WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 17, 2009

ไอซีทีอ้าง พรก.ฉุกเฉิน ปิดเว็บ ‘แดง’ 66 แห่ง

ที่มา ประชาไท

16 เม.ย. กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ หรือไอซีที ส่งอีเมลล์อ้างคำสั่งคณะอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน บล็อกเว็บไซต์หรือ URL รวม 66 แห่ง นอกจากนี้ยังได้มีจดหมายเวียนแจ้งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ISP ส่งรายชื่อ เบอร์โทรศัพท์มือถือ e-mail ของผู้ที่สามารถติดต่อของเว็บไซต์ได้ทันที และขอให้ส่งข้อมูลเว็บไซต์/URL ที่อาจขัดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ด้วย

ทั้งนี้ในเอกสารแนบรายการที่ต้องทำการบล็อกเว็บไซต์หรือ URL 66 แห่งนั้น บางแห่งได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว บางแห่งยังไม่ได้ดำเนินการบล็อกซึ่งจะมีรายชื่อผู้ให้บริการเว็บไซต์หรือ URL นั้นแนบท้าย โดยเว็บไซต์หรือ URL เกือบทั้งหมดเป็นเว็บไซต์ของกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเสื้อแดง อาทิ Thaifreenews, thairedshirt-democracy, democracytoday, thaipeoplevoice, freethais, redplus, prachachonthai, nocoup, truethaksin, chupong, rednon, serichon, nationsiam, thaienews, thaipresslog, newskythailand, siamfreedom, priority-radio

นอกจากนี้บางเว็บไซต์ยังถูกระบุด้วยว่า เป็นแหล่งที่สามารถระดมพลและชี้นำ หรือมีการใช้ในส่วนของกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมาก หรือสามารถทำเว็บย่อยในเครือข่ายได้ อาทิ cbox, no-ip เป็นต้น

ผบ. ร.12 พัน.2 รอ.แจงผ่านเน็ตไม่ได้ทำร้ายหญิงเสื้อแดงเมื่อ 13 เม.ย.

ที่มา ประชาไท



ที่มาของคลิป อัลจาซีร่า

ตามที่มีกระแสข่าวในอินเตอร์เน็ตว่า ชายที่ปรากฏในภาพข่าวอัลจาซีร่า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และสื่ออื่นๆ ซึ่งได้กระจากศีรษะผู้ชุมนุม นปช. ที่เป็นสตรี ที่ย่านดินแดง เมื่อ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา คือ พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพัน กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 พัน.2 รอ.) ค่ายนิมมาณกลยุทธ ซึ่งมีที่ตั้งที่ ต.แซร์ออ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว นั้น

วันนี้ (16 เม.ย.) ในเว็บไซต์ของค่ายนิมมาณกลยุทธ (http://www.nimmarn.net/) ผู้ดูแลเว็บหรือเว็บมาสเตอร์ได้ตั้งหัวข้อ กรณีชายนิรนามทำร้ายผู้หญิงเสื้อแดง ในวันสลายม็อบโดยมีคำชี้แจงดังนี้

กรณีชายนิรนามทำร้ายผู้หญิงเสื้อแดง ในวันสลายม็อบ

ภาพชายนิรนามทำร้ายผู้หญิงเสื้อแดง

จากการกล่าวหาพาดพิงถึง พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ไปเกี่ยวข้องกับชายนิรนาม จริงหรือไม่

ผมเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตลอดช่วงที่ทหารสลายม็อบ ทุกช่วง ผมอยู่ห่างจากเหตุการณ์นี้เพียง 5 เมตรเท่านั้น

ภาพที่กล่าวหา ว่าชายนิรนามเสื้อเขียวในภาพนั้น คือ พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช นั้นไม่เป็นความจริง เพราะ

1. ในวันนั้น เวลานั้น พ.ท.เกรียงศักดิ์ ไม่ได้สวมชุดพลเรือน

นี่คือภาพ เวลานั้นที่ พ.ท.เกรียงศักดิ์ กำลังปฏิบัติงานควบคุมดูแลในการรักษาความสงบเรียบร้อย

2.ให้ดูจากนาฬิกาของชายนิรนามใส่ จะเป็นสีดำ แต่ พ.ท.เกรียงศักดิ์ เป็นเหล็กสีบรอนซ์ แถมใส่สายรัดข้อมือของในหลวงอีก

3.รูปร่างลักษณะชายนิรนามในภาพ ผิวดำ เป็นรูปร่างสูง สังเกตได้จากตัวสูงกว่าทหารที่ยืนอยู่แถวหน้าถือโล่ ซึ่งถูกคัดมาให้มีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง แต่ พ.ท.เกรียงศักดิ์ เป็นคนผิวขาว และสูง แค่ 163 ซม. หนักแค่ 58 กก. เอง

อยากให้ทุกท่านที่เข้าเยี่ยมชมเวบไซต์ค่ายนิมมาณกลยุทธ ได้โปรดรับข้อมูลที่ถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้สื่อต่างๆเพื่อหวังผลทาง การเมืองโดยใช้วิธีสกปรก ใส่ร้ายป้ายสี ผมซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นี้ เมื่อ 13 เมษา มาโดยตลอด (คนใส่ชุดฝึกที่มีกระดาษสีขาวเหน็บที่กระเป๋ากางเกงด้านขวา) ขอรับรองว่า ทหารไม่เคยทำร้ายประชาชนแน่นอนครับ ดังคำกล่าวที่พวกผมท่องไว้อยู่ในใจเสมอว่า

"เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน"

นอกจากนี้ในวันนี้ (16 เม.ย.) ในเว็บไซต์พันทิพ ห้องราชดำเนิน คุณ สมภพ เจ้าเก่า ได้ตั้งกระทู้หัวข้อ P7755737 ผู้ชายที่จิกผมผู้หญิง ไม่ใช่ทหารนอกเครื่องแบบนามว่า พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช โดยผู้ตั้งกระทู้ได้เผยแพร่อีเมล์ชี้แจง พ.ท.เกรียงศักดิ์ ซึ่งขี้แจงว่า

ภาพที่แนบมาโดย พ.ท.เกรียงศักดิ์

ก่อนอื่นขอขอบคุณครับที่สอบถาม ข้อเท็จจริงมา ผมขอยืนยันว่าไม่ใช่ผมที่ทำร้ายผู้หญิงอย่างที่เป็นข่าวใน web ต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนของคนเสื้อแดง ในวันนั้นผมปฏิบัติหน้าที่ในการยุติความรุนแรงและสลายการชุมนุมใน พท.ดินแดงและ ถ.ราชปรารภ โดยแต่งเครื่องแบบทหารตามรูปที่แนบมาให้ดู ผมอยู่กลุ่มกลางภาพทางขวามือ ให้สังเกตที่ที่ข้อมือซ้ายของผมจะใส่นาฬิกาสายแสตนเลส ส่วนผู้ชายในรูปที่คุณส่งมาให้ดูจะใส่นาฬิกาสายหนังหรือพลาสติกสีดำ และส่วนสูงของผมและผู้ชายคนดังกล่าวก็แตกต่างกันมาก เพราะผมสูงประมาณ 164 ซม. ส่วนผู้ชายในรูปน่าจะสูงไม่ต่ำกว่า 170 ซม. วันนั้นผู้ชายคนนั้นเป็นกลุ่มสื่อมวลชนที่ไปทำข่าว ผู้หญิง 2 ท่านที่มาประท้วงหน้าแถวทหารห่างจากพวกผมประมาณ 50 เมตร และมีการโต้เถียงกันจนเป็นเหตุดังกล่าว

และที่สำคัญครับ ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนในพื้นที่นั้น สวมเครื่องแบบทหารชุดฝึกเต็มรูปแบบ ไม่มีใครใส่นอกเครื่องแบบ เพราะเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เน้นย้ำ...

คิดว่าคุณคงได้รับคำตอบที่ชัดเจน และถูกต้องแล้วน่ะครับ อย่างไรช่วยชี้แจงให้ทุกท่านที่เข้าใจผิดทราบด้วยครับ เพื่อยุติความขัดแย้งต่อกันของคนในชาติ เพราะพวกผมอยากทำงานเสียสละให้ชาติมากกว่าการทำหน้าที่อย่างวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา....

ด้วยความเคารพ

พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช

จากข้อมูลของเว็บไซต์ค่ายนิมมาณกลยุทธนั้น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ หรือ ร.12 พัน.2 รอ.ค่ายนิมมาณกลยุทธ ต.แซร์ออ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ถือกำเนิดจากการจัดตั้งหน่วย ผส.2 ร.พัน.4 ซึ่งเป็น พัน. ร. เบา (อจย. 7 - 1) มีที่ตั้ง ปกติชั่วคราว อยู่ที่บริเวณ รพ.ค่ายจักรพงษ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เมื่อปี 2523 ได้เคลื่อนย้ายหน่วยเข้าประจำที่ตั้งปกติถาวร ณ ค่ายนิมมาณกลยุทธ ต.แซร์ออ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ต่อมาได้มีการแปรสภาพหน่วย ตามลำดับดังนี้

ในปี 2522 ได้แปรสภาพหน่วยจาก ผส.2 ร.พัน.4 เป็น ร.2 พัน.4 ปี 2524 ได้แปรสภาพหน่วยจาก พัน.ร.เบา เป็น พัน.ร.มาตรฐาน ปี 2526 ได้ปรับโอนการบังคับบัญชาจากหน่วยในอัตราของ ร.2 รอ.มาขึ้นการบังคับบัญชาเป็นหน่วย ในอัตราของ ร.12 ปี 2532 ได้แปรสภาพหน่วยจาก พัน.ร.มาตรฐานเป็น พัน.ร.ยานเกราะ ใช้นามย่อว่า ร.12 พัน.2 รอ.จนถึงปัจจุบัน

สำหรับเกียรติประวัติของหน่วย เมื่อ 3 ธ.ค. 2523 ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ (ภปร.) เมื่อ 30 ธ.ค.2523 เข้าร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ เมื่อ 19 มี.ค.2524 ได้รับพระราชทานธงชัยเฉลิมพลประจำหน่วยทหาร

เมื่อ 27 มี.ค.2527 ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตเปลี่ยนเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อ 5 มี.ค.2533 ได้รับพระราชทานนามค่ายว่าค่ายนิมมาณกลยุทธ” (ผู้วางแผนการยุทธอันล้ำเลิศ) เพื่อเป็นเกียรติ พ.ต.นิ่ม ชโยดม และ เมื่อ 2 ธ.ค.2542 จัดกำลังพล 1 หมู่ธงชัยเฉลิมพล เข้าร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและสวนสนามของหน่วยทหาร รักษาพระองค์

สำหรับภารกิจหน่วยคือ 1. เข้าประชิดข้าศึกโดยใช้อำนาจการยิงและการดำเนินกลยุทธ เพื่อทำลายและจับข้าศึก 2. ผลักดันการเข้าตีของข้าศึก ด้วยการยิง การรบประชิด และการตีโต้ตอบ

สำหรับปฏิบัติการราชการสนามของ ร.12 พัน.2รอ.ที่ผ่านมานั้น เมื่อ 2521 กองร้อยอาวุธเบาที่ 3 ขึ้นบังคับบัญชากับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 ขึ้นปราบปราม ผกค.และป้องกันชายแดนร่วมกับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2

กองร้อยอาวุธเบาที่ 1 ขึ้นบังคับบัญชากับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 ปฏิบัติการรบร่วมกับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 บริเวณพื้นที่ฐาน บ.โคกระกา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

เมื่อ 2522 1 พ.ค. 2522 จัดส่วนบังคับบัญชา แทนกำลังพลหน่วยเฉพาะกิจ กองพลที่ 2 และ 1 กองร้อยอาวุธเบาตามคำสั่ง ทบ.ที่ 80/2522 ลง 15 พ.ค. 2522 1 ต.ค. 2522 จัดกำลังเพิ่มอีก 1 กองร้อยอาวุธเบาในการปราบปราม ผกค.ขึ้นตรงกับหน่วยเฉพาะกิจกองพลที่ 2

เมื่อ พ.ศ. 2523 16 พ.ค. 2523 จัดกำลังปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับส่วนบังคับบัญชา หน่วยเฉพาะกิจ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ 1222 ตามคำสั่ง 10-/2523 ลง 9 พ.ค. 2523

เมื่อ พ.ศ. 2525 จัดกำลัง 1 กองพันทหารราบขึ้นปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันประเทศ ตามคำสั่ง ทบ.ที่ 754/2528 ลง 24 ธ.ค. 2524

เมื่อ พ.ศ. 2528 7 ม.ค. 2528 จัดกำลัง 1 กองพันทหารราบขึ้นปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันประเทศในพื้นที่ กกล.บูรพาตามคำสั่ง ทภ.ลับ ที่ 121/2528 ลง 11 มี.ค.28

เมื่อ พ.ศ.2531 1 ต.ค. 2531 30 ก.ย. 2535 จัดกำลัง 1 ทก.ยว.122 และ 1 ร้อย.ร.(ก.) ปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันประเทศของ กกล.บูรพา ในพื้นที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

เมื่อ พ.ศ.2535 1 ต.ค. 2535 30 ก.ย. 2536 จัดกำลัง 2 ชุดปฏิบัติการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการหมู่บ้าน ปชด. ปี 2536 ในพื้นที่ บ.ป่าไร่ และ บ.คลองหว้า อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

เมื่อ พ.ศ.2536 1 ต.ค. 2536 30 ก.ย. 2537 จัดกำลัง 1 ส่วนบังคับบัญชา และ 1 ร้อย.ร.(ก.) ปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันประเทศ ของ กกล.บูรพา ในพื้นที่ ฉก.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

1 ต.ค. 2536 -30 ก.ย. 2544 จัดกำลัง 1 ชุด ปฏิบัติการ ปฏิบัติหน้าที่ในโครงการทับทิมสยาม ๐8(เขาอีด่าง) อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

เมื่อ พ.ศ. 2538 1 ต.ค. 2538 30 ก.ย. 2539 จัดกำลัง 3ชุดปฏิบัติการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการหมู่บ้าน ปชด. ปี 2539 ในพื้นที่ บ.ป่าไร่, บ.เขาน้อย และ บ.คลองหว้า อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

เมื่อ พ.ศ. 2539 2543 1 ต.ค. 2539 30 ก.ย. 2540 จัดกำลัง 1 ส่วนบังคับบัญชาและ 1 ร้อย.ร.(ก)ปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันประเทศของ กกล.บูรพา ในพื้นที่ ฉก.อรัญประเทศ บ.ดงยาง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

1 เม.ย. 2542 30 ก.ย. 2542 จัดกำลัง 1 ร้อย.ร. (ก)ปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันประเทศของ กกล.บูรพา ในพื้นที่ ฉก.ร.12 รอ. บ.ดงยาง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และ 1 ต.ค. 2539 - 30 ก.ย. 2543 จัดกำลัง 1 ชุดปฏิบัติการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการหมู่บ้าน ปชด. ในพื้นที่ บ.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ที่มาของข่าว: เว็บไซต์ค่ายนิมมาณกลยุทธ [1] [2] [3] [4]

กระดานข่าวพันทิพห้องราชดำเนิน [1]

ทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ร้องทหาร-องคมนตรี-ชนชั้นนำหยุดแทรกแซงประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 15 เม.ย.2552 สำนักข่าวฟรองซ์ 24 ของฝรั่งเศส ได้เผยแพร่คลิปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงในไทยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายออเรเลียง กอลลี ผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศสของฟรองซ์ 24 ประจำกรุงอาบูดาบีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินทางไปสัมภาษณ์ทักษิณ ด้วยตนเองที่นครดูไบ พร้อมระบุว่าขณะนี้อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยอยู่ระหว่างลี้ภ้ย

นายกอลลีสอบถามว่า ทักษิณอยู่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วงรัฐบาลของกลุ่มคนเสื้อแดงใช่หรือไม่ ซึ่งทักษิณตอบว่า ตนมิได้ให้ความสนับสนุนอย่างเป็นทางการ แต่ได้ส่งกำลังใจแก่ผู้ที่สนับสนุนตนอยู่เป็นระยะ และระบุด้วยว่าผู้ชุมนุมที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลบางคนอาจถึงขั้นไม่ชอบหน้าตน แต่ก็ออกมารวมตัวกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงเพราะต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ขณะที่กองทัพไทยใช้กำลังรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก และกล่าวเสริมว่าสื่อโทรทัศน์ของไทยเสนอข่าวอย่างบิดเบือน

นำเสนอแต่ภาพที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงใช้ความรุนแรงเท่านั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวแย้งว่าไม่มีหลักฐานยืนยันการเสียชีวิตของผู้ชุุมนุมจำนวนมากตามที่อ้าง ทักษิณก็ได้ยกสุภาษิตไทยขึ้นมาว่า "ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด" และยืนยันว่าข้อเท็จจริงของการสลายการชุมนุมจะต้องถูกเปิดเผยออกมาในไม่ช้า แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือกระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายของไทยมี 2 มาตรฐาน และมีการเลือกปฏิบัติต่อแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง

ทักษิณได้กล่าวด้วยว่ากองทัพไทยแทรกแซงการเมืองมาตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี สิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องการคือประชาธิปไตยที่ปราศจากการแทรกแซงจากกองทัพ องคมนตรี และกลุ่มชนชั้นนำที่มีอิทธิพลทางการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเพิิ่มเติมว่าหากได้กลับไปเมืองไทยจริงจะวางมือจากการเมืองอย่างไร ทักษิณตอบว่าตนจะยุติบทบาททั้งหมด และคอยให้กำลังใจแก่ผู้เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอยู่ห่างๆ เท่านั้น

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ไทย และทักษิณได้ขอพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณายุติปัญหาวุ่นวายทางการเมือง เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้เดียวที่จะก้าวเข้ามายุติเหตุการณ์นี้ได้ มิฉะนั้นความรุนแรงอาจขยายขอบเขตกว้างขึ้น นำไปสู่โอกาสที่จะเผชิญหน้าปะทะกันมากขึ้น

ขณะที่เว็บไซต์ขององค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ สำนักงานใหญ่ประจำนครนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลไทยควรตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อแดง หรือการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ประท้วงรัฐบาลไทย 2 ชุดก่อนเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย ระบุการประท้วงสิ้นสุดลงแล้ว จึงถึงเวลาที่รัฐบาลไทยกับแกนนำผู้ประท้วงต้องเจรจากันเพื่อหาข้อตกลงต่อสาธารณชน และต้องให้ความมั่นใจว่าจะจัดการแก้ไขปัญหาความรุนแรงโดยสืบสวนสอบสวนและกำหนดบทลงโทษอย่างเหมาะสมเป็นธรรม เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงจนไม่อาจทำลืมหรือเพิกเฉยไปได้โดยง่าย

นายอดัมกล่าวเพิ่มเติมว่าเจ้าหน้าที่รักษากฏหมายของไทย รวมถึงกองกำลังทหารแสดงให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้นต่อแรงยั่วยุจากกลุ่มผู้ประท้วงตามคำสั่งที่ให้เลี่ยงใช้อาวุธร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ผลสรุปเบื้องต้นของฮิวแมนไรท์วอทช์กลับพบว่า บางครั้งทหารก็ใช้กระสุนจริงเพื่อสลายการชุมนุมทั้งที่ไม่มีความจำเป็น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยสืบสวนต่อไปว่าใครเป็นผู้สั่งให้ยิงกระสุนจริงและสั่งให้ยิงภายใต้สถานการณ์ใด พร้อมกันนี้ ฮิวแมนไรท์วอทช์ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วย.

FEER : ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งใหม่

ที่มา ประชาไท

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ

ที่มา : แปลจาก “Thailand Needs New Elections” เขียนโดย Colum Murphy รองบรรณาธิการนิตยสาร Far Eastern Economic Review ตีพิมพ์ใน THE WALL STREET JOURNAL และใน Far Eastern Economic Review, 15 เมษายน 2009

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชนชั้นนำทางการเมืองไทยเข้าร่วมเกี่ยวข้องกับสมรภูมิบนท้องถนนในเมืองหลวงโดยใช้ม็อบเพื่อโค่นอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในปัจจุบัน เป็นการกลับมาของฝ่ายสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นลงไป อันเป็นการเแก้แค้นคืนของพวกเขา ในขณะเดียวกัน มันเป็นช่วงเวลาที่เกิดปัญหาความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และประเทศที่ดูเป็นประชาธิปไตยมายาวนานประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเซีย ดูเหมือนจะยิ่งแตกกระจายมากยิ่งขึ้น คำถามคือ ประเทศไทยเดินทางผิดในจุดใด

เป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้ว นายหน้าค้าอำนาจในกองทัพ ในรัฐสภา และในห้องประชุม ใช้รัฐบาลเพื่อเพิ่มความร่ำรวยให้กับพวกเขา จนกระทั่ง ทักษิณผู้ที่มีประชาชนนิยมได้คุกคามผลประโยชน์ของพวกเขา ด้วยได้รับการมอบหมายจากเสียงประชาชนที่เข้มแข็งในระบบประชาธิปไตย เพื่อการเริ่มต้นโครงการรัฐบาลที่ใช้งบประมาณสูงในการให้ประโยชน์กับคนจนในชนบท และยังได้เปิดประตูกว้างขึ้นเข้าไปสู่พลังของโลกาภิวัตน์และการแข่งขัน

การจราจลในวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดย เสื้อแดง ผู้สนับสนุนทักษิณ อันซึ่งเป็นกลยุทธล้อกับกลุ่ม เสื้อเหลือง ที่ต่อต้านทักษิณในช่วงปลายปีที่แล้ว คนกลุ่มนี้ได้ล้อมทำเนียบรัฐบาล และปิดสนามบินหลายวันทำให้ประเทศไทยเหมือนเป็นอัมพาต

ผู้ประท้วงทั้งสองกลุ่มสะท้อนถึงการแบ่งขั้วสังคมไทยที่เพิ่มระดับขึ้น ในฝั่งของสีเหลืองประกอบด้วย ผู้ประกาศตัวอย่างโจ่งแจ้งว่า จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ รวมถึงกองทัพ นักวิชาการจำนวนมาก ชนชั้นนำทางธุรกิจบางกลุ่ม และคนธรรมดาที่ส่วนใหญ่ที่มาจากหลายจังหวัดในภาคใต้ ในฝั่งของสีแดงเป็นกลุ่มผู้สนับสุนนทักษิณ ซึ่งรวมไปถึงเจ้าของกิจการที่ได้รับประโยชน์ภายใต้กติกาของทักษิณ และประชาชนชาวชนบทผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคเหนือ และภาคอีสาน พวกเขาเป็นผู้ได้รับการตบรางวัลอย่างก้าวกระโดดจากผู้ที่เขาให้ความนิยมจาก “ทักษิโนมิกส์”

ฝ่ายสีแดงมีความได้เปรียบในเรื่องของจำนวนโดยสมบูรณ์แบบ และบางทีการเลือกตั้งที่เปิดกว้างอย่างเสรีและบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุด อาจจะทำให้พลังข้างสนับสนุนทักษิณกลับมาเป็นผู้นำอีกครั้ง ส่วนฝ่ายสีเหลืองกล่าวอ้างความชอบธรรม เนื่องด้วยความจงรักภักดีของพวกเขามีต่อพระมหากษัตริย์ พวกเขายังมีกองทัพ และแรงหนุนจากตำรวจ ในส่วนระหว่างกลางของทั้งสองฝ่าย เป็นคนไทยธรรมดาๆ จำนวนมากที่ต้องการให้ประเทศกลับไปสู่ความมีเสถียรภาพและความมั่งคั่ง

แต่เป้าหมายเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก จนกระทั่งวันที่การแบ่งฝ่ายของสีแดงและสีเหลืองได้เชื่อมต่อกัน อุปสรรคสำคัญคือ ทำอย่างไรจึงจะจัดการกับทักษิณ ผู้หนีการจับกุมข้อหาคอรัปชั่นและการตัดสินให้ถูกจำคุก 2 ปีให้อยู่มือ ในการสัมภาษณ์ที่ดูไบเมื่อเดือนที่แล้ว เขาเน้นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระมหากษัตริย์ และเขากล่าวอีกว่า “เขาต้องการกลับประเทศไทยเพื่อทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษา” ให้กับรัฐบาล “ผมเป็นสุนัขที่เชื่องได้ทุกเวลา ผมเชื่องอยู่แล้วและสามารถเชื่องได้อีก” เขาบอกกับผู้เขียน

การคืนสิทธิให้ทักษิณนั้น เป็นไปได้มากที่เดียวว่า ต้องมีการพระราชทานอภัยโทษโดยพระมหากษัตริย์หรือไม่ก็นิรโทษกรรมโดยรัฐสภา แต่ทว่า มันยังมีก้าวอื่นๆ ที่อาจทำได้ และมันไม่จำเป็นต้องเป็นปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวทักษิณ และมันก็อาจจะปูทางให้เกิดความปรองดองที่มีความหมายกลับคืนมา

รัฐบาลอาจให้นิรโทษกรรมแก่สมาชิก 111 คนของพรรคไทยรักไทย และอนุญาตให้พวกเขากลับเข้าสู่การเมือง ทั้งนี้ คนเหล่านี้รวมถึงตัวทักษิณเองได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีโดยคณะกรรมการที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ในฐานที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549

ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2550 คงต้องมีการแก้ไขให้ดีขึ้น ให้สะท้อนถึงความเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่หลายคนเห็นว่า เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ไม่เพียงรัฐธรรมนูญปี 2540 นี้จะเกิดจากการปรึกษาหารือกับสาธารณชนอย่างกว้างขวาง แต่มันเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสภาคือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ในกรณีใดๆ ก็ตาม อำนาจส่วนใหญ่จำเป็นต้องกลับไปสู่สมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งและถอนอำนาจออกมาจากสถาบันต่างๆ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รวมไปถึงอำนาจของตัวแทนของรัฐต่างๆ ทั้งนี้การปฏิรูปบางอย่างที่เกิดในรัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกหมุนย้อนกลับหลังไปในรัฐธรรมนูญปี 2550

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยควรจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การเกาะแน่นอยู่ในอำนาจจนถึงวันที่ความขมขื่นจบลง นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ และพรรคร่วมรัฐบาลเสี่ยงในการทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าทำให้ดีขึ้น นายกรัฐมนตรีควรรู้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามาถรถจะต้านทานให้คงอำนาจอยู่ได้

ในเดือนมกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวกับผู้เขียนว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาจะไปหาประชาชนทุกกลุ่ม และการแก้ไขความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นก่อน แต่ในเวลาช่วงสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือน ความรุนแรงและความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่า เขาผิดไปถนัด ประเด็นการแก้ปัญหาระยะยาวต่างๆ ที่หยุดไว้นั้น ไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยดีขึ้นทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน มันยืดระยะเวลาของความเจ็บปวด และทำให้มันยากยิ่งขึ้นในการเยียวยารักษาการแบ่งแยกของสังคม และยากยิ่งขึ้นในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

หลายกลุ่มร่วมจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสเชียงใหม่ครบรอบ 713 ปี

ที่มา ประชาไท

เมื่อ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ โดยในปีวาระที่เมืองเชียงใหม่ครบรอบ 713 ปี ในปีนี้หลายองค์กรประชาสังคมในเชียงใหม่ ได้มีการจัดงาน “ไหว้สาวันพระญามังรายสร้างแป๋งเมืองเชียงใหม่ 713 ปี” โดยมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง (เชียงใหม่) และองค์กรต่างๆ ซึ่งได้นัดรวมตัวกันที่วิหารวัดพระเจ้าเม็งราย และมีการไหว้พระรับศีล ทานขันข้าว ถวายสัตตภัณฑ์ในวิหารพระเจ้าค่าคิง ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่ปั้นเท่าพระองค์จริงของพญามังราย ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ หลังจากนั้นได้มีการเคลื่อนขบวนเครื่องสักการะจากวัดพระเจ้าเม็งรายไปยังหอพญามังราย ถ.พระปกเกล้า (หลังอาคารเทเลวิซ ใกล้วัดดวงดี) โดยขบวนประกอบด้วยป้ายงานไหว้สา ขบวนรถถีบ ขบวนช่อ กลองชัยมงคล เครื่องสักการะ กลองมองเซิง และป้ายรณรงค์ โดยมี ดร. เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เป็นผู้นำกล่าวไหว้สา

เวลาประมาณ 9.30 น. ได้มีการเสวนาถึงวาระสำคัญของเมืองเชียงใหม่ในประเด็นต่างๆ เพื่อร่วมกันพิจารณาทิศทางการดำเนินการต่อไป ได้แก่ การปรับปรุงทัณฑสถานหญิงเป็นพื้นที่สาธารณะ ปัญหามลพิษทางอากาศของเมืองเชียงใหม่ การขยายถนนในเขตเมืองเชียงใหม่ และการบูรณะวัดสะดือเมือง โดยในปีนี้นั้นยังเป็นปีที่ครบรอบ 600 ปี พญาติโลกราช และครบรอบ 100 ปี กาดหลวง โดยมี รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ดร.ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง จากมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง (เชียงใหม่) กล่าวว่าเชียงใหม่นั้นยังต้องได้รับการพัฒนาอีกหลายเรื่อง เช่นปัญหาพื้นที่ทางเท้าที่ไม่เพียงพอและไม่เอื้อต่อการสัญจรด้วยการเดินเท้า หรือการที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูงที่เดินทางระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ซึ่งทำให้การเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่นั้นก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในสัดส่วนที่สูงโดยเฉพาะการเดินทางด้วยเครื่องบิน

“ต้องช่วยกันทำให้มลพิษในเชียงใหม่น้อยลง โดยการเผานั้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงมาก ไม่ว่าจะมาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ หรือการเผาป่า เผาขยะ ซึ่งก๊าซดังกล่าวสามารถอยู่ในโลกได้ถึง 200 ปี แถมเมืองเชียงใหม่ก็เป็นเมืองในหุบเขา ทำให้มลภาวะทางอากาศไม่ออกไปไหน”

รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าของการปรับพื้นที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนหลายครั้งเพื่อให้การปรับปรุงพื้นที่เป็นไปตามความต้องการของประชาชนมากที่สุด โดย รศ.ดร.ธเนศวร์ กล่าวว่า หากมีการส่งมอบพื้นที่จากกรมราชทัณฑ์แล้ว ทางกรมศิลปากรจะเข้ามาร่วมตรวจสอบพื้นที่บริเวณใต้ทัณฑสถานว่ามีซากโบราณสถานหรือไม่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวนั้นเดิมเป็นพื้นที่เขตพระราชฐานเก่าของกษัตริย์ล้านนาในสมัยราชวงศ์มังราย ซึ่งน่าจะมีร่อยรอยสิ่งก่อสร้างหลงเหลืออยู่ข้างใต้พื้นที่ดังกล่าว

ด้าน อ.เกริก อัครชิโนเรศ กล่าวถึงวาระที่ปีนี้เป็นปีครบรอบ “600 ปีพญาติโลกราชว่าในเดือนพฤษภาคมนี้จะถือเป็นวันเกิดของพญาติโลกราช กษัตริย์ล้านนา จึงควรมีการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึง นอกจากนี้ น่าจะใช้โอกาสนี้เป็นหมุดหมายในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่อย่างยั่งยืน เช่น การเพิ่มพื้นที่จักรยาน ลดการขยายถนน โดยอาจทยอยทำทีละพื้นที่ รวมถึงให้มีการพูดคุยกันระหว่างชุมชนเมืองกับชุมชนนอกเมืองเรื่องลดการเผา โดยการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ถ้าสามารถวางแผนระยะยาวได้ และกำหนดว่าแต่ละปีจะมีเป้าหมายทำอะไร ก็อาจกำหนดไปจนถึงปี 2585 หรืออีก 33 ปี ข้างหน้า ซึ่งเป็นวาระครบรอบพระยากาวิละ 300 ปี

ข่าวก่อนหน้านี้

นักวิชาการสถาปัตย์เสนอใช้หลักโบราณคดีพิสูจน์สิ่งก่อสร้างใต้ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่,

ระดมความเห็นปรับปรุงเรือนจำเชียงใหม่เป็นพื้นที่สาธารณะ,

ฟื้นเมืองเก่าให้มีชีวิต: ประสบการณ์จากญี่ปุ่นถึงไทย (ตอนจบ),

ฟื้นเมืองเก่าให้มีชีวิต: ประสบการณ์จากญี่ปุ่นถึงไทย (ตอนที่ 1),

ศาลให้ตร.คุมตัว 3 แกนนำ เสื้อแดง วีระ-ณัฐวุฒิ-เหวง ต่อตาม พรก.ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท

พล.ต.ท.เจตต์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) พล.ต.ต.ฉัตรวิทย์ รามสูตร ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (ผบก.ตปพ.) พร้อมกำลังคุมตัวนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ 3 แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาคดีสั่งการให้ก่อความไม่สงบในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไปขออำนาจศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ถึงวันที่ 27 เมษายน เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีกหลายปาก ตรวจสอบประวัติอาชญากร และอื่นๆ โดยขอคัดค้านการประกันตัว หลังจากได้ควบคุมตัวไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.1 และ บก.น.2 บก.ตปพ.ร่วมกับกองกำลังจากกองพลทหารราบที่ 11 รอ. กองพล ม.2 รวม 3 กองร้อย หรือ 450 นาย พร้อมอาวุธครบมือคอยดูรักษาความปลอดภัย ตั้งแต่บริเวณศาลแพ่งตลอดเรื่อยมาจนถึงบริเวณศาลอาญา โดยภายในบริเวณศาลอาญาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นอาวุธผู้ที่จะเข้ามาติดต่อราชการศาลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้สวมใส่เสื้อแดง ทั้งนี้ ศาลเปิดทำการเฉพาะงานฝากขังและประกันตัวในบริเวณชั้น 2 และด้านหลังศาลอาญาเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ศาลอาญาได้นำป้ายเตือนมีข้อความซึ่งเป็นข้อกำหนดศาลอาญา ห้ามมิให้บุคคลใดประพฤติตนไม่เรียบร้อยหรือก่อความเดือดร้อนรำคาญหรือส่งเสริม ยั่วยุในบริเวณศาล หากฝ่าฝืนจะมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล มีโทษจำคุกทันที 6 เดือน และปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาวางไว้ที่หน้าศาล โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมเข้มทั่วบริเวณอาคารศาลแทบทุกชั้น และไม่อนุญาตให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าบริเวณศาล ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนนายวีระจำนวน 200 คนเศษ ทยอยเดินทางมาให้กำลังใจ และวิพากษ์วิจารณ์กำลังทหารพร้อมอาวุธปืนประจำกายมาบริเวณศาล เพราะเห็นว่าศาล น่าจะเป็นสถานที่ปลอดอาวุธ และการปิดสถานีโทรทัศน์ ดีสเตชั่น ทำให้ไม่ทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง


ขณะเดียวกัน นายคารม พลทะกลาง ทนายความของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน กล่าวว่า ได้เตรียมหลักทรัพย์ยื่นคำร้องเป็นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีย์สัมพันธ์ รวม 1.5 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน จากนั้นได้มีนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้กำลังใจด้วย

สำหรับคำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า สืบเนื่องจากกลุ่ม นปช. ได้ชุมชุมเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลาออกจากตำแหน่ง อันมิใช่เป็นการกระทำภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยวันที่ 9 เมษายน 2552 เวลา 12.30 น. กลุ่มวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ได้ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. นำรถแท็กซี่มาปิดสถานที่สำคัญ อาทิ ถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนสุขุมวิท แยกสุขุมวิท 71 โดยกลุ่ม นปช.บางส่วน ไปชุมนุมรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปิดเส้นทางจราจร โดยชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เมื่อมีการปิดเส้นทางจราจรดังกล่าวแล้ว ผู้ต้องหาทั้งสามมีส่วนร่วมในการชุมนุมสั่งการปิดเส้นทางจราจรดังกล่าว


โดยนายวีระผู้ต้องหาที่ 1 มีพฤติการณ์กล่าวคือ โดยในวันที่ 9 เมษายน 2552 เวลา 21.00 น. ในระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ปราศรัยผ่านระบบวิดีโอลิงก์ ผ่านจอภาพและเสียง ซึ่งติดตั้งอยู่ทำเนียบรัฐบาล นายวีระ อยู่บนเวทีปราศรัย ได้พูดปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน โดยขอให้ไปสมทบกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อปิดเส้นทางให้มากขึ้น โดยมีผู้ต้องหาอื่นๆ ร่วมกันกับนายวีระ นำไปสู่เหตุการณ์ไม่สงบบริเวณถนนหลายแห่งใน กทม.จนรัฐบาลได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุการณ์


กระทั่งวันที่ 14 เมษายน เวลา 15.30 น. พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ได้ทำตามคำสั่ง บช.น.ที่ 115/52 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2552 และคำสั่งที่ 169/52 ลงวันที่ 10 เมษายน 2552 ได้ร่วมกันแจ้งข้อหาและจับกุมตัวนายวีระ ผู้ต้องหาที่ 1 ตามหมายจับศาลอาญาที่ 986/52 ลงวันที่ 14 เมษายน 2552 นายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหาที่ 2 ตามหมายจับศาลอาญาที่ 988/52 ลงวันที่ 14 เมษายน 2552 และ นพ.เหวง ผู้ต้องหาที่ 3 ตามหมายจับศาลอาญาที่ 991/52 ลงวันที่ 14 เมษายน 2552 โดยกล่าวหาว่า กระทำให้ปรากฏด้วยวาจา หรือวิธีการอื่นใด อันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริตเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 ขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ และกระทำเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามกฎหมายอาญามาตรา 215 ชั้นสอบสวนผู้ต้องทั้งสามให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา


ต่อมานายคารม ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง อ้างว่า การสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีอำนาจควบคุมตัว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวนด้วย


ยกคำร้องประกันตัว-ตร.คุมได้7วัน
ต่อมาเวลา 14.00 น. ภายหลังไต่สวนผู้ต้องหาทั้ง 3 คนแล้ว ศาลมีคำวินิจฉัยว่า การใช้อำนาจหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 12 ซึ่งตำรวจมีอำนาจหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาได้เป็นเวลา 7 วัน และต้องควบคุมไว้ในสถานที่ที่กำหนด ซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจที่คุมขัง ทัณฑสถานหรือเรือนจำโดยจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ซึ่งกรณีที่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวต่อเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้เจ้าพนักงานร้องขอต่อศาล เพื่อขยายระยะเวลาการควบคุมตัวได้อีกครั้งละ 7 วัน แต่รวมระยะเวลาควบคุมทั้งหมดต้องไม่เกินกว่า 30 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วหากจะต้องควบคุมตัวต่อไปให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งหมด

เหมาอิสต์ชนะการเลือกตั้งสมัชชาร่างรธน.พิเศษ-ศาลเนปาลสั่งค้นหาคนหายช่วงสงคราม

ที่มา ประชาไท

นักกิจกรรมเหมาอิสต์แสดงเป็นทหารในกองทัพเนปาล และทหารในกองทัพปลดปล่อยประชาชนของลัทธิเหมา ในชุดการแสดงที่สะท้อนการรวมเป็นหนึ่งของสองกองทัพ ระหว่างงานฉลองปีที่ 19 ขบวนการประชาชน ที่กรุงกาฏมาณฑุ ประเทศเนปาล เมื่อ 6 เมษายน ที่ผ่านมา โดยงานฉลองดังกล่าวเพื่อรำลึกถึง 19 ปีของขบวนการเหมาอิสต์ในเนปาล (ที่มา: Ruuters/Daylife.com)

อดีตกบฏเหมาอิสต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลของเนปาล ชนะการเลือกสมาชิกสมัชชายกร่างรัฐธรรมนูญพิเศษ 3 ที่นั่งจาก 6 ที่นั่ง นับเป็นการทดสอบความนิยมของพวกเขา นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปีที่แล้ว

คณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า พรรคฝ่ายค้านสายกลางอย่างพรรคเนปาลีคองเกรส และอีกสองพรรคร่วมรัฐบาล ได้พรรคละ 1 ที่นั่ง

นักวิเคราะห์ระบุว่า ผลการเลือกตั้งสมาชิกสมัชชายกร่างรัฐธรรมนูญพิเศษทั้ง 6 ที่นั่ง จะเข้าไปเพิ่มที่นั่งในรัฐสภาของเนปาล แต่ไม่มีผลใดๆ ต่อการทำงานของรัฐบาล

นายโลก ราช ภาราล (Lok Raj Baral) ประธานศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์เนปาล (Nepal Center for Strategic Studies) กล่าวว่า มีสมาชิกในรัฐสภาจำนวนมาก เมื่อเทียบกับพรรคการเมืองที่เหลือ ดังนั้นผลการเลือกตั้งจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไร

แต่คะแนนความนิยมของผู้สมัครจากกลุ่มเหมาอิสต์เทียบกับส่วนต่างกับคะแนนคู่แข่ง ไม่ได้ห่างกันมาก แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเหมาอิสต์ไม่ได้มีความนิยมมากเท่ากับการเลือกตั้งทั่วไปในปีที่แล้ว เขากล่าว

กลุ่มเหมาอิสต์ หรือพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) เป็นผู้ดำเนินการสงครามกลางเมืองมาตั้งแต่ปี 2539 เพื่อต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และราชวงศ์ชาห์ที่ครองบัลลังก์มาอย่างยาวนานถึง 239 ปี การต่อสู้ครั้งนั้นจบลงด้วยการลงนามในสัญญาสันติภาพในปลายปี 2549 กับพรรคร่วมรัฐบาล และเมื่อปีที่แล้วพวกเขาชนะการเลือกตั้งสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ 238 ที่นั่ง จากทั้งหมด 601 ที่นั่ง

และหลังการเลือกตั้งมีการยกเลิกสถาบันกษัตริย์เนปาล อันเป็นข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มเหมาอิสต์ในช่วงสงครามกลางเมือง และพวกเขาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลตั้งแต่เดือนสิงหาคม

เมื่อกลุ่มเหมาอิสต์ครองอำนาจ พวกเขาได้ประกาศจะสร้าง เนปาลใหม่ และกระจายความช่วยเหลือไปยังประชาชนเนปาล ซึ่งประชากร 1 ใน 3 จาก 27 ล้านคน มีระดับครองชีพต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐต่อวัน

รัฐบาลเนปาลต้องต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อที่ดำเนินมายาวนับทศวรรษ และปัญหาขาดแคลนพลังงาน ซึ่งปัญหาทั้งหลายนำไปสู่การประท้วงต่อต้านรัฐบาล

ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาล ต่างกล่าวหากลุ่มเหมาอิสต์ว่ายังคงใช้ความรุนแรง

ก่อนหน้านี้เมื่อ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาของเนปาลมีคำสั่งให้รัฐบาลค้นหาสาเหตุที่ประชาชน 434 รายสูญหายช่วงสงครามกลางเมืองที่ยาวนานนับทศวรรษในเนปาล

องค์กรสิทธิมนุษยชนและครอบครัวผู้สูญหาย กล่าวหาว่า กองทัพเนปาลซึ่งภักดีกับอดีตกษัตริย์คยาเนนทราและกลุ่มเหมาอิสต์ เป็นสาเหตุทำให้มีคนสูญหายระหว่างสงครามกลางเมืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 13,000 คน โดยทั้งเหมาอิสต์และกองทัพเนปาลถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลักพาตัว ทรมาน ข่มขืน ฆ่า ทำให้สาบสูญ ในช่วงสงคราม

เฮมาตา ราวัล (Hemanta Rawal) โฆษกศาลฎีกา กล่าวเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ว่า ศาลมีคำสั่งให้รัฐบาลค้นหาประชาชน 434 คน ที่มีรายงานว่าหายสาบสูญช่วงสงครามกลางเมือง

รัฐไม่อาจละทิ้งความรับผิดชอบในการค้นหาคนที่สูญหาย โฆษกศาลฎีกากล่าว มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทราบถึงชะตากรรมของพวกเขา และเผยแพร่ข้อมูลให้กับญาติของพวกเขา

ทั้งนี้กลุ่มเหมาอิสต์ร่วมกับพรรคการเมืองในสภามาได้สามปีแล้ว ภายใต้สัญญาเมื่อปี 2549 เขาได้มอบอาวุธและกองกำลังให้กับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติเป็นผู้ควบคุมในค่ายที่เตรียมไว้ สัญญานี้ยังรวมถึงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ตั้งองค์คณะสืบหาผู้หายสาบสูญในช่วงสงครามกลางเมือง โดยรัฐบาลสัญญาว่าจะตั้งคณะกรรมการดังกล่าว แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการตั้งแต่อย่างใด

ที่มาของข่าว: แปลและเรียบเรียงจาก

Maoists win three of six seats in Nepal by-elections, Reporting by Gopal Sharma; Editing by Jerry Norton, Reuters, Sun Apr 12, 1:23 am ET

Nepal government told to find hundreds missing from war, Reporting by Gopal Sharma; Editing by Krittivas Mukherjee and Paul Tait, Reuters, April 3, 2009, 5:40 pm

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 17 เมษายน 2552

ที่มา ประชาไท

"จตุพร"ปูด"เสื้อเหลือง-น้ำเงิน"ติดอาวุธ อยู่แนวหลังทหาร
มติชนออนไลน์ : นายจตุพร กล่าวถึงการหายตัวไป ภายหลังยุติการชุมนุมคนเสื้อแดงว่า หลายวันที่ผ่านมามีการให้ข่าวว่าตนหลบหนี ขอเรียนว่าวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังการปราศรัยในช่วงเช้า ตนได้ไปตระเวนตรวจสอบสถานการณ์รอบทำเนียบรัฐบาล พบว่ามีทางออกเพียงจุดเดียวคือคลองผดุงกรุงเกษม ที่เหลือโดนปิดล้อมแบบปิดตาย แต่เหตุที่ตนต้องออกไปประเมินสถานการณ์นั้น เพราะคนเสื้อแดงเหลืออยู่น้อยและเป็นการปิดล้อม โดยกองโจรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไคยและคนเสื้อน้ำเงินของนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ติดอาวุธอยู่ด้านหลังทหาร


"ได้บีบเข้ามาและยิงประชาชนแบบสองแถว ตนจึงได้โทรศัพท์แจ้งกับแกนนำคนอื่นๆ เพราะที่ผ่านมาคนเสื้อแดงตายไปหลายสิบคน และในวันนั้น แกนนำไม่ต้องการประชาชนเสียชีวิตไปมากกว่านี้ เมื่อแกนนำประเมินสถานการณ์แล้วจึงตัดสินใจว่าควรยุติการชุมนุมไปก่อน" นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า การยุติการชุมนุมนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะแกนนำไม่ต้องการเอาชีวิตประชาชนไปแลกกับคนบ้าเลือด แต่นายอภิสิทธิ์ กลับเป็นฆาตกร อาชญากรที่ที่ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง โดยตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย รวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์แล้ว และกระบอกปืนจะกดขี่ประชาชนไปได้อีกไม่กี่วัน เพราะผู้เสียชีวิตจะลุกขึ้นมาชี้เป้า และเรียกร้องความเป็นธรรม ผู้ร้ายตัวจริงจะต้องถูกดำเนินคดีและเข้าสู่หลักประหาร

ซัด"เนวิน"ชักใยเผารถเมล์-ชี้ตายเพียบแต่ไร้ศพ
มติชนออนไลน์ : นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งถูกหมายจับคดีล้มล้างสถาบัน กล่าวว่า มีนายทหารผู้ใหญ่ในกองทัพบอกว่า ปฏิบัติการใช้ทหารมากเกินไป จนเหมือนการยึดอำนาจ ส่วนเหตุที่ปะทะกันนั้น ขอย้ำว่า คนเสื้อแดงไม่เคยมีปัญหากับประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านย่านนางเลิ้ง แต่พื้นที่นั้น มีคนเสื้อแดงถูกตีตาย 3 ศพ และมีเสียงปืนเอ็ม 16 และปืนอาก้า ซึ่งไม่ใช่อาวุธของคนเสื้อแดงดังอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่พบศพเหล่านั้น ที่สน.นางเลิ้งเลย รวมทั้งหลายศพที่ดินแดง ก็ไม่มีใครพูดถึง


"จึงอดทนกันต่อไปไม่ได้ มีการนำถังแก๊สมาขู่ จากนั้นก็มีการบิดเบือนข่าวสารจากฝ่ายรัฐบาลเพียงข้างเดียว ที่ออกมาโยนความผิดให้คนเสื้อแดง จนกลายเป็นจำเลย จากการให้ข่าวจากฝ่ายรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว ผมจึงได้หารือกับพรรคพวกแล้วขอตั้งรางวัลนำจับ สำหรับผู้ที่ชี้เบาะแสคดีฆ่าประชาชนย่านนางเลิ้ง 2 ราย คดีละ 5 แสนบาท รวมทั้งการให้เบาะแสคดียิงมัสยิดย่านซอยเพชรบุรี 5-7 อีก 5 แสนบาทเช่นกัน" นายจตุพร กล่าว


นายจตุพร กล่าวต่อว่า คนเสื้อแดงไม่มีเหตุผลที่ทะเลาะประชาชน แต่ทั้งหมดน่าจะเป็นการใช้คนเสื้อน้ำเงินของนายเนวิน ชิดชอบ และกระทรวงคมนาคม เข้ามาสร้างสถานการณ์ เช่น การนำรถเมล์มาเผา อีกทั้งยังไม่มีรายงานเรื่องการปล้น ยึดรถเมล์ แต่มีการขับรถเปล่ามาเผา ทั้งที่บางสายก็ไม่ได้อยู่ในเส้นทางดังกล่าว จึงสงสัยว่านายเนวินน่าจะเข้ามามีส่วนสร้างสถานการณ์นี้ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่สร้างสถานการณ์โดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ มีการไปร่วมงานศพประชาชนย่านนางเลิ้ง เหมือนกรณีไปร่วมงานศพของพันธมิตรฯ แต่คนเสื้อแดงหลายศพที่หายไป พรรคประชาธิปัตย์จะรับผิดชอบอย่างไร


ออกหมายจับ "แรมโบ้" 3 ข้อหา
มติชนออนไลน์ : ด้าน พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. นำหมายจับศาลอาญา เลขที่ 1009/2552 ลงวันที่ 15 เมษายน 2552 คดีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย ไล่ทุบรถนายกรัฐมนตรีและทำร้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 เมษายน มาให้สื่อมวลชนเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนแจ้งเบาะแสจับกุม โดยผู้ต้องหาตามหมายจับคือ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย อยู่บ้านเลขที่ 111 หมู่ 11 ต.เฉลียง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ความผิด 3 ข้อหา คือ มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้า, ร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ และทำให้เสียทรัพย์ พร้อมด้วยกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ทราบชื่ออีก 9 คน ซึ่งเป็นการออกหมายจับตามภาพถ่ายและภาพจากสื่อมวลชนที่บันทึกได้ โดยแจ้งข้อหาร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์


พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวว่า ภาพที่นำมาเผยแพร่ ขอให้ผู้ที่ปรากฏตามภาพติดต่อพนักงานสอบสวนเข้ามอบตัว รวมทั้งประชาชนที่พบเห็นหรือรู้จักสามารถแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้


ขณะที่ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ภ.3 สั่งให้ พ.ต.อ.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รอง ผบก.ภ.จว. เป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจติดตามจับกุมนายสุภรณ์ แต่เบื้องต้นตรวจสอบแล้วยังไม่พบตัวแต่อย่างไร และจากการสอบถามพยานแวดล้อมละแวกใกล้เคียงยืนยันพบนายสุภรณ์ครั้งสุดท้ายก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะนัดชุมนุมที่กรุงเทพฯวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา โดยนายสุภรณ์เป็นคนชักชวนให้แก่ชาวบ้านใน ต.เฉลียง ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี ไปชุมนุม

หมายจับบุก"อาเซียน"14คน
มติชนออนไลน์ : ด้านความคืบหน้าคดีบุกรุกสถานที่ประชุมอาเซียน+3, +6 ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี พนักงานสอบสวนขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 14 คน ประกอบด้วย นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายนิสิต สินธุไพร นายนพพร นามเชียงใต้ นายสำเริง ประจำเรือ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) จันทบุรี พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ ตำรวจนอกราชการ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นางศิริวรรณ นิมิตศิลปะ นายธรชัย ศักดิ์มังกร นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายศักดิ์ดา นพสิทธิ์ นายสิงห์ทอง บัวชุม นายธนกิจ ชะเอมน้อย นายวรชัย เหมะ และ พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ โดยคดีนี้นายอริสมันต์ถูกจับกุมและศาลได้ให้ประกันตัวไปแล้ว ส่วน พ.ต.ท.ไวพจน์ได้เข้ามอบตัวและถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี


ส่วนคดีกลุ่มคนเสื้อแดงทุบรถนายกรัฐมนตรีขณะกลับจากประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่พัทยาเมื่อวันที่ 1 เมษายน มีผู้ถูกออกหมายจับ 12 คน ประกอบด้วย น.ส.จิดาพา ธนหัสชัย น.ส.เสาวลักษณ์ สานุวิทย์ นายวันเฉลิม กุนเสน น.ส.วรรณา ภักดียา นายรณชัย คงรอด น.ส.ประภาพร ปราบองศรี น.ส.สำรวย แสงประภา และอีก 5 คนยังไม่ทราบชื่อ ซึ่งคดีนี้ไม่มีผู้ใดเข้ามอบตัว


คุมตัว" พ.ต.ท.ไวพจน์"ฝากขัง
มติชนออนไลน์ : วันเดียวกัน พล.ต.ท.อัศวิน ณรงค์พันธุ์ ผบช.ภ.2 พ.ต.ท.ชนพัฒน์ นวลักษณ์ รอง ผกก.สภ.เมืองพัทยา ควบคุมตัว พ.ต.ท.ไวพจน์มาขออำนาจศาลจังหวัดพัทยา เพื่อขอฝากขัง มีนายเรืองเดช เหลืองบริบูรณ์ ทนายความมายื่นหลักทรัพย์ 5 แสนบาทขอประกันตัว ซึ่งขณะที่ควบคุมตัวมีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 50 คน มาให้กำลังใจบริเวณทางเข้าศาลจังหวัดพัทยา


ต่อมานายเชษฐมาส อนุรัตน์ ทนายความของนายนพพร นามเชียงใต้ ผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน เข้ามอบตัวกับ พล.ต.ท.อัศวิน และ พ.ต.ท.ชนพัฒน์ ที่ สภ.เมืองพัทยา เบื้องต้นให้การปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ได้ทำการควบคุมตัวไว้ และสอบปากคำ เพื่อหาพยานภาพถ่ายและพยานบุคคลมายืนยัน ก่อนที่จะส่งตัวให้ศาลในวันต่อไป


พล.ต.ท.อัศวินกล่าวว่า สำหรับ พ.ต.ท. ไวพจน์นั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหนังสือจาก สน.ดุสิต ที่ 0016(น.1)/2039 ลง 15 เมษายน 2552 เรื่องขออายัดตัว พ.ต.ท. ไวพจน์ เพื่อดำเนินคดีตามหมายจับของศาลแขวงดุสิต เลขที่ 144/2552

"เสธ.เป๊ก"ร้องขอความเป็นธรรมตร.ภาค1จับผิดตัวนอนคุกฟรี7วัน

เว็บไซต์สยามรัฐ : เมื่อวันที่ 16 เมายน 2552 นายอรรคพล สรสุชาติ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าสำนักงานของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นาวาเอกจักรกฤษณ์ เสขะนันทน์ หรือ เสธ.เป๊ก ซึ่งถูกจับกุมในคดีลอบสังหารนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี ร่วมกันแถลงข่าวที่บ้านพักสนามบินน้ำ ของพล.ต.สนั่น ภายหลังนาวาเอกจักรกฤษณ์ ได้รับการปล่อยตัว เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

นาวาเอก จักรกฤษณ์ กล่าวยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว 100% ขณะที่เข้าจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีหลักฐานจากคำให้การซัดทอด ของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้า ไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ และเมื่อจับกุมแล้วก็ไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง ทั้งที่ตนปฏิบัติงานในหน้าที่สำคัญ และมาช่วยราชการ พล.ต.สนั่น สามารถหาตัวได้ง่าย และสอบถามข้อเท็จจริงได้

ผมทราบข่าวจากสื่อก็ตกใจ จึงติดต่อขอมอบตัวและรายงานกับผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่าบริสุทธิ์ ไม่ได้คิดหลบหนี ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าผมบริสุทธิ์ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย เพราะยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ ช่วงที่ถูกจับกุมได้รับความทุกข์ทรมานมากทั้งทางจิตใจ ครอบครัว หน้าที่การงานก็ได้รับความเสียหาย ผมไม่อยากให้เรื่องนี้เงียบหาย ต้องมีผู้รับผิดชอบ อยากให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปรับปรุงการทำงาน ไม่ใช่ตั้งท่าแถลงอย่างเดียวเอาแต่หน้าตา หวังว่าเหตุการณ์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้นอีกนาวาเอก จักรกฤษณ์ กล่าว

ด้าน นายอรรคพล กล่าวว่าการให้นาวาเอกจักรกฤษณ์ แถลงข่าววันนี้ เพราะเห็นว่าวันที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา มีการแถลงข่าวกันใหญ่โต แต่เมื่อปล่อยตัวกลับไม่มีท่าทีใดๆ จึงต้องการเรียกร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะมีหลายเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และยืนยันได้ว่าก่อนและหลังที่จะจับกุมนาวาเอก จักรกฤษณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยโทรศัพท์มาสอบถาม พล.ต.สนั่น ทั้งที่ทราบว่านาวาเอก จักรกฤษณ์ มาช่วยงาน พล.ต.สนั่น ส่วนจะฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่นั้น กำลังพิจารณาอยู่

เรื่องนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับ พล.ต.สนั่นอย่างร้ายแรงด้วย ดังนั้น เมื่อกระบวนการทั้งหมดคลี่คลายแล้ว จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงด้วยนายอรรคพล กล่าว

ปชป.ปูด4แผนเสื้อแดงเคลื่อนไหวใต้ดิน

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ : น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรคได้ประเมินสถานการณ์บ้านเมืองหลังจากนี้ว่า ยังมีความเปราะบางต่อสถานการณ์ความไม่สงบ อาจจะมีการเคลื่อนไหวใน 4 รูปแบบของแนวร่วมผู้อยู่เบื้องหลัง และผู้ให้การสนับสนุนกลุ่มเสื้อแดงที่ชักใยให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น คือ

1.การเคลื่อนไหวจะลงสู่ใต้ดินมากขึ้น เพราะเห็นได้จากโฆษกพรรคเพื่อไทย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พูดผ่านสื่อต่างประเทศ เพื่อให้ผู้สนับสนุนต่อต้านอำนาจรัฐ

2.มีการบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิด และให้เกิดการเผชิญหน้า เช่น กรณีมีการปล่อยข่าวว่ามีประชาชนเสียชีวิตจากการเข้าควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ และมีการพยายามสร้างกระแสข่าว และเตรียมการสร้างสถานการณ์ว่า มีคนหายขึ้นมา โดยมีการเตรียมการว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ปล่อยข่าวว่ามีการเสียชีวิต ปกปิด และเก็บศพ

3.ความพยายามกดดันของ ส.ส.เพื่อไทย และสมาชิกบ้านเลขที่ 111 นำกฎหมายปรองดอง เข้าพิจารณา เพื่อนิรโทษกรรมความผิดให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 4.มีการแย่งชิงพื้นที่สื่อต่างประเทศ ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และรัฐบาล ซึ่งมีการดำเนินการต่อไปอย่างเป็นขั้นตอน

น.พ.บุรณัชย์ กล่าวว่า พรรคได้ติดตามข้อมูลข่าวสารในสื่อต่างประเทศ สรุปได้ว่า 1.รัฐบาลได้เสนอข่าวสารข้อเท็จจริงในการควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบ โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ในเวทีโลกได้ดี

2.รัฐบาลปฏิเสธข้อกล่าวหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุว่า ไม่เคยยุยงส่งเสริมม็อบให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งขัดแย้งกับคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนหน้านี้ ที่ได้ร่วมกับนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช. โดยจับโกหกได้ชัดเจน เพราะที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ ในช่วงเหตุการณ์กำลังคุกรุ่น บุคคลทั้ง 2 มีการพูดถึงช่วงนาทีทองที่จะลุกฮือขึ้น เพื่อก่อให้เกิดสงครามประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดมีการจลาจลเกิดขึ้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ จะจัดให้มีการชี้แจงต่อสื่อต่างประเทศในวันที่ 17 เม.ย.นี้

โฆษก ปชป. กล่าวว่า พรรคจะจัดกิจกรรมเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาสู่ความสงบ คือ 1.พรรคยังคงสนับสนุนใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป จนกว่าจะมีการประเมินในการประชุม ครม.นัดพิเศษ ในวันที่ 17 เม.ย.นี้ และสนับสนุนการควบคุมสถานการณ์ และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ร่วมก่อการ และผู้สนับสนุน

2.เยียวยาฟื้นฟูผลกระทบที่ได้รับจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าเสื้อสีใด 3.ให้สังคมและทุกภาคส่วนร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และ 4.แสวงหาความร่วมมือกับมิตรประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ รวมทั้งติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับโทษในประเทศไทย โดยเน้นขอร่วมมือจาก 3 ประเทศ คือ กัมพูชา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และนิการากัว

นายกฯขอเปิด2สภารับฟังแก้วิกฤต

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า รัฐบาลจะเสนอให้ประธานรัฐสภาเปิดประชุมร่วม 2 สภาในวันที่ 22-23 เม.ย.เพื่อให้มีการอภิปรายทั่วไปรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดความวุ่นวายขึ้น พร้อมกันนั้น นายกรัฐมนตรี ยังชี้แจงถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันว่า สถานการณ์ส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่สภาพปกติ โดยการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว หลังจากประกาศยกเลิก พ.ร.ก.แล้วประชาชนจะสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการสร้างความสมานฉันท์ภายในชาติ แต่ต้องไม่ใช่การยั่วยุให้ทำสิ่งผิดกฎหมายเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ

เพื่อไทยตั้ง คกก.เยียวยาช่วยเหลือผู้ชุมนุมเสื้อแดง

เว็บไซต์เดลินิวส์ : นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในฐานะที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองหนึ่ง จึงตั้งคณะกรรมการเยียวยาช่วยเหลือความไม่เรียบร้อยในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 4 ชุดย่อย ได้แก่ คณะกรรมการรับเรื่องช่วยเหลือ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการรับทราบข้อมูลและประมวลข่าวสาร และคณะกรรมการที่ปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อต้องการทำความจริงให้กระจ่าง โดยไม่มีเจตนาที่ต้องการปลุกปั่นหรือสร้างความวุ่นวาย ทั้งนี้ สถานที่ทำงานจะตั้งอยู่ที่ชั้นล่างที่ทำการพรรคเพื่อไทย

เสื้อแดงปักหลักหน้ารร.แกรนด์วโรรส

เว็บไซต์เดลินิวส์ : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ฝ่ายความมั่นคงของจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าตรวจค้นโรมแรมแกรนด์วโรรส หลังวัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงรักเชียงใหม่ 51 และจุดกระจายเสียงวิทยุชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลสถานการณ์อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ บริเวณล็อบบี้โรงแรมมีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเข้าสังเกตุการณ์ ขณะเดียวกัน บริเวณด้านหน้าโรงแรม มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนเริ่มไม่พอใจการกระทำของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งตะโกนด่าทอ เรียกร้องความเป็นธรรม และแสดงความวิตกด้วยเกรงว่าจะถูกปิดสถานีวิทยุชุมชน ซึ่งจนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลาในการตรวจค้นกว่า 2 ชม. แล้ว

วิทยุชุมชน-เคเบิลทีวี มีลุ้นใบอนุญาต

เว็บไซต์เดลินิวส์ : วันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการวิทยุชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) และร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ชั่วคราว (กิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก)

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านกิจการกระจายเสียงวิทยุชุมชน ในคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เปิดเผยว่า คณะทำงานคาดว่าจะสามารถออกใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) ให้กับผู้ให้บริการวิทยุชุมชน และผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก (เคเบิลทีวี) ได้ภายในไตรมาส 3 นี้ โดยหลังจากนี้จะนำทั้ง 2 ร่างเข้าสู่กระบวนการรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ให้เสร็จภายในเดือนหน้า ก่อนจะเสนอให้กทช.ออก ประกาศ และเริ่มเปิดรับผู้ให้บริการที่ต้องการขอไลเซ่นส์ โดยไม่กำหนดจำนวนราย

ปัจจุบันมีสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตกว่า 5,000 ราย ซึ่งกลายเป็นปัญหาวิทยุชุมชนเถื่อนที่นำคลื่นไปแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง การออกร่างดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหานี้ให้จบลงโดยเร็ว โดยผู้ให้บริการกว่า 5,000 รายดังกล่าวสามารถยื่นขอไลเซ่นส์ได้ แต่การพิจารณาขึ้นอยู่กับคุณสมบัติที่เหมาะสม

สำหรับคุณสมบัติของผู้ขอไลเซ่นส์วิทยุชุมชนจะต้องเป็นสมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ และมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีรายการข่าวสาร หรือสาระที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือท้องถิ่นในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70% ซึ่งไลเซ่นส์ที่ได้รับจะเป็นไลเซ่นส์ชั่วคราวมีอายุ 1 ปี นับตั้งแต่วันเริ่มทดลองออกอากาศ ขณะที่คุณสมบัติของผู้ขอไลเซ่นส์เคเบิลทีวีต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย หรือเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและไม่อยู่ในระหว่างถูกสั่งงดใช้ใบอนุญาต หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตมาแล้วยังไม่ครบ 3 ปี และต้องมีคนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของทุนจดทะเบียน

ทั้งนี้ ผู้ขอไลเซ่นส์จะต้องแสดงรายละเอียดสัดส่วนรายการและผังรายการเป็นช่องรายการซึ่งมีข่าวสารหรือสาระอย่างน้อย 25% และมีช่องรายการต่างประเทศ ช่องข่าวรายการท้องถิ่น รายการกีฬา ราย การที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ รวมทั้งต้องจัดให้มีการบันทึกรายการที่ได้ออกอากาศไปแล้วด้วย

อย่างไรก็ตาม ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดอีกครั้ง หลังจากการประชาพิจารณ์แล้วเสร็จ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มชุมชนมากที่สุด

ต่างประเทศ

ปิดฉากสำนักงานฟื้นฟูสึนามิ

เว็บไซต์สยามรัฐ : อินโดนีเซีย ปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ว สำนักงานฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิถล่มเมื่อ 4 ปีก่อนในแดนอิเหนา สำนักงานฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุคลื่นยักษ์สึนามิ ได้ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังเสร็จสิ้นการบูรณะพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปมากกว่า 1.68 แสนคน โดยสำนักงานดังกล่าวตั้งอยู่ที่เมืองบันดาอาเจะห์ เมืองเอกของจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ทำการจัดสรรงบประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อบูรณะสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์สึนามิข้างต้น

ศก.จีนชะลอตัวตามคาดแตะ6%

เว็บไซต์ไทยโพสต์ : สำนักงานสถิติแห่งชาติ (เอ็นบีเอส) รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกปีนี้ของจีนขยายตัวต่ำสุดในรอบเกือบ 20 ปี อยู่ที่เพียง 6.1% เทียบกับไตรมาสก่อนที่ 6.8% แต่นักวิเคราะห์บางส่วนยังเห็นว่าเศรษฐกิจจีนกำลังส่งสัญญาณการฟื้นตัว

เอ็นบีเอสเผยว่า แม้อุปสงค์ด้านส่งออกยังคงปรับลดลงอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ รายได้ของภาครัฐ และการจ้างงาน แต่หากมองในภาพรวมแล้วถือว่าเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางบวก เมื่อดูจากตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ชี้ให้เห็นการฟื้นตัว โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.1% ในไตรมาสแรก หากคิดเป็นรายปีจะเพิ่มขึ้นถึง 8.3% ในเดือน มี.ค. เทียบกับสองเดือนก่อนหน้าที่ปรับเพิ่มเพียง 3.8%

ส่วนการลงทุนในทรัพย์สินคงที่ประจำเดือน มี.ค.ก็ดีดตัวเพิ่มขึ้นเกินคาด 28.6% จากระดับ 26.5% ในเดือน ก.พ. ด้านการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เติบโตราว 4.1% ในไตรมาสดังกล่าว ขณะที่ยอดค้าปลีกก็ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 14.75 ในเดือน มี.ค.

นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของคนเมืองยังปรับเพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับรายได้ต่อหัวของคนชนบทที่มากขึ้น 8.6%

"ดัชนีส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้แม้ว่าตัวเลขจีดีพีจะชะลอตัวลงก็ตาม เราเชื่อว่าช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดสำหรับเศรษฐกิจจีนได้ผ่านพ้นไปแล้ว" ซิง เจียง นักวิเคราะห์จากไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล แคปิตอล คอร์ป ในปักกิ่งชี้

ส่วน ไบรอัน แจ็กสัน เศรษฐกรอีกคนจากรอยัลแบงก์ออฟแคนาดาในฮ่องกง มองว่าเศรษฐกิจจีนจะยังชะลอตัวลงในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า แต่จะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลจีนประกาศแผนเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน เน้นกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ หลังภาคการส่งออกประสบปัญหาซบเซาอย่างรุนแรงจากแรงซื้อที่ลดลงทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองตลาดสำคัญคือสหรัฐและยุโรป

เศรษฐกิจแดนมังกรเติบโตร้อนแรงด้วยเลขสองหลักมาตลอดตั้งแต่ปี 2546-2550 แต่พิษซับไพรม์เมื่อปีก่อน ฉุดเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาเหลือ 9% ส่วนปีนี้ ทางการปักกิ่งตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 8% เพื่อป้องกันปัญหาความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤติการว่างงาน

ทัพเรือมังกรขยับเพิ่มเขี้ยวเล็บ

เว็บไซต์ไทยโพสต์ : พลเรือเอกหวูเซิงลี่ ผู้บัญชาการทหารเรือของจีนเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์หลายฉบับของจีนฉบับวันพฤหัสบดีว่า ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีคำสั่งให้กองทัพเรือยกระดับความพร้อมในการปกป้องผลประโยชน์ที่แผ่ไพศาลของประเทศ โดยถือว่าการเตรียมพร้อมของกองทัพสำหรับการต่อสู้ทางทะเลนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติและยุทธศาสตร์ทางทหาร

"เราต้องเร่งกระบวนการพัฒนายุทโธปกรณ์ที่สำคัญ" หวูกล่าวในคำสัมภาษณ์ "กองทัพเรือจะจัดตั้งระบบป้องกันภัยทางทะเลที่ตอบสนองต่อความจำเป็นในการคุ้มครองความมั่นคงทางทะเลและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน"

นายพลผู้นี้ระบุด้วยว่า กองทัพเรือต้องการพัฒนายุทโธปกรณ์หนัก เช่น เรือรบขนาดใหญ่, เรือดำน้ำล่องหนที่มีขีดความสามารถในการเดินทางได้ไกลขึ้น, เครื่องบินรบความเร็วเหนือเสียง, อาวุธปล่อยพิสัยไกลที่มีความแม่นยำสูง, จรวดตอร์ปิโดน้ำลึก และการยกระดับเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารโดยทั่วไป

ที่ผ่านมาสื่อมวลชนของจีนพุ่งความสนใจไปที่ความมุ่งหวังของรัฐบาลจีนที่จะสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของประเทศ เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงสมุทรานุภาพ แต่คำกล่าวของผู้บัญชาการทหารนายนี้ชี้ให้เห็นว่าจีนความทะเยอทะยานในการขยายขีดความสามารถทางทะเลที่กว้างไกลกว่านั้น

คำให้สัมภาษณ์ของเขามีขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีสถาปนากองทัพเรือจีน วันพฤหัสบดีหน้า แต่ขณะเดียวกันการเปิดเผยความทะเยอทะยานทางทหารของรัฐบาลปักกิ่งคราวนี้ยังเกิดขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ตึงเครียดการเผชิญหน้ากันทางทะเลกับเรือสอดแนมของกองทัพเรือสหรัฐในทะเลจีนใต้เมื่อไม่นานมานี้ และรวมถึงการส่งเรือรบจีนไปร่วมปฏิบัติการต่อต้านโจรสลัดนอกชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกาด้วย

การเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของจีนเป็นที่จับตาของมหาอำนาจด้วยกันอย่างสหรัฐ กระทรวงกลาโหมสหรัฐเคยออกรายงานฉบับหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้ววิจารณ์ว่าการเสาะหาอาวุธทันสมัยซับซ้อนของจีนกำลังสั่นคลอนดุลยภาพทางทหารในเอเชียและจีนอาจใช้ประโยชน์ในการแย่งชิงกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะพิพาทด้วย การทุ่มงบประมาณทหารและผลิตอาวุธก้าวหน้าของจีนยังก้าวล้ำประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ด้วย สหรัฐยังกล่าวหาด้วยว่าการสร้างเสริมแสนยานุภาพของจีนไม่มีความโปร่งใสและยังประเมินงบกลาโหมต่ำเกินจริง คำกล่าวหาเหล่านี้จีนล้วนปฏิเสธ

ทั้งนี้ เดือนมีนาคมที่ผ่านมาจีนเผยว่าได้เพิ่มงบกลาโหม 15.3% ในปีนี้ เป็น 69,000 ล้านดอลลาร์

สถาบันนโยบายต่างประเทศโลวี หน่วยงานคลังสมองที่ทรงอิทธิพล เพิ่งออกรายงานฉบับหนึ่งมีเนื้อหากล่าวเตือนรัฐบาลออสเตรเลียว่า ออสเตรเลียต้องเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพื่อให้กองทัพมียุทโธปกรณ์หนักไว้ใช้รับมือกับความท้าทายทางยุทธศาสตร์ในยามที่จีนกำลังผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก

สถาบันโลวีกล่าวว่า การเติบโตขึ้นของจีนหมายความว่าสหรัฐซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารสำคัญของออสเตรเลียจะสูญเสียสถานะชาติที่มีบทบาทครอบงำเอเชียภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า และสร้างความไม่แน่นอนและความเสี่ยงสูงยิ่งที่จะเกิดความขัดแย้ง

ฮิวจ์ ไวต์ ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ชี้ด้วยว่า จีนอาจไม่ได้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อออสเตรเบีย แต่การผงาดขึ้นของจีนจะเปลี่ยนพลวัตของอำนาจในภูมิภาค

ผืนน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายลงอย่างรวดเร็ว อาร์กติกหายภายใน 30 ปี

เว็บไซต์ไทยรัฐ : รายงานการศึกษาของสถาบันศึกษาบรรยากาศ และมหาสมุทรกับแผนกปฏิบัติการทดลองสิ่งแวดล้อมทางน้ำ มหาสมุทรแปซิฟิก ได้กล่าวเตือนว่า ปริมาณของน้ำที่แข็งที่ลดลงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องด้วยพื้นผิวที่เป็นสีขาวของมัน ได้สะท้อนแสงแดดกลับออกไปในอวกาศ หากมีน้ำในมหาสมุทรสีดำเข้ามาแทน ก็จะกลับดูดแสงแดดเอาไว้ อุ่นน้ำให้ร้อน ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

รายงานการศึกษาซึ่งใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ของดินฟ้าอากาศอันซับซ้อนระบุว่า เนื่องจากการสูญเสียทะเลน้ำแข็งลงเมื่อเร็วๆ นี้ อุณหภูมิของภาคกลางทวีปอาร์กติก ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี พ.ศ. 2548-2551 ได้สูงเกินกว่า 5 องศาเซลเซียส เกินกว่าที่คาดไว้

นักวิทยาศาสตร์คาดว่า บริเวณซึ่งมีน้ำแข็งปกคลุมในช่วงฤดูร้อน จะลดลงจากขนาดปกติ 2.8 ล้าน ตร.ไมล์ เหลือเพียง 620,000 ตร.ไมล์ ภายในเวลา 30 ปีนี้

โดย : ประชาไท วันที่ : 17/4/2552