WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 24, 2009

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 24 เมษายน 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

ทักษิณโผล่ไลบีเรีย สนลงทุน สานสัมพันธ์แอฟริกา

ไทยรัฐ - สถานีวิทยุ สตาร์ เรดิโอ ของไลบีเรีย ในแถบแอฟริกาใต้ รายงานเมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) ที่ผ่านมา ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อยู่ในประเทศไลบีเรีย เพื่อสำรวจการลงทุน และความร่วมมือของไทยกับไลบีเรีย ระหว่างนั้น อดีตนายกฯ ทักษิณ ยังได้เข้าพบหารือ กับนายโจเซฟ เบาไค รองประธานาธิบดีของไลบีเรีย ด้วยสถานีวิทยุสตาร์ เรดิโอ ยังอ้างคำกล่าวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่แจ้งกับรองผู้นำไลบีเรียด้วยว่า เขามีความตั้งใจอย่างแรงกล้าเพื่อให้ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดี กับเหล่าประเทศแถบแอฟริกา

พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า มีความสนใจในเรื่องน้ำมัน , การทำเหมืองแร่ , เกษตรกรรม , สัมปทานธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม และสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางถึงไลบีเรีย ในช่วงเช้าของวันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่น และมีแผนการจะเดินทางต่อไปยังไอวอรี โคสต์ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา ในวันพุธ รายงานข่าวยังระบุอีกว่า รองประธานาธิบดีเบาไค ของไลบีเรีย ได้แสดงความยินดีต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ และได้เจรจาหารือกัน รวมทั้งเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในไลบีเรีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ

สำหรับประเทศไลบีเรียตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตก ของทวีปแอฟริกา ปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และผู้นำฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ ประเทศไทยและไลบีเรีย ได้สถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกันเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2510

ปชป.ตามลากคอจักรภพชี้เข้าข่ายกบฏ

ไอเอ็นเอ็น - น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศเคลื่อนไหว โดยใช้กองกำลังติดอาวุธว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยรัฐบาลต้องร่วมมือกับมิตรประเทศเพื่อติดตามตัว นายจักรภพ กลับมา แม้ว่า นายจักรภพ จะไม่มีศักยภาพพอ ที่จะตั้งกองกำลังติดอาวุธได้แต่ที่ผ่านมา ก็เคยเป็นกระบอกเสียงให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลประมาทไม่ได้ ทั้งนี้ เห็นว่าการกระทำของ นายจักรภพ เข้าข่ายเป็นกบฏต่อราชอาณาจักร รัฐบาลควรให้ตำรวจสากลติดตามตัว เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง อย่างไรก็ตาม น.พ.บุรณัชย์ ปฏิเสธ ไม่ทราบว่า นายจักรภพ ไปหลบหนีอยู่ที่ใด

พธม.พร้อมขึ้นวิทยุชุมชน 9 จังหวัดเหนือล่างเชื่อตั้งเสร็จปลุกการเมืองใหม่ได้เต็มพื้นที่

ASTV ผู้จัดการรายวัน - น.ส.จีรนันท์ อินทสุรวงศ์ (เจ๊นัน) แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจ.นครสวรรค์ กล่าวถึงความพร้อมในการเปิดสถานีวิทยุชุมชนแต่ละจังหวัดของพันธมิตรฯเหนือล่าง ว่า ได้จัดเตรียมพื้นที่ก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชน หลังหาคลื่นวิทยุชุมชนที่ว่างเป็นที่เรียบร้อยแล้วใน 9 จังหวัด โดยใช้ทุนจากการขายบัตรคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 3 ที่สนับสนุนตั้งวิทยุชุมชน 1 จังหวัด 1 คลื่น เพื่อถ่ายทอดสัญญาณ ASTV การเมืองใหม่ กระจายให้ครอบคลุมทุกอำเภอทุกตำบลในเหนือล่าง

เบื้องต้นจะใช้เครื่องส่งระบบ FM กำลังสูง (700 วัตต์) แรงส่งรอบทิศทาง 30 กิโลเมตร มูลค่า 120,000 บาท ที่รอการจัดซื้อจากส่วนกลาง ไปติดตั้งใน 9 จังหวัดๆ ละ 1 แห่ง ซึ่งจะทำให้ในบางจังหวัด มีสถานีวิทยุชุมชนในเครือข่ายพันธมิตรฯมากกว่า 1 แห่ง

เจ๊นัน กล่าวอีกว่า คลื่นวิทยุชุมชนพันธมิตรฯเหนือล่าง จะมีคลื่นความถี่แตกต่างกันตามคลื่นความถี่ที่ว่างอยู่ โดยมีเป้าหมายถ่ายทอดสัญญาณ FM ครอบคลุมให้มากที่สุด

สำหรับจังหวัดนครสวรรค์ ได้ก่อตั้งคลื่นวิทยุชุมชนแห่งใหม่ที่ใช้ทุนพันธมิตรฯ ลงที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ 1 สถานี จากเดิมที่มีสถานีวิทยุชุมชนที่ถ่ายทอดสัญญาณ ASTV อยู่แล้ว คือ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอลาดยาว และ อำเภอหนองบัว รวมทั้งหมด 4 สถานี เรียกว่าเกือบครอบคลุมทั้งจังหวัดแล้ว

ส่วนแกนนำพันธมิตรฯภาคเหนือตอนล่างใน 8 จังหวัด ที่มีความประสงค์ก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนแห่งใหม่ในเขตอำเภอเมืองสุโขทัย อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอเมืองพิจิตร อำเภอเมืองกำแพงเพชร อำเภอเมืองตาก อำเภอเมืองพิษณุโลก เป็นที่ชัดเจนแล้ว มีเพียงอำเภอหนองฉาง จ.อุทัยธานี และเพชรบูรณ์ เท่านั้นที่ล่าสุดกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องสถานที่ ผู้ดำเนินการ

ทั้งนี้ เนื่องจากบางพื้นที่ อาจจะต้องมีการตรวจสอบที่มาที่ไปของผู้ที่เสนอตัวเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งสถานีก่อน ทั้งเรื่องอุดมการณ์ที่แท้จริง ความสัมพันธ์ทางการเมืองในพื้นที่ ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่า บางจังหวัด มีกลุ่มคนในเครือข่ายนักการเมืองในซีกไทยรักไทย พลังประชาชนเดิม ที่แปรสภาพเป็นพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ แฝงตัวเข้ามาเสนอตัวเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งสถานีเครือข่ายของพันธมิตรฯด้วย

ขวัญชัยออนแอร์วิทยุชุมชนคนรักอุดรฯ อีกรอบ

ไทยรัฐ - ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (23 เม.ย.) ว่า เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สถานีวิทยุชุมชนคลื่นคนรักอุดร 97.5 เมกกะเฮิร์ต ชุมชนหนองเหล็ก ซ.9 เทศบาลนครอุดรธานี นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้นำอุปกรณ์เครื่องส่งวิทยุสำรองมาติดตั้ง เพื่อทำการออกอากาศใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ตำรวจกองปราบปราม ได้เข้ามาตรวจยึดเครื่องส่งเดิม พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 17 รายการ เมื่อวันที่ 16 เม.ย โดยมีการทดสอบสัญญาณด้วยการถ่ายทอดสัญญาณเสียง การประชุมร่วม 2 สภา ที่ถ่ายทอดสดจากสถานีโทรทัศน์รัฐสภา

นายขวัญชัย เผยว่า เมื่อรัฐบาลได้สั่งการให้ตำรวจกองปราบ นำหมายศาลมายึดเครื่องส่งกับอุปกรณ์การออกอากาศไปหมด ตนจึงจำเป็นต้องหาเครื่องส่งสำรองมาทำการออกอากาศ เพราะจะต้องมีการสื่อสารถึงสมาชิกชมรมคนรักอุดรกว่า 3 แสนคน ที่มีความอึดอัด ความเครียดมันก่อตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตนได้สั่งซื้อเครื่องส่งใหม่ ที่จะต้องใช้เงินอีกกว่า 3 แสนบาท ทำให้ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ ตนจะจัดเวทีที่สนามทุ่งศรีเมือง เพื่อให้สมาชิกชมรมคนรักอุดรมาลงขันกันซื้อเครื่องส่งใหม่ ในการออกอากาศสื่อสารถึงสมาชิกทุกคน

"ส่วนรูปแบบของการจัดรายการนั้น ก็เป็นปกติ เรามีจุดยืนแบบนี้มาถึง 3 ปีกว่า เราคงไม่เปลี่ยนแนวทางของเรา ที่เรียกร้องประชาธิปไตย หาความยุติธรรม รัฐบาลอย่าทำแบบปากอย่างใจอย่าง เราชุมนุมบนพื้นฐานของกฎหมายรัฐธรรมนูญตามมาตรา 63 เราไม่มีอาวุธ ไม่มีความรุนแรง จะชุมนุมในที่สาธารณะในสนามทุ่งศรีเมือง ไม่เคยสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง นอกจากครั้งที่ปิดถนนหน้าศาลากลาง และที่สี่แยกบายพาสขอนแก่น ที่ตำรวจกำลังจะออกหมายจับ ซึ่งก็พร้อมจะไปมอบตัว" นายขวัญชัย กล่าว

นายขวัญชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการออกอากาศใหม่ครั้งนี้ หากจะมองว่าตนยุยงปลุกปั่นให้มีการชุมนุมหรือไม่ คงต้องถามนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า วันนี้คุณเลือกปฏิบัติใช่หรือไม่ ทำไมเอเอสทีวี (ASTV) และสถานีวิทยุอีกหลายร้อยคลื่นที่อยู่ฝ่ายเสื้อเหลือง ออกอากาศปลุกระดมสารพัด แต่รัฐบาลไม่เคยไปดำเนินการกับคลื่นเหล่านี้ แต่กลับมาจ้องคลื่นของคนเสื้อแดงเพียงไม่กี่คลื่น โดยคลื่นของวิทยุชุมชนคนรักอุดร ขอยืนยันว่าได้ตรวจสอบข้อมูลก่อนทำการออกอากาศก่อนทุกครั้ง ไม่เคยพูดจาจวบจ้วงสถาบันเบื้องสูง และไม่ทำลายความมั่นคงของประเทศ จะมาปิดสถานีไม่ได้

ปธ.คนรักอุดรรับทราบข้อหาปิดถนนมิตรภาพ

ไอเอ็นเอ็น - พล.ต.ต.พัฒนี ศิริวัฒนี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จากการเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาของ นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และ นายยงยุทธ คงปฏิมากร แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ขอนแก่น ตามหมายเรียกของตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ข้อหาปลุกระดม กีดขวางการจราจร และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ภายหลังที่กลุ่มคนเสื้อแดง ได้มีการปิดล้อม สถานีวิทยุโทรทัศน์ NBT ขอนแก่น และการปิดถนนมิตรภาพ ที่สี่แยกบ้านกุดกว้าง จังหวัดขอนแก่น โดย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ในเบื้องต้น นายขวัญชัย และ นายยงยุทธ สารภาพทุกข้อกล่าวหา และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ขณะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ขอนแก่น 5 คน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการออกหมายเรียก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ดำรงไขก๊อกทิ้งซีอีโอไทยคม รอเลิกฉุกเฉินปลุก ทีวีเสื้อแดง

ไทยโพสต์ - นายดำรง เกษมเศรษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย.คณะกรรมการ (บอร์ด) เห็นชอบให้ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและบอร์ด มีผลวันที่ 13 พ.ค.นี้ เพราะหมดความท้าทาย หลังจากทำงานกับบริษัทมาถึง 17 ปี 9 เดือน อย่างไรก็ดี การลาออกไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง การปิดการแพร่ภาพของสถานีดีสเตชั่น 100%

"หากผู้ใดเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ถ้ารัฐบาลสั่งก็ต้องดำเนินตาม เพราะความปลอดภัยของพนักงานและทรัพย์สินของบริษัทเป็นสิ่งสำคัญ" นายดำรงกล่าว

ส่วนสถานีดีสเตชั่นจะกลับมาออกอากาศได้ในช่วงเวลาใดคงคาดการณ์ไม่ได้ เพราะดาวเทียมเป็นเครื่องมือออกอากาศ ถ้าผู้ใดมีใบอนุญาตก็ต้องแพร่ภาพให้ผู้ประกอบการนั้นๆ ไม่มีหน้าที่เข้าไปดูแลเนื้อหาที่แพร่ภาพของสถานี แต่ขณะที่อยู่ในสถานการณ์การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลมีอำนาจก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็พร้อมเปิดทางให้ดีสเตชั่นแพร่ภาพตามปกติ เพราะถือเป็นผู้มีใบอนุญาต

นอกจากนี้ การวิดีโอลิงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ 100% ด้วย เพราะบริการดังกล่าวเป็นบริการดาวเทียมที่มาจากนอกประเทศ ไม่เกี่ยวกับไทยคม ซึ่งการลาออกครั้งนี้ไม่ได้ติดต่อกับอดีตนายกฯ เพราะติดต่อไม่ได้และไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน ส่วนกรณีนายกฯ จะใช้ดาวเทียมดวงใดเพื่อเผยแพร่วิดีโอลิงค์นั้น คงบอกไม่ได้

สำหรับการบริหารงานที่คิดว่าลำบากที่สุดเป็นเรื่องการมีผู้ส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม ทั้งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ถือหุ้นรายย่อย พนักงาน ลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมาฐานะประธานกรรมการบริหารพยายามทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท สร้างความสมดุลให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ส่วนการตัดสินใจในครั้งนี้บอร์ดทักท้วงหรือไม่นั้นคงไม่สามารถตอบแทนบอร์ดได้

นายดำรงกล่าวอีกว่า ได้ปรึกษาเรื่องการลาออกกว่า 1 เดือน เพราะธุรกิจ 3 สายงานประกอบด้วยธุรกิจดาวเทียม บริการโทร.ต่างประเทศและบริการอินเทอร์เน็ตกำลังไปได้ดี จึงเป็นโอกาสที่บอร์ดจะคัดสรรหาบุคคลใหม่ อีกทั้งธุรกิจโครงสร้างหลักยังมีผู้บริหารที่เข้มแข็งและสามารถดูแลต่อไปได้

ส่วนการหาดาวเทียมเพื่อแทนดาวเทียมไทยคม 1 ที่หมดอายุปลายปีนี้และไทยคม 2 ที่หมดอายุกลางปีอยู่ระหว่างเจรจากับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งคาดว่าคงเป็นการเช่าดาวเทียมมากกว่าการสร้างดาวเทียมดวงใหม่ เนื่องจากบริษัทต้องระมัดระวังเรื่องการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยที่ผ่านมาบริษัทลงทุนสร้างดาวเทียมทั้ง 5 ดวง กว่า 29,000 ล้านบาท และการเช่าดาวเทียมนั้น รัฐบาลยังคงได้ส่วนแบ่งรายได้เช่นเดิม

ซึ่งธุรกิจไอพีสตาร์จะถึงจุดคุ้มทุนและมีกำไรได้ในปีนี้ เนื่องจากธุรกิจบรอดแบรนด์มีอัตราเติบโตรวดเร็วมาก 30% ต่อปี และบริษัทสามารถเข้าดำเนินธุรกิจบรอดแบรนด์ในประเทศกลุ่มเป้าหมายได้ทั้งหมด 12 ประเทศ ล่าสุดได้รับใบอนุญาตทำธุรกิจในอินโดนีเซีย

ก่อนหน้านี้เกิดเหตุจราจลกลางกรุงในวันที่ 13 เม.ย.โดยมีการปลุกระดมจากสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดีทีวี ซึ่งถ่ายทอดวีดีโอลิงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งรัฐบาลได้พยายามตัดสัญญาณเพื่อปิดสถานีทีดีวีหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้ผล สุดท้ายเข้าตัดสัญญาณที่สถานีดาวเทียมไทยคม ขณะที่มีกระแสข่าวว่านายดำรงมีความขัดแย้งภายในบอร์ดมาเกือบ 1 ปีแล้ว

ปชป.แถลงจับโกหก"เพื่อไทย" 9 เรื่อง ในอภิปรายประชุม2สภา

มติชน - นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ร่วมแถลงที่รัฐสภา เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 23 เมษายน โดยนพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ได้วิเคราะห์ว่าแนวทางการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติในการประชุมร่วม 2 สภา พบว่า ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางจากการหาออกให้สังคม กลายเป็นความพยายามโกหก ใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า เป็นนายกฯมือเปื้อนเลือด จากการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม โดยมีการโกหกในสภาทั้งหมด 9 เรื่อง คือ

1.กล่าวหาว่ามีทหารทำร้ายผู้หญิงด้วยการจิกหัวที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง

2.กล่าวหาว่ามีการนำศพของผู้เสียชีวิตไปเผาที่วัดสาครสุ่นประชาสรรค์

3.กล่าวหาว่ามีการนำศพขึ้นรถทหารเพื่อไปทำลายที่ จ.ลพบุรี และมีคนหนีออกจากรถมาได้

4.กล่าวหาว่าการที่กลุ่มเสื้อแดงเตรียมการก่อวินาศกรรมด้วยรถบรรจุแก๊สและถังแก๊สเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ

5.กล่าวหาว่าทหารยิงกระสุนปืนจริงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งที่เป็นการยิงใส่รถเมล์ที่ขับพุ่งชนเจ้าหน้าที่เพื่อระงับเหตุ

6.กล่าวหาว่าสร้างสถานการณ์ในเหตุการณ์การรุมทำร้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ ที่กระทรวงมหาดไทย

7.กล่าวหาว่าทหารลากคนจากรถเมล์บริเวณหน้ากองทัพภาคที่ 1 แล้วยิงเสียชีวิต ทั้งที่ภาพเหตุการณ์ต่อเนื่องเห็นว่าชายคนดังกล่าวลุกขึ้นเดินได้

8.กล่าวหาว่ามีพระเสียชีวิต ทั้งที่ยังไม่มีการตรวจสอบ จึงเรียกร้องให้วัดที่มีพระภิกษุหายไปให้นำใบสุทธิมาแสดง และ

9.พยายามระบุว่าชาย 2 คนที่เสียชีวิตแล้วพบศพในแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกกระทำโดยทหาร ทั้งที่แพทย์ชันสูตรว่าเวลาเสียชีวิตของชายทั้งสองเป็นช่วงหลังจากการสลายการชุมนุม ดังนั้นเมื่อสรุปประเด็นการอภิปรายแสดงให้เห็นว่าพรรคฝ่ายค้านโกหกและพยายามใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์เหล่านี้เพื่อผลทางการเมือง

วอนปธ.วุฒิ-วิปรัฐ-ฝ่ายค้านหาทางออกชาติ

คมชัดลึก - ที่รัฐสภา พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีฯ สภาบันพระปกเกล้า พร้อมองค์กรสื่อ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะตัวแทน เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทยได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน และนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล เพื่อขอความร่วมมือในการสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่ายฯ

เนื่องจากการรวมตัวของเครือข่าย เพื่อแสดงให้ผู้ที่กำลังขัดแย้งกันรับรู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่ยอมรับความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดจากการการกระทำของรัฐหรือประชาชน และต้องการแสดงให้เห็นว่าการเคารพกฎหมายและเสรีภาพของผู้อื่นเป็นสำคัญ และจำเป็นต้องอยู่คู่สังคมไทยอย่างสงบสุข อย่างไรก็ตามขอให้ประธานวุฒิสภาได้ขอความร่วมมือกับ ส.ว.ทุกคนใช้เวทีรัฐสภาร่วมกันหาทางออกจากวิกฤติของประเทศอย่างสร้างสรรค์และวิธีสันติและเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

สำหรับเนื้อหาในหนังสือนั้น ได้เชิญชวนทุกภาคส่วนของสังคมไทยแสดงออกร่วมกันดังนี้ 1.เชิญชวนทุกองค์กร ทุกบริษัท ห้างร้าน ส่วนราชการ หน่วยงานที่เห็นด้วยให้แขวนธงชาติหน้าบริษัท ห้างร้าน หน่วยงาน และบ้านที่อยู่อาศัย 2.ในวันที่ 4 พ.ค. 2552 เวลา 08.30 - 09.30 น. ขอเชิญให้ชุมนุมโดยสงบสันติหน้าองค์กร บริษัท ห้างร้าน และหน่วยงานของตนเอง โดยทุกคนถือธงชาติ 3.ขอความร่วมมือหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง สถานีวิทยุทุกแห่ง เคเบิลทีวีทุกแห่ง วิทยุชุมชนทุกแห่ง ช่วยกันเชิญชวนคนไทยร่วมกันรณรงค์ และ 4.ขอเชิญชวนให้จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อสื่อสารสาระสำคัญว่า ประชาธิปไตยเห็นแตกต่างกันได้แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ประชาธิปไตยต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น สร้างความยุติธรรมและความเป็นธรรมในสังคมไทย ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และไม่เลือกปฏิบัติ และสร้างความเป็นพลเมืองไทยที่มีสำนึกประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อหน่วยงานที่ร่วมยื่นหนังสือขอความร่วมมือสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย ประกอบด้วย ภาควิชาการ ได้แก่ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง องค์กรสื่อ ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ สมาคมอบต.แห่งประเทศไทย และสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และภาคประชาสังคม ได้แก่ เครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ชมรมแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์เพื่อประชาชน เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง สถาบันพระปกเกล้าฯ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้าฯ และเครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ

"พัชรวาท"รับตร.ภาค 3 150นายคุ้มกัน"สุวรรณภูมิ"

มติชน - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 เมษายน ว่า การประชุมร่วม 2 สภา เห็นได้ชัดเจนว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ไม่สามารถชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ และชัยภูมิ สวมเสื้อสีน้ำเงินไปกระทำการที่พัทยาได้เลย

"อย่างไรก็ตาม คนเสื้อแดงในวันนี้อยู่ในฐานที่มั่น หากส่งสัญญาณเมื่อใดคนเหล่านั้นก็พร้อมทันที เพราะคนเสื้อแดงต่างมีความแค้นอยู่ในอก" นายจตุพรกล่าว

ด้าน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ในการประชุมผู้นำอาเซียนที่เมืองพัทยา ทางกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (บก.ภ.จว.) สมุทรปราการ ต้องการกำลังมาช่วยเสริมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่กำลังตำรวจจากพื้นที่ใกล้ๆ ไม่มี จึงนำกำลังจากกองบัญชการตำรวจภูธรภาค 3 (บช.ภ.3) มาเสริม โดยให้ดูแลความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

"จะแต่งเครื่องแบบก็อาจทำให้ผู้โดยสารที่อยู่ในสนามบินตกใจ เสียบรรยากาศ ก็มีรายงานมายังผมว่า จะหาเสื้อสีอื่นมาใส่กัน ผมก็ไม่ได้สอบถามรายละเอียด" พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า แต่หลังจากนั้นกำลังส่วนนี้จะไปที่อื่นหรือไม่ก็ต้องตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนการปะทะกันของกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อน้ำเงินนั้น ทราบว่า ทาง บช.ภ.2 มีการดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน แล้ว 3-5 คดี

พ.ต.อ.นิคม อินเฉิดฉาย รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ นำกำลังตำรวจ 3 กองร้อย จำนวน 150 นาย ไปดูแลรักษาความปลอดภัยที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยตำรวจภาค 1 ประสานขอกำลังสนับสนุนมา เพราะเกรงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงอาจเคลื่อนกำลังบุกไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ

"ระหว่างนั้นเกิดการชุมนุมต่อต้านของกลุ่มคนเสื้อแดงที่พัทยา ผมได้รับการประสานจากตำรวจภาค 1 ขอสนับสนุนรถเครื่องเสียงที่เตรียมไว้เจรจาทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม ซึ่งอยู่ในความดูแลของผมที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อนำไปเจรจากับม็อบเสื้อแดงที่พัทยา ผมพร้อมด้วยลูกน้อง 2 นาย จึงนำรถกระจายเสียงไปสนับสนุนที่พัทยา ส่วนกำลังตำรวจจากบุรีรัมย์ทั้ง 150 นาย ไม่ได้เดินทางไปด้วย ยังคงปฏิบัติหน้าที่เฝ้าดูแลความปลอดภัยที่สนามบินสุวรรณภูมิ" พ.ต.อ.นิคมกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.บุญจันทร์ นวลสาย รอง ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจาก บช.ภ.3ให้นำตำรวจปราบจลาจล 1 กองร้อย จำนวน 50 นาย เข้า กทม.ตั้งแต่ม็อบเสื้อแดงเริ่มชุมนุมจนเลิก โดยไปรักษาการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล และสนามบินสุวรรณภูมิ ตำรวจทุกนายแต่งเครื่องแบบเต็มยศ รายละเอียดต่างๆ ให้สอบถามไปที่ บช.ภ.3

มทภ.1 เน้นย้ำลูกหลานทหารปรองดอง และไม่ยึดติดสีใด

ไทยรัฐ - วันนี้ (23 เม.ย.) พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธานประกอบพิธี เนื่องในวันสถาปนากองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ค่ายไพรีระย่อเดช ต.ท่าเกษม อ.เมืองสระแก้ว ครบรอบปีที่ 29 และได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษา 60 ทุน ให้กับนักเรียน ที่เป็นบุตรข้าราชการทหาร พัน 1 ร.12 รอ. ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับปริญญาตรี รวม 135,500 บาท

ทั้งนี้ พล.ท.คณิต กล่าวว่า การใฝ่ศึกษาและรักษาระดับคุณภาพ จะทำให้เจริญก้าวหน้าในการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ นอกจากจะมีเสรีภาพทางความคิด ตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังต้องรู้จักหน้าที่ความเป็นพลเมืองที่ดี เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องรู้จักปองดองสมัครสมานสามัคคี ไม่แสดงออกด้วยความรุนแรง นอกจากนี้ ลูกหลานทหาร ซึ่งเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง จะต้องไม่ยึดติดกับสีใด นอกจากสีแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ยังได้ประกอบพิธีทางศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กำลังพลที่เสียชีวิต ร่วมประกอบพิธีเบิกเนตรพระพุทธไพรีระย่อเดช พระพุทธรูปประจำหน่วย และปลูกไม้มงคล ณ ลานธรรม กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

บช.ภ.7 เตรียมพร้อมรับมือกลุ่มเสื้อแดงชุมนุม

ไทยรัฐ - ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (23 เม.ย.) ว่า ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาครได้จัดประชุมเตรียมความพร้อม กรณีที่มีข่าวว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะมาชุมนุมที่ จ.สมุทรสาคร โดยมีพล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.7 นายวีระยุทธ เอี่ยมอำภา ผวจ.สมุทรสาคร พล.ต.ต.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร และข้าราชการตำรวจในสังกัดภาค 7 ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยภายหลังการประชุม พล.ต.ท.ถวิล กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มใด ตำรวจจะดูแลความเรียบร้อย ให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย และจะไม่ตั้งด่านสกัดกั้นอย่างเด็ดขาด แต่จะตั้งจุดตรวจนอกเขตพื้นที่ปกติเพื่อตรวจค้นอาวุธไม่ให้ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่นั้น จะใช้ประมาณ 1,000 นาย จาก จ.สมุทรสงคราม นครปฐม และราชบุรี รวมทั้งจะไม่เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างแน่นอน ทั้งนี้ คาดว่า จะมีผู้ชุมนุมมาประมาณ 2,000-3,000 คน และเน้นย้ำไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง โดยยึดกฎหมายเป็นหลัก

ด้าน ผวจ.สมุทรสาคร กล่าวว่า จังหวัดได้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และ อปพร. โดยจะประสานความร่วมมือกับตำรวจ อย่างเต็มที่ ส่วนข่าวที่ระบุว่า จะมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ตนได้เน้นย้ำว่า จะไม่ให้เข้ามาโดยเด็ดขาดและในส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะขอใช้สถานที่ราชการนั้น ได้มีการประสานมา แต่ตนไม่อนุญาต และเชื่อว่า การชุมนุมดังกล่าว คงไม่น่าหนักใจมาก เพราะการชุมนุมมีเวลากำหนด ระหว่างเวลาประมาณ 17.00 น.-23.00 น.ซึ่งคงจะไม่ยืดเยื้อแน่นอน

คุณภาพชีวิต

ดีเอสไอทลายแหล่งพักพิงโรฮิงยาเมืองตรัง

แนวหน้า - สืบเนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติให้กรณีการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ชาวโรฮิงยาเป็นคดีพิเศษ ที่ 34/2552 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวน คดีพิเศษ และโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พ.ต.อ. ดุษฎี อารยวุฒิ รองอธิบดีกรมสอบสวน คดีพิเศษ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ค้ามนุษย์ สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ได้ประสานงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพัฒนาสังคมจังหวัดตรัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 120/10 ถนนท่าปาป ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และได้ร่วมกันจับกุมบุคคลต่างด้าวชาวพม่า รวม 10 คน ได้แก่ นางเท่ นายปาย นายจอ นายเท่ นายนี นายทอง นายกู นายโจ นายโชะ และ นายกะลา ชาวโรฮิงยา 2 คน ได้แก่ นายนอบี อุสเซ็น หรือ แวจอนาย และ นายอามิด อุสเซ็น หรือ ซอนาย และคนไทย 1 คน คือ นางสุลัดดา ตุละ โดยกลุ่มบุคคลต่างด้าวกำลังจะถูกนำตัวไปเป็นแรงงานประมง โดยในเบื้องต้นได้แจ้งข้อหาต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองและให้ที่พักพิงกับบุคคลต่างด้าว (ตามพ.ร.บ. ตรวจคนเข้าเมือง) ตามลำดับ

ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และพัฒนาสังคมจังหวัดตรัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตามกระบวนการคัดแยกเหยื่อ พบว่าชาวโรฮิงยา 2 คน คือ นายนอบีอุสเซ็น หรือ แวจอนาย และ นายอามิด อุสเซ็น หรือ ซอนาย เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 จึงได้นำตัวเข้าบ้านพักฟื้นฟูที่จังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ เป็นการสืบสวนของชุดสืบสวนส่วนคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ 1 สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศพบว่า มีขบวนการค้ามนุษย์ ซื้อขายชาวโรฮิงยา เพื่อนำไปเป็นแรงงานประมงที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง จึงได้สืบสวนและเข้าจับกุมหนึ่งในผู้ต้องหาเป็นคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่ใช้ขังแรงงาน (ก่อนจะนำไปทำงานประมงเป็นเวลาครั้งละหลายเดือน) และผู้ต้องหาชาวพม่าอีก 1 ราย คือ นายกะลา เป็นนายหน้าที่ซื้อมาจากเรือประมงจังหวัดชุมพร โดยจะได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลขบวนการค้ามนุษย์นี้ต่อไป และจะดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นๆ ที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในอีกหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศ

ฟ้องจุฬาฯละเมิดใช้GAT-PAT2

ไทยโพสต์- นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ เปิดเผยว่า นักเรียน 2 คนได้ยื่นฟ้องจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อศาลปกครองจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ในคดีดำที่ 72/2552 เพื่อขอให้ยกเลิกองค์ประกอบที่จุฬาฯ ใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาโดยวิธีรับตรงในปี 2553 ซึ่งใช้เกรดเฉลี่ย 5 ภาคเรียน 10% และคะแนนการวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และคะแนนการวัดศักยภาพทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) 90% โดยจุฬาฯ จะใช้ครั้งที่ 2 (สอบเดือนกรกฎาคม 2552) หรือครั้งที่ 3 (สอบเดือนตุลาคม 2552) ที่เด็กทำคะแนนได้ดีที่สุด

นายอำนวยกล่าวต่อว่า การกำหนดองค์ประกอบดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิและสร้างความไม่เท่าเทียมกันให้กับนักเรียนทั้งประเทศ โดยเด็กจะทิ้งห้องเรียนมุ่งกวดวิชาเพื่อให้จบเนื้อหาหลักสูตร ม.6 ก่อนที่จะสอบ นำมาสู่ปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน เพราะเด็กยากจนและอยู่ในชนบทจะไม่สามารถไปกวดวิชาจนมีความรู้จบ ม.6 ก่อนสอบได้ ต่างกับเด็กที่มีฐานะดีที่อยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งมีความพร้อมจะไปกวดวิชา ส่วนการใช้เกรดเฉลี่ย 10% มองว่าเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันระหว่างนักเรียนที่มาจากโรงเรียนที่กดเกรดกับนักเรียนที่มาจากโรงเรียนที่ปล่อยเกรด

นายอำนวยกล่าวต่อไปว่า ดังนั้นจึงควรใช้ผลสอบ GAT และ PAT ครั้งที่ 4 ซึ่งสอบเดือนมีนาคม 2553 เพราะเด็กทุกคนจะจบหลักสูตร ม.6 พร้อมกัน และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เคยทำหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรมายังตนว่าสามารถตรวจผลสอบเสร็จทันสำหรับการใช้ในระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่น ในปี 2553 แน่นอน ดังนั้นจึงควรใช้ผลสอบของ GAT และ PAT ครั้งที่ 4 แต่หากจุฬาฯ เห็นว่าจะไม่ทันกับการรับตรง ก็ควรที่จะจัดสอบเองโดยใช้เนื้อหาความรู้เฉพาะที่เรียนในเดือนตุลาคม จึงจะยุติธรรมกับเด็กทุกคน แต่หากไม่ต้องการให้เด็กสอบเยอะ ก็ควรต้องคุยกับ สทศ.และ สกอ.เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ ไม่ใช่ไปโยนบาปให้เด็ก

เศรษฐกิจ

ธปท.เชื่อปรับลดกรอบงบปี53ไม่กระทบลงทุน

ไอเอ็นเอ็น - นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า กรณีรัฐบาลได้ปรับลดกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 จากเดิมที่กำหนดไว้ 1.9 ล้านล้านบาท ลงมาเหลือ 1.7 ล้านล้านบาท คาดว่าจะไม่กระทบต่อการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยังมีมาตรการการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ระยะเวลา 3 ปี วงเงินลงทุน 1.56 ล้านล้านบาท ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งบประมาณโดยตรง แต่ยังมีเงินนอกงบประมาณที่กู้จากแหล่งต่างๆใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนผลจากการใช้เงินลงทุนจะได้ผลในระยะปานกลางหรือระยะยาวอย่างไรนั้น จะต้องไปดูรายละเอียดในแต่ละโครงการการลงทุนว่ามีแผนการลงทุนอย่างไรบ้าง

ส่วนกรณีที่ประเทศไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตลงจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง เอสแอนด์พี และฟิทช์เรทติ้ง จากระดับเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ลดลงมาเป็นมุมมองเศรษฐกิจอยู่ในเชิงลบนั้น ในระยะสั้นยังไม่กระทบต่อไทยมากนัก หรือไม่ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมของไทยในต่างประเทศพุ่งสูงขึ้น การทำให้ตราสารหนี้ไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังไม่ได้ต่ำกว่าระดับควรลงทุน รวมทั้งเศรษฐกิจไทยไม่ได้พึ่งพาเงินลงทุนจากต่างประเทศมากนัก และในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน นักลงทุนยังไม่ต้องการขยายการลงทุนไม่เข้ามามากนัก

เผยรายได้ท่องเที่ยวปีนี้ สูญถึงแสนล้านบาท

ไทยรัฐ - วันนี้ (23 เม.ย.) บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่งผลกระทบให้ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2552 มีแนวโน้มถดถอยลงจากปี 2551 รุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม และมีแนวโน้มทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียรายได้ด้านการท่องเที่ยวจากนักท่อง เที่ยวต่างชาติคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50,000-100,000 ล้านบาท จากประมาณการเดิม

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถดถอยลงร้อยละ 16 ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ มีแนวโน้มถดถอยลงในอัตราประมาณร้อยละ 24 ในช่วงไตรมาสที่ 2? และชะลอการถดถอยลงมาอยู่ในอัตราร้อยละ 16 ช่วงไตรมาสที่ 3 ส่วนไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นคาดว่าจะสามารถฟื้นตัวกลับมาขยายตัว เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปี 2551 ทำให้ตลอดทั้งปี 2552 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทยรวมทั้งสิ้นประมาณ 12.7 ล้านคน ลดลงร้อยละ 13 จากปี 2551 และสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวเข้าประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 430,000 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว จำเป็นที่คนไทยทุกคนจะต้องร่วมมือสานสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้เกิดความ สงบสุขในประเทศอย่างแท้จริง และมีการประสานความร่วมมืออย่างจริงจังและต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานของภาค รัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ที่จะเร่งชี้แจงสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันที่กลับสู่ภาวะปกติแล้ว และเชิญผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและสื่อมวลชนจากนานาประเทศ ให้เดินทางมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วยตนเอง เพื่อความมั่นใจด้านความปลอดภัย อันจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยทำให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเพิ่มพูนรายได้ด้านการท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาช่วยเสริมเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจของประเทศได้ในที่สุด

ศก.โลกปีนี้หดตัวรุนแรง ไอเอ็มเอฟฟันธง แนวโน้มต่อเนื่องถึงปีหน้า

ไทยรัฐ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (23 เม.ย.) อ้า ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พยากรณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ว่า จะหดตัวลงอย่างรุนแรง และมีแนวโน้มต่อเนื่องถึงปีหน้า ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะหดตัวลงร้อยละ 1.3 เนื่องจากวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงกว่าที่คาดไว้ อีกทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ตกต่ำอย่างหนัก? ส่งผลให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง และมีอนาคตที่ไม่แน่นอน

สถาบัน แห่งนี้ประเมินด้วยว่าเศรษฐกิจโลกกำลังดำดิ่งลงสู่สภาวะถดถอยที่รุนแรง ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2? และเป็นครั้งที่ 3 แล้วในปีนี้ที่ไอเอ็มเอฟปรับลดการคาดการณ์เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก? นอกจากนี้ยังได้ลดประมาณการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าลงอีกเกือบ 1% ไอเอ็มเอฟเชื่อว่า เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะเติบโตอย่างเฉื่อยเนือยเพียงร้อยละ 1.9

ไอเอ็ม เอฟ ระบุด้วยว่า เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปีนี้จะหดตัวลงร้อยละ 2.8 ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นจะหดตัวลงถึงร้อยละ 6.2 ส่วนเศรษฐกิจของประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) จะติดลบร้อยละ 4.2 เศรษฐกิจของประเทศอังกฤษจะติดลบร้อยละ 4.1 และ ของประเทศสหภาพรัสเซียติดลบร้อยละ 6.0 ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดประมาณการเจริญเติบโตลงมาเหลือร้อยละ 6.5 และ 4.5 ตามลำดับ

ต่างประเทศ

เขมรเรียกเงินไทย 300 ล้าน ชดเชยยิงปืนใหญ่ใส่

ไทยรัฐ - หนังสือพิมพ์คอมเมอเชียล นิวส์ของจีน รายงานวันนี้ (23 เม.ย.) อ้างแถลงการณ์จากกองทุนเพื่อการพัฒนาเขมร (เคซีเอฟ) ระบุชาวกัมพูชาจำนวน147 ครอบครัว จากกว่า 260 ครัวเรือน ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ติดกับดินแดนพิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้รับผลกระทบจากกรณีทหารไทยและทหารกัมพูชายิงปะทะกันเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ยื่นคำร้องขอเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย โดยประเมินค่าเสียหายจากความรุนแรงดังกล่าวราว 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 42 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กองทุนเคซีเอฟระบุรัฐบาลไทยควรจ่ายค่าเสียหายให้ชาวกัมพูชาไม่ต่ำกว่า 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 315 ล้านบาท สำหรับความบอบช้ำด้านสภาพจิตใจที่ถูกกระทำย่ำยียิงถล่มด้วยกระสุนชุดใหญ่ 2 ระลอก ทำให้บ้านเรือนราษฎรถูกไฟเผาไหม้เสียหายยับเยินหลายหลัง

ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุ รัฐบาลกัมพูชาอ้างได้ทำเรื่องส่งมายังรัฐบาลไทยแล้ว อีกทั้งรัฐบาลกัมพูชาก็จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยของตนอย่างเหนียวแน่น เพราะทหารไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่าบริเวณที่เดิม

มะกันจะตั้งบก.ความมั่นคงทางไซเบอร์

ASTV ผู้จัดการรายวัน - เอเอฟพี - รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังวางแผนตั้งกองบัญชาการทหารแห่งใหม่ เพื่อปกป้องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศ จากการถูกโจมตีในโลกไซเบอร์ เจ้าหน้าที่กลาโหมของสหรัฐฯผู้หนึ่งบอกกับเอเอฟพีเมื่อวันพุธ(23) ซึ่งเป็นการยืนยันรายงานข่าวของบรรดาสื่อก่อนหน้านี้

การริเริ่มของรัฐบาลสหรัฐฯครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยกเครื่องนโยบายความมั่นคงในโลกไซเบอร์ เพื่อป้องกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์จากการถูกโจมตีโดยนักเจาะระบบคอมพิวเตอร์ (แฮคเกอร์) จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนและรัสเซีย หลังจากมีรายงานว่าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าในสหรัฐฯ และข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 เจเอสเอฟ ของกองทัพที่มีมูลค่าราว 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกเจาะระบบ

นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯต้องใช้เงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ในการซ่อมแซมความเสียหายของระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจมตีในโลกไซเบอร์ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาเช่นกัน

โดยรัฐบาลสหรัฐฯน่าจะเปิดกองบัญชาการดังกล่าวได้ในเร็วๆนี้ ส่วนตำแหน่งผู้บัญชาการนั้นน่าจะคัดเลือกมาจากนายพลระดับ 3ดาว(พลโท) แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีรายงานว่าจะมอบหมายให้นายพลระดับ 4 ดาว (พลเอก) มาทำหน้าที่ดูแลหน่วยงานนี้ก็ตาม

นอกจากนั้น ยังมีข่าวว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา อาจตัดสินใจแต่งตั้งที่ปรึกษาพิเศษเพื่อดูแลทางด้านความมั่นคงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งจะเป็นผู้ที่รายงานขึ้นตรงต่อเขาเช่นกัน หลังสมาชิกสภาคองเกรสจำนวนหนึ่งระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลในเรื่องนี้เป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า หน่วยงานของรัฐบาลอื่นๆ เช่น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือเอ็นเอสเอ จะมีบทบาทอย่างไรในการดูแลความมั่นคงในโลกไซเบอร์ในอนาคต

ศาลให้ประกัน 3 แกนนำเสื้อแดงแล้ว หลังเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-รัฐบาลเตรียมตั้งกรรมการสอบสลายการชุมนุม

ที่มา ประชาไท

24 เม.ย.52 เวลาประมาณ 17.30 น.ว่า อาญา อนุญาตปล่อยตัว นายวีระ มุสิกพงส์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ 3 แกนนำ นปช. เป็นการชั่วคราว พร้อมมีคำสั่งห้ามเกี่ยวข้องกับการชุมนุม และห้ามออกนอกราชอาณาจักร โดยก่อนหน้านี้ในช่วงบ่าย นายคามรม พลทะกลาง ทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ ( นปช.) ระบุว่าเตรียมเอกสารการคัดค้านการฝากขังคดีอาญาของ 3 แกนนำนปช.ผู้ต้องหาปลุมระดมมวลชนให้ทำการละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ 215 โดยทราบมาว่าพนักงานสอบสวน จะนำตัวแกนนำทั้งสาม มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วันต่อศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยกเลิกพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ทั้งนี้ การคัดค้านฝากขัง จะยื่นคำร้องต่อศาลว่าที่ผ่านมาได้พ้นระยะเวลาการควบคุมตัว 48 ชั่วโมงตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนแล้ว และยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสาม ไม่ได้มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี หรือยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ขณะเดียวกันก็ยื่นคำร้องขอประกันตัว 3 แกนนำด้วย ซึ่งเตรียมหลักทรัพย์ทั้งเงินสด และตำแหน่ง ส.ส. เพื่อยื่นต่อศาล โดยเงินสดที่จะใช้ยื่นประกันแกนนำแต่ละคน มีจำนวนคนละ 500,000 บาท ส่วนตำแหน่ง ส.ส. จะใช้ตำแหน่งของนายการุณ โหสกุล และนายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย

นายกฯ ลงนามยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลเที่ยง เตรียมตั้งกรรมการร่วม 3 วิปสอบข้อเท็จจริง

ก่อนหน้านี้ เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่าเมื่อคืนนี้ในการสรุปและการอภิปรายในสภาฯ ตนได้ยืนยันต่อที่ประชุมสภาฯว่าจะดำเนินการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งประกาศมาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2552 โดยจะให้มีผลภายในวันนี้ ฉะนั้นเช้านี้ก็จะได้ลงนามในประกาศเพื่อให้มีผลในการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง 12.00 น. เป็นต้นไป

"หลังจากที่ได้เคยเรียนมาโดยตลอดว่า เราจะมีการสอบถามหน่วยงานฝ่ายความมั่น ถึงความเป็นไปได้ในการที่จะยกเลิกภาวะฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด โดยให้ฝ่ายความมั่นคงสามารถที่ใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสภาพของการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย จะสามารถดำรงอยู่ได้เมื่อมีการยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้เมื่อวานก็ได้มีการสอบถามกันตลอดเวลา ซึ่งหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงก็ยืนยันว่าน่าจะดำเนินการได้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เพราะฉะนั้นก็ได้มีการตัดสินใจ และลงนามประกาศ เพื่อให้สภาวะฉุกเฉินร้ายแรงยกเลิกไปตั้งแต่เที่ยงของวันนี้ และเมื่อยกเลิกแล้วก็หมายความว่าอำนาจต่าง ๆ ที่ใช้ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็สิ้นสุดลงไปด้วย แต่คงไม่ได้หมายความว่าการดูรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะจุดที่อาจจะยังมีความหวั่นวิตกของประชาชนนั้นรัฐบาลไม่ทำอะไร เพราะก็จะมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงว่าจะมีจุดไหนอย่างไร ที่จะสามารถดำเนินการได้ โดยอาศัยกฎหมายตามปกติ เพราะฉะนั้นขอให้ความมั่นใจว่าตรงนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยต่อไป เพียงแต่ว่าจะไม่มีในเรื่องของอำนาจพิเศษ และการยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในครั้งนี้ก็จะเป็นการส่งสัญญาณไปยังทั่วโลกว่าเราได้นำบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ " นายกรัฐมนตรี กล่าว

พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการดำเนินการต่อไปว่า ขณะนี้ประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานจะร่วมกับวิป 3 ฝ่ายในการที่จะเดินหน้าโดยประการแรกคือประมวลเหตุการณ์ เพื่อตรวจสอบในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ ในเรื่องของการใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐในช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนที่ 2 คือการนำประเด็นปัญหาที่ถือเป็นการปมของความขัดแย้งต่าง ๆ ทางการเมือง เพื่อวางแนวทางในการที่คลี่คลายปมปัญหาเหล่านั้นต่อไป ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่ตนก็จะรอฟังความคืบหน้าของทางฝ่ายนิติบัญญัติ และยืนยันว่ารัฐบาลในฝ่ายบริหาร จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าส่วนบุคคลใดที่ถูกควบคุมตัวโดยอาศัยอำนาจ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ต้องปล่อยตัว ทั้งนี้ถ้าหากเขามีความผิดก็ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป เพียงแต่ไปใช้อำนาจควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ได้ แต่ถ้าเขามีคดีอยู่ และมีหมายไม่ว่าจะเป็นหมายเรียกหรือหมายจับ ก็ว่าไปตามกระบวนการปกติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และขอยืนยันไม่มีการไล่ล่า ส่วนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่เพราะมีการชุมนุม โดยอาจจะมีการปิดถนนบ้าง และมีผู้นำบางส่วนขึ้นไปปราศัย เพื่อให้ประชาชนทำผิดกฎหมายนั้น นโยบายรัฐบาลชัดเจนเฉพาะผู้ที่ไปชุมนุมเฉย ๆจะไม่มีการดำเนินการ แต่ถ้าผู้ที่ขึ้นไปปราศัยยุยงให้ทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินการไป ทั้งนี้ถ้าตรงไหนไม่เป็นไปตามแนวทางนี้ เช่นในช่วงที่ได้มีการอภิปรายในสภาฯ มี ส.ส.บางจังหวัด ได้สะท้อนเรื่องนี้ขึ้นมา ตนก็ได้เชิญมาคุยและก็คุยกับทางเจ้าหน้าที่ เพื่อทำความเข้าใจกัน

ส่วนอะไรที่เป็นปัญหาและคิดว่าอยู่ในโครงสร้างของกฎหมาย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะมีกระบวนการที่วิป 3 ฝ่าย ได้ตกลงกันจะแก้ไขปัญหาในเรื่องของโครงสร้างต่อไป ทั้งนี้ในส่วนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับฝายบริหาร เช่น การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนของตำรวจก็จะมีการเดินหน้าเร่งรัดให้เกิดความชัดเจนว่ามีมาตรฐานเดียว

ต่อข้อถามว่า นายกรัฐมนตรีมั่นใจเพียงใดว่าหลังการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะสามารถรับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดงหรือกลุ่มมวลชนที่ยังเอาใจรัฐบาลอยู่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นหน้าที่และรัฐบาลจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพราะว่าอย่างที่ได้เน้นย้ำไม่ใช่เฉพาะในสภาฯ หรือไม่ใช่เฉพาะในการให้สัมภาษณ์แต่รวมไปถึงการทำความเข้าใจกับทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายว่าการดำเนินการของรัฐบาลที่ผ่านมามีความมุ่งหมายอย่างเดียวก็คือการนำความสงบกลับคืนมา ส่วนปัญหาความค้างคาใจต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อทางสมาชิกได้สะท้อนต่อสภาฯ แล้ว และอาจจะมีความไม่มั่นใจว่าถ้ากลไกของฝ่ายบริหารจะติดตามเรื่องนี้ เราก็ได้ให้ทางฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งประกอบด้วย 3 ฝ่าย ไปดูแล เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนว่าตรงนั้นจะเป็นจุดที่สามารถที่จะรับเรื่องรวมต่าง ๆ ซึ่งยังเป็นปัญหาความค้างคาใจข้อสงสัยต่าง ๆ เพื่อที่จะคลี่คลาย พร้อมเชิญชวนประชาชน และสื่อมวลชนว่าในระหว่างที่ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานในเรื่องนี้ ฝ่ายบริหารก็จะขอทำงาน เพื่อที่จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเตรียมการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศในการจัดการประชุมอาเซียนต่อไป

ต่อข้อถามว่า คิดว่าต่างประเทศจะเข้าใจหรือไม่ว่าเมื่อมีการยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วคงเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขาจะทราบว่าก่อนหน้าที่จะมีการประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ทหารก็อยู่ในสถานะของผู้ช่วยเจ้าพนักงาน และแน่นอนที่สุดเมื่อรัฐบาลยืนยันว่าการปฏิบัติงานทุกขั้น ทุกระยะจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็จะไม่สามารถใช้อำนาจพิเศษที่อยู่ใน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ทั้งนี้คิดว่าต่างประเทศเข้าใจ เพราะเขาก็ได้มีการติดตามสถานการณ์การชุมนุมต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง

สุเทพ เผย คงกำลังทหารดูแลทำเนียบ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กล่าวถึงการประกาศยกเลิก พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า เมื่อตนเห็นว่า สถานการณ์เรียบร้อย จึงชี้แจงกับนายกรัฐมนตรี ให้ประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งประชาชนทุกฝ่ายที่ได้ติดตามสถานการณ์คงเข้าใจ ส่วนกำลังทหารนั้นจะเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะภายในทำเนียบรัฐบาล จะคงกำลังไว้เท่าที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปตนจะไม่ชี้แจงเหตุการณ์ต่างๆแล้ว แต่จะให้ข้อเท็จจริง ชี้แจงแทน ซึ่งเห็นว่า รัฐบาล ได้ตั้งคณะกรรมการประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึง นายกรัฐมนตรี ก็ได้เสนอรัฐสภาเพื่อคัดเลือกบุคคลที่เป็นกลาง มาประมวลเหตุการณ์ทั้งหมด จัดทำเป็นรายงานแล้ว

นอกจากนี้ นายสุเทพ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของ กลุ่มคนเสื้อแดงว่า ตนจะดำเนินการตามหน้าที่ ซึ่งแกนนำที่ถูกคุมขังไว้นั้น จะได้รับการปล่อยตัว ตามที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกเลิก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะขออำนาจฝากขัง ตามกฎหมายอาญาต่อไป ซึ่งตนก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า การยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีการดำเนินการอย่างเป็นทางการ ในการถอนกำลังและปรับสภาพพื้นที่ในวันนี้ โดย นายกฯ จะได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในเวลา 11.00 น. นอกจากนี้ ยังเปิดเผยถึงการประชุมร่วมของรัฐสภา เมื่อวานนี้ว่า ในภาพรวมเป็นที่น่าพอใจ โดยรัฐบาล พร้อม หากประชาชน หรือ สมาชิกรัฐสภาคนใด มีข้อมูลจะให้รับฟัง หรือ ชี้แจงเพิ่มเติม รวมถึง ดำเนินการในการตรวจสอบตามขั้นตอนได้

อย่างไรก็ตาม รองเลขาธิการนายกฯ ยังเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้านี้ มีศาสตราจารย์ ด้านรัฐศาสตร์ จากเยอรมันเข้าพบนายกฯ และมีการแลกเปลี่ยนความเห็น เรื่องกระบวนการสมานฉันท์และแก้ปัญหาการเมือง ที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม

จากคอมมิวนิสต์สู่คอมพิวติสต์: การเมืองเรื่องอินเทอร์เน็ต

ที่มา ประชาไท

ภูวิน บุณยะเวชชีวิน


ที่มา
: http://www.prachatai.com/05web/th/home/popup_cartoon.php?ID=94

บทความนี้จุดประกายมาจากภาพการ์ตูนประชาไทที่เผยแพร่ในวันที่ 4 เมษายน 2552 โดยบทความมีจุดมุ่งหมายเพื่อชักชวนให้ผู้อ่านตระหนักถึงการเมืองเรื่องอินเทอร์เน็ต (internet politics) ซึ่งหากพิจารณาอย่างผิวเผินดูเหมือนว่าจะไม่มีความสำคัญนักหากเปรียบเทียบกับความร้อนระอุของปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทยในระยะเวลานี้ แต่ถ้าใคร่ครวญให้ดีจะพบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่สมควรจะต้องพิจารณาเพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่สังคมการเมืองไทยให้นิยามว่า เป็นภัยต่อความมั่นคง และบทความจะเสนอแนวคิดทฤษฎีซึ่งประยุกต์ใช้กับการเมืองเรื่องอินเทอร์เน็ตด้วย

นับแต่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นที่แพร่หลายและคนจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้ นำไปสู่คำถามว่า สื่ออินเทอร์เน็ตมีส่วนช่วยในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย (democratization) หรือไม่? และส่งผลอย่างไรต่อสังคมการเมือง โดยทั่วไปอินเทอร์เน็ตควรจะมีส่วนช่วยในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะเป็นพื้นที่ซึ่งจะเป็นเสียงให้กับประชาชนและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เพราะ สื่ออินเทอร์เน็ตต่างจากสื่ออื่น ๆ ตรงที่ไม่ได้เป็นการสื่อสารทางเดียว หากแต่ผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบได้ เช่น กระดานสนทนา (forum) ที่ผู้ใช้สามารถสนทนาและแสดงวามเห็นในประเด็นต่าง ๆ เป็นต้น

ในแง่นี้อินเทอร์เน็ตจึงควรเป็นพื้นที่ที่รัฐไม่ควรเข้ามาแทรกแซง ถึงกับมีผู้กล่าวว่า อิสรนิยม (libertarianism) หรือ อิสรนิยมไซเบอร์’ (cyberlibertarianism) คือ อุดมการณ์ของอินเทอร์เน็ต กล่าวคือ มีเสรีภาพจากการควบคุมทั้งจากรัฐบาลและบริษัท แต่ทว่าในความเป็นจริงดูเหมือนว่าจะไม่ได้สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่ออินเทอร์เน็ตถูกเชื่อมโยงกับประเด็นเรื่องความมั่นคง

อินเทอร์เน็ต ภัยต่อความมั่นคง และสรรพทัศน์นิยม (panopticism)

คำว่า ภัยต่อความมั่นคง หมายถึง ภัยคุกคามร้ายแรงที่มีต่อรัฐ แต่ความหมายของภัยต่อความมั่นคงไม่ได้มีลักษณะสถิตย์ หากแต่แปรเปลี่ยนไปตามบริบทของเวลาและสถานที่ ในบริบทของสังคมการเมืองไทยปัจจุบันดูเหมือนว่า ภัยต่อความมั่นคง คือ สิ่งใดก็ตามที่จะกระทบหรือนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของสถาบันดั้งเดิม (traditional institution) แน่นอนว่าคงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของสถาบันดั้งเดิมที่มีต่อสังคมการเมืองไทย แต่ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันดังกล่าวควรเป็นอย่างไรยังคงเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียง ทว่าเรื่องดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่สามารถพูดถึงได้

อย่างไรก็ตามในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะกระดานสนทนาต่าง ๆ ในเว็บไซต์กลายเป็นพื้นที่ที่เรื่องดังกล่าวถูกกล่าวถึงอย่างเปิดเผย ในแง่นี้การควบคุมตรวจตรา (surveillance) โดยรัฐในพื้นที่ของอินเทอร์เน็ตจึงมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ในหลายกรณีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถูกฟ้องด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ขณะที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ถูกฟ้องในความผิดฐานยินยอมให้มีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว (ม.15 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับประชาไท เป็นต้น

การควบคุมตรวจตราอินเทอร์เน็ตโดยรัฐที่เพิ่มมากขึ้นนำไปสู่แนวคิดที่เรียกว่า สรรพทัศน์นิยม’ (panopticism) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดทฤษฎีที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการเมืองเรื่องอินเทอร์เน็ต คำว่า สรรพทัศน์ (panopticon) หมายความถึง พื้นที่ที่สามารถถูกมองเห็นได้ทั้งหมด (all-seeing place) เป็นสถาปัตยกรรมการออกแบบโดย Jeremy Bentham นักปรัชญาในยุครู้แจ้ง เพื่อสร้างคุกที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถควบคุมนักโทษได้ตลอดเวลา โดยสถาปัตยกรรมดังกล่าวจะมีหอคอยเป็นแกนกลางและล้อมรอบด้วยอาคารวงแหวนซึ่งเป็นชายขอบ อาคารชายขอบจะแบ่งเป็นห้องขังซึ่งทุกห้องสามารถถูกมองเห็นได้โดยหอคอยแกนกลาง

คุกแบบสรรพทัศน์ดังกล่าวทำให้นักโทษรู้สึกเหมือนถูกควบคุมตรวจตราอยู่ตลอดเวลา แม้แท้จริงแล้วอาจไม่มีใครคอยจับตาดูอยู่ก็ตาม และในที่สุดนักโทษก็จะควบคุมตัวเอง Michel Foucault เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า อำนาจทางวินัย (disciplinary power) ที่ร่างกายตกอยู่ใต้บงการ

ในกรณีของอินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียวกันผู้ใช้อินเทอร์เน็ต รวมทั้งสื่ออินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นสื่อทางเลือก รู้สึกเหมือนถูกควบคุมตรวจตราอยู่ตลอดเวลาซึ่งลักษณะเช่นนี้ย่อมสร้างอำนาจทางวินัยในการควบคุมตรวจตราพื้นที่อินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ ประกอบกับการใช้การเมืองแห่งความกลัว (politics of fear) เป็นส่วนเสริมในการควบคุมตรวจตราดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเอง

บทส่งท้าย

จากคอมมิวนิสต์ในปี 2519 ถึงคอมพิวติสต์ในปี 2552 การเมืองเรื่องอินเทอร์เน็ตจึงเป็นเรื่องที่ควรหันมาให้ความสำคัญโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการควบคุมตรวจตราซึ่งสามารถสร้างอำนาจที่สลับซับซ้อน อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประชาธิปไตยในหลายสังคมการเมือง แต่สำหรับสังคมการเมืองไทยกลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามและกลับสร้างการบั่นทอนประชาธิปไตย โจทย์สำคัญ คือ ทำอย่างไรรัฐจึงจะไม่มองคอมพิวติสต์ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง และทำอย่างไรพื้นที่อินเทอร์เน็ตในสังคมการเมืองไทยจะสามารถบรรลุอุดมการณ์อิสรนิยมได้?

สาปภูษา สาปประชาธิปไตยไทย

ที่มา ประชาไท

มุกดา ตฤณชาติ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยปัจจุบันที่แบ่งออกเป็นฝักฝ่าย และมีฝ่ายหนึ่งถูกกระทำ ถูกกดทับ มีแต่ความอึดอัด คับแค้น ชวนให้ผู้เขียนนึกไปถึงละครเรื่องสาปภูษา ที่เพิ่งลาวิกช่อง 3 ไปหมาดๆ ว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกับสถานการณ์ทางการเมืองอย่างน่าประหลาด

เจ้าสีเกดตัวเอกของเรื่องซึ่งเป็นวิญญาณพยาบาทคอยเฝ้าทำร้ายใครๆ นั้น ดูไปแล้วเป็นตัวแทนของชนชั้นล่างที่ถูกกระทำในทุกทาง หรือในสถานการณ์ปัจจุบันก็คือกลุ่มคนเสื้อแดงและแนวร่วมประชาธิปไตยทั้งหลายที่ถูกกด ถูกประณามว่าโง่เง่า เป็นนักเลือกตั้ง ติดประชานิยม นิยมทักษิณ หมิ่นสถาบันฯ ต่างๆ นานาสารพัด และแทบจะไร้เครื่องมือใดๆ ในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

ขออนุญาตเล่าเรื่องสาปภูษา บทประพันธ์ของพงศกร อย่างย่อๆ สำหรับผู้อ่านที่ไม่เคยติดตามดูให้พอมองเห็นภาพคร่าวๆ

เจ้าสีเกดเป็นลูกหลานของเจ้าทางลาวที่ประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐไทย เมื่อการดังกล่าวล้มเหลว จึงถูกกวาดต้อนมาไทยในฐานะเชลย พระบิดาถูกประหารชีวิต ส่วนตัวเจ้าสีเกดนั้นมีชีวิตอยู่อย่างเป็นที่ดูถูก หยามเหยียดว่าเป็นลูกกบฏ ที่ก่อความวุ่นวายให้กับชาติบ้านเมือง

เจ้าสีเกดได้พบรักกับหม่อมเจ้าทัด และตกเป็นภรรยาอย่างไม่ถูกต้องตามประเพณี ความรักครั้งนี้เป็นความหวังของเจ้าสีเกดว่าจะได้รับความรักจากชายที่รัก และได้รับการยกย่องอย่างสมเกียรติสมฐานะราชนิกุล แต่แล้วการณ์กลับผิดจากที่คาดหวังไว้ ไม่นานชายทัดก็ได้พบรักใหม่กับหม่อมเจ้าหญิงฉาย และได้รับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่ให้แต่งงานกัน

เจ้าสีเกดพยายามทุกทางที่จะได้แต่งงานเป็นเมียเอกของท่านชายทัด แต่ชายทัดกลับปลอบประโลมว่าจะแต่งให้เป็นเมียรอง สุดท้าย เมื่อหมดหนทางและรู้ว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ เจ้าสีเกดจึงตัดสินใจ ทำคุณไสยจนชายทัดรับเข้าไปอยู่ในบ้าน แต่แล้วก็ถูกจับได้ เจ้าสีเกดต้องโทษประหาร ซึ่งการประหารจะมีขึ้นหลังจากเจ้าสีเกดคลอดลูกแล้ว โดยหญิงฉายจะรับลูกไปเลี้ยง ส่วนผ้าห่มไหมปักทองที่เจ้าสีเกดเพียรปักเพื่อใช้ในงานแต่งงานของตนกับท่านชายทัด ก็จะต้องยกให้หญิงฉายใช้ในงานแต่งงาน

ด้วยความเคียดแค้น และหยิ่งในศักดิ์ศรีของตน เจ้าสีเกดจึงได้ผนึกคำสาปแช่งลงในผืนผ้า และผูกคอตายพร้อมลูกในท้องในคืนที่ปักผ้าเสร็จ จากนั้นวิญญาณของเจ้าสีเกดก็ตามอาฆาตพยาบาทชายทัดและหญิงฉายไม่ให้ได้แต่งงานกันทุกชาติภพ

เรื่องนี้ในทางพุทธอาจจะสอนได้ถึงเรื่องกฎแห่งกรรม ผู้อ่านอาจจะเห็นเจ้าสีเกดน่าสงสาร แต่ก็ไร้สติ ไม่รู้จักทำใจให้ยอมรับความจริง และยึดมั่นในศักดิ์ศรีจนเกินไป

แต่หากมองให้พ้นจากกรอบศีลธรรมเดิมๆ นี้ จะเห็นได้ว่า เจ้าสีเกดนั้นต่อสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตน

เจ้าสีเกดอาจจะหลงรักท่านชายทัด ใจอ่อนยอมตกเป็นเมียง่ายๆ แต่เมื่อทอดถูกทิ้ง จึงร้องทวงถามความรัก และศักดิ์ศรี สิ่งที่ชายทัดมอบให้เป็นเพียงตำแหน่งเมียรอง ขณะที่ผู้รักประชาธิปไตยถูกอภิสิทธิ์ชนข่มขืนครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร ยุบพรรค ล้มรัฐบาล สถาปนารัฐบาลอภิสิทธิ์ ในการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ปราศจากการแทรกแซงของอภิสิทธิ์ชน อันแสดงถึงการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน สิ่งที่ได้รับมีเพียงแค่ รัฐธรรมนูญ 50 (ฉบับอำมาตย์) เศรษฐกิจพอเพียง และเช็ค 2,000 บาท

สิ่งเดียวที่เจ้าสีเกดมีคือ มารยาหญิง และเธอก็ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เธอต้องการ เมื่อไม่ได้ผล ไร้หนทางต่อสู้ และสถานการณ์บีบบังคับ เธอจึงจำต้องใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม

อำนาจที่ฝ่ายประชาธิปไตยมีคือ เสียงข้างมาก แต่กลับถูกปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก นำมาซึ่งการชุมนุมของคนเสื้อแดงนับแสนเพื่อสำแดงอำนาจในที่สุด หากแต่เหล่าอภิสิทธิ์ชนก็ยังเมินเฉย ความอึดอัด คับแค้นใจของผู้ชุมนุมนำไปสู่การปิดถนนโดยที่แกนนำไม่สามารถควบคุมได้ พวกเขาเลือกใช้วิธีการที่รู้อยู่เต็มอกว่าคนทั่วไปยอมรับไม่ได้ด้วยเหตุผลเดียวคือ ทนไม่ไหวแล้วโว้ย ทำไม (มึง) ไม่ฟังเสียงประชาชน (กู) บ้าง

แต่แล้ว นอกจากจะไม่ฟังเสียงประชาชนที่ออกมาสู่ท้องถนนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดแล้ว รัฐบาลโดยการหนุนหลังของกองทัพ เครือข่ายอำมาตย์ และประชาชนผู้มีใจสมยอมต่ออภิสิทธิ์ชนเหล่านี้ ยังยัดข้อหา ใช้ความรุนแรง ก่อการจลาจล และนำกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมอย่างชอบธรรม ท่ามกลางเสียงเชียร์และปรบมือ รัฐบาลทำดีแล้ว อดทนได้อย่างดี โดยไร้การไตร่ตรองว่าความรุนแรงทั้งในเชิงโครงสร้างและทางกายภาพนั้นเริ่มต้นจากฝ่ายรัฐ ซึ่งควรจะต้องรับผิดชอบด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับความผิดถึงขั้นประหารชีวิตของเจ้าสีเกด ที่ไม่มีฝ่ายใดลงโทษชายทัด กลับส่งเสริมให้แต่งงานกับหญิงฉายต่อไป

ดังนั้น เรื่องจึงไม่จบลงเพียงแค่นี้ แต่กลับเป็นจุดเริ่มของความอาฆาตพยาบาทในจิตใจที่ไม่ยอมถูกกดขี่ของเจ้าสีเกด และติดตามไปทำลายชีวิตของชายทัด รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องอีกหลายชาติ ต่อการเมืองไทย ผู้เขียนเองก็เชื่อว่า ไม่จบเพียงแค่นี้ ความไม่เป็นธรรมที่กดทับต่อประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งทำให้พวกเขาตื่น และตอบโต้ต่อผู้ปกครองรุนแรงยิ่งขึ้น แถมกระจายไปทั่วทุกพื้นที่

ชายทัด และผู้แวดล้อมกระทำผิดต่อผู้หญิงคนหนึ่ง สาเหตุหนึ่งนั้นด้วยความหลายใจของชายทัดเอง แต่อีกประการมาจากประเพณีที่เป็นกรอบของทัศนะที่ผิดพลาด ทัศนะที่ยกให้ชายเป็นใหญ่ และยกตนเป็นใหญ่เหนือผู้อื่นของศักดินาไทย โดยเฉพาะต่อเชลยศึก ซึ่งสวนทางและไม่มีวันลงรอยกับความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของเจ้าสีเกด จึงก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น หากแต่เมื่อมาเกิดในโลกสมัยใหม่ มองเหตุการณ์และปัญหาด้วยทัศนะแบบใหม่ ที่ให้ความเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่นมากขึ้น ทาวิธซึ่งเป็นชาติใหม่ของชายทัด จึงยอมบวชตลอดชีวิตเพื่ออุทิศส่วนกุศลและมอบความรักที่บริสุทธิ์ใจให้กับเจ้าสีเกด วิญญาณอาฆาตที่ไขว่คว้าหาความรักของเจ้าสีเกดจึงสิ้นพันธะและไปสู่สุคติในที่สุด

ผู้เขียนเห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งในการเมืองไทยก็ไม่อาจยุติได้ถ้าหากคู่ขัดแย้งยังคงมองผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชั้นล่างด้วยทัศนคติแบบเก่าของศักดินา ดูถูกว่าไร้การศึกษา ซื้อหาว่าจ้างได้ด้วยเงินหลักร้อยหลักพัน เรียกร้องหาประชาธิปไตยจอมปลอม ถูกยุยงปลุกปั่น แล้วปฏิบัติต่อพวกเขาประหนึ่งไพร่ฟ้าที่บังอาจลุกมาแข็งข้อต่อศักดินา ต่อให้ไล่จับแกนนำ ไล่ปิดสื่อ บิดเบือนข่าวสาร ต่อให้ยุบพรรคอีกร้อยพรรค รณรงค์ให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรง หรือต่อให้โยนเงินสร้างประชานิยมอย่างเดียว โดยไม่แตะโครงสร้างการเมืองที่ไม่เป็นธรรม ก็ไม่อาจทำให้สังคมไทยสงบสุขได้อีกต่อไป หากแต่ยิ่งสวนทางกับจิตใจที่ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม รังแต่จะกด บีบ ให้ไร้ทางต่อสู้ และรอวันปะทุออกมาเป็นความรุนแรงยิ่งๆ ขึ้น

หนทางที่จะแก้ปัญหาได้คือ รัฐบาล กองทัพ อภิสิทธิ์ชน ประชาชนทั่วไปต้องมีทัศนคติแบบใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคนในฐานะพลเมืองที่มีสำนึกทางการเมือง หยุดและไม่ยอมรับการแทรกแซงทางการเมืองใดๆ ถึงเวลาแล้วที่จะประชาธิปไตยไทยต้องพัฒนาไปด้วยน้ำมือประชาชน ซึ่งเริ่มได้ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 และยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน มิเช่นนั้นแล้ว ประชาธิปไตยไทยคงจะต้องคำสาป และผู้รักประชาธิปไตยจะกลายเป็นวิญญาณอาฆาตคอยตามพยาบาททำลายล้างเหล่าอภิสิทธิ์ชนไปอีกนานแสนนาน

เมื่อสื่อมวลชน ‘ปิดหู’ และ ‘ปิดตา’ ประชาชน

ที่มา ประชาไท

วรางคณา (วณิชาชีวะ) โกศลวิทยานันต์

หลังการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นับจำเพาะแต่ในกรุงเทพฯ กำลังถูกปิดบังข้อมูลข่าวสารในทุกๆ ด้าน ทุกๆ สื่อ

ตลอดจนสื่อบางประเภทถูกเซ็นเซอร์ รุนแรงสุดก็คือระงับการออกอากาศ เป็นต้นว่า วิทยุชุมชนหลายๆ สถานีในต่างจังหวัด และการตัดสัญญาณดาวเทียมของดีสเตชั่นฯลฯ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ มาร์ค อ้างว่าเพื่อรักษาความสงบสุข ลดปัญหาความแตกแยกในสังคมลง อ้างสูงถึงการรักษาความมั่นคงของประเทศ

โดยส่วนตัวในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งและเคยประกอบอาชีพสื่อมวลชนมาเมื่อสิบปีที่แล้ว ดิฉันสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบธรรมในการเสนอข่าวสารของสื่อบางแขนง เสนอข่าวด้านเดียว และเลือกข้างเสียเสร็จสรรพ ที่สำคัญยังยัดเยียดข้อมูลให้ประชาชนยอมรับการกระทำของรัฐบาล

แม้ปัจจุบันดิฉันจะผันตัวเองมาประกอบธุรกิจส่วนตัวแล้วก็ตาม แต่ก็ยังติดตามและเสพข่าวสถานการณ์บ้านเมืองทุกๆ แขนง

สิ่งที่สัมผัสได้คือวันนี้ข่าวสารที่ได้รับรู้ทั้งดู ฟัง อ่าน จากสื่อมวลชนกระแสหลักต่างออกมาในทิศทางเดียวกันคือประชาสัมพันธ์ความชอบธรรมต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยัดเยียดข้อมูลว่าความสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วยความรุนแรงต่างๆ นานาของฝ่ายทหารเป็นเรื่องจำเป็นเสียเหลือเกิน

หลายๆ รายละเอียด และเหตุผลของความรุนแรงครั้งนั้นสื่อมวลชนหลายๆ สังกัดพากันโหมกระพือว่ารัฐบาลทำถูกต้องแล้ว เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมเหลือล้น ยกแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย พร้อมกันนั้นก็ประณามฝ่ายที่คิดตรงข้ามกับรัฐบาลว่าคือผู้ผิด

ดิฉันไม่เห็นความคิดเห็นในมุมอื่นๆ เลย สื่อมวลชนคิดเห็นไปในทางเดียวกันหมด ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ รัฐบาลกำลังเล่นอะไรกับสื่อ จะมีก็แต่คอลัมนิสต์บางท่านเท่านั้นที่มองในมุมกลับคือให้ความชอบธรรมกับทุกๆ ฝ่ายในความขัดแย้งจริงๆ

ดิฉันไม่คิดว่าการคิดตรงข้ามกับรัฐบาลชุดนี้จะเป็นความผิดแต่อย่างใด ก็ในเมื่อการเมืองชนิดที่เป็นอยู่นี้ดิฉันมิหาญเรียกได้ว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะถ้าการเมืองไทยเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ให้คนส่วนมากจริง ในการชุมนุมคนเสื้อแดงจะมีคนหลากหลายอาชีพมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร พวกเขามาป่าวร้องให้รัฐบาลเห็นความเดือดร้อนของพวกเขา เช่นนี้พวกเขาผิดด้วยหรือ ก็ในการชุมนุม (ม็อบ) เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ให้เสียงของพวกเขามีโอกาสดังขึ้นมาให้ฝ่ายปกครองได้ยินได้เห็นชัดๆ

เอาง่ายๆ ถ้าบ้านนี้เมืองนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแล้วละก็ ฝ่ายปกครองจะต้องเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ของคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องยอมรับการชุมนุมโดยสันติของประชาชน ไม่ใช้กำลังทหารมาปราบปรามไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดก็ตาม

ณ วันนี้ประเทศไทยกำลังย้อนกลับไปเหมือนยุคสิบสี่ตุลาอีกครั้ง สื่อมวลชนยุคนี้ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อความดีความงามของฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น เสนอข่าวเพียงด้านเดียว ไร้ซึ่งความเป็นธรรม ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน สื่อฯเป็นผู้ตัดสินพิพากษาสังคมเสียเอง แล้วสื่อฯมั่นใจได้อย่างไรว่าตัดสินถูกแล้วก็ในเมื่อคุณมองปัญหาจากหอคอยงาช้าง

ยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวคือเมื่อเช้าดิฉันดูรายการเช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า ทางช่องเก้าโมเดิร์นไนน์ร่วมกับเนชั่น ในตอนหนึ่งคุณสุทธิชัย หยุ่น พูดว่าประเทศนิการากัวเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่ง ใครที่ได้พาสปอร์ตไปก็ถือว่าไม่มีศักดิ์ศรีสักเท่าไหร่

คุณวัดศักดิ์ศรีคนด้วยความยากดีมีจนเท่านั้นหรือ

แค่ประโยคเดียวก็รู้แล้วว่าสื่อของคุณยืนอยู่ข้างไหน จะด้วยเหตุผลหรือผลประโยชน์อันใดก็ตามแต่ ที่สำคัญคุณสุทธิชัยดูถูกคนจน คุณเอามาตรฐานด้านวัตถุเงินทองมาวัดความเป็นมนุษย์อย่างนั้นหรือ

เมื่อเป็นเช่นนี้คุณจะมาสะท้อนปัญหาสังคมได้อย่างไร คุณจะเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนคนจนๆ ตามต่างจังหวัดซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศไทยได้อย่างไร

คุณอย่าลืมว่าคนส่วนมากของประเทศไทยเป็นเกษตรกรที่มีฐานะความเป็นอยู่ต่างจากพวกคุณอย่างมหาศาล แต่เขาเหล่านั้นก็เสียภาษีให้รัฐ และก็เป็นพลเมืองที่ได้รับความทุกข์ร้อนต่างๆ อันเป็นผลพวงมาจากการเมืองที่ไม่เป็นธรรม เป็นการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ แต่ไม่ใช่การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ดิฉันเชื่อด้วยใจบริสุทธิ์ว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงและต้องปฏิวัติประชาธิปไตยให้สำเร็จ

ที่สำคัญดิฉันเชื่อในพลังประชาชนที่อยู่ในทุกหย่อมหญ้าของสังคมไทย ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯเท่านั้น ดิฉันยังหวังให้คนทุกๆ ส่วนจะยังมีไฟและมีความหวังอยู่เต็มหัวใจที่จะเห็นสังคมที่ให้สุขกับทุกคนอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกันภายใต้การเมืองการปกครองที่เป็นธรรมและเป็นของประชาชนจริงๆ