WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 15, 2009

ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อำนาจ ที่ต้องระวัง

ที่มา ไทยรัฐ

ถ้ารัฐบาลตั้งใจประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน...แก้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองแบบหวังผลสัมฤทธิ์ ผลปลายทางหนีไม่พ้นการจลาจล

รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ บอกว่า นปช.สูญเสียความชอบธรรมเมื่อมีการบุกโรงแรมล้มการประชุมเอเซียนซัมมิทที่พัทยา คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่ม็อบแดงใช้

ในทางการเมือง ถ้ารัฐบาลนิ่งกว่านี้ สังคมจะบีบม็อบแดง ต้องลดระดับลงมาเอง เพราะข้ามเส้นเกินไป...เริ่มต้นเป็นฝ่ายแพ้

แต่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง ก็เท่ากับเป็นการยกระดับตามไปด้วย ทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นไป

นี่คือ ข้อที่รัฐบาลเดินไปในทางที่ผิด

อาจารย์ปริญญา บอกว่า สถานการณ์ฉุกเฉินประกาศไปแล้ว ย้อนกลับไปไม่ได้ ก็ต้องควบคุมไม่ให้เกิดความรุนแรง และนำไปสู่การเปิดโต๊ะเจรจา หาทางออกทางการเมือง

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลต้องใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ เท่านั้น..ผมไม่เชื่อว่า จะสามารถจับแกนนำได้ โดยไม่เกิดเหตุลุกลามบานปลาย บทเรียนในอดีตที่ผ่านมา ก็มีแต่ลุกลามมากขึ้น

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516...พฤษภาทมิฬฯ 2535...หรือ 7 ตุลาคม 2551 ก็เห็นแล้วว่าไม่ใช่ทางออก

สุดท้ายแล้ว...ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนที่สามารถจะอยู่ได้ ถ้าเหตุการณ์ เผชิญหน้าลุกลามถึงขั้นนองเลือด

อาจารย์ปริญญาในฐานะอดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2534 ผู้นำนักศึกษาร่วมอยู่ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ย้อนสถานการณ์ปลายปีที่แล้ว เมื่อครั้งม็อบสีเหลืองชุมนุมใหญ่

ครั้งนั้น...รัฐบาลก็ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เทียบกับสถานการณ์ม็อบแดงวันนี้ รัฐบาลก็ประกาศเช่นกัน

ข้อที่จะถูกตั้งคำถาม คือ ท่าทีของกองทัพ?

ตอนที่คุณสมัคร สุนทรเวช ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รับผิดชอบ ก็บอกว่าจะใช้อำนาจในทางที่จะป้องกันไม่ให้มีการปะทะกัน เข่นฆ่ากันระหว่างประชาชนสองกลุ่ม....

ที่ไม่ทำ คือ การเข้าไปสลายการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล

สถานการณ์วันนี้ ยังคาดเดาไม่ถูกว่า กองทัพจะทำอย่างไรต่อไป แต่สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญคือวิถีทางในการแก้ปัญหา วิกฤติการณ์ในบ้านเมืองที่เกิดขึ้น

ต้องใช้วิถีทางทางการเมือง ไม่ควรใช้วิถีทางด้วยกำลัง

เหตุการณ์สลายการชุมนุมม็อบเสื้อแดงปิดถนน บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เช้ามืดวันที่ 13 เมษายน แม้ว่าจะมีมาตรการจากเบาไปหาหนัก แต่สุดท้ายก็ต้องมีการยิงปืนขึ้นฟ้า ใช้แก๊สน้ำตา

เข้าใจว่า มีผู้บาดเจ็บกว่า 50 คน

ประเด็นสลายการชุมนุมที่ดินแดง เป็นสิ่งที่น่าจะทำให้รัฐบาล...กองทัพ ได้ตระหนัก ลำพังเฉพาะเพียงแค่ต้องการเปิดการจราจร...ก็ยังทำได้ยาก ในการชุมนุมหน้าทำเนียบ จะทำอย่างไร

หากใช้วิธีการทำนองเดียวกัน เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่ามาก เพราะจำนวนคนต่างกันเป็นสิบเท่า

อาจารย์ปริญญาตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่...ไม่ว่าตำรวจ ทหาร ทักษะในการควบคุมฝูงชนมีน้อย เพราะไม่มีการฝึกอย่างจริงจัง หากมีพอ ม็อบเสื้อแดงที่ไปชุมนุมพัทยาคงเข้าไปไม่ถึงโรงแรมรอยัลคลิฟ บีชฯ

การใช้ทหารออกมาควบคุมม็อบ จึงเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง

กองทัพมีวัตถุประสงค์เปิดทางจราจร...ก็เปิดได้ แต่ถึงขั้นต้องยิงปืนขึ้นฟ้า ยิงแก๊สน้ำตา แค่นี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่เป็นชนวนให้ม็อบลุกฮือได้แล้ว

เหตุการณ์พฤษภาปี 35 ก็เริ่มต้นจากยิงปืนขึ้นฟ้า แล้วสถานการณ์ก็ลุกลามบานปลาย สถานการณ์วันนี้...ถึงจุดนึง ถ้ามีใครสักคนหันปืนยิงใส่คน เหตุการณ์จะยิ่งลุกลาม

ข้อนี้...เป็นความอ่อนไหวที่อันตรายมาก

ปลายปีที่แล้ว มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า อำนาจที่เป็นอำนาจพิเศษนี้ ถึงจะเหนือกฎหมายอื่นๆ...เหนือรัฐธรรมนูญหลายข้อ แต่ยังมีข้อจำกัด

ด้วยธรรมชาติในตัวของมันเอง และสภาพแวดล้อมทางสังคม

ภาวะฉุกเฉินครั้งนี้ เป็นอำนาจฉุกเฉินในยามสันติ ไม่ใช่อำนาจฉุกเฉินในยามสงคราม

ในสภาวะสันติ สถานการณ์ฉุกเฉินหมายถึงอุทกภัย วาตภัย ก่อการร้าย และสถานการณ์ความไม่สงบในแง่ของการเมือง มีสาเหตุ...ที่มาที่ไปซับซ้อน

ฉะนั้น ยามสันติประชาสังคมจะรับได้กับอำนาจพิเศษเหล่านี้หรือไม่ จะมีผลทางจิตวิทยา ที่จะยังยั้งอารมณ์มวลชนได้ไหม

ถ้าไม่เห็นว่าวิกฤติ...แล้วใช้ ก็อาจจะกลายเป็นวิกฤติขึ้นมาได้

อาจารย์ ปณิธาน ย้ำว่า ต้องระวังการใช้อำนาจ ต้องใช้เพื่อสกัดสถานการณ์ ไม่ให้ลุกลามบานปลาย ด้วยการใช้ที่สุขุม...รอบคอบ ได้สัดส่วนกับความรุนแรง มีเหตุผลเพียงพอ...ให้คนรู้สึกว่าเป็นธรรม

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ การป้องกันเกิดขึ้นแน่นอน แต่จะเอาอำนาจไปแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมืองคงยาก

พูดง่ายๆ จะเอาอำนาจฉุกเฉินไปผลักพันธมิตรฯให้ออกจากทำเนียบคงจะยุ่ง และยากมาก วิกฤติการณ์ทางการเมืองต้องอาศัยกลไกอื่น หลักๆ คือ ศาล และการเจรจา

หลักใหญ่คือ 3 ธรรม ประชาชนคิดว่าเป็นธรรม รัฐต้องมีความชอบธรรมในการจัดการ และจะยุติธรรมหรือไม่ ต้องให้กระบวนการตุลาการตัดสิน

ครั้งนั้นหลายฝ่ายมองว่า...การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นทางบังคับ ท้ายที่สุดนายกฯไม่ประกาศลาออก ไม่ประกาศยุบสภา ทหารก็ต้องออกมาปฏิวัติ

อาจารย์ ปณิธาน บอกว่า ก่อนจะถึงจุดนั้น ขึ้นอยู่กับคนสามคน ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.), ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), แม่ทัพภาคที่ 1) จะยับยั้งสถานการณ์ได้ไหม

ถ้าทำได้สถานการณ์ก็จะนิ่ง...ไม่ฉุกเฉินแล้ว ต้องยกเลิกประกาศฉุกเฉิน

มุมคิดนี้สอดคล้องกับทรรศนะอาจารย์ปริญญาที่ไม่เห็นด้วยกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง...หากรัฐบาลยังเดินอยู่ในเส้นทางที่มีแต่ยกระดับความรุนแรงขึ้นไปตามม็อบ สุดท้ายรัฐบาลจะคุมอะไรไม่ได้ แล้วก็ไม่มีใครคุมได้

แม้ว่ายังมีการเผชิญหน้าระหว่างม็อบแดงกับทหารต่อเนื่อง แต่การเจรจาทำได้ตลอด ปัญหาขึ้นอยู่กับว่า แต่ละฝ่ายจะเลือกยุทธศาสตร์อย่างไร

รัฐบาลเลือกการใช้กำลังไม่ได้แปลว่า การใช้กำลังคือการเอาปืนมายิงใส่ ประชาชนเสมอไป แต่เลือกแนวทางที่จะยกระดับวิธีการขึ้นมา

สาเหตุประการหนึ่งรัฐบาลอาจจะตระหนักกับข้อมูลที่ได้รับ ที่อาจจะมีทั้งข้อมูลจริง...ข้อมูลหลอก ว่ามีการเตรียมการต่างๆ ซึ่งจะทำให้คุมสถานการณ์ไม่อยู่

อีกสาเหตุหนึ่ง...ดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่สามารถบังคับบัญชาตำรวจได้ อย่างเต็มที่ เลยต้องใช้กำลังทหารเข้ามา

ขอให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำในสิ่งที่เคยเรียกร้องรัฐบาลตอนที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน...นี่แหละคือทางออกทางการเมือง ที่จะแก้ปัญหาวิกฤตินี้ให้ทุเลาลงมาได้

และต้องวิจารณ์ผ่านไปถึงคุณทักษิณก็ต้องรับผิดชอบ โดยที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะอยู่ในฐานะแกนนำโดยตรง

คุณทักษิณรู้มาตลอด นับตั้งแต่ปิดอนุสาวรีย์ชัยฯ บุกโรงแรมพัทยา โดยที่ไม่ได้ห้ามปราม พูดอยู่เสมอว่าอยากจะกลับมาช่วยประเทศชาติ ถ้ายังทำแบบนี้ก็มีแต่จะทำให้ปัญหาบ้านเมืองยิ่งลุกลามมากขึ้น

อาจารย์ปริญญา ย้ำว่า ถึงขั้นนี้แล้วคงได้แต่ขอให้รัฐบาล และกองทัพ ใช้อำนาจตามกฎหมายเพียงเพื่อควบคุมสถานการณ์เท่านั้น...อย่าใช้เพื่อสลาย ยุติการชุมนุม

วิธีการยุติการชุมนุมที่ดีที่สุด ควรให้ผู้ชุมนุมยุติเอง การขัดแย้งทางการเมืองต้องแก้ด้วยวิถีทางทางการเมือง

ยิ่งใช้กำลัง ยิ่งนำไปสู่การจลาจล เป็นสถานการณ์ที่ไม่มีใครควบคุมได้..ประเทศ ไทยจะเข้าสู่จุดที่เกิดจลาจลทั้งกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด

เมื่อถึงตอนนั้น...จะไม่มีใครชนะ เพราะทุกคนจะเป็นผู้แพ้.

ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอย

ที่มา ไทยรัฐ

ทบทวนเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 ไม่มีอะไรแตกต่างจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และเชื่อว่าจุดจบก็ไม่แตกต่างอะไรกันมากนัก

การออกมาขับไล่รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร โดยการนำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ด้วยข้ออ้างที่ว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร ใช้เวลาจุดชนวนสงครามกลางเมืองอยู่พักใหญ่

ก่อนจะนำไปสู่การนองเลือด

ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของรัฐบาลของกองทัพและสื่อมวลชนก็อยู่ในแนวทางเดียวกันเหมือนจำลองภาพพฤษภาทมิฬเอามาไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่ว่าจุดยุทธศาสตร์ครั้งนั้น อยู่บริเวณถนนราชดำเนิน

จะสูญเสียชีวิตของคนไทยด้วยกันไปเท่าไหร่ จนบัดนี้ยังไม่ชัด มีการรำลึกถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกันอย่างเอาจริงเอาจัง มาบัดนี้ก็จางๆกันไป ผมจำได้ว่ามีการประกาศสัญญาประชาคมจากผู้อาวุโสในบ้านเมืองว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก จะต้องไม่มีเหตุการณ์ คนไทยฆ่ากันเองเกิดขึ้นอีก

ประชาธิปไตยจะต้องยั่งยืน

เชิดชูประชาธิปไตยกันคึกคักไปหมด เรียกว่า ทุกลมหายใจจะต้องเป็นประชาธิปไตย ก็ว่าได้ แม้แต่รัฐธรรมนูญยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

จนมาถึงเมษายน 2552

ถือเป็นยุคที่มีการพัฒนาและวิวัฒนาการในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เทคโนโลยีข่าวสารก้าวไกล เกินกว่าที่คาดกันเอาไว้ ความรู้การศึกษาเปิดกว้าง สามารถที่จะย่อโลกเอาไว้ ในมือได้อย่างง่ายดาย

ผมตื่นเช้า ขับรถวนไปวนมาทั่วกรุงเทพฯ หลังเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ไม่เคยเห็นกรุงเทพฯโล่งอย่างนี้มาก่อนทั้งผู้คนและยวดยานพาหนะ

เหมือนเมืองร้าง

ภาพในอดีตตามมาหลอกหลอนและนึกเสียใจว่า อย่างน้อยประชาธิปไตยและความเจริญก้าวหน้าในบ้านเราห่างจากสงครามกลางเมืองครั้งสุดท้ายมา 17 ปีแล้ว ถ้าเป็นอายุคนก็ถือว่าบรรลุนิติภาวะ

แต่ประเทศไทยกลับยังไม่บรรลุนิติภาวะทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย

สามารถย้อนยุคได้ถึงขนาดนี้ ความพัฒนาและความเจริญทางข้อมูลข่าวสาร ถูกนำมาเป็นอาวุธ ก็ยิ่งร้ายแรงเข้าไปอีก โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่เลือกข้างไปก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว

จึงยิ่งจะทำให้เกิดเชื้อปะทุทางการเมืองมากขึ้น

การใช้กำลังไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันไม่ใช่หนทางไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ยิ่งจะเป็นการแบ่งแยก แตกแยก และขัดแย้งอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปฉิบ.

หมัดเหล็ก

ในจอทีวี.....คนเสื้อแดง ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกลายเป็น ผู้ก่อการจลาจล ไปซะแล้ว............

ที่มา ไทยรัฐ

ในขณะที่ อินทรีเหล็ก กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้.....บ้าน เมืองกำลังลุกเป็นไฟ.....การที่รัฐบาลอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ในจุดต่างๆ.....ท่ามกลางการต่อต้านจากคนเสื้อแดง.....ภาพไม่แตกต่างจากเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ 2535 เท่าไหร่นัก............

จะห้ามใช้ความรุนแรงจะถึงกับเลือดตกยางออกหรือต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างไรแค่ไหน คงจะสายเกินแก้......วิกฤติการเมืองถลำลึก.....เพียงแต่นึกเสียใจอยู่นิดเดียวว่า ในระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา.....ประชาธิปไตย และพฤติกรรมของคนในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง.....ยิ่งจะถอยหลังลงคลองด้วยซ้ำ............

สิ่งที่เป็นอันตรายกว่าพฤษภาทมิฬก็คือ ความแตกแยกของคนไทย จะหยั่งรากลึกจนถอนไม่ขึ้น....ไม่ใช่คนเสื้อแดงใน กทม.เท่านั้น .....แต่ยังมี เสื้อแดงทั่วประเทศ.....ยังมีเสื้อน้ำเงิน ยังมีเสื้อเหลืองและยังมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับ ความวุ่นวาย ที่เกิดขึ้น ....หรือถึงคราวที่ประเทศไทยจะต้องแบ่งแยกกันปกครอง............

อินทรีเหล็ก ได้แต่คาดหวังว่า เมื่อเหตุการณ์ล่วงเลยมาจนถึงบัดนี้ นักการเมือง ที่เป็นตัวแทนของประชาธิปไตย คนชั้นปัญญาชน ผู้ที่อวดอ้างว่ารักประชาธิปไตยจะออกมาช่วยกัน หาทางออกให้กับประเทศชาติ และประชาชน.....

ที่ไหนได้รักตัวกลัวตายกันหมด พับผ่า............

เพราะฉะนั้น อินทรีเหล็ก ไม่คิดว่าจะมีทางออก เกิดขึ้นในสภา และไม่มีทางที่รัฐบาลจะใช้ วิธีทางประชาธิปไตย เข้าแก้วิกฤติ ......จนกว่าจะนองเลือดกันทั้งแผ่นดิน............

บทเรียนในอดีตที่ผ่านมาวิกฤติการเมืองทุกครั้งไม่สามารถ ยุติลงได้ด้วยสงคราม แต่จะยุติได้ด้วย การเจรจา ถ้าปิดทางเจรจากันไปแล้ว.....ไม่พ้นการเผชิญหน้า อินทรีเหล็ก พูดอย่างตรงไปตรงมา รัฐบาลสามารถที่จะ ปราบคนเสื้อแดงได้ทั้งประเทศ หรือไม่.....หรือคนเสื้อแดงสามารถจะ เอากำลังชนะรัฐบาล ได้หรือไม่.....บทเรียนจากพฤษภาทมิฬน่าจะพิสูจน์ได้ดีที่สุด............

และบทเรียนที่สำคัญอีกบทหนึ่งจากพฤษภาทมิฬ นั่นคือ การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน.....ต้องไม่เป็นกระบอกเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและต้องเปิดพื้นที่ให้กับทั้งสองฝ่ายชี้แจงถึงข้อเท็จจริง.....เพราะ การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายมากขึ้น นำมาซึ่งความสูญเสียร้ายแรงกว่าที่ควรจะเป็น............

และถ้าจะมองวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นด้วยความเคารพ ในสิทธิและเสรีภาพ ในระบอบประชาธิปไตย.....คนเสื้อแดงก็จะต้องได้รับสิทธิอันนี้เช่นกันเช่นเดียวกับ คนเสื้อเหลือง ....ไม่เช่นนั้นการใช้อำนาจรัฐและพฤติกรรมของคนที่อยู่ในอำนาจรัฐจะถูกครหาว่าเป็นการใช้อำนาจ เพื่อรักษาอำนาจ เอาไว้เท่านั้น............

ในสายตาสื่อต่างชาติ เอเอฟพี อ้างการแสดงความเห็นของ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการว่า เหตุการณ์จากการประชุมซัมมิตครั้งนี้จะทำให้การ แตกแยกร้าวลึก ไปมากขึ้นในสังคมไทยและประเทศไทยจะ ถูกแบ่งแยก ไม่มีเสถียรภาพไปอีกหลายปี.....อาจตกอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร............

อย่างน้อยๆ ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และฮ่องกง ออกคำเตือนในการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย กลายเป็น ดินแดนมิคสัญญี....บีบีซี ระบุไทยกำลังตกอยู่ขอบเหวแห่งความโกลาหล.....สื่อทั่วโลกประโคม ข่าวจลาจล ในไทยเป็นข่าวใหญ่ครึกโครม .....ประเทศไทยจงเจริญ............

สื่อเทศสื่อไทยจะมองแตกต่างกันอย่างไร ขึ้นอยู่ กับ การเรียนรู้ประชาธิปไตย ที่แตกต่างกัน....ความเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่วัดที่มีการเลือกตั้ง หรือรัฐธรรมนูญเท่านั้น....แต่ต้องวัดที่จิตสำนึกด้วย............

แม้ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ในฐานะ ผอ.กองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกมาแถลงว่า ทหารไม่ใช้อาวุธเข้าปราบปราม ยกเว้นจะเป็นการป้องกันตัว.....แม้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะและใช้เพียงกระสุนกระดาษเท่านั้น.....ความจริงย่อมหนีความจริงไม่พ้น............

เอ้า จริงเท็จประการใด กับข่าวที่ว่างานนี้ ตำรวจไม่แฮปปี้.....ก็ข่าวอ้างเหตุผลมาจากที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศต่อหน้า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ว่า หากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามก็ต้องมีการพิจารณา.....จบข่าว............

เริ่มมีข้อเสนอทางออกโดยสันติวิธี จากการประชุมหารือของ สมาชิกวุฒิสภา.....จากข้อเสนอของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ที่จะให้มีการตั้ง สภาปรองดองแห่งชาติ ขึ้นมายุติวิกฤติ.....และอีกสารพัดข้อเสนอ สำคัญอยู่ที่ว่า หลักการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจะได้รับการยอมรับหรือไม่เท่านั้น............

หรือกรณีที่อดีตประธานวุฒิสภา สุชน ชาลีเครือ นำคณะอดีต ส.ว.เข้า ยื่นถวายฎีกาขอพระบารมี สลายความขัดแย้งทางการเมือง แม้ทุกฝ่ายพยายามที่จะเสนอทางออกของวิกฤติ.....แต่เพราะการแบ่งข้างกันเอาไว้ซะแล้ว เห็นทีไม่พ้นที่ประชาชนต้องเผชิญหน้ากันครั้งใหญ่............

ล่าสุดที่ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาแถลงถึงสถานการณ์กลุ่มก่อการจลาจลอาจจะ ก่อวินาศกรรม วางเพลิงขว้างระเบิดในหลายพื้นที่....ทั้งนี้ ในจอทีวี.....คนเสื้อแดง ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกลายเป็น ผู้ก่อการจลาจล ไปซะแล้ว............

ในยามที่บ้านเมืองกำลังสับสนวุ่นวาย.....การป้องกัน มือที่สาม เข้าแทรกแซงเป็นเรื่องยาก.....ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร......มหกรรมจุดไฟเผาเมือง จึงเกิดขึ้น ส่งผลให้วิกฤติประเทศครั้งนี้ มุ่งสู่เส้นทางแห่งความหายนะ............

วิกฤติจากภายในลามไปสู่ภายนอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ ซีเอ็นเอ็น บีบีซี อัลจาร์ซีราห์ ที่คนไทยออกมาประท้วงเพราะต้องการเห็นประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่กลับถูกใช้วิธีปราบปรามอย่างรุนแรง.....ขณะที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โต้ทางซีเอ็นเอ็น ยืนยันเป็นรัฐบาลมาจาก ระบอบประชาธิปไตย และไม่มีการใช้ความรุนแรงไม่มีผู้เสียชีวิต......ช่วงชิงยึดพื้นที่สื่อกันอุตลุด............

ท้ายนี้ อินทรีเหล็กอยากจะเตือนสติว่า ความหายนะที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ระหว่างคนไทยด้วยกันเองผลลัพธ์ย่อมจะตกกับ ประชาชนและประเทศชาติ ในที่สุด............

อินทรีเหล็ก

ทักษิณวิ่งรอกแจงสื่อเทศ ผู้ชุมนุมตายอย่างน้อย5ศพ

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (15 เม..) รายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อสมท รายงานว่า พ...ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวสกายนิวส์ ของประเทศอังกฤษ ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยุติปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศไทย เนื่องจากเกรงว่าทหารและรัฐบาลจะฆ่าประชาชนมากกว่านี้ แต่มีการปกปิดข่าวสารทุกอย่าง รัฐบาลอ้างว่าใช้กระสุนปลอม กระสุนเปล่า แต่ในที่สุดก็ยิงเข้าไปในหัวใจของประชาชน

วันเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเทเลกราฟ ของประเทศอังกฤษ ในล็อบบี้ในโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองดูไบ ว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมทั้งหมด มิฉะนั้นจะเกิดความรุนแรงตามมามากกว่านี้ รัฐบาลไทยควรหาทางสมานฉันท์กับกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ใช่จับขังเช่นนี้ ต้องพูดคุยกัน ไม่ใช่จับขังเข้าคุก

"รุนแรงมาก็จะเกิดความรุนแรงตามมา แน่นอน หากคุณคิดว่าจะใช้อำนาจกดขี่ประชาชนก็อย่าคิดว่าพวกเขาจะเงียบ" อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ตนไม่ได้สั่งการให้แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามอบตัว เพียงแต่เตือนให้แกนนำระวังตัวหลังเกิดเหตุปะทะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า การประท้วงที่ยุติลง ไม่ได้เป็นการพ่ายแพ้ ยืนยันว่าตนเองไม่ได้ปลุกปั่น บงการผู้ประท้วง แค่ให้การสนับสนุน เท่านั้น เพราะหากตนจะต่อสู้จริงๆ ก็จะไม่ใช้วิธีการต่อสู้เช่นนี้ เนื่องจาก มีกลยุทธ์มากกกว่านี้

"ตำรวจบอกผู้ประท้วงว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ และทหารนำศพไป เป็นความโหดร้ายมาก แต่ก็สบายใจขึ้นที่จะไม่มีการตายเกิดขึ้นอีก ยอมรับว่าเสียใจมากต่อสิ่งที่เกิดขึ้น " อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า หากคิดว่าการเล่นงานกลุ่มเสื้อแดงเป็นการเล่นงานตนเองได้ แต่หากไม่มีความสมานฉันท์ประเทศจะแตกหักมากกว่านี้

นักศึกษา-ประชาชนขอนแก่น เดินขบวนประณามเหตุสลายการชุมนุม

ที่มา ประชาไท

14 เม.ย. 52 – ที่ตัวเมืองขอนแก่น เวลา 15.00 น. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.) องค์กรประชาสังคม 19 จังหวัดในภาคอีสาน ร่วมกับกรรมการกลางสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศประเทศไทย (สนนท.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) รวมทั้งหมดกว่า 200 คน เดินรณรงค์ประกาศประณามรัฐบาลและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการนำกำลังทหารจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงโดยไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ใช้สองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติกับคนเสื้อแดง แทนที่จะใช้การเจรจาและวิธีการดำเนินการทางการเมือง

ทั้งนี้ขบวนประกอบไปด้วยรถเครื่องเสียงปราศรัย แผ่นป้ายโจมตีรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย และการเดินแจกแถลงการณ์และเอกสารข้อมูล โดยเริ่มเดินรณรงค์จากบริเวณหน้าอนุสาวรีย์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอุดมการณ์เผด็จการนิยม จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปตามถนนกลางเมือง ซึ่งตลอดเส้นทางเดินรณรงค์ได้มีประชาชนทั่วไปซึ่งเล่นสาดน้ำเนื่องในวันสงกรานต์ให้การต้อนรับสองข้างทางบ้างโห่ร้องตามเวทีปราศรัยและรับแจกเอกสารจากทางผู้รณรงค์

โดยขบวนรณรงค์ได้เดินทางมาถึงบริเวณสถานีขนส่งประจำจังหวัดขอนแก่นรถขบวนได้หยุดปราศรัยในช่วงระยะเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงและได้มีทีมรณรงค์เข้าไปปฏิบัติการแจกเอกสารและชูป้ายเข้าภายในบริเวณสถานีขนส่งมีประชาชนที่กำลังเดินทางกลับบ้าน บ้างปรบมือและโห่ร้อง จากนั้นขบวนรณรงค์ได้เดินทางมาจบลงที่ตรงหน้าอนุสาวรีย์จอมพลสฤษดิ์ที่เดิม

จากนั้นมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ปราศรัย อ่านบทกวี และอ่านแถลงการณ์เช่น ตัวแทนนักศึกษาจาก ม.อุบลราชธานี ตัวแทนจากกลุ่มพิทักษ์กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตสังคมอีสาน ตัวแทนจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และตัวแทนจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)

สุดท้ายทางขบวนรณรงค์ได้นัดแนะกันร่วมเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังเสร็จสิ้นเทศกาลสงกรานต์ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น โดยจะเป็นการรวมพลกันครั้งใหญ่มีประชาชนทั่วทั้งภาคอีสาน

ทางด้านกลุ่มเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่นได้ประกาศผ่านเวทีหน้าศาลากลางจังหวัด โดยกล่าวว่าจะพักการชุมเอาไว้ก่อนเพื่อให้มวลชนได้พักผ่อนวันหยุดสงกรานต์พร้อมกับยืนยันจะกลับมาสู้ใหม่แน่นอนหลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์

ขณะเดียวกันกลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.) ยังออกแถลงการณ์ พวกอำมาตย์ระยำ สั่งฆ่าประชาชน ปูทางสู่รัฐบาลแห่งชาติโดยระบุว่า พวกเราไม่ขอประณาม!!! แต่ขอสาปแช่งว่า มันผู้ใดที่อยู่เบื้องหลังการสั่งฆ่าประชาชน ก็ให้มีอันเป็นไปภายในสามวันเจ็ดวัน!!!

และมีข้อเสนอต่อประชาชน 2 ข้อ คือ 1.ให้พี่น้องประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยออกจากบ้านมุ่งสู่ ศาลากลางจังหวัดเพื่อแสดงจุดยื่นของฝ่ายประชาธิปไตย ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหารฆ่าประชาชน สนับสนุนการต่อสู้อย่างถึงที่สุด และทุกรูปแบบ 2.ให้พี่น้องประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย บุกเข้ายึด ศาลากลางจังหวัด อันเป็นเสมือน สัญลักษณ์ของเหล่าอำมาตย์/ข้าราชการ ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทุกอย่าง

แถลงการณ์ยังระบุว่า ขอคัดค้าน ต่อต้าน กระบวนการสถาปนา รัฐบาลแห่งชาติ”/ “รัฐบาลพระราชทานอย่างถึงที่สุด!!! และทุกรูปแบบ !!!

และมีข้อเสนอต่อรัฐบาลให้ยุบสภา ให้ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชน

ประมวลการภาพยุติชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล 14 เม.ย. 52

ที่มา ประชาไท

ประมวลภาพก่อนและหลังยุติการชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล ของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วันที่ 14 เมษายน 2552

ทหารวางกำลังภายนอกทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะเคลื่อนเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อ 14 เม.ย. (ที่มา: Getty Images/Daylife.com)

ทหารเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อ 14 เม.ย. (ที่มา: Getty Images/Daylife.com)

ทหารเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อ 14 เม.ย. (ที่มา: Getty Images/Daylife.com)

ทหารเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อ 14 เม.ย. (ที่มา: Getty Images/Daylife.com)

ทหารเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อ 14 เม.ย. นอกจากปืนเอ็ม 16 แล้ว ยังมีทหารใช้ปืนพกสั้นเป็นอาวุธประจำกายด้วย (ที่มา: Getty Images/Daylife.com)

ทหารเตรียมยิง ในท่านอน (ที่มา: Getty Images/Daylife.com)

ทหารพร้อมโล่ป้องกันตัว (ที่มา: Getty Images/Daylife.com)

บรรยากาศเวทีปราศรัยของผู้ชุมนุม นปช. หน้าทำเนียบรัฐบาล หลังแกนนำประกาศยุติการชุมนุม เมื่อ 14 เม.ย. (ที่มา: AP/Daylife.com)

ผู้ชุมนุม นปช. ประสานมือกันออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายวีระ มุสิกพงศ์เดินนำหน้า (คนที่ 2 จากขวา) (ที่มา: Reuters/Daylfe.com)

วีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. เดินทางไปมอบตัวที่ บช.น. (ที่มา: Reuters/Daylfe.com)

ผู้ชุมนุม นปช. ตั้งแถวรอออกจากที่ชุมนุม (ที่มา: Reuters/Daylife.com)

ทหารมองดูท่อนไม้และมีดที่ผู้ชุมนุมทิ้งไว้บริเวณหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม (ที่มา: Getty Images/Daylife.com)

ผู้ชุมนุม นปช. ต้องแสดงบัตรประชาชนและถูกเจ้าหน้าที่ทหารถ่ายรูปก่อนออกจากพื้นที่ชุมนุม (ที่มา: AP/Daylife.com)

ผู้ชุมนุม นปช. ต้องแสดงบัตรประชาชนและถูกเจ้าหน้าที่ทหารถ่ายรูปก่อนออกจากพื้นที่ชุมนุม (Getty Images/Daylife.com)

ผู้ชุมนุม นปช. ต้องแสดงบัตรประชาชนและถูกเจ้าหน้าที่ทหารถ่ายรูปก่อนออกจากพื้นที่ชุมนุม (Getty Images/Daylife.com)

พระสงฆ์ที่มาร่วมชุมนุมเดินทางกลับ (Getty Images/Daylife.com)

ผู้ชุมนุมถือธงชาติไทยเดินผ่านแนวของทหาร เพื่อเดินทางกลับ (Getty Images/Daylife.com)

สตรีที่อาศัยอยู่ใกล้ทำเนียบรัฐบาลเข้าทำร้ายผู้ชุมนุม นปช. (Reuters/Daylife.com)

ผู้ชุมนุม นปช. ถูกชายชุดดำสองคนใช้ไม้ทำร้าย (Getty Images/Daylife.com)

ชาวบ้านที่อาศัยใกล้กับทำเนียบรัฐบาลพยายามดับไฟที่ไหม้รถเมล์ ซึ่งถูกเผาหวังสกัดทหารโดยผู้ชุมนุม (Reuters/Daylife.com)

แถลงการณ์ 12 องค์กรขอให้จัดการความขัดแย้งระยะยาว

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 14 เมษายน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ชมรมแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์เพื่อประชาชน (ชพพ.) เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง และเครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า

ตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ประกาศยุติการชุมนุมไปเมื่อวันที่ 14เมษายน 2552 โดยรัฐบาลได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมทำให้สถานการณ์คลี่คลายโดยไม่เกิดความ รุนแรงนั้น

เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างแท้ จริง องค์กรทั้งหลายตามรายชื่อข้างท้ายจึงขอเสนอความเห็นดังต่อไปนี้

1. การชุมนุมของ นปช. ที่ยุติลงโดยไม่มีเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยสามารถแก้ปัญหาการชุมนุมได้โดยใช้แนวทาง สันติวิธี อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังมีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความรุนแรงที่ยังเกิดจากผู้ชุมนุมบางส่วน การปะทะกันระหว่างประชาชน และความปลอดภัยของผู้ชุมนุม

2. ขอให้รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมถึงสื่อมวลชนงดการกระทำและการใช้ถ้อย คำที่ทำให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุม และความเกลียดชังต่อกันและกันในหมู่ประชาชน ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้ง ความแตกแยก และความรุนแรงในสังคมไทยยิ่งมีมากขึ้น ถึงแม้จะมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งที่ละเมิดกฎหมาย แต่เขาเหล่านั้นก็เป็นประชาชนคนหนึ่งในสังคมไทย ผิดถูกอย่างไรต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

3. ขอให้รัฐบาลใช้กระบวนทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง การดำเนินคดีกับแกนนำ นปช. ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับการดำเนินคดีกับประชาชนทุกกลุ่มที่ใช้สิทธิ และเสรีภาพเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญ

4. การยุติการชุมนุมเป็นการระงับความขัดแย้งเพียงชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวให้สังคมไทยที่ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันในทางการ เมืองแต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติและโดยเคารพสิทธิของกันและกัน สังคมไทยต้องแก้ไขความแตกแยกที่สาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งในทางการเมือง กติการัฐธรรมนูญ และความไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย โดยขอให้มีคณะกรรมการอิสระค้นหาความจริงที่เป็นสาเหตุรากเหง้าของความขัด แย้งที่นำมาสู่การใช้ความรุนแรงในสังคมไทย และขอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขที่สาเหตุของปัญหาโดยเร่งด่วน

ความขัดแย้งที่จบลงไปเป็นเพียงชั่วคราว แก้ปัญหาระยะยาวต้องใช้ความเป็นธรรม

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : จากการปกครองภายใต้ข้อยกเว้น สู่การทำให้ข้อยกเว้นเป็นเหตุผลในการปกครอง

ที่มา ประชาไท

(ฉบับปรับปรุงครั้งที่หนึ่ง - ใช้อ่านได้ในทุกพื้นที่)

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่เดิมนั้น เรามักเชื่อว่าเราสามารถแบ่งแยกสังคมเผด็จการจากสังคมประชาธิปไตยด้วยการพิจารณาตัวบทในรัฐธรรมนูญ และกฏหมายฉบับอื่นๆ เช่นเราฟันธงกันมาตลอดว่า การมีมาตรา 17 ในรัฐธรรมนูญในยุคจอมพลสฤษดิ์ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างกว้างขวางในการตัดสินใจต่างๆภายใต้เรื่องความมั่นคงของชาตินั้นเป็นข้อบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าสังคมในยุคนั้นเป็นเผด็จการ

แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราพบว่าในสังคมที่เราเรียกว่าสังคมประชาธิปไตย ก็มีกฏที่เรียกว่ากฏอัยการศึก ซึ่งมีขั้นตอนการประกาศใช้ได้เช่นกัน (และก็มีการประกาศใช้อยู่หลายครั้ง) หรือให้ทันสมัยหน่อยก็มีเรื่องที่เรียกว่า พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน

นั่นก็หมายความว่าในสังคมประชาธิปไตยนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ (ที่เรียกว่าเผด็จการ) เช่นกัน แต่ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่ว่า การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในสังคมเผด็จการนั้นไม่ต้องถูกตรวจสอบ เพราะผู้ใช้อำนาจเผด็จการนั้น "เป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"

ขณะที่สำหรับสังคมประชาธิปไตยนั้น อำนาจของคนๆเดียว หรือคณะบุคคล ย่อมถูกตรวจสอบในสองระดับ กล่าวคือ ในระดับแรก อำนาจที่ใช้โดยคนๆเดียวหรือคณะบุคคลนั้น จะมีเงื่อนเวลากำกับว่าใช้ได้กี่วัน และภายหลังจากนั้นย่อมจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าการประกาศคำสั่งเหล่านั้นมีเหตุผลอันควรหรือไม่ ต่อสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน ทั้งนี้เพราะกฏอัยการศึกและพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นกฏหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร และมีลักษณะชั่วคราว ไม่ได้มีลักษณะถาวรใช้ไปได้เรื่อยๆ

เพราะโดยแท้จริงรัฐสภาต่างหากที่มีอำนาจในการออกกฏหมายตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ เพราะการปกครองระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยนั้นการออกกฏหมายจะต้องมีกระบวนการที่ผ่านการพิจารณาถกเถียงจากตัวแทนของประชาชนและผ่านการลงพระปรมาภิไธย ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ใช้เวลาอันยาวนาน มากกว่าการอกกฏหมายยกเว้น หรือข้อบังคับอื่นๆตามลำดับศักดิ์ของกฏหมาย

ส่วนในระดับที่สอง เนื่องจากสังคมประชาธิปไตยนั้นไม่มีผู้นำประเทศที่อยู่ค้ำฟ้า ดังนั้นผู้นำ/คณะผู้นำประเทศย่อมต้องถูกตรวจสอบโดยประชาชนผ่านการเลือกตั้งตามระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้นการออกกฏหมายของรัฐบาล หรือของพรรคฝ่ายรัฐบาลใดๆก็จะต้องถูกตรวจสอบจากประชาชนเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ถ้าไม่ดี ก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่

โดยทั่วไปเรามักพูดเรื่องของกฏอัยการศึกและ/หรือพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ในแง่ของ "การปกครองภายใต้ข้อยกเว้น" ในความหมายที่ว่า เรามีสภาวะปรกติทางการเมืองอยู่ แล้วเราเชื่อว่าการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ และหรือ อำนาจที่เข้มข้นเข้มงวดนั้นเป็นข้อยกเว้น ด้วยต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆเท่านั้นถึงจะใช้ได้ ไม่ว่าจะในสังคมเผด็จการหรือในสังคมประชาธิปไตย

แต่เอาเข้าจริง เรามักจะพบว่า การปกครองภายใต้ข้อยกเว้นนั้นมีเสน่ห์มาก เสียจนทำให้ผู้ที่ปกครองนั้นมักพยายามเสมอที่จะสร้างข้อยกเว้นที่มีลักษณะชั่วคราวให้กลายเป็นข้อยกเว้นที่เป็นลักษณะถาวร เพื่อทำให้การปกครองที่เชื่อว่าเป็นลักษณะชั่วคราวกลายเป็นการปกครองในลักษณะที่ถาวร

ลองพิจารณาคำว่า state of exception จะพบว่า คำว่า state มันแปลได้ทั้งคำว่า "สถานะ" "รัฐ" และ "รัฐบาล" แห่งข้อยกเว้น (of exception) นั่นแหละครับ

ผมมีประเด็นที่จะเขียนถึงการปกครองโดยการสถาปนาข้อยกเว้นมาเป็นข้ออ้างในการปกครองอยู่สี่ประเด็นดังนี้

ประการแรก การปกครองด้วยสภาวะข้อยกเว้นนั้นจะทำงานได้ดีเมื่อให้เหตุผลว่าประชาชนนั้นปกป้องตัวเองไม่ได้ ดังนั้นรัฐต้องเข้ามาปกป้องประชาชน

เรื่องนี้เหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่คิดไปคิดมา มันมีสองด้านที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ในด้านแรก การเพิ่มความเข้มข้นและเบ็ดเสร็จนั้นเกิดขึ้นภายใต้ข้ออ้างที่ว่า ประชาชนปกป้องตัวเองไม่ได้ เนื่องจากจะเกิดสถานการณ์รุนแรง หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดสถานการณ์รุนแรง

แต่ในอีกด้านหนึ่งการจะป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นนั้น จำเป็นจะต้องทำให้ประชาชนไม่มีอำนาจ และต้องยืนยันให้ประชาชนไม่มีอำนาจและเปลือยเปล่ามากขึ้น

ในความหมายที่ว่า สิ่งเดียวที่ประชาชนจะมีในการปกป้องตัวเองนั้นคือความเมตตาและความเข้มแข็งของรัฐ ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพที่ใช้ห่อหุ้มตัวเขา

ดังนั้นเราจะเห็นว่ายิ่งปล่อยให้การปกครองภายใต้ข้อยกเว้นนั้นดำเนินต่อไป ประชาชนก็มีแนวโน้มที่จะเปลือยเปล่ามากขึ้น เสียสิทธิเสรีภาพมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งจะเคลื่อนที่ไปไหน หรือแสดงความคิดเห้นที่แตกต่างไปจากรัฐบาล

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สภาวะที่ขัดกันเองของการพยายามลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะเสรีภาพที่จะเห็นต่างและคัดค้านรัฐบาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง คณะผู้ปกครองภายใต้สภาวะฉุกเฉินนั้นก็พยายามเหลือเกินที่จะยืนยันว่าทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างเป็นปรติ

ลักษณะดังกล่าวนี้ค่อนข้างแปลกประหลาด เพราะกลายเป็นว่า หากต้องการเสรีภาพในอนาคต สิ่งที่จะต้องยอมในปัจจุบันก็คือการยอมให้เสรีภาพนั้นถูกริดรอน

ดังนั้นสิ่งที่แน่นอนหากมองจากปัจจุบันก็คือ การยอมให้ถูกริดรอนเสรีภาพ เพื่อหวังว่าจะได้รับเสรีภาพคืนมาในอนาคตทั้งที่หาความแน่นอนอะไรไม่ได้

ประการที่สอง การปกครองในสภาวะข้อยกเว้นนั้น จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อสภาวะข้อยกเว้นนั้นมีอยู่ กล่าวคือ การปกครองดังกล่าวจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อสภาวะข้อยกเว้นนั้นดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

นั่นหมายความว่าสภาวะขัดกันเองประการที่สองที่สำคัญก็คือ ประสิทธิภาพของการปกครองภายใต้ข้อยกเว้นนั้นสามารถวัดได้ในสองทาง ในทางแรกคือการสิ้นสุดสภาวะของข้อยกเว้น ซึ่งมักไม่เกิดขึ้นง่ายๆ หรือถ้าเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นพร้อมกับความสูญเสียของคนจำนวนหนึ่ง(ซึ่งจะถูกมองว่าเป็นสมาชิกของสังคมหรือไม่ก็สุดแล้วแต่)

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จของการปกครองในสภาวะข้อยกเว้นก็คือการปกครองแบบข้อยกเว้นต่อไปเรื่อยๆตราบเท่าที่สภาวะข้อยกเว้นนั้นดำรงอยู่ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว หากไม่มีสภาวะข้อยกเว้นหรือหากสภาวะข้อยกเว้นไม่ถูกสถาปนาขึ้น (แตกต่างจากการมองว่าสภาวะข้อยกเว้นนั้นอยู่เหนือการควบคุมของผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองต้องประกาศและจัดการกับสภาวะข้อยกเว้น และทำให้ข้อยกเว้นดังกล่าวหมดไป) ก็จะไม่มีเหตุผลในการมีการปกครองที่เข้มงวดกว่าปรกติตั้งแต่แรกเริ่มอีกต่างหาก

เราจึงเห็นว่า การปกครองในปัจจุบันนั้น จะมีความชัดเจนก็เฉพาะการประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่สามารถแม้แต่จะบอกได้สภาวะฉุกเฉินนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

ดังนั้นการสร้างสภาวะฉุกเฉิน สภาวะข้อยกเว้นเพื่อให้ปกครองต่อไป จึงง่ายกว่าการสร้างสภาวะให้ความฉุกเฉินและข้อยกเว้นนั้นสิ้นสุดลง

ประการที่สาม การปกครองในสภาวะข้อยกเว้น โดยเฉพาะเมื่อการปกครองดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจากการสถาปนาข้อยกเว้นขึ้นมา แล้วจึงปกครองด้วยการทำให้ข้อยกเว้นนั้นยืดเวลาออกไปเรื่อยๆ ทำให้เราต้องมาย้อนคิดกันอีกครั้งว่าใครสามารถสถาปนาข้อยกเว้นและกฏเกณฑ์ในการปกครองในระบอบการปกครองภายใต้สภาวะยกเว้นเหล่านั้นได้

พูดง่ายๆก็คือ คนที่สถาปนาระบอบการปกครองแบบข้อยกเว้นดังกล่าวนั้นเขาอยู่ภายใต้ระบบกฏหมายที่มีอยู่เดิมอย่างไร เคยมีการตั้งคำถามไหมว่าตกลงเขายอมให้กฏหมายข้อไหนอยู่ได้บ้างหรือเขาล้มเลิกกฏหมายข้อไหนบ้าง

พูดอีกอย่างก็คือ สุดท้ายแล้ว ผู้ปกครองในระบอบการปกครองแบบข้อยกเว้นนี้เขาอยู่ภายใต้ระบบกฏหมายหรือไม่? และที่สำคัญก็คือ เมื่อเขาไม่อยู่ภายใต้ระบบกฏหมาย เขาเองกลับพยายามบีบให้คนใต้ปกครองของเขาอยู่ภายใต้ระบบกฏหมาย โดยเฉพาะกฏหมายที่เขาสร้างขึ้นมา ทั้งที่เขาไม่ได้เคารพกฏหมายเดิมที่มีบางมาตรา แถมยังออกกฏหมายใหม่

ประการสุดท้าย ในการปกครองในห้วงเวลาของข้อยกเว้นนี้ "เสียง" อะไรบ้างที่ผู้ปกครองจะได้ยิน มีความเป็นไปได้ไหมว่า "เสียง" ของผู้ใต้ปกครองนั้นมีอยู่หลายแบบ แต่ผู้ปกครองผู้สร้าง กำหนด ประกาศ และตัดสินว่าสภาวะข้อยกเว้นจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่นั้น จะได้ยินเสียงของผู้ใต้ปกครองเพียงบางกลุ่มเท่านั้นเอง ... คำถามก็คือ ผู้ปกครองมีวิธีกำหนดและอธิบายอย่างไรว่าอะไรที่เรียกว่า "เสียง" อะไรที่เรียกว่า "ภาษา" (หรือเสียงที่มีความหมายสื่อสารได้และควรสื่อสารด้วย)

เอาเข้าจริงการกำหนดว่าเสียงไหนฟังได้ คือฟังแล้วเป็นภาษา มากกว่าเป็นแค่ เสียงวุ่นวาย อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดการปกครอง การปกครองภายใต้ข้อยกเว้น และการกำหนดข้อยกเว้นเพื่อใช้ในการปกครองก็เป็นไปได้นะครับ

แต่ก็ยากเย็นเหลือเกิน เพราะผู้ที่กำหนดเสียงเหล่านั้นให้เป็นภาษา นอกจากจะมาจากตัวรัฐบาลเอง หน่วยงานของรัฐบาลต่างๆ (อาทิ หน่วยงานข่าวกรอง) ยังจะเกี่ยวเนื่องไปถึงสื่อมวลชนผู้ทำหน้าที่ "สื่อเสียง/แปลงเสียง ให้เป็นภาษา" อีกด้วย

ท่าทางสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะสื่อที่กำลังทำหน้าที่อยู่นั้นก็พร้อมที่จะเป็นสื่อภายใต้การปกครองแบบข้อยกเว้นอันเป็นนิรันดร์ไปด้วยมิใช่หรือ?

--------------------------------------

ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก

เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 787 [29 มิ.ย. - 5 ก.ค. 2550]

ตีพิมพ์พร้อมกันทั้งใน prachatai.com และ onopen.com