WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 19, 2009

สงครามอำมหิตยาธิปไตย vs. ประชาธิปไตยเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร *

ชื่อบทความเดิม: สงครามอำมหิตยาธิปไตย vs ประชาธิปไตยเสื้อแดง บทวิเคราะห์ประมวลพลวัตรเหตุการณ์ 8 14 เมษายน 2552 กรุงเทพฯ พัทยา กรุงเทพฯ

การที่จะมีประชาชนจะหนึ่งคนหรือแสนคนลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ทบทวนตัวเอง พิจารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ ……. แต่ท่านดูเถอะครับ ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้น ส่วนใหญ่เค้าไม่รอให้กฎหมายจัดการครับ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าสำนึกหรือความรับผิดชอบของนักการเมืองที่เค้าบอกว่า มันต้องสูงกว่าคนธรรมดา มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ท่านยกตัวอย่างกรณีของเกาหลี เช่น แค่คิดนโยบายนะครับว่าจะต้องเปิดการค้าเสรีเอาเนื้อวัวจากอีกประเทศเข้ามา คนลุกฮือขึ้นมาเป็นแสน เค้าลาออกทั้งคณะ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายในรัฐสภา วันที่ 31 สิงหาคม 2551 ขณะดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แนะนำแนวทางให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชน นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งท่ามกลางสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มมวลชนที่เรียกตนเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย)

วันที่ 8 เมษายน 2552 ประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศนับจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าสองแสนห้าหมื่นคนเดินทางมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนอกจากไม่ลาออกทั้งคณะแล้วยังดำเนินมาตรการทางทหารตอบโต้ส่งผลนำพาประเทศเข้าสู่สถานการณ์สังหารหมู่ประชาชน (บันทึกประมวลสรุปรายงานข้อมูลภาคสนามและการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมโดยนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี, วันที่ 18 เมษายน 2552)

000

ตอนที่ 1 : พัทยา
วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552

นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธีและคณะ แถลงบทวิเคราะห์ต่อสาธารณชนผ่านเวทีชุมนุม นปช. (คนเสื้อแดง) ว่าการบริหารประเทศของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาได้นำพาประเทศไปสู่ภาวะ วิกฤตซ้อนวิกฤต เช่น นอกเหนือจากไม่สามารถทำให้เกิดความสมานฉันท์ภายในประเทศได้ตามที่คาดหวังกันก่อนรับตำแหน่งแล้วยังมีประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองการทหารกับประเทศกัมพูชาเพิ่มขึ้น นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธีอ่านคำแถลงผ่านสื่อมวลชน (แต่สื่อมวลชนกระแสหลักในประเทศส่วนใหญ่ไม่เผยแพร่สู่สาธารณชนไทย) แนะนำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ลาออกเพื่อเปิดทางให้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไม่มีทั้งพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล และให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยดังกล่าวดำเนินภารกิจเฉพาะหน้าเร่งด่วนในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร. ที่มีวาระบรรจุอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้วเป็นฐานเริ่มต้นการพิจารณา แปรญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หลังจากแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วจึงประกาศยุบสภาจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ภายใน พ.ศ. 2552 วิกฤตจะคลี่คลายในทางสมานฉันท์มากขึ้นกว่าสภาพที่เป็นอยู่ขณะนั้น

แต่หากรัฐบาลดึงดันจะอยู่ในอำนาจต่อไปจะเกิดภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตรุนแรงยิ่งขึ้น

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552

การจัดชุมนุมประชาชนโดยใช้สิทธิการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล (กรุงเทพมหานคร) ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องความมีส่วนร่วมของกลุ่มพลังมวลชนจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศพร้อมใจกันสวมใส่ เสื้อแดง เดินทางหลั่งไหลเข้าสู่ที่ชุมนุมตลอดคืนวันที่ 8 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 9 เมษายน 2552 จนมีประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมรวมกันมากกว่า 250,000 คนจนอาจกล่าวอย่างไม่เป็นทางการขณะนี้ว่าเป็น การชุมนุมประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เท่าที่เคยปรากฏ โดยเป็นการชุมนุมที่มีสาธารณชนไทยเข้าร่วมมากที่สุดไม่ว่าจะพิจารณาจากจำนวนรวมของผู้เข้าร่วมชุมนุม หรือความหลากหลายทางดัชนีสังคมของประชาชนที่ร่วมชุมนุม เช่น อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษา อายุ การกระจายภูมิลำเนา เป็นต้น

วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

แกนนำประชาชนที่ร่วมชุมนุม (นปช. นำโดยนาย วีระ มุสิกพงศ์และคณะ) แสดงพลังการชุมนุมที่มีประชาชนเข้าร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งดังกล่าวโดยจัดการเดินขบวนประกาศการประท้วงรัฐบาลไปตามถนนสายต่าง ๆ ที่มุ่งหน้าจากบริเวณทำเนียบรัฐบาลและลานพระบรมรูปทรงม้าสู่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

จนเป็นที่ปรากฏต่อสายตาประชาชนกรุงเทพฯ สื่อมวลชนในประเทศ และสื่อมวลชนต่างประเทศว่าบนถนนกรุงเทพฯจากลานชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเนืองแน่นไปด้วย คนเสื้อแดง ขณะที่ประชาชนที่เฝ้ามองการเดินขบวนดังกล่าวแสดงความรู้สึกปะปนกันทั้งสนับสนุนด้วยความพึงพอใจและหงุดหงิดที่เกิดปัญหาอุปสรรคการจราจรบนท้องถนน

ในคืนวันที่ 9 เมษายน หลังจากแกนนำ นปช. ประเมินผลสำเร็จของการเดินขบวนประท้วงนำประชาชนจำนวนมากไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดยแกนนำการชุมนุมสามารถควบคุมอารมณ์มวลชนให้อยู่ในความสงบตามแนวทางสันติวิธีรวมทั้งป้องกันความพยายามแทรกแซงก่อเหตุวุ่นวายจากบุคคลภายนอกและบุคคลที่แฝงตัวแต่งกายเสื้อแดงเข้ามาในที่ชุมนุมได้หลายระดับ รวมทั้งสามารถควบคุมอารมณ์มวลชนไม่ให้พลุ่งพล่านเดือดดาลไปตามการยั่วยุโดยข่าวสารข้อมูลของสื่อโทรทัศน์กระแสหลักที่ลำเอียงเป็นปฏิปักษ์กับมวลชนเสื้อแดงมาโดยต่อเนื่อง แกนนำนปช. ได้ตกลงใจให้นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรองและคณะนำประชาชนจำนวนหนึ่ง (เบื้องต้นประมาณ 500 คนจากกรุงเทพฯ แต่ต่อมาได้เชิญชวนประชาชนในจังหวัดชลบุรี ระยองหรือใกล้เคียงเข้าร่วม) เดินทางไปยังพัทยาเพื่อประกาศการประท้วงรัฐบาลไทยต่อที่ประชุมอาเซียนซัมมิตซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะกำหนดจะเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการที่พัทยาในวันที่ 10 เมษายน 2552 (ขณะนั้นยังไม่มีการประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่พัทยา)

นอกเหนือจากประชาชนเสื้อแดงจากกรุงเทพฯและต่างจังหวัดใกล้เคียงจะอาสากันเดินทางไปร่วมชุมนุมประท้วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่พัทยาแล้วยังปรากฏว่ามีกลุ่มบุคคล เสื้อสีน้ำเงิน จำนวนหนึ่ง ติดอาวุธและเครื่องมือทำลาย เช่น อาวุธปืน ตะปูเรือใบ ระเบิดปิงปองและระเบิดควัน) เดินทางไปพัทยาโดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากยานพาหนะของหน่วยราชการ (อ้างอิงภาพและรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศรวมทั้งการสัมภาษณ์ผู้ประสบเหตุการณ์โดยตรง)

ระหว่างช่วงเวลารอยต่อของคืนวันที่ 9 และเช้าตรู่วันที่ 10 เมษายน 2552 มีการก่อสถานการณ์ตึงเครียดโดยการสาดตะปูเรือใบดักไว้บนถนนสายต่างๆ ที่มวลชนเสื้อแดงใช้เดินทางมุ่งสู่พัทยารวมทั้งการขว้างปาก้อนหินขนาดต่าง ๆ และการลอบยิงปืนเข้าใส่รถที่คนเสื้อแดงจากกรุงเทพฯใช้เดินทางไปประท้วงรัฐบาลที่พัทยา ข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ผู้ร่วมเดินทางไปกับขบวนรถแท็กซี่จากกรุงเทพฯกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปตามทางหลวงแผ่นดินถึงบริเวณใกล้แหลมฉบังถูกกลุ่มคนแอบซุ่มยิงปืนเข้าใส่จนมีผู้บาดเจ็บสาหัสถูกยิงเข้าที่หน้าอกต้องนำส่งโรงพยาบาล (ผู้รายงานข้อมูลพยายามสอบถามชื่อนามสกุลผู้บาดเจ็บรายดังกล่าว จำได้ชัดเจนว่าเป็นชายวัยหนุ่ม สอบถามจากแหล่งข้อมูลรอบข้างเท่าที่สอบถามได้ว่าผู้บาดเจ็บชื่อ นายสมพงษ์ จำปาชื่น (หมายเหตุผู้วิเคราะห์: ชื่อนามสกุลที่ถูกต้องครบถ้วนตามทะเบียนราษฎร์หรือเวชระเบียนของโรงพยาบาลที่รับตัวผู้บาดเจ็บรายดังกล่าวเข้ารักษาพยาบาลอาจตรงตามนี้หรือคลาดเคลื่อนไปบ้างจากชื่อนามสกุลตัวสะกดที่ปรากฏในรายงานการวิเคราะห์นี้ตามธรรมชาติขีดจำกัดความจำของแหล่งข้อมูล)

วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552 : บ่าย

นาย เนวิน ชิดชอบ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองและไม่มีตำแหน่งราชการแต่ประการใดในช่วงเวลาดังกล่าว (อย่างไรก็ตาม นายเนวินเป็นแกนนำกลุ่มนักการเมืองที่ย้ายจากพรรคพลังประชาชนที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคในปี พ.ศ. 255 1 ไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ในปี พ.ศ. 2552 หลังจากร่วมกันสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคเพื่อไทยในเดือนธันวาคม 255 1) ไปปรากฏตัวอยู่ในปริมณฑลพัทยาใกล้บริเวณที่จะเกิดเหตุรุนแรงที่พัทยาในช่วงวันที่ 9 - 10 เมษายน โดยแต่งกายคล้ายคลึงกับลักษณะการแต่งกายของ กองกำลังกึ่งทหารกึ่งพลเรือน ติดอาวุธซึ่งถูกระดมขนส่งเข้ามาในพื้นที่โดยการอำนวยความสะดวกของยานพาหนะทางราชการ รายงานข่าวและภาพจากสื่อมวลชนทางเลือกของไทย เช่น เว็บไซต์ในช่องทางสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต และสำนักข่าวต่างประเทศ เผยแพร่ภาพนายเนวินปรากฏตัวในปริมณฑลพัทยาใกล้สถานที่จะเกิดเหตุรุนแรงในวันดังกล่าวยืนยันแน่นหนาว่ามีการปรากฏตัวของนายเนวินเกี่ยวข้องกับบุคคลที่แต่งกายแบบกึ่งทหารกึ่งพลเรือนติดอาวุธ (กลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มเสื้อน้ำเงิน) ซึ่งต่อมาในวันที่ 10 เมษายนกลุ่มเสื้อน้ำเงินจะใช้อาวุธซุ่มทำร้ายกลุ่มเสื้อแดง (อ้างอิงจากคำบอกเล่าของผู้ประสบเหตุการณ์ประกอบข้อมูลรายงานจากสื่อมวลชน)

ตลอดช่วงกลางวัน วันที่ 10 เมษายน เกิดสถานการณ์เผชิญหน้าตึงเครียดระหว่างมวลชนเสื้อแดงกับ กลุ่มคนเสื้อยืดสีน้ำเงิน ที่แสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับคนเสื้อแดงในพื้นที่พัทยา โดยมีการใช้ก้อนหินจากไหล่เขา ตะปูเรือใบ ระเบิดปิงปอง ระเบิดควันและอาวุธปืนระดมขว้างปาและยิงเข้าใส่มวลชนเสื้อแดงจนมีผู้บาดเจ็บอีกหลายรายทั้งในส่วนที่เข้ารับการรักษาพยาบาลและที่อาการบาดเจ็บไม่สาหัสและเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ที่บริเวณสถานที่จัดการประชุมอาเซียนซัมมิตในพื้นที่พัทยา แกนนำนปช. และมวลชนเสื้อแดงยืนยันจะขอเข้าไปประกาศคำแถลงต่อสื่อมวลชนเพื่อคัดค้านและประณามรัฐบาลไทย แต่ได้รับการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐบาล รายงานข่าวตอนหนึ่งของสำนักข่าวรอยเตอร์เผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐบาลประทับปืนเล็งเตรียมยิงกลุ่มประชาชนที่ยืนกรานจะเข้าไปในโรงแรมที่จัดการประชุม (รายงานอย่างไม่เป็นทางการแจ้งว่าเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งยับยั้งการยิงนั้นไว้ทันท่วงที แต่เหตุการณ์ฉุกละหุกที่แท้จริงหลังจากการประทับปืนเล็งจะยิงขณะนั้นเป็นอย่างไรอาจจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม) อย่างไรก็ตาม ในที่สุดมวลชนและแกนนำคนเสื้อแดงประสบความสำเร็จในการเดินเท้าเข้าสู่ภายในโรงแรมที่จัดการประชุมอาเซียนซัมมิตและสามารถอ่านคำแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนที่พัทยาได้ (หมายเหตุ : นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำนปช. เป็นผู้อ่านคำแถลงเป็นภาษาอังกฤษที่พัทยา โดยมีเพียงสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่นเพียงแห่งเดียวที่ถ่ายทอดภาพและเสียงออกอากาศทางเคเบิลทีวีให้สาธารณชนรับทราบแบบถ่ายทอดสด ผู้เขียนในฐานะนักวิชาการอิสระที่แกนนำนปช. เปิดโอกาสให้นำเสนอบทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะต่อฝ่ายต่าง ๆ ผ่านเวทีการชุมนุมได้ในบางช่วงเวลาได้รับการร้องขอจากแกนนำนปช. ที่เวทีหน้าทำเนียบรัฐบาลให้แปลคำแถลงถ่ายทอดสดสู่สาธารณชนไทยหลังจากนายจักรภพสรุปจบคำแถลงที่พัทยา เนื้อหาคำแถลงอย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษอาจค้นหาได้จากเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ขณะนั้นยังไม่ถูกปิดทำการเด็ดขาดตั้งแต่ฃ่วงวันที่ 12 14 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะมีปฏิบัติการทางทหารโดยคำสั่งรัฐบาลและจะเกิดความรุนแรงอันเป็นที่มาของข้อความอำมหิตยาธิปไตย ในบทวิเคราะห์นี้) ความเสียหายทรัพย์สินของทางโรงแรมที่เกิดเหตุตามที่ยกขึ้นกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวางโดยสื่อโทรทัศน์ไทยและนักวิเคราะห์วิจารณ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับคนเสื้อแดงเท่าที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ได้แก่ บานกระจกแตกคิดเป็นมูลค่าหลักแสนบาท แต่อย่างน้อยในขณะนั้นไม่ปรากฏว่ามีรายงานการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของพนักงานโรงแรมหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในที่เกิดเหตุแต่ประการใด รายงานข่าวและข้อมูลทุกกระแสในขณะนั้นรายงานตรงกันว่าผู้บาดเจ็บเป็นประชาชนคนเสื้อแดง

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ได้ตัดสินใจ ลาออกทั้งคณะ ตามหลักการหรือแนวทางประชาธิปไตยซึ่งตนเองยกขึ้นกล่าวอ้างในคำอภิปรายที่แนะนำให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนก่อนหน้านั้นลาออก เมื่อวันที่ 3 1 สิงหาคม 255 1 แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะดำเนินมาตรการยกระดับ การเผชิญหน้า แบบเป็นปฏิปักษ์รุนแรงมากขึ้นกับประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมนับแสนคนทั้งที่กรุงเทพฯและพัทยารวมกัน โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ใช้อำนาจบริหารประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่พัทยาตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2552

อย่างไรก็ตาม ภายในค่ำวันที่ 10 เมษายน 2552 ข้อเท็จจริงปรากฏเป็นที่แน่ชัดต่อสาธารณชนไทยและประชาคมโลกว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในความพยายามที่จะจัดการประชุมอาเซียนซัมมิตครั้งดังกล่าว เนื่องจากการประชุมถูกยกเลิกโดยปริยายเมื่อผู้นำประเทศต่าง ๆ พากันเดินทางกลับประเทศของตน โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในฐานะนายกรัฐมนตรีไทยผู้เป็นประธานและเจ้าภาพจัดการประชุมไม่สามารถแม้แต่จะได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดประชุมอย่างเป็นทางการ

วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 255 : ค่ำ

รายงานเหตุการณ์ที่พัทยา วันที่ 10 เมษายน ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนต่างประเทศขณะที่เวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ทำเนียบรัฐบาลดำเนินต่อเนื่อง แต่การชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยุติลงโดยไม่มีเหตุปะทะรุนแรงบานปลายแต่ประการใด นอกเหนือไปจากปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอัมพาตระหว่างการชุมนุมและการกล่าวหาว่าการปิดถนนของคนเสื้อแดงทำให้เกิดความเสียหายรวมทั้งการพยายามยกประเด็นเรื่อง การขาดอ็อกซิเจน บริการคนไข้ในโรงพยาบาลราชวิถีขึ้นกล่าวหา นปช.ผ่านสื่อมวลชนไทยกระแสหลัก ต่อมาแกนนำนปช. ที่เวทีทำเนียบรัฐบาลประกาศให้ผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเดินทางกลับมารวมตัวกันที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล

ประชาชนบางรายที่ได้รับบาดเจ็บ (อาการไม่สาหัส) ขึ้นเวทีปราศรัยที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่พัทยาในวันที่ผ่านมา ผู้วิเคราะห์มีโอกาสเล็กน้อยได้สัมภาษณ์สอบถามข้อมูลบางประการจากนายอริสมันต์หลังจากการปราศรัยของนายอริสมันต์ ตอนหนึ่งของการสนทนานายอริสมันต์สอบถามความเห็นและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการที่ตนเองถูกหมายจับซึ่งผู้วิเคราะห์ตอบไปกลาง ๆ ว่าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของนปช. คงมีวิธีดูแลช่วยเหลืออยู่แล้ว หลังจากนั้นนายอริสมันต์กล่าวว่าเหนื่อยมากทั้งวันมาแล้วคืนนี้จะขอนอนสบาย ๆ ในโรงแรมห้าดาว ผู้วิเคราะห์มีข้อสังเกตอยู่ในใจเล็กน้อยว่านายอริสมันต์กำลังตกเป็นเป้าหมายการปองร้ายของกองกำลัง คนเสื้อยืดสีน้ำเงิน ซึ่งมีลักษณะจัดตั้งแบบกึ่งทหารกึ่งพลเรือนกื่งมาเฟียจึงกล่าวไปว่าอย่างไรก็ควรระมัดระวังความปลอดภัยด้วย

000

ตอนที่ 2 : กระทรวงมหาดไทย

วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2552

นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวที่บ้านพักในตอนเช้าตรู่วันที่ 11 เมษายน ข่าวนี้ไม่ถูกปิดกั้นโดยสื่อมวลชนกระแสหลักสายวิทยุโทรทัศน์ในประเทศเหมือนเช่นข่าวความคืบหน้าฃอง นปช.จำนวนมากก่อนหน้านี้ที่มีลักษณะเป็นคุณต่อการเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดง (ข่าวที่เป็นคุณหรือเป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนไหวของ นปช.ก่อนหน้านี้จำนวนมาก รวมทั้งคำแถลงประจำวันของนปช.ต่อสื่อมวลชนที่หลังเวทีปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาลมักถูกปกปิด ปิดกั้น หรือลดทอนความสำคัญโดยสื่อมวลชนไทยจนเป็นที่กล่าวขวัญกันทั้งในที่ชุมนุมและทางเว็บไซต์ในประเทศจำนวนหนึ่งว่าสื่อมวลชนไทยไม่ให้ พื้นที่ข่าวสาร แก่คนเสื้อแดง รวมทั้งข้อวิพากษ์วิจารณ์กันว่าสื่อมวลชนไทยเลือกข้างเป็นพรรคพวก พันธมิตรฯ ที่มุ่งร้ายต่อ นปช.และคนเสื้อแดง) รายงานข่าวการจับกุมนายอริสมันต์ถูกโหมประโคมอื้ออึงเป็นข่าวด่วนข่าวสดตั้งแต่เช้าวันที่มีการจับกุม

ภายในวันเดียวกัน มีการสร้างข่าวไม่กรองหลายกระแสรายงานการเคลื่อนไหวค่อนข้างสับสนเกี่ยวกับการกำหนดสถานที่ควบคุมตัวนายอริสมันต์และกำหนดการแถลงข่าวของฝ่ายรัฐบาลที่กระทรวงมหาดไทย

แกนนำ นปช. ส่วนหนึ่งนำมวลชนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเดินทางไปที่กระทรวงมหาดไทยและเกิดการเผชิญหน้าปะทะกันอย่างรุนแรงโดยมีผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ผู้ร่วมเหตุการณ์ปะทะที่เป็นฝ่ายนปช. อ้างว่ามีผู้แอบซุ่มยิงคนเสื้อแดงภายในบริเวณซอกหลืบอาคารต่าง ๆ ในกระทรวงมหาดไทยจนมีคนเสื้อแดงเสียชีวิตอย่างน้อย 2 รายถูกลากศพไปซ่อนภายในอาคาร ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีรถประจำตำแหน่งนักการเมืองระดับสูงวิ่งด้วยความเร็วพุ่งฝ่ากลุ่มคนเสื้อแดงเข้าชนประตูกำแพงหยุดนิ่งก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะกรูเข้าไปกระชากตัวคนขับรถออกมาและพบว่าภายในรถมีนายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ แกนนำระดับสูงของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันนั่งบาดเจ็บอยู่ภายใน (รายงานข่าวต่อมาระบุว่าคนเสื้อแดงรุมทำร้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธ์) การแถลงของรัฐบาลประณามนปช.โดยระบุว่าคนเสื้อแดงรุมทำร้ายทั้งคนขับรถและนายนิพนธ์ในที่เกิดเหตุ

เหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย วันที่ 1 1 เมษายน 2552 ทำให้จำนวนผู้บาดเจ็บเพิ่มสูงขึ้นกว่าวันก่อน โดยเริ่มมีคนของฝ่ายรัฐบาลบาดเจ็บเสียหายด้วยเช่นกัน

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ใช้วิธีแก้ปัญหาวิกฤตด้วยการลาออก ยุบสภา หรือใช้แนวทางสมานฉันท์เปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการกับแกนนำ นปช. แต่เลือกดำเนิน มาตรการยกระดับการเผชิญหน้าแบบปฏิปักษ์ ต่อประชาชนเสื้อแดงอย่างแข็งกร้าวมากขึ้นโดยการประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพฯและจังหวัดข้างเคียงโดยรอบตั้งแต่วันที่ 1 1 เมษายน 2552

เวลา 15.30 น. มวลชนเสื้อแดงควบคุมตัวชายวัยฉกรรจ์แต่งกายด้วยเสื้อเชิร์ตสีขาวเข้ารูป กางเกงสีกรมท่าเข้ม สวมแจ๊คเก็ตแบบเบลเซอร์สีดำ มีร่องรอยบาดแผลศีรษะแตกไม่ลึก พกพาอาวุธสงครามร้ายแรงเป็นปืนเอชเคแบบพับฐานพร้อมกระสุนจริง เข้ามาที่หลังเวทีชุมนุมให้คณะแพทย์ที่ประจำการอยู่ก่อนหน้าแล้วทำการปฐมพยาบาลก่อนส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับตัวไปสอบสวน (การตรวจสอบเบื้องต้นโดยการ์ด นปช. ระบุว่าชายดังกล่าวเป็นนายทหารบกยศพันตรี) ระหว่างนั่งพักรอการส่งตัวให้ตำรวจในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อมาปรากฏว่ามีคณะแพทย์พยาบาลสวมเสื้อคลุมขาวระบุว่ามาจากสภากาชาดไทยจะมารับตัวชายคนดังกล่าวอ้างว่าต้องนำส่งโรงพยาบาลและจะขอ ให้น้ำเกลือ เพราะเป็นผู้บาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ปรากฏมีผู้คัดค้านเพราะเกรงว่าการฉีดของเหลวดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บาดเจ็บและอาจเป็นเหตุให้มีการใส่ร้าย แกนนำนปช.ในเวลาต่อไป ผู้ร่วมสังเกตการณ์คนหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับการแต่งกายของบุคคลากรทางการแพทย์ระบุว่าแพทย์ชายที่มากับคณะพยาบาลชุดนี้เป็น แพทย์จุฬาฯ ที่เคยประกาศ คว่ำบาตร ไม่รับรักษาพยาบาลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ วันที่ 7 ตุลาคม 255 1 (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย vs เจ้าหน้าที่ตำรวจ) รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าที่หลังเวทีนปช. ขณะนั้นยังมีประชาชนเสื้อแดงที่บาดเจ็บอยู่ระหว่างการปฐมพยาบาลอีกหลายคนแต่เหตุใดคณะแพทย์พยาบาลชุดนี้จึงมุ่งจะมารับตัวและ ให้น้ำเกลือ เฉพาะเจาะจงแก่นายทหารคนนี้เพียงคนเดียวโดยไม่เอื้อเฟื้อจรรยาแพทย์แก่ผู้บาดเจ็บคนอื่นที่หลังเวทีปราศรัยนั้นเลยแม้แต่รายเดียว

เวลา 17.15 น. การ์ดและมวลชนเสื้อแดงควบคุมตัวชายวัยฉกรรจ์ได้อีกคนโดยตรวจพบว่าแอบซ่อนพกพาอาวุธสงครามชนิดคล้ายคลึงกับกรณีแรกเข้ามาในที่ชุมนุม พร้อมกระสุนจริง ชายคนนี้ถูกตรวจจับและควบคุมตัวมาที่หลังเวทีปราศรัยโดยไม่มีร่องรอยบาดแผลแต่ประการใด

ก่อนค่ำวันเดียวกันมีสตรีสูงอายุรูปร่างค่อนข้างท้วม ผิวขาวเหลือง อายุประมาณ 60 65 ปี เดินเข้ามาสอบถามหาอาจารย์ มานิตย์ จิตจันทร์กลับ โดยอ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนคณะภรรยานายทหารอากาศเกษียณระดับนายพลหลายคน (มีการระบุชื่อนายทหารอากาศยศ พลอากาศโทถึงพลอากาศเอก 3 คน) ต้องการนำข่าวสารจากนายทหารระดับสูงดังกล่าวมาบอกผ่านอาจารย์มานิตย์ไปถึงแกนนำนปช. ว่า อย่าใจเย็น ให้รีบต่อสู้เผด็จศึกตอนนี้ทันที

000

ตอนที่ 3 : สามเหลี่ยมดินแดง
วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552 (เช้า)
: ปฏิบัติการสังหารหมู่

ความตึงเครียดทวีขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนายกรัฐมนตรีแถลงว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดนับจากวินาทีที่แถลงเป็นต้นไป (การแถลงวันที่ 1 1 เมษายน 2552) และทวีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อมีการออกคำสั่งเคลื่อนกำลังพลทางทหารพร้อมรถหุ้มเกราะและอาวุธสงครามมุ่งหน้าเข้าโอบล้อมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่สามเหลี่ยมดินแดงจรดพื้นที่รายรอบสถานที่ชุมนุมคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบรัฐบาล

การเคลื่อนไหวทางยุทธการของกองกำลังทหารติดอาวุธครบมือ (และกระสุนจริง) พร้อมรถหุ้มเกราะที่มุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายที่ชุมนุมประชาชนหน้าทำเนียบรัฐบาล ดำเนินไปควบคู่กับการประกาศระดมคนเสื้อแดงเข้าสู่ที่ชุมนุมสลับกับการแจ้งให้ผู้ชุมนุมเดินทางไป เสริมกำลัง คนเสื้อแดงที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงบ้าง ไปขัดขวางการยึดสถานีดาวเทียมไทยคมบ้าง ไปป้องกันการตัดกระแสไฟฟ้าสถานีดีสเตชั่นบ้าง ทำให้ตลอดคืนวันที่ 11 เมษายน ต่อเนื่องถึงย่ำรุ่งวันที่ 12 เมษายน 2552 ที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยความตึงเครียดหวาดผวาต่อความรุนแรงและจลาจลบานปลาย อย่างไรก็ตามแกนนำ นปช. ที่เวทีทำเนียบรัฐบาลยังคงสามารถควบคุมจิตวิทยามวลชนให้สงบรวมตัวอยู่รอบเวทีศูนย์กลางการปราศรัยได้โดยไม่เกิดภาวะตื่นกลัวคลุ้มคลั่งจนอาจเกิดความรุนแรงบานปลายเป็นอันตรายต่อมวลชนที่ร่วมชุมนุมที่เวทีปราศรัย ผู้วิเคราะห์ยังคงร่วมสังเกตการณ์อยู่ในบริเวณดังกล่าวกับผู้ช่วยรวบรวมข้อมูลสังเกตการณ์ภาคสนามคนหนึ่งจนกระทั่งเวลา 04.15 น. ของเช้ามืดวันที่ 12 เมษายน 2552 ผู้วิเคราะห์ประเมินว่าจะยังไม่มีการใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในคืนนั้นแล้ว ผู้วิเคราะห์จึงเดินออกจากบริเวณที่ชุมนุมไปยังสำนักงานมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ซึ่งตั้งอยู่บนถนนข้างเคียงใกล้ทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำรถยนต์ส่วนตัวที่จอดไว้เดินทางกลับที่พัก

ณ เวลาประมาณ 04.30 นั้น รถโดยสาร ขสมก.คันหนึ่งถูกนำมาจอดขวางถนนเลียบทางรถไฟระหว่างสถานียมราช สวนจิตรลดาเรียบร้อยแล้วโดยผู้วิเคราะห์ไม่ทราบว่าเป็นปฏิบัติการของฝ่ายใด แต่ตำแหน่งที่รถถูกนำมาจอดนั้นอยู่หลังแนวประจำการของกองกำลังเจ้าหน้าที่รัฐบาลซึ่งเข้ามายึดพื้นที่ดูแลความปลอดภัยที่ด่านทางด่วนยมราช ณ เวลานั้นเรียบร้อยแล้ว เพราะเหตุที่รถคันดังกล่าวปิดขวางผิวจราจรทุกช่องทางอย่างสิ้นเชิง ผู้วิเคราะห์จึงต้องกลับรถกลางถนนมุ่งหน้าไปขึ้นทางด่วนที่ด่านยมราชเพื่อกลับที่พัก แทนที่จะใช้เส้นทางสามเสน จตุจักร- บางเขนเช่นที่เคยใช้ในวันก่อน (ผู้วิเคราะห์พบในเวลาต่อมาว่ารถโดยสารคันดังกล่าวถูกเผาประกอบสถานการณ์รุนแรงในช่วงวันที่ 13 เมษายน)

ระหว่างทางที่ผู้วิเคราะห์ขับรถยนต์ขึ้นทางด่วนจากด่านยมราชมุ่งหน้าไปทางถนนกำแพงเพชรและทางลงรัชดาภิเษกตัดวิภาวดีรังสิต ผู้วิเคราะห์ยังไม่ทราบว่าได้มีการสั่งการให้ทหารใช้อาวุธระดมยิงขับไล่ รวมทั้งสังหารมวลชนเสื้อแดงที่ปักหลักชุมนุมกันอยู่ที่ทางแยกสามเหลี่ยมดินแดงจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากแล้ว

ผู้วิเคราะห์ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อกลับถึงที่พัก

ตลอดเช้าวันที่ 12 เมษายน 2552 สถานีโทรทัศน์ไทย (ไทยพีบีเอส) และผู้ประกาศข่าวที่เป็นมิตรกับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้รีรอเสียเวลาในการจัดรายการถ่ายทอดสดเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ขณะที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 รายงานเหตุการณ์เดียวกันแต่มีน้ำหนักความเห็นประกอบการรายงานแตกต่างออกไปในบางส่วนเล็กน้อย ขณะที่สถานีโทรทัศน์อื่นบางรายแม้ว่าจะรับทราบเหตุการณ์รุนแรงแล้วแต่ยังไม่รายงานให้ความสำคัญมากเท่ากับสองสถานีที่กล่าวถึง

การติดตามรายงานข่าวโทรทัศน์ประกอบข้อมูลจากรายงานภาคสนามที่ประชาชนจำนวนหนึ่งส่งข่าวสารให้ได้รับทำให้ทราบได้ว่ามวลชนเสื้อแดงถูกกองกำลังทหารดำเนินยุทธการปราบปรามโดยใช้อาวุธสังหารระดมยิงใส่จนบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากในขณะที่มวลชนเสื้อแดงไม่มีอาวุธประจำกายสำหรับป้องกันตนเองหรือต่อสู้ตอบโต้นอกจากการใช้เครื่องกีดขวางเช่นรถเมล์ ถังแก๊ส ขวดบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง หรือยางรถยนต์เผาไฟ เป็นต้น

ผู้วิเคราะห์เดินทางกลับเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมคนเสื้อแดงหน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งก่อนเที่ยงวันที่ 12 เมษายน 2552 โดยใช้เส้นทางอ้อมเข้าทางด้านสวนอัมพร

000

ตอนที่ 4 : ทำเนียบรัฐบาล/นางเลิ้ง
วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552
: วันอำมหิตยาธิปไตย
**

ภายในเที่ยงวันที่ 13 เมษายน ที่บริเวณพื้นที่รอบนอกของเวทีศูนย์กลางการชุมนุมมีผู้พบเห็นชายสองคนแต่งกายคล้ายคนเสื้อแดงกำลังพยายามกระตุ้นเร้าอารมณ์โกรธให้คนเสื้อแดงออกไปต่อสู้กับเจ้าหน้าที่แต่มวลชนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยกันขัดขวางและควบคุมตัวส่งสถานีตำรวจนางเลิ้ง รายงานเพิ่มเติมแจ้งว่าตำรวจตรวจพบบัตรประจำตัวข้าราชการทหารในตัวบุคคลที่พยายามสร้างสถานการณ์ดังกล่าวซึ่งบุคคลที่ถูกควบคุมตัวอ้างว่ายังไม่ต้องรีบดำเนินคดีกับตนเพราะ นาย กำลังจะมา เคลียร์ ให

ภายในวันเดียวกัน มีผู้ก่อเหตุการณ์รุนแรงที่บริเวณตลาดนางเลิ้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตสองราย รายงานข่าวโทรทัศน์ ช่อง 3 เปิดเผยในเวลาต่อมาว่าผู้ถูกยิงเสียชีวิตรายหนึ่งเป็นประชาชนที่มารอมุงดูเหตุการณ์ที่ตลาดนางเลิ้งในช่วงเวลาตึงเครียดหลังการสลายมวลชนสามเหลี่ยมดินแดง โดยมีญาติผู้เสียชีวิตเห็นเหตุการณ์และยืนยันว่าผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ตสีดำนั่งมอเตอร์ไซค์เข้ามาจ่อยิงขณะเกิดเหตุชุลมุน (สถานที่เกิดเหตุอยู่ไกลเลยแนวแผงเหล็กกั้นที่สะพานขาวออกไปทางหลานหลวง) ก่อนหลบหนีไป

ภายในเวลา 14.30 น. วันที่ 13 เมษายน 2552 กรุงเทพฯตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่ใครก็ยากจะคาดการณ์ล่วงหน้าว่าการนองเลือดที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่สามเหลี่ยมดินแดงจะขยายตัวบานปลายต่อไปเพียงใดหรือจะจบลงด้วยการจลาจลเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือลุกลามไปในต่างจังหวัด หรือไม่ เพียงใด หรือจะคลี่คลายต่อไปอย่างไรในเวลาวินาทีต่อวินาที

ถนนหน้าสำนักงานมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 จากหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ถึงสะพานขาวโล่งว่างไม่มีมวลชนเสื้อแดงหรือการ์ด นปช. เฝ้าระวังแล้วหลังจากข่าวลือแพร่สะพัดว่ามีกลุ่มสมาชิกพันธมิตรฯปะปนอยู่กับไทยมุงที่อีกฟากหนึ่งของสะพานขาวคอยก่อกวนทำร้ายใครก็ตามที่สวมเสื้อสีแดงเดินผ่าน

เลขานุการมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 แจ้งให้ทุกคนที่ทำงานในมูลนิธิออกจากอาคารเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายก่อนหน้าเวลา 14.30 แล้ว ภายในมูลนิธิเหลือเพียงพนักงานดูแล 2 คน เฝ้าระวังทรัพย์สินของมูลนิธิ

ผู้เขียนเดินจากที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลไปยังอาคารมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อตรวจสอบข้อมูลว่าสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ยังคงปรึกษาประชุมกันอยู่หรือไม่และได้รับแจ้งจากผู้เฝ้าระวังอาคารมูลนิธิว่าทุกคนได้รับแจ้งให้ออกจากอาคารหมดแล้ว

ผู้วิเคราะห์เดินเท้ากลับไปที่เวทีชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลหลังจากช่วงเวลาที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเผยแพร่การให้สัมภาษณ์ของประธานวุฒิสภาถึงความกังวลต่อสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลาย ผู้วิเคราะห์เดินเท้าไปถึงเวทีทำเนียบรัฐบาลขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสงกำลังปราศรัยเรียกร้องรัฐบาลให้พิจารณาดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างระมัดระวัง หลังจากนั้นนาย สุธรรม แสงประทุมขึ้นเวทีปราศรัยต่อ

เวลา 15.25 ผู้วิเคราะห์ได้พบและสอบถามข้อมูลสถานการณ์ทั่วไปจากนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. คนหนึ่ง ระหว่างนั้นนายณัฐวุฒิขัดจังหวะการปราศรัยด้วยการประกาศด่วนผ่านเครื่องขยายเสียงเรียกการ์ด นปช. ทุกคนให้ถอนตัวจากทุกจุดเข้ามารวมตัวป้องกันรักษาพื้นที่เวทีชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการสร้างสถานการณ์รุนแรงของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่รวมตัวกันอยู่รายรอบพื้นที่ชุมนุมที่เวทีหน้าทำเนียบรัฐบาล

เวลา 17.30 น. กองกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือเคลื่อนพลเข้าปิดล้อมประชิดบริเวณที่ชุมนุมในระยะห่างด้านหนึ่ง (ด้านถนนเลียบคลองข้างวัดเบญจมบพิตรฯ) ไม่เกิน 100 เมตรเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงกลางวัน ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ผู้วิเคราะห์มองเห็นกลุ่มควันเผาไหม้ลอยคลุ้งขึ้นสูงบนท้องฟ้าอย่างน้อย 2 ด้านจากเวทีปราศรัย แต่เป็นร่องรอยการเผาไหม้ที่อยูในระยะไกลออกไปจากปริมณฑลการชุมนุมขณะนั้น

เวลา 17.50 น. มีผู้มาแจ้งกับผู้วิเคราะห์ว่าเห็นทหารใช้อาวุธปืนยิงเป็นระยะ ๆ ที่บริเวณใกล้เคียงกระทรวงศึกษาธิการที่ถนนราชดำเนินและเห็นอาคารที่มี ตัววิ่ง ถูกไฟเผาไหม้บางส่วน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้นมีสตรีสวมเสื้อแดงอายุประมาณ 30 ปีเศษเดินเข้ามาหาผู้วิเคราะห์ อ้างว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเสื้อแดงที่พยายามแย่งศพแท็กซี่จากทหารที่สามเหลี่ยมดินแดงแต่ได้มาแค่กางเกงเปื้อนเลือด ทั้งยังกล่าวต่อไปว่าอยากให้ อาจารย์ ช่วยไปบอกแกนนำนปช.ว่าทหารโหดมาก อยากให้ส่งการ์ดนปช.ไปสู้กับพันธมิตรฯ ที่ยมราช ผู้วิเคราะห์รับฟังไว้ แต่ขอดูบัตรประจำตัวประชาชนสตรีคนดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าพกบัตรประชาชนแต่พกใบอนุญาตขับขี่จักรยานยนต์ชั่วคราว ฉบับที่ 3 1009XXXXXXXX วันที่อนุญาต 2 พฤษภาคม 2551

เวลา 13 เมษายน 2552 เวลา 19.30 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เนื้อหาคำแถลงที่สำคัญเป็นการกล่าวหาแกนนำ นปช. อย่างน้อย 2 เรื่อง คือ การยิงอาวุธสงครามใส่อาคารศาลรัฐธรรมนูญ และ (สันนิษฐานเชิงกล่าวหาล่วงหน้า) ว่าคืนนั้น นปช. อาจก่อจลาจล นอกเหนือไปจากข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้ว นายสุเทพอธิบายต่อประชาชนว่าการดำเนินมาตรการของทหารและรัฐบาลจนถึงขณะนั้นยังไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

การเผชิญหน้าอย่างตึงเครียดระหว่าง นปช. กับกองกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลดำเนินต่อไปตลอดคืนวันที่ 13 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 14 เมษายนแต่ยังไม่มีการจู่โจม

000

ตอนที่ 5 : ทำเนียบรัฐบาล
วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552
: ถอดสลักฆาตกรคอปกขาว***

ก่อนเที่ยงวันที่ 14 เมษายน 2552 กองกำลังทางทหารพร้อมอาวุธสังหารครบมือที่โอบล้อมมวลชนนปช. ทุกด้านไว้แล้วเตรียมความพร้อมทุกขณะหากจะได้รับคำสั่งปฏิบัติการในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง; ห่างจากแนวหลังของกองทหารเหล่านั้นออกไปยังมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคน เสื้อสีอื่น ปะปนอยู่กับประชาชนชาวไทย (มุง) ซ้อนเสริมเตรียมความพร้อมอยู่ในระยะใกล้ไกลต่างกันโดยรอบปริมณฑลที่อาจมีคนเสื้อแดงแตกตื่นเตลิดหนีหลุดรอดออกไปถึงแนวหลังกองทหาร; โฆษกคณะอำนวยการตามพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินประกาศรหัสสัญญาณว่าขณะนั้น ประชาชนในที่ชุมนุมเหลือเพียงประมาณสองพันคน ให้ทุกฝ่ายรับทราบโดยทั่วกัน

แต่ทว่า ก่อนที่จะถึงวินาทีออกคำสั่งปฏิบัติการจู่โจม ; ยุทธการล้อมปราบประชาชนคนเสื้อแดงก็ยุติลงโดยปริยาย และอย่างทันท่วงที โดยการประกาศยุติการชุมนุมชั่วคราว

บุคคลที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้เช่นนั้นในความเป็นจริงกลับไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือพลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์

แต่เป็นนาย วีระ มุสิกพงศ์ แกนนำอันดับหนึ่งของนปช. ที่ชิงประกาศยุติการชุมนุมแล้วเดินนำหน้าไปเจรจรกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงรายละเอียดในการนำคนเสื้อแดงออกจากการชุมนุมโดยต้องไม่มีการเสียเลือดเนื้อประชาชน****

พลังฝ่ายประชาธิปไตยรุกคืบเอาชัยไปได้อีกก้าวหนึ่งในพัฒนาการอันแสนยาวนานของการค้นหาประชาธิปไตยในระบอบการเมืองไทยภายหลังการรัฐประหารวันที่ 24 มิถุนายน 2475

แม้ว่าพลังคณาธิปไตย อำมาตยาธิปไตย และอำมหิตยาธิปไตยจะไม่รู้สึกเท่าทันและยังพลัดหลงกงล้อวิวัฒนาการประวัติศาสตร์คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายเอาชนะประชาชนได้อีกคำรบหนึ่งก็ตามที

หมายเหตุ :

*นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการศึกษาค้นคว้าและประมวลสรุปข้อเขียนนี้โดยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ประเภทเปิดเผยสถานภาพนักวิชาการต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ในภาคสนามอย่างจำกัดบทบาทการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์

**“อำมหิตยาธิปไตย เป็นคำเฉพาะที่ผู้เขียนกำหนดขึ้นใช้เพื่อสื่อความหมายเป็นศัพท์เทคนิคทางวิชาการบ่งชี้ถึงระบอบการเมือง บุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรทั้งในและนอกภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือพัวพันกับกรณีเหตุการณ์วันที่ 8 14 เมษายน พ.ศ. 2552 โดยสื่อความหมายเฉพาะถึงระบอบการเมือง บุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรต่าง ๆ ข้างต้นที่มีส่วนผสมของรากฐานคำศัพท์ อำมหิต ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ผนวกกับคำว่า อำมาตยาธิปไตย ตามที่ปรากฏในงานเขียนทางวิชาการเช่นในการวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองไทยของนายรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

*** คำนี้ดัดแปลงมาจากคำว่า อาชญากรคอปกขาว (white-collar criminal) ในวิชาการด้านอาชญาวิทยาและสังคมวิทยา สื่อความหมายถึงอาชญากรในสังคมปัจจุบันที่มีภาพลักษณ์ผู้ดี มีการศึกษาสูง ตำแหน่งหรืออาชีพการงานน่านับถือ แต่มีจิตใจเป็นอาชกรกรที่อาจกระทำความผิดได้อย่างแนบเนียนกว่าคนที่มีภาพลักษณ์แบบ โจร ในวรรณกรรมทั่วไปหรือ ผู้ร้าย ในอดีต

**** แม้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์พยายามอ้างว่าการยุติการชุมนุมโดยไม่มีการนองเลือด (นอกจากที่เกิดขึ้นก่อนแล้วที่สามเหลี่ยมดินแดง เป็นต้น) เป็นผลงานของตน แต่ข้อมูลจนถึงปัจจุบันยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลไม่เคยออกคำสั่งถอนกำลังทหารก่อนนายวีระ มุสิกพงศ์ประกาศสลายการชุมนุม และไม่มีรายงานข่าวกรองใด ๆ ยืนยันว่ารัฐบาลหรือตัวแทนรัฐบาลเข้าดำเนินการเจรจากับนายวีระหรือแกนนำคนอื่น ๆ ให้สลายการชุมนุมด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อหน้าหรือลับหลังสาธารณชน

การคอรัปชั่นทางจริยธรรม ของนักสิทธิมนุษยชน นักสันติวิธี สื่อมวลชน นักพัฒนาเอกชน นักวิชาการ ฯลฯ

ที่มา ประชาไท

ศรัทธา สารัตถะ

เพียงชั่วเวลาหนึ่งสัปดาห์ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า กลุ่ม นปช. ได้ถูกแปลงสภาพจาก ประชาชนที่ชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย กลายเป็น คนอื่น (the other) ในสังคมไทยอย่างสมบูรณ์แบบ เสียงส่วนใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่สื่อสาธารณะ ต่างประสานเสียงรุมประณามกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้นิยมความรุนแรง กระทำสิ่งที่ไร้เหตุผล มีเจตนาสร้างความเสียหายให้กับส่วนรวม…..อย่างไม่อาจเข้าใจ หรือแม้แต่ให้อภัย

ถ้าไม่ลืมง่ายจนเกินไป การแปะป้ายผู้ชุมนุม นปช. ในทางลบมาเป็นที่ประจักษ์ชัดมาโดยตลอด ในช่วงหลังการสลายการชุมนุม กลไกที่มีบทบาทในการแปะป้ายทำงานเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นนักสิทธิมนุษยชน นักสันติวิธี สื่อมวลชน นักพัฒนาเอกชน นักวิชาการและอื่นๆ พากันประสานเสียงแปะป้ายคนเสื้อแดงเป็น ปีศาจร้าย เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นศัตรูของชาติ เป็นผู้ก่อจลาจล เป็นอาชญากร เป็นเหยื่อของระบอบทักษิณ เป็นผู้นิยมความรุนแรง เป็นพวกโง่ จน เจ็บ เป็นคนบ้านนอก ไร้การศึกษา เป็นพวกหัวอ่อน ถูกหลอกง่าย ฯลฯ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การแปะป้ายดังกล่าว ปูพรมให้กับการใช้กำลังเข้าจัดการคนเสื้อแดง

เนื่องจากการแปะป้ายคนเสื้อแดง มีส่วนสำคัญที่สร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กองกำลังทหารเข้าจัดการกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง การสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง กำลังสร้างบรรทัดฐานทางสังคมขึ้นมาใหม่ว่า การใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธสงครามบรรจุกระสุนจริงจัดการกับการชุมนุมของประชาชนเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับ หากมีเหตุผลที่เชื่อว่าสมควร?

ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังฝุ่นตรลบไม่จาง ความรู้สึกเจ็บปวดโกรธแค้นของผู้ชุมนุมยังคุกรุ่น กลับมีความพยายามเติมเชื้อลงไปในกองไฟ โดยการแปะป้ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงแบบเหมารวม เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การจัดการแบบเหมาเข่งต่อไป น่าสงสัยว่า ความสามารถในการจำแนกแยกแยะได้สูญสลายไปจากสังคมไทยแล้ว?

การแปะป้ายทักษิณเป็น อาชญากร กำลังทำให้ คนรักทักษิณ รวมถึง คนที่ไม่ปฏิเสธทักษิณ กลายเป็น อาชญากร ไปพร้อมกัน ทั้งๆ ที่ความผิดของทักษิณ ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของทักษิณ เหตุใดชาวบ้านที่รักทักษิณ หรือคนที่ไม่ปฏิเสธทักษิณ หรือคนที่สวมเสื้อแดง แต่ไม่ได้นิยมชมชอบทักษิณ จึงถูกผลักให้อยู่ในฐานะอาชญากรที่ได้รับการลงโทษอย่างเท่าเทียมกัน?

คำร้องขอให้มีการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีผู้สูญหายหรือเสียชีวิตจากการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมของประชาชน ถือเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมขั้นพื้นฐานซึ่งยอมรับกันในระดับสากล กลับถูกปัดทิ้งไปอย่างไร้ค่า บรรดานักสิทธิมนุษยชน นักสันติวิธี สื่อสารมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการจำนวนมาก ซึ่งเคยแสดงบทบาทแข็งขันในการเรียกร้องสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เมื่อคราวสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร กำลังแสดงให้เห็น สองมาตรฐานทางจริยธรรม ของพวกเขาอย่างหน้าไม่แดง (ดูเพิ่มเติมความเห็นในบทความของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในประชาไท) ด้วยคำพูดราบเรียบและน้ำเสียงเยียบเย็น พวกเขาเปล่งวาจาประสานเสียง รัฐบาลทำตามขั้นตอน รัฐบาลทำได้เรียบร้อยดี

นักสิทธิมนุษยชน นักสันติวิธี สื่อมวลชน นักพัฒนาเอกชน นักวิชาการทั้งหลายมองไม่เห็นผลกระทบของการแปะป้าย การเลือกปฏิบัติ และสองมาตรฐานทางจริยธรรมของพวกเขา ทั้งๆ ที่พวกเขาอ้างตัวเป็นกลางทางการเมือง พร่ำพูดเสมอถึงความศรัทธาในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ยืนยันว่าเกลียดความรุนแรง เรียกร้องหาระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใส และอวดอ้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อประชาชนผู้เสียเปรียบ เหตุใดพวกท่านอ้างว่าเกลียดนักการเมืองคอรัปชั่นเข้าไส้ กลับมองไม่เห็นการคอรัปชั่นทางจริยธรรมของตนเอง?

สื่อมวลชนมีส่วนสำคัญกับการผลักให้สถานการณ์เดินหน้ามาสู่จุดนี้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่แหลมคม ดูเหมือนว่าสถานีโทรทัศน์ทุกช่องมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในการรายงานความจริงด้านเดียว ไม่เว้นแม้แต่โทรทัศน์ที่เกิดจากเลือดเนื้อของประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ภายหลังการปะทะ แทนที่สื่อจะพยายามพิสูจน์ความจริงให้สิ้นสงสัย สื่อกลับตอบโต้ข่าวลือว่า มีคนตาย มีการลากศพไปซ่อน ด้วยการยืนยันแบบแผ่นเสียงตกร่องว่า ไม่มีคนตาย มีเพียงคนบาดเจ็บเล็กน้อยในเงื่อนไขที่ช่องทางการสื่อสารและการเรียกร้องความยุติธรรมถูกปิดประตูตาย ชาวบ้านย่อมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพึ่งข่าวลือ และข่าวอื่นๆ เท่าที่พวกเขาจะหาได้ แต่สื่อกลับทำผิดซ้ำซากอีก ด้วยการประณามชาวบ้านว่าเชื่อข่าวลือ ทั้งยังไล่บี้นักศึกษาซึ่งพยายามช่วยค้นหาความจริงเกี่ยวกับผู้สูญหายว่าเป็นผู้สร้างข่าวลือ การแปะป้ายผู้ที่มีความเห็นต่าง กำลังกลายเป็นเครื่องมือตีกรอบความจริงให้เหลือเพียงมุมมองเดียวที่รัฐบอกว่า ใช่

นักสิทธิมนุษยชน นักสันติวิธี สื่อมวลชน นักพัฒนาเอกชน นักวิชาการทั้งหลาย พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่า คนเสื้อแดงคือคนไทยเหมือนกับเราๆ ท่านๆ พวกเขาคือองค์ประกอบหนึ่งที่มีส่วนร่วมสร้างความมั่งคั่งในสังคมให้พวกท่านได้อยู่สุขสบาย พวกเขามีพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนฝูงญาติมิตรที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกับท่าน การคอรัปชั่นทางจริยธรรมของพวกท่านในวันนี้ กำลังทำลายโอกาสและความเชื่อมั่นในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในวันหน้า กว่าท่านจะตระหนักถึงผลกรรมที่พวกท่านก่อไว้ ประเทศไทยก็ไม่มีวันเหมือนเดิมเสียแล้ว

บก.ลายจุด: ข่าวลือในม็อบ

ที่มา ประชาไท

บก.ลายจุด

ที่มา: กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน, 16 เมษายน 2552

วันก่อนมีทีมงานของ TPBS มาขอสัมภาษณ์เรืองข่าวลือในม็อบ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ถอดบทเรียนสถานการณ์ของข่าวสารในสถานการณ์ วิกฤติเช่นนี้

น่าเสียดายว่า การให้สัมภาษณ์ของผม กับเนื้อหาบางส่วนในรายการมีความแตกต่าง ไม่ตรงกับเจตนารมณ์หรือเนื้อหาที่อยากจะเสนอ อาจด้วยความเข้าใจของนักข่าวหรือข้อจำกัดในการตัดต่อข้อความบางส่วนออกไป ทำให้ข้อความนอกจากไม่ครบแล้ว ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการเสนอด้วย

ผมจึงขอเขียนเล่าเรื่องข่าวลือในม็อบอีกที

ข่าวในสถานการณ์ พรก. ฉุกเฉินฯ

พลังการเล่าเรื่องของสื่อโดยภาพเหตุการณ์ บวกกับความพยายามอธิบายปรากฏการณ์ด้านเดียวที่รัฐบาลอยากให้เกิดขึ้น ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อให้ข่าวสารที่ถูกต้องถูกส่งไปถึงพี่น้องประชาชน ลดความสับสนต่างๆ นั้น เป็นเพียงข้ออ้าง แต่ที่แท้ที่จริง สื่อเป็นหนึ่งในแนวรบ ที่เรียกกันว่า แนวรบด้านข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกที่จะให้ประชาชนเชื่อถือในข้อมูลของฝ่ายตนเท่านั้น ไม่ต้องแปลกใจว่า สถานการณ์สื่อในช่วง พรก. ฉุกเฉิน หรือ รัฐประหาร อยู่ในมาตรฐานใกล้เคียงกัน มีการออกรายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจอย่างบ้าระห่ำ เหมือนกับออกมาประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ต่างๆ อย่างไรอย่างนั้นเลย

ปิดสื่อฝ่ายตรงข้าม

เริ่ม ด้วยส่งสัญญาณรบกวนวิทยุชุมชนของฝ่ายเสื้อแดง จนมีนักเทคนิคเอาเครื่องไปตรวจวัดการส่งสัญญาณรบกวนแล้วชี้ว่า สัญญาณรบกวนนั้นออกมาจากบริเวณกรมประชาสัมพันธ์นั้นเอง แล้วก็ติดตามมาด้วยการปิดการ Uplink สัญญาณของ D-Station ต่อจากนั้นเสียงและภาพที่ปรากฏก็ออกมาจากฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว

ข่าวลือคืออะไร?

ข่าวลือ อาจเป็นทั้งข่าวจริง และ ข่าวไม่จริง แต่มันถูกพูดต่อๆ กันมาจากปากต่อปาก เรียกว่ามันไม่ได้ถูกส่งออกมาอย่างเป็นทางการผ่านสื่อกระแสหลัก แต่มันเกิดจากการบอกเล่า ผมไม่ได้ตั้งใจบอกว่า ข่าวลือในม็อบเป็นข่าวที่ไม่จริง แต่ผมพยายามบอกว่า มีข่าวจำนวนมากที่ชาวบ้านพูดปากต่อปากกัน และเหตุที่ข่าวลือมีอิทธิพลมาก เพราะการขาดช่องทางการสื่อสารที่ประชาชนเชื่อถือ หรือ มีข้อมูลเรื่องนั้นเพียงพอในสื่อกระแสหลัก และข่าวที่ค่อนข้างที่มีน้ำหนักและได้รับความสนใจอย่างยิ่งคือ ข่าวการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม และ ข่าวการปราบปรามสลายการชุมนุม และ ข่าวการปะทะกันในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการซุ่มโจมตี

ผู้เขียนเองก็ยอม รับว่า เคยได้ยินข่าวลือว่ามีผู้ชุมนุมสีแดงเสียชีวิต 2 คนที่พัทยา ซึ่งต่อมาข่าวดังกล่าวที่ได้ยินจากการรายงายของผู้ร่วมชุมนุมที่พัทยาที่โทร เข้ามาในสถานีวิทยุชุมชนแห่งหนึ่ง ก็ไม่เป็นความจริง ในขณะที่บนเวทีอธิบายว่า ผู้บาดเจ็บคนหนึ่งถูกยิงและหัวใจหยุดเต้น แต่แพทย์สามารถปั้มหัวใจและรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

ข่าวลือการสลายการชุมนุม

ผู้เขียนมีความเชื่ออย่างสนิทใจว่า รัฐบาลได้เตรียมแผนการสลายการชุมนุมอย่างแน่นอน แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป การสลายการชุมนุมกลับจบเป็นแกนนำยุติการชุมนุม ซึ่งผู้เขียนไม่แปลกใจแต่ประการใด ทั้งนี้เนื่องจากระหว่างเวลามีการเคลื่อนไหวและมีท่าทีการเจรจาจากภายนอก เกิดขึ้น ข่าวลือที่หากแกนนำไม่ยุติการชุมนุม ก็จะกลายเป็นข่าวจริงขึ้นมาทันที

ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า แกนนำมีความพยายามสร้างข่าวลือขึ้นในที่ชุมนุมตามที่นักข่าวเอาไปสรุปเอาเอง ในสกู๊ปข่าว แต่ผู้เขียนต้องการกล่าวว่า ธรรมชาติการชุมนุมในสถานการณ์เช่นนี้มีข่าวลือเกิดขึ้นจำนวนมาก และแกนนำบนเวทีก็จะเป็นช่องทางในการขยายข่าวนั้นออกไปสู่ผู้ร่วมการชุมนุม

ข่าวลือ ที่ยังลืออยู่ต่อไป

กรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ เป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมการชุมนุมเสื้อแดง ไม่มีทางเชื่อตามรัฐบาลได้เด็ดขาด หากไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายเสื้อแดงตั้งคำถามต่อหลายๆ เหตุการณ์ด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิถีการยิง กระสุนที่ใช้ หรือ การไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ที่สูญหายไปในเหตุการณ์ ซึ่งมีเสื้อแดงหลายคนยืนยันว่าได้เห็นผู้บาดเจ็บล้มตาย และถูกทหารลากออกไปหลายต่อหลายคน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าคงมีหลายคนอยากทราบข้อเท็จจริง ดังนั้นการทำให้เรื่องนี้มีข้อยุติ ควรที่รัฐจะสร้างกลไกที่อีกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมต่อกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง รวมถึงการที่รัฐตอบคำถามที่คนเสื้อแดงตั้งข้อสังเกต

วิกฤตการเมืองและอคติ นสพ.ไทย: กรณีพระเทพฯ ตอบเรื่องพันธมิตรฯ

ที่มา ประชาไท

ประวิตร โรจนพฤกษ์

สถานการณ์การเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนและร้าวลึกนั้นสะท้อนให้เห็นได้ชัดในสื่อและมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบรรดาสื่อที่เลือกข้าง (ไม่ว่าข้างไหน) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเลือกข้างมิใช่สิ่งที่ผิด สื่อสามารถเขียนบทบรรณาธิการ บททัศนะและให้คอลัมนิสต์แสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยกับรัฐบาลและพันธมิตรฯ ได้อย่างเต็มที่ นั่นมิใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือในส่วนที่เป็นการรายงานข่าวตรงไปตรงมา (straight news report) สื่อไม่ควรปิดกั้นการลื่นไหลของข่าวสารและความเห็นอันหลากหลายต่อวิกฤตการเมืองไทย เพื่อที่สังคมจะได้ร่วมกันเรียนรู้ฉุกคิดจากมุมมองและทัศนะที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม และทำให้ประชาชนมีวุฒิภาวะพิจารณาอะไรต่างๆ ได้เอง

แต่สื่อที่เลือกข้างจนมืดมัว มักแยกไม่ออกระหว่างการรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมากับบทความหรือบทบรรณาธิการที่แสดงความเห็นส่วนตัวหรือส่วนองค์กร ล่าสุด เกิดปรากฎการณ์ไม่เล่นข่าวของเอพี (Associated Press) ที่รายงานความเห็นของสมเด็จพระเทพฯ ต่อกลุ่มพันธมิตรฯ และวิกฤตการเมืองไทย ระหว่างทรงเสด็จประพาสสหรัฐฯ (บล็อกเกอร์ Bangkok Pundit อ้างถึงข่าวนี้ ในบล็อกของเขา เมื่อช่วงสาย วานนี้)

ถามว่าสื่อไทยเห็นประชาชนหรือผู้รับข่าวสารเป็นอะไร สื่อถึงปฎิบัติตนเช่นนี้ ในขณะที่อ้างเรื่องความรับผิดชอบในการให้ข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาและหลากหลายและอ้างเรื่อง free flow of news and information

ขอให้ประชาชนท่านผู้อ่านตัดสินเอาเอง ว่าทำไมสื่อส่วนใหญ่ถึงไม่รายงาน แต่นี่แหละ Silence of the Lamp ที่มืดมิดอย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะที่ผู้เขียนจะให้ได้ ณ วันนี้ก็คือ ขอให้ประชาชนเช็คอ่านตรวจสอบสื่อและรับสื่อที่หลากหลาย ทั้งของไทยและเทศ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และโปรดระลึกว่า ณ ห้วงวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน เราคงปล่อยให้หนังสือพิมพ์ฉบับใด ฉบับหนึ่ง (หรือสื่อแขนงอื่น ช่องใดช่องหนึ่ง หรือคลื่นใดคลื่นหนึ่ง) เป็นที่พึ่งพาทางข้อมูลข่าวสารโดดๆ มิได้

จากการเช็คหนังสือพิมพ์ฉบับหลักๆ เรื่องการไม่มีข่าวที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงตรัสให้สัมภาษณ์ต่อคำถามว่า ทรงเห็นด้วยหรือไม่ที่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ระบุว่าประท้วงเพื่อสถาบันกษัตริย์ สมเด็จพระเทพฯ ตรัสตอบคำถามดังกล่าวว่า “I don’t think so... they do things for themselves.”

ไทยรัฐ (หนังสือพิมพ์จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ) ไม่มีข่าวนี้ปรากฎ

เดลินิวส์ ไม่มีข่าวนี้ แต่หนังสือพิมพ์มีสโลแกนว่า อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

โพสต์ทูเดย์ ไม่มีข่าวนี้ แต่สโลแกนฉบับนี้คือ ลึกซึ้งทุกข่าวสาร ตอบทุกด้านของชีวิต

คมชัดลึก ไม่มีทั้งๆ ที่สโลแกน คือ เนชั่นเจาะข่าว ทั่วไทย

บางกอกโพสต์ สโลแกนคือ “The Newspaper You Can Trust” แต่ไม่มีข่าวนี้

เดอะเนชั่น ไม่มีข่าวนี้ ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ อ้างเรื่องความตรงไปตรงมา และทั้งที่การที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหมายความว่า ไม่ต้องมานั่งแปลข่าวเอพีให้เมื่อยสมอง

กรุงเทพธุรกิจ (สโลแกนคือ มือขวาหรือมือซ้ายของผู้บริหารก็ไม่แน่ใจ) ไม่มีข่าวนี้เช่นกัน

ผู้จัดการรายวัน (ฉบับเสาร์-อาทิตย์ 11-12 ต.ค.) คิดว่าต้องเช็คไหมเนี่ย หรือเดาก็ถูก ... ไม่มีข่าวนี้เปิดเท่าไหร่กี่ครั้งกี่หนกี่หน้าก็ไม่เจอ เช็คออนไลน์ก็ไม่มี และก็ไม่น่าแปลกใจมิใช่หรือว่าทำไม

มติชน (หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ) ไม่มีข่าวนี้

ข่าวสด Surpriseมีข่าวนี้ และพาดหัวใหญ่สุดหน้าหนึ่ง ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคมว่า ตรัสถึงพันธมิตรฯ พระเทพฯ ทรงสัมภาษณ์ที่สหรัฐ และข่าวไปต่อหน้า 14 ซึ่งมีการอ้างคำให้สัมภาษณ์ทั้งภาษาอังกฤษและไทยว่า

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. (ตามเวลาในประเทศไทย) สำนักข่าวเอพี รายงานจากเมืองเวลลิงฟอร์ด รัฐคอนเน็กติกัต ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราช ดำเนินร่วมงานประชุมทางวิชาการ ณ โรงเรียนโช้ต โรสแมรี่ฮอลล์ โดยในที่ประชุม สมเด็จพระเทพฯ ตรัสถึงความสำคัญของงานบริการภาคสาธารณะ และหลังเสร็จสิ้นการประชุม มีผู้สื่อข่าวทูลถามพระองค์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่า ทรงเห็นด้วยหรือไม่ที่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงระบุว่า ประท้วงเพื่อสถาบันกษัตริย์ (The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.)

เอพีรายงานว่า สมเด็จพระเทพฯ ตรัสตอบคำถามดังกล่าวว่า "I don’t think so." "They do things for themselves." หรือแปลเป็นไทยได้ความว่า "ข้าพเจ้าไม่คิดเช่นนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมดำเนินการสิ่งต่างๆ เพื่อตัวพวกเขาเอง"ผู้สื่อข่าวทูลถามอีกว่า "Why the king has not spoken out?" หรือ "เหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมิได้ทรงออกมาตรัสถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น" สมเด็จพระเทพฯ ตรัสตอบว่า "I don’t know because I haven’t asked him." หรือ "ข้าพเจ้าไม่ทราบ เนื่องจากมิได้ถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงเรื่องนี้"

ต้องขอปรบมือให้กับหนังสือพิมพ์ข่าวสด แต่ข่าวสดระยะหลังก็ดูเหมือนจะเบื่อพันธมิตรฯ มิใช่น้อย ซึ่งเห็นได้จากบททัศนะของคอลัมนิสต์บางคน (ผู้เขียนสงสัยว่า ถ้าข่าวสดยังเชียร์พันธมิตรฯ สุดๆ อยู่จะลงข่าวนี้หรือไม่) อย่างไรก็ตาม ต้องให้เครดิตข่าวสด ผู้เขียนคว้าซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ทันทีทันควันเลย และยอดขายข่าวสดฉบับนี้น่าจะพุ่งเป็นพิเศษ

ประชาทรรศน์ (หนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนรัฐบาลและทักษิณ ชินวัตร อย่างออกหน้าออกตา) มีข่าวนี้เช่นกัน (http://www.prachatouch.com/content.php?id=10784) แต่ถ้าคำวินิจฉัยของพระเทพฯ เป็นตรงกันข้ามกับที่ปรากฎขึ้น สงสัยว่า หนังสือพิมพ์ฉบับนี้จะลงข่าวชิ้นนี้หรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นข่าวนี้น่าจะไปหาอ่านได้ในหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เกือบทุกฉบับข้างต้นเสียมากกว่า

………………………………………………………………

Thailand princess speaks at Connecticut school

Associated Press

October 9, 2008

WALLINGFORD, Conn. - The princess of Thailand said Thursday that she does not believe protests in her home country are being staged to benefit the monarchy.

Princess Maha Chakri Sirindhorn talked about the importance of public service Thursday at the Choate Rosemary Hall prep school in Wallingford. She later headed to the University ofPennsylvania for a U.S.-Thailand education discussion.

Her visit came amid the worst political violence in Thailand in more than a decade. Thousands of protesters have camped at the main government office complex to demand electoral changes and an end to corruption in Thai politics.

In violent clashes on Tuesday, 423 protesters and 20 police were injured, Thai medical authorities said. One woman was killed, and a man died in what appeared to be a related incident.

It was the worst political violence since 1992, when the army killed dozens of pro-democracy demonstrators seeking the ouster of a military-backed government.

The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.

"I don't think so," she replied. "They do things for themselves."

Asked why the king has not spoken out, she said, "I don't know because I haven't asked him."

Protest leaders have called for the prosecution of people who insult the monarchy. One leader wants to abandon Thailand's popularly elected Parliament for one in which a majority of members would be appointed.

Some academics have said the plan would enhance the power of the country's military and monarchy at the expense of the poor.

"There are a lot of political problems," the princess said. "I told my friends, colleagues just to do what is their duty."

ที่มา: Thailand princess speaks at Connecticut school

..................................

หมายเหตุ: อ่านบทความใน Silence of the Lamp ย้อนหลังได้ที่นี่

Saturday, April 18, 2009

"จตุพร"ปูดเนวินโผล่เพชรบุรีซ.7วันเดียวกับยิงมัสยิดขู่เปิดคลิปฆ่า"เสื้อแดง" "จักรภพ"ติดคิวแจงสื่อนอก

ที่มา มติชนออนไลน์

"จตุพร"ยัน"เสื้อแดง"ไม่คิดฆ่า"แป๊ะลิ้ม" ถามรบ.ทำไมไม่ปิด"เอเอสทีวี"เหมือนกับปิด"ดีส เตชั่น" อ้างเสื้อแดงฟื้นโดดหนียันมีตายจริงท้า"อนุพงษ์"สาบานกับ"พระแก้ว" ปูดเนวินโผล่เพชรบุรีซ.7วันเดียวกับยิงมัสยิด ท้า “ปชป.” ไม่ต้องยกมือให้ “เอกสิทธิ์”ขู่เปิดคลิปฆ่า"เสื้อแดง"2 ศพที่มหาดไทยกลางสภา "จักรภพ"ติดคิวแจงสื่อนอก

"จตุพร"ยัน"เสื้อแดง"ไม่คิดฆ่า"แป๊ะลิ้ม"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่พรรคเพื่อไทย ถึงกรณีการลอบบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ต้อขอแสดงความเสียใจกับนายสนธิ และครอบครัว ที่ถูกลอบฆ่า เพราะแม้การต่อสู้ระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ก็เป็นการต่อสู้ทางความคิด แต่ก็ไม่เคยใช้กำลังหรือความรุนแรงเข้ามาประหัตประหาร และขอประณามผู้ที่ใช้อาวุธสงครามเข้ามาก่อการ เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงไม่เห็นด้วย เนื่องจากเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาทุกอย่างนั้นจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย และหากนายสนธิ เป็นอะไรไปนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์กับคนเสื้อแดงเลย แต่ในทางกลับกันการดำรงอยู้ของนายสนธิ กลับจะเป็นประโยชน์กับคนเสื้อแดง เพราะจะเป็นข้อพิสูจน์เรื่อง 2 มาตรฐานในการดำเนินคดี ซึ่งนายสนธิ และพวกเคยโดนดำเนินคดีในลัษณะเดียวกับคนเสื้อแดง แม้ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีจะมอบอำนาจตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้กับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แต่ก็ไม่เคยสั่งให้มีการควบคุมตัวนายสนธิและพวก เหมือนที่คนเสื้อแดงถูกกระทำในปัจจุบัน



ถามรบ.ทำไมไม่ปิด"เอเอสทีวี"เหมือนกับปิด"ดีส เตชั่น"

นายจตุพร กล่าวถึงกรณีการบุกตรวจค้น ยึดเครื่องส่งและสังปิดการออกอากาศวิทยุชุมชนหลายแห่งรวมทั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดี สเตชั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนที่เคยเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการดำเนินการกับประชาชนจนต้องหนีเข้าป่าและจับอาวุธขึ้นสู้ ดังนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์และจำเอาไว้ว่าที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ ที่ใดที่มีแรงกด ที่นั่นย่อมมีแรงต้าน และเป็นการกระทำของผู้ที่คิดว่าตัวเองชนะ ดำเนินการกับฝ่ายที่ถูกมองว่าพ่ายแพ้ คิดหรือว่ากลุ่มคนเสื้อแดงกลัวรัฐบาล การไปคุกคามแล้วจีบปากจีบคอหาความสมานฉันท์นั้น ถ้าปากอย่างใจอย่าง อย่ามาพูด หากพรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่าสามารถคุ้มหัวได้ก็เชิญทำต่อไป วันนี้มีการยึดสถานีวิทยุชุมชนทั่วประเทศที่รัฐบาลอ้างว่า มีการรายงานบิดเบือนอยากสอบถามว่า ทำไมไม่ปิดเอเอสทีวีบ้าง เพราะสถานะของดี สเตชั่นกับเอเอสทีวี มีสถานะเท่าเทียมกัน โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีสถานะเท่ากันหมด ถ้าวันนี้รัฐบาลทำ 2 มาตรฐาน จะทำอย่างนี้ได้กี่วัน

“นายอภิสิทธิ์ เชื่อหรือว่า พรก. จะคุ้มกะลาหัวรัฐบาลได้ เพราะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกาศ พรก.ฉุกเฉินมา 5 ปีเสียงปืนยังไม่เคยดับ การเอาอาวุธมากดขี่ข่มเหงฝ่ายที่ตัวเองคิดว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้นั้นจะนำไปสู้สงครามกลางเมือง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นมาเมื่อไรแล้วรัฐบาลคิดหรือว่าตัวเองจะเอาอยู่ ซึ่ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นแล้ววันนี้อีก 73 จังหวัดจะมาเกิดปัญหาเหมือน 3 จังหวัดภาคใต้เพราะถูกคุกคามไปทั้งหมด” นายจตุพร กล่าว

อ้างเสื้อแดงฟื้นโดดหนียันมีตายจริงท้า"อนุพงษ์"สาบานกับ"พระแก้ว"

ส.ส. สัดส่วน กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ไปกระบวนการหลักฐานต้องชัดเจน อีกทั้งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เคยพูดเอาไว้ว่าพร้อมเอาชีวิตเป็นเดิมพันหากมีประชาชนเสียชีวิตในการสลายการชุมนุม ตามที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ได้ออกโทรทัศน์ชี้แจงผลการสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงแล้วบอกว่ามีการควบคุมตัวประชาชนไปจำนวนหนึ่งโดยไม่ขอระบุสถานที่การควบคุมตัว มีทั้งคนเจ็บ คนตาย และคนเป็น ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ต้องไปดูว่า มีการนำตัวประชาชนไปไว้ที่ไหน และมีการกระทำดังกล่าวตามที่โฆษกทบ. พูดผ่านรายการของนายสรยุทธ์ สุทัศนจินดา พิธีกรชื่อดัง ในเวลา 06.08 น.ของเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากมีการสลายการชุมนุม

"ผมยันยืนยันว่ามีคนตายจำนวนมาก และมีคนบางคนถูกจับไปไว้บนรถ ยีเอ็มซี ของทหารเพราะสลบไป แต่พอตื่นขึ้นมาก็พบคนที่อยู่ในรถคันดังกล่าวเต็มไปด้วยคราบเลือดนับ 10 ศพ และสังเกตเห็นว่าอยู่ระหว่างเส้นทางไป จ.ลพบุรี จึงตัดสินใจกระโดดตรงทางขึ้นคอสะพาน ในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อเอาตัวรอดแล้วเอารายละเอียดมาเล่าให้ฟังได้ทั้งหมด บัดนี้แม้ว่าผมจะเป็นอะไรไป เขาได้บันทึกรายละเอียดเป็นวิดิโอไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ตอนนี้หลักฐานทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ผม" นายจตุพร กล่าว

ส.ส.สัดส่วน กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันได้หรือไม่ว่า ทหารไม่ได้ยิงพี่น้องประชาชน ถ้าพล.อ.อนุพงษ์ และพ.อ.สรรเสริญ ยังยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธสงคราม ตนจะนำพี่น้องประชาชนที่ถูกยิง M 16 มาแสดงให้พล.อ.อนุพงษ์รับผิดชอบอย่างไร ทั้งนี้ต้องใช้เวลาให้พี่น้องประชาชนมาแจ้งว่ามีพี่น้อง หรือญาติสูญหาย หรือเสียชีวิต กี่คน เพราะมีหลายคนมีคลิปวิดิโอถึงภาพเหตุการณ์ชัดเจน จึงมองว่า พล.อ.อนุพงษ์ พูดกับกล้องทีวีได้ แต่ตนขอให้ไปพูดต่อหน้าพระแก้วมรกต พระสยามเทวาธิราช และหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

จตุพรปูดเนวินโผล่เพชรบุรีซ.7วันเดียวกับยิงมัสยิด

นายจตุพร กล่าวว่าขอตั้งคำถามว่าวันที่ 14 เมษายน นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ไปปรากฎตัวทำไมบริเวณถนนเพชรบุรีซอย 7 ซึ่งมีการกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงยิงมัสยิด ย่านกิ่งเพชร เหมือนที่นายเนวิน เคยไปปรากฎตัวที่พัทยา จ.ชลบุรี และกรณีนี้อาจจะเป็นการจัดฉากใส่ร้ายคนเสื้อแดงอีกอย่างหนึ่งเหมือนกรณีรถเมล์ที่มีคนขับมาคนเดียวฝ่าด่านทหารเข้ามาอย่างง่ายดาย แล้วเอามาเผา เพราะไม่เคยมีหลักฐานแจ้งความเอาผิดกับการบุกยึดรถเมล์ในวันเกิดเหตุเลย นอกจากนี้ฆาตรกรที่ฆ่าชาวบ้านย่านนางเลิ้ง 2 ศพก็ได้ไปปรากฎตัวนั่งร่วมในงานศพราวกับเป็นญาติสนิท แต่ก็ดีใจที่พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้ออกมาบอกว่าฆาตรกรเป็นลูกน้องของใคร


ท้า “ปชป.” ไม่ต้องยกมือให้ “เอกสิทธิ์”


นายจตุพร กล่าวถึงการที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ปรามาสเรื่องการใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ของตนเพื่อให้พ้นจากการถูกควบคุมตัวพร้อมแกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 131 ระบุว่าหากจะดำเนินคดีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะที่มีสมัยประชุม ต้องทำหนังสือแจ้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ตนก็ต้องพูดว่า สภาไม่ต้องอนุมัติ แต่ตามประเพณีปฏิบัติ แม้แต่กรณีนายสมเยรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกัน ตามที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าตนไปขอเอกสิทธิ์นั้นไม่ใช่ แต่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่กรณีที่จะสามารถจับตนได้กรณีเดียวคือ ขณะที่เกิดเหตุ และต้องปล่อยตัวโดนพลัน วันนี้มันเลยจุดเกิดเหตุมาแล้ว ไม่มีสิทธิมาจับกุม ตามที่นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องมาโอหังระบุว่าจะไม่ยกมือให้ตน ซึ่งแม้ว่าจะดูถูกตนหลายครั้ง บอกแล้วว่า ขั้นตอนนี้ตนไม่ได้มีความประสงค์จะใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. แต่กฎหมายคุ้มครองส.ส. เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลมากลั่นแกล้ง ตนยังมีสถานะ ไม่ได้สนใจร้องขอประชาธิปัตย์

นายจตุพร กล่าวว่าขณะนี้ตนกำลังดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ถือเป็นฆาตกร ขอร้องให้นายอภิสิทธิ์ ดูแลลูกน้องอย่าได้มาดูถูกตน ถ้ามาแหลมใส่ ตนจะใช้สิทธิ์ตอบโต้ จะทำอะไรกับตนก็ได้ หรือจะทำเหมือนที่ทำกับนายสนธิ ก็ได้ แต่ขอเตือนว่า ประชาชนไม่กลัวปืน แต่เมื่อคนเราถึงจุดที่จนตรอก เมื่อความอดทนถึงที่สุดก็สุดทน แล้ววันนั้นจะรู้อะไรเป็นจริง ตนเชื่อว่าหากยังกดขี่กันอย่างนี้ เชื่อว่าสงครามครั้งสุดท้ายจะเกิด ไม่ว่าพวกตนจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ถ้ารัฐบาลไม่เลิกกดขี่ผู้คน ทำตัวเสมือนผู้ชนะดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขี่แบบนี้สงครามครั้งสุดท้ายจะเกิด ปืนทุกกระบอกฆ่าคนไม่หมดหรอก ตนเตือนไว้เลย

"จตุพร"ขู่เปิดคลิปฆ่า"เสื้อแดง"2 ศพที่มหาดไทยกลางสภา

นอกจากนี้ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการจะนำวิดีโอหรือคลิปที่ได้จากการร้องทุกข์ไปให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า มีการบันทึก รายงานด้านการแพทย์ รวมทั้งการบรรยาเหตุการณ์ทั้งหมดบันทึกเป็นวีซีดี อธิบายวันเกิดเหตุ ทั้งเสื้อผ้าคนตาย รวมทั้งการรายงานมายังพรรคและสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย โดยทางโฆษกพรรคจะแถลงเพิ่มเติม และนำไปให้เจ้าหน้าที่สอบสวนแน่นอน หลังจากนี้ 1-2 วัน จะปรากฏให้ทราบ ส่วนการนำคลิปอื่นๆ นั้นตนกำลังคิดอยู่ว่าจะนำไปเปิดเผยระหว่างการชี้แจงในการประชุมรัฐสภา วันที่ 22-23 เมษายนหรือไม่ ซึ่งตนจะใช้เวลาในการอธิบายให้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมไปถึงอธิบายให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาล 2 มาตรฐานอย่างไร ขอให้นายอภิสิทธิ์ เตรียมตัวชี้แจงทั้งเหตุการณ์ที่พัทยา และเหตุการณ์ที่มหาดไทยให้ดี ซึ่งตนจะนำรายชื่อผู้เสียชีวิตที่มหาดไทย 2 ศพมาเปิดเผยด้วย

"จักรภพ"ติดคิวแจงสื่อนอกไม่จำเป็นต้องมอบตัวเหมือนพธม.

นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกออกหมายจับแต่ยังไม่ได้เข้ามามอบตัวนั้นก็ยังได้ติดต่อพูดคุยกันบ้าง แต่นายจักรภพ นั้นยังไม่สามารถเข้ามามอบตัวได้ เพราะยังติดภารกิจเรื่องการชี้แจงกับสื่อต่างประเทศ กรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดง อีกทั้งการยังไม่เข้ามมอบตัวในเวลานี้เพราะที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่เคยเข้ามามอบตัวเมื่อมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงไม่จำเป็นที่นายจักรภพ จะต้องเข้ามามอบตัวเวลานี้