WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 4, 2009

แดนสนธยา

ที่มา เดลินิวส์

เห็นคุยคำโตว่า จะทำให้ช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์ของทุกคน เป็นกลาง โปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงของนักการเมือง เลยตั้งหน้าตั้งตารอดู

เมื่อ ฯพณฯ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีคุมสื่อ ประกาศเจต จำนงแน่วแน่ ใครไม่เชียร์ก็บ้าสิ

แล้วก็มีการลดรายการข่าว จาก 9 ชั่วโมง เหลือ 7 ชั่วโมงครึ่ง พร้อมโลโก้ใหม่ ฉากใหม่ ผู้ประกาศใหม่ แทนมือเก๋าอย่าง ตวงพร อัศววิไล จอม เพชรประดับ จิรายุ ห่วงทรัพย์

ที่ตอนนี้เห็นว่าหันไปเอาดีเป็นนักการเมืองให้รู้แล้วรู้รอด ทีมประกาศข่าวใหม่ ฝึกกันได้ ก็ว่ากันไป

แต่ 1 เมษายน ที่กู่ก้องจะเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ นอกจากไม่เป็นดั่งปากว่า ยังเป็นแดนสนธยาหนักกว่าเก่า

ไปว่ารัฐบาลก่อน ครอบงำข่าว แต่ขอโทษเถอะ ดูไพรม์ไทม์ 3-4 รายการ ของใหม่ เริ่มจาก รายการแรก เห็นหน้า ท่าน สาทิตย์ (ปชป.) โผล่มาโม้ ถึงการปรับโฉมช่อง 11 จ๋อย ๆ

ตามด้วยรายการ ทุก(ข์) คำถาม มีคำตอบ มี ถนอม อ่อนเกตุผล อดีตผู้สมัคร กทม.ปชป. โผล่เป็นผู้จัด

ดีกว่านั้น รายการอะไรไม่รู้ เชิญ “ฯพณฯ” จ้อน อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ บังเอิญเป็น ปชป. (อีกแล้ว) มาโฆษณาผลงานกระทรวงตัวเองเป็นฉาก ๆ

ตกลงเป็นทีวีแห่งชาติ หรือ ทีวีแห่งประชาธิปัตย์ กันแน่ มีแต่คนปชป.ยึดจอเต็มไปหมดเลย

นี่ยังไม่นับที่มีข่าวการปูนบำเหน็จ แบ่งเค้กให้ ดร.จอ กับ ค่ายสื่อ ที่ช่วยปูทางปฏิวัติอีกนะ

ส่วนที่บอก จะเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ช่อง 11 แทบไม่มีข่าวม็อบเสื้อแดงเลย มีข่าวว่า มีคำสั่งลับห้ามเสนอข่าวม็อบเสื้อแดงเด็ดขาด แถมบิ๊กข้าราชการ ก็ชเลียร์ดีแท้

ไม่ให้ช่างกล้องใช้ไวด์แองเกิ้ลที่ถ่ายให้เห็นคนแยะ ๆ มาออก ให้เอามุมที่คนหร็อมแหร็มแทน เพราะกลัวท่านรัฐมนตรีแสลงใจ

อะไรไม่ว่า ที่บอกจะให้ ช่อง 11 เป็นสถานีข่าวดี แปลว่าอะไรไม่รู้ ที่ครูบาอาจารย์ทางสื่อมวลชนสอนกันมาแทบหัวผุ มีแต่บอก ต้องเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนรู้ ไม่มีทฤษฎีไหนสอนให้เสนอแต่ข่าวดีเลย

แต่ถ้าบอก ต้องเสนอข่าวโฆษณาชวนเชื่อแต่เรื่องดี ๆ ของพวกตัวเอง เพื่อหาเสียง ก็อีกเรื่อง

ที่จริงถ้าไม่กระแดะ รับตรง ๆ ช่องรัฐบาล ก็เสนอข่าวรัฐบาล ทุกรัฐบาลเหมือนกันแหละ นักข่าวช่องนี้ ก็เป็นข้าราชการ ไม่สนองนโยบายรัฐบาล จะไปสนองใคร ก็ยอมรับกันได้

แต่เมื่อยกตนเหนือผู้อื่น ก็ต้องเปิดใจกว้าง ไม่ใช่ใจแคบ บ้าอำนาจ ยิ่งกว่าเค้าอีกแล้ว จะให้ชื่นชมได้ไงเล่า

เหมือนที่จ้องปิดสถานีวิทยุชุมชน หรือ ดีทีวี ของคนเสื้อแดง อยู่ทุกวัน (แต่ของเสื้อเหลือง เปิดได้ตามสบาย) รวมทั้งสั่งตัดสัญญาณวิดีโอลิงก์ ของ ทักษิณ อ้างเหตุ ป่วนเมือง

ทั้งที่เป็นการ ปิดหู ปิดตา ประชาชน มากกว่า ดีชั่ว ให้ประชาชนตัดสินเองสิ ระวังเถอะ ยิ่งปิดมากเท่าไหร่ คนจะยิ่งแห่แหนมาทำเนียบฯ เพื่อไล่รัฐบาลชุดนี้มากเท่านั้น

ยุคนี้ ประชาชน ไม่ได้กินแกลบหรอกนะ จะได้ปิดหู ปิดตา กันอยู่ร่ำไป.

ดาวประการพรึก

ประธานวุฒิฯปิดชื่อคนกลางยุติศึก

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่รัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงคนกลางที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า จะเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาการเมืองว่า ขณะนี้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมีความเป็นห่วงในสถานการณ์การเมือง และไม่ได้นิ่งนอนใจ เท่าที่ทราบขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ โดยได้ประสานกับคนกลางที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวแล้ว โดยคนกลางคนนี้เป็นผู้ที่จะมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ซึ่งบุคคลคนนี้ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความเคารพและเชื่อถือ เชื่อว่าคงเจรจากันได้ เพราะสิ่งใดที่จะทำให้ บ้านเมืองสงบทุกคนก็ต้องการ แต่ตนคงบอกไม่ได้ว่าเป็นใคร และเรื่องแบบนี้คงจะพูดรายละเอียดไม่ได้ อย่างไร ก็ตาม การเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 เม.ย.นี้ เมื่อถามว่า ได้หารือกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ นายประสพสุขตอบว่า ยังไม่ได้คุยกัน ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็มีความเป็นห่วงสถานการณ์ ในขณะนี้ พยายามทำกันอยู่ จะเรียบร้อยก่อนวันสงกรานต์ เพราะได้มีการประสานกันเป็นภายในแล้ว

เทือกพร้อมเจรจา ทักษิณ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงว่า การชุมนุมของประชาชน รัฐบาลก็เคารพสิทธิของประชาชน แต่ผู้ชุมนุมต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย และไม่ทำผิดกฎหมาย เมื่อถามว่าการที่โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่เชื่อว่านายสุเทพร้อมจะเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ นายสุเทพตอบว่า เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาเพราะรู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณดี และ พ.ต.ท.ทักษิณก็รู้จักตน ส่วนลูกน้อง พ.ต.ท.ทักษิณจะเชื่อหรือไม่ เป็นเรื่องปกติก็วิจารณ์กันไป ขอยืนยันว่าพร้อมจะเจรจาด้วย ส่วนจะให้ไปเจรจากับแกนนำ นปช.ทั้ง 3 คนนั้น คงไม่ได้ เพราะคนที่ตัดสินใจเรื่องนี้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ

ปัดเจรจาแกนนำกลุ่ม นปช.

เมื่อถามว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ส่งคนไปเจรจากับกลุ่ม นปช.จริงหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ไม่ได้ส่งคนในพรรคไปเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุม ส่วนกรอบและเงื่อนไขการเจรจาคือต้องให้ประเทศชาติปลอดภัย การเจรจาใดๆ ก็ตาม ถ้าทำให้ประเทศชาติและประชาชนปลอดภัยก็ได้ทั้งนั้น เมื่อถามว่าจะให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องพ้นคดีและกลับเข้าสู่การเมืองได้อีกยอมรับได้หรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ทั้งหมดต้องเป็นไปตามหลักการของกฎหมาย เมื่อถามว่าหากยังไม่มีการเจรจาและการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 8 เม.ย.นี้รัฐบาลจะทำอย่างไร นายสุเทพตอบว่า รัฐบาลจะยึดหลักการเคารพสิทธิของประชาชน กฎหมาย รัฐบาลไม่ได้คิดว่าผู้ชุมนุมเป็นศัตรู แต่เราเป็นคนไทยเหมือนกัน ไม่มีปัญหา คุยกันได้ แม้ว่าขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลได้ แต่ถือว่ารัฐบาลยังทำงานได้ งานไม่สะดุด ผมมองโลกในแง่ดี ทุกอย่างที่เป็นแนวทางที่ดี ผมหวังทั้งนั้น ฝันทั้งนั้น ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินอีกในวันนี้ ไม่เป็น ปัญหา ประชาชนมีวิจารณญาณตัดสินใจได้ว่าอะไรถูกอะไรผิดนายสุเทพกล่าว

เทือกรับลูกสอบเส้นทางฟอกเงิน

ต่อมาเมื่อเวลา 15.30 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีที่ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ออกมาแนะนำว่า ให้มีการตรวจสอบเรื่องการฟอกเงินที่เกาะเคย์แมนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ผมคิดว่าน่าสนใจ แต่ต้องขอไปดูหน่อย เพราะผมมีความรู้ในเรื่องพรรค์อย่างนี้น้อย แต่น่าสนใจน่าศึกษาเมื่อถามว่าจะสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า เดี๋ยวลองดู

แนะสอบเส้นทางเงินหนุนม็อบ

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงสถานการณ์ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนความตั้งใจของรัฐบาลในการคลี่คลายสถานการณ์ วิกฤติการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาทเพื่อรักษาสถาบันหลักของชาติ โดยเฉพาะสถาบันองคมนตรี นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องเฝ้าระวังการทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่มีต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะเริ่ม เคลื่อนไหวแบบดาวกระจาย โดยการปิดศาลากลางจังหวัดเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเผชิญหน้าที่อาจจะเกิดการปะทะได้ ขณะนี้เห็นชัดว่ากลุ่มเสื้อแดงมีความพยายามที่จะยั่วยุเหล่าทัพ และเปลี่ยนรูปแบบโจมตีสถาบันองคมนตรี จากการใช้สื่อเทียมดีสเตชั่น การดำเนินการทุกอย่างหากมี การละเมิดกฎหมาย รัฐบาลควรดำเนินการโดดเด็ดขาด ควร ตรวจสอบขยายผลถึงเส้นทางเงินทุนผ่านผู้อยู่เบื้องหลังด้วย

ปชป.ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ

นพ.บุรณัชย์กล่าวอีกว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับมาจากประเทศอังกฤษแล้ว จะเดินหน้าหาทางออกในการแก้วิกฤติโดยเร่งด่วน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในการร่วมหารือกัน พรรคประชาธิปัตย์อยากร้องขอไปยังผู้เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม สมาชิกบ้านเลขที่ 111 พรรคเพื่อไทย และตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการรับผิดชอบต่อประเทศร่วมกันด้วยการแสดงท่าทีที่จะหารือร่วมกัน และต้องมีความชัดเจน ที่ผ่านมานายกฯและรัฐบาลพยายามที่จะเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมทุก ช่องทาง แต่กลับได้รับการปฏิเสธมาโดยตลอด แต่รัฐบาลก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าใช้วิธีเจรจาทุกช่องทาง ส่วนข้อเสนอเรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตามภาวะการเมืองขณะนี้ ไม่น่าจะเป็นทางออกที่จะให้ผู้แทนทุกพรรคการเมืองมาเป็นรัฐบาล แต่เป็นภารกิจของรัฐบาลในการแก้ปัญหา

พงศ์เทพชี้ เทือกไม่จริงใจ

วันเดียวกัน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งในสังคมว่า ขณะนี้ไม่ได้ติดต่อกับ พ.ต.ท. ทักษิณว่ามีความเห็นอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว แต่ตนไม่ให้ น้ำหนักในคำพูดของนายสุเทพที่ขอเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนายสุเทพเคยพูดเรื่องการขอเจรจามาแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ ซึ่งในที่สุดก็ไม่มีการติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จริง แสดงให้เห็นว่าเป็นการพูดเพื่อหวังผลทางการเมือง ที่ต้องการชี้นำและปรักปรำให้สังคมเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ทำให้เกิดความไม่สงบ เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและ ชี้นำการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งไม่ใช่ความจริง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีอำนาจไปสั่งการหรือชี้นำคนเสื้อแดงได้ หากนายสุเทพอยากเจรจาก็ควรไปเจรจากับแกนนำคนเสื้อแดง และคุยกับคนที่อยู่เบื้องหลังนายสุเทพ เพราะนายสุเทพไม่ได้อยู่ในฐานะที่สามารถตอบสนองอะไรได้ อย่างไรก็ตาม หากมีคนกลางที่เป็นที่ยอมรับได้ ของสังคมมาช่วยเจรจา ก็เป็นเรื่องดีที่จะช่วยยุติปัญหาความขัดแย้งได้ดีขึ้น

พท.บี้ไกล่เกลี่ยก่อนแดงเดือด

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมทีม เศรษฐกิจของพรรคร่วมทีมยุทธศาสตร์ของพรรคว่า ที่ประชุมได้วางกรอบการติดตามการแก้ไขเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเตรียมติดตามทุกโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการกู้ เพื่อเสนอแนะและหาทางออกก่อนที่ประเทศจะล่มจม ทั้งจะเดินสายรับฟังปัญหาจากภาคธุรกิจต่างๆ และประชาชนด้วย เพราะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ส่วนกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ระบุว่าจะมีผู้มีบารมีไกล่เกลี่ยหลังจากเทศกาลสงกรานต์ นั้น เป็นการพูดซี้ซั้ว พูดไปเรื่อย เพื่อต้องการดึงเกมไม่ให้ พลเสื้อแดงเผด็จศึกรัฐบาลได้ในเร็ววัน ถ้าผู้มีบารมีจะออกมาต้องทำเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ถึงวันที่ 8 เม.ย. ก่อนถึงทำ แบบนี้ไม่มีผล เชื่อว่าในที่สุดนายกฯจะตัดสินใจยุบสภาฯคืนอำนาจให้กับประชาชน

จ้องสอบที่มาทรัพย์สินองคมนตรี

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมข้อมูลที่จะตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินองคมนตรี ว่า ตามหลักการองคมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเราต้องตรวจสอบ เพราะอาจมีการใช้อำนาจโดยมิชอบทำให้ได้ทรัพย์สินมา เช่น กรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ที่มีชมรมนักกฎหมายประชาภิวัฒน์แห่งประเทศไทย ได้มาร้องต่อ พรรคให้ตรวจสอบการครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง จ.นครราชสีมา และได้มีประชาชนส่งจดหมายผ่านตู้ ปณ.222 ของพรรคเป็นจำนวนมากให้ตรวจสอบเรื่องนี้ ส.ส.บางคนจึงตั้งทีมกฎหมายขึ้นมาตรวจสอบ คาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า

เพื่อไทยยื่นถอดถอน “อภิสิทธิ์-เทือก”

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 3 เม.ย.ที่อาคารรัฐสภา 2 ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย นำโดยนายสุรชัย เบ้าจรรยา ส.ส.สัดส่วน นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงศ์ ส.ส.กทม. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะทำงาน ได้เป็นตัวแทนนำลายมือชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 120 คน ยื่นต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ดำเนินการถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากบุคคลทั้งสอง มีพฤติการณ์ที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 270 โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า มั่นใจในข้อกฎหมายว่าเอาผิดได้แน่นอน เรื่องนี้ถือว่าปลาตายน้ำตื้น และปลาหมอตายเพราะปาก ได้ ปรึกษาทั้งอดีตอัยการ อดีตผู้พิพากษา รวมทั้งอดีตข้าราชการตำรวจระดับสูงแล้ว เห็นว่ามีความผิดแน่นอน นอกจากนี้จะไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการอีกทางหนึ่งด้วย

ชี้กระทำผิด พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำร้องที่ยื่นถอดถอนได้ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งมอบอำนาจให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แม้จะออกคำสั่งโดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมาตรา 9, 10, 11, 12 มาตรา 15 และมาตรา 38 โดยผ่านความเห็นชอบของ ครม. แต่ได้ พิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เป็นกฎหมายกลางที่ใช้บังคับทั่วไปสำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ถือเป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับข้าราชการตำรวจ ซึ่ง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับต่างเป็นกฎหมายที่มีลำดับชั้นเท่ากัน ดังนั้น หากเรื่องใดที่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้วก็ต้องใช้บังคับตามนั้น นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหาร กลับออกคำสั่งฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติเสียเอง จึงถือได้ว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 270 สำหรับนายสุเทพนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงรองนายกฯ ย่อมทราบถึงระเบียบการบริหาราชการแผ่นดินดี เมื่อรู้ว่าตนเองไม่มีอำนาจเข้าร่วมประชุมในฐานะประธาน ก.ตร. แล้วยังฝ่าฝืนเข้าร่วมประชุมและมีมติในเรื่องต่างๆ โดยไม่มีอำนาจ จึงถือได้ว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 270 เช่นเดียวกัน

เทือกเจอ 2 เด้งแทรกแซงราชการ

นอกจากนี้ นายสุเทพยังมีพฤติการณ์กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ จากกรณีมีคำสั่งถึง รมว. วัฒนธรรม เพื่อส่ง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และบุคคลอื่นไปช่วยราชการที่กระทรวงวัฒนธรรม ทั้งที่ไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงวัฒนธรรม เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 มีเจตนารมณ์ที่จะแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ในลักษณะตรวจสอบถ่วงดุล โดยฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากมีอำนาจตรากฎหมายแล้ว ยังต้องควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินด้วย โดยมาตรา 122 บัญญัติให้ ส.ส. และ ส.ว.ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หากมีการกระทำฝ่าฝืนอาจส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงด้วย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (6) จึงถือได้ว่านายสุเทพมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้ต่อมาจะอ้างว่าได้ถอนเรื่องดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ถือว่าเป็นการพฤติการณ์ที่ได้เกิดขึ้นและสำเร็จลงแล้ว จึงสมควรถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

สาทิตย์เร่งตีปี๊บผลงาน

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกต ประตูน้ำ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ เมื่อรัฐบาลต้องประชาสัมพันธ์ต่อประชาชนจัดโดยหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับสมาคมประชาสัมพันธ์โรงแรม ว่าสิ่งที่ท้าทายในขณะนี้คือการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลจึงต้องใช้วิธีประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้มากขึ้นด้วยการตั้งวอร์รูมเพื่อประสานและบูรณาการข่าว จัดให้มีพื้นที่สื่อเพื่อประชาสัมพันธ์การทำงานของรัฐบาล โดยจะให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงแถลงข่าวเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. โดยเริ่มตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 4 เม.ย.นี้ จะเริ่มที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ แถลงเรื่องผลงานของกระทรวงพาณิชย์ และจะใช้เวทีการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่จะมีขึ้น พลิกสถานการณ์ให้ประชาชนหันมา สนใจการแก้ปัญหาของประเทศด้วยการจัดให้มีเวทีการหารือร่วมกันระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการอังค์ถัด และนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ซึ่งหวังว่าจะได้รับความสนใจจากนักธุรกิจ รัฐบาลยังเชื่อว่าคนอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในเสื้อสีใดต้องเร่งทำจุดยืนทางการเมืองให้ชัดเจน คือ การทำให้คนไทยรักกัน รัฐบาลมีแนวคิดจัดงานคนไทยรักกันในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ยอมรับว่าช่วง 1-2 สัปดาห์นี้เป็นช่วงทดสอบ ถ้าผ่านไปได้ จะทำให้การแก้ปัญหาต่างๆเดินหน้าต่อไปได้

นายกฯรับร่วมงานเปิดตัว ภท.

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.40 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงพร้อมพาผู้สื่อข่าวชมที่ทำการพรรคใหม่ของพรรคภูมิใจไทย โดยนายศุภชัยกล่าวว่า จะมีพิธีเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เม.ย. โดยจะมีพิธีสงฆ์ตั้งแต่ เวลา 07.30 น. จากนั้นจะมีพิธีเปิดและเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แบบที่ไม่เคยมีพรรคไหนทำมาก่อน ยิ่งใหญ่ ตระการตา น่าตื่นตะลึง โดยจะมี ส.ส. สมาชิกพรรค และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรค รวมถึงแขกที่เชิญไว้ ประมาณ 2,000 คนมาร่วมงาน ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตอบรับมาร่วมงานแล้ว เมื่อถามว่า หากมีเสื้อแดงมาชุมนุมที่พรรคในวันเปิดตัว จะทำอย่างไร โฆษกพรรคภูมิใจไทยตอบว่า ไม่รู้สึกอะไร เพราะเราไม่เกี่ยวอะไรกับเสื้อแดง แต่จะขึ้นบ้านใหม่ จะมาทำไม ไม่ควรเข้ามายุ่ง แต่หากจะมาร่วมงานก็ยินดี แต่ขอให้เป็นดอกไม้ อย่าเอาอย่างอื่นมา

แจงพ่อตา เนวินเจ้าของตึก

นายศุภชัยกล่าวว่า อาคารที่ทำการพรรคมี 2 อาคาร โดยเจ้าของคือบริษัทของนายคะแนน สุภา บิดาของนางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ชิดชอบ หรือพ่อตาของนายเนวิน ดังนั้น อาคารนี้ไม่ใช่ของนายเนวิน ซึ่งทางพรรคได้เช่าจากบริษัทนี้ จ่ายค่าเช่าเดือนละ 400,000 บาท หากรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมเป็นเดือนละ 750,000 บาท ซึ่งทางพรรคกำหนดให้รัฐมนตรีของพรรคบริจาคคนละ 50,000 บาท และ ส.ส.คนละ 10,000 บาท เพื่อนำมาใช้จ่ายในส่วนนี้ ส่วนพื้นที่ทั้งหมดมี 4,000 ตรม. อาคารหลังที่ 1 จะเป็นห้องประชุม ห้องโถงใหญ่สื่อมวลชน ห้องจัดเลี้ยง และห้องโถงใหญ่เพื่อจัดการประชุมใหญ่ ส่วนอาคารที่ 2 จะเป็นอาคารที่ทำงานของหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ส.ส.และสมาชิกพรรค เมื่อถามว่าพ่อตาของนายเนวินเป็นเจ้าของตึกและบริษัทชิโนไทยเป็นผู้ตกแต่งอาคาร แสดงว่าตึกนี้เป็นของนายเนวิน และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ใช่หรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า ไม่ได้พูดแบบนั้น แต่บริษัทของพ่อตานายเนวิน และชิโนไทย เป็นผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางผู้บริหารของพรรคได้สั่งให้นำต้นไม้ใหญ่ที่มีชื่อเป็นมงคล มาปลูกไว้ที่บริเวณด้านหน้าพรรค เช่น ต้นมะยม ต้นมะขาม ต้นไกร ต้นขนุน ต้นยอ และสร้างบ่อน้ำด้านหน้าพรรค และใต้บันไดขึ้นอาคาร เพื่อเสริมดวงตามหลักฮวงจุ้ยทุกประการ

เชื่อ เสนาะรู้ควรเลือกทางไหน

นายศุภชัยยังกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวพรรคประชาราชจะเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการหารือ ระหว่างนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กับแกนนำพรรคภูมิใจไทย แต่อนาคตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นายเสนาะเป็นผู้ใหญ่ และเป็นกูรูทางการเมือง หากจะตัดสินใจอะไร นายเสนาะก็รู้ว่าอะไรถูกอะไรควร คงรู้ว่าใครจะพาประเทศไปได้ โดยพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคหนึ่งที่เป็นทางเลือก ดังนั้น ก็สามารถที่จะเป็นไปได้ แต่อนาคตทางการเมือง ต้องดูกันอีกครั้ง

โฆษก ภท.แนะรัฐยอมรับเงื่อนไข

โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 8 เม.ย.นี้ ว่าเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายเกินสมควร พรรคภูมิใจไทยไม่สบายใจ เพราะกลุ่มเสื้อแดงควรเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ทางสภา หากยังมีการชุมนุม ปัญหาจะไม่สามารถยุติได้ ส่วนที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ระบุว่าจะมีคนกลางออกมาไกล่เกลี่ยหลังสงกรานต์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เห็นด้วยและหากสามารถเรียกร้องได้ อยากขอให้ยุติการชุมนุม และใช้กระบวนการอื่น เมื่อถามว่า วิธีการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เจรจากับรัฐบาล เห็นด้วยหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า การคุยกัน เป็นแนวทางที่ดี ขณะนี้กำลังดูกันอยู่ว่าจะหาทางเจรจากันอย่างไร โดยหากมองในแง่ของรัฐบาล ถ้าต้องการจะลดเงื่อนไข ก็ไม่ควรละเลย ข้อเสนอของเสื้อแดง ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขเหล่านี้ยังมีอยู่ เช่นความไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ

สดศรีเผยต้องให้ดีเอสไอแจง

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนเงินบริจาคพรรคการเมืองจำนวน 258 ล้านบาท และเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์มาให้ กกต.ตรวจสอบว่าการโอนสำนวนของดีเอสไอที่ส่งมาให้เพียง 6 แผ่น เมื่อวันที่ 27 มีนาคมนั้น ไม่ใช่ส่งเพียงเท่านี้ แต่สำนวนที่จะส่งมาต้องระบุว่ามีการสอบสวนอย่างไร ใครเป็นผู้ร้อง อีกทั้งเอกสารที่ส่งมา 3 พันกว่าหน้านั้น กกต.ยังไม่ทราบว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพราะเรื่องนี้ต้องสอบปากคำทางดีเอสไออีกว่าเอกสารบางชุดเกี่ยวพันอะไร เพราะหากดีเอสไอนำสำนวนมาให้ทั้งหมดคงไม่มีปัญหา ทั้งนี้ การที่รัฐบาลบอกว่าสำนวนดังกล่าวควรส่งให้ศาลพิจารณานั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะศาลเป็นองค์กรที่มีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว ส่วนจะให้พิจารณาให้เสร็จภายใน 7 วันก็คงทำ ไม่ได้ เพราะเอกสารมีเป็นจำนวนมาก และสำนวนที่ส่งมาภายหลังก็ไม่สมบูรณ์ด้วย เมื่อถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงบอกว่า กกต.ถ่วงเวลาและอาจนำม็อบมาประท้วงถึง กกต. นางสดศรีตอบว่า ยินดีหากกลุ่มคนเสื้อแดงจะนำม็อบมายัง กกต. ถ้าจะเผา กกต.ก็ได้ เพราะตอนนี้อาคารมีฝุ่นเต็มไปหมด

ชงสำนวน กกต.หลังสงกรานต์

ด้านนายปกครอง สุนทรสุทธิ์ รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบเอกสารสำนวนเงินบริจาค 258 ล้านบาทและเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คณะทำงานตรวจสอบเพิ่งได้รับเอกสารสรุปสำนวน และขั้นตอนในขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างชั้นธุรการที่จะต้องสรุปเรื่องถึงเลขาธิการ กกต.ก่อนจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ว่าสำนวนดังกล่าวอยู่ในขอบอำนาจของ กกต.และสำนวนดังกล่าวมีมูลหรือไม่ที่ กกต.จะต้องพิจารณา กรอบเวลาของคณะทำงานนั้นคงไม่ใช่ดูเอกสารเพียง 6 หน้า เพราะต้องดูประกอบกับเอกสาร 3 พันกว่าหน้าที่ดีเอสไอได้ส่งมา อีกทั้งเอกสารที่สรุปสำนวนมา 6 หน้า คณะทำงานอ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจด้วยจึงต้องดูเอกสารที่ส่งมาก่อนหน้านี้ประกอบ คาดว่าน่าจะเสนอเรื่องไปยัง กกต.ได้หลังวันสงกรานต์ และคณะทำงานก็ได้ส่งหนังสือเชิญอธิบดีดีเอสไอให้มาตรวจสอบเอกสารที่ส่งมายัง กกต.ในวันที่ 7 เมษายนนี้แล้ว

เรืองไกรดี๊ด๊าทวงเงินเดือน ส.ว.

อีกด้านหนึ่ง ในการประชุมวุฒิสภาที่มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายประสพสุขได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า บัดนี้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องที่ กกต.ขอให้ เพิกถอนสิทธินายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ จากสมาชิกวุฒิสภาสายแต่งตั้งแล้ว จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบโดยทั่วกัน จากนั้นนายเรืองไกรได้ลุกขึ้นขอบคุณเพื่อน ส.ว.ที่เป็นกำลังใจการต่อสู้ในชั้นศาล พร้อมทั้งได้สอบถามสิทธิในการรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งของตนว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภายังให้เพียงแค่เบี้ยประชุมครั้งละ 1,000 เท่านั้น ทำให้ตนไม่พอใช้ ขอให้ประธานวุฒิสภาได้ตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย

ปชป.เปลี่ยนสไบแม่ธรณีแก้เคล็ด

อีกเรื่องหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นำผ้าสไบสีทอง มาห่มที่แม่พระธรณีบีบมวยผมแทนสไบเดิมที่ใช้สีชมพู โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆทั้งนี้ นายภาณุวัฒน์ พันธ์วิชาติกุล หมอดูฮวงจุ้ยชื่อดัง กล่าวว่า การเปลี่ยนสไบห่มแม่พระธรณีบีบมวยผมจากสีชมพูเป็นสีเหลืองทองนั้น เป็นไปได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจถือเคล็ดที่ว่าปีนี้เป็นปีฉลู ธาตุดิน ซึ่งจะถูกโฉลกกับสีเหลืองที่สุด จึงคิดว่าจะนำความเป็นมงคลมาให้กับพรรค ขณะที่เดิมแม่พระธรณีฯห่มสไบสีชมพู ซึ่งเป็นธาตุไฟ และอยู่ในโทนแดง จึงอาจคิดได้ว่าเป็นการทำให้สีเหลืองเด่นกว่าสีแดง ซึ่งตรงกับสถานการณ์ ขณะนี้ที่มีปรากฏการณ์สีเหลืองสีแดงอยู่

ล้างอมาตยาธิปไตยเรื่องเลอะเทอะ

วันเดียวกัน นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ปัญหาการเมืองไทยไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นแต่มีมาตั้งแต่ 3-4 ปีก่อนแล้ว แต่ในขณะนี้ยังเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวยังอยู่ในวิสัยทัศน์ที่คนไทยจะแก้ปัญหาได้ เนื่องจากปัญหานี้เกิดขึ้นจากคนไทยไม่ ได้เกี่ยวกับต่างประเทศ ส่วนการชุมนุมที่มีอยู่ในขณะนี้จะถือเป็นที่เพิ่มความยุ่งยากให้กับการบริหารประเทศ แต่ก็เชื่อว่าปัญหานี้จะสามารถแก้ไขได้ ส่วนกรณีมีข่าวลือว่ามีบุคคลบางกลุ่มพยายามที่จะล้มล้างระบบอมาตยาธิปไตยนั้น นายอานันท์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เลอะเทอะก็ต้องใช้วิจารณญาณว่าใครพูดเลอะเทอะ ซึ่งถ้ายิ่งพูดกันไปก็เหมือนกับเป็นมัลติไพร์เอฟเฟกต์ โดยในที่สุดประชาชนทุกคนจะต้องเรียนรู้ปัญหาที่แท้จริงและวิเคราะห์เชิงตรรกกะก็จะสามารถเดินหน้าไปได้

ศูนย์ราชการใหม่ หนีเสือปะจระเข้

ที่มา ไทยรัฐ

เฉลิมพระเกียรติฯ

ริมถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ อลังการงานสร้างมูลค่ากว่า 1.9 หมื่นล้านบาท เปิดให้หน่วยราชการบางแห่งเข้าไปใช้พื้นที่แล้วเป็นบางส่วน

สถานที่ดังกล่าว มีชื่อเรียกเต็มๆว่า ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550ประกอบด้วยอาคารใหญ่ 2 หลัง คือ อาคารเอ กับ อาคารบี

พื้นที่ส่วนใหญ่ของอาคารเอ ใช้เป็นที่ทำการของศาลและอัยการ ส่วนอาคารบี ใช้เป็นที่ทำการขององค์กรอิสระ และหน่วยราชการหลายสังกัด

ศูนย์ราชการแห่งนี้ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด ต้องการให้เป็นศูนย์ราชการขนาดใหญ่และทันสมัย ประชาชนสามารถเข้าไปติดต่อกับหลายหน่วยราชการได้อย่างสะดวกภายในอาคารเดียว

เป็นที่น่าสังเกตว่า รูปแบบการระดมทุนเพื่อใช้ก่อสร้างที่ทำการของหน่วยราชการ และการบริหารจัดการภายในศูนย์ราชการแห่งนี้ มีความแปลกแหวกแนวกว่าที่เคยเป็นมา

ในอดีตการก่อตั้งที่ทำการของส่วนราชการ ซึ่งยังไม่มีสถานที่เป็นของตนเอง มักใช้วิธีไปขอเช่าสถานที่จากเอกชน เพื่อใช้เป็นที่ทำการชั่วคราวจนกว่าจะหาที่ดินเปล่าได้ และมีงบประมาณเพียงพอ จึงจะเริ่มก่อสร้างสถานที่ทำการเป็นของตนเอง

ไม่เช่นนั้นก็ใช้วิธีไปขอใช้ที่ราชพัสดุ (ขอใช้ที่ดินเปล่าฟรี) จากกรมธนารักษ์ จากนั้นกระทรวงต้นสังกัด จัดสรรงบประมาณให้ไปก่อสร้างที่ทำการกันตามมีตามเกิด

แต่แนวคิดใหม่ในการก่อตั้งศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ใช้ รูปแบบและวิธีบริหารจัดการที่แตกต่างจากในอดีตทั้ง 2 วิธี

กล่าวคือ ใช้วิธีระดมทุนในการก่อสร้างทั้งหมด ผ่านโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ภายใต้พระราชกำหนดนิติบุคคลเฉพาะกิจ เพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ พ.ศ. 2540

รูปแบบการระดมทุน จัดตั้งขึ้นมาเป็น บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงการคลัง โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นเต็ม 100%

จากนั้นให้ ธพส.ทำการเสนอขาย หุ้นกู้ (หุ้นซึ่งผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิในการบริหาร) ให้แก่ผู้ลงทุน สถาบันการเงิน และผู้ลงทุนรายย่อย เพื่อนำทุนที่ระดมได้ไปใช้ก่อสร้างโครงการทั้งหมด แทนที่จะใช้งบประมาณแผ่นดินดังเช่นที่ผ่านมา

ระยะเวลาในการออกหุ้นกู้มีกำหนด 30 ปี เมื่อ ธพส.ระดมทุนได้แล้วเสร็จ จะนำเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายเป็นค่าเช่าที่ดิน แปลงซึ่งจะใช้ก่อสร้างศูนย์ราชการ ให้แก่กรมธนารักษ์เจ้าของพื้นที่

เมื่อลงมือก่อสร้างศูนย์ราชการเสร็จแล้ว ธพส.ซึ่งมีบทบาทเหมือนผู้จัดการอาคาร และมีหน้าที่ต้องรวบรวมเงินค่าเช่าไปชำระหนี้เงินกู้ จะนำสินทรัพย์ทั้งหมดมอบให้แก่กรมธนารักษ์เป็นผู้จัดสรรให้หน่วยราชการแต่ละแห่ง เช่าพื้นที่

จากนั้นกรมธนารักษ์ กับสำนักงบประมาณ ใช้วิธีตั้งและตัดงบประมาณเบิกจ่ายเป็นการภายใน เพื่อหักกลบนำไปชำระเป็นค่าเช่าที่ทำการของหน่วยราชการ ภายในศูนย์ฯ

ด้วยวิธีนี้ ที่ดินที่ตั้งศูนย์ราชการ ยังคงสภาพเป็นที่ราชพัสดุ ส่วนตัวอาคารศูนย์ราชการได้รับการดูแลบริหารโดย บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ฯ

หลังจากสำนักงบประมาณและกรมธนารักษ์หักกลบลบหนี้ผ่อนชำระค่าเช่ากันจนครบอายุโครงการ 30 ปี สินทรัพย์ทั้งหมดจะตกเป็นของกระทรวงการคลัง

จากนั้น ธพส.ก็หมดหน้าที่ หน่วยราชการซึ่งผ่อนค่าเช่าจนครบกำหนด 30 ปี สามารถอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องตั้งและถูกหักงบประมาณในส่วนของค่าเช่าอีกต่อไป

ข้อดีของการสร้างศูนย์ราชการรูปแบบนี้ แทนที่หน่วยราชการแต่ละแห่ง จะนำงบประมาณส่วนซึ่งเป็นค่าเช่าสถานที่ ไปยัดใส่กระเป๋าเอกชนผู้ให้เช่า หรือซูเอี๋ยแบ่งกันกินเปอร์เซ็นต์เงินปากถุงกับเอกชนจนพุงกาง ก็เปลี่ยนโจทย์ใหม่ให้กรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน เข้ามาสวมบทบาทพุงกางแทนเอกชน

แม้การก่อสร้างศูนย์ราชการ ริม ถ.แจ้งวัฒนะ ยังไม่แล้วเสร็จ (คืบหน้าไปแล้ว 90%) อีกทั้งยังไม่ครบกำหนดที่ต้องส่งมอบตัวอาคารให้แก่หน่วยราชการทั้ง 29 แห่ง ใช้เป็นที่ทำการ เพราะก่อนหน้านี้ ครม.มีมติสั่งให้ขยายระยะเวลาส่งมอบอาคารออกไปจนถึงเดือน ส.ค. 2552

แต่ล่าสุด มีหน่วยราชการหลายแห่ง เริ่มทยอยย้ายเข้าไปใช้สถานที่ดังกล่าวกันบ้างแล้ว

เช่น กรมการพัฒนาชุมชน สำนักงานสิทธิมนุษยชนฯ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น

คำถามน่าสนใจก็คือ แต่ละหน่วยงานที่เพิ่งย้ายไปอยู่ใหม่ รู้สึกพออกพอใจกับสถานที่แห่งนี้หรือไม่ และปัญหาการจราจรย่านนั้นได้เพิ่มความปวดเศียรเวียนเกล้าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่อำนวยการจราจรมากน้อยแค่ไหน?

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีทั้งผู้ที่พอใจ และไม่พอใจ แต่เรายึดถือประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งของ ธพส. ให้ความเห็น

เขาว่า เท่าที่สังเกตข้าราชการระดับบริหาร และข้าราชการรุ่นใหม่ ที่อยากนั่งทำงานในออฟฟิศที่สวยงาม ทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ส่วนใหญ่ พอใจกับสถานที่แห่งนี้

แต่เพราะความต้องการของแต่ละคน และแต่ละหน่วยงาน มีความแตกต่าง การจะให้ทุกคน และทุกหน่วยงานที่เข้าไปใช้สอยพื้นที่แห่งนี้พอใจ จึงเป็นเรื่องยาก

แหล่งข่าวรายนี้บอกว่า นอกจากศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถูกออกแบบให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน ไม่สร้างมลภาวะ และเป็นมิตรกับธรรมชาติแวดล้อม

ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ ทั้งอาคารเอ และอาคารบี มีลิฟต์รวมทั้งสิ้น 108 ตัว มีลิฟต์เพื่อคนพิการรวม 72 ตัว บันไดเลื่อนรวม 56 ตัว ห้องน้ำที่ประชาชนสามารถใช้บริการได้ของชายรวม 20 แห่ง ของหญิง 20 แห่ง ห้องน้ำ คนพิการอีก 17 ห้อง

เฉพาะพื้นที่ส่วนกลางของทั้ง 2 อาคาร มีโทรทัศน์วงจรปิดรวมทั้งสิ้น 1,076 จุด มีโรงแรมซึ่งมีห้องพักทั้งสิ้นจำนวน 204 ห้อง มีสาขาย่อยของธนาคารทั้งหมด 14 แห่ง เฉพาะอาคารเอ มีศูนย์อาหาร 2 แห่งรวม 20 ร้านค้า อาคารบี มี 4 แห่ง รวม 64 ร้านค้า อาคารเอ มีร้านค้าและร้านสะดวกซื้อ 20 ร้าน อาคารบี มีร้านค้าและร้านสะดวกซื้อ 42 ร้าน

ที่สำคัญแหล่งข่าวรายนี้บอกว่า สิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่พึงพอใจศูนย์ราชการมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่อง ที่จอดรถ ซึ่งทางศูนย์ฯได้กันพื้นที่ไว้ให้จอดรถถึง 10,000 คัน

ปกติเวลาเราไปติดต่อสถานที่ราชการ อย่างเช่น ที่กระทรวงการคลัง มีคนทำงานและคนไปติดต่อราชการวันละ 6,000-7,000 คน แต่มีที่ให้จอดรถไม่เกิน 2 พันคัน หรือเทียบสัดส่วน 3 คนต่อที่จอด 1 คัน แต่ที่นี่สามารถรองรับคนได้วันละ 15,000 คน กันเป็นที่จอดรถไว้จำนวน 1 หมื่นคัน หรือเทียบสัดส่วน 1.5 คน ต่อที่จอดรถ 1 คัน

แม้พอจะสบายใจหายห่วงได้บ้างกับเรื่องที่จอดรถ แต่คงไม่วายหนีเสือปะจระเข้ ยังมีอีกปัญหาให้น่าห่วงอย่างยิ่ง

หลังจากศูนย์ราชการแห่งนี้เปิดใช้งานเต็มพื้นที่ในราวปลายปี 2552 แต่ละวันมีคนเข้า-ออกหลายหมื่น ถึงตอนนั้นคงหนีไม่พ้นปัญหารถติด

ประเด็นนี้แหล่งข่าวบอกว่า ล่าสุด กำลังอยู่ระหว่างเจรจาขอแบ่งซื้อที่ดินบริเวณรอบตะเข็บ จากสโมสรราชพฤกษ์ หรือนอร์ธปาร์ค และการประปานครหลวง เพื่อนำมาตัดถนนแบ่งเบาการจราจรบน ถ.แจ้งวัฒนะ ไปออกทางถนนโลคัลโรด และถนนประชาชื่น

หากเจ้าของที่ดินทั้ง 2 แปลง เข้าใจถึงความจำเป็น จะช่วยแก้รถติดได้มาก

ขณะที่ พ.ต.ท.วีระศักดิ์ วงศ์วานิช รองผู้กำกับการจราจร สน.ทุ่งสองห้อง ซึ่งรับผิดชอบอำนวยการจราจรในพื้นที่ ให้ความเห็นสั้นๆว่า

หากจะแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ นอกจากต้องหาพื้นที่แห่งใหม่ระบายรถให้ไปออกทางด้านอื่น ไม่มากระจุกตัวอยู่จุดเดียวบนถนนแจ้งวัฒนะ ยังต้องนำระบบขนส่งมวลชนเข้ามาใช้ เช่น จัดให้มีรถไฟฟ้าสายสีชมพู หรือใช้ระบบคาร์พูล รถคันเดียวนั่งมาหลายคน ไม่เช่นนั้นยากที่จะแก้ปัญหาในช่วงที่การจราจรคับคั่งทั้งเช้าและเย็น

เปรียบเทียบราคาประเมินที่ดิน ริม ถ.แจ้งวัฒนะเกือบทั้งเส้น เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เฉลี่ย ต.ร.ว.ละ 3,000 บาท แต่วันนี้มีราคาเฉลี่ย ต.ร.ว.ละ 100,000 บาท

การที่ถนนสายนี้ เนื้อหอมออกอย่างนี้ มีคนบอกว่า ต่อให้ไม่มีศูนย์ราชการแห่งนี้มาตั้ง รถก็ติดหนักเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ดี.

เงินไม่มา

ที่มา ไทยรัฐ

การเมืองในระบอบประชาธิปไตยสอนให้สังคมเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน

เรียนรู้ที่จะยอมฟังความเห็นแตกต่าง เรียนรู้ที่จะเคารพกฎกติกาที่เป็นธรรม เรียนรู้ที่จะแบ่งปันส่วนเกินสำนักข่าว และเติมส่วนขาดซึ่งกันและกัน

เมืองไทยที่ยุ่งไม่รู้จบก็เพราะเราไม่ยอมรับ ความเห็นต่าง และไม่ยอมเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน

เฮ้อ...คิดแล้วมันเซ็งมะก้องด้องซะนี่ กระไร

รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่งเริ่มทำงานได้ 3 เดือน ต้องเรียนรู้จากความ ผิดพลาดของคนอื่น และต้องยอมรับความผิดพลาดบกพร่องของตัวเอง

อะไรที่ผิดพลาดต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้ผิดพลาดบกพร่องซ้ำซากต้องโชว์ความเป็น นักบริหารมืออาชีพ เพราะบ้านเมืองยุคนี้ไม่ใช่ ที่ทดลองงาน

อย่างกรณีแจกเช็คช่วยชาติสองพันบาท ให้กับประชาชนทั่วประเทศเจ็ดล้านคน เป็นนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลหวังให้เป็นผลงาน ชิ้นโบแดง

แต่ผลจากการเตรียมงานไม่พร้อมก็เลยเกิดความฉุกละหุกสับสนวุ่นวาย

ก็เอาเถอะ แม่ลูกจันทร์ให้โอกาสรัฐบาล

เพราะเป็นการประเดิมงานใหญ่ที่เกี่ยวข้อง กับประชาชนหลายล้านคน ความบกพร่องผิด พลาดต้องเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา

รัฐบาลก็ควรใช้ความผิดพลาดกรณีเช็ค ช่วยชาติเป็นบทเรียนหาทางป้องกันไม่ให้เกิดความบกพร่องในการขับเคลื่อนนโยบายต่อไป

แต่สุดท้าย...ก็เละเหมือนเดิม

โครงการ ต้นกล้าอาชีพ หนึ่งในนโย-บายประชานิยมชุดใหญ่ที่รัฐบาลภูมิใจเสนอและทุ่มทุนสร้างถึงหกพันเก้าร้อยล้านบาท เปิดหลักสูตรฝึกอาชีพให้กับคนว่างงาน คนที่ยังไม่มีงาน และคนที่กำลังจะว่างงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากมรสุมเศรษฐกิจที่กำลังคุกคามประเทศไทย

โดยรัฐบาลจะเปิดหลักสูตรฝึกอาชีพ 935 หลักสูตรให้แก่ ต้นกล้าอาชีพ ห้าแสนคน

รัฐบาลจะจ่ายเบี้ยให้ผู้อบรมทุกคน คนละสี่พันแปดร้อยบาทต่อเดือน

จ่ายค่าเดินทางระหว่างเข้าอบรมอีก 720 บาทต่อคน

ถ้ามาจากต่างจังหวัด รัฐบาลจะจ่ายค่า เดินทางเหมาจ่ายอีกคนละสามพันบาทฟรีๆ

แค่นี้ยังไม่พอ เมื่อฝึกอบรมเสร็จแล้ว รัฐบาลยังจ่ายเบี้ยเลี้ยงอีกเดือนละสี่พันแปดร้อยบาทต่อไปอีก 3 เดือน

เรียกว่าอัดฉีดแบบประชานิยมเต็มสตีม

รัฐบาลจัดงานเปิดตัวโครงการ ต้นกล้าอาชีพอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร ประกาศตีปีบ ว่าโครงการนี้จะเริ่มออกสตาร์ตตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน”!!

โดยรุ่นแรกมีผู้สมัครร่วมโครงการถึงหนึ่ง แสนคน มีผู้ผ่านคุณสมบัติสองหมื่นเก้าพันคน

ฟังแล้วคึกคักเกินห้ามใจ

แต่เมื่อถึงวันเริ่มต้นโครงการจริงๆ มันไม่เป็นอย่างที่โฆษณา

เนื่องจากงบประมาณที่จะใช้ในโครงการนี้ยังไม่คลอด เพราะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อเงินยังไม่มา ต้นกล้าอาชีพเลยต้องชักตะพานแหงนเถ่อไปตามๆกัน

สุดท้าย...ต้องขอเลื่อนโครงการไปอีก 5 วัน

เล่นเอาบรรดาต้นกล้าโวยกันตรึม เพราะเบี้ยเลี้ยงที่รัฐบาลสัญญาจะจ่ายให้ผู้เข้าอบรมคนละ 160 บาทต่อวัน ค่าพาหนะอีก 700 บาท รวมทั้งค่าเดินทางเหมาจ่ายอีกสามพันบาท... รัฐบาลต้องขอแปะไว้ก่อนชั่วคราว

โครงการที่รัฐบาลหวังว่าจะสร้างคะแนนนิยม ก็เลยเสียฤกษ์อย่างแรง!!

ความบกพร่อง ความไม่พร้อม โทษใคร ไม่ได้ ก็ต้องโทษรัฐบาลเอง

แม่ลูกจันทร์ ถึงได้กระชุ่นเตือนรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ด้วยความหวังดี ถ้าคิดจะทำงานใหญ่ ต้องเตรียมทำการบ้านล่วงหน้าให้พร้อมสมบูรณ์

เพราะงานใหญ่ถ้าไม่พร้อมมันเสียฟอร์ม

ทั้งหมดมันสะท้อนจุดอ่อนพรรคประชาธิปัตย์ว่าพูดเก่ง แต่ทำงานไม่เป็น.

แม่ลูกจันทร์

ไฟเร้ารอลุ้นหย่าศึก

ที่มา ไทยรัฐ

หายเงียบไป 2 วัน ท่ามกลางข่าวลือว่า ทักษิณ ชินวัตรตาย

โดยกระแสมันยิ่งกระตุ้นต่อมกระหายให้ชาวม็อบเสื้อแดงตั้งหน้าตั้งตารอยลโฉมหน้า ได้ยินเสียงกันสดๆทางวีดิโอลิงค์

ปั่นเรตติ้งกระฉูดไปใหญ่

แต่ข่าวที่ยังไม่มีการยืนยัน แว่วๆว่า 2 วันที่หายไป อดีตนายกฯทักษิณแวบบินเข้าสหรัฐอเมริกา เพื่อถกปัญหาปมสิทธิมนุษยชนที่ฝ่ายตัวเองถูกเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

อ้อนขอความเห็นใจจากลูกพี่ใหญ่โลกเสรีประชาธิปไตย

และไม่แน่ใจว่า จะเกี่ยวโยงกันหรือไม่ กับคิวที่นายอีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐฯรุดเข้าพบ ป๋าเปรมพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์

โดยเหตุการณ์ที่บังเอิญไล่เลี่ยกันพอดี

แต่ที่แน่ๆ ย้ำกันหนักแน่นกับคิวของ ผู้ใหญ่มีบารมีจะเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย

ล่าสุดนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ยืนยันด้วยความมั่นใจอีกครั้ง ขณะนี้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมีความเป็นห่วงในสถานการณ์การเมือง และไม่ได้นิ่งนอนใจ เท่าที่ทราบขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่

โดยได้มีการประสานกับคนกลางที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวแล้ว โดยคนกลางคนนี้เป็นผู้ที่จะมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ซึ่งบุคคลคนนี้ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความเคารพและเชื่อถือ เชื่อว่าคงเจรจากันได้ เพราะสิ่งใดที่จะทำให้บ้านเมืองสงบทุกคนก็ต้องการ แต่คงบอกไม่ได้ว่าเป็นใครและเรื่องแบบนี้คงจะพูดรายละเอียดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 เมษายน

ระดับประธานวุฒิสภาย้ำแล้วย้ำอีก แสดงว่าต้องมั่นใจ คนกลางโดดลงมา หย่าทัพแน่ ก็เหลือแค่ลุ้นกันว่าจะเป็นใคร

แต่ข่าววงในให้มองไปที่ชื่อของนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ

ผู้ใหญ่ ใกล้ชิดรั้ววังที่ ทักษิณยังพอต่อสายติด

เอาเป็นว่าโดยการขยับรับมุก หย่าศึกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แบะท่ายินดีเจรจาม็อบเสื้อแดงเพื่อยุติปัญหาขัดแย้ง เพื่อให้บ้านเมืองสามารถเดินต่อไปได้

อะไรเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติรัฐบาลชุดนี้พร้อมจะทำอยู่แล้ว

อารมณ์เดียวกับ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายก-รัฐมนตรี ย้ำพร้อมที่จะเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

ไม่ก่อให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำเติมความรุนแรงมากขึ้นไปอีก

ในขณะที่อีกฝ่าย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวอดีตนายกฯทักษิณ ออกมารับเงื่อนไข นายใหญ่พร้อมเจรจากับนายสุเทพ

และพร้อมจะทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ของประเทศ

ต่างฝ่ายต่างแบะท่า รอจังหวะ เคลียร์

อย่างไรก็ตาม แม้โดยสัญญาณการเจรจาสงบศึกที่มีเสียงขานรับ

จากทุกฝ่าย

แต่โดยยุทธศาสตร์กดดัน เกมโชว์อิทธิฤทธิ์คนเสื้อแดง ก็ยังต้องเร้ากันต่อไป

ในจังหวะขยับก่อนดีเดย์รวมพลใหญ่วันที่ 8 เมษายน เป้าหมายบุกไปเยือนบ้านสี่เสาเทเวศร์ ล่าสุด ป๋าเปรมมีคิวเดินทางไปพักผ่อน บ้านไร้กังวลจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การอารักขาของทหารกองทัพภาคที่สอง

และโดยเกมขู่ เผาบ่อน้ำมัน

ล่าสุดม็อบเสื้อแดงดาวกระจายไปปิดล้อมอาณาจักรคิงเพาเวอร์ที่ย่านซอยรางน้ำ ป้วนเปี้ยนๆใกล้ขุมทรัพย์ เนวิน ชิดชอบ

บี้ให้หยุดอัดฉีดทุนสนับสนุนระบอบอมาตยาธิปไตย

เขี่ยถ่าน โหมไฟให้ระทึกไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน