WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 22, 2009

ปริมณฑลแห่ง "สี"

ที่มา ประชาไท

สุกัญญา สุดบรรทัด ส.ว. สรรหา คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

*บทความนี้ตีพิมพ์รั้งแรกในมติชนรายวัน วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11364

หน้าประวัติศาสตร์ไทยจารึกเหตุการณ์พี่น้องไทยทำร้ายกันเองถึงขั้นนองเลือด

มีคำถามว่า บทบาทของสื่อมวลชนในกรณีเช่นนี้ควรเป็นเช่นใด

มีตัวอย่างที่น่าสะพรึงกลัวมาก่อนหน้านี้แล้ว

เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเมื่อปี 1994 เป็นบทเรียนสอนใจผู้รักเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ให้ระมัดระวังการเสนอข่าวที่จะ "จุดไฟเผาเมือง"

เนื่องเพราะในรวันดาขณะนั้น สื่อมวลชนมีบทบาทสูงยิ่งในการ บิดเบือนข่าวสาร สร้างภาพพระเอก ผู้ร้าย

ประชาชนนับล้านคนต้องเซ่นสังเวยชีวิตของตนเองให้กับปลายปากกาและคมเลนส์ของสื่อ ที่สนับสนุนการกระทำรุนแรงของทหารบ้านฝ่ายรัฐบาล โดยการเน้นย้ำวาทกรรม "ฆ่าคนชั่วไม่ผิด"

ข่าวทางเดียวถูกนำเสนอ สีดำถูกป้ายลงไปยังกลุ่มกบฏทุตซีครั้งแล้วครั้งเล่า

จนกระทั่งกลายเป็นผ้าม่านมืดทึบดำสนิทที่ผืนใหญ่พอจะปกปิดความจริงอันอัปลักษณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมชาติ

ม่านฝนที่ดำทะมึนในฤดูสงกรานต์ของประเทศไทย จะต่างอะไรกับฉากสีดำที่รัฐบาลฮูตูแห่งรวันดาได้สร้างขึ้น หากสื่อมวลชนไทยมิได้เสนอความจริงอย่างเป็นธรรมและรอบด้าน

การเซ็นเซอร์ข่าวสารบางอย่าง แม้พอมีเหตุผลอยู่บ้างว่าเป็นความจำเป็นในสถานการณ์ความไม่สงบ แต่ปัญหามีอยู่ว่า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนแต่ละครั้ง ความจริงรอบด้านได้ถูกเสนอไปแล้วหรือไม่

หรือที่เสนอนั้นมันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว

แล้วความจริงครึ่งเดียวนั้นแหละที่มีส่วนไปปลุกความโกรธแค้นและความเกลียดชัง

ที่ยังไม่รู้จะหาน้ำที่ไหนมาดับไฟกองนี้เสียได้

ในท่ามกลางความแตกต่างและแตกแยก เราจะไม่อาจนำนาวาแห่งประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจอันรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ได้

มีแต่ความแตกต่างที่ร้อยประสานกันอย่างมีเอกภาพ ที่จะสามารถนำนาวาประเทศผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้

โดยมิพักต้องชี้หน้าหาคนผิดเพื่อเอามาเซ่นสังเวย

อิสรภาพและเสรีภาพของสื่อมวลชน มีไว้เพื่อการนำเสนอความจริงที่ถูกกลั่นกรองและตรวจสอบให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิถีทางของตนเอง

และแน่นอนว่า ความจริงที่มีคุณค่าถึงปานนั้น ย่อมไม่ใช่ความจริงที่ถูกผูกขาดโดยคนกลุ่มใดกลุ่มเดียวที่สถาปนาตนเองเป็นผู้พิทักษ์ "ความดี"

เพราะ "ความดี" ในระดับโลกียะ เป็น "ความดี" ที่ลื่นไหลได้ เป็น "ความดี" ที่ขึ้นอยู่กับบริบทแห่งภูมิหลังของผู้ตัดสินความดี

ดังนั้น ความถูกต้อง และ "ความดี" จึงอาจมีความหมายที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความดีของใคร

"ความดี" ของคนหนึ่งอาจเป็นอย่างหนึ่ง และ "ความดี" ของอีกคนหนึ่งก็อาจจะเป็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกันชนิดตรงกันข้าม

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว อีกฝ่ายหนึ่งจะยอมรับ "ความดี" ของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไรในเมื่อเห็นไปเสียแล้วว่า สิ่งนั้นคือความชั่วร้าย หาใช่ "ความดี" ที่ว่ากันไม่

การทะเลาะเบาะแว้งจะเกิดขึ้น

การแตกแยกของคนในครัวเรือนเดียวกันจึงเกิดขึ้น

เพื่อนฝูงในวงเหล้าเดียวกันถึงกับลุกขึ้นฆ่ากัน

แล้วความพินาศจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกับที่เคยเกิดกับพวกฮูตูและทุตซี

ความเจริญของสื่อยุคโลกาภิวัตน์ ก้าวไปไกลถึงขั้นเกิดสื่อทางเลือกมากมายหลายสถาน

ข้อมูลข่าวสารที่กระจายไปทั่วโลกในระดับเอ่อล้น ทำให้ผู้คนต้องเลือกเสพรับเฉพาะส่วนที่ตนเองเห็นว่าถูกจริตอัธยาศัย

และในสภาพของการแตกแยกทางความคิด หลายคนอาจถึงขั้นเลือกบริโภคเฉพาะข่าวสารที่รับแล้ว "ไม่เจ็บปวด"

ทัศนะวิสัยของคนสีเหลือง จึงแน่นแทบปริอยู่ในมณฑลของข้อมูลข่าวสารสีเดียวกัน ลักษณะเดียวกันก็เป็นจริงกับคนใส่เสื้อสีแดง

เหลืองยิ่งเหลืองเข้มข้น แดงยิ่งแดงแก่ก่ำ

ดื่มด่ำในอารมณ์ความรู้สึกแห่งสี

เกาะเกี่ยวในมายาคติของคนที่สวมเสื้อสีเดียวกัน

จดจำวาทกรรมของเพื่อนพ้อง

พูดคุยในวาทกรรมของเพื่อนพ้อง

ซึ่งเสริมเติมความเข้มข้นของอัตลักษณ์แห่งสีจนสุกงอม

และพร้อมต่อการปะทะกับผู้แตกต่าง

ปริมณฑลแห่ง "สี" ครั้นเมื่อได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้วด้วยน้ำมือของใครต่อใครมากมายนับไม่ถ้วน

มันย่อมสามารถเป็นได้ทั้งแรงบันดาลใจ และอาวุธสังหาร

ขึ้นอยู่กับการบริโภคข้อมูลข่าวสาร ว่าจะส่งเสริมการทำงานของ "สมอง" หรือของ "กล้ามเนื้อ"

ถ้าเสริมการทำงานของสมอง มันจะนำไปสู่ความมีสติ และความละอายต่อบาป

ถ้าเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ มันจะยั่วยุให้คนเดินออกไปสู่ท้องถนน หรือเข็นรถถังออกมา แล้วทุกคนก็พร้อมต่อการสู้รบ

ฉากต่อมาคือความเสื่อมโทรม และการเดินถอยหลังของประเทศชาติไปอีกนานเท่านาน

เหตุการณ์ ความไม่สงบที่เมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1992 มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างคนผิวขาวและผิวดำ ทำให้เกิดการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง เป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่สร้างความตระหนกตกใจไปทั่วโลก

สื่อมวลชนอเมริกันตีข่าวนี้กันอย่างพร้อมเพรียง บนสติ และความกลัวที่ว่า การเสนอข่าวอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ

ข่าว อาจกลายเป็นเชื้อให้ติดไฟอารมณ์แห่งความเกลียดชังคลั่งแค้น

เหตุการณ์รุนแรงในเมืองหนึ่ง อาจพัวพันไปเกิดในอีกเมืองหนึ่ง

เรื่อง "สี" ก็เข้ามาเกี่ยวข้องตรงนี้

ถ้าทำข่าวเอาใจคนผิวดำ คนผิวขาวก็จะโกรธ

ถ้าเอาใจคนขาว คนผิวดำก็จะอาฆาตแค้น

บ้านเราแม้คนจะผิวคล้ายๆ กัน และเชื้อชาติเดียวกัน ก็อุตส่าห์เอาสีเสื้อมาเป็นตัวแบ่งแยก

เรื่องมันเป็นอย่างนี้เสียด้วย

ในบรรดารัฐต่างๆ มิชิแกนเป็นรัฐที่เสี่ยงต่อพฤติกรรมเลียนแบบมากที่สุด

ก่อนหน้านั้น ในปี 1967 ที่เมืองดีทรอยท์ ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ และมีคนผิวดำเป็นกรรมการอยู่ที่นั่นจำนวนมาก

คนผิวดำเหล่านี้ได้ลุกฮือขึ้นมาเผาบ้านเผาเมือง ด้วยความเกลียดชังคนผิวขาวซึ่งคนผิวดำเชื่อว่าปฏิบัติต่อตนอย่างไม่ยุติธรรม

ยี่สิบห้าปีผ่านไป ความขมขื่นอันเกิดจากการแบ่งแยกสีผิว ไประเบิดอีกครั้งในต่างเมืองคือ ลอสแองเจลิส

บรรณาธิการสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 แห่งดีทรอยท์ เรียกประชุมกองบรรณาธิการเพื่อหาข้อสรุปในการนำเสนอข่าวที่จะสร้างสันติภาพ มากกว่าเป็นบ่อเกิดแห่งสงครามกลางเมือง

ใครๆ ก็รู้ว่า โทรทัศน์มีอิทธิพลต่อผู้ชมมากมายมหาศาล

แน่นอนว่า สถานีโทรทัศน์ช่องนี้ จะต้องเสนอข่าวจลาจล

แม้จะเสี่ยงต่อการปลุกเร้าชาวเมืองดีทรอยท์ ให้โกรธแค้นแทนเพื่อนร่วมผิว แต่บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชน ก็คือการเสนอความจริง

เมื่อความจริงปรากฏขึ้นตรงหน้า

จะหลีกเลี่ยงไม่เสนอ แล้วยังจะเรียกว่าเป็นสื่อของมวลชนได้อีกหรือ??

และถ้าเสนอ จะเสนออย่างไร นี่คือเรื่องสำคัญ

ผลสรุปของกองบรรณาธิการในครั้งนั้น ก็คือการเสนอข่าวอย่างรอบด้าน ของคนทั้งสองสีผิว

นักข่าวทั้งผิวขาวผิวดำ ลงไปสัมภาษณ์ชาวเมืองให้พวกเขาได้เล่าถึงความพินาศย่อยยับอันเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนั้น

หลังจากการพร่ำพรรณาถึงความทุกข์และความเจ็บปวดอันเนื่องมาจากการเสียชีวิตของบุตรชายในเหตุการณ์ความไม่สงบ หญิงชราผิวดำก็เริ่มเล่าถึงการเข้ามาช่วยเหลือของสมาคมชาวผิวขาว

และชายหนุ่มผิวขาว ก็เริ่มเล่าถึงเพื่อนผิวสีดำที่ช่วยชีวิตเขาไว้ในเหตุการณ์จลาจล

การรายงานข่าวจลาจลในลอสแองเจลิส ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับภาพการให้สัมภาษณ์ของเพื่อนร่วมชาติต่างผิวในเชิงบวก

ความรัก ความพยายามประสานรอยร้าว ถูกนำมาออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หาใช่การเอาภาพแห่งความชั่วร้ายของอีกฝ่ายหนึ่งมาเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

และย่อมมิใช่การเสริมเติมให้ฝ่ายหนึ่งดีเลิศประเสริฐศรี แล้วถล่มให้อีกฝ่ายกลายเป็นปีศาจ

หลายเดือนผ่านไป เมฆทะมึนบนท้องฟ้าที่ดีทรอยท์ก็ทุเลาเบาบาง

พร้อมกับการสรรเสริญจากชาวสื่อทั้งมวล

ว่านี่แล้วคือ "วารสารศาสตร์ยอดเยี่ยม"

เอเมอรี่ คิง บรรณาธิการฝ่ายข่าวผิวสีดำโทรทัศน์ช่อง 4 ให้สัมภาษณ์ระหว่างการเข้ารับรางวัลด้านสื่อว่า

"ผมเพียงแต่ขุดค้นลงไปหาความจริงในชีวิตของผู้คน และนำเสนอมันออกมาผ่านสายตาอันหลากหลาย"

ในชีวิตของความเป็นนักข่าว ย่อมเผชิญกับแรงกดดันมากมายหลายประการ

เพราะภารกิจแห่งความเป็นสื่อนั้นใหญ่หลวงนัก

ถ้าจะว่าไปแล้ว ปริมณฑลแห่งสีผิวนั้นขึงตึงเครียดยิ่งนัก เพราะมันเป็นสิ่งที่ติดตัวมาโดยกำเนิดอันไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้

ถ้าจะว่าไปแล้ว ปริมณฑลแห่งเผ่าพันธุ์เชื้อชาติที่แตกต่างระหว่างฮูตู และทุตซี ใหญ่โตและขึงตึงเครียดยิ่งนัก เพราะมันเป็นสิ่งที่ติดตัวมาโดยกำเนิดไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แล้วสีเหลือง สีแดง อันเป็นสิ่งที่มนุษย์เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

มันจะกระไรกันนักหนา

นี่ถึงกับจะฆ่าจะแกงกันเชียวหรือไร??

คงไม่มีใครรู้รายละเอียดแห่งเรื่องราวตั้งแต่การปฏิวัติ 2549 จนถึงปัจจุบันได้ดีกว่าสื่อมวลชนไทย

ในท่ามกลางข้อจำกัดแห่งการเสนอข่าว

ยังมีความรอบด้านในปริมณฑลแห่งสื่อ พอให้สรรเสริญแซ่ซ้องบ้างหรือไม่

คำตอบคือตัวตัดสินศักดิ์ศรีแห่งสื่อมวลชนนั่นเอง

SPIEGEL สัมภาษณ์ทักษิณ : “ผมเป็นเหมือนหนู”

ที่มา ประชาไท

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ

ที่มา: แปลจาก 'I'm Like a Rat', INTERVIEW WITH EXILED FORMER THAI LEADER THAKSIN, SPIEGEL ONLINE 04/20/2009, Interview conducted by Bernhard Zand

http://www.spiegel.de/international/world/0,1518,619943,00.html

สัมภาษณ์โดย เบอนาร์ด แซน (Bernhard Zand)

ในการให้สัมภาษณ์ SPIEGEL, ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย วัย 59 ปี บอกเล่าถึงการลุกฮือขึ้นของกลุ่มผู้สนับสนุนเขาเพื่อต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ และบทบาทที่พระมหากษัติย์ควรทำในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุดในประเทศที่สับสนอลหม่านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้

SPIEGEL : ดร.ทักษิณ ข่าวที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯเมื่อวันศุกร์ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำกลุ่มเสื้อเหลืองที่สนับสนุนรัฐบาลรอดชีวิตจากการพยายามลอบสังหาร เขาเป็นหนึ่งในบรรดาคู่ปรับที่ตามไล่ล่าคุณมากที่สุด

ทักษิณ ชินวัตร: รัฐบาลเป็นผู้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลนี้ใช้อำนาจในทางที่เลวร้ายยิ่งกว่ารัฐบาลทหาร อำนาจนี้ควบคุมไปทุกแห่ง สามารถยึดและตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น และพวกเขาไม่คำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน รัฐบาลนี้ได้รับใบอนุญาตฆ่า และผมมีความรู้สึกว่าช่วงเวลาของ การฆ่าตัดตอนกำลังเริ่มต้น พูดอีกอย่าง พวกเขากำลังกำจัดใครก็ตามที่รู้มากเกินไปเกี่ยวกับพวกผู้มีอำนาจที่ต่อต้านผม

SPIEGEL: ตัวเลขทางการระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 123 รายในเหตุการณ์จลาจลครั้งล่าสุด คุณมีข้อโต้แย้งตัวเลขเหล่านี้หรือไม่?

ทักษิณ: มันเป็นการโกหกโดยสิ้นเชิง

SPIEGEL: คุณพิสูจน์ได้หรือไม่?

ทักษิณ: หลังจากที่พวกเขาบอกว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 2 คน พวกเราพบศพคนเสื้อแดง 2 คนที่ถูกมัดมือไว้ด้านหลังลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา พวกเรายังคงค้นหารายอื่นๆ อยู่

SPIEGEL: ปรากฎการณ์ในประเทศของคุณสร้างความตระหนกให้กับคนทั่วโลก อะไรคือเหตุผลของวิกฤตการณ์ที่ไม่สิ้นสุดนี้?

ทักษิณ: ชนชั้นนำทางการเมืองมีความกังวลมาก เพราะผมและพรรคพวกได้รับความนิยมและมีอำนาจเหมือนกับที่พวกเขาเป็นก่อนหน้านี้ พวกเขาต้องการเปลี่ยนอำนาจให้ไปอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่ง คือพรรคประชาธิปัตย์ แต่พวกเขาไม่สามารถทำได้ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ตอนนี้พวกเขากำลังใช้ทุกวิถีทาง พวกเขาพยายามลอบสังหารผมแต่ไม่สำเร็จ พวกเขายังก่อการประท้วงซึ่งไม่สำเร็จ แต่มันก็เพียงพอสำหรับพวกเขาที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร หลังรัฐประหาร พวกเขาทำให้ระบบยุติธรรมกลายเป็นเรื่องการเมืองและตัดสินว่าผมและครอบครัวมีความผิด จากนั้นเขาเขียนรัฐธรรมนูญที่ผิดกฎหมาย แต่ทั้งๆ ที่พวกเขาทำทุกอย่าง ประชาชนยังคงลงคะแนนให้พรรคของพวกผม สิ่งนี้ทำให้คนกรุงเทพฯไม่พอใจ นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมการลุกฮือครั้งล่าสุดจึงเกิดขึ้น

SPIEGEL: ประเทศไทยจะรอดพ้นจากชะตากรรมนี้ได้อย่างไร?

ทักษิณ: ตราบใดที่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจไม่โปร่งใสและไม่ได้ทำในวิถีทางประชาธิปไตย ทุกอย่างจะยังคงค้างคา เราจะไม่อาจกำจัดมันออกไปได้ ระบบยุติธรรมถูกใช้เพื่อค้ำยันสองมาตรฐานผ่อนผันให้ฝ่ายหนึ่งและโหดร้ายกับอีกฝ่ายหนึ่ง การสมานฉันท์เป็นทางออกเดียว

SPIEGEL: คุณร้องขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเข้ามาแทรกแซงและยุติวิกฤตินี้ ทำไมยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น?

ทักษิณ: ผมไม่ทราบ ผมไม่อาจพูดอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

SPIEGEL: แต่พระราชดำรัสของพระองค์เป็นการชี้ขาดอย่างชัดเจน

ทักษิณ: ผมขอพูดอย่างนี้ว่า พระองค์ท่านเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถสร้างความสมานฉันท์ ผมไม่คิดว่าใครอื่นจะทำได้ ผมได้เฝ้ามองประเทศของผมจากข้างนอกมาสามปีแล้ว ยังไม่มีอะไรดีขึ้น

SPIEGEL: วิกฤตการณ์ของประเทศไทยเป็นวิกฤตการณ์ของสถาบันกษัตริย์ด้วยหรือไม่?

ทักษิณ: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระชนมพรรษา 81 พรรษาแล้ว พวกเราถวายพระพรให้พระองค์ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนานและทรงเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนไทยทั่วแผ่นดิน ในฐานะที่เป็นคนไทย เป็นเรื่องยากที่ผมจะพูดได้มากกว่านี้ คนไทยไม่มีเสรีภาพในการพูดมากนัก

SPIEGEL: แต่คุณนั่งอยู่ที่นี่ในเมืองดูไบ ไม่ใช่ที่ประเทศไทย และคุณมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะพูดในสิ่งที่คุณต้องการพูด

ทักษิณ: แต่ผมจะต้องระมัดระวังมากๆ ในฐานะที่เป็นคนไทยและเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ผมเคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯอย่างแท้จริง

SPIEGEL: ครั้งหนึ่งคุณเคยถูกมองว่าเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯไว้วางใจ

ทักษิณ: ใช่ แต่ผมเป็นที่เกลียดชังของบุคคลที่อยู่รอบๆ พระองค์ ประธานองคมนตรี (คณะบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์) และอดีตนายกรัฐมนตรีภายใต้คณะรัฐประหารพยายามที่จะโค่นล้มผมโดยการรัฐประหาร

SPIEGEL: และตอนนี้คุณคิดว่าบุคคลเหล่านี้ต้องรับผิดชอบกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน?

ทักษิณ: รัฐบาลของผมเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งและชนะอย่างถล่มทลาย ตอนนี้ผมเป็นเหมือนหนูที่อยู่ในบ้าน พวกเขาต้องการที่จับผมจนกล้าที่จะเผาบ้านทั้งหลังเพื่อจับหนู

SPIEGEL: ฝ่ายตรงข้ามของคุณอ้างว่าคุณเป็นต้นเหตุของการจุดชนวนครั้งล่าสุดด้วยการเรียกร้องมาจากต่างประเทศให้มีการประท้วง

ทักษิณ: ผมต้องให้กำลังใจประชาชน แต่เมื่อพวกเราพูดว่า พวกเราต้องการปฏิวัติ พวกเราหมายถึงการปฏิวัติโดยสันติ พวกเราที่อยู่ในประเทศไทยอดทนมานานแล้วกับประชาธิปไตยที่ใช้สำหรับคนเพียงไม่กี่คน หรือพวกชนชั้นนำทางการเมืองในกรุงเทพ

SPIEGEL: คุณยังคงได้รับความนิยมอย่างมากจากประชาชนในวงกว้าง นั่นหมายถึงคุณต้องแบกความรับผิดชอบไว้ด้วย คุณไม่สามารถทำอะไรมากกว่านี้ที่จะทำให้สถานการณ์ปัจจุบันสงบลงเลยหรือ?

ทักษิณ: ไม่มีทาง หนทางเดียว คือการสร้างความสมานฉันท์อย่างกว้างขวาง พวกเราใช้สันติวิธี ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาจากกลุ่มติดอาวุธที่รัฐบาลสนับสนุน พวกนี้คือกลุ่มคนที่เข้ามาปะปนกับกลุ่มผู้ประท้วง ฆ่าคน และก่อความวุ่นวายต่างๆ

SPIEGEL: คุณวางแผนว่าจะทำอะใรในตอนนี้โดยส่วนตัว?

ทักษิณ: ผมเดินทางมาก และปกติจะไม่อยู่ที่ไหนนานกว่าสองสัปดาห์ ผมมีธุรกิจที่ต้องดูแล แกนนำของกลุ่มเสื้อแดงทำงานกันอย่างอิสระและพวกเขาตัดสินใจกันเอง พวกเขาโทรศัพท์มาขอคำปรึกษาเป็นบางครั้ง แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ผมไม่ได้สนับสนุนเงินให้พวกเขา เพราะทรัพย์สินของผมในประเทศไทยถูกอายัด และผมไม่มีเงินมากนัก

SPIEGEL: รัฐบาลยกเลิกหนังสือเดินทางของคุณ ตอนนี้คุณเดินทางอย่างไร?

ทักษิณ: ผมมีหนังสือเดินทางของประเทศอื่นๆ เพื่อนๆ และผู้นำจากหลายประเทศออกหนังสือเดินทางหรือเอกสารเดินทางให้ผมในฐานะพลเมืองกิติมศักดิ์ ประธานาธิบดีนิคารากัว แดเนี่ยล ออเตก้า เป็นผู้สนับสนุนผมอย่างแข็งขัน และประเทศของท่านได้ออกหนังสือเดินทางทูตให้ผม

SPIEGEL: ทำอย่างไรประเทศไทยถึงจะมีสันติภาพที่ยั่งยืน?

ทักษิณ: ทั้งสองฝ่ายต่างได้กระทำความผิด ถึงเวลาแล้วที่จะสมานฉันท์โดยการให้อภัยซึ่งกันและกัน ลืมอดีตที่ผ่านมาและมองไปข้างหน้า พวกเราควรเป็นประเทศเดียว เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ผมจะไม่ยอมรับ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และอีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่ยอมรับผม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงโปรดฯ พระองค์จะทรงโปรดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และต่อจากนั้นเราต้องการการเลือกตั้งใหม่

มติชนออนไลน์เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “สุขุมพันธ์” กับสื่อนอก ซัดแม้วทำคนตายนับพัน และตอบคำถามเรื่องรัชทายาท

ที่มา ประชาไท

21 เม.. 52 – “มติชนออนไลน์” ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะราชสกุล และพระญาติในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้ให้สัมภาษณ์กับนายเจอร์เก้น เครมบ์ ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชีย ของ "แดร์ สปีเกล" ซึ่งเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ระดับหัวแถวของเยอรมันนีและภาคพื้นยุโรป โดยประชาไทขออนุญาตเผยแพร่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

แดร์ สปีเกล: ก่อนหน้านี้ไทยเคยถูกยึดถือว่าเป็นเมืองพุทธ แต่ทุกวันนี้ถูกกล่าวถึงในแง่ประเทศแห่งสงครามกลางเมืองและกลียุค

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: มีความแตกแยกระหว่างคนรวยและคนจนอยู่เสมอมาในสังคมไทย และมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างชุมชนเมืองและชนบทอยู่เสมอเช่นเดียวกัน แต่ทั้งหมดนั้นถูกควบคุมได้เสมอมาโดยฉันทามติที่ไม่มีการพูดถึงในทุกๆ ส่วนของผู้นำทางการเมืองทั้งหลาย นั่นคือมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรไปแตะต้อง

มีความเห็นพ้องต้องกันว่า บรรดาผู้นำทางการเมืองทั้งหลายอาจทะเลาะเบาะแว้งกันได้ในหมู่ของตน แต่ต้องไม่ทำให้ความขัดแย้งนี้ขยายขอบเขตออกไปจนถึงขั้นกระทบกระเทือนต่อสถาบัน หรือลุกลามกลายเป็นที่ระคายเคืองภาคส่วนนี้ของสังคม


แดร์ สปีเกล: ในทันทีทันใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้เล่นไปตามกฎเกณฑ์ของกลุ่มการเมืองเก่า

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือว่า เขาไม่ได้เล่นไปตามกฎเกณฑ์อีกต่อไปแล้ว จริงๆ แล้วเขาพยายามจะเอากฎของตัวเองมาบังคับใช้ นั่นอาจจะเป็นไปด้วยเหตุผลที่ดี ผมไม่สงสัยในข้อนี้ แต่มันมีกฎเกณฑ์อยู่ว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่คุณต้องไม่ทำ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบุคลิกภาพของตัวเขา (พ.ต.ท.ทักษิณ)เอง และอีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชัยชนะในการเลือกตั้ง 3 ครั้งของเขา ฉันทามติที่ว่านี้ในสังคมของเราถูกทำลายลงแล้วก็ไม่มีกลไกใดๆ มาปรับแก้ให้เข้าที่เข้าทางในเวลานี้


แดร์ สปีเกล: กลุ่มเสื้อแดงร้องว่าไม่มีประชาธิปไตยและไม่มีความเป็นธรรมในไทย เพราะผู้นำของตนถูกจับ แต่ผู้นำเสื้อเหลืองซึ่งปิดกั้นท่าอากาศยานกรุงเทพ เมื่อปีที่แล้วยังเป็นอิสระ

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: ข้อเท็จจริงเห็นได้ชัดเจน ความไม่เป็นธรรมมีอยู่เสมอในสังคมไทย แต่ภายใต้ทักษิณ มีความเป็นธรรมหรือ?

ที่นี่ใช้กฎแห่งป่ากันเสมอ (ผู้แข็งแรงกว่าย่อมเป็นผู้อยู่รอด ผู้มีอำนาจย่อมถูกต้อง) นี่เป็นปัญหาประการหนึ่งในไทย

ในช่วงปี 2545 และ 2548 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณปกครองประเทศ พ่อค้ายาเสพติดและผู้ก่อการร้ายนับพันคนถูกฆ่า ผมไม่ได้พูดว่า ทักษิณเป็นคนสั่งฆ่า แต่มีคนถูกฆ่านับพันคน พวกเขาหายสาบสูญไป แล้วสื่อก็เงียบ

ถ้าถามว่า อย่างไหนดีกว่ากัน ระหว่างผู้คนไปปิดสนามบินแล้วไม่ถูกลงโทษ กับการที่คนบริสุทธิ์ต้องถูกฆ่า?

ผมไม่สามารถให้อภัยการกระทำที่ไม่เป็นธรรมได้ ความเป็นจริงที่น่าเศร้าคือว่า กฎแห่งป่าคือสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่า มันเป็นข้อเท็จจริงที่ว่าสมุนของทักษิณไม่ใช่เทพ และเราประชาธิปัตย์เองก็ไม่ใช่เหมือนกัน


แดร์ สปีเกล: ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ทหารโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อ 19 กันยายน 2549 นั่นเป็นความล้มเหลวใช่หรือไม่

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: ผมไม่ได้ชื่นชมการรัฐประหารและไม่ได้เข้าข้างการยึดอำนาจหนนั้นเหมือนกัน แต่ถ้าผู้นำการรัฐประหารรู้สึกว่า ควรจะรัฐประหาร คนเหล่านั้นก็ควรดำเนินการให้ไปสู่ข้อสรุปที่เป็นที่สุดของมัน


แดร์ สปีเกล: หมายความว่าอย่างไร


ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: พวกเขาไม่ได้ทำเต็มกำลังพอ ประการแรก ผู้นำการรัฐประหารฉีกกฎหมายสูงสุดของประเทศคือรัฐธรรมนูญ แต่หลังจากนั้นกลับไม่กล้าที่จะฉีกกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ถ้านายพลเหล่านี้ทำลายเครือข่ายของทักษิณเสียตั้งแต่ต้น และถ้ายึดทรัพย์ของทักษิณทั้งหมดโดยตรงในทันที เราอาจจะไม่เผชิญกับภาวะกลียุคอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้


แดร์ สปีเกล: ทหารพลาดตรงไหน

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: งี่เง่า พวกเขางี่เง่า อย่างไรก็ตาม ความนิยมในตัวทักษิณก็อยู่ในภาวะขาลงเหมือนกัน


แดร์ สปีเกล: พาสปอร์ตของทักษิณถูกริบ คิดว่า ผู้สนับสนุนเขาจะทำอย่างไร ถ้าถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนกลับมากรุงเทพฯเพื่อดำเนินคดีคอร์รัปชั่นและยุยงให้เกิดการลุกฮือต่อต้านรัฐบาล
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: พวกนั้นก็จะบ้าดีเดือดโดยสมบูรณ์แบบ


แดร์ สปีเกล: การเลือกตั้งใหม่เป็นทางออกเพื่อฟื้นฟูสันติขึ้นหรือไม่

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: ไม่ ผลจะเป็นเหมือนอย่างที่เคยเป็น เราจะเผชิญกับกลุ่มคนขนาดใหญ่พอๆ กัน เผชิญหน้าซึ่งกันและกัน ผมคิดว่าจะดีกว่าถ้าหากรัฐบาลยังอยู่ในอำนาจจนกระทั่งครบวาระ จากนั้นผู้มีสิทธิออกเสียงจะเป็นผู้ตัดสิน แต่ไม่ใช่บนท้องถนน แต่ยังไม่มีใครมีมนต์วิเศษเพื่อแก้ปัญหาในเวลานี้


แดร์ สปีเกล: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสบ่อยครั้งในฐานะทรงเป็นกำลังขวัญของประเทศ นี่แสดงหรือไม่ว่านักการเมืองไทยไร้วุฒิภาวะเกินไปที่จะนำพาประเทศไปด้วยตนเอง
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: จริงๆ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงออกมาบ่อยครั้งนัก ทรงเข้ามาเพียง 2-3 กรณีเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่ทรงเข้ามาคลี่คลายจะมีความสำคัญมากเสมอ

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ เราที่เป็นผู้นำทางการเมืองพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไร้วุฒิภาวะในการแก้ปัญหาความแตกแยกในหมู่ของเราเอง ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเป็นที่ต้องการ แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าเ รามีพระองค์ทรงคอยให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ ทุกครั้งที่เรามีปัญหายุ่งยาก ทำให้เราขาดวุฒิภาวะ


แดร์ สปีเกล: เมื่อถึงเวลาที่พระองค์ทรงไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้ว ประเทศไทยจะตกสู่ภาวะกลียุคหรือไม่ กลัวที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นหรือไม่
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: แน่นอน ผมกลัว ผมไม่เคยกลัวอย่างนี้มาก่อน แต่ตอนนี้หลังจากมีการแตกแยกแบ่งขั้วทางการเมืองมานานสองสามปีแล้ว ผมคิดว่าภาวะแยกขั้วทางการเมืองจะยิ่งก่อให้เกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น


แดร์ สปีเกล: พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 81 พรรษาแล้ว ทุกครั้งในวันเฉลิมพระชนมพรรษา จะทรงอ่านพระราชดำรัสต่อคนทั้งชาติทุกปี ปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้มีพระราชดำรัสด้วยพระองค์เอง นั่นแสดงว่าพระองค์อาจจะทรงประชวร หรือนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณเป็นกังวลและกลัว
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: ทุกคนเป็นกังวลในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้เมื่อพระองค์เสด็จฯไปทรงตรวจพระวรกาย ประชาชนก็ตื่นตระหนก แน่นอน เราทุกคนเป็นกังวล


แดร์ สปีเกล: พระอาการประชวรหนักหรือไม่?

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: ขอพูดอย่างนี้ดีกว่า พระองค์ทรงไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจเหมือนอย่างที่ทรงปฏิบัติเมื่อ 10 ปีก่อนได้


แดร์ สปีเกล: ดังนั้น นี่ควรเป็นจังหวะที่ควรจะออกมาตำหนิ พ.ต.ท.ทักษิณก่อนที่จะสายเกินไปหรือเปล่า

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่เคยประสบความล้มเหลว จนเป็นที่มาของคำเล่าขานที่ว่าพระองค์ไม่มีวันทำอะไรผิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่แน่นักว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะรับฟังพระองค์ ถ้าไม่รับฟังแล้วจะทำอย่างไร

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมพระองค์ทรงต้องใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่า ควรจะมีพระราชดำรัสเมื่อใดและมีพระราชดำรัสว่าอย่างไร


แดร์ สปีเกล: ท่านเป็นพระญาติ ดังนั้น ต้องรู้เรื่องกฎมณเฑียรบาลเป็นอย่างดี การสืบราชสันตติวงศ์จริงๆ แล้วมีกระบวนการอย่างไร

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: โดยทั่วไปแล้วมีอยู่ 2 แนวทาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสามารถเลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์ด้วยพระองค์เอง


แดร์ สปีเกล: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยังไม่ตัดสินพระราชหฤทัย

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: เท่าที่เรารู้กัน ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้น รัชทายาทอาจต้องเลือกตามกระบวนการในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา


แดร์ สปีเกล: ถ้าเป็นอย่างนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หรือหนึ่งในพระราชธิดาของพระองค์ อาจจะเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: ไม่ ตามกฎมณเฑียรบาลยังไม่เปิดโอกาสให้พระราชธิดาสืบราชสันตติวงศ์

แดร์ สปีเกล: ทางเลือกเดียวก็คงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: เท่าที่เรารู้ ใช่

“อภิสิทธิ์” ส่งคณะผู้แทนพิเศษนำหมายจับ “ทักษิณ”

ที่มา ประชาไท

21 เม.. 52 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศจัดส่งคณะผู้แทนพิเศษ ประกอบด้วยนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์และนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ เดินทางไปกรุงอาบูดาบี อีกรัฐหนึ่งของ UAE ระหว่างวันที่ 19-21 เม.ย.นี้เพื่อนำหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ ในคดีซื้อ-ขายที่ดิน และคดีความมั่นคงที่ก่อการจลาจลไปมอบให้สำนักงานตำรวจ UAE และกระทรวงต่างประเทศของ UAE และพบหารือกับรัฐบาล UAE รวมถึงการจัดทำความตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศไทยกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศได้มอบหมายให้นายพนิชเดินทางไปประสานงานกับกระทรวงต่างประเทศ UAE เกี่ยวกับการจัดทำข้อตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาครั้งหนึ่งแล้ว สำหรับนายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรัฐมนตรีคนแรกในรัฐบาลปัจจุบัน ที่นำคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนอาบูดาบีและดูไบเมื่อต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สมัยเป็น ส.ส.ฝ่ายค้านยังติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายคอร์รัปชั่น ของรัฐบาลทักษิณมาอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ ภายหลังจากมีการถอนพาสปอร์ตธรรมดาของพ.ต.ท.ทักษิณ ปรากฏว่า สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง รายงานโดยอ้างคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า กำลังเดินทางไปประเทศนิการากัว เพราะตัวเองมีพาสปอร์ตทางการทูตพิเศษ ที่ได้รับจากประธานาธิบดีนิการากัว

IPS : เมื่อมีการเซ็นเซอร์ คนไทยหันไปหาเว็บไซด์และสื่อต่างประเทศ

ที่มา ประชาไท

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ: แปลจาก “THAILAND: With Censorship, Thais Turn to Websites and Foreign Media”, By Marwaan Macan-Markar, IPS- Inter Press Service

http://www.ipsnews.net/news.asp?idnews=46553

โดย มาร์วาน มากัน-มาร์การ์

กรุงเทพฯ, 19 เมษายน (IPS) – เมื่อรัฐบาลไทยประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการควบคุมผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อแดงที่กำลังอาละวาดอยู่บนท้องถนนสายต่างๆของกรุงเทพมหานคร ทหารที่พร้อมประจัญบานนั้นไม่ใช่อาวุธเพียงอย่างเดียวของรัฐบาล รัฐยังได้ใช้การเซ็นเซอร์ข่าวปิดปากสื่อมวลชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐ

ตลอดสัปดาห์ บรรยากาศของการเซ็นเซอร์คืบขยายออกไปจากเมืองหลวงและ 5 จังหวัดที่ยังมีการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ สถานีวิทยุชุมชนในภาคเหนือและภาคอิสานที่สนับสนุนกลุ่มเสื้อแดงต่อต้านรัฐบาลถูกบุกค้นและสั่งปิด

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ใช้อำนาจสั่งให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เนทปิดเว็บไซด์ 67 แห่ง นักรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อเตือนว่าจำนวนเว็บไซด์ที่ถูกสั่งปิดอาจมีมากขึ้น เพราะ เว็บไซด์ที่ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มเสื้อแดง แต่วิพากษ์วิจารณ์รัฐก็ตกเป็นเป้าหมายด้วย

รัฐบาลร่วมอายุสี่เดือนที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ให้ความชอบธรรมกับมาตรการเช่นนี้ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้นบนท้องถนนต่างๆอย่างที่ได้เห็นกันในเมืองหลวงเมื่อวันที่ 13 และ 14 เมษายน การปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงที่โกรธแค้นกับกองกำลังของทหารบนถนนหลายแห่งเป็นผลให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 100 คนและมีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย

สถานีวิทยุถูกปิดเพราะสถานีเหล่านั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง นายบุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสิ้นสุดลงเมื่อมันถูกใช้ในการก่อความรุนแรง

แม้ว่ารัฐบาลจะหยุด พวกเสื้อแดงที่ก่อความไม่สงบในกรุงเทพลงได้ แต่สถานการณ์ยังคงไม่สงบ เขากล่าวเพิ่มเติม ความพยายามที่สำคัญอย่างยิ่งของรัฐบาลคือการป้องกันไม่ให้คนเสื้อแดงก่อการร้ายและ [จัดตั้ง] ขบวนการต่อต้านด้วยกำลังอาวุธ

อย่างไรก็ตาม การเซ็นเซอร์ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 13 เมษายนด้วยการปิดสถานีเคเบิลทีวี ดี สเตชั่นกระบอกสียงของฝ่ายเสื้อแดง นั้นได้เปิดเผยให้เห็นอคติที่เกาะกุมสื่อไทยอย่างไม่ตั้งใจ สื่อกระแสหลักทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ไม่ถูกเซ็นเซอร์ สื่อเหล่านี้ต่างพูดถึงรัฐบาลร่วมที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ในทางที่ดี

พวกหนังสือพิมพ์ไม่ได้ถูกรัฐบาลกดดัน พวกเขาเลือกที่จะทำแบบนั้นเองเพราะพวกเขาชอบพรรคประชาธิปัตย์และบรรดาผู้หนุนหลังพรรคประชาธิปตย์ พวกเขาเกลียดกลุ่มเสื้อแดง นักข่าวอาวุโสของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ กล่าวกับ IPS พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องกังวงกับเรื่องของการเซ็นเซอร์

สถานีโทรทัศน์กระแสหลักอยู่ภายใต้การกดดัน เขาเปิดเผย หัวหน้าของผมถูกผู้มีอำนาจสั่งไม่ให้เผยแพร่ภาพข่าวต่างๆที่เป็นผลเสียกับฝ่ายทหารหรือรัฐบาล

นักวิเคราะห์ด้านสื่อซึ่งเป็นผู้ได้รับการยอมรับคนหนึ่งตำหนิการรายงานข่าวด้านเดียวเช่นนี้ของพวกสื่อกระแสหลักที่ไม่มีความพยายามที่จะทำความเข้าใจและอธิบายว่าเหตุใดคนนับแสนจากต่างจังหวัดและในเมืองหลวงจึงเข้าร่วมการประท้วงที่นำโดยขบวนการคนเสื้อแดงต่อต้านรัฐบาล แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ไม่มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมชอง นปช. ถ้ามีก็มักเป็นข่าวทางด้านลบของการชุมนุม อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว สื่อมวลชนจำเป็นต้องรายงานข่าวคนทุกสีในการเมืองของประเทศไทย เพราะนั่นคือความรับผิดชอบของสื่อต่อสังคม สื่อต้องพยายามเป็นมืออาชีพและเป็นกลาง

การรายงานข่าวที่มีอคติของสื่อกระแสหลักทำให้ฝ่ายสนับสนุน นปช. ไม่พอใจและคับข้องใจ เธอกล่าวในการให้สัมภาษณ์ คนที่ถูกทำให้ไร้ความสำคัญเหล่านี้ถูกทำให้มีทางเลือกน้อย นอกจากสร้างพื้นที่สื่อทางเลือกของพวกเขาเองผ่านวิทยุชุมชนและเว็บไซด์ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อทางเลือกถูกเซ็นเซอร์ขณะที่สื่อกระแสหลักยังคงเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ สถานีวิทยุชุมชนมากกว่า 300 แห่งถูกปิดโดยทหารหลังจากที่กองทัพไทยที่ทรงอำนาจทำรัฐประหารเพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2549

สถานีวิทยุชุมชนในภาคเหนือทุกแห่งถูกปิดชั่วคราวหลังจากมีการพบว่าสถานีบางแห่งได้ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรัฐประหารเมื่อวันอังคาร หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษอันดับหนึ่งของประเทศไทยรายงานข่าวในช่วงสัปดาห์ที่เกิดการรัฐประหารครั้งที่ 18 ของประเทศ สถานีวิทยุชุมชน ณ เวลานี้ถูกมองเป็นภัยที่สำคัญต่อการบริหารประเทศ [ของรัฐบาลทหาร] เพราะอาจถูกกลุ่มผู้สนับสนุนของนายกรัฐมนตรีที่ถูกขับไล่ออกไปใช้ในการปลุกปั่นความไม่พอใจของสาธารณชนต่อรัฐบาล [ทหาร]”

การเซ็นเซอร์ครั้งนี้ซึ่งมีเป้าอยู่ที่กลุ่ม เสื้อแดงมีความคล้ายหลายประการกับนโยบายด้านสื่อสารมวลชนของคณะรัฐประหารครั้งล่าสุดของประเทศ สื่อหลายแห่งที่ถูกปิดปากนั้นสนับสนุนอย่างเปิดเผยต่อทักษิณซึ่งปัจจุบันลี้ภัยในฐานะผู้หลบหนีคดีทุจริตและความผิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

สถานีวิทยุและเว็บไซด์ที่ถูกปิดยังถ่ายทอดความเห็นที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่, โจมตีผู้นำทหารและข้าราชการฝ่ายอนุรักษ์นิยม, และเรียกร้องให้ที่ปรึกษาอาวุโสของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะลาออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาว่าพวกเขามีบทบาทเกี่ยวข้องในการทำรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2549

พวกเขาถูกสื่อกระแสหลักมองว่าก้าวล่วงมากเกินไป และความรุนแรงบนท้องถนนที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่ม เสื้อแดงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาซี่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกาศของ นปช. ที่จะทำการปฏิวัติในนามของคนจน กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับสำนักสื่อมวลชนที่ทรงอิทธิพลที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ

หนังสือพิพม์โต้ตอบด้วยการพาดหัวข่าวที่ดุดัน, รายงานข่าวแบบสะใจ, และคำวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงต่อ การปฏิวัติที่ล้มเหลวของกลุ่ม เสื้อแดงสถานีโทรทัศน์ต่างๆรายงานข่าวด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกัน

พวกเสื้อแดงต่างเดือดดาลกับการรายงานด้านเดียวของพวกสื่อกระแสหลัก สื่อในประเทศไทยอยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลราวกับว่าเป็นผู้ร่วมหุ้นกันทางธุรกิจ ชาวกรุงเทพฯวัย 47 ปี ให้ความเห็น เขาบอกว่าเขาชื่อสมชาย พวกเขาทำให้เราหมดความเชื่อถือ พวกเขาไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นสื่อระดับชาติ

พวกเราไม่สามารถไว้ใจนักข่าวได้ เพราะสิ่งที่พวกเรารู้ไม่ถูกรายงาน สลักจิตร แสงเมือง กล่าว เธอเป็นนักธุรกิจหญิง และเช่นเดียวกับสมชาย เธอเข้าร่วมกับกลุ่ม เสื้อแดงประมาณ 500 คนที่มาชุมนุมกันที่สนามหลวง บริเวณที่เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯในวันที่ 14 เมษายน เธอได้ข้อสรุปว่าการเคลื่อนไหวของพวกเธอพ่ายแพ้ต่อกองทัพที่พร้อมจะปราบปราม พวกเราอาศัยการสื่อสารบนเว็บไซด์และข่าวต่างประเทศ

การเซ็นเซอร์ข่าวนี้ทำให้แม้แต่บุคคลที่ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่าง ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต ออกมาช่วยทำให้เรื่องราวของกลุ่ม เสื้อแดงได้ปรากฎบนอินเตอร์เนท: ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต เป็นผู้เขียนหนังสือ 2 เล่มที่เป็นการสรรเสริญเยินยอทักษิณที่กำลังหลบหนี ทั้งๆที่เธอรับราชการเป็นทหารในกองทัพ

สิ่งที่ดิฉันเห็นเกี่ยวกับพวก เสื้อแดงบนจอโทรทัศน์นั้นไม่ใช่ความจริง มีเหตุการณ์มากมายที่ไม่ถูกนำเสนอ ร.ท.หญิงสุณิสา วัย 34 ปี กล่าวขณะหยุดพักการบันทึกวีดีโอภาพกลุ่มคน เสื้อแดงที่กำลังร้องไห้ด้วยความโกรธ ที่สนามหลวง พื้นที่โล่งที่ล้อมรอบด้วยวังและวัดเก่าแก่ ประชาชนโกรธเพราะสิ่งที่หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์รายงานเกี่ยวกับพวกเขานั้นไม่เป็นความจริง

คปส. ออกแถลงการณ์คัดค้านการปิดกั้นและใช้ความรุนแรงกับสื่อ

ที่มา ประชาไท

21 เม.. 52 - คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพและการใช้ความรุนแรงทำร้ายสื่อมวลชน หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม 13 เมษายน 2552 โดยมีรายละเอียดดังนี้

แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)

คัดค้านการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพและการใช้ความรุนแรงทำร้ายสื่อมวลชน

หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒

ภายหลังที่รัฐบาลใช้กำลังทหารสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล และได้ใช้อำนาจรัฐในการสั่งปิดสถานีวิทยุขนาดเล็กหลายแห่งในภูมิภาค สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม รวมถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในท้องถิ่นและผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายออกไปไม่สิ้นสุด อีกทั้งการปิดกั้นช่องทางการสื่อสารยิ่งเป็นการผลักดันให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองต้องต่อสู้ในวิถีทางใต้ดิน

การที่รัฐตรวจค้น จับกุม ยึดเครื่องมือสื่อสาร ปิดสถานีวิทยุชุมชนด้วยข้ออ้างว่าไม่มีใบอนุญาตนั้นเป็นสิ่งที่ขัดต่อนโยบายของรัฐ เนื่องจากมติ ครม. ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ และ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ได้ผ่อนผันให้วิทยุขนาดเล็กในท้องถิ่นเหล่านี้ดำเนินการได้ชั่วคราวจนกว่าจะมีกระบวนการให้ใบอนุญาต และขณะนี้อนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ซึ่งทำงานร่วมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตชั่วคราวตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เนื่องเพราะในระยะหลายปีที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลใดผลักดันให้มีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ ทุกอย่างจึงอยู่ในสภาวะสุญญากาศตลอดมา

ดังนั้น การสั่งการให้ปิดสถานีวิทยุขนาดเล็กในท้องถิ่นบางแห่งด้วยเหตุผลทางการเมืองของรัฐ นอกจากจะขัดกับหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารแล้วยังเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการมุ่งดำเนินคดีกับเครือข่ายวิทยุที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ย่อมนำไปสู่แรงต้านที่มากขึ้น ทั้งนี้การสร้างความสมานฉันท์ในสังคม รัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่มได้ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเสมอภาคกัน

คปส. เห็นว่าปัจจุบัน แนวโน้มการใช้อำนาจคุกคามผู้เห็นต่างทางการเมืองกำลังไต่ระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การปิดกั้นช่องทางการสื่อสาร การข่มขู่คุกคาม ให้ร้าย จนกระทั่งการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ดังเช่นกรณีการลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งในฐานะเจ้าของกิจการสื่อมวลชนและหนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย่อมเป็นเครื่องชี้วัดว่าการคุกคามได้ยกระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากทุกฝ่าย ทั้งด้วยการใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจนอกวิถีประชาธิปไตย ซึ่งล้วนเป็นวิธีการใช้อำนาจที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและกระทบต่อความมั่นคงของชาติทั้งสิ้น

คปส. จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังนี้

๑. ขอให้รัฐบาลยุติมาตรการใด ๆ ก็ตามที่เป็นการปิดกั้นสื่อ โดยเฉพาะวิทยุชุมชน อินเทอร์เน็ต และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของประชาชนทุกกลุ่ม ในขณะเดียวกันรัฐควรสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่มได้มีโอกาสใช้สื่อของรัฐเพื่อถกเถียง แลกเปลี่ยนเพื่อแสวงหาจุดร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

๒. ขอให้อนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ได้ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด และใช้อำนาจ กำกับดูแลวิทยุชุมชนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

๓. ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงกับสื่อมวลชน และประชาชนที่แสดงออกทางการเมือง ขณะเดียวกันขอให้ทุกฝ่ายมีความอดทนอดกลั้นต่อกันและกันให้มากขึ้นในภาวะที่สังคมไทยอ่อนแออย่างมากในปัจจุบัน

๔. ขอให้สื่อสารมวลชนทุกแขนง รวมทั้ง วิทยุชุมชน และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เปิดพื้นที่ในการสื่อสารเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและความคิดเห็นที่หลากหลาย ร่วมกันลดอคติ ยุติการสร้างความเกลียดชัง และส่งเสริมแนวทางการแก้ปัญหาทางการเมืองโดยวิถีทางประชาธิปไตยและสันติวิธี

ด้วยความสมานฉันท์

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.)

๒๑ เมษายน ๒๕๕๒