WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, April 16, 2009

อแดงเชียงใหม่ฮือล้อมโรงพัก โจมตีตร.สองมาตรฐาน

ที่มา ไทยรัฐ

จากกรณีเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (16 เม..) ฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับทางตำรวจเชียงใหม่นำหมาย ค้นของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจสอบโรงแรมวโรรส แกรนด์พาเลซ ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ออกอากาศคลื่นวิทยุชุมชน FM 92.50 MHz ของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่มีนายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เป็นเจ้าของ โดยเจ้าหน้าที่ได้อายัดสิ่งของบริเวณห้องออกอากาศ ชั้น 4 และดาดฟ้าของโรงแรม พร้อมมีคำสั่งให้ออกอากาศได้จนถึงวันที่ 20 เม..นี้นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด หลังข่าวการจู่โจมยึดอุปกรณ์และมีคำสั่งปิดสถานี วิทยุชุมชนคนเสื้อแเดง ของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ตลอดทั้งวันข่าวได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเวลา 15.00 . กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้รวมตัวกันขึ้นประมาณ 300 คน ที่บ้านพักของ พล...สมหมาย กองวิสัยสุข ผบก..จว.เชียงใหม่ เรียกร้องให้ตำรวจอย่าใช้อำนาจหน้าที่สองมาตรฐาน คือ ปิดวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง แต่วิทยุชุมชนวิหคเรดิโอ ของคนเสื้อเหลือง กลับไม่มีการตรวจค้นหรือปิด ปล่อยให้ออกอากาศเยาะเย้ยถากถางวิทยุคนเสื้อแดง ด้วยวาจาหยาบคาย ซึ่ง พล...สมหมาย อยู่ภายในบ้านพัก ไม่ออกมาพบกับผู้ชุมนุม แต่ให้ระดมตำรวจปราบจลาจลพร้อมโล่มาป้องกันบ้านพักไว้

ต่อมาทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ไปที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมลั่นระฆังร้องทุกข์หน้าโรงพัก ร้องขอความเป็น ธรรม เรียกร้องขอพบกับ พ...ยุทธชัย พัวประเสริฐ ผกก.สภ.เมืองฯ ซึ่ง พ...สวัสดิ์ หล้ากาศ รอง ผกก.สส.ได้ออกมาพบกับผู้ชุมนุมแทน โดย พ...สวัสดิ์ ชี้แจงเหตุผลที่ต้องทำการปิดวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51 ว่า ทางฝ่ายปกครองของจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการเนื่องจากสถานีวิทยุแห่งนี้ออกอากาศยั่วยุให้มีการปิดถนนสาย ต่างๆ และออกอากาศเรียกร้องปลุกระดมมวลชนให้ออกมาสร้างความปั่นป่วนแก่บ้านเมืองตลอดเวลา

ทางแกนนำผู้ชุมนุมได้อ้างถึงวิทยุวิหคเรดิโอ ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ออกอากาศลักษณะเดียวกัน ดังนั้นหากมีการ ปิดวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง ก็ต้องปิดสถานีวิหคเรดิโอด้วย หากปิดสถานีแห่งลงได้ ทางวิทยุคนเสื้อแดงก็พร้อมจะปิดตาม แต่หากยังไม่มีการดำเนินการทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็จะระดมชาวเชียงใหม่ไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ชุมนุมที่หน้าโรงพักแห่งนี้อย่างแน่นอน

ในมุมกลับกันสิน่ากลัว

ที่มา ไทยรัฐ

อย่างน้อยๆก็ต้องได้ไปกับคะแนนของความรับผิดชอบ แกนนำม็อบ นปช. ไม่เอาชีวิตของผู้บริสุทธิ์มาเป็นเหยื่อสังเวยปลายกระบอกปืนทหาร

ที่แน่ๆถ้าดันทุรังสู้ แล้วคนตายเป็นเบือ

ด้วยข้อหา สารเลวพาคนไปตาย ที่ฝ่ายถืออำนาจและสื่อในสังกัดพร้อมกระพือ กระแสเสื้อแดงที่เร้ากันไว้ครึ่งค่อนประเทศ

มีหวังดับวูบ ไม่มีทางจุดติดอีกต่อไป

และก็เป็นอะไรที่ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าซะทีเดียว

กับรายการที่เกิดขึ้นกับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ถูกล็อกกุญแจมือไพล่หลัง หิวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปสอบสวนที่ค่ายนเรศวร เพชรบุรี ตั้งข้อหาร้ายแรง โทษฐานบุกโรงแรมล้มโต๊ะงานประชุมอาเซียน ทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสียหน้า

ขณะที่นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำม็อบ นปช. ยอม สลายม็อบ เดินเข้ามอบตัวกับตำรวจโดยดี แต่โดนล็อกตัวแยกขังเดี่ยวตามค่ายทหาร และ ตชด.

เทียบกับขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯที่โดนข้อหาก่อการร้ายสากล บุกยึดท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ ปิดสนามบินดอนเมือง ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเดือนๆ

ตำรวจต้องโค้งคำนับตอนรับมอบตัว ต้อนรับประดุจบุคคลสำคัญ และจนถึงวันนี้ผ่านมา 3-4 เดือนแล้ว คดียังคาราคาซัง ไม่คืบหน้าไปถึงไหน

เช่นเดียวกัน เมื่อตอนม็อบเสื้อเหลือง ทหารแค่ถือโล่คุมเชิงม็อบพอเป็นพิธี แต่ถึงคิวของม็อบเสื้อแดง ทหารถือปืนเอ็ม 16 ขับรถหุ้มเกราะ ระดมอาวุธหนักครบมือ ตั้งแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง ลั่นกระสุนปืน เดินหน้าตาถมึงทึงเข้าหาผู้ชุมนุม

โดยมาตรฐานความเท่าเทียมทางกฎหมาย ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาล อภิสิทธิ์ชน

ทำให้คนเสื้อแดงสะกดคำว่า สองมาตรฐานเป็น

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยยุทธศาสตร์การจัดการที่ยังห่างชั้นกับม็อบเสื้อเหลืองที่มีระบบการควบคุมม็อบอย่างเป็นระบบ

สั่งซ้ายหัน ขวาหัน ได้แบบหุ่นยนต์

ในขณะที่คนเสื้อแดงแตกเป็นดาวกระจาย มาจากหลายสาย ไม่มีระบบการควบคุมกันเอง

ไร้ทิศทางการเคลื่อนไหว ยุทธศาสตร์เป้าหมายไม่เคลียร์

นั่นก็นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนเกม เมื่อม็อบแท็กซี่ในเครือข่ายวิทยุชุมชนที่ไม่พอใจแกนนำ นปช.เดินเกมไม่ดุดันทันใจ ตัดสินใจนำทีมฮาร์ดคอร์ปิดถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทำให้การจราจรในเมืองกรุงเป็นอัมพาต

ชาวบ้านเดือดร้อนรุมก่นด่า กระแสตีกลับ

ที่สำคัญโดยการเคลื่อนไหวที่ไร้ยุทธศาสตร์ ยิ่งง่ายต่อเกมแทรกของพวก แดงปลอมในเครือข่ายพ่อมดเขมร ส่งทีมมาช่วยป่วนสถานการณ์

ล่อบาทาให้คนเสื้อแดง

ยังไม่นับความอ่อนหัดของคนระดับแกนนำเองแท้ๆ ที่คุมอารมณ์ ได้ไม่นิ่งพอ พลาดทะเลาะกับสื่อ เพราะไม่พอใจเสนอแต่ข่าวด้านลบ ขู่ไม่รับรองความปลอดภัย เล่นเอานักข่าวกระเจิง ไม่กล้าอยู่ในวงผู้ชุมนุม ทำให้พื้นที่ข่าวม็อบแดงหายไปโดยปริยาย

หลงเกมควักตาสื่อ ก่อนโดนรัฐบาลปิดประตูตีแมว

โดยเกมโรมรันพันตู ต้องสู้กับแนวร่วมสหบาทา อำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์ ทหาร ม็อบพันธมิตรฯเสื้อเหลือง ก๊วนเพื่อนเนวิน แม้ม็อบคนเสื้อแดงมีแนวร่วมแน่น มากด้วยปริมาณ แต่ขาดการจัดการ คุมม็อบหลายสายไม่ได้

จำเป็นต้องกลับมาปรับยุทธศาสตร์กันใหม่

และโดยหัวเชื้อไวไฟ รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เสียงปังจากปลายกระบอกปืนของทหาร ตั้งแถวปราบประชาชนมือเปล่า

มวลชนเสื้อแดงรอแค่ปรับทัพ

ในเมื่อยังมีตัวเล่นทีมเอ ไล่ยี่ห้อตั้งแต่ จาตุรนต์ ฉายแสง-สุธรรม แสงประทุม-ภูมิธรรม เวชชยชัย-พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ฯลฯระดับ มืออาชีพงานมวลชนตัวจริงเสียงจริง พร้อมจัดเกมรบให้เป็นระบบ

บนดินก็เร้าใจ แต่มุดลงใต้ดินยิ่งเร้าใจกว่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

รัฐไล่ปิดวิทยุชุมชนเสื้อแดงหลายแห่ง

ที่มา ประชาไท

16 เม.ย. 52 รายงานข่าวแจ้งว่า เวลาประมาณ 11.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบพร้อมทำตำรวจในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีราว 20 นายเข้าตรวจสอบและอายัติเครื่องส่ง คอมพิวเตอร์ของสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร 97.5 MHz ตามคำสั่งศาล โดยระบุว่าสถานีวิทยุดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาต ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 มี.ค.52 ชมรมคนรักอุดรโดย นายขวัญชัย ไพรพนา ได้ออกแถลงการณ์กรณีที่คณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีจดหมายเตือนมายังสถานีให้ระงับการดำเนินการของวิทยุชุมชน คลื่น 97.5 จ.อุดรธานี โดยระบุ สถานีออกอากาศโดยไม่ได้รับอนุญาต ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ และมีลักษณะปลุกระดมประชาชนต่อต้านรัฐบาล ซึ่งทางชมรมคนรักอุดรได้ประณามการกระทำดังกล่าว และเห็นว่าการกระทำดังกล่าวถือว่า รัฐบาลลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงออก เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยโดยการจัดรายการของวิทยุชุมชน การแสดงออกดังกล่าวเป็นการสะท้อนมุมมองแนวคิดที่แตกต่างของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล อันถือว่าเป็นพลังความคิดที่บริสุทธิ์ ขณะที่การวิเคราะห์สถานการณ์แสดงความคิดเห็นต่างๆ ก็ได้ใช้ข้อเท็จจริงถ้อยคำที่สุภาพ มีเหตุผล

สั่งวิทยุเสื้อแดงเชียงใหม่หยุดออนแอร์
วันเดียวกันเว็บไซต์สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำหมายค้นของศาลเชียงใหม่ เลขที่ 9260/2550 เข้าตรวจสอบโรงแรมแกรนด์วโรรส และที่ทำการของคลื่นวิทยุชุมชน FM 92.50 MHz ของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 โดยมี นางสายรุ้ง วัฒนพงษ์ศิริกุล ภรรยา นายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เจ้าของโรงแรมเป็นผู้รับทราบและตรวจหมาย และมีผู้นำตรวจค้น 4 คน ผลการตรวจค้น พร้อมคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้อายัดสิ่งของบริเวณห้องออกอากาศ ชั้น 4 และดาดฟ้าของโรงแรม นายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อม พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ ได้มีการทำข้อตกลงร่วมกัน 2 ข้อ คือ ให้สถานีวิทยุชุมชน หยุดออกอากาศ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 20 เม.ย. เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป และการออกอากาศ ระหว่าง 16 เม.ย. - 20 เม.ย. ก่อนเวลา 18.00 น. ต้องไม่ก่อให้เกิดการยุยง ปลุกปั่น ยั่วยุให้มีการต่อต้านรัฐบาล หรือ กระทำการที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ได้มีการอายัดสิ่งของภายใน รวม 5 รายการ เช่น เครื่องส่ง กำลังส่ง 450 วัตต์ เครื่องขยายเสียง คอมพิวเตอร์ มิกเซอร์ ไมโครโฟน เสาอากาศ เพื่อให้ ศาลพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ขณะที่ บรรยากาศที่หน้าโรงแรมแกรนด์ วโรรส ยังมีประชาชนโห่ไล่เจ้าหน้าที่ ที่ทำการตรวจค้นด้วย

กทช.คว้าน้ำเหลวหลังค้นวิทยุเสื้อแดงลำปาง
นายสามารถ ลอยฟ้า รองผู้ว่าฯลำปาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.อรรถกิจ กรณ์ทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง และเจ้าหน้าที่จาก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมวิทยุแห่งชาติ ( กทช. ) เข้าทำการตรวจค้นที่ทำการวิทยุชุมชน FM 90.25 MHz ชมรมรักลำปาง 51 ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 134/4 - 5 ถ.ลำปาง-แม่ทะ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ตามหมายค้นศาลจังหวัดลำปาง จากการเข้าตรวจค้น ไม่พบเครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง พบแต่เพียงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ควบคุมเสียง และยังพบ ลูกกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 950 นัด อย่างไรแล้ว เจ้าหน้าที่ จะได้ทำการยึดของกลางและอุปกรณ์ต่างๆ ทำการตรวจสอบต่อไป

ไร้เงาแท็กซี่หน้าวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่
เมื่อวันที่ 15 เม.ย.ภายหลังการประกาศยุติการชุมนุมของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่ทำเนียบรัฐบาลและทุกพื้นที่นั้น ในวันนี้ ที่สถานีวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ 92.75 ในซอยวิภาวดีรังสิต 3 ทางกลุ่มแท็กซี่ ก็ไม่ได้มีการมารวมตัวกันที่สถานีวิทยุชุมชนแต่อย่างใด รวมไปถึงไม่ได้มีการออกอากาศเช่นกัน ซึ่งจากการสอบถามประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่พบว่าภายหลังมีการสั่งปิดไม่ให้มีการออกอากาศ ทางกลุ่มแท็กซี่ก็ไม่ได้มีการมารวมตัวกัน รวมถึงภายหลังการสลายการชุมนุมก็ไม่มีการมารวมตัวกันที่สถานีวิทยุเช่นกัน ส่วนบรรยากาศโดยรอบ ทั้งสี่แยกสามเหลี่ยมดินแดง และ สี่แยกสะพานควาย สี่แยกสุทธิสาร ยังคงมีกองกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอาวุธครบมือ เฝ้าสังเกตการณ์อย่างเข้มงวด

"เสน่ห์ จามริก"แถลงฝ่าวิกฤต เสนอตั้งรบ.แห่งชาติ-หยุดตอบโต้-เปิดเวทีภาคประชาชน

ที่มา ประชาไท

นายเสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกแถลงการณ์เรื่อง "สถานการณ์วิกฤตการเมืองกับอนาคตประชาธิปไตยไทย" ว่า ตนในฐานะคนไทย ที่ติดตามสถานการณ์ด้วยความวิตกห่วงใย เช่นเดียวกันกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลาย และพยายามคิดใคร่ครวญถึงทางออกเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์วิกฤติ ขณะเดียวกัน ธำรงรักษาไว้ซึ่งพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของระบอบประชาธิปไตยไทย เพื่อนำเสนอข้อคิดข้อปฏิบัติบางประการต่อทั้งรัฐบาลและพี่น้องประชาชน ในอันที่จะพึงร่วมมือร่วมใจกันมองไปในอนาคตข้างหน้า เพื่อป้องปรามมิให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง และสถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้อีก

นายเสน่ห์ กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ขัดแย้งตลอดช่วง 3 เดือนเศษของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่อให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อการยึดครองผูกขาดอำนาจแต่ฝ่ายเดียว หรือไม่ก็เพื่อทำลายล้างซึ่งกันและกัน ทั้งสองประการต่างเป็นสมมติฐานที่มาของปัญหาความขัดแย้งและเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น เสียงเรียกร้องถึงรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ในขณะนี้ ล้วนแต่เป็นหลุมพรางบ่อนทำลายพัฒนาการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เป็นข้อที่รัฐบาลและพี่น้องประชาชนคนไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะต้องไม่ ผิดพลาดในบรรยากาศของเสียงเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองอย่างกว้างขวางในขณะนี้


นายเสน่ห์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นที่ภาคสังคมและประชาชน โดยเฉพาะในระดับชุมชนท้องถิ่นที่จะต้องมีบทบาทกระทำการโดยตรงในกระบวนการ ปฏิรูปและแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพียงมีส่วนร่วมรับฟังหรือเห็นชอบไม่เห็นชอบในสิ่งที่บรรดานักวิชาการจัดเตรียมมาให้ เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปการเมืองในสภาวะพัฒนาการเมืองปัจจุบัน อยู่ตรงที่ส่งเสริมพัฒนาสิทธิอำนาจและขีดความสามารถในการปกครองของชุมชนท้องถิ่น นอกจากเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์และชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง ยังเป็นการพัฒนาภาคประชาชนให้เป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งและควบคุมผู้แทนของ ตนเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ต้องอยู่ภายใต้แอกเพื่อการแสวงช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนในหมู่ นักการเมืองอาชีพ ดังเช่นที่เป็นมาโดยตลอด และซึ่งเป็นสมมติฐานที่มาของความล้มเหลวของระบอบรัฐสภาไทย

นายเสน่ห์ กล่าวด้วยว่าทั้งหมด ที่กล่าวมาคือวาระแห่งชาติ รัฐบาลและประชาชนคนไทยพึงรับผิดชอบร่วมกันในอันที่จะผลักดันให้สำเร็จ ลุล่วงไปในระยะเวลาอันควร ในฐานะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เอง เป็นผู้ริเริ่มประกาศเจตนารมณ์และนโยบายการปฏิรูปการเมือง จึงใครขอเสนอหลักการปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้

1.ขอให้นายกรัฐมนตรีประกาศจัดตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" ด้วยความร่วมมือของกลุ่มการเมืองทุกฝ่าย และภาคเศรษฐกิจสังคมฝ่ายต่างๆ โดยหลีกเลี่ยงจากภาคราชการ และนักวิชาการปัญญาชน อย่างเช่นที่ถือปฏิบัติกันมา ในอดีต

2.ยุติการเมืองแบบตอบโต้เหน็บแนมกันระหว่างพลพรรคฝ่าย ต่างๆ ไม่ได้เป็นการสร้างสรรค์อะไรเลยในยามวิกฤติของบ้านเมืองที่กำลังต้องการ แสวงหาความเข้าใจต่อกันภายในชาติ

3. เปิดเวทีภาคสังคมและประชาชน โดยเฉพาะในหมู่ชุมชนท้องถิ่นชนบท ซึ่งกำลังตื่นตัวพัฒนาตนเองและปกป้องฐานทรัพยากรท้องถิ่นอันเป็นสมบัติของ ชาติ พร้อมด้วยภูมิปัญญาความสามารถและศักยภาพการพัฒนา ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในยุคที่ประเทศชาติกำลังถูกรุกรานจากภายนอก ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ เป็นที่คาดหวังว่า ระบอบรัฐสภาไทยจะสามารถค่อยๆ สลัดคราบของความอ่อนแอล้มเหลวและทุจริตคอรัปชั่นจากอดีต และเข้าสู่ภายใต้การกำกับควบคุมของภาคสังคมและประชาชนทุกส่วนทุกระดับ อันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

ที่มา : เว็บไซต์มติชน

แถลงข่าวตั้งศูนย์รับเรื่องราวข้อมูลคนหายฯ จากเหตุการณ์ชุมนุม นปช.เดือนเมษา

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (15 เม.ย.) เวลา 11.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับ เครือข่ายเดือนตุลา เครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย (PWAD) แถลงข่าวจัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวข้อมูลคนหายในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเดือนเมษายน ในช่วงระหว่างการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มีขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2552

น.ส.สุวลักษณ์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนระอุที่ผ่านมามาโดยตลอด การสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงพบว่าไม่ได้รับการรายงานที่พูดถึงการใช้ความรุนแรงของรัฐแม้แต่น้อย แต่การใช้ความรุนแรงส่วนใหญ่ที่รายงานเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง และรัฐบาลก็ระบุว่ากระสุนปืนที่นำมาใช้เป็นของปลอม ไม่เป็นอันตราย ทั้งที่หลักฐานจากรูปถ่าย คลิปวิดีโอข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนต่างประเทศ และการสอบถามกลุ่มผู้ชุมนุมหลายรายยืนยันว่ากระสุนที่นำมาใช้เป็นกระสุนจริง มีการเล็งปืนยิงใส่ผู้ชุมนุมจริง และนำศพออกไปเพื่อไม่ให้มีหลักฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ยอมรับว่ามีคนตายจากการสลายการชุมนุมโดยกำลังทหาร

เราจึงจัดให้มีศูนย์รับเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้ญาติผู้ตายหรือผู้เสียหายมาแจ้งเรื่องร้องเรียนกับเราได้ โดยจะประสานงานกับมูลนิธิ 14 ตุลา เครือข่ายเดือนตุลา เครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย เพื่อสืบหาข้อเท็จจริง

น.ส.สุลักษณ์ กล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นทราบข้อมูลว่ามีคนตายประมาณ 60 กว่าคน แต่ยังหาหลักฐานไม่ได้ จึงยังไม่กล้ายืนยัน โดยข้อมูลดังกล่าวได้จากการพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมาก ดังนั้นศูนย์ฯ จะเร่งหาหลักฐานมาพิสูจน์เรื่องนี้ให้ได้ หากมีคนตายจากกรณีดังกล่าวจริงขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรียุบสภาหรือลาออกเพื่อ รับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนั้นเพื่อเป็นการแสดงความจริงและเพื่อบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองต่อไป ในส่วนของสถานศึกษาจะมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายเหตุการณ์รุนแรง ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น พฤษภาทมิฬ 2535 รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12-13 เม.ย.2552 นี้ด้วย โดยจะมีการเผยแพร่ข้อมูลตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหากมีนิสิตนักศึกษาต้องการเข้าร่วมกิจกรรมก็สามารถติดต่อมาที่ สนนท.ได้

ด้านนางวิภา ดาวมณี จากเครือข่ายคนตุลา กล่าวยืนยันว่า การทำงานของศูนย์รับเรื่องราวคนหายฯ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือพรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรม ในส่วนของศูนย์รับเรื่องราวคนหายฯ ตั้งใจจะรับเรื่องคนหาย บาดเจ็บ รวมทั้งเด็กที่พลัดหลงกับผู้ปกครอง ส่วนการทำงานของเครือข่ายเดือนตุลา จะเข้าไปมีส่วนในการชำระประวัติศาสตร์เหตุการณ์ครั้งนี้ ทั้งนี้จะมีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ จากมูลนิธิกระจกเงาเป็นที่ปรึกษาของศูนย์ แต่เป็นการเข้าร่วมโดยส่วนตัวเพื่อเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำฐานข้อมูล และประสานกับโรงพยาบาลต่างๆ โดยมีนิสิตนักศึกษาเป็นอาสาสมัครรับเรื่อง

นางวิภา ได้ขอให้คนที่ไม่กล้าแสดงตัวว่าได้รับความรุนแรงออกมาแสดงตัว ส่วนหน่วยงานหรือบุคคลที่ต้องการจะมาร่วมเป็นอาสาสมัครก็สามารถมาเข้าร่วมได้ นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องไปถึงสื่อมวลชนที่อยู่ในระดับผู้ปฏิบัติงานในภาคสนาม ซึ่งอาจไม่ได้รับความยุติธรรมในวิชาชีพ ไม่มีโอกาสสะท้อนความจริงทางวิชาชีพเพราะข่าวหรือข้อมูลไม่ได้รับการเผยแพร่ ให้ลุกขึ้นมาสะท้อนความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านนายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ผู้ประสานงานศูนย์รับเรื่องราวคนหายฯ กล่าวว่า ทางศูนย์ฯ ต้องการหาความจริงที่เป็นกลางที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาได้รับรู้เรื่องราวโดยการบอกเล่าที่แม้จะถือว่าเป็นสิ่งดี แต่ก็ต้องการข้อมูลที่พิสูจน์ตรวจสอบได้ ในส่วนนี้คิดว่าผู้เสียหายจริงน่าจะให้ข้อมูลตรงนี้ได้ดีที่สุด หรือคนที่ได้ถ่ายภาพหรือบันทึกคลิปเหตุการณ์เอาไว้ ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย ไม่เลือกว่าจะเป็นใคร เพียงมีจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

“ทำอย่างไรให้เรายืนอยู่ในความเป็นมนุษย์ ที่มีเหตุผล ให้นำหนักกับเขาอย่างเท่าเทียมกัน” นายชัยนรินทร์กล่าว

เขากล่าวด้วยว่าหากมีเบาะแสการเสียชีวิตจริงๆ ก็จะมีการสืบเสาะหา ทั้งนี้เขาได้ตั้งข้อสังเกต 2 ข้อ ถึงการคลี่คลายสถานการณ์ของรัฐว่ามีความถูกต้องชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน “การเคลียร์” ของหน่วยงานความมั่นคงนั้นหมายถึงอะไร หากตรงนี้คือการไม่ให้คนชุมนุมอยู่บนพื้นที่ทางการเมืองตรงนี้เป็นไปโดยถูกต้องหรือไม่ และมีการสร้างความรุนแรงทั้งทางรายการรวมทั้งจิตใจหรือไม่ ส่วนการใช้ทหาร ตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีครั้งใดที่จะเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนสันติวิธี และตามคำกล่าวอ้างต่างๆ ของโฆษกไม่ว่าจะของรัฐบาลหรือกองทัพนั้นมีความเป็นจริงมากแค่ไหน

ทั้งนี้ ศูนย์รับเรื่องราวฯ จะตั้งโต๊ะรับเรื่องที่อนุสรณ์สถานตั้งแต่ 09.00-17.00 น ไม่เว้นวันเสาร์-อาทิตย์ รวมทั้งสามารถแจ้งมาได้ทางเบอร์โทรศัพท์ 083-812-5659 หรืออีเมลล์ ontontmong@hotmail.com และคาดการณ์ว่าจะมีการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าในการปฏิบัติงานทุกๆ 3 เดือน

เครือข่ายพิทักษ์เจตนาพฤษภาแถลงประณามรัฐอภิสิทธิชน

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่เคยร่วมการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม 2535 ตลอดจนผู้รักประชาธิปไตยอันแลกมาด้วยเลือดเนื้อของ

วีรชน ออกแถลงการณ์ 6 ข้อ มีเนื้อความว่า

แถลงการณ์เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา

จากการชุมนุมของ นปช.และกลุ่มคนเสื้อแดงนับแสนคน เพื่อเรียกร้องให้ประธานองคมนตรีและองคมนตรีรวม 3 คน รวมถึงรัฐบาลลาออกจากตำแหน่ง ตลอดจนให้มีการปฏิรูปการเมือง แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับไม่ใส่ใจต่อการชุมนุมและข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ทั้งยังดูถูกว่าเป็นข้อเรียกร้องที่สับสน จนทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ และนำไปสู่การปิดถนนหลายจุดในกรุงเทพฯ ในวันที่ 9 ล่วงเลยมาจนถึงวันที่ 13 เป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน และนำกำลังทหารพร้อมอาวุธเข้าปะทะกับผู้ชุมนุมตามจุดต่างๆ ตลอดจนกดดันให้สลายการชุมนุมที่ดำเนินมาอย่างสันติบริเวณรอบทำเนียบฯ ในคืนวันที่ 14 จนทำให้แกนนำผู้ชุมนุมต้องตัดสินใจยุติการชุมนุมเพื่อเป็นการรักษาชีวิตของผู้ชุมนุม

เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่เคยร่วมการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม 2535 ตลอดจนผู้รักประชาธิปไตยอันแลกมาด้วยเลือดเนื้อของ

วีรชนในครั้งนั้น เห็นว่าสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีสาเหตุมาจากความไม่เป็นประชาธิปไตยและการเลือกปฏิบัติของฝ่ายรัฐ จึงขอประกาศจุดยืนต่อสถานการณ์ในครั้งนี้ ดังนี้

1. ขอประณามท่าทีและการกระทำของรัฐบาลที่แสดงเจตนาในการปราบปรามประชาชนที่รัฐบาลถือว่าเป็น ศัตรูทางการเมือง และเป็น ศัตรู ของเหล่าอภิสิทธิ์ชน นับตั้งแต่การสร้างภาพให้คนเสื้อแดงเป็นกลุ่มล้มล้างสถาบันฯ การเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม การจับกุมแกนนำการประท้วงที่พัทยา โดยมิได้ปฏิบัติเช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ใช้ความรุนแรง การเรียกขานกลุ่มผู้ชุมนุมว่าเป็น ศัตรูของชาติ การใช้สื่อของรัฐปลุกปั่นว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ไม่หวังดี สร้างความเกลียดชังและการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนด้วยกัน จนถึงการใช้กำลังทหารติดอาวุธเข้าปิดล้อมผู้ชุมนุมเพื่อกดดันให้ยุติการชุมนุม พฤติกรรมของรัฐบาลยกระดับให้สถานการณ์รุนแรงเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลา 19 ทั้งหมดนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นได้เพียงตัวแทนของอภิสิทธิ์ชน ไม่ใช่รัฐบาลของคนทั้งประเทศอย่างที่กล่าวอ้าง

2. ขอประณามกองทัพที่เข้าร่วมการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงโดยใช้อาวุธจริง ผิดหลักสากล โดยไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างที่ได้ปฏิบัติเมื่อครั้งการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ พฤติกรรมของกองทัพแสดงให้เห็นเจตนาในการปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย และจุดยืนในการอยู่ข้างเหล่าอภิสิทธิ์ชน ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยและประชาชน

3. ขอประณามสื่อ ที่ทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้รัฐอย่างไร้จรรยาบรรณในวิชาชีพ ไม่ยึดหลักความจริง ตกเป็นเครื่องมือของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อและสร้างความเกลียดชังระหว่างคนในชาติ ป้ายสีผู้ชุมนุมให้กลายเป็นผู้ร้ายโดยไม่นำเสนอข่าวสารให้รอบด้าน และสร้างภาวการณ์ให้ไปสู่ 6 ตุลา

4. คารวะและสดุดีการตัดสินใจของแกนนำ นปช. ที่ประกาศยุติการชุมนุม เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่มีต่อชีวิตของประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุม และความกล้าหาญในการแสดงความรับผิดชอบต่อการเคลื่อนไหวโดยการเข้ามอบตัว เป็นแบบอย่างของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ต้องเชิดชู

5. ขอเรียกร้องให้องค์กรต่างๆ ร่วมกันประณามรัฐบาล กองทัพ สื่อ และเหล่าอำมาตย์ที่หนุนหลังการปราบปรามประชาชน ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลอีกด้านในทุกช่องทางเพื่อนำความจริงให้ปรากฏต่อสังคม ตลอดจนจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อรวบรวมข้อมูลผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต จากการใช้กำลังของทหารปราบปรามประชาชนที่เกิดขึ้น

6. ขอเรียกร้องให้ประชาชนที่มีจิตใจรักความเป็นธรรมร่วมกันประณาม และปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐบาล กองทัพ สื่อ และเหล่าอำมาตย์ ด้วยวิธีการต่างๆ อย่างสันติ สร้างกระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาธิปไตยดำเนินต่อไปอย่างเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา

ยูพีไอ : การลุกฮือที่ฝ่อตายในที่สุด

ที่มา ประชาไท

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ
ที่มา: Thai insurrection fizzles to an end, By Frank G. Anderson, Column: Thai TraditionsPublished : April 14, 2009 http://www.upiasia.com/Politics/2009/04/14/thai_insurrection_fizzles_to_an_end/8491/

โดย แฟรงค์ จี.แอนเดอร์สัน

Upiasia

14 เมษายน 2552

นครราชสีมา ประเทศไทย - แกนนำกลุ่มเสื้อแดงสองคนประกาศเมื่อวันอังคารว่า พวกเขาขอให้กลุ่มผู้ติดตามที่ได้ชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯและที่อื่นๆ เป็นเวลาหลายวันมาแล้วนั้นสลายตัว และให้มอบตัวกับตำรวจ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวแกนนำทั้งสองคนของกลุ่มแนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร เพื่อนำตัวไปสอบปากคำ

ทั้งสองคนตัดสินใจมอบต้วหลังจากที่ทหารได้เข้าปิดล้อมกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ทำเนียบรัฐบาลในใจกลางกรุงเทพมหานครเมื่อคืนวันจันทร์ สร้างความหวาดหวั่นกันขึ้นว่าจะเกิดการเผชิญหน้าที่นำไปสู่การนองเลือด

สุพร อัตถาวงศ์ กับวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำสองคนที่ถูกจับกุมเองก็อาจจะมีคำถามของพวกเขาด้วยว่า ทักษิณ where are you?

ซึ่งนี่ก็คือคำถามที่เป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นที่โต้เถียงกันในเวลานี้ เขียนโดย รท.หญิงสุณิสา เลิศภควัตในปี 2007 เป็นเรื่องราวของวีรบุรุษทางการเมืองของเธอคือ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกรัฐประหารโค่นลงจากอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2006

สุพรและวีระเป็นผู้รับผิดชอบนำผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายพันคนเข้าไปยังโรงแรมรอยัลคลิฟที่เมืองตากอากาศพัทยา และขัดขวางการประชุมสุดยอดอาเซียนซึ่งขณะนั้นกำลังจะเริ่มขึ้น บีบให้บรรดาประมุขหลายประเทศต้องเดินทางออกจากประเทศไทยอย่างปัจจุบันทันด่วนหลังจากที่ต้องมีเฮลิคอปเตอร์พาหลบหนีออกจากโรงแรม

หลังจากนั้นแกนนำทั้งสองยังได้ช่วยกันก่อให้เกิดการกระทำอีกหลายอย่างที่สร้างความอับอายไปทั่วโลก ทั้งการเผารถเมล์ ปิดการจราจร ปาระเบิดเพลิง และยั่วยุต่อความสงบสาธารณะชนิดที่หนักหนาสาหัสที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย กลุ่มเสื้อแดงไม่ใช่แค่เรียกร้องให้องคมนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลาออกจากตำแหน่งเท่านั้น หลายคนยังขู่จะเอาชีวิตด้วยหากว่าไม่ยอมลาออก

ผู้ก่อเหตุสองคนนี้มีภูมิหลังที่เต็มไปด้วยสีสัน สุพรเป็นเจ้าของฉายา แรมโบ้อีสานจากการทำงานแบบถึงลูกถึงคนในย่านนี้ สุพรเป็น ส.ส.จากครบุรีในนครราชสีมา เคยถูกวางระเบิดเมื่อมกราคม 2008 แต่ระเบิดที่ว่า ทำงานไม่สมบูรณ์ เลยฆ่าคนที่เอาไปวางซึ่งเป็นนายตำรวจแทน

เดือนกรกฏาคม 2007 มีแก๊งตามไล่ยิงสุพรขณะกำลังขับรถ ตามรายงานนั้น แก๊งดังกล่าวดูเหมือนจะไม่รู้ว่ารถเก๋งคันนั้นกันกระสุน หลังจากที่ระดมยิงเข้าใส่กระจกรถไม่ต่ำกว่าห้านัด ทั้งแก๊งก็หลบหนีไป ปล่อยให้รถเก๋งของแรมโบ้นอนหงายท้องแอ้งแม้งอยู่ข้างถนน

วีระ ซึ่งอายุมากกว่ากันมาก น่าจะได้บทเรียนจากอดีตและมีพฤติกรรมดีกว่ากันบ้าง เมื่อยีสิบสองปีที่แล้ว วีระถูกตัดสินลงโทษและถูกจำคุกในฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

แต่ในการร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.เสื้อแดงเพื่อคัดค้านกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยหรือพวกเสื้อเหลือง วีระก็ยังพูดอีกว่า เรามารวมกันวันนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้คัดค้านการที่กบฏเหล่านี้เหยียบย่ำประชาธิปไตยของประเทศไทย เราต้องการแสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำลายประเทศไทยในนามของประชาชนคนไทย

วีระจะอธิบายการกระทำของตัวเองในเดือนเมษายน 2009 นี้ว่าอย่างไร

ด้วยการมีแกนนำแบบนี้ที่ฝากผีฝากไข้ว่า จะช่วยดึงเขาให้กลับคืนสู่อำนาจ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เรียกว่ากำลังเล่นกับไฟ ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ทักษิณยังรักษาไว้ได้จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ สิ่งนั้นก็คือความน่าเชื่อถือของเขาต่อคนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะสูญเสียจนยากจะแก้ไขให้กลับกลายได้หลังจากการประท้วงปี 2009 นี้ซึ่งเป็นการขัดขวางเทศกาลสงกรานต์อันเป็นงานปีใหม่ไทย ทั้งนำความอับอายและความเจ็บปวดมาให้กับประเทศ

เหตุการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่งก็คือเรื่องที่กลุ่มเสื้อแดง ขู่จะระเบิดรถบรรทุกน้ำมันสามคันที่เต็มไปด้วยก๊าซปิโตรเลียมเหลว ซึ่งเป็นของบริษัทที่น้องชายของทักษิณเป็นเจ้าของ พวกเขานำรถเหล่านั้นไปจอดในที่ที่คิดว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ คันหนึ่งอยู่ในที่ที่มีชุมชนหนาแน่น อีกคันใกล้กับสำนักงานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ และอีกคันใกล้กับบริษัทคิง พาวเวอร์ พวกชาวบ้านได้อ้อนวอนให้เอารถคันแรกออกไปเพราะว่ามันอาจจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่มีใครฟัง เหตุการณ์นี้ได้รับการถ่ายทอดทางโทรทัศน์และออกสู่สายตาชาวโลก

สถานีโทรทัศน์ของ นปช.คือดีสเตชั่น ก็ช่วยโหมความเกลียดชังต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันและคนที่อยู่รอบตัวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายหน แกนนำและแขกรับเชิญขึ้นปราศรัยบนเวทีเรียกร้องให้สังหารพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีรวมทั้งนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างตรงไปตรงมา

สถานีดังกล่าวยังเป็นที่ประสานงานด้านยุทธศาสตร์และวางแผนโจมตีสำนักงานรัฐบาลและสถานที่อีกหลายแห่ง เช้าวันจันทร์ สัญญาณของสถานีถูกรัฐบาลตัดแต่ไม่นานนัก สัญญาณก็กลับคืนมาใหม่ได้อีกอย่างน่าประหลาด ในที่สุดก็มีข้อความปรากฏบนจอว่า สัญญาณถูกตัดและจอก็มืดไปตั้งแต่นั้น

ในเวลาเดียวกัน ทหารของรัฐบาลก็เริ่มดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของตนเองในการแบ่งแยกและพิชิต กลางวันวันอังคารนั้นเอง นปช.ก็ประกาศยอมสลายการชุมนุมในที่สุด

ไม่ต้องสงสัยว่าการลุกฮือสี่วัน ทำให้ไทยสูญเสียหลายพันล้านดอลลาร์ในด้านการท่องเที่ยว พาณิชย์และอื่นๆ แต่ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือที่เกิดกับสิ่งที่ประเทศนี้ดำรงไว้ได้ดีที่สุด นั่นก็คือภาพลักษณ์ ไทยได้รักษาไว้ซึ่งภาพของรอยยิ้ม ความอดทน และภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมที่พิเศษไม่รู้กี่สิบปีมาแล้ว และได้พยายามส่งเสริมภาพเหล่านี้ผ่านสื่อมวลชนรวมทั้งการเซ็นเซอร์การรายงานในด้านลบ

แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งล่าสุดนี้ ทำให้ความลับแตก ประเทศนี้กำลังเผชิญหน้ากับความแตกแยกและความไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่อย่างกว้างขวาง อย่างที่นักวิเคราะห์ในสื่อทีวีรายหนึ่งกล่าวไว้ว่า แผ่นดินไหวอาจจะจบลงแล้ว ทว่ายังจะมีอาฟเตอร์ชอคตามมาอีกหลายหน ทางการจะปกปิดและเกลี่ยร่องรอยความโกรธเกรี้ยวให้เรียบเนียนได้นานเท่าไหร่ก่อนที่จะความไม่สงบจะปูดขึ้นมาอีก

ในเหตุการณ์ไม่สงบครั้งหลังสุดนี้มีการจับกุมหลายหนในหลายสิบจังหวัด ขณะนี้เริ่มมีการสอบสวนตามข้อหาก่อความไม่สงบและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพบ้างแล้ว ในนครราชสีมา นักจัดรายการวิทยุฝีปากจัดจ้านชื่อเล่นว่า แดง ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนที่คลั่งไคล้ทักษิณถูกจับหลังจากที่ได้เผาหุ่นโลงที่มีถ้อยคำที่น่าจะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

(แฟรงค์ จี การ์ดเนอร์ เป็นผู้แทนชาวอเมริกันในต่างแดนหรือ American Citizens Abroad ประจำประเทศไทย เคยเป็นอาสาสมัครพีซคอร์ของสหรัฐในไทยช่วงปี 1965-67 ทำงานด้านพัฒนาชุมชน เป็นนักเขียนอิสระและผู้ก่อตั้งนสพ.ภาษาอังกฤษในท้องถิ่นรายแรกคือโคราชโพสต์ www.thekoratpost.com และใช้เวลาแปดปี ฝังตัว อยู่กับสื่อท้องถิ่นในไทย จบเอ็มบีเอด้านการจัดการข้อมูล และอนุปริญญาด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง สงวนลิขสิทธิ์ แฟรงค์ จี แอนเดอร์สัน)

ไอพีเอส : กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลยอมจำนนต่อทหาร

ที่มา ประชาไท

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ
ที่มา: แปลจาก THAILAND: Anti-Govt Protesters Cede Ground to Military, By Marwaan Macan-Markar, IPS News, 14 April 2009, http://www.ipsnews.net/news.asp?idnews=46496

โดย มาร์วัน มาแคน-มาร์คาร์

ไอพีเอส นิวส์

14 เมษายน 2552

ทหารไทยเคลื่อนพลผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ

เพื่อขับไล่ม็อบเสื้อแดง

ถ่ายโดย มาร์วัน มาแคน-มาร์คาร์/ไอพีเอส

กรุงเทพฯ, 14 เมษายน (สำนักข่าวไอพีเอส) -- เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ที่นายไพโรจน์ โชติศรีพันธุ์พร ได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ชุมนุมกันอยู่ด้านนอกของทำเนียบรัฐบาล พวกเขาสวมใส่เสื่อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของขบวนการเคลื่อนไหว

แต่นายไพโรจน์ตัดสินใจที่จะหยุดสวมเสื้อแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเขาอยู่ในกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล หรืออย่างน้อยพักการสวมเสื้อแดงไว้ระยะหนึ่ง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พ่อค้าวัย 52 ผู้นี้เลือกที่จะสวมเสื้อตาสีฟ้าพื้นขาวกับกางเกงสีเทา หลังจากที่ชัดเจนว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ของเขาต้องจำนนต่อกองกำลังทหารติดอาวุธครบมือ

"มันอันตรายเกินกว่าที่จะสวมเสื้อแดงในขณะนี้" นายไพโรจน์กล่าวขณะที่เขายืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่เคยสวมเสื้อแดงเกือบร้อยคน ซึ่งผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนจากการสวมเสื้อแดงที่เป็นสัญลักษณ์แสดงจุดยืนทางการเมืองมาใส่เสื้อสีที่ทำให้ดูเป็นกลางมากขึ้นเช่นเดียวกับนายไพโรจน์ "พวกเราถูกบุกโดยรัฐบาลที่มีทหารเป็นผู้หนุนหลัง แต่เราก็จะไม่ยอมหยุด"

ไม่ไกลจากจุดที่เขาพูดซึ่งเป็นจุดประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงของประเทศไทย มีทหารในชุดรบยืนอยู่หลายแถว นายไพโรจน์ และพรรคพวกผู้ชุมนุมเย้ยพวกทหารและร้องตะโกนด่าว่า "ไอ้ควาย! ไอ้ ...! กลับบ้านไป! "

อย่างไรก็ตาม เสียงเหล่านี้เป็นเสียงที่มีผลน้อยมากในขณะนั้นซึ่งเป็นช่วงบ่าย สองชั่วโมงก่อนหน้านี้ สามแกนนำ นปช.ได้เข้ามอบตัวต่อตำรวจ และประกาศให้ผู้ชุมนุมเกือบสองพันคนที่ชุมนุมกันอยู่บริเวณรอบทำเนียบรัฐบาลสลายตัวและเดินทางกลับบ้าน

การสลายตัวของกลุ่มผู้ชุมนุมนี้เกิดขึ้นเมื่อกองทหารนับร้อยนาย ติดตามด้วยผู้ถือโล่ห์กำบังอาวุธ เคลื่อนขบวนเข้าสู่บริเวณนอกทำเนียบรัฐบาลซึ่งนับเป็นฐานที่ตั้งสุดท้ายของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งแกนนำได้ใช้ศิลปะการพูดที่แข็งกร้าวตลอดเวลาในการขับไล่รัฐบาลปัจจุบันและเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่

หลายฝ่ายหวาดกลัวต่อเหตุการณ์นองเลือด เมื่อทหารที่ปฏิบัติการภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเริ่มเปิดฉากยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่มีระเบิดขวดแก๊ซโซลีนและระเบิดเพลิงที่เตรียมมาป้องกันตัว

การปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มเสื้อแดงทำให้มีผู้บาดเจ็บ 74 ราย บางรายมีบาดแผลจากปืน ส่วนยอดผู้เสียชีวิตยังไม่สามารถสรุปแน่ชัด สมาชิกกลุ่มเสื้อแดงบางคนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ราย ขณะที่อีกหลายคนอ้างว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่านี้มาก ทั้งนี้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

การสลายตัวของกลุ่ม นปช. ครั้งนี้ ทำให้ความรุนแรงและสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดที่ตรึงกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เช้าวันจันทร์ได้ยุติลงอย่างกระทันหัน เมื่อกลุ่มเสื้อแดงหลายร้อยคนได้เข้าปิดสี่แยกของถนนสายหลักทั่วกรุงเทพฯ และปะทะกับกองกำลังทหาร

นอกจากนี้ ยังเคยมีการแสดงพลังของกลุ่มเสื้อแดงเช่นนี้เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านที่เมืองพัทยา เมื่อผู้สนับสนุนกลุ่ม นปช. ประท้วงให้ยกเลิกการประชุมสุดยอดสิบหกประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ สองวันก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ กลุ่มเสื้อแดงได้รวบรวมกำลังพลกว่าแสนคนไปชุมนุมประท้วงหน้าบ้านประธานองคมนตรีเพื่อเรียกร้องให้ประธานองคมนตรีท่านนี้ออกจากตำแหน่ง

กลุ่มเสื้อแดงได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากคนจนทั้งในเมืองและต่างจังหวัด และได้รับการสนันสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้ถูกขับออกไป ซึ่งขณะนี้ได้ออกนอกประเทศเพื่อเลี่ยงการจับกุมข้อหาคอรัปชั่น

รัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลชุดที่ 18 ของประเทศไทย ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากในปี 2544 และ ปี 2548 จนกระทั่งถูกปลดโดยทหารในการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปี 2549

รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในปี 2550 ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้หนุนหลังและดำเนินตามนโยบายของเขาเพื่อคนจน ได้ถูกทำลายโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อเหลืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มชนชั้นกลางในเมือง ผู้นิยมกษัตริย์ และข้าราชการฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งต่อมารัฐบาลดังกล่าวได้ถูกบีบให้ลาออกหลังจากที่กลุ่มทหารปฏิเสธให้การสนับสนุนและมีคำสั่งพิพากษาของศาลที่เป็นที่ถกเถียงให้ยุบพรรค

พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นใหม่ จากการตกลงที่จัดการโดยกลุ่มทหาร และมีรายงานว่ามีการจ่ายเงินสดก้อนโตให้กับสมาชิกรัฐสภาที่สนับสนุนการบริหารของเขาอีกด้วย

กลุ่มเสื้อแดงไม่พอใจอย่างยิ่ง โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลใหม่นี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมาจากอำนาจของกลุ่มทหาร รวมทั้งเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยกลุ่มเสื้อแดงมีจุดประสงค์เรียกร้องให้ยุบสภาเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่ พวกเขาออกมาชุมนุมประท้วงอยู่บริเวณรอบทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 มีนาคม

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รัฐบาลอายุสี่เดือนของนายอภิสิทธิ์สามารถบริหารประเทศได้เพราะโชคเข้าข้าง ขณะนี้ได้มีสัญญาณที่ส่อให้เห็นว่าการตัดสินใจประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินและการหันไปพึ่งทหารเพื่อสลายกลุ่มสื้อแดงครั้งนี้อาจส่งผลตรงข้ามกับที่ตั้งใจไว้

เสียงแรกที่ไม่เห็นด้วย เป็นการประกาศโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกว่าสิบแห่งทั่วประเทศ ที่มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อหลายสิบปีก่อน

ครั้งนี้ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยสนับสนุนการเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดงให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ลาออกและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อให้ประเทศได้มีรัฐบาลของประชาชนที่แท้จริง รวมทั้งเรียกร้องให้มีคำสั่งยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

"ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของนักศึกษายังคงเป็นไปอย่างเงียบๆ และไม่ได้ออกมาสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง แต่เสียงเงียบนี้ได้ยุติลงเนื่องจากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อส่งกองกำลังทหารสลายการชุมนุม" น.ส.สุลักษณ์ หลำอุบล หนึ่งในกรรมการบริหารสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และนักศึกษาปริญญาตรีวิชาประวัติศาสตร์กล่าว "รัฐบาลต้องสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้"

"หลายฝ่ายเริ่มแสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากทหารไม่ลังเลในการใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องรัฐบาลนี้," นายสุลักษณ์ให้สัมภาษณ์กับ IPS "ดูเหมือนว่ารัฐบาลนี้กลัวประชาชน"

คนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่ได้แสดงตนว่าเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงได้แสดงออกถึงปฏิกิริยาที่คล้ายคลึงกันนี้ในหลายๆ ส่วนของกรุงเทพฯ

"ประชาชนจะไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงแบบนี้ เราไม่สามารถปล่อยให้ทหารยิงประชาชนได้" ข้าราชการวัย 39 แสดงความเห็นโดยไม่ประสงค์ออกนาม "ประชาชนจะลุกขึ้นต่อต้านเนื่องจากการปราบปรามของรัฐบาล"

ด้านนางสาวนฤมล ทับจุมพล นักรัฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า เพื่อขัดขวางแนวคิดต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้ การบริหารภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ต้องยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม "สังคมกำลังรอว่ารัฐจะเป็นกลางและดำเนินการอย่างเหมาะสมตามกฎหมาย"

"รัฐบาลต้องไม่ทำให้ถูกมองว่า สนับสนุนกลุ่ม พธม. เสื้อเหลืองเพียงสีเดียว- ตั้งแต่แกนนำของพวกเขาได้ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหลาย และได้กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายเมื่อปีที่แล้ว" เธอกล่าวเสริมในการให้สัมภาษณ์

"วีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเป็นบุคคลที่น่ายกย่องในการตัดสินใจปกป้องชีวิตของสมาชิกกลุ่ม และยอมมอบตัวกับตำรวจ"

โจนาธาน เฮด, บีบีซี : ไม่มีผู้ชนะในวิกฤติประเทศไทย

ที่มา ประชาไท

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ
ที่มา: No winners in Thailand's crisis, By Jonathan Head BBC News, Bangkok, 14 April 2009

http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/7998243.stm

โดย โจนาธาน เฮด

ข่าวบีบีซี, กรุงเทพฯ

14 เมษายน 2552

ไม่มีใครชนะ นั่นคือบทสรุปเดียวที่ได้จากเหตุการณ์สับสนวุ่นวายในประเทศไทยเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา

อย่างแน่นอน ไม่ใช่ฝ่ายเสื้อแดง-แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ที่พยายามลุกฮือขึ้นสู้ซึ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง นำไปสู่การปะทะอย่างต่อเนื่องกับทหาร ที่ทิ้งความเสียหายไว้บนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร

ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นกัน แม้ว่าเขาจะสามารถเรียกคืนอำนาจบริหารของเขากลับมาได้มาก ผ่านความสำเร็จของปฏิบัติการทหารในการสลายผู้ประท้วงฝ่าย นปช. แต่ตอนนี้ คำมั่นสัญญาที่เขากล่าวไว้ตอนเข้ารับตำแหน่งเมื่อสี่เดือนก่อนหน้านี้ว่าจะส่งเสริมการปรองดองในประเทศนั้นดูกลวงโบ๋

ไม่ใช่กองทัพที่ปฏิบัติภารกิจอันไม่ราบรื่นในการกวาดล้าง [ผู้ประท้วงออกจาก] ถนนต่างๆ ด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นและความเสียหายที่น้อยอย่างน่าประหลาดใจ

การตัดสินใจของกองทัพในปราบปรามผู้ประท้วงเหล่านี้ ขณะที่ไม่ทำอะไรเลยกับการกระทำที่สร้างความเสียหายเท่าๆ กันของกลุ่มเสื้อเหลือง-พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อปีที่แล้ว ทำให้เกิดเสียงเย้ยหยันต่อการการกล่าวอ้างเรื่องความเป็นกลางของกองทัพ

ปฏิบัติการครั้งนี้และรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่กำจัดทักษิณ ได้สร้างความมัวหมองต่อภาพพจน์ของกองทัพอย่างเรียกคืนมาไม่ได้ในสายตาประชาชนไทยส่วนหนึ่งที่มีจำนวนมากพอสมควร

ไม่ใช่ฝ่ายตำรวจที่ปัจจุบันเป็นกองกำลังที่ถูกดูหมิ่นและถูกทำลายกำลังใจว่า เกือบจะไม่มีใครในประเทศไทยคาดหวังให้พวกเขาแสดงบทบาทในเหตุการณ์วุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้น

เมื่อเกิดการเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงที่ไม่มีอาวุธจำนวนไม่กี่พันคนที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา พวกเขาได้แต่แสดงการต่อต้านพอเป็นพิธีเท่านั้น ในกรุงเทพมหานคร พวกเขาแทบไม่ปรากฏกายให้เห็น เมื่อปราศจากกองกำลังของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลักนิติรัฐที่นายอภิสิทธิ์พูดถึงบ่อยครั้งนั้นก็อยู่ในภาวะไม่มั่นคงอย่างมาก

และท้ายที่สุด ไม่ใช่ทักษิณ ชินวัตร ผู้ปลุกเร้าการปฏิวัติของประชาชนได้หมดพลังลง และเขายังคงถูกขับไล่ให้อยู่นอกประเทศโดยไม่ที่ลี้ภัยที่ปลอดภัย

การแบ่งขั้ว

สามปีของความขัดแย้งทางการเมืองที่ควบคุมยาก สร้างความเสียหายทรุดโทรมให้ประเทศไทย ปัจจุบัน การแสดงออกต่างๆ นั้นเป็นอารมณ์ดิบมาก

บางเหตุการณ์ที่น่าเกลียดที่สุดเมื่อไม่กี่วันนี้ไม่เกี่ยวกับกองทัพ: มันเกิดขึ้นเมื่อประชาชนในพื้นที่ออกมาเผชิญหน้ากับฝ่ายเสื้อแดงที่กำลังโกรธ เกิดการยิงกัน มีคนตายสองคนและบางคนถูกทุบตีอย่างโหดร้าย

เป็นการยากที่จะอธิบายว่า ทำไมประเทศไทยที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นประเทศที่เป็นตัวอย่างดีเลิศของความมั่นคงและความปรองดองในสังคม ถึงได้กลายเป็นสังคมที่ถูกแบ่งเป็นขั้วเช่นนี้

การแบ่งแยกระหว่างฝ่ายสีแดงและสีเหลืองขัดแย้งอยู่ในหลายแวดวง; มันไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ของคนชนบทกับคนในเมือง หรือคนจนกับคนรวยเท่านั้น การใช้เวลาให้นานพอกับแต่ละกลุ่ม และคุณจะพบว่าประชาชนมาจากภูมิหลังที่หลากหลาย

แต่มีเพียงประเด็นเดียวที่แบ่งแยกคนสองฝ่ายอย่างชัดเจน

ประเด็นนั้นคือทักษิณ ชินวัตร บุรุษผู้ทำให้รูปแบบดั้งเดิมของการเมืองไทยแตกละเอียดผ่านการรณรงค์หาเสียงที่เยี่ยมยอดของเขา ทำให้เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2544 และ 2548

ไม่ใช่ฝ่ายสีแดงทุกคนที่รักบุคคลที่หุนหันพลันแล่นและก่อให้เกิดการโต้แย้งผู้นี้

แต่พวกเขาเกือบจะทั้งหมดเห็นว่า ทักษิณถูกทำให้พ้นจากตำแหน่งอย่างไม่ยุติธรรมโดยการรัฐประหารปี 2549 และการใช้การฟ้องร้องทางกฎหมายหลากหลายคดีเพื่อจัดการกับเขาเป็นเรื่องไม่ชอบธรรม เขาถูกพิพากษาลงโทษจำคุกสองปีโดยที่เขาไม่ได้มาปรากฎตัวในศาลเมื่อปีที่แล้วในความผิดฐานใช้อำนาจในทางที่ผิด

พวกเขายังเชื่อในพลังของวาระประชานิยม กุญแจที่ทำให้พรรคของทักษิณได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก

ไม่เพียงเพราะว่ามันทำให้ชีวิตของคนชนบทจำนวนมากดีขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ตั้งคำถามกับประสิทธิภาพและประโยชน์ในระยะยาวของนโยบายหลายอย่างของทักษิณ แต่เพราะมันทำให้คนจนรู้สึกได้ว่า การลงคะแนนของพวกเขามีความหมาย การลงคะแนนให้กับนโยบายของพรรคการเมืองเป็นการเฉพาะเจาะจงนั้นสามารถทำให้ท่านได้รับผลประโยชน์ที่จับต้องได้

วิธีการนี้ทำให้ประชาชนในประเทศไทยที่ก่อนหน้านี้เป็นชนชั้นที่ถูกทอดทิ้งกลายเป็นกลุ่มใหม่ที่มีพลัง

ประชาชนเหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้ทักษิณชนะในการเลือกตั้ง และเป็นเหตุผลที่ทำให้พันธมิตรทา

การเมืองของเขาได้กลับเข้ามาบริหารประเทศในปี พ.ศ.2550 ในการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหาร แม้ว่าทักษิณและอดีตผู้บริหารพรรคจำนวน 111 คนถูกตัดสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

ตอนนี้พวกเขาเป็นฐานมวลชนที่กว้างมากของขบวนการเสื้อแดง และพวกเขามีความเชื่ออย่างรุนแรงว่า ฝ่ายของพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

ความคับแค้นที่กลัดหนอง

หลายคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุผลระบุว่า รูปแบบบริหารงานของรัฐบาลทักษิณไม่กระทบกับมุมมองที่ว่า : เขาเป็นเผด็จการ, ทำให้สถาบันประชาธิปไตยต่างๆ ของประเทศที่เปราะบางอยู่แล้วอ่อนแอ; เขาทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนขยายตัวขึ้นอย่างรุนแรง; การทุจริตยังคงเฟื่องฟูภายใต้การบริหารงานของเขา; เขาพูดถึงการส่งเสริมสนับสนุนบนฐานของความซื่อสัตย์อย่างไร้ความอาย, ไร้ความสามารถ

เหล่านี้เป็นประเด็นที่ฝ่าย พธม. พูดถึงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยระหว่างการประท้วงต่อต้านทักษิณเมื่อปีที่แล้ว และเป็นข้อกล่าวหาที่ยากจะปฏิเสธ

แต่เพราะคนจนจำนวนมากเห็นนักการเมืองที่มีจุดบกพร่องผู้นี้เป็นพระเอกของพวกเขา พวกเขาขุ่นเคืองอย่างขมขื่นเมื่อฝ่ายต่างๆ เห็นพ้องกับชนชั้นนำที่มั่งคั่ง ในการตัดสินใจที่จะบิดงอกฎหมายต่างๆ เพื่อกำจัดทักษิณให้พ้นจากตำแหน่ง

นั่นคือพวกนายพลฝ่ายนิยมกษัตริย์ที่เป็นผู้นำการทำรัฐประหาร แต่พวกเขาได้รับเสียงเชียร์จากผู้พิพากษาและข้าราชการฝ่ายอนุรักษ์นิยม, พวกนักธุรกิจที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล ประชาชนที่อยู่ในเมืองและชนชั้นกลางไทยจำนวนมาก ประชาชนที่นิยมทักษิณมีความรู้สึกว่า พวกเขาถูกปล้น

ความรู้สึกที่พวกเขาถูกปล้นนั้นสืบเนื่องต่อมาถึงปีที่แล้ว เมื่อพวกเขาเห็นรัฐบาลที่เขาเลือกถูกทำลายโดยกลุ่ม พธม. และจากนั้นถูกตัดสิทธิ์โดยคำพิพากษาที่แปลกประหลาดของศาล

และพวกเขารู้สึกถูกอุปถัมภ์เมื่อนักกิจกรรมฝ่าย พธม. ตอกย้ำอยู่เสมอว่า เหตุผลเดียวที่คนจนลงคะแนนให้ทักษิณเพราะได้รับสินบน

ความคับแค้นใจเหล่านี้ยังคงกลัดหนอง และฝังลึกลงในรอยแยกของสังคมไทย

เมื่อไปที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง คุณจะได้ยินเป็นเสียงเดียวกันว่า : “พวกเราเป็นประชาชนรากหญ้า, กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย, ต่อต้านชนชั้นปกครอง

เมื่อไปที่การชุมนุมของคนเสื้อเหลือง คุณจะได้ยินเสียงที่แตกต่างว่า; “พวกเราเป็นคนมีการศึกษา, กำลังต่อสู้ขับไล่พวกนักการเมืองทุจริตที่ทำลายประชาธิปไตย

การขาดสิ่งที่สำคัญที่สุด, โอบามา - เหมือนกับบุคคลหลายคนในประเทศไทยที่สามารถได้รับความนับถือจากทั้งสองฝ่าย แต่แน่นอน ไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ที่เห็นกันอยู่บ่อยครั้งว่าอึดอัดกับการอยู่ในชนบทที่เป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดงทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วิธีที่เขารับมือกับแกนนำของ กลุ่มเสื้อแดงที่ลุกขึ้นสู้- เปรียบเทียบกับการปฏิบัติอย่างไรต่อ กลุ่มเสื้อเหลืองที่ลุกขึ้นสู้ เมื่อปีที่แล้วนั้น - จะเป็นบททดสอบที่สำคัญของคำมั่นสัญญาของเขาที่บอกว่าจะยึดถือหลักนิติรัฐอย่างยุติธรรม

ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอย่างน่าสังเกตในกรุงเทพมหานครและพัทยาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะส่งเสียงกร่อนเซาะความมั่นใจของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาชนไทยในอนาคตความมั่นคงของประเทศของพวกเขา