WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, April 23, 2009

ได้เวลารื้อคุกเป็นสวนสาธารณะกลางเมือง

ที่มา ประชาไท

ธเนศวร์ เจริญเมือง

เชียงใหม่เป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งของประเทศ ที่ไม่เพียงแต่นำไปโฆษณาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว หากเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน สมควรที่คนของเมืองนี้ ตลอดจน ผู้บริหารหน่วยงานทั้งหลายและรัฐบาลจะให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ

การที่มีศิลาจารึกกำเนิดวันเดือนปีเกิดของเมืองอย่างชัดเจนอาจมีคนแย้งว่าเป็นศิลาจารึกที่เขียนภายหลัง แน่นอน ศิลาจารึกที่วัดเชียงหมั้นที่ระบุวันเดือนปีเกิดของเมืองเชียงใหม่จัดทำขึ้นเกือบ 200 ปีหลังจากพ.ศ.1839 อันเป็นปีที่พญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ แต่หากบอกว่าใครก็สร้างศิลาจารึกได้ภายหลัง คำถามมีว่า แล้วเหตุใดเมืองอื่นๆ ส่วนใหญ่จึงไม่มีศิลาจารึกเช่นนั้นบ้าง

เชียงใหม่เคยเป็นศูนย์อำนาจสำคัญในหุบเขาของภาคเหนือ เป็นเมืองหลวงของรัฐอิสระ มีกษัตริย์ปกครองสถาปนาราชวงศ์ยาวนานถึง 262 ปี (พ.ศ. 1839-2101) ต่อจากนั้น ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าและสยามนานรวมกันถึง 341 ปี (พ.ศ. 2101-2442) ก่อนจะถูกผนวกและลดฐานะ

ก็เพราะเหตุนี้เอง ใครๆจึงยกย่องเมืองนี้ให้เป็นเมืองแห่งอารยธรรม ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภาคเหนือ เมืองแห่งวัฒนธรรม เมืองแห่งประเพณี

แต่พอใครมาเห็นจริงๆ ก็ไม่เห็นเหมือนคำเล่าลือหรือไม่เหมือนในแผ่นพับหรือโปสเตอร์ของการท่องเที่ยว เพราะเมืองเต็มไปด้วยความแออัด รถติดทั้งวัน อาคารสูงระเกะระกะไปทั่ว ระบบขนส่งมวลชนไร้ประสิทธิภาพ จะข้ามถนนแต่ละครั้ง ก็ยากนักที่จะมีรถคันไหนหยุดให้

ที่เป็นปัญหาค้างคาใจนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ ก็คือที่ว่าเป็นเมืองเก่านั้น นอกจากกำแพงเมืองและคูเมืองแล้ว มีตรงไหนบ้างที่ถือว่าเก่าแก่ เพราะแต่ละวัดที่ว่าเก่าแก่ก็ล้วนปรับปรุงและตกแต่งจนใหม่เอี่ยมอ่อง ถ่ายรูปแทบจะนำไปบอกใครที่ไหนได้ว่า นี่คือวัดเก่าแก่ 700 ปี

นอกจากนั้น เมืองอันเก่าแก่ เคยมีราชวงศ์ปกครองยาวนาน กลับไม่มีพระราชวังสักหลัง ภายในกำแพงเมือง มีแต่สถานที่ราชการและร้านค้า จำนวนโรงแรมและเกสต์เฮ้าส์มีแต่เพิ่มขึ้น มีแม้กระทั่งสถานโบลิ่ง ส่วนสถาบันการศึกษาก็คิดจะเพิ่มจำนวนอาคารและนักเรียน

ที่น่าตกใจคือ บริเวณที่เป็นเขตพระราชวังเก่ากลับมีแต่คุกขนาดใหญ่ พร้อมกับบ้านพักข้าราชการและบ้านของเอกชน ไม่มีอะไรบอกเลยว่านี่หรือเมืองเก่าแก่ 700 ปีเศษ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เป็นต้นมาที่ชาวเมืองบางส่วนตื่นตัวเรียกร้องให้ฉลองวันเกิดเมืองครบรอบ 700 ปีอย่างมีความหมาย หนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญก็คือ ให้ย้ายคุกออกไปรอบนอก ด้วยเหตุผลสำคัญ 4-5 ข้อ คือ 1.นั่นเป็นพื้นที่มงคล เป็นพื้นที่ของผู้นำ การนำ การบริหารเมืองและการตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเมือง

2. ที่นั่นย่อมมีสิ่งก่อสร้างและเศษซากอารยธรรมล้ำค่าต่างๆตั้งแต่ พ.ศ. 1839 เป็นต้นมา แม้ว่าจะมีการรื้ออาคารต่างๆมากมายเพียงใดไม่ว่ากี่ร้อยปีมานี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ทำลายได้ก็คือ สิ่งที่ฝังอยู่ในพื้นดิน นั่นแหละที่เขาเรียกว่าประวัติศาสตร์ที่พูดได้ อดีตไม่ว่าจะเก่าแก่เพียงใด ก็บอกคนรุ่นหลังได้เพราะโบราณวัตถุคือกุญแจที่ไขสู่อดีต อดีตที่เต็มไปด้วยสติปัญญาของบรรพชน

3. คุณค่าดังกล่าวจึงมีทั้งการเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แหล่งสร้างรายได้ และที่ยิ่งกว่าคือ ความรู้เกี่ยวกับอดีตที่เป็นความภาคภูมิใจและรวมจิตรวมใจของคนรุ่นหลังๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว

4. คุกควรมีพื้นที่กว้างขวาง จึงควรย้ายไปอยู่รอบนอก เป็นผลดีต่อทุกๆ ฝ่าย

5. ประวัติศาสตร์เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วเป็นเรื่องของการทำลาย การเอาคุกและนักโทษ มาคุมขังในเขตพระราชฐาน แล้วรื้อทิ้งพระราชวังทั้งหมดนั้นเจ็บปวดเกินกว่าที่จะต้องพูดถึงอีก

และสุดท้าย เมืองเชียงใหม่เคยมีข่วงหลวง (สวนใหญ่) กลางเมือง แต่กลับหายไป เมืองนับวันจะใหญ่โตมากขึ้น อาคารบ้านเรือนมากขึ้น ผู้คนและรถรามากขึ้น ต้องการสีเขียวเพิ่มขึ้น

การมีมติของคณะรัฐมนตรีให้รื้อคุกออกไปและให้สร้างสวนสาธารณะจึงเป็นมิติประวัติศาสตร์ และเป็นของขวัญล้ำค่าสำหรับเมืองเชียงใหม่

คนเชียงใหม่ที่รณรงค์เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นไม่ปรารถนาจะกลับไปหาอดีต ไม่ปรารถนาจะถอยกลับไปรื้อฟื้นอาคารพระราชวังใหญ่โตแบบเมื่อ 600-700 ปีที่แล้ว

แต่ปรารถนาจะเห็นข่วงหลวงกลางเมือง ให้เป็นที่พักผ่อน เป็นปอด เป็นลานให้คนเดินเล่น สนทนากัน วิ่งออกกำลังกายรอบๆ พบปะกัน ได้มองรอบๆที่มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นกลางเมืองที่ควรจะงดงามกว่านี้ เป็นลานให้ผู้คนได้นั่งฟังดนตรี ชมการแสดง ชมละคร ฟังการสนทนาปราศรัยที่ประเทืองปัญญา ฯลฯ

ไม่อยากฟังความเห็นประเภทคุกอายุ 100 ปีเศษ สมควรอนุรักษ์ไว้เพราะเป็นของเก่าแก่ กระทั่งพูดว่าต้องเก็บไว้ให้ลูกหลานเห็นจะได้หวาดกลัว ไม่กล้าทำความผิด หรือเก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนไปเยี่ยมชม หรือเปิดห้องให้เข้าพักเป็นโรงแรมเพื่อหารายได้

หรือข้ออ้างที่ว่าประวัติศาสตร์ 700 ปีเศษ คุกก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์นั้น ฉะนั้น จึงสมควรเก็บไว้ อ้าว แล้ว ประวัติศาสตร์ 3-4-5-6-700 ปีเล่า ทำไมไม่เหลือสักอย่าง เก็บไว้แต่คุกให้เป็นพิพิธภัณฑ์ กินพื้นที่ส่วนใหญ่ เหลือสนามหญ้าเพียงนิดเดียว นอกนั้นไม่มีอะไรอีก

แล้วข่วงหลวงที่เรียกร้องกันตลอดมาเล่า เรียกร้องกันมาตั้งแต่แรกสุด ไม่เคยเรียกร้องขอให้สร้างพระราชวังกลับคืนมาแม้แต่น้อย คนเชียงใหม่อยากได้สวนกลางเมือง ได้ยินไหม

บัดนี้ พี่น้องเชียงใหม่โปรดพิจารณา เทศบาลที่จะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ โปรดฟัง

ข้อเสนอให้รื้อถอนคุกออกไป แล้วเปิดพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะ ให้เป็นปอดกลางเมืองเป็นข้อเสนอที่ทุกคนควรถอยคนละก้าว นั่นคือ ไม่รื้อฟื้นพระราชวัง และไม่เก็บคุกไว้เป็นพิพิธภัณฑ์

เมืองเชียงใหม่ต้องการข่วงหลวงกลางเมืองสำหรับคนอยู่และผู้มาเยือนทุกๆ คน

ส่วนเทศบาลจะมอบหมายให้ผู้รู้กลุ่มใดขุดค้นพื้นที่บางส่วนที่สันนิษฐานว่าจะเป็นแหล่งโบราณสถานในประวัติศาสตร์ ก็สมควรเปิดพื้นที่เฉพาะส่วนให้มีการศึกษา เป็นบริเวณที่จำกัด เปิดเผยโปร่งใส มีระยะเวลาศึกษาค้นคว้าชัดเจน ไม่ใช่เปิดพื้นที่ทิ้งไว้แล้วหายไปเป็นเดือนๆ แต่จะต้องรายงานผลการศึกษาค้นคว้าให้ชาวเชียงใหม่ได้ทราบเป็นระยะๆ

ให้การตัดสินใจ และการทำงานของเทศบาลในเรื่องนี้เปิดเผย โปร่งใสและอยู่ในสายตาและความสนใจของประชาชนชาวเมืองอย่างต่อเนื่อง

ให้ต่อจากนี้ไป พื้นที่บริเวณดังกล่าวรวม 22 ไร่เป็นข่วงหลวง และมีการค้นคว้าขุดเจาะเฉพาะบางส่วนเท่านั้น ส่วนจะตัดสินใจขุดค้นเพิ่มเติมต่อไปอย่างไรในอนาคต ก็ขอเสนอให้ชาวเมืองตัดสินใจหลังจากได้ทราบผลการศึกษาค้นคว้าเป็นระยะๆ แล้ว

นี่ต่างหากที่เป็นเมืองเชียงใหม่ของชาวเชียงใหม่ทุกๆคน เมืองที่ทุกคนมาช่วยกันสร้าง

‘สื่อกระแสหลัก’ กับ ‘นักวิชาการดารา’

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

เมื่อพูดถึงฟรีทีวีซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักของสังคมไทย ถามว่า สังคมมีทางเลือกดูรายการบันเทิงที่ประเทืองปัญญามากไปกว่าการดูรายการบันเทิงประเภทเกมส์โชว์ปัญญาอ่อนกับละครน้ำเน่าไหม? ตอบว่า ไม่มี เพราะทีวีทุกช่องมีรายการบันเทิงประเภทเดียวกัน ถามอีกว่า รายการสาระประเภทเล่าข่าว วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง สังคมมีทางเลือกมากกว่าเมื่อสิบปีที่แล้วไหม? ตอบว่า ดูเหมือนจะมี เพราะมีรายการประเภทนี้มากขึ้น

ปัญหา คือ แม้จะมีรายการประเภทนี้มากขึ้น แต่ยังขาดความหลากหลายในทางเนื้อหาและมุมมอง เพราะ.-

1.รายการประเภทเล่าข่าว วิเคราะห์ข่าว พิธีกรดำเนินรายการยังเป็นคนเดิมๆ หรือทีมเดิมๆ ที่จัดรายการอยู่ช่องเดิมหลายช่วงเวลา หรือกระจายทีมไปยึดทีวีช่องต่างๆ จัดรายการแบบเดิมๆ หรือ

คล้ายเดิม ทำให้เนื้อหาที่นำเสนอซ้ำๆ กัน

2.ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่แหลมคม สื่อเลือกข้าง เข้ามายึดทีวีของ รัฐ (ซึ่ง

ไม่ใช่ของ รัฐบาล) อย่างไม่อายฟ้าดินมากขึ้น นับแต่ยุค NBT จนมาถึงยุคสถานีโทรทัศน์แห่งชาติในขณะนี้

3.ทีวีสาธารณะอย่าง ทีวีไทย ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับ สปิริต ความเป็นทีวีสาธารณะที่ต้อง

ดำรงความเป็นกลาง หรือต้องเสนอข้อเท็จจริงอย่างเจาะลึกรอบด้านและสมดุลในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และโดยเฉพาะการเป็นสื่อที่เป็นกระบอกเสียงของคนชั้นล่างมากขึ้นในภาวะที่สื่อซึ่งเป็นกระบอกเสียงของคนชั้นกลางและคนชั้นสูงมีมากจนล้นเกิน

4.วิทยากรรับเชิญในรายการวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองเป็นวิทยากรหน้าเดิมๆ ประมาณว่าเป็น

นักวิชาการดารา ที่เดินสายไปออกทุกช่อง ทุกรายการ ทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียดทางการเมืองก็จะเห็น นักวิชาการดารา เหล่านี้จ้อผ่านจอ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นมุมมองแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รายการเล่าข่าว วิเคราะห์ข่าว เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสร้าง เรทติ้ง เข้มข้นมากขึ้น ในแง่ดีก็คือเป็นการช่วยกันทำให้ชาวบ้านร้านตลาดสนใจข่าวสารบ้านเมืองมากขึ้น แต่ความที่เป็นธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงผลกำไร และต้องเกรงใจอำนาจรัฐ ทำให้รายการพวกนี้มีข้อจำกัดในการเสนอข้อเท็จจริงเชิงลึกหรือมุมมองที่ตรงกันข้ามจากรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ และเพื่อความอยู่รอดสื่อเหล่านี้จำต้องทำงานอย่าง รู้ทิศทางลม คือคล้อยตามผู้มีอำนาจรัฐทุกยุคสมัย ครั้งหนึ่งตนเคยโจมตีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาล แต่พอฝ่ายที่ตนเคยโจมตีนั้นได้มาเป็นรัฐบาลก็หันมาสอพลอซะดื้อๆ ทำตัวเป็น สื่อที่เลียได้ทุกเกือก!” (สำนวนของนิธิ เอียวศรีวงศ์) อย่างไม่อายชาวบ้าน

ส่วนในประเด็นที่ สื่อเลือกข้าง มายึดทีวีของรัฐ ผู้เขียนอยากตั้งข้อสังเกตว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งในมิติหนึ่งนั้นเป็น สงครามการผลิตสร้างความจริง การที่รัฐบาลสมยอมให้ สื่อเลือกข้าง ยึดทีวีของรัฐ และเลือกผลิตสร้างเฉพาะความจริงประเภท เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น เป็นด้านหลัก โดยละเลย จรรยาบรรณ ของ สื่อแท้ ที่มีหน้าที่เสนอความจริงรอบด้าน และความคิดเห็นที่แตกต่างนั้น เราจะพบ ศพความจริง ที่ ถูกฆ่าตัดตอน เรียงรายทับถมกับศพของความสำนึกผิดและความรับผิดชอบเกลื่อนกลาดเต็มสมรภูมิ แล้วอีกกี่ชาติความปรองดองจึงจะเกิดขึ้นภายใต้แนวทางของรัฐบาลที่ให้อำนาจในการผลิตสร้างความจริงแบบเอียงกระเท่เร่!

สุดท้าย ประเพณีที่พิธีกรหน้าเดิมๆ เชิญ นักวิชาการดารา หน้าเดิมๆ มาออกรายการเสนอการวิเคราะห์ด้วยมุมมองแบบเดิมๆ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ผู้เขียนอยากบอกตรงๆ ว่า เป็นการ ร่วมกันทำมาหากิน ของ สื่อขี้เกียจ กับ นักวิชาการดาราบ้าจ้อ ที่ส่งผลให้สังคมเสียโอกาสได้พิจารณามุมมองและความคิดที่หลากหลาย (ราวกับประเทศนี้มีคนมีสมองแค่นักวิชาการดาราหน้าเดิมๆ พวกนี้!)

ทำไมสื่อไม่ยอมให้เวลามากพอสำหรับการสะท้อนความรู้สึก ความคิดเห็น ปัญหาความไม่เป็นธรรมต่างๆ จากชาวบ้านที่เขามาชุมนุมโดยตรงบ้าง?

สิ่งที่สื่อกระแสหลักทำเหมือนๆ กันคือ ทำให้ชาวบ้านหรือมวลชนที่มาชุมเป็นเพียง วัตถุสำหรับศึกษา โดยมี นักวิชาการดารา ประเภทนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างมาเป็นผู้บรรยาย ภาพความจริง ของชาวบ้านรากหญ้าหรือมวลชนที่มาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งสังคมก็จะได้รับรู้แต่ ความจริงเทียมๆ

เมื่อความจริงจากประชาชนผู้ประสบปัญหาจริงๆ ไม่ได้ถูกนำเสนออย่าง พอเพียง (ขออนุญาตใช้วลีอมตะนี้หน่อย) ความเข้าใจของสาธารณะและเจตจำนงร่วมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมให้เกิดความเป็นธรรมกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นไปไม่ได้

ในสงครามการผลิตสร้างความจริงที่จะยังคงยืดเยื้อยาวนาน จึงอยากขอเรียกร้องสื่อกระแสหลัก สื่อเลือกข้าง และนักวิชาการดารา ได้โปรดหยุด ฆ่าตัดตอน ความจริง หยุดปิดกั้นโอกาสที่สังคมควรได้รับรู้ความจริงเชิงลึกและรอบด้าน และให้โอกาสกับตนเองได้มีส่วนร่วมในการแสดงความ สำนึกผิด และ รับผิดชอบ ในความแตกแยกอันเนื่องมาจากการบิดเบือนความจริงและความถูกต้องเป็นธรรมตลอดระยะเวลากว่าสามปีที่ผ่านมา!

Wednesday, April 22, 2009

"จักรภพ"กร้าวผ่านสื่อนอกเสื้อแดงจะไม่ประท้วงยืดเยื้ออีกแล้ว บอกสันติวิธีเริ่มหาได้ยากขึ้นทุกวัน

ที่มา มติชนออนไลน์

"จักรภพ"ประกาศสงครามผ่านบีบีซี เดินหน้าต่อสู้รัฐบาลแบบลับๆ ลั่นเสื้อแดงจะไม่ประท้วงยืดเยื้ออีกแล้ว อ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉินผลักปชช.ลงใต้ดิน ย้ำสันติวิธี-ไม่ใช้ความรุนแรงเริ่มหาได้ยากขึ้นทุกวัน


สำนักข่าวบีบีซี รายงานข่าว"Thai protesters plan new action" ของนายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย ระบุว่าขณะนี้ กรุงเทพฯ ยังอยู่ในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หนึ่งในแกนนำของผู้ประท้วง "เสื้อแดง" ประกาศว่าจะยังคงต่อสู้แบบลับในความพยายามต่อต้านรัฐบาล


นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้หลบหนีไปยังต่างแดน หลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงในกรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยนายจักรภพให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับบีบีซีจากที่ซ่อนตัวแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รับการเปิดเผยว่าเป็นที่ใด


บีบีซีรายงานว่ากลุ่มผู้ประท้วงอ้างว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลที่ผิดกฎหมายและต้องการให้จัดการเลือกตั้งใหม่ อย่างไรก็ตามจากการล่มสลายอย่างกะทันหันของคนเสื้อแดงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การเคลื่อนไหวตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน


"แกนนำ 5 คนถูกจับและยังอยู่ในการควบคุมตัวภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ตำรวจยังได้ออกหมายจับคนอื่นๆอีก 48 ราย ทว่าหนึ่งในแกนนำของพวกเขา นายจักรภพ เพ็ญแข ได้หลบหนีออกนอกประเทศ" รายงานข่าวระบุ


ขณะที่นายจักรภพเปิดเผยว่า คนเสื้อแดงและประชาชนที่รักประชาธิปไตย จะพยายามขับไล่รัฐบาลชุดนี้ต่อไป แต่จะไม่ใช้กลยุทธการประท้วงแบบเดิมๆ ที่ใช้เวลายาวนานอีกแล้ว

"การประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลช่วยได้มาก จะยิ่งผลักดันให้ประชาชน หันมาต่อสู้ทางใต้ดินมากขึ้น เพราะขณะนี้ พื้นที่สำหรับการเรียกร้องแก้ไขปัญหาของประเทศ ด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงนั้น เริ่มเล็กลงๆขึ้นทุกวัน" แกนนำเสื้อแดงกล่าว

ส่อเดือดอีก สภาถก-ปราบม็อบ

ข่าวสด

แก้รธน.ทำท่าสะดุด "40สว.-สสร."ขวาง ภูมิใจไทย-เพื่อนเน แทงกั๊กเกมนิรโทษ




ขึงขัง- ทหารพร้อมอาวุธครบมือ ออกเดินตรวจตรารอบๆ รั้วทำเนียบรัฐบาลอย่างเข้มงวด ระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำครม.กลับมาประชุมหนแรกในทำเนียบรัฐบาล นับจากโดนม็อบเสื้อแดงปิดล้อมไปนาน เมื่อ 21 เม.ย.

เปิดประชุมร่วมรัฐสภาวันนี้ วิป 3 ฝ่ายถกวางกรอบกติกากำหนดประชุม 2 วัน 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม รวม 24 ช.ม. ประชาธิปัตย์ดักคอฝ่ายค้านห้าม ตีรวนชวนทะเลาะ เพื่อไทยเตรียมฉวยโอกาสเสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรธน.50 ทันที กลุ่ม 40 ส.ว. เชื่อประชุมร่วมไม่ได้ประโยชน์ ทะเลาะกันเปล่าๆ พร้อมประกาศขวางแก้รธน. ถึงที่สุด เตือนรัฐบาลอย่าตกหลุม "แผนตากสิน" ปลุกความขัดแย้งเสื้อแดง-เสื้อเหลือง ล่อทหารปฏิวัติ ชมรมส.ส.ร.50 ส่งจม.เปิดผนึกถึงนายกฯ คัดค้านอีกแรง "เติ้ง" หนุนรัฐบาลเจรจาแม้ว บอกจูบปากไม่ได้ จูบแก้มก็ยังดี "เหนาะ" เสนอเอารธน. 40 กลับมาใช้ ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ดึงทุกพรรคเข้าร่วม ให้ปชป.เป็นแกนนำ ภูมิใจ แทงกั๊กเสนอแก้รธน. 6 ประเด็น แต่ไม่มีเรื่องนิรโทษกรรม นายกฯเล็งภูเก็ต จัดประชุมอาเซียนอีกรอบเดือนมิ.ย.



เปิดกติกาถกร่วมรัฐสภา

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมตัวแทนวิป 3 ฝ่าย ประกอบด้วย นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย วิปฝ่ายค้าน นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี รองประธานวิป วุฒิฯ และพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวาณิช ส.ว.สรร หา เพื่อหารือกรอบและแนวทางการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ในวันที่ 22-23 เม.ย.

นายชินวรณ์แถลงภายหลังประชุมว่า วิปทั้ง 3 ฝ่ายเห็นว่าแม้สถานการณ์จะคลี่คลายในระดับหนึ่ง แต่ครม.ควรรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกที่เสนอทางออกให้กับรัฐบาล ทั้งนี้หารือกันว่าขณะนี้ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ เหมาะสมที่จะประชุมร่วมกันของรัฐสภาหรือไม่ เพราะประชุมเกิน 5 คน แต่พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่น่าจะเข้าข่าย ที่ประชุมยังเห็นชอบกรอบเวลาในการประชุมคือวันที่ 22-23 เม.ย. เวลา 10.00-22.00 น. ใช้เวลา 24 ชั่วโมง นายกฯและรัฐมนตรี 4 ชั่วโมง หัวหน้าฝ่ายค้าน 2 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ฝ่ายละ 6 ชั่วโมง จะถ่าย ทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา การอภิปรายควรสร้าง สรรค์ ไม่เสียดสีกระแหนะกระแหน เพราะจะนำไปสู่การประท้วงวุ่นวาย สถานการณ์วิกฤตทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประชาชนเชื่อมั่นระบบรัฐสภา การอภิปรายจะพิจารณาสถานการณ์ในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล เสนอแนะในสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป



ส.ว.เสียงแตกแก้รธน.

นายชินวรณ์กล่าวว่า วิป 3 ฝ่าย ยังเสนอตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา 2 ชุด ชุดแรกประมวลเหตุการณ์การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน วางกรอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายดำเนินการและนโยบาย อีกชุดจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ยุติ วิปทั้ง 3 ฝ่ายจะหารือนอกรอบ ประสานประธานรัฐสภาให้ใช้อำนาจเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวต่อไป ส่วนการนิรโทษกรรมนั้นที่ประชุมไม่ได้หยิบยกมาหารือในรายละเอียด

ด้านนายวิทยากล่าวว่า เมื่อเกิดแนวคิดและข้อสรุปในการอภิปรายในรัฐสภาแล้ว จะเร่งตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อศึกษากรณีปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ความขัดแย้งรุนแรง การใช้อำนาจรัฐจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุม หากจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีคณะกรรมาธิการอีกหนึ่งคณะ ทั้ง 2 คณะนี้จะดำเนินการหลังจากประชุมร่วมกันของรัฐสภา คาดว่าสัปดาห์หน้าจะได้ดำเนินการต่อไป

ส่วนนายดิเรกกล่าวว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีที่รัฐบาลยอมรับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นทางนำไปสู่การแก้ไขปัญหาบ้านเมือง การตั้งคณะกรรมาธิการจะเชิญคนนอกที่มีความรู้ความสามารถ สื่อมวลชนเข้าร่วม เชื่อว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ส่วนหนึ่ง

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า ส.ว.ไม่ต่างจากส.ส. ที่มีความเห็นเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นตัวบุคคลก็มาก ช่วง 2 วันนี้เมื่อได้ข้อสรุปในการประชุมร่วมอย่างไร ต้องนำข้อยุติของการอภิปรายไปขอมติจากที่ประชุมวุฒิสภาด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาเพราะวุฒิสภาบางคนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ



ดักคอฝ่ายค้านอย่าตีรวน

ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์ทางการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ (วอร์รูม) ว่า วอร์รูมพรรคเห็นว่าปัญหาของวิกฤตการเมืองน่าจะมาจบลงที่รัฐสภา และหวังว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันที่ 22-23 เม.ย. จะมีทางออกเพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ นำประเทศออกจากวิกฤต จึงขอเรียกร้องส.ส. และส.ว. ให้นำเหตุการณ์หรือข้อมูลข้อเท็จจริงมานำเสนอในรัฐสภา และพรรคฝ่ายค้านควรเอาเหตุผลและข้อเท็จจริงมาคุยกัน พร้อมเสนอทางออกให้รัฐบาลนำไปแก้ปัญหา ไม่ควรเอาเวทีรัฐสภาเป็นที่ทะเลาะตีรวนหรือสร้างความขัดแย้งให้มากยิ่งขึ้น

นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. เลขานุการวอร์ รูมพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคจะรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันการศึกษา องค์กรอิสระหรือองค์กรอื่น ถึงแนวทางแก้ไขให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ และทำให้การ เมืองมีความมั่นคงถาวรอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจด หมายหรือโทรศัพท์มาได้ที่เบอร์ 0-2270-0036 หรือส่งโทรสารมาได้ที่เบอร์ 0-2279-6086 หรือ www.democrat.or.th หรือเขียนจดหมายมาที่ตู้ ปณ.123 ปณฝ.ดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โดยข้อเสนอทั้งหมดพรรคจะนำมารวบรวมเพื่อนำเสนอเป็นแนวทางแก้ไขต่อไป



ไม่ให้เรียกนิรโทษกรรม

นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการออกกฎหมายนิรโทษกรรมว่า พรรคยังไม่ได้หารือกัน แต่มีแนวคิดในเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่อยากให้เรียกว่านิรโทษกรรม เพราะการนิรโทษกรรม คือบุคคลนั้นได้กระทำความผิด จึงนิรโทษกรรมให้ แต่กรณีนี้ไม่มีการกระทำความผิดแล้วจะไปนิรโทษกรรมได้อย่างไร โดยต้องคืนความเป็นธรรมให้กับเขา แต่ใครที่ทำความผิดก็ต้องรับโทษ ใครไม่ผิดก็ต้องพ้นผิด เมื่อถามว่าเห็นด้วยกับการคืนความเป็นธรรมให้กับคนที่ไม่ได้ทำผิดใช่หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า ถูกต้อง ต้องคืนความเป็นธรรมแก่คนที่ไม่ได้ทำผิด ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเห็นของทั้งพรรค ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคคุยกันแล้ว ต้องแก้ไขแน่นอน แต่ยังไม่ได้เขียนเป็นร่างออกมา แต่ที่ต้องแก้แน่ๆ คือ 3 มาตรา ได้แก่ 190, 237 และ 68 ต้องแก้ไขให้เป็นความผิดเฉพาะตัวเพราะถ้าทำผิดเพียงคนเดียวแล้วจะไปเผาบ้านเขานั้นได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามถึงพรรคร่วมรัฐบาลกดดันให้นายกฯ ปรับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจออกจากตำแหน่ง นายชุมพล กล่าวยืนยันว่า ตนไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกับนายกอร์ปศักดิ์ นายกอร์ปศักดิ์เป็นคนละเอียด มีวิสัยทัศน์พอสมควร เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยพัฒนารับได้ใช่หรือไม่ที่จะให้นายกอร์ปศักดิ์เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจต่อไป นายชุมพลกล่าวว่า ขอไม่พูด อย่าก้าวลึกถึงเรื่องส่วนตัวของเขา แต่ที่ดูเขาทำงานแล้วก็ไม่มีปัญหา



ภท.ชงแก้รธน. 6 มาตรา

ที่พรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เบื้องต้นได้หารือกับพรรคเห็นว่าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ เป็นจุดยืนเดิมของพรรคทั้งหมด 6 ประเด็น คือ 1.ที่มาของส.ว. ควรมาจากเลือกตั้งทั้งหมด 2.เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งควรเปลี่ยนมาเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 3.การแก้ไขมาตรา 190 เรื่องการลงนามระหว่างประเทศจะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา 4.การแก้ไขมาตรา 237 ให้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งกับผู้กระทำการทุจริตเลือกตั้งเพียงคนเดียว 5.อำนาจของส.ส.หรือส.ว.เกี่ยวกับกรณีข้อห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาทิ เลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นต้น และ 6.แก้ไขมาตรา 266 ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการทำงานของส.ส.และส.ว. บางครั้งส.ส.ออกไปเยี่ยมประชาชนพบปัญหาความเดือดร้อน แต่ไม่สามารถประสานงานกับข้าราชการได้ หลังได้มติพรรคชัดเจนจะนำเสนอให้พรรคประชาธิ ปัตย์ต่อไป

นายบุญจงกล่าวว่า สำหรับข้อเสนอการนิร โทษกรรม ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เนื่องจากเป็นการออกกฎหมายให้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ไม่ได้ออกเพื่อคนส่วนรวม เป็นหลักการที่ตนยึดถือ แต่ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรคจะมีความเห็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับ ส่วนกรณีนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ระบุให้นำรัฐธรรมนูญปี"40 มาใช้นั้น นายบุญจงกล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี"50 มีข้อกำจัด แต่ต้องนำรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับมาเปรียบเทียบกัน เพื่อเลือกข้อดีและข้อเสียมาเป็นส่วนประกอบแก้รัฐธรรมนูญ



พผ.ย้ำรธน.ต้นตอแตกแยก

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมครม. ว่า พรรคเพื่อแผ่นดินไม่มีปัญหาเรื่องความแตกแยกภายในพรรค เราต้องสร้างความเข้าใจกัน ต้องคุยกัน โดยพรรคจะกำหนดท่าทีทั้งเรื่องนโยบายพรรคให้ทันสมัย สากล เรื่องความแตกแยกของคนในประเทศและวิธีแก้ไข รวมทั้งเรื่องที่รัฐธรรมนูญเป็นตัวทำให้เกิดความแตกต่างทางความคิด ความแตกแยก ส่วนตัวเชื่อว่ามาจากรัฐธรรมนูญ

นายชาญชัยกล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นการนิร โทษกรรม แต่หลักการปกครองระบอบประชา ธิปไตย สิทธิเสรีภาพทางการเมืองย่อมมีความเสมอภาคกัน จุดอ่อนคือการกระทำผิดการเลือกตั้งแต่โยงมาถึงการยุบพรรค คนที่ไม่รับรู้ก็ถูกเหมายุบทั้งพรรค ถูกจำกัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี มันไม่เป็นหลักสากล ไม่มีในประเทศอื่น ตนคิดเรื่องหลักการที่เป็นสากล ไม่ได้คิดถึงตัวบุคคล ขอย้ำว่าเรื่องความแตกแยกต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องยุบสภาต้องถามกันก่อนว่าทำแล้วดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ และที่ต้องทำคือการเอาเสื้อเหลือง เสื้อแดง มาเปิดเวทีให้และมาออกกฎหมายปกครองประเทศร่วมกันก็จบแล้ว ต้องหันหน้าเข้าหากัน เพราะถ้าทะเลาะกันต่อผู้แพ้คือประชาชน



เหนาะเสนอกรอบนิรโทษ

เวลา 12.30 น. ที่บ้านพักเมืองทองธานี นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมทางการเมือง ว่าหากนายกฯทำได้ตามที่พูดทุกอย่างจะเรียบร้อย แต่อย่ายึดติดว่าต้องชนะและควรรีบดำเนินการทันที นายกฯยังอยู่ในวัยที่มีอนาคต และเป็นที่พึ่งหวังของคนในชาติอีกยาวนาน ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญ ควรยกเลิกการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 50 และนำรัฐ ธรรมนูญปี 40 มาบังคับใช้ โดยแก้ไขให้เหมาะสม และกำหนดบทเฉพาะกาลเรื่องการนิรโทษกรรมให้กับผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยยกเว้นคดีอาญา ส่วนคดีอาญาที่ใช้ศาลเดียวตัดสิน และไม่เป็นที่ยอมรับของทั่วโลกก็ต้องยกเลิก รวมถึงการกระทำของคมช.เช่น การตั้งคตส. ให้นิรโทษกรรมให้หมดและจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน

ต่อข้อถามว่าการนิรโทษกรรมให้รวมถึงคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยหรือไม่ นายเสนาะกล่าวว่าการนิรโทษกรรมไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่ถ้าใครไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องดำเนินการ ตนจะเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา หากดำเนินการเชื่อว่าภายใน 1 สัปดาห์จะสำเร็จและจะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจ แม้ข้อเสนอของตนหลายฝ่ายอาจไม่เห็นด้วย แต่เป็นแนวทางออกที่ดีและจะยุติปัญหาได้



จี้นายกฯออก-ตั้งรบ.ชาติ

เมื่อถามว่าหากนายกฯทำตามข้อเสนอจะยืดอายุรัฐบาลได้หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาราชกล่าวว่า หากทุกฝ่ายหันหน้าคุยกัน แก้ไขปัญหา ดึงประชาชนจากทุกสีที่จะฆ่ากันเองให้มาร่วมมือกัน จะเป็นเรื่องดี เมื่อถามว่าต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ นายเสนาะกล่าวว่า หากมีการเลือกตั้งใหม่ต้องให้ทุกคนยอมรับกติกาและมีการปรองดองเกิดขึ้นก่อน เพราะปัญหาความแตกแยกถือเป็นปัญหาใหญ่

เมื่อถามถึงกระแสข่าวปรับครม. ที่พรรคประชาราชจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทยและเข้ามาร่วมรัฐบาล นายเสนาะกล่าวว่าเป็นเพียงข่าวลือ เพราะตนยังยืนยันจะอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้องและไม่รับสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เพราะเห็นว่านายกฯมาโดยไม่ชอบ ดังนั้นคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลถือว่ามาโดยไม่ชอบ ดังนั้น นายกฯควรต้องลาออกภายใต้เงื่อนไขให้ทุกฝ่ายทุกสียุติการเคลื่อนไหว และมาร่วมกันตั้งรัฐบาลแห่งชาติโดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าภาพดำเนินการ ซึ่งจะแก้ปัญหาประเทศได้ หากมีการเลือกตั้งใหม่ นายอภิสิทธิ์จะได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งและเป็นนายกฯอย่างชอบธรรม



"เติ้ง"ระบุมาตราที่ต้องแก้

ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญปี"50 มีปัญหาหลายมาตรา เช่น มาตรา 190, 237 และ 68 ตนจึงเห็นด้วยที่จะแก้ไข ส่วนการนิรโทษกรรมต้องแยกคดีอาญาออกจากคดีการเมือง อย่าเอามาเกี่ยวข้อง คนไม่ได้ทำผิดแล้วไปบอกว่าเขาผิด ไม่มีใครยอมรับได้ จะแก้อย่างไรอยู่ที่ส่วนรวม ส่วนระยะเวลาก็แล้วแต่เหตุการณ์ในอนาคต

นายบรรหารกล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาว่า เป็นเรื่องดี รัฐบาลจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และมีถ่ายทอด ประชาชนทั่วประเทศจะได้รู้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร และใช้วิจารณญาณเอาเอง ส่วนที่มองว่าจะมีเหตุการณ์ป่วนในห้องประชุมร่วมรัฐสภา ขึ้นอยู่กับประธานสภาจะควบคุมการประชุม แต่ไม่น่าเหมือนกับไต้หวัน คงไม่ถึงกับขว้างรองเท้าเข้าหากัน ฉะนั้นประธานสภาต้องเข้มงวด ต้องควบคุมการประชุม ต้องเข้มงวดในการใช้วาจา

อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยกล่าวถึงการบริหารงานของรัฐบาลขณะนี้ว่า เห็นใจ ภาวะเหตุการณ์การเมืองเป็นอย่างนี้ การบริหารงานให้เป็นไปอย่างรวดเร็วคงไม่ง่าย ต้องใช้ความสามารถและความอดทนสูง ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ถ้าทำได้ก็หาทางเจรจากัน แต่จะทำได้ถึงขั้นไหนคงตอบไม่ได้ แต่เหตุการณ์ก็เลยเถิดไปไกลแล้วจะหวนกลับไปก็คงยาก ขอวิงวอนแต่ละฝ่ายเห็นแก่ประเทศชาติ



แนะรัฐบาลจูบแก้ม"แม้ว"

เมื่อถามว่าอายุรัฐบาลจะอยู่นานหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า เอาเป็นว่าอยู่เท่าไหนก็เท่านั้น อาจเป็น 1-2 ปี ต้องถามนายกฯ เมื่อถามว่าทางการข่าวยังประเมินว่าสถานการณ์ยังวางใจไม่ได้ นายบรรหารกล่าวว่าก็ประมาทไม่ได้ ความจริงก็รู้จักกัน ไม่ว่าแดง เหลือง น้ำหมึกรู้จักกันทั้งนั้น แต่ความไม่เข้าใจกันมันก็มีปัญหา ต่อข้อถามจะฝากอะไรไปถึงคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศ นายบรรหารกล่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณก็นับถือกันเป็นพี่น้อง แต่ก็ห่างมาพอสมควร ไม่ทราบมีแนวคิดอย่างไร ภาคเอกชนบางคนก็เสนอให้รัฐบาลไปเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนก็หวังและวิงวอนขอให้หันหน้าเข้าหากัน ถ้าจูบไม่ได้ที่ปาก จูบกันที่แก้มก็ยังดี เมื่อถามว่าจะเป็นโซ่ข้อกลางในการเจรจาหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่าไม่มีใครยอมรับตนหรอก ตนก็ไม่พร้อมเป็นตัวกลางเพราะบารมีไม่ถึง คนกลางตอนนี้หายาก เพราะบางทีทำไปถ้าไม่ดีก็ถูกด่า โดยเฉพาะสื่อมีความสำคัญ พอมีแนวคิดจะปลดล็อกให้อดีต 111 และ 109 ก็เขียนว่าซากศพ เขายังเป็นคนและไม่เหม็น สื่อก็มีส่วนทำให้บ้านเมืองสงบ

เมื่อถามถึงประเด็นการนิรโทษกรรม นายบรรหารกล่าวว่าคงไม่เกี่ยวกับคดีอาญา ส่วนคดีการเมืองก็ไม่ทราบว่าขอบเขตจะไปถึงไหน แต่ต้องให้ชัดเจน อย่างไรก็ตามมันต้องมี ยามบ้านเมืองอย่างนี้จะเอาเรื่องนี้ไปกดอีกก็คงไม่ไหว ถ้าทำได้ก็จะดีขึ้น ที่อยู่ใต้ดินก็ขึ้นอยู่บนดิน ไม่เช่นนั้นก็แอบอยู่ข้างหลังเรื่อย เป็นนอมินี เป็นตัวเชิด เมื่อถามว่าช่วงนี้นายกฯกับรัฐมนตรีอาจไม่ปลอดภัย นายบรรหารกล่าวว่าต้องใส่เสื้อเกราะ แต่ตนคงไม่ต้องใส่เพราะตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องงานการเมือง คงไม่เป็นอะไร ผิดกับสมัยเป็นนายกฯ ต้องใส่เสื้อเกราะเพราะจะถูกลอบยิง เกรงจะไม่ปลอดภัย



"ชัย"สงวนท่าทีนิรโทษกรรม

เวลา 14.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ถ.พหล โยธิน มีการประชุมพรรค มีแกนนำเข้าร่วมคึกคัก อาทิ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรค นางพรทิวา นาคาศัย เลขาธิการพรรค นายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายชัย ชิดชอบ นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ เหรัญญิกพรรคและ ส.ส.พรรค ภายหลังการประชุมได้เปิดให้สมาชิกพรรครดน้ำขอพรนายชัยและนายชวรัตน์ เนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ด้วย

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กล่าวถึงความพร้อมประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 22-23 เม.ย.ว่า ตนและประธานวุฒิสภาจะยึดข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด เพราะไม่อยากให้สื่อมวลชนตราหน้าว่าหน่อมแน้ม รวมถึงเอก สาร วีซีดีที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมสภา จะต้องนำมาตรวจสอบก่อนอย่างเคร่งครัดด้วย ส่วนประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของ 2 สภาที่จะร่วมกันหาทางออก โดยใช้เสียงข้างมากเช่นเดียวกับการเสนอนิรโทษกรรมนักการเมือง ส่วนจะเสนอหรือไม่ขึ้นอยู่กับที่ประชุม

เมื่อถามว่าส่วนตัวบุตรชายทั้ง 2 คนคือนายเนวิน และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ถูกตัดสิทธิ์ 5 ปี จะสนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรมหรือไม่ นายชัยกล่าวว่า อยากให้ทั้ง 2 คนอยู่แบบนี้นานๆ ไม่ควรได้รับนิรโทษกรรม อยากให้ลูก ชายได้พักผ่อนจนครบ 5 ปี ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ของแบบนี้อยู่ที่ฟ้าดินกำหนดว่าจะให้อยู่กี่ปี แต่หากเข้าสภาแล้วมีคนเสนอ เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบก็ทำได้เลย



พรรคภูมิใจไทยเริ่มแทงกั๊ก

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการนิรโทษกรรมว่า ตามสุภาษิตจีนบอกไว้ว่าคนตายต้องเอาไปฝัง แต่เราไม่ควรเอาคนเป็นไปฝังกับคนตาย เพราะไม่ถูกต้อง ดังนั้นเราต้องหาทางให้ความยุติธรรมกับคนเหล่านี้

นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า พรรคตั้งกรรม การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 คนประกอบด้วย นายประกิจ พลเดช ผู้ช่วยรมว.คมนาคม เป็นประธาน นายธนชาติ ธรรมโชติ น.ส.ศุภ มาส อิศรภักดี รองโฆษกพรรค นายพินิจ สิทธิโห น.พ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ เป็นคณะทำงาน เพื่อแก้รัฐธรรมนูญบางมาตราที่ไม่เป็นประชาธิป ไตย ส่วนเรื่องนิรโทษกรรมในที่ประชุมไม่ได้พูดถึง พรรคยืนยันจะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ของบ้านเมือง เราต้องสนใจวิกฤตของบ้านเมืองให้มากกว่าเรื่องส่วนตัว

นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า คณะกรรม การกลั่นกรองสรุปประเด็นแก้รัฐธรรมนูญที่มีนายประกิจเป็นประธาน จะสรุปและนำเสนอต่อที่ประชุมพรรควันที่ 28 เม.ย. พรรคมีจุดยืนว่าจะเน้นเรื่องความปรองดอง เน้นประโยชน์ส่วนรวม แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง บังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องไม่ให้มีสองมาตรฐาน ส่วนการนิรโทษกรรมหรือเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตัว กลุ่มบุคคลใด ทางพรรคต้องไปศึกษารายละเอียดก่อน



พท.เสนอสภาตั้งกมธ.ทันที

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุมพรรคว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 22-23 เม.ย. พรรคจะขอให้ที่ประชุมมีมติตั้งคณะกรรมการศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 โดยใช้แม่แบบของรัฐธรรมนูญปี 40 คณะกรรมการจะมีตัวแทนจากสภาผู้แทนฯ วุฒิสภา และเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าร่วม คาดว่าจะใช้เวลาศึกษา 1 เดือน ส่วนการนิรโทษกรรมนั้น พรรคเห็นว่าการปลดล็อกอดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้ง 220 คน ให้พ้นจากสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นเรื่องดี ซึ่งต้องใช้พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติเป็นเครื่องมือดำเนินการ ส่วนคดีอาญานั้นไม่ได้หมายความว่าทุกคดีจะได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด เพราะต้องมีกระบวนการตรวจสอบในชั้นศาล ว่าคดีอาญานั้นเป็นผลมาจากเรื่องการเมืองหรือไม่ หาก พ.ต.ท.ทักษิณต้องการพิสูจน์ตัวเองเรื่องนี้ ต้องกลับมาต่อสู้ในชั้นศาล แต่เชื่อว่าคงติดขัดรื่อง ความปลอดภัยในการเดินทางกลับประเทศ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญ และการนิรโทษกรรมทางการเมือง ว่า เรื่องนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องหลักในการแก้ปัญหาสังคมไทย แต่ปัญหาเกิดจากโครงสร้างรัฐธรรม นูญปี 50 ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

"เวลานี้ควรเร่งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าการนิรโทษกรรม อีกทั้งต้องจัดสรรอำนาจให้ถูกต้อง แม้ผมจะเป็น 1 ใน 111 คนที่ถูกตัดสิทธิ์ แม้จะได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรม แต่เห็นว่าปัญหาบ้านเมืองสำคัญกว่า" นายพงศ์เทพ กล่าว



กห.แนะทำประชาพิจารณ์

พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางนิรโทษกรรมให้กับนักการเมืองว่า รัฐบาลพยายามทำให้เกิดความสมานฉันท์เพื่อให้เกิดความสงบโดยเร็ว ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องฟังความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะนิรโทษกรรมให้นักการเมือง 111 และ 109 คนที่ถูกตัดสิทธิ์ ส่วนจำเป็นต้องทำประชามติหรือไม่ ต้องดูอีกที แต่ส่วนตัวอยากให้ทำประชาพิจารณ์ แต่จะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญยืดออกไป ขณะที่รัฐบาลอยากให้แก้ไขให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่หากแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะเอื้อประโยชน์ให้นักการเมือง พล.อ. อภิชาตกล่าวว่า เป็นความห่วงใยของประชาชน และส่วนราชการที่ดูแลอยู่ หากให้ฝ่ายการเมืองมาแก้ไขคงมีปัญหาเรื่องทำให้เกิดผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองเป็นหลัก ซึ่งการแก้รัฐธรรม นูญหากเปิดกว้างหรือให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมน่าจะดี เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับใช้ พล.อ.อภิชาตกล่าวว่า เป็นไปได้ ทางออกดีที่สุดที่ทำได้คือตรงไหนเป็นความเหมาะสม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 คงเหมือนการเอารัฐธรรม นูญปี 2540 มาใช้ แต่กว่าจะได้ข้อยุติคงต้องใช้เวลา ไม่อยากให้ยึดติดกับฉบับใดฉบับหนึ่ง

"รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีจุดอ่อนจุดแข็ง และการยกร่างขึ้นมาเพื่อตอบสนองสถานการณ์การแก้ปัญหาในขณะนั้น ดังนั้น คนที่นำรัฐธรรม นูญไปใช้ควรมีหลักจริยธรรมมากกว่ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะปรับปรุงพฤติกรรมบุคคลมากกว่าจะแก้กฎหมายหลักของชาติบ้านเมือง" พล.อ.อภิชาตกล่าว



"ประสพสุข"หนุนแก้ม.237

ที่รัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธาน วุฒิสภา กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ยังยืนยันว่าจำเป็นต้องแก้ไขแน่นอน แต่ต้องรอดูประเด็นจากนายกฯ ว่าพรรคการเมืองเสนอแก้ไขมาตราใดบ้าง ส่วนปลัดกระทรวงกลาโหมเสนอให้ทำประชาพิจารณ์ก่อนนั้น ต้องมีรูปแบบก่อนว่าจะทำเรื่องอะไร แก้มาตราใดบ้าง การทำประชาพิจารณ์ต้องใช้เงินอีก 2,000 ล้านบาท ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ ขณะที่ปัญหาบ้านเมืองต้องทำอะไรอย่างรวดเร็ว ประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ควรแก้ไขคือมาตรา 237 นิรโทษกรรมให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดกรณียุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ส่วนประเด็นอื่นอาจต้องไปแก้ในอนาคต ขณะนี้ต้องทำให้เกิดความสมานฉันท์โดยเร็วที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่าใช้ฉบับใดมาเป็นตัวตั้ง จะทำให้เกิดการโต้แย้ง เรื่องนิรโทษกรรมต้องทำให้ชัดเจนว่าเป็นความผิดทางการเมือง อย่าไปรวมกับเรื่องอาญา ไม่เช่นนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ประสบผลสำเร็จ

เมื่อถามถึงฝ่ายค้านแย้งว่าความผิดทางอาญาเป็นฐานมาจากการปฏิวัติจึงอยากให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นใหม่ นายประสพสุขกล่าวว่า ลำบาก คงมีข้อโต้แย้งทำให้กระบวน การแก้รัฐธรรมนูญติดขัด ต้องหาจุดที่ทุกคนหรือทุกฝ่ายยอมรับได้ เมื่อถามอีกว่าเป็นห่วงเรื่องความจริงใจของพรรคการเมืองที่จะฝ่าวิกฤตการเมืองหรือไม่ นายประสพสุขกล่าวว่า สถาน การณ์ขณะนี้ทุกคนน่าจริงใจ แต่ต้องดูบรรยา กาศการประชุมร่วมรัฐสภา จะรู้ว่าต่างฝ่ายจริงใจมากน้อยแค่ไหน



40 ส.ว.ประกาศขวางถึงที่สุด

นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า การอภิปรายร่วมรัฐสภาวันที่ 22-23 เม.ย.จะไม่ได้ประโยชน์มากนัก นอกจากพูดถึงการนิรโทษกรรม การแก้รัฐธรรม นูญ การกล่าวหานายกฯว่าปฏิบัติสองมาตรฐาน และจะมีการทะเลาะกันระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล เพื่อทำให้เห็นว่าสภาแก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้ เพื่อบีบให้นายอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภาหรือลาออก จึงเป็นเพียงเกมที่วางไว้ตามแผนตากสิน รัฐธรรมนูญแก้ไขได้แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ เพราะมีคนได้รับประโยชน์เพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น ดังนั้นต้องเตือนรัฐบาลว่าอย่าหลงประเด็นเด็ดขาด ส.ว.จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ และจะขัดขวางจนถึงที่สุด เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่จุดอับของการเมืองและนำไปสู่สงครามกลางเมือง บีบให้คนเสื้อเหลืองออกมาปะทะกับคนเสื้อแดง ในที่สุดทหารจะออกมาปฏิวัติ และคนที่ได้ประ โยชน์มากที่สุดคือพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคดีต่างๆจะถูกลบล้างทั้งหมด

นายสมชายกล่าวว่า ส.ว.ส่วนใหญ่จะใช้เวทีการเปิดอภิปรายของวุฒิสภาวันที่ 1 พ.ค.อีกครั้ง เชื่อว่ารัฐบาลจะได้ประโยชน์มากเพราะจะไม่มีการตีรวน ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง โดยจะเสนอทางออกคือต้องปฏิรูปการเมือง ให้คน กลางที่ไม่มีส่วนได้เสียเป็นคนดำเนินการและต้องไม่มีนักการเมืองเข้าร่วมเป็นอันขาด อีกทั้งรัฐบาลต้องอำนวยความยุติธรรมให้ทุกฝ่ายไม่ว่าพันธมิตรฯ นปช. และพ.ต.ท.ทักษิณ โดยตั้งคณะกรรมการพิเศษไปเจรจากับประเทศต่างๆที่พ.ต.ท.ทักษิณอาศัยอยู่เพื่อนำตัวมาดำเนินคดี



ส.ส.ร.50ออกโรงคัดค้าน

วันเดียวกัน ชมรมส.ส.ร.50 ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ แจ้งมติ 6 ข้อ ดังนี้ 1.เหตุวิกฤตการเมืองของประเทศไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากความเห็นที่แตกต่างของกลุ่มบุคคล 2 ฝ่ายที่ต่างมีจุดยืนและยึดมั่นในตัวบุคคล ข้ออ้างเรื่องรัฐธรรมนูญเพียงถูกหยิบยกเพื่อนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางคดีมากกว่า เป็นการสมประโยชน์เฉพาะแต่นักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น 2.การแก้รัฐธรรมนูญจะยิ่งจุดชนวนความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน ความวุ่นวายจะเกิดซ้ำอีก 3.ก่อนแก้รัฐธรรมนูญต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งมาระดมความคิดในการปฏิรูปการเมืองให้ได้ข้อยุติเสียก่อนแล้วจึงนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

4.กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรทำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการแก้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเท่านั้น ประโยชน์ของประชาชนจะถูกละเลย 5.รัฐธรรมนูญปี"50 ผ่านการทำประชามติ ก่อนทำประชามติได้ส่งร่างไปให้ทุกพรรคมีส่วนร่วมพิจารณา ซึ่งไม่มีพรรคใดคัดค้าน การที่บางพรรคพยายามนำเสนอว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวสร้างปัญหาโดยเฉพาะมาตรา 237 จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง 6.หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญควรผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ว่าสมควรแก้มาตราใด อย่างไร ท้ายสุดต้องทำประชามติ



"ประสงค์"ขู่ระวังเกิดกลียุค

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้แก้ไขได้แต่ต้องเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพื่อปลดโซ่ตรวนให้นักการเมืองเพียงหยิบมือเดียว ส่วนที่อ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือนิรโทษกรรมคืนสิทธิ์ให้นักการเมือง 220 คน จะเป็นทางออกสู่ความสมานฉันท์นั้น เป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุจากรัฐธรรมนูญ แต่นักการเมืองที่ติดโซ่ตรวนพยายามช่วงชิงอำนาจทางการเมือง การที่รัฐบาลสรุปว่าความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรง

น.ต.ประสงค์กล่าวว่า ถ้านายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ยังดึงดันจะแก้รัฐธรรมนูญโดยนักการเมือง จะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ เพราะประชาชนรู้ว่านักการเมืองอาศัยช่วงวุ่นวายหาประโยชน์เพื่อคนพวกเดียว นายอภิสิทธิ์จะกลายเป็นคนที่ทำลายกระบวนการยุติธรรม ไม่เคารพเหตุผลคำตัดสินของตุลาการ สร้างตัว อย่างที่ไม่ดีให้กับการเมืองไทย ต่อไปนักการเมืองที่ทำผิดก็รวมหัวกันออกกฎหมายมายกโทษให้ตัวเอง การแก้รัฐธรรมนูญยังจะเป็นชนวนทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต อาจเป็นกลียุคหรือมิคสัญญี สุดท้ายกลุ่มพลังฝ่ายความมั่นคงจะออกมาใช้อำนาจนอกระบบยับยั้งเหตุการณ์อาจปฏิวัติหรือรัฐประหาร

ส่วนข้อเสนอให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 40 นั้น น.ต.ประสงค์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 50 อุดช่องว่างรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ปล่อยให้รัฐใช้อำนาจแทรกแซงกลไกต่างๆ จนกลายเป็นเผด็จการ ขณะเดียวกันให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่า ดังนั้น คนที่ได้ประโยชน์จากการใช้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญปี 40 จึงออกมาเรียกร้องเช่นนี้

จักรภพประกาศ เสื้อแดงอาจติดอาวุธ ล้มรัฐบาลมาร์ค

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_1145

นายจักรภพ เพ็ญแข ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำกรุงเทพฯ ผ่านทางโทรศัพท์ ระบุ กลุ่มเสื้อแดงจะใช้วิธีหลากหลาย ต่อสู้กับรัฐบาล รวมถึงการติดอาวุธต่อสู้ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่

เมื่อเวลาประมาณ 20.53 น. วานนี้ (21 เม.ย.) ตามเวลาในประเทศไทย เว็บไซต์สำนักข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษ ได้รายงานข่าวความเคลื่อนไหว ของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า กำลังมีแผนการจะกลับมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง โดยอ้างคำพูดของนายจักรภพ เพ็ญแข หนึ่งในแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ได้ให้นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวของบีบีซี กรุงเทพฯ สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ จากสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ไม่มีการเปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องทางการเมือง ของกลุ่มคนเสื้อแดงหลังจากนี้ ต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย ในการเผชิญหน้ากับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มาอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจรวมถึงการติดอาวุธต่อสู้ เพื่อให้ได้มีการเลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน

" คนเสื้อแดงและประชาชนที่รักประชาธิปไตย จะพยายามขับไล่รัฐบาลชุดนี้ต่อไป แต่จะไม่ใช้กลยุทธการประท้วงแบบเดิมๆ ที่ใช้เวลายาวนาน การประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล จะยิ่งผลักดันให้ประชาชน หันมาต่อสู้ทางใต้ดินมากขึ้น เพราะขณะนี้ พื้นที่สำหรับการเรียกร้องแก้ไขปัญหาของประเทศ ด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงนั้น กำลังหาได้ยากมากขึ้นทุกวัน" นายจักรภพ กล่าว

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน เมื่อวันอังคารที่ 21 เม.ย. อ้างคำพูดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกล่าวสุนทรพจน์เอเชีย โซไซตี้ ที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐ ระบุถึงความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทยจะสามารถควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศลงได้ในที่สุด ซึ่งเหตุความวุ่นวายดังกล่าว ทำให้ประเทศชาติเกิดภาวะชะงักงัน และต้องอับอายชาวโลก จากกรณีกลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาลบุกสถานที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่เมืองพัทยา เมื่อ 10 วันก่อนหน้านี้ นอกจากนั้น นายกษิตยังระบุชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย ดำเนินการอย่างระมัดระวัง ในการสลายกลุ่มผู้ประท้วงก่อความรุนแรง เพราะรัฐบาลรู้ดีว่า หากดำเนินการรุนแรง หรือทำให้มีผู้เสียชีวิต แม้แต่รายเดียว ประเทศชาติอาจกลายสภาพเป็นสงครามกลางเมืองได้

ชัยตรวจสอบละเอียด ภาพสลายชุมนุม อภิปรายร่วม2สภา

ที่มา ไทยรัฐ

นายกฯอภิสิทธิ์ แจง? ปัญหาความขัดแย้งในสังคม?? ลำดับเหตุการณ์การชุมนุมโดยเฉพาะที่พัทยา ในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่ออภิปรายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 เช้าวันนี้

วันนี้ (22 เม.ย.) นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวก่อนการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่ออภิปรายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 โดยไม่มีการลงมติ ว่า จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ลำเอียง ถ้าหากมีการตีรวนในที่ประชุม จะใช้ข้อบังคับการประชุม ดูแลการประชุมได้ ส่วนเรื่องที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน จะนำคลิปภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ที่อ้างว่ามีผู้เสียชีวิต มาเปิดในสภาฯ นั้น คงไม่อนุญาตให้เผยแพร่โดยตรง ถ้าหากฝ่ายค้านมีข้อมูลจริง ควรจะต้องได้รับการตรวจสอบก่อนนำมาเผยแพร่? โดยจะขอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 1 ชุด มีสื่อมวลชนร่วมด้วย เพื่อตรวจสอบภาพดังกล่าว

ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการนำภาพเหตุการณ์สังหารทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเปิดในที่ประชุมสภา ได้สร้างความเสียหายให้กับสภาแล้วครั้งหนึ่ง? ดังนั้นครั้งนี้จะต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะกลั่นแกล้งฝ่ายค้าน

และเมื่อเวลา 10.00 น. นายชัย ทำหน้าที่ประธานการประชุมการเปิดอภิปรายร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา 179 โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ พร้อมระบุว่า การใช้สื่อภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมจากนายวิทยา บูรณศิริ ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้ว เพื่อความเรียบร้อยของการอภิปราย ส่วนภาพถ่ายไม่มีปัญหา เพราะหนังสือพิมพ์ทุกฉบับออกแล้ว

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจง ถึงปัญหาความขัดแย้งในสังคม? โดยลำดับเหตุการณ์การชุมนุมเรียกร้อง โดยเฉพาะที่พัทยา ว่า แกนนำการชุมนุมได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการชุมนุม มีการพูดถึงความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และปรากฎเหตุการณ์ชัดเจนถึงแนวทางการชุมนุม 7 เม.ย.ได้เกิดเหตุการณ์ที่พัทยา ผู้ชุมนุมพยายามปิดล้อมและทำร้ายตน

?ส่วนความเคลื่อนไหวที่กรุงเทพมหานคร มีการไปปิดล้อมศาล จากชุมนุมโดยสงบมีการเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมาย ตั้งค่าหัวไล่ล่าคนในรัฐบาล ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จนมีการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินของบ่ายวันที่ 12 เม.ย. ทันทีที่แถลงเสร็จ เพื่อเดินทางกลับ มีกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามทำร้าย ฆ่าผม จากคำพูดและพฤติกรรม ในที่สุดผมก็เดินทางออกมาได้? นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่า ตลอดคืนวันที่ 12 เม.ย.ผู้ชุมนุมออกไปปฏิบัติการตามที่ต่างๆ ในกทม. รัฐบาลได้มีการออกข้อปฏิบัติว่า ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่จุดมุ่งหมายนำบ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุขปกป้องประเทศให้ปกครองด้วยกฎหมายเท่านั้น ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องเปิดโอกาสให้สื่อสารมลชนทั้งในและต่างประเทศสังเกตุการณ์ได้ตลอดเวลา หากมีการปะทะเจ้าหน้าที่ต้องดูแลไม่ว่าอยู่ฝ่ายใด

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผู้เสียชีวิตว่า มี 2 ราย เกิดจากการการปะทะกันของชาวบ้าน ที่แยกนางเลิ้ง ส่วนคนบาดเจ็บจากระสุนปืน ทหาร 4 นาย และประชาชน? 2? ราย มีการตรวจสอบกระสุนปืน พบ ไม่ใช่ลักษณะที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการปฏิบัติการคลี่คลายเหตุการณ์ ส่วนกรณี 2 ศพลอยแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเหตุการณ์หลังมีการสลายการชุมนุมแล้ว การสอบสวนยืนยันว่า 2 คนนี้ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมแต่อย่างใด

?นับแต่การปฏิบัติการสิ้นสุดลง ไม่มีใครชนะ แต่เป็นการนำความสงบสุขกลับคืนมา วันนี้จึงเป็นวันที่ผู้แทนต้องสร้างศรัทธาให้ระบบรัฐสภา ใช้สถาบันแห่งนี้สมานแผลให้กับสังคม หรือจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งของสังคม? นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนการดำเนินการของคนบางกลุ่มไม่อยากให้ความขัดแย้งสิ้นสุดลง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการเคลื่อนไหว อ้างอิงภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง ลักษณะนี้เป็นอันตราย เป็นความพยายาม อาศัยเงื่อนไขนี้ให้บ้านเมืองเรากลับไปสู่หลังสงกรานต์ เมื่อวานมีกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ เพื่อขยายวงความขัดแย้งเป็นการให้สัมภาษณ์ที่ไม่เหมาะสม จาบจ้วงสถาบันกษัตริย์? ตนหวังว่าเราทุกคนจะช่วยกันยุติการกระทำดังกล่าว เพราะสถาบันดังกล่าวอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง

?และมีแกนนำผู้ชุมนุมคนหนึ่งให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ มีการพูดถึงการใช้อาวุธและการใช้ความรุนแรง ผมอยากให้ผู้แทนปวงชนชาวไทยทุกท่าน ช่วยกันปฏิเสธแนวทางอย่างนั้น? ให้ใช้เวทีรัฐสภา เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ หากทำเช่นนั้นได้ ไม่มีฝ่ายใดชนะ แต่หากการประชุม 2 วันข้างหน้า? มีแต่ความขัดแย้ง? ผมห่วงว่า เรากำลังล้มเหลว ในการทำหน้าที่แต่ละฝ่าย ผมหวังการใช้ช่องทางตามระบบรัฐสภา ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ ให้ผู้แทนหาทางออกให้บ้านเมือง รัฐบาลพร้อมรับฟัง? นายกรัฐมนตรี กล่าว

รวบแก๊งค้ายาบ้าใต้ ราคาพุ่งเม็ดละ400 มูลค่ากว่า1ล้านบาท

ที่มา ไทยรัฐ

2 ผู้ต้องหา คือ นายสุชาติ คะเน อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 167 ม.5 ต.บ้านส้อง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานีและ นางสาวเก๋ (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ชาวอ.เวียงสระ? เมื่อเช้ามืดวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 03.00 น.วันนี้ (22 เม.ย.) ร.ต.ต.โสธร ชัยฤกษ์ รอง สวป.สภ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช นำกำลังตำรวจตั้งด่านตรวจบนถนนสายเอเชีย 41 ขาขึ้น บริเวณสามแยกบ้านถ้ำทอง ม.3 ต.ถ้ำพรรณรา อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช เพื่อตรวจค้นหาสิ่งผิดกฎหมาย? มีรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิซิ 4 ประตู สีแดง รุ่นไททัน หมายเลขทะเบียน กฉ-8302 สุราษฎร์ธานี ขับผ่านมาด้วยท่าทางมีพิรุธ มีชายและหญิงนั่งมาในรถจำนวน 2คน จึงเรียกให้หยุดเพื่อทำการตรวจค้น

จากการตรวจค้นบริเวณคอนโซล เจ้าหน้าที่พบยาบ้ามัดห่อรวมกันจำนวน 2,970 เม็ด มูลค่าเม็ดละ 400 บาท ราคากว่า 1 ล้านบาท? จึงทำการจับกุมผู้ต้องหาที่นั่งมาในรถจำนวน 2คนไปดำเนินคดี ทราบชื่อคนขับคือ นายสุชาติ คะเน อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 167 ม.5 ต.บ้านส้อง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานีและ นางสาวเก๋ (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ชาวอ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี

สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้รับยาบ้าจำนวน 2,970 เม็ดจากพ่อค้ายาบ้ารายใหญ่รายหนึ่งในพื้นที่ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราชเพื่อนำไปส่งให้กับลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งในพื้นที่ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี แต่ถูกตำรวจตั้งด่านตรวจค้นพบจับกุมยาบ้าได้ดังกล่าว จึงคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองพร้อมยาบ้าของกลางนำส่งร้อยเวร สภ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราชดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปและสอบสวนขยายผลจับกุมพ่อค้ายาบ้ารายใหญ่ต่อไป

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 22 เมษายน 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง-สังคม

"เหลือง-แดง"ปราจีนแย่งวางพวงหรีดกลางสี่แยกไฟแดง
มติชนออนไลน์ - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ลานข้างศาลพระหลักเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน กลุ่มปราจีนบุรีผู้รักความสงบปฎิเสธความรุนแรง (พันธมิตร จ.ปราจีนบุรี ) โดย นพ.ทศพล เปี่ยมสมบูรณ์ และนายเฉวียน กาญจนสุนทร และนายวิโรจน์ น้อยสำเนียง ได้นำเครือข่ายจากทุกอำเภอ รวมจำนวนกว่า 200 คน จัดขบวนแรลลี่ที่รถยนต์จำนวนกว่า 20 คัน เคลื่อนขบวนไปสี่แยกไฟแดงถนนราษฎรดำริ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เพื่อนำพวงหรีดข้อความว่า " ขอไว้อาลัยแด่จรรยาบรรณ สส.เกียรติกร พากเพียรศิลป์"

บรรยากาศในขณะนั้นได้มีคนกลุ่มเสื้อแดง (นปช.)โดยการนำของนายอภิชาติ ทันพุทธ แกนนำ พร้อมกลุ่มสมาชิกรวมกว่า 50 นาย ได้มีพวงหรีดตั้งรออยู่ก่อนหน้าแล้วเช่นกันโดยผูกติดแผงเหล็กกั้น มีใจความว่า " แด่นายสนธิ ลิ้มทองกุล จากเสื้อแดงปราจีนบุรี" โดยด้านล่างจุดธปดอกใหญ่ 1ดอก ทั้งนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดการประจันหน้าของทั้ง 2 ฝ่าย โดยกลุ่มเสื้อแดงตะโกนคำหยาบด่าผ่านโทรโข่งคนปราจีนบุรีไม่เอามึง พร้อมชูนิ้วกลางสัญลักษณ์ของลับให้ ทั้งนี้กลุ่มปราจีนบุรีผู้รักความสงบปฎิเสธความรุนแรง( อดีตพันธมิตร จ.ปราจีนบุรี ) ไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ

นายกรัฐมนตรีเผย ครม.ไม่ได้หารือเรื่องกลุ่มเสื้อแดงจะกลับมาชุมนุมอีกครั้ง
สำนักโฆษก - 21 เม.ย. เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในการประชุม ครม.วันนี้ไม่ได้มีการหารือถึงการยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพราะขณะนี้เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ที่จะรายงานกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่งว่าปัญหาที่เขาต้องการเข้าไปคลี่คลายแก้ไขก่อนนั้นเดินหน้าไปตามเป้าหมายแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดกันว่ากลุ่มเสื้อแดงจะกลับมาชุมนุมอีกครั้ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดกัน ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าแต่กลุ่มเสื้อแดงประกาศชัดเจนว่าจะกลับมาชุมนุมอีกครั้ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมถึงเชื่อว่าไม่มี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เพราะเขาใส่เสื้อสีอื่นแล้วส่วนความคืบหน้าการร่างกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะนั้น วันนี้ ครม. ไม่ได้มีการหารือกัน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังไปศึกษาอยู่

ออกหมายจับ "ทักษิณ ชินวัตร" ข้อหามั่วสุมมากกว่า 10 คน ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
เว็บไซต์แนวหน้า - ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์ปฎิบัติการตำรวจภูธรภาค 2 ส่วนหน้าการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจร (สภ บางละมุง) พล.ต.ต.ปราโมทย์ ปทุมวงศ์ รอง ผบช.ภ 2 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดทำงานได้ขออำนาจศาลจังหวัดพัทยา เพื่อขอหมายจับ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยศาลจังหวัดพัทยา ได้อนุมัติหมายจับที่ 353/2552 ลงวันที่ 21 เมษายน 52 โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร(3-1006-01824-83-4) กระทำผิดฐาน มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง , ร่วมกันกระทำการด้วยประการใดๆให้ทางสาธารณะอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร , ร่วมกันกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญพรือมิใช่แสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินหรือเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล , ร่วมกันบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ,ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ,ร่วมกันเดินแถวหรือขบวนแห่ใดๆในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร และร่วมกัน วาง ตั้ง ยื่น หรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะเป็นการกีดขวางจราจร ในคดีอาญา 1895/2552 วันที่ 12 เมษายน 2552 สถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าศูนย์ปฎิบัติการต่างระดมพนักงานสอบสวนเพื่อสรุปคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยเบื้องต้นในพื้นที่ จ.ชลบุรี มีคดีรวมทั้งสิ้นในระหว่างการชุมนุมทั้งหมด 11 คดี มีการออกหมายจับต่างวาระและสถานที่ โดยพนักงานสอบสวนได้ประชุมเพื่อสรุปไล่เหตุการ์ณไปตามระดับเพื่อรายงานให้ผู้บังคับบัยชาทราบในส่วนรายละเอียดต่อไป

ส.ส.ร. 50 ค้านแก้ไขรธน.ชี้เข้าทางยกเลิกความผิด
ASTV ผู้จัดการรายวัน - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรม ส.ส.ร. 50 ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี วานนี้ (21 เม.ย.) มีเนื้อหาระบุว่ากรณี เกิดวิกฤตทางการเมืองช่วงระหว่างวันที่ 10-14 เมษายน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศ โดยเฉพาะในฐานะการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและคู่เจรจา จากนั้นเกิดกระแสการแก้วิกฤตดังกล่าวอย่างหลากหลาย ได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีเห็นด้วย แตกต่างไปจากท่าทีก่อนหน้านี้

ชมรม ส.ส.ร.50 จึงมติ 6 ข้อคือ 1.ชมรมฯเห็นว่าวิกฤตไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากความเห็น ที่แตกต่าง ของกลุ่มคนสองฝ่ายที่ต่างมีจุดยืนและยึดมั่นในตัวบุคคล ข้ออ้างเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเพียงเรื่องที่ถูกหยิบยก เพื่อนำไปสู่การแก้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางคดีมากกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นการสมประโยชน์เฉพาะแต่นักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น

2.การแก้รัฐธรรมนูญจะยิ่งเป็นการจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านเหมือนที่ผ่านมา ความวุ่นวายก็จะเกิดซ้ำอีก 3.ก่อนแก้รัฐธรรมนูญ ต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งมาระดมความคิดในการปฏิรูปการเมือง ให้ได้ข้อยุติเสียก่อนแล้วจึงนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

4. กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรกระทำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการแก้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเท่านั้น ประโยชน์ของประชาชนจะถูกละเลย 5.รัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการทำประชามติจากประชาชน ซึ่งก่อนทำประชามติได้ส่งร่างไปให้พรรคการเมืองทุกพรรคเพื่อมีส่วนร่วม ในการพิจารณาแล้วแต่ปรากฏว่า ไม่มีพรรคใดคัดค้าน การที่มีพรรคบางพรรคพยายาม นำเสนอว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวสร้างปัญหาโดยเฉพาะมาตรา 237 จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง 6.หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า สมควรแก้มาตราใด อย่างไร และท้ายสุดต้องทำประชามติจากประชาชน

เลขาฯกฤษฎีกาเผย ก็อบปี้ กม.คุมม็อบจากต่างประเทศ
เว็บไซต์แนวหน้า
- คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ยังไม่ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการชุมนุมเข้าสู่การพิจารณาของของที่ประชุมครม. เนื่องจากเพิ่งได้รับมอบหมายจากครม. เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา แต่ในเบื้องต้นคาดว่าสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นการกำหนดขอบเขตใน การชุมนุม ซึ่งอาจต้องมีการทำเรื่องขออนุญาต เหตุผลในการชุมนุม จำนวนผู้ชุมนุมเพื่อไม่ให้กีดขวางทางสาธารณะ โดยจะนำกฎหมายการชุมนุมของหลายประเทศที่มี อาทิ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ มาประกอบการพิจารณา แต่ทั้งนี้คงต้องคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ส่วนจะใช้เวลาในการยกร่างนานเท่าไรนั้น ตนยังตอบไม่ได้ แต่คาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่นาน

ชุมพลแนะใครทำผิดก็ต้องรับผิด ย้ำเห็นด้วยแก้ รธน.บางมาตรา ปัดเกาเหลา กอร์ปศักดิ์
เว็บไซต์แนวหน้า - นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา หัว หน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงแนวคิดการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่า ทางพรรคยังไม่ได้หารือในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้อยากให้เรียกว่าการนิรโทษกรรมมากกว่า เพราะการนิรโทษกรรม คือบุคคลนั้นได้กระทำผิดจึงมีการนิรโทษกรรมให้ แต่กรณีที่ไม่ได้กระทำผิด จะต้องคืนความเป็นธรรมให้ ต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตามเมื่อศาลตัดสินใจว่าผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หากตัดสินว่าไม่ผิดก็ต้องปล่อยไป ทั้งนี้หากเห็นว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ก็ต้องแก้ความไม่เป็นธรรมและคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ไม่ได้กระทำผิด

เมื่อ ถามว่าแสดงว่าเห็นด้วยกับการคืนความเป็นธรรมให้กับคนที่ไม่ได้ทำผิดใช่หรือ ไม่ นายชุมพล กล่าวว่า ถูกต้อง ต้องคืนความเป็นธรรมแก่คนที่ไม่ได้ทำผิด ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเห็นของทั้งพรรค

เมื่อ ถามถึงกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลกดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปรับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจออก นายชุมพล กล่าวยืนยันว่าตนไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกับนายกอร์ปศักดิ์ บางครั้งการทำงานที่มีปัญหานั้น มาจากระบบราชการจึงทำให้ถอยหลัง จึงอยากให้มีการปฏิรูประบบราชการไปด้วย

เมื่อ ถามว่าที่ผ่านมานายกอร์ปศักดิ์เคยแทรกแซงการทำงานของกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาหรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า นายกอร์ปศักดิ์ก็ทำงานของเขา และรับผิดชอบงานของเขาอยู่แล้ว ไม่คิดว่ามีปัญหาในการทำงานร่วมกัน นายกอร์ปศักดิ์เป็นคนละเอียด มีวิสัยทัศน์พอสมควร

เมื่อ ถามถึงกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ระบุว่าพรรคร่วมรัฐบาลชอบของบประมาณจำนวนมาก แต่ไม่มีศักยภาพในการเบิกจ่าย จึงทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกมีการเบิกจ่ายแค่ร้อยละ 50 นายชุมพล กล่าวว่า ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของระเบียบราชการที่ส่งผลกระทบต่อระบบราชการ ดังนั้นต้องมีการปฏิรูประบบราชการและระบบงบประมาณด้วย จึงจะเดินหน้าไปได้ เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยพัฒนารับได้ใช่หรือไม่ที่จะให้นายกอร์ปศักดิ์เป็นหัว หน้าทีมเศรษฐกิจต่อไป นายชุมพล กล่าวว่า ขอไม่พูดดีกว่า อย่าไปก้าวลึกถึงเรื่องส่วนตัว แต่ดูที่การทำงานแล้วก็ไม่มีปัญหา เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าข่าวที่ออกมานั้นไม่เป็นความจริงใช่หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า ไม่ทราบ

เมื่อ ถามถึงเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชุมพล กล่าวว่า เรื่องนี้ทางพรรคได้หารือกันแล้ว คือต้องมีการแก้ไขแน่นอน แต่ยังไม่ได้เขียนเป็นร่างออกมา แต่ที่ต้องแก้แน่ๆ คือ 3 มาตรา ได้แก่ 190 , 237 และ 68 โดยต้องแก้ไขให้เป็นความผิดเฉพาะตัว เพราะถ้าทำผิดเพียงคนเดียวแล้วจะไปเผาบ้านเขานั้นได้อย่างไร

นายกรัฐมนตรีเผยขณะนี้ไม่มีการเสนอประเทศอื่นให้จัดประชุมสุดยอดอาเซียนแทนไทย
สำนักโฆษก
- 21 เม.ย. เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้าการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนบวก 3 บวก 6 ว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังสอบถามไปยังประเทศที่เกี่ยวข้อง แต่เบื้องต้นในช่วงเดือนพฤษภาคมจะติดปัญหาเล็กน้อย อินเดียอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะเดิมเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ในช่วงเดือนพฤษภาคมน่าจะเป็นช่วงที่ผลการเลือกตั้งออกมา ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลอาจยังไม่เรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเทศติดปัญหาเรื่องงบประมาณอยู่ อีกทั้งในเดือนกรกฎาคมก็มีการจัดการประชุมในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอยู่แล้ว ครั้งนี้เป็นการจัดการประชุมในระดับผู้นำประเทศ รวมทั้งการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ก็กำหนดไว้ในช่วงเดือนตุลาคมสำหรับสถานที่ในการจัดการประชุมคงต้องดูช่วงเวลาก่อน ซึ่งจะมีการเสนอไปประเทศต่างๆ ให้ร่วมพิจารณาด้วย อย่างไรก็ตามทางเลขาธิการอาเซียน และหลายๆ ประเทศก็ต้องการให้เร่งจัดการประชุมให้เร็ว เพราะเรื่องที่ต้องการหารือกันมากคือเรื่องที่เกี่ยวกับการเงิน โดยเฉพาะเรื่องที่ธนาคารโลกกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศมีสินเชื่อและกติกาใหม่ ในการปล่อยสินเชื่อ ก็อยากดูว่าในภูมิภาคเอเชียจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

ความจริงแล้วเราดูที่ประโยชน์ของการประชุมเป็นสำคัญ หลายฝ่ายก็มองตรงกันว่าน่าจะประชุมให้ได้ในเดือนมิถุนายนเพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดความเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาวิกฤติในภูมิภาคนายกรัฐมนตรีกล่าว

ส่วนจะเชิญองค์กรอื่นเข้าร่วมประชุมด้วยนั้นก็อยู่ที่เลขาธิการอาเซียนจะเป็นผู้พิจารณาและประสานได้หรือไม่ แต่กับทางองค์การสหประชาชาติคงต้องมีการหารือกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองพัทยา เสนอให้กลับไปใช้เมืองพัทยาเป็นสถานที่ประชุมเหมือนเดิม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศกำลังพิจารณาที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ แต่คงต้องหารือกับประเทศต่าง ๆ ก่อน เพื่อให้เกิดความสบายใจและมั่นใจจะได้เดินหน้าจัดการประชุมต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมั่นใจว่าจะสามารถจัดการประชุมได้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องทำเต็มที่เพราะเป็นหน้าที่ของเรา และหากประเทศไทยไม่สามารถจัดการประชุมได้ ผลประโยชน์ของภูมิภาคก็จะได้รับผลกระทบ ในส่วนของไทยเองก็จะได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ตอนนี้ไม่มีการเสนอประเทศอื่นให้จัดการประชุมแทนไทย เพราะยังรอดูท่าทีของเราอยู่

ครม. เคาะงบปี 53 ให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 8.9 หมื่นล้าน
เว็บไซต์แนวหน้า
- นาย ศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ครม.อนุมัติข้อเสนองบประมาณสำหรับงานหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าประจำปี2553 วงเงิน 89,322.26 ล้านบาทตามที่นายวิทยา แก้วภราดรัย รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเสนอและสำนักงบประมาณอนุมัติ ความเห็นชอบแล้วโดยมีรายละเอียดดังนี้ 1)งบอัตราเหมาจ่ายรายหัวสำหรับงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 84,791.366 ล้านบาทต่อประชากร 47,239,700ราย (อัตราเหมาจ่ายรายหัวเท่ากับ 2,406.32บาท/ประชากรหนึ่งราย) งบประมาณสำหรับให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ 2,770.853ล้านบาทต่อประชากร 138,000ราย งบประมาณสำหรับให้บริการทดแทนไต สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย 1455.444ล้านบาทต่อผู้ป่วย 9454ราย งบประมาณสำหรับให้บริการควบคุม ป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง เบาหวานและความดันโลหิตสูง 304.593ล้านบาท ส่วน งบประมาณสำหรับส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขนั้นเห็นควรระงับเนื่อจากเป็น ภารกิจแลความรับผิดชอบของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการขอสนับสนุนงบประมาณ ดังกล่าว

เศรษฐกิจ

รัฐบาลปรับลดประมาณการณ์จีดีพีอยู่ที่ลบ 2-ลบ 5
สำนักโฆษก - 21 เม.ย. เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. ได้นำตัวเลขในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของรัฐบาลมาพิจารณา และได้มีการปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ซึ่งเดิมตั้งใจว่าจะตั้งไว้ที่ 1.9 ล้านล้านบาท ลงเหลือ 1.7 ล้านล้านบาท ปรับลดลงไป 2 แสนล้านบาท เพื่อให้การขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 350,000 ล้านบาท คืออยู่ในกรอบของกฎหมายและอยู่ในกรอบที่สามารถรักษาวินัยการคลังไว้ได้ โดยการปรับลดงบประมาณดังกล่าวได้แจ้งให้ทุกกระทรวงรับทราบ และในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะนำรายละเอียดของงบประมาณเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป จากนั้นจะได้นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ขณะเดียวกันในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้ดูแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองของโครงการต่างๆ ถ้าไม่สามารถเข้ามาอยู่ในกรอบวงเงินงบประมาณ 2553 ได้ จะต้องมาดูว่าจะใช้แหล่งเงินจากที่ใด โดยกระทรวงการคลังจะเสนอกลับเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. อีกครั้งในวันเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า งบประมาณที่ปรับลดลง 2 แสนล้านบาท จะปรับในส่วนใดบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องรอดูรายละเอียดถึงจะมีความชัดเจนว่าส่วนไหนบ้างที่จะถูกตัดไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบแผนการดำเนินการในการเริ่มต้นเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว โดยประเด็นแรกคือการคงมาตรการเดิมที่รัฐบาลเคยกำหนดไว้คือการลดค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าหลุมจอด (Landing Free) ค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติก็ต่ออายุไปอีก 1 ปี ประเด็นที่สองคือการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณที่เคยอนุมัติในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองต่างๆ ประเด็นที่สาม คือมอบหมายให้กระทรวงการคลังเร่งปรับปรุงโครงการที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ เราพบว่าที่ผ่านมามีการใช้วงเงินไปน้อยมาก ความสามารถปล่อยสินเชื่อน้อยมาก ซึ่งคงจะต้องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อที่จะใช้เงินส่วนนี้ได้มากยิ่งขึ้น และประการสุดท้าย คือ การทำความเข้าใจกับต่างประเทศเพื่อให้เห็นถึงความปลอดภัยในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวก็จะมีการแก้ไขปัญหาและชี้แจงผ่านกลไกต่างๆ ทั้งนี้ คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีมาตรการเพิ่มเติมเข้ามาอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงมีจำนวนเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้มีเพียงตัวเลข ๆ ที่สมาคมต่างๆ ได้ประมาณการไว้ เป็นตัวเลขที่มีการปรับลดลงมามาก ซึ่งเรากำลังติดตามดูตัวเลขตั้งแต่สงกรานต์เป็นต้นมา และจะเห็นได้ชัดว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางเข้ามาค่อนข้างมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่เคยประมาณการณ์ว่าตัวเลขการท่องเที่ยวจะอยู่ที่ลบ 20 นั้นจะมากหรือน้อยกว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงต้องขอดูอีกครั้งหนึ่ง แต่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยรวมน่าจะมีการปรับลดลงมาอยู่ที่ลบ 2 หรือมากกว่าจากที่เคยประมาณการณ์ว่าจะอยู่ที่ศูนย์ ถึงลบ 1หรือลบ2 แต่ถึงขณะนี้เชื่อว่าจะอยู่ที่ลบ 2 ถึง ลบ 4 ลบ 5ซึ่งสาเหตุที่มีการปรับลดจีดีพี เพราะมีปัจจัยหลายตัวที่เห็นได้ชัด เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเรื่องการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทุกปัจจัยส่งผลกระทบ ทำให้เราต้องปรับประมาณการทางเศรษฐกิจลงไป

ต่อข้อถามว่า แสดงว่ามาตรการของรัฐบาลที่ทำลงไปสูญเปล่าใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ได้สูญเปล่า เพราะถ้าเราไม่ทำก็หนักกว่านี้ เพียงแต่ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เราก็ต้องแก้ไขปัญหาต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องไปไล่ทำในรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง แต่เรามีข้อจำกัดว่าถ้าหากจะกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะมีคำถามว่าแหล่งเงินจะมาจากไหน เนื่องจากเราต้องดูกรอบของหนี้สาธารณะด้วยว่าต้องไม่ให้โตเกินไป ตนเคยคาดการณ์ไว้ว่าในที่สุดหนี้สาธารณะจะต้องขึ้นไปประมาณร้อยละ 60 หรือ 60 กว่าๆ ก็ต้องให้ยืนอยู่ตรงนั้นไม่สามารถไปไกลกว่านั้นได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้เมื่อไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้สัญญาณก็ค่อนข้างสับสน เพราะบางช่วงเริ่มมีข่าวดีในบางประเทศ แต่บางช่วงก็ยังมีปัญหา จะเห็นได้จากตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศก็ยังมีความผันผวนค่อนข้างมาก

ต่างประเทศ

ข่าวสงครามอัฟกันคว้าพูลิตเซอร์นิวยอร์กไทม์สเฮชนะข่าวเปิดโปงผู้ว่าฯมั่วโสเภณี
เว็บไซต์คมชัดลึก - คณะกรรมการรางวัลพูลิตเซอร์ รางวัลใหญ่ของวงการสิ่งพิมพ์สหรัฐ ประกาศผลรางวัลเมื่อวันจันทร์ (20 เม.ย.) ปรากฏว่า หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส ที่กำลังประสบกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก สามารถกวาดรางวัลไปได้ถึง 5 รางวัล ขณะที่หนังสือพิมพ์อื่นๆ กระจายรับรางวัลในสาขาต่างๆ กัน

รายงานข่าวเผยว่า หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส สามารถคว้ารางวัลในสาขาต่างๆ ตั้งแต่สาขารายงานข่าวเชิงสืบสวนโดยนายเดวิด บาร์สตอว์ จากการเกาะติดรายงานข่าวนายพลนอกราชการบางคนที่ทำงานเป็นนักวิเคราะห์ทางโทรทัศน์และวิทยุแท้จริงได้รับการเลือกจากกระทรวงกลาโหมโดยตรงเพื่อจัดการเรื่องสงครามอิรัก และหลายคนในจำนวนนี้ยังถูกเปิดโปงว่ามีสายสัมพันธ์กับบริษัทหลายแห่งที่ได้รับประโยชน์นโยบายต่างๆ ของสหรัฐ

ส่วนสาขารายงานข่าวด่วน ได้จากข่าวเรื่องอื้อฉาวทางเพศของนายเอเลียต สปิตเซอร์ อดีตผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กว่าไปซื้อบริการทางเพศจากนางทางโทรศัพท์ จนทำให้นายสปิตเซอร์ออกมายอมรับ และลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่หนังสือพิมพ์ดีทรอยต์ ฟรีเพรส ได้รางวัลจากการแฉข้อความที่นายความี คิลแพทริก อดีตนายกเทศมนตรีเป็นผู้ส่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้นอกใจภรรยา ให้การเท็จ สมรู้ร่วมคิด และฆาตกรรม ซึ่งจบเส้นทางการเมืองของนายคิลแพทริก

นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของนิวยอร์กยังได้รับรางวัลข่าวต่างประเทศยอดเยี่ยมจากการรายงานความเข้มข้นในความท้าทายทางทหารและทางการเมืองในอัฟกานิสถาน และปากีสถาน นอกเหนือจากได้รางวัลบทวิจารณ์ยอดเยี่ยม จากการวิจารณ์ศิลปะ และรางวัลภาพสารคดียอดเยี่ยม

การตัดสินครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางข่าวร้ายในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ที่ต้องปิดตัวและปลดพนักงานจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือนายพอล กิบลิน ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์อีส วัลเลย์ ทริบูนในเมืองฟินิกซ์ รัฐอริโซนา ที่ถูกเลิกจ้างงานเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ก่อนจะเป็นผู้ชนะรางวัลพูลิตเซอร์ในสาขาข่าวท้องถิ่นยอดเยี่ยมร่วมกับเพื่อนนักข่าว

คณะกรรมการตัดสินยังกล่าวถึงแม้คนทั่วโลกจะหันมาบริโภคข่าวจากทางเว็บไซต์มากขึ้น แต่หลายฝ่ายยังวิตกว่า ข่าวในเว็บไซต์จะเน้นเรื่องความรวดเร็วเป็นหลัก แต่ขาดการตรวจสอบข้อมูลจึงอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับรู้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน แต่ถึงกระนั้น คนจำนวนมากก็ยังเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงข่าวได้จากหลายแหล่ง ไม่ได้จำกัดเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ หรือแค่โทรทัศน์ วิทยุ เช่นแต่ก่อน บางคนยังเห็นว่า ช้าเกินไปด้วยซ้ำ ที่คณะกรรมการของพูลิตเซอร์เพิ่งจะมาอนุญาตให้เว็บไซต์ข่าวได้เข้าชิงรางวัลได้ทุกประเภท

รบ.ศรีลังการุกที่มั่นสุดท้ายกบฎ หลังกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬเมินเส้นตาย
ASTV ผู้จัดการรายวัน - กองทหารรัฐบาลศรีลังกา รุกคืบโจมตีที่มั่นสุดท้ายในป่าของกลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (แอลทีทีอี) เมื่อวานนี้(21) หลังจากที่ฝ่ายกบฏเพิกเฉยต่อเส้นตายให้ยอมจำนนของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ได้มีพลเรือนทั้งชายหญิงและเด็กร่วมๆ 50,000 คน หลั่งไหลอพยพหลบหนีออกจากเขตสู้รบ ท่ามกลางความวิตกห่วงใยของนานาชาติ กระทรวงกลาโหมศรีลังกาแถลงว่า การสู้รบล่าสุดในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะศรีลังกานี้ ฝ่ายรัฐบาลสามารถตัดแบ่งพื้นที่ยึดครองของกลุ่มกบฏที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยออกเป็นสองส่วน

"แอลทีทีอีไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องให้ยอมจำนนจากรัฐบาล ดังนั้นเราจึงรุกคืบเข้าไปอีกเพื่อช่วยเหลือพลเรือนออกมา" อุทัย นานายัคครา โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลง หลังจากที่พ้นกำหนดเส้นตายตอนเที่ยงวันวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับ 13.30 น.เวลาเมืองไทย)

รัฐบาลศรีลังกาบอกอีกว่า ขณะนี้กองทัพกำลังจะได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดต่อกลุ่มแอลทีทีอีแล้ว หลังจากที่ต้องต่อสู้กับกองกำลังที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนของชนกลุ่มน้อยชาวทมิฬให้เป็นอิสระจากชาวสิงหลซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970

ทางด้านกบฎแอลทีทีอียอมรับว่าพวกเขากำลังสูญเสียพื้นที่เพิ่มขึ้น และระบุว่าการสู้รบ "อย่างนองเลือด" ล่าสุดนี้ ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตไป 1,000 คน บาดเจ็บอีก 2,300 คน สืบเนื่องจากทหารกำลังใช้พลเรือนชาวทมิฬเป็น "โล่มนุษย์" พร้อมกันนั้นก็เรียกร้องให้คณะกรรมการกาชาดสากล (ไอซีอาร์ซี) เข้ามาช่วยเหลือ

"แอลทีทีอีขอร้องไอซีอาร์ซีให้จัดส่งเครื่องใช้ด้านการแพทย์ และอพยพผู้คน 2,000 คนที่บาดเจ็บและกำลังจะประสบอันตรายอยู่แล้ว ออกไปโดยทางเรือ" กลุ่มกบฎระบุ พร้อมกับขอให้ส่งอาหารเข้า เนื่องจากผู้คนจำนวนมากกำลังอดอยาก

อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของศรีลังกาต่างปฏิเสธข้ออ้างของกลุ่มกบฎ บรรดาเจ้าหน้าที่ในเมืองหลวงโคลัมโบกล่าวหามานานแล้วว่า แอลทีทีอีกำลังกักตัวพลเรือนเอาไว้เพื่อใช้เป็นตัวประกัน และเมื่อจันจันทร์(20)ก็แถลงว่า มีพลเรือนทั้งที่เป็นชาย, หญิง, และเด็กๆ เกือบ 50,000 คน ประสบความสำเร็จในการพยายามหลบหนีจากที่มั่นของพวกกบฏ

กระทรวงกลาโหมบอกด้วยว่า ในวันจันทร์ กลุ่มกบฏได้สังหารพลเรือน 17 คนที่พยายามหลบหนีออกมา และมีผู้บาดเจ็บอีก 373 คน

เนื่องจากผู้สื่อข่าวถูกห้ามไม่ให้เข้าไปทำข่าวในพื้นที่ทางภาคเหนือของศรีลังกา จึงทำให้ไม่อาจตรวจสอบข้อกล่าวอ้างของทั้งสองฝ่ายได้

รัฐบาลคาดหมายว่ายังมีพลเรือนอีกถึง 30,000 คนถูกพวกพยัคฆ์ทมิฬกักตัวไว้ แต่สหประชาชาติระบุว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจเป็นสองเท่าของจำนวนดังกล่าว และได้ออกมาเตือนวานนี้ด้วยว่า การโจมตีอย่างรุนแรงของรัฐบาลนั้นสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการนองเลือด

"หากการสู้รบยังคงมีอยู่ต่อไป และหากแอลทีทีอีปฏิเสธไม่ยอมให้พลเรือนอพยพออกจากพื้นที่ขัดแย้งดังกล่าวแล้ว เราก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นเด็กๆ อีกมากมายถูกฆ่าตาย" แดเนียล ทูล ผู้อำนวยการของยูนิเซฟประจำภูมิภาคเอเชียใต้ระบุ

ทว่าประธานาธิบดีมหินทา ราชาปัคเซ ผู้นำสายเหยี่ยวของศรีลังกา กลับยืนยันว่าเขาไม่ต้องการให้ทหารหยุดรบในขณะที่ชัยชนะกำลังอยู่ใกล้แค่เอื้อม อีกทั้งฝ่ายกบฏนั้นกำลังจะ "พ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด" และเวลุพิลไล ประภาการัน ผู้นำแอลทีทีอีก็ไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว แต่จนถึงบัดนี้ ปฏิกิริยาเพียงอย่างเดียวจากกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬก็คือการเรียกร้องให้หยุดยิงโดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขใดๆ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็ได้ปฏิเสธไปแล้ว

การสู้รบดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงประท้วงในยุโรปหลายแห่ง โดยที่กรุงปารีสในฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ประท้วงชาวทมิฬจำนวน 210 คนหลังจากที่มีการก่อเหตุรุนแรงด้วยการขว้างปาขวดเข้าใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และทุบกระจกรถยนต์หลายคันเมื่อวันจันทร์

ส่วนที่กรุงลอนดอนก็มีชาวทมิฬหลายพันคนเข้าไปขวางเส้นทางจราจรในถนนหลายสาย และมีการชุมนุมประท้วงกันที่ด้านนอกของรัฐสภา และเรียกร้องให้รัฐบาลศรีลังกาหยุดยิงทันที กลุ่ม "ฮิวแมนไรต์วอตช์" ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในนิวยอร์กก็ได้กล่าวเตือนว่าโลกมีเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือดที่กำลังจะเกิดขึ้นในศรีลังกา

สังคมพุทธกับความรุนแรง

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

เมื่อเรียกร้องให้บัญญัติ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ เราอ้างความชอบธรรมจากข้ออ้างที่ว่า สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ แต่เมื่อเกิดความรุนแรงนองเลือด ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19,พฤษภา 35,7 ตุลา 51 กระทั่ง เมษาวิปโยค ที่ผ่านมา กลับแทบไม่ได้ยินกระแสเสียงเรียกร้องให้ ยุติความรุนแรง โดยอ้าง ความเป็นสังคมพุทธ จากองค์กรพุทธหรือภาคส่วนใดๆของสังคมพุทธแห่งนี้เลย

หรือว่า ความเป็นสังคมพุทธ เกี่ยวข้องอย่างจำเป็นกับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญและการอุปถัมภ์จากรัฐ หากไม่เกี่ยวข้องใดๆ (หรืออย่างจริงจัง) กับ หน้าที่ในการมีส่วนร่วมยับยั้งความรุนแรงหรือการหาทางออกอย่างสันติให้กับความขัดแย้งทางสังคมการเมือง ทั้งโดยการระดมแนวคิดและกระบวนการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมอื่นๆ

พุทธศาสนาทั้งโดยสถาบัน และโดยเครือข่ายองค์กร ต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สถาบันพุทธศาสนาที่เป็นทางการ เช่น คณะสงฆ์ วัด สำนักปฏิบัติธรรม หรือที่ไม่เป็นทางการ เช่น เครือข่ายชาวพุทธต่างๆนั้น ย่อมต้องทำหน้าที่พลเมืองในการแสดงบทบาทปกป้องสันติสุขของสังคม และการทำหน้าที่ดังกล่าวย่อมไม่ขัดแย้งกับหลักการพุทธศาสนา หากถือว่าพุทธศาสนามีอยู่เพื่อสันติสุขของสังคม

เป็นไปได้ไหมว่า การที่ชาวพุทธไทยไม่ได้นำข้ออ้าง ความเป็นสังคมพุทธ มาใช้เป็นเครื่องมือยับยั้งความรุนแรงอย่างจริงจังเพียงพอ ทั้งด้วยการระดม หลักคิด แบบพุทธอธิบายปัญหาและหาทางออก และการสร้างเครือข่ายเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพทางสังคมที่เป็นรูปธรรม อาจเป็นผลมาจากปัญหาหลักๆ ของชาวพุทธอย่างน้อย 3 ประการคือ.-

ประการแรก ชาวพุทธติดอยู่ใน กระบวนทัศน์ (paradigm) ที่ปลูกฝังกันมานานว่า โลก กับ ธรรม ต้องแยกขาดจากกัน เรื่องทางโลกเป็นเรื่องของกิเลสตัณหาความวุ่นวายต่างๆที่ผู้ใฝ่ทางธรรมไม่ควรข้องแวะ ส่วนเรื่องทางธรรมเป็นเรื่องของการหลีกหนีกิเลสและความวุ่นวายต่างๆในทางโลกไปสู่ ความสงบ กาย วาจา ใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้ายังยุ่งเกี่ยวทางโลก ดังนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองจึงเป็นเรื่องความวุ่นวายทางโลก ที่ชาวพุทธผู้ใฝ่ทางธรรมไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

แต่ก็น่าสังเกตว่า ถ้าอะไรที่ชาวพุทธเห็นว่าเป็นการปกป้องและส่งเสริมพุทธศาสนา พวกเขาก็พร้อมที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองแม้ว่าการเกี่ยวข้องนั้นอาจเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งในสังคมก็ตาม เช่น การเดินขบวนเรียกร้องให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ การที่ พระป่า ออกมาเรียกร้องให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นเรื่องของ พระราชอำนาจ เท่านั้น (ซึ่งในประเด็นนี้มีข้อขัดแย้งลึกๆในวงการพุทธศาสนาเกี่ยวกับ นิกายของเจ้า กับ นิกายของไพร่) เป็นต้น

ประการที่สอง ประเพณีการสอนพุทธศาสนาในบ้านเรานั้นเน้นเฉพาะการสอน ศีลธรรมของปัจเจกบุคคล ละเลยการสอน ศีลธรรมทางสังคม ความดีที่เน้นคือ การทำบุญ ที่อธิบายกันว่าใครทำก็ได้เฉพาะตัวของบุคคลนั้นเหมือนกินข้าวใครกินคนนั้นก็อิ่มไม่ได้ไปอิ่มท้องของคนอื่นที่ไม่ได้กิน แล้วความดีหรือบุญนั้นก็จะเป็นเสบียงเลี้ยงตัวเราให้เรามีความสุขความเจริญ (ด้วยโภคทรัพย์) ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ตราบกระทั่งเข้าสู่สวรรค์นิพพานนั้นแล ดังนั้น คนที่ทำความดี หรือ คนดี ในความหมายของชาวพุทธไทยจึงเป็นคนดีที่มุ่งทำความดีในมิติปัจเจกหรือมี ศีลธรรมของปัจเจกบุคคล อันเป็นศีลธรรมที่จะก่อให้เกิด อานิสงส์ เป็นความสุขความเจริญเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวกับสังคม ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับสาธารณะ

ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตทำนองนี้กับเพื่อนที่อุทิศตนทำงานเผยแผ่พุทธศาสนาให้กับ สำนัก ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ที่ประกาศว่าจะเป็น ศูนย์กลางพุทธศาสนาแห่งโลก เขาโต้แย้งว่า งานเผยแผ่พุทธศาสนาที่เขาทำก็เป็นการทำเพื่อสังคมเช่นกัน อย่างเช่นการจัดอบรมให้คนเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ จัดค่ายปฏิบัติธรรม กิจกรรมตอบปัญหาธรรมะของเยาวชนในสถานศึกษาต่างๆ หรือกิจกรรมวันสำคัญทางพุทธศาสนาที่ทำให้คนเข้าวัดเป็นเรือนหมื่น เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนั้นก็มีเป้าหมายเพื่อสร้าง คนดี ให้สังคม นั่นเอง

ประเด็นคือ ที่ว่ากิจกรรมทางสังคม (เช่นจัดให้คนเข้าวัดเป็นเรือนหมื่นฯลฯ) เป็นการสร้าง คนดีให้สังคมนั้น คนดีที่ว่านั้นเป็นคนดีตามศีลธรรมของปัจเจกบุคคล หรือคนดีตามศีลธรรมทางสังคม? เราเคยตระหนักกันหรือไม่ว่าชาวพุทธที่ถือกันว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นคนธัมมะธัมโมอะไรทำนองนั้นมักเป็นคนดีที่ไม่สนใจสังคม ขาด มิติความคิด ในเรื่อง จิตสาธารณะ (public spirit) ขาดสำนึกต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ไม่เรียนรู้ไม่เข้าใจความไม่เป็นธรรมทางสังคม มักมีมุมมองแบบง่ายๆว่าความไม่เท่าเทียมหรือความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางสังคมนั้นเกิดจาก กรรม ของใครของมัน ไม่เกี่ยวกับโครงสร้าง ระบบ หรือวัฒธรรมชนชั้น/อำนาจนิยม/อุปถัมภ์นิยมต่างๆที่ครอบงำสังคมอยู่ และเรามีหน้าที่ในการร่วมกันปรับรื้อเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้นเรื่อยๆในฐานะพลเมืองที่มีมโนธรรมสำนึกในพันธสัญญาทางสังคมการเมือง

ประการที่สาม พุทธศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐตลอดมา นับแต่รัฐสมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ตอนต้นจนมาถึงปัจจุบัน ในอดีตที่การศึกษาถูกจำกัดอยู่ในวังกับวัด ผู้กุมอำนาจรัฐหรือคนชั้นสูงมีบทบาทอย่างสำคัญในการกำหนดว่าพระสงฆ์ควรสอนหลักธรรมอะไรแก่ชาวบ้าน ในแง่หนึ่งหลักธรรมที่พระสงฆ์หรือเจ้านายสั่งสอนอบรมชาวบ้านนั้น อาจช่วยให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นคนดี มีศีลธรรม ดำรงชีวิตที่มีความสุขตามอัตภาพ เช่น สอนให้รู้จักละเว้นอบายมุขต่างๆ มีศีล 5 รู้จักขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน ฯลฯ

ส่วนอีกในแง่หนึ่ง หลักธรรมที่เลือกมาสอนนั้นมีการประยุกต์อธิบายในลักษณะเป็นเครื่องมือในการปกครองของรัฐ เพื่อใช้ ปลูกฝัง ให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจงรักภักดีต่อรัฐ เช่น มีการสร้างความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือ สมมติเทพ การปกครองด้วยทศพิธราชธรรมของพระมหากษัตริย์เป็นการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้มุ่งตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินที่เคารพเชื่อฟังนับเป็นการร่วมบุญบารมีนั้นด้วย ความแตกต่างทางฐานะชนชั้นเป็นผลของการ ทำบุญ มาต่างกัน คนจนคนชั้นล่างเป็นคนประเภท บุญมาวาสนาน้อย คนชั้นบนคนมีอำนาจมีชีวิตอยู่อย่างอลังการสุขสบายตามระดับฐานันดร ราวกับออยู่บนสวรรค์ชั้นต่างๆ เป็นคนประเภท บุญหนักศักดิ์ใหญ่

คำสอนทางพุทธศาสนาทำนองนี้ เราอาจพบได้ตั้งแต่การอบรมในครอบครัว ในนิทาน วรรณคดี บทเทศนาของพระสงฆ์ในใบลาน ในหนังสือ บทประพันธ์ บทนิพนธ์หรือพระราชนิพนธ์ต่างๆ (เช่น ไตรภูมิพระร่วง เทศนาเสือป่า ฯลฯ)

จากกระบวนทัศน์ที่แยกธรรมออกจากโลก การเน้นสอนเฉพาะศีลธรรมของปัจเจกบุคคล ละเลยการสอนศีลธรรมทางสังคม และรัฐได้ใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือปลูกฝังให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเคารพเชื่อฟังอำนาจรัฐ จึงทำให้ชาวพุทธทั่วไปเมินเฉยต่อปัญหาทางโลก เห็นว่าการมาเกี่ยวข้องกับปัญหาสาธารณะเป็นเรื่องของกิเลส (เช่นมองว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก) ไม่ใช่เรื่องของคนดีมีศีลธรรมที่มุ่งสวรรค์นิพพาน และการถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าความไม่เสมอภาคของมนุษย์ เป็นผลของ บุญกรรม ของแต่ละบุคคล ทำให้ชาวพุทธนอกจากจะไม่ตั้งคำถามต่อโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจการเมืองที่อยุติธรรมแล้ว ยังมีทัศนคติสยบยอมและสนับสนุนโครงสร้างอันอยุติธรรมนั้นโดยปริยายและตลอดมา

อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวพุทธจำนวนหนึ่งที่มองเห็นปัญหาข้างต้นแล้วหันกลับไปหาพระไตรปิฎกอันเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า แล้วนำมาอธิบายประยุกต์ให้เห็นว่าศีลธรรมของปัจเจกบุคคล กับศีลธรรมทางสังคม และการต่อสู้เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมให้เกิดความเสมอภาคเป็นธรรม เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาไปด้วยกัน เช่น การเสนอทฤษฎี ธรรมมิกสังคมนิยม ของท่านพุทธทาสภิกขุ การศึกษาพุทธศาสนาด้วยทัศนะวิพากษ์และข้ามนิกายทางศาสนาพร้อมกับเสนอแนวคิด พุทธศาสนาเพื่อรับใช้สังคม ของ ส.ศิวรักษ์ และเครือข่าย บทบาทของนักสันติวิธีอย่าง พระไพศาล วิสาโล หรือนักต่อสู้เพื่อคนชั้นล่างอย่าง วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นต้น แต่ทว่าความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในทางที่ก้าวหน้าเช่นนี้นอกจากจะอยู่ นอกสายตา ของสถาบันพุทธศาสนาที่เป็นทางการ (ทั้งภาคพระสงฆ์และหน่วยงานราชการ) แล้ว บางครั้งยังเป็นที่หวาดระแวงและยากที่จะทำความเข้าใจหรือหาแนวร่วมสนับสนุนจากชาพุทธตามจารีตที่ถูกปลูกฝังให้มีกระบวนทัศน์ และความคิดความเชื่อผิดๆ (จากหลักการที่เป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา) มาอย่างยาวนาน

จากตัวอย่างปัญหาที่กล่าวมาประกอบกับพัฒนาการทางสังคมการเมืองยุคใหม่ที่ก้าวมาไกลมากแล้ว จึงทำให้ชาวพุทธกระแสหลักพลัดตก ขบวนรถพัฒนาการทางสังคมการเมือง เราจึงเห็นบทบาทของพระบางรูปออกมาเทศนาว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19 เห็นคณะสงฆ์กระแสหลักออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้บรรจุ พุทธศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญโดยอ้าง ความเป็นสังคมพุทธ เห็นกลุ่มสันติอโศกออกมาสนับสนุนการแบ่งฝักฝ่ายของคนในชาติอย่างเปิดเผย เห็นคณะธรรมยาตราออกมาเรียกร้องความเป็นชาตินิยมกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร และเห็นพระบางรูปร่วมถือธงเดินขบวนร่วมกับมวลชนเสื้อแดง ทั้งหลายทั้งปวงนี้ดำเนินไปโดยปราศจาก ปฏิกิริยา ใดๆจากมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของสถาบันสงฆ์

และในความแตกแยกที่ทำให้เกิดความรุนแรงในขณะนี้ นอกจากเราได้เคยเห็นภาพพระสงฆ์กว่าหมื่นรูปออกมาประกอบ พิธีทำบุญประเทศ ตามการนิมนต์ของ พล.ต.อ.สล้าง บุญนาค แล้ว เราแทบไม่เห็นการแสดงออกอย่างเป็นทางการของคณะสงฆ์กระแสหลักในการเรียกร้องสันติวิธี เพียงแต่เห็นการแสดงออกบ้างประปรายจากพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงบางรูป เครือข่ายชาวพุทธบางเครือข่าย แต่ก็ถือว่าน้อยมาก ยังไม่จริงจัง และไม่มีพลังเท่าที่ควรจะเป็น หรือให้สมกับที่เราเรียกสังคมตัวเองว่าเป็น สังคมพุทธ ที่รักสันติ ที่มีพุทธธรรมเสนอแนวทางสู่สันติภาพทางจิตใจและทางสังคมไว้อย่างชัดเจน ทว่าในสถานการณ์วิกฤต แนวทางแห่งสู่สันติภาพนั้นกลับมิได้มีกระบวนการนำเสนอที่ให้เห็นเป็นรูปธรรมและมีพลังทางสังคมอย่างแท้จริง

จึงถึงเวลาที่ชาวพุทธจะต้องเป็น ผู้ตื่น ให้ทัน ขบวนรถพัฒนาการทางสังคมการเมือง เพราะหากไม่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความเป็นธรรมและสันติ การดำรงอยู่ของพุทธศาสนาในสังคมยุคใหม่ก็แทบจะไร้ความหมาย และวาทกรรมที่ว่า สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ ก็จะใช้หลอกตัวเองและชาวโลกไม่ได้อีกต่อไป!