WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 13, 2009

สมาคมสื่อทรราชแถลงการณ์โยนบาปทักษิณรับผิดชอบ

ที่มา Thai E-News


ความต่าง-ขณะที่สื่อกระแสหลักของไทยนำเสนอข่าวบิดเบือนตามรัฐบาลว่าไม่มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บล้มตาย แต่มีทหารบาดเจ็บจำนวนมากตามที่รัฐบาลต้องการบิดเบือน แต่สำนักข่าวต่างประเทศมืออาชีพอย่างBBCนำเสนอพาดหัวข่าวว่า"ทหารไทยกราดปืนใส่ฝูงชน"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 เมษายน 2552

สมาคมสื่อทรราชแถลงการณ์โยนบาปทักษิณ

นอกจากการนำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง และยั่วยุประชาชนให้เกลียดชังผู้ชุมนุม ยุแหย่ให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมแล้ว สมาคมสื่อต่างๆยังได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในวันนี้ โดยมีเนื้อหาที่โยนบาปไปให้ทักษิณว่าเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง

โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ 7 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วมกัน 5 ข้อ ( คลิ้กดูรายละเอียดที่นี่ )

โดยขอให้รัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขวิกฤติของประเทศ อันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่มีความรุนแรงขึ้นจนรัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิสรา กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลและกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่เท่าที่จำเป็น อย่าใช้เพื่อในการปราบปรามหรือสลายการชุมนุม และขอให้แกนนำ นปช.ยุติการใช้ความรุนแรงและกีดขวางการทำงานของสื่อ

อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องยุติการยั่วยุและปลุกระดม ซึ่งเห็นว่าหากเกิดความรุนแรงไปมากกว่านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องรับผิดชอบ

พร้อมกันนี้ยังขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาโดยใช้มาตรการทางกฎหมายด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และควรเปิดการเจรจากับนปช. พรรคเพื่อไทย และพรรคการเมืองอื่น เพื่อหาทางออกร่วมกันในเวทีของสภาผู้แทนราษฎร

ยอดผู้อ่านไทยอีนิวส์สื่อทางเลือกพุ่งเฉียดแสนคลิ้ก


ประชาชนจำนวนมากได้หันไปหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงกับสำนักข่าวต่างประเทศแทนสื่อกระแสหลักของไทย เช่น CNN BBC REUTERS AP AFP รวมทั้งสื่อทางเลือกต่างๆ

สำหรับไทยอีนิวส์มียอดผู้เข้าเยี่ยมชมมากกว่า87,000คลิ้กในเหตุการณ์วันที่ 12 เมษายนเพียงวันเดียว จากปกติที่มีผู้เยี่ยมชมอยู่ระหว่าง35,000-55,000คลิ้กต่อวัน ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนต้องการแสวงหาข่าวสารจากสื่อทางเลือกมากขึ้น

ไทยอีนิวส์ก่อตั้งขึ้นภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร19กันยายน โดยภาคพลเมืองที่ต้องการนำเสนอข่าวทางเลือก และมีจุดยืนฝ่ายประชาธิปไตย ถึงปัจจุบันมีผู้เข้าเยี่ยมชมรวม 9 ล้านคลิ้ก

Please Help Us

ที่มา thaifreenews





Please Help Us
Violent clashes on the streets of Bangkok

Thailand''s army has begun an operation to remove anti-government protesters blocking the centre of the capital Bangkok, sparking violent clashes

7 องค์กรแถลงการณ์ร่วมใช้แนวทางสันติวิธี

ที่มา ไทยรัฐ

จากการที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ปิดถนนบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 9 และ 10 เมษายน และบุกเข้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเมื่อวันที่ 11 เมษายน จนทำให้รัฐบาลต้องเลื่อนการประชุมดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด และได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเมื่อวันที่ 12 เมษายน และเกิดเหตุการณ์รุนแรงในตอนเช้าตรู่วันที่ 13 เมษายน ที่สามเหลี่ยมดินแดงนั้น

องค์กรทั้งหลายตามรายชื่อข้างท้าย มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ จึงขอเสนอความคิดเห็นดังต่อไปนี้

1. การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งร้ายแรงมากยิ่งขึ้น ขอให้รัฐบาลและกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์เท่านั้น อย่าใช้ในการปราบปรามหรือสลายการชุมนุม เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปจนอาจกลายเป็นจลาจล และเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐบาลควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วที่สุด

2. สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่การชุมนุมของ นปช. ในขณะนี้มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการบุกโรงแรม บุกกระทรวงมหาดไทย ทุบทำลายรถในขบวนของนายกรัฐมนตรี การปิดถนนสายต่างๆ การยึดรถเมล์ การยึดรถก๊าซ ล้วนแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพนอกขอบเขตของรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายทั้งสิ้น แกนนำ นปช. ต้องยุติการใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และต้องควบคุมผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง รวมถึงยุติการสร้างความเกลียดชังผ่านทางสื่อในเครือข่ายดังที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ สำหรับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ต้องยุติการยั่วยุและปลุกระดมที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และถ้าหากเกิดเหตุร้ายแรงมากไปกว่านี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่อาจที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้

3. ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายโดยใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม และใช้กระบวนทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง การดำเนินคดีกับ นปช. ก็ต้องดำเนินคดีกับประชาชนกลุ่มอื่นที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญด้วยอย่างเสมอกัน

4. ขอให้รัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธีและการเจรจาในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นหนทางในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง รัฐบาลควรต้องเปิดการเจรจากับแกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง และขอให้ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. กลับมาใช้เวทีรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

5. สื่อมวลชนทุกแขนง ต้องรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนรอบด้าน รวมทั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่จะรายงานออกไป เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนและเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง กล่าวว่า ขอเชิญชวนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงให้ประดับธงชาติไว้ที่หน้าบ้าน หรือบริษัทห้างร้านของตน เพื่อแสดงออกให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน และอยู่ในประเทศชาติเดียวกัน

ด้านนายนิมิตร เทียนอุดม ตัวแทนกลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้กำลังตำรวจทหารที่เข้าควบคุมสถานการณ์อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช้อาวุธปืนในการปฏิบัติการ เพราะที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่ทำร้ายประชาชน

ส่วนนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายญาติวีรชนพฤษภา ๓๕ กล่าวว่า ตนมีความเป็นห่วงในเรื่องการปิดกั้นสื่อของรัฐบาลในขณะนี้ เพราะหากประชาชนไม่ได้รับความจริงอย่างครบถ้วนรอบด้าน อาจนำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้นได้

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า

กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง

เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ๓๕

เครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง

บช.ภ.2 นำหมายศาลขออายัดตัว “อริสมันต์” ต่อ

ที่มา ไทยรัฐ

พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กล่าววันนี้ (13 เม.ย.) ว่า ในส่วนของ บช.น.ได้อนุญาตการประกันตัวนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่ถูกควบคุมตัวที่ค่ายพระรามหก จ.เพชรบุรี แต่อย่างไรก็ตาม ทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (บช.ภ.2) ได้นำหมายศาลมาขออายัดตัวนายอริสมันต์ไว้ก่อน เนื่องจากยังมีอีกคดีที่ต้องสอบสวน ดังนั้น นายอริสมันต์จึงยังถูกควบคุมตัวต่อ ที่ค่ายพระรามหก และอยู่ระหว่างการถูกสอบสวน

พล.ต.ต.สุพร กล่าวต่อว่า ตำรวจได้ดูแลความปลอดภัยทุกฝ่าย อย่างเต็มที่ รวมทั้งสื่อมวลชน และประชาชน อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนภายในทำเนียบรัฐบาลได้ออกมาจากบริเวณดังกล่าวแล้ว และมีมติหยุดการนำเสนอข่าว ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังเกิดความรุนแรง ระหว่างสื่อมวลชน กับกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ทำเนียบรัฐบาล

กลุ่มรักชม.51งดสาดน้ำ ระดมพลจี้ปล่อยแกนนำ [12 เม.ย. 52 - 11:58]

วันนี้ (12 เม.ย.) นายเพชวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวภายหลังมีข่าวนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงถูกจับกุมดำเนินคดีว่า ในช่วงประเพณีปี๋ใหม่เมืองเดิมที่ ทางกลุ่มรักเชียงใหม่จะหยุดความเคลื่อนไหว ปล่อยให้สมาชิกได้ออกไปเล่นน้ำสงกรานต์หรือไปรดน้ำสะเกล้าดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อขอพรตามประเพณีปี๋ใหม่เมือง แต่ตอนมาทราบว่า นายอริสมันต์ ถูกจับ กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 จึงประกาศเรียกระดมพลสมาชิกคนเสื้อแดงใน จ.เชียงใหม่ ทันที

วันนี้จะเลิกเล่นสงกรานต์ ไม่ต้องเล่นกันแล้ว รัฐบาลทำอย่างนี้ทำเกินไปพวกเราจะหยุดสงกรานต์ ทำไมต้องมาจับในวันนี้ พี่น้องเสื้อแดงเชียงใหม่จึงขอประกาศเลิกเล่นสงกรานต์ หันมาทวงความยุติธรรมและประชาธิปไตยคืนมาให้พวกเรา จึงได้ระดมพลให้พี่น้องเสื้อแดงรวมตัวกันที่หน้าโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ก่อนที่จะใช้มาตรการตอบโต้ รัฐบาลชุดนี้อย่างรุนแรง หากยังไม่ยอมปล่อยตัวนายอริสมันต์ออกมา วันนี้คาดว่าจะมีพี่น้องเสื้อแดงออกมารวมตัวกันมากกว่า 5 พันคนอย่างแน่นอน ส่วนเราจะเคลื่อนไหวหรือกดดันโดยวิธีไหนนั้นยังไม่เปิดเผยไม่ได้ และกำลังรอรับคำสั่งทาง กลุ่ม นปช.กรุงเทพฯอยู่แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าว

ตร.นำอริสมันต์ขึ้นฮ. มุ่งหน้าค่ายนเรศวรฯหัวหิน [12 เม.ย. 52 - 14:05]

หลังจากพล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. ให้สัมภาษณ์วันนี้ (12 เม.ย.) โดยยืนยันตำรวจควบคุมตัว นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มเสื้อแดง เมื่อเช้าวันนี้ โดยควบคุมตัวไว้ที่ ตชด.ปทุมธานี นั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจได้ควบคุมตัวนายอริสมันต์ ขึ้นเฮลิคอปร์เตอร์ คาดว่าจะไปยังกองกำกับการสนับสนุนทางอากาศตำรวจตระเวนชายแดน (ค่ายนเรศวร) อ.ชะอำ จว.เพชรบุรี โดยมีนายจตุพร พรมพันธุ์ ขึ้นเฮลิคอร์ปเตอร์ ลำดังกล่าวไปพร้อมกับ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 ทั้งนี้ ตำรวจให้เหตุผลที่ต้องใช้เฮลิคอร์ปเตอร์ เนื่องจากเดินทางด้วยรถยนต์ไม่สะดวก

ขณะที่แท็กซี่กลุ่มเสื้อแดงรวมตัวกดดันหน้าศาลอาญารัชดา ได้เริ่มสลายตัวแล้ว โดยเดินทางไปกดดันหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทน พร้อมขู่จะบุกเข้าไป หากไม่ปล่อยตัวแกนนำ

ทั้งนี้ และมีรายงานข่าวด้วยว่า ในเวลา 14.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รมว.กลาโหม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย จะเปิดแถลงข่าวที่กระทรวงมหาดไทย

ด้านทนายความของนายอริสมันต์ เรียกร้องให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวนายอริสมันต์ หลังจากทีมทนายความไม่สามารถติดต่อนายอริสมันต์ได้ พร้อมกันนี้ ยังเตรียมยื่นคำร้องต่อตำรวจ เพื่อขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว อีกทั้งยังเรียกร้องให้ตำรวจชี้แจงเพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่าการตั้งข้อกล่าวหาแก่นายอริสมันต์ ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ

นอกจากนี้ ทีมทนายความยังเตรียมยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกน ฝ่ายความมั่นคง และนายเนวิน ชิดชอบ อดีต กก.บห.พรรคไทยรักไทย เนื่องจากทั้งหมดเกี่ยวข้อง ในกรณีการเกิดเหตุปะทะระหว่างกลุ่มเสื้อแดง กับกลุ่มเสื้อน้ำเงิน

"ป๋าเสนาะ"แนะนายกฯยอมสละ ลาออกหยุดวิกฤต

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 เมษายน 2552 ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงาน กว่า 50 คน รดน้ำอวยพรให้นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และนางอุไรวรรณ เทียนทอง ที่บ้านพักนายเสนาะ เทียนทอง หลังเก่า บริเวณสี่แยก แซร์ออก หลังปั้มน้ำมัน ปตท. อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว


ต่อมานายเสนาะ เทียนทอง ได้ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับสถานการณ์ประเทศไทยในขณะนี้ว่า กลุ่มคนที่มีปัญหา เราไม่อยากบอกว่า มีกี่สี แต่วิฤติการณ์ บ้านเมืองในขณะนี้ มันเกิดความแตกแยกนับวันที่จะมากขึ้น ๆ จนในที่สุด ก็มาถึงขั้นวิกฤติ ในขณะนี้ ในกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล เราก็ต้องมาใช้มาตรการภาครัฐ ในการที่จะประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งก็ถือว่า เป็นวิกฤติ รุนแรงมากจึงใช้มาตรการตัวนี้ออกมา เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน จะยังไงก็แล้วแต่ จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากประชาชน แต่ขั้นตอนนั้น เป็นขั้นตอนที่ไม่ค่อยจะถูกต้องมากนัก เพราะว่า มาในท่ามกลางที่ เหมือนกับว่า มันมีการที่จะผลักดันขึ้น โดย สิ่งที่ไม่ค่อยถูกต้อง แต่ยังไงก็แล้วแต่ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน นายก ฯ เองก็ เป็นนักประชาธิปไตยยู่พรรค และเป็นพรรคหลักพรรคหนึ่ง ที่มีอายุยืนยาวที่สุด ในประเทศไทย และก็มาใช้มาตรการในการที่จะปราบประชาชน ซึ่งพูดกันตรงแล้วก็ปราศจากอาวุธ แล้วก็ใช้มาตรการรุนแรง ที่จะนำพาไปสู่ความแตกแยก ถ้าขืนปล่อยไว้ จะเสียใจ

"ผมเองในฐานะที่เป็นคนชายแดน โดยเฉพาะวันนี้เป็นวัน ขึ้นปีใหม่แบบไทย ๆ ของเรา ครบรอบพอดี วันนี้ คือวันที่ 13 เป็นวันที่จะต้อง เวียนศักราช ตามจารีตประเพณี ของโบร่ำโบราณ คือ วันสงกรานต์ ก็อยากจะเรียนว่า ถ้าหาก ท่านนายกฯ ก็ดี รัฐบาลก็ดีหรือว่า ทางกองทัพก็ดี ฝ่ายข้าราชการที่ได้ถูกสั่งการให้มา ที่เกี่ยวกับมาตรการตามกฎหมาย ก็ต้อง คิดกันดี ๆ แล้วก็ คิดให้ไกล ๆ มองให้ไกล ๆ เพราะประเทศชาติของเรานั้นไม่เคยมีวิกฤติเช่นนี้มา ผมอายุ 75 ปี แล้วไม่เคยมีแบบนี้ "นายเสนาะกล่าว

นายเสนาะกล่าวว่า หากมองไปข่างหน้าว่า ถ้าเราปราบประชาชน แล้วก็สร้างความแตกแยก ร้าวฉานหนักกว่านี้ ถึงแม้เราจะปราบประชาชนได้วันนี้ ถามว่ารัฐจะบริหารประเทศชาติอย่างไร เพราะความแตกร้าวตรงนี้ นั้นไม่ใช้เฉพาะใส่เสื้อสีนั้นสีนี้ มาเผชิญหน้ากันแต่ว่า มันลงไปถึงความรู้สึกของคนทั้งชาติแล้วขณะนี้ ในเมื่อมันร้าวลึกอยู่ในหัวใจ แล้วจะทำยังไง ในการที่จะแก้ไขปัญหา ฉะนั้นก็ฝากไปยังท่านนายก ฯ ก็ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แล้วก็มีโอกาสได้ขึ้นมา เป็นผู้นำประเทศ บริหารประเทศชาติ ก็อยากจะฝากว่า ท่านต้องคิดให้ดี ว่าท่านเป็นนายกฯ ระบอบประชาธิปไตย ท่านต้องไปสัมผัสกับประชาชน อีกมากมาย เพราะท่านอายุยังน้อยมาก ฉะนั้น จะทำอะไร ก็ยังไม่สาย ในการที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ ให้ถูกทิศถูกทาง การจะประกาศอะไรนั้น ผมก็คิดว่า ท่านนายกฯ น่าที่จะ ใช้ช่วงตรงนี้


"ไม่ใช่ว่านะ ผมใช้ความอาวุโส ประสบการณ์ และก็ได้ดูเหตุการณ์บ้านเมืองมา เรียกว่า ถึงบั้นปลายของชีวิตแล้ว อยากจะฝากลูกหลาน ไม่ว่าจะเป็น นักการเมืองหรือฝ่ายข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ต้องคิดกันดี ๆ ว่า ยังไม่สายครับ ในการที่จะ หันหน้าเขามาหากัน โดยเฉพาะนายก ฯ ต้องยอมครับ ท่านลองประกาศซิครับว่า ท่านลองประกาศไปเลยบอกว่า ผมพร้อม ๆ ที่จะ ลาออก หรือว่า สละตำแหน่ง เพื่อคงไว้ ซึ่งระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคงไว้ความเรียบร้อยของบ้านเมือง ประกาศลาออกโดยมีเงื่อนไข ผมอยากจะเสนอแนะว่า ให้ท่านนายกฯ ประกาศลาออกโดยมีเงื่อนไขว่า ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน แล้วก็ให้สภามาจากประชาชน นั้นได้พูดได้คุยกันแล้วก็เปิดอภิปรายในสภา ทุกฝ่ายห้ามมาพูดเรื่องแตกร้าว โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร มาพูดกันเรื่องสร้างสรรค์ทั้งนั้น เอาทุกพรรคมาคุยกัน จับเข่าคุยกันในสภา ในรัฐสภา ไม่มาพูดกระแนะกระแหน เราจะมาร่วมกันแก้วิกฤติกันอย่างไรในฐานะที่เรามาจากประชาชน ผมว่าท่านจะเป็นฮีโร่เลย"นายเสนาะกล่าว และว่า ให้นายกฯ ลาออกแต่มีเงื่อนไข มีเงื่อนไขอย่างนี้ ให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาหากัน ความสามัคคีกลมเกลียวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนที่มาจากประชาชน ในเมื่อปัญหาเกิดขึ้นที่การเมือง อยู่ที่นักการเมืองเราก็ต้องแก้ที่ตรงนี้


นายเสนาะ กล่าวอีกว่า ตนไปให้ลูกหลานรดน้ำ คลำหัวก็อวยพรกันอย่างนี้ และก็อยากจะฝากถึงนายกฯ ลองทำสักครั้งเชื่อตนเหอะ สละตำแหน่ง ลาออกโดยมีเงื่อนไข ว่าให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน แล้วให้ประชุมรัฐสภา พูดกันเรื่องแก้ปัญหาให้กับบ้านกับเมืองเท่านั้น ไม่ต้องมาอภิปรายกันว่า คนนั้นอย่างนี้คนนี้ไม่เอา มานับหนึ่งกันใหม่ วันสงกรานต์นี้ เป็นวันขึ้นปีใหม่ ที่ บรรพบุรุษได้ สร้างบ้านแปลงเมืองไว้ให้เรา อย่าลืมว่าแผ่นดิน นี้ศักดิ์สิทธิ์ แผ่นนี้ได้มาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของบรรพบุรุษทับถมกันมา หอกดาบและหลาวทิ่มกันมา เอาไว้ให้กับลูกกับหลานจนถึงทุกวันนี้ ท่านอย่าใช้อำนาจในฐานะที่ท่านมาจากประชาชน แล้วท่านจะเสียใจ

"ถึงท่านจะชนะวันนี้ ท่านก็บริหารประเทศชาติไม่ได้ในยามนี้ ดังนั้นถือโอกาสตรงนี้ ประกาศเลย ลาออกโดยมีเงื่อนไข ผมขอเสนอแนะอย่างนี้ สำหรับคุณสุเทพฯ ก็เป็นหน้าที่ เขาเป็นรองนายกฝ่ายความมั่นคง ก็ต้องมอบหมายตรงนั้น ก็ว่ากันไปฝากถึงสุเทพด้วย ก็ยังไม่สาย และก็ไม่ต้องกลัวเสียหน้าหรอก การที่จะกลัวเสียหน้า ยามวิกฤติอย่างนี้ นั่นแหละจะเสียใจและเสียประเทศ จากเป็นที่รักของทุกคน"นายเสนาะกล่าว

กป.อพช.เรียกร้องนายกฯ ลาออก ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แกนนำ 2 ฝ่ายต้องหยุดสร้างเงื่อนไขความรุนแรง

ที่มา prachatai

แถลงการณ์ กป.อพช. และเครือข่ายองค์กรประชาชน

เรื่องนายกรัฐมนตรีต้องลาออก เพื่อให้มีการแก้วิกฤตการเมืองโดยสันติวิธี

จากกรณีที่มีการปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่งเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จนนายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และมีความเห็นว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงและการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น เพื่อยุติความรุนแรงและยับยั้งการฉวยโอกาสรัฐประหาร กป.อพช.มีข้อเรียกร้องดังนี้

ประการแรก ให้นายกรัฐมนตรีลาออก เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในขณะที่รัฐบาลสามารถใช้กฎหมายและมาตรการตามปกติได้ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นการใช้อำนาจที่เกินกว่าเหตุ

ประการที่สอง เราขอให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะยิ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเผชิญหน้าและมีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ประการที่สาม เราขอให้แกนนำของกลุ่มการเมืองทั้งสองฝ่ายยุติการสร้างเงื่อนไขความรุนแรง อันจะนำมาซึ่งการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชน

ประการที่สี่ เราเห็นว่าการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองปัจจุบันจะต้องแก้โดยการปฏิรูปการเมือง ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมทั้งให้มีสื่อสารกับสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

ประการที่ห้า ขอให้บุคคล กลุ่ม และองค์กรภาคประชาสังคมแสดงออกในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ เช่น สวมเสื้อสีดำ ติดริบบิ้นสีดำที่รถยนต์ แขวนป้ายผ้าที่บ้าน ที่ทำงาน เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง และใช้วิถีทางประชาธิปไตยในการแก้ปัญหา

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และเครือข่ายองค์กรประชาชน

2 กันยายน 2551

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 5 องค์กรออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ที่มา prachatai

แถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน

เรื่อง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ โดยมีเนื้อหามุ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ หลายประการ

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้ประชุมหารือกันแล้ว มีความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

๑) องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่เห็นด้วยกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อปี ๒๕๔๘ เนื่องจากพระราชกำหนดฉบับนี้ มิได้ตราขึ้นโดยหลักนิติธรรม และมีเนื้อหาขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ โดยชัดแจ้ง นอกจากนี้ กระบวนการในการตรากฎหมายที่ใช้รูปแบบของการออกพระราชกำหนด ซึ่งไม่ใช่กระบวนการตรากฎหมายตามปกติ ยังเป็นการรวบรัดและมุ่งจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

๒) แม้ว่า พระราชกำหนดฉบับนี้ จะให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เหตุผลและที่มาในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังกล่าว ถือว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะขณะนี้ สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น คลี่คลายลงจนอยู่ในขั้นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมไม่ให้เกิดความรุนแรงได้แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องอำนาจประกาศสถานฉุกเฉินฯ และควรยกเลิกประกาศนี้ในทันที

๓) เป็นที่ประจักษ์ชัดโดยสื่อมวลชนต่างๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อกลางดึกคืนวันจันทร์ที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๑ ประกอบกับการให้สัมภาษณ์ของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สามารถยืนยันชัดเจนได้ว่า แกนนำ รวมทั้งรัฐมนตรีบางคนของพรรครัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการปลุกเร้าและนำขบวนกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถือเป็นการสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายและสร้างความชอบธรรมในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จึงขอประณามการกระทำดังกล่าว

๔) การที่เนื้อหาบางส่วนในการประกาศใช้ข้อกำหนดตามมาตรา ๙ ของพระราชกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินออกข้อกำหนดห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือการทำให้เผยแพร่ ซึ่งหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น ถือเป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน ตามบทบัญญัติมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๕๕๐ อย่างชัดแจ้ง อีกยังจะกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน อันจะนำไปสู่ความรุนแรงยิ่งขึ้นของสถานการณ์ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ทางการเมืองเมื่อสื่อมวลชนถูกปิดกั้นการเสนอข่าวสาร

๕) องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ใช้ความอดทนอดกลั้นและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ว่ากรณีใดๆ รวมทั้งการพยายามยั่วยุประชาชนให้ใช้ความรุนแรงต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง การประกาศของแกนนำผู้ชุมนุม และการใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือโดยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

๖) ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังอยู่ในภาวะวิกฤตที่นำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว อำนาจในการจัดการสถานการณ์ความไม่สงบถูกส่งผ่านไปยังกองทัพบกคง ดังนั้น ผู้บัญชาการทหารบกจึงควรใช้อำนาจที่มีอยู่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองและไม่ฉกฉวยสถานการณ์เช่นนี้ ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เพราะบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา ยืนยันแล้วว่า การรัฐประหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ แต่ยิ่งกลับทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง ๕ องค์กรมีความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์วิกฤตของประเทศไทยในขณะนี้ ยังมีทางออกโดยใช้กระบวนการสันติวิธี และขณะนี้ ภาคส่วนต่างๆ ของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอทางออกต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างเข้มข้น องค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ที่มีหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร จึงควรยึดมั่นในจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด ด้วยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประชาชนก็จะสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างถูกต้องในที่สุด

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย

๒ กันยายน ๒๕๕๑

ภาพและข้อมูลจาก: เว็บไซต์สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

รากหญ้าทั้งหลาย จงรวมตัวกันโค่นล้มอำมาตย์ สถาปนาประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

โลกวันนี้

การชุมนุมใหญ่เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งนำโดยแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก้าวมาถึงจุดที่ยกระดับจากกลุ่มต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาเป็นขบวนการประชาชนขนาดใหญ่ที่มีกลุ่ม องค์กรต่างๆหนุนเนื่องเข้าร่วมมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับจากวันที่ 6 เมษายน หลายๆองค์กรประชาชนที่จัดตั้งกันอย่างเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง โดยผ่านการพิสูจน์ทดสอบในท่ามกลางการเคลื่อนไหวระดับต่างๆมาเป็นระยะเวลาแน่นอน ประกาศเข้าร่วมการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการ

มาถึงเวลานี้แทบไม่มีข้อสงสัยใดๆอีกแล้วว่าครั้งนี้เป็นการชุมนุมมวลชนครั้งใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยประชาชนชั้นชนต่างๆตั้งแต่ระดับรากหญ้าขึ้นไปจนถึงคนชั้นกลางในเมือง คนชั้นสูงบางส่วนที่ไม่สามารถนิ่งเฉยกับการแสดงอำนาจเผด็จการอันธพาล แสดงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวอย่างไม่ปิดบังอำพรางอีกต่อไป

เป็นปรากฏการณ์ “ใครมีแรงออกแรง ใครมีเงินออกเงิน ใครมีปัญญาออกปัญญา” อย่างมิได้นัดหมายเป็นครั้งแรกนับจากห้วงเวลา “ประชาธิปไตยเบ่งบาน” หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาอันยิ่งใหญ่

ทั้งนี้ รวมถึงการประกาศคำแถลงของ “เครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย” บนเวทีนอกทำเนียบรัฐบาล เพื่อประกาศจุดยืนร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดงในเวลาประมาณ 18.15 น. วันที่ 6 เมษายน ผ่านการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและสถานีวิทยุชุมชนที่ยังไม่ถูกปิดกั้นสัญญาณออกอากาศด้วยเครื่องมือทันสมัยประดามีของรัฐเผด็จอำนาจ เป็นการประกาศเข้าร่วมรุกรบโดยไม่มีเงื่อนไขในการขับไล่ผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และผลักดันจนเกิดรัฐบาลอภิสิทธิ์ชน ที่ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมเยี่ยงโจรก่อการร้ายสากล...

หัวใจของคำประกาศจากกลุ่มคนรากหญ้าที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาตลอดประวัติศาสตร์ สะท้อนความองอาจแกล้วกล้า ความฮึกห้าวเหิมหาญของผู้คนที่อยู่ในสถานะตกเป็นเบี้ยล่างเสมอมาใน...“ระบอบอำมาตยาธิปไตยเป็นศัตรูกับชาวนา ขอให้สมาชิกเครือข่ายปรับสถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์สู้รบ และรับฟังคำสั่งจากแกนนำในระดับประเทศเท่านั้น และหากรัฐใช้กำลังสลายผู้ชุมนุม สมาชิกของเครือข่ายจะออกมากระทำการให้การบริหารประเทศเป็นอัมพาต และจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเดินต่อไปไม่ได้”

ไล่เลี่ยกันในเวลา 20.40 น. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ออกคำแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี ที่ ณ บัดนี้รัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์สามารถใช้ “กฎหมาย” ในมือครอบงำบงการเป็นกระบอกเสียงของรัฐอย่างสมบูรณ์...ทุกรูปแบบ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของระบอบอำมาตยา-อภิชนาธิปไตย หลั่งไหลจากปากผู้นำรัฐบาลที่เป็นผลิตผลจากระบอบเผด็จการทหารหลังการรัฐประหาร 19 กันยา แม้จนที่สุด “มาตรการทางกฎหมาย” ที่เป็นที่กังขาเสมอมาในสายตาของสังคมและผู้คนที่ยึดถือเชื่อมั่นในหลักการ “ความยุติธรรมมาตรฐานเดียว”

น่าเสียดายที่ถ้อยความในเนื้อหาที่ดูเหมือนแข็งกร้าวยิ่งกว่าครั้งใดนับจากการก้าวขึ้นมาฉวยโอกาสจัดตั้งรัฐบาลผสมเมื่อปลายปีที่ผ่านมากลับไม่อาจอำพรางความกระวนกระวาย ลังเลสงสัย เมื่อตระหนักว่าระบอบอำมาตย์-อภิชนที่ตนเป็นตัวแทนอยู่นั้นกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่รัฐไทย...ในฐานะที่เป็นรัฐอธิปไตยสมัยใหม่จากบรรดาผู้คนที่เคยเป็นเพียง “ผู้ถูกปกครอง” ที่ไม่มีสิทธิมีเสียง หรือมีสิทธิมีเสียงเพียงเท่าที่ “ผู้ปกครอง” ที่เป็น “อภิชน” จะหยิบยื่นให้

ถัดมาอีกเพียงวันเดียว สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ออกแถลงการณ์ “โค่นล้มอำมาตยา สถาปนาระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์” มีเนื้อหาที่เป็นข้อเรียกร้องหลัก 4 ประการคือ

“1.ประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้กำหนดอนาคตของตัวเอง

2.ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอำมาตยาธิปไตยมีกระบวนการเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย

3.ห้ามรัฐบาลสกัดกั้นหรือใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมโดยเด็ดขาด...

4.สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เห็นด้วยกับหลักการของ นปช. และขอสนับสนุนการต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยระบบเลือกตั้ง และระบบรัฐสภา”

ประชามหาชนคนรากหญ้าทุกยุคทุกสมัยค่อยตระหนักทีละน้อยว่าไม่เคยมีครั้งใดที่ “ผู้ปกครอง” ดั้งเดิมจะยินยอมสละสถานะได้เปรียบที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นแต่โดยดี อย่างน้อยหลักฐานที่ชัดเจนที่เป็นเสมือนหอกทิ่มแทงความรู้สึกนึกคิดของ “ผู้ปกครอง” เหล่านั้นยังคงเป็นประจักษ์พยานในประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี หนึ่งคือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” หรือที่เดิมเรียกว่า “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” ตั้งอยู่ที่วงเวียนบางเขนหรือแยกหลักสี่ เป็นอนุสรณ์ที่ประชาชนที่รักและหวงแหนในระบอบประชาธิปไตยรวมกำลังกันเข้าต่อสู้กองกำลังฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ. 2476 ที่เรียกกันว่า “กบฏบวรเดช” และอีกหนึ่งคือ “อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา” ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน ใกล้กับ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย”

และที่กำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปของการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยอนุสาวรีย์มีชีวิต ในสถานการณ์รุกคืบหน้า โถมเข้าทำลายป้อมปราการของ “ระบอบอำมาตยา-อภิชนาธิปไตย” อย่างเอาการเอางาน...ในท่ามกลางการต่อสู้ที่แหลมคมนี้ ข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าคือ


http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=22200

โรงพยาบาล รามาธิบดี ไล่ คนถูกยิงกลับบ้าน

ที่มา thaifreenews

คลิป สงกรานต์เลือด !!! สัมภาษณ์ ประชาชน ผู้รอดชีวิต จากการถูกยิง น้ำตานองหน้า

ที่มา thaifreenews



คลิป สงกรานต์เลือด !!! สัมภาษณ์ ประชาชน ผู้รอดชีวิต จากการถูกยิง น้ำตานองหน้า