WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 15, 2009

‘ทีวีไทย’ ยังไม่ใช่ ‘ทีวีสาธารณะ’ บทพิสูจน์จากการรายงานข่าวจลาจลในประเทศ

ที่มา ประชาไท

โดย จอม เพชรประดับ

สื่ออคติ ขาดความรับผิดชอบ

สื่อกระหายเลือด

สื่อไม่เป็นกลาง

สื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อสองมาตรฐาน

ฯลฯ

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สังคมตั้งคำถาม และร่วมกันประณามการทำงานของสื่อมวลชนอย่างรุนแรง จากเหตุการณ์นองเลือดกลางเมืองหลวงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีทั้งการออกแถลงการณ์ การให้สัมภาษณ์เรียกร้องสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อ ให้สื่อมีความเป็นธรรม เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ตรงไปตรงมา และมีความรับผิดชอบ

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่มีแต่เฉพาะ ทีวีไทย และ ช่อง 11 เท่านั้น ที่เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้เวลากับการนำเสนอเหตุการณ์มากที่สุด ขณะที่ช่องอื่นนั้น ยังคงติดพันอยู่กับภารกิจสำคัญเหมือนที่เคยปฎิบัติกันมา นั่นก็คือ การแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าจะคำนึงถึงประโยชน์ของสาธารณะ แม้แต่ช่วง 9 อสมท.ก็ไม่มีข้อยกเว้น ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นอีกช่องที่มีภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่นเดียวกับ ทีวีไทย และช่อง 11

และไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องคาดหวังอะไรกับการเปิดดูช่อง 11 ว่าจะเป็นช่องที่ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน เพราะเป็นช่องที่ถูกสร้างให้มีภารกิจแก้ต่างแทนรัฐบาลอยู่แล้ว ความคาดหวังก็เลยไปอยู่ที่ ทีวีไทย สถานีโทรทัศน์สาธารณะช่องแรกของประเทศไทยที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อภารกิจพิเศษ นั่นคือ เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ มุ่งรับใช้ประชาชนคนไทยทุกกลุ่ม

แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของทีวีไทย กลับไม่ต่างไปจากช่อง 11 คือเป็นกระบอกเสียงรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกช่อง ทั้งๆ ที่ในบทบัญญัติของกฎหมาย อันเป็นที่มาของสถานีโทรทัศน์

ช่องนี้ ก็เพื่อจะเสนอข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ รอบด้าน เป็นธรรม เป็นกลาง เพื่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างทั่วถึง รวมทั้งเพื่อทำหน้าที่สร้างความเข้าใจในความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อเป้าหมายคือการแก้วิกฤติของประเทศชาติ แต่เพราะเหตุใด ทีวีไทย จึงไม่ได้ทำหน้าที่นี้อย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งๆ ที่เป็นสถานีโทรทัศน์ที่ผ่านการเรียกร้องต่อสู้มาจากประชาชน (อาจารย์จอน อึ้งภากรณ์ อธิบายเรื่องนี้อย่างไร)

หากการปฏิบัติหน้าที่ของ ทีวีไทย ในยามวิกฤติ ซึ่งประชาชนต้องการข้อเท็จจริง และต้องการเห็นทางแก้ปัญหาเพื่อยุติสงครามกลางเมือง เพื่อความสงบสุขของประเทศ ยังเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ยิ่งจะเป็นการตอกย้ำข้อสังเกตที่ว่า ทีวีไทย เกิดจากการทำรัฐประหาร ก็ย่อมที่จะสนองความต้องการของผู้มีอำนาจมากกว่าที่จะสนองความต้องการของประชาชน

ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผู้เขียนระมัดระวังอย่างยิ่งกับการวิจารณ์ทีวีไทย เพราะอาจจะมีคนที่พาลคิดไปว่า เป็นแค้นฝังหุ่น เหตุเพราะถูกตะเพิดออกมาด้วยข้อหารับใช้ระบอบทักษิณ ได้เคยปฏิเสธข้อกล่าวหาลักษณะนี้เช่นนี้ไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง และถึงตอนนี้ก็ยังยืนยันที่จะให้มีทีวีสาธารณะ ทั้งเห็นด้วยและสนับสนุนอย่างเต็มที่ตั้งแต่เริ่มต้น (ถ้าไม่เห็นด้วยคงไม่ไปสมัครงานตั้งแต่วันแรกของการเปิดรับพนักงาน) ทั้งนี้ก็เพราะหวังที่จะให้คนไทยได้หลุดพ้นจากพันธนาการ การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากผู้มีอำนาจ รวมทั้งอยากเห็นเกราะกำบัง หรือภูมิคุ้มกัน สำหรับคนทำข่าวที่มีความรับผิดชอบ กล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประชาชนจะได้ประโยชน์โดยไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจใดๆ

คนทำสื่อโทรทัศน์อย่างทีวีไทย จะต้องเข้าใจว่า เพราะเหตุใดสถานีโทรทัศน์ช่องนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาให้มีอิสระ มีเกราะกำบังที่จะคอยคุ้มกันคนทำข่าวอย่างเต็มที่ มีการอุดหนุนเงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนมาสนับสนุนอย่างไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางธุรกิจและการเมือง ก็เพราะว่า ในยามวิกฤติ เมื่อโทรทัศน์ทุกช่องถูกฝ่ายผู้มีอำนาจเข้าแทรกแซงครอบงำ ทีวีสาธารณะช่องนี้ เป็นเพียงช่องเดียวที่ประชาชนหวังว่า จะทำหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงได้อย่างรอบด้าน ครบถ้วน และเป็นธรรมมากที่สุด แต่สำนึกนี้ดูเหมือนว่า ยังไม่เกิดขึ้นกับคนทำโทรทัศน์สาธารณะช่องนี้

อีกทั้งคนทำข่าว ทีวีสาธารณะ รวมทั้งนักข่าวไทยทุกคน จะต้องเข้าใจด้วยว่า การทำข่าวความขัดแย้งของคนไทยภายในชาติเดียวกันที่ถึงขั้นนองเลือดนั้น คนทำข่าวจะต้องไม่คิดว่า ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นศัตรูของชาติ ( อย่าคิดเหมือนฝ่ายที่กุมอำนาจในขณะนั้นคิด) จะต้องไม่คิดแบ่งเขา แบ่งเรา จะต้องคำนึงอยู่เสมอว่า กลุ่มบุคคลที่กำลังต่อต้านรัฐบาล ด้วยวิธีการผิดกฎหมายทั้งหลาย ไม่ว่า ปิดถนน เผารถเมล์ ขว้างปาสิ่งของใส่ทหาร หรือทำลายอาคารบ้านเรือน พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ต้องมองด้วยหัวใจที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นก็คือพี่น้อง ลุงป้าน้าอา ซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกันกับเรา แต่อาจจะมีความเห็นต่างจากผู้มีอำนาจ หรือมีความคิดต่างไปจากเรา อย่าได้เอาความรู้สึกของตัวเราเป็นที่ตั้ง หรืออย่าได้เอาความรู้สึกหรือความต้องการของผู้มีอำนาจมาอยู่ในความคิดหรือความรู้สึกของเราซึ่งเป็นคนทำข่าวเด็ดขาด ที่สำคัญที่สุด นักข่าวทุกคน จะต้องคิดอยู่เสมอว่า จะทำอย่างไรถึงจะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้ คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

สิ่งที่ประชาชนผู้กระหายข้อเท็จจริงในยามที่บ้านเมืองอยู่ในสภาพจลาจลหรือยามวิกฤติ จึงไม่ใช่เพียงแค่การรายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความขัดแย้ง เช่น การทุบรถนายกรัฐมนตรี การเผารถเมล์ การปิดถนน การทุบตีระหว่างประชาชนด้วยกันเอง หรือการทุบตีระหว่างประชาชนกับทหาร แต่ควรจะมีบทวิเคราะห์ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงที่ไปที่มาของปัญหา เหตุผล ความต้องการของแต่ละฝ่าย ที่สำคัญ คนทำข่าวจะต้องมีสำนึกความรับผิดชอบประกอบด้วย นั่นคือ ต้องพยายามหาทางออกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อป้องกันการนองเลือดด้วย

(สถานการณ์ข่าวแบบนี้ คิดอย่างสื่อตะวันตก ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศไม่ได้ )

ผู้เขียนเองเฝ้าติดตามการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 13 เมษายน เริ่มจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงและทหาร บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และอีกหลายจุดในบริเวณใกล้เคียง การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์แต่ละช่องไม่แตกต่างกัน คือเน้นไปที่เหตุการณ์ การรายงานสดจากนักข่าวในพื้นที่ผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งน่าแปลกที่ไม่มีช่องไหนเลยรายงานสด หรือมีทีมโอบีรายงานสดในพื้นที่เลย (มีแต่ ซีเอ็นเอ็น และบีบีซี ที่ยืนรายงานเหตุการณ์จากสถานการณ์จริง) ทำให้ไม่เห็นภาพความจริงที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที ได้ยินจากเสียงการรายงานของนักข่าว ซึ่งนักข่าวหลายคนก็อยู่ในอาการหวาดกลัว ตกใจ และใช้ภาษาคำบรรยายในลักษณะที่ทำให้คนดู คนฟัง ที่อยู่หน้าจอทีวี คิดไปในทำนองว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้ร้าย เป็นโจรคลั่งที่มุ่งจะทำร้ายทุกคนที่ขวางหน้า และจะต้องรีบจัดการให้เด็ดขาด (เช่นคำบรรยายที่ว่า “…ชาวบ้านย่านนางเลิ้งต่างก็วิ่งกรูเข้าไปเพื่อจะจัดการกับคนเสื้อแดง.” )

เฉพาะทีวีไทย มีการรายงานเหตุการณ์ผ่านทางโทรศัพท์ของนักข่าวในพื้นที่บ่อยครั้งและยาวนาน และมีการปล่อย ภาพคนเสื้อแดงเผารถ ภาพคนเสื้อแดงปิดถนน ขว้างปาสิ่งของใส่ทหาร ภาพทหารยิงคนเสื้อแดง ภาพประชาชนไม่พอใจคนเสื้อแดง ออกมาทำร้ายคนเสื้อแดง ภาพและเสียงจากฝ่ายรัฐบาลที่ตอกย้ำความผิดของกลุ่มคนเสื้อแดง รวมทั้งสัมภาษณ์ประชาชนที่ไม่พอใจการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยตำหนิอย่างรุนแรงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ว่าเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติ เหตุการณ์และข้อเท็จจริงเหล่านี้มีการบรรยายและนำเสนออย่างต่อเนื่องโดยไม่มีคำอธิบายหรือข้อเท็จจริงจากฝ่ายของเสื้อแดงเลย

การรายงานเหตุการณ์จลาจล โดยการนำเสนอข่าวเพียงด้านเดียวและต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงกลายเป็นการสร้างอารมณ์ความเกลียดชัง ความโกรธแค้นให้เกิดขึ้นกับคนดูที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่ที่บ้าน สิ่งที่ทีวีไทย ขาดพร่องไป นั่นก็คือการ อธิบายความ ถึงที่ไปที่มาของปัญหา การพูดถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่นำไปสู่การโกรธแค้น ไม่ช่วยลดอุณหภูมิความโกรธแค้นลง แต่กลับเร่งอารมณ์ความรู้สึกที่จะให้เกิดการเข่นฆ่ากันมากขึ้น

วันเกิดเหตุการณ์การจลาจลขึ้นนั้น ทีวีไทยควรที่จะปรับผังรายการใหม่ให้เป็นรายการพิเศษ ที่มีทั้งการรายงานสดในพื้นที่ การพูดคุยสัมภาษณ์บุคคลที่ต้องการที่จะคลี่คลายปัญหา หรือต้องการหาทางออกผ่านทางโทรศัพท์ หรืออาจจะเชิญมาร่วมรายการ ไม่ใช่รายงานสดเหตุการณ์ สลับกับการอธิบายความจากฝากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการอธิบายในเชิงการแก้ปัญหา หาทางลดอุณหภูมิความโกรธแค้นลง

การรื้อผังรายการปกติ เพื่อปรับเป็นรายการพิเศษที่จะเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในยามที่ประเทศชาติอยู่สถานการณ์วิกฤติ หรือเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นภายในบ้านเมือง จะต้องทำให้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของทีวีไทย เพราะ เป็นทีวีสาธารณะ ที่ไม่มีเงื่อนไขเรื่องความเสียหายทางธุรกิจ เพราะเป็นทีวีที่ใช้เงินภาษีของประชาชน

นอกจากนั้น คนข่าวทีวีสาธารณะ จะต้องเป็นต้นแบบของคนข่าวที่มีคุณภาพของประเทศ จะต้องมีจิตใจที่รักความเป็นธรรม มีความเป็นกลาง มีความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคม มุ่งทำงานเพื่อประโยชน์ของสาธารณะและส่วนรวมเป็นสำคัญ ถ้าคนข่าว ทีวีสาธารณะ ทำไม่ได้ ก็ไม่อาจจะคาดหวังคุณภาพคนข่าว จากสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นได้ เพราะนักข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นนั้น ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันหรือเกราะกำบังอย่างแข็งแรงในเรื่องสิทธิเสรีภาพ เหมือนกับคนข่าวของ ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ

คนข่าวโดยทั่วไป และโดยเฉพาะคนข่าวทีวีไทย จะต้องวิเคราะห์ให้ประชาชนเข้าใจว่า การแก้ปัญหาความแตกต่างทางอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่อาจจะแก้ปัญหาให้ยุติได้ด้วยการใช้กำลัง ดังนั้นการที่รัฐบาล กองทัพ และตำรวจ สามารถประสานงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงได้ ก็ใช่ว่าปัญหาจะยุติลงได้ เป็นหน้าที่ของคนข่าวทุกคน โดยเฉพาะคนข่าวทีวีไทย จะต้องขบคิดต่อไปว่า จะร่วมกันแก้ปัญหาให้วิกฤตินี้ผ่านพ้นไปได้อย่างถาวรได้อย่างไร

จึงอยากเห็นการปรับเปลี่ยนทีวีไทยอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่บัดนี้ โดยน่าที่จะเอาหนังจีน หนังเกาหลี ออกไปจากหน้าจอก่อน แล้วเปลี่ยนมาจัดเวที เปิดพื้นที่สาธารณะ ระดมความคิดเห็นจากทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤติของประเทศชาติ เพราะวิกฤติของบ้านเมืองเราเวลานี้มีหลายด้านหลายปัญหาเหลือเกิน จะหวังพึ่งทีวีช่องอื่นก็ยิ่งหมดหวัง ทีวีไทย จึงเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของสังคมไทย

เอาไว้ เมื่อสังคมไทยเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ค่อยกลับมาดูหนังจีน หนังเกาหลี หรือรายการที่สร้างสรรค์ จรรโลงใจ ให้ไอเดียอย่างบรรเจิดกันต่อไป

ม็อบเสื้อแดงสนามหลวงเปลี่ยนใส่สีอื่น-เชียงใหม่ไม่เลิก "เยาวเรศ"อัดสื่อไม่เป็นธรรมกับตระกูล"ชินวัตร"

ที่มา มติชนออนไลน์

ม็อบเสื้อแดงสนามหลวง ผู้ชุมนุมเปลี่ยนใส่สีอื่น กลุ่มรักเชียงใหม่ไม่เลิกปลุกระดมโจมตีสื่อ-รบ. "เยาวเรศ"ติงสื่อไม่ให้ความเป็นธรรมครอบครัว"ชินวัตร"ยัน"สมชาย-เยาวภา"ยังอยู่เมืองไทย "วีระ"อ้างถูกใส่ร้าย-ไร้กระบอกเสียงสู้ กลับไปตั้งหลักต่อสู้ใหม่ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมซึมเศร้า-ร้องไห้ "เหนือ-อีสานแตก มีทั้งลุย-เลิก!

ม็อบเสื้อแดงสนามหลวง ผู้ชุมนุมเปลี่ยนใส่สีอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการบรรยากาศบริเวณท้องสนามหลวง ภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงบางส่วนได้เคลื่อนการชุมนุมไปปักหลักชุมนุมบริเวณดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น พบว่า ยังคงมีผู้ชุมนุมประมาณ 10 คน ยังปักหลักอยู่บริเวณดังกล่าว โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ชุมนุมทุกคนได้เปลี่ยนเสื้อจากสีแดงมาใส่เสื้อสีอื่น นอกจากนี้ในช่วงคืนที่ผ่านมาได้มีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลความปลอดภัยบริเวณรอบพื้นที่ เพื่อป้องกันมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์


ทั้งนี้บริเวณรอบท้องสนามหลวงฝั่งวัดพระแก้วมรกต ได้มีชาวต่างชาติเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมและท่องเที่ยวตามปกติ ส่วนสถานที่ราชการและสถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย กระทวงกลาโหมและกระทรวงสำคัญต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณถนนราชดำเนินยังคงมีกำลังทหารตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยอยู่

กลุ่มรักเชียงใหม่ไม่เลิกปลุกระดมโจมตีสื่อ-รบ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานีวิทยุชุมชนกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ยังคงปลุกระดมชาวเชียงใหม่ให้ออกมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งนี้ นักจัดรายการวิทยุชุมชนยังกล่าวโจมตีสื่อมวลชน ที่บิดเบือนข่าวและยังกล่าวโจมตีว่า รัฐบาลว่าจ้างกลุ่มบุคคลออกมาสร้างสถานการณ์


ด้านพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 กล่าวว่า ตนได้สั่งให้ตำรวจจับตาคลื่นวิทยุชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ 3-4 คลื่นอย่างใกล้ชิดว่า มีการนำไปใช้ผิดกับวัตถุประสงค์ของวิทยุชุมชนหรือไม่ หากยังมีการใช้วิทยุชมชนปลุกระดม จะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการทันที ตอนนี้ได้รับรายงานว่า มีวิทยุชุมชนถอนตัวออกจากกลุ่มเสื้อแดงไปแล้ว 1 คลื่น ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่นั้น ยังไม่มีเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วง และได้จัดกำลังตำรวจตั้งด่านตรวจค้นการขนคนเสื้อแดงเข้า-ออกในพื้นตามถนนสาย หลักอย่างเคร่งครัด และทางตำรวจก็ได้มีการเตรียมกำลังเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ตลอด 24 ช.ม.

"เยาวเรศ"ติงสื่อไม่ให้ความเป็นธรรมครอบครัว"ชินวัตร"

นางเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยวันนี้ (15 เม.ย.) ว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา ภรรยา ยังคงอยู่ในประเทศไทย ไม่ได้หลบหนีออกนอกประเทศตามที่สื่อมวลชนไทยรายงาน โดยยืนยันคนตระกูลชินวัตร ส่วนใหญ่ ยังอยู่ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เห็นว่า สื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับคนในตระกูลชินวัตร ทำให้ ครอบครัว เกิดความเสียหาย


อย่างไรก็ตาม นางเยาวเรศ ได้ปฏิเสธตอบคำถามที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งปฏิเสธให้ความเห็นกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ พร้อมให้เหตุผลว่า ขอไม่พูดเรื่องการเมือง

"เสื้อแดง"ประกาศยุติชุมนุม


กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว หลังชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี ลาออก โดยเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย เนื่องจากมีผู้ไม่ประสงค์ดีแอบแฝงมาอยู่ในกลุ่มเสื้อแดง ขณะที่รัฐบาลประกาศให้วันที่ 16-17 เมษายน เป็นวันหยุดราชการอีก 2 วัน โดยอ้างว่า เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนโดยรวม และเพื่อบูรณะฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ


ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 14 เมษายน นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ปราศรัยบนเวทีที่สะพานชมัยมรุเชฐว่า "เราจะประกาศขอให้ยุติการชุมนุมก่อน เพราะขณะนี้มีผู้ไม่ประสงค์ดีได้แอบแฝงมาอยู่ในกลุ่มเสื้อแดงด้วย อีกทั้งเราก็ยังไม่มีสื่อไว้สื่อสารด้วย จึงจำเป็นต้องยุติการชุมนุมไว้ก่อน เพราะหากยังชุมนุมต่อไปก็เสี่ยงที่จะมีกองกำลังทหารเตรียมเข้าสลายการชุมนุม ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจึงขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้แยกย้ายกันไปก่อน และหลังจากนี้จะมีตำรวจพาผู้ชุมนุมแยกย้ายกลับภูมิลำเนา เพื่อความปลอดภัย และหากมีการดำเนินคดีแกนนำก็เตรียมพร้อมต่อสู้ทุกคดี อย่างไรก็ตาม การยุติการชุมนุมครั้งนี้ก็เพื่อตั้งหลักต่อสู้ใหม่ แต่ไม่ได้ยกเลิกการต่อสู้อย่างสิ้นเชิง"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทราบว่าจะยุติการชุมนุม ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนมีอาการซึมเศร้าและบ่นว่าไม่น่ายุติการชุมนุมในขณะนี้ บางคนร้องไห้ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนก็เริ่มเก็บข้าวของกลับเพื่อกลับภูมิลำเนาแล้ว ส่วนแกนนำหลายคนมีใบหน้าโศกเศร้าเมื่อมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุม


หวั่นถูกทหารบุกสลายม็อบ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายวีระจะประกาศยุติการชุมนุม ได้มีทหารจำนวน 2 กองร้อยพร้อมอาวุธปืนเอ็ม 16 ประจำอยู่บริเวณโรงเรียนแผนที่ทหาร ถนนราชดำเนินนอก และเจ้าหน้าที่เทศกิจ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้นำรถยก 2 คัน มายกรถเมล์ ขสมก.ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงเผาเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันกลุ่มเสื้อแดงที่ประจำอยู่บนสะพานมัฆวานรังสรรค์ ประมาณ 30 คน เริ่มนำกำลังมาตั้งแถวหน้ากระดานอยู่หลังแผงเหล็ก เพื่อเตรียมรับมือทหารในการเข้าสลายการชุมนุม


คนเสื้อแดงเหนือ-อีสานแตก มีทั้งยุติชุมนุม-ลุยต่อไม่เลิก!


กลุ่มเสื้อแดงหลายจังหวัดผิดหวังที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.)ประกาศยุติการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 เมษายน โดยนางสดศรี ฉันทะ ประธานชมรมฌาปณกิจสงเคราะห์ลูกเสือชาวบ้าน จ.ตราด แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่เคยชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดตราด ระบุว่า รู้สึกเสียใจ แต่สอบถามแกนนำแล้วระบุว่าแค่ยุติลงชั่วคราวก่อน เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาใหญ่ และเกิดการบาดเจ็บล้มตายของผู้ชุมนุม


ส่วนกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ ในนามสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย จ.เชียงใหม่ ประมาณ 100 คน ที่เปิดเวทีปราศรัยย่อยบริเวณสนามหญ้าหน้าศาลากลางจังหวัด ยอมสลายการชุมนุมทันที แต่กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งรวมตัวกันที่หน้าโรงแรมแกรนด์วโรรสพาเลซ อ.เมืองเชียงใหม่ นำโดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ยังประกาศไม่ยอมแพ้ พร้อมเชิญชวนผ่านสถานีวิทยุชุมชนให้มารวมตัวกันสู้ต่อ โดยจะเดินทางไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวงแทน


ที่ จ.กาฬสินธุ์ นายพิทยา พลเยี่ยม ข้าราชการบำนาญ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกาฬสินธุ์ ยังคงปลุกระดมให้คนเสื้อแดงมารวมตัวที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด จนทำให้เกิดกระแสข่าวว่าคนเสื้อแดงอาจสร้างความไม่สงบในกิจกรรมวันสงกรานต์ของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ส่งผลให้นายเดชา ตันติยวรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ต้องสั่งการฝ่ายปกครองระดมกำลัง อส.กว่า 100 นาย เข้าไปดูแลขบวนแห่


จ.สระบุรี เวลา 12.20 น. กำลังทหารจำนวน 1 กองร้อย พร้อมอาวุธครบมือ และรถฮัมวี่ติดอาวุธ 11 คัน รถสายพานลำเลียง 4 คัน รถบรรทุกกำลังพล และรถจี๊ปอีกจำนวนหนึ่ง มาตั้งฐานเตรียมพร้อมบริเวณหน่วยบริการตำรวจทางหลวงทับกวาง ริมถนนมิตรภาพ กม.15-16 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เนื่องจากทราบว่ามีกลุ่มม็อบเสื้อแดงภาคอีสานใช้รถบัสกว่า 30 คันเป็นพาหนะจะบุกเข้ากรุงเทพฯ แต่ปรากฏว่าทั้งหมดถูกสกัดไว้ได้เสียก่อน บริเวณใกล้เขื่อนลำตะคลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา


เวลา 13.30 น. นางซาบีน่า ซาห์ ประธานชมรมคนเสื้อแดงขอนแก่น พร้อมสมาชิกประมาณ 30 คน ประชุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น จากนั้นสรุปสลายการชุมนุมชั่วคราว แล้วทุกคนก็พากันเล่นน้ำสงกรานต์ เก็บสิ่งของ และเวทีปราศรัยทำความสะอาดสถานที่ชุมนุมให้กลับอยู่ในสภาพเดิม แล้วพาเขน-องเดินทางกลับบ้าน


ขณะเดียวกัน นายอาเด็ฟ โซ๊ะโก เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสมาชิกเครือข่ายประมาณ 50 คน พากันเดินรณรงค์ประณามการใช้ความรุนแรงในการก่ออาชญากรรมโดยรัฐต่อประชาชน ไปตามถนนสายสำคัญในเขตเทศบาลนครขอนแก่น

เวลา 10.00 น. ทหารจำนวน 2 กองร้อย เริ่มเคลื่อนพลมายังหน้าสหประชาติ (ยูเอ็น) ก่อนเคลื่อนขบวนเข้าไปประจันหน้ากับกลุ่มเสื้อแดง ห่างกันประมาณ 30 เมตร กลุ่มเสื้อแดงจึงรวมตัวกันตั้งแถวหน้ากระดานยกมือทั้งสองข้างไว้บนศีรษะ ขณะที่ผู้ชุมนุมบางคนก็ถือธงชาติไทยไว้ในมือ และยืนเผชิญหน้ากันประมาณ 15 นาที ทหารจึงยอมถอยหลังไป 5 เมตร


เวลา 10.30 น.แกนนำ นปช.ที่อยู่บริเวณเวทีชมัยมรุเชฐ ได้ปรึกษาหารือถึงสถานการณ์ และมีมติยุติการชุมนุม พร้อมให้นายวีระขึ้นเวทีประกาศยุติการชุมนุม โดยนายวีระกล่าวว่า หากยังคงปักหลักชุมนุมต่อไปจะถูกสลายการชุมนุมได้ และจะทำให้พี่น้องประชาชนที่มาร่วมชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บได้ "ผมยินดีรับผิดชอบทุกเรื่องการชุมนุมครั้งนี้ จะยุติลงเพื่อสวัสดิภาพของทุกคน ขอให้ระงับควมรู้สึกเอาไว้"


อ้างถูกใส่ร้าย-ไร้กระบอกเสียงสู้


เวลา 11.00 น. นายวีระขึ้นปราศรัยบนเวทีอีกครั้งว่า ได้เจรจากับเจ้าหน้าตำรวจแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม และการถอนออกไปจะไม่รีบร้อน ทางเราได้จัดรถบัสไว้ไปส่งพี่น้องแล้ว และอีกสาเหตุที่ยุติการชุมนุมก็ไม่อยากหลงกลอุบายของฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากที่ผ่านมาเสื้อแดงถูกใส่ร้ายมาตลอด ถูกใส่ร้ายว่าเผารถประจำทาง สื่อของเราสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่นก็โดนปิด เราไม่มีสื่อกระบอกเสียงแล้วจะเอาอะไรไปสู้ แกนนำเจ็บช้ำทุกคน และไม่มีประโยชน์ที่จะไปกระโดดหน้าผาตาย


เวลา 12.00 น. นายวีระ นายสุพร อัตถาวงศ์ เดินเท้าเข้าเจรจากับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. ที่บริเวณแยกมิสกวัน โดยมีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 100 คน เดินทางตามมาให้กำลังใจและคุ้มกัน ซึ่งภายหลังการเจรจากันประมาณ 20 นาที พล.ต.อ.พัชรวาทได้กล่าวกับนายวีระ ว่าให้แกนนำพาผู้ชุมนุมกลับบ้านไป แล้วอย่ากลับมาอีกนะ และเมื่อส่งผู้ชุมนุมขึ้นรถบัสหมดแล้ว แกนนำ นปช.ทั้งหมดก็เดินทางร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท ไปยัง บช.น.เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหา


ข่าวแจ้งว่า ก่อนที่จะประกาศยุติการชุมนุม กลุ่มเสื้อแดงจำนวนหนึ่งได้วางเพลิงเผารถประจำทางยูโรสาย 509 ใกล้โรงพยาบาลมิชชั่น ถนนพิษณุโลก ได้รับความเสียหายทั้งคัน


บ.ข.ส.จัด60คันส่งผู้ชุมนุมกลับ


นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บ.ข.ส.) กล่าวว่า บ.ข.ส.ได้รับการประสานงานจาก บช.น. และกำลังทหาร เพื่อขอรถจาก บ.ข.ส.ให้มารับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งในเบื้องต้น บ.ข.ส.ได้เตรียมรถจำนวน 60 คัน โดยเป็นรถของ บ.ข.ส. 30 คัน และรถร่วมบริการเอกชนอีก 30 คันสำรองไว้ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. สามารถนำส่งผู้ชุมนุมเดินทางออกจาก กทม.ได้ทั้งหมดประมาณ 3,000 คน เบื้องต้น บ.ข.ส.จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อน ส่วนจะเรียกเก็บคืนจากรัฐบาลได้หรือไม่จะต้องมีการหารือกัน ทั้งนี้เส้นทางที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เดินทางกลับคือ สายอีสาน สายอุดรธานี เกือบ 20 คัน หรือไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ที่เหลือก็เป็นจังหวัดอื่นในภาคอีสาน และสายเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย อุตรดิตถ์ แพร่ เป็นต้น และหลังจากนี้รถ บ.ข.ส.ก็จะรอที่สถานีปลายทางเพื่อรองรับการเดินทางกลับเข้า กทม.ในช่วงหลังเทศกาลด้วย


ประกาศจะกลับมารวมพลังอีก


นายสุพรกล่าวว่า การหยุดต่อสู้ตอนนี้ก็เพื่อรักษาชีวิตประชาชนไว้ เพราะประชาชนถูกยิงได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งนี้ตนและนายวีระไม่ได้มอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะยังไม่มีหมายจับ แต่เพียงต้องการออกจากพื้นที่เท่านั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์กลุ่มผู้ชุมนุม


"พี่น้องที่ต่อสู้กันมา 20 วันกำลังเหนื่อยล้าและอ่อนแรง และกลุ่มผู้ชุมนุมก็ถูกสกัดทุกรูปแบบ เพื่อไม่ให้พี่น้องมาร่วมชุมนุม ทำให้พี่น้องที่อยู่ในที่ชุมนุมขณะนี้มีกำลังลดน้อยลงไป และบางส่วนมีถูกยิงได้รับบาดเจ็บและถูกฆ่าไปมากมาย ดังนั้น ขวัญกำลังใจของกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนก็เสียไปด้วย เราจึงไม่อยากให้มีการสูญเสียชีวิตของพี่น้อง แต่อุดมการณ์และแนวทางการต่อสู้ของเรายังคงเดินหน้าต่อไป" นายสุพรกล่าว และว่า การสลายการชุมนุมเพื่อรักษาผลประโยชน์แล้วค่อยมารวมพลังกันใหม่ได้ ประชาธิปไตยยังไม่ได้จบสิ้นวันนี้ ต่อจากนี้เรายังมีแนวทางการต่อสู้อยู่

ศึกยังไม่สิ้น

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12

โดย ฐากูร บุนปาน



ถ้าวิกฤตและการจลาจลในช่วงที่ผ่านมาเป็น "กรรมหมู่" ของประชาชนไทยอย่างที่ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เปรียบเปรยเอาไว้

สถานการณ์จลาจลที่คลี่คลายโดยการประกาศสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ก็น่าจะเป็น "บุญเก่า" ที่ยังพอมีอยู่ของสังคมนี้

แต่ไม่ว่าบุญหรือกรรมนั้นมีวันหมด ถ้าไม่สร้างหรือสะสมใหม่

สังคมไทยอยากสะสมอะไรสำหรับอนาคต?

แต่จะสะสมอะไรก็ตามที อย่างแรกที่ต้องทำคือ สะสาง หาต้นตอของเหตุการณ์ให้ได้ ว่ากรรมของสังคมไทยครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

และใครบ้างที่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบ หรือทบทวนตัวเองเพื่อมิให้กระทำผิดซ้ำซากเช่นนี้อีก

ฝ่ายแดงซึ่งเริ่มต้นด้วยการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ เลื่อนไหลกลายเป็นม็อบป่าเถื่อนที่ก่อการจลาจลไปทั่วทั้งในกรุงเทพฯ และที่อื่นๆ ได้อย่างไร

ด่าม็อบเหลืองเอาไว้ แล้วทำซ้ำรอยเสียเอง ถีบให้มวลชนออกห่างจากตัวเองได้ยังไง

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สลัดความเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกระพือไฟให้ท่วมบ้านได้ลงคอ

แล้วยังเชื่อว่าจะ "คัมแบ๊ค" กลับมาได้จริงหรือ?

และที่มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด มีงานที่จะต้องทำเต็มมือมากที่สุดต่อจากนี้ก็คือ รัฐบาล

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ตอนที่เสื้อแดงบุกถล่มประชุมอาเซียน +3 +6 ว่านี่ไม่ใช่เวลาประกาศชัยชนะของใคร ในเมื่อทั้งสังคมพ่ายแพ้

วันนี้ รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ต้องพิสูจน์คำพูดข้างต้นด้วยการกระทำ

เพราะม็อบสลายได้ ก็มาใหม่ได้ ถ้าเงื่อนไขเป็นใจ

เงื่อนไขอะไร?

ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้มีแต่จะเลวร้ายลงกว่าเดิม ปัญหาความยุติธรรมความเท่าเทียมกันยังไม่ปรากฏ

ไม่ต้องไปพูดถึงสมานฉันท์

ลงถ้าพร้อมใจกันให้เนวิน ชิดชอบ เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ช่วงแรก จนนำไปสู่การตีกันยับเยิน แล้วถึงได้ค่อยมาเปลี่ยนนโยบาย

ต้องถามตัวเองให้มากว่า แค่เหลืองกับแดงออกมาสลับกันป่วนคนละที แล้วจะให้มีสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นมาอีกพวกเพื่ออะไร

เอาเวลา เอาสติปัญญาไปทำเรื่องที่จะต้องทำ เรื่องที่ควรทำ และเรื่องพึงทุ่มเททำไม่ดีกว่าหรือ

อย่าเผลอฮึกเหิม อย่าเพิ่งฉลองแสดงความดีใจ

ถ้าเป็นสงครามใหญ่ ศึกครั้งนี้แค่ยกแรกๆ

จริงของนายกรัฐมนตรีว่านี่ไม่ใช่เวลาของการประกาศชัยชนะ แต่จะต้องเป็นเวลาของการลงมือทำงานให้หนักยิ่งขึ้น

เพราะประเทศและสังคมไทยวันนี้จมดิ่งลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม

อยากจะทำบุญใหม่หรือสร้างกรรมเพิ่ม

เราๆ ท่านๆ เลือกกันได้

น้ำเสียง จากสังคม ต่อ สถานการณ์ ฉุกเฉิน น้ำเสียง ที่ ห่วงใย

ที่มา มติชน

คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์




ถึงแม้ว่าเป้าหมายในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552

เป้าหมาย 1 ก็เพื่อจัดการกับการชุมนุม ณ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล

เป้าหมาย 1 ก็เพื่อนำเอาบทบัญญัติมาตรา 7 วรรคสามและวรรคสี่ และวรรคหก และมาตรา 15 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาเป็นเครื่องมือในการคลี่คลายวิกฤต

หากประเมินจากความคืบหน้าของสถานการณ์จากวันที่ 12 เมษายน จนมาถึงวันที่ 13 เมษายน ก็จะตระหนักในความมั่นใจเป็นอย่างสูงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นั่นก็คือ ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยได้ภายในวันที่ 15 เมษายน

กระนั้น หากมองจากประกาศเรื่อง การจัดตั้งกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่ 13 เมษายน 2552 แต่งตั้ง พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

ก็มีความเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นว่า ความมั่นใจของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นอยู่กับปฏิบัติการของทหารของกองทัพอย่างเป็นด้านหลัก

ขณะที่อารมณ์ทางสังคมก็ใช่ว่าจะไปในทิศทางเดียวกันกับของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ไม่ว่าจะเป็นแถลงการณ์อันมาจาก 7 องค์กร อันได้แก่

(1) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (2) สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย (3) สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า (4) กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง (5) เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง (6) คณะกรรมการญาติวีรชน 35 (7) เครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง

ไม่ว่าจะเป็นแถลงการณ์อันมาจาก กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง อันได้แก่

(1) เครือข่ายผู้บริโภค (2) เครือข่ายผู้ติดเชื้อ (3) เครือข่ายครอบครัว (4) เครือข่ายสุขภาพ (5) เครือข่ายภาคีองค์กรงดเหล้า (6) เครือข่ายสลัมสี่ภาค (7) เครือข่ายเกษตรกรทางเลือก (8) เครือข่ายนักศึกษา (9) ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (10) อดีต ส.ว.

ไม่ว่าจะเป็นแถลงการณ์อันมาจาก มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แม้จะไม่เห็นด้วยกับวิธีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ความรู้สึกตรงกันเป็นอย่างมาก คือ ความเห็นที่ว่า การประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งร้ายแรงมากขึ้น

ตรงนี้คือผลสะเทือนอันสะท้อนละเอียดอ่อนอย่างยิ่งของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

หากจับความห่วงใยอันแสดงออกซึ่งมาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโดยรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโดยสื่อสารมวลชน

ความวิตกเป็นอย่างมาก คือ ความวิตกเพราะเห็นทหารถือปืนออกมาอยู่บนท้องถนน

ความวิตกเป็นอย่างมาก คือ ความวิตกเพราะไม่มั่นใจว่าวิธีการเช่นนี้ของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นกระบวนการในการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นจริง

ภาพของทหารมีอาวุธครบมือเดินอยู่บนท้องถนน เป็นภาพที่ไม่ดีอย่างแน่นอน

มิเช่นนั้น ดิ อีโคโนมิสต์ คงไม่พาดหัวเรื่อง "วิกฤตการณ์ที่อัปลักษณ์ของประเทศไทย" มิเช่นนั้น ฟอร์บส์ คงไม่พาดหัวเรื่องว่า "วันคืนที่มืดมิดของประเทศไทย"

ขณะที่ ไม่เคิล มอนเตชาโน นักวิชาการ พูดผ่านสำนักข่าวเอพีว่า

"ทหารต้องออกมาดำเนินการเพราะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าสู่อำนาจและต้องการปกป้องคนของตัวเอง"

ขณะที่รายงานข่าวของบีบีซีระบุ "เห็นทหารยิงปืนหลายร้อยนัด บางนัดเข้าใส่ผู้ชุมนุม"

ทั้งหมดนี้ทำให้ฝันร้ายเมื่อเดือนตุลาคม 2519 หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้ฝันร้ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

เพียงแต่นายกรัฐมนตรีในขณะนี้ เป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น

มีความมั่นใจเป็นอย่างสูงจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าทุกอย่างจะจบลงอย่างเรียบร้อย

ขณะเดียวกัน คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ เป็นความเรียบร้อยในแบบใด และทหารที่ถือปืนออกมาบนท้องถนนเพื่อสลายการชุมนุมจะลงเอยอย่างไร

ขณะที่เสียงท้วงติงจากสังคมจะสามารถกลบเสียงปืนได้หรือไม่ ก็ยังน่าสงสัย

คอลัมน์ ถามตอบครอบอาณาจักร

ที่มา มติชน

โดย นายเหล็กหวาน



เรียน นายเหล็กหวาน ที่นับถือ

มีคนเสนอรัฐบาลสมานฉันท์ คือรัฐบาลแห่งชาติ คือการนำพวกเหลืองกับแดงมาพบกันคนละครึ่งทางดีไหม ทำไมตอนนี้แดงระบาด เพราะมันหนักไปในทางเหลือง เอียงไปทางเหลืองแล้ว แดงจะยอมหาพระแสงอะไรเล่าครับ ที่ว่าหนักไปในทางเหลือง เหลืองบางคนได้เป็นรัฐบาล แดงมันจะยอมหรือ

รัฐธรรมนูญก็มาจากปฏิวัติ มันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ผมมีความเห็นว่า คนมีอำนาจปัจจุบันมันจะอยู่ไม่ได้ อยู่ได้ก็ไม่ยืด เพราะมันหักไปทางเหลืองครับ แดงมันต้องออกมาอาละวาดทุกวันนั่นแหละถูกแล้ว มันไม่คิดจะแก้ปัญหาหรอก เพราะคนมีอำนาจหนักไปทางเหลือง

ดังนั้น วิธีกำจัดความวุ่นวายต้องเอาเหลืองกับแดงมาพบกันครึ่งทาง หรือให้เสียงส่วนใหญ่ตัดสินว่าจะเอาอย่างไรกัน ขืนช้าไปกว่านี้ประเทศไทยมีแต่พังกับยิ่งพังเร็ว ใช่ไหมครับคุณเหล็กหวาน

ผมเสนอแก้รัฐธรรมนูญใหม่ แล้วเลือกตั้งใหม่ ไม่ต้องกลัวทักษิณแล้ว ไม่มีจะอ้างอีกแล้ว

ทักษิณไม่มาแล้ว ไม่มีแล้ว กลัวไปได้เห็นเงาก็ผวาหรือไง ไม่มีทักษิณแล้ว เลือกตั้งใหม่เถอะครับ ไม่งั้นก็วุ่นวายไม่จบอยู่นี่ไง

ต้องแก้กฎกติกาคือ รัฐธรรมนูญเสียใหม่ ถ้าไม่ทำก็วุ่นกันเช่นนี้ตลอดไปเถอะนะครับ ทำไมคนใหญ่คนโตไม่นึกถึงบ้านเมือง นึกถึงแต่ตัวเอง ประชาชนเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไรหรอกน่า ไม่ต้องมาแก้ตัวกันวุ่นวายไปหรอก ต้องหาทางแก้ไข ไม่ใช่รักษาแต่ผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง คนอื่นผิด คนอื่นไม่ดี ถูกแต่พวกตัว ดีแต่พวกตัว เดี๋ยวนี้ข่าวสารมันทันสมัย ประชาชนรู้อะไร

ดีๆ กันหมดแล้ว อย่ามาหลอกเสียให้ยากเลย

ผมอยากถามคุณเหล็กหวานว่า ตอนนี้ไม่มีคนคิดทำอะไรเลยหรือครับ ไม่มีคนดีที่จะอาสาแก้ไขปัญหาขัดข้องทางการเมืองไทยเลยหรือ รัฐบาลคิดไม่ออก ทำไมไม่จ้างฝรั่งแบบที่ตนเองถนัด จ้างมาวิจัยวิเคราะห์หาสาเหตุแล้วแก้ตามหลักวิชาจะไหวไหมครับคุณเหล็กหวาน อาการประเทศไทยแย่แบบนี้มีทางจะแก้ไขเยียวยาไหมคุณเหล็กหวาน ที่นับถือ

นายสุดทน

ตอบนายสุดทน

จดหมายของนายสุดทนส่งมาถึงก่อนเหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมืองจะลุกลามใหญ่โต แต่ข้อเสนอของนายสุดทนยังคงใช้การได้อยู่

การเปิดใจเจรจาสงบศึกยังเป็นความหวังของคนไทยส่วนใหญ่

แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะมอบอำนาจให้ทหารเข้าจัดการกับม็อบเสื้อแดงแล้ว แต่หากแกนนำยินยอมที่จะเจรจาด้วยดี และรัฐบาลก็ยินยอมที่จะประนีประนอมกันตามวิถีประชาธิปไตย

ทางออกของวิกฤตก็พอมี แต่ถ้าไม่ก็อย่างที่เห็นๆ นั่นแหละ

คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว

ที่มา มติชน

โดย "วิหคเหินฟ้า"



.......ลดธงครึ่งเสาให้กับ "สงกรานต์เลือด" ที่เปรียบเสมือนการกระทืบซ้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ต่ำเตี้ยอยู่แล้วให้จมดิน และตอกย้ำเรื่อง "2 มาตรฐาน" ของกองทัพ และ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อย่างชัดเจน

.......กลุ่ม "คนเสื้อแดง" สร้าง "ความแตกต่าง" จาก "ม็อบพันธมิตร" มาโดยตลอด ทั้งเรื่อง "สงบ-สันติ-อหิงสา" ไม่บุกสถานที่ราชการ ไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ดึงมวลชนนับแสนแสดงพลังได้สำเร็จ

.......แต่สุดท้าย "ดีแตก" อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การปิด "อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ" จนการจราจรอัมพาตทั้งเมือง จนถึงการบุกเข้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จนรัฐบาลต้องยกเลิกการประชุมอาเซียน ซัมมิท

.......ที่รับไม่ได้เลย คือ ความพยายามทำร้าย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ-นิพนธ์ พร้อมพันธ์" ที่กระทรวงมหาดไทยแบบไร้สติ คนไทยที่มีหัวใจเป็น "มนุษย์" อยู่ ไม่มีใครรับได้

......."เนื้อหา" ที่พยายามเสนอทั้งเรื่อง "การต่อต้านอำมาตยาธิปไตย" และเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" ที่ไม่ให้ "กองทัพ" และ "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" มาแทรกแซง ละลายหายไปทันทีเมื่อ "ม็อบเสื้อแดง" ใช้ความรุนแรง

.......และยิ่ง "ม็อบเสื้อแดง" เลือกวิธีการต่อสู้ด้วยการก่อจลาจล จุดไฟเผาเมือง เล่นถึงขั้นยึด "รถก๊าซ" มาเป็นอาวุธ กลายเป็นภาพเปรียบเทียบทำให้ "ความรุนแรง" ของการสลายม็อบกลายเป็นเรื่องธรรมดา

......."ชนะในเกม แต่แพ้ในสงคราม" เป็นข้อสรุปที่ดีที่สุดของ "ม็อบเสื้อแดง" ที่คิดจะเร่งเผด็จศึกจนลืมไปว่าการเมือง "ภาคประชาชน" สำคัญที่สุดคือการยึดใจ "มวลชน" และอาวุธที่มีพลังที่สุด คือ ความสงบ และสันติ

.......แม้ "ม็อบเสื้อแดง" จะบกพร่อง แต่รัฐบาลก็ผิดพลาด การเลือกให้ทหารเล่นบทสลายม็อบพร้อมอาวุธครบมือ ทั้งที่มีบทเรียนจาก "พฤษภาทมิฬ" มาแล้ว ความเสียหายที่ตามมาจึงมากที่คาดคิด

.......ฟังเหตุผลเรื่อง "กระสุนกระดาษ" ไว้ป้องกันตัว และ "กระสุนจริง" สำหรับยิงขึ้นฟ้าของโฆษก "ไก่อู" แล้ว สงสัยเขายังนึกว่าเมืองไทยยังอยู่ในยุค คมช. และคนไทยมี "สมอง" ไว้แค่คั่นหู "ความจริง" เรื่องคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพราะกระสุนจากอาวุธสงครามจะเป็น "คำตอบ"

......."ซีเอ็นเอ็น" ตั้งข้อสังเกตชัดเจนเรื่อง "2 มาตรฐาน" ของกองทัพไทย ในกรณีสลาย "ม็อบเสื้อแดง" เมื่อเทียบกับการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เหมือนจะบอกว่า "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" เลือกแล้วว่าจะหนุน "อภิสิทธิ์" ไม่ใช่ "สมัคร-สมชาย"

.......อย่าแปลกใจหาก "ม็อบเสื้อแดง" จะขยายวง เพราะท่าทีของ "พล.อ.อนุพงษ์" ครั้งนี้สะท้อนเรื่อง "2 มาตรฐาน" และ "อำมาตยาธิปไตย" ได้ดีที่สุด แสดงให้เห็นว่ารัฐบาล "เทพประทาน" นั้นไม่ใช่สมญานาม แต่เป็น "เรื่องจริง"

.......บุกโรงแรมรอยัล คลีฟ บีช รีสอร์ท ใช้เวลาแค่ 3 วันออกหมายจับ "อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง" และแกนนำได้แล้ว แต่คดี "ม็อบพันธมิตร" บุกสนามบินสุวรรณภูมิ 4 เดือนกว่าแล้ว ยังออกหมายจับใครไม่ได้สักคน "อาหารดี-ดนตรีไพเราะ" จริงๆ

......."อภิสิทธิ์" สัญญากับคนไทยตอนไปอังกฤษว่า ไม่เกิน 2 สัปดาห์คดีนี้จะเรียบร้อย แต่ผ่านไป 1 เดือน คดีไม่มีอะไรคืบหน้าเลย เรื่องแบบนี้จะใช้วาทศิลป์หลบเลี่ยงอย่างไรก็ได้ แต่คงหลอก "ใจ" ตัวเองไม่ได้ว่า "2 มาตรฐาน" จริงหรือเปล่า???

.......ตบท้ายด้วยคำอภิปรายในสภาของ "อภิสิทธิ์" วันที่เสนอให้ "สมัคร" ยุบสภาหลังรัฐบาลพยายามสลายการชุมนุมของ "ม็อบพันธมิตร" บริเวณสะพานมัฆวานฯ ที่ใช้ตำรวจที่มีแค่โล่และกระบอง ไม่ใช่การสลาย "ม็อบเสื้อแดง" โดย "ทหาร" ที่ถือปืนเอ็ม 16 และ "กระสุนจริง" ลองอ่านดู!!!

......."ท่านนายกฯจะใช้วิธีจับกุมแกนนำ 6 คน สลายการชุมนุม รุนแรงหรือไม่รุนแรง ล้อมทำเนียบเพื่อที่จะให้เขาอด ให้คนออก ไม่ให้คนเข้า สมมุติว่าทำสำเร็จ ท่านคิดหรือว่าแนวคิดที่ต่อต้านสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความไม่ถูกต้องจะจบลง มันไม่จบหรอกครับ แต่ถ้าเราพยายามที่จะเข้าใจหัวอกของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย มันจะเป็นวิธีเดียวที่เราจะหาทางออกได้" คมคายและน่าคิดอย่างยิ่ง

นักรบ(แดง)ไซเบอร์

ที่มา มติชน

จากการติดตามการถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงผ่านสื่อหลายชนิดในเครือข่ายของกลุ่มเสื้อแดง ที่ในช่วงเริ่มต้นการชุมนุมสามารถติดตามกันได้ทั้งเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และสถานีโทรทัศน์ ดี สเตชั่นนั้น กระทั่งการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล เมื่อวันที่ 12 เมษายน การรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงก็ต้องสะดุด เพราะมีการบังคับกฎหมายในการถ่ายทอดของสื่อเสื้อแดงมีความเข้มข้นมากขึ้น...สัญญาณของดี สเตชั่นถูกตัด !!

เหตุการณ์กำลังทหารเข้าสลายการชุมชุมของกลุ่มเสื้อแดงหลายจุด ทั้งวันของวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา กระบวนการถ่ายทอดสัญญาณสดการชุมนุม ทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงของกลุ่มเสื้อแดง ถูกฝ่ายรัฐส่งสัญญาณรบกวน และตัดสัญญาณตลอดเวลา ทีมงานของคนเสื้อแดงที่เรียกตัวว่า "นักรบไซเบอร์" ซึ่งเป็นทีมงานหลักซึ่งเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและไอทีในเครือข่ายชินแซทเทิลไลท์ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการถ่ายทอดสัญญาณการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงได้ดิ้นรนทุกวิถีทาง เพื่อให้สามารถออกอากาศและถ่ายทอดสัญญาณการชุมนุมได้อีกครั้ง

เพื่อให้ภาพการปราศรัยบนเวทีของแกนนำสามารถสื่อสารออกไปได้ในทุกช่องทาง ซึ่งทีมนักรบไซเบอร์ได้เตรียมแผนรองรับในการถ่ายทอดสัญญาณไว้หลายช่องทาง โดยอาศัยเทคโนโลยีอันทันสมัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในการชุมนุมทางการเมือง แต่ก็ได้ถูกฝ่ายรัฐแก้เกมตามตัดสัญญาณจนหมด

ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดีสเตชั่น ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงได้เตรียมไว้ถึง 4 ช่องสัญญาณ ที่จะอัพลิงก์ไปยังดาวเทียมต่างๆ ไว้เผื่อออกสลับกัน แต่ก็ถูกตัดสัญญาณไม่เหลือหรอ เมื่อ "นักรบไซเบอร์" หันมาถ่ายทอดสัญญาณผ่านอินเตอร์เน็ต www.datation.tv เว็บไซต์ก็ถูกปิด ครั้นพอจะหันไปพึ่งพาการถ่ายทอดสัญญาณผ่านวิทยุชุมนุมในเครือข่ายกว่า 20 สถานี ก็ปรากฏว่ามีสัญญาณรบกวน หรือบางคลื่นก็โดนบล็อคสนิท

โดยที่ทีมงานพอจะทำได้ก็เพียงแต่แก้สถานการณ์โดยการสลับกันถ่ายทอดหมุนเวียนกัน ซึ่งก็เป็นไปอย่างติดๆ ขัดๆ เว็บไซต์ที่รวมการถ่ายทอดคลื่นวิทยุชุมชนกว่า 20 สถานีดังกล่าว อาทิ www.badict.2hell.com www.priority-radio.com หรือ www.shinawatradio. com ก็โดนจัดการเช่นกัน

จึงไม่แปลกที่ตั้งแต่ในช่วงเช้าวันที่ 14 เมษายน มิตรรักแฟนสีแดงพันธุ์แท้จึงจะได้ฟังเรื่องราวการชุมนุมแบบกะปริดกะปรอยจากวิทยุชุมชนที่วนกันถ่ายทอดสัญญาณ ฟังได้ไม่ต่อเนื่อง เพราะทีมงานต้องย้ายการถ่ายทอดสดไปยังสถานีในเครืออยู่เรื่อยๆ ในขณะที่หน่วยงานของรัฐก็ตามติดไปปิดอย่างกระชั้นชิดเช่นกัน

ว่ากันว่า ทีมงาน "นักรบไซเบอร์" ได้สมัครเข้าไปเปิดห้องสนทนาในแคมฟร็อก ชื่อ Sanamluang_Red เพื่อถ่ายทอดเสียงเพียงอย่างเดียว โดยมีสมาชิกเข้าร่วมห้องจำนวนไม่มาก ที่ก็มีไม่น้อยที่โพสท์ข้อความโจมตีรัฐบาลและการใช้กำลังทหารกับผู้ชุมนุม

แต่ที่ขาดไม่ได้คือ "ดีเจสีแดง" ในห้องสนทนา ได้กล่าวปลุกระดมเรียกร้องให้เครือข่ายคนเสื้อแดงให้นำภาพนิ่ง หรือคลิปการใช้กำลังทหารกับผู้ชุมนุมไปโพสท์ตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการส่งอี-เมลต่อๆ กันไป ให้มากที่สุด เนื่องจากช่องทางด้านสื่อเหลือน้อยลงทุกที !!

หลักฐานว่าสีแดงตาย และหลักฐานว่าทหารทำจริง

ที่มา democraticthai

โดย PinHead

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=375092

อ้างถึง
กอฉ.ระบุเหลือม็อบสนามหลวง ยันนปช.ถูกยิงไม่ใช่จากปืนทหาร

22:03 น.

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก พร้อมด้วย นพ.ธีระชัย อุกฤษฎ์ทโนรถ ศัลยแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี และพ.อ.นพ. ดุษฎี ทัตตานนท์ ผู้อำนวยการกองออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แถลงเมื่อเวลา 21.00 น. ว่า หลังจากควบคุมสถานการณ์การชุมนุมได้หมดแล้ว เหลือเพียงบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งพยายามบิดเบือนว่ามีทหารยิงประชาชนและเผยแพร่ภาพ 2 ภาพ ซึ่งเป็นภาพการใช้กระสุนซ้อมรบของทหาร เพื่อจะข่มขวัญผู้ชุมนุมซึ่งไม่มีหัวกระสุนในการเล็งข่มขวัญซึ่งมีแต่ เสียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงอย่าหลงเชื่อและอย่าออกมาชุมนุมตามคำเชิญชวน ส่วนภาพที่ 2 นายไสว ทองอ้น ซึ่งถูกอ้างว่าเสียชีวิตจากการชุมนุม มีนายแพทย์ 2 นายมาชี้แจง
โดยนพ.ธีระชัย กล่าวว่า นายไสว ได้รับการช่วยชีวิตและปั้มหัวใจ โดยเส้นเลือดฉีกขาด บาดแผลเป็นรู ตัดขาดเส้นเลือดแดงฉีกขาดที่แขนและได้ผ่าตัดต่อผู้ป่วยจนสัญญาณชีพคืนมา และพักรักษาตัวที่ห้องไอซียู ขณะนี้ยังไม่รู้สึกตัวดี ซึ่งบาดแผลเป็นอันตรายต่อแขนที่ตัดกับเส้นเลือดแดง
ขณะที่ พ.อ.นพ. ดุษฎี ชี้แจงว่า บาดแผลของนายไสว ที่เป็นรูเข้ากับรูออกเป็นบาดแผลเล็กไม่ได้ใหญ่และไม่ได้เกิดจากอาวุธของ ทหารราบคือเอ็ม 16 เพราะบาดแผลที่เกิดจากอาวุธสงคราม รูกระสุนที่ออกมีขนาดใหญ่มาเท่ากับถ้วย หากโดนกระสุนที่กระดูกจะทำให้แตกละเอียดจนหายไป เนื่องจากกระสุนเอ็ม 16 มีความเร็วสูง มีพลังงานในหัวกระสุนมาก

นี่ไงล่ะหลักฐาน



ผู้บาดเจ็บ





แล้วไอ้หัวใจหยุดเต้น ต้องปั้มหัวใจ นี่มันไม่ใช่ตายไปแล้วหรือไงวะ ไม่ต้องแถว่าปั้มขึ้นมาได้
กูอยู่วงการนี้มานาน กูรู้ว่า อัตรารอดพวกบาดเจ็บนี่ ถ้าต้องปั้มหัวใจแล้วละก็ ถึงจะกลับมาเต้นใหม่ แต่สุดท้ายก็ตายเกือบหมด
กูยืนยันได้ ขนาดประเทศฝรั่งมันยังบอกว่ารอดยากเลย

http://www.emsresponder.com/print/Firehouse-Magazine---EMS-Features/Cooking-the-Books-Measuring-Cardiac-Arrest-Survival-Rates/3$2308
อ้างถึง
Looking at the Utstein template, you begin to realize how some cities have over a 20% survival rate while others linger below 5%. The Utstein template removes any victim who is in cardiac arrest because of trauma. Think about how many trauma victims you have seen survive cardiac arrest. If your experience is like mine, hardly any survive. If you measured cardiac arrest survival rates and included trauma victims, it would immediately lower your percentage.

ออกหมายจับ13แกนนำเสื้อแดง"แม้ว" อันดับ1 แยกขัง"วีระ-ณัฐวุฒิ-เหวง"กลางดึก ทนายโวยตร.กลับคำ

ที่มา มติชนออนไลน์

ออกหมายจับ13แกนนำ"เสื้อแดง" "ทักษิณ"เจอคนแรก ตามด้วย5แกนนำ เหตุป่วน-เผาเมืองกรุงฯ "วีระ-ณัฐวุฒิ-เหวง"อดประกัน รอส่งศาล16 เม.ย. นี้ ทนายโวยถูกจับแยกขังกลางดึก อ้างตร.กลับคำเคยให้อยู่บช.น. "ทศพร-มูลนิธิ 111" ยันทหารซุกศพเสื้อแดง "ลีลาวดี"พยายามยื้อดึงม็อบอยู่ต่อ ให้ปักหลักสนามหลวง

แยกขัง3แกนนำเสื้อแดง ทนายโวยตร.กลับคำ


เมื่อเวลา 23.30 น. วานนี้(14 เม.ย.) พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวถึงการควบคุมตัว ผู้ต้องหา 3 คน แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดง และทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในการสอบปากคำ และจะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ไปควบคุมตัวต่อยังสถานที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยการแยกขังสถานที่ละ 1 คน เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งให้ญาติทั้ง 3 คน ได้รับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ นายวีระ จะถูกนำตัวไปควบคุมที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี นพ.เหวง จะถูกนำตัวไปควบคุมที่กองกำกับการตระเวนชายแดน 13 จ.กาญจนบุรี ส่วนนายณัฐวุฒิ ถูกแยกไปควบคุมที่ค่ายนเรศวร จ.ประจวบคีรีขันธ์


ด้านนายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน กล่าวเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน ว่า หลังจากที่ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ได้ตกลงกับพนักงานสอบสวนขอควบคุมตัวอยู่ที่ บช.น. เพื่อรอประกันตัวในชั้นศาลในวันที่ 16 เม.ย. แต่เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนกลับคำ และปลุกผู้ต้องหาทั้งสามกลางดึก นำไปควบคุมตามสถานที่ต่างๆ ดังกล่าว ตนในฐานะที่เป็นทนายความและเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ได้มีพฤติกรรมที่จะหลบหนี และไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมากดดัน แต่ทางพนักงานสอบสวนกลับเปลี่ยนคำพูด ถือว่าเหมือนกับเป็นการปฏิบัติสองมาตรฐาน


อย่างไรก็ตาม เมื่อครบ 48 ชั่วโมง จะยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา และจะทำเรื่องขอเพิกถอนหมายจับด้วย โดยจากการพูดคุยกับนายวีระ ไม่มีอาการวิตกกังวลกับการถูกแยกขัง และยินดีให้ความร่วมมือกับตำรวจทุกขั้นตอน


ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่คุมตัวทั้ง 3 คน ขึ้นรถออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้โบกมือทักทายกับผู้สื่อข่าวที่เกาะติดสถานการณ์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"วีระ-ณัฐวุฒิ-เหวง" อดประกัน รอส่งศาล16 เม.ย. นี้


เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 14 เมษายน นายวีระ มุสิกพงษ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้แถลงข่าวภายหลังการให้การสอบสวน ว่า พวกตนทำผิดพ.ร.บ.จราจรและปลุกระดมมวลชน ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น และเป็นการเกิดก่อนการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.) แต่ตำรวจกับปฏิเสธการให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน ผิดกับคดีพันธมิตร ที่ให้ประกันตัวได้ทันที นอกจากนั้น ยังจะมีการนำพวกตน 3 คน แยกกันคุมขัง โดยที่ทราบมาจะเอาตนไปขังไว้ที่อากาศโยธิน (อย.ทอ.) นายวีระ ไปที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) (บก.ทท.) ส่วนพ.เหวง ไปที่หน่วยป้องกันราชอาณาจักร (นปอ.) ทุ่งสีกัน ตามมาตรา 215 และ 116 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตนจึงปฏิเสธไปว่า ความผิดของพวกตนไม่ได้ร้ายแรงจนต้องแยกไปคุมขัง และในที่สุดทางพล.ต.ท.วรพงษ์ ชีวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จะขังพวกตนไว้ที่บช.น. 2 วัน เพื่อรอตรวจสอบเอกสารประกันตัว จากนั้น จะให้ประกันตัวในชั้นศาลวันที่ 16 เม.ย.


นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อแกนนำทั้งหมดที่ถูกออกหมายจับ คือ
1.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
2.นายจตุพร พรหมพันธ์
3.นายวีระ มุสิกพงษ์
4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
5.นายจักรภพ เพ็ญแข
6.นายอดิศร เพียงเกษ
7.นพ.เหวง โตจิราการ
8.นายสิรวิชญ์ พิมพ์กลาง
9.นายพีระ พิมพ์กลาง
10.นายณรงค์ศักดิ์ มณี
11.ณัฐพงศ์ อินทะนาง
12.นายชินวัตร หาบุญพาด
13.ชายไทยไม่ทราบชื่อ (ปรากฏตามภาพถ่าย)

หมายจับ"แม้ว"-พวกรวม13คน


รายงานข่าว บช.น.เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้เสนอศาลอาญาออกหมายจับแกนนำกลุ่มเสื้อแดง และศาลได้อนุมัติออกหมายจับ 985/2552 ลงวันที่ 14 เมษายน จำนวน 13 คน ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และมาตรา 215


ทั้งนี้ มาตรา 116 ระบุว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต (1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ (3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี


ส่วนมาตรา 215 ระบุว่า ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิด การวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำความ ผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการ กระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จนท.จับ3แกนนำแยกคุมขังค้านประกันตัว


เวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวทั้ง 3 คน แยกขึ้นรถยนต์ตู้ ซึ่งจอดอยู่ที่ลานจอดรถด้านหลัง บช.น.เพื่อนำตัวไปควบคุม ระหว่างนั้นเองกลุ่มเสื้อแดงที่ตามมาให้กำลังใจมีการเรียกร้องให้นำทั้ง 3 ออกจารถลงมาก่อน ตำรวจจึงนำตัวทั้ง 3 ออกมาเพื่อแถลงข่าว


นายณัฐวุฒิแถลงด้วยความไม่พอใจว่า ถูกแจ้งข้อหาทำผิด พ.ร.บ.จราจรและปลุกระดมมวลชน ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น และเป็นการเกิดก่อนการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ตำรวจกับปฏิเสธการให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน ผิดกับคดีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ให้ประกันตัวได้ทันที นอกจากนั้น ยังจะมีการนำพวกตน 3 คน แยกกันคุมขัง โดยที่ทราบมาจะเอาตนไปขังไว้ที่อากาศโยธิน กองทัพอกาศ (อย.ทอ.) นายวีระไปที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย ส่ว นพ.เหวงไปที่หน่วยป้องกันราชอาณาจักร (นปอ.) ทุ่งสีกัน


"พวกผมปฏิเสธไปว่า ความผิดของพวกผมไม่ได้ร้ายแรงจนต้องแยกไปคุมขัง และในที่สุดทาง พล.ต.ท.วรพงษ์จะขังพวกผมไว้ที่ บช.น. 2 วัน เพื่อรอตรวจสอบเอกสารประกันตัว จากนั้น จะให้ประกันตัวในชั้นศาลวันที่ 16เมษายน"นายณัฐวุฒิกล่าว

ยันทหารซุกศพเสื้อแดง


นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.แพร่ พรรคไทยรักไทย ประธานมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 และนายสุพร อัตถาวงศ์ ร่วมแถลงข่าวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อวันที่ 14 เมษายน ว่าได้รับข้อมูลว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ และเสียชีวิตจริง นอกจากนั้นยังมีการลากศพไปทำลาย ดังนั้น หากใครมีญาติมาร่วมชุมนุมแล้ว พบว่าได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือสูญหาย ให้แจ้งที่มูลนิธิ โทร.0-2627-0909 ต่อ 5017 และ 08-5579-9938 โดยมูลนิธิจะเป็นตัวกลางในการติดตามให้ทุกฝ่าย


นายสุพรกล่าวว่า ได้นำภาพถ่ายจากสื่อมวลชนอิสระและสื่อต่างประเทศ และพิสูจน์ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ออกมายืนยันว่าไม่มีการตาย ไม่ละอายใจบ้างหรือ เพราะตนอยู่ในเหตุการณ์ แม้พระสงฆ์ยังถูกยิงตายและลากศพไป ซึ่งผู้สื่อข่าวได้เก็บภาพไว้ได้มาก แต่ก็ไม่มีการนำเสนอแต่อย่างใด ดังนั้น ขอให้ญาติของกลุ่มผู้ชุมนุมที่คิดว่าเสียชีวิตหรือสูญหายให้มาแจ้งมายังที่มูลนิธิ 111 และมูลนิธิดวงประทีป โดยทั้ง 2 มูลนิธิจะเป็นตัวกลางในการแฉเบื้องหลังรัฐบาล


"ลีลาวดี"พยายามยื้อดึงม็อบอยู่ต่อ ให้ปักหลักสนามหลวง


ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากบรรดาแกนนำทั้ง 4 คน ของกลุ่มคนเสื้อแดง เข้ามอบตัวที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และอยู่ระหว่างสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง ยังไม่มีท่าทีว่าจะเสร็จสิ้น ที่บริเวณด้านหน้า บช.น. มีชาวบ้านประมาณ 50 คน สวมเสื้อหลากสีรวมตัวกันชุมนุมอย่างสงบ เพื่อให้กำลังใจและรอผลการสอบปากคำแกนนำทั้งหมด ส่วนที่บริเวณสี่แยกวังแดง น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล อดีต ส.ส.กทม. พรรคไทยรักไทย เรียกร้องขอเข้าไปดูพื้นที่ชุมนุมรอบทำเนียบฯ โดยระบุว่า เกรงผู้ชุมนุมที่กำลังทยอยกลับภูมิลำเนาจะไม่ได้รับความปลอดภัย


ต่อมา พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ โฆษก บช.น. พร้อมกำลังจำนวนหนึ่งจึงนำ น.ส.ลีลาวดี และผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งไปตรวจสอบ เมื่อพบว่าบริเวณรอบทำเนียบไม่มีผู้ชุมนุมเหลืออยู่แล้ว คงมีเพียงร้านค้าที่ตั้งจำหน่ายสินค้าเช่น เสื้อแดง ตีนตบ กำลังจัดเก็บร้านและสินค้าออกนอกพื้นที่เท่านั้น หลังจากนั้น จึงไปแจ้งให้ผู้ชุมนุมที่บริเวณสี่แยกวังแดงให้ทราบจนเป็นที่พอใจของคนทั้งหมด จากนั้นพากันเคลื่อนขบวนไปสมทบผู้ชุมนุมอีกส่วนที่รวมตัวกันบริเวณท้องสนามหลวง

มูลนิธิ 111 ยันทหารซุกศพเสื้อแดง


ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 17.30 น. น.พ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีตส.ส.แพร่ พรรคไทยรักไทย ประธานมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 นายสุพร อัตถาวงศ์ ร่วมกันแถลงข่าว ที่บริเวณชั้นล่างอาคารสำนักงาน บช.น. โดยน.พ.ทศพร กล่าวถึงการที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยุติการชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลและมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในการชุมนุม โดยยืนยันว่า ได้รับข้อมูลว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ และเสียชีวิตจริง นอกจากนั้นยังมีการลากศพไปทำลาย ดังนั้นหากใครมีญาติมาร่วมชุมนุมแล้ว พบว่าได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือสูญหาย ให้แจ้งที่มูลนิธิฯ โทร. 0-2627-0909 ต่อ 5017 และ 08-5579-9938 โดยมูลนิธิจะเป็นตัวกลางในการติดตามให้ทุกฝ่าย ทั้ง นปช. ทหาร และประชาชน รวมถึงผู้เสียหายจากเหตุการที่ชุมชนนางเลิ้งด้วย จะดูแลทุกฝ่ายให้ทั่วถึง


นายสุพร กล่าวว่า ได้นำภาพถ่ายจากสื่อมวลชนอิสระและสื่อต่างประเทศ และพิสูจน์ได้สว่ากลุ่มผู้ชุนุมเสื้อแดงได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ออกมายืนยันว่าไม่มีการตาย ไม่ละอายใจบ้างหรือ เพราะตนอยู่ในเหตุการณ์ แม้พระสงฆ์ยังถูยิงตายและลากศพไป ซึ่งผู้สื่อข่าวได้เก็บภาพไวได้มาก แต่ก็ไม่มีการนำเสนอแต่อย่างใด ดังนั้นขอให้ญาติของกลุ่มผู้ชุมนุมที่คิดว่าเสียชีวิตหรือสูญหายให้มาแจ้งมายังที่มูลนิธิ 111 และมูลนิธิดวงประทีป โดยทั้งสองมูลนิธิจะเป็นตัวกลางในการแฉเบื้องหลังรัฐบาล ที่ไม่เห็นเหตุการณ์กับตา แต่เอาข้อมูลมาอ้างซึ่งแสดงให้เห็นว่าจิตใจรัฐบาลโหดร้ายกว่ารัฐบาลที่มาเผด็จการ


นอกจากนี้ นายสุพร ยังได้กล่าวถึงแกนนำที่ได้เข้ามอบตัว ว่า แกนนำที่ได้เข้ามอบตัวมีนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ และพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แกนนำกลุ่มนปช. ว่า ก่อนมามอบตัวไม่ทราบว่ามีหมายจับหรือไม่ แต่เป็นการเปิดทางให้ทหารเข้าไปเคลียร์พื้นที่ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อมาถึงจึงทราบว่ามีหมายจับ14 แกนนำ ดังนั้นจึงได้เข้ามอบตัวทันที และได้สอบปากคำ ซึ่งขณะนี้ขั้นตอนเสร็จสิ้นแล้ว รอเพียงพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อนุมัติให้ประกันตัว โดยใช้ตำแหน่งส.ส.นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ ส.ส. และทนงศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิตถ์ เป็นนายประกัน


นอกจากนั้น นายสุพร ได้ตั้งข้อสังเกตถึงหมายจับที่ออกมา ว่าเป็นรายชื่อของเก่าที่สำนักปลัดนายกรัฐมนตรี ยื่นต่อศาลแพ่งเพื่อใช้ในการเปิดทางให้ข้าราชการ รัฐมนตรี รวมถึงนายกรัฐมนตรีเข้าทำงานภายในทำเนียบรัฐบาล ทำไมต้องรีบร้อนออกหมายจับขนาดนี้

"ณัฐวุฒิ" โวยตร.ไม่ให้ประกัน


เวลา 14.00 น. นายณัฐวุฒิ นายวีระ และ นพ.เหวงได้เข้ามอบตัวที่ บช.น.โดยมีนายสุพร อัตถาวงศ์ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แกนนำเสื้อแดง มาร่วมให้กำลังใจ พร้อมมวลชนเสื้อแดงกว่า 20 คน จากนั้น พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.ได้นำตัวทั้งสามคนขึ้นไปสอบสวนที่ห้องปารุสก์ 2 โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธานี สมบูรร์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ร่วมสอบสวน ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง

ต้องจบด้วยเจรจา

ที่มา ข่าวสด

บทบรรณาธิการ



ในที่สุดเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนาที่สุดสำหรับสังคมไทยก็เกิดขึ้น

เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งได้รับมอบหมายให้สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เกิดการปะทะกับผู้ชุมนุมที่ปิดการจราจร จนกระทั่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่า การปะทะและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายนี้จะยืดเยื้อต่อไปอีกถึงไหน

แต่สิ่งที่รู้อยู่แก่ใจเท่ากันและเหมือนกันทุกคนก็คือ ยิ่งการเผชิญหน้านี้ยืดยาวต่อไปเท่าไหร่คนในสังคมไทยจะยิ่งสูญเสียและเสียหายเพิ่มขึ้น

จนยากเยียวยา



ประวัติศาสตร์การเมืองและการสงครามทั้งของโลกและสังคมไทยเองชี้ให้เห็นอยู่แล้วว่า ทุกสงครามและความขัดแย้งจะต้องจบลงด้วยการเจรจาเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาด้วยฐานะที่เท่าเทียมกัน หรือการเจรจาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ในสภาพที่ได้เปรียบกว่า

แต่ถ้าต้องการให้สงครามหรือความขัดแย้งสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ก็จะต้องเปิดช่องทางให้มีการเจรจาต่อรองระหว่างกันไว้เสมอ

การมุ่งเอาแต่ความต้องการของตนฝ่ายเดียว หรือยึดถือแต่ว่าตนเป็นฝ่ายยึดกุมความถูกต้องเอาไว้ มีแต่จะทำให้ช่องทางของการเจรจาตีบตัน

และผลักดันความขัดแย้งเดินไปจนสุดเส้นทาง



การเผชิญหน้าและความขัดแย้งครั้งล่าสุดในสังคมไทยก็เช่นกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างยืนยันในความถูกต้องของตนเอง โดยไม่เปิดพื้นที่เหลือไว้ให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง

ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของสิ่งที่ตามติดมาจากนี้ไป

อย่าปล่อยให้การเผชิญหน้าลุกลามบานปลายจนกลายเป็นการประหัตประหารระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

รัฐบาล ผู้ชุมนุม รวมไปถึงสถาบัน องค์กร และบุคคลทั่วไปในสังคม จะต้องมีส่วนร่วมช่วยกันทำให้เกิดช่องทางของการเจรจา

เพื่อหาทางยุติหรือทุเลาปัญหาโดยเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด