ที่มา thaifreenews
สนธิ สั่งพวกขิงแก่ รีบลาออก
พัลลภ จี้ สุรยุทธ์ ลาออก
พัลลภ จี้ สุรยุทธ์ ลาออก
สุรยุทธ์ ไม่กล้าฟ้อง พัลลภ
บรรยากาศ ทหารในทำเนียบ
บรรยากาศ ทหารในทำเนียบ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, April 6, 2009
สนธิ สั่งพวกขิงแก่ รีบลาออก
วันพุธที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ วันประกาศอิสรภาพ
ที่มา thaifreenews
โดย : Albatross วันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
วันพุธที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
วันประกาศอิสรภาพ
โดย : Albatross วันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
ตั้งแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบันประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ไทยได้ถูกจัดลำดับปรับแต่งให้เกิดเหตุการณ์เดิมๆวนเวียนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยมีวงรอบวัฏจักรทุก ๑๒ ปี โดยฝีมือการจัดการที่ชาญฉลาดแบบโคตรชั่วของผู้มากด้วยบารมีสืบทอดต่อกันมาด้วยความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เผ่าไทยอย่างลึกซึ้ง แต่วัฏจักรอุบาทว์กลับต้องถูกทำลายลงเพราะคนชื่อ TAKSIN ซึ่งถูกเข้าใจว่าเป็นใครบางคนกลับชาติมาเกิด
คนไทยภูมิใจในความเป็นอิสรภาพของประเทศมาช้านานแต่หารู้ไม่ว่า อิสรภาพที่หลงภูมิใจอยู่นั้นมันเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสั่งสอนฝังหัวมาตั้งแต่เด็กให้คิดว่าความเป็นไปในชาตินั้นคือเสรีภาพแล้ว ในขณะที่ต่างชาติล้วนถอดถอนหายใจกับความไร้เดียงสาของคนไทย หลายเรื่องราวที่เราถูกหลอกมาตั้งแต่เด็กจนคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว “เราคือประเทศกำลังพัฒนา” รัฐบาลเขาบอกว่าอย่างนั้นแต่ในความเป็นจริงศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้แบ่งระดับประเทศไม่มีบัญญัติศัพท์คำนี้ไว้ แต่ได้บัญญัติไว้เพียง 2 คำคือ ประเทศที่พัฒนาแล้ว กับ ประเทศด้อยพัฒนา
หลายเรื่องในโลกล้วนเหลือเชื่อว่ามันคือความจริง ในชาติพันธุ์ไทยก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า หลายคนที่ล่วงรู้ความลับของชาติต่างอึดอัดเคียดแค้นแต่ก็ไม่อาจจะทำอันใดได้ บางส่วนล้มตายไปกับความลับของชาตินี้ ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ล้วนหมดอาลัยตายอยาก จนกระทั่ง TAKSIN เป็นที่รู้จัก วันนี้ไม่ใช่วันที่ผมจะต้องมาเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในบ้านเมือง แต่วันนี้เป็นวันก่อนวันสำคัญอันน่ายินดีของชาติที่กำลังจะมาถึงผมจึงเขียนบทความแสดงความยินดีนี้ขึ้นเพื่อคนเสื้อแดง
วันพุธที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ คือวันประกาศอิสรภาพของคนไทยที่แท้จริง คือวันที่คนไทยจะได้เป็นไทอย่างแท้จริงไม่ใช่ทาส ในประวัติศาสตร์ชาติไทยมีคนไทยเสื้อแดงและเสื้อเหลืองมาแล้วตั้งแต่ประกาศตั้งอาณาจักรไทย ฝ่ายเสื้อแดงคือคนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน(ไพร่, ทาส) ส่วนคนเสื้อเหลืองก็คือคนกลุ่มน้อยเพียงหยิบมือแต่อยู่ในชนชั้นปกครองโดยธรรมชาติเป็นพวกชอบความรุนแรง ด้วยจำนวนที่น้อยกว่าจึงต้องใช้ความรุนแรงบังคับกดดันคนเสื้อแดงซึ่งโดยธรรมชาติแล้วรักสันติไม่ให้กล้าแสดงความคิดเห็นของตนเองซึ่งจะเป็นภัยต่อฝ่ายตนออกมาจวบจนปัจจุบัน
คนเสื้อแดงวันนี้เหมือนน้ำในเขื่อนที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกควบคุมไว้ด้วยกลไกอย่างเป็นระบบไม่ให้เกินกำลังที่เขื่อนจะต้านทานไว้ได้ แต่ ณ วันนี้กลไกควบคุมนั้นได้ถูกทำลายลงไปเพราะคนชื่อ TAKSIN น้ำในเขื่อนจึงไหลทะลักเข้าเขื่อนจนกำลังจะเกินขีดความสามารถของเขื่อนที่จะต้านทานไว้ได้แล้ว วันพุธที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ จะเป็นวันที่เขื่อนนี้จะแตกอย่างรุนแรง เหล่าอำมาตย์ผู้เสวยสุขอยู่ต้นน้ำใต้เขื่อนที่อุดมสมบูรณ์จะต้องถูกคลื่นประชาชนกลืนกินสูญสิ้นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต่อไปในอนาคตอันใกล้วันชาติของประเทศไทยจะเปลี่ยนเป็นวันประกาศอิสรภาพในวันพุธที่ ๘ เมษายน ของทุกปี
บัดนี้ท้องฟ้าสีทองได้ผ่องอำไพแล้ว ประชาชนจะขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
ขอแสดงความยินดีกับคนเสื้อแดงที่
สามารถประกาศอิสรภาพได้สำเร็จ
คลิปการชุมนุม 5 เม.ย.52
ที่มา Thai E-News
โดย Thai People Voice และ Secondclass111
6 เมษายน 2552
Download
VDO http://baygon3.no-ip.org/savefiles/thaksin-05-04-09.wmv
เสียง http://baygon3.no-ip.org/savefiles/thaksin-05-04-09.mp3
Mediafire >> WMV , MP3
=====================================
ศจ.เสรี,ศจ.บุญธรรม 27.45นาที VDO 30.93Mb Sound 4.79Mb
Mediafire >> WMV , MP3
=====================================
อดิศร 37.57นาที VDO 42.01Mb Sound 6.52Mb
Mediafire >> WMV , MP3
=====================================
จตุพร 46.27นาที VDO 51.43Mb Sound 7.98Mb
Mediafire >> WMV , MP3
=====================================
อริสมัน 21.28นาที VDO 23.76Mb Sound 3.68Mb
Mediafire >> WMV , MP3
=====================================
วีระ&นายกรัฐมนตรีทักษิณผู้ยิ่งใหญ่ VDO IN 52.32นาที VDO 58.18Mb Sound 9.02Mb
ช่วงท้ายๆที่นายกทักษิณพูด สัญญาณดาวเทียมหายไป 8.30นาทีครับ ผมได้ตัดออกไปแล้ว
Mediafire >> WMV , MP3
=====================================
วีระ 41.27นาที VDO 45.89Mb Sound 7.12Mb
Mediafire >> WMV , MP3
=====================================
จักรภพ&ดร.พิทยา (อดีตเอกอัคราชทูต) 53.42นาที VDO 59.44Mb Sound 9.22Mb
Mediafire >> WMV , MP3
=====================================
จักรภพ 23.08นาที VDO 25.63Mb Sound 3.97Mb
Mediafire >> WMV , MP3
พลังขับเคลื่อนใหม่ ของขบวนการประชาธิปไตยไทย..ก่อรูปขึ้นชัดเจนแล้ว
ที่มา Thai E-News
โดยทีมงานไทยอีนิวส์
6 เมษายน 2552
การอภิวัฒน์ 2475 มีนักเรียนนอกและนักการทหารหัวก้าวหน้าเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่ประชาชนทั่วไปเป็นเพียงส่วนประกอบ ส่วนนักศึกษายังระดับมหาวิทยาลัยยังไม่มี (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเกิดขึ้นหลังการอภิวัฒน์) ภายใต้ระบบการสื่อสารด้วยวิทยุ AM วิทยุคลื่นสั้น และหนังสือพิมพ์ที่แพร่กระจายในเมืองหลวงเท่านั้น ประเด็นหลักคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองให้ทุกคนในประเทศนี้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเกิดขึ้นหลังการอภิวัฒ์ 2475 นานถึง 41 ปี มีปัญญาชน นักเรียน นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่ประชาชนทั่วไปให้การสนับสนุน ภายใต้ระบบการสื่อสารที่มีวิทยุ AM/FM โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ที่แพร่กระจายไปยังหัวเมืองหลักได้ทั่วถึง ประเด็นหลักคือการเรียกร้องรัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
เหตุการณ์ 17 พฤษภาคม 2535 เกิดหลังการอภิวัฒ์ 2475 นานถึง 60 ปี มีชนชั้นกลางและนักศึกษาปัญญาชนในมหาวิทยาลัย เป็นพลังขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่ประชาชนทั่วไปให้การสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ภายใต้ระบบการสื่อสารที่มีวิทยุ AM/FM โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์รับข้อความ ประเด็นหลักคือการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองและนายกต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยได้รับรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด
การเคลื่อนไหวเดือนเมษายน 2552 ที่กำลังเกิดขึ้น ห่างจากการอภิวัฒน์ 2475 นานถึง 77 ปี ภายใต้ระบบการสื่อสารที่หลากหลาย ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ AM/FM ของรัฐ วิทยุชุมชน ฟรีทีวี ทีวีดาวเทียม เคเบิ้ลทีวี โทรศัพท์มือถือในระบบ digitalกว่า 30 ล้านเลขหมายในระบบ 3G Wi-Fi SMS MMS อีเมล์ และอินเตอร์เน็ตตลอดจนการเชื่อมโยงระบบการสื่อสารระหว่างประเทศที่สะดวกรวดเร็ว
สังคมไทยมีความคิดเห็นทางการเมืองแตกออกเป็น 2 ขั้ว และต่อสู้ขับเคี่ยวกันมานานถึง 3 ปี จวบจนปัจจุบันเครือข่ายเสื้อเหลืองแห่งระบอบมาตยาธิปไตยอันมีองคมนตรีและแก๊ง 7 คน เป็นผู้ชักใย กำกับชี้นำ ได้ใช้สรรพกำลังออกมาต่อสู้ขับเคี่ยวจนหมดหน้าตักและเปลือยธาตุแท้ออกมาให้สังคมเห็นอย่างล่อนจ้อน ท่ามกลางการพังทลายของนิติรัฐ กระบวนการยุติธรรม ความน่าเชื่อถือของศาล และระบอบประชาธิปไตยอย่างทั่วด้าน
ผู้คนจำนวนหนึ่ง ที่เคยคิดว่าพลังขับเคลื่อนของระบอบประชาธิปไตยคือปัญญาชน ชนชั้นกลาง ตลอดจนเครือข่ายคนเดือนตุลา NGO และสิ่งที่เรียกว่าการเมืองภาคประชาชน ต่างหมดหวังเพราะพลังเหล่านี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอมาตยาธิปไตยอันมีองคมนตรีและแก๊ง 7 คน เป็นผู้กำกับ ชี้นำ
3 ปีที่ผ่านมา พลังขับเคลื่อนของระบอบประชาธิปไตยไทยได้เคลื่อนตัวจากนักศึกษาปัญญาชน คนชั้นกลาง ไปสู่คนรากหญ้าทั้งในเมืองและชนบทอย่างรวดเร็วและกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน องค์ความรู้ทางประชาธิปไตยของพวกเขาได้พัฒนาท่ามกลางการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เขาเรียนรู้ระบอบและวิถีทางประชาธิปไตยจากการปฏิบัติ ลองผิด ลองถูก จนได้โมเดล หรือแบบฉบับที่พวกเขารู้สึกว่า “ใช่” นั่นคือประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐบาลในยุคที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะถูกระบอบอมาตย์ตีตราว่าเป็น “ระบอบทักษิณ” ก็ตาม
สถานการณ์ทางการเมืองในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ “คนรากหญ้า” สั่งสมข้อมูล ข่าวสาร ผ่านการการวิเคราะห์ กลั่นกรองจนกลายเป็น “ผลึกทางความคิด” จนสามารถ “แยกมิตร แยกศัตรู” ทางการเมืองด้วยสัญชาติญาณได้อย่างชัดเจนและทำให้เขาสามารถกำหนดท่าทีทางการเมืองได้เองว่าเขาควรสนับสนุน การเคลื่อนไหวทางการเมืองในทิศทางใด
จึงไม่แปลกที่เราไม่เคยเห็น “พลังประชาธิปไตยรากหญ้า” สนับสนุนการต่อสู้ของ กลุ่มพันธมิตรเพื่ออมาตยาธิปไตย
และไม่น่าแปลกใจเช่นกันที่ “พลังประชาธิปไตยรากหญ้า” เติบโตภายใต้สโลแกน “แดงทั้งแผ่นดิน” อย่างรวดเร็ว
แต่ที่น่าแปลใจอย่างที่สุดคือ ตำรวจ ทหารชั้นผู้น้อยและทหารตำรวจที่เกษียณได้ประกาศตัวเข้าร่วมกับคนเสื้อแดงภายใต้ข้อเรียกร้อง “พลเอก เปรม...ออกไป” อย่างไม่เกรงใจ และไม่เกรงกลัว
เมื่อคนเสื้อแดงชูธง “ขับไล่อมาตยาธิปไตยอันมีองคมนตรีและแก๊ง 7 คน เป็นผู้ ชักใย กำกับ ชี้นำ” ได้ทำให้คนเสื้อแดงพ้นจากข้อกล่าวหาว่าต่อสู้เพื่อ ทักษิณและพรรคเพื่อไทย เพราะเป้าหมายการต่อสู้คือศัตรูตัวจริงของระบอบประชาธิปไตย ที่ได้เพาะศัตรูทางประวัติศาสตร์เอาไว้เป็นจำนวนมาก
การเคลื่อนไหวเมษายน 2552 เป็นการต่อสู้ที่มีเครือข่ายระบอบอมาตยาธิปไตยอันมีองคมนตรีและแก๊ง 7 คน เป็นผู้ชักใย กำกับและชี้นำ ฝ่ายหนึ่ง
กับ
“พลังประชาธิปไตยรากหญ้า” ที่มีแนวร่วมเป็น พรรคการเมืองขนาดใหญ่ ข้าราชการตำรวจ ทหาร ชั้นผู้น้อย และชนชั้นกลางอีกฝ่ายหนึ่ง
นับเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่เคยจับคู่กันมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย
ไม่ว่าจะพิจารณาโดยทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคม หรือโดยข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ ฝ่ายอมาตยาธิปไตยอยู่ในฐานะตั้งรับทางยุทธศาสตร์ แม้ว่าจะได้เปรียบในแง่ของการมีอำนาจควบคุมกลไกรัฐและองคาพยพของสังคม แต่พละกำลังของพวกเขาได้ผ่านขีดสูงสุดไปแล้ว จากนี้พละกำลังของพวกเขามีแต่จะหดตัว และอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว หากเขาใช้กลยุทธ์แบบเผชิญหน้าและไม่ยอมปรับตัว
ในด้านกลับกัน “พลังประชาธิปไตยรากหญ้า” เป็นพลังทางการเมืองที่เกิดใหม่ มีพลังและความกระตือรือร้น มีความอัดอั้นตันใจ และความเคียดแค้นที่สุมอกมาเป็นเวลานาน แม้ว่าจะเสียเปรียบในด้านที่อยู่ใต้การปกครองและถูกควบคุมด้วยกลไกรัฐ แต่มีฐานะ “รุก” ทางยุทธศาสตร์ หากไม่ไร้เดียงสา ไม่ใจร้อน ใจเร็วด่วนได้ และรู้จักประมาณแล้วจะสามารถเอาชนะการศึกครั้งนี้ได้
อย่างไรก็ตาม การโค่นอมาตย์ลงได้ เป็นเพียงการทำลายอุปสรรคของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม หากอุปสรรคที่สำคัญได้ถูกขจัดไปแล้ว การสร้างสิ่งใหม่ก็ไม่เหลือกำลังเพราะว่า...
พลังขับเคลื่อนใหม่ ของขบวนการประชาธิปไตยไทย..ก่อรูปขึ้นชัดเจนแล้ว
แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน หนุนเสื้อแดง ยันหลักการประชาธิปไตย
ที่มา Thai E-News
5 เมษายน 2552
4 เม.ย. 52 - สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.) องค์กร เครือข่ายนักศึกษาที่ทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่องออกแถลงการณ์สนับ สนุนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ยืนยันในสิทธิอันชอบธรรมของผู้ร่วมชุมนุม ประกาศชัดว่าไม่ใช่การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคลแต่เป็นการปกป้องหลัก การประชาธิปไตยยึดมั่นในความคิดเห็นและผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
“สนับสนุนการเคลื่อนไหวมวลชนเสื้อแดงทุกจังหวัดในภาคอีสาน”
จาก เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่กำลัง ผุดขึ้นมหาศาลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนโดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคอีสาน ทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.) ขอประกาศสนับสนุนการเคลื่อนไหวในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่สามารถแสดงออกได้ตามกฎหมาย
ทั้งนี้ สนนอ. เป็นองค์กรนักกิจกรรมที่รวมทั้งนิสิตและนักศึกษาในเขตภาคอีสาน และได้ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบันนี้เป็นรัฐบาลที่จัดตั้งโดยเหล่าขุนนางและอำมาตย์ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย เหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นและขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน มีคู่ขัดแย้งและต่อสู้กันเป็นเครือข่ายมิใช่ตัวบุคคลเพียงสองหรือสามคน
เนื่องจากการต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในขณะนี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวอดีตนายกทักษิณเพียงคนเดียว แต่ได้ก้าวพ้นและยกระดับไปสู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อันเป็นแนวทางการต่อสู้ที่ถูกต้อง ดังนั้นทาง สนนอ.จึงขอยึดมั่นเจตนารมณ์ปกป้องประชาธิปไตย ยืนเคียงข้างประชาชนชนชั้นล่างขับไล่รัฐบาลอำมาตยาธิปไตยต่อไปอย่างถึงที่สุด
ข้อเสนอต่อรัฐบาลในขณะนี้คือ รัฐบาลไม่ควรใช้ความรุนแรงในการจัดการม็อบเสื้อแดง เพราะนอกจากจะไม่ใช่การวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องแล้วยังจะเป็นรอยด่างพร้อยของประเทศไทยในสายตาโลก และยังเป็นการใช้สองมาตรฐานเมื่อเปรียบเทียบกับม็อบพันธมิตรฯ เมื่อคราวยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และเพื่อจัดการความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นรัฐบาลควรยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อันเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน
เชื่อมั่นและศรัทธามวลมหาประชาชน
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.)
4 เมษายน 2552
”ทักษิณ ชินวัตร” เหยื่อที่ผงาดเป็นนักล่า
ที่มา Thai E-News
โดยทีมงานไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2552
ปี 2549 ขบวนการอมาตยาธิปไตยได้ทุ่มเทด้วยต้นทุนที่สูงลิบลิ่ว ทุกกลไก ทุกระบบ ทุกสถาบัน มุ่งโค่นอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ให้ได้ผุด ได้เกิดทางการเมืองอีกต่อไป
ทำให้เสียชื่อ เสื่อมความนิยม ด้วยกลไกทางสภานำแสดงโดยพรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการและประสานกับสื่อมวลชน,
กดดันให้ลาออก ด้วยสื่อมวลชนประสานกำลังกับพันธมิตร,
ทำลายระบบการเลือกตั้ง ด้วยคำสั่งศาลปกครอง และกดดันให้ กกต.ลาออก ด้วยกลไกทางศาล,
หมายเอาชีวิตด้วยการสังหารโดยระเบิดคาร์บอมบ์,
รัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่กำลังหยั่งรากไปเสียสิ้น,
ใช้องค์กรที่คล้ายศาลคือตุลาการรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทยหวังทำลายฐานทางการเมืองและผู้สนับสนุนให้แตก ขวัญเสียและกระเจิด กระเจิงไปคนละทิศละทาง และเพิกถอนสิทธิ์นักการเมืองไทยรักไทยอีก 111 คน มิให้เข้าสู่การเมือง,
ใช้ศาลกำหนดสถานะความเป็นนักโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้เป็นผู้ร้ายข้ามแดนที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวในต่างประเทศได้ และใช้กรณีนี้เป็นเหตุให้ทูตอังกฤษเพิกถอนวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษ,
ใช้องค์กร คตส. ที่จัดตั้งเฉพาะกิจ “ล่าทักษิณ” ชงข้อมูลเพื่อเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ และอายัดเงินในธนาคารกว่า 70,000 ล้าน หวังทำลายความมั่งคั่ง ตัดแข้งตัดขาจนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเงินเหล่านี้ในทางการเมืองได้,
ใช้การลงประชามติที่ลวงโลกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ออกแบบให้อำนาจพิเศษนอกระบบสามารถเข้าแทรกแซงการเมืองได้ด้วยวิธีการที่แยบยล,
ใช้ศาลรัฐธรรมนูญทำลายสถานะความเป็นนายรัฐมนตรีอันชอบธรรมของ นายสมัคร สุนทรเวช ให้เป็นคนไร้คุณสมบัติด้วยการตีความตามพจนานุกรม,
ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลอีก 2 พรรค พร้อมกับตัดสิทธิ์นักการเมืองอีก 109 คน เพื่อให้พรรคพลังประชาชนอ่อนแอ เสียขวัญ และแตกกระเจิงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองที่จะหนุนส่งให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้,
ใช้ทหารกดดันกลุ่มเนวินและพรรคร่วมรัฐบาลเดิมให้หันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลจนประสบความสำเร็จ...
กระบวนการทั้งหมด....ใช้เวลาเกือบ 3 ปี เพื่อไล่ล่า “เหยื่อ” ที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว
แต่การณ์ กลับกลายเป็นว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ผันตัวเองเป็นประธานทีมฟุตบอล แมนแชสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นข่าวกระหึ่มไปทั้งโลก และขายทำกำไรไปเพียงเวลาแค่ปีเศษ,
เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของนิคารากัวและอีกหลายประเทศ
เป็นเป็นพลเมืองพิเศษของนิคารากัวที่ถือพาสปอร์ตทางการทูตและเป็นพลเมืองพิเศษของอีกหลายประเทศ
ปัจจุบัน กำลังทำธุรกิจเหมืองทองคำในอาฟริกาซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท
โดยสถานะทางสากลและโดยสถานะทางการเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันนี้ เขาได้เปลี่ยนสถานะจากเหยื่อทีผงาดเป็นนักล่าเรียบร้อยแล้ว...
ดาบแรก...ฟันไปที่แก๊ง 7 คน ที่ตั้งตนเป็นกองบัญชาการใหญ่ของการก่อวิกฤติทางการเมืองในรอบสามปีมานี้
โดยรูปการณ์ แก๊ง 7 คนอันประกอบด้วย บุคคลสายตุลาการ สายองคมนตรี สายสื่อ สายทหาร สายพันธมิตร คือบุคคลที่ชักใย อยู่เบื้องหลังความปั่นป่วน วุ่นวายทางการเมืองก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนมาถึงปัจจุบัน สถานะอันสูงส่งของแก๊ง 7 คนได้แปรสภาพเป็น จำเลยของสังคมและเป็นเหยื่อของนักล่าที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตรไปเรียบร้อยแล้ว
สถานการณ์ทางการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยเสียงตะโกน “ท้ากษิณ...ออกไป” ถูกทดแทนด้วยสถานการณ์ใหม่ที่ครอบงำด้วยเสียงตะโกน “อภิสิทธิ์..ออกไป เปรม..ออกไป สุรยุทธ..ออกไป” ดังกระหึ่มไปทั่วทุกสารทิศ ซึ่งเป็นเสียงตะโกนที่ดังกว่า ไกลกว่า กว้างกว่า และแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรคือตัวละครตัวเอกที่เดินเรื่องราวมาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2541 จนถึงปัจจุบัน จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษมานี้ ทำให้คนไทยมิอาจปฏิเสธบทบาทในเชิงสร้างสรรค์และบทบาทของผู้ถูกกระทำย่ำยีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ จากการเดินเรื่องมาจนถึงปัจจุบันทำให้ประชาชนจำนวนมากมองเห็นต้นเหตุและอุปสรรคของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยได้อย่างชัดเจน จนเกิดคำศัพท์ใหม่ที่มีความหมายพิเศษขึ้นมา นั่นคือ “ตาสว่าง”
ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด...พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นส่วนสำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครั้งใหม่ไปแล้ว
วีดิโอลิงค์ ครั้งที่ 1 (27 มีนาคม 2552) สาระสำคัญอยู่ที่การเปิดโปง ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ และ การเชื่อมโยงกับ แก๊ง 7 คน ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด
วีดิโอลิงค์ ครั้งที่ 2 (28 มีนาคม 2552) การเสนอวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและวิจารณ์การบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน และเสนอตัวเป็นผู้ร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยกับคนเสื้อแดงอย่างหนักแน่น และเรียกร้องให้ประชาชนเข้าร่วมการต่อสู้อย่างกว้างขวาง
วีดิโอลิงค์ ครั้งที่ 3 (30 มีนาคม 2552) กล่าวชื่นชมการลุกขึ้นต้านการปราบของประชาชนเสื้อแดง ที่ไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ และวาดภาพการลุกขึ้นสู้ของประชาชนนับล้าน จากต่างจังหวัดหลั่งไหลกันเข้ามาสู่ กทม.
วีดิโอลิงค์ ครั้งที่ 4 (31 มีนาคม 2552) คล้ายคลึงกับครั้งที่สาม
วีดิโอลิงค์ ครั้งที่ 5 (3 เมษายน 2552) นำเสนอการวิเคราะห์ ความซ้ำซากของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการรัฐประหารในเชิงสถิติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยรอบ 77 ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และทำให้ความสามารถในการแข่งขันที่เคยเทียบได้กับ ญี่ปุ่น เมื่อ 50 ปีก่อน มาเทียบได้กับเวียดนามในปัจจุบัน ที่ผ่านมาเราหลอกตัวเองและชาวโลกว่าเป็นประชาธิปไตย แท้ที่จริงเป็นเพียงประชาธิปไตยเพื่ออมาตย์หรือคนใน กทม.ต่อไปนี้ต้องสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงที่เป็นของประชาชน...และเรียกร้องให้ประชาชนเข้าร่วมการต่อสู้กับคนเสื้อแดงในวันที่ 8 เมษายน 2552
วันนี้...พล.อ.เปรมและแก๊ง 7 คน ได้กลายเป็นเหยื่อ ในวงล้อมของคนเสื้อแดงไปเรียบร้อยแล้ว...
Sunday, April 5, 2009
เพื่อไทย"เตรียมตั้งทีมกม.บี้"สุรยุทธ์"สอบ"เขายายเที่ยง"
ที่มา มติชนออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ว่า เมื่อเวลา 10.30 น.ชมรมกฎหมายภิวัตน์แห่งประเทศไทย นำโดยนายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธาน ได้ยื่นหนังสือถึงต่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อให้สอบสวนกรณีที่ดินเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ผ่านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้น ที่ดินดังกล่าวเป็นการบุกรุกที่ดินป่าสงวน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เขตดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ของกรมป่าไม้ ที่ไม่สามรถออกเอกสารสิทธิ์ ได้ แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ กลับใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ที่ผ่านมาและองคมนตรีออกเอกสารสิทธิ์ครอบครอง ดังนั้น พรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นกรณีเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ โดยในวันที่ 6 เม.ย. ทางพรรคจะตั้งคณะทำงานกฎหมายขึ้นมาตรวจสอบทันที
ด้านนายพิชา กล่าวว่า จากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมาธิการตำรวจและสิทธิมนุษยชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานนั้น พบว่า บ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์ เกิดขึ้นภายหลังการประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งมีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ที่ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปอยู่อาศัย และเรื่องนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งเป็นถึงองค์มนตรี อันเป็นตำแหน่งที่ต้องมีคุณธรรมจริยธรรมและความโปร่งใสในสังคม
เลื่อน7ขั้น2ทหารพลีชีพ เขมรเสริมทัพ"เขาวิหาร"
ที่มา ข่าวสด
"ประวิตร-อนุพงษ์"บินเยี่ยมทหารเสียชีวิตจากเหตุเขมรยิง พร้อมนำกระเช้านายกฯอภิสิทธิ์ไปมอบเป็นขวัญกำลังใจทหารที่บาดเจ็บ ก่อนร่วมรดน้ำศพ 2 พลทหารผู้กล้า ทบ.ปูนบำเหน็จ 7 ชั้นยศ เป็นร.ต. มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวอีก 1 ล้าน "ผบ.ทบ."ยันไม่มีทหารไทยถูกจับ ไม่เสริมกำลังเน้นการเจรจา สั่งตรวจสอบข่าว"ทักษิณ"อยู่เขมร โยงเหตุปะทะครั้งนี้ "มาร์ค"ยันใช้วิธีเจรจา ทหารเขมรเสริมกำลังรอบเขาพระวิหาร ขนชาวบ้านจากเขาพระวิหารออกไปอยู่ที่ปลอดภัย "ฮุนเซน"เสียใจเขมรยิงทหารไทยตาย
"แม่ทัพ 2"โวยเขมรทำผิดข้อตกลง
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 เม.ย. พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมพล.ต.ธวัชชัย สมุทรสาคร รองแม่ทัพภาคที่ 2 และคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์เดินทางจากจ.นครราชสีมาไปจ.อุบล ราชธานี เพื่อเยี่ยมปลอบขวัญทหารที่บาดเจ็บ และรดน้ำศพทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะกับกัมพูชา ที่บริเวณเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา
ก่อนเดินทาง พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชาว่า ขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่ความเรียบร้อย ทหารทั้งสองฝ่ายควบคุมกำลังพล ของตนเอง ตนยืนยันว่าทหารฝ่ายไทยอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเข้มงวด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการผิดข้อตกลงและจะต้องเจรจากันอีกครั้ง ทั้งนี้ ทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปะทะกันดังกล่าว ทางกองทัพบกให้ความสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องการดูแลครอบครัวและทายาทของทหารที่เสียชีวิต ซึ่งเป็นนโยบายของกองทัพที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ตนยืนยันว่าขณะนี้มีรายงานทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะกันเพียง 2 นาย และบาดเจ็บจำนวน 10 นาย ส่วนที่มีข่าวว่าทหารไทยถูกทหารกัมพูชาจับไปนั้นไม่เป็นความจริง และไม่มีเหตุการณ์การจับกุมตัวแต่อย่างใด
แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวต่อว่า สำหรับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่บริเวณชายแดนเขาพระวิหารนั้น ขณะนี้ทางทหารส่งกำลังเข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัย และสั่งเตรียมความพร้อมทุกอย่างหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ส่วนเรื่องของการตรึงกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายนั้น ทางเราติดตามความเคลื่อนไหวของทางฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด มีรายงานว่าทางกัมพูชาเสริมกำลังอาวุธเข้ามาในพื้นที่แล้ว ส่วนทางทหารไทยนั้นก็สั่งเตรียมพร้อมและตรึงกำลังไว้เช่นกัน ในวันที่ 5 เม.ย. ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาจะประชุมร่วมกับคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วไปที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยจะมีรมว.ต่างประเทศของไทยและคณะเข้าร่วมประชุมด้วยตามกำหนดการเดิมที่วางไว้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ทหารกัมพูชายิงใส่ทหาร ไทยครั้งนี้ เป็นคำสั่งของนายฮุน เซน นายกฯกัมพูชาใช่หรือไม่ เพราะทุกครั้งที่นายฮุน เซนให้สัมภาษณ์แบบแข็งกร้าวต่อฝ่ายไทยจะเกิดการปะทะกันตามมา แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ส่วนของตนดูแลในหน้าที่รับผิดชอบ
"อนุพงษ์"เคารพศพทหารพลีชีพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.30 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง พร้อมพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสธ.ทบ. ขึ้นเครื่องบินจากกองการบิน กรมการขนส่งทหารบก(ขส.ทบ.) เดินทางไป จ.อุบลฯ เพื่อเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากการปะทะกับทหารกัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงศ์ อ.เมืองอุบลฯ จำนวน 9 นาย และจะเดินทางไปที่วัดวารินธาราม อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ เพื่อรดน้ำศพทหารที่เสียชีวิต 2 นายจากเหตุปะทะดังกล่าว
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนเดินทางไปให้เกียรติกับผู้เสียชีวิตและไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ รวมทั้งไปฟังการบรรยายสถานการณ์และไปพูดคุยว่าจะมีหนทางที่จะแก้ปัญหาอย่างไร ทั้งนี้นายกฯฝากความระลึกถึงไปถึงผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เพราะท่านติดภารกิจ และฝากให้ไปช่วยเหลือด้วย
ผบ.ทบ. กล่าวว่า เหตุปะทะกันครั้งนี้เกิดจากการลาดตระเวนเจอกัน และเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการล่วงล้ำเขตแดน ซึ่งการแก้ไขปัญหาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการเจรจา ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ทั้งระดับรัฐมนตรี และการเจรจากับนายฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ทั้งนี้ยอมรับว่ากลไกในพื้นที่มีส่วนสำคัญในการพูดคุยและจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ากัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงเข้ามายังฝั่งไทย ส่วนการปรับเพิ่ม-ลดกำลังทหารในพื้นที่นั้นยังคงเดิม หากจะเพิ่มหรือลด ทั้งสองประเทศจะต้องทำเท่ากัน ขณะเดียวกันการอพยพประชาชนมีการ เตรียมพร้อมรับมือไว้หมดแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีมีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ที่ประเทศกัมพูชา และสั่งการให้กัมพูชาปะทะกับทหารไทยนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่
ยันไม่มีทหารไทยถูกจับ
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่มีอะไรรุนแรงขึ้น ทุกอย่างอยู่ในความสงบ ทั้งนี้ได้รับรายงานว่า ทหารเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 9 นาย ส่วนกระแสข่าวว่ามีการจับกุมทหารไทย 10 นายนั้น ยืนยันว่าไม่จริง สำหรับสาเหตุการปะทะเกิดจากการลาดตระเวนมาพบกัน สืบเนื่องจากทหารเราที่เหยียบกับระเบิด ทำให้ทหารต้องเข้าไปดูแลพื้นที่มีการเหยียบกับระเบิด และดำเนินการกู้ระเบิด แต่ทหารกัมพูชาลาดตระเวนมาเจอ ทำให้เกิดการเข้าใจผิด
เมื่อถามว่า การเจรจาเพื่อให้สถานการณ์ยุติ จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า อย่าพูดว่าเป็นการเจรจา น่าจะเป็นการพูดคุยมากกว่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ประสานงานในระดับท้องถิ่น ต้องมีการพูดคุยกัน และนำข้อมูลมาประชุมในเวทีระดับที่สูงขึ้น ทั้งในเจบีซีและอาร์บีซี ซึ่งเขามีกลไกพูดคุยกันอยู่ และไม่มีข้อขัดข้องอะไร ทั้งนี้ จะกำหนดการที่จะประชุมกันในเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งในระดับสูง พล.อ.ประวิตรโทร.คุยกับนายฮุนเซน ซึ่งผู้ใหญ่เข้าใจกันดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า กัมพูชายิงอาวุธหนักเข้าในไทยหลายครั้ง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการยิงอาวุธหนักเข้ามา อย่างไรก็ตาม กำลังทหารที่วางอยู่ในพื้นที่ยังคงไว้เช่นเดิม ส่วนกรอบการเจรจาถอนกำลัง หากกรอบของรัฐบาลผ่านรัฐสภา จะดำเนินการลดกำลังตามที่เคยหารือกัน ซึ่งจะต้องดำเนินการทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีกำชับอะไรในการหารือหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเพียงฝากถึงทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมฝากเงินไปช่วยเหลือ แต่ที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยเนื่องจากติดภารกิจ
เมื่อถามว่า จะประท้วงที่กัมพูชายิงอาวุธเข้ามาในฝั่งไทยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ประท้วง แต่ในระดับพื้นที่ต้องพูดคุยกัน
เลื่อน7ขั้น2ทหารกล้าพลีชีพ
เมื่อเวลา 17.15 น. ที่วัดวารินทราราม อ.วาริน ชำราบ นายสุเทพ พร้อมพล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ ร่วมพิธีรดน้ำศพ พลฯผดุงศักดิ์ วงศา และพลฯวุฒิไกร เวฬุวนารักษ์ ทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จ.ยโสธร ที่เสียชีวิตจากการปะทะกับทหารกัมพูชาเมื่อบ่ายวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายสุเทพทักทายกับพ่อแม่ทหารเสียชีวิตที่มายืนรอรับนั้น ปรากฏว่านางบุญธรรม วงศา มารดาของพลฯผดุงศักดิ์ ซึ่งอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจที่บุตรชายจากไปอย่างกะทันหันเกิดเป็นลมหน้ามืดล้มฟุบลง ญาติและทหารช่วยนำตัวมาปฐมพยาบาลจนฟื้นคืนสติ
หลังเป็นประธานรดน้ำศพทหารทั้งสองแล้ว นายสุเทพนำกระเช้าของขวัญไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.ค่ายทหารสรรพสิทธิประสงค์ 8 นาย และอีก 2 นายที่มีอาการหนักถูกส่งไปรักษาที่ร.พ.ศูนย์สรรพสิทธิประสงค์ โดยนายสุเทพกล่าวว่าเป็นตัวแทนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งติดราชการอยู่จังหวัดเชียงใหม่ จึงให้ตนมาเยี่ยมแทน
สำหรับกำหนดบำเพ็ญกุศลทหารทั้ง 2 นาย เช้าวันที่ 5 เม.ย. จะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดศรีธรรมมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร บ้านเกิด และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 8 เม.ย. โดยทั้ง 2 นาย จะได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนขั้น 7 ชั้นยศ ให้เป็นนายทหารสัญญาบัตร ยศร.ต. ส่วนครอบครัวจะได้รับการช่วยเหลือด้านสวัสดิการต่างๆ จากกองทัพกว่า 1 ล้านบาท
ด้านน.ส.สุพัตรา วงศา อายุ 16 ปี น้องสาวของพลฯผดุงศักดิ์ เปิดเผยว่า ครอบครัวมีลูก 2 คน คือพี่ชายและตน โดยวันที่ 3 เม.ย.เวลาประมาณ 08.00 น. พลฯผดุงศักดิ์โทรศัพท์มาพูดคุยสั่งให้ดูแลพ่อแม่ให้ดี พร้อมให้ตนตั้งใจเรียน เมื่อพลฯผดุงศักดิ์ปลดประจำการในปีหน้า จะทำงานหาเงินส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาตรีตามความตั้งใจของตนเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ต่อไป หลังจากนั้นวางสายไป จนเห็นข่าวเกิดการปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพู ชาตรงจุดที่พี่ชายประจำการอยู่ จึงโทรศัพท์ไปสอบถามเหตุ การณ์ แต่พี่ชายไม่รับสาย กระทั่งตกดึกได้รับข่าวร้ายพี่ชายเสียชีวิตแล้ว
"มาร์ค"ย้ำต้องเจรจาคลี่คลายศึกเขมร
วันเดียวกัน ที่ขส.ทบ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าพ.ต.ท. ทักษิณมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชาว่า คงไม่ไปกล่าวหาใครอย่างนั้น แต่ในส่วนเหตุการณ์บริเวณตามแนวชายแดนก็คลี่คลายไปในระดับหนึ่งแล้ว รมว.กลาโหมดำเนินการอยู่ คิดว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะเรื่องการวางกำลังของทั้ง 2 ฝ่าย เราไม่ต้องการให้เกิดการปะทะหรือการสูญเสีย แต่ละฝ่ายพยายามรักษาสิทธิของตัวเอง และใช้กระบวนการการเจรจาในการคลี่ คลายปัญหาต่อไป
เมื่อถามว่าล่าสุดมีข่าวว่ากัมพูชายิงอาร์พีจีเข้ามาในฝั่งไทย นายกฯ กล่าวว่า ตนเพิ่งคุยกับรมว.กลาโหมว่าขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว ต่อข้อถามว่าจะเกี่ยวข้องกับนายฮุนเซนให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า หากประเทศไทยล้ำเข้ามาในเขตกัมพูชาก็จะยิงทันทีนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการเริ่มต้นของการปะทะเริ่มจากจุดไหนอย่างไร แต่ทหารของเราไปโดนกับระเบิด หากพูดถึงการรุกล้ำ ไม่รุกล้ำแน่เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องพรมแดน ก็เป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญหาได้
เมื่อถามว่าตรวจสอบหรือไม่ว่ากับระเบิดเป็นของเก่าหรือของใหม่ นายกฯ กล่าวว่า กำลังตรวจสอบอยู่ เมื่อถามว่ามาถึงจุดนี้ยังยืนยันหรือไม่ว่าต้องมีการเจรจา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในกลไกต่างๆ ในการเจรจาก็ยังดำเนินต่อ
รองแม่ทัพ2ยันทหารเขมรยิงใส่ก่อน
วันเดียวกัน พล.ต.ธวัชชัย สมุทรสาคร รองแม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาหลังจากมีการปะทะกันเมื่อวันที่ 3 เม.ย.นี้ว่า ยังมีการวางกำลังตามปกติ ยังไม่ขยับไปไหน และยังเฝ้าระวังอยู่ ส่วนเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นนั้นคงเริ่มมาตั้งแต่ที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ต้องไปเคลียร์พื้นที่ว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีกับระเบิดเพิ่มอีกหรือไม่ เพราะเป็นจุดที่เราต้องไปตรวจสอบทุกวันอยู่แล้ว จึงวางกำลังตรงนั้นชั่ว คราว เพื่อจะเคลียร์ให้หมด จึงจะมีการขยับ พล.ต.ธวัชชัย กล่าวต่อว่า จนเมื่อเช้าวันที่ 3 เม.ย. ฝ่ายกัมพูชามากัน 20 คน และเข้ามาเจรจา 3 คนเพื่อให้เราถอนกำลังออก เราชี้แจงว่ามาเคลียร์พื้นที่เนื่องจากทหารเราเหยียบโดนกับระเบิดซึ่งไม่มีปัญหา แต่เมื่อเขาเดินกลับไปหาพวกอีก 17 คน กลับเป็นฝ่ายยิงใส่เรา เราต้องตอบโต้ไป ทำให้เขาเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 2 คน ซึ่งตนเข้าไปพูดคุยกับพล.ท.สไล ดึก ผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 แล้ว เขารับปากว่าจะไม่มีการใช้อาวุธเด็ดขาด จากนั้นตนไปเยี่ยมทหารที่จ.อุบลราชธานี ระหว่างไปเยี่ยม เกิดการปะทะอีก ตนจึงกลับมาพูดคุยกับเขาอีกครั้ง
"ช่วงแรกเขาอยากเข้ามาคุย แต่พอเข้ามาใกล้ฐานเรา ก็เปิดฉากยิงเรา ถ้าเป็นลูกน้องเสีย เราต้องเอาคืน เป็นเรื่องปกติของทหาร แต่ตอนหลังเรามีการควบคุมที่ดี จึงพยายามยับยั้งชั่งใจ ทางเขาอาจคุมไม่ได้ จากการพูดคุยกับพล.ท.สไลยังยืนยันเหมือนเดิม จึงขอให้เชิญผบ.พล.ยิงปืนที่คุมบริเวณพื้นที่ปะทะให้เข้ามาคุย ผมบอกว่าให้เขาคุมลูกน้องให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหากัน ส่วนเหตุการณ์ในช่วงบ่าย ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครสั่งขึ้นมาหรือไม่ ขณะนี้กำลังวิเคราะห์กันอยู่ เหตุการณ์ไม่น่าเกิดขึ้น เพราะเพิ่งคุยกันไม่ถึง 2 ชั่วโมง การปะทะวานนี้ มีการใช้ปืนค. อาร์พีจี ปตอ. ยกเว้นปืนใหญ่เท่านั้น" รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว
ชี้การเมืองอยู่เบื้องหลังเหตุปะทะ
เมื่อถามว่า การปะทะครั้งนี้มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ พล.ต.ธวัชชัย กล่าวว่า มองได้หลายทาง และต้องดูข่าวของเขาด้วยว่า ใครไปใครมา แต่ตนคิดแค่ยุทธวิธีของตนที่จะป้องกันอธิปไตยของเราและลูกน้องให้ปลอดภัยมากที่สุด ทั้งนี้เราพยายามคิดบวกตลอด แต่ต้องไม่ประมาท การทำอะไรเราไม่อยากไปทำก่อน แต่ต้องป้องกันตัวเราให้ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณนำเครื่องเครื่องเจ็ตไปลงที่กรุงพนมเปญ และเข้าไปพักที่บ้านของนายฮุนเซนนั้น พล.ต.ธวัชชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ตนก็ทราบอยู่ แต่ข้อเท็จจริงต้อง ให้สื่อมวลชนไปช่วยเช็ก
เมื่อถามว่า กำลังที่วางอยู่บริเวณโดยรอบปราสาทเขาพระวิหารมีเท่าไร พล.ต.ธวัชชัย กล่าว ว่า ไม่มาก ความจริงของเราอยู่น้อย แต่ของเขามีมาก เช่นเรามี 1 คน แต่เขามี 3 คน ซึ่งเราไม่ได้คิดไปรุกราน แต่เขาคิดว่าเราจะไปยึดเขาพระวิหารคืน ตนบอกว่าคิดยังไม่เคยคิด เพราะเมื่อศาลโลกตัดสินให้ไปแล้ว เราก็ทำตามกติกาของสังคมโลก
เมื่อถามว่าผบ.ทบ.เน้นย้ำนโยบายการวางกำลังอย่างไร รองแม่ทัพภาค 2 กล่าวว่า ส่วนใหญ่บอกนโยบายกว้างๆ ส่วนรายละเอียดเป็นเรื่องของกองกำลังสุรนารีว่าจะทำอย่างไร เมื่อถามว่าหากมีการถอนทหารทั้งสองฝ่าย ทางกัมพูชาจะได้เปรียบกว่าไทยหรือไม่ พล.ต.ธวัชชัย กล่าวว่า ถ้าบริสุทธิ์ใจต่อกันคงไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ความจริงคือตามหลักสากลทั่วโลกในพื้นที่ที่ซับซ้อนกันต้องเป็นพื้นที่พัฒนาร่วม เพราะคงไม่มีใครยอมถอนและให้คนอื่นไปยึดครอง เพราะถือเป็นการเสียดินแดน ซึ่งคงไม่มีใครยอมได้ ดังนั้นควรให้พื้นที่ตรงนั้นพัฒนาร่วม และลาดตระเวนร่วมกัน รวมถึงจะต้องไม่มีวางกำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าว
เขมรยิงถล่มไทย-หวิดโดนชาวบ้าน
เมื่อเวลา 10.15 น. พ.ต.ต.เปรียว ทองแก้ว สารวัตรป้องกันปราบปรามสภ.บึงมะลู อ.กันทร ลักษ์ จ.ศรีสะเกษ รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีลูกปืนค. ยิงจากเขาพระวิหารมาตกที่ด้านทิศใต้ของบ้านโนนเจริญ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จึงรายงานพ.ต.ท. ทิพย์พงษ์ ทิพเกษร สวญ.สภ.บึงมะลูทราบ พร้อม ประสานร.อ.ธวัช บุญเหมาะ ผู้บังคับหมวดหน่วยตรวจค้นและทำลายทุ่นระเบิดเพื่อมุนษยธรรมที่ 3 ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
เมื่อไปถึงพบนายปิยะวิทย์ บัวจันทร์ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 121/1 หมู่ 3 ต.เสาธงชัย จากนั้นนายปิยะวิทย์นำเจ้าหน้าที่ไปยังบริเวณที่ลูกปืนของทหารกัมพูชายิงเข้ามาตก ซึ่งอยู่บริเวณกลางไร่มัน ห่างจากภูมะเขือประมาณ 3 ก.ม. ลูกปืนตกฝังดินลึก 50 ซ.ม. เจ้าหน้าที่ช่วยกันขุด นำเศษระเบิดขึ้นมา พบว่ามีเศษระเบิดความยาวประมาณ 8 นิ้ว และบางส่วนเป็นแผ่นโค้ง แยกเป็นชิ้นๆ จำนวนมาก ตรวจสอบเป็นลูกปืนค.82
นายปิยะวิทย์ กล่าวว่า เมื่อเวลา 14.30 น. ขณะที่ตนพร้อมครอบครัว รวม 5 คนกำลังทำไร่มันอยู่นั้น มีเสียงดังวี้ดมาจากทางด้านเขาพระวิหาร และลูกปืนตกลงมาในไร่ของตน ห่างจากจุดที่ตนอยู่ประมาณ 50 ม. เมื่อลูกปืนตกพื้น ระเบิดลงในดินซึ่งเป็นดินร่วนซุย เนื่องจากตนขุดพรวนดินเพื่อปลูกมันสำปะหลัง และดินยังใหม่อยู่ จากนั้นเวลาห่างกันนานประมาณ 2 นาที ได้ยินเสียงลูกปืนอีกลูกหนึ่งดังวี้ดมาจากทางเขาพระวิหารเช่นกัน มาตกห่างจากที่ตนอยู่ประมาณ 100 ม. แต่ลูกที่ 2 ไม่ระเบิด พวกตนตกใจกลัวมาก จึงรีบแจ้งผู้ใหญ่บ้าน
ด้านร.อ.ธวัช กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าเป็นลูกปืนค.82 ยิงมาจากบริเวณเขาพระวิหารที่เกิดการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาเมื่อวานนี้ ตนนำเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจค้นทำลายทุ่นระเบิดค้นหาลูกปืนค.82 อีก 1 ลูกที่ยังไม่ระเบิดเพื่อจะนำไปทำลายทิ้ง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกำลังตรวจสอบบริเวณที่ลูกปืนค.ตกอยู่นั้น ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นอีก 3 ครั้ง ระยะห่างกันประมาณ 2-3 นาทีต่อครั้ง ที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทางด้านบ้านโศกขามป้อม ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์
แฉเขมรเสริมทหารรอบเขาพระวิหาร
เมื่อเวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านสะวายจะรุม อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวกัมพูชาที่อยู่ใกล้กับบริเวณปราสาทพระวิหาร ปรากฏว่าทางการของกัมพูชาใช้รถบรรทุก 6 ล้อ จำนวน 4 คันอพยพชาวกัมพูชาซึ่งมีประมาณ 200 คน พร้อมข้าวของออกจากบริเวณดังกล่าว ไปอยู่ที่บริเวณ อ.จอมกระสาน ห่างจากเขาพระวิหาร ประมาณ 40 ก.ม. เพื่อความปลอด ภัย เนื่องจากทหารกัมพูชากับทหารไทยอาจจะปะทะกันได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเที่ยงก่อนจะอพยพชาวกัมพูชาออกไป ทหารกัมพูชาใช้ปืนกลจานยิงถล่มใส่ทหารไทย ประมาณ 5 นัด ที่บริเวณสถูปคู่ ห่างจากบริเวณศาลาไทยบนผามออีแดง ประมาณ 100 ม. ซึ่งทหารไทยไม่ได้ยิงตอบโต้แต่อย่างใด เนื่องจากได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาไม่ให้ตอบโต้และให้อดทนต่อการยั่วยุของฝ่ายตรงข้าม โดยทหารกัมพูชายิงปืนกลจานออกมาจากช่องบันไดหัก ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของปราสาทพระวิหาร
ด้านนายวีระยุทธ ดวงแก้ว กำนันต.เสาธงชัย กล่าวว่า ตนทราบข่าวมาว่าทหารกัมพูชาเสริมกำลังและเสริมอาวุธหนักรอบบริเวณเขาพระวิหาร ดังนั้น จึงเตรียมการอพยพประชาชนไว้แล้ว หากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงสามารถจะอพยพชาวบ้านไปอยู่ในที่ปลอดภัยได้ทันที การที่ฝ่ายกัมพูชาอพยพประชาชนออกจากบริเวณเขาพระวิหารนั้น คาดว่าจะเกิดการปะทะใหญ่ระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา
"ฮุนเซน"เสียใจยิงทหารไทยดับ
วันเดียวกัน เอเอฟพีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีฮุน เซน กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางเยือนจังหวัดกัมพต ทางภาคใต้ว่า เป็นเรื่องปกติที่ทุกฝ่ายมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง ถ้าเขารุกล้ำเรา เราก็มีสิทธิ์ยิง หรือถ้าฝ่ายเราไปรุกล้ำดินแดนเขา เขาก็มีสิทธิ์ที่จะยิงตอบโต้มา กรณีล่าสุดนี้ ตนไม่เรียกว่าการสู้รบ เราเสียใจมาก ไม่ต้องการให้ทหารทั้งฝั่งกัมพูชาและทั้งทหารไทยต้องเสียชีวิต ตนคิดว่าการเจรจาระหว่างคณะกรรมาธิการไทย-กัมพูชาควรดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับการพบปะในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในสัปดาห์หน้า
เด็ก พท.ฮึกเหิมตอบโต้องคมนตรี
ที่มา ไทยรัฐ
วันที่ 4 เม.ย.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อต้องการล้มสถาบันว่า ไม่ขอเอ่ยชื่อใคร แต่คนที่พูดเรื่องเหล่านี้อายุมากแล้ว ชอบเอาเรื่องในอดีตมาพูด และออกมาพูดสอดรับกันเป็นลูกระนาด วันนี้ถึงเวลาที่การเมืองไทยต้องเปลี่ยนแปลง ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มั่นใจว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 8 เม.ย.นี้ จะมีไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนคน จะรบแบบแตกหักจนได้รับชัยชนะตามข้อเรียกร้องให้มีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ อย่าลืมเสื้อแดงต้องการทวงคืนประชาธิปไตย ไม่ใช่ชุมนุมเพื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ และท่านก็สั่งม็อบเสื้อแดงไม่ได้ เป็นเพียงผู้ปราศรัยบนเวทีคนหนึ่งเท่านั้น
“เหลิม” โยนพันธมิตรฯต้นตอปัญหา
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณและการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการเปิดโปงกระบวนการที่มุ่งจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังนั้นอย่าไปโทษ พ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดง ถ้าจะโทษใครต้องโทษนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นึกว่าตัวเองเป็นใหญ่ จนเผลอพูดพาดพิงผู้หลักผู้ใหญ่ และควรโทษนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่ไปพูดที่รัฐเวอร์จิเนีย แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณนำมาขยายผล เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วไม่มีใครกลัวใคร คิดว่าทุกคนเท่ากันหมด ต่อไปสังคมจะตั้งคำถามว่า ทำไมพันธมิตรฯทำได้ เมื่อคนนำมาเปรียบเทียบกันว่าสองมาตรฐาน รัฐบาลก็อยู่ลำบาก ทั้งนี้อยากให้สังคมไทยรับรู้ความถูกต้องชอบธรรม อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องถามว่าเป็นใคร มาผูกขาดความจงรักภักดีคนเดียว เคยทำอะไรให้ประเทศไทยบ้าง ส่วนที่ล่าสุดนายสนธิออกมาด่ารัฐบาล ก็คงเป็นเพราะตกลงอะไรไม่ได้ แต่ชอบที่นายสนธิพูดอยู่สองคำที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะฉิบหายเพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และสมน้ำหน้าเพราะรัฐบาลทำงานไม่เป็น
จี้ตั้ง กก.สอบก๊วนวางแผนปฏิวัติ
ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แถลงถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า สิ่งที่รัฐบาลควรกระทำอย่างมากขณะนี้คือ 1. ไม่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน 2. หาต้นเหตุที่ประชาชนไม่พอใจ พร้อมเปิดกว้างรับฟังความเห็น โดยให้ดำเนินคดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้มีความชัดเจน ไม่ใช่มาเร่งดำเนินคดีกับกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่จะลุกลามไปกระทบความเชื่อมั่นของสถาบันตุลาการและองคมนตรี ควรมีการตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นกลางมาสอบสวนความจริงกรณีการประชุมกันของกลุ่มบุคคล 7 คน ที่บ้านนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ซึ่งมีการพูดถึงการวานให้ฆ่าคน การยึดอำนาจรัฐบาล เพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อเท็จจริง หากมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมจริง ต้องมีผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แนะเจรจาเสื้อแดงหลังสงกรานต์
นายจาตุรนต์กล่าวว่า ส่วนการเจรจาระหว่างรัฐบาล กับผู้ชุมนุมเพื่อยุติความขัดแย้งนั้น เชื่อว่าคงไม่มีการเจรจาในช่วงสงกรานต์ ส่วนตัวอยากให้รัฐบาลมีความจริงใจในการเปิดเจรจา ไม่ใช่ทำเพื่อลดกระแสความไม่พอใจรัฐบาล หรือเพื่อลดจำนวนผู้ชุมนุม ทั้งนี้หากเป็นการเจรจาระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เชื่อว่าคงไม่เกิดผลอะไร เพราะการชุมนุมของคนเสื้อแดงมาจากคนหลาก หลาย ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทนเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยถ้าจะมีการเปิดเจรจา แต่ควรเจรจาหลังช่วงสงกรานต์ ต้องเป็นการหารือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง และหารือเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เจรจาเรื่องคดีความ การนิรโทษกรรมหรือไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ให้บุคคลใด ส่วนกระแสข่าวที่นายปรีดา พัฒนถาบุตร จะมาเป็นคนกลางในการเจรจานั้น ไม่ทราบ และไม่รู้ว่าควรให้ใครเป็นคนกลางในการเจรจา
