เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, April 14, 2009
"แม้ว-มาร์ค"เปิดสงครามผ่านCNN "ทักษิณ"ถูกBBC จี้ถามอยู่เบื้องหลังเสื้อแดงก่อเหตุ หวังกลับมาเป็นผู้นำอีก
ที่มา มติชนออนไลน์
"ทักษิณ ชินวัตร" ให้สัมภาษณ์อีกหลังออกซีเอ็นเอ็น ถูกถามจี้อยู่เบื้องหลังและหนุนกลุ่มเสื้อแดงก่อเหตุรุนแรง เหตุอยากกลับมาเป็นผู้นำอีก เจ้าตัวกล่าวหากองทัพยิงประชาชนเสียชีวิต นำศพขึ้นรถหลบหนี ย้ำประธานองคมนตรี-ทหารใช้สองมาตรฐานจัดการ ปชต.ถูกแทรกแซง ด้าน"อภิสิทธิ์"ย้ำเป็นรัฐบาลที่มาเส้นทางเดียวกับ"แม้ว" ฟังเสียงชาวบ้านและเคารพสิทธิมนุษยชนและสื่อ
ซีเอ็นเอ็นสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเวลา 18.10 น. เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นออกอากาศไปทั่วโลก โดยเป็นการให้สัมภาษณ์จากสถานที่ไม่เปิดเผยว่า ระบุว่า คนไทยที่ออกมาประท้วงครั้งนี้ เพราะต้องการเห็นประชาธิปไตยแท้จริงเกิดขึ้นในประเทศ ที่ผ่านมา ประชาธิปไตยเป็นของคนกลุ่มน้อยจำนวนหนึ่ง ผู้ชุมนุมมามือเปล่า เพื่อต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยสันติ แต่ตนก็ไม่เข้าใจทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ใช้วิธีการปราบปราบที่รุนแรง โหดเหี้ยม ผู้สื่อข่าวถามซีเอ็นเอ็นถามว่า มันยากจะเข้าใจว่า ประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทย ในความหมายของคุณคืออะไร เมื่อรัฐบาลก่อนๆ เคยถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด กรณีซื้อเสียง จะมีประชาธิปไตยจากเรื่องนี้ได้อย่างไร ขณะนี้ยังคงมีความสับสนว่าคนไทยต้องการอะไรกันแน่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า ในไทย องค์กรอิสระหลายแห่งถูกแทรกแซงด้วยคนบางกลุ่ม สถาบันเหล่านั้นไม่ได้มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน พวกเขาสามารถปลดนักการเมือง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากประชาชน มีการเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานเกิดขึ้น คนไทยเห็นการปฏิบัติสองมาตรฐานเช่นนี้มาไม่น้อยกว่า 3 ปี การปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงครั้งนี้ เป็นตัวอย่างชัดเจนยิ่ง ในเรื่องสองมาตรฐาน นั่นคือเหตุผลทำไมประชาชนถึงพยายามจะออกมา เมื่อถามว่า จะกลับประเทศไทยเมื่อไร พร้อมจะมาเผชิญกับการถูกจำคุกหรือไม่ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ผมพร้อมจะไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แต่ขณะนี้ต้องการเห็นการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยสันติ อันที่จริง ผู้ชุมนุมมามือเปล่าอย่างสันติ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรมที่แท้จริง แต่พวกเขากลับถูกตอบโต้ด้วยวิธีไม่เป็นประชาธิปไตย รวมถึงใช้การปราบปรามที่รุนแรง หากพวกคุณดูสิ่งทีเกิดขึ้นที่พัทยา สิ่งที่เกิดขึ้นหน้ากระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 12 เมษายน และเหตุเกิดในเช้าวันนี้ สื่อมวลชนก็ถูกแทรกแซงโดยสมบูรณ์ พวกเขาไม่สามารถพูดเรื่องจริงได้ แม้แต่โฆษกของกองทัพ (พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด) ก็โกหกประชาชน ที่บอกว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริงและยิงปืนขึ้นฟ้า ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขายิงปืนในแนวราบ ทั้งที่จริงแล้วยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาตัวตามโรงพยาบาลจำนวนมาก เท่าที่ทราบอย่างน้อย 60 คน" ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า ประชาธิปไตยที่คุณว่า ยังหมายถึงการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งคุณถูกกล่าหาเรื่องคอรัปชั่น คนไทยจะไว้ใจคุณได้อย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบทันทีว่า ไม่ ตนถูกโค่นล้มด้วยการปฏิวัติ รัฐประหาร พวกเขาตั้งคณะกรรมการ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนในทางการเมือง และกระบวนการที่เขาดำเนินการไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตนคิดว่า ระบบทั้งหมดไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไม ประชาชนจึงออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตยอยู่ภายใต้การควบคุมของคนบางกลุ่ม กองทัพ หรือประธานองคมนตรีที่เข้ามาแทรกแซงทุกอย่าง แม้แต่ในยุคที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม เขามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร หรือแม้แต่ในศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการแทรกแซงที่เกิดขึ้นจริง เมื่อถามว่า วางแผนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนต้องการขอร้องให้ทุกฝ่ายให้หันหน้าเข้าหากันโดยสันติวิธี ไม่ใช่ใช้กำลังทหาร เพราะสงครามไม่สามารถยุติได้ด้วยสงคราม เช่นเดียวกับความรุนแรงก็ไม่อาจยุติได้ด้วยความรุนแรง นั่นคือหนทางที่เกิดขึ้น พวกเขาพยายามจะโกหกคนทั้งโลก และโกหกคนไทย แต่ในประเทศไทยมีคำกล่าวที่ว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด พวกเขาพยายามปกปิดทุกอย่าง ทั้งที่กองทัพยิงใส่ประชาชน ยิงทะลุหัวใจของคน และศพถูกนำขึ้นรถทหารหลบออกไป พวกเขาพยายามปกปิดทุกอย่าง ตนต้องการให้ทุกคนหันกลับมาร่วมมือกันและใช้สันติวิธี ซีเอ็นเอ็น สัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โผ่านซีเอ็นเอ็น ในช่วงเวลา 19.00 น.วันเดียวกันตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณที่กล่าวหาว่า เป็นรัฐบาลไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ว่า มันไม่ใช่เรื่องจริง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ กระบวนการในการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาก็เป็นหนทางเดียวกับที่รัฐบาลที่แล้วทั้ง 2 รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ และเขาก็ไม่เคยกล่าวหาว่ากระบวนการเหล่านั้นไม่เป็นไปตามประชาธิปไตยเลย ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตามหลักกฎหมาย และตามกระบวนการรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ผมขอย้ำว่าไม่มีใครปฏิเสธถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปทางการเมือง แต่เราไม่สามารถดำเนินการให้ลุล่วงได้ด้วยการใช้ความรุนแรงหรือการจลาจล หรือการไม่เคารพต่อหลักกฎหมาย และแน่นอนว่า เขาไม่ได้กล่าวหากระบวนการเหล่านั้นไม่เป็นประชาธิปไตย ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตามหลักกฎหมาย และตามกระบวนการรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ตนขอย้ำว่า ไม่มีใครปฏิเสธถึงความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปทางการเมือง แต่เราไม่สามารถดำเนินการให้ลุล่วงไปได้โดยการใช้ความรุนแรง หรือการไม่เคาพรกฎหมาย แน่นอนว่าคุณไม่สามารถทำได้ด้วยการข่มขู่ฝ่ายตรงกันข้าม
ผู้สื่อข่าวถามว่า แน่ใจว่าจะสามารถทำให้คนไทยหันมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการสนับสนุนอย่างมากในไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนในต่างจังหวัด แน่ใจหรือไม่ว่ามีความสามารถจะดำเนินการนั้นได้ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากตนเข้ารับตำแหน่ง และได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อม โดยได้รับเลือกเข้ามา 21 ที่นั่งจาก 27 ที่นั่ง ทั้งหมดเป็นชัยชนะที่ประชาธิปัตย์ไม่เคยชนะ
เมื่อถามว่า นั่นเป็นเพราะเหตุผล ผลการเลือกตั้งสูสี จึงต้องพรรคร่วมรัฐบาลที่หันมาจับมือกับประชาธิปัตย์ จากที่เคยร่วมกับพรรคพลังประชาชน ในส่วนของคุณมีอิทธิพลเพียงพอ จะจูงใจคนในรัฐบาลอย่างไร นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ในการเลือกตั้งก่อนหน้านั้น การนับคะแนนนิยมในการเลือกพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ไเพียงแค่แสนกว่าคะแนน และเรามาไกลที่จะยืนยันได้ว่า เราเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลที่เคารพสิทธิมนุษยชน ไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม มีความรับผิดชอบไม่แทรกแซงสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นถามว่า จะสื่อสารให้คนไทยเข้าใจได้อย่างไร เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณรับฟังเสียงชาวบ้าน จนทำให้คนในชนบทรู้สึกว่า ถูกรัฐบาลปัจจุบันทอดทิ้ง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง เราวางนโยบายซึ่งให้ความสำคัญกับคนยากจนในชนบทและผู้ที่ไร้โอกาสในสังคม หนึ่งในงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดของรัฐบาลคือการอุดหนุนและพยุงราคาสินค้าเกษตร กำหนดนโยบายเรียนฟรี 15 ปีและจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นโยบายเหล่านี้ล้วนแต่มุ่งให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและคนยากจนในสังคม แต่เราจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายเหล่านี้ได้ทั้งหมด และทำให้ประชาชนเห็นว่าไม่ได้มีเพียงรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งที่จะทำสิ่งนี้ให้พวกเขา แต่รัฐบาลจากการเลือกตั้งทุกรัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชน นอกจากนี้ นโยบายใดๆที่เกิดขึ้นในช่วงของอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เราก็ยังคงทำอยู่ต่อไป
เมื่อถามอีกว่า คิดคว่าความวุ่นวายเช่นนี้จะดำเนินไปถึงเมื่อไร และคุณจะได้ด้รับความสนับสนุนจากกองทัพอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า "สิ่งที่ผมจะทำคือการนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่ประเทศโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราคิดว่า ภายในเย็นวันนี้เราจะสามารถควบคุมสถานการณ์ส่วนใหญ่ไว้ได้ เพื่อจะได้เน้นความสำคัญไปที่การชุมนุมประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลที่ยังดำเนินอยู่ และเราพยายามจะขอให้พวกเขาสลายการชุมนุมไป ขอให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับความยุติธรรม" บีบีซีสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์บีบีซี ประเทศอังกฤษ หลังจากให้ถูกซีเอ็นเอ็น ซักถามไปก่อนหน้าแล้ว โดยผู้สื่อข่าวบีบีซีถามว่า เป็นผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังให้เกิดเหตุวุ่นวายในประเทศไทย จากการวีดิโอลิ้งก์เรียกร้องให้ฝูงชนเข้าควบคุมสถานที่ต่างๆ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใช่ เขาเพียงต้องออกมาสนับสนุนการกระทำของผู้ชุมนุม แต่ไม่เคยยุยงให้เกิดความรุนแรง แค่อยากให้กลุ่มเสื้อแดงต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง จากการที่ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารมาถึง 17 ครั้ง โดย 10 ครั้งสามารถทำได้สำเร็จ แต่ก็ต้องหลั่งเลือดเสียเนื้อมากมาย ขณะที่มีการเลือกตั้งเพียง 22 ครั้ง ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา อาจสรุปได้ว่าช่วงที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ มีคนจนที่รู้สึกว่า ได้รับประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จากที่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือมาเลย
เมื่อถามว่า นายอภิสิทธิ์ได้รับเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลมาอย่างถูกต้อง การประท้วงของผู้ชุมนุมเท่ากับบีบบังคับให้นายกรัฐมนตรีลงจากตำแหน่งด้วยวิธีเรียกร้องผ่านท้องถนน ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตย อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบคำว่า ไม่ ไม่ ไม่ กลุ่มผู้ชุมนุมเพียงประท้วง หากมองเส้นทางขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ พวกเขาตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ได้รับการสนับสนุนจากประธานองคมนตรี และผู้บัญชาการทหารบก และพยายามยุบพรรคการเมือง ถ้าบีบีซีมองวิธีการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญไทย การที่ศาลเปิดให้ปากคำในตอนเช้า แล้วตัดสินในช่วงบ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก เพราะเขามีแผนจะยุบพรรคการเมืองที่มาจากประชาชน เป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่มาจากผู้คนจำนวนมากเลือกเข้าม ต่อมายังขโมย ส.ส.ยุยุงให้ไปเข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมกลุ่มเสื้อแดงถึงไม่พอใจ
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เช่นนั้นคุณต้องการกลับมาเป็นผู้นำของไทยอีกครั้ง นี่คือเป้าหมายเบื้องหลังในการเกิดเหตุการณ์ทั้งหมดใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า ไม่ ไม่ ไม่ใช่เบื้องหลัง แต่คุณรู้หรือไม่ ถ้าตนจะกลับก็เพื่อประโยชน์ของชาติ ขณะนี้ตนอยู่นอกประเทศก็มีความสุขมาก โดยไม่ได้สนใจว่าจะได้กลับเมืองไทยหรือไม่ แค่กังวลถึงคนยากจนในประเทศ ห่วงคนชนชั้นกลางว่าต้องการโอกาส ที่จะได้รับประชาธิปไตยแท้จริง ในขณะที่องค์กรอิสระก็ไม่ได้มีอิสระแท้จริง เนื่องจากเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นโดยกลุ่มบุคคลทำรัฐประหาร เมื่อถามว่า แล้วสาเหตุที่คุณถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดในคดีคอรัปชั่น คิดว่าจะกลับประเทศเพื่อพิสูจน์ตนเองในเรื่องนี้หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ อึ้งไปอีกก่อนกล่าวว่า แน่นอน ตนสามารถเคลียร์คดีที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่ได้กระทำผิด หากคุณย้อนกลับไปดูอดีต จะเห็นคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง (คตส.)ขึ้นมาทำคดี ล้วนแต่เป็นบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตนทั้งนั้น
ถวายรายงานวิกฤต ยื่นในหลวง
ที่มา ข่าวสด
สว.นัดถกวันนี สนนท.จี้มาร์ค ลาออก-ยุบสภา
"ประสพสุข บุญเดช" ประธานวุฒิสภานัดประชุมด่วนส.ว.วันนี้ หาทางออกวิกฤตบ้านเมือง เตือนรัฐบาลอย่าใช้ความรุนแรง ชี้ยิงแก๊สน้ำตา ยิงปืนขึ้นฟ้า ทำให้คนหวาดกลัว "สุชน ชาลีเครือ"อดีตประธานวุฒิสภายื่นถวายรายงาน"ในหลวง" เครือข่ายสังคมออกแถลง การณ์จี้ยุติความรุนแรง "สนนท."ออกแถลงการณ์ประณามใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จี้นายกฯอภิสิทธิ์ยุบสภา"ปู่ชัย" วอนคนไทยสามัคคีกลมเกลียว นานาชาติเตือนคนของตัวเองระวังตัว
"ประสพสุข"เรียกประชุมด่วนส.ว.
เมื่อวันที่ 13 เม.ย. นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เปิดเผยถึงสถานการณ์การ เมืองในขณะนี้ว่า ตนเรียกส.ว.ประชุมด่วนเพื่อหารือถึงทางออกสถานการณ์บ้านเมืองในวันที่ 14 เม.ย. เวลา 10.00 น. คงมีจุดยืนอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา ตนมองว่ารัฐบาลอย่าใช้ความรุนแรง อย่าใช้กำลังเต็มที่ จะทำให้เกิดการสู้กัน ต้องขีดวงความรุนแรง อย่างการสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง ทำให้มีคนบาดเจ็บเยอะ ต้องใช้มาตรการเบาไปหาหนัก แต่การยิงแก๊สน้ำตาหรือยิงปืนขึ้นฟ้า ทำให้คนหวาดกลัว ไม่ดีเลย ส่วนกลุ่มเสื้อแดงที่อยากกลับบ้านก็ควรจัดรถให้ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาอาจต้องเรียกประชุมร่วมรัฐสภาเป็นกรณีฉุกเฉินเพื่อระดมความเห็นว่าจะเสนอแนวทางออกอย่างไร คาดว่าไม่น่าเกินสัปดาห์นี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการยุบสภาหรือนายกฯลาออกจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่คิดว่าทำอย่างไรให้เหตุการณ์วันนี้หยุดลงไปก่อนให้ได้ แล้วค่อยคิดภายหลังว่าจะทำอย่างไร ที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯยุบสภาหรือลาออก รัฐบาลต้องใคร่ครวญดูว่าทำได้หรือไม่ ถ้าไม่มีทางอื่นจริงๆ และทางนี้ทำให้เหตุการณ์สงบก็ต้องพิจารณา
เมื่อถามว่าเบื้องหลังกลุ่มเสื้อแดงคือพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำให้รัฐบาลตัดสินใจลำบาก นายประสพสุข กล่าวว่า ไม่ยากอะไร ลองคิดถึงความมั่นคงของประเทศ ภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก ต้องหาทางทำให้เหตุการณ์สงบลงก่อน ไม่คิดถึงเรื่องเสียหน้าเสียตา
30ส.ว.จี้"มาร์ค"ยุบสภา-ลาออก
วันเดียวกัน นายประวัติ ทองสมบูรณ์ ส.ว.มหาสารคาม กล่าวว่า ส.ว.กว่า 30 คนหารือกรณีรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และสลายการชุมนุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 13 เม.ย. ทุกคนเป็นห่วง ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม เพราะอาจทำให้สถาน การณ์บานปลาย จะไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่รวมถึงหลายจังหวัดที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมอยู่ วิธีการที่ดีที่สุดคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรเห็นแก่ประเทศชาติ ลาออกหรือยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ให้บาดเจ็บล้มตายเพราะตอนนี้เสียหายมาก ขอให้รัฐบาลตัดสินใจโดยเร็ว ส่วนที่ ส.ว.อีกกลุ่มหนึ่งยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติรัฐบาลเพื่อเสนอทางออกนั้นคงไม่ทันการณ์ กว่าจะเปิดอภิปรายได้ก็ปลายเดือนแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับส.ว.ที่ร่วมหารือกัน ส่วนใหญ่เป็นส.ว.สายเลือกตั้ง อาทิ นาย นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี และ ส.ว.เลือกตั้งจากภาคกลาง
อดีตปธ.วุฒิสภาถวายรายงาน
วันเดียวกัน ที่สำนักราชเลขาธิการ ในพระบรมมหาราชวัง นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา พร้อมนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตส.ว.สิงห์บุรี เข้ายื่นหนังสือต่อราชเลขา ธิการ เรื่องขอพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท โดยมีนายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้รับหนังสือแทน
หนังสือดังกล่าวระบุว่า สถานการณ์ในปัจจุบันประชาชนเกิดความแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ประชาชนรู้สึกว่าเกิดความไม่ยุติธรรมในการใช้อำนาจตุลาการ และอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเกิดความไม่พอใจ จนต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องขอความยุติธรรม และความเป็นธรรมกลับคืนสู่สังคมไทย ตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อขจัดความเป็น 2 มาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมและในการบริหารราชการแผ่นดิน จากการชุมนุมของประชาชนจำนวนหลายแสนคน จนรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง นำทหารมาปะทะปราบปรามประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียเลือดเนื้อจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตประชาชนที่บริสุทธิ์ กระทบต่อความมั่นคงของสถาบันหลักของประเทศ และทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ข้าพระพุทธเจ้าและเหล่าอาณาประชาราษฎร์ทั้งหลายขอถวายความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทซึ่งมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่ามาโดยตลอด ทั้งขอถวายความจงรักภักดีและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ตลอดไปด้วยชีวิต เพื่อการดังกล่าวจึงกราบเรียนมายังราชเลขาธิการเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ทั้งนี้การควรมิควรประการใดสุดแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อผู้ร่วมลงนาม ประกอบด้วยนายสุชน น.พ.รัศมี วรรณิส สร ประธานองค์กรพิทักษ์ ศาสน์ กษัตริย์ พล.อ.สมคิด จงพยุหะ ประธานชมรมธรรมะชนบท พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ประธานชมรมนายตำรวจบำเหน็จบำนาญ คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร รองประธานชาวพุทธแห่งประเทศไทย เป็นต้น
นายสุชนกล่าวภายหลังการยื่นหนังสือว่า ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับรองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ เพราะอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข มีประชาธิปไตยคืนมา ไม่อยากให้สูญเสียเลือดเนื้อ แนวทางแก้ไขทั้งส.ส.และส.ว.ควรทำเพื่อประ เทศชาติ ไม่ควรทำเพื่อพรรคหรือฝ่ายใด ส่วนนายกฯจะตัดสินใจลาออกหรือยุบสภาตนไม่อยากก้าวก่าย เราต้องตั้งสติทำไมต้องห้ำหั่นกัน ควรหันหน้าเข้าหากัน
"สมเจตน์"จี้เสื้อแดงยุติรุนแรง
ด้านพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แกนนำกลุ่มสยามสามัคคี กล่าวถึงนายสุชนและพล.ต.อ.สล้างนำคณะยื่นถวายฎีกาเพื่อขอให้ทหารยุติการสลายการชุมนุม และไม่ให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามเนื่องจากสถานการณ์สงบแล้วว่า แปลกใจว่าทั้ง 2 คนคิดอะไรอยู่ เหตุใดช่วงที่ทำลายการประชุมอาเซียนซัมมิตซึ่ง เป็นการทำร้ายประเทศอย่างรุนแรงที่สุด ต่างประเทศหมดความเชื่อมั่นประเทศไทย และกลุ่มเสื้อแดงก็ก่อการจลาจลย่อยๆ ก่อความวุ่นวายในกทม. ไม่เห็นว่านายสุชนและพล.ต.อ.สล้างจะออกมาว่ากล่าวตักเตือนกลุ่มเสื้อแดง ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายเกินกว่าจะรับได้ ถึงขนาดรัฐบาลต้องออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่เห็นว่าการสลายการชุมนุมจะรุนแรงตรงไหน แต่กลับกล่าวหารัฐบาลอ่อนแอ
ถล่มศาล - เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ หลังโดนมือมืดยิงถล่มด้วยระเบิดเอ็ม-79 จำนวน 3 ลูกซ้อน แต่ยังดีเกิดระเบิดแค่ลูกเดียว ทำให้บานหน้าต่างเสียหายเล็กน้อย เมื่อตอนตีสามครึ่งวันที่ 13 เม.ย. |
พล.อ.สมเจตน์ กล่าวต่อว่า ไม่อยากคิดว่าการถวายฎีกาดังกล่าวเป็นการปกป้องคนเสื้อแดง แต่อยากให้ย้อนไปถึงอดีตของนายสุชนที่เคยเป็นประธานวุฒิสภา รวมถึงพล.ต.อ.สล้างที่ทำตัวเป็นข้ารับใช้พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้ถวายฎีกาเพื่อปกป้องคนเสื้อแดง ถ้าจะช่วยเหลือประเทศ ควรช่วยยุติการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อประเทศชาติ และพ.ต.ท.ทักษิณยุติบทบาท
เมื่อถามว่ามีข่าวว่าท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานคณะกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิบำรุงขวัญทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดนในพระบรมราชินูปถัมภ์ร่วมยื่นด้วย พล.อ.สมเจตน์กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ใครที่ทำอย่างนี้ถือว่าไม่บังควรยิ่ง เชื่อว่ารัฐบาลและทหารกำลังใช้สติปัญญาแก้ปัญหา ขอให้ประชาชนช่วยกันให้กำลังใจ รัฐบาลควรกันคนไทยที่หลงผิดออกไปแล้วดำเนินการตามกฎหมายกับแกนนำ สำหรับสถานการณ์ขณะนี้น่าจะดีขึ้น รัฐบาลและกองทัพพยายามแก้ปัญหาแต่อาจไม่ทันใจประชาชน อยากบอกนายกฯว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับความเห็นใจจากประชาชน
จี้"ดูไบ"กดดัน"แม้ว"หยุดปลุกระดม
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณใช้สถานที่เกาะช้าง จ.ตราด และเกาะกง ประเทศกัมพูชาบัญชาการกลุ่มเสื้อแดงนั้นว่า กระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบข้อมูลแล้วเป็นเพียงข่าวปล่อยสร้างขวัญกำลังใจให้กลุ่มคนเสื้อแดง ยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณยังอยู่เมืองดูไบ ประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กระทรวงจึงรายงานรัฐ บาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทราบว่าพ.ต.ท. ทักษิณใช้เป็นฐานบัญชาการก่อความวุ่นวายภายในชาติถึง 2 กรณี คือ1.ล้มการประชุมอาเซียนซัมมิต 2.สนับสนุนให้เกิดการจลาจลในพื้นที่กทม. ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คงไม่ทราบข้อมูลที่พ.ต.ท.ทักษิณใช้ฐานของประเทศนี้ เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีมาตรการอย่างหนึ่งอย่างใดออกมาใช้กดดัน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นายเทพไท กล่าวต่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังคงโฟนอินยุยงให้คนเสื้อแดงออกมาก่อการจลาจล ระบุการยุบสภา หรือการลาออกของสภาไม่เพียงพอแล้ว แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยแบบใหม่นั้น ขอถามว่าประชาธิปไตยแบบใหม่ของพ.ต.ท. ทักษิณเป็นอย่างไร แสดงให้เห็นพฤติกรรมได้คืบจะเอาศอก เพราะตัวเองคาดหวังว่าการสู้หมดหน้าตักนี้จนเกิดการจลาจลในเมืองหลวงของคนเสื้อแดงคงจะได้รับชัยชนะ แต่สถานการณ์พลิกโดยรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบได้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงขอให้พ.ต.ท.ทักษิณเลิกฝันที่จะกลับมาฟื้นฟูอำนาจของตัวเองในประเทศไทย คงไม่มีคนไทยคนใดยอมรับพฤติกรรมทำลายชาติป่นปี้ของพ.ต.ท.ทักษิณได้ และคงไม่ยอมให้กลับมาประเทศไทยแน่นอน
นายเทพไท กล่าวด้วยว่า กรณีนายประสพสุขระบุว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงเกินกับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่ใช้ความเด็ดขาดจะถูกประชาชนตำหนิ อยากถามว่าภาพที่ปรากฏเป็นข่าวที่ชาติอาเซียนและมิตรประเทศต้องหนีจากการประชุม และการปิดกั้นทุบรถประทุษร้ายต่อชีวิตของนายกฯ และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ และรปภ.ของนายกฯจนบาดเจ็บสาหัส ชัดเจนแล้วว่าเป็นการยกระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ประ กาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถามว่าจะใช้วิธีการใดหยุดยั้งการจลาจลของม็อบเสื้อแดง ที่ผ่านมารัฐบาลเสนอให้หารือถึงทางออกในรัฐสภาแล้วแต่ถูกปฏิเสธ ถ้าประธานวุฒิสามารถเสนอทางออกที่ดีกว่า รัฐบาลพร้อมจะรับฟังและปฏิบัติตาม
"ชาติไทยพัฒนา"ยันไม่เปลี่ยนขั้ว
วันเดียวกัน ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรค และรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เดินทางไปพบนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ที่จ.สุพรรณบุรี ล็อบบี้ให้เปลี่ยนขั้วรัฐบาลนั้นว่า ยืนยันว่าการเปิดบ้านนายบรรหารที่จ.สุพรรณบุรีให้คนมารดน้ำดำหัววันเดียวกันนี้ ไม่มีนายสมชายหรือแกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ผู้ใหญ่ในพรรคชาติไทยพัฒนายืนยันว่ายังไม่มีการย้ายขั้วแน่นอน เราพร้อมสนับสนุนรัฐบาลต่อไป ไม่เปลี่ยนขั้วไปไหน เพียงแต่รัฐบาลอย่าทำร้ายประชาชน
เมื่อถามว่าที่บอกว่าจะยังไม่ย้ายขั้วตอนนี้แต่วันหน้าอาจย้ายได้ใช่หรือไม่ นายวัชระกล่าวว่า วันข้างหน้าก็ส่วนวันข้างหน้า เราประเมินสถาน การณ์วันต่อวัน เมื่อถามว่าแกนนำพรรคเป็นห่วง สถานการณ์ความรุนแรงขณะนี้หรือไม่ นายวัชระกล่าวว่า เป็นห่วง แต่เชื่อว่าจะมีทางออกที่ดีได้
นายวัชระกล่าวอีกว่า รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แต่อย่าใช้นาน เพราะจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศ วอนกลุ่มผู้ชุมนุมมีสติ อย่าใช้ความรุนแรงทั้งสองฝ่าย ถ้าเป็นไปได้ควรหันมาเจรจากัน ส่วนกระแสเรียกร้องให้ปลดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง พ้นจากตำแหน่ง เนื่อง จากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้นั้น พรรคจะไม่ก้าวล่วงการปฏิบัติหน้าที่ แล้วแต่วิจารณญาณของนายกฯ ทั้งนี้นายบรรหารเตรียมแถลงเปิดใจถึงสถานการณ์ความรุนแรงภายใน 1-2 วันนี้ ที่บ้านจรัญสนิทวงศ์ กทม.
"พท."จี้เปิดประชุมสภาฯแก้วิกฤต
นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ฝ่ายค้าน แถลงผลประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทยซึ่งใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงว่า ที่ประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทยเรียก ร้องให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรงกับประชาชน โดยเฉพาะการใช้อาวุธ และเสนอเปิดประชุมสภาฯ ฉุกเฉินให้เร็วที่สุด เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติร่วมกันหาทางออก ให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น หากรัฐบาลยังใช้ความรุนแรงกับประชาชน ส.ส. พรรคเพื่อไทยทุกเขตทั่วประเทศ จะระดมคน เข้ากทม.
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องสื่อฯทุกแขนงนำเสนอข่าว 2 ด้าน อย่าปิดกั้นการรับข่าวสารของประชาชน และเรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี
"เด็กจิ๋ว"วอนหยุดยิงประชาชน
พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยเกี่ยวกับสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่สังคม ตนพูดมาตลอดว่าการแก้ปัญหายังไม่เบ็ดเสร็จ ตอนนี้มีแดงออกมาเดี๋ยวก็จะมีเหลืองออกมาอีก แบบนี้ไม่มีวันจบสิ้น วันนี้บาดเจ็บหรือมีการตายเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรู้ หากไม่หยุดใช้กำลังกับประชาชน จะทำให้ประชาชนออกมาร่วมจำนวนมากขึ้น อยากฝากถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจบริหาร ถือเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ถ้ายังคงใช้ความรุนแรง จะเกิดการสูญสียต่อประเทศชาติต่อไป
พล.ต.ศรชัย กล่าวต่อว่า ถึงเวลานี้ไม่ต้องพูดใครถูกใครผิด เพราะหากโต้เถียงกันก็ไม่จบ อย่างปี 2548 ใครถูก ปี 2549 ใครทำอะไร จนถึงวันนี้ใครทำอะไร ไม่ใช่ว่ายุบพรรคแล้ว ส.ส.มาเลือกตามเอกสิทธิ์ แบบนี้ไม่จบแน่ คนในสังคมเขารู้ เขามองปัญหาต่างๆออกเหมือนกัน วันนี้ต้องหยุดทำร้ายประชาชน หยุดการใช้กำลังทหารในการทำร้ายประชาชน ท่านใช้ปืนยิงใส่ประชาชน เท่ากับยิงใส่ลูกหลานของเราเอง
อดีตทส.บิ๊กจิ๋ว กล่าวต่อว่า ยุบสภาก็ยังมีแดงหรือเหลืองอีก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเคยเสนอทางออกไว้ แต่สังคมไม่นำมาใช้แก้ปัญหา ถึงเวลาหรือยังที่ใครที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์กรอิสระที่ไม่เหมาะสมต้องเสียสละ บ้านเมืองต้องมีคนกลางมาแก้ไข ทางแก้ที่ไม่ถูกต้องต้องเสียสละกัน หากอยากมีอำนาจปกครองบ้านเมือง แต่อยู่บนคราบเลือดเนื้อของประชาชน อยากทำแบบนี้ก็ทำไปเถอะ ทหารจากพล.9 เอาออกมา จากพล.1 มีเท่าไหร่เอาออกมาให้หมด หากฝ่ายบ้านเมืองคิดแบบนี้ก็เศร้าใจ วันนี้ต้องเสียสละและต้องช่วยกันรักษาบ้านเมืองอย่าคิดแบบเห็นแก่ตัวอย่างเดียว
"เครือข่ายสังคม"ออกแถลงวอนยุติ
วันเดียวกัน กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงคราม กลางเมือง ประกอบด้วยเครือข่ายภาคประชาสังคม อาทิเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายผู้ติดเชื้อ เครือข่ายครอบครัว เครือข่ายสุขภาพ เครือข่ายภาคีองค์กรงดเหล้า เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายนักศึกษา ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) อดีตส.ว.ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4 เรียกร้อง1.ขอให้รัฐใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเท่าที่จำเป็น ไม่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน ขอให้รัฐบาลอดทนอดกลั้นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
2.ให้แกนนำกลุ่มนปช.รับผิดชอบการใช้ความรุนแรงในสถานที่ต่างๆของผู้ชุมนุม รับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนผู้ร่วมชุมนุม หยุดเรียกร้องให้ประชาชนมาร่วมชุมนุม เพราะไม่ใช่การชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย แต่มีเป้าหมายเบื้องหลังที่ต้อง การให้มีการรัฐประหาร หยุดก่อการจลาจลในสถานที่ต่างๆ หยุดพฤติกรรมทำร้ายร่างกายแก่บุคคลต่างๆ ดังเช่นที่เกิดขึ้นแก่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำลายทรัพย์สินรัฐและเอกชน พร้อมหยุดการกระจายการชุมนุม ที่ไม่มีผู้นำนปช.รับผิดชอบ
3.เรียกร้องให้ตัวแทนของรัฐและผู้นำการชุม นุมของนปช.เปิดเวทีการเจรจาเพื่อหาทาง ออกยุติสถานการณ์อย่างเร่งด่วน 4.เรียกร้องให้ส.ส.ยุติการสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มนปช. เปิดประ ชุมสภาเพื่อหาทางออกเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน 5.เรียกร้องให้โทรทัศน์ทุกช่องหยุดรายการปกติ และสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่าง ต่อเนื่องเป็นระยะ รวมทั้งสื่อมวลชนทุกแขนงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการรายงานข่าว
วันเดียวกัน นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง กล่าวว่า ขอเชิญชวนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงให้ประดับธงชาติไว้ที่หน้าบ้าน หรือบริษัทห้างร้านของตน เพื่อแสดง ออกให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน และอยู่ในประเทศชาติเดียวกัน
ด้านนายนิมิตร เทียนอุดม ตัวแทนกลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้กำลังตำรวจทหารที่เข้าควบคุมสถานการณ์อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช้อาวุธปืนในการปฏิบัติการ เพราะที่ผ่านมา ทางรัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่ทำร้ายประชาชน
ส่วนนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า ตนมีความเป็นห่วงเรื่องการปิดกั้นสื่อของรัฐบาลในขณะนี้ เพราะหากประชาชนไม่ได้รับความจริงอย่างครบถ้วนรอบด้าน อาจนำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้นได้
"สนนท."จี้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
วันเดียวกัน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประ เทศไทย(สนนท.) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 หยุดการก่ออาชญากรรมโดยรัฐต่อการชุมนุมของประ ชาชนที่นำโดยนปช. มีข้อเรียกร้องดังนี้ 1.ประ ณามและเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถอนกำลังทหารและตำรวจออกจากเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น 2.ให้นายอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภาเพื่อให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตยและคืนอำนาจให้ประชาชน ยอมรับกระบวนการประชา ธิปไตยในระบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 3.ให้ยุติการใช้อำนาจนอกระบบโดยชนชั้นนำในสังคมไทย ไม่ว่าการรัฐประหาร ตุลา การภิวัตน์ หรือการแทรก แซงทางการเมือง โดยผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชา ธิปไตยในระบบรัฐสภา เพราะเป็นแนวทางที่จะทำให้กระบวนการประชา ธิปไตยถูกทำลาย
4.หากมีการสลายการชุมนุมโดยใช้ความรุนแรง สหพันธ์นิสิตฯจะเรียกร้องให้เพื่อนนิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วไปออกมาประท้วงทันที 5.ขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมต่อต้านการกระทำอันมีลักษณะเป็นเผด็จการซ่อนรูปของรัฐบาล หากเกิดการก่ออาชญากรรมโดยรัฐต่อประชาชน ขอให้ประชาคมโลกร่วมกันประณามและให้สหประชาชาติปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ทั้งนี้การดำเนินไปในวิถีทางการสร้างประชา ธิปไตยตั้งมั่นโดยประชาชนเพื่อประชาชนนั้น จะต้องขจัดอิทธิพลของฝ่ายชนชั้นนำที่ใช้อำนาจนอกระบบประชาธิปไตยซ่อนรูปได้อย่างถาวร เพื่อให้เกิดสังคมที่เท่าเทียมอย่างแท้จริง
"ปชป."ออกแถลงการณ์สลายม็อบ
ทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 เนื้อหาระบุว่า 1.ปฏิบัติการของรัฐบาลตลอดคืนวันที่ 12 ต่อเนื่องถึงวันที่ 13 เม.ย. ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเชื่อมั่นในแนวทางของรัฐบาลที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประเทศ มั่นใจว่าเหตุร้ายที่ผู้จงใจละเมิดกฎหมายพยายามก่อขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จะถูกควบคุมและขจัดไป ทำให้สถานการณ์คลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติในเร็วๆนี้ 2.ชื่นชมความร่วมมือของพี่น้องประชาชนที่ไม่เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่จงใจละเมิดกฎหมาย หันมาหนุนช่วยรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสามารถแยกแยะผู้กระทำผิดได้ชัดเจนขึ้น ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติการในแต่ละขั้นตอนอย่างรัดกุม ระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาด หลงกลเกมของผู้บงการก่อเหตุร้าย อันเป็นเงื่อนไขให้ผู้จงใจกระทำผิดกฎหมายใช้เป็นข้ออ้างสร้างความปั่นป่วนไม่สิ้นสุด 4.พรรคขอให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทุกฝ่ายที่ได้ทุ่มเททำงานหนักเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ 5.พี่น้องประชาชนในพื้นที่หลายจังหวัดถูกชักนำออกมาชุมนุมและแสดง ออกเกินขอบเขตของกฎหมาย เช่นบุกรุกสถานที่ราชการ ปิดกั้นเส้นทางคมนาคมขนส่ง และประกาศข่มขู่คุกคามทำร้ายบุคคลต่างๆ รัฐบาลต้องใช้มาตรการทางกฎหมายระงับยับยั้งอย่างมีประสิทธิภาพ เร่งให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ทำความเข้าใจกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ให้หันกลับมาร่วมกันสร้างความสงบสันติขึ้นในบ้านเมือง
"7 องค์กร"แนะใช้สันติวิธีแก้วิกฤต
ขณะเดียวกัน 7 องค์กร ประกอบด้วยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า กลุ่มประชาชน ผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง เครือข่ายประชา ธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 เครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง ร่วมกันออกแถลงการณ์ขอให้ใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขวิกฤตประเทศ ตามข้อเสนอ 5 ข้อดังนี้ 1.การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งร้ายแรงมากยิ่งขึ้น ขอให้รัฐบาลและกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(กอฉ.) ใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมสถาน การณ์เท่านั้น อย่าใช้ในการปราบปราม หรือสลายการชุมนุม เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปจนอาจกลายเป็นจลาจล เมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐบาลควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วที่สุด
2.สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรม นูญ จะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่การชุมนุมของนปช. ในขณะนี้มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการบุกโรงแรม บุกกระทรวงมหาดไทย ทุบทำลายรถในขบวนของนายกรัฐมนตรี การปิดถนนสายต่างๆ การยึดรถเมล์ การยึดรถก๊าซ ล้วนแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพนอกขอบเขตของรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายทั้งสิ้น แกนนำนปช.ต้องยุติการใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และต้องควบคุมผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง รวมถึงยุติการสร้างความเกลียดชังผ่านทางสื่อในเครือข่ายดังที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ สำหรับพ.ต.ท.ทักษิณต้องยุติการยั่วยุและปลุกระดมที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง ถ้าหากเกิดเหตุร้ายแรงมากไปกว่านี้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่อาจที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้
3.ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายโดยใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม และใช้กระบวนทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง การดำเนินคดีกับนปช. ต้องดำเนินคดีกับประชาชนกลุ่มอื่นที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญด้วยอย่างเสมอกัน
4.ขอให้รัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธีและการเจรจาในการแก้ปัญหาซึ่งจะเป็นหนทางในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง รัฐบาลควรต้องเปิดการเจรจากับแกนนำนปช. และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง และขอให้ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช. กลับมาใช้เวทีรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ
5.สื่อมวลชนทุกแขนงต้องรายงานสถาน การณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนรอบด้าน รวมทั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่จะรายงานออกไป เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนและเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์
"ปู่ชัย"วอนคนไทยสามัคคี
ด้านนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างศาลาการเปรียญ พร้อมอุโบสถวัดบ้านหัวลิง ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และพิธีรดน้ำดำหัวในวันสงกรานต์ว่า ที่ผ่านมา ประเทศชาติบ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้ว หากประชาชนไม่รักสามัคคีกัน มีความขัดแย้งหรือแบ่งฝ่าย ประเทศก็จะยิ่งเสียหายมากขึ้น การชุมนุมที่วุ่นวายขณะนี้อยากให้ทุกคนทบทวนบทบาทหน้าที่ และให้ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์เป็นสำคัญสูงสุด ขอให้กลมเกลียวกัน ขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อความสงบสุขร่มเย็น ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ
ต่างชาติผวาเหตุรุนแรงในไทย
วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานปฏิกิริยาของนานาชาติ หลังเกิดเหตุจลาจลในกรุงเทพฯว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ออกประกาศเตือนพลเรือนของชาติตนเองเพิ่มเติมจากวานนี้ ที่มีฮ่องกงและรัสเซียประกาศเตือนนับตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
นายทาเคโอะ คาวามูระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น แถลงข่าวว่า ญี่ปุ่นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการแก้ไขสถานการณ์โดยสันติวิธี รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมใช้ความพยายามอย่างสูงสุด ในการรักษาความปลอดภัยให้กับพลเมืองและบริษัทของญี่ปุ่นในประเทศไทย และต้องพิจารณาขั้นตอนต่อไปอย่างจริงจัง ถ้าสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยน แปลง สำหรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นในไทย กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นแนะนำให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อสีแดงหรือสีเหลือง เพื่อจะไม่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฝ่ายที่ขัดแย้งในไทย ขอให้ระมัด ระวังตัวอย่างสูง อยู่ให้ห่างจากอาคารของรัฐบาลและบริเวณที่มีการชุมนุม
ด้านรัฐบาลฟิลิปปินส์แถลงว่า หากประชาชนไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางมาไทย ขอให้เลื่อนการเดินทางออกไปจนกว่าสถาน การณ์จะสงบ ส่วนชาวฟิลิปปินส์ในไทยประมาณ 10,000 คนให้ระมัดระวังตัว หลีกเลี่ยงการไปในที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ชุมนุมประท้วง
ส่วนออสเตรเลีย นายสตีเฟน สมิธ รมว. ต่างประเทศเตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทย ส่วนชาวออสเตรเลียในไทยราว 55,000 คนให้ระมัดระวังตัว หากไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามา ส่วนคนที่อยู่ในกรุงเทพฯอยู่แล้วก็ให้อยู่ภายในบ้านหรือโรงแรมและหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีการประท้วงหรือมีคนหมู่มากชุมนุมเพราะเหตุรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต รวมทั้งการประท้วงพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วโดยเตือนล่วงหน้าเพียงเล็กน้อย อีกทั้งรัฐบาลออสเตรเลียขอให้ไทยใช้การแก้ปัญหาด้วยความสันติและภายในกรอบของกฎหมาย
ขณะที่สถานทูตสหรัฐออกประกาศขอให้ชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมของผู้ประท้วงและระมัดระวังตัวเมื่ออยู่ในกรุงเทพฯ สถานทูตอังกฤษเตือนพลเมืองให้ทบทวนการเดินทางมาไทย และหลีกเลี่ยงเส้นทางของกลุ่มผู้ประท้วง พร้อมทั้งขอให้อยู่แต่ภายในที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัย ฝรั่งเศสประกาศว่า ชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในไทยควรอยู่แต่ภายในที่พักหรือโรงแรมเท่านั้น ส่วนคนที่วางแผนจะเดินทางมา ถ้าไม่จำเป็น ควรเลื่อนออกไปจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ความสงบ
อียูจี้รบ.ไทยคุ้มครองชาวต่างชาติ
วันเดียวกัน สหภาพยุโรป หรืออียู ออกแถลงการณ์ระบุถึง"ความวิตกอย่างยิ่ง" ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยสาธารณรัฐเช็ก ในฐานะประธานอียู เรียกร้องให้ผู้ชุมนุมอดกลั้นจากการใช้ความรุนแรง และหวังให้ความแตกแยกทางการเมืองแก้ไขผ่านการเจรจา อาศัยกลไกทางรัฐสภาและประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยคุ้มกันความปลอดภัยของพลเรือนไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงชาวสหภาพยุโรปด้วย
มาดูแลผู้สูงอายุกันเถอะ
ที่มา เดลินิวส์
เทศกาลสงกรานต์ อย่างน้อยคนไทยก็พอจะมีความสุขได้ พักสมองจากการเมืองและเศรษฐกิจชั่วคราว ผู้คนแห่ไปเที่ยวต่างจังหวัดไม่น้อย ทำให้เงินหมุนไป เศรษฐกิจช่วงสั้น ๆ เงินสะพัดเป็นพันล้าน
สงกรานต์ทุกปี มีวันผู้สูงอายุแห่งชาติ 13 เม.ย. ปีนี้รัฐบาลมาร์ค ใจดี ให้ค่าครองชีพผู้สูงอายุ 60 ปี ได้ 500 บาทไม่เลือกหน้า เถ้าแก่เนี้ยร้านทองก็ได้ด้วย เพราะเข้าเกณฑ์ ก็ไม่เป็นไร ทุกคนก็มี พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เป็นผู้สูงอายุทั้งสิ้น ทำบุญกับคนแก่ ไม่เสียหลาย
ก็เหมือนทำบุญกับญาติผู้ใหญ่ตัวเองนั่นล่ะ ชีวิตมีแต่จะเจริญมากขึ้นเรื่อย ๆ
พูดถึงผู้สูงอายุ มีข้อมูลว่า สังคมไทยนั้น เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เนื่องจากพัฒนาทางการแพทย์และการผดุงครรภ์ที่ดี รวมทั้งการที่ผู้คนมีความรู้มากขึ้น ทำให้ดูแลตัวเองแข็งแรง มีอายุยืนขึ้น เห็นได้เลย คนอายุ 60 ตอนนี้ หน้ายังใสปิ๊ง หนุ่มฟ้อ สาวเฟี้ยว
ไม่ใช่ภาพคุณตา คุณยาย แบบภาพ เก่า ๆ อีก
โดยสถิติที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดว่าสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือ ประชากรไทย 100 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 16 คน ซึ่งถือเป็นภาระหนักพอดู ระดับผู้สูงอายุก็แบ่งเป็นช่วง ๆ
ช่วงอายุ 60-70 ปี เรียกว่า วัยสูงอายุเริ่มต้น ยังแข็งแรง สมองก็ยังดี หลายคนจึงยังทำงานต่อไปได้ เรียกว่า ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน ยังช่วยตัวเองได้ ว่างั้นเถอะ
ช่วงอายุ 71-80 ปี เป็นผู้สูงอายุที่ เริ่มมีปัญหา ทั้งเรื่องสุขภาพ เรื่องการทำงาน สมองเริ่มจำอะไรไม่ดีเหมือนก่อน บางคนเป็น อัลไซเมอร์ สมองฝ่อ ต้องพึ่งลูกหลานเป็น ส่วนใหญ่
ช่วงอายุ 80 ปีขึ้นไป ถือเป็นวัยชราโดยสมบูรณ์แบบ ต้องพึ่งลูกหลาน ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
แต่นั่นล่ะ เพราะสังคมที่เจริญขึ้น คนชราก็เลยถูกทอดทิ้งมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าสลดใจมาก ใครมี พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ขอให้ช่วยกันดูแลให้ดี แม้บางท่านจะจู้จี้ ขี้บ่น เอาแต่ใจตัวเอง ก็ขอให้อดทน ถือว่าได้ทำบุญกับพระอรหันต์ที่บ้าน
ไม่อย่างนั้น อาจต้องมานั่งเสียใจ ตอนท่านเหล่านี้เสียไปแล้ว ทำไมตอนนั้นเราไม่ดูแลท่านให้ดีกว่านี้นะ ส่วนคนแก่ทั้งหลาย ก็ต้องปรับตัว อย่าทำตัวให้น่าเบื่อหน่าย เอาแต่ใจตัวเองจนเกินกำลัง อะไรที่ช่วยตัวเองได้ ก็ช่วยตัวเองไปก่อน ไปเข้ากลุ่มทำประโยชน์อะไรได้ก็ดี จะได้สนุกด้วย
เท่านี้แหละ ทั้งคนแก่ คนหนุ่ม คนสาว ก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ก่อนจบ อยากฝากไว้ซักนิดว่า หากเห็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เดินไม่ได้ อย่าเหมารวมว่า ท่านเป็นโรคคนแก่ หรือกระดูกผุอย่างเดียว เพราะอาจเป็นโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาทที่ควบคุมการทรงตัวด้วย โดยเฉพาะคนวัยนี้เป็นโรคสมองฝ่อ หกล้มก็บ่อย ยิ่งจะทำให้เกิดโรคซ้ำซ้อน
เป็นอัมพาตและสมองฝ่อในเวลาเดียวกัน การรักษาจะซับซ้อนและยากเป็นเท่าตัว
ทางที่ดีที่สุด คือ หากเห็นท่านเดินไม่ดี เดินกะโผลกกะเผลก หรือปวดเข่า ก็อย่านิ่งนอนใจ พาไปหาหมอจะดีที่สุด อย่าลืมให้เช็กสมองด้วย จะได้รีบตรวจรักษาแต่เนิ่น ๆ ท่านจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลาย
ที่เขียนเพราะมีประสบการณ์ตรง เลยอยากฝากเป็นข้อเตือนใจไว้ สำหรับการดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ซึ่งเป็นที่รักของเราทุกคน
และสำหรับสงกรานต์ปีนี้ ก็ขอให้คนไทยสุขสันต์สงกรานต์ ขออย่าให้มี “สงกรานต์เลือด” เลย.
ดาวประกายพรึก
ยื้อให้มือเปื้อนเลือด?
ที่มา ไทยรัฐ
ด้วยข้อหาพาม็อบเสื้อแดงบุกโรงแรม ยื่นหนังสือ ล้มโต๊ะประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสียหน้าในเวทีโลก ภาพพจน์ประเทศไทยเสียหายยับเยิน นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำม็อบ ถูกบุกชาร์จจับถึงในบ้าน ใส่กุญแจมือไพล่หลัง
หิ้วตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปสอบสวนในกองบังคับการตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร จังหวัดเพชรบุรี
อีกมุมหนึ่งแกนนำม็อบพันธมิตรฯที่มีคดีก่อการร้ายสากล พาม็อบเสื้อเหลือง
ยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง บุกยึดทำเนียบรัฐบาลนานหลายเดือน ได้รวมตัวครบเซ็ต แถลงข่าวจี้ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับม็อบเสื้อแดง
เสนอให้โละ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ที่หน่อมแน้ม ไม่กล้าตัดสินใจ ให้ย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. โทษฐานตำรวจใส่เกียร์ว่าง ให้ปลด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่กั๊กๆไม่เต็มสูบ ไม่เว้นแม้แต่ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. ที่โดนข้อหาลอยตัว ไม่เต็มสูบกับคนเสื้อแดง
ขู่ระดมม็อบเสื้อเหลืองออกมาชน ถ้ารัฐบาลจัดการม็อบเสื้อแดงไม่ได้
กลายเป็นหัวเชื้อ ชนวนเร้าให้แนวร่วมคนเสื้อแดงออกมาล้นถนน ไม่สนรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง ล้อมกรอบทุบรถเบนซ์ประจำตำแหน่งนายกฯอภิสิทธิ์ คุมตัวทหารหน่วยรักษาความปลอดภัย ล็อกตัวรุมสกรัมนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ
ในอารมณ์ของฝูงชนเสื้อแดงที่ไม่กลัวรถถัง ขับแท็กซี่ขวางรถหุ้มเกราะ เดินหน้าล้อกระสุนปืน
ปิดถนน ก่อจลาจลกลางเมือง
ช่วงข้ามคืนรุ่งเช้ามืด ตีสี่วันที่ 13 เมษายน ทหารได้เริ่มปฏิบัติการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปิดถนนบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง
เสียงปืนปังแรกจากปลายกระบอกปืนของทหารดังขึ้น
ตามสัญญาณที่นายกฯอภิสิทธิ์ระเบิดอารมณ์ใส่บิ๊กกองทัพ นายตำรวจใหญ่ ถ้าไม่ขยับจะสั่งย้าย ขณะที่ “เทพเทือก” บังคับแกมขอร้องให้เจ้าหน้าที่กล้าลุยกับคนเสื้อแดง
ประกาศพร้อมรับผิดชอบเอง
แน่นอน พลันมีเสียงปังจากปลายกระบอกปืนทหาร เหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงที่สามเหลี่ยมดินแดงมีคนถูกยิง โดนแก๊สน้ำตา บาดเจ็บกว่าครึ่งร้อย เลือดประชาชนไหลจากการปราบปรามของฝ่ายถืออำนาจรัฐ
รัฐบาลมือเปื้อนเลือด
ข้อหาใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนยากจะเลี่ยงได้
และโดยมาตรการที่เข้มสูงสุด นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล ออกอากาศสดทางทีวีพูล แถลงคำสั่งนายกฯ ตั้งกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินมอบหมาย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด นั่งเป็นผู้อำนวยการ เพื่อควบคุมจุดเสี่ยงที่ผู้ชุมนุมจะป่วนสถานการณ์ ห้ามปิดถนน เส้นทางสำคัญ
ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ที่ยืนเคียงข้าง แถลงข่าวคู่กัน ชี้แจงสถานการณ์ อ้างกระสุนปืนถูกยิงมาจากมือมืดเข้าใส่ฝูงชน ไม่ใช่ปืนจากทหารที่ยิงขึ้นฟ้า
ปัดข้อหาทำร้ายประชาชน
แต่ในอารมณ์ม็อบเสื้อแดงที่เตลิดเปิดเปิง เพลิงแค้นที่เดินมาถึงจุดทหารปราบประชาชน เร้าด้วยเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินมาปลุกใจให้สู้
สงกรานต์ปีใหม่ไทย กลายเป็นสงกรานต์เลือดโดยปริยาย
เสียงปืนทหาร เสียงโห่ร้องขู่ผู้ชุมนุม แกนนำม็อบประกาศบนรถปราศรัย ขอร้องทหารอย่ายิงประชาชน ม็อบขับรถเมล์ ขับแท็กซี่ขวางถนน ยึดรถแก๊สเตรียมก่อวินาศกรรม เผารถเมล์ เผายางรถยนต์
กรุงเทพฯกลายเป็นแดนมิคสัญญี
ในมุมมองของสื่อต่างประเทศวิเคราะห์ รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ อาจมีการรัฐประหารเกิดขึ้น
ขณะที่นักวิชาการในเมืองไทย จี้ให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อสกัดเหตุ นองเลือดจากแนวโน้มการยกระดับการปราบปรามของฝ่ายรัฐบาล และการตอบโต้จากฝ่ายม็อบเสื้อแดง
แรงกันขนาดนี้ “อภิสิทธิ์” จะให้มือเปื้อนเลือดกว่านี้หรือ.
“แม่ลูกจันทร์”
วิกฤติการเมืองมาถึงจุดอับ.....
ที่มา ไทยรัฐ
เฮ้อ เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กลายเป็น สงกรานต์เลือด จนได้.....วิกฤติการเมืองมาถึงจุดอับ.....การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง เพื่อยุติการชุมนุมของ คนเสื้อแดง.....ถือเป็นการ ประกาศสงครามแตกหัก ระหว่างสองขั้วอำนาจ....ปิดประตูทางออก โดยสันติวิธี ตามวิถีของประชาธิปไตย....ไปสู่ คราบน้ำตาและรอยเลือด ของคนไทยอีกครั้ง............
การกระทำชนิดล่อเป้าของรัฐบาล ไม่ว่าจะจัด ม็อบเสื้อน้ำเงิน มาชนม็อบเสื้อแดง หรือตัว นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เฉียดไปเฉียดมา จนกลายเป็น เชื้อปะทุ ของคนเสื้อแดง.....ทั้งที่ พัทยาและกระทรวงมหาดไทย......จริงอยู่ภาพออกมาอาจจะทำให้ มวลชนของคนเสื้อแดง เกิดความลังเล......แต่ผลโดยตรงกับคนเสื้อแดงไม่มีประโยชน์ใดๆทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ รถถัง ที่ออกมาวิ่งเพ่นพ่าน.....ตรงกันข้าม ภาพพจน์ของประเทศ ย่อยยับไปในพริบตา...........
บทวิจารณ์จาก บีบีซี ระบุว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในประเทศไทย เกิดขึ้นหลายครั้ง .....ก่อนหน้านี้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการสลายการชุมนุม ของพันธมิตร ที่เข้า ยึดสนามบิน .....และวิกฤติการเมืองครั้งนั้นได้ทำให้ นายกฯอภิสิทธิ์ จับมือกับพันธมิตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ............
บีบีซี ยังระบุว่า ปัญหาของ นายกฯอภิสิทธิ์ คือขึ้นมามีอำนาจจากการสนับสนุนของ ผู้ที่ประท้วงผิดกฎหมาย.....เพราะฉะนั้นถ้าจะจัดการกับ ฝ่ายเสื้อแดง.....ก็จะถูกวิจารณ์ว่า มือถือสากปากถือศีล....จึงต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย............
ทั้งนี้บีบีซี ยังระบุว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คาดว่าจะทำให้เกิดการสูญเสียรายได้ ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์.....ในขณะที่ เศรษฐกิจประเทศไทย กำลังตกต่ำ ที่เกิดจากการส่งออกลดลงอย่างหนัก............
ขณะเดียวกันสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก รวมทั้งสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ได้ออกมาเตือน ชาวต่างชาติ ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยให้ระมัดระวัง ความปลอดภัย.....โดยเฉพาะอาจจะเกิดการ ปิดสนามบิน ขึ้นมาอีกครั้ง.....คนกลุ่มหนึ่งไป สร้างมาตรฐานการชุมนุม กันไว้ถึงขนาดนั้นจะไม่ให้ระแวงอย่างไรไหว งามหน้าไปทั้งประเทศ............
ก็ตอกย้ำถึง มาตรฐานของประเทศ อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตัดสัญญาณ ดีสเตชั่น หรือการจัดการกับคนเสื้อแดง การเข้าจับกุมตัว อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำเสื้อแดง หลังมีหมายจับข้อหาตั้งกองกำลังไล่ล่านายกฯอภิสิทธิ์.....ข้อหาแปลกๆก็เป็นอีกเรื่อง.....แต่มาตรฐานใน การบังคับใช้กฎหมาย จะถูกจับตามากที่สุด............
เพราะฉะนั้นก่อนที่จะสายเกินไป รัฐบาลจะใช้วิธีจัดการกับม็อบเสื้อแดงอย่างไรก็อยู่ที่ ดุลพินิจของรัฐบาลเอง......ระหว่าง วิธีที่รุนแรง โดยใช้กำลังทหาร หรือตัดสินใจเลือกแนวทางใน วิถีของประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลมาจากระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงจะตัดสินใจ............
เพราะภาพที่ทั่วโลกจับตาไม่ใช่เพราะ พฤติกรรมของคนเสื้อแดง เท่านั้น แต่จับตาไปที่ การตัดสินใจของรัฐบาล ด้วย ว่าจะเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาบนแนวทางประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ยิ่งถูกครหาว่าเป็นรัฐบาลที่มาด้วยวิธีที่ไม่สง่างามอยู่ด้วย จริงมะ............
“อินทรีเหล็ก” เป็นห่วงว่าประเทศไทยจะ ก้าวสู่ความหายนะครั้งใหญ่.......ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย พฤษภาทมิฬ อีกครั้ง......ไม่มีข้อขัดแย้งทางการเมืองครั้งใดที่ยุติลง ด้วยความรุนแรง นอกจากการเจรจาปัญหาด้วยสันติวิธีตามกฎกติกาของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น............
สถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายในขณะนี้ก็ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ...... เมื่อไม่มีผู้รับผิดชอบในการสลายการชุมนุมและไม่มี คำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร จากผู้บังคับบัญชา.....ดังนั้น การที่ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้ทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงไม่บรรลุผล......แต่กลับจะทำให้ สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น............
จากถ้อยแถลงของ พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ ในฐานะโฆษกกองบัญชาการตำรวจ นครบาล การจับกุม อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ตามหมายจับของศาลอาญา.....ระบุความผิดต้อง ระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 7 ปี.....ปัญหาอยู่ที่ว่าในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้......จะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟการเมืองหรือไม่............
ต้องยอมรับว่าบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ กร่อยสนิท.....ในสภาวะเหตุการณ์ บ้านเมืองอึมครึม เช่นนี้ ชาวบ้านหมดอารมณ์รื่นเริง.......ความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจก็เป็นอีกเรื่อง ภาพพจน์การท่องเที่ยว จะเสียหายอย่างไรก็เป็นอีกประเด็น......แต่วิกฤติการเมืองจะทำให้ประเทศไทยสูญเสีย ความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย ในสายตาชาวโลกเป็นเรื่องใหญ่กว่า............
“อินทรีเหล็ก”
ศัตรูของชาติ
ที่มา ไทยรัฐ
สิ้นเสียงประกาศของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลุ่มคนที่ ประกาศชัยชนะในการล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ถือว่าเป็นศัตรูของประเทศ ส่งสัญญาณอันตรายทางการเมือง ขั้นแตกหักระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดง
ในขณะที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ไม่รู้เลือดตกยางออกไปถึงไหนแล้ว เมื่อคำนวณจากเดิมพันของทั้งสองฝ่าย ไม่มีข้างไหน ยอมแพ้แน่นอน มีแต่ต้องแหลกกันไปข้างเท่านั้น
ระหว่างอำนาจทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันยืดเยื้อ จนเกิดวิกฤติและมีต้นตอมาจากแหล่งเดียวกัน ไม่ว่าจะแปลงสภาพเป็นอะไรก็ตาม ก็จะต้องทำสงครามให้บรรลุถึงเป้าหมายสุดท้ายให้สำเร็จ
เป็นการขุดรากถอนโคนไม่ขั้วใดก็ขั้วหนึ่ง
เป็นข้ออ้างในการต่อสู้ทางการเมือง ที่ยื่นเงื่อนไขให้องคมนตรี 3 ท่านลาออก ให้นายกฯลาออกให้มีการเปลี่ยนทางการเมืองโดยการยุบสภาซึ่งไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะยอมตามข้อเสนออย่างเด็ดขาด
เพราะถ้าฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำครั้งนี้ย่อมไม่มีที่ยืน
มีคำถามตามมาว่า รัฐบาลประมาท หรือมือไม่ถึง การจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา รู้ทั้งรู้ว่าจะมีม็อบ รู้ทั้งรู้ว่าสถาน จัดที่ประชุมไม่ปลอดภัยในระดับผู้นำประเทศ
โดยเฉพาะรายการจัดม็อบชนม็อบ
เพราะยิ่งจะเป็นการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ภาพที่ออกไปมีคนเสื้อแดงบุกไปในโรงแรม รัฐบาลอาจจะได้ความชอบธรรมในการจัดการกับคนเสื้อแดงก็จริง แต่คำถามก็คือปัญหาจะยุติลงได้หรือไม่
หรืออย่างชนวนรุนแรงที่มหาดไทย รู้ทั้งรู้ว่า ใกล้ที่ชุมนุมม็อบ เสื้อแดงแค่เอื้อม นายกฯอภิสิทธิ์ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ จะไปล่อเป้าทำไมที่นั่น ก็เกิดการปะทะขึ้นอีกจนได้
ทางเดินเริ่มคล้ายกับพฤษภาทมิฬ
ไม่ว่าจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงกี่ครั้ง ย่อมไม่กระทบ กับคนเสื้อแดง แต่จะกระทบกับภาพพจน์และความเชื่อมั่นของประเทศและไม่ว่าใครจะให้คำปรึกษานายกฯอภิสิทธิ์ใช้ความรุนแรง เข้าปราบปรามขนาดไหน หรือไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะเป็นผู้ชนะในที่สุด
แต่นายกฯอภิสิทธิ์ก็ไม่ชนะอยู่ดี
วันข้างหน้าจะมีบันทึกไว้ว่า เป็นนายกฯที่สั่งใช้ความรุนแรงกับประชาชนและอนาคตของนายกฯอภิสิทธิ์ก็จะจบลงไปด้วย เพราะไม่เคยมีรัฐบาลและผู้นำรัฐบาลคนไทยที่สั่งใช้กำลังกับประชาชนแล้วอยู่รอด
จะเหลือเวลาอยู่อีกไม่กี่เสี้ยววินาทีที่นายกฯอภิสิทธิ์ต้องตัดสินใจ ถ้าเดินหน้าต่อไปไม่ไหว ก็ให้หันกลับมาใช้วิถีของประชาธิปไตยที่เหลืออยู่ ยุบสภาแล้วเลือกตั้ง อาจจะได้กลับมาเป็นนายกฯของประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ เพราะไม่ว่าจะเป็น ประชาชนใส่เสื้อสีอะไร ก็ย่อมไม่ใช่ศัตรูของชาติอย่างแน่นอน.
หมัดเหล็ก
ญาติวีรชนฯหวั่นม็อบคุมยาก แนะรัฐอย่ารุนแรง
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อเวลา 06.40 น.ที่ผ่านมา (14 เม.ย.) นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายญาติวีรชน พฤษภา 35 ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ ทีวีไทย โดยระบุเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หวั่นเกิดการประทะระหว่างประชาชนต่อประชาชนคนไทยด้วยกัน ทั้งนี้เชื่อว่ารัฐบาลไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่ต้องกระทำแบบนี้ เนื่องจากกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ควบคุมผู้ชุมนุมไม่ได้ ซึ่งจากประสบการณ์การควบคุมฝูงชน ม็อบจัดตั้งไม่น่าเป็นห่วงเท่าใด แต่ม็อบที่ควบคุมไม่ได้ มาจากทุกทิศทาง มีอิสระในการจัดการในเรื่องต่างๆ เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่ม็อบเหล่านั้นทำมีวัตถุประสงค์อะไร
นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายญาติวีรชน พฤษภา 35 ยังฝากคำแนะนำไปยังรัฐบาลควรปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ การใช้อาวุธยิงขึ้นฟ้าพอเข้าใจได้ แต่เมื่อถึงสถานการณ์หนึ่งผู้ที่เข้าไปควบคุมฝูงชน เกิดอารมณ์เครียดขึ้น กระสุนจริงอาจสร้างปัญหาได้ ดังนั้นในเมื่อรัฐบาลมีคำสั่งชัดเจนห้ามใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม ก็ควรจะต้องใช้อาวุธที่เหมาะสม ต้องระมัดระวังในจุดนี้
ขณะเดียวกันประธานคณะกรรมการเครือข่ายญาติวีรชน พฤษภา 35 ระบุความรุนแรงในครั้งนี้หากนำไปเทียบกับเหตุการณ์พฤษภา 35 รุนแรงกว่า เหตุการณ์ในอดีตมันชัดเจนระหว่างสองฝ่าย คือ ทหารกับประชาน ผู้ที่ออกมาร่วมชุมนุมมีทิศทางเดียวกัน แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางความคิดของคนสองฝ่าย และก็นำมาซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้เจ้าหน้าที่ที่ออกมาควบคุมฝูงชนเข้าใจอย่ามองประชาชนเป็นศัตรู จะทำให้การควบคุมฝูงชนครั้งนี้จะประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด.
Monday, April 13, 2009
สุชน-สล้างนำทีมถวายฎีกาอ้างมีแนวโน้มรุนแรงต่ปชช.ต่อเนื่อง "สมเจตน์"ชี้มิบังควร 30ส.ว.จี้"มาร์ค"ออก
ที่มา มติชนออนไลน์

นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีต ส.ว.สิงห์บุรี เข้ายื่นหนังสือต่อราชเลขาธิการ ที่สำนักพระราชวัง ถนนหน้าพระลาน เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 13 เมษายน เรื่อง ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท โดยนายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ รองเลขาฯสำนักราชเลขาธิการเป็นผู้รับหนังสือแทน เนื้อหาระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันประชาชนเกิดความแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน เพราะประชาชนรู้สึกว่าเกิดความไม่ยุติธรรมในการใช้อำนาจตุลาการ และอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน จนทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเกิดความไม่พอใจอย่างยิ่ง จนต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องขอความยุติธรรมและความเป็นธรรมกลับคืนสู่สังคมไทย ตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อขจัดความเป็น 2 มาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมและในการบริหารราชการแผ่นดิน
"จากการชุมนุมของประชาชนจำนวนหลายแสนคนจนรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง นำทหารมาปะทะปราบปรามประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมอย่างสงบสันติ ปราศจากอาวุธ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียเลือดเนื้อจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่ออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตประชาชนที่บริสุทธิ์ กระทบต่อความมั่นคงของสถาบันหลักของประเทศ และทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ข้าพระพุทธเจ้าและเหล่าอาณาประชาราษฎร์ทั้งหลาย ขอถวายความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ซึ่งมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่ามาโดยตลอด ทั้งขอถวายความจงรักภักดีและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ตลอดไปด้วยชีวิต เพื่อการดังกล่าวจึงกราบเรียนมายังราชเลขาธิการเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ทั้งนี้ การควรมิควรประการใดสุดแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม" หนังสือระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ลงชื่อประกอบด้วยนายสุชน นพ.รัศมี วรรณิสสร ประธานองค์กรพิทักษ์ ศาสน กษัตริย์ พล.อ.สมคิด จงพยุห ประธานชมรมธรรมะชนบท พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ประธานชมรมนายตำรวจบำเหน็จบำนาญ คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร รองประธานชาวพุทธแห่งประเทศไทย
นายสุชนกล่าวภายหลังการยื่นหนังสือว่า ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับรองเลขาฯสำนักราชเลขาธิการ เพราะอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข มีประชาธิปไตยคืนมา ไม่อยากให้สูญเสียเลือดเนื้อ ซึ่งแนวทางแก้ไขทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ควรทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ควรทำเพื่อพรรคหรือฝ่ายใด สำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจลาออกหรือยุบสภา ไม่อยากไปก้าวก่าย แต่ในสมัยพฤษภาทมิฬก็ไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาท จึงไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ฉะนั้น ทุกคนต้องตั้งสติ ทำไมต้องห้ำหั่นกัน ควรหันหน้าเข้าหากัน
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แกนนำกลุ่มสยามสามัคคี กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจกับการดำเนินการของนายสุชนและคณะ เหตุใดช่วงที่มีการชุมนุมล้มการประชุมอาเซียนซึ่งเป็นการทำร้ายประเทศอย่างรุนแรงที่สุด ต่างประเทศหมดความเชื่อมั่นประเทศไทย และกลุ่มเสื้อแดงก็มีการก่อการจลาจลย่อยๆ และก่อความวุ่นวายใน กทม.จึงไม่ทำอะไร
"ผมไม่เห็นว่าการสลายการชุมนุมจะรุนแรงตรงไหน กลับมีการกล่าวหารัฐบาลว่ารัฐบาลอ่อนแอ เนื่องจากรัฐบาลคงคิดว่าการสลายการชุมนุมเป็นการกระทำกับคนไทยด้วยกัน จึงพยายามใช้วิธีละมุนละม่อม เมื่อใช้วิธีดังกล่าวไม่ได้ผลก็ต้องมีการใช้วิธีที่รุนแรงขึ้นเท่าที่จำเป็น" พล.อ.สมเจตน์กล่าว
พล.อ.สมเจตน์กล่าวว่า ไม่อยากคิดว่าการถวายฎีกาดังกล่าวเป็นการปกป้องคนเสื้อแดง แต่อยากให้ย้อนไปถึงอดีตของนายสุชน ที่เคยเป็นประธานวุฒิสภา รวมถึง พล.ต.อ.สล้าง ที่ทำตัวเป็นข้ารับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และขณะนี้มีการถวายฎีกา จึงอยากขอร้องอย่าได้เอาภาระทั้งหมดที่พวกตัวเองได้ทำร้ายประเทศไปเป็นภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าจะช่วยเหลือประเทศก็ควรจะช่วยยุติการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อประเทศชาติ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ยุติบทบาท
"ใครก็แล้วแต่ที่ทำอย่างนี้ถือว่าไม่บังควรอย่างยิ่ง เชื่อว่ารัฐบาลและทหารกำลังใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา ขอให้ประชาชนช่วยกันให้กำลังใจ เพราะรัฐบาลและกองทัพได้พยายามทำให้ดีที่สุด โดยรัฐบาลควรจะกันคนไทยที่หลงผิดออกไป และดำเนินการตามกฎหมายกับแกนนำ ผมเชื่อว่าสถานการณ์ขณะนี้น่าจะดีขึ้น เพราะรัฐบาลและกองทัพพยายามแก้ปัญหา แต่อาจจะไม่ทันใจประชาชน อย่างไรก็ตาม อยากจะบอกนายกรัฐมนตรีว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังได้รับความเห็นใจจากประชาชน และก็ขอให้กำลังใจท่านในการทำหน้าที่" พล.อ.สมเจตน์กล่าว
ขณะที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้เรียก ส.ว.ประชุมด่วน เพื่อหารือทางออกสถานการณ์บ้านเมืองในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ในวันที่ 14 เมษายน เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น เพื่อแสดงจุดยืนอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา โดยส่วนตัวมองว่ารัฐบาลไม่ควรใช้ความรุนแรงเกินไป อย่าใช้กำลังเต็มที่ เพราะถ้าแรงมาก็จะทำให้เกิดการสู้กัน ต้องขีดวงความรุนแรงเท่าที่ทำได้ กรณีสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง ทำให้คนบาดเจ็บเยอะ คิดว่าต้องค่อยๆ เจรจา ถ้าไม่สำเร็จก็ค่อยดำเนินการจากมาตรการที่เบาไปหาหนัก ซึ่งการยิงแก๊สน้ำตาหรือยิงปืนขึ้นฟ้า ทำให้คนหวาดกลัวนั้น ไม่ดีเลย นอกจากนี้ คิดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนอยากกลับบ้านก็ควรจัดรถให้ได้กลับ
ส่วนหากนายกฯยุบสภาหรือลาออกจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นหรือไม่นั้น นายประสพสุขกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่คิดว่า ทำอย่างไรให้เหตุการณ์วันนี้หยุดลงไปก่อนให้ได้ แล้วค่อยคิดภายหลังว่าจะทำอย่างไร ซึ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯยุบสภาหรือลาออก รัฐบาลก็ต้องใคร่ครวญดูว่าทำได้หรือไม่ ถ้าไม่มีทางอื่นจริงๆ และทางนี้ทำให้เหตุการณ์สงบก็ต้องพิจารณา
ผู้สื่อข่าวถาม เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้รัฐบาลตัดสินใจยากขึ้นหรือไม่ นายประสพสุขกล่าวว่า ไม่ยากอะไรหรอก ลองคิดถึงความมั่นคงของประเทศ และภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก ซึ่งอย่างที่ผมบอกคือ ต้องหาทางทำให้เหตุการณ์สงบลงก่อน ซึ่งผมคงไม่คิดถึงเรื่องเสียหน้าเสียตาอะไรหรอกŽ
นายประวัติ ทองสมบูรณ์ ส.ว.มหาสารคาม เปิดเผยว่า ส.ว.กว่า 30 คน ได้หารือกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีสลายการชุมนุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 13 เมษายน โดยทุกคนแสดงความเป็นห่วง และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม เพราะอาจทำให้สถานการณ์บานปลาย
"วิธีการที่ดีที่สุดคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรเห็นแก่ประเทศชาติ โดยการลาออก หรือยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน ไม่ให้บาดเจ็บล้มตาย เพราะตอนนี้เสียหายมาก และขอให้รัฐบาลตัดสินใจโดยเร็ว" นายประวัติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ส.ว.ที่หารือกันครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็น ส.ว.เลือกตั้ง อาทิ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 นายยุทธนา นพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี และ ส.ว.เลือกตั้งจากภาคกลาง ทั้งนี้ กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ในช่วงกลางปีที่แล้ว
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนออกแถลงการณ์ มีข้อเรียกร้องดังนี้ 1.รัฐบาลต้องยุติการใช้กำลังและความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุ อันส่งผลให้มีการสูญเสียต่อชีวิตของผู้คนโดยไม่จำเป็น รัฐบาลต้องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที และหันกลับมาใช้อำนาจของรัฐตามปกติที่มีในกรณีที่ผู้ชุมนุมกระทำการนอกกรอบของกฎหมาย 2.สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลางและมีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และ 3.เมื่อรัฐบาลไม่อาจบริหารบ้านเมืองได้อย่างปกติ รัฐบาลต้องยุบสภาเพื่อทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเฉพาะหน้าคลี่คลายลงอันเป็นการป้องกันมิให้ความรุนแรงลุกลามขยายตัวออกไป อย่างไรก็ตาม การยุบสภาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแสวงหาทางออกเฉพาะหน้าเท่านั้น ในระยะยาวยังมีประเด็นที่สังคมต้องร่วมกันขบคิดและถกเถียงกันต่อไปอีก
นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย เพราะไม่ใช่การประท้วงแบบปกติ แต่เป็นการประท้วงที่มาพร้อมกับความแข็งกร้าว เป็นลักษณะสงครามจรยุทธ์ กลายเป็นสงครามกลางเมือง รัฐบาลคงต้องอยู่ในสถานะที่จะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว หากจะเล่นบทแรงก็ต้องแรง เพราะการสยบฝ่ายที่กำลังแข็งกร้าว จะต้องมีไม้แข็ง
"เรื่องเฉพาะหน้า ที่รัฐบาลต้องทำเวลานี้คือ การยุติการชุมนุมการประท้วงที่ไม่ถูกกฎหมาย ควบคู่ไปกับการเจรจาเพื่อยุติปัญหา ไม่ต้องพูดว่าใครถูก ใครผิด ไม่ต้องพูดว่าใครเหลือง ใครแดง ต้องมาเจรจาเพื่อหาข้อยุติ อย่าทิ้งช่องทางการเจรจา เพราะเชื่อเถอะไม่มีใครชนะหรอก แต่ประเทศพัง" นายเอนกกล่าว
นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การที่ประชาชนที่คิดแตกต่างทางการเมืองเกิดปะทะกัน ซึ่งไม่มีใครอยากเห็นเช่นนี้ รัฐบาลควรทำอะไรบางอย่าง
"ผมขอเสนอข้อคิดว่า ถ้าเราย้อนไปคิดถึงแนวความคิดของนักรัฐศาสตร์คนสำคัญ คือ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ว่าคนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล เวลานี้กลับกัน คือรัฐบาลเหมือนจะถูกตั้งโดยคนในเมือง คนชั้นกลางและอื่นๆ และคนที่จะล้มรัฐบาลคือคนชนบท เป็นไปได้ไหมว่า จะแก้ปัญหานี้ เช่น ทางออกที่ยังอยู่ในระบบและสร้างความมั่นคงให้กับระบอบรัฐสภา ก็อาจจะตัดสินใจยุบสภาก็ได้ ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่หลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ และทำแบบนี้ก็จะเป็นการเปลี่ยนเกมทั้งหมด แทนที่จะไปสู่การปะทะกัน เพราะกติกาจะกลับไปสู่การเลือกตั้ง" นายชัยวัฒน์กล่าว
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า หากเกิดความวุ่นวายจนรัฐบาลไม่สามารถควบคุมและคลี่คลายสถานการณ์ได้ การยุบสภาก็อาจเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้นที่จำเป็นต้องเลือก แม้ว่าการยุบสภาจะไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาวก็ตาม
‘ทักษิณ’ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นถึงความวุ่นวายในไทย
ที่มา เดลินิวส์
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเปิดเผยว่า ตนไม่สามารถตอบได้ว่าสถานการณ์ความรุนแรงถูกยกระดับขึ้นเมื่อใด พร้อมทั้งระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นประเทศที่มี 2 มาตรฐาน การที่พรรคการเมืองของตนถูกยุบด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียง ก็เกิดขึ้นเพราะกระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ตนจะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สถานการณ์ภายในประเทศสงบและเมื่อประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่แท้จริง.



