WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 19, 2009

พท.สรุปยอดผู้ร้องทุกข์ 45 ราย

ที่มา ไทยรัฐ

ความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน วันที่ 18 เม.ย. เมื่อเวลา 13.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงสรุปยอดผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม ที่มีประชาชนร้องเรียนมา ยังศูนย์ร้องทุกข์และเยียวยาของพรรคเพื่อไทยว่า วันที่ 16-18 เม.ย. ได้มีผู้มาร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบทั้งหมด 45 ราย ประกอบด้วย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย สูญหาย 6 ราย ทรัพย์สินเสียหาย 4 ราย แจ้งเบาะแสพร้อมรูปถ่าย 8 ราย ผู้ที่ญาติอยู่ในระหว่างการควบคุมตัวและต้องการให้ ฝ่ายกฎหมายของพรรคช่วยเหลือ 8 ราย และผู้เสียชีวิต 1 ราย ส่วนสาเหตุที่ประชาชนต้องมาร้องเรียนผ่านทางศูนย์รับเรื่องราวของพรรคนั้น เกิดจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทั้งตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่กล้ารับแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากติดขัดที่รัฐบาลยังไม่ยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานไม่เต็มที่ ดังนั้นขอเรียกร้องไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯและพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง ผบ.ทบ.ที่ก่อนหน้านี้ออกมายืนยันโดยเอาหัวเป็นประกันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม และท้าให้พรรคเพื่อไทยออกมาเปิดเผยข้อมูลหากมีหลักฐานนั้น ให้รีบยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเร็วที่สุด เพื่อให้สื่อมวลชน และประชาชน มีอิสระในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และกระบวนการยุติธรรมได้ทำงานอย่างโปร่งใส

จี้รัฐบาลเร่งยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ทันทีที่ยกเลิก พ.ร.ก. พรรคเพื่อไทยจะรวบรวมหลักฐานที่มีทั้งหมดออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน พร้อมกับส่งให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองตรวจสอบต่อไป โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ในการดำเนินการ เมื่อถามว่ารัฐบาลระบุว่าที่ยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะมีการเคลื่อนไหวใต้ดินอยู่ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเพียงคำอ้างของรัฐบาล แต่ในความเป็นจริง ถ้ารัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน ไม่จำเป็นต้องอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะยังมีกฎหมายอื่นที่สามารถควบคุมความสงบเรียบร้อยได้ โดยไม่ลิดรอนเสรีภาพของประชาชน

เก็บข้อมูลเด็ดไว้แฉกลางวงประชุม

ทางด้านนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมข้อมูลของพรรคเพื่อไทยสำหรับอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาระหว่างวันที่ 22-23 เม.ย.ว่า พรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมข้อมูลต่างๆให้ครบถ้วน ตั้งแต่เรื่อง เหตุผลการสั่งการ การปฏิบัติหน้าที่ของทหารในการสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้บาดเจ็บสูญหาย ทั้งหมดรัฐบาลทำถูกต้องหรือไม่ โดยกระบวนการที่ฝ่าย ส.ส.และ ส.ว.เห็นตรงกันคือหลังการอภิปรายอาจจะได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการสลายการชุมนุมว่ามีความเสียหายอะไรเกิดขึ้นบ้าง และรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบอย่างไร

ย้ำ ก.ม.ปรองดองนำชาติพ้นวิกฤติ

นายวิทยากล่าวว่า ส่วนแนวทางที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ในสังคมได้นั้น แนวทางหนึ่ง คือ ออก พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ที่ตอนนี้ได้บรรจุเป็นวาระการประชุมไปแล้ว โดยในการประชุมร่วมทั้ง ส.ส.และ ส.ว. เป็นโอกาสดีที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือว่า เนื้อหาใน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติมีความเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากน้อยในส่วนใดบ้าง จะเป็นผลดีทั้ง ส.ว. ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ได้ร่วมกันแก้ไขปรับปรุงให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จากนั้น จะได้มีการเร่งดำเนินการต่อไป

จตุพรโวย จนท.ใช้ 2 มาตรฐาน

ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายฝ่ายมองว่า หากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯเป็นอะไรไป จะเป็นประโยชน์กับคนเสื้อแดงว่า ในทางกลับกันการดำรงอยู่ของนายสนธิ จะเป็นประโยชน์กับคนเสื้อแดงมากกว่า เพราะจะได้เป็นข้อพิสูจน์เรื่องการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรและคนเสื้อแดง ที่ถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะเป็นสองมาตรฐานหรือไม่ รวมทั้งประชาชนจะได้เปรียบเทียบว่าต่างกันอย่างไรระหว่างการสั่งการเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินสมัยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่มอบอำนาจตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ดำเนินการ แต่ ผบ.ทบ.ไม่เคยสั่งให้ควบคุมตัว นายสนธิและพวก เหมือนที่คนเสื้อแดงถูกกระทำในปัจจุบัน

ขู่เตรียมรับมือสงครามกลางเมือง

นายจตุพรกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐบุกตรวจค้น ยึดเครื่องส่งสัญญาณและสั่งปิดการออกอากาศวิทยุชุมชนหลายแห่งรวมทั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดี สเตชั่นนั้น เหมือนกับเมื่อครั้งหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. 19 ที่มีการดำเนินการกับประชาชนจนต้องหนีเข้าป่า และจับอาวุธขึ้นสู้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ควรกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์และจำเอาไว้ว่าที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ ที่ใดที่มีแรงกด ที่นั่นย่อมมีแรงต้าน ส่วนผู้ที่คิดว่าตัวเองชนะและดำเนินการกับฝ่ายที่ถูกมองว่าพ่ายแพ้นั้น อยากถามว่าคิดหรือว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะกลัวรัฐบาล การไปคุกคามแล้วจีบปากจีบคอหาความสมานฉันท์นั้น ถ้าปากอย่างใจอย่างก็อย่าพูด ถ้านายอภิสิทธิ์ มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถคุ้มหัวได้ก็เชิญทำต่อไป และอยากถามไปถึงรัฐบาลว่าทำไมไม่ปิดเอเอสทีวีบ้าง เพราะสถานะของดีสเตชั่นกับเอเอสทีวี ถือว่าเป็นโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมเหมือนกัน หากรัฐบาลยังบริหารงานเป็นสองมาตรฐานไม่รู้ว่าจะทำงานไปได้อีกกี่วัน นายอภิสิทธิ์เชื่อหรือว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะคุ้มกะลาหัวรัฐบาลได้ เพราะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมา 5 ปี เสียงปืนยังไม่เคยดับ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น แล้วการเอาอาวุธมากดขี่ข่มเหงฝ่ายที่ตัวเองคิดว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จะนำไปสู้สงครามกลางเมือง ถ้าเกิดขึ้นมาเมื่อไรแล้วรัฐบาลคิดหรือว่าตัวเองจะเอาอยู่ เพราะวันนี้อีก 73 จังหวัดจะมาเกิดปัญหาเหมือน 3 จังหวัดภาคใต้

บันทึกรายละเอียดลงซีดีแฉกองทัพ

นายจตุพรกล่าวต่อว่า ขอฝากไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่บอกว่าพร้อมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน โดยยืนยันว่าตามที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ทบ. ได้ออกโทรทัศน์ ชี้แจงผลการสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงว่าไม่มีใครเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมตนขอยืนยันว่ามีคนตายจำนวนมาก เพราะมีหลักฐานเสื้อผ้าของคนตาย ที่บางคนอยู่บนรถจีเอ็มซี และบางคนที่สลบพอฟื้นก็พบว่ารถคันดังกล่าวมุ่งหน้าไปลพบุรี ระบุว่าพบคนที่อยู่ในรถคันดังกล่าวเต็มไปด้วยคราบเลือดนับ 10 คน จึงได้กระโดดในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ขณะที่ บางส่วนถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวโดยไม่ขอระบุสถานที่ ดังนั้น พล.อ.อนุพงษ์ต้องไปดูว่าทหารพาประชาชนไปไหน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้แม้ตนจะเป็นอะไรไป เขาได้บันทึกรายละเอียดเป็นวีดิโอไว้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้อยู่ที่ตน แต่บอกว่าต่อให้คุณไปข่มขู่ในการให้ปากคำ แต่ทำไม 2 ศพ ที่ลอย ในแม่น้ำเจ้าพระยาเปลี่ยนการให้ปากคำว่าไปร่วมการชุมนุมแต่วันรุ่งขึ้นเปลี่ยนคำให้การ ถามว่าคุณไปข่มขู่ต่อรองผลประโยชน์อะไรกับเขา

โยนเผือกร้อนใส่มือ เนวิน

นายจตุพรกล่าวว่า รัฐบาลยืนยันได้หรือไม่ว่า ทหารไม่ได้ยิงพี่น้องประชาชน ถ้า พล.อ.อนุพงษ์ และพ.อ.สรรเสริญ ยังยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธสงครามตนจะนำพี่น้องประชาชนที่ถูกยิงด้วยปืนเอ็ม 16 มาแสดง ให้ พล.อ.อนุพงษ์รับผิดชอบ ทั้งนี้ ต้องใช้เวลาให้พี่น้องประชาชนมาแจ้งว่ามีพี่น้อง หรือญาติสูญหาย หรือเสียชีวิตกี่คน เพราะมีหลายคนมีคลิปวีดิโอถึงภาพเหตุการณ์ชัดเจน จึงมองว่า พล.อ.อนุพงษ์พูดกับกล้องทีวีได้ แต่ขอให้ไปพูดต่อหน้าพระแก้วมรกต พระสยามเทวาธิราช และหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ดีกว่า อีกทั้งขอตั้งคำถามว่า วันที่ 14 เม.ย. ที่มีการกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงยิงมัสยิด ย่านกิ่งเพชร กทม. แต่ปรากฏว่ามีคนพบว่านายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย ไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย จึงตั้งข้อสังเกตว่ากรณีนี้อาจจะเป็นการจัดฉากใส่ร้ายคนเสื้อแดง เหมือนกรณีรถเมล์ที่มีคนขับมาคนเดียวฝ่าด่านทหารเข้ามาอย่างง่ายดายแล้วเอามาเผา เพราะไม่เคยมีหลักฐานแจ้งความเอาผิดกับการบุกยึดรถเมล์ในวันเกิดเหตุเลย นอกจากนี้ ฆาตกรที่ฆ่าชาวบ้านย่านนางเลิ้ง 2 ศพ ก็ได้ไปปรากฏตัวนั่งร่วมในงานศพราวกับเป็นญาติสนิท แต่เรื่องนี้ตนยังดีใจที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้ออกมาบอกว่าฆาตกรเป็นลูกน้องของใคร

ไม่สน ปชป.ยกมืองดใช้เอกสิทธิ์

นายจตุพรกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บางคนเข้าใจว่าตนขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ไม่ให้ถูกจับกุมในสมัยประชุมสภาฯนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 137 ระบุว่าหากจะดำเนินคดีต่อ ส.ส.ในสมัยประชุม ต้องทำหนังสือ แจ้งไปยังประธานสภาฯ ตนได้ระบุว่าที่ประชุมสภาฯไม่ต้องอนุมัติตามประเพณีปฏิบัติ เหมือนกรณีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าตนไปขอเอกสิทธิ์นั้นไม่ใช่ แต่ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่กรณีที่จะสามารถจับตนได้กรณีเดียว คือ ขณะที่เกิดเหตุ และต้องปล่อยตัวโดยพลัน วันนี้มันเลยจุดเกิดเหตุมาแล้ว ไม่มีสิทธิมาจับกุม ส่วนที่นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าจะไม่ยกมือให้ในการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองนั้น ขอย้ำว่าไม่ได้มีความประสงค์จะใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. แต่กฎหมายคุ้มครอง ส.ส.เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลมากลั่นแกล้ง ตนยังมีสถานะ ไม่ได้สนใจร้องขอประชาธิปัตย์

กร้าวรัฐบาลอย่าเหิมบีบคนจนตรอก

นายจตุพรกล่าวว่า ขณะนี้กำลังเตรียมที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่ถือเป็นฆาตกร ขอร้องให้นายอภิสิทธิ์ดูแลลูกน้องอย่าได้มาพูดดูถูก ถ้ายังไม่หยุดจะใช้สิทธิ์ตอบโต้ จะทำอะไรกับตนก็ได้ หรือจะทำเหมือนที่ทำกับนายสนธิก็ได้ แต่ขอเตือนว่าประชาชนไม่กลัวปืน เพราะเมื่อคนเราถึงจุดที่จนตรอก เมื่อความอดทนถึงที่สุดก็สุดทน แล้ววันนั้นจะรู้อะไรเป็นจริง และถ้ายังกดขี่กันอย่างนี้ เชื่อว่าสงครามครั้งสุดท้ายจะเกิด ไม่ว่าพวกตนจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ถ้ารัฐบาลไม่เลิกกดขี่ผู้คน ทำตัวเสมือนผู้ชนะดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สงครามครั้งสุดท้ายจะเกิด ขอเตือนไว้ว่าปืนทุกกระบอกฆ่าคนได้ไม่หมด

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะนำวีดิโอ หรือคลิปที่ได้จากการร้องทุกข์ไปให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ นายจตุพรตอบว่า มีการบันทึกรายงานด้านการแพทย์ รวมทั้งการบรรยายเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นวีซีดี อธิบายวันเกิดเหตุ ทั้งเสื้อผ้าคนตาย รวมทั้งการรายงานมายังพรรคและสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย โดยทางโฆษกพรรคจะแถลงเพิ่มเติม และนำไปให้เจ้าหน้าที่ สอบสวนแน่นอน หลังจากนี้ 1-2 วัน จะปรากฏให้ทราบ

เป้าหมาย “ทักษิณ“ รัฐไทยล้มเหลว

ที่มา ไทยรัฐ

มหาสงกรานต์ปีนี้ เป็นปีที่มีวันหยุดราชการยาวนานที่สุด

เพราะรัฐบาลอยากให้ประชาชนมีความสุข สนุกสนาน ฉลองปีใหม่ไทย รดน้ำกันให้ชุ่มฉ่ำ คลายวิกฤติความขัดแย้งของคนในชาติ

แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่ม็อบเสื้อแดงภายใต้ การนำของกลุ่ม นปช. ชุมนุมปิดล้อมทำเนียบฯ ขับไล่ระบอบอำมาตยาธิปไตย และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ขยายลุกลามบานปลาย เป็นจลาจลกลางเมือง กลายเป็นสงครามไฟ

ปิดถนนหลายจุดในกรุงเทพฯ จนการจราจรเป็นอัมพาต ปาระเบิดเพลิง เผารถเมล์ ยึดรถแก๊สขวางถนนในย่านชุมชน

ถึงขั้นที่รัฐบาลต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง เคลื่อนกำลังทหารออกมาควบคุมสถานการณ์

ม็อบปะทะทหาร ชาวบ้านปะทะม็อบ

แม้แต่นายกฯอภิสิทธิ์ ก็ยังถูกม็อบไล่ล่าทุบรถจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน ขณะที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ โดนรุมยำหัวร้างข้างแตก

ก่อนที่ทหารจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และกดดันจนแกนนำม็อบเสื้อแดงต้องประกาศสลายการชุมนุมและมอบตัวกับทางการ

ถือว่ายังโชคดีที่ไม่มีเหตุรุนแรงถึงขั้นเลือดนองแผ่นดิน

สถานการณ์ผ่านมาถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า ปัญหาความแตก แยกขัดแย้งของผู้คนในประเทศ เหตุจลาจล มิคสัญญีที่เกิดขึ้น

มันแค่หยุดไปชั่วคราว ไม่ใช่การสงบอย่างถาวร

ไฟยังไม่ดับ เพียงแต่จำกัดวงไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น สถานการณ์ความขัดแย้งยังคุกรุ่นรอเวลาปะทุ

พร้อมที่จะหวนกลับมามีเหตุให้เกิดเรื่องปะทะกันได้อีก

และอาจลุกลามบานปลายขยายวงกว้างออกไป จนเกิดความเสียหายมากกว่าเหตุจลาจลม็อบเสื้อแดงครั้งที่ผ่านมาก็เป็นได้

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐขอชี้ว่า ความเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อแดงที่นำมาสู่เหตุการณ์จลาจล เป็นเพราะมีเดิมพัน และเป็นเดิมพันที่สูงมาก

เนื่องจากหัวหน้าขบวนการม็อบเสื้อแดง ที่ประกาศเปิดตัวอย่างชัดเจน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ยังไม่ยอมแพ้ ยังเดินหน้าสู้ต่อ เพราะยุทธศาสตร์ของเขายังไม่บรรลุผล

ในฐานะหัวหน้าขบวนการคนเสื้อแดง ความเคลื่อนไหวจากการโฟนอินและวีดิโอลิงค์ชัดเจนว่า

ต้องการปลุกเร้ากระแสมวลชนคนเสื้อแดง ให้เกิดการเผชิญ

หน้ากับฝ่ายอำนาจรัฐ

เป้าหมาย คือ สร้างอำนาจต่อรอง

ที่สำคัญ ภายใต้การเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆให้เข้ามาชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพมหานคร

ยกระดับการชุมนุมจากการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ขับไล่นายกฯอภิสิทธิ์ มาเป็นการปิดล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ ประกาศโค่นล้มอำมาตยาธิปไตย

กดดัน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี ให้ลาออกจากตำแหน่ง

ต่ในทางลึกได้มีความพยายามในการต่อสายเจรจาต่อรองผ่านบุคคลบางฝ่าย โดยสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณตั้งเงื่อนไขขอมา ก็คือ

เงินที่ถูกอายัด 76,000 ล้านบาท เขาขอคืนแค่ 50,000 ล้านบาท และไม่ต้องติดคุกในทุกคดี

แต่การเจรจาประสานในทางลับ ประตูไม่เปิดให้บรรลุผลได้

ทำให้มีการยกระดับสถานการณ์ม็อบเสื้อแดงให้รุนแรงยิ่งขึ้น

เป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้เกิดการแตกหัก

ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น รัฐที่ล้มเหลวไม่สามารถอยู่ร่วมในกติกาแห่งอารยประเทศได้

โดยมีร่องรอยชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน ในการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท. ทักษิณ ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ การโฟนอิน และวีดิโอลิงค์ เข้ามาปลุกม็อบเสื้อแดง ระบุชัดว่า

ประเทศไทย มีรัฐบาลที่ไม่ได้มาโดยประชาธิปไตย มาโดยมิชอบ มาจากผลพวงของการรัฐประหาร

เป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติซ่อนรูป

กล่าวหากระบวนการยุติธรรมของไทย ไม่มีความยุติธรรม โจมตีทำลายความน่าเชื่อถือของประธานองคมนตรี และองคมนตรี

หนุนหลังอย่างเปิดเผยปลุกระดมคนเสื้อแดงทุกพื้นที่ทั่วประ-เทศให้ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว สร้างเงื่อนไขให้ประชาชนลุกฮือ

เพื่อทำให้รัฐบาลถูกมองว่าแก้ปัญหาวิกฤติประเทศไม่ได้

ทำให้เกิดจลาจล มิคสัญญี ปฏิวัติรัฐประหาร สงครามกลางเมือง

เพื่อให้องค์กรสากลอย่างสหประชาชาติ สอดแทรกเข้ามาเป็นกรรมการกลางจัดโต๊ะเจรจา เปิดช่องให้ตัวเองได้มีที่นั่งอยู่ในวงเจรจานั้นด้วย

แต่เป้าหมายนี้ ก็ไม่บรรลุผล

เพราะรัฐบาลยังสามารถควบคุมสถานการณ์วิกฤติจลาจลม็อบเสื้อแดงเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด

แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนหน้านั้น การเดินเกมตามยุทธศาสตร์

ของ ทักษิณที่บรรลุผลไปแล้ว ก็คือ ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่เมืองพัทยาได้สำเร็จ

กลุ่มม็อบเสื้อแดงบุกทุบกระจกโรงแรม ลุยเข้าไปถึงขอบเวทีประชุมผู้นำอาเซียน

ส่งผลให้บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ รวมทั้งผู้นำประเทศคู่ค้าคู่เจรจา ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

ที่ต้องร่วมวงเจรจาและลงนามสัญญาด้านการค้า การลงทุน การแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือด้านต่างๆระหว่างกัน

ต้องวิ่งหัวซุกหัวซุนออกจากห้องประชุม บ้างก็โดดขึ้นเฮลิคอปเตอร์ บ้างก็ลุยน้ำลงเรือเร็ว พากันหนีตายกลับประเทศแทบไม่ทัน

สื่อต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ทำให้ประเทศไทย เสียภาพพจน์ไปเต็มๆ

ส่งผลกระทบไปถึงเรื่องการลงทุนและการท่องเที่ยวของไทย

ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามตามมามากมายจากนานาชาติ ถึงขนาดที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ออกมากล่าวประณามการใช้ความรุนแรงของกลุ่มผู้ประท้วงที่บุกขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศ ทั้งซีเอ็นเอ็น และบีบีซี ก็ ได้ตั้งคำถามและข้อสังเกตมากมายระดมเข้าใส่ ทักษิณในทำนองว่า

พฤติการณ์ที่ออกมา นานาชาติ กระแสโลก ไม่ขานรับ

ที่สำคัญ มาถึงวันนี้ประเทศไทยก็ยังไม่ได้กลายเป็น รัฐที่ล้มเหลวอย่างที่คนบางคนต้องการเห็น

อย่างไรก็ตาม ทีมของเราขอย้ำว่า สถานการณ์ในขณะนี้แม้รัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์สามารถหยุดเหตุการณ์จลาจลจากม็อบเสื้อแดงไว้ได้

แต่ก็เป็นเพียงการหยุดเอาไว้ชั่วขณะ

เป็นแค่อาการสงบชั่วคราว แต่ไฟแห่งความขัดแย้งแตกแยกในสังคมยังไม่ได้ดับมอดสนิทลง ยังคงคุกรุ่น

พร้อมที่จะปะทุขึ้นมาได้อีกตลอดเวลา และอาจลุกโชนร้อนแรงกว่าเดิม

ถ้ามีการเติมเชื้อโหมไฟจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

เหนืออื่นใด การที่ประเทศไทยจะกลายเป็น รัฐที่ล้มเหลวจะเกิดขึ้นก็เพราะฝีมือของคนไทยด้วยกัน

ถ้าไม่สามารถยุติความแตกแยกร้าวฉานของคนในชาติได้

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐต้องขอตอกย้ำอีกครั้งว่า โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ถือเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในอาณัติ ครอบงำใดๆ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

มีหน้าที่สำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติให้ประเทศชาติและประชาชน

แต่ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้ที่เป็นฝ่ายค้านในอดีต ถูกมองเป็นพวกเสื้อเหลือง ในขณะที่รัฐบาลในอดีตและมาเป็นฝ่ายค้านในขณะนี้ เป็นพวกเสื้อแดง

การทำงานในสภาฯ จึงกลายเป็นการแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย แบ่งสี ควบคู่ไปกับการเมืองนอกสภาฯ

แทนที่ผู้แทนปวงชนชาวไทยจะร่วมมือร่วมใจกันใช้เวทีสภา เป็นเวทีแก้ปัญหาวิกฤติให้กับชาติบ้านเมือง

กลับกลายเป็นใช้เวทีสภาเป็นสถานที่ฟาดฟันกัน ไม่ได้ ใช้เป็นเวทีระดมสมองในการคลี่คลายปัญหาให้กับประเทศชาติ

ถ้า ส.ส. และ ส.ว.ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย แก้ความแตกแยกในระบบไม่ได้ ก็คงยุติความแตกแยกร้าวฉานของสังคมไม่ได้

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างที่ทำกันไป เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ

แต่ถ้าต้นเหตุคือ ส.ส. นักการเมือง ไม่สามารถปรองดองกันได้ ฟันเฟืองแต่ละขั้วยังคงอาละวาดกันต่อไป ปัญหาก็ไม่จบ

โดยเฉพาะปัญหานักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 ที่ถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง เป็นหัวเชื้อให้มีการอาละวาดราวีกันไม่เลิก

ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ต้นตอจึงอยู่ที่แกนนำของคนพวกนี้ไม่กี่สิบคน ที่จะต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน กติกาสูงสุดของประเทศจะแก้ไขกันอย่างไร โดยใช้เวทีสภาเป็นทางออก

แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนเหล่านี้ยังต้องฟัง นายใหญ่ที่อยู่ เมืองนอก อย่างเคร่งครัดอยู่รึเปล่า

ถ้าต้องฟัง ยังไงมันก็ไม่จบ.

ทีมการเมือง

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 19 เมษายน 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

จตุพรโวมีคลิปคนตาย ท้าผบ.ตร.เจอวัดพระแก้ว

ไทยรัฐ - เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (18 เม.ย.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เดินทางมาที่พรรคเพื่อไทย และให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) บอกว่าพร้อมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน โดยยืนยันตามที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ทบ. ชี้ แจงผลการสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง ว่าไม่มีใครเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม ว่า ตนขอยืนยันว่ามีคนตายจำนวนมาก เพราะมีหลักฐานเสื้อผ้าของคนตาย ที่บางคนอยู่บนรถจีเอ็มซี และบางคนที่สลบพอฟื้นก็พบว่ารถคันดังกล่าวมุ่งหน้าไปลพบุรี เห็นคนที่อยู่ในรถเต็มไปด้วยคราบเลือดนับ 10 คน จึงได้กระโดดในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี ขณะที่บางส่วนถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวโดยไม่ขอระบุสถานที่ ดังนั้นพล.อ.อนุพงษ์ ต้องไปดูว่า ทหารพาประชาชนไปไหน

นาย จตุพร กล่าวต่อว่า ตอนนี้แม้ตนจะเป็นอะไรไป แต่ก็ได้มีการบันทึกรายละเอียดเป็นวิดีโอไว้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้อยู่ที่ตน และระบุว่ามีการข่มขู่ให้เปลี่ยนการให้ปากคำ โดย 2 ศพที่ลอยในแม่น้ำเจ้าพระยา มีการเปลี่ยนให้ปากคำ จากไปร่วมการชุมนุม แต่วันรุ่งขึ้นเปลี่ยนคำให้การ

นายจตุพร กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันได้หรือไม่ว่าทหารไม่ได้ยิงพี่น้องประชาชน ถ้า พล.อ.อนุพงษ์ และ พ.อ.สรรเสริญ ยังยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธสงคราม ตนจะนำพี่น้องประชาชนที่ถูกยิงด้วยปืนเอ็ม16 มาแสดงให้ พล.อ.อนุ พงษ์ รับผิดชอบ ทั้งนี้ ต้องใช้เวลาให้พี่น้องประชาชนมาแจ้ง ว่ามีพี่น้อง หรือญาติสูญหาย หรือเสียชีวิตกี่คน เพราะมีหลายคนมีคลิปวิดีโอถึงภาพเหตุการณ์ชัดเจน

"พล.อ.อนุพงษ์ พูดกับกล้องทีวีได้ แต่ขอให้ไปพูดต่อหน้าพระแก้วมรกต พระสยามเทวาธิราช และหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ดีกว่า" นายจตุพร กล่าว และว่าขอตั้งคำถามว่าวันที่ 14 เม.ย. ที่มีการกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงยิงมัสยิด ย่านกิ่งเพชร กทม. แต่ ปรากฎว่ามีคนพบว่านายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย ไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย จึงตั้งข้อสังเกตว่ากรณีนี้อาจจะเป็นการจัดฉากใส่ร้ายคนเสื้อแดง เหมือนกรณีรถเมล์ที่มีคนขับมาคนเดียวฝ่าด่านทหารเข้ามาอย่างง่ายดาย แล้วเอามาเผา เพราะไม่เคยมีหลักฐานแจ้งความเอาผิดกับการบุกยึดรถเมล์ในวันเกิดเหตุเลย นอกจากนี้ฆาตกรที่ฆ่าชาวบ้านย่านนางเลิ้ง 2 ศพ ก็ได้ไปปรากฏตัวนั่งร่วมในงานศพราวกับเป็นญาติสนิท แต่เรื่องนี้ตนยังดีใจที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้ออกมาบอกว่าฆาตกรเป็นลูกน้องของใคร

นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณีที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์บางคนเข้าใจตัวเขาขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ไม่ให้ถูกจับกุมในสมัยประชุมสภาฯ ว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 137 ระบุว่าหากจะดำเนินคดีต่อส.ส.ใน สมัยประชุม ต้องทำหนังสือแจ้งไปยังประธานสภาฯตนได้ระบุว่าที่ประชุมสภาฯไม่ต้องอนุมัติ ตามประเพณีปฏิบัติ เหมือนกรณีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัด ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าตนไปขอเอกสิทธิ์นั้นไม่ใช่ แต่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่กรณีที่จะสามารถจับตนได้กรณีเดียว คือ ขณะที่เกิดเหตุ และต้องปล่อยตัวโดนพลัน วันนี้มันเลยจุดเกิดเหตุมาแล้ว ไม่มีสิทธิมาจับกุม ส่วนที่นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าจะไม่ยกมือให้ในการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองนั้น ขอย้ำว่าไม่ได้มีความประสงค์จะใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. แต่กฎหมายคุ้มครองส.ส. เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลมากลั่นแกล้ง ตนยังมีสถานะ ไม่ได้สนใจร้องขอประชาธิปัตย์

ส่วนกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกลอบยิงบาดเจ็บนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ต้องแสดงความเสียใจกับนายสนธิ และครอบครัว ที่ผ่านมาการต่อสู้ระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงถือว่าเป็นการ ต่อสู้ทางความคิด ไม่เคยใช้กำลังหรือความรุนแรงเข้ามาประหัตประหาร ขอประณามผู้ที่ใช้อาวุธสงครามเข้ามาก่อการ ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าหากนายสนธิ เป็นอะไรไปจะเป็นประโยชน์กับกับคนเสื้อแดงนั้น ในทางกลับกันการดำรงอยู่ของนายสนธิ จะเป็นประโยชน์กับคนเสื้อแดงมากกว่า เพราะจะได้เป็นข้อพิสูจน์เรื่องการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และคนเสื้อแดง ที่ถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะเป็นสองมาตรฐานหรือไม่ รวมทั้งประชาชนจะได้เปรียบเทียบว่าต่างกันอย่างไรระหว่างการสั่งการเกี่ยวใน สถานการณ์ฉุกเฉินสมัยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มอบอำนาจให้ พล.อ.อนุพงษ์ ดำเนินการ แต่ม่เคยสั่งให้ควบคุมตัว นายสนธิและพวก เหมือนที่คนเสื้อแดงถูกกระทำในปัจจุบัน

แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า ขณะนี้เตรียมจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ถือเป็นฆาตกร ขอร้องให้นายอภิสิทธิ์ ดูแลลูกน้องอย่าได้มาพูดดูถูก ถ้ายังไม่หยุดจะใช้สิทธิ์ตอบโต้ จะทำอะไรกับตนก็ได้ หรือจะทำเหมือนที่ทำกับนายสนธิ ก็ได้ แต่ขอเตือนว่าประชาชนไม่กลัวปืน เพราะเมื่อคนเราถึงจุดที่จนตรอก เมื่อความอดทนถึงที่สุดก็สุดทน แล้ววันนั้นจะรู้อะไรเป็นจริง และถ้ายังกดขี่กันอย่างนี้ เชื่อว่าสงครามครั้งสุดท้ายจะเกิด ไม่ว่าพวกตนจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม

ส่วนการสั่งปิดวิทยุชุมชนหลายแห่ง รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดี สเตชั่นนั้น นายจตุพร กล่าวว่า เหมือนกับเมื่อครั้งหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 ที่ มีการดำเนินการกับประชาชนจนต้องหนีเข้าป่า และจับอาวุธขึ้นสู้ นายอภิสิทธิ์ ควรกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์และจำเอาไว้ว่าที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ อยากถามว่าคิดหรือว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะกลัวรัฐบาล การไปคุกคามแล้วจีบปากจีบคอหาความสมานฉันท์นั้น ถ้าปากอย่างใจอย่าง ก็อย่าพูด ถ้านายอภิสิทธิ์มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถคุ้มหัวได้ก็เชิญทำต่อไป และอยากถามไปถึงรัฐบาลว่าทำไมไม่ปิดเอเอสทีวีบ้าง เพราะสถานะของดีเสตย์ชั่นกับเอเอสทีวี ถือว่าเป็นโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เหมือนกัน หากรัฐบาลยังบริหารงานเป็นสองมาตรฐานไม่รู้ว่าจะทำงานไปได้อีกกี่วัน

"นายอภิสิทธิ์ เชื่อหรือว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะคุ้มกะลาหัวรัฐบาลได้ เพราะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินมา 5 ปี เสียงปืนยังไม่เคยดับ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น แล้วการเอาอาวุธมากดขี่ข่มเหงฝ่ายที่ตัวเองคิดว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จะนำไปสู้ สงครามกลางเมือง ถ้าเกิดขึ้นมาเมื่อไรแล้วรัฐบาลคิดหรือว่าตัวเองจะเอาอยู่"นายจตุพรกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะนำวิดีโอ หรือคลิปที่ได้จากการร้องทุกข์ไปให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ นายจตุพรตอบว่า มีการบันทึก รายงานด้านการแพทย์ รวมทั้งการบรรยายเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นวีซีดี อธิบายวันเกิดเหตุ ทั้งเสื้อผ้าคนตาย รวมทั้งการรายงานมายังพรรคและสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) โดยทางโฆษกพรรคจะแถลงเพิ่มเติม และนำไปให้เจ้าหน้าที่สอบสวนแน่นอน หลังจากนี้ 1-2 วัน จะปรากฏให้ทราบ และกำลังคิดอยู่ว่าจะนำคลิปไปแพร่ภาพในการประชุมร่วม 2 สภาฯ โดยจะอธิบายให้ทราบข้อเท็จจริง รวมไปถึงอธิบายให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาล 2 มาตรฐาน อย่างไร ขอให้นายอภิสิทธิ์ เตรียมตัวชี้แจงทั้งเหตุการณ์ที่พัทยา และเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย ที่จะนำรายชื่อผู้เสียชีวิตที่กระทรวงมหาดไทย 2 ศพ มาเปิดเผยด้วย

ส่วนกรณีของนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกออกหมายจับแต่ยังไม่ได้เข้ามามอบตัวนั้น นายจตุพร เปิดเผยว่า ได้ติดต่อพูดคุยกันบ้าง แต่นายจักรภพยังไม่สามารถเข้ามามอบตัวได้ เพราะติดภารกิจชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสื่อต่างประเทศ และอีกเหตุผลคือกลุ่มพันธมิตรฯไม่เคยเข้ามามอบตัวเมื่อมีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดังนั้นนายจักรภาพไม่จำเป็นต้องเข้ามามอบตัวเวลานี้

ลูกสนธิวิดีโอลิงก์ม็อบเสื้อเหลือง บอกพ่อปลอดภัย

มติชนออนไลน์ - เมื่อเวลา 20.15 น. เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ได้มีการถ่ายทอดวิดีโอลิงก์นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ลูกชายนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถูกคนร้ายยิงถล่มด้วยอาวุธสงครามได้รับบาดเจ็บ ในการจัดคอนเสิร์ตการเมือง ครั้งที่ 6 ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปลายแหลมสะพานหิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต

นายจิตตนาถ กล่าวว่า เพิ่งออกมาจากห้องพักนายสนธิที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาการตอนนี้ปลอดภัยแล้ว รู้สึกตัวและพูดคุยรู้เรื่องแล้ว ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้ชุมนุมร่วมกันส่งกำลังใจให้นายอดุลย์ แดงประดับ คนขับรถของนายสนธิ ซึ่งตอนนี้ยังมีอาการบาดเจ็บสาหัสรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลด้วยอีกคน

พิภพแฉแผนฆ่า"สนธิ"พร้อม"สุริยะใส"-ปิดASTVซ้ำ หวังปลุกเสื้อเหลืองลุกฮือ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ - เวลา 21.15 น. วันที่ 18 เม.ย. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยบนเวทีคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 6 ที่ภูเก็ตว่า จากการชุมนุมของพี่น้องพันธมิตรฯ และเกิดการบาดเจ็บนั้น ขณะนี้ได้มีการจ่ายเช็คช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งมีเงินบริจาคในส่วนนี้เพียงพอแล้ว แต่หากต้องการบริจาคขอให้บริจาคในส่วนของพันธมิตรฯ สู้คดี ส่วนเงินที่เหลืออยู่ประมาณ 6 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจะนำไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ต้องผ่าตัดรักษาเพิ่มเติม

นายพิภพ กล่าวต่อว่า การลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุลนั้น จากข่าวที่ทราบมาเขาต้องการฆ่าพร้อมกัน 2 ส. อีก ส.คือ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ โดยกะจะฆ่าพร้อมๆ กัน หากสำเร็จก็จะฉวยโอกาสปิดเอเอสทีวี เพื่อให้พี่น้องพันธมิตรลุกฮือออกมาก่อความวุ่นวาย แต่แผนนี้ผิดพลาด และทราบว่ามีแผนจะฆ่าคนต่อๆ ไปอีก แต่พวกเราไม่กลัว เพราะใครที่ผ่าน 193 วันมาแล้ว ย่อมปราศจากความกลัว เราผ่านมาแล้ววันที่ 7 ตุลาฯ ผ่านเหตุการณ์ที่มีคนยิงเอ็ม 79 เข้ามามีคนเจ็บคนตายทุกวัน เพราะนั้นถ้าคิดจะฆ่าแกนนำ แล้วปิดเอเอสทีวี เพื่อให้เรากลัวและออกมาก่อความมั่นวายนั้นอย่าหวังเลย เราไม่หวั่นไหว ไม่เคยตกหลุมกลลวงให้เกิดการเผาบ้านเผาเมือง เพราะเราเคยผ่านการเรียนรู้ด้วยสติปัญญาจากการชุมนุมมาก่อน และยังสั่งสมเตรียมพร้อมสร้างการเมืองใหม่อีกด้วย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พยายามแยกเสื้อแดงแท้กับแดงเทียมออกจากกันระหว่างการชุมนุม แต่ไม่ได้พูดว่าการชุมนุมกลุ่มไหนจริงใจ กลุ่มไหนเป็นอันธพาล รับจ้างมาป่วนเมืองแล้วจัดการเป็นส่วนๆ ไป เพราะเราไม่ต้องการให้คนอย่างนักโทษชายทักษิณมายุยงให้แตกแยก แต่เรามียุทธศาสตร์ปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ล้างการเมืองเก่าที่ใช้ข้าราชการ นักการเมืองเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์

แต่ยุทธศาสตร์ของฝ่ายทักษิณต้องการนำคนของเขาเข้ามาเพื่อแก้ไข กฎเกณฑ์ เปิดทางให้ตัวเองเข้ามาเสวยอำนาจและทรัพย์สินได้ ทั้ง 73,000 ล้าน และอีกเป็นแสนล้านที่ซุกซ่อนไว้ที่ต่างๆ โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ทั้งการล้มประชุมอาเซียนซัมมิต ผู้นำประเทศหนีกระเจิง ทุกประเทศเสียโอกาสที่จะหารือช่วยเหลือฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตของยุโรป อย่างน่าเสียดายและประเมินค่าไม่ได้เลย ทำให้สังคมโลกได้เห็นธาตุแท้ของ พ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นอย่างไร

นายพิภพกล่าวต่อว่า ยังโชคดีที่นายอภิสิทธิ์ตั้งหลักได้หลังจากนั้น จัดการกับกลุ่มเสื้อแดงไม่ให้ต่างประเทศมองเราเป็นตัวตลก แม้ว่านายอภิสิทธิ์จะดูเหมือนหุ่นเชิดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ก็ตาม แต่เชื่อว่าความเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่จะสามารถลบคำครหานี้ มองนำหน้าพรรคประชาธิปัตย์และนายสุเทพได้ด้วยการแสดงความเป็นผู้นำ ไม่มีสถานการณ์ใดที่จะเหมาะเท่ากับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการ ประชุมที่เมืองพัทยาได้อีกแล้ว และต้องสอบให้รู้ด้วยว่าใครอยู่เบื้องหลังการพยายามฆ่าตัวนายกรัฐมนตรี ถ้าใครทำงานไม่สนองการแก้ไขปัญหาก็ปลดและปรับเปลี่ยนได้เลย

นายพิภพ กล่าวต่อถึงกรณีลอบสังหารนายสนธิอีกว่า มีผู้ใหญ่ในกองทัพบอกว่าเหตุการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะใครก็ได้มีอาวุธสงคราม ไม่น่าเชื่อว่าคำๆ นี้ออกมาจากผู้บัญชาการทหารบก เราไม่ได้บอกว่าท่านเกี่ยวข้อง แต่ท่านต้องบอกว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไร อาวุธสงครามเหล่านี้ไม่ได้มาจากกลุ่มมาเฟียทหารและตำรวจใช่หรือไม่ ทำไมไม่พูดว่าจะร่วมมืออย่างเต็มที่ที่จะตรวจสอบเหตุการณ์นี้ และทำไมกล้องวงจรปิดต้องมาเสียก่อนเกิดเหตุด้วย นอกจากนี้ทำไม ให้ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ มารับผิดชอบคดีนี้ ทั้งที่เป้นอริกับนายสนธิ และทำงานไม่มีประสิทธิภาพ

ผมเชื่อว่าถ้าท่านใช้กลไกตามปกติคงจะสอบสวนไม่ถูก นายอภิสิทธิ์ต้องแสดงความเป็นผู้นำแก้ไขปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ต้องระวังอย่าตกหลุมพรางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนำไปสู่การยุบสภา เพราะพวกนี้เริ่มจะเคลื่อนไหวในสภาเพื่อปลดล็อกให้ 111 คน และ 109 คน เพื่อนำอำนาจเข้าหากลุ่มทักษิณอีกครั้งหนึ่ง ภาวะเช่นนี้ดีที่สุดที่นายอภิสิทธิ์จะต้องสกัดกั้น และแสดงความเป็นผู้นำในระดับประเทศและในสายตาโลกได้นายพิภพกล่าวทิ้งท้าย

ตร.ขอหมายจับ"พ.อ.นอกราชการ" วางแผนสังหาร "ชาญชัย"

มติชนออนไลน์ - ตำรวจรวบรวมพยานขออนุมัติหมายจับ "พ.อ." นอกราชการผู้ต้องหาถูกซัดทอดเป็นผู้จ้างวานสังหาร "ชาญชัย" นำตัว พ.จ.อ.สุกรี ทำแผนประกอบคำรับสารภาพหน้าบ้านองคมนตรี ขณะที่ไม่ได้ออกมาดูเหตุการณ์ น.อ.จักรกฤษณ์เป็นอิสระหลังจับผิดตัวยกเลิกหมายจับแล้ว

ความคืบหน้าคดีเตรียมลอบสังหารนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี โดยตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) ได้จับกุมผู้ต้องหาแล้ว 6 คน ประกอบด้วย พ.ต.เทียนชัย เมืองจันทึก หรืออ๊อด อายุ 45 ปี ผู้จ้าง นายคมิก สุขกาญจนกาศ หรือจ่าเหน่ง อายุ 32 ปี คนชี้เป้าและติดต่อมือปืน นายศักดิ์ชาย แซ่ลิ้ม หรือแบงก์ อายุ 27 ปี มือปืน นายภานุพงษ์ รัตนาไพบูลย์ หรือกอล์ฟ อายุ 32 ปี คนขับขี่รถจักรยานยนต์ นายสุชาติ ทิพย์มณี หรือเดียร์ หรือแจ๊ค อายุ 24 ปี คนประสานระหว่างผู้จ้างวานและชุดมือปืน และ พ.จ.อ.สุกรี ขาวผ่อง คนส่งต่องานให้นายสุชาติ โดยตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับ พ.อ.นอกราชการ ซึ่งผู้ต้องหาซัดทอดว่าเป็นผู้จ้างวาน

ขณะที่ น.อ.จักรกฤษณ์ เสขะนันท์ หรือเสธ.เป๊ก ช่วยราชการสำนักงาน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจับผิดตัวนั้น ได้รับการปล่อยเป็นอิสระและยกเลิกหมายจับแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 18 เมษายน พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) ให้สัมภาษณ์ว่า พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสาวให้ถึงตัวการใหญ่ ตนไม่ได้เร่งรัดแต่ได้สั่งให้ดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ อย่างไรก็ตามจะต้องจับกุมตัวมาดำเนินคดีให้ได้ เพราะเชื่อว่าหลายฝ่ายและตนก็อยากรู้สาเหตุและที่มาที่ไปของการลงมือครั้ง นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการสอบสวนขยายผลจับกุม พ.อ.นอกราชการ ผู้จ้างวาน นั้น จากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาหลายปากยืนยันตัวบุคคลตรงกัน ต่างจากครั้งแรกที่มีเพียง พ.ต.เทียนชัยยืนยันภาพถ่ายเพียงคนเดียว ทำให้เกิดความผิดพลาด ทั้งนี้คาดว่าประมาณกลางสัปดาห์หน้าพนักงานสอบสวนจะยื่นขออนุมัติหมายจับ พ.อ.นอกราชการต่อศาลได้

วันเดียวกัน พ.ต.อ.สมชัย อินตาพวง ผกก.สภ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ พร้อมพนักงานสวบสวน ควบคุมตัว พ.จ.อ.สุกรีไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่บริเวณหน้าบ้านพักนายชาญชัย เลขที่ 109/6 หมู่ที่ 19 ซ.สุขสวัสดิ์ 66 ต.บางพึ่ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

พ.จ.อ.สุกรีชี้จุดเป้าหมายเตรียมที่จะก่อเหตุบริเวณจุดที่ 1 บริเวณปากซอยสุขสวัสดิ์ 66/8 และจุดที่ 2 บริเวณหน้าบ้านพักของนายชาญชัย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที มีประชาชนใกล้เคียงมาคอยสังเกตการณ์ แต่ไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น จากนั้นเจ้าหน้าที่นำ พ.จ.อ.สุกรีไปส่งศาลจังหวัดสมุทรปราการเพื่อขออำนาจฝากขัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงทำแผนประกอบคำรับสารภาพนายชาญชัยยังคงพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระประแดงคอยดูแลรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

เศรษฐกิจ

เร่งปชช.รับเช็ค 2 พันหากเกินกำหนดถือว่าสละสิทธิ์

วานนี้ (18 เม.ย.) นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ได้แจกเช็คช่วยชาติให้กับผู้ประกันตนทั่วประเทศไปแล้วกว่า 6,300,000 ฉบับและยังมีผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนขอรับสิทธิ์ไว้ แต่ยังไม่ไปรับเช็คช่วยชาติอีกประมาณ 7-8 แสนฉบับ จึงขอให้รีบไปขึ้นทะเบียน เพื่อรับสิทธิ์ภายในวันที่ 31 พ.ค.นี้ หากเกินเวลาที่กำหนดไว้ จะถือว่าสละสิทธิ์

รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า การเรียกร้องให้แจกเช็คช่วยชาติให้กับประชาชนที่มีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาท เพื่อ ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพว่า เป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงแรงงานไม่ได้มีฐานข้อมูลรายได้ของประชาชนทุกกลุ่ม อีกทั้งกระทรวงแรงงาน รับผิดชอบเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนกับกองทุน ประกันสังคม

อย่างไรก็ดี นายไพฑูรย์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีนโยบายการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย หรือเป็นคนจน และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนอยู่แล้ว โดยเฉพาะ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และจะมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนต่างๆ ออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตน และไม่มีสิทธิ์ได้รับเช็คช่วยชาติ รอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลที่จะมีนโยบายอื่นๆ ออกมาในเร็วๆ นี้

ต่างประเทศ

ศาลโบลิเวียสั่งขัง 2 ผู้ต้องสงสัยลอบฆ่าผู้นำ

ไทยรัฐ - ผู้พิพากษาเบตตี้ ยานิเกซ แห่งศาลในกรุงลาปาซ เมืองหลวงของโบลิเวีย มีคำสั่งให้คุมขังผู้ต้องสงสัย 2 คน ที่รอดชีวิตจากการยิงปะทะกับตำรวจ ที่เมืองซานตาครูซ ทางภาคตะวันออก เมื่อ 2 วันก่อน ขณะที่เพื่อนอีก 3 คน ถูกยิงเสียชีวิต โดยรัฐบาลโบลิเวียแถลงว่า กลุ่มที่ปะทะกับตำรวจ เป็นทหารรับจ้างชาวต่างชาติ ที่พยายามลอบสังหารประธานาธิบดีอีโว โมราเลส

ผู้พิพากษายานิเกซ แถลงว่า มีหลักฐานเพียงพอว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน คือ นายอีลอต โทอาโซ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวฮังการี และนายมาริโอ ทาดิค แอสทอร์กา ลูกครึ่งชาวโบลิเวีย-โครเอเชีย ซึ่งเคยสู้รบในสงคราม บนคาบสมุทรบอลข่าน เกี่ยวข้องกับแผนลอบสังหารประธานาธิบดีโมราเลสจริง จึงสั่งควบคุมตัวไว้ก่อน เพื่อรอการพิจารณาคดี ด้านนายเอดเวิร์ด มอลลิเนโด อัยการโบลิเวีย เปิดเผยว่า ทั้งคู่ถูกควบคุมตัว ในข้อหาก่อการร้าย แต่ไม่เผยรายละเอียดอื่นๆ

โจรสลัดโซมาเลียโจมตีเรืออีก2ลำ-ยึดเรือเบลเยียม

ไทยรัฐ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (18 เม.ย.) ว่า โจรสลัดโซมาเลียบุกโจมตีเรือนานาชาติอีก 2 ลำ นอกชายฝั่งของแอฟริกา โดยจี้ยึดเรือขุด "ปอมเปอี" ปักธงเบลเยียม พร้อมลูกเรือ 10 คน รวมทั้งชาวยุโรป 7 คน ชาวฟิลิปปินส์ 3 คนไปได้ ที่มหาสมุทรอินเดีย ต่อมาไม่กี่ชั่วโมง โจรสลัดได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน "แฮนดี้แทงเกอร์ เมจิก" ปักธงเกาะมาร์แชล ไอส์แลนด์ ที่อ่าวเอเดน แต่เรือแฮนดี้แทงเกอร์ฯ ได้เร่งความเร็วหนีได้ หลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ขณะที่เรือฟรีเกตของเนเธอร์แลนด์ สังกัดกองกำลังนาโต ได้ไล่ตามเรือโจรสลัดไป และช่วยปลดปล่อยลูกเรือ 20 คน บนเรือประมงของเยเมน ที่ถูกโจรสลัดจี้ไปใช้เป็น "เรือแม่" ก่อนหน้านี้ได้ นอกจากนี้ ยังจับโจรสลัดได้ 7 คน ในช่วงสั้นๆ ก่อนปล่อยตัวไป เพราะนาโตไม่มีนโยบายจับกุมโจรสลัด

ใน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โจรสลัดโซมาเลียโจมตีอย่างถี่ยิบ แม้กองเรือนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ และนาโต จะพยายามกวาดล้างแต่ไม่สำเร็จ เพราะน่านน้ำกว้างใหญ่ไพศาล โดยในปีนี้ โจรสลัดโซมาเลียโจมตีเรือนานาชาติแล้ว อย่างน้อย 80 ลำ ยึดเรือไปได้ 16 ลำ และยังจับลูกเรือเป็นตัวประกันเกือบ 300 คน

จอม เพชรประดับ: นับจากนี้ไป “ประเทศไทย” จะไม่เหมือนเดิม

ที่มา ประชาไท

จอม เพชรประดับ

รอยยิ้มดุจผู้ชนะ ปรากฏอยู่บนใบหน้าของ ครม.รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เพียงไม่ทันข้ามวัน ต้องกลับกลายเป็นความหม่นหมองและความทุกข์อีกครั้ง เมื่อเกิดปฏิบัติการท้าทายอำนาจรัฐอย่างป่าเถื่อนที่สุด คือการล่าสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลางเมืองหลวง

ทั้งที่ใจกลางเมืองหลวง อยู่ในบรรยากาศ ของการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน มีทหาร ตำรวจ และรถถัง เต็มเมือง และนับจากปรากฏการณ์นี้สืบไป คงจะไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกแล้ว

วันที่ 14 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา เป็นวันที่ กลุ่ม นปช. หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ต้องพบกับความพ่ายแพ้ นำไปสู่การยอมมอบตัวของแกนนำหลายคน จากการกดดันจากรัฐบาลอย่างหนัก ในวันนั้น มีคำพูดหนึ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาเปรย ให้ขบคิดกันต่อ นั่นก็คือคำว่า ขบวนการใต้ดิน หรือการมี กองกำลังติดอาวุธ

เมื่อความยุติธรรม ไม่อาจแสวงได้ด้วยกติกาในระบบ ก็ต้องใช้ขบวนการนอกกติกาและไร้ระบบ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราคงทราบดีว่า ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ยังไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิมได้อีก หากเหตุและปัจจัยแห่งปัญหายังไม่ถูกคลี่คลาย นั่นก็คือความ อยุติธรรม และ สองมาตรฐาน

ปัญหาความอยุติธรรม และการบริหารจัดการแบบ สองมาตรฐาน ที่ฝังรากลึกยาวนานในสังคมไทย ไม่ได้ถูกอธิบาย และวิเคราะห์ให้เกิดความกระจ่างว่า ได้ส่งผลกระทบอย่างไรในการพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทั้ง ๆ ที่นี่คือ สาเหตุหลักที่นำไปสู่การสร้างความแตกแยกที่รุนแรง และกำลังนำประเทศจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งหายนะ

สังคมไทย กลับไปติดกับดักอยู่กับตัวบุคคล หรือ กลุ่มบุคคล ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง พรรคการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือแม้แต่กองทัพ ทั้ง ๆ ที่คนกลุ่มนี้ หรือองค์กรเหล่านี้ พยายามที่จะแสวงหาแสงสว่างในพลังแห่งอำนาจและผลประโยชน์ที่ตัวเองพึงหวัง ในยามที่พระอาทิตย์กำลังใกล้อัศดง

อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณทั้ง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กลุ่มคนเสื้อเหลือง และ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่เสียสละอย่างกล้าหาญ หยิบยกเอาจุดอ่อนในระบบโครงสร้างของสังคมไทยมาวิเคราะห์ และเปิดโปงกันอย่างเปิดเผย ทำให้คนไทยทุกระดับตื่นตัว และเข้าใจ จนนำไปสู่การลุกขึ้นเปล่งเสียงเรียกร้อง และรวมพลังกันต่อสู้ของมวลชนในทุกระดับ

แต่ด้วยยุทธศาสตร์การต่อสู้ของกลุ่มบุคคลที่เห็นแก่อำนาจของตัว รวมทั้งความไม่ลึกซึ้งของสื่อมวลชน จึงกลับกลายเป็นการปิดบังซ่อนเร้น เหตุแห่งปัญหาที่แท้ของสังคมไทย ทำให้การต่อสู้อย่างบริสุทธิ์ของประชาชน ที่ต้องการเรียกร้องความยุติธรรม และต้องการที่จะทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำในสังคมตามระบบสองมาตรฐาน จึงถูกแปรความเป็นการเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของกลุ่มบุคคล หรือตัวบุคคลแทน

ดังนั้นการที่จะร่วมกันหาทางออก เพื่อหยุดยั้งหายะของประเทศชาติ และเพื่อดึงประเทศชาติกลับคืนสู่ความเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง จึงไม่ใช่เพียงแค่การ เรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ เร่งสร้างความยุติธรรม หรือจะผลักดันให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ปฏิรูปการเมืองเพื่อความสมานฉันท์ และก็ไม่มีประโยชน์ที่จะให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

เพราะอำนาจที่รัฐบาลประชาธิปัตย์มี ก็เป็นอำนาจที่ก่อกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับความ ไม่ชอบธรรม จึงไม่อาจจะหยิบยื่นความเป็นธรรมให้กับใครได้ ประชาชนคนไทย จึงควรจะเรียกร้องให้ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับความจริงในอำนาจที่ตัวเองได้มา และมีอยู่เสียก่อน

ขณะเดียวกัน..ประชาชนคนไทย จะต้องเรียกร้อง ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับมา เพื่อต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมในประเทศ และต้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอมรับความผิดพลาด และความเสียหายที่ตัวเองได้ก่อไว้แก่ประเทศชาติ และให้ยุติการกระทำการใด ๆ ที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหาย หรือล่มจมไปมากกว่านี้

กระบวนการยุติธรรม จะต้องดึงตัวเองให้หลุดพ้นไปจากสงครามความขัดแย้ง หรือเกมส์แย่งอำนาจ ของกลุ่มบุคคลทั้งหลาย แล้วเร่งรีบสถาปนาความศรัทธาเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในใจของประชาชนทุกระดับอีกครั้ง

องคมนตรีบางท่านที่ถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมา ต้องเคลียร์ตัวเอง และรีบปรับเปลี่ยนบทบาท โดยไม่แสดงออกทั้งต่อหน้า และลับหลังถึงการก้าวก่ายทางการเมือง หากจะมีเจตนาที่ห่วงใยต่อบ้านเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่มีอคติ และไม่สองมาตรฐาน

ประชาชนคนไทย จะต้องเรียกร้อง และกดดัน ให้บรรดานักการเมือง และพรรคการเมือง แสดงออกถึงการเสียสละต่อบ้านเมือง ไม่เอาผลประโยชน์หรือปรารถนาที่จะครองอำนาจเพียงอย่างเดียว โดยจะต้องกดดัน ให้นักการเมือง แสดงสปิริตเสียสละเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่พูดอย่างเดียว

นักวิชาการ และสื่อมวลชน จะต้องไม่ทำตัวเป็นลูกไล่ของผู้กระหายอำนาจ หรือนักการเมือง จะต้องหยิบยื่นแสงสว่างแห่งปัญญาที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งความเสมอภาค ความถูกต้อง และความเป็นธรรม

นักธุรกิจ ข้าราชการ และประชาชนคนไทยทุกคน ก็จะต้องกล้าที่จะต้องตั้งคำถามกับตัวเอง และยอมรับความจริงด้วยเช่นกันว่า ที่ผ่านมา พวกเราละเลยไม่เสียสละเพื่อส่วนรวมเท่าที่ควรหรือไม่ หรือทำงานให้กับประเทศชาติน้อยไปหรือเปล่า หรือมัวแต่มุ่งทำงานหาเงินเข้ากระเป๋า เลี้ยงดูครอบครัวตัวเอง จนละเลย ไม่สนใจใยดีกับความเป็นไปในครอบครัวความเป็นชาติไทยของเรา หรือมัวแต่สยบยอมและร้องขอการอุปถัมภ์ค้ำชูจากผู้มีอำนาจอยู่อย่างเดียวหรือเปล่า

หากคนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ต่างยอมรับความผิดพลาดร่วมกันว่า พวกเราทุกคน ต่างก็มีส่วนและเป็นเหตุที่ทำให้ประเทศชาติใกล้ถึงจุดล่มสลาย หนทางแห่งความสมานฉันท์ และการหันหน้าเข้าหากันก็จะเริ่มปรากฏขึ้น เพราะไม่มีการโยนบาป หรือการชี้หน้าว่าใครถูกหรือใครผิด

การยอมรับความจริงเช่นนี้ จะเป็นการสร้างพลังแห่งความเป็นชาติ และจะช่วยฉุดรั้ง ไม่ให้ประเทศจ่มดิ่งลงไปมากกว่านี้ และจะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยใหม่ ที่มีความเป็นปึกแผ่น มีความหวัง และมีความมั่นคงมากขึ้นด้วย

เพราะถึงอย่างไร นับจากนี้ไป เส้นทางเดินของ ประเทศไทย คงไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมได้อีก.