์แน่นอน วันนี้ไม่มีการเจรจาใดๆ เพราะมาขับไล่เท่านั้น พล.อ.เปรม ก็เช่นกัน ถ้าไม่อยากเป็นก้อนกรวดในรองพระบาทต้องลาออกไป

“เจ๊หน่อย” ร่อน จม.จวก รบ.

ที่มา ไทยรัฐ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวถึงการที่มีข่าวแพร่สะพัดว่า รัฐบาลจะมีการใช้กำลังสลายการชุมนุม รวมทั้งได้สั่งปิดดีทีวีว่า การกระทำดังกล่าวยิ่งทำให้สถานการณ์ เลวร้ายลงไปอีกเพราะเป็นการเลือกปฏิบัติ จึงขอเตือนรัฐบาลว่า อย่าคิดใช้กำลังสลายการชุมนุมของประชาชนเด็ดขาด รวมทั้งทหารอย่าคิดปฏิวัติ เพราะประเทศบอบช้ำมาพอแล้ว นอกจากนี้การที่จะทำให้บ้านเมืองมีความสงบสุขได้ต้องเริ่มจากการที่กระบวนการยุติธรรม ต้องไม่ เลือกข้าง ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งผิดตลอด อีกฝ่ายถูกตลอด ทุกองค์กรต้องบังคับใช้กฎหมายให้เสมอภาคกัน ที่สำคัญที่สุดขอให้ทุกฝ่ายหยุดแอบอ้างสถาบันได้แล้ว การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ได้ทำความเสียหายต่อประเทศชาติและสถาบันมากที่สุด เพราะมีการกระทำมิบังควร แอบอ้างเบื้องสูงกันอย่างมาก ซึ่งเราคนไทยยอมรับไม่ได้ และต้องร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่าให้ใครบังอาจนำพระองค์ท่านมาแอบอ้างเพื่อทำลายล้างศัตรูอีกต่อไป และถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องร่วมกันจัดการกับพวกที่บังอาจดึงฟ้าต่ำให้ถึงที่สุด

เมีย “โกอ่ำ” ย้ำเจตนารมณ์สามี

ขณะเดียวกัน ก็มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในส่วนภูมิภาค โดยช่วงบ่ายวันเดียวกันที่วัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง หมู่ 1 ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจณบุรี มีพิธีรดน้ำและบำเพ็ญกุศลศพนายศิลป์ชัย คูหาอุดมลาภ หรือ “โกอ่ำ” อายุ 59 ปี เซียนพระชื่อดังเจ้าของแผงพระในตลาดอำเภอท่าม่วง หนึ่งในแกนนำเสื้อแดงกาญจนบุรี ที่หัวใจวายขณะนำกลุ่มคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ เมื่อคืนวันที่ 30 มี.ค. และเสียชีวิตในวันที่ 31 มี.ค. ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวของโกอ่ำ และสมาชิกคนเสื้อแดงที่เดินทางมาร่วมพิธีรดน้ำศพกันอย่างเนืองแน่น ทั้งนี้ นางธิดาพร คูหาอุดมลาภ อายุ 52 ปี ภรรยาผู้ตายกล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า ไม่คิดว่าสามีจะจากไปเร็วแบบนี้ โดยยังไม่ทันสั่งเสีย ทำให้ขณะนี้ครอบครัวขาดเสาหลัก แม้มีลูกชายด้วยกัน 2 คน โดยคนโตทำงานเป็นวิศวกร และคนเล็กกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปี 2 คณะวิศวะเคมี ตนจึงอยากฝากบอกกับเสื้อแดงทั่วประเทศว่าสามีของตนทุ่มเทให้กับเสื้อแดงมากที่ผ่านมา อยากให้ทุกคนสู้ต่อไปเพราะสามีก็ต้องการเช่นนั้น ขณะเดียวกันก็ขอความช่วยเหลือหาทุนส่งเสียลูกชายคนเล็กให้เรียนให้จบด้วย

ใช้เวลา 4 ชม.กู้สัญญาณคืน

กระทั่งเวลา 18.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาณดีทีวีสามารถเชื่อมต่อและออกอากาศได้ตามปกติ และสามารถแพร่ภาพการชุมนุมได้เหมือนเดิม ซึ่งขณะนั้นบนเวทีปราศรัย นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กำลังปราศรัยอยู่ จึงได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมทราบ ซึ่งเรียกเสียงเฮจากคนเสื้อแดงที่ปิดล้อมทำเนียบฯ ได้อย่างกึกก้อง ทั้งนี้ จากการสอบถามเจ้าหน้าฝ่ายเทคนิคของดีสเตชั่นระบุว่า ถูกตัดสัญญาณมาตั้งแต่ราวบ่าย 3 โมง รวมเวลาที่จอดำประมาณ 4 ชั่วโมง โดยใช้จานดาวเทียมใหม่ลิงค์มาที่สถานีดีสเตชั่น และยิงสัญญาณออกอากาศแทน ซึ่งเป็นการแก้สถานการณ์เฉพาะวันที่ 1 เม.ย.ก่อน หลังจากนี้อาจยุติการออกอากาศชวนประชาชนมาที่ กทม.แทน

“นพดล” พร้อมแฉเหตุพระวิหาร

ทั้งนี้ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า วันนี้ตนมาในฐานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111+37 เพื่อให้กำลังใจชาว นปช.และคนเสื้อแดง ในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ตนจะขึ้นเวทีนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีพิพาทเขาพระวิหาร เพื่อชี้ให้เห็นว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ได้มีการบิดเบือนข้อมูลจนทำให้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เสื่อมลงในหลายๆด้านจนถึงขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะการที่มีนายกษิต เป็นตัวปัญหาสำคัญ

พระ 120 รูป ขึ้นเวทีสวด

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่สัญญาณ ดีทีวีหายไปจากจอ หรือจอดำนั้น และทางแกนนำต้องแก้ไขให้วิทยุชุมชนต่างๆ รับถ่ายทอดสัญญาณเสียงแทนไปก่อน พร้อมระดมให้คนเข้ามาที่ทำเนียบฯมากๆนั้นได้มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย และอดีต ส.ส. รวมถึงสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เดินทางมาร่วมเวทีและให้กำลังใจผู้ชุมนุม ซึ่งมีจำนวนล้นหลาม เพราะตั้งใจมารอฟังการปราศรัยผ่านระบบวีดิโอลิงค์ผ่านดาวเทียมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดย ส.ส.อดีต ส.ส. กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน ที่มาปรากฏตัวบนเวทีปราศรัยในครั้งนี้ มีอาทิ น.ส.วิสาระดี เตชะธีระวัฒนะ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ นต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส. กทม.ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีคณะสงฆ์จากวัดต่างๆในเขต กทม. และปริมณฑล จำนวน 120 รูป มาร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีสวดเจริญพระพุทธมนต์ 3 บท เพื่อให้นำชัยคนเสื้อแดงประสบความสำเร็จในการนำบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ด้วยความสงบสันติและอหิงสา

“อดิศร” ขู่บุกไอซีทีถามความจริง

ต่อมานายอดิศร เพียงเกษ ประธานบริษัทดีสเตชั่น จำกัด ในฐานะ ผอ.สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีสเตชั่น (ดีทีวี) กล่าวถึงกรณีสัญญาณดีทีวีล่มในครั้งนี้ว่า ส่วนตัวยังคงเชื่อมั่นว่าสื่อมวลชนไทยยังคงมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบ จึงยังไม่คิดว่ารัฐบาลจะสั่งปิดการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ของดีทีวี เนื่องจากเบื้องต้นได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคว่า เกิดข้อขัดข้องที่ระบบเสาส่งสัญญาณไมโครเวฟ ที่ทางดีทีวีเชื่อมต่อสัญญาณกับ บมจ.ทีโอที ซึ่งเจ้าหน้าที่ของทีโอทีกำลังแก้ไขอยู่ แต่ถ้าหากเป็นการตัดสัญญาณโทรทัศน์จริง บอกได้คำเดียว “มึงยุ่งแน่” เพราะตนจะนำประชาชนเดินทางไปบุกทุกที ไม่ว่ากระทรวงไอซีที รวมทั้งอาจบุกไปเผาพรรคประชาธิปัตย์ ตนให้เกียรตินายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าคงไม่ใช่ผู้สั่งการ กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ อย่ามาอ้างเหตุสั่งปิดว่าเป็นเพราะดีทีวีถ่ายทอดการปราศรัยของทักษิณและแกนนำ นปช.ไปกระทบความมั่นคงของรัฐ เพราะตนยังไม่เห็นว่าไปกระทบตรงไหน

เดินตามรอยในหลวง องคมนตรี แนะวิธีฝ่าวิกฤติ

ที่มา ไทยรัฐ

หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินผ่านระบบวีดิโอลิงค์มายังกลุ่มคนเสื้อแดง แฉถึงเบื้องหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โดยตอนหนึ่งได้มีการกล่าวพาดพิงถึงองคมนตรีนั้น

องคมนตรีให้ระวังโฟนอิน

ที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อชาติและประชาชน” เนื่องในงานวันข้าราชการพลเรือนประจำปี 2552 มีใจความตอนหนึ่งว่า เป็นห่วงเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้ โดยเฉพาะช่วงนี้มีการโฟนอินอะไรต่ออะไรมา ดังนั้น ในฐานะองคมนตรีจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การพูดอะไรในที่ชุมนุมชนต้องมีความระมัดระวัง ทั้งการใส่เสื้อสีต่างๆ หรือการพูดในเนื้อหาอะไร ดังนั้น อะไรที่ได้ยินมา จึงไม่กล้าที่จะนำข้อมูลอะไรใหม่ๆมาเล่าได้ เพราะไม่สมควรที่จะมาเล่าในที่ชุมนุมชน ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 ได้กำหนดหน้าที่องคมนตรีไว้ โดยกำหนดให้คณะองคมนตรีมีความเป็นกลางทางการเมือง มีหน้าที่ถวายความคิดเห็นแด่พระมหากษัตริย์ ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา ส่วนการพ้นตำแหน่งขององคมนตรี ให้เป็นไปตามพระราชอัชฌาศัย ตาย หรือลาออก ในส่วนของตนรับราชการมา 36 ปี ขอกล่าวถึงพระราชดำรัสให้ข้าราชการทุกคนมีความซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีความละอายเกรงกลัวต่อบาป ความกตัญญูกตเวที ความสามัคคี ยึดมั่นผลประโยชน์ของแผ่นดิน

ชี้คอรัปชันเป็นต้นเหตุความขัดแย้ง

นายอำพลกล่าวต่อว่า ปัจจุบันระบบราชการไทยยังมีปัญหา เช่น ความขัดแย้งของข้าราชการการเมืองต่อข้าราชการการเมือง ความขัดแย้งของข้าราชการประจำต่อข้าราชการประจำ และความขัดแย้งของข้าราชการการเมืองต่อข้าราชการประจำที่มีจำนวนมาก ความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการคอรัปชันที่เกิดมาช้านานจนกลายเป็นประเพณีไทย และนิสัยการคอรัปชันก็เกิดการแสดงสิทธิที่เกิดขึ้น จะมากจะน้อยแล้วแต่ฝ่ายบริหารที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง น่าเสียดายผู้ที่สั่งไม่ค่อยมีปัญหา ผู้ที่ปฏิบัติจะมีปัญหาตามมา ตรงนี้น่าจะเป็นบทเรียนมาก ส่วนแนวทางแก้ไขนั้น รัฐธรรมนูญหมวด 1 มาตรา 1 กำหนดว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ ขออ่านแค่นี้ให้ท่านตีความกันเองก็แล้วกัน และยังกำหนดการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐไว้ในหมวด 12 ด้วย ทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจ การกระทำที่ขัดต่อประโยชน์ของชาติ รวมถึงการดำเนินคดีอาญาและจริยธรรมทั้งข้าราชการ และนักการเมือง กฎหมายเหล่านี้ข้าราชการสามารถที่จะนำมาอุทธรณ์ได้ หากพบว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนักการเมือง รวมทั้งสมาคมข้าราชการพลเรือน คงต้องช่วยกันที่จะหาทางออกแก่ข้าราชการที่ดี

มีนายไม่ดีเหมือนพายเรือให้โจรนั่ง

นายอำพล กล่าวอีกว่า การสร้างคนให้เป็นคนดี ให้เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมมักพูดถึง 2 ส่วนใหญ่คือพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม สำหรับเรื่องการทำงานจะมีตัวอย่างที่ดีและไม่ดี พวกข้าราชการพลเรือนจะเสียเปรียบข้าราชการทหารและตำรวจ เพราะเขาจะสอนเรื่องวินัย จะเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา แม้บางครั้งจะเป็นคำสั่งที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่เขาถือว่าคำสั่งผู้บังคับบัญชา ต้องปฏิบัติ ถ้ากองทัพ หรือตำรวจไม่มีวินัย อันนั้นคือกองโจร แต่สำหรับข้าราชการพลเรือนเมื่อเข้าไปก็ต้องดูนาย ซึ่งมีทั้งนายดีและไม่ดี ตามคนไทยเขาเรียกว่าหัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก ถ้านายดี ลูกน้องก็ค่อนข้างดี แต่ถ้านายหากิน ลูกน้องก็มักเป็นอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าเสียดาย บางคนก็ถอยออกมา แม้จะอยู่ในสภาพพายเรือให้โจรนั่ง แต่ก็ต้องอยู่อย่างนั้น เพราะเราเป็นข้าราชการไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องทนจนกว่าเขาจะไป

ใครคิดไม่ดีต่อสถาบันมักมีอันเป็นไป

นายอำพลกล่าวว่า สิ่งที่ข้าราชการยึดถือเป็นหลักได้มี 2 ส่วน คือสถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ โชคดีที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ที่ยึดทศพิธราชธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับข้าราชการและประชาชน ในใจตนเชื่อเสมอว่า หากใครทำไม่ดีต่อสถาบัน คนเหล่านั้นมักมีอันเป็นไป เช่น กบฏแมนฮัตตัน เป็นต้น พระองค์ท่านผ่านนายกฯถึง 18 คน ทรงมีประสบการณ์กับบุคคลต่างๆมากมาย ที่สำคัญพระองค์ไม่เคยล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ ทรงใช้อำนาจเพื่อปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง แต่ตอนนี้เป็นห่วงนิดหนึ่งว่า พระอนามัยอาจถดถอยลงไปบ้าง หน่วยงานที่ทำงานรับใช้มา ก็เริ่มอยากได้กำลังใจอันนี้ แต่ขอผ่านเรื่องนี้ไปก่อน

แนะเดินตามรอยในหลวงฝ่าวิกฤติ

ทั้งนี้ ตนมีโอกาสรับใช้สนองเบื้องพระยุคลบาทต่อเนื่องมา 59 ปี ได้ทำงานสนองพระราชดำริหลายเรื่อง ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็คงยิ่งต้องสนองพระราชดำริต่างๆให้มากขึ้น สุดท้ายฐานะที่เคารพบูชาพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขมาเกือบตลอดชีวิต ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยึดมั่นในความสามัคคี จึงขอเชิญชวนทุกท่านเดินตามรอยพระองค์ท่าน โดยเฉพาะในสภาวะบ้านเมืองกำลังเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาความแตกแยกของสังคม มั่นใจว่าหากได้ยึดปฏิบัติเช่นนี้ แม้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของพระองค์ท่าน คงทำให้ทุกคนมีความสุข

นายอำพลให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่มีการโจมตีองคมนตรีว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะคิดแตกต่างกัน และมีสิทธิที่จะพูดโดยเสรี แต่ต้องเอาข้อเท็จจริงไปศึกษาดูแล้วทุกคนจะเข้าใจ โดยขอให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย

ลดลงบ้างก็ได้

ที่มา ไทยรัฐ

ฉายา ประชาธิปัตย์ถนัดกู้ ฟังแล้วคงแสลงหูแสลงใจรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง

ขุนพลปากมีดโกนพรรคประชาธิปัตย์จึงต้องออกมาตอบโต้ฝ่ายค้านที่ตั้งฉายานี้ให้

แต่ว่าไปแล้ว ฉายา ประชาธิปัตย์ ถนัดกู้ก็เป็นกระจกสะท้อนความจริงนะท่าน

เพราะถ้าประชาธิปัตย์ไม่ถนัดกู้ ก็คงไม่กู้จนติดเพดานต้องขยายเพดานเงินกู้ขึ้นไปถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศ

แม่ลูกจันทร์ ไม่ได้คัดค้านการที่รัฐบาลจะก่อหนี้ เพราะในสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างนี้ การกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

รวมทั้งการที่รัฐบาลเก็บภาษีตํ่ากว่าเป้าถึงสองแสนห้าหมื่นล้านบาท การกู้เงินมาเติมส่วนที่ขาดก็ไม่มีใครว่า

แต่การกู้เงินของรัฐบาล ซึ่งทำให้ ยอดหนี้สาธารณะของประเทศสูงทะลุเพดานการก่อหนี้ อันนี้ต้องรอบคอบ!!

เพราะเมื่อ รัฐบาลอภิสิทธิ์ พ้นไปแล้ว ลูกหลานไทยก็ยังแบกหนี้ที่รัฐบาลนี้สร้างไว้ต่อไปอีกบานแห้ว

ข้อสำคัญ การกู้เงินที่สูงเกินไป จะมีผลกระทบต่อภาระการใช้หนี้

เพราะเมื่อเงินรายได้ของประเทศส่วนใหญ่ต้องเอาไปใช้หนี้ ก็จะไปเบียดงบประมาณ ที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศ

นี่คือสิ่งที่ใครต่อใครที่มีความปรารถนาดีต่อรัฐบาลนี้ต้องออกมาทักท้วงกันเซ็งแซ่

เอาเถอะ เมื่อทีมเศรษฐกิจของรัฐ-บาลมั่นใจว่าการกู้เงินเป็นแนวทางแก้ ปัญหาที่ถูกต้อง แม่ลูกจันทร์ก็ขอเอาใจช่วย

แต่ก็ต้องขอสะกิดเอาไว้หน่อยว่าเงินกู้ ไม่ใช่เงินแจกฟรี เพราะกู้แล้วต้องผ่อนใช้คืนบวกดอกเบี้ย

เงินที่รัฐบาลกู้มาใช้จึงต้องให้เกิดการจ้างงานเพื่อกระจายรายได้

งบรายจ่ายที่ไม่เกิดการจ้างงาน งบรายจ่ายที่ไม่เร่งด่วน และงบรายจ่ายตามนโยบายประชานิยม รัฐบาลอย่ากู้!!

รอไว้เศรษฐกิจดีรัฐบาลมีเงินเหลือใช้ แล้วค่อยจ่ายให้สะบัดช่อ

ที่ แม่ลูกจันทร์ กระชุ่นเตือนไว้ตรงนี้ เพราะได้อ่านแผนเงินกู้มาลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจก๊อก 2 ของรัฐบาล เป็นระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปลายปีนี้จนถึง 2555

รวมยอดหนี้สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

เป็นสถิติใหม่ที่ยืนยันฉายา ประชาธิปัตย์ถนัดกู้

น่าเสียดายที่เงิน 1.5 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะใช้ลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งก้อน

ส่วนอีก 40 เปอร์เซ็นต์ของหนี้ก้อนนี้ เป็นโครงการสังคมและโครงการประชานิยม ซึ่งไม่เกิดผลในการจ้างงานและการกระจายรายได้

สรุปว่าหลายโครงการรัฐบาลจำเป็นต้องกู้

เช่น โครงการลงทุนพัฒนาระบบการจ่ายน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทานเพื่อการเพาะปลูกอีก 23 ล้านไร่ และแก้ปัญหาแล้งซ้ำซาก

แม่ลูกจันทร์สนับสนุนเต็มที่

แต่โครงการสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โครงการรถไฟรางคู่ โครงการสร้างทางด่วน ฯลฯ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งดุ้น ควรให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐบาล หรือให้เอกชนลงทุนเองทั้งหมดก็ได้

โครงการลงทุนพัฒนาพลังงาน โครง การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมปล่อยให้เอกชนลงทุนไปเลยจะดีมั้ยท่าน??

ยอดหนี้สาธารณะของประเทศไทยจะได้ไม่บานทะโร่

ลูกหลานไทยรุ่นต่อไปๆ จะได้ไม่ ต้องแบกมรดกหนี้.

แม่ลูกจันทร์

สีซอเรื่องดอนเมือง (อีกรอบ)

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ผมมีจดหมายเรื่อง สนามบินดอนเมืองจาก คุณปองพล อดิเรกสาร อดีตรัฐมนตรีศึกษาฯ ที่เขียนมาร่วม แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบาย ซิงเกิล แอร์พอร์ตของรัฐบาล

ความจริง คุณปองพลส่งมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนโน้น ผมเพิ่งมีโอกาสนำมาลงเพื่อแชร์ความคิดเห็นร่วมกันในวันนี้ เชิญอ่านได้เลยครับ

ผมได้ติดตามข่าวที่ กระทรวงคมนาคม มีนโยบายที่จะให้ สนามบินสุวรรณภูมิ เป็น สนามบินหลักแห่งเดียว (single airport) ของประเทศ โดยจะให้สายการบินต่างๆรวมทั้ง การบินไทย ย้ายบริการการบินในประเทศจาก สนามบินดอนเมือง กลับไปยัง สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้คัดค้านนโยบายดังกล่าวมากมาย

ผมมีความเห็นว่า รัฐบาลควรกำหนดนโยบายและแผนแม่บทเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศของประเทศให้ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบโลจิสติกส์ หรือ ระบบการเชื่อมโยงการขนส่งทุกประเภท ได้แก่ ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศของประเทศ

ในเรื่องการขนส่งทางอากาศนั้น จะต้องพิจารณารวมไปถึง สนามบินพาณิชย์ในต่างจังหวัดทั้ง 26 แห่ง ของกรมการขนส่งทางอากาศ และ สนามบินของท่าอากาศยานไทย 6 แห่ง ซึ่งรวม สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ด้วย ไม่ควรจะพิจารณาเฉพาะดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิเท่านั้น

รัฐบาลในอดีตได้ใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท สร้างสนามบินในต่างจังหวัดไว้ 26 แห่ง สามารถรองรับเครื่องบินโดยสารไอพ่นโบอิ้ง 737 ได้ทุกสนาม แต่น่าเสียดายที่สนามบินเหล่านั้น มีเที่ยวบินขึ้นลงน้อยมาก ผมจึงอยากเห็นการใช้สนามบินเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการขนส่งทางอากาศของประเทศ ทั้งขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า เช่น พืชผักผลไม้และดอกไม้ที่ปลูกอยู่ในจังหวัดที่มีสนามบินพาณิชย์ตั้งอยู่

ในการขนส่งสินค้าเกษตรเหล่านั้น หรือการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศในระยะการบินไม่เกินสองชั่วโมง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบินไอพ่นขนาดใหญ่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง แต่สามารถใช้เครื่องบินใบพัดประเภทสองเครื่องยนต์ทดแทน สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยกว่าและมีความคล่องตัวกว่า

ผมอยากเห็นรัฐบาลพิจารณาให้ ดอนเมือง เป็น ศูนย์กลางการบินในประเทศ และให้ สุวรรณภูมิ เป็น สนามบินนานาชาติหลัก เป็น ศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศ ให้บริการเฉพาะเที่ยวบินต่างประเทศ เพื่อ รองรับผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ขณะนี้ทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ต่างก็ให้บริการบินในประเทศทั้งสองแห่ง แต่ปรากฏว่า เที่ยวบินในประเทศที่ขึ้นลงที่ดอนเมืองมักจะตรงเวลา เพราะไม่แออัด ส่วน เที่ยวบินสุวรรณภูมิมักจะช้าเสมอ เพราะมีเที่ยวบิน ขึ้นลงจำนวนมาก

เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่สนับสนุนให้ใช้ประโยชน์ของ สนามบินดอนเมือง ต่อไปก็คือ ดอนเมืองยังมีอายุการใช้งานได้อีกนาน บางส่วนถูกทอดทิ้งไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น คลังสินค้า ซึ่งมีพื้นที่จำนวนมหาศาล ผมจึงขอเสนอให้จัดตั้ง ศูนย์สินค้าขายส่ง โดยดัดแปลงอาคารผู้โดยสารต่างประเทศ เป็นโชว์รูมแสดงสินค้าขายส่งของบริษัทห้างร้านและโรงงานต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าจากทั่วประเทศมาเลือกสั่งสินค้าที่โชว์รูมนี้ โดยไม่จำเป็นต้องฝ่าจราจรที่แออัดเข้ามาในกรุง

ในการดำเนินการดังกล่าว ทอท. ซึ่งเป็นเจ้าของสนามบินดอนเมือง ควรร่วมลงทุนกับสายการบินต่างๆ บริษัทรับส่งสินค้าเอกชน ดำเนินกิจการคลังสินค้าและขายส่งสินค้า ซึ่งเป็น ข้อโซ่ที่สำคัญ ของ ระบบโลจิสติกส์ ของประเทศ

ในอนาคตการขนส่งทางอากาศของไทยอาจขยายตัวไปถึงจุดที่ การบินไทย อาจให้บริการเฉพาะ เที่ยวบินต่างประเทศ และให้ นกแอร์ และ สายการบินเอกชน บริการ เที่ยวบินในประเทศ...

ก็เป็นข้อเสนอที่ดีและถูกต้องครับ ความจริงผมก็ สีซอเรื่องนี้มาตลอด สีจนเมื่อยมือแล้ว ก็อยู่ที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนเดียว จะกล้าดึงเนื้อออกจากปากจระเข้หรือไม่.

ลม เปลี่ยนทิศ