WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 21, 2009

ชาวเน็ตพิสูจน์หญิงเสื้อแดงถูกจิกศีรษะเหตุเกิดที่ราชปรารภไม่ใช่แฟลตดินแดง

ที่มา ประชาไท





คลิปผู้หญิงถูกชายเสื้อเขียวจิกผมและลากไปกับพื้น

(ที่มา: Aljazeera บันทึกโดยคุณ beegtogo ใน http://www.youtube.com/watch?v=G3Q0j75DEdI)

บันทึกเทปรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ช่อง 3 วันที่ 14 เมษายน 2552 เวลา 7.18 – 7.25 น.

(ที่มา: บันทึกโดยคุณ Tuxedo, prachataiwebboard)

ตามที่สื่อมวลชนหลายสำนัก เช่น ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ดำเนินรายการและประกาศข่าวโดย นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และ น.ส.กฤติกา ศักดิ์มณี วันที่ 14 เมษายน 2552 เวลาประมาณ 7.18 น. นายสุรยุทธ์ได้อ่านข่าวที่มีผู้ขับรถบรรทุกแก๊สมาจอดขวางที่ย่านแฟลตดินแดง เพื่อให้ทหารถอนกำลังออกไป และทำให้เกิดความตึงเครียดเพราะผู้พักอาศัยบริเวณดังกล่าวต้องการให้ผู้ชุมนุมย้ายรถแก้สออกจากชุมนุม เนื่องจากเกรงจะเกิดอันตราย และเกิดเหตุที่ น.ส.กฤตการะบุว่า แรงถึงขนาดที่ มีชาวแฟลตดินแดงรายหนึ่งเป็นผู้ชายค่ะ เดินเข้าไปจิกผมของผู้หญิงที่ใส่เสื้อแดงคนหนึ่ง แล้วก็ลากถูลู่ถูกังไปกับพื้นนะคะ

ต่อไปนี้เป็นบทรายงานข่าวช่วงดังกล่าว

สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา: คือบรรยากาศมันตึงเครียดครับ ท่านผู้ชมครับ เกิดการต่อว่าด่าทอกันพอสมควรด้วย

กฤติกา ศักดิ์มณี: แรงถึงขนาดที่ มันใช้เวลาหลายชั่วโมงแล้วอากาศก็ร้อนนะคะ แรงถึงขนาดที่ มีชาวแฟลตดินแดงรายหนึ่งเป็นผู้ชายค่ะ เดินเข้าไปจิกผมของผู้หญิงที่ใส่เสื้อแดงคนหนึ่ง แล้วก็ลากถูลู่ถูกังไปกับพื้นนะคะ เขาบอกว่ามีผู้หญิงเสื้อแดงอีกคนหนึ่ง ก็สูงวัยแล้วล่ะ ถอดเสื้อแดงออกมา เพื่อที่จะไปช่วยเพื่อนที่เป็นสุภาพสตรี นี่นะคะ มากันสองท่าน

แล้วเดี๋ยวจะมีผู้ชายคนหนึ่งจิกศีรษะของผู้หญิงที่อยู่ด้านหน้า ลากมากับพื้น สร้างความตกใจให้กับคนที่อยู่ตรงนั้นเป็นอย่างมาก และในที่สุดทหารก็ต้องมาช่วยกันแยกให้แยกย้ายกันไป แล้วก็ออกไป ยืนห่างกันสักพักใหญ่ๆ นะคะ

(เสียงจากเหตุการณ์)

สตรีเสื้อแดง (ผมยาวและผมสั้น): ทหารใช้ความรุนแรงกับประชาชน (ตะโกนอีกหลายคำ แต่ได้ยินเสียงไม่ชัด เพราะปล่อยเสียงพูด พร้อมเสียงบรรยายของ น.ส.กฤติกา)

กลุ่มชายชุดเขียว: พวกคุณน่ะพอแล้ว พวกคุณน่ะพอแล้ว พวกคุณน่ะพอได้แล้ว ตายที่ไหน

สตรีเสื้อแดง (ผมสั้น): ทหารน่ะพอได้แล้ว

กลุ่มชายชุดเขียว: พวกคุณเผารถทำไม ถามสิคุณเผาทำไม คุณเผารถทำไม

สตรีเสื้อแดง (ผมสั้น): แล้วทหารยิงประชาชนทำไม

กลุ่มชายชุดเขียว: ยิงที่ไหน เผาทำไม พยานเยอะแยะอยู่ไหน

สตรีเสื้อแดง (ผมสั้น): อย่าๆ คุณอย่า

กลุ่มชายชุดเขียว: เผาทำไม เผาทำไม ใครยิงดูหลักฐานหน่อย

สตรีเสื้อแดง (ผมยาวและผมสั้น): สื่อไม่มีประชาธิปไตย ไม่ได้ยิงขึ้นฟ้า พวกกูตายเจ็บ พวกกูไม่ใช่คนหรือไง (แย่งกันพูดทั้งสองคนทำให้แยกไม่ได้ว่าเสียงใคร)

สตรีเสื้อแดง (ผมยาว): มึงจะเอาหลักฐาน หรือมึงจะไปกับกูที่ทำเนียบ

ชายชุดเขียว (ปรากฏในภาพ): ไปทำเหี้ยอะไร

(รายการข่าวตัดเสียงบรรยากาศ เป็นเสียงผู้ประกาศข่าวต่อ)

สรยุทธ์: นี่แหละฮะท่านผู้ชมฮะ ช่วงที่มีการเผชิญหน้ากันนะครับ ด้วยคำพูด ช่วงนี้แหละฮะ ที่มีการจิกผม และอีกคนหนึ่งก็ถอดเสื้อเข้าไปช่วยนะครับ

กฤติกา: ใช่ค่ะ

(รายการข่าวแทรกเสียงบรรยากาศ ช่วงที่มีการจิกศีรษะผู้หญิง และเป็นเสียงผู้ประกาศข่าวต่อ)

กฤติกา: เป็นเรื่องของอารมณ์จริงๆ นะคะ

สรยุทธ์: ความกลัวด้วยครับท่านผู้ชมฮะ นี่แหละฮะ

จากนั้นนายสรยุทธ์ ได้กล่าวว่าในช่วงเหตุการณ์ตึงเครียด ที่มีการขับรถบรรทุกแก๊สมาจอดที่แฟลตดินแดง ได้มีชายคนหนึ่งสวมชุดแบทแมน มาลดความตึงเครียดของคนลง และเบนความสนใจของผู้ชุมนุมเสื้อแดง ทำให้เจ้าหน้าที่ กทม. อาศัยโอกาสนี้สามารถขับรถบรรทุกแก๊สออกจากจุดดังกล่าวได้

ที่มา: ไทยรัฐ, 14 เมษายน 2552, หน้า 1

(บันทึกโดย คุณ BrownPuddle กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน, 14 เมษายน 2552)

เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 14 เมษายน 2552 ที่บรรยายภาพใต้ภาพดังกล่าวว่า

ทนไม่ไหว หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงจะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ทั้งในกระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน ลำดับที่ P7756828 และเว็บบอร์ดประชาไท ลำดับที่ 796863 ฯลฯ ได้มีผู้ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และพบว่าเหตุการณ์ที่มีชายชุดเขียวจิกศีรษะผู้หญิงเสื้อแดงนั้น เกิดขึ้นที่ ถ.ราชปรารภ ย่านถนนราชปรารภ 12 ซึ่งอยู่ห่างจากย่านแฟลตดินแดงเป็นระยะทางไกลมาก

ที่มา: รวบรวมโดย คุณ mcu51 กระข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน, 16 เมษายน 2552

ที่มา: รวบรวมโดย คุณ mcu51 กระข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน, 16 เมษายน 2552

ที่มา: รวบรวมโดย คุณ mcu51 กระข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน, 16 เมษายน 2552

ภาพบันทึกจากรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ช่อง 3 วันที่ 14 เมษายน 2552

ซึ่งจับภาพใบหน้าชายชุดเขียวที่จิกศีรษะของผู้หญิงเสื้อแดงได้

ที่มา: รวบรวมโดย คุณ mcu51 กระข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน, 16 เมษายน 2552

ที่มา: รวบรวมโดย คุณ mcu51 กระข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน, 16 เมษายน 2552

ที่มา: รวบรวมโดย คุณ mcu51 กระข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน, 16 เมษายน 2552

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผบ. ร.12 พัน.2 รอ.แจงผ่านเน็ตไม่ได้ทำร้ายหญิงเสื้อแดงเมื่อ 13 เม.ย., 16 เม.ย. 52

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 21 เมษายน 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง สังคม

เด้งแล้ว ผบช.ภ.2-ผบก.ชลบุรีเซ่นม็อบเสื้อแดงป่วนประชุมอาเซี่ยนฯ

เว็บไซต์สยามรัฐ - เมื่อวันที่ 20 เม.ย. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.มีคำสั่งที่ 170/2552 ให้พล.ต.ท.อัศวิน ณรงค์พันธ์ ผบช.ภ.2 ไปปฎิบัติราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยให้พล.ต.ท.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล ผู้ช่วยผบ.ตร.รักษาราชการแทนในตำแหน่งผบช.ภ.2 อีกหน้าที่หนึ่ง

นอกจากนี้มีคำสั่งที่ 171/2552 ให้พล.ต.ต.บัณฑิต คุณจักร์ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี ไปปฎิบัติราชการที่สำนักงานผบ.ตร. โดยให้พล.ต.ต.ปราโมช ปทุมวงศ์ รองผบช.ภ.2 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จ.ชลบุรี ทั้งสองคำสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามในคำสั่งไม่ได้ระบุเหตุผล แต่มีรายงานข่าวว่า เพื่อความสะดวกในการสืบสวนข้อเท็จจริง เนื่องจากพล.ต.อ.พัชรวาท ได้มีคำสั่งให้พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เข้าสืบสวนข้อเท็จจริงว่ามีข้อบกพร่องอะไร จนทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ครั้งที่ 14 ได้

เครือข่ายเสื้อแดงทยอยมอบตัวสู้คดีทั่วประเทศพรุ่งนี้

เว็บไซต์แนวหน้า - นายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมาจับหลังการชุมนุมคนเสื้อแดงจ.ลำพูน ได้หารือกับผู้ที่ถูกออกมาจับในจังหวัดต่างๆได้ข้อสรุปว่า จะมีการทยอยมอบตัวเป็นแพ็กเก็จต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น ในกทม.จะรอมอบตัวพร้อมนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แนนนำนปช. ในจ.ลำพูนก็จะไปมอบตัวในวันที่ 21 ที่กองกำกับการสถานีภูธรเมืองลำพูน จากการหารือกันทุกคนไม่หวั่นไหวอะไร เพราะพวกเราได้ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ปลุกระดมอะไร อย่างไรก็ตามเป็นห่วงว่าขณะนี้มีขบวนการไล่ล่าของรัฐที่หยุดหย่อน จะทำให้มีการสู้ใต้ดินเพิ่มมากขึ้น อยากให้รัฐให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่าใช้ 2 มาตรฐาน

"จักรภพ" เผยเผ่นออกนอก ปท. ตั้งหลักฐานบัญชาเสื้อแดง
มติชนออนไลน์ - สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ว่า นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำของกลุ่มนปช.กล่าวให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับเอเอฟพี ระบุว่า เขาได้หนีออกนอกประเทศเพื่อเลี่ยงการถูกออกหมายจับฐานยุยงให้ใช้ความรุนแรง โดยเราต้องซ่อนตัวเองในที่ปลอดภัย และจะตั้งสำนักงานที่สามารถดำเนินการเคลื่อนไหวได้ และเราได้พัฒนายุทธศาสตร์บางประการเพื่อให้เราสามารถใช้เวลาวิเคราะห์สถานการณ์ได้ นอกจากนี้ นายจักรภพกล่าวว่า มีความเห็นขัดแย้งกันกรณีกลุ่มเสื้อแดงยอมสลายการชุมนุมล้อมทำเนียบรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การตัดสินใจดังกล่าวไม่เป็นฉันทามติแต่เขาก็ต้องยอมการตัดสินใจของแกนนำที่อยู่ในพื้นที่ เพราะตัวเขาเองอยู่นอกพื้นที่ จึงไม่สามารถตรวจสอบสถานการณ์เองได้ นอกจากนี้ นายจักรภพกล่าวด้วยว่า เขายังคงติดต่อกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้แนะนำอะไรแก่กลุ่มเสื้อแดง

ภูมิใจไทยค้านนิรโทษกรรม
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ - พรรคภูมิใจไทยไม่หนุนรัฐบาลออกกฏหมายเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใด นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยัน พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยหากจะเสนอให้มีการนิรโทษกรรมนักการเมือง และพรรคการเมืองต่างๆ หลังการปฏิวัติ 19 กันยายน เนื่องจากทางพรรคได้ประกาศจุดยืนตั้งแต่เข้าร่วมรัฐบาลแล้วว่า จะไม่สนับสนุนการออกกฎหมายที่ใช้กับคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เมื่อถามว่า การที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีเปิดทางให้มีการนิรโทษกรรมคดีการเมือง ถือเป็นการที่รัฐบาลยอมอ่อนข้อให้กลุ่มเสื้อแดงหรือไม่นายบุญจงกล่าวว่า คงไม่ใช่ เพราะนายกฯคงมองเพียงว่า น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ประเทศชาติกลับสู่ความสงบเรียบร้อยด้วยวิธีการสันติวิธีเท่านั้น

ผบ.ตร.สั่งอารักขาเข้มองคมนตรี - ครม.
เว็บไซต์คมชัดลึก - พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งด่วนที่สุดถึง ผบช.น. ผบช.ภ. 1-9 ผบช.ก. ผบช.ส.และ ศปก.ตร.ให้เพิ่มความเข้มข้นในการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) บุคคลสำคัญ และป้องกันเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ดังนี้ 1.เพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยองคมนตรี คณะรัฐมนตรี อย่างเคร่งครัด เป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะสถานที่ทำงาน สถานที่พัก ยานพาหนะ และสถานที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ต่าง ๆ

2.จัดทำแผนรักษาความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุ โดยประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและส่งแผนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ 3.สืบสวนหาข่าวความเคลื่อนไหวบุคคล หรือกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบ รวมทั้งติดตามสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับหน่วยปฏิบัติ และประชาคมข่าวอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังมีคำสั่งที่ 001 (ผบ)/162 ถึงหน่วยต่าง ๆ ดังนี้ 1.เพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญทางการเมือง-ทางสังคม และบุคคลสำคัญอื่น ๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบเป็นพิเศษ 2.เพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ สถานที่สำคัญ รวมทั้งระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบโดยการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดอย่างเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ

3.ให้ตั้งจุดตรวจค้นและการปฏิบัติของสายตรวจ มุ่งเน้นภารกิจจุดตรวจอาวุธ สิ่งผิดกฎหมาย เป็นจุดก้าวสกัดจับ ดูแลบ้านพักบุคคลสำคัญ และสถานที่สำคัญในพื้นที่ 4.ตรวจสอบว่ามีการจัดทำแจกจ่ายแผ่นซีดี "ทหารฆ่าประชาชน" หรือในลักษณะคล้ายคลึงกันหรือไม่ เพื่อนำมาพิจารณาว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ หากพบเป็นความผิดให้จับกุมตามกฎหมาย

เนวินฟ้องแล้วจตุพร-ณัฐวุฒิ-อดิศรหมิ่น
เว็บไซต์คมชัดลึก - เนวินส่งทนายแจ้งความดำเนินคดี 4 แกนนำ นปช."จตุพร ณัฐวุฒิอดิศร-สมคิด"ข้อหาหมิ่นประมาท เหตุมีการระบุ "เนวิน"อยู่เบื้องหลังคนเสื้อสีน้ำเงินสั่งเผารถเมล์และก่อเหตุจลาจล ไม่แตะลูกชาย"สนธิ" เทพไทโต้ เพื่อไทยคนหาย คือ แกนนำนปช. "วิปวุฒิ"ขอ6 ชั่วโมงอภิปรายร่วม 2 สภา นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย และคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ในวันนี้ เวลา 14.00 น. ตนพร้อมด้วยทีมทนายความ จะเดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ให้ดำเนินคดีกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.นายณัฐวุมิ ใสยเกื้อ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย สองแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีหมิ่นประมาทนายเนวิน และดำเนินคดีนายจตุพร และนายอดิศร เพียงเกษ ประธานกรรมการบริหารสถานีโทรทัศน์ดีทีวี และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85 กรณีได้ทำโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด ในการฆ่าผู้อื่นอันเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

ศาล รธน. อัด ตร.รู้จะเกิดเหตุปาระเบิดสำนักงานฯ แต่ส่ง จนท.ดูแลน้อย
เว็บไซต์แนวหน้า - นายเชาวนะ ไตรมาส รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงถึงกรณีการลอบปาวัตถุระเบิดเข้าใส่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยนายเชาวนะ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ดังกล่าวสรุปได้ว่า มีการใช้เครื่องยิงวัตถุระเบิดเข้ามาภายในบริเวณอาคารที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ ด้านถนนจักรเพชร 3 ครั้ง คือ 1.เป็นเศษวัตถุระเบิดตกเข้ามาบริเวณด้านหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 2.เป็นลูกระเบิดที่ยังไม่ระเบิดตกเข้ามาบริเวณด้านหน้าป้อมยามรักษาความปลอดภัย และ 3. เป็นวัตถุระเบิดตกเข้าบริเวณอาคารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในและนอกอาคารเป็นบริเวณกว้าง และเจ้าหน้าที่ทหารที่มาช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยบาดเจ็บ 1 นาย ซึ่งหลังจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาเก็บพยานหลักฐานและสำนักงานศาลได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ไปให้ปากคำในฐานะผู้เสียหายที่สน.พระราชวังเรียบร้อยแล้ว

ด้านนายพสิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดน่าจะเกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจให้กับบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งทางตุลาการก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าอาจจะเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น ตั้งแต่เกิดการโยนระเบิดที่บ้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จึงได้อนุมัติให้จ้างทีมรักษาความปลอดภัยของตุลาการขึ้น แต่เป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุใดเมื่อเป็นที่คาดการณ์อยู่แล้ว ทำไมทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)กลับไม่ได้สนใจและส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลสำนักงานศาลอย่างจำกัด

อยากถามทางสตช.ว่าจะมีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยของสำนักงานศาล ตุลาการ และข้าราชการของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร ส่วนเรื่องการขอความช่วยเหลือจากทหารในการรักษาความปลอดภัยนั้น คงต้องหารือในเชิงลึกอีกครั้ง เพราะขณะเกิดเหตุเป็นช่วงที่มีการประกาศพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ด้วย นอกจากนี้อาวุธสงครามที่ก่อเหตุครั้งนี้กลางเมืองหลวง ก็เป็นที่น่าสงสัยว่ามีการเคลื่อนย้ายอาวุธสงครามอย่างนี้ได้อย่างไร และไม่แน่ใจว่ากรณีนี้เป็นอาวุธเป็นเดียวกับที่ก่อเหตุบุกยิงนาย สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯหรือไม่ ซึ่งตนต้องฝากความห่วงใยไปให้นายสนธิด้วย

ส.ว. เคืองรัฐบาลเมินขออภิปรายไม่ลงมติ
มติชนออนไลน์ - การประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 20 เมษายน นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ลุกขึ้นสอบถามความคืบหน้าในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญ 161 เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลได้ขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 เพื่อหารือสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ในวันที่ 22-23 เมษายนนี้แล้ว โดยที่ยังไม่ได้สอบถามมายังวุฒิสภาเลยว่าจะเห็นสมควรอย่างไร


นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา กล่าวว่า วุฒิสภาได้ร่วมประคับประคองรัฐบาลนี้มาตั้งแต่การแถลงนโยบายรัฐบาล ดังนั้น การจะทำอะไรก็ควรให้เกียรติกัน รัฐบาลต้องจัดเรียงลำดับความสำคัญในเรื่องญัตติ วาระ และให้เครดิตการทำงานของวุฒิสภาบ้าง


ขณะที่ น.ส.ทัศนา บุญรอง รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม กล่าวว่า ขณะนี้ญัตติดังกล่าวยังคงอยู่ขึ้นอยู่กับว่าในการประชุมร่วมรัฐสภา ทางรัฐบาลจะชี้แจงชัดเจนหรือไม่ และผู้เสนอญัตติพอใจหรือยัง หากไม่พอใจก็เป็นสิทธิที่จะขอให้รัฐบาลมาชี้แจงเพิ่มเติมได้ ขณะนี้ประธานวุฒิสภากำลังประสานรัฐบาลอยู่ว่าจะสะดวกมาชี้แจงต่อวุฒิสภาเมื่อไหร่

ปชป.ระแวงพรรคร่วม สุเทพเผยกลางที่ประชุมระวังถูกทุ่มเงินซื้อ เผย 4 แผน ล้มรัฐบาลมาร์ค

เว็บไซต์แนวหน้า - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าที่ประชุมพรรคนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ดูแลความมั่นคง ได้วิเคราะห์ว่าพรรคเพื่อไทยกำลังทำอะไรกับสังคมไทย โดยเห็นว่ามีความพยายามดำเนินการ 4 อย่างคือ 1. ขยายแนวร่วมให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นในสังคมไทย ด้วยการให้ข่าวว่ามีคนตายจำนวนมากในเหตุการณ์สลายการชุมนุมและใช้สองมาตรฐานในการปราบม็อบเพื่อให้เกิดความเกลียดชังในสังคม และ 2. พยายามทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล และขอให้ระวังว่าจะมีการใช้เงินซื้อพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อให้เกิดความขัดแย้งและจำทำให้รัฐบาลไม่สามารถอยุ่ได้ ต้องล้มไปในที่สุด

นพ.วรงค์ กล่าวว่า 3. ใช้มาตรการกดดันนายอภิสิทธิ์ ให้ลาออก ซึ่งหาก 3 ข้อ ไม่ได้ผล ก็จะดำเนินการในข้อที่ 4. คือ ดำเนินการหมายเอาชีวิตนายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมได้พูดคุยกันถึงแนวทางการให้ความเป็นธรรมกับประชาชนโดยนายกฯ และรองนายกฯ ยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิที่จะชุมนุม จะไม่มีการจับกุมผู้บริสุทธิ์ ฉะนั้นการที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และ แกนนำนปช. ระบุว่าจะมีการจับผู้ชุมนุมอีก 3 แสนคนจึงเป็นไปไม่ได้ แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับคนที่ทำผิดกฎหมายอาญาและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พูดถึงทางออกที่จะเกิดขึ้น โดยรัฐบาลจะใช้เวทีการประชุมร่วมรัฐสภา ในการรับฟังความเห็นและหาทางออก และจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางส่วนซึ่งเป็นความผิดทางการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับความผิดทางอาญา

กทม.ติดเพิ่มกล้องวงจรปิดทั่ว กทม.

เว็บไซต์เดลินิวส์ - 20 เม.ย. นายพงษ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เรียกประชุมเจ้าหน้าที่จากสำนักจราจรและขนส่ง เพื่อตรวจสอบระบบการทำงานของกล้องวงจรปิดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในส่วนที่ติดตั้งไปแล้ว รวมทั้งสั่งเพิ่มจุดติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดสำคัญครอบคลุมพื้นที่ทั่ว กทม. ซึ่งจะต้องติดตั้งให้เสร็จภายในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำกล้องวงจรปิดมาเพิ่มเติมในการดูแลในเรื่องของความมั่นคง และความปลอดภัย ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบใหม่ ปัจจุบันมีกล้องวงจรปิดที่ดูแลในส่วนของความมั่นคงประมาณ 699 ตัว แบ่งเป็นในเขตพระราชฐาน 399 ตัว และในเขตพื้นที่ชั้นในอีก 300 ตัว

ปลัด กทม. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะมีการขยายขอบเขตการติดตั้งกล้องวงจรปิดออกไปในพื้นที่สำคัญรอบนอก หลังมีปัญหาในเรื่องของความมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งการดำเนินการจะเร่งให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณนี้ แต่หากไม่ทันก็ต้องให้เสร็จภายในปีงบประมาณปี 2553 ทั้งนี้ ยังให้คำแนะนำสำนักจราจรและขนส่ง ขอร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีกล้องวงจรปิด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม สถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น ในการขอเชื่อมต่อสัญญาณร่วมกับทางหน่วยราชการเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลเรื่องความมั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

เศรษฐกิจ

ขุนคลัง เผย ขอดูแหล่งกู้ 2 สัปดาห์
เว็บไซต์แนวหน้า - นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ (21 เมย.)จะมีการหารือถึงการปรับลดกรอบงบประมาณในปี 53 ส่วนรายละเอียดจะชี้แจงให้ทราบหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น โดยกระบวนการในครั้งนี้มาจากการประมาณการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่มีแนวโน้มปรับลดลง ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมที่จะหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม หรือนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอก 2 จำนวน 1.56 ล้านล้านบาท แต่ส่วนที่จะนำเงินทุนจากแหล่งใดนั้น จะขอเวลาในการพิจารณา 2 อาทิตย์ ทั้งนี้ เชื่อว่า จีดีพีในปี 52 จะยังคงติดลบอยู่ที่ร้อยละ 4-5 และจีดีพี จะกลับฟื้นตัวในปี 53 รวมถึงเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังคงงบลงทุนในปี 53 ไว้ที่ 300,000 ล้านบาท

นิคมอุตฯ ร่อแร่ยอดขายที่ดินปีนี้วูบ
ASTV ผู้จัดการรายวัน - สมาคมนิคมฯ ชี้ปีนี้ยอดขายที่ดินวูบ หลังเจอปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกและพิษการเมืองซ้ำเติม เตือนรัฐเร่งหามาตรการส่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนในประเทศเพื่อกระตุ้นขยายงาน แทนที่จะเดินสายโรดโชว์ต่างชาติหวั่นเหนื่อยแรงเปล่า

นายทวิช เตชะนาวากุล เลขาธิการสมาคมนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้น ผนวกกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ทำให้เป้าหมายการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งสวนอุตสาหกรรมทั่วประเทศในปีนี้ปรับตัวลดลงเหลือ 1.5-2 พันไร่จากปีก่อนที่มีการขายที่ดินในนิคมฯ รวมทั้งสิ้น 2.5-3 พันไร่ โดยช่วง 3เดือนแรกของปี 2552 พบว่ามียอดขายที่ในนิคมฯได้เล็กน้อย หากการขายที่ดินในนิคมฯได้ตามเป้าหมายก็ถือว่าโชคดี

ช่วงนี้เป็นช่วงเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก ขณะที่ไทยเองก็เจอผลกระทบทั้งการส่งออกที่ลดลง ปัญหาความไร้เสถียรภาพการเมือง โดยเฉพาะเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ทำให้ภาคการท่องเที่ยวพังพินาศ สูญรายได้ 2 แสนล้านบาท สำหรับนิคมฯเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบก่อน ซึ่งการลงทุนของไทยส่วนใหญ่ต้องอาศัยการลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก แต่เมื่อการเมืองไร้เสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนข้ามชาติเองก็กังวลในด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินหากเกิดปัญหาจลาจล

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้ประกอบการนิคมฯในไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลกนี้ไปได้ ไม่ถึงขั้นปิดตัว เนื่องจากเคยผ่านประสบการณ์ในวิกฤตต้มยำกุ้งมาแล้ว และมีหลักทรัพย์ในรูปที่ดินจำนวนมาก ทำให้ไม่น่าจะมีปัญหาสภาพคล่อง จึงไม่น่าเป็นห่วงเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ

นายทวิช กล่าวว่า การออกไปโรดโชว์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศของรัฐบาล ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่ต้องไม่คาดหวังจากการโรดโชว์ เพราะหากปัญหาการเมืองไม่สงบ เชื่อว่าการโรดโชว์เพื่อชักจูงบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในไทยคงเป็นไปได้ลำบาก ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นในช่วงนี้ คือการรักษานักลงทุนเดิมที่มีอยู่ไม่ให้ถอนตัวออกจากเมืองไทย รวมทั้งส่งเสริมให้นักลงทุนเหล่านี้มีการขยายการลงทุนเพิ่มเติมด้วย

ส่วนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในประเทศที่มองว่าจะขยายตัวติดลบ 4 -5% ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถูกซ้ำเติมจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงที่ผ่านมา ทำให้ภาคการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันหยุดชะงัก เม็ดเงินที่คาดจะเข้ามาจากนักท่องเที่ยวหายไปทันที

การไปโรดโชว์ต่างประเทศของรัฐบาลมองว่าเหนื่อยเปล่า แต่ควรสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนในประเทศดีกว่า เพราะขณะนี้ลูกค้าเดิมเป็นลูกค้าที่ดีที่สุด ต้องเร่งรักษาและเชียร์ให้ขยายการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากนักลงทุนเดิมมีความเข้าใจสถานการณ์การเมืองไทยดี อย่างไรก็ตาม การโรดโชว์ต่างประเทศก็ยังต้องทำแต่ไม่ควรคาดหวังในระยะสั้นนายทวิชกล่าว

นายทวิชกล่าวอีกว่า จากการสำรวจแรงงานที่จังหวัดอยุธยาในช่วงมี.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีแรงงานในสวนอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 1.8 แสนคน เชื่อว่าหากจะมีการปลดแรงงานในนิคมฯ และสวนอุตสาหกรรมที่จังหวัดอยุธยาในปีนี้แค่ 15% หรือประมาณ 3-4 หมื่นคน แต่ทั้งนี้คงต้องสำรวจใหม่อีกครั้งในช่วงพ.ค.นี้ จึงจะรู้แน่ชัดว่าจะมีแรงงานถูกเลิกจ้างมากน้อยเพียงใด เนื่องจากเป็นช่วงผลิตเพื่อการส่งออก แต่เท่าที่ทราบขณะนี้กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่มขึ้น

ต่างประเทศ

ปชช.ลังกานับหมื่นแห่หนีตาย ทหารรบ.-อีแลมปะทะเดือด
เว็บไซต์สยามรัฐ - ศรีลังกา - พลเรือนชาวศรีลังกากว่า 3.5 หมื่นคนแห่หนีตาย หลังกบฏอีแลมกับกองกำลังรัฐบาลปะทะเดือด ด้านทหารบุกช่วยประชาชน 5 พันคน จากการถูกใช้เป็นโล่มนุษย์ ขณะที่ยูเอ็นหวั่นร่วมแสนชีวิตยังอยู่ในพื้นที่สู้รบ ล่าสุดกบฏเอา 17 ชีวิตผู้หญิงและเด็กเซ่นระเบิดฆ่าตัวตายเพื่อเปิดทางหลบหนี

โอบามาเตือนเศรษฐกิจ US ยังย่ำแย่ ทำเนียบขาวก็ปรามตลาดหุ้นที่พุ่งลิ่ว
ASTV ผู้จัดการรายวัน - ประธานาธิบดีบารัค โอบามาแห่งสหรัฐฯกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (19) ว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน ในขณะเดียวกันที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระดับท็อปของเขา ก็ออกมาสยบความคาดหวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นตัวการทำให้ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เรายังไม่พ้นจากพงหนาม และตอนนี้ก็ยังคงเป็นเวลายากลำบากสำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐฯต่อไป สินเชื่อยังคงหดตัวต่อเนื่องโอบามากล่าวในการแถลงข่าวที่พอร์ต ออฟ สเปน เมืองหลวงของประเทศตรินิแดดและโตเบโก ที่ซึ่งเขาไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอดประเทศในทวีปอเมริกาทั้งเหนือและใต้

ตัวเลขเศรษฐกิจยังคงแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างแรง และความเจ็บปวดจากปัญหายังคงปรากฏให้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีคนตกงานราว 5,000,000 คนแล้ว ตั้งแต่ปลายปี 2007 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นทั่วโลกปิดเมื่อวันศุกร์โดยอยู่ในระดับที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นสัปดาห์ที่หกแล้ว รวมทั้งราคาน้ำมันก็ปิดเพิ่มขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากการที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกระเตื้องขึ้น รวมทั้งผลประกอบการไตรมาสแรกที่พวกธนาคารขนาดใหญ่ทั้งหลายกำลังทยอยรายงานออกมา ต่างก็ดีกว่าที่คาดไว้

เรากำลังเห็นตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น หลังจากช่วงเวลาที่ไม่ได้มีตัวเลขสถิติในเชิงบวกให้เห็นกันเลยลอเรนซ์ ซัมเมอร์ส ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติภายใต้ทำเนียบขาว กล่าวในรายการ มีท เดอะ เพรส ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี

อย่างไรก็ตาม หนทางแห่งความยากลำบากยังคงยาวไกลและต้องใช้เวลาอีกสักพักจึงจะหลุดพ้นได้ เราจะต้องพยายามสร้างงานใหม่ ๆขึ้น รวมทั้งการช่วยเหลือภาคการเงินของเราด้วยเขากล่าว

ปัญหาท้าทายประการหนึ่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯก็คือการพลิกฟื้นให้เกิดความเชื่อมั่นในภาคธนาคารขึ้นมาใหม่ โดยต้องให้เห็นว่าตอนนี้ธนาคารต่าง ๆของสหรัฐฯมีเม็ดเงินดำเนินงานอย่างเพียงพอแล้ว หลังจากขาดทุนมหาศาลเมื่อตลาดตราสารหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยล้มครืนลงมาเมื่อปีที่แล้ว

ทีมเศรษฐกิจของโอบามา ก็กำลังเดินหน้าใช้มาตรการตรวจวัดความทนทานของธนาคารใหญ่ 19 แห่ง ว่าจะสามารถรับมือกับวิกฤตการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้แค่ไหน โดยกำหนดที่จะประกาศแนวทางในการดำเนินงานในเรื่องนี้ในวันที่ 24 เมษายน และจะประกาศผลการตรวจสอบในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้

โอบามากล่าวว่าผลการตรวจสอบน่าจะแสดงให้เห็นว่าธนาคารบางแห่งต้องการความช่วยเหลือมากกว่าธนาคารอื่น ๆ

เพราะว่าธนาคารต่าง ๆก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกัน และความต้องการความช่วยเหลือจากผู้เสียภาษีก็มีระดับต่างกันไปด้วยโอบามากล่าว เขายังให้คำมั่นอีกครั้งว่าเงินของผู้เสียภาษีจะไม่สูญเปล่าแน่นอน

เราพยายามที่จะใช้เงินของประชาชนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมจะไม่เอาเงินของประชาชนไปถมเข้าไปในหลุมดำ และรับรองว่าจะต้องเกิดผลตอบแทนแน่นอนเขากล่าว

ในช่วงไม่กี่วันมานี้ บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการสหรัฐฯ ต่างเรียงหน้ากันออกมาบอกว่า เศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านในไม่ช้านี้ ซัมเมอร์สกล่าวถึงคำพูดเหล่านี้ว่า ไม่มีอะไรเสียหายถ้าจะพูดคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวไว้ล่วงหน้า แต่เขาเน้นว่าเศรษฐกิจยังจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาท้าทายต่อไป

ไม่มีใครที่จะอยู่ในสถานะที่จะมาประกาศความชัยชนะในตอนนี้ แต่ความจริงที่ว่าไม่ใครสามารถประกาศชัยชนะได้ ก็มิได้หมายความว่าเราไม่ควรจะพูดถึงพัฒนาการในทางดีที่ค่อย ๆคลี่คลายออกมาทีละน้อย

ยังคงมีความเสี่ยงอันหนักหนาอยู่ และยังคงมีความแรงกดดันต่อเศรษฐกิจซึ่งเราต้องเตรียมตัวรับมือในอนาคตซัมเมอร์สชี้

ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐฯนั้นอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ภาคการเงินของประเทศเพื่อประคองให้ไม่ล้มครืนลงมาก โดยเฉพาะพวกธนาคารขนาดใหญ่ทั้งหลาย จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลอุ้มแต่สถาบันการเงินที่ร่ำรวย ตอนนี้ธนาคารยักษ์ใหญ่บางแห่งอย่างเช่น โกลด์แมน แซคส์กล่าวว่า ต้องการจะคืนเงินเหล่านั้นให้รัฐบาล เพราะเชื่อว่าตนเองมีความสามารถเพียงพอในการประคองกิจการต่อไปได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ซัมเมอร์สบอกว่าแม้จะยินดีที่ธนาคารเริ่มอยากจะคืนสินเชื่อที่ได้ไป แต่ก็จะต้องระวังไม่เป็นการไปเพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวธนาคารขึ้นอีก รวมทั้งจะต้องไม่ทำให้สภาพคล่องเหือดหายไป จากการนำเอาเม็ดเงินที่ควรจะนำไปให้ประชาชนและภาคธุรกิจกู้ มาคืนแก่รัฐ เนื่องจากต้องความเป็นอิสระในการบริหารงานของตนเอง

จดหมายถึง ‘มาร์ค’ จาก ‘กะทิ’

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุกองบรรณาธิการ ความสุขของกะทิ เป็นนวนิยายขนาดสั้น ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2549[1] และได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2552 ในชื่อเดียวกันคือ ความสุขของกะทิ ซึ่งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ไปปรากฏตัวในวันเปิดภาพยนตร์ด้วย

ความสุขของกะทิ เล่าเรื่องราวของกะทิ เด็กหญิงวัย 9 ขวบที่กำลังจะต้องสูญเสียแม่ แม่รู้ตัวดีว่าไม่สามารถเลี้ยงดูกะทิได้ จึงฝากกะทิให้ตากับยายเลี้ยง กะทิเติบโตมาด้วยความรักของตาและยาย มีชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านหลังน้อยริมคลองอันอบอุ่น (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

ผู้เขียนบทความฉบับนี้ จงใจวิพากษ์บทบาทของ อภิสิทธิ์ในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยผ่านตัวละครในนวนิยายเรื่องนี้

ความสุขของมาร์ค

กะทิเข้าใจว่ามาถึงนาทีนี้ มาร์คคงยังไม่มีเวลาคิดถึงกะทิเท่าไหร่นัก ไว้อีกสองสามวันหรือเดือนหน้า ปีหน้า มาร์คลองกลับมาอ่านจดหมายนี้อีกครั้งก็ได้นะ กะทิแค่อยากทวนเรื่องเก่าๆ สมัยเด็กๆเท่านั้นเอง

ตอนที่มาร์คฝันไว้แต่เด็กว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยนั้น ประเทศเราคงช่างสวยงาม สงบเย็นไม่ต่างกับนิยายที่กะทิอยู่ในนั้น นายกใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารที่มาร์คเห็นในทีวีก็ช่างสง่างาม ไปไหนมีคนไหว้เรียกท่าน ทั้งประเทศ ความฝันของเด็กมันดีที่สะอาดสวยงามไม่สกปรกแบบนี้แหละ

วันนี้ 14 เมษายน 2552 เวลา11.30น. มาร์คคิดอย่างไรกับผู้หญิงเสื้อแดงคนนั้น ที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างถนน ปากพูดพร่ำอย่างสับสน จับเรื่องราวเรียบเรียงไม่ได้นัก “เขาทำเพื่อนหนูตาย ทำไมต้องทำกันขนาดนี้... มันโหดเกินไป... อยู่ไหน ทำไมไม่มาช่วยพวกเรา” คนแบบนี้หรือที่มาร์คเรียกเขาว่าผู้ก่อการจลาจลอันเป็นภัยต่อสถาบัน คนแบบนี้หรือทั้งๆ ที่ถูกไล่ตี เพื่อนถูกเขายิง ไม่มีคำด่าหยาบคายออกมาจากปากเธอสักคำ นอกจากเสียงร้องไห้โหยหวน สลับกับประโยคนั้น ที่มันเรียกร้องขอความช่วยเหลืออย่างสุดหัวใจ กะทิฟังแล้วยังโกรธแค้นแทนเธอ อยากออกมาตะโกนบอกมาร์คว่าพอแล้ว หยุดได้แล้ว แต่กะทิก็เข้าใจว่ามาร์คกำลังมีบางอย่างในใจ บางอย่างที่มาร์คเองก็คงไม่เคยคิดว่าจะอาจเอื้อมไปถึง ที่เข้ามาพร้อมกับสถานภาพนายกที่มาร์คไต่เต้าจนได้มาในวันนี้

ความฝันในตอนเด็กของมาร์คคงไม่มีผู้หญิงคนนี้ให้นายกปกครอง และในวันนี้ผู้หญิงคนนี้ก็ยังคงไม่มีตัวตน ไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้มาร์คมองเห็น มาร์คจึงเลือกการปราบด้วยกำลัง ด้วยความมั่นใจที่มาร์คออกมายืนยันอีกครั้งทางทีวีว่ามันถูกต้องที่สุดแล้ว อะไรทำให้มาร์คมั่นใจได้มากขนาดนั้นนะ กะทิดูวิดีโอข่าวในวันนี้ย้อนไปมาแล้วมันจุก...แล้วก็ร้องไห้

ทางหนึ่งกะทิเดาว่า มาร์คคงจมปลักกับประเทศไทยในฝันแบบตอนเด็ก ที่สังคมสงบ ไม่มีความเห็นต่าง ทุกคนเป็นคนแสนดี พร้อมจะเข้าอกเข้าใจกันอย่างเหลือเชื่อแบบในนิยายของกะทิ มาร์คจึงเดียงสาเหลือเกินกับการจัดการกับความแตกต่าง ที่เป็นความจริงท้าทายมาร์คมาตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง มาร์คคงหลงทางอยู่ในฝัน และเลือกที่จะปิดหูปิดตาประเมินคนเสื้อแดงให้ต่ำเข้าไว้ ว่าเขาคือผู้ร้ายที่มีไม่กี่คน สมควรที่จะถูกพระเอกกำจัด

อีกทางหนึ่งคือสิ่งแวดล้อมตัวมาร์คที่กะทิไม่สามารถสืบรู้ได้ด้วยตัวเอง กะทิก็เป็นเหมือนชาวบ้านธรรมดาอีกหลายคน ที่ไม่ได้อยู่ในวงจรอำนาจที่มาร์คเลือกเข้าไปโคจรอยู่ในนั้น กะทิได้แต่เดาว่าในนั้นคงเต็มไปด้วยการต่อรอง การสร้างเงื่อนไขแห่งผลประโยชน์ และต้องเป็นอำนาจที่มีเหลือล้นที่ไม่มีประชาชนแบบกะทิอยู่ในนั้นแน่ๆ เพราะสามารถทำให้มาร์คตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่ไร้สามัญสำนึก แค่สักหนึ่งชีวิตที่เจ็บหรือตายเมื่อคืนนี้ ไม่มีใครมีเวลาเตรียมตัวให้ลูกของเขาเตรียมใจรับมือกับความสูญเสีย แบบที่แม่ทำทิ้งไว้ให้กะทิสักคน ไม่มีคนเห็นใจหรือเข้าใจแบบน้าๆรายรอบตัวกะทิที่คอยปลอบโยนหลังความเจ็บปวด เพราะสื่อต่างๆเลือกที่จะเซนเซอร์ตัวเองตามคำสั่งของมาร์ค เลือกที่จะเสนอข่าวให้ร้ายพ่อแม่ของเขาด้านเดียว พ่อแม่เขาถูกทำให้เป็นผู้ร้ายของสังคม ที่มาร์คออกมาสำทับด้วยการแถลงข่าวอีกสองสามรอบด้วยตัวเอง เอาเถอะ ต่อให้มีอันธพาลอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงจริงก็ตาม มาร์คเลือกวิธีการเหวี่ยงแหด้วยการกราดปืนเพื่อผลของสิ่งที่เรียกว่าสงบเรียบร้อย คนที่บอบช้ำที่จะมีชีวิตอยู่หลังจากนี้นี่หรือคือคนที่มาร์คอยากปกครอง

คงไม่มีคุณค่าในความเป็นมนุษย์ใดๆสำหรับบุคคลที่มีความเห็นต่างในความเห็นของมาร์คอีกแล้ว เพราะมาร์คแสดงตัวออกมาเองด้วยการกระทำที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ตอบกลับเขาไปเช่นกัน และไม่ใช่ภาพนายกในฝันที่กะทิเคยเห็นในตัวมาร์คอีกต่อไป

วันนี้กะทิขอบอกว่ามาร์คไปถึงฝันที่เป็นนายก แต่กลับประสบความล้มเหลวในความเป็นมนุษย์ไปทั้งชีวิต ประวัติศาสตร์คงจะจดจำมาร์คไว้เป็นเพียงจิ๊กซอว์อีกชิ้นหนึ่ง ที่เชื่อมโยงไปถึงวงจรอำนาจอุบาจน์ ที่เลือกลงมือกระทำกับประชาชนเพื่อผลแห่งอำนาจอีกครั้ง จดจำอย่างไม่ลืมว่าเป็นนายกผู้สร้างประวัติศาสตร์บาดแผลอีกครั้ง

กะทิหวังเพียงว่ามาร์คจะเลือกจดจำสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงที่รายรอบตัวในวันนี้อย่างไม่บิดเบือน แล้ววันที่เรากลับมาทบทวนประวัติศาสตร์หน้านี้กันอีกครั้ง มาร์คจะบอกเล่าถึงวงจรสามานย์ที่มันกดดันมาร์คได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาและไม่บิดเบือนอย่างในวันนี้ กะทิและเพื่อนอีกหลายล้านหรือสิบล้านคนจะรอวันนั้นอย่างมั่นคง

กะทิ

สื่อไทยไร้ความสามารถ หรือสองมาตรฐานโดยสุจริต

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: สื่อไทยไร้ความสามารถหรือสองมาตรฐานโดยสุจริต? คำถามถึงความมักง่ายต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ร้ายแรง)

ตีพิมพ์ใน onopen
http://www.onopen.com/undergroundbuleteen/09-04-20/4716

วาด รวี

มีคำถามเป็นจำนวนมากที่สื่อไทย โดยเฉพาะสื่อทีวีและรายการประเภทคุยข่าวคุ้ยข่าวทั้งหลายต้องตอบสังคม และเช่นเดียวกันก็มีคำถามที่ นักเสนอทางออกให้สังคมจำนวนมากจำเป็นต้องตอบ

หรือไม่ก็ปล่อยให้ความเงียบประจานการไร้ความสามารถ และความมักง่ายในการเสนอข่าวหรือเสนอแนะของกลุ่มคนเหล่านี้

การชุมนุมของคนเสื้อแดงบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล การปิดถนนตามจุดสำคัญต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ และการเดินทางไปประท้วงและบุกเข้าไปในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา จนทำให้ต้องล้มเลิกการประชุมไปในที่สุด เป็นเหตุให้ทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงโดยเริ่มต้นจากบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งนำไปสู่การจลาจลทั่วกรุงเทพฯ ในระหว่างวันสงกรานต์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้าอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองที่คอยไล่ล่ารัฐบาล และบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลาถึง 9 วัน

การเปรียบเทียบเหตุการณ์ซึ่งเป็นเหตุและผลต่อกันของการกระทำของคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงนี้ ไม่ได้หมายความถึงการสนับสนุนการละเมิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่ว่า เธอทำได้ ฉันก็ทำได้หากแต่เป็นการเปิดโปงให้เห็นว่า ความมักง่ายในอดีตนั้น ย่อมส่งผลถึงปัจจุบันอย่างสาหัส

ยังจำกันได้ไหมว่าในบรรดาผู้เสนอทางออกให้สังคมในสถานการณ์เสื้อเหลืองนั้น มีใครบ้างที่ มักง่ายเสนอให้ทหารปฏิวัติ?

ถามว่าเหตุใดใครเหล่านั้น จึงปิดปากเงียบ และไม่กล่าวถึงการปฏิวัติสักคำในสถานการณ์เสื้อแดง?

ยังจำกันได้ไหมในสถานการณ์เสื้อเหลืองว่าทหารคนใดที่ เท่มากเพราะปฏิเสธการปฏิวัติ แต่หันไปเสนอให้รัฐบาลลาออกแทน?

ถามว่าเหตุใดทหารคนนั้นจึงปิดปากเงียบในสถานการณ์เสื้อแดง?

ยังจำกันได้ไหมเมื่อคนเสื้อเหลือง เหิมเกริมจนเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองคนจำนวนไหนที่ช่างมีความอดทนอดกลั้น ยอมเปิดสนามบินที่อู่ตะเภา และปล่อยให้สนามบินแห่งชาติถูกยึดถึง 9 วัน?

ถามว่าเหตุใดคนจำนวนนั้นจึงไม่อดทนอดกลั้นกับคนเสื้อแดงที่ เหิมเกริมจนปิดถนนระหว่างวันหยุด (สงกรานต์)”?

ถ้ารายการคุยข่าวต่าง ๆ มีความสามารถในการนำ คลิปหลุดของบรรดาดารามาวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงอย่างเอาจริงเอาจังโดยทันท่วงทีกับสถานการณ์ เหตุใดรายการเหล่านั้นจึงไร้ความสามารถในการนำ คลิปหลุดของทหารในขณะสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง มาวิเคราะห์วิจารณ์กันอย่างทันท่วงที และกระทำสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเสนอข่าวราวกับคลิปเหล่านั้นไม่มีอยู่?

ถ้ารายการคุยข่าวต่าง ๆ มีความสามารถในการนำดารามาชี้แจงปัญหาอันเนื่องมาจากคำทำนายของหมอดูอย่างละเอียด เหตุใดรายการเหล่านั้นจึงไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงในการนำโฆษกกองทัพบกมาชี้แจงเรื่องขั้นตอนการสลายม็อบ และ กระสุนหัวกระดาษอย่างละเอียด? เหตุใดรายการเหล่านั้นจึงไม่ให้โฆษกกองทัพบกสาทิตวิธียิง กระสุนหัวกระดาษเปรียบเทียบกับ กระสุนจริงอันจะแสดงความแตกต่างให้เห็นทั้งระดับเสียงและประกายไฟ? เหตุใดพิธีกรที่แสนฉลาดในการคุยคุ้ยเรื่องต่าง ๆ จึงไม่คุยคุ้ยต่อไปอีกว่า กระสุนหัวกระดาษนี้ยิงได้ทีละนัดหรือไม่? และต้องติดอแดปเตอร์เพื่อจะยิงต่อเนื่องหรือไม่? และกองทัพมีอแดปเตอร์เพียงพอที่จะใช้ในการสลายการชุมนุมหรือไม่?

ถ้ารายการคุยข่าวต่าง ๆ มีความมุ่งมั่นในการสืบเสาะค้นหา เบื้องหลังคลิปหลุดและข่าวลือต่าง ๆ ของบรรดาดาราที่ถูกแอบถ่ายและกระตือรือร้นต่อการนำเสนอภาพน้ำตาของดาราผู้ตกเป็นเหยื่อเหล่านั้น เหตุใดรายการเหล่านี้จึงช่างดูขาดไร้แรงบันดาลใจในการสืบเสาะค้นหา เบื้องหลังคลิปหลุดและข่าวลือต่าง ๆ เกี่ยวกับคนตายและการเก็บศพระหว่างการสลายการชุมนุมและไม่ไยไพกับภาพน้ำตาของคนเหล่านี้?

และในขณะนี้ที่บรรดาสื่อมวลชนและนักเสนอแนะทางออกให้สังคมกำลังชื่นชมทหารที่สามารถสลายการชุมนุมโดยปราศจากคนตาย เหตุใดจึงไม่มีสื่อหรือนักเสนอแนะอ้าปากถามท่าน ผบ.ทบ. สักคำว่า ในเมื่อทหารมีความสามารถในการสลายการชุมนุมที่น่าประทับใจเช่นนี้ เหตุใดท่านจึงเพิกเฉยและไม่ใช้ความสามารถนี้เสียตั้งแต่แรกกับกลุ่มคนเสื้อเหลือง และมักง่ายถึงกับปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจจนมีคนต้องขาขาดและตายเพราะการยิงแก๊สน้ำตาในครั้งนั้น?

อยากเรียนถามสื่อและบรรดานักเสนอทางออกให้สังคม ไม่ทราบว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการไร้ความสามารถของท่าน หรือสองมาตรฐานโดยสุจริต?

หรือนอกจากสักแต่ว่าถามและเสนออย่างมักง่ายแล้ว ท่านไม่เคยเรียนรู้ที่จะตอบหรือหันมองสิ่งที่ตัวเองเสนออย่างจริงจัง

อำนาจของความโศกเคร้า กับปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทย

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม “จากเสื้อเหลืองสู่เสื้อแดงกับสิ่งที่ขาดหายไป?: อำนาจของความโศกเศร้า กับ ปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทย”

ภูวิน บุณยะเวชชีวิน

ความรุนแรงที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 2548 โดยเฉพาะภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ดูเหมือนว่าจะเพิ่มระดับความรุนแรงและผลกระทบมากขึ้นทุกขณะ คงเป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงกันว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นดังกล่าวจะสามารถเรียกว่าเป็น การเมืองภาคประชาชน ได้หรือไม่ ในทัศนะของผู้เขียนดูเหมือนคำว่า การเมืองเรื่องม็อบ (mob politics) จะเหมาะสมกว่าในการกล่าวถึงปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน

ปรากฏการณ์การเมืองเรื่องม็อบแบบไทย ๆ นำไปสู่ความรุนแรงหลายระลอกแต่ที่เห็นจะหนักหนาสาหัสเหตุการณ์หนึ่งก็คือ เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันว่าจะถูกบันทึกจากแง่มุมไหนอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ ความบาดเจ็บ และความสูญเสียของชีวิตหลายชีวิต บางชีวิตได้รับการเชิดชูว่าเป็นวีรสตรีและได้รับเกียรติอย่างสูงจากสถาบันดั้งเดิม แต่ว่าอะไรคือสิ่งที่ขาดหายไป? บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะชวนถกเถียงในประเด็นดังกล่าว และอธิบายการหายไปจากแนวคิดทฤษฎีของนักปรัชญาร่วมสมัยที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อโลกทางวิชาการ

จากตัวอย่างเหตุการณ์ข้างต้นจะพบว่าบางชีวิตที่สูญเสียไปได้รับความโศกเศร้าอย่างยิ่งทั้งจากประชาชน สื่อสาธารณะ แต่ทำไมชีวิตอีกหลายทีชีวิตกลับไม่ได้รับโอกาสดังกล่าว? ทำไมความสามารถที่จะได้รับความโศกเศร้าจึงขาดหายไป? ในแง่นี้จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ทุกชีวิตที่สามารถได้รับความโศกเศร้า หากแต่ความโศกเศร้าเป็นสิ่งที่ถูกแบ่งสรรไว้อย่างจำกัด และอำนาจของความโศกเศร้า (power of mourning) ทำให้คนโศกเศร้ากับความสูญเสียของบางชีวิตในขณะที่ไม่แยแสความสูญเสียของอีกหลายชีวิต การพิจารณาถึงสิ่งที่ขาดหายไปดังกล่าวอาจช่วยให้สามารถมองเห็นความสูญเสียของชีวิตจำนวนมากไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรที่ถูกละเลยมองข้าม

อำนาจของความโศกเศร้า

แนวคิดเรื่องอำนาจของความโศกเศร้ามาจากหนังสือ Precarious Life: The Power of Mourning and Violence (2004) ของ Judith Butler เมื่อไหร่คนถึงโศกเศร้า? Butler อธิบายว่าความโศกเศร้าเกิดขึ้นเมื่อคนคนหนึ่งประสบกับความสูญเสีย (loss) ที่จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง ในแง่นี้เมื่อประสบกับความสูญเสียคนจึงต้องเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างที่ยากจะอธิบาย (enigmatic) มิติของความยากจะอธิบายจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ความโศกเศร้าดำรงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อความสูญเสียเกิดขึ้นกับคนที่มีความสัมพันธ์กัน หรือ อีกนัยหนึ่งคนที่สูญเสียไปมีส่วนในการประกอบสร้างตัวตนขึ้นมา เมื่อ ฉัน (I) สูญเสีย คุณ (you) ฉันจึงไม่ได้เพียงโศกเศร้ากับความสูญเสียเพียงอย่างเดียว หากแต่ตัวฉันกลายเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบายกับตัวฉันเอง ฉันเป็นใครถ้าปราศจากคุณ (Who “am” I without you?) เพราะตัวฉันเองก็หายไปเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเราสูญเสียอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ประกอบสร้างเราขึ้นมา เราจะไม่รู้ว่าเราคือใคร หรือ เราจะทำอย่างไร จึงอาจกล่าวได้ว่าความโศกเศร้าประกอบด้วยความเป็นไปได้ของความเข้าใจรูปแบบการที่บางสิ่งบางอย่างที่เป็นรากฐานของตัวตนถูกนำออกไป (dispossession)

ในแง่นี้ความโศกเศร้าจึงเป็นสิ่งที่ถูกทำให้น่ากลัว ความกลัวของเราสามารถนำไปสู่แรงผลักดันที่จะแก้ไขความกลัวดังอย่างอย่างรวดเร็วอาจด้วยวิธีการที่ใช้กำลังในการฟื้นฟู (restore) ความสูญเสีย หรือ ในระดับของสังคมการเมืองคือทำให้กลับไปสู่ระเบียบที่มีมาแต่เดิม

ในบริบทของสังคมการเมืองอเมริกาหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ประสบกับความสูญเสียความเป็นโลกที่หนึ่งนิยม (First Worldism) อาจกล่าวได้ว่าความสูญเสียดังกล่าวเป็นความสูญเสียอภิสิทธิ์ (prerogative) ในการเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่สามารถรุกล้ำพรมแดนอธิปไตยของรัฐอื่น และการไม่อยู่ในฐานะที่พรมแดนของตนจะถูกรุกล้ำได้ สหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นที่ซึ่งไม่สามารถถูกโจมตีได้และชีวิตน่าจะปลอดภัยจากความรุนแรงจากภายนอก ในแง่นี้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ 11 กันยาจึงเป็นความกังวล ความปารถนาความมั่นคงอย่างสุดขั้ว และส่งเสริมการป้องกันต่อต้านสิ่งใดก็ตามที่ถูกรับภาพว่าเป็นต่างชาติ (alien)

การประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายซึ่งตามมาด้วยการบุกยึดอัฟกานิสถานและอิรัก นำมาสู่คำถามสำคัญของ Butler คือ ใครถูกนับว่าเป็นมนุษย์ (human) ชีวิต (live) ของใครถูกนับว่าเป็นชีวิต และอะไรสร้างชีวิตที่สามารถได้รับความโศกเศร้าได้ (grievable life) กล่าวคือ สงครามแบ่งประชากรเป็นสองกลุ่มระหว่างผู้ที่สามารถได้รับความโศกเศร้าได้ กับ อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถได้รับได้ Butler อธิบายกระบวนการดังกล่าวว่าเป็นผลของการทำงานของบรรทัดฐาน (norm) ที่กำหนดว่าใครถูกนับว่าเป็นมนุษย์ ชีวิตใดถูกนับเป็นชีวิต และชีวิตของใครที่สามารถได้รับความโศกเศร้าได้

การจะทำความเข้าใจคำถามที่ Butler ตั้งไว้จำเป็นต้องทำความเข้าใจการทำงานของบรรทัดฐานเสียก่อน Butler อธิบายว่าแบบแผนบรรทัดฐานของการสามารถถูกเข้าใจได้ (normative scheme of intelligibility) เป็นสิ่งกำหนดว่าอะไรคือมนุษย์อะไรไม่ใช่ อะไรคือชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ และอะไรคือความตายที่โศกเศร้าเสียใจได้ แต่ในบางครั้งแบบแผนบรรทัดฐานทำให้ชีวิตไม่เคยเป็นชีวิต และความตายไม่เคยเป็นความตาย ในแง่นี้ความรุนแรงที่กระทำต่อคนที่ไม่จริง (unreal) จึงไม่ถูกมองเห็นว่าเป็นความรุนแรงเพราะชีวิตเหล่านั้นถูกปฏิเสธ (negate) ไปตั้งแต่แรกเริ่ม และคนที่ไม่จริงเหล่านี้ไม่สามารถได้รับความโศกเศร้าได้ เพราะชีวิตเหล่านี้ไม่เคยดำรงอยู่

อาจกล่าวได้ว่านี่คือ ความรุนแรงของบรรทัดฐาน (violence of norm) หรือ ความรุนแรงเชิงบรรทัดฐาน (normative violence) ซึ่งสาระสำคัญ คือ เป็นความรุนแรงที่เกิดก่อนความรุนแรงตามความเข้าใจทั่วไป มิติหนึ่งความรุนแรงเชิงบรรทัดฐาน คือ ความรุนแรงปฐมภูมิ (primary violence) ในแง่ที่ว่าทำให้ความรุนแรงในลำดับถัด ๆ มา (derivative violence) สามารถเป็นไปได้ (enable) อีกมิติหนึ่งที่อาจสำคัญกว่า ความรุนแรงเชิงบรรทัดฐานสามารถลบความรุนแรงที่มีอยู่ทั่วไปให้ไม่ถูกมองเห็นได้

อำนาจของความโศกเศร้าจึงถูกขับเคลื่อนด้วยการทำงานของบรรทัดฐาน หรือ ความรุนแรงเชิงบรรทัดฐานที่แบ่งประชากรออกเป็นสองกลุ่มดังที่กล่าวไปแล้ว

จากเสื้อเหลือง สู่ เสื้อแดง กับ สิ่งที่ขาดหายไป

จากที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสิ่งที่ขาดหายไป คือ ความเป็นชีวิตที่สามารถได้รับความโศกเศร้าได้ (grievable life) สำหรับทุกชีวิต นับแต่การชุมนุมของฝ่ายเสื้อเหลือง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนถึงเหตุการณ์บุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีชีวิตจำนวนมากที่ไม่มีชื่อ ไม่เคยถูกกล่าวถึง ไม่ได้รับความโศกเศร้าจากประชาชน จากสื่อสาธารณะ หรือจากสถาบันดั้งเดิม ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ทำไมชีวิตของตำรวจที่บาดเจ็บ หรือ สูญเสียไปจึงถูกลดทอนเหลือเพียงความเป็นกลไกของรัฐ การจะตอบคำถามเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องย้อนกลับไปพิจารณาบรรทัดฐานที่ครอบงำการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองนั่นคือ อุดมการณ์ราชาชาตินิยม (royal nationalism) ซึ่งเป็นอุดมการณ์กระแสหลักของสังคมการเมืองไทย

ผู้เขียนเชื่อว่าอุดมการณ์กระแสหลักในฐานะบรรทัดฐานทำหน้าที่ความรุนแรงเชิงบรรทัดฐานในการลบบางชีวิตออกไป ทำให้บางชีวิตไม่สามารถได้รับความโศกเศร้าได้ เป็นชีวิตที่ไม่จริงเสมือนว่าชีวิตเหล่านั้นไม่ได้ดำรงอยู่

สำหรับคำถามที่ว่าฝ่ายเสื้อเหลืองสูญเสียระเบียบอะไรจึงต้องออกมาเคลื่อนไหว ในทัศนะของผู้เขียน ความสูญเสียดังกล่าวคือความสูญเสียอำนาจ อภิสิทธิ์ ของกลุ่มชนชั้นนำเดิมและเครือข่ายกษัตริย์ รวมทั้งความหวั่นเกรงของชนชั้นกลางต่อความไม่โปร่งใสของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในแง่นี้ความสูญเสียดังกล่าวจึงเป็นแรงขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวเรียกร้องระเบียบที่เคยเป็นมาอยู่เดิม

ในกรณีของฝ่ายเสื้อแดง ผู้เขียนเลี่ยงที่จะอธิบายอย่างที่สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่อธิบาย คือ เป็นเรื่องที่ถูกชักใยโดยคน ๆ เดียว คือ ทักษิณ ชินวัตร ผู้เขียนคิดว่าคงจะเป็นธรรมกว่าหากจะอธิบายว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงเกิดจากการสูญเสียระเบียบเดิมที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าฝ่ายเสื้อแดงจะมีความชอบธรรมมากกว่าฝ่ายเสื้องเหลืองเท่ากับว่าเราควรอธิบายสาเหตุที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ความรุนแรงที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงในเดือนเมษายน 2552 ถูกประณามจากคนจำนวนมาก และความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงเป็นสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านั้นสมควรได้รับ จริงอยู่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงจำเป็นต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกับการกระทำของกลุ่มคนเสื้อเหลือง แต่ทำไมชีวิตหลายชีวิตของคนเสื้อแดงที่ต้องบาดเจ็บจึงไม่สามารถได้รับความโศกเศร้าได้?

ผู้เขียนไม่ได้จะบอกว่าเราไม่ควรโศกเศร้ากับชีวิตที่เราโศกเศร้าเท่ากับว่าเราควรหันไปมองชีวิตอีกหลายๆ ชีวิตที่เรามองข้าม ไม่นับรวมว่าเป็นความสูญเสียซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปนับแต่การชุมนุมของเสื้อเหลืองจนถึงการชุมนุมของเสื้อแดง ผู้เขียนเพียงต้องการให้ทบทวนการแบ่งสรรความโศกเศร้าให้กับชีวิตอื่นๆ และนับรวมพวกเขาในฐานะชีวิตและในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

สรุป

อำนาจของความโศกเศร้าทำให้คนโศกเศร้ากับชีวิตบางชีวิต ในขณะที่ไม่แยแสกับความสูญเสียของชีวิตอีกหลายชีวิต ผู้เขียนคิดว่าแนวคิดเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมการเมืองไทยควรใคร่ครวญเวลาทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้เขียนหวังว่าหากบทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ ผู้อ่านจะได้หันมาไตร่ตรองถึงอำนาจของความโศกเศร้าและสิ่งที่กำลังดำเนินไปในสังคมการเมืองนี้อีกครั้งหนึ่ง