WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 7, 2009

วิกฤติการเมืองครั้งนี้เดิมพันสูง......

ที่มา ไทยรัฐ



การเมืองไทยจะถึงกับสะดุด เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ โดยการ ฉีกรัฐธรรมนูญ หรือจะเดินหน้าต่อไปโดยให้ ประชาชนเสียงสวรรค์ ของประเทศเป็นผู้ตัดสินโดยการ ยุบสภาเลือกตั้ง......ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำ.....วิกฤติการเมืองที่เดินหน้าชน อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเดิมพันด้วย อนาคตประเทศ และเลือดเนื้อของประชาชน

อินทรีเหล็ก ขอย้ำว่า วิกฤติการเมืองครั้งนี้เดิมพันสูง......เพราะการเรียกร้องประชาธิปไตยของ คนเสื้อแดง หมายถึงการ ปลดแอกอำนาจของกองทัพและสถาบัน จากอำนาจทางการเมืองโดยสิ้นเชิง กองทัพจะยอมหรือไม่......จึงไม่ใช่แค่การชิงอำนาจทางการเมืองกันธรรมดา.....แต่เป็นการชิงอำนาจชนิดขุดรากถอนโคน

ด้วยปัจจัยที่วิกฤติการเมืองจึงดำเนินไปสู่ จุดแตกหักของบ้านเมือง.......เป็นการชิงอำนาจการปกครองประเทศครั้งสำคัญของ ประวัติศาสตร์ทางการเมือง ที่ต้องบันทึกเอาไว้

ส่วนบุคคลที่ได้รับการกล่าวอ้างว่าจะเป็น คนกลาง เข้ามาไกล่เกลี่ยวิกฤติบ้านเมืองในครั้งนี้.....มีเสียงปฏิเสธจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครทาบทาม.... แม้จะเห็นว่า แนวทางการเจรจา จะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ดีที่สุดก็ตามทีเถอะ

ประเมินจากสถานการณ์ ขิงก็ราข่าก็แรง ยังไม่เห็นแนวทางที่วิกฤติจะจบลงด้วยการเจรจา....เมื่อ คนเสื้อแดง เดินหน้าไปสู่จุดสูงสุด เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง.....ถึงขนาดมีการพาดพิงถึง ประธานองคมนตรี อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน....วิกฤติการเมืองวันนี้จึงกลายเป็น วิกฤติบ้านเมือง ที่เกินกว่าจะมาเจรจากันโดยสันติซะแล้ว

ฟัง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุการชุมนุมประท้วงปราศรัย กระทบต่อความมั่นคง ของประเทศ ซึ่งรัฐบาลกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อ ดำเนินคดีภายใต้กฎหมาย......บ้านเมืองที่วุ่นวายเพราะ ทำตัวเหนือกฎหมาย.....ถือว่าถูกต้องตามหลักการ.....แต่ต้องเป็นการใช้ หลักกฎหมาย ในทำนองเดียวกันนี้กับสีอื่นด้วยจึงจะชอบธรรม จริงมะ

ก็เพราะในอดีตมีความพยายามจะให้ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ก็เพราะมีความพยายามจะ ใช้อำนาจนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ......ประเทศไทยก็เลยตกอยู่ในวังวนของวิกฤติการเมือง ไม่จบสิ้น.....จะโทษใครได้ ส่วนหนึ่งก็ต้องโทษคนในรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วย ที่พยายามจะ บิดเบือนกฎหมาย เพื่อชิงอำนาจทางการเมืองท่าเดียว

บัดนี้ ไม่ใช่เวลาของการออกมาโต้วาทีหรือตอบโต้กันไปวันๆ แต่ข้อเรียกร้องของ คนเสื้อแดง ในการเรียกร้องประชาธิปไตย.....บนข้อครหาว่า ประชาธิปไตยที่ผ่านมา ไม่บริสุทธิ์.....บนความคาบเกี่ยวระหว่างประชาธิปไตยของ คนเสื้อแดง และประชาธิปไตยของ คนเสื้อเหลือง.....จึงไม่พ้นความขัดแย้งระหว่าง ประชาชนกับประชาชน ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเช่นกัน

มาตามนัด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยืนยันทางออกของสถานการณ์ปัจจุบันที่ดีที่สุดคือ การยุบสภา.....และกระบวนการยุติธรรม ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่เลือกข้างหยุดการกระทำที่ บังอาจแอบอ้างสถาบันมา เป็นเครื่องมือทำลายล้างศัตรูทางการเมือง....พร้อมยืนยันว่า อดีตนายกฯทักษิณ ไม่มีพฤติกรรมที่ไม่จงรักภักดีอย่างที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังปฏิเสธข่าวที่จะนำทีม ส.ส.กทม. ไปอยู่กับ พรรคภูมิใจไทยหรือทหาร ย้ำจุดยืนจะเลือกอยู่กับพรรคที่รักษากติกาประชาธิปไตยเท่านั้น.....ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยที่ร่วมกับ ประชาธิปัตย์และทหาร ปล้นอำนาจของประชาชน.....เนื่องจากไม่นิยม เกาะท็อปบูต เพื่อความยิ่งใหญ่.....ชัดเจนไปเลย

สรุปแล้ววันนี้ ครม.จะจัดประชุมที่ไหนยังไม่ชัดเจน.....สุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการ ครม.ไม่รับประกันว่า จะประชุม ครม. ที่พัทยาชลบุรี ได้หรือไม่......เวรกรรมติดจรวด

ไหนจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ผู้นำอาเซียนบวก 3 และบวก 6......ในเวลาที่วิกฤติการเมืองกำลังร้อนแรงอย่างนี้ รัฐบาลเห็นทีจะรับศึกหนัก.....หากไม่เร่งยุติวิกฤติการเมืองโดยเร็ว......ความเชื่อมั่นของประเทศ จะจบลงพร้อมกับความหายนะทางเศรษฐกิจ

นับวันเศรษฐกิจโลกถดถอยลงทุกที กระทรวงแรงงาน สหรัฐฯ เปิดเผยอัตรา การว่างงาน ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สูงขึ้นที่ระดับร้อยละ 8.5 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2526......การส่งออกของญี่ปุ่น ติดลบถึงร้อยละ 45 .....กลุ่มธนาคารใหญ่ 3 แห่ง ของญี่ปุ่น ขาดทุน ครั้งแรกในรอบ 6 ปี เนื่องจากหนี้เสียที่สูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต พับผ่า

อินทรีเหล็ก

เข็ดแล้วด่านหน้าไฟ

ที่มา ไทยรัฐ

เฉาก๊วยเมนูของหวานสูตรโบราณ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเจ้าภาพนำมาจัดซุ้มอาหารเลี้ยงแขก ช่วยงานวันก่อตั้งพรรคครบรอบปีที่ 63

สรรพคุณทางยา แก้อาการร้อนใน

แต่ในอารมณ์ของเกมการเมืองท่ามกลางสถานการณ์ได้เสีย เฉาก๊วยยังไม่วายกลายเป็นประเด็นซะได้ ในมุกของนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย หยิบเอามาขยายปม ของดำใช้เลี้ยงในงานศพ

ทักร้ายบลัฟเป็นลางไม่ดีของพรรคประชาธิปัตย์ไปซะฉิบ

อย่างไรก็ตาม โดยฤกษ์ครบรอบวันก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือเป็นวันดีที่พรรคภูมิใจไทยของเครือข่าย เพื่อนเนวินได้ทำพิธีเปิดที่ทำการพรรคใหม่ อาคารหรูหรา 5 ชั้น ย่านพหลโยธิน 43 อย่างยิ่งใหญ่ ในเย็นวันเดียวกัน

สองค่ายจัดงานประชัน ครึกครื้น อู้ฟู่ อิ่มหมีพีมันตามประสาพรรคร่วมรัฐบาล

ในขณะที่ฝ่ายค้านเดี่ยวอย่างพรรคเพื่อไทย ทำได้แค่เปลี่ยนที่จับบานประตูทางเข้าอาคารทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นเศียรช้างสีทอง นัยว่าพร้อมออกรบกำชัย

แก้เคล็ดปรับฮวงจุ้ยไปพลางๆ

และทั้งหมดทั้งปวง โดยอาการขยับของพรรคการเมือง ทุกค่ายสั่งเตรียมพร้อมรับศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ลุ้นจุดพลิกผัน วันเผด็จศึกของม็อบเสื้อแดง 8 เมษายน

แต่ที่พลิกล็อกก่อนเลย โดยอาการขัดลำของคนกันเอง ล่าสุด นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ออกมาตีปากนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานม็อบพันธมิตรฯ

บอกปัดข่าวที่นายสุริยะใส ระบุแกนนำพันธมิตรฯทั้ง 5 คน กำลังประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีการเช็กข่าวทุก 1 ชั่วโมง เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ในวันที่ 8 เมษายนนี้ จะนำไปสู่ความรุนแรงอย่างมาก

และหากกลุ่มเสื้อแดงสร้างสถานการณ์ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในวันที่ 8 เมษายนนี้ ทางม็อบพันธมิตรฯจะออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ทันที

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวไม่ถือเป็นมติของแกนนำพันธมิตรฯ ขอยืนยันว่าพันธมิตรฯจะไม่ออกไปเป็นเหยื่อกับเกมเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด เรื่องที่นายสุริยะใส

ออกมาให้สัมภาษณ์อาจพูดไปด้วยอารมณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินไปที่นายสุริยะใสจะดำเนินการโดยพลการ หรืออาจจะพูดไปในนามคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ก็ไม่ทราบได้

หักหน้ากันเองอย่างจัง

แน่นอน นัยหนึ่งคือลูกเก๋า ไม่ต้องการหลงไปเข้าทางเกมป่วนของม็อบเสื้อแดง ที่ต้องการเร้ากระแสให้เกิดการหักดิบ นำไปสู่เป้าหมายเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมือง

ล้างหน้าไพ่ เล่นกันใหม่

แต่อีกนัยหนึ่ง โดยอารมณ์แค้นของขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯก็คงต้องการแก้เผ็ด เข็ดแล้วกับการถูกเบี้ยวแบ่งเค้ก ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ และทหาร ใช้เป็นด่านหน้าไฟในการประจัญบานกับม็อบเสื้อแดง

เหยียบบ่าม็อบเสื้อเหลืองขึ้นไปเสวยอำนาจ

อย่างที่ขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯประกาศจุดยืนผ่านจอหลายรอบ การปะทะกับม็อบเสื้อแดงเป็นหน้าที่ของ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กับ บิ๊กป๊อกพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก

เป็นด่านหน้ารับบาทา ออกรบกันเองมั่ง

จากที่เคยโวยวาย ถูกเหยียบซากศพขึ้นไปเสวยสุข รอบนี้ม็อบพันธมิตรฯก็ตั้งท่ารอฉวยจังหวะ เสวยสุขบนซากสงครามเหมือนกัน

แต่นั่นไม่ใช่เกมสำหรับคนที่สวมหมวกสองใบ

โดยหน้าที่ของ สายล่อฟ้าล่าสุด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ในโควตาม็อบพันธมิตรฯ แกล้งบ่นดังๆกับผู้สนับสนุนพรรค รู้สึกไม่สบายใจที่มีบางประเทศยอมให้อดีตนายกฯทักษิณใช้เป็นฐานโจมตีประเทศไทย กำลังตรวจสอบข้อมูลว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังอยู่ในประเทศกัมพูชาจริงหรือไม่

ขู่ดังๆ หากรัก ทักษิณมาก ก็คงมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ กับประเทศไทยแน่นอน

โดน ฮุน เซนสอนมวยกี่ทีก็ยังไม่เข็ด.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เนวินนัดแถลงเปิดใจ!!! (เกมรุกคนเสื้อแดง หรือเป็นเพียงแค่เกมแก้ต่าง..ของเนวิน)

ที่มา thaifreenews

โดย : เสียงประชาไทย



-----------------------------------------------------------------
ในวันที่ 7 เม.ย. เวลา 13.00 น.
นายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมบริหารพรรคไทยรักไทย
จะแถลงเปิดใจทุกเรื่องที่ถูกพาดพิงถึง โดยจะแถลงที่โรงแรมสยามซิตี้ โดย สาเหตุที่นายเนวินจะแถลงเปิดใจนั้น

เนื่องจากถูกกลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวพาดพิงและโจมตีอย่างหนัก
-----------------------------------------------------------------

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
แต่การแถลงเปิดใจครั้งนี้นายเนวิน ย่อมต้องมีนัยแอบแฝงอย่างแน่นอน

การเลือกวันแถลงก่อนวันนัดชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง 1 วันนั้น เหตุผลหลักน่าจะเป็นการแก้ต่างให้ตนเองและพรรคภูมิใจไทยมากกว่า การเดินเกมต่อสู้กับคนเสื้อแดง

เพราะสถานการณ์ในตอนนี้เป็นไปได้สูงเกิน 80% แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ต่อไปไม่ได้แน่นอน

น่าจะทำให้คนที่มองเกมการเมืองขาดอย่างเนวิน
กำลังเข้าใจแล้วว่า คนเสื้อแดง ทุกวันนี้เกินกว่าที่จะควบคุมได้แล้ว พลังมวลชนที่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ นั้น
ไม่ได้เกิดจากการปลุกระดมของแกนนำเพียงอย่างเดียว
ไม่ได้เกิดจากการใช้วีดีโอลิ้งของคุณทักษิณเพียงอย่างเดียว
ไม่ได้เกิดจากการเรียกร้องประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว
แต่มันเกิดจากปัยจัยหลายๆอย่างรวมกัน
และเหตุผลที่สำคัญที่สุดนั้นเป็นเพราะการกระทำของรัฐบาลแมลงสาบเองที่กระทำการหลายๆเรื่องที่ไม่เป็นธรรม และด้วยคำพูดที่เห็นแก่ตัว ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จของพวกแมลงสาบทั้งหลายนั่นละ
คือสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกเวลา และ ทุกวินาที

ไม่ว่าการแถลงเปิดใจครั้งนี้ของเนวินจะเป็นอย่างไร
สำหรับคนเสื้อแดงที่หนักแน่นพอมันไม่มีผลกระทบเลย
แต่พวกเราจะได้รู้อะไรมากขึ้นจากปากห้อยๆของชายผู้นี้
ไม่ว่าจะเป็นผลดี หรือ ไม่ดีต่อคนเสื้อแดง ก็ตาม!!!

อำมาตย์ แปลว่า ข้าราชการ !!?

ที่มา thaifreenews

“ป๋าเปรม-บิ๊กเสือ” ร่วมงานวันสัญญา
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 5 เม.ย. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้จัดงานวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2552 ทั้งนี้ในช่วงเช้าได้มีการจัดพิธีทางสงฆ์ โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะ นิติศาสตร์ คอยให้การต้อนรับ
รปภ.เข้มหวั่นเกิดเหตุวุ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการจัดงานดังกล่าว ได้มีการขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งตำรวจจราจรและตำรวจสายตรวจจาก สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี มาคอยรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดกว่า 200 นาย ขณะเดียวกันได้มีการประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นำเครื่องตรวจวัตถุระเบิดแบบสแกน คอยตรวจผู้เข้าร่วมงานอย่างละเอียด โดยในช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ได้ใช้ เครื่องสแกนไปตามพุ่มไม้ เพื่อป้องกันการวางวัตถุระเบิดหรือสิ่งแปลกปลอม แต่ตลอดระยะเวลาการจัดงานไม่มีเหตุผิดปกติใดๆเกิดขึ้น
“ป๋าเปรม” อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
จากนั้นเวลา 09.05 น. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สักการะอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่ามกลางการอารักขาของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่าสิบนาย โดยมี พล.อ. พิจิตร นายสุเมธ นายสมคิด และนายอักขราทร คอยต้อนรับ โดย พล.อ.เปรมได้ทักทาย พล.อ.พิจิตรและนายอักขราทร ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อน เมื่อวางพานพุ่มเสร็จแล้ว พล.อ. พิจิตรได้เดินมาส่งและพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับ พล.อ. เปรมจนถึงที่รถ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มอบหมายให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนวางพานพุ่ม และนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทน ราษฎร เป็นตัวแทนฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรวางพานพุ่ม
ชี้แยกคนดี-เลวไม่เห็นยาก
จากนั้น พล.อ.เปรมให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าคนไทยน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ จะผ่านพ้นวิกฤติช่วงนี้แน่นอน เมื่อถามว่าปัญหาขณะนี้เกิดขึ้น เพราะแยกไม่ออกระหว่างคนดีกับคนไม่ดีหรือไม่ พล.อ.เปรมย้อนถามกลับว่าทำไมล่ะ ไม่เห็นแยกยากตรงไหนเลย แยกได้ก็ได้ประโยชน์มาก
ย้ำพูดหมดแล้วที่ถูกกล่าวหา
เมื่อถามย้ำว่า ท่านก็เป็นคนดี แต่มีความพยายามที่จะพาดพิง พล.อ.เปรมตอบว่า ไม่เป็นไร ก็ยังเป็นอยู่อย่างเดิม เมื่อถามว่า จะทำให้สังคมตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.เปรมตอบว่า เขาตื่นกันแล้วมั้ง เขารู้จักแยกความดีกับความไม่ดี เมื่อถามว่า วันที่ 8-10 เม.ย.นี้ กลุ่มเสื้อแดงประกาศจะสู้ถึงขั้นแตกหัก เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เป็นห่วงหรือไม่ พล.อ.เปรมตอบว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ เมื่อถามว่ากลุ่มเสื้อแดงระบุว่าท่านอยู่เบื้องหลังทั้งหมด อยากให้ท่านชี้แจง พล.อ.เปรมตอบว่า ไม่พูดแล้ว พูดหมดแล้ว เมื่อถามว่าสิ่งที่ท่านชี้แจงคนยังไม่รับรู้ในวงกว้าง พล.อ.เปรมย้อนถามว่า กว้างแค่ไหน ไม่ทราบ แต่ได้พูดไปหมดแล้ว
ย้อนถามคนกลางเป็นใคร
ผู้สื่อข่าวถามว่า สิ่งที่ได้รับรู้คิดว่าจะผ่านพ้นวิกฤติที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.อ.เปรมตอบว่า ไม่ทราบ เพราะไม่รู้ เมื่อถามว่า ความรุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะมีความพยายามจะปลุกคน พล.อ.เปรมกล่าวว่า ไม่วิจารณ์เรื่องนี้ เมื่อถามว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองอยากจะให้สติคนไทยอย่างไร พล.อ.เปรมตอบว่า ให้ไปเรื่อย ให้ไปตลอดเวลาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงบอกว่าให้คนไทยต้องรักสามัคคีกัน และต้องดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ขอให้น้อมนำเอาพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปปฏิบัติและทุกอย่างก็จะเรียบร้อย เมื่อถามว่า มีการเสนอให้นำคนกลางมายุติปัญหาคือ นายสุเมธ พล.อ.เปรมตอบว่า ไม่รู้ ไม่รู้ จากนั้น พล.อ.เปรมได้หัวเราะ แล้วหันไปหานายสุเมธที่ยืนอยู่ด้านหลังพร้อมกับกล่าวว่า ให้ไปถามเขาซิ เมื่อถามย้ำว่าสถานการณ์ขณะนี้ หากมีคนกลางมาไกล่เกลี่ย จะทำให้พ้นวิกฤติหรือไม่ พล.อ.เปรมตอบว่าคนกลางคือใคร ความจริงตนไม่คิดว่าคนไทยจะไม่รักกัน
ไม่ต้องเตรียมรับมือเสื้อแดง
เมื่อถามว่า เกิดอะไร ทำไมความขัดแย้งจึงรุนแรงขึ้น พล.อ.เปรมตอบว่า ไม่ทราบ สื่อทราบดีกว่าตนอีก เมื่อถามว่า ใส่ใจกับกลุ่มเสื้อแดงที่โจมตีท่านหรือไม่ พล.อ.เปรมตอบว่า ไม่ได้ฟัง เมื่อถามต่อว่ากลุ่มเสื้อแดงจะไปปิดล้อมที่บ้านสี่เสาเทเวศร์เตรียมรับมือหรือไม่ พล.อ.เปรมตอบว่า ไม่ต้องเตรียมอะไรเลย เมื่อถามว่าจะอยู่ในบ้านสี่เสาเทเวศร์ใช่หรือไม่ พล.อ.เปรมตอบว่า มีบ้านหลังเดียว
โยนบางเรื่องสื่อรู้ดีกว่า
เมื่อถามว่า พล.อ.พิจิตรเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่จงรักภักดี มองอย่างไร พล.อ.เปรมตอบว่า ไม่รู้ แต่สิ่งที่ พล.อ.พิจิตรพูดก็ต้องไปถาม พล.อ.พิจิตร เมื่อถามว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณโจมตีท่านกับ พล.อ.สุรยุทธ์ มีเป้าหมายไปไกลกว่านั้นหรือไม่ พล.อ.เปรมตอบว่า สื่อรู้ดีกว่าตน ไม่ได้สนใจว่าคุณทักษิณพูดว่าอะไร เพราะบอกหลายครั้งว่าไม่ค่อยได้ฟังด้วยซ้ำไป เมื่อถามว่าการมุ่งโจมตีบุคคลรอบตัวพระมหากษัตริย์ จะทำให้บั่นทอนสถาบันหรือไม่ พล.อ.เปรมพยักหน้าและตอบว่า น่าจะเป็นเมื่อถามว่า จะป้องกันอย่างไร พล.อ.เปรมตอบว่า ก็อย่าพูดสิ เมื่อถามย้ำว่าหวั่นไหวหรือไม่ในวันที่ 8 เม.ย. พล.อ.เปรมตอบด้วยรอยยิ้มที่มุมปากว่า วันนั้นไม่ไปไหนหรอก
“สุเมธ” ปฏิเสธเป็นคนกลาง
ด้านนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บุคคลที่ทางพรรคเพื่อไทยระบุว่า อยากให้เป็นคนกลางมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยยุติความขัดแย้งทางการเมืองว่า ทำงานและอยู่เฉยๆ เมื่อถามว่า มีคนมาทาบทามหรือยัง นายสุเมธตอบว่า ยังไม่รู้ เพิ่งมางานนี้ เมื่อถามว่า จะเป็นเรื่องดีหรือไม่หากเป็นคนกลางแล้วปัญหาจะยุติได้ นายสุเมธตอบว่า ทำไมบ้านเมืองต้องเป็นซ้าย ต้องเป็นขวา ต้องเป็นกลาง ไม่เข้าใจ ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ เมื่อถามว่า บ้านเมืองจะไปอย่างไรต่อไป นายสุเมธตอบว่า ไม่รู้ซิ แต่สื่อน่าจะหาทางออกได้ ฝากไว้ด้วย เมื่อถามว่า เป็นห่วงสถานการณ์อย่างไร นายสุเมธตอบว่า ในฐานะที่เป็นคนไทยก็เป็นห่วงบ้านห่วงเมืองทั้งนั้น ไม่มีคนไหนหรอกที่ไม่ห่วง เมื่อถามว่า ทางออกในขณะนี้ควรเป็นอย่างไร นายสุเมธตอบว่า ให้นึกถึงประโยชน์ของบ้านเมืองอยู่ตรงไหน เมื่อถามว่า หากมีคนติดต่อให้เป็นคนกลางจะสนใจหรือไม่ นายสุเมธตอบว่า ไม่เอา
เชื่อแก้ปัญหาได้ด้วยการเจรจา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่านควรจะหาทางออกด้วยการไปหารือกับสายศาล แบบที่ พล.อ.สุรยุทธ์เคยไปปรึกษากับศาล เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศมาก่อนหรือไม่ นายสุเมธตอบว่า ไม่ทราบ ต้องไปถาม พล.อ.สุรยุทธ์เอง อย่างไรก็ตาม การเจรจาถือว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครมาทาบทามให้ ไปเป็นคนกลางดังกล่าว ซึ่งตนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเดี๋ยวนี้บ้านเมืองถึงแบ่งเป็นซ้าย เป็นขวาแบบนี้ เมื่อถามว่า หากมีการทาบทามจริงจะรับเป็นคนกลางหรือไม่ นายสุเมธส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า ไม่รู้ สื่อนั่นแหละต้องทำหน้าที่เป็นคนกลาง เรื่องนี้ก็ได้ยินจากสื่อนั่นแหละ
“ชัช ชลวร” รับรางวัลนัก ก.ม.ดีเด่น
ต่อมาเมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสัมมนา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา กองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และมูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัลสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2552 โดย นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะประธานกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ กล่าวรายงานและเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ประธานในพิธีมอบรางวัลสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2552 แก่นักกฎหมายดีเด่นคือ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนักศึกษากฎหมายดีเด่นคือ น.ส.อชิรญาณ์ จันทร์พูล นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 เมื่อปี 2550 โดย พล.อ.เปรมกล่าวยินดีกับผู้ได้รับรางวัลว่า ขอขอบคุณนายอักขราทรที่เชิญ มาในพิธีอันมีเกียรติและสำคัญ การยกย่องคนดีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน การที่กองทุนสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ยกย่องคนดีให้ปรากฏทุกปี ปีละ 2 คน เป็นเวลา 10 ปีมาแล้ว เป็นการกระทำหน้าที่ของคนไทยที่น่าจะได้รับการยกย่องส่งเสริม เป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศที่ยิ่งใหญ่
ย้ำพระบรมราโชวาทกีดกันคนไม่ดี
พล.อ.เปรมกล่าวว่า ประเทศของเราถ้ามีคนดีเพิ่มขึ้น คนไม่ดีก็น่าจะลดลง พระบรมราโชวาทของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ว่า ให้ยกย่องส่งเสริมคนดีให้มาดูแลบ้านเมือง และกีดกันคนไม่ดีไม่ให้เข้ามายุ่งหรือเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมือง หรือกิจการที่สำคัญๆ ขอแสดงความยินดีกับนายชัช ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกคนรู้จักดี และเป็นที่ไว้วางใจของคนไทย ส่วน น.ส.อชิรญาณ์ทำงานที่ศาลปกครอง ก็เป็นคนที่ควรยกย่องส่งเสริมเหมือนกัน ขอพระสยามเทวาธิราชปกป้องทั้ง 2 คน ให้คงความดีตลอดไปและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนอื่นๆ และหวังว่าพิธีมอบรางวัลในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้องค์กรอื่นๆกระทำตาม เพื่อส่งเสริมคนดีของชาติบ้านเมืองให้ได้รับการยกย่องมากยิ่งขึ้น
คุณธรรมนำสังคมก้าวหน้า
จากนั้น นายอักขราทรได้มอบรางวัลการประกวดเรียงความเรื่อง คุณธรรมและจริยธรรมนำสังคม กับท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และกล่าวยินดีกับผู้ได้รับรางวัลว่า ขอแสดงความชื่นชมกับผู้ได้รับรางวัล ซึ่งเป็น การสืบสานต่อเจตนารมณ์ของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมที่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ สังคมเดินไปได้อย่างมีดุลยภาพ ภราดรภาพ โดยเฉพาะสังคมในปัจจุบันนี้ ซึ่งโครงการจัดประกวดเรียงความเป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เดินตามแนวทางอาจารย์ สัญญา ซึ่งเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในทุกด้านและยังได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรุ่นหลัง ที่จะสืบสานต่อเจตนารมณ์
“สุจิต” ลั่นต้องคงสถาบันไว้
ต่อมาเวลา 11.00 น. นายสุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวปาฐกถาสัญญา ธรรมศักดิ์ ครั้งที่ 5 เรื่อง “ปัญหาและแนวทางของการเมืองไทยภายหลังวิกฤติ” ว่า ปัญหาวิกฤติในปัจจุบันจะยุติเมื่อไหร่ ตนก็ไม่ทราบ หลายคนตั้งคำถามว่า จะยุติในวันสองวันหรือจะบานปลาย การที่มีวิกฤติแสดงว่าบ้านเมืองมีปัญหาต้องมีการแก้ไข หลายคนบอกต้องปฏิรูป แต่ไม่ว่าจะปฏิรูปการเมืองอย่างไร ก็ต้องอยู่ในกรอบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คงไม่ต้องอธิบายว่าทำไมระบอบนี้เหมาะกับประเทศไทย อยากให้มองประเทศอื่นที่ปกครองระบอบนี้ ก็มีประชาธิปไตยที่มั่นคง ประเทศเจริญก้าวหน้า และประเทศเหล่านี้ก็พยายามรักษาสถาบัน แสดงว่าสถาบันอยู่คู่กับประชาธิปไตยได้โดยไม่มีความขัดแย้ง อย่างอังกฤษ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน สเปน ญี่ปุ่น ดังนั้น ต้องหันมามามองว่าประเทศไทยจะปฏิรูปอย่างไร จากที่มีปัญหาคาราคาซังตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา ซึ่งใหญ่และซับซ้อน ครอบคลุมทั้งประเด็นโครงสร้างได้แก่สถาบันการเมืองคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ราชการ ระบบการเลือกตั้ง รวมไปถึงค่านิยม วัฒนธรรมทางการเมือง ทัศนคติ จิตสำนึกประชาชน และจริยธรรมคุณธรรมของผู้นำทางการเมือง นักการเมือง ข้าราชการ เศรษฐกิจและสังคม ที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งคงต้องพูดกันเป็นปี
การชุมนุมไม่ทำให้ ปชช.เข้มแข็ง
นายสุจิตกล่าวอีกว่า ประเด็นที่ต้องคิดถึงในการพัฒนาการเมืองในอนาคตคือ การสร้างความเข้มแข็งและตระหนักในความเป็นพลเมือง ให้กับประชาชน การสร้างการเมืองภาคพลเมืองให้เข้มแข็ง ปัจจุบันมีการชุมนุมประท้วงกว้างขวางไม่ว่าจะเสื้อสีไหน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังบ่งบอกไม่ได้ว่าคนไทยเข้มแข็งทางการเมือง แต่การสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชนมีความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้เรื่องต่างๆ ทะลักเข้ามาอย่างเสรี ปราศจากการจำกัด แนวคิดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งมีฐานมาจากความคิดค่านิยมประชาธิปไตยตะวันตกก็เข้ามาด้วย และยังทำให้มีการเคลื่อนย้ายทุนเสรี ระบบเศรษฐกิจเสรีพัฒนาต่อเนื่อง มีผลให้เกิดการยอมรับในสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีรากฝังลึกในสังคมเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้
ตีความเรื่องเสรีภาพต่างกัน
นายสุจิตกล่าวว่า หลายประเทศให้ความสำคัญสิทธิเสรีภาพ แต่ตีความต่างกันว่าอะไรคือสิทธิ อะไรคือเสรีภาพ ประเทศในตะวันตกส่วนใหญ่ยอมให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง ส่วนบางประเทศตีกรอบสิทธิเสรีภาพเคร่งครัด จึงไม่สามารถบอกได้ว่าความสมดุลที่ถูกควรอยู่ตรงไหน สังคมตะวันตกถือว่าสิทธิเสรีภาพมากับการเป็นมนุษย์ จะจำกัดได้คือภายใต้กฎหมาย แต่รัฐก็ไม่สามารถออกกฎหมายมาจำกัดทั้งหมดได้ ส่วนสังคมไทยมักยอมให้มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพมากกว่าตะวันตก แต่ปัจจุบันมีการยอมรับเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้น แต่มีคนกังวลว่า สิทธิเสรีภาพ และความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ตรงไหน
ถ้า ปชช.เข้มแข็งไม่ถูกชี้นำง่าย
“ในสภาพโลกาภิวัตน์ที่มีเสรี รวดเร็ว กว้างขวางของข้อมูลที่หลากหลายมาก ทั้งข้ามพรมแดน หรือหลั่งไหลในประเทศ ข้อมูลนี้มีทั้งข้อเท็จจริง ความเห็น คำวิจารณ์ หรือการบิดเบือนข้อมูลเพื่อประโยชน์ของบางกลุ่มบางพวก ปรากฏในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงระบบส่งข้อมูลข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ต โฟนอิน วีดิโอลิงก์ ทำให้มีความพยายามของคนบางกลุ่ม ทั้งในและนอกประเทศ ที่จะชักจูงให้คนคล้อยตามความคิดของตนด้วยหลายวิธีการ เช่น การตัดต่อเอาส่วนที่ตรงกับความต้องการของตนเองมาออก นอกจากนี้ การเสนอข้อมูลข่าวสาร ยังมีแบบตอกย้ำต่อเนื่อง ใช้ภาษาปลุกระดม ให้เหตุผลว่าเป็นสิทธิเสรีภาพการแสดง ออก การเคลื่อนไหวตามการชี้นำทำได้ ฉะนั้นการสร้างความเข้มแข้งจะทำให้ประชาชนแยกแยะข้อมูล เป็นตัวของตัวเองทางความคิดและการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ตรงนี้จึงต้องเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแก้กฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องการศึกษา ปรับปรุงหลักสูตร การใช้สื่อ เพื่อให้เข้าใจถึงความสมดุล ซึ่งอยู่ที่สังคมร่วมกันกำหนด” นายสุจิตกล่าว
ลั่นต้องปรองดองบนความถูกต้อง
นายสุจิตกล่าวต่อว่า ถ้าประชาชนเข้มแข็งก็จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ความสมดุลจะอยู่ตรงไหน จึงต้องพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ไม่ให้อยู่ภายใต้ผู้นำที่ชักจูงไปทางใดก็ได้ และต้องเปิดให้ประชาชนมีช่องทางเรียกร้อง เปิดโอกาสให้ตัดสินใจทางการเมือง สร้างสำนึกคุณค่าพลเมืองที่ตนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การใช้สิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่บนการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของผู้นำ หรือเงินไม่มากาไม่เป็น ความขัดแย้งในขณะนี้ คงปล่อยให้วิกฤติยืดไปมากกว่านี้ไม่ได้ หลายคนมองถึงการสร้างความสมานฉันท์ คิดว่าทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนรากฐานความถูกต้อง ไม่ใช่สร้างความปรองดองบนความไม่ถูกต้อง การปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องยากมาก แต่ปฏิวัติง่าย เพราะปฏิรูปการเมืองต้องอาศัยความรอมชอมจากทุกฝ่าย แต่ก็ต้องทำไม่เช่นนั้นจะติดวัฏจักรอันเลวร้ายแบบนี้ และขอให้ คนที่รักชาติบ้านเมืองช่วยกันขบคิดหาทางออกให้ประเทศ
ไม่เชื่อจะรุนแรงเท่า 6 ตุลาฯ
จากนั้น นายสุจิตให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้อยู่สถาบันพระปกเกล้า เพียงแต่เป็นมติของสถาบันพระปกเกล้า ให้ทำหน้าที่ปฏิรูปการเมือง ก็รับปาก เพราะเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ส่วนสถาบันจะมีการประชุมเพื่อทบทวนการตัดสินใจเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของสถาบัน ดังนั้นจะเดินหน้าต่อ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสถาบัน คิดว่าคณะกรรมการอิสระปฏิรูปการเมืองจะสามารถเป็นทางออกให้กับบ้านเมืองในขณะนี้ได้ ถ้าทุกคนยอมรับฟังบ้าง เพราะความจริงก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และเชื่อว่าเหตุการณ์ขณะนี้ไม่น่าจะรุนแรง ซ้ำรอยกับ 6 ตุลา 2519 เพราะบริบทของเหตุการณ์ ก็ไม่น่าจะเหมือนกัน
ชี้ไม่มีระบบขุนนางมีแต่ ขรก.
เมื่อถามต่อว่า มองอย่างไรที่มีการนำคำว่าอำมาตยาธิปไตยมาใช้ นายสุจิตตอบว่า เป็นการใช้ผิดมาตลอด ความจริงแล้วคำว่า อำมาตยาธิปไตยแปลมาจากภาษาอังกฤษ ที่ว่า bureaucratic polity ที่มีอาจารย์ฝรั่งมาศึกษาการเมืองไทยในช่วงที่ทหารเป็นรัฐบาล สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ว่าเมืองไทยปกครองโดยระบอบราชการเป็นใหญ่ จึงใช้คำนี้ แล้วนักวิชาการมาแปล แต่แปลว่าเป็นการเมืองระบบราชการ ก็จืดๆ จึงมีคนเสนอให้ใช้อำมาตยาธิปไตย หวือหวาดี แต่พวกประท้วงรุ่นหลังบอกว่า เป็นการเมืองของคนชั้นสูง ของขุนนาง มันไม่มีแล้วในสังคมไทย ยืนยันว่าไม่มีขุนนาง คำว่าอำมาตย์หมายถึงข้าราชการ
ยันไม่นิรโทษกรรมกับคนหนีคดี
เมื่อถามถึงรูปธรรมของการปรองดองของคนในสังคม นายสุจิตตอบว่า ต้องเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ส่วนที่จะให้นิรโทษกรรมและเอากฎหมายปรองดองแห่ง ชาติมาใช้นั้น ไม่รู้จะนิรโทษกรรมใคร ถ้าถูกลงโทษแล้วยังหลบหนีอยู่ สมควรที่จะให้นิรโทษกรรมหรือไม่ ในความรู้สึกของตน ทำไม่ได้ ส่วนความพยายามจะเสนอกฎหมายเพื่อการนิรโทษกรรม ขอถามว่ากฎหมายจะย้อนหลังได้อย่างไร เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่ากระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง การนิรโทษกรรมมักจะให้กับคนที่ไม่หลบหนี ดังนั้น ต้องไปถามคนที่เคลื่อนไหวว่าทำเพื่ออะไร กลุ่มดังกล่าวไม่ได้บอกว่าจะเคลื่อนไหวเพื่อปรองดอง

The Siam Revolutionist 1932

ที่มา thaifreenews



A historical video montage taken from the 35mm film of Free Thai Movement (Seri Thai) during WWII period. Tribute to Pridi Banomyong (1900-1983), the revolutionist and leader who paved the way for constitutional democracy in Thailand.

http//:www.geocities.com/pbanomyong
Master by pridivit

October 1976

ที่มา thaifreenews






The second part of the homemade documentary film reflecting the current Thai political turmoil.

ใกล้ชัยชนะอีกก้าวแล้ว !!! ยังไม่ทันรบ ก็มีสัญญาณของชัยชนะของเสื้อแดงปรากฎชัดแล้ว

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ เสรีชน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
6 มีนาคม 2552

นี่ก็อีกแค่ไม่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงแล้ว ที่กองทัพมหาประชาชนผู้รักชาติ จะรวมพลังพร้อมๆ กัน เพื่อขับไล่หัวหน้าแกงค์ปล้นประชาธิปไตยหน้าด้าน ให้คืนประชาธิปไตยแก่มวลชนโดยพลัน

บัดนี้ เป็นการแน่ชัดแล้วว่า กลุ่มอำมาตยาธิปไตย ได้สู้และเตรียมการสู้เช่นกัน ชัยชนะจะไม่ได้มาโดยง่าย แต่ชนะน่ะ มันต้องชนะแน่ เพียงแต่ตอนนี้ เกมส์วัดใจ ของจริงกับของปลอม ใครจะอยู่ใครจะไปเท่านั้น

1. สื่อทุกช่อง นสพ. ตีข่าวเสื้อแดงและทักษิณ ลุยศึกวันที่ 8 เมษา เป็นข่าวใหญ่ อภิมหาข่าว

นี่แสดงว่า ที่พยายามแสร้งไม่สนใจทักษิณ บัดนี้ สื่อก็ยอมออกจากรู มาเสนอข่าวแล้ว จะบิดเบี้ยวอย่างไร ก็มีข่าวเสื้อแดงทุกฉบับ ทุกช่อง ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ วันที่ 8 ดีเดย์ไปในตัว

อ้อ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อทีวี อย่าลืมเอาปี๊บคลุมหัวมาทำข่าวด้วย เพราะบัดนี้ อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องเสื้อแดงบุกบ้านพลเอกเปรมแล้ว ฉะนั้น ที่พวกคุณเคยออกข่าวม็อบแดงถ่อย ก้าวร้าว ก่อเรื่องรุนแรง ทำร้ายตำรวจ บัดนี้ พวกคุณอาจต้องกลืนสเลดตัวเองลงคอแล้ว คำชี้ขาดของอัยการแสดงชัดว่า พลตำรวจเอกเสรีพิสุทธิ์ ที่นำกำลังลุยเสื้อแดง เป็นฝ่ายผิด และสื่อไทยออกข่าวบิดเบือน ใส่ร้ายมวลชนผู้รักชาติ ข้อนี้ สื่อน้องรักจะว่ายังไง?

2. พรรค ปชป. และนายกอภิสิทธิ์ ปรามาสทักษิณว่า พยายามสร้างข่าว ตนไม่ให้ราคาคนๆ นี้

แล้วไงล่ะ ตอนนี้ ดาหน้ากันออกทีวีโต้ทักษิณ เจ๊กเตี้ยตาตี่สาธิต บอกหลังสองทุ่มทุกวัน จะแถลงทางทีวีโต้เสื้อแดงและทักษิณ ไหนตอนนี้ มาให้ราคาทักษิณยิ่งกว่าทองเล่า กลืนแม้กระทั่งขี้ฟันเหม็นของพรรคตนเองได้ไง แค่นี้มวลชนเขาก็รู้แล้วว่า ใครโกหกตอแหลขี้คุย ก็พรรคเก่าแก่ 63 ปีทั้งนั้น

3. การปิดและบล้อคคลื่นสัญญาณวิทยุชุมชน และคลื่น 97.5 แสดงแน่ชัดว่า นายอภิสิทธิ์ กลัวและปอดแหก หลังสองฝ่ายเสนอข้อเท็จจริง แต่คนเชื่อมวลชนเสื้อแดงมากกว่ารัฐบาล แสดงแล้วว่า ถ้าขนาดลองปิดสื่อ ปิดหูปิดตาประชาชน ก็แสดงว่า รัฐบาลเจ๊งแล้ว ไปไม่รอดแน่นอน

4. พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา บอกให้พลังเงียบออกมาปกป้องสถาบัน

ได้ผลจริงๆ พลังเงียบแห่กันออกมาชุมนุมช่วยเสื้อแดงทุกวัน ที่จอดรถข้างทำเนียบเต็มทุกวัน จอดยาวเป็นแพ กว่าสองกิโลเมตร เกิดอะไรขึ้น พลังเงียบที่อนุพงษ์คิดว่าจะหนุนพระองค์ท่านเปรม กลับกลายมาเป็นออกมาขับไล่เปรมเสียเอง

ส่วนพลเอกอนุพงษ์ ตอนนี้ เงียบฉี่ เพราะเกิดกลัวว่า ถ้ารถถัง และทหารยิงประชาชนแล้ว เอาไม่ลง ป๊อกไปแน่ หลังประชาชนชนะ ครั้งนี้ไม่ได้โยกเป็นปลัดกลาโหม แต่ไม่มีแผ่นดินไทยให้ป๊อกซุกหัวนอน ทหารจึงไม่กล้ากร่างเหมือนเก่า นี่นับเป็นชัยชนะในสงครามจิตวิทยาครั้งใหญ่ เพราะเมื่อปืนของศักดินาเงียบลง ลำพังปาก หรือสมองศักดินา หรือจะสู้ความคิดอันปราดเปรื่องของคนเสื้อแดงได้ มองในแง่นี้ เราชาวเสื้อแดงก็ชนะแล้ว

5. เปรมกำลังหนีตาย โดยสร้างกระแสม็อบชนม็อบ แต่ก็ทิ้งร่องรอยของการหลอกลวงเห็นชัดๆ

ม็อบกลุ่มพลังที่หนุนเปรม แต่ละกลุ่ม เราไม่เคยได้ยินชื่อ มาจากไหนไม่รู้ กลุ่มหนึ่งมาห้าหกคน ก็บอกแทนเสียงประชาชนกลุ่มนั้นนี้แล้ว

แต่ม็อบแดง แต่ละกลุ่มลงมา มาทีพันคน ห้าพันคน แบบนี้ ให้เปรมสิบกลุ่ม ยังมีมวลชนน้อยกว่าเสื้อแดงเพียงกลุ่มเดียว ด้านปริมาณเราก็เป็นต่อหลายขุม

6. การตอบโต้รายวันของศักดินากับมวลชนคนเสื้อแดง มวลชนเป็นฝ่ายชนะอย่างง่ายๆ

คลิปพระองค์ท่านเปรม เบื้องหลังพลเอกพิจิตร เคยร่วมกับกบฎพันเอกมนูญ จนเป็นตำนาน นัดแล้วใยไม่มา ล้วนสะเทือนทรวงคนชั้นสูงพิลึกพิลั่น

ข่าวอภิสิทธิ์ โกหกที่ จียี่สิบ แม่ม ไม่มีใครเชิญ แต่อยากไปเอง อาศัยประธานอาเซียนขอไป แล้วผู้นำประเทศต่างๆ ไม่ใยดี ทำให้เด็กเวรหน้าแตกกลับเมืองไทย ไม่กล้าพูดถึงจี 20 เลย

ข่าวเท็จของฝ่ายศักดินาเอง พอทำบ่อยๆ เข้าประชาชนก็จับทางได้ เช่น ชาวสงขลาปกป้องเปรมจะออกมาต้าน ม็อบพันธมิตรนิยมโกเต็กส์จะรวมตัว เอาเข้าจริง ฝ่อง่าย และแท้งเร็ว ทำให้ความน่าเชื่อถือของอำมาตยาธิปไตยลดลง

พิจารณาในแง่นี้ มวลชนเสื้อแดง เป็นต่อในสงครามข่าว

7. การต่อต้านของข้าราชการ ทั้งผู้ว่า ที่ยอมทำผิดกฎหมาย เพื่อสกัดมวลชน ขนส่งจังหวัดที่ใช้แทคติคส์ จะไม่ต่อใบอนุญาต ถ้านำมวลชนแดงลงมากรุงเทพ มีจริง แต่ก็มีผลต่อเสื้อแดงน้อยมาก เพราะเอาเข้าจริงทั้งผู้ว่า ขนส่ง ก็คงไม่มีใครกล้าเอาอนาคตราชการมาฝากไว้กับพรรค ปชป. ที่กำลังพัง และผุกร่อนลงทุกวันจากปัญหา ศก.ทรุดถอยที่สุดในสิบปีได้หรอก

รวมความแล้ว นี่ยังไม่ทันรบ ก็มีสัญญาณแห่งชัยชนะของผู้รักชาติเสื้อแดงรออยู่ข้างหน้าแล้ว แต่ความสำเร็จเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่เกิดจากการร้องขอ นั่งเขียนเวปอยู่ทางบ้าน หรือการพร่ำบ่น นินทาการเมือง

แต่ครอบครัวชาวเสื้อแดง และพลังผู้รักชาติ ต้องพร้อมใจผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียว แล้วรวมตัวกันไล่เปรม ติณสูลานนท์ ในวันที่ 8 เมษายน ชัยชนะจึงจะเกิดได้ !!!!

Monday, April 6, 2009

"ทักษิณ"พาดพิงอีก" 3องคมนตรี-อานันท์" ท้าหาเงินแสนล้านเกาะเคย์ แมน ถ้าค้นเจอให้ปชป.เอาไปใช้ได้เลย

ที่มา มติชนออนไลน์

"ทักษิณ"วิดีโอลิงก์พาดพิง 3 องคมนตรีอีกรอบ แถมพ่วง"อานันท์ ปันยารชุน" เป็นอำมาตย์ย้อนยุคทำประเทศถอยหลัง ไม่ทันโลกเสรี ย้ำไม่ได้ไปเขมรเลยตั้งแต่ถูกปฏิวัติ โต้ไม่มีเงินแสนล้านที่เกาะเคย์แมน ท้าให้หาเจอให้ปชป.เอาไปใช้ได้เลย แขวะถ้าค้นอาจเจอเงินที่ "เลย์แมนบราเธอร์-โกล์แมนแซค ฝากไว้ให้ใครก็ไม่รู้ก็ได้

VDO-Link 5เม.ย.(1) "ทักษิณ"พาดพิงอีก3องคมนตรี-อานันท์ ท้าหาเงินแสนล้านเกาะเคย์แมน ค้นเจอเอาไปใช้เลย

VDO-Link 5เม.ย.(2) "ทักษิณ"พาดพิงอีก3องคมนตรี-อานันท์ ท้าหาเงินแสนล้านเกาะเคย์แมน ค้นเจอเอาไปใช้เลย

VDO-Link 5เม.ย.(3) "ทักษิณ"พาดพิงอีก3องคมนตรี-อานันท์ ท้าหาเงินแสนล้านเกาะเคย์แมน ค้นเจอเอาไปใช้เลย

------------------------------------

เมื่อเวลา 20.15 น.วันที่ 5 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดผ่านวีดิโอลิงก์ ถึงผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้ที่เห็นอะไรแปลกประหลาดเพราะเป็นการชักกะเย่อ ระหว่างฝ่ายหนึ่งจะเอาประเทศไทยถอยหลัง ชอบแบบโบราณ แต่อีกฝ่ายอยากเห็นประเทศไทยเสรีก้าวหน้าทันโลก เรื่องนี้ประชาชนตัดสินใจง่ายว่าถ้าอยากให้ประเทศก้าวหน้า ลูกหลานมีอนาคต มีความมั่งคั่ง วันที่ 8 เมษายนต้องออกมา เห็นหรือไม่ว่ายิ่งออกมาพูดเท่าไหร่ แต่ละคนที่ออกมาพูดเป็นพวกหัวเก่า ต้องการเอาประเทศถอยหลัง ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตย

"ดูง่ายๆ พล.อ.เปรม เป็นนายกฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถึง 8 ปี คนที่ 2 คือ ท่านสุรยุทธ์อยากเป็นนายกฯ เลยต้องไปวางแผน จนเกิดการปฏิวัติ คนที่ 3 พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ จำได้ไหมวันที่ 9 กันายน 2528 เป็นเหตุการณ์ที่นัดกันแล้วไม่มาตามนัด ความจริงท่านน่าจะเป็นกบฏแต่โชคดีได้เป็นองคมนตรี ส่วนอีกท่านคือ คุณอานันท์ (ปันยารชุน) เป็นนายกฯที่มาจากการปฏิวัติ" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวและว่า ประชาธิปไตยพัฒนาไปไกลแล้ว แต่คนแบบนี้ยังคิดแบบโบราณ องคมนตรีทั้งหลายอย่าผูกขาดความจงรักภักดี

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อไปว่า พฤษภาทมิฬ (ปี 2535) สาเหตุที่คนเต็มถนนราชดำเนินเพราะการปิดข่าว วันที่ 8 เมษายน คนจะเต็มราชดำเนินก็เพราะมีการปิดข่าวเหมือนกัน วันนี้แนวคิดของรัฐบาล แนวคิดของทหารยังเก่าอย่างเดิม สกัดทุกอย่าง ปิดข่าวทุกอย่าง บิดเบือนทุกอย่าง กล่าวหาว่ามีการล้มราชบัลลังก์ ทั้งๆที่ไม่มีความคิดแม้แต่นิดเดียวที่จะล้มล้างราชบัลลังก์ แต่เสื้อแดงจะล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย เอาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขคืนมา วันนี้กำลังเดินทางมาถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะถอยหลังหรือเดินหน้า ตัวอย่างของประชาธิปไตยที่เดินหน้าคือช่วงที่ตนเป็นนายกฯ ทำให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข ขณะที่เศรษฐกิจวันนี้น่าเป็นห่วง เศรษฐกิจจะแก้ได้ต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่มีการแทรกแซงใดๆ ต่อระบบกระบวนการยุติธรรมให้เกิดสองมาตรฐานเหมือนทุกวันนี้ ถ้าเปลี่ยนแปลงได้วันที่ 8 เมษายนได้ เศรษฐกิจวันนี้แก้ง่ายมาก วันนี้ไม่ได้เรียกร้องให้มาต่อสู้ให้ตนเอง แต่ต้องต่อสู้ให้กับอนาคตลูกหลาน

"วันนี้มีการกล่าวหาว่ามีเงินฝากที่เกาะเคย์แมนเป็นแสนล้าน ถ้าไปหาเจอจะเอามาให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยืมฟรีๆ จะแบ่งให้ไปใช้เลยก็ได้เพราะไม่มี เป็นการปล่อยข่าวกันแบบไม่มีสำนึก บอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้ไปหาเกาะเคย์แมนเลย เอาเข้าจริง อาจจะไปเจอที่ เลย์แมนบราเธอร์ และโกล์แมนแซค ฝากไว้ให้ใครก็ไม่รู้ก็ได้"

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เป็นระบบที่สร้างสองมาตรฐานให้ประชาธิปไตย ทำให้ทั่วโลกไม่สนใจมาลงทุนในไทยอีกแล้ว จึงขอร้องให้เลิกใช้ได้แล้ว ขอให้ใช้เพียงตอนจัดการตนและรัฐบาลไทยรักไทย จนมีตุลาการภิวัฒน์รอบ 2 เมื่อพรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ ดังนั้นสรุปแล้ว ตุลาการภิวัฒน์คือ เอานายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อไปว่า วันที่ 8 เมษายน เป็นวันสำคัญประวัตติศาสตร์ไทยอีกครั้งว่าเดินมาถึงทางแยก จะไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือจะอยู่ประชาธิปไตยแบบอำมาตยาธิปไตย ต้องเลือกแล้ว แน่นอนสังคมไทยต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่จะต้องมีประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนเพื่อประชาชนไม่แทรกแซงโดยอำมาตยาธิปไตย และว่า ในวันที่ 6 เมษายนนี้ ขอพักวิดีโอลิงค์ 1 วันเพราะต้องเดินทาง แต่ไม่ใช่ไปกัมพูชาแน่นอน และให้มาพบกันใหม่อีกครั้งในวันที่ 7 - 8 เมษายน ขอเรียกร้องให้วันที่ 8 เมษายนนี้ ออกมาแสดงพลังให้มากถึงการแทรกแซงของอำมาตย์แสดงความไม่พอใจของระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน

"หวังว่าการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 จะเป็นการปฏิวัติครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ไทย และผมจะเป็นนายกฯคนสุดท้ายที่ทำงานให้ประชาชนแล้วต้องเป็นเหยื่อของระบอบเผด็จการ ปฏิวัติรัฐประหาร ระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน ขอให้ผมเป็นคนสุดท้าย ถ้าพี่น้องออกมาช่วยกันครั้งนี้เพื่อให้ไม่มีใครกล้าปฏิวัติอีกเป็นอันขาด ขอให้ผมเป็นเหยื่อเจ็บปวดคนเดียว วันที่ 8 เมษายนนี้ ขอให้เป็นประวัติศาสตร์โดยการเปลี่ยนแปลงของประชาชน"อดีตนายกฯกล่าว

ยังล่อไม่เลิก

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ทำตัวเป็น "สายล่อฟ้า" ได้เสมอต้นเสมอปลายสำหรับ นาย กษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ

หลังผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยคะแนนรั้งอันดับบ๊วย

ล่าสุดนายกษิต ยังออกมาให้สัมภาษณ์ท้าตีท้าต่อยกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จนเสียบุคลิกคนเป็นรมว.การต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูต

จากที่เคยขึ้นเวทีม็อบพันธมิตรฯ ด่า นายฮุน เซน นายกฯกัมพูชาเป็นกุ๊ย จนต้องเคลียร์กันไปรอบแล้ว เมื่อไม่กี่วันยังต้องเคลียร์กันอีกเรื่องที่พูดพาดพิงนายฮุน เซน ว่าเป็นนักเลง

แต่ไม่รู้เคลียร์กันอย่างไรทหารเขมรกับทหารไทย เลยเปิดฉากยิงถล่มกันตายไปอีกบริเวณชายแดนศรีสะเกษ

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองใกล้แตกหักอยู่รอมร่อ

ปลายสัปดาห์ก่อนส.ส.ฝ่ายค้านยื่นกระทู้ถามนายกฯ ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับนายกษิต ที่ร่วมกับม็อบพันธมิตรฯ ปิดยึดสนามบิน

ตั้งใจสะกิดแผลเก่าเอานายกษิต ออกจากเก้าอี้ให้ได้

แล้วก็เป็นอะไรที่คาดไว้แล้วกับการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ลุกขึ้นตอบกระทู้ฝ่ายค้านชี้แจงปกป้องนายกษิต แบบสุดลิ่มทิ่มประตู

ที่ผ่านมารวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มักตอบคำถามปกป้องนายกษิตอยู่ตลอดเวลา เรื่องที่เคยร่วมขึ้นเวทีม็อบพันธมิตรฯ ด่าผู้นำประเทศเพื่อนบ้านสาดเสียเทเสีย รวมถึงเรื่องปิดสนามบินจนประเทศเสียหายนับแสนล้าน

ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่เกิดก่อนนายกษิตจะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี

โดยหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ นายอภิสิทธิ์เคยเรียกร้องให้ปลดนายจักรภพ เพ็ญแข ออกจากรมต.ประจำสำนักนายกฯ

เนื่องจากมีทัศนคติอันตราย กรณีสมัยเป็นแกนนำ นปก.ไปแถลงข่าวต่อสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 50 แล้วมีถ้อยคำเข้าข่ายไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์

นายสมัคร ตอนนั้นบอกว่าต้องปล่อยให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ยอม เรียกร้องให้ใช้อำนาจ นายกฯปลดนายจักรภพทันที จนสุดท้ายนายจักรภพถูกกดดันจนต้องลาออกไปเอง

ทีนี้มาถึงกรณีนายกษิต ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับกรณีนายจักรภพ แม้พฤติกรรมจะหนักเบาแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่การที่นายกษิตเคยชื่นชมม็อบพันธมิตรฯ ว่าอาหารดี-ดนตรีไพเราะนั้น

เข้าข่ายทัศนคติพิลึกกึกกือสำหรับคนเป็นรมว.การต่างประเทศ

แล้วอย่างนี้นายอภิสิทธิ์ พูดได้อย่างไรว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้สองมาตรฐาน

แกะรอยสื่อกัมพูชา ค้นปมศึกภูมะเขือ

ที่มา ไทยรัฐ

เหตุที่ทหารกัมพูชาทำปืนอาร์พีจีลั่น เข้ามาตก

ใกล้ฐานที่มั่นของทหารไทยจนกลายเป็นเหตุร้อนรับสงกรานต์นั้น มุมของสื่อกัมพูชาไม่ได้ให้ค่ากับเรื่องการล้ำเขตแดนอย่างที่ฝ่ายไทยมุ่งมอง

แต่ให้ค่ากับ ถ้อยคำที่ระเบิดระบายจากปากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นสำคัญ เห็นได้จากการนำเสนอเรื่องราวนี้มาอย่างต่อเนื่องหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาไทย

และยังเสนอท่าทีของสมเด็จฮุน เซน ต่อเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและเผ็ดร้อน

เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ เสนอข่าวว่า สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชา ได้กล่าวเมื่อเช้าวันที่ 31 มีนาคม 2552 ในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดถนน ดิรวิถีสมเด็จนายกรัฐมนตรี ฮุน เซนที่จังหวัดพระสีหนุว่า...

ฮุน เซน ได้ฝากสารฉบับหนึ่งไปยังนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยว่า ฮุน เซนเป็นคนกลางๆ ไม่ใช่เป็นสุภาพบุรุษ และก็มิใช่เป็นนักเลง แต่ว่าเป็นคนจริง

และยังแสดงความไม่พอใจอย่างมากโดยกล่าวว่า อย่าได้สับสน แม้ว่าประเทศนี้จะเป็นประเทศเล็ก ยากจน แต่ฮุน เซนก็ได้ลุกขึ้นจากกองเถ้าถ่านนำประเทศนี้ โดยนำพาพรรคร่วมกับสมเด็จเฮง สัมริน สมเด็จ เจีย ซิม ได้รับเลือกตั้งตลอดมา

ดังนั้น อย่าได้สับสนว่า ผมไม่ใช่เพิ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมเป็นมากว่า 30 ปีแล้ว

ฮุน เซนยังกล่าวต่อไปอีกว่า ผมไม่ใช่นักเลง และก็มิใช่สุภาพบุรุษ แต่ผมเป็นคนจริง พูดอย่างไรทำอย่างนั้น

ยังย้ำด้วยว่า ผมไม่โกรธคุณหรอก แต่ขอให้คุณใช้ถ้อยคำให้ชัดเจนในฐานะที่เป็นคนใกล้ชิดกัน แต่อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ใกล้ชิดกันก็ต้องมีการเคารพกัน ผมรับไม่ได้กับคำว่า สุภาพบุรุษใจนักเลง

ฮุน เซนบอกว่า อย่าคิดว่าฮุน เซนฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ไม่ถูกต้องเลย ชัดเจนมาก คณะทำงานได้บันทึกเสียงคุณไว้ทั้งหมด เขานำคำพูดมาแปลอย่างครบถ้วน ตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรีสมัครก็มีทั้งหมด ในเวลาที่คุณอภิสิทธิ์เดินทางมาเยือนกัมพูชา ผมจับมือคุณอภิสิทธิ์ แต่สำหรับคุณกษิต ภิรมย์ ยังไม่แน่ว่าผมจะจับมือหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน เพราะว่าเป็นไอ้นักเลง จะมาจับมือทำไม

ดังนั้น คุณจะมาแก้ตัวเท่านี้ไม่ได้หรอก จะต้องแก้ไขต่อไปอีก แต่ท่าทีของผมเกี่ยวกับคุณมันเป็นสิทธิ์ของผม แม้ว่าคุณจะแก้ตัวเท่านี้ ในสภาก็ตาม และมาขอเดินทางมาเยือน ผมก็คงจะรับไม่ได้หรอก...

พูดกันให้ชัดเจนไปเลย ผมจะต้องคิดไปด้วยว่า ประเทศนี้เป็นประเทศเอกราช มีอธิปไตย เพราะรู้สึกโกรธมาก โกรธเพราะผมประกาศขีดเส้นตายให้ถอนกองทัพไทย และหลังจากนั้นก็มีการปะทะกันทางอาวุธทำให้ทหารไทย-เขมรเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

สืบมาวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552 หนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ เสนอข่าวนี้อย่างเกาะติด โดยพาดหัวว่า สารของสมเด็จเดโช สั่นสะเทือนกรุงเทพฯ กษิต ภิรมย์ ถูกนักหนังสือพิมพ์ตามสอบถามเกี่ยวกับการใช้คำ นักเลง

เนื้อกล่าวว่า การโต้ตอบอย่างเข้มข้นของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่จังหวัดพระสีหนุ เกี่ยวกับการเรียกสมเด็จด้วยคำที่ไม่เหมาะสมจากคุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งเรียกสมเด็จว่า สุภาพบุรุษใจเป็นนักเลง ได้ ทำให้สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งกรุงเทพฯ

หนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพร่ายต่อไปว่า อ้างตามแหล่งข่าวซึ่งได้เผยแพร่ที่กรุงเทพฯเมื่อวันที่ 1 เมษายน ว่า คุณกษิต ภิรมย์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีพิเศษซึ่งมีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุม

ซึ่งในการประชุมนั้นปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาที่สมเด็จเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาไม่พอใจคุณกษิต ที่ได้เรียกสมเด็จเดโช ฮุน เซนว่าเป็นนักเลง สื่อมวลชนไทยได้บอกว่าคุณกษิต ได้พยายามหลีกเลี่ยงข้อซักถาม

ของผู้สื่อข่าวโดยได้ย้อนถามว่า คุณรู้ภาษาไทยหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ชี้แจงไปยังสมเด็จเดโช ฮุน เซนหรือยัง ก็ไม่ตอบอะไรทั้งหมด แล้วรีบเดินออกไป

หนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552 ลงจดหมายของนายกษิต ภิรมย์ ขอโทษสมเด็จเดโช ฮุน เซน และอธิบายความหมายคำ นักเลง ว่าในภาษาไทยมีความหมายว่า คนใจกว้างขวาง

เช่นเดียวกับ คุณธฤต จรุงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่ออกมาแถลงว่า คำว่า นักเลง เป็นการให้ความหมายที่ใช้ไม่ได้ ทำให้มีการเข้าใจผิดกัน กระทรวงการต่างประเทศไทยจะทำการอธิบายความหมายที่ถูกต้องไปยังรัฐบาลกัมพูชาทางด้านการทูต

ควรระลึกว่า ประโยคที่ทำให้เข้าใจผิด เกิดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งข้อความในประโยคนี้ เป็นข้อความที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้กล่าวถึงนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า เป็นบุรุษมีใจเป็นนักเลง โดยเชื่อว่าประโยคนี้อาจมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Gangster ซึ่งมีความหมายผิดไปจากบริบทที่ใช้ในภาษาไทย

เกี่ยวกับท่าทีของสื่อกัมพูชา และ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน กรณีที่นายกษิต ภิรมย์ พูดถึงนั้น อาจารย์กังวล คัชชิมา อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่า การใช้คำว่า นักเลง ที่ว่าไม่เหมาะสมนั้น ไม่เหมาะสมตรงไหน เรื่องนี้เกิดจากการแปลความข้ามภาษา แล้วเข้าใจความหมายไม่ตรงกัน

เมื่อเปิดพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 569 พบว่า คำว่า นักเลง มีทั้งความหมายในแง่บวกและแง่ลบ คือ นักเลง น. ผู้ฝักใฝ่ในสิ่งนั้นๆ เช่น นักเลงหนังสือ นักเลงการพนัน; ผู้เกะกะระราน เช่น เป็นนักเลง นักเลงโต ก็ว่า ว. มีใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย เช่น ใจนักเลง

เพราะฉะนั้นคำว่า ใจนักเลง เมื่อดูตามความหมายในภาษาไทยแล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อเปิดพจนานุกรมเขมร ฉบับพุทธศาสนบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นพจนานุกรมที่น่าเชื่อถือที่สุดของเขมร ก็พบปัญหาว่าเกิดมาจากอะไร เพราะในหน้า 1,855 ให้ความหมายของ อฺนกฺ เลงฺเขมรออกเสียง เนียะ เลง ว่า คนผู้เล่นการละเล่น (ส่วนมากหมายถึงการพนัน); คนผู้ฝักใฝ่ทางด้านการเล่น

เมื่อดูความหมายในภาษาเขมรแล้ว คำว่า นักเลง ในภาษาเขมร มีความหมายออกไปในแนวลบทั้งนั้นอาจารย์บอก

อาจารย์เตือนว่า การแปลความจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่งนั้น ไม่ใช่แต่สักว่าพูดได้ก็แปลได้ บางครั้งเมื่อต้องการแปลอย่างเป็นทางการ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของคนที่ใช้ภาษานั้นๆให้ลึกซึ้งด้วย ถึงจะแปลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบต่อการเมืองการปกครองแล้ว ก็ยิ่งต้องระมัดระวังอีกหลายเท่า

เพราะบางครั้งคำเดียวกันหรือคล้ายกัน อยู่ต่างภาษาก็ต่างความหมาย ตัวอย่างเช่น ชื่อภูเขาที่เป็นจุดขัดแย้งไทย-เขมร เขมรเรียกว่า ภฺนํ ทฺรพฺย อ่านว่า พนม ตร็วบ แปลว่า ภูเขาทรัพย์ แต่ไทยอาจจะฟังเสียงเป็น ตร็อบ ซึ่งในภาษาเขมรแปลว่า มะเขือ ไทยจึงเรียกว่า ภูมะเขือ หรือแต่เดิมภูเขาลูกนี้อาจจะชื่อ พนม ตร็อบ อยู่แล้ว แต่เขมรเรียกเพี้ยนเป็น พนม ตร็วบ ก็ได้เหมือนกัน

คำว่านักเลง เมื่ออยู่ต่างภาษาก็ต่างความหมาย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นนายภาษาหรือนายกระทรวงพึงประหยัด (ภาษาเขมรแปลว่า ระวัง) การใช้เป็นอย่างยิ่ง.

แล้วเป็นไง

ที่มา ไทยรัฐ

วิกฤติไทย-กัมพูชา ซึ่งมีกรณีปราสาทพระวิหารเป็นหนามตำใจ ตั้งแต่ พ.ศ.2502 จนถึงบัดนี้ พ.ศ.2552 ครบครึ่งศตวรรษพอดี

ถึงผ่านไปแล้ว 50 ปีปัญหาขัดแย้งไทย-เขมร ก็ยังอยู่ในสภาพ ยุบๆพองๆ ขึ้นๆลงๆ หนักๆเบาๆ ตลอดมา

กรณีที่กองกำลังทหารไทยกับกองกำลังทหารกัมพูชา เปิดฉากปะทะถึงขั้นใช้อาวุธหนักระดับจรวดอาร์พีจียิงถล่มใส่กัน ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายไปฝ่ายละหลายคน

ปะทะกันรอบแรกเจ็ดโมงเช้ายังไม่ สะใจ พอบ่ายสองโมงยิงถล่มกันใหม่หนักกว่าเดิม!!

เรียกว่าถล่มกัน 2 รอบในวันเดียว

เหตุเกิดที่ภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากปราสาทพระวิหารประมาณ 3 กม.

พูดให้ชัดๆคืออยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็อ้างกรรมสิทธิ์ว่าเป็นเขตแดนตัวเอง

ฝ่ายไทยอ้างว่าฝ่ายเขมรยิงก่อน ฝ่าย เขมรก็อ้างว่าฝ่ายไทยยิงก่อน เมื่อฝ่ายตรงข้ามยิงก่อน อีกฝ่ายก็ต้องยิงตอบโต้ ตามประเพณี

แม่ลูกจันทร์ ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไทย แต่พิจารณาตามสามัญสำนึก ก็ฟันธงได้ว่าฝ่ายกัมพูชาต้องเปิดฉากยิงก่อน ชัวร์”!!

เพราะไม่มีเหตุผลที่อยู่ดีๆกองกำลังทหารไทยจะเปิดฉากยิงก่อนให้เปลืองกระสุนปืน

เหตุผลที่ฝ่ายกัมพูชายิงก่อนก็เพราะ กองกำลังทหารไทยเข้าไปขอตรวจสอบพื้นที่ที่ฝ่ายเขมรแอบมาฝังกับระเบิดชุดใหม่ ซึ่งก่อนเกิดเหตุปะทะกัน 1 วัน ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดไป 1 คน

แต่ฝ่ายทหารกัมพูชาไม่ยอมให้ ทหารไทยตรวจสอบพื้นที่ทั้งๆที่พื้นที่ตรงนี้ก็อยู่ในเขตประเทศไทย

การที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมหัวเด็ดตีนขาดให้ฝ่ายไทยตรวจพื้นที่ เพราะถ้าพบหลักฐานกับระเบิดชุดใหม่ กัมพูชาจะต้องเป็นจำเลย ฐานฝ่าฝืนข้อห้ามใช้กับระเบิดตามสนธิสัญญาเจนีวา

เมื่อฝ่ายไทยยืนยันจะตรวจสอบพื้นที่ จึงเป็นเหตุของการปะทะกัน

แถมยังสอดคล้องกับเสียงคำรามฮึ่มๆของ นายกฯฮุน เซน ที่สั่งกำชับกองกำลังฝ่ายกัมพูชาว่า ถ้าฝ่ายไทยล้ำเขตเข้ามา...ให้ยิงทันที

ยิงทันที...ไม่ต้องขอดูเช็คช่วยชาติเป็นหลักฐานยืนยัน

สรุปว่า ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิง ก่อนชัวร์!!

แม่ลูกจันทร์ หวังว่าปัญหาการปะทะกันที่เขาพระวิหารจะไม่บานปลาย และหวังว่าความขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อนแค่ 2,500 ไร่ เล็กเท่าแมวดิ้นตายจะคลี่คลายได้โดยเร็ว

เพราะการเปิดฉากใช้อาวุธหนักปะทะ กัน ทั้งสองฝ่ายย่อมบาดเจ็บล้มตาย ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา

วันนี้ (6 เม.ย.) คณะกรรมการเจรจาปัญหาเขตแดน 2 ฝ่าย ก็มีนัดเจรจากันที่พนมเปญ

ข้อสำคัญ อีก 5 วัน นายกฯฮุน เซน ก็จะต้องเดินทางมาร่วมประชุมอาเซียน (บวก 6) ในเมืองไทย

ถัดจากนั้นอีก 7 วัน นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะนำคณะเดินทางไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

แต่เมื่อเกิดใช้กำลังปะทะกันก็ทำให้ ความสัมพันธ์กระเทือนซาง

งานกร่อยไปบานตะเกียง

แม่ลูกจันทร์ ชี้ว่าจุดอ่อนของฝ่ายไทยคือ เรามีจุดยืนต่อปัญหาขัดแย้งปราสาทพระวิหารไม่ชัดเจน แทนที่ฝ่ายไทยจะมีจุดยืนเดียวกัน เรากลับมีความเห็นแตกแยกกันเอง

เมื่อจุดยืนของไทยไม่เป็นเอกภาพ อำนาจต่อรองก็ลดลง

แล้วตอนนี้เป็นไง? ผลจากฝ่ายไทยขัดแย้งกันเอง ฝ่ายเขมรฮุน เซน ก็ฉวยโอกาสตัดถนนขึ้นปราสาทพระวิหารจากฝังกัมพูชาหวังกินรวบฝ่ายเดียว

โดยไม่ต้องอาศัยขึ้นปราสาทพระวิหารฝั่งไทย

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เราเคยได้ก้อนโตก็หายวับไปทันที

มันเป็นซะอย่างนี้แหละโยม.

แม่ลูกจันทร์