WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 25, 2009

แมลงวันขอตอมแมลงวัน ในสถานการณ์สื่อเลือกข้าง

ที่มา ประชาไท

ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์

อดีตบรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์ไทยไฟแนนเชียล

อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ข่าวพิเศษรายสัปดาห์

ปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์เพื่อนนักลงทุน TNN 24

ในฐานะที่เป็นคนข่าวอยู่ร่วม 10 ปีเศษ และตอนนี้ก็ทำหน้าที่สื่ออยู่ ผมมีความรู้สึกทั้งไม่สบายใจและคับข้องใจต่อบทบาทของสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน 3 ด้านหลักๆ คือ

1.สื่อไม่ได้นำหน้าที่เป็นผู้รายงานข่าวอย่างเป็น ‘สื่อกลาง

2.สื่อไม่ได้ปฏิบัติงานเยี่ยงนักวิชาชีพที่ควรจะต้องรอบด้าน และตรวจสอบอย่างดีก่อนนำเสนอ

3.สื่อได้ประกาศตัวชัดเจนว่า จะเลือกข้างอยู่ข้างหนึ่ง เป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายหนึ่ง และโจมตีอีกฟากหนึ่ง

ผมมีข้อเสนออยู่ 3 ประเด็นที่สำคัญคือ ต้องมีการตรวจสอบสื่ออย่างเข้มข้นจากประชาชน และต้องทำอย่างวิชาชีพอื่นเขาทำกัน นั่นคือ มีการควบคุมและมีมาตรการที่มีบทลงโทษที่ชัดเจน ไม่ใช่พูดกันว่า ให้สื่อตรวจสอบกันเอง แล้วก็เข้าข้างกันเองอย่างที่เป็นอยู่

1.สื่อไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้รายงานข่าวอย่างเป็น ‘สื่อกลาง ผมไม่ขอใช้คำว่า ‘เป็นกลางเพราะความเป็นกลางนั้นมันไม่มีอยู่จริง แต่หลักง่ายๆ คือการเป็น ‘สื่อกลางนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่สื่อต้องทำให้ได้ก่อน

ปรากฎการณ์ที่หญิงผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงรายหนึ่งไปทะเลาะกับสื่อหรือประชาชนก็ตาม แล้วโดนจิกหัวลากไปกับพื้น ต่อมาเมื่อเธอไปแถลงข่าวต่อที่ประชุมนักข่าวรัฐสภา เรื่องอย่างนี้มันยากเย็นนักหรือที่สื่อจะรับฟังปากคำของเธอ แต่เรากลับเห็นสื่อภาคสนามจำนวนมากตั้งป้อมไว้ก่อน เช่น ก็คุณไปถุยน้ำลายใส่เขาก่อน เขาจิกหัวลากไปกับพื้นก็สมควรแล้ว, คุณมาแถลงข่าวกับสื่อทำไม ก็ไปแจ้งความโรงพักโน่นสิไป, ทำไมคุณไม่รอฟังรัฐบาลชี้แจงความจริงก่อนค่อยมาแถลงข่าว, คุณทำไมเคี้ยวหมากฝรั่งไปพูดไป รัฐมนตรียังไม่แสดงกริยาแบบนี้กับนักข่าว ฯลฯ

หลักปฏิบัติมันก็ง่ายๆ แค่นี้แหละครับ สื่อก็ต้องฟังเขาก่อนให้จบ จบแล้วสงสัยอะไรก็ซักถาม หากเห็นว่า ควรต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน ก็ต้องตรวจสอบ แล้วก็ส่งรายงานข่าวดิบไปยังกองบรรณาธิการ บรรณาธิการก็ย่อมใช้วิจารณญาณและความเป็นนักวิชาชีพเองว่า จะนำเสนอข่าวชิ้นนี้ออกมาให้มีดุลถ่วง และเป็น ‘สื่อกลาง ในการนำเสนอออกไปได้อย่างไร

ลำพังแค่สื่อตัดสินแหล่งข่าวเสียแล้วว่า คุณมันเลว ก็สมควรโดน, คุณมาผิดที่ต้องไปโรงพัก, คุณไม่ยอมฟังเรื่องจริงจากรัฐบาลแล้วแร่มาแถลงข่าว แถลงก็ทำตัวน่าหมั่นใส้ เคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วย แถมมาด่าสื่อว่าไม่เป็นกลางอีก แบบนี้มันก็สอบตกตั้งแต่ข้อแรกแล้ว

2.สื่อไม่ได้ปฏิบัติงานเยี่ยงนักวิชาชีพที่ควรจะต้องรอบด้าน และตรวจสอบอย่างดีก่อนนำเสนอ

อันนี้เป็นหลักปฏิบัติสำหรับนักวิชาชีพสื่อพึงทำ ผมยกตัวอย่างเรื่องหญิงเสื้อแดงนั้นแหละ หากคุณสงสัยว่า หญิงคนนี้ให้ข่าวเท็จ สื่อก็ย่อมสามารถตรวจสอบข่าวนั้นซ้ำ (double check) อาจเป็นการถามซ้ำ ซักทวน ซักแย้ง (แต่ก็ต้องให้แหล่งข่าวเขาพูดให้จบก่อน ไม่ใช่แทรกกลางปล้องตลอดอย่างที่เห็น) หรือหาหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องมาดู หรือตรวจสอบไปยังแหล่งอื่นที่อาจเป็นคนละด้านกับหญิงคนนี้ (cross check) เช่น ทหาร ตำรวจ หรือชาวบ้าน หรือนักข่าวสนามในวันเกิดเหตุ

ที่สำคัญ เรื่องแบบนี้ควรมีการทำรายงานในเชิงสอบสวนสอบสวน (investigative news) ด้วยซ้ำไป เพราะภาพหลักฐานก็ปรากฏ ผู้หญิงคนเสื้อแดงนี่ก็โผล่มาแล้ว สื่อก็แค่ตามหาตัวผู้ชายที่ไปจิกหัวเขาลากสักหน่อย มันหาตัวไม่ยากหรอก คือหากคนๆ นี้ไม่เป็นสื่อมวลชน (เพราะสังเกตว่ามีกล้อง และกระเป๋ากล้องแบบช่างภาพหนังสือพิมพ์ชอบมีกัน) ก็เป็นทหาร (เพราะใส่เสื้อเขียว) หรือไม่ก็ชาวบ้านแถวๆ ที่เกิดเหตุ (ที่เกิดเหตุนี่อยู่แถวๆประตูน้ำ ไปถามหากับวินมอเตอร์ไซค์แถวๆ นั้นก็ได้) ผมก็ไม่เห็นว่า จะหาตัวผู้ชายคนนี้ยากตรงไหน จะได้ซักไซร้ไต่ถามกันให้ได้ความอีกข้าง

ยังขาดการทำข่าวในเชิง investigative news อีกเยอะแยะมากในเหตุการณ์ชุมนุมครั้งนี้ เป็นต้นว่า ที่ชาวบ้านร้านตลาดเขาสงสัยก็คือ พวกม็อบเสื้อแดงนี่มันไม่โง่ก็บ้าที่ตอนเกิดเหตุการณ์ดันไปเขย่าขวัญคนกรุงเทพฯ ทั้งเอารถแก๊สไปตั้งไว้ใกล้แฟลตดินแดง (แต่สื่อก็ไม่ได้สืบค้นว่ามันไปยังไงมายังไง เสนอแต่ว่า เกิดตูมตามขึ้นมา ระเบิดไปในรัศมี 5 กิโล มีตายเป็นเบือ) เหตุการณ์พวกเสื้อแดงไปก่อเรื่องยิงมัสยิด เหตุการณ์ไปยิงชาวบ้านตลาดนางเลิ้งตาย

คำถามพื้นฐานที่สื่อควรสงสัย (หรือคนสติดีๆ ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นสื่อ) ก็คือ มูลเหตุจูงใจของพวกเสื้อแดงที่ก่อเหตุอาละวาดเป็นหมาบ้านี่มันคืออะไร พวกนี้เห็นคนกรุงเทพฯเป็นศัตรูหรือ? หรือว่าพวกนี้ต้องแสวงหาการสนับสนุนจากคนกรุงเทพฯ และประชาชนทั่วไปไม่ใช่หรือ? แล้วก็ต้องทำรายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนให้ปรากฏ ซึ่งผมว่า ก็ไม่ยาก...สื่อก็แค่ถามพวกแกนนำเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบในตอนนั้นว่า พวกคุณส่งพวกนี้ไปอาละวาดจริงไหม ทำไมพวกคุณทำแบบนั้น ซึ่งก็คือการ cross check ขั้นเบสิกมากๆ

แต่ที่ผมได้ยินมาก็คือว่า พวกแกนนำเสื้อแดงพยายามติดต่อสื่อ สำนักต่างๆ ไปเพื่อชี้แจงข้อมูลจากมุมมองของเขา แต่สื่อจำนวนมากปฏิเสธที่จะเสนอข่าวในอีกมุม โดยอ้างว่าอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ถูกควบคุมการรายงานข่าวจากรัฐบาล

จากนั้นสื่อก็ทำตัวไม่ต่างไปจากกระบอกเสียงรัฐบาลว่า พวกเสื้อแดงอาละวาดเผาบ้านเผาเมือง เป็นศัตรูกับคนกรุงเทพฯ สื่อบางแห่งยั่วยุให้คนกรุงเทพฯ ตั้งกองกำลังออกมาจัดการพวกเสื้อแดงด้วยซ้ำ

ปัญหามีอยู่ว่า สื่อกลัว พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือว่า เพราะมีอคติ (bias) เป็นพื้นฐานอยู่ด้วย หรือทั้งสองส่วน...

3.สื่อได้ประกาศตัวชัดเจนว่า จะเลือกข้างอยู่ข้างหนึ่ง เป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายหนึ่ง และโจมตีอีกฟากหนึ่ง

เรื่องนี้มีประจักษ์พยานมากมายว่า สื่อเลือกข้าง เลือกปฏิบัติ เป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อให้อีกฝ่าย และโฆษณาโจมตีอีกฝ่าย ผมยกตัวอย่างง่ายๆ

-ในตอนที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประท้วงไล่รัฐบาลทักษิณขึ้นสู่กระแสสูง สมาคมวิชาชีพสื่อนั่นเอง แทนที่จะวางตัวเป็นผู้รายงานข่าวที่เป็น ‘สื่อกลาง กลับออกแถลงการณ์เสียเอง ให้รัฐบาลทักษิณลาออกหรือยุบสภา

-ในตอนคมช.ทำรัฐประหาร 19 กันยายน สมาคมวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ และสภาการหนังสือพิมพ์ ส่งประธานหรือนายกสมาคมฯ ไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เสียเอง ยังโชคดีว่า นักข่าวสนามจำนวนมากออกมาต่อต้าน แต่ต้านแล้วก็ไม่ฟัง ทุกวันนี้ยังเตลิดเตลยไปเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการแต่งตั้งอีก และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายที่แต่งตั้งตนเองอีก

-ในตอนรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกิดปะทะกับพันธมิตรฯ ต้องมีการออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สมาคมวิชาชีพสื่อพากันออกแถลงการณ์ประณามว่า รัฐอย่ารุนแรงกับผู้ชุมนุม แนะนำให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาแก้ปัญหา มาตอนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สื่อออกแถลงการณ์ว่า ผู้ชุมนุมอย่าทำรุนแรง ทักษิณต้องยุติเคลื่อนไหว ปัญหาจะได้จบ รัฐบาลจะใช้กำลังก็แต่พอดี อย่าให้บาดเจ็บล้มตาย...!

-นี่ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนร่วมวิชาชีพของผม บรรดานักเล่าข่าวจากค่าย The Nation หริอลูกหม้อเก้าค่ายนี้ที่ทำตัวไม่ต่างไปจากกระบอกเสียงฝ่ายหนึ่ง ให้ร้ายโจมตีอีกฝ่ายตามช่อง 3 5 7 9 NBT TPBS นะครับ ใครที่มีสามัญสำนึกดีก็ย่อมรู้ว่า คนเหล่านี้กำลังทำหน้าที่สื่อกลาง หรือเป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และทีท่าหน้าตาท่าทางการแสดงออกเต็มที่ว่า กูจะทำตัวแบบนี้ซะอย่าง ใครจะทำไม! ามว่ารัฐอย่ารุนแรงกับผู้ชุมนุมิดปะทะกับพันธมิตรต้องมีการออกประกาศพรก.ฉุกเฉิน สมาคมวิชาชีพสื่อพากันออกแถลงการณ์ประากการแต่งตั้งอ

ข้อเสนอของผมมีง่ายๆ สั้นๆ คือ

1.ก็กลับไปทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง, ทำตัวเยี่ยงนักวิชาชีพ ตรวจสอบอย่างรอบด้าน, ตัดอคติออกเสีย อย่าเลือกข้างให้มันน่าเกลียดน่าชังไปกว่าที่เห็นและเป็นอยู่

2.ตรวจสอบสื่อให้มันได้มาตรฐานทั่วไปหน่อย วิชาชีพอื่นอย่างแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักวิเคราะห์หุ้น ฯลฯ เขามีช่องทางเข้าสู่อาชีพไม่ง่ายนะครับ ต้องเรียนต้องอบรมบ่มเพาะมา ต้องสอบใบอนุญาตให้ผ่าน ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพ ทำผิดพลาดมามีบทลงโทษตั้งแต่ปรับ, แบล็กลิสต์, ยึดใบอนุญาต, ขังคุก

แต่สื่อมวลชน ประทานโทษนะครับ คุณจะจบอะไรมาก็ได้ คุณไม่ต้องผ่านการฝึกอบรม หรือฝึกฝนอะไรมาก็ได้ ไม่ต้องมีหน่วยงานกลางของทางราชการตรวจสอบว่า หากคุณทำผิด คุณต้องโดนแบล็กลิสต์ โดนยึดใบอนุญาต หรือโดนขังคุกแบบอาชีพอื่นนะครับ

โอเคครับ รุ่นพ่อรุ่นลุงของวงการเราสู้กันมามากเพื่อความเป็นอิสระในวิชาชีพนี้ ไม่ต้องการให้รัฐบาลควบคุม พวกเราจะควบคุมกันเอง แล้วไหนละครับ สภาการหนังสือพิมพ์ สภาการวิชาชีพสื่อ เคยขึ้นแบล็กลิสต์ใครซักรายหรือยัง เคยถอนใบอนุญาตนักข่าวสนาม บรรณาธิการสักกรณีให้เห็นไหม...ไม่มีครับ

แล้วเปรียบเทียบดูง่ายๆ ระหว่าง หมอ วิศวกร สถาปนิก นักวิเคราะห์หุ้น กับสื่อ ใครที่มีบทบาทมีผลกระทบต่อสังคมวงกว้างมากกว่ากันในการปฏิบัติหน้าที่...? หมอรักษาคนผิด โดนแพทยสภายึดใบอนุญาต ส่งตัวเข้าคุก วิศวกรออกแบบตึกผิด ตึกถล่มคนตาย โดนยึดใบอนุญาต ส่งเข้าคุก

นักข่าวส่งข่าวเข้าโรงพิมพ์ผิด ประเทศชาติเสียหาย คนทั้งชาติได้รับผลกระทบ นักข่าวก็ยังสบายดี ตกเย็นไปเมากันที่ Sky high หรือข้าวต้มอนันต์กันปกติ พรุ่งนี้สายๆ ก็เข้าโรงพิมพ์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สังคมต้องเรียกร้องรูปธรรมในการกำกับสื่อครับ เอาเบื้องต้นนี้แหละ เอาแค่แบบที่วิชาชีพอื่นต้องปฏิบัติ เสรีภาพย่อมมาคู่กับความรับผิดชอบครับ

วิเคราะห์เชิงวิชาการ : คดีที่ดินรัชดาฯ

ที่มา ประชาไท

ตุลาการผู้ไม่ภิวัตน์

ในช่วงรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทำให้สถาบันการเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะบริษัทเงินทุนต่าง ๆ ขาดสภาพคล่อง ด้วยพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคย
อิงแอบศักดินาอำมาตย์ และนายทุนสามานย์ ที่ยึดประโยชน์ของพวกตนเป็นใหญ่ จึงได้ทุ่มเทเงินจากภาษีของประชาชนเข้าช่วยเหลืออุ้มชูบริษัทเงินทุนเหล่านั้นไว้ โดยมิได้คำนึงถึงความทุกข์ยากแร้นแค้นของราษฎร์

บริษัทเงินทุน เอราวัณทรัสต์ จำกัด เป็นบริษัทหนึ่งที่ขาดสภาพคล่องในทางการเงิน กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินสังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น ได้สั่งให้กองทุนฟื้นฟูฯเข้าแก้ไขฟื้นฟูโดยเพิ่มทุนให้ 300,000,000 บาท และรับโอนหุ้นจดทะเบียนและชำระค่าหุ้นแล้วจากบริษัทเงินทุนเอราวัณทรัสต์ จำกัด ร้อยละ 75 ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวร้อยละ 92 แต่กระนั้นบริษัทก็ยังมีกองทุนติดลบอยู่ จำเป็นต้องทำให้เงินกองทุนของบริษัทเป็นบวกเสียก่อนนำออกขาย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2538 กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จึงซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกของบริษัทเงินทุนเอราวัณทรัสต์ จำกัด 2 แปลง 31 โฉนด เนื้อที่รวม 121 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา เป็นราคาค่าซื้อทั้งสิ้น
4,889,497,500 บาท ซึ่งล้วนแต่เป็นเงินของประชาชนทั้งสิ้นต่อมากองทุนฟื้นฟูฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์บัญชีทรัพย์สินรอขายใหม่ทั้งหมดเพื่อรับรู้การขาดทุน โดยใช้ราคาประเมินของกรมที่ดินในขณะนั้นเป็นราคาที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เป็นผลให้ที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวมีราคาลดลงเหลือเพียง 2,064,600,000 บาท เฉพาะแปลงที่ 2 ที่เกี่ยวกับคดีนี้มีราคา 754,500,000 บาท

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 กองทุนฟื้นฟูฯ นำที่ดินแปลงที่ 2 ออกประมูลขายทางอินเตอร์เน็ต โดยกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ที่ 870,000,000 บาท มีผู้ประสงค์จะซื้อ 8 ราย แต่เมื่อกำหนดต้องเสนอราคาปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดเสนอราคาประมูล กองทุนฟื้นฟูได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงที่ 2 ออกเป็น 4 โฉนดโดยแบ่งหักส่วนที่เป็นสาธารณะประโยชน์ออกไป เหลือเนื้อที่ 22 ไร่ 78.9 ตารางวา หลังจากนั้นจึงประกาศขายที่ดินนี้ใหม่อีกครั้งโดยวิธีประกวดราคาโดยไม่กำหนดราคาขั้นต่ำเอาไว้ มีผู้เสนอราคา 3 ราย คือบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 730,000,000 บาท บริษัท โนเบิลดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 750,000,000 บาท และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 เสนอราคา 772,000,000 บาท ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด และสูงกว่าราคาที่ดินที่ปรับแล้วคือ 754,500,000 บาท กองทุนฟื้นฟูจึงประชุมกันและอนุมัติให้คุณหญิงพจมาน เป็นผู้ชนะการประกวดราคา คุณหญิงพจมานได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับกองทุนฟื้นฟูฯ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2546 และชำระราคาครบถ้วนในเวลาต่อมาก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขาย และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในวันที่ 30 ธันวาคม 2546 โดยพันตำรวจ ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมแก่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซึ่งเป็นภรรยา โดยมอบหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวประเภทข้าราชการการเมือง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประกอบการทำสัญญาด้วย

มีปัญหาว่า โดยหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม Rule of Law แล้วพันตำรวจโท
ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะจำเลยที่ 1 และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในฐานะจำเลยที่ 2
ควรต้องรับโทษในทางอาญาหรือไม่

ตามคำพิพากษาที่ได้อ่านและเปิดเผยแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์(อัยการสูงสุด) บรรยายฟ้องมามีเพียงการที่จำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 2 ในการร่วมประมูลซื้อและทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท และจากการไต่สวนพยานของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประกอบรายงานสรุปสำนวนการตรวจสอบไต่สวนของ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ได้ความว่า การดำเนินการตั้งแต่ร่วมเสนอราคา ทำสัญญาจะซื้อจะขายจนกระทั่งทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับกองทุนฟื้นฟูฯ นั้น เป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว โดยไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีการกระทำการอย่างใดที่แสดงให้เห็นว่าร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 ด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนกระทำหรือเกี่ยวข้องในอันที่จะแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์จะมีเจตนาร่วมซื้อที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 ลำพังการที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอถึงขนาดให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำการร่วมกับจำเลยที่ 2 แล้ววินิจฉัยเฉพาะจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำผิดเพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

ส่วนพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ปรับบทกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และมาตรา 122 ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดและพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงอาญา

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. 2542 มาตรา 100 บัญญัติว่า
ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนินกิจการ
ต่อไปนี้ (1) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่กำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี
วรรคสองบัญญัติว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใดที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(ซึ่งหมายถึง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย) และวรรคสามบัญญัติว่า

ให้นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคสอง โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรส ดังกล่าวเป็นการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

มาตรา 122 บัญญัติว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 100 มาตรา 101 หรือมาตรา 103 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และวรรคสองบัญญัติว่า กรณีความผิดตามมาตรา 100 วรรคสาม หากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่คู่สมรสของตนดำเนินกิจการตามมาตรา 100 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นไม่มีความผิด ดังนี้

จะเห็นได้ว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้น พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตจร จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมเสนอราคาในการประมูลซื้อที่ดินพิพาทกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท แต่เป็นการดำเนินการของคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีการกระทำการอย่างใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 ด้วย เหตุนี้จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ที่ได้กระทำการใดหรือลงมือกระทำการใด อันจะปรับได้ว่าเป็นผู้กระทำความผิดในตัวของจำเลยที่ 1เอง แต่จะเป็นความผิดได้เพราะการกระทำของคู่สมรสคือคุณหญิงพจมาน ผู้ภรรยาเท่านั้น ดังนั้นในเบื้องต้นจึงถือไม่ได้ว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่กำกับหน่วยงานของรัฐอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง (1)

ปัญหามีว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ควรจะต้องรับโทษในทางอาญาเพราะการกระทำของคู่สมรสคือ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรคสามหรือไม่ เห็นว่า เมื่อการกระทำของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดเพราะเป็นการเข้าประมูลประกวดราคาซื้อที่ดินโดยสุจริตและเปิดเผย และเงินที่ชำระราคาที่ดินที่ประมูลได้ก็ไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิด ต้องคืนแก่คุณหญิงพจมานจำเลยที่ 2 ไปเช่นนี้ จึงไม่อาจจะนำเอาการกระทำที่ไม่เป็นความผิดของคุณหญิงพจมานไปเป็นการกระทำที่เป็นความผิดเพื่อลงโทษพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้กระทำหรือลงมือกระทำใด ๆ ดังกล่าวแล้วได้

นอกจากนั้น ตามมาตรา 122 วรรคสองยังบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้นด้วยว่า กรณีความผิดตามมาตรา 100 วรรคสาม หากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด พิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่คู่สมรสของตนดำเนินกิจการตามมาตรา 100 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นไม่มีความผิด ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟังเป็นยุติมาแต่แรกดังกล่าวแล้วว่า การดำเนินกิจการของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 คู่สมรสของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการด้วยตนเองตามลำพังเพียงคนเดียว ตั้งแต่การร่วมเสนอราคาการทำสัญญาจะซื้อจะขายตลอดจนกระทั่งทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท โดยพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนกระทำหรือเกี่ยวข้องในอันที่จะแสดงว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะมีเจตนาร่วมซื้อที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 ด้วย

ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งต่อศาลดังที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลเองเช่นนี้แล้ว การดำเนินกิจการดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 2 เองตามลำพัง จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รู้เห็นด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นตั้งแต่ต้นเสียแล้ว โอกาสที่จำเลยที่ 1 จะให้หรือไม่ให้ความยินยอมจึงไม่มีหรือเป็นไม่ได้อยู่ในตัวซึ่งก็ไม่ผิดวิสัยที่ครอบครัวที่ร่ำรวยมั่งคั่งมีทรัพย์สินนับแสนล้านบาท อย่างเช่นจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 จะทำเช่นนั้นได้ การที่จะเหมารวมและฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจหรือให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 2 ในการเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาท อันถือเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 และลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 100 (1) ประกอบด้วยมาตรา 122 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542 นั้น น่าจะไม่เป็นไปตามบทกฎหมายและความเป็นจริงดังกล่าวแล้ว

ลำพังการยินยอมที่สามีให้แก่ภรรยาภายหลังจากภรรยาได้อสังหาริมทรัพย์มาจากการประมูลขายโดยชอบนั้น หาเป็นเหตุที่จะแสดงว่า สามีได้รู้เห็นยินยอมให้คู่สมรสของตนดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมายมาแต่แรก อันจะทำให้สามีต้องรับโทษในทางอาญาไม่ และเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ที่จะมีเจตนาซื้อที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 แล้ว การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการตามมาตรา 100 นั้น ย่อมเท่ากับบังคับให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 นำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เองอยู่แล้ว ทั้งศาลก็ได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นยุติมาแต่แรกดังกล่าวแล้ว น่าจะเป็นการขัดต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เหตุนี้ที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นยินยอมและลงโทษจำเลยที่ 1 จึงน่าจะขัดต่อเหตุผลและความเป็นจริงและไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2541 มาตรา 122 วรรคสอง ปัญหาจึงควรแก่การพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำผิดบทกฎหมายดังกล่าวหรือไม่

ยิ่งกว่านั้นในคดีที่มีองค์คณะผู้พิพากษาหลายคนที่จะต้องร่วมกันพิพากษาคดีโดยเฉพาะคดีอาญานั้น กฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างเคร่งครัดและชัดเจนถึงการใช้ดุลพินิจและการออกเสียงลงมติในการพิพากษาแต่ละคดีว่า

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 39 บัญญัติว่า บุคคล
ไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลากระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้น จะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้

ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด

2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 บัญญัติว่า ให้ศาล
ใช้ดุลพินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น

เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์
แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 184 บัญญัติว่า ในการประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้อธิบดีผู้พิพากษา ข้าหลวงยุติธรรม หัวหน้าผู้พิพากษาในศาลนั้น หรือเจ้าของสำนวนเป็นประธาน ถามผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาทีละคนให้ออกความเห็นทุกประเด็นที่จะวินิจฉัยให้ประธานออกความเห็นสุดท้าย การวินิจฉัยให้ถือตามเสียงข้างมากถ้าในปัญหาใดมีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่าย หรือเกินกว่าสองฝ่ายขึ้นไปจะหาเสียงข้างมากมิได้ ให้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากยอมเห็นด้วยผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า

ปรากฏว่าในคดีที่ดินรัชดาฯ นี้ มีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะ 9 คน การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 197 วรรคแรก บัญญัติไว้ ดังนั้นผู้พิพากษาทั้ง 9 คน จึงต้องตระหนักและต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2550 มาตรา 39 วรรคสอง และหากกรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 สำหรับการประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวนี้


แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 20 จะบัญญัติว่า

การทำคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดหรือพิพากษาคดี ให้ผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาทุกคนทำความเห็นในการวินิจฉัยคดีเป็นหนังสือพร้อมทั้งต้องแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ และให้ถือมติตามเสียงข้างมาก ในการนี้องค์คณะผู้พิพากษาอาจมอบหมายให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาเป็นผู้จัดทำคำสั่งหรือคำพิพากษาตามมตินั้นก็ได้... ก็ตาม

แต่ก็ไม่ปรากฏมีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาหรือบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ บัญญัติถึงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในการประชุมปรึกษาคดีไว้ ตลอดจนกรณีที่มีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่ายจะหาเสียงข้างมากมิได้นั้น จะต้องดำเนินการอย่างไร ด้วยเหตุนี้ความในมาตรา 18 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงบัญญัติว่า

...ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาใช้บังคับ...โดยอนุโลม นั่นก็คือต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 184 ข้างต้น มาบังคับใช้นั่นเอง โดยบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาทั้ง 9 คนออกเสียงพร้อมกันในคราวเดียวกันเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก แต่บัญญัติให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนต้องทำหน้าที่เป็นประธานยังไม่มีสิทธิออกเสียงทันทีถามผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาอีก 8 คนทีละคนว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ปรากฏจากคำพิพากษาที่อ่านและเปิดเผยแล้วว่า คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนลงมติด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดให้จำคุก 2 ปี ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ในชั้นที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนทำหน้าที่ประธานสอบถามความเห็นผู้พิพากษาอีก 8 คนนั้นมีผู้พิพากษา 4 คนเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดแต่ผู้พิพากษาอีก 4 คนเห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดคะแนนเสียงจึงเป็น 4 ต่อ 4 เท่ากันแย้งกันอยู่กรณีเช่นนี้ ณ เวลานั้นขณะนั้นจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวข้างต้นว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดและกรณียังเป็นที่สงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดจริงหรือไม่เพราะมีคะแนนเสียงเท่ากันหาเสียงข้างมากไม่ได้ ซึ่งกรณีย่อมต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 184 ที่บัญญัติว่า

ถ้าปัญหาใดมีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่าย จะหาเสียงข้างมากมิได้ ให้ผู้พิพากษาที่เห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากยอมเห็นด้วยผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า อีกด้วย

ดังนั้นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีนี้ ซึ่งเป็นประธานและต้องออกเสียงเป็นคนสุดท้ายจึงต้องถูกผูกมัด และถูกบังคับด้วยบทกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งดังกล่าว ให้จำต้องลงมติว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดเพราะเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า แม้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะมีความเห็นขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดก็ตาม เหตุนี้คะแนนเสียงของผู้พิพากษาคดีนี้ ที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 จึงเท่ากับว่าผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนที่ออกเสียงเป็นคนสุดท้ายได้ลงมติว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า น่าจะเป็นการฝ่าฝืนและขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 39 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 และมาตรา 184 จึงมีข้อพิจารณาว่าเป็นการลงมติที่ถูกต้องหรือไม่ คำพิพากษาคดีนี้สามารถยืนยันได้แท้จริงหรือไม่ว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ควรต้องรับโทษในทางอาญา

อนึ่งการลงมติที่จะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 184 ดังกล่าวนี้ย่อมครอบคลุมทุกประเด็นปัญหาในการประชุมเพื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาว่า จำเลยกระทำผิดหรือไม่ ควรลงโทษจำเลยหรือไม่เพียงใดหรือสมควรลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษจำเลยไว้หรือไม่เป็นต้น ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำตามตัวบทมาตรา 184 ที่ว่า ...ให้เจ้าของสำนวนเป็นประธาน ถามผู้พิพาทที่นั่งพิจารณาทีละคน ให้ออกความเห็นทุกประเด็นที่จะวินิจฉัย... ถ้าในปัญหาใด มีความเห็นแย้งกัน…” ดังนี้ แสดงว่าการลงมติขององค์คณะผู้พิพากษาในคดีอาญาต้องปฏิบัติตามความในมาตรา 184 ทุก ๆ ประเด็นปัญหา ไม่มีข้อยกเว้น

ด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่กล่าวมา พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 จะได้รู้เห็นยินยอมให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ดำเนินกิจการเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่จะทำให้จำเลยที่ 1 กลายเป็นผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100(1) และมาตรา 122 วรรคสอง หรือไม่และการประชุมปรึกษาองค์คณะผู้พิพากษาเป็นการประชุมและลงมติที่สอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าวมาแล้วหรือไม่ หากองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนได้ลงมติให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว มติในการพิพากษาคดีนี้น่าจะเป็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำผิดด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวหรือไม่

หากกรณีเป็นไปตามที่กล่าวมาโดยลำดับ สมควรหรือไม่ที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะต้องได้รับโทษในทางอาญา

พื้นที่ ‘ความเป็นกลาง’ : ความจำเป็นและความน่าจะเป็น

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

ในสถานการณ์ที่สังคมไทยแตกแยกทางความคิด แบ่งออกเป็น 2 ฝักฝ่ายอย่างชัดเจน และการแบ่งฝักฝ่ายนั้นได้กลายเป็นเงื่อนไขความรุนแรงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นับแต่ความรุนแรงเล็กน้อยจากการปาอิฐปาหินใส่กันของม็อบเหลือง-แดง จนไปถึงการใช้ท่อนไม้ ไม้เบสบอล ไม้กอล์ฟ มีด ปืน ระเบิด การยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ การจลาจลของคนเสื้อแดง การล้มการประชุมประเทศกลุ่มผู้นำอาเซียน การบุกทุบรถนายกรัฐมนตรี ทำร้ายร่างกายเลขาธิการนายกฯ และการลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของฝ่ายเสื้อเหลือง เป็นสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความขัดแย้งแตกแยกที่ยืดเยื้อยาวนานนี้ อาจนำไปสู่ความรุนแรงใดๆก็ได้

ในบริบทความขัดแย้งแตกแยกเช่นนี้ การเปิด พื้นที่ความเป็นกลาง จนนำเป็นสู่ความเข้มแข็งเป็นปึกแผ่นของพลังการเคลื่อนไหวของเครือข่ายความคิดเห็นที่เป็นกลางเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง หากเรายังเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยแนวทางสันติวิธีดีกว่าแนวทางความรุนแรง และความเป็นกลางเป็นทางออกที่เป็นไปได้

เหตุผลในการสร้างพื้นที่ความเป็นกลาง

เนื่องจากเวลานี้สังคมไทยถูกเสนอให้เลือก (หรือถูกบีบให้เลือก?) ในสองทางเลือก ทางเลือกแรก เสนอโดยมวลชนเสื้อเหลือง คือ ล้มระบอบทักษิณเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ การเมืองใหม่ ทางเลือกที่สอง เสนอโดยมวลชนเสื้อแดง คือ ล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ ประชาธิปไตยเต็มใบ

แต่ปัญหา คือ

(1) สมมติเราเห็นด้วยว่า การเมืองใหม่ที่สะอาดโปร่งใส มีตัวแทนปวงชนจากทุกภาคส่วน ลดสัดส่วนของการเมืองภาคนักการเมือง เพิ่มสัดส่วนของการเมืองภาคประชาชน ฯลฯ ตามข้อเสนอของฝ่ายเสื้อเหลือง เป็นการเมืองที่พึงประสงค์สำหรับสังคมไทย แต่เราจะเชื่อได้อย่างไรว่า วิธีการ ของมวลชนเสื้อเหลืองจะนำไปสู่การเมืองใหม่ได้จริง เช่น การเป็นมวลชนที่สนับสนุนหรือให้ท้ายรัฐประหาร (รัฐประหารในสังคมการเมืองยุคใหม่ไม่มีทางสำเร็จได้หากปราศจากมวลชนสนับสนุน) การขีดเส้นแบ่งประชาชนในประเทศออกเป็นสองฝ่ายอย่างตายตัว คือ ฝ่ายที่จงรักภักดี กับ ฝ่ายที่ไม่จงรักภักดี การผลิตสร้างหรือสนับสนุนวาทกรรมที่ไม่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย เช่น ทหารของพระราชา ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯลฯ เพราะที่จริงในระบอบประชาธิปไตย ทหารและข้าราชการต้องเป็นของประชาชน แม้แต่พระราชาก็ต้องเป็นของประชาชน เพราะพระราชาทรงได้รับการยกย่องและทรงใช้ อำนาจ ทางบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงเป็น อำนาจ ที่เป็นเจตนารมณ์ของประชาชน หรือประชาชนยินยอมโดยผ่านกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น

วิธีการต่างๆ เหล่านี้ (และมีอีกมากที่ไม่ได้ยกมา) แสดงถึงความเป็นการเมืองใหม่ที่ดีกว่าการเมืองเก่าอย่างไร แล้วยังวิธีการ ตรวจสอบ ของพันธมิตรฯในช่วงหลังๆ ที่เน้นการกล่าวหาโจมตี + ปลุกระดม มากกว่าการแสดงหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง+ โน้มน้าวด้วยเหตุผล ยิ่งยากที่จะทำให้สังคมมั่นใจว่าวิธีการเช่นนั้น จะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่การเมืองใหม่ได้จริง ต่อให้ล้มระบอบทักษิณได้ สังคมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าประชาธิปไตยจะพ้นไปจากการครอบงำของอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นแนวร่วมหลักของพันธมิตรฯหรือมวลชนเสื้อเหลือง

(2) สมมติเราเห็นด้วยว่า ประชาธิปไตยเต็มใบ หรือประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนเองร้อยเปอร์เซ็น ทำให้เกิดความเป็นธรรม เสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ฯลฯ ตามข้อเสนอของฝ่ายเสื้อแดง เป็นประชาธิปไตยที่พึงประสงค์สำหรับสังคมไทย แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า วิธีการ ของฝ่ายเสื้อแดงจะนำไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบได้จริง เช่น การเป็นมวลชนที่สนับสนุนทักษิณ (ทำให้ทักษิณใช้เป็นฐานอ้างความชอบธรรมที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมโดยอ้างว่า ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน) การที่แกนนำที่มีบทบาทนำมวลชนเป็นอย่างสูงเป็นคุณวีระ, จตุพร, ณัฐวุฒิ ทำให้ภาพความหลากหลายของมวลชน ความชัดเจนในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ถูก ทาบทับ ให้ หม่นมัว หรือ ทึมทึบ ด้วยภาพ มวลชนเครื่องมือ ของทักษิณ

นอกจากนี้อุดมการณ์ประชาธิปไตยเต็มใบของคนเสื้อแดงของกลุ่มคนรักทักษิณ พรรคเพื่อไทย บ้านเลขที่ 111 หมอเหวง ครูประทีป อาจารย์ใจ สำนึกทางชนชั้นของคนชั้นกลางระดับล่าง และคนรากหญ้า ถูก สังเคราะห์ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากน้อยแค่ไหน การคิดจะใช้ทั้ง วิธีการบนดิน และ วิธีการใต้ดิน ต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถามทั้งสิ้น มีหลักประกันอะไรไหมที่จะให้สังคมมั่นใจได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ฝ่ายเสื้อแดงเรียกร้องนั้น ในที่สุดแล้วจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่สังคมประชาธิปไตยเต็มใบ หรือเป็นเพียงการเปลี่ยน ขั้วอำนาจ ทางการเมืองเท่านั้น

จากตัวอย่างคำถามทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ทำให้สังคมต้องสร้าง พื้นที่ความเป็นกลาง และหรือ พลังที่เป็นกลาง เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งและความรุนแรง พร้อมกับสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยวิถีทางแห่งสันติ

ความน่าจะเป็นของ ความเป็นกลาง

ความเป็นกลาง ไม่ใช่ วางเฉย ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ใช่ สองไม่เอา หรือไม่ใช่ ตัด ส่วนไม่ดีของทั้งสองฝ่ายออกไปแล้ว เอา ส่วนดีของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน และที่สำคัญความเป็นกลางไม่ใช่การสร้างมวลชนที่เป็นกลางขึ้นมาต่อต้านหรือคัดค้าน อุดมการณ์ประชาธิปไตย ของทั้งสองฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง

แต่ ความเป็นกลาง คือ ความเป็นอิสระ จากการพยายามโฆษณาชวนเชื่อ ครอบงำ หรือบีบให้เลือก วิธีการ หรือ วิถีทาง การต่อสู้ที่มีปัญหาของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย กล้าที่จะปฏิเสธ ตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์วิถีทางและเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาและสมดุล ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเรียนรู้จากความดีงามของทั้งสองฝ่ายที่ตีแผ่ให้เห็นอันตรายของทุนสามานย์ และอำมาตยาธิปไตย เห็นความดีงามของอุดมการณ์ของทั้งสองฝ่ายที่ต้องการประชาธิปไตยที่ก้าวหน้ากว่าเดิม แต่ทว่าต้องกล้าเตือนสติหรือแสดงพลังยับยั้งการกระทำที่ละเมิดกฎหมายหรือการกระทำที่เกินเลยขอบเขตแนวทางสันติวิธีของทั้งสองฝ่าย เรียกร้องให้ภาครัฐรับฟัง เคารพความคิดเห็น ข้อเสนอ และใช้ มาตรฐานเดียวกัน กับทั้งสองฝ่าย ตลอดทั้งเสนอ ความหมาย และ แนวทาง ในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าและเป็นธรรม ด้วยท่าทีที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทั้งสองฝ่ายและสังคมโดยรวม โดยการเปิด พื้นที่ความเป็นกลาง ทางสื่อต่างๆ วงสัมมนา และกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ

ทั้งนี้ความเป็นไปได้ของการเปิดพื้นที่ความเป็นกลางดังกล่าว หรือการที่จะทำให้ ความเป็นกลางที่น่าจะเป็น กลายเป็น กิจกรรมทางการเมือง ที่ทำให้เกิด เจตจำนงร่วม ทางสังคมอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยสันติวิธี จำเป็นต้องอาศัยการ ตกผลึกทางความคิด การรณรงค์ต่อสู้ที่หนักเหนื่อยไม่แพ้การต่อสู้ของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย เพราะในบริบทความเป็นจริงของความขัดแย้งที่ผ่านมากว่า 3 ปี หรือที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าใครหรือกลุ่มใดจะแสดง ความเป็นกลาง ออกมา ก็ล้วนแต่ถูกทั้งสองฝ่ายด่ายับกันทั้งนั้น!

Friday, April 24, 2009

ร้องอสส.สอบ"ปู่ชัย"เปิดสภาเลือกนายกฯไม่ชอบกม.

ที่มา มติชนออนไลน์

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด (สนามหลวง) นายเศวต ทินกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (อดีต ส.ส.ร.) ปี 2550 ยื่นหนังสือถึง นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด (อสส.) เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 เมษายน ขอให้ตรวจสอบการกระทำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกับพวกคณะรัฐมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 68 ขอให้อัยการสูงสุดใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ม.68 (2) ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดำเนินการต่อไป โดยมี ร.ท.มนัส อุบลทิพย์ รอง อัยการสูงสุด ตัวแทนรับหนังสือเพื่อส่ง อสส.พิจารณาต่อไป


หนังสือระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง 3 พรรค คือ พรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นเหตุให้สมาชิกภาพผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนของทั้ง 3 พรรคการเมืองสิ้นสุดลงและไม่สามารถย้ายพรรคการเมืองภายใน 60 วันได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (8) ดังนั้น นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีที่มาจากผู้แทนแบบสัดส่วนพรรคพลังประชาชน ซึ่งถือว่าขาดสมาชิกภาพ ใช้อำนาจเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 15 ธันวาคม 2551 จึงเป็นการมิชอบตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังยินยอมให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนที่ขาดสมาชิกภาพจากการถูกยุบพรรคทั้งสามพรรคเข้าร่วมประชุมและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและเรียกตัวเข้าสภาเพื่อปฏิญาณตนเองเข้ารับตำแหน่ง จึงเป็นการมิชอบ จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว เป็นผลให้การประชุมสภาเลือกนายกรัฐมนตรีอันมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นโมฆะและนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมิชอบจึงเป็นโมฆะ


นายเศวต กล่าวว่า จะส่งวีซีดีบันทึกภาพการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50 ในหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับมาตราดังกล่าวประกอบการพิจารณาด้วย

ใครยิง"สนธิ"?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ไม่มีใครคิดฝันว่าจะเกิดคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯขึ้นกลางเมืองแบบนั้น

เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคนร้ายถึงกล้าขนอาวุธสงคราม ทั้งปืนเอชเค เอ็ม 16 และเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ไปยิงถล่มรถของนายสนธินับร้อยนัด ทั้งที่อยู่ในช่วงที่รัฐบาลประกาศพ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน

ในช่วงที่ทหารยืนถือปืนควบคุมแทบทุกแยกทุกถนน มีรถถังประจำตามด่านรอบกรุง

จนทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือคนในเครื่องแบบ หรือคนมีสี

และตั้งข้อสงสัยว่าทำไมคนร้ายจึงวางแผนปองร้ายแกนนำม็อบเสื้อเหลืองในช่วงเวลานี้

ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ม็อบเสื้อแดงยอมสลายยอมยุติการชุมนุม เหตุการณ์ต่างๆเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว

นอกจากนี้ยังมีคนตั้งข้อสงสัยอีกว่าหากการสังหารนายสนธิสำเร็จลุล่วงแล้ว จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง

รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะล่มสลายไปในทันทีทันใดหรือไม่?

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะพ้นมลทินข้อกล่าวหาต่างๆ ได้เดินทางกลับเมืองไทยเลยหรือเปล่า?

มวลชนคนเสื้อแดงจะหวนกลับมาระดมพลชุมนุมใหญ่ ปิดบ้านปิดเมืองอีกครั้งหรือไม่?

ทั้งหมดยังเป็นปริศนาที่รอให้ตำรวจคลี่คลายให้กระจ่าง

ล่าสุดทีมงานสืบสวนสอบสวนของตำรวจได้เบาะแสจากปลอกกระสุนปืนที่พบในที่เกิดเหตุ

ซึ่งระบุชัดว่าเป็นปืนของหน่วยราชการแห่งหนึ่งในกรุง- เทพฯ!!

ตำรวจยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในช่วงที่เกิดเหตุนั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลประกาศพ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ทหารมีอำนาจเต็มที่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล

การลงมือครั้งนี้ จึงไม่น่าจะเป็นการจ้างวานฆ่า หรือเป็นฝีมือของมือปืนรับจ้างทั่วไป

น่าเชื่อได้ว่าคนร้ายเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอาวุธในหน่วยงานราชการบางหน่วย!?

ตำรวจยังประเมินถึงสาเหตุการลอบสังหารแกนนำพันธมิตรรายนี้ เป็นการหวังผลเพียงอย่างเดียวคือต้องการให้การเคลื่อน ไหวของกลุ่มพันธมิตรที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หยุดชะงักลง

มีการตั้งข้อสงสัยว่าคำสั่งกำจัดนายสนธิครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่วนตัวของนายสนธิเอง

โดยเฉพาะคลิปการปาฐกถาของนายสนธิที่ต่างประเทศที่มีเนื้อหาพาดพิงถึงบุคคลหลายคนที่นายสนธิเคยเข้าไปใกล้ชิด

จนมองว่านายสนธิชอบนำเรื่องความลับสำคัญๆ ออกมาตีแผ่เสียเอง

อาจเป็นการส่งสัญญาณ หรือเป็นการเตือน

และคงเป็นเรื่องยากที่ตำรวจจะตามจับคนร้าย

หากเป็นฝีมือของคน"มีสี"จริงๆ

ใครสั่งยิงสนธิ??

ที่มา เดลินิวส์

ไม่ว่าจะไปงานไหน ตอนนี้ คุยเรื่องเดียว ใครเป็นคนสั่งใช้อาวุธสงครามหลายชนิดเกือบร้อยนัด ถล่มไล่ยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของเอเอสทีวีและ นสพ.ผู้จัดการ ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญสุดของกลุ่มคนเสื้อเหลือง

แม้แต่ไปงานศพคุณแม่ของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพ หัวข้อที่แขก เหรื่อหยิบยกมาคุย ก็ไม่พ้นเรื่องนี้เลย ล่าสุดมีการเปลี่ยนตัวทีมสืบสวน จาก พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ เป็น พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. ไปแล้ว ความคืบหน้าคือ ได้พยานปากสำคัญที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่คนร้ายลงมือก่อเหตุเช้ามืด 17 เม.ย. ตรงบริเวณสี่แยกบางขุนพรหม และได้นำตัวไปสอบสวนรายละเอียดรูปพรรณที่ชัดเจนของคนร้ายแล้ว

แต่ใครทำ ยังบอกไม่ได้ พล.ต.อ.ธานีว่าอย่างนั้น

ขณะที่ กทม. จะเพิ่มกล้องวงจรปิดหรือซีซีทีวีอีก 1 หมื่นตัวจากเดิม 3,000 ตัว หลังกล้องซีซีทีวี 5 ตัว ที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ เสียพร้อมกัน จนถูกตั้งคำถามว่า มีการร่วมมือจากสีกากีหรือไม่ นอกจากสีเขียว ที่ถูกพาดพิงถึง

เมื่อตำรวจยังบอกไม่ได้ เป็นใคร คนอื่นคงยากจะรู้ แต่หากย้อนคำพูดของ นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ลูกชายคนเดียว ก็อาจเป็นเบาะแสได้ นายจิตตนาถโฟนอินเข้าเวทีคนเสื้อเหลืองที่ภูเก็ตว่า กลุ่มที่มุ่งสังหารบิดา มี 4 กลุ่ม 1.ตำรวจ ใหญ่ที่ใส่เกียร์ว่าง 2.ทหารที่ใส่เกียร์ว่าง 3.รัฐมนตรีคนหนึ่งปรารถนาจะได้ครุฑตัวที่สอง 4.นักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังมวลชนสีน้ำเงิน

โดยทั้งหมดต้องการสร้างฐานอำนาจใหม่ เลียนแบบเกสตาโป

ขณะที่นายสนธิซึ่งรอดตายปาฏิหาริย์ ได้ชี้เบาะแสผ่านเอเอสทีวีก่อนหน้านี้ โดย นสพ. บ้านเมือง ได้เอาบางส่วนจากคลิปคำพูดที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ youtube.com มาลงไว้ อ่านแล้วน่าตื่นตะลึง ก็ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ สำหรับบางคนที่อาจไม่ได้อ่าน

“ผมทราบว่า พรรคพวกของท่านบางคนร่วมมือกันบอกว่าสนธิมันน่ากลัว ต้องเอาโซ่คล้องขามันเอาไว้ ด้วยการให้ส่งฟ้อง ผมขอกราบเรียนท่านด้วยความเคารพ ถ้าคนอย่างผมสู้ทักษิณได้ ผมไม่กลัวใครหรอกครับ เอาแค่คดีนี้มาคล้องผมไม่สำเร็จหรอกครับ ทำไมถึงอ่านใจคนผิดขนาดนั้นล่ะครับ ท่าน คมช.บางท่านที่วางแผนเรื่องนี้ ทำไมท่านถึงอ่านใจผมผิด ท่านไม่รู้เหรอว่าใจผมนี่ทำด้วยอะไร 365 วัน ที่ผมสู้มา ในขณะที่พวกท่านแอบไปตีกอล์ฟกันน่ะ แล้วไม่กล้า แล้วมากล้าในวินาทีสุดท้ายเพราะอะไรผมก็รู้ ท่านยังอ่านผมไม่ออกอีกหรือว่า เพื่อชาติ เพื่อศาสนา เพื่อพระมหากษัตริย์ ผมไม่กลัวหรอก ท่านกลับมองว่าผมนี่เป็นอันตรายต่อท่าน ท่านมองอย่างนี้เพราะกำลังทำอะไรอยู่หรือเปล่า ผมไม่ได้ว่า คมช.ทุกท่าน ผมว่า คมช.บางท่านเท่านั้นที่มักใหญ่ใฝ่สูงทางการเมืองร่วมมือกับนักกฎหมายบางคนที่มักใหญ่ใฝ่สูงทางการเมือง”

อีกตอน “.....ท่านยึดอำนาจอีกครั้งไม่ได้หรอก ทางสากลไม่ยอม แล้วท่านอย่านึกว่ากฎอัยการศึกจะทำลายการต่อสู้ที่ชอบธรรมได้ ไม่มี ทาง ทักษิณผมยังไม่กลัวเลยท่าน ผมจะไปกลัวท่านทำไม อย่างมากท่านก็ฆ่าผม กระสุนปืนพวกท่านลั่นออกจากปากกระบอกปืนท่านเมื่อไหร่ ถ้าผมสิ้นชีวิต เมื่อนั้นก็มีเรื่อง ท่านไม่กล้าหรอก หรือแม้กระทั่งคนของทักษิณ ถ้าเดินขบวนมาแล้วท่านเอาทหารเข้าไปปราบ ท่านลั่นปืนซัก 3-4 นัด เป็นเรื่องมั้ย เป็น ใช่มั้ยใช่ ท่านก็รู้ ทำไมท่านมีความคิดแบบนี้”

ท่าน ที่นายสนธิพูดคือใคร นายสนธิคงรู้ ???

แต่หากตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ภายในอาทิตย์นี้ ว่ากันว่า โอกาสที่จะตามตะครุบตัวคนร้ายให้ได้ จะลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถึงจุดนั้น อาจสรุปได้ เจอตอ ขุดต่อไปไม่ได้ !?!.

ดาวประกายพรึก

เสื้อแดงชุมนุมใหญ่ สนามหลวง อภิสิทธิ์พร้อมรับมือ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_1703

นปช.ย้ายที่ชุมนุมมาสนามหลวงพรุ่งนี้ เรียกร้องปล่อยแกนนำ-คืนดีทีวี? ผบ.ตร.กำชับเน้นเจรจาไม่ให้ออกนอกพื้นที่ ขณะที่ สตช.เตรียมตั้ง "บก.ปราบจลาจล" รองรับ กม.ควบคุมฝูงชน...

วันนี้ (24 เม.ย.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ นายสมยศ? พฤษาเกษมสุข? แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แถลงว่า หลังจากรัฐบาลยกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จึงมีมติเปลี่ยนแปลงสถานที่ชุมนุม ในวันพรุ่งนี้ (25 เม.ย.) จาก จ.สมุทรสาคร มาเป็นที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น.? โดยมีเป้าหมายเฉพาะหน้าเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำ? นปช.ทุกคน? ให้ยุติการคุกคามแกนนำทุกรูปแบบ? คืนสิทธิของสถานีโทรทัศน์ดีทีวีและวิทยุชุมชน? และให้นำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กลับมาใช้ นอกจากนี้ จะมีการฉายวีดิทัศน์? บันทึกเหตุการณ์การผลักดันการชุมนุมของคนเสื้อแดง วันที่ 13 เม.ย.และการโฟนอินของคนไทยในสหรัฐฯ?

ด้าน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ยืนยันว่าการรักษาความเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงวันพรุ่งนี้ จะใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยตามปกติ แต่จะเน้นการเจรจาเพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ท้องสนามหลวง เพื่อให้ง่ายต่อการรักษาความปลอดภัย ส่วนจำนวนผู้ชุมนุม ยังไม่สามารถประเมินได้ แต่จากการข่าว พบว่ามีเพียงที่ย้ายการชุมนุมจาก จ.สมุทรสาคร มาที่ท้องสนามหลวงเท่านั้น?

ขณะที่ พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ โฆษก บช.น.กล่าวว่า บช.น.จะใช้แผน "มกรา 50" พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกสืบสวนหาข่าวในพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุความวุ่นวาย โดยแบ่งพื้นที่เฝ้าระวัง 3 ระดับ คือ พื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษอย่างยิ่ง ได้แก่ สถานที่ราชการ สถานทูต, พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ ได้แก่ บ้านพักบุคคลสำคัญ และพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ร้านทอง ธนาคาร?

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประกาศชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนามหลวง ว่า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหากเป็นการชุมนุมอยู่ภายในกรอบของกฎหมาย แต่อยากทุกฝ่ายใช้เหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียน แต่ต้องจับตาดูต่อไปว่าจะมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เมื่อถามว่า การชุมนุมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคนเสื้อแดงยังไม่หยุดเคลื่อนไหวใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า การชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ส่วนกรณีที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ ยุติการห้ามออกอากาศวิทยุชุมชนคนแท็กซี่และสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีส เตชั่นเนื่องจากได้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว คงต้องกลับไปดูกฎหมายที่ เกี่ยวข้องอีกครั้งว่าสามารถทำได้หรือไม่?

ล่าสุด พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ รอง ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงว่า สตช.เตรียมตั้งกองบังคับการ (บก.) ปราบจลาจล เพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายควบคุมฝูงชน จัดระเบียบการชุมนุมให้อยู่ในความสงบ

'ทักษิณ'เล็ง3ธุรกิจ ในไลบีเลีย พร้อมทุ่มเงินลงทุน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_1720

ทักษิณ ชินวัตร

รอยเตอร์เผย 'ทักษิณ' แถลงหลังเข้าพบรอง ปธน.ไลบีเรีย ตรียมส่งทีมงานศึกษาความเป็นไปได้ใน 3 ธุรกิจเหมืองแร่ เกษตรกรรม ก๊าซธรรมชาติ ด้านเจ้าของประเทศหวังแม้วลงทุนจริง...

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานวันนี้ (24 เม.ย.) ว่า? พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย แถลงต่อผู้สื่อข่าวหลังเข้าหารือกับรองประธานาธิบดีของไลบีเรีย เมื่อวันอังคาร (21เม.ย.) ที่ผ่านมา ว่า เขามาเยือนไลบีเรียเพื่อสำรวจโอกาสทางธุรกิจในด้านเหมืองแร่ เกษตรกรรมและสำรวจก๊าซธรรมชาติ และว่าเขาประสงค์อยากเข้าไปทำธุรกิจใน ไลบีเรีย เพราะมีบรรยากาศเอื้อต่อการทำธุรกิจ อีกทั้งภาครัฐของไลบีเรีย ยังขับเคลื่อนในกระบวนการที่สร้างสรรค์?

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เผยด้วยว่า ในอนาคตอันไม่ไกลนี้ จะส่งทีมงานเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ว่าจะทำธุรกิจด้านไหนก่อนหลังและ สามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเม็ดเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯได้เลย ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาความเป็นไปได้ที่ค้นพบ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ พักอยู่ในไลบีเรียเป็นเวลา 2 วันก่อนจะเดินทางไปยังประเทศอื่นๆ ในแถบแอฟริกา??

ด้านนายโจเซฟ โบอาไค รองประธานาธิบดีไลบีเรีย กล่าวว่าพวกเราต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาทำธุรกิจเพื่อช่วยสร้างงานให้ชาวไลบีเรีย ซึ่งในไลบีเรีย พวกเรามีบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน

เนปาลประท้วงให้ผู้บัญชาการกองทัพลาออก หลังไม่ฟังคำสั่งรัฐบาล

ที่มา ประชาไท


ผู้สนับสนุนกลุ่มเหมาอิสต์ออกมาเดินขบวนในกรุงกาฐมาณฑุเรียกร้องให้ผู้บัญชาการกองทัพเนปาลลาออก เมื่อ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา (ที่มา: Reuters/daylife.com)

ผู้สนับสนุนเหมาอิสต์เดินขบวนขับไล่ผู้บัญชาการกองทัพเนปาลเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน เมื่อ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา (ที่มา: Reuters/daylife.com)

ตลอดวันที่ 21 และ 22 เมษายนที่ผ่านมา ชาวเนปาลนำโดยผู้สนับสนุนกลุ่มเหมาอิสต์ ได้ออกมาเดินขบวนในท้องถนนกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล เรียกร้องให้ พล.อ.รุคมานกัด คาตาวัล ผู้บัญชาการกองทัพเนปาลลาออก เนื่องจากผู้บัญชาการกองทัพไม่ยอมฟังคำสั่งของรัฐบาลที่เดิมเป็นพลพรรคเหมาอิสต์

ในวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของเนปาลประกาศให้เวลาผู้นำกองทัพ 24 ชั่วโมงในการออกมาชี้แจงว่าเหตุใดถึงเพิกเฉยต่อคำสั่งของรัฐบาลที่มีการสั่งปลดนายพลระดับสูงออกแปดนายและเหตุใดยังคงมีการคัดเลือกทหารใหม่เข้ากองทัพ

โดยหากไม่สามารถทำตามคำสั่งรัฐบาลได้ ตัวของผู้บัญชาการกองทัพเนปาลอย่าง พล.อ.รุคมานกัด คาตาวัล (Rookmangud Katawal) เองจะเป็นผู้ถูกถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว อาจนำประเทศไปสู่ภาวะวิกฤติทางการเมืองได้ ในส่วนของพรรคคองเกรสเนปาล (Nepali Congress Party) ที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านก็ออกมาเตือนรัฐบาลว่าจะมีการชุมนุมประท้วงตามท้องถนนและในรัฐสภาหากมีการสั่งปลดนายรุคมานกัดออก

นายกฤษณา บาฮาเดอ มาฮารา (Krishna Bahadur Mahara) รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศเปิดเผยว่า ได้มีการส่งข้อความเตือนอย่างเป็นทางการไปยัง พล.อ.คาตาวัลในวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยให้เวลา 24 ชั่วโมงเพื่อออกมาชี้แจ้ง แต่นายกฤษณาก็ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลจะทำเช่นไรหากคำสั่งยังคงถูกเพิกเฉย

ตามประวัติศาสตร์นั้น แต่เดิมกองทัพของเนปาลถูกควบคุมอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์ ก่อนที่จะมีการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ในปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันกองทัพตกอยู่ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดี แต่ดูเหมือนกองทัพพยายามขัดขืนการควบคุมจากรัฐบาลใหม่ รัฐบาลที่นำโดยอดีตกลุ่มกบฏผู้ได้รับเลือกตั้งหลังจากที่วางอาวุธและหันมาต่อสู้อย่างสันติวิธี

กองทัพปฏิเสธไม่ยอมให้อดีตกลุ่มกบฏลัทธิเหมาและผู้บัญชาการของพวกเขาถูกรวมเข้าไปเป็นกองกำลังแห่งชาติ ซึ่งข้อบังคับนี้มาจากเงื่อนไขของสนธิสัญญาความสงบ

นายพุชภา คามาล ดาฮาล (Pushpa Kamal Dahal) นายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมาเดิม ต้องการให้ผู้นำกองทัพอธิบายว่าทำไมยังมีการคัดเลือกทหารใหม่ทั้งๆ ที่มีคำสั่งให้กองทัพหยุดรับทหารใหม่แล้ว ทำไมในช่วงต้นเดือนนี้ทหารถึงได้บอยคอตงานกีฬาระดับชาติ และกับนายพลแปดนายที่รัฐบาลไม่ได้สั่งต่ออายุการดำรงตำแหน่งและได้พ้นจากตำแหน่งแล้ว ทำไมกองทัพถึงยังคงอนุญาตให้เข้าทำงานได้อยู่

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่แล้วศาลสูงสุดของเนปาลได้มีคำสั่งให้นำนายพลระดับสูงกลับสู่ตำแหน่งเดิม

กลุ่มกบฏลัทธิเหมาล้มเลิกการจับอาวุธขึ้นสู้ในปี พ.ศ. 2549 และเข้าร่วมวิธีการแบบสันติ ค่ายสอดส่องของสหประชาชาติได้ปลดอาวุธและกักตัวเหล่านักสู้ลัทธิเหมาพวกนี้ไว้ พวกเขาเข้าร่วมการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2551 และกลายเป็นพรรคการเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเนปาล

การถอดถอนผู้นำกองทัพนั้นมีเพียงประธานาธิบดีเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งการ นายดาฮาล นายกรัฐมนตรีได้เข้าพบประธานาธิบดี นายราม บาราน ยาดาฟ (Ram Baran Yadav) เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา นายดาฮาลระบุว่าเขาได้บอกประธานาธิบดีเกี่ยวกับข้อความเตือน 24 ชั่วโมงที่ส่งไป แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก

Nepal demands army explanation for ignored orders, BINAJ GURUBACHARYA, AP, 21-04-2009

เสื้อแดงเปลี่ยนที่ชุมนุมวันที่ 25 เม.ย.ใหม่ ไม่ใช่ ‘ตลาดมหาชัย’

ที่มา ประชาไท

(23 เม.ย.) นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รุ่นที่ 2 กล่าวว่า การชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดง ที่ จ.สมุทรสาคร ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ ตลาดมหาชัยวิลล่า ถนนเศรษฐกิจ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เพราะเพิ่งได้รับการแจ้งขอยกเลิกการให้ใช้สถานที่จากเจ้าของตลาดมหาชัย วิลล่า เนื่องจากถูกทางผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และทหารไปกดดันขอให้ยุติการการจัดกิจกรรมชุมนุมทางการเมือง

นอกจากนี้ นายสมยศ กล่าวเพิ่มว่า ยังมีกลุ่มคนเสื้อเหลืองจำนวนหนึ่งมาชุมนุมประท้วงตะโกนด่าที่บริเวณหน้าตลาด ทำให้เจ้าของตลาดมหาชัยวิลล่าไม่สบายใจจึงขอยกเลิกการอนุญาตให้คนเสื้อแดงใช้พื้นที่จัดชุมนุม

อย่างไรก็ตาม นายสมยศ กล่าวยืนยันว่า การชุมนุมใหญ่ที่ จ.สมุทรสาครยังคงดำเนินต่อไปแน่นอน ส่วนจะใช้สถานที่ใดนั้นกำลังดำเนินการจัดหาใหม่อยู่ แต่ถ้าหาไม่ได้และยังถูกปิดกั้นเสรีภาพในการชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่ คนเสื้อแดงจะไปใช้พื้นที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร เผาหุ่นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นการประท้วง

ทั้งนี้ เขากล่าวว่า การชุมนุมจะไม่ใช้ความรุนแรง โดยมีกิจกรรมปราศรัยและเปิดคลิปวิดีโอทหารทำร้ายประชาชนบนเวที และยืนยันว่าไม่มีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ขึ้นเวทีในวันดังกล่าวอย่างแน่นอน

……………………………………….

เรียบเรียงจาก เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ไทยรัฐ