WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 17, 2009

ม.ล.‘ปลื้ม’ : บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์การเปลี่ยนแปลง

มา ประชาไท

หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล (ปลื้ม)

เพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงานหลายคนของผมต่างเห็นพ้องว่า เพื่อให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ในประเทศ เราจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการไปสู่รูปแบบประชาธิปไตยที่มี ประชาชนเป็นศูนย์กลาง มากขึ้น และตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการและความปรารถนาของคนส่วนใหญ่

ระบอบตุลาการสองมาตรฐานที่เกิดจากการแต่งตั้งและทำหน้าที่ตอบสนองอำนาจของผู้นำสูงสุด ทั้งยังถูกแทรกแซงอย่างลับๆ และบ่อยครั้ง โดยสมาชิกบางคนของคณะองคมนตรีตามที่ปรากฏในเหตุการณ์ช่วงสามปีที่ผ่านมา ต้องกลายเป็นเรื่องในอดีต

กองทัพที่เลือกปฏิบัติต่อประชาชนของตนเอง กองทัพที่เลือกเข้าข้างอุดมการณ์การเมืองบางอย่างด้วยความกลัวจากบุคคลที่มี เส้นสาย และมีอิทธิพลเหนือตนเอง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในระบอบประชาธิปไตยสมัยปัจจุบัน

ภารกิจของนักปฏิวัติในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในช่วงหลายปีข้างหน้า จึงต้องมุ่งที่การบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นสุดท้าย

ระบอบคณาธิปไตยที่อยู่บนพื้นฐานการปกครองซึ่งตอบสนองประโยชน์เฉพาะผู้สวมเสื้อสี "จงรักภักดี" เป็นเหมือนการตบหน้าคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งมีชีวิตที่มักตกเป็นเบี้ยล่างผู้อื่นอยู่แล้ว

ขบวนการเพื่อเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตย ต้องเริ่มจากการบ่มเพาะต้นกล้าในวันนี้ โดยมีเป้าหมายอีกหลายปีกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ

ครั้งนี้อาจเป็นชัยชนะของพวกเขา แต่เส้นช้ยของการต่อสู้ในอนาคตยังไม่มีใครเป็นผู้กำหนด และเรายังไม่เผชิญหน้ากับสงครามที่แท้จริง ความพ่ายแพ้ของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2552 จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนแปลงซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของระบอบคณาธิปไตยไทยในที่สุด

แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ โดย ประชาไท

Fomenting the seeds of change :

A lot of my friends and colleaques are in agreement that in order to realize the country's true democratic potential, Thailand needs a formal transition towards a truer more 'popular' form of democracy based on the needs and desires of the majority. A double standard judiciary appointed and acting in the name of a supreme leader and tacitly, yet not infrequently, intervened by particular members of the privy council as shown in a string of events over the past 3 years have to become a thing of the past. An armed forces bent on discriminating against its own population based of differing political ideology and out of the fear of 'connected' individuals having influences over them cannot in anyway be accepted in a modern day democracy. The tasks of revolutionarily altering Thailand will involve a lot work over the next several years to foment the seeds of final change. An oligarchic style of managed governance where compassion and kindness are given only to those wearing the royalists' color is a slap to the face to the majority of the Thai nation who are for the most part already living subordinated lives. This movement for democratic change must begin to sow its preliminary sinews today, while the culmination of its goals will be seen several years down the road. Victory was theirs this time but make no mistake the definitive battlelines of the future have been drawn and the real war is yet to have experienced its days. The reds' defeat on April 14, 2009 from now on serves as a point of origination for what will ultimately become a transitional period out of the Thai oligarchic existence.

จดหมายเปิดผนึกจาก ‘ภัควดี’ ถึงนักสันติวิธี : โปรดนับศพ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ด้วย

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม

จดหมายเปิดผนึกถึงนักสันติวิธี : โปรดนับศพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วย

ภัควดี วีระภาสพงษ์

16 เมษายน 2552

วันก่อนผู้เขียนได้ดูรายการ ที่นี่ทีวีไทย ที่มีการสัมภาษณ์กลุ่มนักสันติวิธีที่ประกอบด้วย อ.นฤมล อ.ยุกติ คุณนารี คุณเจษฎา และ อ.ศรีประภา หลังจากฟังจนจบแล้ว ผู้เขียนรู้สึก จึก ในอก อาการ จึก นี้ยังคงอยู่แม้จะผ่านมาวันสองวันแล้ว ยิ่งเมื่อคืนนี้ได้ฟังการสัมภาษณ์นักข่าวสายทหารและอาจารย์ชื่ออะไรที่ผู้เขียนขี้เกียจจะจำ ความ จึก นี้ยิ่งฝังลึกถึงขั้นทำเอาเมื่อคืนนอนไม่หลับทีเดียว

แม้ว่าผู้เขียนจะเป็นลูกศิษย์ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คนหนึ่ง แต่เปรียบไปก็เป็นแค่ นักเรียนหลังห้อง ไม่ค่อยตั้งใจฟังเวลาอาจารย์สอน แถมตอนอยู่มหาลัย ก็มัวแต่เมาเสียเป็นส่วนใหญ่ (นี่เป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับนักศึกษารุ่นหลัง โปรดตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้) ดังนั้น ผู้เขียนจึงรับความรู้มาแต่งูๆ ปลาๆ และโดยเฉพาะเรื่องสันติวิธีนั้น เป็นเรื่องที่ผู้เขียนรับมาจากอาจารย์น้อยถึงน้อยที่สุด

ผู้เขียนไม่ใช่นักคัดคำพูดของใครมาทีละท่อน และตอนนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจจำด้วยว่าคนไหนพูดว่าอะไร แต่ค่อนข้างแน่ใจว่า อ.นฤมลและคุณนารีพูดในทำนองว่า การปราบปรามของกองทัพต่อผู้ชุมนุมโดยไม่มีใครตายนั้น ถือว่ากองทัพและรัฐบาลทำได้ดี อดทน และเป็นที่น่าพอใจ (ถ้าผู้เขียนฟังผิดไป ก็ขออภัยทั้ง 2 ท่าน ขอให้ถือว่าผู้เขียนหูเฝื่อนและงี่เง่าไปเองก็แล้วกัน)

ในสายตาของผู้ไม่ใช่นักสันติวิธีอย่างผู้เขียน ผู้เขียนขอตั้งข้อสงสัยว่า การที่ทหารลากปืนออกมายิงขึ้นฟ้าและเล็งใส่ผู้ชุมนุมนั้น ถือว่าเป็นวิธีการควบคุมม็อบที่ ดี อดทน และน่าพอใจ จริงๆ หรือ

สมมติก่อนว่า สิ่งที่รัฐบาลแถลงนั้นเป็นความจริงทุกอย่าง 1) ไม่มีใครตาย 2) ทหารใช้ลูกกระสุนจริงยิงขึ้นฟ้าและใช้ลูกกระสุนหัวกระดาษเล็งใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งมีแต่เสียงข่มขวัญ 3) ทหารเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ด้วยความแม่นยำประดุจโรโบค็อบ ไม่มีทหารคนไหนสับสนระหว่างปืนที่มีลูกกระสุนจริงกับปืนที่มีลูกกระสุนหัวกระดาษเลย ลูกกระสุนจริงทุกลูกที่ยิงออกไป ยิงขึ้นฟ้าหมดทั้งสิ้น และทุกลูกที่เล็งใส่ผู้ชุมนุมเป็นลูกหัวกระดาษหมดทั้งสิ้น

สมมติไว้ก่อนว่า ทั้ง 3 ประการข้างต้นนี้จริงทั้งหมด

ผู้เขียนขอสมมติว่า ถ้าตัวเองเป็นนักสันติวิธี ในสายตาของนักสันติวิธีจะคิดอย่างไร? ผู้เขียนขอตั้งคำถามแบบนักสันติวิธีชั่วคราวดังนี้คือ :

1) การลากอาวุธสงครามออกมาก็ถือเป็นความรุนแรงในตัวเองแล้วมิใช่หรือ? ดังที่ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เขียนไว้ในบทความหลังรัฐประหาร 2549 (ผู้เขียนไม่ใช่นักวิชาการ ขี้เกียจค้นชื่อบทความมาอ้างอิง มันคือบทความในหนังสือที่ ฟ้าเดียวกัน พิมพ์รวมเป็นเล่มนั่นแหละ ท่านผู้อ่านโปรดไปค้นดูเอง) อ.ชัยวัฒน์บอกว่า ถึงแม้ดูเหมือนการรัฐประหารครั้งนั้นจะไม่มีความรุนแรงทางกายภาพเกิดขึ้น แต่มันก็ยังเป็นความรุนแรงที่ยอมรับไม่ได้ (นี่คือข้อสรุปของผู้เขียนที่อ่านบทความจนจบ ไม่ใช่แค่อ่านประโยคสองประโยคแล้วด่วนสรุป จะสรุปผิดหรือไม่ ผู้เขียนรับผิดชอบเอง ไม่ต้องไปยุ่งกับ อ.ชัยวัฒน์ โปรดเข้าใจตามนี้)

ถ้ามีคนเอาอาวุธปืนมาเล็งใส่คุณ ปืนจะมีลูกหรือไม่มีลูก คุณจะถือว่ามันเป็นการใช้ความรุนแรงหรือไม่? ยิ่งอย่าว่าแต่ทหารทั้งกองวิ่งดาหน้าเข้าใส่คุณตอนตีสี่ เสียงปืนดังสนั่นปานสงครามกลางเมือง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคุณแน่ๆ คือความตื่นตระหนก ภาพของเหตุการณ์ พฤษภาเลือด และ ทหารฆ่าประชาชน ในสภาพการณ์แบบนั้น คุณจะมีเวลาแยกแยะหรือว่าลูกกระสุนนั้นทำจากอะไร? มีใครตายจริงหรือไม่? ถ้าคุณเห็นเลือด คุณก็ต้องคิดว่ามีคนตายแน่นอน

2) ทำไมนักสันติวิธีทั้ง 2 ท่านไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า เหตุใดไม่สั่งให้กองทัพใช้ลูกกระสุนหัวกระดาษทั้งหมด ทั้งที่ยิงขึ้นฟ้าและเล็งใส่ผู้ชุมนุม ถ้าเจตนาแค่ข่มขวัญ ทำไมต้องแยกเป็น 2 ประเภท? แล้วลูกกระสุนจริงที่ยิงขึ้นฟ้า มันไม่มีโอกาสตกลงมาใส่กบาลใครตายบ้างหรือ?

เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ผู้เขียนกลับไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านสามีที่ภาคใต้ คืนวันเคาท์ดาวน์นั้น ข้างบ้านที่ติดกันฉลองด้วยการเอาปืนพกมายิงขึ้นฟ้าไปหนึ่งนัด กระสุนนัดนั้นพุ่งขึ้นฟ้า แล้วตกลงมาทะลุหลังคากระเบื้องของบ้านแม่สามี ตกปุลงบนหมอนที่หัวเตียงห้องนอนห้องหนึ่งพอดิบพอดี โชคดีที่ทุกคนออกมาเคาท์ดาวน์กันหมด ไม่มีใครนอนอยู่บนเตียง

ผู้เขียนไม่ทราบว่า ถ้าลูกกระสุนจากปืนพกที่ยิงขึ้นฟ้าสามารถทะลุกระเบื้องหลังคาลงมาได้ ลูกกระสุนเอ็ม-16 ที่ยิงขึ้นฟ้าจะสามารถตกลงมาทะลุกะโหลกศีรษะหรือทะลุอกใครได้บ้างหรือไม่? หวังว่าจะมีนักฟิสิกส์สักคนสละเวลาช่วยคำนวณให้

นักสันติวิธีคิดว่านี่คือวิธีควบคุมม็อบที่ดี อดทนและน่าพอใจ อีกทั้งไม่ใช่การใช้ความรุนแรงตามหลักการสันติวิธีแล้วหรือ?

3) เท่าที่ความรู้งูๆ ปลาๆ ของผู้เขียนจะมีอยู่ เกิดมาจนบัดนี้ ผู้เขียนไม่เคยอ่านเจอที่ไหนมาก่อนเลยว่า วิธีการควบคุมและปราบม็อบของนานาอารยะประเทศ (ย้ำ อารยะประเทศ ไม่ใช่อนารยะประเทศ) ใช้วิธีให้กองทหารถือปืนเอ็ม-16 จะลูกกระสุนซ้อมหรือลูกกระสุนจริงก็ตามแต่ วิ่งไล่ยิงขู่ขวัญประชาชนแบบนั้น ทำไมในรายการวันนั้น นักสันติวิธีจึงไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เริ่มต้นการปราบม็อบด้วยแก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย รถฉีดน้ำแรงดันสูง (ซึ่งรัฐบาลสมชายเคยพยายามยืมจาก กทม. แต่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลแปลกๆ ว่า กลัวน้ำไม่สะอาด) หน่วยปราบจลาจลพร้อมโล่ กระบอง ดันม็อบ แยกม็อบเป็นกลุ่มย่อยๆ ใช้กระบองฟาดหัวร้างข้างแตกบ้าง จับใส่กุญแจมือ ยัดขึ้นรถ (อย่าทำแบบตากใบก็แล้วกัน) ฯลฯ ในสหรัฐอเมริกามีการใช้กระสุนยางยิงใส่ผู้ชุมนุม โดยที่ผู้ชุมนุมรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะถูกยิงด้วยกระสุนยาง โดยทั้งหมดนี้ทำในตอนกลางวันแสกๆ สว่างๆ การที่อยู่ดีๆ ตอนตีสี่ รัฐบาลก็เอากองทหารถือปืนเอ็ม-16 ไล่ยิงประชาชนนั้น นี่หรือคือมาตรการปราบม็อบจากวิธีละมุนละม่อมแล้วค่อยเพิ่มดีกรีความแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ?

ถ้าผู้เขียนเป็นนักสันติวิธี ผู้เขียนจะแนะนำรัฐบาลว่า นับจากนี้ ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ควรมีการฝึกหน่วยปราบจลาจลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุดจริงๆ ถ้าตำรวจทำไม่ได้ ยกให้กองทัพทำก็ได้ งบประมาณกองทัพมีเยอะแยะ เผื่อกองทัพคิดไม่ออกว่าจะเอางบไปทำอะไร ก็ควรเอางบที่ได้มากมายมหาศาลทุกปีไปใช้ซื้อแก๊สน้ำตา (อย่าลืมว่าของดีไม่มีถูก) สเปรย์พริกไทย รถฉีดน้ำ กระสุนยาง ฯลฯ ถ้าขนาดสามารถฝึกทหารให้ไม่สับสนระหว่างปืนที่มีลูกจริงลูกซ้อมได้อย่างไม่ผิดพลาดแล้ว จะฝึกควบคุมม็อบคงเป็นแค่เรื่องขี้หมูขี้หมา ไหนๆ กองทัพก็ถนัดในการปราบม็อบอยู่แล้ว ก็ควรทำให้เป็นเรื่องเป็นราวกันไปเลย แถมยังช่วยให้มีรายการจัดซื้อพัสดุภัณฑ์เพิ่มขึ้นด้วย วิน-วินกันทุกฝ่าย

4) การที่รัฐบาลและกองทัพใช้มาตรการปราบม็อบด้วยวิธีการแปลกประหลาดที่สุดในโลก นั่นคือ ทำให้ม็อบตกใจกลัวสุดขีด ทำให้ม็อบเข้าใจผิดคิดว่ามีคนตายแน่นอน (ม็อบที่ไหนจะมีเวลาไปนั่งดูข่าวว่าไม่มีใครตาย) ทำให้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วม็อบและคนเสมอนอกว่า ทหารฆ่าประชาชน อีกแล้ว เหตุนี้มิใช่หรือที่ทำให้เกิดสภาพ นรกแตก ในวันรุ่งขึ้น เมื่อคนที่เข้าตาจน คนที่จนตรอก ตื่นตระหนกเสียขวัญ เลือดเข้าตา (เพราะเห็นเลือดเพื่อนตำตา โดยไม่รู้ว่าเพื่อนเป็นตายร้ายดีอย่างไร หมดสัญญาณชีพแล้วหมอไทยยังชุบชีวิตขึ้นมาได้) ลองจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในสภาพนั้นบ้าง คนที่คิดว่าตัวเองต้องพยายามเอาชีวิตรอด พวกเขาย่อมไม่คำนึงแล้วถึงวิธีการที่จะนำมาใช้ ไม่ต้องให้ใครวิดีโอลิงก์เข้ามาปลุกระดมหรอก วิธีปราบม็อบที่ดินแดงตอนตีสี่นั่นแหละ คือการปลุกปั่นม็อบให้ก่อวินาศกรรมได้ดีที่สุดในโลก !

ตอนนี้คนเสื้อแดงไม่ได้พ่ายแพ้ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ตอนนี้พวกเขายังถูกเกลียดชัง ถูกไล่ต้อนเหมือนหมูเหมือนหมา ถูกดูถูกเหยียดหยามว่าค่าจ้างแค่ 300 บาทก็ซื้อชีวิตได้ (คนกรุงนี่แปลก ตอนทักษิณด่าผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ว่า โจรกระจอก ก็ด่าว่าทักษิณปากเสีย ตอนนี้ตัวเองก็ทำอย่างที่ทักษิณทำ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่แทบทุกเรื่อง) รัฐบาลที่กลัวไม่มีอะไรจะทำและสื่อที่กลัวไม่มีข่าวจะขาย ก็ช่วยกันปลุกปั่นขยายความว่า นปช.จะลง ใต้ดิน สรุปว่ากลัวกระรอกไม่เห็นโพรง ก็เลยช่วยชี้โพรงให้กระรอก เผื่อกระรอกไม่ทันคิด เลยช่วยบอกทางให้เสียเลย สรุปว่าคนกรุงและชนชั้นสูงในเมืองหลวงเห็นว่าประเทศไทยมีแค่ 3 จังหวัดภาคใต้ยังไม่พอ เลยอยากให้ภาคเหนือและอีสานมี กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพิ่มขึ้นเสียเลย?

ในช่วงหลายปีมานี้ ผู้เขียนศึกษาเรียนรู้เรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จะนิยามชื่อวิชาว่าอะไรดี แต่โดยเนื้อหาก็คือ การฝึกมองโลกจากสายตาของผู้อยู่เบื้องล่าง สิ่งแรกที่ผู้เขียนค้นพบด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวดก็คือ คนจนและคนชายขอบไม่ว่าที่ไหนในโลก นอกจากการเอาชีวิตรอดที่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขามี สิ่งที่เขาหวงแหน บางครั้งให้คุณค่ายิ่งกว่าชีวิต ก็คือ ศักดิ์ศรี เรื่องนี้ใครๆ อาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ แต่ผู้เขียนโง่ ไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนนึกว่าสิ่งที่จะค้นพบคือเรื่องการเรียกร้องเรื่องความเป็นธรรม เรื่องปากท้อง ฯลฯ ผู้เขียนไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า สิ่งที่คนจนไขว่คว้ามากที่สุดก็คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ผู้เขียนไม่ได้โรแมนติกและไม่ได้อ่านนิยายมากไป

คนจนต้องการศักดิ์ศรี คนชั้นกลางและคนรวยต้องการอภิสิทธิ์ ศักดิ์ศรี vs. อภิสิทธิ์ สองอย่างนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว โฆษกรัฐบาลที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเป็นบุคลาธิษฐานของสิ่งที่คนชั้นกลางและคนชั้นสูงปรารถนาอย่างสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในโลกความเป็นจริง

ผู้เขียนไม่รู้ว่า อ.นฤมลและคุณนารีหมายความอย่างที่พูดจริงๆ หรือเปล่าว่า ครั้งนี้รัฐบาลและกองทัพจัดการได้ดี เพราะไม่มีใครตาย แต่ศักดิ์ศรีของคนเสื้อแดงจนๆ ที่ถูกทำลายไปอย่างย่อยยับเล่า มันไม่มีคุณค่าให้คำนึงถึงเลยหรือ? นักสันติวิธีรู้จักแค่วิธีนับศพ แต่ไม่รู้จักนับหัวใจที่ตายแล้วในร่างที่ยังมีลมหายใจอยู่หรือ?

เมื่อคนเสื้อแดงเป็นได้แค่หมาจนตรอก เสียงพูดที่เป็นภาษาไทยแท้ๆ ของเขาจึงไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครฟัง มันกลายเป็นแค่เสียงหนวกหูเหมือนเสียงเห่าของหมาข้างถนน แน่นอน พวกเขาย่อมต้องลุกขึ้นต่อสู้อีกครั้งและอีกครั้ง เพื่อไขว่คว้าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์กลับคืนมา เพื่อให้เสียงอึกทึกของเขากลายเป็นภาษาที่ฟังรู้เรื่อง เพื่อให้สังคมของอภิสิทธิ์ชนรับรู้การดำรงอยู่ของพวกเขา

แต่ด้วยวิธีการแบบใดเล่า?

ความจนตรอกและความสิ้นหวังไม่ใช่หรือคือบ่อเกิดของการใช้ความรุนแรง?

ผู้เขียนมีข้อเสนอต่อนักสันติวิธีในสังคมไทยดังนี้คือ:

1) เราพูดกันมามากแล้วถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ข้อต่อที่เปราะบางที่สุดในสังคมที่ไม่เท่าเทียมก็คือคนจนที่สิ้นหวัง ความอัดอั้นคับข้องของพวกเขา หากไม่มีการระบายและแก้ไขอย่างถูกต้อง ย่อมปะทุระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงได้เสมอ เราควรยอมรับกันได้แล้วว่า การประท้วงและการเมืองบนท้องถนนย่อมเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มคนที่ถูกกีดกันอื่นๆ ในสังคมด้วย

2) ผู้เขียนทึกทักว่า นักสันติวิธีคงต้องการให้สันติวิธีและการไม่ใช้ความรุนแรงลงหลักปักรากฐานในสังคมไทย และเนื่องจากนักสันติวิธีมักเป็นผู้มีศรัทธาในศาสนาด้วย การเผยแผ่แนวคิดสันติวิธีจึงไม่น่าแตกต่างมากนักกับการเผยแผ่ศาสนา และสามารถทำควบคู่กันได้

3) ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า หากเป้าหมายของนักสันติวิธีเป็นไปตามข้างต้นจริงๆ ป่วยการเปล่าที่นักสันติวิธีจะเสียเวลาไปกับกิจกรรมอย่างเช่น ธรรมยาตรา ซึ่งต้องไปทะเลาะกับพวกฮิปปี้ฝรั่งที่มาร่วมขบวน หรือเอาดอกไม้ขาวไปโปรยถนน ซึ่งทำให้คนกวาดถนนต้องมาคอยเก็บกวาด เผลอๆ จะถูกคนกรุงเทพฯ โกรธอีกเปล่าๆ ว่าไปทำให้เขารถติด

ตอนนี้ข้อต่อที่เปราะบางที่สุดในสังคมก็คือคนจน ซึ่งบางส่วนก็คือคนเสื้อแดงนี่เอง ถ้าเช่นนั้น ไฉนเล่า นักสันติวิธีไม่ดำเนินการเชิงรุก เดินเข้าไปหาพวกเขา เหมือนอย่างที่นักบวชสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อยเดินฝ่าป่าดงเข้าไปหาคนจนพื้นเมืองในละตินอเมริกา แล้วอบรมพวกเขาเรื่องการประท้วงด้วยสันติวิธี (ขอทุนจาก สสส. บ้างก็ได้) นักสันติวิธีไม่จำเป็นต้องจำกัดกลุ่มคนเฉพาะพวกเสื้อแดง คนอีกกลุ่มที่ต้องการการอบรมเรื่องนี้อย่างขนาดหนักก็คือ กลุ่มคนเสื้อเหลือง ทหาร รัฐบาลและตำรวจ ถ้าหากพวกเขาต้องการสันติวิธีจริงๆ และไม่ต้องการอภิสิทธิ์มากเกินไป

เพราะสันติวิธีนั้นไม่ใช่สำเร็จได้ง่ายๆ ด้วยปากพูดหรือเขียนใส่ป้ายเดินชูให้คนเห็น เท่าที่ความรู้อันน้อยนิดของผู้เขียนมีอยู่ การใช้สันติวิธีในกระบวนการเรียกร้องทางการเมืองในต่างประเทศนั้น ต้องอาศัยการอบรมและการฝึกกันเป็นสัปดาห์ บางทีเป็นเดือน และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอบรม ตัวอย่างก็มีเช่น องค์กรกรีนพีซ องค์กร Ruckus เป็นต้น

ผู้เขียนหวังว่า ในอนาคตจะได้เห็นค่ายอบรมสันติวิธีที่เปิดกว้างและเข้าถึงสำหรับคนทุกกลุ่มทุกชนชั้น เพื่อให้สันติวิธีได้หยั่งรากในสังคมไทยอย่างแท้จริง

และคราวหน้าโปรดอย่านับแค่ศพคนตาย แต่กรุณานับหัวใจของคนที่ตายทั้งเป็นด้วย!

ด้วยความนับถือ

ภัควดี วีระภาสพงษ์

เปิด ‘พื้นที่ความเห็นต่าง’ อย่าขยาย ‘พื้นที่ยัดเยียด’

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

มีความพยายามจากสื่อและนักวิชาการฟากเสื้อเหลือง รวมทั้งบุคคลในภาครัฐ (บางคน) เคยเรียกร้องและกำลังเรียกร้องอีก (หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดง) ว่า ให้ใช้สื่อของรัฐนำเสนอข้อเท็จจริงหรือให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะสื่อที่เข้าถึงรากหญ้า เช่น ทีวีช่อง 7, 5, 9 และ 11

ความพยายามดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า จะทำให้ประชาชนรากหญ้า (ที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองของทักษิณ) ได้หูตาสว่างจากการปลุกระดมของทักษิณและลิ่วล้อ ดังนั้น แนวทางดำเนินการ (เท่าที่เห็นเสนอผ่านสื่อ) จึงมีประเด็นหลักๆ คือ.-

  1. อธิบายให้ประชาชนรากหญ้าทราบข้อเท็จจริงว่า ทักษิณ หรือ ระบอบทักษิณ สร้างความเสียหายต่อประชาธิปไตยอย่างไร (เช่น เป็นเผด็จการรัฐสภา, แทรกแซงองค์กรอิสระ แทรกแซงสื่อ ฯลฯ) และสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างไร (เช่น คอรัปชันเชิงนโยบาย, บริหารประเทศบนจุดยืนผลประโยชน์ทับซ้อน, ละเมิดสิทธิมนุษยชน, มีแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อสถาบัน ฯลฯ) พร้อมทั้งอธิบายด้วยว่าทำไมหรือมีเหตุผลอะไรจึงเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถ้าจำเป็นอาจต้องอธิบายด้วยว่ารัฐประหารดังกล่าวช่วยรักษา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เอาไว้ได้อย่างไร

  1. ต้องสร้างความเข้าใจในหมู่ประชาชนรากหญ้าให้ชัดว่า รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลที่ผ่านกระบวนการของรัฐสภาหรือมาตามครรลองประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 เช่นเดียวกับรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย ดังนั้น จึงเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ดังที่ฝ่ายตรงกันข้ามพยายามบิดเบือน

  1. ประชาสัมพันธ์นโยบายและการทำงานของรัฐบาลให้ประชาชนรากหญ้าเข้าใจว่า ไม่ได้ไปยกเลิกนโยบายประชานิยมที่เป็นประโยชน์ต่อคนรากหญ้าที่รัฐบาลทักษิณริเริ่มเอาไว้ แต่ทำให้ดีขึ้นหรือต่อยอดประชานิยมให้ดีกว่าเดิม (เช่น ให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นโยบายเรียนฟรี ฯลฯ) และต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นความจำเป็นที่ต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ คนตกงาน การสร้างความปรองดองภายในชาติ ฯลฯ

ต่อแนวทางดังกล่าว ผู้เขียนขอแลกเปลี่ยนความเห็นดังนี้.

  1. แนวทางแรกเกิดจากสมมติฐานผิดๆ ที่ว่า คนรากหญ้าถูกปิดหูปิดตาจากข่าวสารทางการเมือง แต่ที่จริงข้อโจมตีต่างๆ เกี่ยวกับ ระบอบทักษิณ ถูกนำเสนอผ่านทีวีทุกช่องและสื่อต่างๆ มากว่า 3 ปีแล้ว คนรากหญ้าทั้งในเมืองและชนบทต่างก็รับรู้และพูดคุยกันในเรื่องเหล่านี้ แต่ในวงสนทนาของพวกเขามีมุมมองที่ต่างออกไปว่า ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเขาถูกยึดอำนาจและถูกไล่ล่าจาก แนวร่วม ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามในทางการเมือง (พธม.+องคมนตรี+ ทหาร+ศาล+ประชาธิปัตย์) และพวกเขาก็เชื่อว่าประชาธิปไตยถูกทำลายไปแล้วด้วยฝีมือของ แนวร่วม ดังกล่าวนั้น ดังนั้น การจะใช้สื่อของรัฐไปอธิบายให้ประชาชนรากหญ้าเข้าใจหรือยอมรับว่าทักษิณเลวอย่างไร จึงไม่น่าจะได้ผลดังที่คิด ซ้ำร้ายอาจไปเติมเชื้อไฟความแค้นให้ลุกลามมากขึ้นอีก

  1. การใช้สื่อของรัฐอธิบายให้ชาวบ้านเห็นว่าทักษิณเลวอย่างไร เป็นการยึดสื่อของรัฐ (ยิ่งกว่าแทรกแซงสื่อ) เพื่อ ยัดเยียด ความคิดเห็นของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณให้รากหญ้ายอมรับ ยิ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะในสถานการณ์ที่สังคมมีความเห็นต่างอย่างกว้างขวางขนาดนี้ สื่อของรัฐจะถูกยึดให้เป็นกระบอกเสียงของฝ่ายเดียวโดยทำเสมือนว่าอีกฝ่ายไร้ตัวตน ไร้ความคิด ไร้อุดมการณ์ ต้องคอยรับ การยัดเยียด ความเห็นจากอีกฝ่ายเท่านั้น เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อมโนธรรมสำนึกที่รักความเป็นธรรมอย่างรุนแรง หากรัฐยังคิดว่าคนรากหญ้าเป็น พลเมืองที่มีตัวตน ก็ไม่ควรกระทำตามแนวทางแรก

  1. แนวทางที่สองที่สาม ต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติให้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อของรัฐ กล่าวคือ.-

พิสูจน์สปิริตประชาธิปไตยด้วยการ (1) เปิด พื้นที่ความเห็นต่าง ผ่านสื่อของรัฐให้มากขึ้น รายการที่วิเคราะห์ปัญหาการเมืองต้องเชิญวิทยากรที่เห็นต่างหรือมีความเห็นเป็นกลางมาร่วมรายการให้ประชาชนได้พิจารณามุมมองที่หลากหลาย (2) สื่อของรัฐควรมีรายการที่สะท้อนมุมมองของการเมืองภาคประชาชนคนรากหญ้าเพื่อให้พวกเขาได้มี เวที เสนอความคิดเห็น (แม้แต่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา) เสนอปัญหาหรือกำหนดประเด็นสาธารณะต่างๆได้มากขึ้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีทางลงไปสัมผัสรากหญ้าได้สนิทแนบแน่นเท่ารัฐบาลทักษิณ แต่อาจทำได้ด้วยการ เปิดเวที ให้รากหญ้าได้ขึ้นมาสัมผัสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับรัฐบาลและฝ่ายอื่นๆอย่างมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

รัฐบาลควรเร่งลบภาพของสิ่งที่เรียก สองมาตรฐาน ออกไป โดยสร้างความชัดเจนในแนวทางดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมกับบุคคลที่ทำผิดกฎหมายทั้งฝ่ายเสื้อเหลืองและฝ่ายเสื้อแดงโดยทุกขั้นตอนต้องโปร่งใสอธิบายกับสาธารณะได้ (เช่น ล้มการประชุมกลุ่มประเทศผู้นำอาเซียน+3 และ+6 กับยึดทำเนียบฯและปิดสนามบินสุวรรณภูมิ การปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาและบทลงโทษหนัก-เบา ต้องอธิบายได้ว่าไม่ใช้สองมาตรฐาน)

ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลควรปรับให้แข็งมากขึ้น ทำงานเชิงรุก และสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนทุกภาคส่วนให้ดีกว่าที่ผ่านมา

ควรเร่งรัดกระบวนการปฏิรูปการเมืองให้เป็นเวทีที่ประชาชนทุกสีทุกภาคส่วนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้จริงๆ และประกาศแก่สาธารณะว่าจะใช้เวลาดำเนินการภายในกี่เดือน เสร็จแล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่

นักวิเคราะห์ปัญหาการเมืองต่างมองว่า อุปสรรคขวากหนามของรัฐบาลมีมากและหนักหนาสาหัสจริงๆ ถ้ายิ่ง ปิด พื้นที่ความเห็นต่าง แล้ว ขยาย พื้นที่ยัดเยียด ความแตกแยกที่ร้าวลึกอยู่แล้วยิ่งจะปะทุรุนแรงมากขึ้น

โอกาสของรัฐบาลจึงอยู่ที่ความกล้าหาญในการใช้ สปิริตประชาธิปไตย เปิดพื้นที่ความเห็นต่างผ่านสื่อของรัฐให้ได้ และขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จโดยเร็ว แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่

Just War !?

ที่มา ประชาไท

ยุกต์ อิสรนันทน์

ภายหลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของมวลชนเสื้อแดงภายใต้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการใช้ความรุนแรงปราบปรามฝูงชน หรือที่ถูกเสนอผ่านสื่อกระแสหลักว่า เป็น การปราบจลาจล / “เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง นั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ หรืออาชญากรรมโดยรัฐ กลับได้รับการสนับสนุนจากสื่อมวลชน องค์กรต่างๆ และประชาชนจำนวนหนึ่งเป็นอย่างมาก ในขณะที่พื้นที่สื่อของชาวเสื้อแดงกลับมีอยู่อย่างประปรายจนน่าตกใจ ผ่านเว็บไซต์บางแห่ง บอร์ดสาธารณะ และในลักษณะของ ข่าวลือ เท่านั้น ดังนั้น ท่ามกลายบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ที่เกือบจะกลับเข้าสู่ สภาวะปกติ หลังจากเหตุการณ์ที่ ไม่ปกติ นั้น ข้าพเจ้าจึงขอหยิบยกประเด็นที่ ไม่ปกติ แต่ถูกทำให้เป็น ปกติ มาพูดถึงกันบ้าง

โดยทั่วไปแล้ว มักเป็นที่เข้าใจกันว่า สงคราม กับ สันติภาพ ต่างเป็นคู่ตรงข้ามทางความคิดกัน (Binary Oppositional Logic) ซึ่งไม่สามารถประนีประนอมหรือหาพื้นที่ตรงกลางระหว่างขั้วความคิดทั้งสองได้ สันติภาพคือสภาวะที่ปราศจากสงคราม และสงครามคือสภาวะที่ไม่ปกติของสันติภาพ แนวคิดดังกล่าวคงมีอิทธิพลไม่น้อยต่อนักรัฐศาสตร์และนักปรัชญาหลายยุคหลายสมัย ดังเช่นแนวคิดของธอมัส ฮอบส์ นักปรัชญาคนสำคัญในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเสนอว่า โดยสภาวะธรรมชาติมนุษย์ตกอยู่ในสงครามของทุกคนต่อทุกคน (War of all against all) ดังนั้น สันติภาพจะเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐเลวิอาตัง (Leviathan) อันมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคอยทำหน้าที่ปกครองประชาชน หรือแนวคิดของฌอง ฌาค รุสโซ่ที่มองว่าอำนาจอธิปไตยอันมาจากเจตจำนงทั่วไป ไม่อาจผิดพลาดได้ และหากใครมีความเห็นต่างจากองค์อธิปัตย์แล้วย่อมต้องถูกบังคับให้บรรลุแก่เสรีภาพ (be forced to be free) ซึ่งแม้ว่าแนวคิดของทั้งฮอบส์และรุสโซ่จะมองถึงที่มา ขอบเขตอำนาจและหน้าที่ขององค์อธิปัตย์แตกต่างจากกัน ทว่าแนวคิดทั้งสองต่างให้ความชอบธรรมแก่รัฐในการทำหน้าที่รักษากฏระเบียบของสังคม เพื่อบรรลุถึงสันติภาพของส่วนรวม

ดังนั้น เพื่อรักษาสภาวะ ปกติ หรือ สันติภาพ ของสังคมนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐจะต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการรักษาสภาวะดังกล่าว โดยแม็กซ์ เวบเบอร์ได้ให้คำนิยามรัฐสมัยใหม่ว่าเป็น องค์กรที่ผูกขาดและมีความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง ซึ่งการผูกขาดความรุนแรงในที่นี้ มิได้หมายถึงการใช้ความรุนแรงตามใจนึก หากแต่เป็นความรุนแรงที่ถูกต้องชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐตามบทบัญญัติของกฎหมาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า รัฐมิได้มีเสรีในการใช้ความรุนแรง หากแต่ต้องอยู่ในขอบเขต เพื่อทำให้สภาวะ ไม่ปกติ กลับเข้าสู่ ปกติ

อย่างไรก็ตาม ในการปกครองประเทศ มิได้หมายความว่ารัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทว่าอำนาจดังกล่าวถูกกระจายให้แก่องค์กรรัฐต่างๆ โดยการรักษากฎหมายและความสงบสุขของบ้านเมือง เป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งได้รับความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเพื่อการจัดการกับสภาวะ ไม่ปกติ กระบวนการยุติธรรมเป็นหน้าที่ของศาล ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่บริหารประเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และประนีประนอมความขัดแย้งต่างๆ ผ่านกระบวนการทางการเมือง การกำหนดนโยบาย ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่า ในทางปฏิบัติของสังคมประชาธิปไตย อำนาจในการใช้ความรุนแรงได้ถูกแยกออกจากอำนาจของรัฐบาล

ทว่าสภาวะ ไม่ปกติ ที่ข้าพเจ้าต้องการกล่าวถึงในที่นี้ คือ สภาวะที่รัฐบาลกลับใช้ความรุนแรงในนามของสันติภาพ ความไม่ปกติในนามของความปกติ - สงครามที่เป็นธรรม (Just War) หรือ การกล่าวอ้างภาระหน้าที่ทางจริยธรรมในการก่อสงครามเพื่อสร้าง/ธำรงสันติภาพ โดย สงคราม และ สันติภาพ ในที่นี้มิใช่ขั้วตรงข้ามของกันอีกต่อไป หากแต่เป็นเหตุ-ผลซึ่งกันและกันด้วย

ท่ามกลางสภาวะสงครามในนามของสันติภาพนั้น เส้นแบ่งระหว่างอำนาจในการจัดการกับสภาวะ ไม่ปกติ กับอำนาจในการบริหารประเทศของรัฐบาลได้เลือนหายไป ผ่านการปกครองด้วยสภาวะยกเว้น (State of Exception) หรือการสร้างข้อยกเว้นในลักษณะชั่วคราวซึ่งให้ความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล (เช่น ผ่านการประกาศใช้พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน) [1] โดยอ้างถึงเหตุผล 2 ประการหลัก คือ (1) หน้าที่ทางจริยธรรมของการรักษาสันติภาพ (2) ความจำเป็นในการใช้กำลังบังคับเพื่อไปสู่กฎระเบียบและสันติสุขของสังคม ดังนั้น จึงมิใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงการปกครองด้วยสภาวะยกเว้นนี้ รัฐบาลและทหารจะได้ทำ สงคราม หรือสร้างสภาวะที่ ไม่ปกติ ขึ้นเสียเอง ในนามของการธำรงรักษาความสงบสุขและนำกฎระเบียบกลับคืนสู่สังคม

อย่างไรก็ตาม ในสังคมประชาธิปไตยปัจจุบัน การที่รัฐจะกล่าวอ้างถึงสงครามที่เป็นธรรม เพื่อสร้างความชอบธรรมต่อการดำเนินการปกครองด้วยสภาวะยกเว้น และใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนนั้น คงเกิดขึ้นได้ยากท่ามกลางกระแสสังคมที่เรียกร้องประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมในการปกครอง ความโปร่งใส ความเป็นธรรมทางสังคม รวมไปถึงแรงกดดันจากนานาอารยะประเทศ ด้วยเหตุนี้ การทำให้สภาวะ ไม่ปกติ กลายเป็นสภาวะ ปกติ หรือกลายเป็นสิ่งที่คนในสังคมไม่เพียงแต่เห็นพ้องต้องกัน หรือยอมรับการใช้ความรุนแรงโดยรัฐเท่านั้น หากแต่ทำให้สภาวะที่คนในสังคมเรียกร้องและต้องการการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ หรือการทำให้ความรุนแรงโดยรัฐกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมกลายเป็นเรื่องสำคัญ

จะเห็นได้ว่า ในสังคมแห่งเทคโนโลยีและการสื่อสาร สภาวะ ไม่ปกติ ที่ความรุนแรงต่อประชาชนถูกใช้โดยรัฐบาลเสียเองนี้ กระบวนการผลิตชีวญาณการเมือง (Biopolitical Production) [2] ได้กลายเป็นกระบวนการที่ทำให้สภาวะที่ ไม่ปกติ ถูกทำให้กลายเป็น ปกติ โดยกระบวนการดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดและผลิตซ้ำผ่านสื่อมวลชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักในการนำเสนอประเด็น ข่าวสาร และมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างทัศนคติของสังคม ดังนั้น ผู้รับสาสน์จากสื่อดังกล่าวจึงไม่เพียงแต่รับรู้ข้อมูล ถูกอัดฉีดความคิด ผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น หากแต่แนวคิดดังกล่าวยังถูกผลิตซ้ำภายในความคิดของเขา ถ่ายทอดและผลิตซ้ำสู่สังคมด้วย ภาพหรือการครอบงำโดยสื่อจึงมิเพียงส่งผลต่อทัศนคติของผู้รับสาสน์เท่านั้น หากแต่กำหนดโลกทัศน์และพฤติกรรมของเขาเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว

อาจกล่าวได้ว่า ชีวญาณทางการเมืองเปรียบเสมือนการจัดระเบียบความคิด โลกทัศน์ และพฤติกรรมของผู้รับสาสน์ให้มีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ชุดคำอธิบายหลักที่รัฐบาลและสื่อมวลชนนำเสนอ ซึ่งเป็นการบั่นทอนความหลากหลาย ความแตกต่างทางความคิด การใช้เหตุผล และกระบวนการแสวงหาเหตุผลของคนในสังคม ส่งผลให้แทนที่จะเกิดการทำความเข้าใจและให้เหตุผลต่อปรากฏการณ์ทางสังคมแต่ละปรากฏการณ์ที่มีความแตกต่างกันออกไปตามบริบท (context) กลับก่อให้เกิดการให้เหตุผลแบบเหมารวม (Simplification) ภายใต้ชุดคำอธิบายหลักแทน

ตัวอย่างเช่น ภายใต้กรอบโครงหลักของการให้คำอธิบายต่อการใช้ความรุนแรงของทหารในการปราบปรามมวลชนเสื้อแดง เรามักพบสาสน์ที่เสนอว่า กลุ่มเสื้อแดงก่อความวุ่นวาย และ กลุ่มเสื้อแดงเป็นกลุ่มคนรักทักษิณ ซึ่งสะท้อนว่า การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงไม่ชอบธรรมและขัดต่อศีลธรรมของสังคม ดังนั้น ในการให้คำอธิบายของผู้รับสาสน์ต่อการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จึงมักมีลักษณะไปในทางเดียวกันว่า ถูกทักษิณหลอก ถูกทักษิณจ้าง ถูกมอมเมาโดยนโยบายประชานิยม เป็นต้น และมีแนวโน้มสูงที่จะให้ความชอบธรรมต่อการปราบปรามการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเชื่อในชุดคำอธิบายของรัฐบาลมากกว่าผู้ชุมนุม โดยปฏิเสธการใช้เหตุผลในการทำความเข้าใจเหตุผลและที่มาของกลุ่มคนอันหลากหลายที่เข้าร่วมชุมนุมภายใต้ชื่อ นปช. (ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มคนที่มองว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์มิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน, กลุ่มคนที่ต้องการความกินดีอยู่ดี, กลุ่มคนที่ความยุติธรรมทางสังคม เป็นต้น) และปฏิเสธความเห็นและข้อมูลที่แตกต่างภายใต้ชุดคำอธิบายที่ว่า ไม่มีหลักฐาน (ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองฝ่ายอาจไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ความเชื่อของตนได้)

ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางสภาวะ ไม่ปกติ ที่รัฐบาลประกาศสงครามปราบปรามประชาชน โดยอาศัยการปกครองโดยข้อยกเว้นที่กล่าวอ้างถึงสงครามเพื่อความยุติธรรม (Just War) กลไกของชีวญาณการเมืองได้ทำให้สภาวะที่ ไม่ปกติ ดังกล่าวกลายเป็นเรื่อง ปกติ ของสังคม ผ่านการผลิตมโนทัศน์ร่วมว่า สภาวะ ไม่ปกติ ดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นหน้าที่ตาม ปกติ ของรัฐบาลในการธำรงรักษาสันติภาพและกฎระเบียบของสังคม

จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า เหตุใดภาพของการเล่นสงกรานต์ตาม ปกติ กับภาพของทหารยืนถือปืน และรถถังวิ่งรอบเมืองอันแสนจะ ไม่ปกติ นี้ สามารถอยู่คู่กันได้โดยไม่ผิดแปลกแต่ประการใด เพราะความ ไม่ปกติ เหล่านี้ ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ ปกติ ไปในที่สุด

ตราบใดที่ข้ออ้างการปราบปรามประชาชนเพื่อสันติภาพ สื่อมวลชนกระแสหลัก รวมทั้งองค์กรต่างๆ ยังคงให้ความชอบธรรมแก่อาชญากรรมโดยรัฐ ตราบนั้นความขัดแย้งและความแตกแยกจะยิ่งฝังรากลึก บ่มเพาะ รอวันสุกงอม และปะทุออกมาอีกครั้ง




[1] ดูรายละเอียดใน พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์: จากการปกครองภายใต้ข้อยกเว้น สู่การทำให้ข้อยกเว้นเป็นเหตุผลในการปกครอง [http://www.prachatai.com/05web/th/home/16423]

[2] ดูรายละเอียดใน Chapter 1.2 Biopolitical Production ใน Michael Hard and Antonio Negri, Empire (Massachusetts: Havard University Press, 2000). และ Chapter 1.1 Simplicissimus ใน Michael Hard and Antonio Negri, Multitude: War and democracy in the age of empire (New York: Penguin Books, 2005).

Thursday, April 16, 2009

"แม้ว"ร่อนจ.ม.ผ่านนักรบไซเบอร์คนเสื้อแดง ยอมถอยหนึ่งก้าวแต่ไม่ยุติเรียกร้อง"ปชต."เสียใจกับผู้ชุมนุม

ที่มา มติชนออนไลน์

จดหมายเปิดผนึกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ "จดหมายเปิดผนึกถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยและนานาอารยประเทศ" โดยลงชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2552 ที่กลุ่มแดงไทย ซึ่งอ้างตัวเป็นเครือข่ายนักรบไซเบอร์ของคนเสื้อแดง นำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน กลุ่มแดงไทย หรือแดงไทยกรุ๊ป ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นเครือข่ายนักรบไซเบอร์ของคนเสื้อแดง ได้เผยแพร่ข้อความที่อ้างว่าเป็นจดหมายเปิดผนึก ในหัวข้อ "จดหมายเปิดผนึกถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยและนานาอารยประเทศ" ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ผ่านเว็บไซต์ของกลุ่ม เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา ข้อความในจดหมายดังกล่าวระบุว่า ช่วงสองสามวันที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย การประท้วงโดยสันติของกลุ่มประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยถูกรัฐบาลใช้กำลังอย่างรุนแรง โดยใช้กองกำลังทหารติดอาวุธทั้งในเครื่องแบบและที่แต่งกายในชุดพลเรือน ผู้ประท้วงนับร้อยคนได้รับบาดเจ็บ และมีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด การกล่าวร้ายเรื่องเผารถเมล์ หรือการก่อความรุนแรงต่างๆ นั้น กระทำโดยผู้ไม่หวังดี เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของการต่อสู้ของคนเสื้อแดง มันเป็นเรื่องที่ง่ายดายที่จะใส่เสื้อแดงและออกไปก่อความวุ่นวายตามท้องถนน แต่พี่น้องคนไทยจะไม่เขลาพอที่จะเชื่อกลลวงของรัฐบาลเช่นนี้

"ในวันนี้ เราได้ถอยหลังจากการเผชิญหน้าไปหนึ่งก้าว และเราจะไม่ยอมยุติการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยของไทย แม้เราถูกหยุดยั้งโดยภาครัฐ งานของพวกเราก็จะไม่หยุด เพราะเราเชื่อมั่นว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นคือการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุดนี้ ผมมีความมั่นใจว่าพลังของพี่น้องประชาชนจะต้องชนะและมีชัยด้วยแนวทางสันติ" จดหมายดังกล่าวระบุ

ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาได้มีเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย การประท้วงโดยสันติของกลุ่มประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยถูกรัฐบาลใช้กำลังอย่างรุนแรง โดยใช้กองกำลังทหารติดอาวุธทั้งในเครื่องแบบและที่แต่งกาย ในชุดพลเรือน ผู้ประท้วงนับร้อยคนได้รับบาดเจ็บ และมีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด


ผมมีความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย และขอแสดงความเสียใจต่อบรรดาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ทุกคน รวมทั้งทหาร ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บด้วย แม้ผมจะประณามการใช้กำลังทำร้ายประชาชน แต่ทหาร ตำรวจก็เป็นพี่น้องชาวไทยของพวกเราเช่นเดียวกัน และผมก็ตระหนักดีว่าเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจเหล่านี้เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งที่ได้รับ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการทำร้ายประชาชนในครั้งนี้คือบรรดาเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจระดับสูงและรัฐบาล


หลังจากที่มีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยโดยพี่น้องประชาชนผ่านไปหลายวัน ผมได้เป็นแรงใจในการสนับสนุนกระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยนี้ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เรียกร้องให้พี่น้องประชาชนชาวไทยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผ่านทางวิดีโอ และทางโทรศัพท์


ผมได้ย้ำตลอดมาว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยนี้ต้องเป็นไปด้วยสันติและกระบวนการต่อสู้ของประชาชนจะไม่ใช้ความรุนแรง พี่น้องประชาชนนับหมื่น นับแสนได้ตอบสนองข้อเรียกร้องและได้พากันชุมนุมประท้วงอย่างสงบและสันติเป็นเวลาหลายสัปดาห์เพื่อเรียกร้องให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมาสู่ประเทศไทย ผมมีความภาคภูมิใจและซาบซึ้งใจในความมุ่งมั่นของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศใน การเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อคนไทยทุกคนในครั้งนี้


บรรดาพี่น้องที่เข้าร่วมในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงแค่ผู้สนับสนุนผมเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามพี่น้องประชาชนที่อดทนตากแดด ตากฝนทำไปเพื่อเรียกร้องการมีสิทธิมีเสียงของพวกเขาตามระบอบประชาธิปไตยนั้น มีทั้งนิสิตนักศึกษา นักวิชาการ แม่บ้าน พ่อค้า นักธุรกิจ หรือแม้แต่ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือนที่ตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะปฏิเสธการแทรกแซงทางการเมืองจากกองทัพ


บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องข้าราชการจะปฏิเสธคำสั่งทางการเมืองที่ขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน และบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเรียกร้องให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนทุกคน มีสิทธิเท่าเทียมกัน โดยมีความเสมอภาค เสรีภาพ และความยุติธรรมสำหรับพี่น้องชาวไทยทุกคน

เป็นเวลากว่าสามปีแล้ว ที่กลุ่มอภิสิทธิ์ชนทางการเมืองในกรุงเทพฯได้ทำการเกินสมควรในการรวบอำนาจไว้ที่ตนโดยไม่คำนึงถึงพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ บรรดาอภิสิทธิ์ชนทางการเมืองเหล่านี้ได้ทำลายความเป็นประชาธิปไตยทุกอย่างใน ประเทศไทยลง


คนกลุ่มนี้ได้ใช้อำนาจเป็นธรรมในการประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำการและให้การสนับสนุนการทำรัฐประหาร บังคับใช้รัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ทำการยุบพรรคการเมือง (และเลือกกระทำเฉพาะพรรคการเมืองที่สนับสนุนหรือมีความเกี่ยวพันกับผม) ให้ท้ายการปิดถนนประท้วงจนนำไปสู่การเข้าบุกรุก ยึดครองที่ทำการของรัฐบาล หรือแม้แต่ให้ท้ายการยึดสนามบินหลักของประเทศเพื่อทำลายล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และกลุ่มอภิสิทธิ์ชนทางการเมืองเหล่านี้ก็สนับสนุนการเข้าแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์โดยกองทัพ โดยมีเจตนาที่ปิดไม่มิดว่านี่คือการทำ "รัฐประหารเงียบ" ของกองทัพ


กระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของ"พี่น้องเสื้อแดง"เกิดขึ้นจากความไม่ยุติธรรมที่ได้รับครั้งแล้วครั้งเล่า และกระบวนการเคลื่อนไหวนี้ก็จะเติบโตต่อไปจนกว่าระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงจะกลับคืนมาสู่ประเทศไทย การกระทำแบบปากว่าตาขยิบของรัฐบาลชุดนี้ที่หนุนให้กองทัพใช้กำลังรุนแรงเข้าปราบปรามการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ของ "พี่น้องเสื้อแดง" แต่กลับทำท่าเหมือนวางเฉย แต่ในความเป็นจริงกลับให้ท้ายและยุยงส่งเสริมต่อการเคลื่อนไหวเรียกร้องอำมาตยาธิปไตยของกลุ่มเสื้อเหลืองจนมีการบุกรุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินแห่งชาติ จะทำให้พี่น้องเสื้อแดงมีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ต่อไป

ผมขอเรียนย้ำต่อพี่น้องชาวไทยว่า การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของเราจะต้องไม่ใช้วิถีของความรุนแรง เราต้องสร้างอนาคตของพวกเราผ่านความเข้มแข็งทางความคิดและหลักการอันถูกต้องของพวกเรา และพวกเราต้องอดทนและวางเฉยต่อการยั่วยุต่างๆ จากทางภาครัฐ


เป็นที่ทราบกันดีในหมู่พี่น้องที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยว่า การกล่าวร้ายเรื่องเผารถเมล์ หรือการก่อความรุนแรงต่างๆ นั้น กระทำโดยผู้ไม่หวังดีต่อระบอบประชาธิปไตยเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของการต่อสู้ของคนเสื้อแดง มันเป็นเรื่องที่ง่ายดายที่จะใส่เสื้อแดงและออกไปก่อความวุ่นวายตามท้องถนน แต่พี่น้องคนไทยจะไม่เขลาพอที่จะเชื่อกลลวงของรัฐบาลเช่นนี้ เราขอปฏิเสธการใช้กำลังและจะไม่ยอมรับความพยายามของฝ่ายตรงข้ามที่จะทำลายล้างหลักการที่พวกเรายืนหยัดต่อสู้ เพื่อที่จะกล่าวหาว่าพวกเราเป็นเพียง "ม็อบ"เพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังเข้าทำร้ายประชาชน


และนี่คือเหตุผลที่ผู้นำที่กล้าหาญของการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงได้ร้องขอต่อพี่น้องชาวไทยนับหมื่นที่รวมตัวอยู่ด้านนอกของทำเนียบรัฐบาลและที่อื่นๆ ในกรุงเทพฯให้สลายตัวในวันที่ 14 เมษายน การตัดสินใจของผู้นำท่ามกลางการเผชิญหน้ากับรถถัง ทหารหลายพันคนพร้อมอาวุธสงครามครบมือ และการนำเสนอข้อมูลที่จงใจบิดเบือนจากฝ่ายรัฐบาลว่าตนดำเนินการเพื่อรักษากฎหมาย รักษาความสงบ จึงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อมิให้พี่น้องประชาชนทั้งเสื้อแดงและบรรดาผู้บริสุทธิ์ต้องถูกทำร้ายกลางท้องถนน


การตัดสินใจของผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านี้เป็นไปโดยคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก และผมของแสดงความชื่นชมในการตัดสินใจของพวกเขาเหล่านั้น


มีพี่น้องคนไทยของเราต้องเสียชีวิตในเงื้อมมือของรัฐเผด็จการมามากพอแล้ว เราต้องร่วมกันที่จะบอกว่าครั้งนี้เราจะไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนต้องมาพลีชีพเพื่อประชาธิปไตยอีก ครั้งนี้เราต้องมีความอดทนและอดกลั้นต่อการยั่วยุที่จะนำไปสู่การใช้กำลังกวาดล้างประชาชนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และเราต้องอดทน อดกลั้นต่อความเกลียดชังที่เป็นเสมือนยาพิษทำลายล้างการเมืองของเรามาเป็นเวลานาน เราต้องปฏิเสธการใช้กำลังและอาวุธของรัฐบาล เหมือนกับที่เรายังคงตั้งมั่นที่จะปฏิเสธการพยายามปล้นอำนาจประชาชนของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนทางการเมืองในกรุงเทพฯ


และในวันนี้ เราได้ถอยหลังจากการเผชิญหน้าไปหนึ่งก้าว และเราจะไม่ยอมยุติการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยของไทย แม้เราถูกหยุดยั้งโดยภาครัฐ งานของพวกเราก็จะไม่หยุด เพราะเราเชื่อมั่นว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นคือการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง


ในท้ายที่สุดนี้ ผมมีความมั่นใจว่าพลังของพี่น้องประชาชนจะต้องชนะและมีชัยด้วยแนวทางสันติ

"จตุพร"ปรากฎตัวปัดหลบหนี ท้าตร.มาจับได้ที่สภา

ที่มา มติชน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าววันนี้ (16 เม.ย.) ภายหลังเดินทางมาปรากฎตัวที่พรรคเพื่อไทย เมื่อช่วงบ่ายว่า ตนไม่ได้หลบหนี ส่วนวันที่มีการสลายการชุมนุมที่ทำเนียบฯ ในช่วงเช้าได้ออกไปตระเวนรอบทำเนียบฯ พบว่า โดนปิดล้อมหมด ส่วนการยุติการชุมนุมเพราะกลุ่มคนเสื้อแดงโดนปิดล้อมหมดทุกทาง และคนน้อยมาก จึงไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย พร้อมยืนยันว่าการปะทะกันที่ผ่าน กลุ่มเสื้อแดงเสียชีวิตหลายสิบศพ แต่ไม่มีข่าว

นายจตุพร กล่าวว่า ในวันพุธที่ 22 เมษายน จะไปรายงานตัวต่อรัฐสภา ขอให้ตำรวจส่งหนังสือขอตัวตนไปดำเนินคดีได้ และรัฐสภาไม่ต้องโหวต จะใช้เอกสิทธิ์จะเป็นส.ส.ที่ต้องไปรายงานตัวในสมัยประชุม ที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง เพราะต้องการเปรียบเทียบให้เห็น 2 มาตรฐาน กับของพรรคประชาธิปัตย์ที่โดนคดีเดียวกัน

ส่วนการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงและชุมชนนางเลิ้ง รวมทั้งย่านอื่นๆนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ไม่น่าใช่กลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มคนเสื้อแดงตกเป็นจำเลย รัฐบาลให้ข่าวฝ่ายเดียว เป็นการจัดฉากของคนเสื้อสีน้ำเงิน สีเหลือง สร้าสถานการณ์ รัฐบาลรับรู้ในส่วนนี้ด้วย

"หลักฐานทั้งหมดขอให้กลุ่มคนเสื้อแดง ประชาชน ทยอยส่งข้อมูลมา ไม่เกิน 1 สัปดาห์เชื่อว่าจะเป็นรูปธรรมขึ้น"นายจตุพร กล่าว และเมื่อถามถึงนายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพรตอบเพียงสั้นๆ ว่า ไม่ได้คุยกัน ส่วนการเผารถเมล์ ยดรถก๊าซแอลพีจี นั้นสถานการณ์ลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้ แกนนำฯ ไม่รู้เรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามถึง ได้หารือกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีบ้างหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ได้คุยกันบ้าง ไม่ทราบว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจะกลับประเทศเมื่อใด

อนิจจาทีวีไทย

ที่มา เดลินิวส์

ไม่ว่าจะเซ็นเซอร์ตัวเอง หรือถูกอำนาจรัฐแทรกแซง หรือตรงกับ “อคติ” ลึก ๆ ที่อยู่ในใจ โทรทัศน์ สื่อสำคัญสุดของไทย ก็พร้อมใจกันปิดหูปิดตาประชาชนอย่างเต็มใจ โดยลืมนึกถึงหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง

13 เมษายน 2552 ถูกบันทึกอีกครั้งว่า เป็น สงกรานต์เลือด ไทยฆ่าไทย บ้านเมืองเหมือนอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง มีจลาจลหลายจุดสำคัญทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ถูกประกาศใช้โดยนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัด รวมพระนครศรีอยุธยา

ตำรวจไปอยู่แถวหลัง ทหารในเครื่องแบบถือปืนเอ็ม 16 เข้าทำหน้าที่ควบคุมสถานการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อสยบม็อบเสื้อแดงที่นายอภิสิทธิ์ประกาศเป็น ศัตรูของชาติ ไปเรียบร้อยแล้ว

ทีวี สื่ออิทธิพลสูงสุดของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เพราะมีทั้งภาพ เสียง และการเคลื่อนไหวทุกชนิด มีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของ คนดู ถูกอำนาจรัฐยึดครองเบ็ดเสร็จ ช่อง 3, 5, 7, 9 โดยไม่ต้องพูดถึงช่อง 11 รัฐบาลสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง โดยที่ องค์กรสื่อด้านวิทยุ ทีวี ทำเหมือนคนหูหนวกตาบอด สมยอมกับการละเมิดสิทธิการรับรู้ของประชาชนอย่างเต็มอกเต็มใจ ??

ละเลยจรรยาบรรณ ศักดิ์ศรีของสื่อ ที่ต้องให้ข้อมูลทุกด้าน แม้ถูกขัดขวางและมีอุปสรรค ก็ตาม

ไม่ว่าจะเปิดไปช่องไหน มีแต่หน้านายอภิสิทธิ์ออกทีวีพูล พร้อมขุนศึกทุกเหล่าทัพ พูดความจำเป็นในการสลายม็อบ แอบเติมความเกลียดชังคนเสื้อแดง ว่าทั้งก่อจลาจล ล้มอาเซียนซัมมิท ปิดถนน ถูกจูงจมูก

มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล พ.อ.สรรเสริญ\แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย โผล่จอสลับกันเป็นระยะ กล่าวหาม็อบเสื้อแดงเตรียมก่อวินาศกรรมหลายพื้นที่ ขว้างระเบิดศาลรัฐธรรมนูญ และจ้างเผาแบงก์กรุงเทพ กับซีพี ด้วยค่ารับจ้าง 5 พันบาท ซึ่งตามมาด้วยมีการนำ 3 ผู้ต้องหาออกทีวีโชว์

มีการยอมรับ ใช้ปืนจริง แต่ยิงขึ้นฟ้า ขณะที่การเล็งยิงใส่ผู้ชุมนุม แค่กระสุนหลอก จะจริงหรือไม่ แต่ทั้งหมดเป็นการพูดข้างเดียวของผู้กระทำ โดยผู้ถูกกระทำไม่มีโอกาสได้พูดแม้แต่น้อย

เป็นความจริงว่า หลายอย่างเสื้อแดงควร ถูกประณาม เพราะเกินเลยจากการชุมนุมโดยสงบไปมาก เช่น บุกทุบกระจกโรงแรมรอยัลคลิฟฯ ปิดถนนตามอำเภอใจ การทำร้ายนายกฯและนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์!?!

แต่สื่อทีวีที่ยัดเยียดข้อมูลด้านเดียว ก็สร้างความเกลียดชัง ทำให้เห็นว่า เสื้อแดง คือศัตรูชาติ ต้องถูกกำจัด แทบไม่ต่างจาก “เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19” ที่วิทยุยานเกราะ และทีวีทุกช่อง โฆษณาชวนเชื่อ ให้นักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย กลายเป็นสัตว์ร้าย นำไปสู่การล้อมปราบและฆ่าหมู่เกิดขึ้น

เที่ยวนี้ คนไทยกับคนไทยฆ่ากันเอง ตายไป 2 คนแถวนางเลิ้ง เจ็บอีกนับร้อย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่ง

ขณะที่ตอนเสื้อเหลืองชุมนุม มี “เอเอสทีวี” ถ่ายทอดสดทั้งวันทั้งคืน เพราะได้รับการคุ้มครอง แต่ “ดีสเตชั่น” ช่องทางสื่อสารเดียวของคนเสื้อแดง ถูกสั่งตัดสัญญาณเป็นจอดำทันที ทีวีทุกช่องมีแต่บันเทิง เกมโชว์ ละคร รายการข่าว มีแต่การยึดรถเมล์ เผายางรถยนต์ การหาข้อเท็จจริงเรื่องขนม็อบชนม็อบของนายเนวิน มีน้อยมาก

โดยเฉพาะ ทีวีไทย ที่เอาเงินภาษีปีละ 2,000 ล้านไปละเลง ประกาศตัวเป็น ทีวีสาธารณะ เห็นความเอียงกระเท่เร่ ชัด ๆ เลย ตอนเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 51 ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมคนเสื้อเหลืองจะยึดรัฐสภา ทีวีช่องนี้เอาเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาที่ เรียกร้องประชาธิปไตยตอน 6 ตุลา 19 มาฉายเปรียบเทียบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำให้เห็นว่า ตำรวจเข่นฆ่าประชาชน ขณะที่คนเสื้อเหลืองเป็นฮีโร่

แต่สงกรานต์เลือด ไทยฆ่าไทย ทีวีไทย เย็นชามาก ออกข่าวแทบจะด้านเดียว ไม่มีข่าวอีกด้าน ยังดีที่ยอมให้กลุ่มอาจารย์รักสันติจากหลาย มหาวิทยาลัย ซึ่งอดรนทนไม่ได้ ยกโขยงมาขอพูดบ้าง สร้างสมดุลข่าวอีกด้าน

แม้เที่ยวนี้คนเสื้อแดงจะถูกสลายไป แล้ว แต่ก็พิสูจน์ว่า ทีวีไทยก็แค่สาขาช่อง 11 ไม่สมศักดิ์ศรีทีวีสาธารณะแม้แต่น้อย เสียดายเงินภาษีของประชาชนที่ต้องเอาไปจ่ายเป็นเงินเดือนให้ทีวีไทย.

ดาวประกายพรึก

บทบาทของ กองทัพไทย ในฐานะผู้นำการบังคับใช้กฎหมาย

เฮ้อ แม้รัฐบาลสั่งสลายการชุมนุมของ ที่ทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ..... แต่ยังไม่ได้หมายความว่า วิกฤติการเมือง จะคลี่คลายตามไปด้วย.....อินทรีเหล็กยังห่วงอยู่ว่า การกดดันคนเสื้อแดง ในฐานะ ผู้ก่อจลาจลและศัตรูของชาติ ครั้งนี้.....วิกฤติการเมืองจะถึงจุดสูงสุดแปลงสภาพเป็นวิกฤติการเมืองอย่างถาวร ............

เบื้องหลังการยอมจำนนในการ สลายการชุมนุม ของกลุ่มคนเสื้อแดง หลังแกนนำหารือกันแล้วเห็นว่า ขืนดึงดันให้มีการเข้ามาสลายการชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล....เกรงว่าเหตุการณ์ จะนองเลือด จนคุมไม่อยู่....แกนนำส่วนหนึ่งจึงตกลงที่จะยอมมอบตัวและสลายการชุมนุมไปก่อน............

ฟัง สุพร อัตถาวงศ์ แกนนำเสื้อแดง เปิดใจ จำเป็นต้อง รักษาชีวิตพี่น้องประชาชน เอาไว้ และ ประชาธิปไตย ไม่ได้จบสิ้นในวันนี้.....เดาใจคนเสื้อแดง การเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง จะยังคงเดินหน้าต่อไป จะด้วยรูปแบบไหนเท่านั้น............

อินทรีเหล็ก พูดอย่างตรงไปตรงมา การสลายชุมนุมของม็อบเสื้อแดงในครั้งนี้.....ไม่ว่าจะเป็นการ ใช้กำลังทหาร เข้าสลายการชุมนุมอย่างเข้มแข็ง การดำเนินคดี อย่างเด็ดขาด....แม้แต่ การเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่อยู่ภายใต้การควบคุม.....เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งมีการ ยึดทำเนียบปิดสนามบิน ของคนเสื้อเหลืองแล้ว.....ประเทศไทยจะแตกแยกอย่างยับเยิน............

สรุปได้ว่า การชุมนุมประท้วงที่ผ่านมา มีผู้ต้องหา ตามหมายศาลทั้งสิ้น จำนวน 14 คน รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่วีดิโอลิงค์เข้ามายังเวทีคนเสื้อแดง......การต่อสู้ทางการเมืองที่เปลี่ยนจาก ความขัดแย้งเป็นอุดมการณ์ จะฝังรากลึกไปอีกนาน............

และตัวเลขจากผู้บาดเจ็บที่เป็นทางการ จากถ้อยแถลงของ นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ.....มีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 123 ราย ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 50 ราย.....อยู่ห้องไอซียู 2 ราย และ เสียชีวิต 2 ราย.....ผลลัพธ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยทุกครั้งไม่มีอะไรแตกต่าง............

นานาจิตตัง การสลายการชุมนุมพันธมิตร ที่ไปล้อมสภา โดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ รัฐบาลขณะนั้นถูกประณามว่า ใช้ความรุนแรง มือเปื้อนเลือดและต้อง ตกเป็นผู้ต้องหา.....การสลายการชุมนุม นปช. โดยกำลังทหาร พร้อมอาวุธ.....รัฐบาล ใช้ความนุ่มนวล ในการเข้าสลายการชุมนุม ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ .....สองมาตรฐาน ก็ยังเป็นสองมาตรฐานอยู่วันยังค่ำ............

สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแดงแท้ แดงเทียม หรือ มือที่สาม ก็ตาม พูดไปก็ไม่มีใครฟัง.....ต่อไปนี้สถานะของคนเสื้อแดงจะเป็นอย่างไร อินทรีเหล็ก ไม่อยากจะคิด....ผู้ก่อการจลาจล ผู้ก่อวินาศกรรม ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายเสียหาย.....กลายเป็นผู้ร้ายของสังคมไปฉิบ............

ก็ยังไม่ทันไร กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก.....รัฐบาลไทยจะปรับลด การคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ ที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะลดลงแค่ร้อยละ 3 ลงต่ำกว่านั้น......อันเนื่องมาจาก การชุมนุมประท้วง ที่ผ่านมา.....รับเละ............

บ้านเราจะวิเคราะห์กันอย่างไร แต่สำนักข่าวต่างประเทศอย่าง เอเอฟพี วิเคราะห์เอาไว้ชนิดแทงใจดำ.....บทบาทของ กองทัพไทย ในฐานะผู้นำการบังคับใช้กฎหมาย ในการสลายการชุมนุมของพวกเสื้อแดง.....ได้ตอกย้ำบทบาทของเหล่านายพลในกองทัพว่า เป็นผู้กุมอำนาจ หรือผู้บงการตัวจริง............

บทวิเคราะห์ยังพูดถึงภาพรวมของ ศักยภาพกองทัพ ในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าไทย อินโดนีเซีย หรือพม่า.....บรรดา ผู้ปกครองพลเรือน ต้องพึ่งกองทัพเพราะจะบอกถึงอนาคตได้ว่าจะอยู่หรือไป............

ฮัดเช้ย วิกฤติการเมืองยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ประเทศไทย ในสายตาชาวโลก...ไม่ต่างอะไรจาก บ้านป่าเมืองเถื่อน เป็นแดนมิคสัญญี กลียุค แม้แต่ผู้นำยังถูกมองเป็นตัวตลก............

เพราะฉะนั้นนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อนาคตของประเทศ จะเป็นอย่างไรคงไม่ต้องพูดถึง......แค่ประคองไปให้รอด ไม่ล่มจมลงจนเหลือแต่ซาก ก็ถือว่าเป็นบุญของประเทศแล้ว............

อินทรีเหล็ก ได้แต่หวังว่า ในขณะที่มี โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมือง ตามวิถีของประชาธิปไตย......นำเอาปัญหาเข้ามาหารือกันใน ระบอบรัฐสภา .....เพื่อให้เกิด ความปรองดอง อย่างที่ คนไทยส่วนใหญ่คาดหวังเอาไว้......วิกฤติ บ้านเมืองจะได้สะเด็ดน้ำซะที............

วิธีที่จะแก้ปัญหาโดยสันติวิธีมีหลายทาง อย่างที่ เสนาะ เทียนทอง เรียกร้องให้ ยุบสภา เพื่อให้ประชาชนตัดสิน......หรือลาออกโดยยึดหลักตั้ง รัฐบาลแห่งชาติ ขึ้นมาประสานรอยร้าว......อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะตั้งอยู่บนผลประโยชน์ส่วนรวม หรือส่วนตัวเท่านั้น............

การยุบสภาหรือลาออก แม้จะไม่ใช่หนทางที่จะแก้ปัญหาวิกฤติการเมือง ได้ในทันที แต่ก็จะเป็นแนวทางที่จะหาทางออก โดยสันติวิธี ในระยะยาว......เพราะประเทศไทยไม่ใช่มีเฉพาะสีแดงหรือสีเหลือง ยังมีสีน้ำเงินและประชาชนที่ไม่เลือกข้างอีกด้วย......ภาระการ สร้างสมานฉันท์ ขึ้นมาในชาติจึงเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด............

ทูตเม็กซิโกปัดไม่มีมูล 'ทักษิณ'ได้พาสปอร์ต

ที่มา ไทยรัฐ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานวันนี้ (16 เม..) ว่า นางโรซาริโอ มูริลโล สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของนิการากัว ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฆษกรัฐบาลนิการากัว แถลงยืนยันว่า รัฐบาลนิการากัวได้มอบหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตนักการทูตให้...ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย หลังรัฐบาลไทยสั่งยกเลิกพาสปอร์ตของ พ...ทักษิณ หลังเกิดความไม่สงบทางการเมืองขึ้นในประเทศไทย

นางมูริลโลเผยด้วยว่า พ...ทักษิณได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "เอกอัครราชทูตของนิการากัวว่าด้วยภารกิจพิเศษ" เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อให้ช่วยดึงดูดการลงทุนเข้าสู่นิการากัวซึ่งเป็นประเทศยากจนในอเมริกากลาง และกล่าวเสริมว่า พ...ทักษิณ ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงประชาชนส่วนใหญ่ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย แต่ถูกบีบบังคับให้ละทิ้งภาระหน้าที่ด้วยการก่อรัฐประหารเมื่อปี 2549

เอเอฟพีเผยด้วยว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์อัล จาซีรา ในดูไบเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พ...ทักษิณกล่าวว่า ตนรู้สึกเศร้าสลดมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนชาวไทย แต่ตนไม่ได้ปลุกปั่นยุยง ตนเฝ้าบอกกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงทุกวันว่า "สันติ สันติ สันติ" และว่าพร้อมเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อเผชิญกระบวนการยุติธรรม ถ้าคดีต่างๆ รวมทั้งข้อกล่าวหาทุจริตก่อนหน้านี้ ถูกสอบสวนโดยองค์กรที่เป็นกลาง

นอกจากนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์และเอพีรวมถึงเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ยังรายงานว่ารัฐบาลนิการากัวแถลงผ่านสื่อมวลชนประกาศแต่งตั้งชื่อ พ...ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ดำรงตำแหน่ง "เอกอัครราชทูตว่าด้วยภารกิจพิิเศษ" สำหรับประเทศนิการากัว พร้อมหนังสือเดินทางทูตแก่อดีตผู้นำไทยด้วย นับเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการหลังรัฐบาลไทยระงับหนังสือเดินทางเล่มทั่วไปของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ

ทั้งนี้ รัฐบาลนิการากัวออกพาสปอร์ตเล่มดังกล่าวให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย หลังเข้าพบประธานาธิบดี ดาเนียล ออร์เตกา แห่งนิการากัว ที่กรุงมานากัวตั้งแต่เมื่อเดือน ม..ที่ผ่านมา โดยตำแหน่งดังกล่าวเพื่อให้อดีตนายกรัฐมนตรีไทยช่วยเหลือชักชวนนักลงทุนให้เข้าไปลงทุนกระตุ้นภาคเศรษฐกิจในนิการากัว ของทวีปอเมริกากลาง ซึ่งยังเป็นประเทศที่อยู่ในสภาพแร้นแค้น

เมื่อเวลา 17.00 .วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังการเชิญเจ้าหน้าที่ทูตประเทศต่างๆ มารับฟังสถานการณ์ภายในประเทศไทยว่า ทูตให้ความสนใจในการซักถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยใช้เวลานานร่วม 1 ชั่งโมงครึ่ง และหลังจากที่รับทราบข้อเท็จจริงแล้วก็เข้าใจดี และเห็นถึงความจำเป็นของประเทศไทย หลังจากนี้รัฐบาลก็จะขอความร่วมมือไปยังสถานทูตทุกประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

ส่วนการถอนพาสปอร์ต พ...ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ได้ชี้แจงให้ทุกประเทศได้รับทราบเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกประเทศ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าหลายประเทศให้หนังสือทางการทูตแก่ พ...ทักษิณนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีประเทศใดบ้าง รวมไปถึงนิการากัว และดูไบ ซึ่งยอมรับว่าการตรวจสอบค่อนข้างยาก เนื่องจากหลายประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย และเป็นประเทศเล็ก จึงต้องใช้เวลา

ด้านนายควินตัน เควลย์ เอกอัคราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กล่าวว่า ตอนนี้รู้สึกหนักใจที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ในฐานะที่รักประเทศไทยรู้สึกว่าการต่อสู้กลางถนนเป็นโศกนาฎกรรม สิ่งที่สำคัญที่สุดขอให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง พยายามแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ใช้การเจรจาและการปรองดอง นักท่องเที่ยวและนักลงทุนก็อยากจะให้หยุดใช้ความรุนแรง คนในประเทศก็จะกลับมา ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นและถือเป็นบทเรียน เพราะการใช้ความรุนแรงตั้งแต่การปิดถนน บุกพัทยา เป็นการใช้ความรุนแรงที่ทำให้เกิดความเสียหาย

เมื่อถามว่ามองการแก้ไขปัญหาของนายกรัฐมนตรีไทยอย่างไร นายควินตัน ตอบว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาขอให้ใช้ความปรองดอง สร้างความเข้าใจ หวังว่าปัญหาจะจบลงได้ และเชื่อมั่นอนาคตของประเทศไทย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นใจว่าจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ความรุนแรงในอนาคต ซึ่งตนก็เห็นด้วย หลังจากเกิดเหตุการณ์ประชาชนในอังกฤษก็หวาดกลัว แต่เมื่อรับฟังคำชี้แจงก็รู้สึกดีขึ้น