ที่มา มติชนออนไลน์
"จตุพร-นพดล" เต้นรีบโต้ "กษิต" กล่าวหา "แม้ว" อยู่เบื้องหลังสังหาร "สนธิ" ยันไม่เป็นความจริง เล็งฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท-เรียกร้องค่าเสียหาย หลัง "รมว.ต่างประเทศ" ปูดผ่านสื่อนอก ระบุอดีตนายกฯ มีส่วนเกี่ยวข้อง แถมยังมีอีก 4 รมต.ตกเป็นเป้าด้วย
"กษิต"หา"แม้ว"อยู่เบื้องหลังลอบสังหาร ทีม กม.ทักษิณขู่ฟ้องหมิ่น นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 22 เมษายน กรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงทำร้ายนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า เป็นธรรมดาของนายกษิตที่นึกอะไรไม่ออกก็จะโยนความผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องนี้แกนนำพันธมิตรเองยังบอกว่า กลุ่มคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองอย่าไปตกหลุมพลาง เรื่องนี้ลูกชายของนายสนธิก็พูดว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการทำนั้นมี 4 กลุ่ม แต่ตนไม่รู้ว่านายสนธิไปทำอะไรที่สร้างความเจ็บช้ำให้คนอื่นบ้าง และสิ่งที่นายสนธิบอกกับลูกชายว่าเป็นฝีมือของกลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงินนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก
ขณะที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงเรื่องเดียวกัน ว่า เป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงและเป็นการใส่ร้าย เพราะพ.ต.ท.ทักษิณต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง เป็นเรื่องของตำรวจต้องตรวจสอบว่าคนกลุ่มใดเป็นลงมือ ทีมกฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ใระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายกษิต ข้อหาหมิ่นประมาท คาดว่าจะดำเนินการได้ภายใน 1-2 วันนี้ อย่างนี้ต้องเรียกว่าปากพาจน หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ พิสูจน์ตัวเองในคดีอาญาแล้ว อาจมีการดำเนินคดีทางแพ่งกับนายกษิต เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์ รายงานว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวต่อที่ประชุมของ เอเชีย โซไซตี้ ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังเหตุลอบสังหารนายสนธิ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน และว่าจริงๆ แล้วตนมีนัดกับนายสนธิกินข้าวเที่ยงกันในวันเกิดเหตุ แต่นายสนธิกลับถูกลอบยิงเสียก่อน
นายกษิตยังอ้างสาเหตุที่ต้องการปลิดชีพนายสนธิว่า เป็นเพราะความล้มเหลวในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง จึงได้หันไปใช้วิธีการลอบสังหารแทน แต่นายกษิตไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพียงแต่เชื่อมั่นว่า ตนเองและรัฐมนตรีอีก 4 คน กำลังตกเป็นเป้าของการถูกลอบสังหาร
"ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมรู้สึกเหมือนถูกกักขัง รอบตัวผมเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัย" นายกษิตกล่าวและว่า หากมีการต่อสู้กันจนตายเกิดขึ้น พวกเราหลายคนอาจจะต้องกลายเป็นเถ้าถ่าน และยังคงเชื่อมั่นว่าเหตุรุนแรงที่ทำให้ประเทศไทยต้องหยุดชะงักลงนั้นจะสามารถยุติลงได้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 23, 2009
"จตุพร-นพดล"โต้"กษิต"ปัด"แม้ว"อยู่เบื้องหลังถล่ม"สนธิ" เตือน"แดง-เหลือง"อย่าตกหลุม
'อนุพงษ์' รับยิงสนธิ กระสุนทหาร ชี้ตรวจสอบยาก
ที่มา ไทยรัฐ
สั่งตรวจสอบด่วน กระสุนเล็ดลอดออกมาได้อย่างไร แต่เป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะกระสุนที่จ่ายไปมีจำนวนเป็นพัน เป็นหมื่นนัด ยันอีกทหารจำเป็นต้องใช้กระสุนจริงสลายเสื้อแดงหากคุกคามถึงชีวิต กองทัพทำทุกอย่างตามขั้นตอน เชื่อรัฐบาลชี้แจงต่อสภาฯได้?
ที่กองการบินกรมขนส่งทหารบก เวลา 07.00 น.ที่ผ่านมา (23 เม.ย.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่ากระสุนที่คนร้ายใช้ลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อนประชาธิปไตย (พธม.) เป็นกระสุนปืนเอ็ม 16 จากกองทัพภาคที่ 1 ว่า เป็นเรื่องของการประสานงานกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกองทัพ ซึ่งรายละเอียดหนังสือยังไม่ได้รับ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพาวุธทหารบก (สพ.ทบ.) และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้คุยกัน และรู้ว่า มีกระสุน 20 นัดที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยเป็นกระสุนจากปืน เอชเค จำนวน 17 นัด และกระสุนปืนจาก เอ็ม 16 จำนวน 3 นัด
ผบ.ทบ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้จากการตรวจสอบทราบกระสุนปืนเอ็ม 16 ทั้ง 3 นัด เป็นกระสุนที่แจกจ่ายจากกองทัพภาคที่ 1 ที่แจกจ่ายให้กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) อย่างไรก็ตาม พล.ร.9 มีหน่วยทหารมาก ซึ่งขณะนี้เมื่อรับทราบรายละเอียดจะตรวจสอบภายในว่ามีกระสุนเล็ดลอดออกมาได้อย่างไร แต่เป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะกระสุนที่จ่ายไปมีจำนวนเป็นพัน เป็นหมื่นนัด หากสมมติว่าแจกจ่ายกระสุนไป 10 หน่วยการล็อดรอดจึงยากต่อการตรวจสอบว่า เป็นหน่วยไหน และเท่าที่ทราบเป็นกระสุนที่มาจากการฝึกของกองพลทหารราบที่ 9
ส่วนโอกาสเล็ดรอดออกมาได้หรือไม่นั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างนี้จากหลักฐานก็ยืนยันได้ว่า แสดงว่ามีการรั่วไหลออกไป เรื่องนี้มีกฎระเบียบอยู่แล้วในการดำเนินการ ซึ่งผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับโทษตามระเบียบ
นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึงการอภิปราย 2 สภาเกี่ยวกับสถานการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในฐานะที่ทหารลงไปปฏิบัติหน้าที่การสลายการชุมนุมว่า ขั้นตอนการปฏิบัติทางรัฐบาล ได้กำหนดกรอบการปฏิบัติก่อนการปฏิบัติให้ทหาร และได้มีการกำหนดกรอบการปฏิบัติตามขั้นตอนให้กำลังพลโดยละเอียด และทางกองทัพได้เรียนให้กับฝ่ายการเมืองเพื่อนำไปชี้แจงในสภาแล้ว ซึ่งเป็นส่วนของทางการเมืองที่จะต้องแสดงความจริงให้กับสาธารณชนให้ทราบว่าขั้นตอนนั้นมีอย่างไร แต่ตนขอยืนยันว่า ขั้นตอนต่างๆ ไม่ได้ทำให้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บทาง รพ.ยืนยันว่า ไม่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนเอ็ม 16 ซึ่งขั้นตอนการปฏิบัติก็ได้ชี้แจงไปแล้ว กระสุนแบงค์ ยิงอย่างไร และกระสุนจริงจะใช้ในโอกาสใด
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาระบุว่า ใช้กระสุนจริงยิงกลุ่มคนเสื้อแดง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นในสภาว่าเขาชี้แจงอย่างไร อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติกระสุนจริง กำลังพลสามารถใช้ได้ หากถูกคุกคามโดยตรงต่อชีวิต ทหารเขาสามารถที่จะใช้ได้ โดยจะมีการสั่งการจากผู้ที่ใช้ และกำลังพลที่ใช้ก็จะอยู่ในรูปขบวนที่ไม่ใช่เข้าไปและดำเนินการโดยใช้กระสุนจริงเลยคงไม่ใช่? แต่ถ้าคุกคามโดยตรงต่อชีวิตก็น่าที่จะใช้ได้ แต่อยู่ที่เหตุการณ์ในขณะนั้นว่า คุกคามโดยการนำรถมาชนโดยตรงก็น่าจะใช้ได้ และจะต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง
?ผมไม่คิดอย่างท่านเลย ผมถือว่าเวทีสภาเป็นเวทีฝ่ายใช้อำนาจรัฐถูกกล่าวว่า ได้ปฏิบัติอย่างไร ก็ไปชี้แจงข้อเท็จจริงกับสังคมว่าเป็นอย่างไร ให้เกิดข้อเท็จจริงแก่สังคม การดำเนินการในขณะนี้ และยุติปัญหาได้โดยไม่สูญเสียน่าจะเป็นสิ่งที่สังคมได้รับ ทุกฝ่ายพยายามทำอย่างดี ก็ไปชี้แจงกันให้เกิดความเข้าใจ ถ้าใครคิดไปโต้ไปเถียงกัน หรือไปกล่าวหาเลือนลอยไม่เกิดประโยชน์กับสังคม ทุกคนจะต้องดูเอาเองว่าการดำเนินการเป็นอย่างไร?ผบ.ทบ.กล่าว
ส่วนทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะยุติกันในสภาใช่หรือไม่นั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ทุกคนก็หวังอย่างนั้น การที่จะสามารถพูดคุยกันได้ตามกลไกปกติก็น่าจะลดความสับสน หรือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น ถ้าทุกอย่างพูดกันในสภาที่มีกฎ มีระเบียบ ต่างคนต่างก็ยอมรับได้ ถ้าออกมาข้างนอกอย่างน้อยที่สุดก็จะมีผลกระทบต่อมิติอื่น เช่นทางด้านเศรษฐกิจ เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ที่จะมีกลุ่มใต้ดินที่จะสร้างความปั่นป่วนหลังจากนี้ ตามที่นายจักรภพ เพ็ญแข ให้สัมภาษณ์ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คิดเหมือนกันกับท่านทั้งหลาย เมื่อถามถึงการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่าเป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองดีกว่า มันจะได้ไม่สับสน เพราะผู้ที่ตัดสินใจใช้ และเลิกใช้นั่นคือทางการเมือง ดังนั้นการเมืองจะมีข้อพิจารณาว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกและเพื่อไม่ให้เกิดความสับสบต้องให้ผู้รับผิดชอบเป็นผู้ตัดสินใจ
นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ปฏิเสธให้ความคิดเห็นกรณีการนิรโทษกรรม โดยระบุว่า ตนไม่ขอพูด เพราะพูดไปจะทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะมันมากคน และคนที่พูดมีแต่ความเห็น คนที่ตัดสินคือคนที่อยู่ในสภา ถ้าตัดสินแล้วคนก็จบ
Bloomberg: กษิต ระบุทักษิณ วางแผนฆาตกรรม เพื่อกลับคืนสู่อำนาจ
ที่มา ประชาไท
22 เมษายน 52 บลูมเบิร์ก-รัฐมนตรีต่างประเทศไทยกล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในวางแผนพยายามฆาตกรรม เพื่อกลับคืนสู่อำนาจ
อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ “ได้ใช้วิธีการบางลักษณะในการพยายามฆาตกรรม” กษิต ภิรมย์ กล่าวในการปาฐกถาที่ “เอเซีย โซไซตี้” ที่กรุงนิวยอร์คเมื่อวานนี้ ส่วนนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกของทักษิณไม่ได้รับโทรศัพท์เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม
การกล่าวหาของนายกษิตครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำผู้ประท้วงต่อต้านทักษิณได้รับบาดเจ็บเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และการกล่าวหาดังกล่าวอาจเป็นการยั่วยุฝ่ายสนับสนุนทักษิณ ในขณะที่รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะนำความปรองดองกลับคืนมาผ่านการปฏิรูปการเมือง โดยในวันนี้ สมาชิกรัฐสภาเปิดประชุมรัฐสภา 2 วันเพื่ออภิปรายการประกาศ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน และการจับกุมคุมขังผู้ชุมนุมประท้วง
นายกษิต กล่าวเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเขาว่า ฝ่ายรัฐบาลที่ตกเป็นเป้าหมายนี้รวมไปถึงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวานิชย์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็เป็นคนหนึ่งในผู้ที่ตกเป้าหมายของอดีตนากรัฐมนตรี เขากล่าว
“ในตอนนี้ พวกเราทั้ง 5 คนได้รับการคุ้มครองอย่างดีโดยกองกำลังความมั่นคง” นายกษิต กล่าวในการปาฐกถาซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ “เอเซีย โซไซตี้” และ “ทักษิณกำลังสู้ถึงตาย”
นายอภิสิทธิ์ ผู้ที่รถยนต์ของเขาถูกโจมตีโดยผู้ประท้วงที่สนับสนุนทักษิณสองครั้งในเดือนเดียว เขายังคงพ.ร.ก.ภาวะฉุกเฉินในกรุงเทพและจังหวัดโดยรอบไว้นับตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน โดยตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาที่กราดยิงรถของนายสนธิกว่า 50 นัด
รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับกรณีการยิงนายสนธิ และการคุกคามคนในรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวานนี้
การตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง
“ศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างการดำเนินการประสานรายงานต่างๆ จากหน่วยข่าวกรองเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง” เขากล่าวทางโทรศัพท์ และ “การคุ้มครองนายกรัฐมนตรีเป็นความตื่นตัวขั้นสูงสุด”
ตำรวจของไทยยังไม่ได้ข้อสรุปว่าอะไรเป็นแรงจูงใจในการพยายามสังหาร พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ ในฐานะโฆษก บช.น.กล่าวทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าว ทั้งนี้นายสนธิเป็นผู้ที่ประท้วงให้ทักษิณพร้อมกับฝ่ายของทักษิณอีก 2 คนให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายสนธิผู้ดำเนินการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เขาซึ่งถูกโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงของ 193 วันของการประท้วงเมื่อปีที่แล้ว
“เรายังได้ข้อสรุปใดๆ ในเรื่องแรงจูงใจ” พล.ต.ต.สุพร กล่าว “มันอาจเป็นเรื่องส่วนตัว หรือว่าเป็นเรื่องการเมือง เราไม่สามารถตัดเรื่องใดทิ้งไปได้”
กษิต อดีตเอกอัคราชฑูตไทยประจำสหรัฐและญี่ปุ่น กล่าว “นาวิกโยธินพร้อมด้วยอาวุธครบมือสิบนาย” ให้การคุ้มครองความปลอดภัยแก่เขา และเขาพักใน “เซฟเฮ้าส์สองหรือสามแห่ง”
การยึดสนามบิน
ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ปลดนายกษิตออกจากตำแหน่งด้วยจากการมีส่วนในการปิดสนามบินเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนำไปสู่ปลดฝ่ายทักษิณออกจากตำแหน่ง
ทักษิณ ผู้ซึ่งหนีออกนอกประเทศปีที่แล้วเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินจำคุก 2 ปีในเรื่องการคอรัปชั่นในช่วงที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีจากปี 2001 ถึง 2006 เขาใช้เวลาในดูไบและฮ่องกง ส่วนประเทศไทยกำลังหาวิธีการพิเศษและขอให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานสากลหยุดยั้งเขา
ทักษิณนำการประท้วงต้านรัฐบาลจากที่ห่างไกลๆ ซึ่งนำสู่ความรุนแรงในวันที่ 11 เมษายนเมื่อผู้ประท้วงบีบบังคับให้ยกเลิกการประชุมผู้นำอาเซียน ผู้ชุมนุมโจมตีรถยนต์ของนายกรัฐมนตรี ปิดถนนและจุดไฟ โดยนายอภิสิทธิ์ประกาศใช้อำนาจภายใต้ภาวะฉุกเฉิน และกองกำลังทหารก็ทำให้การประท้วงสิ้นสุดลงในสองวัน พร้อมกับมีการจับกุมแกนนำสำคัญๆ
รัฐบาลมีแผนที่จะยกเลิกภาวะฉุกเฉิน “ภายในเวลาไม่กี่วัน” นายปณิธาน กล่าว
ที่มา:
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=aoqXCnTmntzw&refer=home
‘เฉลิม’ ฉะรัฐบาลไม่มีเหตุประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้ขั้นตอนไม่ถูกต้อง ลุ้นศาลอาญามีคำสั่งวันนี้
ที่มา ประชาไท
(22 เม.ย.52) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวอภิปรายในประเด็นการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงของรัฐบาลว่า นายกฯ ได้ประกาศ พ.ร.ก.นี้ที่กระทรวงมหาดไทย โดยที่ในกรุงเทพมหานครนั้นยังไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เลย นอกจากการปิดถนนบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ดินแดง และชุมนุมกันอยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล ส่วนการเกิดเหตุทุบรถที่กระทรวงมหาดไทย และทำร้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์นั้น เกิดขึ้นหลังจากนายกฯ ประกาศ พ.ร.ก.แล้ว ทั้งนี้ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินตาม มาตรา 5 ทำให้ประชาชนเสียสิทธิ 6 ข้อ แต่นายกฯ กลับประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินหลายแรงพ่วงมาตรา 11 ซึ่งทำให้ประชาชนเสียสิทธิเพิ่มอีก 10 ข้อด้วย
เขากล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการสั่งดำเนินคดีแกนนำกลุ่มเสื้อแดง โดยอาศัย กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งควบคุมตัวได้ 48 ชั่วโมง เมื่อไปถึงศาลมีการยื่นคำร้องขอฝากขัง 2 ชุด ชุดหนึ่งฝากขังตาม ป.วิอาญา 12 วัน อีกชุดหนึ่ง ฝากขังตาม พ.ร.ก.7 วัน สาระสำคัญ คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นมีเจตนารมณ์ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพราะผู้กระทำผิดบางคน ทางการสงสัยแต่ไม่มีหลักฐานดำเนินคดีอาญา จึงใช้ พ.ร.ก.นี้ควบคุมตัวได้ 7 วันและสามารถต่อทีละ 7 วันได้จนครบ 30 วัน แต่การจะควบคุมตัวได้ต้องขอศาลก่อนคุม ไม่ใช่คุมตัวก่อนแล้วจึงขอศาลดังที่เป็น นอกจากนี้การคุมตัวยังห้ามปฏิบัติกับบุคคลนั้นเหมือนผู้ต้องหาด้วย ขณะที่กรณีนายวีระ นายอริสมันต์ นายณัฐวุฒิ ตำรวจควบคุมตัวและแจ้งข้อกล่าวหาหลายข้อหา ซึ่งเท่ากับรู้แล้วว่าผิดอะไร ในส่วนของนายอริสมันต์มีความพยายามถอนประกัน เป็นใครก็จำเป็นต้องหนี เพราะเท่ากับรัฐบาลกำลังจะขังฟรี 30 วัน
“ไม่มีรัฐบาลประชาธิปไตยที่ไหนเขากระทำแบบนี้กับผู้ชุมนุม มีแต่รัฐบาลที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ทำได้”
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทนายฝ่ายผู้ต้องหาได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญารัชดาว่ารัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงโดยไม่ชอบ ซึ่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เบิกความว่าไม่อยู่ในที่ประชุม และไม่ได้เอกสารอะไรจากนายกฯ นายกฯ เพียงแต่การแจ้ง ครม.เมื่อ17 เม.ย.ที่ผ่านมาว่าได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง แม้พรุ่งนี้ (23 เม.ย.) ศาลจะมีคำสั่งในเรื่องนี้ แต่ในฐานะกฎหมายต้องแสดงความเห็นว่า นายอภิสิทธิ์อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติกฎหมายใดที่คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศไปเมื่อ 12 เม.ย.ได้ต่อไป
เท่าที่ดูเลขาธิการ ครม.ชี้แจงทางช่อง 11 ระบุว่าอาศัย พ.ร.ฎ.ปี 48 มาตรา 8 วรรคสองที่ออกตามมาตรา 3 ของพ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน มีใจความว่า การประชุม ครม.ถ้านายกฯ เห็นว่าต้องเก็บเรื่องการประชุมเป็นความลับให้ร่วมประชุมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม พ.ร.ฎ.ปี 48 อาศัยอำนาจตามมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งขณะนี้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 40 นั้นไม่เหลืออยู่แล้ว เพราะถูกทหารทำการปฏิวัติ ฉีก รธน.ทิ้งไป และใน พ.ร.ฎ.ยังระบุให้การประชุมคณะรัฐมนตรีในกรณีปกติดำเนินการเข้าร่วมได้เมื่อมีรัฐมนตรีร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของครม.ที่มีอยู่ และหากมีกรณีฉุกเฉิน กรณีจำเป็นต้องรักษาความลับ นายกฯ จะพิจารณาเรื่องอะไรเป็นความลับก็ให้พิจารณาร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แต่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นข่าวทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องต้องรักษาความลับ เช่น การลดค่าเงินบาท ขึ้นภาษีสรรพสามิต
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า นอกจากนี้การกระทำของนายอภิสิทธิ์ยังขัดกับบทบัญญัติ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 5 ที่สรุปได้ว่ากรณีสถานการณ์ฉุกเฉินจะเกิดภัยพิบัติกับบ้านเมืองให้นายกฯ ประกาศภาวะฉุกเฉินได้ โดยหลักการกำหนดว่าต้องขอความเห็นชอบจาก ครม.ให้ประกาศ แต่หากเป็นกรณีจำเป็นจริงๆ ให้นายกฯ ประกาศได้ แต่หลังจากนั้นต้องให้ ครม.เห็นชอบ ภายใน 3 วัน อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันนี้นายกฯ ยังไม่ได้ให้ครม.เห็นชอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแต่อย่างใด ทำให้ พ.ร.ก.ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย แต่นายอภิสิทธิ์กลับยังคงไว้ซึ่งอำนาจตาม พ.ร.ก.จากการให้สัมภาษณ์ในหลายที่ ดังนั้น จึงต้องรอดูคำสั่งศาลอาญาในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) เวลา 13.30 น.ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร การออกพ.ร.ก.นี้ชอบหรือไม่
“ทุกมาตราที่มีอยู่ต้องให้ ครม.เห็นชอบ เพราะอำนาจตาม พ.ร.ก.นี้เหมือนอำนาจคณะปฏิวัติในอดีต” เขากล่าว และยังกล่าวด้วยว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงนี้ ยังทำให้นักลงทุนไม่กล้ามาลงทุน เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของไทยอย่างไม่น่าให้อภัย
The Independent : ประเทศไทยควรจดจำบทเรียนของเนปาล
ที่มา ประชาไท
กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ |
ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ
ที่มา: แปลจาก “Thailand should remember Nepal”, The Independent’s Leading article, Monday, 13 April 2009
สถานการณ์อลหม่านในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยซึ่งรัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินภายหลังการประท้วงที่ทำให้ต้องยกเลิกการประชุมสุดยอดอาเซียน จะนำไปสู่การเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเนปาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ประเทศเนปาล รัฐบาลอนุรักษ์นิยมกษัตริย์ที่ถูกโจมตี ค่อยๆ ถูกดูดกลืนโดยการประท้วงของประชาชน ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติเหมาอิสต์และการล้มระบอบกษัตริย์
ในประเทศไทย สถาบันกษัตริย์ได้รับความนิยมมากกว่า ขณะที่การปฏิวัติของประชาชนกระจัดกระจายไม่เป็นเนื้อเดียวกันมากกว่า อย่างไรก็ตาม มีการนำมาเปรียบเทียบกัน อย่างแรกคือ ผู้นำของไทยที่ถูกกำจัดออกไปเมื่อปี 2549 ด้วยความเห็นชอบของราชสำนัก แม้ไม่ได้เป็นผู้นิยมลัทธิเหมา แต่ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นผู้ที่จะไม่หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาของสงครามชนชั้นอย่างแน่นอน ส่วนเป้าหมายแห่งความกริ้วโกรธของนายทักษิณ คือรัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเจตนารมณ์เบื้องต้นของรัฐบาลนี้คือการแสดงความจงรักภักดีกับราชวงศ์ แต่เจตนารมณ์นี้กลับกลายเป็นผลร้ายกับชื่อเสียงของประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐบาลนี้ขึ้นสู่อำนาจ เพราะมีประชาชนจำนวนมากถูกจับกุมในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
นายอภิสิทธิ์ไม่อาจกล่าวอ้างถึงศีลธรรมสูงส่งได้เมื่อเขาประนามการประท้วงของฝูงชนที่สร้างความอับอายให้กับเขา ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของเขาดูน่าเคลือบแคลง เขาได้อำนาจบริหารมาจากการประท้วงบนท้องถนนที่ต่อต้านพรรคที่ชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2551 ซึ่งรู้กันว่าเป็นพรรคตัวแทนของทักษิณ ตอนนี้เขากำลังถูกข่มขู่ด้วยวิธีการเดียวกับที่ทำให้เขาขึ้นสู่อำนาจได้ ขณะที่ประเทศไทยกำลังอ่อนเปลี้ยเพราะรายได้ที่สำคัญจากการท่องเที่ยวหดหาย ส่วนสถาบันกษัตริย์ที่รัฐบาลนี้เข้ามาปกป้องก็กำลังสูญเสียความนิยมที่เคยได้รับในอดีต
ในการทำความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทางราชสำนัก, กองทัพ และชนชั้นนำในเมืองควรเลือกที่จะพยายามอยู่ร่วมกับกลุ่มคนจำนวนมากที่ชื่นชอบทักษิณ ตอนนี้คนเหล่านี้ไม่มีความโชคดีเช่นนั้นแล้ว พวกเขายากที่จะได้เห็นทักษิณกลับมาสู่ชัยชนะทั้งในฐานะวีรบุรุษและเผด็จการ
ในอีกด้านหนึ่ง โอกาสที่นายอภิสิทธิ์จะจัดการปัญหานั้นดูมีอยู่น้อยนิด ทางออกเดียวคือการเลือกตั้งใหม่ซึ่งฝ่ายผู้ที่เห็นอกเห็นใจทักษิณจะได้รับชัยชนะ ทางออกอื่นที่มี เป็นเส้นทางเดียวกับที่ประเทศเนปาลใช้ในการปฏิวัติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บรรดาผู้ปกครองของประเทศไทยจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในอดีตราชอาณาจักรในหุบเขาหิมาลัยนี้ และประนีประนอมได้ทันเวลา
คนไทยในอังกฤษ-สหรัฐ เคลื่อนไหวร่อนจดหมายต่อกรณีปัญหาการเมืองไทย
22 เม.ย.52 ทีมข่าวไทยอีนิวส์รายงาน ว่าคนไทยในอิลลินอยส์ในนามชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทย อิลลินอยส์ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกส่งถึง มร.โรเบิร์ต วู๊ด โฆษกรัฐบาลสหรัฐฯ ลงวันที่ 19 เม.ย.52 โดยเนื้อหาได้แสดงความผิดหวังที่ทางรัฐสหรัฐฯ ด่วนใจที่จะออกจดหมายแสดงท่าทีเลือกข้างรัฐบาล และประณามฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยคนเสื้อแดง กรณีที่เกิดเหตุรุนแรงในกรุงเทพฯ
ในจดหมายดังกล่าวบรรยายว่าท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ข้อมูลต่างๆ ยังไม่ครบถ้วนว่าฝ่ายใดกันแน่ที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดเหตุรุนแรง และเกิดขึ้นในขณะที่มีผู้ที่ถูกกระสุนจากอาวุธปืนทั้งๆ ที่กองทัพอ้างว่าได้แต่ยิงปืนขึ้นฟ้า
สิ่งที่ทำให้คนไทยรักประชาธิปไตยผิดหวังยิ่งขึ้นไปอีก คือ กรณีที่สหรัฐฯ ก็ไม่มีทีท่านำพาใดๆ ต่อพวกเสื้อเหลืองที่ถึงขั้นจัดตั้งกองกำลังของตัวเอง และชี้ให้เห็นว่าการประท้วงที่พัทยาได้มีพวกมือที่สามเข้ามาก่อสถานการณ์
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้เขียนสงสัยในนโยบายที่รัฐบาลชุดใหม่ได้ประกาศโดยเฉพาะการเน้นต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และถามกลับไปยังคนอเมริกันว่า “ถ้าบ้านเมืองท่านเองถูกรัฐประหาร ท่านเองจะนิ่งเฉยอยู่หรือ? ท่านคิดว่าคนอเมริกันจะไม่มีทีท่าเช่นเดียวกับที่คนเสื้อแดงเขาทำหรือเมื่อเสียงของพวกท่านถูกจำแนกว่าเป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง”
ท้ายสุดจดหมายดังกล่าวได้ชี้ว่า สื่อมวลชนไทยในขณะนี้ได้กลายมาเป็นเครื่องมือโพรพาแกนด้าไปแล้ว และเห็นว่าการที่คนไทยและอเมริกันจำนวนมากสนับสนุนนายโอบาม่าเป็นเพราะพวกเขาต้องการความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเช่นเดียวกับที่ประเทศไทยเองก็ต้องการความเปลี่ยนแปลง โดยหวังว่ารัฐบาลอเมริกันจะมีส่วนช่วยในกระบวนการประชาธิปไตยดังกล่าวนี้
นอกจากนั้นทีมข่าวไทยอีนิวส์ ยังได้รายงานถึงจดหมายเปิดผนึกจากกลุ่มคนไทยในสหราชอาณาจักร (UK) ถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์และยูเอ็น กรณีสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง โดยระบุว่าจดหมายฉบับดังกล่าว ถูกส่งวันนี้ (22 เม.ย.52) จ่าหน้าถึงนายอภิสิทธิ์และรัฐบาล เตือนให้เห็นถึงประเด็นทางสิทธิมนุษยชนในกรณีการจับกุมตัวแกนนำคนเสื้อแดงและคนเสื้อแดงอีกอย่างน้อย 19 คน ที่ถูกจับกุมตัวโดยปราศจากการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง
ในขณะเดียวกันก็ได้มีจดหมายอีกฉบับหนึ่งถูกส่งคู่ขนานไปยังองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้มาดูแลเรื่องสิทธิเสรีภาพมนุษยชน ในกรณีที่แกนนำและคนเสื้อแดงอีกสิบเก้าคนถูกจับกุมตัวโดยปราศจากสิทธิพื้นฐานของพลเมือง
คลิกอ่านที่ :
http://thaienews.blogspot.com/2009/04/blog-post_9966.html
http://thaienews.blogspot.com/2009/04/blog-post_22.html
ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 23 เมษายน 2552
ที่มา ประชาไท
การเมือง
สตช.สรุปคดี “เสื้อเหลือง” 240 คดี –“เสื้อแดง” 103 คดี
มติชนออนไลน์ - เมื่อวันที่ 22 เมษายน กองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สรุปคดีเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2552 ระบุว่า คดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กลุ่มเสื้อเหลืองถูกแจ้งความทั้งหมด 240 คดี ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) 109 คดี,กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) 47 คดี ,บช.ภ. 2 จำนวน 19 คดี ,บช.ภ.3 จำนวน 15 คดี,บช.ภ.4 จำนวน 10 คดี,บช.ภ.5 จำนวน 36 คดี ,บช.ภ.9 จำนวน 1 คดี ส่วนกรณีกลุ่มพันธมิตรร้องทุกข์กล่าวโทษคนอื่นมี 30 คดี
สำหรับคดีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มเสื้อแดง ถูกร้องทุกกล่าวโทษทั้งหมด 103 คดี ใน บช.น. 54 คดี เป็นช่วงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,บช.ภ.1 จำนวน 8 คดี กรณีทุบรถนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี,บช.ภ.2 จำนวน 3 คดี กรณีขัดขวางการประชุมอาเซียน,บช.ภ.3 จำนวน 2 คดี,บช.ภ.4 จำนวน 9 คดี,บช.ภ. 5 จำนวน 27 คดี บางส่วนอยู่ระหว่างการสอบสวน บางส่วนเสร็จแล้ว
ศาลอนุญาตให้ควบคุมแกนนำ นปช. ต่ออีก 7 วัน
เว็บไซต์แนวหน้า - เมื่อเวลา 13.30 น.ศาลได้เตรียมสอบถามแกนนำ นปช. ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1(บก.ตชด.) คลอง 5 จ.ปทุมธานี ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเร้นซ์ แต่เนื่องจากระบบสัญญาณขัดข้อง จึงต้องนำตัวแกนนำ นปช.เดินทางโดยรถยนต์สายตรวจหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ (191) จำนวน 6 คัน เดินทางมาศาล. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยนายจาก สน.ใกล้เคียงมาควบคุมสถานการณ์อย่างเข้มงวด โดยไม่ปรากฎกลุ่มบุคคลเสื้อแดงเดินทางมาศาล มีเพียงภรรยา และญาติของแกนนำ นปช.ทั้งสามเดินทางมาให้กำลังใจ
ต่อมาที่ห้อพิจารณาคดี 801 เวลา 15.00 น. ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์โดยอ่านและอธิบายคำร้องขอขยายเวลาควบคุมตัวของพนักงานสอบสวน พร้อมทั้งให้แกนนำ นปช. ทั้งสามอ่านคำร้องก่อนสอบถามซึ่งแกนนำ นปช.ทั้งสาม แถลงขอคัดค้านโดยอ้างทำนองเดียวกันว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นกยกรัฐมนตรี ได้ประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในวันที่ 12 เม.ย. แต่ไม่ดำเนินการผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีภายใน 3 วัน แต่อาศัยความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งความเห็นดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และพวกตนยืนยันให้การชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา ไม่ให้ใช้อาวุธ ต่อเจ้าหน้าที่ และยังมีบุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงการชุมนุม โดยพวกตนสั่งให้ให้มีการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ชุมนุม โดยขอใช้อิสรภาพเพื่อปกป้องผู้ชุมนุม แต่ขอสงวนสิทธิในการปกป้องอิสรภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับผู้ชุมนุมกลุ่มอื่น ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ฉุกเฉินได้ผ่านพ้นไปแล้วด้วย
ศาลพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงปรากฏว่าทั้งสามได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัว อ้างว่าถูกควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวน และศาลยังมิได้มีคำสั่งว่า การควบคุมตัวทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยังฟังไม่ได้ว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่า ทั้งสามเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดชุมนุม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก และมีบุคคลภายนอกแทรกแซง แต่ขณะนี้ยังมิได้มีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นเพื่อป้องกันมิให้ทั้งสามกระทำการใด ๆ อันอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นอีก และเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรง ตามความในมาตรา 11(1) แห่ง พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กรณีจึงมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวทั้งสามไว้ เอประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปอีก 7 วัน จนถึงวันที่ 29 เม.ย.ตามคำร้องขอ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวแกนนำ นปช.ทั้งสามขึ้นรถยนต์กลับไปควบคุมไว้ที่ บก.ตชด.ภาค 1 ต่อไป
รวมแกนนำ “เสื้อแดง” ต่างจังหวัดเข้ามอบตัว 22 เม.ย.
มติชนออนไลน์ - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกออกหมายจับในจังหวัดต่างๆ ทยอยเข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ชลบุรี น.ส.จินดาภา ธนหัตถชัย หรือซ้อโอ่ง อายุ 47 ปี นายวันเฉลิม กุนเสน และนายสมญศฆ์ พรมภา อายุ 47 ปี ฐานร่วมกันทุบรถของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขณะเดินทางกลับจากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา เข้ามอบตัวกับ พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เงามุข รอง ผบก. หัวหน้าชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2
ที่ สภ.สารภี จ.เชียงใหม่ นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ มอบตัวกับพนักงานสอบสวนข้อหามั่วสุมเกิน 10 คน ปลุกระดมคนให้ปิดถนน ให้การปฏิเสธแล้วประกันตัวออกไป จากนั้น ไปมอบตัวต่อ สภ.แม่ปิง และ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ มีนางกัญญาภัค มณีจักร และนายภูมิใจ ไชยยา ผู้ต้องหาตามหมายจับอีก 2 คน รอมอบตัวด้วย
ขณะที่ พล.ต.ต.ธรรมนูญ เพชรบุรีกุล ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก แถลงว่า ประสานให้ตำรวจ สภ.ช้างเผือก เชียงใหม่ ตามจับนายอภิชาต อินสอน อยู่ที่ 70/6 หมู่ 1 ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ตามหมายจับศาลแขวงจังหวัดพิษณุโลก วันที่ 21 เมษายน พร้อมกับหมายจับซึ่งเป็นหมายจับตามภาพอีก 3 หมาย ให้นำตัวส่ง สภ.พิษณุโลก ฐานความผิด ใช้กำลังทำร้ายนายอดิศร ธีรศานติพันธ์ และนางมธุรส ธีรศานติพันธ์ หลังเกิดกลุ่มเสื้อแดง หรือ กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ทำร้าย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เหตุเกิดที่ถนนสนามบินพิษณุโลกช่วงเคลื่อนไหวต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 3
ส.ส.ร.50ยื่นสอบคุณสมบัติ “ชัย” ขาดคุณสมบัติส.ส.สัดส่วน
มติชนออนไลน์ - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 22 เม.ย. นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) 50 เข้ายื่นหนังสือต่อนายพีระพันธุ์พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย เพื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องเกรงว่าจะขาดการเป็นสมาชิกภาพภายหลังการยุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 106 วงเล็บ 2-11 ระบุให้ประธานสภาฯ ต้องประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วนลำดับถัดไปของพรรคการเมือง เพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างลงและต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน 7 วันนับแต่ตำแหน่งว่างลง เว้นแต่ไม่มีบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วนเหลืออยู่ จึงให้คงจำนวนแบบสัดส่วนเท่าที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในกรณีการยุบพรรคนี้จึงไม่สามารถเลื่อนผู้สมัครลำดับถัดไปแทนได้
“มาตราที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้พูดคุยกันใน กมธ.ของส.ส.ร.แต่นักวิชาการที่เป็นส.ส.ร.กลับไม่ออกมาบอกสังคมว่าการทำหน้าที่ของนายชัยไม่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้นายชัยที่เป็น ส.ส.แบบสัดส่วนจึงถือว่าขาดสมาชิกภาพ และการทำหน้าที่ต่างๆ ในรัฐสภานับจากวันยุบพรรค ทั้งการโหวตนายกฯ การแถลงนโยบาย และการประชุมต่างๆ จึงถือว่าเป็นโมฆะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเป็นนายกฯ เถื่อนและรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นรัฐบาลเถื่อน ซึ่งผมจะเดินหน้ายื่นต่ออัยการสูงสุดให้ดำเนินการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญต่อไป” นายเศวต กล่าว
นายพีระพันธุ์ กล่าวภายหลังการรับหนังสือว่า จะนำเรื่องนี้เสนอต่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธานส.ส.พรรคฯ ต่อไป
ตร.สั่งเฝ้า “เสื้อแดง” ทำบุญสามเหลี่ยมดินแดง
มติชนออนไลน์ - เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 22 เมษายน พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผบช.น.ในฐานะ โฆษก บช.น.กล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงจะทำบุญที่สามเหลี่ยมดินแดง ในวันที่ 23 เมษายน ว่า กอฉ.ตร.สั่งให้ตรวจสอบและดูแล การทำบุญอุทิศส่วนกุศลคงได้ แต่หากมีการชุมนุมทางการเมืองแอบแฝงคงไม่ได้ เ พราะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ไม่น่ามีมือที่ 3 ส่วนกลุ่มเสื้อแดง 20 คน ที่ถูกออกหมายจับคดีทุบรถนายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย ยังไม่ติดต่อมอบตัว ให้ รอง ผบช.น. แต่ละคนรับผิดชอบการสืบสวนจับกุมและรายงานความคืบหน้าเวลา 18.00 น.ของทุกวัน
นอกจากนี้ พล.ต.ต.สุพร กล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า บก.น.6 จะดูแลเป็นพิเศษ พร้อมเพิ่มกำลังสายตรวจ 191 เข้าไปตรวจตราเป็นพิเศษ
ผู้ว่าฯสมุทรสาครห้าม “เสื้อแดง” ตั้งเวทีหน้าศาลากลาง
มติชนออนไลน์ - นายวีระยุทธ เอี่ยมอำภา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงจากหลายจังหวัด รวมกว่า 1,000 คน ได้นัดรวมตัวกันขึ้นเวทีปราศรัย ที่จังหวัดสมุทรสาคร ในวันเสาร์ที่ 25 เมษายน นี้ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเคยทำหนังสือขออนุญาตใช้สนามหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร เบื้องต้นได้พิจารณาแล้วว่าไม่อนุญาต เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการ แต่ก็ไม่ได้ห้ามมีการชุมนุมในจังหวัดสมุทรสาคร ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มคนสีใดก็ตาม เนื่องจากเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากผู้ชุมนุมต้องการจัดเวทีปราศรัยจริงก็ต้องหาสถานที่อื่นไม่ใช่สถานที่ราชการ
ส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม ล่าสุดได้มีการจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ราว 500 นาย เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าควบคุมพื้นที่ เพื่อป้องกันมือที่สามแฝงตัวเข้ามาก่อความวุ่นวาย จนทำให้เกิดเหตุบานปลาย พร้อมประสานขอความร่วมมือจากกำลังทหารค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน แต่ให้ตรึงกำลังอยู่ในที่ตั้งก่อน ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น กำลังของทหารก็จะไม่ออกมายุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังได้กำชับเจ้าหน้าที่ ให้ตรวจอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ ของคนที่จะเข้าร่วมชุมนุมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุจลาจลที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมขอความร่วมมือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำท้องถิ่นทุกแห่ง ให้ร่วมกันสร้างความเข้าใจแก่พี่น้องประชาชน รักษาความสงบสุขของบ้านเมือง และปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ
ตร.เผยพบหัวกระสุนยิง “สนธิ” ตกอยู่ที่แบงก์ชาติ
มติชนออนไลน์ - เมื่อเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หักฐานมาตรวจสอบที่เกิดเหตุลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บริเวณหน้าปั๊มคาลเท๊กซ์ ใกล้แยกบางขุนพรม อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นการตรวจตามคำสั่งของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. ในประเด็นระยะเบรกของรถ และแนววิถีกระสุน โดยเจ้าหน้าที่ใช้ตลับเมตรวัดและบันทึกข้อมูลเพื่อใช้คำนวณตามหลักคณิตศาสตร์
จากนั้นได้เข้าตรวจสอบหัวกระสุนในห้องประชุม 5 อาคารหม่อมลม้าย ที่อยู่ภายในที่ทำการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุลอบยิงประมาณ 500 เมตรเศษ โดยตึกดังกล่าวเป็นทรงยุโรป สูง 2 ชั้น บนชั้น 2 หน้าห้องประชุม 5 ที่วงกบหน้าต่างทำด้วยไม้หนา 5 นิ้วถูกลูกกระสุนเจาะทะลุ อานุภาพหัวกระสุนยังเจาะผ่านกระจกหน้าห้องประชุม แล้วไปกระทบผนังปูนอีกฝั่งของห้อง ก่อนกระสุนจะหมดแรงส่งตกอยู่กับพื้น
เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานคนหนึ่ง กล่าวว่า หัวกระสุนที่พบเป็นลูกกระสุนปืนอาร์ก้า สภาพเกือบสมบูรณ์ ทั้งนี้กระสุนที่ยิงจากปืนอาร์ก้า มีความเร็ว 760 เมตร ต่อวินาที เร็วกว่าความเร็วเหนือเสียง 2 เท่า และสามารถไปได้ไกลกว่า 1 กิโลเมตร ส่วนสาเหตุที่ต้องมาตรวจเพราะทางธนาคารแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ไปแจ้งว่าแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดและพบหัวกระสุนดังกล่าว จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนต่อไป
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายสนธิ เตรียมเปิดแถลงข่าวร่วมกับแกนนำพันธมิตรฯ ทันทีที่ออกจากโรงพยาบาลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาที่แน่นอน
“สมศักดิ์” จี้รบ.พิสูจน์การทำงาน-เร่งสางคดียิง “สนธิ”
มติชนออนไลน์ - นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้รัฐบาลได้เร่งรัดดำเนินการจับกุมคนร้ายที่ลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยระบุว่าจะเป็นการพิสูจน์ว่ารัฐบาลมีความแข็งแกร่งในการทำงานมากน้อยเพียงใด ส่วนที่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น ตนยืนยันว่าพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ซึ่งส่วนตัวมองว่านักการเมืองไม่ได้เป็นบุคคลพิเศษ หากใครกระทำผิดก็จะต้องรับโทษ โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับนายสนธิ เห็นว่านายสนธิ มีกำลังใจที่ดี ทั้งนี้ หลังจากที่ นายสนธิ หายดีแล้วจะมีการเปิดโปงข้อมูลมากขึ้น พร้อมระบุ ในวันเกิดเหตุนายสนธิ เก็บรายละเอียดได้พอสมควร
เศรษฐกิจ
แบงก์ชาติ หั่นเป้าจีดีพีปีนี้ ติดลบ 1.5-3.5%
มติชนออนไลน์ - ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แถลงรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือนเมษายน โดยปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ในปี 2552 ลงมาที่ -3.5 ถึง -1.5% จากเดิมคาดไว้ว่าจะขยายตัว 0-2% พร้อมมองว่า มีโอกาสที่จีดีพีในปีนี้จะติดลบไปมากกว่านั้นได้ โดยอาจหดตัวไปถึง 4-5% ตามที่มีผู้คาดการณ์ไว้ หากเศรษฐกิจโลกยังคงทรุดตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองยังยืดเยื้อต่อไป นอกจากนั้น คาดการณ์จีดีพีในปี 2553 ปรับลดลงมาที่ขยายตัว 1.5-3.5% จากเดิมอยู่ที่ 2-4%
“คลัง” เผยมี.ค.นี้ รัฐขาดดุลเงินสด 8.9 หมื่นล้าน
มติชนออนไลน์ - นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ในเดือนมีนาคม 2552 ซึ่งขาดดุลเงินงบประมาณจำนวน 89,882 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณรวม 411,895 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุล 18,148 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 393,747 ล้านบาท ทั้งนี้ ฐานะการคลังในเดือนมีนาคม รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 105,463 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 9,641 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 10.1) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการจัดเก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และภาษีสรรพสามิตจากน้ำมัน ได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่ผ่านมา
รัฐบาลมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น 195,345 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วจำนวน 70,198 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 56.1) ทั้งนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 และได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวที่สำคัญ ได้แก่ โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ (เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท) และโครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี สำหรับการเบิกจ่ายในเดือนมีนาคมประกอบด้วยรายจ่ายประจำจำนวน 164,251 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.6 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว และรายจ่ายลงทุนจำนวน 14,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่ผ่านมา
จากรายได้นำส่งคลังและการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลข้างต้นส่งผลให้ดุลเงินงบประมาณในเดือนมีนาคม 2552 ขาดดุล 89,882 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 4,380 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดจำนวน 94,262 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ชดเชยการขาดดุลด้วยการกู้เงินโดยออกพันธบัตร และตั๋วเงินคลัง จำนวน 87,000 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสด (หลังกู้ชดเชยการขาดดุล) ขาดดุลจำนวน 7,262 ล้านบาท
สำหรับฐานะการคลังในช่วง 6 เดือนแรกปีงบประมาณ 2552 ตั้งแต่ตุลาคม 2551 – มีนาคม 2552 นั้นในส่วนของ รายได้นำส่งคลัง รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 559,886 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วจำนวน 70,786 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 11.2) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจัดเก็บภาษีที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อากรขาเข้า ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลง รวมทั้งการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่ลดลงมาก ในขณะที่การคืนภาษีของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง
ขณะที่รายจ่ายรัฐบาล การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 971,781ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วจำนวน 176,300 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 22.2) โดยแบ่งออกเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน 885,362 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 45.4 ของวงเงินงบประมาณ (1,951,700 ล้านบาท) โดยแบ่งออกเป็นรายจ่ายประจำ 757,228 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 27.2 และรายจ่ายลงทุน 128,134 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ร้อยละ 2.6 และรายจ่ายปีก่อน 86,419 ล้านบาท
สำหรับดุลการคลังรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด จากรายได้นำส่งคลังและการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาล ส่งผลให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 411,895 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุลจำนวน 18,148 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการได้รับชดใช้เงินคงคลังจำนวน 27,540 ล้านบาท ทำให้ดุลการคลัง (ดุลเงินสด) ของรัฐบาลขาดดุล 393,747 ล้านบาท
ทั้งนี้ รัฐบาลได้บริหารเงินสดให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน รวมทั้งเพื่อเป็นการประหยัดภาระดอกเบี้ย จึงได้ชดเชยการขาดดุลดังกล่าวด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลังจำนวน 215,530 ล้านบาท และใช้เงินคงคลัง 178,217 ล้านบาท
พบข้าวหอมมะลิไทยในจีนถูกเลียนแบบอื้อ-เร่งป้องกันด่วน
มติชนออนไลน์ - นายอิทธิพล ช้างหลำ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยวันที่ 22 เมษายนว่า ตามที่ได้นำคณะผู้แทนการค้าไทยเดินทางไปจีน เพื่อทำการตรวจสอบตลาดการค้าข้าวหอมมะลิไทยในจีน ที่เมืองกวางโจว เซินเจิ้นและเซี่ยะเหมิน ที่มีการนำเข้าข้าวจากไทย 70-80% ของการนำเข้าทั้งหมดหรือประมาณ 2-3 แสนตัน/ปี หลังจากได้รับการร้องเรียนว่าข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพด้อยลง และไม่มีความหอม พบว่าข้าวหอมมะลิไทยที่มีตราเครื่องหมายรับรองถูกต้องก็มีวางขายอยู่เป็นจำนวนมากและมีราคาสูง ทั้งมีข้าวที่พยายามเลียนแบบว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทยอีกเป็นจำนวนมาก ข้างถุง มีการพิมพ์เป็นภาษาจี และภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทย และบางยี่ห้อ มีการนำเครื่องหมายรับรองของไทยไปใช้ด้วย
“จะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยจะทำการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคชาวจีนรู้ว่าการซื้อข้าวหอมมะลิไทยไปบริโภคนั้นต้องต้องดูว่ามีเครื่องหมายรับรอง พร้อมกับจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยอักษรอังกฤษเพิ่มเติมในจีน เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเพื่อประโยชน์ในการป้องกันรักษาสิทธิและกำกับดูแลการใช้เครื่องหมายรับรองของกรมฯ หากมีผู้ละเมิดหรือลอกเลียนแบบ ก็ไม่ต้องตีความหรือพิสูจน์อีกว่าเป็นการลอกเลียนแบบหรือไม่ สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที และจะประสานงานไปยังสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ที่กวางโจวและเซี่ยะเหมิน ให้มีการตรวจสอบการใช้เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยอย่างต่อเนื่อง หากพบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น จะดำเนินการมอบอำนาจให้หน่วยงานในจีน เช่น กงสุล หรือสำนักงานทนายความดำเนินคดีต่อไป”
คุณภาพชีวิต
กทม.ก่อมลพิษ แซงลอนดอน เท่านิวยอร์ก
ว็บไซต์ไทยโพสต์ - รายงานประเมินการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกรุงเทพฯ ประจำปี 2552 ที่จัดทำโดยกรุงเทพมหานคร ร่วมกับกองทุนใบไม้สีเขียว โดยการสนับสนุนของโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งสประชาชาติ ระบุว่า ในปี 2550
ชาว กทม.ก่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซเรือนกระจก ตัวการของภาวะโลกร้อนมากถึงคนละ 7.1 ตัน ระดับเดียวกับชาวมหานครนิวยอร์กของสหรัฐ แต่มากกว่าชาวลอนดอนของอังกฤษที่ปล่อยก๊าซดังกล่าวเพียง 5.9 ตัน/คน ทั้งนี้ รายงานชี้ว่าสาเหตุหลักของการเกิดก๊าซเรือนกระจกในกรุงเทพฯ มาจากการขนส่งและการผลิตกระแสไฟฟ้า
ทั้งนี้ รายงานคำนวณการปล่อยมลพิษจากจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการของกรุงเทพฯ ที่ 6 ล้านคน แม้จำนวนที่แท้จริงจะมากกว่านี้มากก็ตาม
รายงานนี้เตือนว่า ในอนาคต กรุงเทพฯ อาจเผชิญวันที่ร้อนระอุเกิน 35 องศาเซลเซียสยาวนานขึ้น ขณะที่การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ เช่น มาลาเรีย ก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้คาดว่า 72% ของพื้นที่กรุงเทพฯ อาจต้องประสบปัญหาน้ำท่วม หากระดับน้ำในแม่น้ำขยับขึ้นอีกราว 1 ม. ส่วนปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินอันเนื่องมาจากการใช้น้ำบาดาล ปัญหาการปนเปื้อนของน้ำ คาดว่าจะรุนแรงขึ้นตามจำนวนประชากรที่มากขึ้น
“ผลกระทบจากภาวะเรือนกระจกและผลพวงจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในกรุงเทพฯ ส่อเค้ารุนแรงขึ้น” รายงานระบุ
อย่างไรก็ดี กรุงเทพมหานครตั้งเป้าจะรณรงค์ลดการปล่อยมลพิษให้ได้ราว 15% ภายในปี 2555 โดยการขยายเครือข่ายระบบขนส่งมวลชน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพิ่มพื้นที่สีเขียวและพัฒนาการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
รถไฟใต้เปิดบริการแล้ววันนี้ ผู้ว่ารฟท.ประเดิมโดยสาร
มติชนออนไลน์ - นายทนงศักดิ์ พงาประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์ใต้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ว่า วันนี้ศูนย์ใต้รฟท.เปิดให้บริการขบวนรถไฟเที่ยวแรกในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว หลังจากที่ต้องปิดหยุดให้บริการ เนื่องจากเกิดเหตุถูกคนร้ายลอบยิงเจ้าหน้าหน้าที่เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 1 คน ที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา
นายทนงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเตมว่า สำหรับรถขบวนแรกที่จะลงไปถึงสุไหงโก-ลกคือ รถด่วนกรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก โดยผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมเดินทางไปกับขบวนรถดังกล่าวด้วย ส่วนขบวนรถไฟอื่นๆ ทั้งขบวนท้องถิ่น และส่วนกลางคาดว่าจะเปิดให้บริการ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 3 วัน
ก.แรงงานหนุนงบจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ 1.6 ล้าน
มติชนออนไลน์ - นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2552 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม ที่บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งการจัดงานในปีนี้มี นายชินโชติ แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย เป็นประธาน โดยกระทรวงแรงงานได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดงานจำนวน 1,600,000 บาท แต่ทางผู้จัดงานได้ขอเพิ่มเป็น 1,700,000 บาท ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล สำหรับข้อเรียกร้องวันแรงงานปีนี้มีด้วยกัน 8 ข้อ ประกอบด้วย 1.ขอให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้กับลูกจ้างในกรณีที่สถานประกอบการปิดกิจการ 2.ขอให้ยกเลิกเก็บภาษีกับผู้ประกอบการที่จัดสวัสดิการให้กับลูกจ้าง
3.ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.118 คือเพิ่มค่าชดเชยให้กับลูกจ้างที่ทำงานเกิน 10 ปี จากที่เคยได้รับไม่น้อยกว่า 10 เดือน เพิ่มอีก 1 เดือน 4.ขอให้ขยาย พ.ร.บ.กองทุนเงินทดแทนกรณีเจ็บป่วยอันเนื่องจากการทำงานให้มีสิทธิการรักษาเหมือน พ.ร.บ.ประกันสังคม และขอให้ขยาย พ.ร.บ.ประกันสังคมครอบคลุม รวมทั้งแก้ไขกฎหมายของผู้ประกันตนทั้ง มาตรา 39 และมาตรา 40 สู่แรงงานนอกระบบ 5.ขอให้ยกเลิกแนวคิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 6.ขอให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญา 87, 98 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ 7.ขอให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน และ 8.ขอให้ตั้งคณะทำงานติดตามและประสานงานข้อเรียกร้องทั้ง 7 ข้อ
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ใช้แรงงานในนามคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้แยกการจัดงานวันแรงงานออกจากคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานฯ ที่กระทรวงแรงงานแต่งตั้งขึ้น เช่นเดียวกับทุกปี เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับรูปแบบของการจัดงานที่สนามหลวง โดยในปีนี้กลุ่มผู้ใช้แรงงานกลุ่มนี้จะรวมตัวกันที่หน้ารัฐสภาและเคลื่อนขบวนไปยื่นข้อเรียกร้องกับรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีข้อเรียกร้อง 6 ข้อ อาทิ การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนงาน การปรับปรุงระบบประกันสังคม เป็นต้น
“สุเมธ” แจงกู้ กยศ.ต่อดู “ผลการเรียน-ความประพฤติ” ด้วย
มติชนออนไลน์ - นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่มหาวิทยาลัยบางแห่งไม่อนุญาตให้นักศึกษากู้ยืมเรียนต่อหากมีผลการเรียนต่ำกว่าหลักเกณฑ์กำหนด วันที่ 22 เมษายนว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)มีหลักเกณฑ์การกู้ กยศ.ไว้ชัดเจนคือผู้กู้จะต้องมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี และเมื่อเข้าไปเรียนแล้วจะต้องดูเรื่องของความประพฤติ และผลการเรียนประกอบในการพิจารณาที่จะให้กู้กยศ.ต่อไปหรือไม่ด้วย เพราะต้องการให้ตั้งใจเรียน และเมื่อมีความประพฤติดีด้วยจะส่งผลให้มีโอกาสได้ทำงานสูง ส่วนเกณฑ์ผลการเรียนจะต้องเป็นเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนด ตนคงบอกไม่ได้ เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีมาตรฐานไม่เท่ากัน
“กรณีที่มหาวิทยาลัยบางแห่งไม่ให้นักศึกษากู้กยศ.ต่อนั้น ผมไม่ทราบว่าผลการเรียนต่ำแค่ไหน แต่คิดว่าคงจะต่ำมากจริง ๆมหาวิทยาลัยถึงพิจารณาไม่ให้กู้กยศ.ต่อ เพราะเกรงว่าถ้าให้กู้ต่อ จะเป็นภาระกับนักศึกษา และนักศึกษาจะเรียนไม่จบ ขณะที่งบฯ กยศ.มีจำกัด ดังนั้นคงต้องการให้นักศึกษาที่ยากจนจริง ๆ และเมื่อเรียนแล้ว มีโอกาสที่จะจบสูง ได้มากู้กยศ. อย่างไรก็ตามขณะนี้คณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายจากที่ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะพิจารณาเรื่องของผู้กู้ที่เรียนครบหลักสูตรแล้ว แต่ยังไม่จบและต้องการจะขอกู้ กยศ.ต่อ การพิจารณาจะต้องดูผลการเรียนที่จะต้องไม่ต่ำกว่า 1.75 และมีหน่วยกิตที่ต้องเรียน ไม่เกิน 36 หน่วยกิต รวมถึงต้องมีความประพฤติดีด้วย”
แฉมีการผลิตเภสัชกรเถื่อน-สภาเภสัชเตรียมเอาผิดตามกม.
มติชนออนไลน์ - ภก.ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภาเภสัชกรรม กล่าววันที่ 22 เมษายนว่า สภาเภสัชกรรมได้ตรวจสอบพบว่ามีภาคเอกชนบางกลุ่มดำเนินการอันเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงประชาชน ด้วยการลงโฆษณาในเวบไซต์ต่างๆ ว่า “เปิดรับสมัครบุคคลเรียนเป็นผู้ช่วยเภสัชกร โดยใช้เวลาเรียนทั้งหมดเพียง 90 ชั่วโมง แบ่งเป็นการเรียนภาคทฤษฎีกับเภสัชกร 12 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติจริงในร้านขายยา 78 ชั่วโมง เสียค่าอบรม 12,000- 18,000 บาท” และระบุด้วยว่าหากผ่านการอบรมจะสามารถเข้าทำงานในร้านขายยา คลินิก โรงพยาบาล และเปิดกิจการร้านขายยาได้เช่นเดียวกับเภสัชกร
“ผู้ที่จะสามารถเปิดร้านขายยาของตนเองได้หรือจะประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องผ่านการสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยผู้ที่จะมีสิทธิสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตต้องสำเร็จการศึกษาจากคณะเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆที่สภาเภสัชกรรมรับรองหลักสูตร สภาเภสัชกรรมกำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ก่อนมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย"
ภก.ภาวิช กล่าวว่า การที่มีการลักลอบเปิดการอบรมเนื่องมาจาก 2 สาเหตุ ได้แก่ 1.การขาดแคลนบุคลากรประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมและ 2.การต้องการลดต้นทุนของภาคเอกชน ด้วยการไม่จ้างผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรตัวจริงที่ค่าจ้างจะแพงกว่าการจ้างแค่ผู้ช่วยเภสัชกรแล้วลักลอบแอบให้ทำหน้าที่เป็นเภสัชกร คาดว่ามีอยู่จำนวนไม่น้อยในภาคเอกชนที่กระทำ แต่ประชาชนไม่สามารถแยกแยะตัวจริงและตัวปลอมได้
ต่างประเทศ
กษิตเผยจะปรึกษาทูตชาติอาเซียน กำหนดวันประชุมใหม่
มติชนออนไลน์ - สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวว่า ไทยจะปรึกษากับทูตของประเทศชาติผู้เข้าร่วมประชุม 15 ประเทศ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะตัดสินการประชุมอาเซียนบวกสามและบวกหกขึ้นเมื่อไหร่ โดยเมืองไทยจำเป็นต้องมีความสงบทางการเมืองก่อน จึงจะกำหนดวันประชุมได้ พร้อมกันนี้ นายกษิตแสดงความเชื่อมั่นว่า ไทยจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่สงบในประเทศได้
ทั้งนี้ รอยเตอร์สรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังไทยชี้ว่า การประชุมอาเซียนดังกล่าวอาจมีขึ้นในเดือนมิ.ย.ในจังหวัดภูเก็ต
โสมแดงต่อว่าโซล เคลื่อนหลักเขตหวังยั่วยุ
เว็บไซต์ไทยโพสต์ - เกาหลีเหนือเพิ่มความตึงเครียดให้กับคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง โดยออกมากล่าวหาว่าเกาหลีใต้พยายามยุยงให้เกิดสงครามด้วยการเคลื่อนย้ายหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศ ขณะที่การประชุมเศรษฐกิจของสองฝ่ายก่อนหน้านี้ 1 วันก็ล่มลงไม่เป็นท่า
ทางการเปียงยางอ้างว่าฝ่ายเกาหลีใต้ได้เคลื่อนย้ายหลักเขตแดนออกไปจากตำแหน่งเดิมหลายสิบเมตร ซึ่งเกาหลีเหนือถือเป็นการยั่วยุอย่างรุนแรงให้เกิดความตึงเครียดทางทหารขึ้น อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางการโซลได้ส่งหัวหน้าคณะเสนาธิการทหารร่วมไปตรวจสอบข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้ว
ทั้งนี้ สองเกาหลีถูกแบ่งแยกออกจากกันด้วยเขตปลอดทหารความยาว 4 กม. หลังสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงเมื่อกว่า 50 ปีก่อน
เมื่อวันอังคาร การหารือทวิภาคีด้านเศรษฐกิจระหว่างสองเกาหลี ที่เขตนิคมอุตสาหกรรมแคซอง ต้องยุติลงหลังพูดคุยกันไปได้แค่ 22 นาที หลังผู้แทนของเกาหลีเหนือปฏิเสธไม่ยอมหารือในประเด็นที่ฝ่ายใต้เรียกร้องให้ปล่อยตัวคนงานของตนที่ถูกเกาหลีเหนือควบคุมตัวไว้ กระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้เผยว่า เกาหลีเหนือไม่ยอมแม้แต่จะให้พบคนงานหรือชี้แจงข้อหาการจับกุม อย่างไรก็ดี จากรายงานของหนังสือพิมพ์ยอนฮัพระบุว่า ชายคนดังกล่าวเป็นพนักงานของบริษัทฮุนได ถูกกล่าวหาว่าวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองเกาหลีเหนือและถูกกักตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้ขู่จะร้องเรียนเรื่องนี้ต่อองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แต่ก็ถูกเกาหลีเหนือขู่กลับว่าบริษัทนับร้อยบริษัทของเกาหลีใต้ในเขตอุตสาหกรรมแคซองเดือดร้อนแน่หากเกาหลีใต้ทำเช่นนั้นจริง
สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในวันพฤหัสบดี รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียมีกำหนดเดินทางถึงกรุงเปียงยางเพื่อช่วยบรรเทาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ศาลเยอรมันให้ประกันนักร้องสาวฉาวแพร่เอดส์
มติชนออนไลน์ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ว่า ศาลเยอรมันได้ให้ประกันตัวนน.ส.นัดจา เบเนียสซ่า วัย 26 ปี ผู้ต้องหาคดีแพร่เชื้อเอดส์ให้แก่ผู้อื่น ขณะที่อัยการย้ำว่า จะไม่มีการถอนข้อหาต่อเธอ และเธอจะต้องเผชิญโทษจำคุกกว่า 10 ปี
ก่อนหน้านี้ น.ส.นัดจา ถูกกล่าวหาว่าจงใจแพร่เชื้อเอดส์ให้แก่ผู้ชาย 3 ราย ตั้งแต่ 2004-20096 โดยไม่ยอมบอกว่าเธอติดเชื้อเอชไอวี ทั้งนี้ นัดจา ถือเป็นนักร้องดังของวง"No angels"ของเยอรมัน สามารถทำยอดขายได้กว่า 5 ล้านอัลบั้ม ก่อนจะถูกจับกุมในแฟร๊งค์เฟิร์ต ก่อนจะเธอจะขึ้นเวทีเพื่อร้องเดี่ยว
มาเก๊าเข้มจำคุกอดีตนายกฯ 28 ปี ฐานคอรัปชั่น
มติชนออนไลน์ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลสูงมาเก๊าพิพากษาจำคุกนายโอ มาน หลง อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 28 ปี ครึ่งในข้อหาทุจริตคอรัปชั่น หลังถูกตัดสินว่าผิดจริงจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ให้สัมปทานรับเงิน พร้อมทั้งสั่งให้คืนเงินจำนวน 5.1 ล้านดอลลาร์ ให้แก่รัฐด้วย ทั้งนี้ สำหรับมาเก๊ามีเศรษฐกิจบูมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการเปิดเสรีธุรกิจด้านกาสิโน และทำให้อาณานิคมแห่งนี้ของจีนมีรายได้เหนือลาส เวกัส
เอฟบีไอเพิ่มรายชื่อคนมะกัน บัญชีดำผู้ก่อการร้ายครั้งแรก
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐ (เอฟบีไอ) เพิ่มรายชื่อ "ผู้ก่อการร้ายที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุด" เมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) โดยรวมผู้ก่อการร้ายภายในประเทศเข้าไปเป็นครั้งแรก ได้แก่ นายเดเนียล อันเดรียส ซานดิเอโก นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์วัย 31 ปี ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีวางระเบิดสำนักงานบริษัท 2 แห่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย
นายไมเคิล ไฮม์บัค ผู้ช่วยผู้อำนวยการเอฟบีไอฝ่ายต่อต้านก่อการร้าย ระบุว่า การเพิ่มชื่อนายซานดิเอโกจะทำให้ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส เพื่อนำไปสู่การจับกุมนักเคลื่อนไหวรายนี้ แม้ในอดีต รายชื่อดังกล่าว ซึ่งจัดทำขึ้นหลังเหตุการณ์โจมตีอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 สงวนไว้สำหรับผู้ก่อการร้ายต่างชาติที่ถูกตั้งข้อหาทำลายทรัพย์สินของสหรัฐ
นายซานดิเอโก ถูกฟ้องเมื่อเดือน ก.ค. 2547 ในข้อหาครอบครองวัตถุระเบิดและประสงค์ที่จะทำลายทรัพย์สินด้วยระเบิด หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุระเบิดบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ 2 แห่งบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกในเดือน ส.ค.และ ก.ย. 2546 เพราะบริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับบริษัทแห่งหนึ่งในอังกฤษที่ใช้สัตว์เป็นเครื่องทดลอง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ทั้งนี้ นายซานดิเอโก ซึ่งเอฟบีไอเชื่อว่ากำลังซ่อนตัวอยู่ในประเทศคอสตาริกา จะอยู่ในบัญชีเดียวกับนายโอซามา บิน ลาเดน และนายอัยมาน ซาวาฮิรี แกนนำคนสำคัญของกลุ่มอัล ไกดา รวมถึงนายอดัม กาดาห์น ชาวอเมริกันที่ผันตัวไปเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มอัล ไกดา
“เขาไม่ได้มีสถานภาพร้ายแรงเท่ากับโอซามา บิน ลาเดน แต่การกระทำของเขาที่ใช้วัตถุระเบิด ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทำให้เรากังวล” นายไฮม์บัคระบุ
เทสโก้อังกฤษสร้างกำไรเป็นประวัติการณ์ 3 พันล้านป.
มติชนออนไลน์ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เทสโก้” ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกในอังกฤษ เปิดเผยกำไรจากปีที่แล้วจนถึงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาว่า มีจำนวน 3,000 ล้านปอนด์ หรือมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 12 เดือนก่อน 10 % และยอดขายทั้งหมดเพิ่มขึ้น 15 % หรือเป็นจำนวนเงิน 59,000 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของยอดขายของบริษัททั่วโลก
ด้านเซอร์เทอร์รี่ เลียห์เฮย์ ผู้อำนวยการของเทสโก้ในอังกฤษบอกว่า ดูเหมือนว่าขณะนี้การใช้จ่ายของผู้บริโภคได้กลับคืนมาแล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะยังไม่ถึงขั้นฟื้นจากภาวะถดถอยก็ตาม
กลุ่มกบฏ “เหมา” ยึดรถไฟอินเดีย-มีตัวประกัน300
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวานนี้ (22 เม.ย.) ว่า สมาชิกกลุ่มกบฏลัทธิเหมาในอินเดียอย่างน้อย 200 คน บุกยึดรถไฟที่เข้าเทียบท่าภายในสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง ที่รัฐฉรขันท์ทางตะวันออกของประเทศ พร้อมจับผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟอย่างน้อย 300 คน เป็นตัวประกัน เพราะต้องการให้รถไฟหยุดให้บริการในช่วงเวลาที่ทางกลุ่มเรียกร้องให้มีการประท้วงการเลือกตั้ง
นายซาร์เวนทุ ธาตาคัต เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เผยว่า กลุ่มกบฏยอมที่จะปล่อยขบวนรถไฟ ซึ่งถูกควบคุมไว้ที่เขตลัตฮาร์ และตัวประกันทั้งหมดปลอดภัยดี รวมเวลาก่อเหตุนานประมาณ 4 ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกองกำลังรักษาความมั่นคง
เขตลัตฮาร์ เพิ่งจะจัดการเลือกตั้งรอบแรกไปเมื่อวันที่ 16 เม.ย. และเตรียมจะจัดการเลือกตั้งในขั้นตอนต่อไปในวันพฤหัสบดีนี้ (23 เม.ย.) ซึ่งที่ผ่านมา กบฏลัทธิเหมาเคยใช้ความรุนแรง เพื่อกดดันให้ธุรกิจทุกประเภทปิดทำการ และให้ประชาชนทุกคนอยู่แต่ภายในบ้านเรือน ในช่วงเวลาที่ทางกลุ่มเรียกร้องให้มีการประท้วง
ทั้งนี้ กลุ่มกบฏลัทธิเหมา ที่อ้างว่า ต่อสู้เพื่อสิทธิที่ถูกละเลยและเกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกิน ได้ก่อเหตุโจมตีหลายระลอก เพื่อพยายามรบกวนการเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 16 เม.ย.-13 พ.ค. ส่วนการบุกจี้รถไฟก็เคยทำมาแล้วหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยทุกครั้งจะจี้รถไฟอยู่นานหลายชั่วโมงก่อนจะยกเลิกการก่อเหตุ โดยที่ไม่ได้ทำอันตรายผู้โดยสาร