WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 13, 2009

พท.เล็งฟ้องยกแผงละเว้นหน้าที่

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 12 เม.ย. เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกรณีเหตุการณ์คนเสื้อแดงปะทะคนเสื้อน้ำเงิน ที่พัทยา ว่า ทีมโฆษกและฝ่ายกฎหมายพรรคจะพาประชาชนกลุ่มเสื้อแดงที่เสียหาย 10 คน ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีมีการจัดตั้งคนกลุ่มเสื้อน้ำเงินมาขัดขวางการชุมนุมและทำร้ายคนเสื้อแดงจนได้รับบาดเจ็บที่กองปราบปรามในวันที่ 13 เม.ย. เวลา 14.00 น. โดยจะแจ้งความดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และพล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.ทล.2 รักษาพระองค์ ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญาตามกฎหมายอาญามาตรา 157 และจะแจ้งความเอาผิดข้อหาพยายามฆ่ากับ พล.ต.อ.พัชรวาท ที่พบหลักฐานสั่งการให้ตำรวจที่ดูแลการชุมนุมในท่าเตรียมพร้อมยิงได้ในทันที

เปิดคลิปภาพ เนวินสั่งการ

นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า รวมทั้งนายเนวิน ชิดชอบ ที่ไปเกณฑ์กลุ่มคนสีน้ำเงินใช้อาวุธมาทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเสื้อน้ำเงินประกอบด้วยจาก 4 กลุ่มคือ ตำรวจจาก จ.บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา สุรินทร์ โดยนายเนวินนำกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินไปเก็บตัวที่โรงเก็บเครื่องบินสุวรรณภูมิ แล้วแบ่งเป็น 7 ผลัด 7 วัน ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 800 แต่โดนหักค่าหัวคิวเหลือวันละ 400 บาท ซึ่งเรื่องนี้ต้องตรวจสอบไปถึงนายโสภณ ซารัมย์ รมว. คมนาคม และ ผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วย นอกจากนี้ แจ้งความกับนายเนวินที่กระทำผิดกฎหมายในข้อหาครอบครองยุทธภัณฑ์ สวมเสื้อเกราะโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งโดยเร็วเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพร้อมพงศ์ได้นำเทปภาพเคลื่อนไหว ที่มีนายเนวินสวมเสื้อสีน้ำเงินพร้อมสวมเสื้อเกราะและหมวกยืนพูดคุยกับนายสุเทพและเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณหน้า รร.รอยัล คลิฟ บีช พัทยา ระหว่างที่มีการปะทะของกลุ่มคนเสื้อแดงและเสื้อน้ำเงิน

วันม็อบแดงเดือด ใคร?ทำพัทยาเหงา

ที่มา ไทยรัฐ
วันที่ 11 เมษายน...เวลา13.00 น. ม็อบแดงเดือด บุกโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา...ทำให้การประชุมอาเซียนครั้งที่ 14 ต้องจบลง และเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด

วัลลภ คล้ายพงษ์ ผู้สื่อข่าวสกู๊ปหน้า 1 ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ใกล้ชิดบริเวณถนนพัทยาใต้ ทางขึ้นสะพานแหลมบาลีฮาย รายงานว่า...

จุดนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ...ที่จะผ่านไปถึงโรงแรมได้ ตั้งแต่สองโมงเช้ากว่าๆ ม็อบแดงกับม็อบน้ำเงิน เริ่มมีปากเสียงกันเป็นระลอก

ปมปะทะรอบแรกๆ มาจากคำพูดผ่านเครื่องขยายเสียง ที่ต่างฝ่ายต่างก็โจมตีกันไปมา จากระยะยืนประจันหน้า 200 เมตร

บางคนก็ถลำเข้าใกล้กันมาก ทุบตีกัน ขว้างขวดสิ่งของใส่กัน

หนักหน่อย ก็ปาประทัด ได้ยินเสียงปัง...บางทีก็ดังสนั่น คล้ายเสียงระเบิดปิงปอง มีแรงอัดมากกว่าประทัดทั่วไป

คะเนด้วยสายตา...ม็อบน้ำเงิน มีอยู่ 300-400 ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับทหาร ตำรวจ ตชด.ที่มีกว่า 2,000 ส่วนม็อบแดงมีไม่เกิน 600

ช่วงเวลาปะทะนี้ เจ้าหน้าที่ยังนิ่ง...จนเวลาผ่านไปถึงสิบโมง ฝ่ายเสื้อแดง เสื้อน้ำเงินก็ส่งตัวแทนมาเจรจา จับมือกัน

โดยมีกติกาสำคัญ...ห้ามพูดจาโจมตียั่วยุกันเด็ดขาด

วัลลภ บอกว่า ต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าเป็นคนพัทยา แต่ก็ไม่เข้าใจว่า... คนพื้นที่เดียวกัน ต่างกันแค่สีเสื้อ ทำไมทำร้ายกันได้

บรรยากาศบริเวณนี้ ยังมีคนในพื้นที่ ที่ไม่มีสี มีฝ่าย มาร่วมสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ พอสถานการณ์บานปลาย พ่อค้าแม่ค้าร้านต้นไม้ ขายกระถางริมถนน ก็ปิดร้าน คลุมแสลน (ตาข่ายสีเขียวหรือสีดำ) ผ้าใบกันเรียบร้อย

กระทั่งร้านลาบ ส้มตำ ก็พากันปิด...ปิดร้านเรียบร้อยดีแล้ว แต่ละคนยังไม่กลับบ้าน ต่างก็เลือกมามุงดูการปะทะระหว่างม็อบแดงกับม็อบน้ำเงิน

ฝรั่งนักท่องเที่ยว ผ่านไปผ่านมา ก็หยุดดู บางคนหยิบกล้องขึ้นถ่ายรูป บางคนไม่รู้มาจากไหน ใส่เสื้อแดงขี่ช็อปเปอร์ทำท่าจะขับฝ่าเข้าไปในม็อบเสื้อน้ำเงิน...คงรู้สึกแปลกๆ ก็เลยรีบขับรถกลับ

ความสงบผ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ ม็อบเสื้อแดงส่วนหนึ่งก็ขึ้นไปบนสะพานลอย ไปยืนอยู่กลางม็อบเสื้อน้ำเงิน แล้วก็เกิดการปะทะคารมขึ้นมาอีกครั้ง

ต่างฝ่ายต่างมีอารมณ์คุกรุ่นอยู่แล้ว ชนวนเล็กๆก็กลายเป็นชนวนใหญ่

จังหวะที่ไม่มีใครได้ตั้งตัว ก็มีเสียงปืนดังขึ้นฟ้า 2 นัด วัลลภคะเนว่า มาจากฝ่ายเสื้อน้ำเงิน หลังจากนั้นไม่เท่าไหร่ ไม่รู้ว่าใครสั่ง...ทหาร ตำรวจ ตชด.ที่ตั้งด่านกั้นอยู่ทั้งหมดก็เดินถอยขึ้นไปบนเขา ทางขึ้นโรงแรม

เป็นอีกครั้ง ที่เจ้าหน้าที่...มองการปะทะระหว่างคนเสื้อแดง กับเสื้อน้ำเงิน เฉยๆ...โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

สถานการณ์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง...ม็อบเสื้อน้ำเงินประกาศออกไมค์ผ่านเครื่องขยาย ให้เดินตามทหารไป

วัลลภ บอกว่า นี่คือสถานการณ์เชื่อมโยงต่อเนื่องไปถึงปมร้อน ทำให้ม็อบเสื้อแดงกลายเป็นม็อบแดงเดือด บุกโรงแรมล้มการประชุมอาเซียนซัมมิทในเวลาต่อมา

จิ๊กซอว์สำคัญ ที่เป็นข้อเสนอจากม็อบเสื้อแดง...พุ่งประเด็นไปที่รัฐบาลสลายการชุมนุมของประชาชนด้วยปืน ผูกเงื่อนไปถึงกรณีดักยิงโชเฟอร์ แท็กซี่อีก 2 ราย

เป็นปัจจัยเร้าให้ความรุนแรงถึงขีดสุด โดยที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก...ยุบสภา

บรรยากาศการปะทะ...บรรยากาศการบุกเข้าไปในโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท ของม็อบแดง จะว่าไปแล้ว วัลลภบอกว่า...ไม่ได้กระทบกับการท่องเที่ยวเท่าใดนัก

คืนวันก่อน วัลลภออกสำรวจแสงสียามค่ำคืนเมืองพัทยา ไม่ว่าพัทยาเหนือ พัทยาใต้ พัทยาสาย 1...สาย...2...สาย 3 นักเที่ยวราตรี หนาตาทีเดียว

ปกติของพัทยายามเศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ ถือว่านักท่องเที่ยวน้อยอยู่แล้ว แต่ที่น่าสังเกต คนที่มาเดิน นักท่องเที่ยวเกาหลี ฮ่องกง ไปเที่ยวดูโชว์สาวประเภทสองเต็มไปหมด

ภาพที่เห็น...ไม่มีใครกลัวว่าจะเกิดเหตุร้าย หรือจะมีม็อบปะทะกันรุนแรงระหว่างมีการประชุมอาเซียนวัลลภ ว่า เรื่องของเรื่องคือคนไม่รู้ว่ามีม็อบประท้วง พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยว คนมาเที่ยวก็สนใจแต่จะเที่ยว

เห็นได้ชัดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนไม่น้อยไม่รู้สถานการณ์ ใส่เสื้อแดงเดินเที่ยวสนุกสนาน เฮฮา และที่ใส่เสื้อน้ำเงินก็มี

วัลลภตั้งข้อสังเกต...คนต่างชาติกลุ่มนี้น่าจะอาศัยอยู่ในพัทยามานาน ต่างกับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเที่ยว ก็ดื่มเบียร์ นั่งกินบรรยากาศเคล้านารี กันเพลิน

ผับบาร์บางแห่ง เปิดเอเอสทีวี ก็ไม่มีใครสนใจ หลายแห่งก็เปิดดีทีวี ก็ไม่มีใครดู เพราะผับ บาร์ คาเฟ่ส่วนใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวมากหน่อยก็นิยมเปิดแต่เพลง หนัง มันส์ๆ เอาใจลูกค้า

วัลลภ บอกอีกว่า การปะทะ การชุมนุมไม่มีผลกับพัทยา การปิดการจราจรอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในกรุงเทพฯยังจะมีผลมากกว่า กระทบกับการเดินทาง

บ่ายสี่โมงหลังสถานการณ์คลี่คลายไปแล้ว คุยกับพนักงานนวดแผนโบราณ ก็รับลูกค้าแบบไม่หยุดมือ เธอก็ว่า รายได้ไม่ได้ตก นักท่องเที่ยวก็ไม่มีใครตื่นเต้นตกใจอะไร

ถามเพื่อนหลายคน ก็บอกว่าไม่รู้ข่าว...ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ามีการปะทะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พัทยามีการประชุมอาเซียน

ฐานความคิดคนกลุ่มนี้ ชี้วัดว่า ข่าวสารบ้านเมืองสำคัญน้อยกว่าอาชีพเลี้ยงปากท้อง

กลางวันพัทยาเป็นเมืองหลับ จะสดชื่นตื่นเต้นก็หกโมงเย็นเป็นต้นไป เวลานั้นนั่นแหละ พัทยาถึงจะตื่น

ที่ผ่านมา...บรรยากาศตึงเครียด ก็มีเพียงพื้นที่ละแวกโรงแรม เพราะมีด่าน แนวกั้นจากทหาร ตำรวจ รวมไปถึงรถโมบายถ่ายทอดสดของทัพนักข่าว จากทุกสำนักที่ทำให้บรรยากาศวุ่นวาย

ทหารไม่ได้แต่งชุด เดินถือปืนเข้ามาทั่วพัทยา...คนทั่วไปก็มีวิถีชีวิตเป็นปกติ

ที่น่ากลัวกว่า ก็น่าจะเป็นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พื้นที่ พัทยา...ชลบุรี...

คราวนี้จะทำให้พัทยารู้สึกน่ากลัวจริงๆ

หลายคนบอกว่า อยู่เงียบๆก็ไม่มีใครรู้ การประกาศแบบนี้นอกจากทำให้ทุกคนรู้ แล้วยังเป็นการย้ำว่า พัทยา เป็นพื้นที่อันตราย

ผู้ประกอบการ ร้านดื่ม เที่ยว โชว์ต่างๆ ก็กลัวมีปัญหา จะเปิดให้บริการได้ไหม จะมีคนมากิน มาดื่ม มาดูโชว์เกิน 5 คน จะถือว่าเป็นการมั่วสุมหรือเปล่า

พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยว ไม่รู้ว่ารัฐบาลคิดผิดหรือถูก...เป็นความจริงที่ว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเหมือนเป็นใบเสร็จออกให้คนทั้งประเทศรู้ว่าม็อบแดงสร้างความเดือดร้อน สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้ประเทศไทย

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นการทิ้งรอยแผลเป็นลึกๆไว้ให้เมืองพัทยา

นี่คือมุมคิดเล็กๆ จากคนระดับล่าง ที่มองผลกระทบที่จะตามมาหลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

การประชุมอาเซียนครั้งที่ 14 ปิดฉาก เลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด แต่การท่องเที่ยวพัทยานับต่อจากนี้ ยังต้องเผชิญหน้ากับเคราะห์ กรรมต่อไป.

วิกฤติการเมืองยิ่งลุกลาม.....

ที่มา ไทยรัฐ

ในที่สุดการชุมนุมประท้วง ขับไล่รัฐบาล ก็นำไปสู่ความรุนแรงและ เสียเลือดเนื้อ จนได้.......วิกฤติของบ้านเมืองที่ยาวนานและต่อเนื่องยัง ไม่มีวี่แววที่จะยุติ.......ทางออกของวิกฤติยังมองไม่เห็นว่าจะลงเอยอย่างไร.......ว้าเหว่............

การชุมนุมของ คนเสื้อแดงที่พัทยา ที่ส่งผลให้การประชุม ผู้นำอาเซียน บวก 3 บวก 6 ต้องเลื่อนการประชุมออกไป.....ถ้าพูดถึงหน้าตาของประเทศก็ต้องบอกว่า หน้าแตก พอสมควร.....ที่ต้องคำนึงถึง มาตรฐานของระบอบประชาธิปไตย ในระดับสากล การประชุมระดับประเทศล่ม แม้ส่งผลกระทบต่อ ภาพพจน์ของประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น............

สิ่งที่ผู้นำระดับประเทศจะต้องเก็บไปคิดข้ามวันข้ามคืน คือ ระบบรักษาความปลอดภัย ของรัฐบาล....จำนวนผู้ชุมนุมของคนเสื้อแดงก็ ไม่ได้มืดฟ้ามัวดิน และไม่มี กองกำลังติดอาวุธ แต่ อย่างใด.....แต่สามารถจะเข้าถึงที่ประชุมครั้งสำคัญ เกือบเข้าถึงตัว ผู้นำระดับประเทศ ได้.....เห็นจะต้องทบทวนทั้งระบบความมั่นคงและภาวะผู้นำกันใหม่ซะแล้ว............

อินทรีเหล็ก ไม่ได้เข้าข้างใคร การชุมนุมในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่สนับสนุนให้มีการใช้ ความรุนแรง ละเมิดกฎหมายและละเมิดสิทธิบุคคลคนอื่น.....นิดๆหน่อยๆขอกันกิน เพื่อแลกกับประชาธิปไตย อย่างที่คนเสื้อแดงว่า ก็พอทน.....แต่จะ ปิดเส้นทางจราจร ข้ามวันข้ามคืน ชาวบ้านเดือดร้อนจึงไม่ใช่เรื่องที่สมควร............

จะไปโทษใครได้ เมื่อครั้งการชุมนุมของ คนเสื้อเหลือง สร้างมาตรฐานความรุนแรงเอาไว้สูงมาก ยึดทำเนียบปิดสนามบิน.....เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการยืนยันถึง ความผิด ของการกระทำดังกล่าวออกมาให้เป็นมาตรฐาน.....ก็ยังต้องเห็นความรุนแรงของการชุมนุมประท้วงไปเรื่อยๆ............

ฮัดเช้ย ที่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง คือการ จัดม็อบชนม็อบ โดยเฉพาะม็อบฝ่ายรัฐบาล เพราะจะเป็นการขยายแผลของ การขัดแย้ง ให้บานปลายยิ่งขึ้นและเป็นการเปิดทางให้ วงจรอุบาทว์ เข้ามาครอบงำ.....ตอกย้ำวิกฤติประเทศไม่ จบสิ้น............

ภาพของ รองนายกฯ บิ๊กทหาร และเนวิน ชิดชอบ ที่ไปยืนบัญชาการรบตอนตีหนึ่งตีสอง.....ก็ไม่ต่างจากภาพการจัดตั้งรัฐบาล ในค่ายทหาร เท่าไหร่.....หรือต้องให้ประเทศและประชาชนเป็นตัวประกันของ การชิงอำนาจทางการเมือง จนกว่าจะขุดรากถอนโคนกันได้............

เอ้า หลัง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจประกาศ ภาวะฉุกเฉิน ในพื้นที่พัทยาและ จ.ชลบุรี....ก็มีบรรดา นักธุรกิจ ออกมาประเมินความเสียหายกันยกใหญ่ เนื่องจากอยู่ในช่วง เทศกาลสงกรานต์ พอดิบพอดี......พูดในแง่เศรษฐกิจปฏิเสธถึงความเสียหายไม่ได้ .....แต่ เหตุผลทางการเมือง ก็ต้องรับฟังเช่นกัน............

สำคัญอยู่ที่ว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผลต่อการชุมนุมอย่างไรหรือไม่....ในเมื่อผู้ชุมนุมพุ่งเป้าไปที่ตัว นายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐบาล.....ไม่เช่นนั้น นายกฯอภิสิทธิ์ อยู่ที่ไหนก็ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินที่นั่น.....เมื่อคนเสื้อแดงไม่ยอมรับการเป็นรัฐบาล ไม่รู้ไปประกาศภาวะฉุกเฉินทำไมให้เมื่อยตุ้ม............

ตราบใดรัฐบาลยังเกาไม่ถูกที่คัน ผลพวงจากการชุมนุมเลย ตกเป็นภาระของประชาชน.....จะยึดกฎหมายให้เด็ดขาด หรือจะตั้งโต๊ะเจรจา ถกกันถึงเงื่อนไขทางการเมือง ได้ไม่ได้อย่างไรว่ากันให้จบ ตามวิถีของระบอบประชาธิปไตย เท่านั้น.....ไม่ใช่ปล่อยให้คาราคาซังอยู่อย่างนี้ ............

และที่จะแก้ตัวไม่ได้คือ การปิดบังข้อมูลข่าวสาร การชุมนุม เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลเรียก บรรณาธิการข่าวโทรทัศน์ ไปสั่งการไม่ให้เสนอข่าวความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง.....แต่ให้เสนอข่าวเทศกาลสงกรานต์แทน...... ไม่ให้เรียกว่า แทรกแซงสื่อ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว จริงมะ............

กับถ้อยแถลงของ นายกฯอภิสิทธิ์ ที่ระบุว่า ผู้ที่ ประกาศชัยชนะ ในการล้มการประชุมผู้นำอาเซียนถือว่าเป็นศัตรูของรัฐบาลและประเทศ......เกรงว่าจะเป็นการยั่วยุให้การชุมนุม ถึงขั้นแตกหัก ปิดทางการเจรจาตามวิถีทางประชาธิปไตย.....กลายเป็น สงครามกลางเมือง ไปฉิบ...........

เฮ้อ ประกอบกับการให้สัมภาษณ์ของ พ.อ.จิตตสักก์ เจริญสมบัติ โฆษกกระทรวงกลาโหม ที่ ว่าถ้ายังไม่สามารถหยุดยั้งสถานการณ์การ ชุมนุมของคนเสื้อแดงได้.....อาจจะต้องถึงขั้น ประกาศใช้กฎอัยการศึก.....ในยามที่บ้านเมืองวุ่นวายเช่นนี้ การประกาศใช้กฎ อัยการศึก เหมือนดาบสองคม.....ที่จะส่งผลกระทบต่อภาพพจน์และความเชื่อมั่นของประเทศโดยตรง............

เพราะการชุมนุมของคนเสื้อแดงในการขับไล่รัฐบาล กลายเป็นที่จับจ้องของชาวโลก......แม้แต่ บันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติประกาศ งดการเยือนประเทศไทย และแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น.....ขืนบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง หรือมีการยึดอำนาจอีกรอบ......คงถึงคราวที่จะต้องปิดประเทศ............

ผลพวงจากการขึ้นเวทีเสื้อแดงของ เกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ .....เจ้าตัวยอมรับ ถูกขับออกจากพรรค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว......การเมืองนอกสภาก็วุ่น การเมืองในสภาก็แตกละเอียด......แล้วประเทศจะอยู่กันอย่างไร นอกจากจะลุกเป็นไฟทั้งเมือง............

แนะนำหนังสือ คนอื่นเรียกนายกฯ แต่เราเรียก...พ่อ จากใจ โอ๊ค เอม อิ๊ง กำลังมาแรงบนแผงหนังสือ........

อินทรีเหล็ก

“อภิสิทธิ์” เกมโอเวอร์?

ที่มา ไทยรัฐ

นับตั้งแต่รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ต่อด้วยม็อบพันธมิตรฯยึดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ มาถึงคิวม็อบเสื้อแดงบุกโรงแรมล้มโต๊ะงานประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียน

ถึงนาทีนี้ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในเมืองไทย

ยับเยินจนมันไม่เหลือคำว่า เสียหายให้พูดถึง

ฉะนั้น มันคงไม่มีความหมาย ไม่มีน้ำหนักอะไร กับประโยคเข้มๆของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บนความเสียหายของประเทศชาติ ไม่ว่าใครประกาศชัยชนะ ผมถือว่ากลุ่มคนนั้น เป็นศัตรูของประเทศไทย

แค่ลีลา พูดจาได้น่าฟังเหมือนเดิม

แต่โดยสัญญาณที่นายกฯอภิสิทธิ์ ก็น่าจะหนาวๆร้อนๆมาตั้งแต่ขบวนรถ สร.1ติดไฟแดง กลางเมืองพัทยา เปิดช่องให้ม็อบคนเสื้อแดงล้อมกรอบนายกฯอภิสิทธิ์ เกือบโดนรุมสกรัมคาสี่แยก ตำรวจถูกคนของพรรคประชาธิปัตย์สงสัยใน พฤติกรรมแฝง

เป็นใจให้คนเสื้อแดง ตบหน้านายกฯ

มาถึงรายการที่ม็อบ นปช.บุกเข้าถึงโรงแรม ล้มโต๊ะการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ล้อมกรอบ นายกฯอภิสิทธิ์ ผู้นำต่างประเทศต้องหนีขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ลงเรือเร็ว กระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง ท่ามกลางการอารักขาแบบหลวมๆของทหารตั้งแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง

ท่าทางกั๊กๆ แหยงๆ

ตำรวจใส่เกียร์ว่าง ทหารลุยไม่เต็มสูบ

ไปๆมาๆสถานการณ์ก็ไหลกลับซ้ำร้อยยุคของอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช และสมัยของอดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์มีอำนาจ แต่บริหารไม่ได้

หนีม็อบหัวซุกหัวซุน

หมดราศีของผู้นำประเทศไทย

และในความเหมือนที่แทบไม่แตกต่าง ในยุคของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มาถึงคิวอดีตนายกฯสมัคร และสมัยของอดีตนายกฯสมชาย ที่ต้องผจญกับม็อบเสื้อเหลือง ก็เป็นผู้กำกับฉากที่ชื่อ เนวิน ชิดชอบที่ปรากฏชื่ออยู่เบื้องหลังกำกับฉากบู๊ ม็อบชนม็อบ

ปั่นเกมเลือดแลกเลือด โหมไฟม็อบ

มาถึงคิวของนายกฯอภิสิทธิ์ ก็เป็นผู้กำกับที่ชื่อ เนวินคนเดิม ที่ถูกแฉว่าอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งม็อบเสื้อน้ำเงินมาชนกับม็อบเสื้อแดง ยั่วจนสถานการณ์เดือด

ล่าสุดตำรวจบุกรวบตัวนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำม็อบเสื้อแดงที่บุกเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนจนต้องล่มกลางคัน

ส่งผลให้สถานการณ์ม็อบเสื้อแดงบานปลาย จนนายกฯอภิสิทธิ์ ต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ใช้กำลังทหารเคลื่อนรถถังออกมารักษาความสงบ

ประกาศปฏิบัติการแตกหักกับ ม็อบเสื้อแดง

สถานการณ์จะไหลไปถึงจุดไหน ต้องลุ้นระทึก

และก็เป็นอะไรที่ได้ทีบี้ตามเกม โดยอาการของ บิ๊กเติ้งนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ที่จับสัญญาณผ่านจากนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวฯ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาจี้ให้แก้รัฐธรรมนูญ

เคลียร์โทษดองเค็มให้กับกลุ่ม 220 นักเลือกตั้ง ที่ไม่มีความผิด

บรรหารดึงเกมเข้าสภาฯ บี้ให้แกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ แก้รัฐธรรมนูญปลดล็อกนักเลือกตั้งอาชีพ แทนที่จะดึงเกมปฏิรูปการเมืองยื้อเวลาหายใจ ในขณะที่ม็อบเสื้อแดงบุกไปกดดันหน้าบ้านจรัญสนิทวงศ์ ให้พรรคชาติไทยพัฒนาถอนตัว

เร่งปฏิกิริยาให้รีบตัดสินใจ

แต่ที่แน่ๆ ในสถานการณ์เมืองไทย หนึ่งประเทศ 2 สี ไม่มีทางที่นายกฯอภิสิทธิ์จะลากเกมยื้ออยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

ต้องไต่บันไดลงทางใดทางหนึ่ง

ภายใต้เงื่อนไขบังคับ อำมาตย์ ทหาร พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีทางปล่อยให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะรู้อยู่ว่าลงสนามวันนี้โดยกระแสคนเสื้อแดงในภาคอีสานกับภาคเหนือ ยังไงพรรคเพื่อไทยก็เข้าวิน

ยากที่จะปล่อยให้อำนาจรัฐกลับไปอยู่ในมือของ ทักษิณ”.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ทักษิณพร้อมกลับไทย เรียกร้องเจรจาหาสันติ

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อเวลาประมาณ 18.10 น. วันนี้ (13 เม.ย.) ตามเวลาประเทศไทย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น จากสถานที่ไม่เปิดเผย ว่าที่คนไทยออกมาประท้วงในครั้งนี้ เพราะอยากเห็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ผ่านมาประชาธิปไตยเป็นของคนกลุ่มน้อย แต่เราถูกหลอกลวงมาโดยตลอดว่านี่คือประชาธิปไตยของจริง ผู้ประท้วงทุกคนมามือเปล่าและประท้วงอย่างสันติ แต่ตนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ซึ่งรัฐบาลใช้การปราบปรามที่รุนแรงและโหดเหี้ยม

เมื่อนางโมนิตา ราชปาล ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นถามว่า ยากที่จะเข้าใจว่าประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทยในความหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คืออะไร เมื่อรัฐบาลชุดก่อนถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดคดีซื้อเสียงจะมีประชาธิปไตยได้อย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า องค์กรอิสระหลายองค์กรถูกแทรกแซงโดยคนบางกลุ่ม สถาบันเหล่านั้นไม่ได้มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน พวกเขาสามารถปลดนักการเมือง ซึ่งประชาชนเลือกตั้งเข้ามา มีการเลือกปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐาน ซึ่งคนไทยได้เห็นมากว่า 3 ปี การปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงครั้งนี้คือตัวอย่างชัดเจน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมประชาชนจึงออกมา

เมื่อถูกถามว่ามีแผนจะกลับประเทศเมื่อใด พร้อมจะมาเผชิญกับการถูกจำคุกหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า เมื่อถึงเวลาเหมาะสม แต่ตอนนี้ต้องการเห็นการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสันติ ผู้ชุมนุมมามือเปล่าอย่างสันติเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่กลับถูกตอบโต้ด้วยวิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การปราบปรามที่รุนแรง หากดูสิ่งที่เกิดขึ้นที่พัทยา ที่หน้ากระทรวงมหาดไทย เมื่อ 12 เม.ย. และเช้าวันนี้ จะเห็นว่าสื่อมวลชนถูกแทรกแซงโดยสิ้นเชิง สื่อไม่สามารถพูดความจริงได้ แม้แต่โฆษกของกองทัพ ก็โกหกประชาชน ที่บอกว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริงและยิงปืนขึ้นฟ้า แต่ความจริง ทหารยิงในแนวราบ ใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเข้ารับการรักษาตัวตามโรงพยาบาลจำนวนมาก เท่าที่ทราบมีอย่างน้อย 60 คน

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า กรณที่ถูกศาลตัดสินในข้อหาคอรัปชั่น คนไทยจะเชื่อถือได้อย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า ตนถูกโค่นอำนาจด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร และพวกเขาตั้งคณะกรรมการที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนมาตัดสินตน กระบวนการที่ดำเนินไปไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ อยู่ภายใต้การควบคุมของคนกลุ่มคนชั้นสูงบางกลุ่ม กองทัพ หรือประธานองคมนตรี ที่เข้ามาแทรกแซงทุกอย่าง

หลังจากนั้นนักข่าวถามตบท้ายว่ามีแผนการเช่นไรต่อจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจากันโดยสันติวิธี สงครามไม่อาจยุติได้ด้วยสงคราม ความรุนแรงไม่อาจยุติได้ด้วยความรุนแรง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลพยายามปกปิดทุกอย่าง และโกหกคนทั้งโลก และคนไทยด้วยกันเอง แต่ในประเทศไทยมีสุภาษิตที่ว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิด พวกเขาพยายามปกปิดทุกอย่าง ทั้งที่กองทัพใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงใส่ประชาชน ยิงทะลุหัวใจ จริงๆ แล้วมีคนตายมากมาย เนื่องจากทหารใช้ปืนเอ็ม-16 ยิงใส่ประชาชน ไม่ได้ยิงขึ้นฟ้า และศพของผู้เสียชีวิตถูกขนใส่รถทหารนำไปซุกซ่อนหมดแล้ว

จาตุรนต์ : เนื้อหาการรายงานแบบเดียวกับ สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร

ที่มา thaifreenews

โดย : I_love_democ

จาตุรนต์ฉายแสงกล่าว

“น่าเป็นห่วงเนื้อหาคำพูดหลังจากนายกฯได้ชี้แจงผ่านโทรทัศน์ทุกช่องคือ นายกฯบอกว่าผู้ชุมนุมร้อยละ 70 กลับบ้านไปแล้ว เหลือคนน้อยมากที่ยังชุมนุม ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบเดียวกับคนที่รายงานกับจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกฯสมัย 14 ตุลา และพล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯสมัยพฤษภาทมิฬ กระทั่งนำไปสู่การปราบปรามประชาชนจนรัฐบาลก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้ นอกจากนั้นนายอภิสิทธิ์บอกว่าจะรักษากฎหมายโดยความเด็ดขาด ซึ่งการใช้วิธีการนี้อาจนำไปสู่ความรุนแรง โดยมีการเลือกปฏิบัติและใช้สองมาตรฐานกลับผู้ชุมนุม ในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ยึดทำเนียบฯและสนามบินก่อนหน้านี้รัฐบาลกลับไม่กระตือรือร้นเร่งนำตัวมาดำเนินการลงโทษ แต่กลับใช้กฎหมายดำเนินการกับผู้ขัดขวางการจราจร การรักษากฎหมายของนายกฯในขณะนี้ตอกย้ำว่าไม่มีความยุติธรรมบ้านเมืองก็อาจทำให้เกิดความไม่พอใจและนำไปสู่ความรุนแรงได้ และรัฐบาลควรให้คนที่มีความเห็นต่างกันได้ใช้สื่อของรัฐชี้แจงด้วย” นาย

ร่วมแสดงแนวคิดประชาธิปไตยกับ เครือข่ายจาตุรนต์ http://chaturon.ning.com/

ทหารโกหกอีกแล้ว

โดย : ผัดสะตอใส่กุ้ง

ตามที่ทางทหารออกมาพูดว่า
มีประชาชนโทรศัพท์มาบอกว่าต้องการออกมาจากทำเนียบแต่ออกมาไม่ได้นั้น เป็นการโกหกทั้งสิ้น

เพราะตอนนี้นั้นมีแต่ประชาชนที่ต้องการจะเข้าไปทำเนียบแต่โดนทหารกั้นถนนไม่ให้เข้าไป

ขณะนี้ถ้าท่านไดต้องการจะเดินทางไปทำเนียบ ให้ไปทางถนนวิสุทธิกษัตริย์นะคะ เพราะด้านนั้นจะมีคนเสื้อแดงคอยรับอยู่

ถ้าเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว จะไม่สามารถลงทางด่วนที่ยมราชได้ เพราะมีการปิดกั้นทางลงไว้ ให้ไปลงที่ถนนพระราม 6 นะคะ

ระดมนักรบไซเบอร์ด่วน!!!

โดย : ลุงชาญ

ขอให้พวกเราชาวนักรบไซเบอร์ทุกคน ไปช่วยกันที่ห้องราชดำเนิน พันทิพ ด่วน...ขณะนี้เราจะต้องเร่งหามวลชนแนวร่วมให้มากที่สุด เพราะไม่มีสื่อไหนช่วยเราเลยและที่สำคัญทางฝั่งสีเหลืองและสีน้ำเงินพยายามแย่งมวลชนของเราบนโลกไซเบอร์อยู่...เราจะเสียความชอบธรรมในการเรียกร้องประชาธิปไตย


เสื้อแดงกำลังถูกใส่ร้ายโดยการวางแผนชั่วของคนบางกลุ่ม


โดย : ผัดสะตอใส่กุ้ง

ตามที่มีเหตุการณ์รุนแรงในบางจุดที่เกิดเหตุในขณะนี้นั้น

มีคนบางกลุ่มสวมรอยใส่เสื้อแดงเข้ามาร่วมในเหตุการณ์

และพยายามสร้างสถานการณ์ให้ดูเลวร้าย

เช่นการเผายางที่แยกฟอร์จูน และการไปนำรถแก๊สเข้ามา

คนพวกนี้กระทำการเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ร้ายคนเสื้อแดง

ขอให้พวกเราระมัดระวังตัวกันด้วยนะคะ

ทรงกิตติบอกว่าหทารจะใช้อาวุธเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ...( โกหกหน้าด้าน ๆ )

ที่มา thaifreenews

โดย : ผัดสะตอใส่กุ้ง



แล้วตามภาพนี้หล่ะ ป้องกันตัวเหรอ เล็งปืนแบบนี้หน่ะ

*ภาวะฉุกเฉินร้ายแรง

โดย : ว ณ ปากนัง

*ภาวะฉุกเฉินร้ายแรง
เมื่อเสื้อแดงไร้อาวุธเข้าต่อสู้
เพียงมือเปล่าตีนตบรบศัตรู
ผู้ข่มขู่เข่นฆ่าประชาชน

*รัฐบาลทรราชประกาศปราบ
มุ่งกำราบประชาชนให้เป็นผล
อย่าคิดว่าแดงจะน้อมยอมจำนน
พวกกูประชาชนจะสู้ตาย

*สองมาตรฐานจัดการบ้านเมืองไทย
และความไร้ยุติธรรมนำเสียหาย
ฟ้าลำเอียงเอียงข้างเป็นลางร้าย
มารกระหายเข่นฆ่าประชาชน

*พันธมารสั่งการอภิสิทธิ์
ให้ใช้ฤทธิ์อำมาตยามาหาผล
กลไกสองมาตรฐานบันดาลดล
คนสองข้างต่างผลกันชัดเจน

The Independent: Thailand should remember Nepal: ประเทศไทยควรหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เนปาล

ที่มา Thai E-News

ที่มา The Independent
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 เมษายน 2552

ประเทศไทยควรหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เนปาล

เหตุการณ์ความวุ่นวายในเมืองหลวงของไทยที่รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินหลังจากที่ผู้ประท้วงบีบให้มีการยกเลิกการประชุมสุดยอดของเอเซีย จะนำไปสู่การเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเนปาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่นั่นรัฐบาลที่สนับสนุนราชวงศ์ค่อยๆถูกครอบงำโดยการประท้วงของประชาชน ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติลัทธิเหมาและการล้มเลิกระบอบกษัตริย์

ในประเทศไทย สถาบันกษัตริย์มีความนิยมมากกว่า ในขณะที่การปฏิวัติประชาชนมีความแตกแยกมากกว่า ถึงกระนั้น การเปรียบเทียบก็ยังมีอยู่ อย่างแรกคือการที่ผู้นำไทย ทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังลี้ภัยถูกโค่นล้มเมื่อปี 2549 โดยการยินยอมของราชวัง แม้ว่าจะเขาไม่ได้เป็นนักนิยมลัทธิเหมา แต่เขาเป็นนักประชานิยมผู้ซึ่งไม่ยอมละทิ้งการใช้ถ้อยคำที่เกี่ยวกับสงครามระหว่างชนชั้น และสิ่งที่เป็นความโกรธแค้นของทักษิณ นั่นคือรัฐบาลของอภิสิทธิ์ ว่ามีจุดหมายของการดำรงอยู่ของรัฐบาลเขาคือการอุทิศตัวให้กับราชวงศ์ แต่นั่นมันก่อให้เกิดการประชาสัมพันธ์ในทางลบตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ เพราะมีจำนวนบุคคลเพื่มมากขึ้นที่ถูกกระทบจากกฏหมายหมิ่นฯ

อภิสิทธิ์ไม่สามารถอ้างหลักศีลธรรมอันสูงในการประณามม็อบเมื่อการประท้วงของพวกเขาได้ทำให้เขาอับอาย ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของเขามันดูน่าแคลงใจอยู่จากการที่เขาเข้าสู่ตำแหน่งได้จากการประท้วงบนถนนที่ต่อต้านชัยชนะของพรรคที่เป็นตัวแทนของทักษิณในการเลือกตั้งปี 2551

ตอนนี้เขาถูกคุกคามจากวิธีเดียวกับที่เขาอาศัยเพื่อเข้ามาสู่ตำแหน่ง ในขณะเดียวกันประเทศกำลังสั่นคลอน เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวลดน้อยลง และสำหรับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่คณะปกครองนี้เข้ามาแทรกแซงเพื่อปกป้อง กำลังอยู่ในอันตรายเพราะกำลังสูญเสียความนิยมที่เคยมี

ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ราชวัง กองทัพ และชนชั้นสูงในเมือง น่าจะอยู่ในสถานภาพที่ดีกว่าถ้าพยายามที่จะอยู่ร่วมกับทักษิณผู้ที่ชอบเอาใจฝูงชน ตอนนี้พวกเขาไม่มีโอกาสได้ทำตรงนั้น พวกเขาไม่สามารถจะต้อนรับเขากลับมาเพราะเขาจะกลับมาด้วยชัยชนะทั้งในฐานะวีรชนและเผด็จการ

ในทางตรงกันข้าม โอกาสที่อภิสิทธิ์จะทนต่อสภาพนี้น้อยลงทุกวัน ทางออกเดียวคือการเลือกตั้งใหม่ซึ่งทางผู้ที่เห็นใจทักษิณจะถูกปล่อยให้ได้รับชัยชนะ อีกทางหนึ่งเป็นทางที่ประเทศเนปาลใช้ ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติประชาชน หวังว่าผู้ปกครองประเทศไทยจะไตร่ตรองถึงประวัติศาสตร์ของ(อดีต)ราชอาณาจักรของเทือกเขาหิมาลัยและหาทางประนีประนอมโดยทันการ



สายสัมพันธ์2พระราชวงศ์-พระราชวงศ์เนปาลกับพระราชวงศ์ไทยมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างยาวนานแน่นแฟ้นตลอดอายุราชวงศ์เนปาล 239 ปี ส่วนพระราชจักรีวงศ์ก้าวสู่ปีที่ 227 ในปีนี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


บทความเรื่อง:"บทเรียนล้ำค่าจากเนปาล" นำมาเสนออีกครั้งเพื่อรำลึกถึงโอกาสที่กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งเนปาล "คยาเนนทรา"ทรงแทรกแซงการเมือง ด้วยการเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง จากนั้นเกิดการลุกฮือต่อต้านครั้งใหญ่ในเดือนเมษายน2549 และก่อผลสะเทือนให้ราชวงศ์เก่าแก่239ปีแห่งเทือกเขาหิมาลัยต้องพังครืนลง สำหรับประเทศไทยนั้น ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าฯ ทำให้ไทยรอดพ้นวิกฤตการณ์ความยุ่งยากต่างๆมาได้ แต่คำเตือนของสื่อต่างประเทศชั้นนำอย่าง"เฮอรัลด์ ทรีบูน"ที่ได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันฯ ต้องใส่ใจอย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...และไม่ยินยอมให้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยซ้ำรอย เพื่อให้พระราชจักรีวงศ์ ทรงสถิตย์สถาพรอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปตลอดกาล



เผยพระราชสาส์นฉบับสุดท้ายของกษัตริย์คยาเนนทราถึงในหลวง

๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ราชอาณาจักรไทย
กรุงเทพมหานคร
ประเทศไทย

ฝ่าพระบาท สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช

หม่อมฉันมีความปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่าฝ่าพระบาทจะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๖๐ ปี โดยจะมีการสมโภชในวันที่ ๑๒ และ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙

ในศุภวโรกาสนี้ หม่อมฉันพร้อมด้วยพระราชินี รัฐบาล และประชาชนชาวเนปาล ขอถวายพระพรแด่ฝ่าพระบาททรงครองราชบัลลังก์สืบไป ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ และทรงพระเกษมสำราญ

ในโอกาสนี้หม่อมฉันขอขอบพระทัยที่ทรงเชิญเข้าร่วมพิธีสมโภช พร้อมด้วยองค์พระประมุขอื่นๆ และประชาชนชาวไทย อย่างไรก็ดี แม้ว่าหม่อมฉันประสงค์จะเข้าร่วมในวโรกาสอันเป็นมงคล และเป็นประวัติศาสตร์ครั้งนี้ แต่พัฒนาการในประเทศส่งผลให้หม่อมฉันจำต้องอยู่ในประเทศ

ด้วยพระเมตตาหม่อมฉันเชื่อมั่นว่าฝ่าพระบาทจะทรงเข้าพระทัย

หม่อมฉันขอกราบความเคารพอย่างสูงแด่ฝ่าพระบาท

พระอนุชาของฝ่าพระบาท

คยาเนนทรา

...........................................................................

สื่อฝรั่งเตือนพันธมิตรอย่านำสถาบันเป็นเครื่องมือการเมือง ให้ดูบทเรียนผิดพลาดจากเนปาล

บทความของเฮอรัลด์ทรีบูนตั้งคำถามว่า..เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?



ในช่วงที่วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยทวีขึ้นถึงขีดสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัลด์ ทรีบูน ได้ตีพิมพ์บทความชื่อ"ม็อบกับราชบัลลังก์"โดยเตือนพวกม็อบพันธมิตรฯว่า อาจจะกำลังนำสถาบันกษัตริย์มาแอบอ้างเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของตน เพื่อนำไปทำลายฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมือง สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูน ของพสกนิกรไทย ต้องระคายเคือง โดยเฉพาะพฤติการณ์ยึดสนามบินของพันธมิตร ที่อ้างสถาบันเป็นเครื่องมือนั้น อาจเป็นการหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีบทเรียนในกรณีของเนปาลมาก่อนแล้ว จึงต้องเตือนพวกนำม็อบมายุ่งเกี่ยวกับพระราชบัลลังก์ต้องตั้งสติให้ดี

บทความระบุว่า เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?

ความคิดนี้อาจฟังดูไร้สาระเมื่อพิจารณาถึงว่ากษัตริย์ของเมืองไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ถูกกล่าวขานโดยมีคำนำหน้าว่า "อันเป็นที่เคารพสักการะเทิดทูน" มาโดยตลอดโดยสื่อต่างชาติ และถูกยกย่องเชิดชูโดยสื่อในประเทศมาโดยตลอดเช่นกัน

แต่อย่างที่เนปาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำลายตนเองได้ เมื่อภายในราชวงศ์เองมีการทะลาะเบาะแว้งกัน หรือเมื่อราชวงศ์ที่ไร้ความสามารถทำเลยเถิดจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาลุกลาม จนนำไปสู่การโค่นล้มพระราชบัลลังก์และพลิกเปลี่ยนไปเป็นสาธาณรัฐ

พึงตระหนักให้มากว่ากษัตริย์พิเรนทราของเนปาลที่ได้รับการ"เคารพสักการะและเทิดทูน"ในช่วงเวลา 30 ปีที่ครองราชย์ แต่หลังจากที่ถูกสังหารโดยพระโอรสที่มีสติฟั่นเฟือน ในปี 2544 พระองค์ก็ถูกสืบทอดราชบัลลังก์โดย กษัตริย์คยาเนนทรา(King Gyeandendra) ซึ่งก็ได้ทำการยุบสภาในปี 2548 และพยายามจะบังคับให้ใช้ระบอบสมบูรณาฯหรือกษัตริย์มีอำนาจในการปกครองโดยตรง แต่มันก็เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ระบอบสาธารณรัฐ และการประท้วงของขบวนการนิยมลัทธิเหมา ปูทางให้เกิดการเลือกตั้งและสถาบันกษัตริย์ก็ถูกล้มล้างไปในเดือนมีนาคมปี2551นี้

เป็นไปได้ไหมว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างว่าสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ที่ทำให้สนามบินของไทยเป็นอัมพาต กำลังหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นไปได้ไหมว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่แข็งกร้าวมันกลบความขุ่นเคืองใจที่กำลังทวีคูณขึ้นทุกวัน

ประเด็นที่เฮอรัลด์ทรีบูนได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตร ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจต่อคำเตือนนี้อย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...

สิ้นราชบัลลังก์-กษัตรยิ์คยาเนนทราแห่งเนปาล กับพระราชินีของพระองค์ทรงพยายามที่จะรักษาพระราชวงศ์เอาไว้จนถึงที่สุด แต่ก็ทำได้เพียงแค่การนำแพะมาเชือดบูชายัญเจ้าแม่กาลีตามพิธีกรรมความเชื่อของฮินดู ขณะที่เสียงโห่ร้องขับไล่ใกล้พระราชวังเข้ามา ในที่สุดรัฐสภาเนปาลลงมติในเดือนพฤษภาคมปี2551ให้ยกเลิกระบบกษัตริย์และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ

ทำไมราชวงศ์ชาห์อันเป็นศูนย์รวมใจเนปาลทั้งชาติถูกโค่นล้มลงไป

ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง


ฉากสุดท้ายของพระราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลเป็นไปอย่างอัปยศ รัฐบาลใหม่ของเนปาลเตือนให้กษัตริย์คยาเนนทราต้องออกจากพระราชวังในวันที่ 28 พฤษภาคม2551 หลังสมัชชาแห่งชาติเปิดประชุมครั้งแรก พร้อมคำประกาศเลิกสถาบันกษัตริย์ ถือเป็นการสิ้นสุดทั้งราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลที่ปกครองประเทศมายาวนานถึง 239 ปี และระบอบกษัตริย์ในประเทศนี้ไปพร้อมๆกัน

พระองค์ทรงมีพระราชขัตติยะมานะ เพราะเลยเส้นตายของรัฐบาลสาธารณรัฐล่วงไปถึง 11 มิถุนายน 2551 กษัตริย์คยาเนนทราจึงพร้อมด้วยพระราชินีของพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อไปประทับ ณ พระตำหนักนิรมาลนิวาส พระตำหนักส่วนพระองค์ โดยมีชาวเนปาลที่ต่อต้านพระองค์มากลุ้มรุมส่งเสียงโห่ไล่ และเต้นรำเฉลิมฉลองกันสุดเหวี่ยง

ราชวงศ์ชาห์ ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ชาวเนปาลเคยนับถือดั่งเทพเจ้าของศาสนาฮินดู ได้กลายเป็นตำนาน หลังสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศให้เนปาลเป็นประเทศสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการ ในการประชุมนัดแรกในวันที่ 28พฤษภาคม 2551

ชะตากรรมของอดีตกษัตริย์คยาเนนทราหลังจากนั้นก็คือ การไฟฟ้าของเนปาลได้จัดส่งบิลไปเก็บค่าไฟฟ้าที่คิดค้างไว้ราว 40 ล้านบาท โดยบอกว่าทรงติดไว้นับแต่ปี2548เป็นต้นมา

และไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะถูกล้มล้าง พระองค์ได้ไปปรากฎตัวต่อสาธารณชนอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยครั้ง โดยทรงเข้าร่วมพิธีทางศาสนาที่วัดแห่งหนึ่งทางใต้ของกรุงกาฏมาณฑุ เพื่อทำพิธีเชือดแพะบูชายัญ หวังจะต่ออายุพระราชวงศ์ ทว่าไม่เป็นผลใดๆ

มีรายงานว่า พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ ถูกปลดออกจากฝาตามร้านรวงต่างๆ รวมทั้งถูกถอดออกจากธนบัตร ขณะที่คำว่า "Royal"ก็ถูกลบออกจากชื่อของกองทัพ รวมทั้งสายการบินแห่งชาติ และรัฐบาลได้งดจ่ายเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายของพระองค์ปีละ 3 ล้าน 1 แสนดอลลาร์ และยึดวัง 10 แห่งของราชวงค์คืน


กษัตริย์คยาเนนทราทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเชษฐา คือกษัตริย์พิเรนทรา ที่ถูกเจ้าชายทิเพนทรา มกุฎราชกุมาร ปลงพระชนม์พร้อมด้วยพระราชวงศ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 แต่ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง และให้คำมั่นว่าจะบดขยี้กลุ่มกบฎลัทธิเหมาด้วยพระองค์เอง แต่ถูกกระแสต่อต้านจากประชาชนจนต้องทรงยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนในที่สุด

แต่ชาวเนปาลกลับไปไกลกว่านั้น คือให้ล้มเลิกระบบกษัตริย์ และเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐแทน


ซุบซิบกันว่าสังหารพระเชษฐาเพื่อฮุบราชสมบัติ และทรงมีพระราชโอรสเพลย์บอย

บัลลังก์เลือด-กษัตริย์คยาเนนทราเป็นสมมุติเทพตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พระองค์ทรงเข้ารับราชสมบัติต่อจากพระเชษฐาที่สวรรคตในเหตุนองเลือดในพระราชวัง มีเสียงลือซุบซิบในหมู่ผู้ต่อต้านว่าพระองค์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น่าสพรึงนี้

จู่ๆเฉพาะการเข้าแทรกแซงการเมือง คว่ำรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน คงไม่น่ามีผลสะเทือนให้พระราชวงศ์ที่ยืนยาว240ปีต้องถึงกาลอวสาน แต่มันมีเรื่องซุบซิบอื่นๆในเรื่องพระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์ และข่าวอัปมงคลต่างๆที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของสาธารณชนด้วย 2ในข่าวซุบซิบนั้นเป็นเรื่องเล่าลือกันว่าอาจทรงเกี่ยวพันกับการสังหารพระเชษฐาเพื่อหวังในราชสมบัติ กับทรงมีพระโอรสที่เป็นเพลย์บอย ไม่เป็นที่นิยมของพสกนิกรชาวเนปาลอีกด้วย


ตามคติความเชื่อดั้งเดิมของฮินดู ทรงเป็นสมมติเทพมาปราบยุคเข็ญ ชาวเนปาลเชื่อว่าแท้จริงแล้วกษัตริย์คือปางอวตารของวิษณุเทพ อันเป็นคติแต่โบราณของผู้คนในชมพูทวีป


อดีตกษัตริย์คยาเนนทราประสูติเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนของชาวคริสต์ในเมืองดาจีลิง (Darjeeling) ประเทศอินเดีย พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2544 ต่อจากกษัตริย์พิเรนทรา (King Birendra Bir Bikram Shah Dev) ผู้เป็นพระเชษฐา ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ปี 2515 ก่อนจะสิ้นพระชนม์ในเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2544 ที่เจ้าชายดิเพนทราพระโอรสซึ่งเสวยน้ำจัณฑ์จนเมามายได้กราดยิงพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์รวม 10 พระองค์จนสิ้นพระชนม์ก่อนที่เจ้าชายดิเพนทราจะปลงพระชนม์ตัวเองตาม


โดยพื้นฐานทางการเมืองของเนปาลเองปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นเวลายาวนาน ก็เพิ่งจะมีประชาธิปไตยหลังจากขบวนการ ‘จัน อันโดลัน’ (Jan Andolan Movement) หรือแปลเป็นไทยว่าขบวนการประชาชน ได้บีบให้กษัตริย์พระองค์ก่อนคือพิเรนทรายอมปฏิรูปการเมือง และพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2534 ทำให้เนปาลมีรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีกิริยา ปราสาท กัวราลา (Girija Prasad Koirala) จากพรรคคองเกรสเนปาล (Nepali Congress Party) ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่การเมืองเนปาลก็เข้าสู่สภาพไร้เสถียรภาพ เพราะเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาล กับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมานำโดยสหายประจันดา (Prachanda) ที่จับอาวุธสู้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนฝ่ายกบฏมีฐานที่มั่นอยู่ใน 50 จังหวัดจาก 75 จังหวัดของเนปาล และสงครามกลางเมืองก็ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 12,500 ราย

เมื่อเกิดเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) และกษัตริย์คยาเนนทราทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2544 การเมืองเนปาลก็ยิ่งไร้เสถียรภาพเข้าไปอีก เพราะพระองค์อ้างเหตุความไม่สงบในเนปาลเข้าแทรกแซงการเมืองระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อาทิทำการปลด และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เองรวม 5 ครั้งช่วงปี 2544 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ก่อนที่พระองค์จะยึดอำนาจการปกครองของเนปาลมาอยู่ที่พระองค์เองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยพระองค์อ้างเหตุผลการยึดอำนาจว่าเพราะนายกรัฐมนตรีคนก่อนบริหารราชการแผ่นดินบกพร่องในเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง และไม่สามารถสร้างความสงบเรียบร้อยขึ้นมาในบ้านเมืองได้ โดยพระองค์สัญญาว่าจะคืน “ความสงบเรียบร้อยและประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ” ภายในเวลา 3 ปี

นอกจากนี้พระองค์ยังตัดสินพระทัยจำกัดเสรีภาพของประชาชนรวมไปถึงเสรีภาพในการนำเสนอของสื่อมวลชน มีการจับกุมนักการเมือง นักเคลื่อนไหวที่เห็นต่างจากพระองค์ ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรประชาธิปไตยในประเทศกังวลต่อสถานการณ์ในเนปาลโดยเฉพาะกับนักข่าวและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของเนปาล แต่กษัตริย์คยาเนนทราก็ทรงตอบโต้องค์กรต่างประเทศเหล่านั้นว่า “ประชาธิปไตยและเสรีภาพที่ก้าวหน้าทั้งหลายจำเป็นน้อยกว่าการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ!”

นอกจากความไม่พอใจในตัวกษัตริย์เนปาลจะเกิดเพราะการเข้ายึดอำนาจของกษัตริย์คเยนทราแล้ว สิ่งที่ช็อกความรู้สึกชาวเนปาลอีกประการหนึ่งคือการที่คณะลูกขุนของรัฐบาลตัดสินว่าเจ้าชายดิเพนทรา (Prince Dipendra) พระโอรสของกษัตริย์พิเรนทรา กษัตริย์พระองค์ก่อน ซึ่งยิงพระองค์เองเสียชีวิต ได้เป็นฆาตกรสังหารพระราชบิดา และพระบรมวงศานุวงศ์ในเหตุการณ์สังหารโหดในพระราชวังปี 2544 ครั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องนี้เป็นการยากที่จะให้ชาวเนปาลทำใจเชื่อได้ แถมกบฏลัทธิเหมายังกระพือข่าวว่ากษัตริย์คยาเนนทราผู้สืบราชสมบัติต่อนั่นแหละเป็นตัวการในการสังหารโหดครั้งนั้น


กระแสข่าวทางลบในลักษณะนี้ต่อกษัตริย์คยาเนนทรายังคงแพร่กระจายไปทั่วเนปาล ผู้คนต่างตั้งคำถามว่ากษัตริย์คยาเนนทราหนีออกจากพระราชวังได้อย่างไรในวันที่เหตุฆาตกรรมหมู่เกิดขึ้น และพระราชโอรสพระองค์เดียวของพระองค์ คือเจ้าฟ้าชายพาราช (Prince Paras) หลบออกจากพระราชวังไปได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน!?


และยิ่งเจ้าฟ้าชายพาราช ผู้จะสืบทอดราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา และสืบราชสมบัติแห่งราชวงศ์ชาห์กลับมีนิสัยชอบขับรถซิ่ง และความเจ้าสำราญที่ชาวเนปาลขนานนามพระองค์ว่า “The playboy” ยิ่งทำให้ความนิยมของประชาชนต่อเจ้าชายพาราชผู้สืบทอดราชสมบัติของราชวงศ์ชาห์ และทำให้กษัตริย์คยาเนนทราไม่เป็นที่นิยมชนิดร้าวลึก

ประมาณการณ์ผิดเป็นเหตุให้ถึงกาลอวสานอย่างอัปยศ


ทรงสำคัญผิด-การยึดกุมอำนาจในกองทัพไว้ได้ และมีผู้นำเหล่าทัพที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย กอรปกับการประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อให้ประชาชนได้เห็นแต่ด้านดีของระบบกษัตริย์ทำให้พระองค์ทรงประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

พันธมิตรแห่งแนวต้านอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

การที่พระองค์ประมาณสถานการณ์ผิดว่าสามารถยึดกุมกองทัพเอาไว้ ถึงขั้นล้มรัฐบาลหลายคณะ และที่สุดรวบพระราชอำนาจมาไว้ที่พระองค์เสียเอง กับเชื่อมั่นว่าการประชาสัมพันธ์แต่ด้านบวกให้พสกนิกรชาวเนปาลเทิดทูนก็เพียงพอแล้ว และหวังว่าจะทำสงครามเอาชนะพวกกบฎคอมมิวนิสต์ได้ พระองค์ก็จะกลายเป็นวีรบุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ราชวงศ์เดินทางมาถึงจุดจบ..เพราะสิ่งที่พระองค์ไม่ได้นำมาประเมินเลยก็คือ พลังของประชาชนผู้กระหายประชาธิปไตย และการปกครองโดยประชาชน


ท่ามกลางอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ในประเทศ ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองเของเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมา ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรบันทึกข้อตกลง 12 ประการเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านการปกครองของกษัตริย์คยาเนนทราซึ่งทำให้เกิดฝ่ายต่อต้านการปกครองของกษัตริย์ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ

การต่อต้านพระราชอำนาจได้ถึงจุดปะทะเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2549 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองจัดการชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องประชาธิปไตย และคว่ำบาตรการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กษัตริย์คยาเนนทราได้จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพียงมายาภาพที่แสดงให้เห็นว่านี่เป็นก้าวแรกสู่ประชาธิปไตยเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของพระองค์ที่ดำเนินมากว่า 1 ปี

โดยรัฐบาลพยายามสกัดการชุมนุมของประชาชนด้วยการประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านในยามวิกาลในเขตเมืองหลวงและบางพื้นที่ของเนปาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะ มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์และคุกคามผู้ออกมาต่อต้านการเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้การชุมนุมเลื่อนจากวันที่ 20 มกราคม มาเป็นอีกวันหนึ่ง


โดยในวันที่ 21 มกราคม มีการเดินขบวนท้าทายอำนาจของกษัตริย์ครั้งใหญ่โดยประชาชนหลายพันคน ทำให้รัฐบาลของกษัตริย์คยาเนนทราใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง จนมีผู้นำพรรคการเมือง นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้นำแรงงาน นักศึกษา และนักหนังสือพิมพ์ถูกจับกุมหลายร้อยคน ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ตอบโต้ด้วยการขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจและทหาร พร้อมเผายางรถยนต์เป็นเครื่องกีดขวาง ซึ่งการปราบปรามครั้งนั้นทำให้การชุมนุมต่อต้านกษัตริย์ปะทุไปทั่วประเทศ


การประท้วงใหญ่เดือนเมษายน และการสละพระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

ในเดือนเมษายน 2549 ภายใต้การนำของพันธมิตร 7 พรรคการเมืองเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) และกบฏลัทธิเหมาได้มีการต่อต้านครั้งใหญ่เพื่อทวงประชาธิปไตยคืนมาจากกษัตริย์ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน มีการนัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน และจัดการชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวงวันที่ 8 เมษายน ตามด้วยการดื้อแพ่งด้วยการหยุดจ่ายภาษี เช่นเดียวกับการประท้วงหลายต่อหลายครั้ง

รัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิวห้ามไม่ให้ประชาชนออกมาชุมนุม แต่การชุมนุมประท้วงกลับขยายตัวไปตามเมืองใหญ่ๆ ตลอดทั้งเดือน ทำให้รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุมกระทั่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จำนวนผู้ออกมาประท้วงเฉพาะในเมืองหลวงพุ่งสูงกว่า 300,000 - 500,000 คน

และในวันที่ 21 เมษายนกษัตริย์คยาเนนทราได้มีพระราชดำรัสว่าจะทรงคืนอำนาจบริหารให้แก่ประชาชน และจะจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด รวมทั้งขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอชื่อชื่อบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่กลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มกบฏลัทธิเหมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกับนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน

กระทั่งเที่ยงคืนของวันที่ 24 เมษายน กษัตริย์คยาเนนทราได้ยอมประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า พระองค์จะฟื้นฟูสภาผู้แทนราษฎรที่ล้มเลิกไปและขอให้พรรคการเมืองทั้ง 7 พรรคกลับมาร่วมรับผิดชอบดูแลประเทศชาติ เพื่อประชาธิปไตยและสันติภาพของชาวเนปาล ทำให้วันรุ่งขึ้นชาวเนปาลจำนวนมากออกมาชุมนุมแสดงความยินดีต่อชัยชนะของประชาชนตามท้องถนน

ตลอดการประท้วงใหญ่ 19 วัน มีการปราบปรามโดยกองกำลังรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน และผู้บาดเจ็บนับพันคน ด้วยเหตุนี้ระหว่างประท้วงจึงทำให้มวลชนตามท้องถนนเผาหุ่นของกษัตริย์และประณามกษัตริย์คเยนทราว่าเป็น “ฆาตกร”


ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ



จุดพลุไล่-ชาวเนปาลออกมาเต้นรำเฉลิมฉลองการที่รัฐสภาลงมติยกเลิกระบบกษัตริย์ สิ้นสุดราชวงศ์ชาห์อายุยาวนาน 240 ปี และเปิดศักราชใหม่ของระบบสาธารณรัฐ เมื่อ28พ.ค.2551


ภายหลังจากที่สภาถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ นายกิริยา ปราสาท กัวราลา อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคคองเกรสเนปาล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว โดยเขาสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งคณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามข้อเรียกร้องของประชาชน

ต่อมาอดีตรัฐมนตรี 5 คนที่ทำงานให้กษัตริย์คยาเนนทราก็ถูกจับกุม และสอบสวนกรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย นอกจากนี้รัฐบาลชุดใหม่และสภาผู้แทนราษฎรยังได้ดำเนินการลดทอนพระราชอำนาจอย่างต่อเนื่องทำให้ฐานะของสถาบันกษัตริย์เนปาลกลายเป็นประมุขของประเทศแต่ในทางพิธีกรรม (Ceremonial Monarchy) เท่านั้น เช่น ห้ามมิให้กษัตริย์มีอำนาจสั่งการกองทัพอีกต่อไป ทั้งนี้กองทัพเคยมีบทบาทในการช่วยกษัตริย์คยาเนนทรายึดอำนาจด้วยการกราบบังคมทูลเชิญกษัตริย์คยาเนนทราขึ้นสู่อำนาจการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การจับนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนั้น มีการเปลี่ยนชื่อกองทัพจากกองทัพในพระมหากษัตริย์เนปาล (Royal Nepalese Army) มาเป็นกองทัพแห่งชาติเนปาล (Nepalese Army)

แถมเพลงชาติเนปาลซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขึ้นต้นในทำนองว่า “ขอพระบารมีปกเกล้า, เป็นขวัญอธิปไตย เธอชาวเนปาลผู้กล้า มีมหาราชาธิราชเป็นกษัตริย์ของเรา...” ก็ถูกเปลี่ยนอีกด้วย

ที่สำคัญหลังการประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนเมษายนก็ทำให้กษัตริย์คยาเนนทราก็ไม่ค่อยปรากฏพระองค์ในสถานที่สาธารณะ รถนำขบวนพระราชวงศ์ซึ่งการเสด็จครั้งหนึ่งต้องปิดถนน และทำให้รถติดในเมืองหลวงเป็นกินนานหลายชั่วโมง รวมทั้งการเสด็จแปรพระราชฐานไปยังชนบทด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งก็ถูกยกเลิก

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการโดดเดี่ยวกษัตริย์คยาเนนทรา ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ก็ไม่มีเด็กนักเรียนเป็นจำนวนมาก มาร่วมงานฉลองเหมือนอย่างเคย แถมรัฐมนตรีในรัฐบาลก็ไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงดังกล่าว

ที่สุดแล้วรัฐสภาเนปาลได้ประกาศยกเลิกระบบกษัตริย์ลงอย่างเด็ดขาด และเปลี่ยนประเทศเป็นระบบสาธารณรัฐ และยื่นคำขาดให้อดีตกษัตริย์ทรงออกจากพระราชวัง เพื่อนำไปทำเป็นพิพิธภัณฑ์ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวเนปาล

ในที่สุดนายคยาเนนทรา อดีตกษัตริย์เนปาลได้ออกจากพระราชวังในวันที่ 11 มิถุนายน 2551 โดยนั่งมาในรถเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์กับนางคยาเนนทรา ภรรยาของเขา โดยมีชาวเนปาลที่โกรธแค้นกรูเข้าไปห้อมล้อมรถ ที่ไม่มีขบวนนำยาวเหยียดออกจากพระราชวังไป โดยทหารมากั้นไว้พอเป็นพิธี และให้รถยนต์คันนั้นเคลื่อนออกไปได้

และจะไม่ได้กลับมาในพระราชวังกาฎมาณฑุอีก...ตลอดกาล.

ศักราชใหม่-สตรีเนปาลเขียนสีแดงบนหน้าผากของเธอ มันสะกดเป็นภาษาไทยได้ความหมายว่า"สาธารณรัฐจงเจริญ"
...................

ความโชคดีของพสกนิกรชาวไทย


ความโชคดีของพสกนิกรชาวไทยก็คือ เรามีพระราชจักรีวงศ์ อันทรงคุณประเสริฐมาแล้วกว่า 227 ปี มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระราชอัจริยภาพในทุกด้าน และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ มีพระบรมราชวงศ์อันเป็นที่รักเทิดทูนทุกพระองค์ล้วนแต่มีพระอัจริยภาพ และพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ทรงเหนื่อยยากเพื่อปวงชนชาวไทย มีพระเมตตาต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าอย่างเสมอกัน

ในหลวงและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง และด้วยเดชะพระบารมีทำให้เรารอดพ้นวิกฤตการณ์ความยุ่งยากต่างๆมาได้ แต่คำเตือนของเฮอรัลด์ ทรีบูนที่ได้ยกมาเตือนใจกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจอย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...และไม่ให้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้พระราชจักรีวงศ์สถิตย์สถาพรอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่วฟ้าดิน

ตลอดกาล.

"ปริญญา"ชี้หากรัฐมิอาจหยุดแดง ที่สุดท้ายต้องยุบสภา

ที่มา มติชนออนไลน์

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ว่าปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและรัฐบาลได้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ไปควบคุมฝูงชนนั้น หากเกิดความวุ่นวายจนรัฐบาลไม่สามารถควบคุมและคลี่คลายสถานการณ์ได้ การยุบสภาก็อาจเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้นที่จำเป็นต้องเลือก แม้ว่าการยุบสภาจะไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาวก็ตาม แต่ก่อนถึงจุดนั้นได้ในตอนนี้รัฐบาลควรใช้แนวทางสันติวิธี เพราะหากมีการปราบปรามประชาชนปัญหาจะยิ่งลุกลามได้ นอกจากนี้ การที่รัฐบาลตั้งกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ก็คงไม่เป็นการทำให้เกิดรัฐประหารเงียบแต่อย่างใด

“การที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงประกาศว่าไม่เจรจากับรัฐบาลนั้นก็คงไม่ได้ เพราะการเจรจาในตอนนี้เป็นหนทางที่คิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดโดยให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะจำนนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้บ้านเมืองต้องถอยหลัง อีกทั้งผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงด้วย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลใช้วิธีการควบคุมฝูงชนในขณะนี้คงไม่สามารถทำให้การชุมนุมยุติลงได้ แต่ควรหาวิธีเพื่อจะให้กลุ่มคนเสื้อแดงได้ยุติการชุมนุมเอง ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าการที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมฝูงชนไม่ได้ถูกฝึกมาตามหลักสากลแต่กลับมีการพกอาวุธเข้าไปควบคุมสถานการณ์ก็ยิ่งจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้”นายปริญญา กล่าว

นักวิชาการชวนคนไทยแขวน"ธงชาติ"หน้าบ้าน

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง กล่าวเมื่อวันที่ 13 เม.ย. ว่า ขณะนี้เรายังเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นย่อมมีทางออก โดยทุกฝ่ายต้องใช้แนวทางสันติวิธี และใช้แนวทางทางการเมืองยุติการใช้กำลังในการแก้ปัญหา ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นขณะพร้อมจะแสดงพลังออกมาด้วยการยับยั้งเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ให้เกิดเหตุการณ์จนควบคุมความสงบไม่ได้ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่ไม่เห็นด้วยต่อการใช้ความรุนแรงและต้องการเรียกร้องให้ใช้แนวทางโดยสันติในการแก้ปัญหาให้ร่วมกันแสดงออกกันทั้งประเทศ ด้วยการแขวนธงชาติไว้ที่หน้าบ้านเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักว่าเราอยู่ร่วมกันในสังคมไทยด้วยบ้านเมืองยังมีทางออกหากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน โดยธงชาติเป็นการแสดงออกถึงการอยู่ร่วมกันในชาติเดียวกันจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนจะแสดงออกได้ และเชื่อมั่นปัญหาจะคลี่คลายลงได้