WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, April 9, 2009

อภิสิทธิ์ สั่ง ลิ่วล้อ จับประชาชน

ที่มา thaifreenews





เมื่อเวลา 23.30 น.ของวันที่ 7 เม.ย.52 ร้อยตรี มนตรี ปราโมทย์ สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุด การ์ดประจำตัว นาย อภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ สิบเอก รังสรรค์ แย้มพยุง อายุ 35 ปี สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นคนขับรถของ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ขับรถพุ่งชนมหาประชาชนชาวเสื้อแดง เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.เสน่ห์ ยศรุ่งเรือง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีประชาชนในข้อหาทำลายทรัพย์ส ินของทางราชการ และ ข้อหาทำร้ายร่างกาย พร้อมทั้งยืนยันต้องการเอาเรื่องให้ถึงที่ สุด

หลัง สอบสวนเบื้องต้นแล้วทางเจ้าหน้าที่จึง ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะนำ สิบเอก รังสรรค์ แย้มพยุง เข้าพบแพทย์ที่ รพ.พัทยา-เมโมเรียล เพื่อตรวจร่างกาย

เนวิน สั่งลิ่วล้อคุมศาลากลาง บุรีรัมย์



บุรีรัมย์จัดกำลังตำรวจ อส.และ อปพร.กว่า 200 นาย ดูแลรักษาความปลอดภัยประตูทางเข้าออกรอบศา ลากลางจังหวัดอย่างเข้มงวด

( 7 เม.ย.52) จังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำ รวจ ตำรวจบ้าน อส. และ อปพร. กว่า 200 นาย ดูแลรักษาความปลอดภัยประตูทางเข้าออกรอบศา ลากลางจังหวัด มีการจัดกำลังคุมเข้มผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน กันตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

เสื้อแดงแปดริ้ว ผ่านเข้ากรุงฉลุย





เสื้อแดงแปดริ้วเดินทางผ่านเข้ากรุงฉลุย ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านสกัดทางเข้าเมืองหลวง ทุกประตู แต่ทำได้แค่ยืนมองก่อนปล่อยให้ผ่านเลยไป ขณะหลายโรงพักร้างวังเวงเงียบเหงาเหตุจากเจ้าหน้าที่ถูกระดมกำลังไปช่วยงาน รักษาความปลอดภัยหลายด้าน

วันที่ 8 เม.ย.52 เวลา 08.00 น. ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามเส้นทางสายหลักมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ ทุกสาย ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาตั้งด่านสกัดเข้มตามท้องถนน แต่ส่วนใหญ่จะปล่อยให้รถที่สัญจรผ่าน วิ่งผ่านเลยไปโดยที่ไม่ได้มีการเรียกตรวจค้นแต่อย่างใด เนื่องจากมีรถในเส้นทางปริมาณมาก และติดขัด รวมทั้งมีกำลังเจ้าหน้าที่ประจำด่านน้อย จึงทำได้แค่เพียงใช้สายตาสอดส่องและสังเกตการณ์ ปล่อยให้ผ่านเลยไปเท่านั้น

ขณะ พ.ต.ต.ฐนพงษ์ โพธิ์ทิ สวป. สภ.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งตั้งด่านสกัดอยู่ด้านหน้าโรงพัก บนถนนสาย 314 ฝั่งขาออก ก่อนขึ้นมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ กล่าวว่า การเรียกตรวจค้นรถยนต์ที่ใช้เส้นทางผ่านทุกคันนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากรถมีปริมาณมาก และติดขัดในเส้นทาง ประกอบกับมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเหลือน้อย เนื่องจากถูกเรียกระดมกำลังส่วนใหญ่เข้าไปรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศอา เซียน

ที่จะเดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่14 (อาเซียน บวก 6)ระหว่างวันที่ 10–12 เมษายน2552 ณ โรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี จึงทำให้ทั้งโรงพักเหลือเจ้าหน้าที่ทุกสายงาน รวมทั้งนายตำรวจทั้งโรงพักแล้วเพียงแค่ 30 นายเท่านั้น

ซึ่งหากมีการเรียกระดมกำลังกองร้อยควบคุมฝูงชนให้เข้าไปร่วมใน การควบคุมดูแลรักษาความสงบให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯอีก จะเหลือเจ้าที่ระดับผู้ปฏิบัติงาน เฝ้าอยู่ในโรงพัก และพื้นที่รับผิดชอบเพียงสิบกว่านายเท่านั้น หากไม่นับรวมนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชา พ.ต.ต.ฐนพงษ์ กล่าว

Thailand Protests Continue at Government House

ที่มา thaifreenews



second day. They''re calling for the country''s current prime minister to resign. Thousands of Thaksin supporters continue to rally today outside the Prime Minister''s office in Bangkok. This ongoing protest is the latest episode in Thailand''s long-running political crisis. Government House was occupied for months last year by anti-Thaksin demonstrators. They helped undermine a series of governments loyal to the former premier, who now lives in exile. But these supporters are vowing to stay at Government House until the current Prime Minister resigns. Thaksin told his supporters he will reveal who was behind the coup that unseated him in 2006. [Weng Tojirakan, Opposition Leader]:

"As far as I know, tonight the people who thought they were above the constitution (in 2006) will be disclosed. I would like to hear this because I, myself, still don''t know who they are. Whether or not he (Thaksin) says it is true or false, please let the 65 million Thai citizens judge." The protesters are looking forward to hearing what he has to say. [Kulthida Yuenyong, Thaksin Supporter]:

"My expectation is to listen to what he (Thaksin) says about people behind the coup." Analysts say these latest street protests do not pose a serious threat to the current prime minister. He survived a no-confidence vote in parliament last weekend.


\'Red shirt\' rally in Bangkok





Some demonstrators in Bangkok want ousted leader Thaksin Shinawatra back in the top job. CNN''s Dan Rivers reports.

ชาวพัทยา ขอความเป็นธรรม




มหาประชาชนสุดทนอำมาตยาสามาลย์ บุก สภ.เมืองพัทยา เรียกร้องความเป็นธรรม กดดันเจ้าหน้าที่ปล่อยตัวนาย วันเฉลิม กุนเสน ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์รถยนตร์อภิสิทธิ์เ วชชาชีวะ พุ่งเข้าชนรถจักรยานยนตร์ของตนเอง แต่กลับถูกแจ้งความในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ทั้งๆที่นายอภิสิทธิ์ควรถูกดำเนินคดีในข้อ หาพยายามฆ่า

ผู้สื่อข่าวรายงานจากเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ว่าเมื่อเวลา 22.30 น. (7เม.ย.52) กลุ่มเสื้อแดงได้เดินทางมาด้วยรถบัสจำนวน 12 คัน เกือบ 1 พันคนเพื่อปิดล้อม สภ.เมืองพัทยา เรียกร้องความเป็นธรรมให้ นาย วันเฉลิม กุนเสน ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์รถยนตร์อภิสิทธิ์เ วชชาชีวะ พุ่งเข้าชน โดยทางกลุ่มเสื้อแดงได้ส่งตัวแทนเข้าไปพูด คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เจรจาต่อรองขอเวลาส อบสวน นาย วันเฉลิม ก่อน 10 นาทีเพื่อทำการปล่อยตัวแต่เหตุการณ์เริ่มต รึงเครียดขึ้นเมื่อเวลาเลย 10 นาที กลุ่มเสื้อแดงได้กระจายกำลังล้อมโรงพักพร้ อมกับเตรียมบุกเพื่อเข้าแย่งชิง ตัวนาย วันเฉลิม ซึ่งเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปล่อยตัวนาย วันเฉลิม โดยให้ นาย วันเฉลิม รับทราบข้อกล่าวหาจำนวน 2 ข้อหา คือทำร้ายร่างกายผู้อื่น และ ทำลายทรัพย์สิน ซึ่ง นาย วันเฉลิม ก็เซ็นรับทราบ ก่อนที่กลุ่มเสื้อแดงพร้อม นายวันเฉลิม ขึ้นรถบัส เดินทางเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงที่ กทม.ทันที

มหาชนชาวไทยกว่า 400,000 คน ร่วมกันขับไล่ พล.อ.เปรม มหาอำมาตย์

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



วันนี้ คือวันที่ 8 เมษายน 2552 ผมได้มีโอกาสไปร่วมกับขบวนการคนเสื้อแดงในการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ให้ลาออกจากตำแหน่งองค์มนตรี

ผมไปร่วมตอน 5 โมงเย็นแล้วครับ โดยไปทางถนนพิษณุโลกถึงเลยแยกนางเลิ้งไป ก็ต้องลงเดินเข้าไปที่หน้าทำเนียบ ปรากฎว่าคนแน่นมากตั้งแต่ถนนหน้า รร.ราชวินิจไปเลยทีเดียว ไปไปให้ๆ กับบริเวณเวทีที่ตั้งอยู่ตีนสะพานชมัยมยุรเซษฐ์ ก็แทบหมดแรงเดินแล้วครับ เพราะคนแน่นมาก ผมไปรอเพื่อนที่เต้นพยาบาลของ FARED ปรากฎเพื่อนคือ คุณขุนอินแห่งเว็บประชาไท ยังเดินมาไม่ถึง ผมก็เลยถือโอกาสเดินอ้อมสำรวจคนเสื้อแดงตั้งแต่ถนนรอบๆ ทำเนียบไป

ถนนหน้าทำเนียบไม่ต้องพูดถึงแน่นจนเดินไม่ได้ ถนนรอบทั้งสี่ด้านคนเต็นไปหมด ผมเดินไปที่ลานพระรูปที่ยังคงมีเต้นท์ของงานกาชาด ก็มีการตั้งเวทีที่ลานพระรูปเวทีหนึ่ง คนเต็มไปหมดเช่นกัน ถนนราชดำเนินนอกข้างกระทรวงศึกษาธิการ คนก็เต็มไปหมดเช่นกัน

จุดประสงค์ของผมคือเดินไปที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ รังใหญ่ของมหาอำมาตย์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีข่าวว่าออกไปปฎิบัติภารกิจตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา (ก็คือหนีคนเสื้อแดงนั่นแหละครับ พูดรักษาหน้าหน่อย) ถนนหน้าบ้านเปรม ตั้งแต่ลานพระรูปไป ผ่านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล คนเต็มไปหมดเช่นกัน ยิ่งหน้าบ้านสี่เสาคนเสื้อแดงแน่นมากแทบเดินไม่ได้เลยทีเดียว ผมอ้อมมาที่ถนนเทเวศร์ ก็มีคนเเสื้อแดงเดินเต็มถนนเช่นกัน ผมสรุปว่า เขตเทเวศร์ตั้งแต่บริเวณทำเนียบรัฐบาลไป โดนคนเสื้อแดงยึดไว้หมดแล้ว

ผมใช้โปรแกรมกรูเกิ้ลเอิร์ทและ Fugawi คำนวณพื้นที่ผิวถนนทั้งหมดได้ 185,000 ตร.ม. หากคิดเฉลี่ย ตารางเมตรละ 2 คน จำนวนคนที่มาร่วมการขับไล่ พล.อ.เปรมครั้งนี้กว่า 300,000 คนขึ้นไป มีเพื่อนผมเขาบอกว่า เพื่อนของเขาใช้เครื่องวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์ ยิงคำนวณพื้นที่แบ่งซอยตามความหนาแน่นคำนวณคนได้ถึง 400,000 คนต้นๆ ซึ่งเขาบอกว่ามีความถูกต้องถึง 80% ซึ่งเราพอประเมินได้ว่า 350,000-450,000 คน เป็นตัวเลขกลมๆ (ดูภาพข้างล่าง บริเวณสีแดงคือ พื้นที่ที่คนเสื้อแดงอยู่)




สำหรับผมแล้วนี่เป็นการชุมนุมทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เท่าที่ตั้งประเทศไทยกันมากว่า 700 ปี ไม่มีครั้งใดในประวัติศาสตร์ที่คนมามากเท่านี้ หลายคนบอกว่ามากกว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มากนัก

พล.อ.เปรม ในทางการเมือง ผมถือว่าได้ตายไปแล้ว การใช้กำลังทหารหรือการสลายม็อบนั้นไม่อาจทำได้ แม้แต่การสลายม็อบหน้าบ้านสี่เสาก็ทำไม่ได้ ต้องใช้ทหารกี่กองพล ไล่ยิงคนเสื้อแดงจึงจะหมด การใช้กำลังขับไล่ม็อบให้กระจายไปนั้นทำไม่ได้ เพราะคนแน่นมากทั้งถนน

ผลสะเทือนทางการเมืองนั้นมีแน่ เพราะคนเสื้อแดงที่มานี้ ส่วนใหญ่จะรวมตัวกันเป็นองค์กรหรือกลุ่มย่อยๆ กันแล้ว เช่น เสื้อแดงนนนท์ เสื้อแดงประจวบฯ และเสื้อแดงจังหวัดต่างๆ หรือตั้งชื่อตามกลุ่มของตน ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้จัดตั้งโดยกลุ่ม "รายการความจริงวันนี้" แต่เขารวมตัวกันขึ้นมาเอง จากความไม่ยุติธรรมทางการเมือง ตอนนี้ แกนนำกลุ่มย่อยเหล่านี้ได้พบปะกันแล้ว (ไม่ใช่นักการเมือง) และกลายเป็น "สมัชชาแกนนำเสื้อแดง" โดยอัตโนมัติ

ประเทศไทยไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว คนเสื้อแดงที่ไปขับไล่อำมาตย์วันนี้ ได้ประกาศตนไม่เป็นไพร่อีกต่อไปแล้ว พวกเขาตาสว่างกันหมดแล้ว ยากที่จะกลับไปเป็นไพร่ได้อีก



สื่อบางฉบับบอกว่ามีคนไม่ถึง 20,000 คน คนเสื้อเหลืองบางคนในที่ทำงานผม ยังพูดว่าพวกนี้ถูกจ้างมา ซึ่งอยากเชื่ออย่างนั้นก็ตามใจ คงไม่มีใครอยากไปอธิบายอีกแล้ว เหมือนกับนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดเข้าไปอยู่ในทรายเพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้อะไรที่มันบาดใจ ตอนนี้คนเสื้อแดงเขาไม่แคร์อะไรอีกแล้ว มีการพยายามดึงเสื้อแดงไปชนกับสถาบัน กล่าวหาว่าคนเสื้อแดงต้องการล้มล้างฯ หรือให้เนวินออกมาบีบน้ำตาแสดงละคอน แต่ก็ยังมีคนไปชุมนุมกว่าสี่แสนคน ความหมายมันชัดเจนอยู่แล้วว่า “ไม่มีใครแคร์อะไรอีกแล้ว”

สำหรับสื่อกระแสหลักนั้น ผมคิดว่าได้ทำลายตัวเองจนหมดอิทธิพลไปแล้ว คนเสื้อแดงไม่ได้สนใจสื่อกระแสหลักมากนัก อยากรายงาน อยากบิดเบือนอะไรก็ทำไป เพราะว่าไม่มีใครอ่านหรือแม้จะอ่านก็ไม่ได้เชื่ออยู่แล้ว การออกมากล่อม บิดเบือนตอนนี้ไร้ผลโดยสิ้นเชิงแล้ว

จุดสุดท้ายคือ “กติกาของสังคมนี้ต้องเป็นธรรม” อำมาตย์ต้องออกไปจากการแทรกแซงอำนาจและการตัดสินใจของประชาชน

ในที่สุดมวลชนเสื้อแดงก็"รุก"เข้าสู่พื้นที่คนกรุงเทพฯ อาจเป็นการยกระดับการชุมนุม แต่ก็ต้องยอมรับผลที่แหลมคม

ที่มา Thai E-News

โดย คุณบุญชิต ฟักมี
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
9 เมษายน 2552

*อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง แกนนำเสื้อแดง แจงสภาพจำเป็นปิดอนุสาวรีย์ชัยฯ เตรียมขวางประชุมอาเซียน คลิ้กที่นี่


ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ต้องยอมรับ ว่าคนกรุงเทพ ระดับกลางขึ้นไป ระดับคนทำงานทั่วไป "ส่วนใหญ่" เป็นเสื้อเหลือง หรืออย่างน้อยก็มีใจให้เสื้อเหลือง..เมื่อ "เสื้อแดง" เข้ารุกรานพื้นที่ ทั้งรูปธรรม และนามธรรมต่อคนกรุงเทพฯ และจริต "คนเมือง" การตอบโต้จากคนกรุง ก็จะมาถึง..คนกรุงเทพฯ จะตอบโต้ "ไอ้พวกบ้านนอก - ไอ้พวกล้มเจ้า" ด้วยใบอนุญาตสลายการชุมุนด้วยกำลัง ด้วยประการฉะนี้


ผมเคยพูดกับเพื่อนๆ หลายท่านในข้อสังเกตเรื่องการต่อสู้ของเสื้อแดง ในช่วงวันที่ 8 และจากนี้ว่าเป็นการ "รุกราน" เข้าสู่พื้นที่เชิงรูปธรรม และนามธรรม ของคนกรุงเทพฯ

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ต้องยอมรับ ว่าคนกรุงเทพ ระดับกลางขึ้นไป ระดับคนทำงานทั่วไป "ส่วนใหญ่" เป็นเสื้อเหลือง หรืออย่างน้อยก็มีใจให้เสื้อเหลือง

และรัฐบาลประชาธิปัตย์ ก็เป็นรัฐบาลที่พวกเขาตั้ง, ไม่ว่าจะโดยตรง ผ่านการออกเสียงเลือกตั้ง และโดยการร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตร

หรือโดยปริยาย จากการ "นิ่งเฉย" หรือ "ยอมอดทน" ต่อพฤติกรรมของเหล่าพันธมิตร โดยที่ไม่ได้เข้าร่วม แต่เอาใจช่วย เพราะมี "จุดหมาย" เหมือนกัน คืออยากเห็นประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล อยากเห็นอภิสิทธิเป็นนายกฯ

หรือแม้จะไม่ได้รักอภิสิทธิหรือประชาธิปัตย์มากนัก แต่ก็ด้วยความ "ชิงชัง" รัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย

สิ่งเหล่านี้รวมๆกัน ทำให้คนกรุงเทพฯ "อดทน" กับพันธมิตรได้มากกว่า - เพราะลึกๆแล้ว สิ่งที่พันธมิตรกระทำ - แม้รุนแรงรบกวน - แต่ก็ให้ผลลัพท์ที่ "ถูกจริต" พวกเขา

นี่คือคนกรุงเทพฯพื้นฐานส่วนใหญ่ ซึ่งต้องยอมรับ - หลายๆท่านที่ทำงาน หรือสัมผัสชีวิต "กรุงเทพฯแท้ในออฟฟิสต์" คงเข้าใจสิ่งที่ผมกล่าว

การเข้ามาเสื้อแดง ซึ่งในมโนคติของพวกเขา (ผมกำลังจะพูดถึงมโนคติของคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดของกลุ่มเสื้อแดง)
คือ "พวกคนต่างจังหวัด ลิ่วล้อทักษิณ พลังเงินของทักษิณ ทักษิณจ้างมา" ผนึกกำลังกับ "ไอ้พวกหัวก้าวหน้าไม่เอาเจ้า"
(ย้ำอีกครั้งว่านี่คือมโนคติของคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่)

เมื่อคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เอาใจช่วยรัฐบาลอภิสิทธิ (หรืออย่างน้อยก็รังเกียจความเชื่อมโยงใดๆ ที่เกี่ยวข้อวงกับทักษิณ) ซ้ำหลายคนยังเชื่อในนิยายหลอกเด็กเรื่องขบวนการล้มเจ้า

แน่นอนว่า การชุมนุมของเสื้อแดง คือ การ "รุกล้ำ" พื้นที่เชิงนามธรรมของคนกรุงเทพฯ - นั่นคือ เสื้อแดงกำลังจะใช้กำลังเพื่อ "ทำลาย" ขั้วการเมืองฝ่ายที่รักของคนกรุงเทพฯ

นั่นคือเรื่องนามธรรม

ส่วนเรื่องรูปธรรม ยุทธการ "ปิดถนนสายหลัก" ของเสื้อแดงในวันนี้ ที่เริ่มจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คือการเข้ารุกล้ำ "พื้นที่" เชิงรูปธรรมของคนกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนเชิงกายภาพอย่างตรงไปตรงมา

จริงๆการปิดถนนจนรถติด พันธมิตรก็เคยทำ แต่ในตอนนั้นเสียบ่นอย่างบางเบาของชาวกรุงเทพฯ นั้นเป็นเพราะว่า - สิ่งที่พันธมิตรทำ จะนำไปสู่ผลที่ "ถูกจริต" ต่อพวกเขา

(และขอให้สังเกตว่า ในตอนนั้นการ "บ่น" จะมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลว่า รัฐบาลจะหน้าด้านอยู่ทำไม ทำไมไม่ "ลาออกไป" เสื้อเหลืองจะได้เลิกชุมนุมให้คนเดือดร้อน แต่ในรอบนี้ พนันได้ ว่าเสียง "บ่น" จะมุ่งไปในทางว่า "ทำไมรัฐบาลไม่จัดการสลายม๊อบให้เด็ดขาด" รถจะได้หายติด)

เมื่อ "เสื้อแดง" เข้ารุกรานพื้นที่ ทั้งรูปธรรม และนามธรรมต่อคนกรุงเทพฯ และคนจริต "คนเมือง"

การตอบโต้จากคนกรุง ก็จะมาถึง

แน่นอน - บางส่วนอาจจะมีการตอบโต้เชิงกายภาพ (เช่นขับรถพุ่งชน - กองกำลังขวาจัด - การลอบทำร้าย - หนังสติ้ก ฯลฯ)
แต่นั่นไม่น่ากลัวเท่าการตอบโต้แบบที่นิยมกันของคนกรุงเทพฯ

นั่นคือการออก "ใบอนุญาต" ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้

ดังนั้น ถ้ามีการกวาดล้าง ปราบปราม คนเสื้อแดง ด้วยกำลัง ไม่ว่าจะรุนแรงเพียงใด

อย่าหวังว่าจะได้เห็นภาพการ "ประณาม" เจ้าหน้าที่ของรัฐ เหมือนในตอน 7 ตุลา

อย่างหวังว่าจะได้เห็นปริญญา ออกมาวินิจฉัยระยะโปรเจคไทล์ของแก๊ซน้ำตา (ไม่ฮา)

คนกรุงเทพฯ จะตอบโต้ "ไอ้พวกบ้านนอก - ไอ้พวกล้มเจ้า" ด้วยใบอนุญาตสลายการชุมุนด้วยกำลัง ด้วยประการฉะนี้

00000000000000000


ไปสรุปมาสามบันทัด

- คนกรุงเทพฯแม่งชอบรัฐบาลประชาธิปัตย์ รักอภิสิทธิ์ เกลียดทักษิณ เป็นส่วนใหญ่ มันเลยไม่ว่าอะไรถ้าพันธมิตรจะดาวกระจาย จะปิดถนน
- แต่พอเสื้อแดงทำมั่ง เสื้อแดงจะล้มรัฐบาลที่พวกคนพรุงเทพฯชอบ แถมมาเสือกทำรถติดอีก สองเด้งสิครับ
- คนกรุงเทพฯ จะไม่อดทนกับการที่เสื้อแดงทำรถติด และจะเรียกร้อง, หรืออย่างน้อยก็เมินเฉย ให้รัฐบาลใช้กำลงปราบปราม แบบรุนแรงแค่ไหนก็ได้

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:การยึดอำนาจรัฐ ต้องยึดครองที่ใจคน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ปาฐกถาฉบับเต็มจากประชาไท
9 เมษายน 2552

ใครก็ตามที่คิดจะตั้งศูนย์อำนาจใหม่ หรือต่อต้านอำนาจเก่า ควรจะต้องรู้ว่าอำนาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และอิงอาศัยนานาปัจจัย อำนาจไม่ได้บรรจุอยู่ในอาคารสถานที่ การยึดอำนาจรัฐไม่ได้เกิดจากการยึดตัวอาคาร หากจะต้องยึดครองที่หัวใจคน การเปลี่ยนแล้วจะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า คนในสังคมเห็นพ้องต้องกันในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน หากสังคมยังไม่เห็นพ้องต้องกันในทิศทางการเปลี่ยนแปลง การล้มลงของระบอบเก่าหรืออำนาจเก่า ก็รังแต่จะนำไปสู่สภาพกลียุคและอนาธิปไตย

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ บางครั้งอำนาจใหม่กลับฆ่าคนเสียยิ่งกว่าอำนาจเก่าที่ล่มสลาย เนื่องจากทิฏฐิที่ยึดติดในการเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการรอคอยให้ผู้คนเห็นด้วย เรื่องเช่นนี้เคยเกิดมาแล้วในหลายๆประเทศ ซึ่งเราควรถือเป็นบทเรียน


หมายเหตุ:ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลาคม 2516 ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง"อำนาจแห่งความว่าง ความว่างแห่งอำนาจ" จัดโดยมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เมื่อ 12 กันยายน 2551ที่ผ่านมา ทีมข่าวไทยอีนิวส์พิจารณาเห็นว่าสอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน จึงยกบางตอนมาให้อ่านกันอีกรอบ
0000000000000000

การต้านอำนาจนั้นถือเป็นการแสดงอำนาจชนิดหนึ่ง ซึ่งก็ต้องอยู่ภายใต้กฏอิทัปปัจจยตาเช่นกัน มีสภาพเป็นความว่างเช่นเดียวกัน

ดังนั้นใครก็ตามที่คิดจะตั้งศูนย์อำนาจใหม่ หรือต่อต้านอำนาจเก่า ควรจะต้องรู้ว่าอำนาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และอิงอาศัยนานาปัจจัย อำนาจไม่ได้บรรจุอยู่ในอาคารสถานที่ การยึดอำนาจรัฐไม่ได้เกิดจากการยึดตัวอาคาร หากจะต้องยึดครองที่หัวใจคน

ถามว่าเช่นนี้แล้ว คนที่จิตไม่ว่าง หรือคนที่เต็มแน่นไปด้วยอัตตาจะขึ้นไปกุมอำนาจได้หรือไม่? คำตอบคือคงได้ตามวิถีทางโลก และในความหมายแบบทางโลก แต่จะไม่ใช่อำนาจที่แก้ปัญหาอะไรได้ อย่างถึงราก กลับเป็นอำนาจที่ก่อความเดือดร้อน สร้างทุกข์เข็ญให้บ้านเมืองเสียมากกว่า อีกทั้งจะไม่มีความมั่นคงยั่งยืน เนื่องจากถูกปฏิเสธต่อต้าน

อันที่จริง ตรงนี้แหละคือความแตกต่างระหว่างผู้แสวงหาอำนาจธรรมดากับผู้นำทางการเมือง ไม่ว่าในความหมายของธรรมะ หรือในความหมายทางรัฐศาสตร์ก็ตาม

ผู้นำการเมืองเมื่อว่างจากตัวตน จึงสามารถทำทุกอย่างได้เพื่อประโยชน์สุขของผู้อยู่ใต้การปกครอง เสียสละทุกอย่างได้เพื่ออาณาประชาราษฎร์ ส่วนผู้กุมอำนาจที่จิตไม่ว่างนั้น ต่อให้ไม่ก่อปัญหาร้ายแรง ก็จะมีทางเลือกและศักยภาพในการแก้ปัญหาได้น้อยกว่ากันมาก

การเป็นผู้นำการเมืองนั้นไม่จำเป็นต้องหมายถึงบุคคลที่กุมอำนาจการปกครองแต่ฝ่ายเดียว ฝ่ายต่อต้านคัดค้านที่รวบรวมกำลังคนมาตั้งเป็นพรรคเป็นพวก หรือตั้งเป็นขบวนการเมืองในชื่อต่างๆก็สามารถเป็นผู้นำการเมืองได้ หรือจะเป็นแค่ผู้แสวงหาอำนาจธรรมดาๆก็ได้ ถ้าหากไม่ยึดถือในหลักธรรม ถ้าหากมองไม่เห็นว่างแห่งอำนาจ

ถ้าเราหยั่งถึงอิทัปปัจยตา(หรือปฏิจจสมุปบาท) ก็จะมองเห็นว่าความรักบ้านรักเมืองไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างเดียว บางครั้งการยอมแพ้กลับเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่กว่า แสดงความรักบ้านรักเมืองได้มากกว่า เหมือนมารดาพร้อมยกบุตรให้ผู้อื่นในยามที่ตัวเองดูแลปกป้องไม่ได้

แพ้ชนะถึงที่สุดแล้วก็เป็นสุญญตา ไม่มีความจริงรองรับ มีแต่เราเองไปบัญญัติมันขึ้นมา

พูดกันตามหลักรัฐศาสตร์ อำนาจนั้นเปลี่ยนมือได้เสมอ ถ้าผู้ปกครองไม่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้อยู่ใต้การปกครองได้ หรือมีวิกฤตฉันทานุมัติอย่างต่อเนื่อง

แต่เปลี่ยนแล้วจะดีขึ้นหรือไม่ ยังไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัวเสมอไป มันขึ้นอยู่กับผู้นำการเปลี่ยนแปลงว่า มีปัญญาญาณมากน้อยเพียงใด คนในสังคมเห็นพ้องต้องกันในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน หากสังคมยังไม่เห็นพ้องต้องกันในทิศทางการเปลี่ยนแปลง การล้มลงของระบอบเก่าหรืออำนาจเก่า ก็รังแต่จะนำไปสู่สภาพกลียุคและอนาธิปไตย

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ บางครั้งอำนาจใหม่กลับฆ่าคนเสียยิ่งกว่าอำนาจเก่าที่ล่มสลาย เนื่องจากทิฏฐิที่ยึดติดในการเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการรอคอยให้ผู้คนเห็นด้วย เรื่องเช่นนี้เคยเกิดมาแล้วในหลายๆประเทศ ซึ่งเราควรถือเป็นบทเรียน

ดังนั้น ในทัศนะของท่านอาจารย์พุทธทาส ระบอบการเมืองแบบไหน ยังไม่สำคัญเท่ากับว่ามีธรรมะหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีธรรมมะ ถึงอย่างไรก็สร้างสันติสุขให้บังเกิดมิได้ และท่านถือว่าภาวะไร้สันติภาพเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดของมนุษย์

การไม่ได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข นับเป็นเคราะห์กรรมอย่างยิ่งของแผ่นดิน

ทักษิณติดคุก สนธิลิ้ม-เปรมโดนประหารชีวิต


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 เมษายน 2552

หากกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้ตัดสินว่าทักษิณมีความผิดต้องติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการสนธิลิ้ม และแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน ที่สำคัญต้องลงโทษพลเอกเปรมกับพวกทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญที่มีโทษถึงประหารชีวิตด้วย จึงจะเกิดความยุติธรรม เพราะหากไม่มีความยุติธรรม ก็ย่อมไม่เกิดความสงบสุข(No justice,No peace)


เนื่องจากพันธมิตรฯได้โฆษณาชวนเชื่อแบบblack propagandaต่อมวลชนของตนเอง และสาธารณชน เพื่อให้ร้ายทำลายล้างต่อฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงอย่างผิดๆว่า ความเคลื่อนไหวของเสื้อแดงนั้นทำเพื่อ"คนๆเดียว"คือทักษิณ

กลายเป็นว่างานชวนเชื่อที่ผลิตซ้ำบ่อยๆนั้น ทำให้พันธมิตรและมวลชนของตนเองเกิด"เชื่ออย่างสนิทใจ"ขึ้นมาว่าเป็นจริง และกลายเป็นความเชื่ออย่างสนิทใจในหมู่อำมาตย์ รัฐบาลโจร

ล่าสุดยังใช้"เนวิน ชิดชอบ"ออกมาเล่นบท"น้ำตาจรเข้"กล่าวว่าความขัดแย้งในเวลานี้เป็นเรื่องของทักษิณเพียงคนเดียว ขณะที่สาธารณชนเองก็ไขว้เขวตามไม่น้อย

ดังนั้นประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย จึงควรได้เผยแพร่แนวความคิดที่ถูกต้อง เป็นสัจธรรมตอบโต้การสร้างวาทกรรมอำพราง ที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และมากด้วยเล่ห์กระเท่ของพันธมิตรอย่างเท่าทัน

คู่มือการตอบโต้วาทกรรมอำพรางของพันธมิตรฉบับนี้เป็นฉบับประมวลสรุปอย่างย่อ ให้ท่านนำไปตอบโต้และตีแตกข้อโจมตีของพันธมิตร และชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างกระชับตรงประเด็น

Q:ทักษิณต้องกลับมาติดคุก ปัญหาของประเทศจึงจะจบ

A:ผิด! เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดว่า ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกฯ ออกจากประเทศปัญหาทุกอย่างก็จบ แต่ตอนนี้กลับเรียกร้องให้กลับเข้าประเทศมาดำเนินคดีบอกปัญหาจะจบ ความจริงคือไม่จบ

เพราะคนที่สนับสนุนทักษิณเห็นว่าเกิดความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง ทุกอย่างจะจบก็ต่อเมื่อนายสนธิกับพันธมิตรเลิกผูกขาดความถูกต้อง แล้วต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรม นิติรัฐอย่างแท้จริง ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้าตามกติกาสากลที่นานาอารยะประเทศยึดถือ เช่น หากทักษิณจะถูกดำเนินคดีติดคุก2ปีเพราะเมียทักษิณซื้อที่ดินรัชดา แกนนำพันธมิตรก็ต้องถูกดำเนินคดียึดNBT ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ด้วยข้อหากบฎ และข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิตด้วย

หากทักษิณติดคุก2ปีตามคดีที่ดินรัชดา สนธิลิ้มกับแกนนำโดนประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตฐานกบฎและก่อการร้ายตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม เมื่อมีความยุติธรรมเกิดขึ้นปัญหาก็จะจบ หากไม่มีความยุติธรรม เรื่องก็ไม่จบ บ้านเมืองก็ไม่สงบ(NO JUSTICE, NO PEACE)

Q:เสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณเพียงคนเดียว แต่พันธมิตรสู้เพื่อสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติ มันต่างกัน

A:ผิด! ต้องเข้าใจความจริงก่อนว่า คนไทยรักในหลวงและสถาบันทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีใครคิดล้มล้างสถาบัน แล้วจะปล่อยให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างพันธมิตรมาแอบอ้างว่ารักสถาบันแบบผูกขาดได้อย่างไร

ความจริงแล้วใครก็รู้ว่ามวลชนของพันธมิตรถูกหลอกลวงให้สู้เพื่อนายสนธิลิ้มเพียงคนเดียว กับธุรกิจเครือผู้จัดการASTVเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าที่จัดม็อบมา193วันก็เน้นหาทุนหาเงินบริจาคไปต่อลมหายใจหาเงินเดือนจ่ายให้ลูกน้องสนธิ ให้กับธุรกิจของนายสนธิเท่านั้น เมื่อเลิกม็อบทำให้ขาดรายได้ ก็ต้องเร่ร่อนสัญจรไปรีดไถมวลชนของตนเองตามจังหวัดต่างๆ ต้องจัดคอนเสิร์ตการเมืองหาเงินไปหล่อเลี้ยงธุรกิจของนายสนธิ

จึงเห็นได้ชัดว่า นี่เป็นการต่อสู้เพื่อคนๆเดียว แล้วแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือ จนทำความระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง นำเอาสถาบันต่างๆในสังคมทั้งตุลาการ อัยการ ศาล ทหาร ตำรวจ ชนชั้นสูง สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ นักธุรกิจพ่อค้าต่างๆพลอยเสื่อมทรามลงไป เพื่อคนๆเดียวคือนายสนธิลิ้มอยู่รอด ทั้งที่นายสนธิลิ้มก่อหนี้สินล้นพ้นตัว จนถูกศาลสั่งล้มละลาย ตอนมีความสุขร่ำรวยเขารวยคนเดียวอวดใหญ่โตเอาหน้า แต่พอล้มละลายก็กลับฉุดเอาคนไทยทั้งประเทศล้มละลายตามเขาไปด้วย การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย และคนที่คิดว่าตนฉลาด ไม่รู้ทันคนอย่างนายสนธิเลยหรือ...

นอกจากนั้นยังเป็นการต่อสู้เพื่อคนกลุ่มๆเดียวคือพวกอำมาตยาธิปไตย ของนายพลเปรมให้ได้ใช้อำนาจเผด็จการเสวยสุขอยู่บนซากปรักหักพังของประเทศที่เป็นเผด็จการด้อยพัฒนา

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อปกป้องและฟื้นฟูประชาธิปไตยให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีขื่อแป ให้ว่ากันไปตามผิดตามถูก ต้องการให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้รัฐบาลได้บริหารเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล เสื้อแดงยอมรับได้ ไม่เว้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ ขอเพียงให้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยคนส่วนใหญ่

ส่วนทักษิณนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมที่เห็นทิศทางเดียวกันกับคนเสื้อแดงในเรื่องของหลักประชาธิปไตย และหากทักษิณจะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นก็เป็นไปตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่ถูกต้องชอบธรรม และโดยกลไกปกติของสถาบันต่างๆ ไม่ใช่อำนาจพิเศษใดๆมาบันดลบันดาลให้แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับ

Q:เสื้อแดงหลงผิดสู้เพื่อทักษิณทำไม ทั้งที่ทักษิณจ้องล้มเบื้องสูง เพื่อจะเป็นประธานาธิบดี

A:ผิด!ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีประเทศใดที่นายกรัฐมนตรีจะล้มล้างกษัตริย์ของตนเพื่อเป็นประธานาธิบดีเลย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ หรือที่ไหนๆในโลก เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งในการบริหารประเทศ ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีประเทศใดคิดจะพ้นจากตำแหน่งบริหารไปเป็นประมุขของประเทศ ที่สำคัญทักษิณผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมา ถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีมาตลอดชีวิต การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์60ปีอย่างยิ่งใหญ่ก็จัดโดยทักษิณ แม้จะถูกกล่าวหาในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทักษิณก็ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดีอย่างไม่เสื่อมคลาย

ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกันนี้เคยมีกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยหลายท่าน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้แต่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรของจอมพลถนอม กิตติขจร และได้ทำลายบุคคลเหล่านี้มาแล้ว และถูกพิสูจน์ว่าล้วนเป็นข้อใส่ร้ายเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมืองทั้งสิ้น

เสื้อแดงจึงไม่ได้ปกป้องบุคคลใดที่คิดล้มล้างสถาบัน เพราะไม่มีบุคคลใดคิดเช่นนั้นตามข้อกล่าวร้าย แต่หากจะต่อสู้เรียกร้องก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาอันเป็นเท็จเท่านั้น

ความจริงควรมีการจัดการขจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายทักษิณด้วยข้อกล่าวหานี้เสียที เพราะเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท และทำให้พระเกียรติยศต้องถูกกระทบกระเทือนมามากพอแล้ว

Q:เสื้อแดงมีแต่รากหญ้าทำให้ถูกทักษิณซื้อ ชักจูงได้ง่าย

A:ผิด! แต่เสื้อแดงมีประชาชนไทยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น นายวีระ มุสิกพงษ์ มีไฮโซอย่าง"เจ๊ดา"ดารณี มีนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนทางวิชาการอย่างเปิดเผย มีข้าราชการ ทหารตำรวจทุกหมู่เหล่า แพทย์ พยาบาล วิศวกร ทนายความ นักวิชาชีพอิสระ มีเอ็นจีโอ นักร้อง ดารา ศิลปิน นักกวี นักเรียนนิสิตนักศึกษา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการในกรุงเทพฯ เขตเมือง และชนบท มีฐานอยู่ทุกภูมิภาคทุกท้องถิ่น ในต่างประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย ออสเตรเลีย และทุกทวีปก็มีประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงอยู่กระจายไปหมด

ชนชั้นกลางคนรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองในเวบไซต์ที่เป็นกลางอย่างบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิปก็มีคนสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงในสัดส่วนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงเป็นวาทกรรมผิดๆที่ว่ามีเฉพาะคนรากหญ้าที่เป็นฝ่ายเสื้อแดง

Q:การเมืองใหม่เท่านั้นเป็นทางออกของประเทศ การเมืองเก่าก็คงถูกทักษิณซื้ออยู่ร่ำไป

A:ผิด! หากพันธมิตรเชื่อว่าเป็นทางออก และเห็นว่าคนในประเทศส่วนใหญ่สนับสนุนการเมืองใหม่ ก็ต้องกล้าพิสูจน์ เช่น ชูเป็นนโยบายหาเสียง แล้วพันธมิตรก็ต้องกล้าตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง หากคนส่วนใหญ่เอาด้วยก็ให้นำนโยบายการเมืองใหม่มาใช้ แต่ที่ผ่านมาคนของพันธมิตรที่ลงเลือกตั้งประชาชนไม่ยอมเลือก ทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสงาม นายไทกร พลสุวรรณ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ลงเลือกตั้งก็สอบตกหมด จนต้องไปใช้กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองยึดทำเนียบ ยึดสภา ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบิน เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาบีบบังคับให้ต้องยอมทำตาม

Q:คนกรุงเทพฯอยู่ข้างพันธมิตร ดังนั้นเสียงของประชาชนในชนบทต้องยอมตาม เพราะกรุงเทพฯเจริญที่สุด

A:ผิด! คนกรุงเทพฯกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ล่าสุด แม้พรรคแนวร่วมของพันธมิตรที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน9แสนคะแนน แต่อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยที่คนเสื้อแดงสนับสนุนได้6แสนกว่าคะแนน คนที่ต่อต้านพันธมิตรอย่างหนักคือคุณปลื้มได้อีก3แสนกว่าคะแนน รวมกันก็เกือบ1ล้านคะแนน นี่คือเสียงของคนกรุงเทพฯที่ไม่เอาพันธมิตร

และเวลาโพลล์สำรวจก็พบว่า คนกรุงเทพฯผิดหวังพฤติกรรมยึดสนามบินของพันธมิตรที่สุด และเกินกว่า90%ที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีต่อพันธมิตร ดังนั้นอย่าเข้าใจผิด และถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศประชาธิปไตยที่ทุกคนมี1เสียงเท่ากัน ก็อย่าไปแยกคนกรุงหรือคนบ้านนอกแบบมั่วๆอีกต่อไป เว้นแต่พันธมิตรจะได้อำนาจรัฐและแก้ไขกติกาให้พันธมิตรเท่านั้นที่มีสิทธิ์ยึดกุมความถูกต้อง ยึดกุมอนาคตประเทศชาติไว้ในกำมือ แต่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการ

Q:แล้วทำอย่างไรปัญหาจึงจะจบ

A:ต้องให้เกิดความยุติธรรม บ้านเมืองจึงจะสงบ ต้องยึดกฎหมายขื่อแป ต้องฟื้นฟูนิติธรรม นิติรัฐตามระบบนานาอารยะประเทศทำเท่านั้น ตราบใดที่ไม่มีความยุติธรรม ตราบนั้นก็ไม่มีความสงบสุขในประเทศ

Q:ตกลงว่าทักษิณไม่ต้องติดคุกใช่ไหม ถึงเรียกว่าเกิดความยุติธรรม

A:ผิด! หากทักษิณผ่านกระบวนการพิจารณายุติธรรมตามหลักที่นานาอารยะประเทศยึดถือและเชื่อถือได้ ไม่มีการแทรกแซงชี้นำสั่งการทั้งทางตรงและอ้อม หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน และต้องลงโทษพลเอกเปรมกับพวกทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญที่มีโทษถึงประหารชีวิตด้วย จึงจะเกิดความยุติธรรม เพราะหากไม่มีความยุติธรรม ก็ย่อมไม่เกิดความสงบสุข(No justice,No peace)

Q:แต่พันธมิตรทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อสถาบันนะจะให้ดำเนินคดีได้อย่างไร ควรนิรโทษกรรมจึงจะถูก ส่วนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณคนเดียว หากทักษิณกลับมาติดคุกปัญหาจึงจะจบ

A:ผิด! ที่ปัญหามันไม่จบ เพราะพันธมิตรสร้างวาทกรรมที่ผิดๆเช่นนี้เอง

แผนที่แสดงเวทีปราศรัยและการคุมพื้นที่ของคนเสื้อแดง 08-04-52

ที่มา Thai E-News

realRallyMap

3องค์กรสากลถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษสุวิชา ท่าค้อ

ที่มา Thai E-News


เหยื่อคดีหมิ่น-พ่อวัย70เข้าไปประคองกอดให้กำลังใจนายสุวิชา ท่าค้อ ก่อนผู้คุมจะนำตัวเข้าห้องขัง ในวันที่ศาลมีคำตัดสินจำคุก 10 ปี คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท

3องค์กรสากลถวายฎีกาขอพระทานอภัยโทษให้สุวิชา ท่าค้อ นักเล่นอินเตอร์เน็ตที่ถูกตัดสินจำคุกคดีหมิ่น10ปี ระบุเป็นโทษที่รุนแรงอย่างสาหัส ชี้ข้อหาหมิ่นปิดกั้นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์และเห็นต่างในสังคมไทย เผยครอบครัวลำบากลูก3คนกำลังเรียนต้องขาดพ่อส่งเสียเพราะติดคุกแล้วยังถูกให้ออกจากงานวิศวกรบริษัทน้ำมัน เปิดบัญชีรับบริจาคเพื่อมนุษยธรรม ญาติพร้อมแจงรายรับ-รายจ่ายให้ทราบ


เวบประชาไทรายงานว่า ARTICLE 19, English PEN and Index on Censorship 3 องค์กรนานาชาติที่รณรงค์ด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความห่วงใย กรณีนายสุวิชา ท่าค้อ ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 ปี ด้วยข้อหาโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ข้อความในแถลงการณ์ร่วมระบุว่า นายสุวิชาถูกจับกุมตั้งแต่เดือนมกราคม และถูกคุมขังจนกระทั่งถูกตัดสินว่ามีความผิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ฐานโพสต์เนื้อหาซึ่งเข้าข่ายหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ ซึ่งการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ เป็นความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฏหมายอาญาของไทย ทั้งนี้ ทนายความของนายสุวิชาระบุว่า เขาจะขอพระราชทานอภัยโทษ


ทั้งนี้ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่การรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 ซึ่งทำให้ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นพ้นจากตำแหน่ง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมกราคม 2552 นักเขียนชาวออสเตรเลีย แฮร์รี่ นิโคไลดส์ ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์ในภายหลัง ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ มีการออกหมายจับนายใจลส์ ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการสัญชาติไทย-อังกฤษ จากการเขียนหนังสือเรื่อง A Coup For The Rich (รัฐประหารเพื่อคนรวย) ซึ่งวิจารณ์การรัฐประหารของทหารเมื่อปี 2549 โดยใจลส์ได้ออกจากประเทศเพื่อหลบเลี่ยงการถูกจับกุม

ย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายโจนาธาน เฮด ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หลังจากที่มี “ภาพที่ไม่เหมาะสม” โพสต์ในเว็บไซต์ข่าวของบีบีซี นอกจากนี้ นิตยสารดิอิโคโนมิสต์หลายฉบับซึ่งมีบทความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ถูกเพิกถอนการวางแผงจำหน่ายในประเทศไทย หนังสือพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของนายพอล เอ็ม แฮนด์ลีย์ “The King Never Smiles” หรือ กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม กลายเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทยตั้งแต่ได้รับการตีพิมพ์ในปี 2549 และเว็บไซต์ที่โฆษณาหนังสือเล่มนี้ก็ถูกบล็อค

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระบุว่า ประเทศไทยมีการปิดเว็บไซต์กว่า 2,000 เว็บ โดยอ้างว่ามีเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเพิ่มการดูแลการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ โดยเตือนว่า มีเว็บไซต์ที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังกว่า 10,000 แห่ง

ARTICLE 19, English PEN และ Index on Censorship ได้ถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อกรณีคำตัดสินคดีของนายสุวิชา โดยเนื้อหาระบุว่า นี่เป็นโทษที่รุนแรงอย่างสาหัส และองค์กรทั้งสามวิตกกังวลต่อการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรายวันเพื่อปิดกั้นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์และเห็นต่างในสังคมไทย รวมถึงขอพระราชทานอภัยโทษให้นายสุวิชา และขอให้ทางการไทยยกเลิกกฏหมายซึ่งทำให้ผู้คนกลัวในการแสดงความคิดเห็น

ทั้งนี้ องค์กรนานาชาติซึ่งสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ได้เรียกร้องให้บุคคลสาธารณะมีความอดทนอดกลั้นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ให้มากยิ่งขึ้นด้วย

บริจาคช่วยครอบครัวสุวิชาเพื่อมนุษยธรรม

ขณะเดียวกันที่เวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน ได้มีผู้ประสงค์จะช่วยเหลือครอบครัวของนายสุวิชา อดีตวิศวกรบริษัทน้ำมันวัย34ผู้ต้องตกงานหลังตกเป็นผู้ต้องขังในคดีนี้ ทำให้ลูกๆของเขา3คนที่อยู่ในวัยเรียนขาดผู้ให้อุปการะ เพราะภรรยาของสุวิชาเป็นเพียงแม่บ้าน

ทั้งนี้ญาติของนายสุวิชาได้แจ้งขอความสนับสนุนจากคนที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมแก่ครอบครัวของเขาว่า ขอขอบพระคุณที่ยังมีคนไทยรักความเป็นธรรม อยากช่วยเหลือครอบครัวคุณสุวิชา ทางญาติทราบแล้วขอขอบคุณเป็นอย่างสูง "เราไม่อยากขอบริจาคอะไรเลย หากหัวหน้าครอบครัวคือสุวิชาที่หารายได้เข้าครอบครัวเพียงคนเดียวไม่โดนคดีอย่างนี้" ขอขอบพระคุณในความกรุณา ค่าใช้จ่ายหลัก ๆ อันดับแรก คงจะเป็นค่าเทอมของเด็ก ๆ

หากท่านประสงค์จะบริจาคช่วยเหลือครอบครัวของสุวิชา โปรดบริจาคผ่านบัญชีเลขที่ 408-0-31301-2 ธนาคารกรุงไทย สาขานครพนม ชื่อบัญชี นางอมร ท่าค้อ

เพิ่มเติมสำหรับท่านที่อยู่ต่างประเทศเพื่อความสะดวกทางPAYPAL ตามนี้
PAYSBUY ID : 7006808103 email : suwichafamily@gmail.com


ท่านที่ประสงค์จะบริจาคช่วยเหลือ จะแจ้งนาม หรือไม่แจ้ง ก็ได้ ทางญาติของสุวิชาจะรายงานความเคลื่อนไหวบัญชีรายรับ และรายจ่ายให้ผู้บริจาคทราบทุกอย่าง

Wednesday, April 8, 2009

พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมโฟน อิน ตลอดวัน 8 เม.ย.

ที่มา thaifreenews

โดย : Palrak



ทำเนียบรัฐบาล 7 เม.ย.- คนเสื้อแดงเตรียมตั้งเวที 3 จุด พรุ่งนี้ เวทีหลักอยู่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ “นพ.เหวง โตจิราการ” นำขบวน ขณะที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” สแตนด์ บาย พร้อมโฟน อิน ตลอดทั้งวัน

นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง เปิดเผยว่าการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง วันพรุ่งนี้ (8 เม.ย.) จะมีการตั้งเวทีปราศรัย 3 จุด บริเวณหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เป็นรถติดตั้งเครื่องขยายเสียง และเป็นจุดปราศรัยหลัก บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า และทำเนียบรัฐบาล และเชื่อว่าในช่วงบ่าย แถวน่าจะยาวไปถึงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

“น.พ. เหวง โตจิราการ และผู้ชุมนุม ไม่เกิน 500 คน เป็นแนวหน้า ใช้ชื่อว่าแนวร่วมสันติวิธี หากถูกสกัดกั้น ก็จะมีหน่วยการ์ดเข้ามาสนับสนุน” นายจตุพร กล่าว และว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเตรียมความพร้อมในการโฟน อิน ตลอดทั้งวัน หากมีเหตุจำเป็น หรือมีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

นายจตุพร ยังกล่าวถึงการแถลงข่าวของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่พาดพิง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นผู้หักหลังนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นการแสดงธาตุแท้ของนายเนวิน ที่เห็นอะไรเป็นประโยชน์ ก็หยิบมาใช้

“การ ไม่เลืกนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เป็นมติพรรคโดยถูกต้อง อยากถามว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนหักหลังนายสมัคร เพราะนายสมัครไม่มีทางร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ หากนายสมัครเห็นว่า พรรคพลังประชาชนหักหลัง เหตุใดจึงไม่ตัดเยื่อใยกับพรรคพลังประชาชน และถ้านายเนวินจริงใจ ถามว่าวันนี้สามารถเข้าบ้านนายสมัครได้หรือไม่” นายจตุพร กล่าว

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่าได้รับการตอบสนองที่ดี จาก พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งด่านตรวจค้น 6 จุด ที่ บริเวณ ถ..พระราม 5 แยก วัดเบญจมบพิตร แยกนางเลิ้ง แยกเทวกรรม หน้ากองทัพบก หน้าสนามมวยราชดำเนิน และบริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม หน้าวัดมกุฏกษัตริยาราม และแต่ละจุดจะมีกำลังเจ้าหน้าที่ 1 หมู่ มีผลตั้งแต่ 15.00 น. วันนี้ (7 เม.ย.) หลังพบชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง ไปคอยสังเกตการณ์บริเวณหน้าบ้านพัก และได้เรียกร้องให้ตำรวจชี้แจง “ผมยังได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามารถจับกุมชายพกระเบิดปิงปองหลายสิบลูกเข้ามาในที่ชุมนุม ขอยืนยันว่า ไม่ใช่คนของเรา เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมโดยสงบ ดังนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นายณัฐวุฒิ กล่าว .

อำมาตย์..รัฐบาล..ทหาร..หมดมุขกันแล้วหรือ?เบื่อเหลือเกินกับคำว่า เสื้อแดงทำเพื่อคนคนเดียว...

ที่มา thaifreenews

โดย : HardCoreLady



ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่าน ตั้งแต่วันที่ดร.ทักษิณ เปิดโปงสถานภาพพฤติกรรมนอกระบบ..ตั้งแต่ระดับประธานองคมนตรี จนถึงลูกกระจ๊อกทั้งหลาย ทุกวันก็จะมีคนออกมาดิ้นพลาดๆ ไม่เว้นวัน โผล่ออกมาวันละคน สองคน สุดท้ายสรุปได้สั้นๆ ว่า คนเสื้อแดง และดร.ทักษิณ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน..เข้าใจเล่นกันนะ..มุขเดิม เหตุผลเดิม เหมือนตอนทำรัฐประหาร 19 กย. 49 ไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรมาอ้างกับประชาชน ก็อ้างมันง่ายๆ ดร.ทักษิณโกงชาติ ไม่จงรักภักดี จนเป็นนโยบายหลักในการระดมพลของพันธมิตร มาตราบเท่าทุกวันนี้..แต่วันนี้ คนเสื้อแดง และประชาชนที่เค้ามองสถานการณ์ด้วยหัวใจที่เป็นธรรม กลับสัมผัสได้ว่า..สิ่งที่ผ่านมา จากวันนั้น ถึงวันนี้ เข้าสู่ปีที่ 3 คำกล่าวอ้างเบื้องต้น มันไม่เป็นจริง ผิดแต่การฉีกรัฐธรรมนุญปี 40 แล้วใช้รัฐธรรมนูญของ คมช. แทน ความผิดทุกอย่างก็ตกเป็นของดร.ทักษิณไปโดยปริยาย รวมทั้งอำนาจตุลาการคอยกระหน่ำซ้ำเดิม เข้าไปอีก นี่ต่างหาก คือสิ่งที่ผิด ผิดปกติของประเทศที่ขึ้นคำนำหน้าว่า มีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ที่ผู้นำในการบริหารประเทศ ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเสียงส่วนใหญ่.. บทบาท อำนาจ หน้าที่ ของบุคคลที่เข้ามาโยงใยเกี่ยวข้อง มันถูกกลืนกิน ด้วยคำสั่งเดียวกันหมด นั่นคือ ล้มทักษิณ ให้ได้..นี่คือสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงต้องลุกขึ้นสู้..ไม่ใช่เพื่อคนคนเดียว แต่เพื่อให้บุคคลที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจในระบอบประชาธิปไตยได้สำนึกว่า สิ่งที่พวกคุณก้าวล้ำ ก้ำเกินกันไปนั้น มันทำให้บ้านเมืองแตกแยก..คนเสื้อเหลืองเกิด คนเสื้อแดงเกิด..แล้วจะวังวน..ทหารออกมาฆ่าประชาชนอีกครั้ง เหมือนอดีตที่ผ่านมา..
วันนี้ อย่าโทษว่าบ้านเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจถดถอย ย่ำแย่ เพราะการชุมนุมของคนเสื้อแดง โปรดย้อนกลับไปดู สาเหตุที่แท้จริงกันก่อน..ถามตัวคุณเองก่อน..ว่าถ้าเป็นคุณ..ไม่ได้รับความยุติธรรมจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณจะทำอย่างไร..จะต่อสู้ หรือจะหนี เพื่อกลายเป็นคนผิดในสายตาคนอื่นตลอดชีวิต...เราทุกคนมีทั้งส่วนดี และส่วนไม่ดี ส่วนดีเค้า ถ้าเราเอามาพัฒนาประเทศชาติ ให้รุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี มีงานทำ สร้างรายได้ให้กับประเทศ นี่ต่างหากที่พวกคุณควรคิด ส่วนไม่ดีก็ต้องหาวิธีการป้องกัน ควบคุมภายใต้กฎหมายที่มีบุคคลที่มีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ยากต่อการปฏิเสธความผิด และทำการลงโทษทางนิติกรรม เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน..มันก็เท่านั้น... ทำอะไรให้มันยุ่งยากกันนักหนา..ท่านอำมาตย์...
หมายเหตุ: กระทู้นี้ เป็นความคิดส่วนบุคคล หากท่านใดไม่เห็นด้วยจะชี้นำ ขอความกรุณาใช้เหตุผลที่สุภาพมาอ้างอิงกันดีกว่าค่ะ