WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 18, 2009

2 สมาคมสื่อเร่ง ตร.จับกุมคนลอบสังหาร ‘สนธิ’ ยืนยันสื่อเสนอข่าว-ความเห็นต่างได้ ภายใต้จริยธรรมวิชาชีพ

ที่มา ประชาไท

(17 เม.ย.52) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของกลุ่มคนร้ายที่ลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือเอเอสทีวีผู้จัดการ ขณะกำลังเดินทางมาจัดรายการที่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องให้เร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างในการข่มขู่คุกคามสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต่อไป รวมทั้งต้องแถลงผลความคืบหน้าของคดีต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยแก่ชีวิตและร่างกายของประชาชน สื่อมวลชน และประชาชนคนไทยโดยส่วนรวมรวมทั้งการแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย

สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันว่า การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในสถานการณ์ปัจจุบันย่อมสามารถนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีและแตกต่างกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบจริยธรรมของวิชาชีพสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ กับสื่อมวลชนที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจะต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และต้องไม่ใช่วิธีการที่โหดเหี้ยมและป่าเถื่อนเช่นที่เกิดขึ้นกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อให้การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเป็นไปอย่างมีเสรีภาพและปราศจากความหวาดกลัว

000000

แถลงการณ์ร่วมเรื่อง ให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายที่ลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล

จากกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือเอเอสทีวีผู้จัดการถูกคนร้ายลอบยิงด้วยอาวุธสงครามบริเวณแยกบางขุนพรหม หน้าวัดเอี่ยมวรนุช เกือบ 100 นัดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ขณะกำลังเดินทางมาจัดรายการที่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวีตามรายละเอียดที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวแล้วนั้น

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่อุกอาจ โหดเหี้ยมและป่าเถื่อน เนื่องจากอาวุธที่คนร้ายใช้ลอบสังหารนายสนธิเป็นอาวุธสงครามที่มีอานุภาพในการทำลายล้างอย่างรุนแรง พร้อมกันนี้ลักษณะในการก่อการเป็นการประสงค์ต่อชีวิตนายสนธิ รวมทั้งมีลักษณะการเตรียมการมาอย่างดี การกระทำของคนร้ายดังกล่าวนอกจากจะมุ่งหวังชีวิตของนายสนธิแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองภายในประเทศมีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแม้รัฐบาลจะประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแต่คนร้ายกลับไม่ได้เกรงกลัวต่อกฎหมาย และยังมุ่งท้าทายอำนาจของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องคุ้มครองประชาชนและทำให้สถานการณ์ของบ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุขโดยเร็ว

สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 2 องค์กร จึงขอประณามการกระทำของกลุ่มคนร้ายที่ลอบสังหารนายสนธิและขอเรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องให้เร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างในการข่มขู่คุกคามสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต่อไป รวมทั้งต้องแถลงผลความคืบหน้าของคดีต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยแก่ชีวิตและร่างกายของประชาชน สื่อมวลชน และประชาชนคนไทยโดยส่วนรวมรวมทั้งการแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย

สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันว่า การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในสถานการณ์ปัจจุบันย่อมสามารถนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีและแตกต่างกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบจริยธรรมของวิชาชีพสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ กับสื่อมวลชนที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจะต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และต้องไม่ใช่วิธีการที่โหดเหี้ยมและป่าเถื่อนเช่นที่เกิดขึ้นกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อให้การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเป็นไปอย่างมีเสรีภาพและปราศจากความหวาดกลัว


สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

17 เมษายน 2552

ครส.จี้รัฐ เร่งคลี่คลายคดีสังหารสนธิ ระบุนักเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องได้รับการคุ้มครอง

ที่มา ประชาไท

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ออกแถลงการณ์กรณีการลอบสังหารแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวทางการแก้ปัญหาทางการเมือง เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการสอบสวนเพื่อคลี่คลายคดีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด ระบุการเกิดการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมือง สะท้อนความด้อยประสิทธิภาพของรัฐบาลในการคุ้มครองปกป้องพลเมืองจากวิกฤติการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่รัฐบาลจะต้องดูแลสวัสดิภาพความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดการคุกคามหรือลอบสังหารอันเป็นยุทธการนอกระบบกฏหมาย โดย ครส. ขอให้รัฐบาลมีมาตรการคุ้มครองนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างมีรูปธรรมเพื่อไม่ให้เกิดกลียุครอบใหม่ และเร่งแก้ไขการขยายตัวของความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวโดยจับกุมคนร้ายมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมให้ได้เพื่อเป็นหลักประกันแก่พลเมือง ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นฝีมือของคนกลุ่มใด สีใด หรือเป็นคนมีสีในรัฐบาลเองหรือไม่ก็ตาม

2. ขอให้รัฐบาลควบคุมการใช้อาวุธ หรือการติดกำลังอาวุธของพลเมือง ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงรอบใหม่ 3.ขอให้รัฐบาลตั้งกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา เพื่อความโปร่งใส รวมถึงเยียวยาผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะ โดยไม่เฉพาะจากเหตุการณ์หลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น รวมถึงดำเนินการให้มีการตรวจสอบผู้สูญหาย เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการบิดเบือนหรือแสวงหาประโยชน์จากกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ


4. ขอให้รัฐบาลใช้กระบวนการรัฐสภา ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการปรองดอง(สมานฉันท์) แห่งชาติโดยเร่งด่วน
และไม่ควรดำเนินการริดลอนสิทธิเสรีภาพของพลเมืองโดยเฉพาะการปิดกั้นการสื่อสารวิทยุชุมชนต่างๆ ของผู้เห็นต่างจากรัฐ รวมถึงการพิจารณานักโทษทางการเมือง กรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยให้ได้รับการประกันตัวและสิทธิในการต่อสู้ตามข้อกล่าวหาเป็นรายกรณี โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

00000


จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจนมีการออก พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในเช้าวันนี้ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) มีความเห็นดังนี้


1. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการสอบสวนเพื่อคลี่คลายคดีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเร็วที่สุด เพราะเกิดเหตุในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ที่มีเจ้าหน้าที่ทหารประจำจุดต่างๆ มากมายแต่ยังเกิดความหละหลวมให้เกิดการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ซึ่งสะท้อนความด้อยประสิทธิภาพของรัฐบาลในการคุ้มครองปกป้องพลเมืองจากวิกฤติการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่รัฐบาลจะต้องดูแลสวัสดิภาพความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดการคุกคามหรือลอบสังหารอันเป็นยุทธการนอกระบบกฏหมาย กระบวนการยุติธรรมและวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งจะนำมาสู่ความรุนแรงทางการเมืองไม่มีที่สิ้นสุด และอาจขยายตัวเป็นสงครามกลางเมืองหรือการรบแบบจรยุทธ์ดังที่เคยเกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น หรือกรณีประเทศศรีลังกาในปัจจุบันที่มีการระเบิดพลีชีพเอาชีวิตผู้นำทางการเมือง รวมถึงการก่อการร้ายในเมืองหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะมาจากสาเหตุทางการเมือง ซึ่งได้พัฒนาจากการเมืองบนท้องถนนไปสู่สงครามใต้ดินโดยใช้วิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งทางอาวุธ และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว

ดังนั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) ขอให้รัฐบาลมีมาตรการคุ้มครองนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างมีรูปธรรมเพื่อไม่ให้เกิดกลียุครอบใหม่ และเร่งแก้ไขการขยายตัวของความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวโดยจับกุมคนร้ายมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมให้ได้เพื่อเป็นหลักประกันแก่พลเมือง ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นฝีมือของคนกลุ่มใด สีใด หรือเป็นคนมีสีในรัฐบาลเองหรือไม่ก็ตาม

2. ขอให้รัฐบาลควบคุมการใช้อาวุธ หรือการติดกำลังอาวุธของพลเมือง ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงรอบใหม่ และมีมาตรการที่ชัดเจนในการปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มขบวนการต่างๆ ที่เคลื่อนไหวโดยสันติวิธีบนวิถีทางประชาธิปไตย และให้เร่งดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วกรุงเทพฯ เพิ่มเติมโดยเร็ว เพื่อควบคุมความรุนแรงที่อาจขยายตัวบานปลาย โดยใช้การแก้ไขโดยเน้นกระบวนการทางกฎหมายจากพยานหลักฐานอย่างเข้มงวดมากขึ้น

3. ขอให้รัฐบาลตั้งกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา เพื่อความ โปร่งใส รวมถึงเยียวยาผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะ โดยไม่เฉพาะจากเหตุการณ์หลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น รวมถึงดำเนินการให้มีการตรวจสอบผู้สูญหาย เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการบิดเบือนหรือแสวงหาประโยชน์จากกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ รวมถึงพัฒนาหน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับชุมนุมทางการเมืองให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากลที่ดำเนินอยู่ในหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศตะวันตก ซึ่งทหารควรมีไว้เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอกเท่านั้น แต่การดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงควรจะใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก โดยจะต้องเป็นหน่วยที่จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษ ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีในยุทธวิธีรับมือการจราจล พร้อมทั้งมีอุปกรณ์ที่ป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสีย เพราะภาพที่ทหารถืออาวุธสงครามออกมา พร้อมรถถังเพื่อเผชิญหน้ากับประชาชนในเหตุก่อการจลาจลตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยและอาจเกิดความเสียหายที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชนได้ แม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าเนื่องจากกลไกรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ทำงาน(unwilling) หรือ ไม่สามารถ (unable) ปฏิบัติการจนรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ถึงขั้นทำให้สังคมมีความรู้สึกไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัยก็ตาม ก็เป็นภาระหน้าที่ที่รัฐบาลควรจะต้องพัฒนาหน่วยงานดังกล่าวขึ้นมา เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่ไม่จำเป็นในการระงับเหตุจลาจลโดยกองทัพและทางทหารในอนาคต

4. ขอให้รัฐบาลใช้กระบวนการรัฐสภา ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการปรองดอง(สมานฉันท์) แห่งชาติโดยเร่งด่วน
เพื่อพิจารณาปัญหาความขัดแย้งโดยเฉพาะคู่ความขัดแย้งของรัฐ มาเจรจาหาทางออกและหนทางแก้ไขสถานการณ์ โดยเฉพาะร่วมปฏิรูปการเมืองและสังคมให้ข้ามพ้นจากความขัดแย้งต่อไปในระยะยาว และดูแลให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่ควรดำเนินการให้มีการริดลอนสิทธิเสรีภาพของพลเมืองโดยเฉพาะการปิดกั้นการสื่อสารวิทยุชุมชนต่างๆ ของผู้เห็นต่างจากรัฐอันเป็นหนทางการใช้อำนาจนิยมแก้ไขปัญหาซึ่งรังแต่จะขยายความขัดแย้งไม่สิ้นสุดและไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีสาเหตุหลักมาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รวมถึงการพิจารณา นักโทษทางการเมือง กรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยให้ได้รับการประกันตัวและสิทธิในการต่อสู้ตามข้อกล่าวหาเป็นรายกรณี โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ตามกฎหมายและวิถีทางในกระบวนการยุติธรรมอย่างสันติต่อไป

17 เมษายน 2552

ไฟแนนเชี่ยล ไทมส์: ประเทศไทยกับการลื่นไถลเข้าสู่การปกครองโดยม็อบ

ที่มา ประชาไท

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ

ที่มา : แปลจาก Thailand’s slide into mob rule” บทบรรณาธิการของไฟแนนเชี่ยล ไทมส์ ตีพิมพ์วันที่ 14 เมษายน 2552

http://www.ft.com/cms/s/0/26826500-2920-11de-bc5e-00144feabdc0.html

14 เมษายน 2552

นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ที่กำจัดทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประชานิยมออกไป ประเทศไทยได้ทำให้เกิดภาพที่ประจักษ์ได้ในทุกทางว่า กำลังยอมจำนนกับการปกครองโดยม็อบ ภาพประทับนี้ค่อนข้างจะโดดเด่นเมื่อมีการผลักดันนายกรัฐมนตรีหนุ่ม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศิษย์เก่าโรงเรียนอีตันและอ็อกซ์ฟอร์ดขึ้นสู่อำนาจ

เหตุการณ์ต่างๆ ที่กำลังทำให้ภาพของประเทศดูล้าหลัง ด้อยประสิทธิภาพ เช่น การยกเลิกการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยบรรดาผู้นำ เช่น นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ของจีน ต้องถูกพาอพยพหนี ขณะที่ผู้ประท้วงกลุ่ม เสื้อแดงที่ภักดีกับทักษิณบุกรุกสถานที่ประชุมที่พัทยา

แน่นอน ก่อนหน้านั้นประเทศไทยก้าวผ่านวงจรของบรรดาผู้นำที่เป็นตัวแทนทักษิณซึ่งถูกขับไล่ออกไปโดยพวกรอยัลลิสต์ กลุ่มเสื้อเหลืองที่ทำให้ประเทศและเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะชะงักงันภายใต้การผ่อนปรนของฝ่ายตำรวจและกองทัพ

รากของสภาวะไม่มั่นคงที่เรื้อรังนี้ คือความไร้ความสามารถอย่างสิ้นเชิงของชนชั้นปกครองไทยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในเขตเลือกตั้งของทักษิณ

ประชาชนไทยที่พ้นมาจากวิกฤติการณ์การเงินของเอเซียตะวันออกเมื่อช่วงปี พ.ศ.2540-2541 เฝ้าคอยผู้นำที่เข้มแข็งแต่เป็นประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ต่างๆ ของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาได้คือทักษิณ นักธุรกิจที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล กับถุงเงินมหาศาล เขาพูดถึงความต้องการของคนจนในชนบทที่อยู่กันหนาแน่นในภาคอีสานเป็นครั้งแรก เขายังได้ปฏิบัติอย่างเลวร้ายไร้ความปราณีกับสถาบันหลายแห่ง รวมทั้งธนาคารแห่งชาติ และศาล ใช้การปราบปรามควบคุมสถานการณ์ไม่สงบในภาคใต้ และใช้กลุ่มคนที่เป็นมือสังหารเพื่อจัดการกับผู้ค้ายาเสพติด แต่ไม่ใช่เพียงการใช้ประชานิยม-อำนาจเงินของทักษิณเท่านั้นที่สร้างความไม่พอใจให้กับชนชั้นนำในเมือง และหน่วยต่างๆ จากกองทัพ ข้าราชการ และศาล พวกเขาเพียงแต่ไม่อาจอดทนต่อการเปลี่ยนอำนาจไปอยู่ในมือของพวกจัณฑาลทางการเมือง

สิ่งนี้ปรากฎชัดเจนเมื่อการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ในภาคอีสาน ไม่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ มันคือการใช้กลโกงในการเอาชนะเลือกตั้งเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองหน้าใหม่ๆ จากชนบทได้เข้ามาสู่เวทีการเมืองส่วนกลาง การยุบพรรคไทยรักไทยของทักษิณ- ซึ่งเป็นพรรคเดียวที่เคยชนะเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด- และการตัดสิทธิ์ทายาททางการเมืองของพรรคฯ เป็นการยืนยันถึงสิ่งนี้

ขณะที่ประเทศไทยแสดงให้ภายนอกเห็นว่ามีกองทัพที่เป็นหนึ่งเดียว ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น กลับเคยมีการทำรัฐประหาร 18 ครั้งภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่นเดียวกับสังคมอื่นที่ซับซ้อนและมีพลวัต มากกว่าร่มพระบรมโพธิสมภารแล้ว สถาบันอื่นๆ ที่ทันสมัยและเป็นปึกแผ่นก็จำเป็นสำหรับประเทศ

นายอภิสิทธิ์ผู้ขึ้นสู่อำนาจด้วยคะแนนสนับสนุนอันเป็นที่เคลือบแคลงของรัฐสภา สามารถพิสูจน์ตัวเองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยการยอมรับบทบาทและการมีอยู่ของผู้ร่วมเล่นการเมืองฝ่ายใหม่ๆ และทำให้สถาบันต่างๆ ให้ที่ทางกับคนเหล่านี้ และเขาควรแสวงหาอาณัติที่ชอบธรรมผ่านการเลือกตั้งครั้งใหม่

ดิอีโคโนมิสต์ : ปัญหาระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ที่มา ประชาไท

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ

ที่มา : แปลจาก Banyan, “The trouble with the king,” The Economist (print edition), Apr 16th 2009.

http://www.economist.com/world/asia/displaystory.cfm?story_id=13496103;

ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ แต่ในวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดนี้ สถาบันกษัตริย์ไทยที่ไม่ปรากฏบทบาทให้เห็น คือหัวใจของปัญหาทั้งหมด

ในรายงานข่าวของ The Economist เกี่ยวกับการปฏิวัติของคณะราษฎร์เมื่อ พ.ศ. 2475 มีนัยยะบ่งบอกถึงเส้นทางการปกครองของไทยที่ให้ความหวังอยู่มากทีเดียว ในสมัยนั้น กลุ่มประเทศในละตินอเมริกา มีแต่รัฐบาลทหารผลัดเปลี่ยนเวียนหน้าขึ้นมา ในขณะที่นักลัทธิฟาสซิสต์ขับเคลื่อนประเทศญี่ปุ่นไปสู่การปกครองระบอบทรราชย์ ผู้สื่อข่าวของเรา (โปรดดูบทความชิ้นนี้ได้ที่นี่ http://www.economist.com/world/asia/PrinterFriendly.cfm?story_id=13479303) เขียนไว้ว่า:

นักปฏิวัติชาวสยามกลับขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ จากระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่การปกครองตัวเอง [ของประชาชน]” ในการยึดอำนาจโดยไม่เสียเลือดเนื้อครั้งนี้ กลุ่มนายทหารที่มีแนวคิดแบบตะวันตก จับตัวมกุฎราชกุมารและอธิบดีกรมตำรวจไว้ รัชกาลที่ 7 ทรงไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก นอกจากต้องยอมรับโดยดุษฎี นับแต่นั้นมา อำนาจถูกถ่ายโอนจากระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีรัฐสภา ยุคศักดินาจึงสิ้นสุดลง

หากนักข่าวคนนั้นนึกว่าการปฏิวัติครั้งนี้จะทำให้เกิดภาพอะไรสักอย่างเหมือนราชวงศ์ดัทช์ขี่จักรยานออกไปช็อปปิ้งล่ะก็ ภาพแบบนั้นในประเทศไทยคงถูกปล้นกลางอากาศไประหว่างทางก่อนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชซึ่งมีพระชนมายุ 81 พรรษา และเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์นานที่สุดในโลก ทรงมีพระบารมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นศูนย์กลางของประเทศไทยท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมืองมาโดยตลอด

ความจริงข้อนี้ช่วยอธิบายเหตุการณ์ประหลาดพิสดารประการหนึ่งในบรรดาเรื่องพิสดารมากมายในวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดของประเทศนี้ ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่อาจเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ ขณะกองทัพกำลังประจันหน้ากับผู้ประท้วง เสื้อแดง ที่ต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่หลุดจากตำแหน่งเพราะการรัฐประหาร พ.ศ.2549 ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ สุ้มเสียงสั่นเครือและวิงวอนขอพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ทรงออกมาระงับการเผชิญหน้าขั้นแตกหักครั้งนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชวนให้เรานึกถึงเหตุการณ์อันโด่งดังเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกมาตำหนิผู้บัญชาการกองทัพและผู้นำการประท้วงผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หลังจากเหตุพฤษภาเลือดในกรุงเทพเมื่อ พ.ศ. 2535

ทั้งๆ ที่ทักษิณ ผู้อยู่ระหว่างการลี้ภัยและถูกตัดสินลับหลังในคดีคอร์รัปชั่น ถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าเป็นผู้มีจิตใจฝักใฝ่ในระบอบสาธารณรัฐอยู่ลับๆ อันที่จริง เขาก็มีพฤติกรรมเฉียดๆ การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์อยู่เหมือนกัน ตรงที่ไปเรียกร้องให้องคมนตรีสองท่านลาออก ซึ่งเชื่อกันโดยทั่วไปว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 เมื่อผู้ประท้วง เสื้อเหลือง ยึดทำเนียบของรัฐบาลที่จงรักภักดีต่อทักษิณเมื่อปลายปีที่แล้ว พวกเขาก็อ้างว่าทำเพื่อสถาบันกษัตริย์ มาตอนนี้ กระทั่งทักษิณเองยังรู้สึกว่า ต้องประกาศความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และถวายบังคมต่อพระราชอำนาจของพระองค์

บารมีอันใหญ่หลวงของสถาบันกษัตริย์หาได้มีอยู่ก่อนแล้วไม่ ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ อีกทั้งยังทรงเป็นพระโอรสของสามัญชนลูกครึ่งจีนและประสูติในสหรัฐอเมริกา ภาพพจน์ของพระองค์ได้รับการหล่อหลอมจากที่ปรึกษาในพระราชวังและรัฐบาลทหารชุดแล้วชุดเล่า คนเหล่านี้เห็นว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งที่พึงมีประมุขของประเทศ ซึ่งไม่เพียงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เท่านั้น แต่ยังเปรียบประดุจสมมติเทพด้วย เพราะการได้รับพระราชานุมัติจากพระมหากษัตริย์ ย่อมช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลหน้าตาอัปลักษณ์ที่ดูคล้ายรัฐบาลทหารในละตินอเมริกาสมัยก่อน ซึ่งในกรณีของประเทศไทยนั้น รัฐบาลประเภทนี้มักได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพวกพ้องทางธุรกิจและชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ความจำเป็นนี้อธิบายว่า เหตุใดพระมหากษัตริย์ที่ประชาราษฎรเคารพบูชาอย่างสุดซึ้ง จึงยังต้องได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เข้มงวดที่สุดฉบับหนึ่งในโลก พระมหากษัตริย์มิได้เป็นเพียงประมุขแต่ในนามสำหรับชนชั้นนำในเมืองไทยเท่านั้น แต่ทรงเป็นที่มาของระบบอุปถัมภ์และอำนาจในพระองค์เองอีกด้วย ผลที่ตามมาในขณะนี้จึงเป็นความสั่นคลอน เนื่องจากพระชนมายุที่มากขึ้น พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานเกียรติยศและรับถวายเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยมาเป็นเวลานานแล้ว พระราชกรณียกิจเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อคนยากคนจนในชนบทอันเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ แต่ระบบอุปถัมภ์นี้ก็ช่วยค้ำจุนอิทธิพลของสถาบันกษัตริย์ต่อไปเช่นกัน

นวัตกรรมของทักษิณคือการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก มาสร้างการเมืองใหม่ที่เปลี่ยนแปลงระบบเดิมๆ ของการซื้อเสียงแบบขายปลีกและแยกเป็นท้องถิ่นมาเป็นเครื่องจักรแบบขายส่งที่ขยายระบบอุปถัมภ์ไปทั้งประเทศ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เงินกู้รายย่อย ฯลฯ ช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของเครื่องจักรนี้ ด้วยเหตุนี้เอง ทักษิณจึงกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยลุ่มๆ ดอนๆ ของประเทศไทยที่สามารถดำรงตำแหน่งจนครบวาระ แต่พวกชนชั้นนำรุ่นเก่ากลับรู้สึกถูกคุกคาม เมื่อความเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จและความนิยมในตัวทักษิณดูเหมือนเริ่มท้าทายพระบารมีของพระมหากษัตริย์

วัฒนธรรมไทยคือส่วนประกอบที่ผสมผสานศาสนาพุทธ ความเชื่อแบบไสยศาสตร์และลัทธิบริโภคนิยมแบบฟุ้งเฟ้อเข้าด้วยกัน อำนาจและอิทธิพลมีลักษณะยืดหยุ่นหลายรูปแบบ แต่ดังที่ Andrew Walker และ Nicholas Farrelly แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นนำของไทยมีทักษะทางความคิดที่ค่อนข้างอ่อนด้อย และมักคำนวณเรื่องอำนาจในแบบเกมที่ต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะและผู้ชนะกินรวบ (zero-sum game) รัฐบาลทหารที่โค่นล้มทักษิณอ้างว่า นโยบายของทักษิณขัดต่อแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ที่มีรากเหง้ามาจากแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับชีวิตชนบทอันกลมเกลียว ลำดับชั้นในสังคม และการรู้จักฐานะของตัวเอง ซึ่งรัฐบาลทหารก็จัดการใส่แนวพระราชดำรินี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากรัฐบาลทหารบริหารประเทศมั่วๆ อยู่ได้ไม่นาน ก็เปิดทางให้มีการเลือกตั้ง แต่คำวินิจฉัยแบบมักง่ายของศาลก็ช่วยล้มรัฐบาลโปรทักษิณได้สองชุดติดต่อกัน

โอกาสของอภิสิทธิ์

ตอนนี้ทรัพย์สินมหาศาลของทักษิณถูกอายัดไว้ คนไทยจำนวนมากมองว่า การที่เขาออกมาเรียกหาการปฏิวัติในช่วงที่วิกฤตการณ์กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ถือเป็นการไร้ความรับผิดชอบที่เข้าขั้นอาชญากรรม ทักษิณจึงตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แต่สถาบันกษัตริย์ยิ่งมีปัญหารุมเร้าลึกล้ำกว่าXXXXXXXXXXXXXXXX

X XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

XX XXXX XXXX XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX XXXXXXX XXXXXXXXXXภาพพจน์ของสถาบันกษัตริย์ที่สู้อุตส่าห์ทะนุถนอมกันมาอาจพังครืนในชั่วข้ามคืน

การปกป้องสถาบันกษัตริย์คือภารกิจส่วนหนึ่งของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย เขาขึ้นครองตำแหน่งโดยไม่ได้มีเสียงข้างมาก ทั้งนี้ด้วยการผลักดันของฝ่ายเสื้อเหลือง อภิสิทธิ์บอกว่าเขาเป็นนักปฏิรูปที่จะเยียวยาความแตกแยก เขาจัดการความปั่นป่วนของฝ่ายเสื้อแดงด้วยความบันยะบันยังแต่มั่นคง xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

ถ้าเป็นสมัย พ.ศ.2475 นักข่าวของเราคงจัดให้อภิสิทธิ์อยู่ในกลุ่ม ปัญญาชนเอเชียที่มีความคิดแบบตะวันตก ในรัฐบาลหลังรัฐประหาร ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้านักข่าวคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ เขาคงทึ่งไม่น้อยที่ได้เห็นเรื่องพลิกกลับตาลปัตรกับการที่ชาวกรุงทันสมัยสากลอย่างอภิสิทธิ์กลายเป็นแนวหน้าให้ระบอบที่ได้เนื้อแท้ของอำนาจมาจากสถาบันกษัตริย์ยุคศักดินา นายอภิสิทธิ์ไม่มีทั้งบารมีและความชอบธรรม เพื่อให้ได้ทั้งสองอย่างนี้มา เขาจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นหนี้บุญคุณฝ่ายนิยมเจ้าที่ดันเขาขึ้นสู่อำนาจ เขาคงไม่กล้าถกเถียงเรื่องอนาคตของสถาบันกษัตริย์ แต่ถ้าเขามีความกล้าพอที่จะทำเช่นนั้น ประเทศไทยและแม้กระทั่งราชวงศ์เองอาจรู้สึกขอบใจเขาในระยะยาว สำหรับบทบาทในปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์มิได้ยืนอยู่ระหว่างประเทศไทยกับความปรองดองทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังยืนอยู่ระหว่างประเทศไทยกับยุคสมัยใหม่ด้วย

ดิอีโคโนมิสต์ : ดับเปลวไฟ

ที่มา ประชาไท

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ

ที่มา : แปลจาก Dousing the flames, The Economist (print edition), Apr 16th 2009 http://www.economist.com/world/asia/displaystory.cfm?story_id=13496330

16 เมษายน 2552 กรุงเทพฯ

ความสงบชั่วคราวบนท้องถนนอาจไม่ใช่สันติภาพทางการเมืองที่ยั่งยืน

ผู้ที่จะมาเที่ยวผับบาร์ในประเทศไทยได้รับการเตือนว่า การทะเลาะกันเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจทำให้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายภายในพริบตาเดียว ทำนองเดียวกับความรุนแรงทางการเมือง ในช่วงสี่วันแห่งความวุ่นวาย ประเทศไทยเข้าสู่สภาพที่กลุ่มฝูงชนได้บุกเข้าไปยังที่ประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคที่พัทยา ไปจนถึงการใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ประท้วงที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งมีการเจรจาเพื่อมอบตัวกับเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 14 เมษายน การฟื้นฟูความสงบกลับมาได้ทำให้รัฐบาลที่กำลังเข้าตาจนและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เริ่มหายใจคล่องคอขึ้นมาหน่อย

แต่การหยุดยิงไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ ความร้าวลึกยังดำรงอยู่ และเป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองที่สืบเนื่องมายาวนาน นักการเมืองพูดถึงการปฏิรูป แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรดี กองทัพบกแสดงความสนับสนุนนายอภิสิทธิ์อย่างเต็มที่ในตอนนี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าพวกเขามีแรงจูงใจเบื้องหลังอะไร ความโกรธเกรี้ยวและขุ่นเคืองครอบคลุมทั่วกลุ่มการเมืองที่เป็นปรปักษ์ต่อกัน ความขัดแย้งยังถูกกระพือฮือโหมด้วยสื่อที่ชอบยุให้แตกแยก แม้แต่มาตรฐานการแก้ปัญหาแบบไทย ๆ ด้วยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็อาจดูจะใช้ไม่ได้ผล เป็นเรื่องธรรมดาที่พรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลจะกลัวว่า ถ้ามีการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งก็คงเลือกรัฐบาลที่จงรักภักดีกับทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างที่เคยเป็นมาในการเลือกตั้งสามครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาก็คงเผชิญการประท้วงของพวกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สวมเสื้อเหลืองและชิงชังรังเกียจนายทักษิณ

ความปั่นป่วนวุ่นวายล่าสุดที่กรุงเทพฯ เป็นผลงานของผู้ประท้วงเสื้อแดงที่ถูกปลุกเร้าจากวิดีโอลิงก์ของนายทักษิณ นักโทษหนีคดีที่อยู่ระหว่างลี้ภัย เป็นเวลาสามสัปดาห์ ชาวเสื้อแดงหลายหมื่นคนซึ่งเรียกตัวเองว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกและให้ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 8 เมษายน พวกเขาได้ไปปิดล้อมบ้านพักของเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารเพื่อขับไล่นายทักษิณเมื่อปี 2549 สามวันต่อมา ในขณะที่เจ้าหน้าที่แสดงความหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเห็นได้ชัด ผู้ประท้วงกลุ่มนปช.หลายร้อยคนที่ปราศจากอาวุธ ได้บุกเข้าไปในรีสอร์ทริมชายหาดระหว่างที่ผู้นำกลุ่มประเทศในเอเชียกำลังประชุม ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ต้องเสียหน้าเพราะต้องบอกยกเลิกการประชุม วันต่อมา เขาประกาศสภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ เพื่อขับไล่ผู้ประท้วง

เป็นการพนันที่แพงด้วยเดิมพันสูงของนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ให้ผลตอบแทนกับเขา ต่างจากนายกรัฐมนตรีสองคนที่แล้ว ซึ่งเผชิญกับการประท้วงอย่างยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อปีที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ได้รับผลตอบรับดีกว่ามากจากการทำหน้าที่อย่างกล้าๆ กลัวๆ ในตอนต้น ทหารที่พร้อมรบก็สามารถควบคุมการก่อจลาจลประปราย รวมทั้งการต่อสู้กันเองระหว่างฝ่ายเสื้อแดงกับชาวบ้านในพื้นที่ ส่งผลให้มีประชาชนบาดเจ็บกว่าร้อยคนและเสียชีวิตสองคน จากนั้น ทหารได้เข้าปิดล้อมที่ชุมนุมหลักในขณะที่ยังมีผู้ประท้วงกลุ่ม นปช.ไม่กี่พันคนหลงเหลืออยู่ ด้วยความที่มีกำลังน้อยกว่าและถูกแยกโดดเดี่ยว ผู้นำการชุมนุมประกาศสลายการชุมนุมในวันที่ 14 เมษายน ในขณะที่ผู้ชุมนุมระดับล่างต่างพากันเดินอย่างเหนื่อยอ่อนผ่านแนวรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ แต่ยังคงเปล่งเสียงด้วยความทะนงว่า เรายังไม่แพ้ เราจะทำอีกครั้งก็ได้ถ้าอยากทำ เจือ แสงรัตนา แม่ครัวสูงอายุกล่าว

แต่การเรียกชุมนุมคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ อีกครั้งคงยากลำบากขึ้น ภาพของผู้ประท้วงที่โจมตีรถนายอภิสิทธิ์และจุดไฟเผารถเมล์ทำลายความเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อผู้เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอย่างสงบ ทั้งยังเผยให้เห็นโฉมหน้าที่หลอกลวงของนายทักษิณ ซึ่งพร้อมจะยุยงให้เกิดการปฏิวัติจากฐานที่มั่นชั่วคราวของเขาที่ดูไบ ผู้มีสิทธิออกเสียงจากชนชั้นกลางซึ่งยกย่องฝีมือและความเป็นผู้นำของนายทักษิณ อาจเกิดความเบื่อหน่ายมากขึ้นต่อฝูงชนที่มาจากชนบทและเขตเมืองซึ่งสนับสนุนเขา และต่อจากนี้อาจยอมรับแนวทางอนุรักษ์นิยมของกลุ่มพันธมิตรฯ มากขึ้น การพุ่งเป้าโจมตีนายอภิสิทธิ์และผู้สนับสนุนจากในวัง เป็นการทุ่มเดิมพันของผู้นำ นปช.ที่จะสร้างความแตกแยกในฝ่ายเจ้าหน้าที่ และทำให้พวกเขายอมเห็นแก่นายทักษิณ แต่สิ่งนั้นกลับไม่เกิดขึ้น และมีแนวโน้มว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมในรัฐบาลและกองทัพดูจะเป็นผู้กุมอำนาจสำคัญในตอนนี้

เป็นธรรมดาที่ชาวเสื้อแดงจะมองเหตุการณ์นี้ต่างไป พวกเขากล่าวหาว่าทหารยิงและทำให้ผู้ประท้วงเสียชีวิตหลายราย และมีการซ่อนซากศพไว้ (กองทัพบกได้ปฏิเสธข่าวนี้) พวกเขาอ้างว่า การก่อจลาจลเป็นฝีมือของฝ่ายติดอาวุธซึ่งสนับสนุนรัฐบาลและทหารนอกเครื่องแบบ เป็นการกระทำเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของขบวนการคนเสื้อแดง ในอดีต ในคู่มือของทหารมีการระบุถึงยุทธวิธีแบบนี้ แต่วิธีจัดการกับผู้ประท้วงเสื้อแดงคราวนี้แสดงถึงการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นมืออาชีพพอสมควร ถึงอย่างนั้นก็ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดทหารจึงปฏิเสธที่จะใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อปีที่แล้ว เพื่อขับไล่ผู้ประท้วงกลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากสนามบินที่กรุงเทพฯ ซึ่งการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ดูจะส่งผลกระทบกับความมั่นคงมากยิ่งกว่าการประท้วงของสามัญชนแบบม้วนเดียวจบเที่ยวนี้

การปฏิบัติแบบสองมาตรฐานยังเกิดขึ้นกับผู้นำการประท้วง ผู้นำนปช.สองคนได้ถูกจับกุมและตั้งข้อหา และมีการออกหมายจับผู้ที่ไม่ยอมมอบตัว ในขณะที่การดำเนินคดีทางกฎหมายต่อผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงชะงักงันในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แม้แต่คนไทยที่ชิงชังผู้ใส่สีเสื้อทั้งสองฝ่ายก็ยังรู้สึกฉงนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ชาวเสื้อแดงซึ่งเชื่อมั่นว่าพวกอำมาตยาธิปไตยรวมหัวกันกดขี่พวกเขา คงใช้เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหา ความโกรธเกรี้ยวของพวกเขาคงไม่จางหายไปง่าย ๆ และอาจปะทุขึ้นได้ไม่ยาก และรวดเร็วเช่นเดียวกับครั้งที่ผ่านมา

ปชป. แจง 8 เครือข่าย ‘ทักษิณ’ สร้างข้อมูลเท็จให้เกิดชนวนขัดแย้งรอบ 2

ที่มา ประชาไท

(17 เม.ย.52) นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าหลังจากที่ตนได้ร่วมพูดคุยกับนายกสมาคม FCCT และผู้สื่อข่าวต่างประเทศจำนวนหนึ่งถึงสาเหตุวิกฤติการณ์ความขัดแย้งของไทยที่มีสาเหตุจากการเมือง ดังนั้นทางออกหรือการทำความเข้าใจกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจึงมีความสำคัญมาก และตอบรับคำเชิญในเวลาอันสั้น และจากการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่างประเทศในวันนี้ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี

นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า หลายคำถามจากสื่อมวลชนต่างประเทศนั้นได้ถูกตั้งขึ้นจากการเดินสายโดยตรงของพ.ต.ท.ทักษิณ กับสื่อต่างประเทศในช่วงเวลาที่ผ่านมา และหลายส่วนเนื่องจากกระทบโดยตรงกับความน่าเชื่อถือของสถาบันต่าง ๆ ในประเทศ อาทิ สถาบันองคมนตรี สถาบันตุลาการ และตัวรัฐบาลเอง อีกทั้งกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยด้วย ซึ่งในอดีตรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่เคยออกมาปกป้องเกียรติยศและภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาสื่อมวลชนต่างประเทศเลย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายในปัจจุบันทั้งรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ด้วยที่จะให้ข้อมูลทำความเข้าใจในพื้นฐานของการให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

โดยสาระสำคัญที่นพ.บุรณัชย์พูดถึงคือกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการปกปิดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมว่า ตนต้องการให้สังคมเข้าระวังอย่าตกเป็นเหยื่อของการให้ข้อมูลเท็จ เพราะวันนี้ยุทธศาสตร์หลักของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเครือข่าย คือการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพมหานคร ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบโดยใช้เครือข่ายต่าง ๆ ในขณะนี้ที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการสร้างความสับสน การสร้างข้อมูลเท็จ และนำไปสู่การใส่ร้ายการทำงานของเจ้าหน้าที่และอาจจะเป็นชนวนของความขัดแย้งรอบต่อไปผ่านวิธีการและเครือข่าย 8 เครือข่าย

1. โดยแกนนำของเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ จากการให้สัมภาษณ์ว่ามีการยิงผู้ชุมนุมเสียชีวิตโดยทหาร

ทางพรรคเพื่อไทยเอง โดยคุณวรวัฒน์ ได้มีการพยายามพูดว่ามีการโยนศพทิ้งแม่น้ำ มีการพูดไปถึงขนาดที่ว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์เดินทางไปบางจุดในประเทศจะถูกลอบสังหาร การพูดการสอดรับกันกับการพูดของคุณจตุพรที่พูดถึงการปกปิดข้อมูล มีการปล่อยข่าวหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นรปภ. 2 ท่านที่เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกรณีวัดที่ลาดพร้าว ซ.71 ซึ่งทั้งหมดนี้นั้นก็ได้มีการยืนยันจากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นบุตรของผู้ที่เสียชีวิตเอง หรือญาติของรปภ. 2 ท่าน ทั้งคุณแม่ที่บวชเป็นชีตั้งนานก่อนเผา และรปภ. ที่มีชีวิตอยู่ในคืนวันที่ 13 นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงแต่อย่างใดนพ.บุรณัชย์กล่าว

2. มีการดำเนินการสอดรับกับเครือข่ายที่จะแพร่กระจายข่าวทางสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งในวันนี้ได้มีการเปิดเผยข้อมูลนักรบไซเบอร์กลุ่มแดงกรุ๊ป เปิดเผยจดหมายเปิดผนึกที่อ้างว่ามาจากพ.ต.ท.ทักษิณ

ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ก็มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าเป็นจดหมายจริง เพราะคุณนพดล ปัทมะได้มาพูด 1 วันก่อนหน้านี้ว่าคุณทักษิณจะมีแถลงการณ์ในรูปจดหมายเผยแพร่ทางสื่ออินเทอร์เน็ต และก็ยืนยันการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ทางแกนนำได้พูดในเรื่องของการปิดบังผู้เสียชีวิต ขณะเดียวกันกับการที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทุกรูปแบบนพ.บุรณัชย์กล่าว

3. มีการดำเนินการผ่านเครือข่ายที่เป็นแนวร่วมส่วนอื่น ๆ โดยมีมูลนิธิกู้ภัยที่เป็นของแกนนำคนหนึ่งในพรรคเพื่อไทย ที่มีการจัดเตรียมข้อมูลจากเหตุการณ์การดูแลผู้เจ็บในระหว่างมีการควบคุมสถานการณ์ชุมนุมว่ามีคนหายในเหตุการณ์ ตนจึงต้องการให้สื่อมวลชนร่วมตรวจสอบด้วย เพราะมีข่าวว่ามูลนิธิเหล่านั้นมีการปกปิดแหล่งข้อมูล

4. เครือข่ายวิทยุชุมชน ที่มีการปล่อยข่าวอย่างชัดเจนว่ามีการพบศพ หรือมีการเคลื่อนย้ายศพ ซึ่งเป็นการปล่อยข่าวในลักษณะสร้างสถานการณ์ที่ชัดแจ้งมากว่าเป็นการบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดต่อกลุ่มประชาชนด้วยกัน

5. เครือข่ายอื่น ๆ เช่นเครือข่ายผู้นำชุมชน ที่ในขณะนี้ก็ได้มีการจัดเตรียมสร้างสถานการณ์คนหาย โดยการให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงผ่านทางสื่อต่าง ๆ

6. องค์กรนิสิต นักศึกษา บางองค์กรที่ประกาศตัวเป็นแนวร่วมกับกลุ่ม นปช.ที่อ้างว่ามีการแจ้งเหตุผู้สูญหายทางโทรศัพท์จำนวนมากถึง 60 คน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าพยานหลักฐานที่มีการยืนยันทั้งหมดนั้น เป็นพยานหลักฐานที่มาจากกลุ่มพยานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันกับทางกลุ่ม นปช.ด้วยกันทั้งสิ้น

7. ส่วนของทหาร ตำรวจนอกแถวบางคนที่ยังหลงเหลืออยู่ ที่มีการพูดคุยในวงต่าง ๆ ว่ามีการยิงผู้ชุมนุมเสื้อแดงโดยไม่มีหลักฐานหรือพยานใด ๆ มายืนยันทั้งสิ้น ซึ่งจากเหตุการณ์นี้สื่อมวลชนเองได้ติดตามลำดับขั้นตอนของการควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งไทย และต่างประเทศ

8. เครือข่ายของสื่อปลอม ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีการใช้ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์แทบลอยด์บางฉบับ หรือสื่ออื่น ๆ ที่ใช้การสร้างหลักฐานและพยานเท็จจากเครือข่ายกระบวนการต่าง ๆ

นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า จากทั้งหมดดังกล่าวพรรคฯ ยืนยันว่ากระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่สังคมจะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อ และผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะนักการเมือง ก็อยากให้ตระหนักถึงวิธีการใช้ความรุนแรง ใช้การอุ้มฆ่า ซึ่งได้กระทำมาในรัฐบาลชุดที่แล้วมา จนเป็นตราบาปติดตรึงสังคมทุกวันนี้ รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะดำเนินการเอาผิด และไม่ยอมให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด

……………………..

ที่มา: ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อบ้านเมืองลงแดง...

ที่มา ประชาไท

นาวีจิตติ

ศาสตราจารย์เบน แอนเดอร์สันแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล เคยพูดถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยช่วง 6 ตุลาไว้ว่ารัฐไทยอยู่ในสถานการณ์ บ้านเมืองลงแดง ซึ่งลูกเสือชาวบ้าน ตำรวจตระเวนชายแดนและขบวนการฝ่ายขวาได้ทำร้ายและฆ่าประชาชนและนักศึกษาในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ [1] ในขณะที่ประเทศไทยก็เผชิญกับสถานการณ์ ลงแดง อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นไปในทางกลับหัวกลับหาง ความรุนแรงของมวลชน เสื้อแดง กำลังกลับมา หลอกหลอน ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในสังคมไทยแทน การชุมนุมเริ่มต้นจากการบุกยึดบริเวณทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มเสื้อแดง การขยายไปปิดล้อมสี่แยกต่างๆ อันนำมาสู่การอัมพาตของระบบจราจรและเดินทางของคนกรุงเทพฯ การบุกเข้าไปในที่ประชุมอาเซียนที่พัทยาจนนำมาสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามพระราชกำหนดฯของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ซึ่งเป็นไปอย่างทุลักทุเล แม้กระทั่งนายกฯยังต้องรีบหลบหนีออกจากกระทรวงมหาดไทยทันที ส่วนรถยนต์ประจำตำแหน่งก็ถูกผู้ชุมนุมทุบตีอย่างรุนแรง) แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์บ้านเมืองกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยมวลชนเสื้อแดงได้ปิดถนนเพิ่มขึ้นและมีการเผารถโดยสารประจำทางและยางรถยนต์ในบริเวณต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ สัญญาณต่างๆ เหล่านี้ไม่มีวี่แววจะนำไปสู่การยุติของการชุมนุมและสามารถกลับสู่ระเบียบและนิติรัฐได้อย่างง่ายดายตามที่นายกฯได้คาดหวังไว้


ในประการแรก การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้
ยกระดับ ของสถานการณ์ความขัดแย้งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และกระโจนลงไป เล่น กับผู้ชุมนุมในเพลิงไฟแห่งความขัดแย้งนี้เสียเอง การประกาศนี้ได้สร้างความไม่มั่นคง (insecurity) ให้แก่ทั้งผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชุมนุมนั้น การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยิ่งไปกระตุ้นความโกรธความเกลียดชังของผู้ชุมนุม ซึ่งมองว่าเป็นการประกาศการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังทหารและตำรวจ เราได้เห็นถึงการตอบโต้กลับ (strike back) ของกลุ่มเสื้อแดงที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะกลายเป็นการก่อวินาศกรรมในเมือง ถึงตอนนี้ รัฐ ในฐานะเป็นผู้ที่ผูกขาดการใช้ความรุนแรงอย่างชอบธรรม กลับไม่อยู่ในฐานะที่จะผูกขาดการใช้ความรุนแรงอีกต่อไป เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นได้หมดความชอบธรรมทางการเมืองลงแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง ในเชิงประสิทธิภาพของปฏิบัติการของตำรวจทหารนั้น การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมิได้หมายความว่าทหารตำรวจสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองให้ผ่อนคลายลงได้อย่างทันทีทันใด และยิ่งเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงตอบโต้กับความรุนแรงของกลุ่มผู้ชุมนุม สถานการณ์ยิ่งเพิ่มขีดความรุนแรงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารทำได้อย่างมากที่สุดคือ การดูแลไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงของฝ่ายต่างๆ อย่างสันติวิธี ทางออกขั้นแรกอาจจะคือการทำอย่างไรที่จะลดระดับของความขัดแย้งดังกล่าวลงมา และไม่ให้น้ำหนักแก่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมากจนเกินไป (รวมถึงการเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร) กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลอภิสิทธิ์ควรที่จะยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเบื้องต้นเพื่อบรรเทาความร้อนแรงของบ้านเมืองลงไป หากว่ารัฐบาลยังต้องการที่จะบริหารประเทศต่อไป เพราะความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้เป็นความขัดแย้งของมวลชนที่รัฐจะสามารถเอาชนะได้ก็ต่อเมื่อรัฐสามารถเอาชนะหัวใจและจิตใจของมวลชนให้ได้ การล้อมปราบของทหารเกิดขึ้นเมื่อใด รัฐบาลจะพ่ายแพ้ทันที

ในประการต่อมา ถึงตอนนี้คนกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางนั้น (ผ่านสื่อกระแสหลัก) คงมีความรู้สึกร่วมกันไม่มากก็น้อยนั่นคือ ความไม่พอใจที่มีต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดง (ซึ่งอย่างน้อยที่สุด เราจะเห็นได้จากการโห่ไล่ผู้ชุมนุมที่สถานีรถไฟฟ้าสาธรและบริเวณแฟลตดินแดง) ทำไมรัฐบาลถึงอ่อนแอและไม่มีความสามารถที่จะจัดการกับคนเสื้อแดงที่สร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองเลยหรืออย่างไร? ทำไมกองทัพกับตำรวจไม่เห็นทำอะไรกับคนกลุ่มเหล่านี้เลย? ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่า ชนชั้นกลางจำนวนมากในกรุงเทพฯแทบจะอนุญาตและ เรียกหา ให้รัฐใช้ความรุนแรงต่อคนเสื้อแดง ซึ่งถูกมองว่าเป็น ศัตรู ของชาติ (ดั่งคำกล่าวของท่านนายกฯอภิสิทธิ์) โดยไม่ได้มองคนเหล่านี้เป็นเพื่อนมนุษย์อีกต่อไป ถึงตอนนี้ ความอดทนอดกลั้น (tolerance) ของชนชั้นกลางเริ่มที่จะหมดสิ้นลงไป เมื่อเสื้อแดงได้ก้าวล่วงเข้ามาสู่ปริมณฑลชีวิตของชนชั้นกลาง ความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองของการชุมนุมได้ขยายมากระทบกระเทือนและสร้างความเดือดร้อนต่อชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทย วิถีชีวิตความสะดวกสบายที่ตนเคยมีมาโดยตลอดจากการสัญจรด้วยรถไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ ถูกบั่นทอนลงไป (ดั่งจะเห็นได้จากในวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายนที่มีการปิดถนนหลายสาย) การชุมนุมของเสื้อแดงได้กลายเป็น ปีศาจ ที่กำลังหลอกหลอนชนชั้นกลาง (รวมทั้งชนชั้นสูง) อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนมองว่ามันยิ่งไปกว่า ปีศาจ คอมมิวนิสต์ที่หลอกหลอนชนชั้นนำไทยในช่วงยุคสงครามเวียดนามเสียอีก จนนำมาสู่การล้อมปราบที่ธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้วถ้าเช่นนั้น ชะตากรรมของ ปีศาจเสื้อแดง จะลงเอยเช่นไร?

เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว คำถามที่ตามมาอย่างกระชั้นและยากแก่การตอบก็คือ ถ้าเช่นนั้นการเมืองแบบประชาธิปไตยไปด้วยกันกับโลกทัศน์ของชนชั้นกลางได้หรือไม่? หรือถามอีกนัยหนึ่ง จริงๆ แล้ว ประชาธิปไตย นั้นคืออะไรกันแน่สำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทนหรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม มาจนถึงประชาธิปไตยบนท้องถนนหรือการเมืองภาคประชาชน ฯลฯ ฯลฯ และ ฯลฯ ทุกฝ่ายต่างเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เมื่อไปดูจริงๆ แล้ว คำๆนี้กลับแทบจะไร้ความหมาย (meaningless) ประชาธิปไตย กลายเป็นคำที่ต้องมีเครื่องหมายคำพูดกำกับเสมอและเป็นคำที่ไร้ความหมายในสังคมไทย เพราะคนไทยไม่เคยเรียกร้องและต่อสู้อย่างเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งการเมืองประชาธิปไตย ในทางกลับกัน เรามีสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เสนอไว้อย่างตรงไปตรงมาว่าหมายถึง การปกครองของชนชั้นนำ, โดยชนชั้นนำ และเพื่อชนชั้นนำ การเลือกตั้งและการรัฐประหารจึงเป็นเครื่องมือสำหรับการแบ่งปันอำนาจเท่าๆ กัน ใช้การเลือกตั้งหากสามารถแบ่งปันอำนาจกันได้ และรัฐประหารเมื่อรู้สึกว่าการแบ่งปันอำนาจไม่ ลงตัว’ ” [2]

หรือ ดังที่พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ได้จำแนกประชาธิปไตยออกเป็นสองแบบที่ไม่อาจลงรอยกันได้คือ ประชาธิปไตยที่ห้ามกิน กับ ประชาธิปไตยที่กินได้ ในแบบแรก ประชาธิปไตยเป็นทรัพย์สินที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถและคุณงามความดีในการบริหาร ส่วนในแบบหลัง ประชาธิปไตยเป็นทรัพยากรที่จับต้องและเห็นได้ในการเข้าไปใช้สอยและมีส่วนร่วมในการบริโภคได้ [3]

อย่างไรก็ตาม กระแสหรือแนวความคิดอีกสายหนึ่งของประชาธิปไตยที่ถูกกดทับปฏิเสธและไม่ได้รับความสนใจในการเมืองไทยและการเมืองโลกในปัจจุบันคือ ประชาธิปไตยสายปฏิวัติ (revolutionary democracy) ซึ่งหมายถึง ประชาธิปไตยที่มุ่งเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนระบบการเมืองที่ผูกขาดอำนาจและไม่ยุติธรรม พร้อมๆ กับเปลี่ยนแปลงไปสู่ สิ่งใหม่ๆ เพื่อกระจายทรัพยากรให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการล่มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติอเมริกันหรือการโค่นล้มระบบทุนนิยมสามานต์เป็นต้น ในทัศนะของโทมัส เจฟเฟอร์สัน อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐฯ การปฏิวัติในการเมืองประชาธิปไตยนั้นจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่ขาดสาย เมื่อเกิดระเบียบขึ้นมาในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้กระบวนการประชาธิปไตยเติบโตได้ต่อไป

ดังนั้น ในกระแสนี้ ประชาธิปไตยย่อมมิใช่สถาบันทางการเมืองหรือรูปแบบของรัฐที่คงทนถาวร แต่กลับเป็นโครงการทางการเมืองหรือกระบวนการทางการเมืองที่แบ่งแยกตัดขาดกับโครงสร้างอำนาจเดิมอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา [4] หากมองในแง่นี้ การใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุผลลัพธ์ทางการเมืองประชาธิปไตยสายปฏิวัติย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมการเมืองอย่างถอนรากถอนโคนและเพื่อความเท่าเทียมกัน แนวความคิดนี้จึงไม่ได้เป็นพวกมือถือสากปากถือศีลที่มักถมถุยว่า ไม่ใช้ความรุนแรง ใช้สันติวิธี ออกมาแต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติใช้ในความเป็นจริง

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ถูกยกระดับความรุนแรงขึ้นไปในวันสงกรานต์ปี 2552 นี้มีพลวัตและความลักลั่นที่คนไทยควรที่จะได้ศึกษาเป็นบทเรียนทางการเมือง และทำอย่างไรที่จะ ข้ามพ้น การเมือง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ไปให้ได้ ซึ่งไม่ใช่ทั้งอำมาตยาธิปไตยและไม่ใช่ทั้งทุนนิยมสามานต์ (ซึ่งในความเป็นจริง ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นกลุ่มทุนเช่นเดียวกันนั่นเอง!) นี่คือโจทย์ที่สำคัญที่สุดของการเมืองไทยระยะใกล้

การเมืองไทยยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป และคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว!!!

...................................

เชิงอรรถ
[1]
โปรดดู Benedict Anderson, “Withdrawal Symptoms,” in The Spectre of Comparisons: Nationalism, Southeast Asia and the World (London and New York: Verso, 2000), pp. 139-173.

[2] นิธิ เอียวศรีวงศ์, รากหญ้าสร้างบ้าน ชนชั้นกลางสร้างเมือง (กรุงเทพฯ: มติชน, 2552), หน้า 45.

[3] โปรดดู พิชญ พงษ์สวัสดิ์, ประชาธิปไตยที่ห้ามกิน กับ ประชาธิปไตยที่กินได้ http://www.prachatai.com/05web/th/home/16338.

[4] โปรดดูงานเช่น Mike Haynes and Jim Wolfreys, eds., History and Revolution: Refuting Revisionism (New York and London: Verso, 2007); Michael Hardt, “Introduction: Thomas Jefferson, or, the Transition of Democracy,” in Thomas Jefferson: The Declaration of Independence (London and New York: Verso, 2007); Sheldon Wolin, Politics and Vision: Continuity and Innovation in Western Political Thought, Expanded Edition (Princeton and Oxford: Princeton University Press, 2006); Slavuj Zizek, Revolution at the Gates (London and New York: Verso, 2002) เป็นต้น

Friday, April 17, 2009

ผบ.ทบ.ขอเอาชีวิตเดิมพัน ยันไม่มีคนเสื้อแดงเสียชีวิต

ที่มา ประชาไท

17 เม.ย. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ถึงกระแสข่าวการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงระหว่างการปฏิบัติการสลายกลุ่มผู้ประท้วงและยึดพื้นที่ว่า ยืนยันทหารไม่ได้ใช้ความรุนแรง หรืออาวุธ และสถานการณ์ขณะนี้ก็อยู่ในสภาพเรียบร้อยดี โดยกล่าวด้วยว่า พร้อมเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น

ญาติไม่ติดใจพิสูจน์สาเหตุ รปภ.เป็นศพลอยน้ำ เตรียมนำศพกลับบ้าน

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ศาลา 9 วัดลาดพร้าว กทม. มีการสวดบำเพ็ญกุศลศพ นายชัยพร กันทัง หรือ โจ อายุ 29 ปี ชาว ต.บ้านหนุน อ.สอง จ.แพร่ 1 ใน 2 ศพซึ่งถูกพบเป็นศพลอยน้ำที่ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เมื่อวันที่ 15 เม.ย. นั้น

โดยเบื้องต้นที่พบศพ ศพมีสภาพศพขึ้นอืด สวมเสื้อยืดสีดำ มีภาพและอักษรภาษาอังกฤษสกรีนบนเสื้อว่า RESCUE กางเกง ผ้าขายาวสีดำ สวมถุงเท้าดำ ส่วนที่ปากมีผ้าขนหนูสีขาวมัดทับด้วยผ้าสีเหลืองปิดปากไว้แน่น ส่วนมือทั้งสองข้างถูกเชือกไนลอนสีน้ำเงินมัดไพล่หลัง ตามลำตัว แขน และใบหน้ามีรอยปูดบวมเขียวช้ำ

บรรยากาศภายในงานบำเพ็ญกุศลศพเต็มไปด้วยความโศกสลด สำหรับพี่ชายลงมารับศพ ได้ขอให้ นพ.ทศพรเป็นผู้แถลง โดยญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต แต่ขอเปิดดูหน้าผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย เพราะตั้งแต่รับศพยังไม่เห็นหน้าผู้ตาย ส่วนภรรยาของนายชัยพร อยู่ในอาการเศร้าโศกอย่างหนัก พนักงานบริษัทกรุงไทยธุรกิจบริการ ต้องประคองตลอดเวลา และเมื่อสวดบำเพ็ญกุศลเสร็จ พนักงานบริษัทได้พาภรรยาขึ้นรถตู้และขับออกจากวัด

ก่อนหน้านี้ นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย จ.แพร่ ปัจจุบันเป็นสมาชิกมูลนิธิ 111 แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า จากการพูดคุยกับพี่ชายของผู้ตาย พี่ชายไม่ประสงค์ที่จะค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตายของน้องชายต่อ เพียงแต่ประสงค์จะรับศพน้องชายกลับไปฌาปนกิจที่บ้านเกิด จ.แพร่

อย่างไรก็ตาม นพ.ทศพร ได้ตั้งข้อสังเกตว่าใบชันสูตรศพซึ่งมี นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ จากโรงพยาบาลศิริราช ระบุว่า ผู้ตายเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจเพราะจมน้ำ โดยระบุว่าเหตุอาจเกิดจาก 1.Asphyxia หรือ ขาดอากาศหายใจ 2.Drowning หรือ จมน้ำ 3.Homicide หรือ ฆาตกรรม ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการระบุเกี่ยวกับบาดแผลของผู้ตาย ไม่ได้ระบุว่าผู้ตายน่าจะเสียชีวิตเมื่อไหร่ หรือเสียชีวิตมากี่วันแล้ว อย่างไรก็ตามได้ตั้งข้อสังเกตว่ารายละเอียดเพิ่มเติมอาจสามารถหาได้จากตำรวจเจ้าของคดี รวมถึงลักษณะอื่นๆ ที่ปรากฏในสื่อก่อนหน้านี้

นพ.ทศพรกล่าวว่า การตั้งข้อสังเกตนี้มิได้มีจุดมุ่งหมายให้เกิดความวุ่นวายหรือความขัดแย้ง แต่เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย มิได้ต้องให้เป็นชนวนความรุนแรงใดๆ และตั้งคำถามถึงรัฐบาลที่พูดตลอดเวลาว่าไม่มีคนตาย รัฐบาลเป็นคนเข้ามาดูแลให้ชัดเจน เป็นที่เรียบร้อยและไม่ทำให้เกิดข้อสงสัย

พนักงานบริษัทกรุงไทยธุรกิจบริการคนหนึ่ง ซึ่งผู้ร่วมงานของนายชัยพร ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ระบุว่า ได้รับแจ้งให้ไปดูศพที่ รพ.ศิริราช เวลา 7.30 น. ของวันที่ 15 เม.ย. และได้ประสานกับทางภรรยาซึ่งไปเที่ยวต่างจังหวัด จนกระทั่งภรรยากลับมาในเวลา 20.00 น. จึงได้ตามไปดูศพ พบว่าศพขึ้นอืดแล้ว ในเบื้องต้นทางบริษัทจะได้ช่วยเหลือจัดการเรื่องการตั้งศพมาไว้ยังวัดลาดพร้าว และระบุว่า ผู้ตายเป็นคนร่าเริง สนุกสนาน และในเบื้องต้นจะให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวคือภรรยานายชัยพร โดยมอบค่าสวัสดิการ เบี้ยประกันชีวิต เงินประกันสังคม

เพื่อนร่วมงานของผู้ตาย กล่าวว่า เป็นเพื่อนกับนายชัยพร ร่วมงานกันมา 5 ปีแล้ว โดยนายชัยพรเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่สาขาลาดพร้าว 106 สำหรับบริษัทกรุงไทยธุรกิจบริการ เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยให้กับบริษัทในเครือ ธ.กรุงไทย และกล่าวว่าทางบริษัทไม่ได้ขัดขวาง ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทัศนคติทางการเมืองของเจ้าหน้าบริษัท การไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองถ้าพ้นเวลาทำงานไปแล้วถือเป็นเรื่องส่วนตัว ทางบริษัทไม่รับรู้เกี่ยวกับทัศนคติทางการเมืองกับผู้ตาย

เขากล่าวว่า ชุดที่ผู้ตายสวมใส่เมื่อพบศพคือเสื้อสีดำ กางเกงสีกรมท่า สภาพศพขึ้นอืดจึงไม่สามารถฉีดยารักษาสภาพศพได้ ทำได้แค่ราดน้ำยาลงไปในศพ และอยู่ในสภาพห่อในถุงใส่ศพมาเรียบร้อยแล้ว และใส่โลง ตอกตรามาอย่างมิดชิด

สำหรับผู้ตายอีกคน คือนายนัฐพงษ์ ปองดี หรือ แก๊บ อายุ 24 ปี ชาว ต.ทุ่งใหญ่ อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี ญาติได้เคลื่อนศพไปอุดรธานีเพื่อไปบำเพ็ญกุศลศพแล้ว

บลูมเบิร์ก : ความแตกแยกของคนไทยอาจกระตุ้นให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้นใน “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม”

ที่มา ประชาไท

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ

ที่มา : แปลจาก “Thai Rifts May Spur More Turmoil in ‘Land of Smiles’ (Update1)” เขียนโดย Daniel Ten Kate เผยแพร่บนเวบไซด์สำนักข่าวบลูมเบิร์ก Last Updated: April 15, 2009 04:55 EDT

www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=aOb36dMmYufQ&refer=worldwide

โดย แดเนียล เตน เคท (Daniel Ten Kate)

15 เมษายน 2552 (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก) ไม่ว่านายกรัฐมนตรีของไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะอยู่หรือไป ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะเหมือนกัน : มีผู้ประท้วงบนท้องถนนมากขึ้น และเกิดความวุ่นวายทางการเมืองมากขึ้นในประเทศ

อภิสิทธิ์วัย 44 ปี กำลังต่อสู้ที่จะรักษารัฐบาลที่มีอายุสี่เดือนของเขาไว้ในการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ประท้วงที่ปิดการประชุมสุดยอดของภูมิภาคและทำให้เมืองหลวงเป็นอัมพาตก่อนที่จะยุติการประท้วงของพวกเขาเมื่อวานนี้ [14 เมษายน] เขาขึ้นสู่อำนาจบนความเข้มแข็งของกลุ่มปฏิปักษ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ทำการปิดสนามบินเป็นเวลาแปดวันเมื่อปีที่แล้ว- และประกาศจะเดินขบวนอีก เว้นเสียแต่ว่าคนของกลุ่มฯจะอยู่ในอำนาจ

ผู้ประท้วง 2 กลุ่ม, กลุ่มหนึ่งสวมเสื้อแดง และอีกกลุ่มใส่เสื้อสีเหลือง, ปักเขตแบ่งขั้วในสังคมไทยที่ยังไม่มีสัญญาของความสิ้นสุดให้เห็น ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันที่ฝังรากในความเห็นขัดแย้งว่า ประเทศไทยควรมีประชาธิปไตยแค่ไหน เป็นลางร้ายที่จะเป็นชนวนของความรุนแรงเพิ่มขึ้นในชาติที่เปรียบตัวเองว่าเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม

เป็นเรื่องยากขึ้นและยากขึ้นที่จะเห็นทางออกใดหรือทางออกที่สมเหตุสมผลสำหรับประเทศไทย ดันแคน แม็คคาร์โก ศาสตราจารย์ด้านการเมืองเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ ให้ความเห็น และบอกว่า

ในความมุ่งมั่นที่ไม่มีขอบเขตของพวกเขาที่จะต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายได้สูญเสียความสามารถในการมองเห็นเหตุผล

การคาดการณ์ต่อสถานการณ์วุ่นวายที่ขยายเวลายาวขึ้นเป็นอุปสรรคคุกคามการลงทุนจากต่างประเทศขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับการหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อวานนี้ว่า รัฐบาลต้องตัดการคาดการณ์ผลผลิตมวลรวมในประเทศลง 3% ในปีนี้เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้

ทักษิณ ชินวัตร

กลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายเสื้อแดงที่ทำการล้อมทำเนียบรัฐบาลมากว่าสองสัปดาห์ และปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนั้นนำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พวกเขากล่าวว่า บรรดาผู้เล่น [เกมการเมือง] ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เช่น ผู้พิพากษา, ข้าราชการ และที่ปรึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชฯ มีอำนาจมากเกินไปเหนือผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่มีสายโยงใยกับทักษิณผู้ถูกขับไล่ [จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี] โดยการรัฐประหารในปี 2549 ชนะการเลือกตั้งทั่วไป 4 ครั้งที่ผ่านมา สองพรรคในจำนวนนั้นถูกสั่งยุบภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างในยุคทหาร

นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล กล่าวผ่านทางโทรศัพท์วันนี้ว่า กระทรวงต่างประเทศของไทยได้เพิกถอนหนังสือเดินทางของทักษิณเมื่อวันที่ 12 เมษายน

กระทรวงฯสามารถเพิกถอนหนังสือเดินทางของคนไทยในต่างประเทศ ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ปณิธาน กล่าว ทักษิณไม่สามารถเดินทางได้ แม้ว่าเขามีหนังสือเดินทางจากประเทศอื่น เรากำลังแกะรอยการเดินทางไปมาของเขาจากภูมิภาคนี้กับตะวันออกกลาง

หมายจับ

เมื่อวานนี้ ทางตำรวจได้ออกหมายจับทักษิณและผู้นำการประท้วงคนอื่นๆหลังจากเกิดการปะทะหลายครั้งในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 123 คน

วิกฤตการณ์จะยังคงอยู่ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญยังไม่เป็นประชาธิปไตย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรี กล่าว เขาเป็นหนึ่งในจำนวนนักการเมืองประมาณ 140 คนที่ถูกพิพากษาตัดสิทธิ์ [ในการสมัครรับเลือกตั้ง] ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประชาชนระดับล่างของสังคมไทยเข้าใจประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าที่ผ่านมามาก และพวกเขาโกรธที่เสียงของพวกเขาไม่ได้รับการยอมรับ

กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายเสื้อเหลืองที่ยึดสนามบินหลายแห่งบอกว่า ทักษิณ, ซึ่งหลบหนีไปจากประเทศไทยไปเมื่อปีที่แล้วเพื่อหลบเลี่ยงโทษคดีทุจริตที่เขาถูกพิพากษาจำคุก 2 ปีนั้น, ได้ใช้เงินหลายพันล้านของเขาในการซื้อเสียงและทำลายสถาบันประชาธิปไตยต่างๆ ในระหว่างช่วง 5 ปีที่เขาอยู่ในอำนาจ พวกเขาบอกว่าทักษิณกำลังสร้างให้เกิดความโกลาหลเพื่อที่จะทำให้ตัวเองพ้นคดีความและกลับมาสู่อำนาจ

ทักษิณไม่มีปัญหากับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอนที่พรรคการเมืองของเขาจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นธรรม ปานเทพ พัวพงศ์พันธุ์ โฆษกของกลุ่มเสื้อเหลือง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าว เขาเพียงแต่กำลังทำสิ่งนี้เพื่อตัวเขาเองเพื่อหลีกเลี่ยงโทษจำคุกและกลับมามีอำนาจควบคุมประเทศ

กษัตริย์

ฝ่ายเสื้อเหลืองยังได้กล่าวหาทักษิณและฝ่ายเสื้อแดงว่า พยายามที่จะล้มระบอบกษัตริย์ของประเทศไทย บุคคลที่กระทำการดูหมิ่นสมาชิกราชวงศ์ [หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ] มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

ที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ, ผู้ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2489 และปัจจุบันเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก, ทรงทำให้คนในประเทศกลับมารวมกันเป็นหนี่งเดียวได้ในยามที่เกิดวิกฤต ในปี พ.ศ.2535 หลังจากที่กองทัพยิงกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ประชาชนหลายล้านคนได้เฝ้าดูการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ที่ผู้นำจากฝ่ายที่เป็นคู่กรณีกันหมอบอยู่เบื้องพระพักตร์ของกษัตริย์

เควิน เฮวิซัน ศาสตราจารย์ด้านเอเซียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธ คาโรไลนา ให้ความเห็นว่า ปัจจบัน ดูเหมือนว่าไม่มีผู้ใดที่สามารถอยู่เหนือการแบ่งขั้วและการเจรจาเพื่อประนีประนอม สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ สงครามแห่งการล้างผลาญ

อนาคต

การยันกันมีสภาพที่น่าเป็นห่วงขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ศาสตราจารย์ เฮวิสัน กล่าว ประชาชนในชนบทและชนชั้นแรงงานต้องการตัวแทนที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการลงคะแนนของพวกเขาได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ตาม กลุ่มบุคคลที่ทุกคนเรียกกันว่า พวกชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม พวกนิยมกษัตริย์ หรือข้าราชการของรัฐไม่ยอมรับความต้องการนี้ของประชาชนดังสิ่งที่เห็นว่ากำลังเกิดขึ้นขณะนี้

อภิสิทธิ์กล่าวเมื่อวันที่ 12 เมษายนว่า เขาจะพิจารณาถึงอนาคตทางการเมืองของเขาเมื่อสถานการณ์สงบ เมื่อมีการยึดสนามบินเมื่อปีที่แล้ว เขากล่าวตอนนั้นว่า การเลือกตั้งใหม่เป็นจะเป็นทางออกหนึ่ง หรืออาจเป็นทางออกเดียว และพวกเราจะทำในสิ่งที่ประชาชนมอบหมายให้เราทำ

พรรคการเมืองของนายอภิสิทธิ์คว่ำบาตรการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2549 ซึ่งพรรคการเมืองของทักษิณชนะการเลือกตั้ง และศาลมีคำพิพากษาให้การเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ สองสัปดาห์หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงแนะให้ผู้พิพากษาแก้ปัญหาวิกฤติรัฐธรรมนูญที่คาราคาซังอยู่

กระบวนการเลือกตั้ง

สิ่งจำเป็นที่ต้องให้เกิดขึ้นคือกระบวนการเลือกตั้งที่เปิดกว้างและไม่ถูกแทรกแซง ไมเคิล มอนต์ซาโน (Michael Montesano) นักวิจัยอาคันตุกะของสถาบันเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศสิงคโปร์ ให้ความเห็น และประชาชนต้องยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น

นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2550 ผู้ประท้วงได้ออกมาบนท้องถนนเป็นเวลา 213 วัน, ศาลได้มีคำพิพากษาปลดนายกรัฐมนตรี 2 คนที่เป็นฝ่ายสนับสนุนทักษิณ, สนามบินหลายแห่งถูกยึด, ปฏิปักษ์กลุ่มต่างๆ ออกมาบนท้องถนน และมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจำนวน 4 ฉบับ มันเป็นการขยายตัวของทศวรรษแห่งความสับสนอลหม่านในหลายด้าน

ประเทศไทยมีการทำรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จ 10 ครั้งนับตั้งแต่การล้มเลิกระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์เมื่อปี พ.ศ.2475 มีเพียงรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับของประเทศที่บัญญัติให้มีรัฐสภาจากการเลือกตั้งเต็มรูปแบบ หากนายกรัฐมนตรีกำลังมองหาคำอุปมาสำหรับประเทศที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากลำบากของเขา เขาจะต้องพบคำหนึ่งบนปกหนังสือเล่มหนึ่งของเขา ที่มีการลำดับเหตุการณ์ความล้มเหลวของทีมฟุตบอลที่เขาโปรดปราน คำนั้นเขียนว่า นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด: 50 ปีแห่งความขมขื่น

....................................

ติดต่อผู้เขียน Daniel Ten Kate in Bangkok ได้ที่