WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 29, 2009

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 29 เมษายน 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

ให้ประกัน14เสื้อแดงล่มประชุมอาเซียน

(28เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี แกนนำนปช.ทยอยเดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.นิวัฒน์ รัตนาธรรมวัฒน์ รอง ผบช.ภ.2 หลังศาลจังหวัดพัทยา ออกหมายจับคดีมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กรณีบุกเข้าล้มการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมรอยัลคลิฟบีช รีสอร์ทพัทยา

โดยกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 200 คน นำรถเครื่องขยายเสียงและดอกไม้มาให้กำลังใจอย่างคับคั่ง และมีกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ คอยดูแลรักษาความปลอดภัยกว่า 100 นาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจแล้วมีนายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล ส.ส.สมุทรปราการ เขต 2 นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เดินทางมาให้กำลังใจด้วย

สำหรับรายชื่อผู้เข้ามอบตัวเบื้องต้นประกอบด้วย 1.นายนิสิต สินธุไพร 2.นายสำเริง ประจำเรือ อายุ 44 ปี 3.นายนพพร นามเชียงใต้ 4.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 5.นายสมญศฆ์ พรมมา 6.นายสิงทอง บัวชุม 7.นายธนกฤต หรือวันชนะ ชะเอมน้อย หรือเกิดดี อายุ 42 ปี 8.นายวรชัย เหมะ อายุ 55 ปี 9.พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ อายุ 66 ปี 10.นายพายัพ ปั้นเกตุ 11.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ 12.นายธรชัย ศักมังกร 13.นายศักดา นพสิทธิ์ 14.นายวัลลภ ยังตรง ส่วนนายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง กับ นางศิริวรรณ์ นิมิตรศิลปะ ยังไม่ได้มาเข้ามอบตัว

ด้านตำรวจได้ตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ร่วมกันกระทำด้วยประการใดๆให้ทางสาธารณอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อการจราจร และกระทำการให้ปรากฏต่อประชาชนอันด้วยวาจาอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือ ติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุม ร่วมกันบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันเดินแถวหรือเป็นขบวนแห่ หรือเป็นขบวนใดๆในลักษณะที่เป็นการขีดขวางการจราจร ร่วมกันวางตั้ง ยืน หรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกระทำด้วยประ การใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร

หลังจากนั้นโดยนายนที สุทินเผือก หรือ กรุง ศรีวิไล ส.ส.สมุทรปราการ เขต 2 และนายสมคิด บาลไธสง สส.อุดรธานี ได้ใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกันตัวแกนนำที่เข้ามอบตัว 2 คน ส่วนที่เหลือใช้เงินสดคนละ 5 แสนบาท ประกันตัวออกไป

ที่มา: http://www.komchadluek.net

ครม.เห็นชอบร่างพรฎ.ปิดสมัยประชุม

วอร์รูมปชป.เชื่อ ทักษิณใช้ยาแรงไม่ได้ผลจึงกลับลำ จวก ลิ่วล้อทำเป็นกระบวนการ จี้ต้องเปิดเผยตรงไป-ตรงมา อย่าบิดเบือนเพื่อประเด็นการเมือง ขอฟังจตุพร"ก่อนให้อกสิทธิ์คุ้มครอง พร้อมเคาะแล้ว8อรหันต์กก.ปรองดองและแก้ไขรธน. เพื่อไทยมีมติเสนอตั้งกมธ.วิสามัญสอบสลายเสื้อแดง ปลัดกห.ระบุเสื้อแดงตกยุคใช้รูปแบบคพท.เคลื่อนไหว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 28 เม.ย. ได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ. 2552 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,600,000 บาท โดยเบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2552

วอร์รูมปชป.เชื่อทักษิณใช้ยาแรงไม่ได้ผลจึงกลับลำ

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการปฏิบัติการทางการเมือง (วอร์รูม) ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้หารือถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์โดยระบุว่ารัฐบาลโยนความผิดว่าสนับสนุนการใช้ความรุนแรงและแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยสันติวิธี และถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ตนคิดว่าเรื่องนี้สอดรับกับความพยายามของหลายฝ่ายในการที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณพูดถึงสันติภาพ หลังการก่อเหตุจลาจลและใช้ความรุนแรง ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผ็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงเพิ่งจะยุติลงไปนั้น

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการพูดหลังจากการใช้วิธีการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ และคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมการชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์มีการเตรียมการโดยตัวการที่จะใช้วิธีการสร้างความหวาดกลัวและความรุนแรง เพื่อล้มอำนาจรัฐเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง การกลับคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณเชื่อว่าสังคมจะยังคงมีวิจารณญาณและข้อเท็จจริงของบทบาทพ.ต.ท.ทักษิณก็พูดชัดเจนในคืนวันที่ 10 เมษายน เวลา 21.00 น. หลังจากที่การชุมนุมได้เคลื่อนตัวไปสู่การปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและการจราจรในหลายจุดทั่วกทม. ขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณก็รับทราบว่ามีแนวโน้มการก่อการจลาจลในหลายจุด พ.ต.ท.ทักษิณได้พูดชัดเจนว่า เราต้องไม่ยอมแพ้ เพราะผมแพ้ไม่ได้ ถ้าผมแพ้ประชาชนก็แพ้ ผมเป็นคนนำการต่อสู้ ผมมาจากประชาชนมีเสียงมากมาย ถ้าผมยอมวันนี้ แสดงว่าประชาชนไม่มีทางสู้อีกแล้ว

น.พ.บุรณัชย์ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนส่วนรวมในประเทศอยากเห็นมากกว่าได้ยิน ในวันนี้คือพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณที่มาจากการตัดสินใจ ที่จะยุติการกระทำที่กระทบต่อภาพลักษณ์ที่ต่างชาติ และนานาชาติในโลกมีต่อสถาบันต่างๆ ในประเทศไทย และมีส่วนในการหนุนให้เกิดความไม่สงบในประเทศ เพราะแนวทางของพรรคและรัฐบาลปัจจุบัน พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทุกกระบวนการ ที่จะสร้างความสมานฉันท์และความสงบเรียบร้อย แต่มีเงื่อนไขว่ากระบวนการนั้นจะไม่สามารถดำเนินการในส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณผลักดัน 3 อย่างคือ 1.ยกความผิดอาญา 2.มีส่วนร่วมกับกระบวนการที่ล้มล้างหรือลดความน่าเชื่อถือสถาบันหลักของประเทศ 3.กระบวนการที่ใช้วิธีการของการสร้างความรุนแรงทุกรูปแบบ

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงคำกล่าวของนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช.ว่าจะใช้กองกำลังติดอาวุธหรือแนวทางของผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองของบุคคลบางคนที่จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องการสูญเสียจากเหตุการณ์ชุมนุม ทั้งการสร้างหลักฐานเท็จหรือเคลื่อนไหวที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองจากความสูญเสียของประชาชน เช่น กรณีพลทหารอภินพ เครือสุข ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา มีความพยายามเข้าแทรกแซงกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและไม่ได้ทำโดยลำพัง มีการสร้างกระแสข่าวโดยต่อเนื่อง

พรรคมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองมากกว่าเจตนาจริงในการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน เพราะในอดีตกลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวในขณะนี้ ไม่เคยออกมารักษาความถูกต้อง ต่อกรณีการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากกรณีนายสมชาย นีละไพจิตร หรือชิปปิ้งหมู น้องโบว์และฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ตนก็คิดว่าสิ่งที่สำคัญคือ ข้อมูลที่แท้จริงสมควรที่จะได้รับการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรบิดเบือนเพื่อวัตถุประสงค์การเมือง

ปชป.ขอฟังจตุพร"ก่อนให้อกสิทธิ์คุ้มครอง

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ประชุมส.ส.พรรคได้หารือถึงญัตติที่จะนำเข้าสู่การประชุมสภา ในวันที่ 29-30 เม.ย.นี้ คือ การพิจารณาขออนุญาตจากสภาในการดำเนินคดีกับนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง โดยพรรคประชาธิปัตย์จะค่อยดูท่าทีของนายจตุพรไปก่อน

ปชป.เคาะแล้ว8อรหันต์กก.ปรองดองและแก้ไขรธน.

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ตัวบุคคลจำนวน 8 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นผู้คัดเลือกจากผู้เสนอตัว ประกอบไปด้วย นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 8 นายถวิล ไพรสณฑ์ ส.ส.กทม.นายนิพนธ์ วิศิษฎ์ยุทธศาสตร์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 7 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช นางผุสดี ตามไท ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง และนายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก

ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิอีกสองคน ที่ประชุมได้หารือเพื่อให้กรอบเพียงสถาบันต่างๆ เท่านั้น ซึ่งคาดว่าจะเป็น นายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ทั้งนี้เนื่องจากต้องนำไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งประสานไปยังพรรคฝ่ายค้านด้วย เพื่อไม่ให้ตัวบุคคลซ้ำซ้อนกัน คาดว่ารายชื่อทั้งหมดจะส่งถึงมือนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาได้ภายในวันที่ 29 เมษายน

ส่วนนพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมส.ส.พรรคเห็นด้วย กับการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทางการเมือง เพื่อความปรองดองและสมานฉันท์และแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าการตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวต้องคำนึงถึง 2 หลักการ คือ การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างหลากหลาย โดยมีความเป็นอิสระและเป็นกลาง และต้องมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ปัญหาเชิงระบบ ไม่ได้ดูถึงปัญหาตัวบุคคล เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ ซึ่งภาระกิจดังกล่าวจะต้องมีการดำเนินการใน 4 เรื่องคือ

1.การเสริมสร้างและการรักษาความสงบในการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ 2.รับฟังความเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน 3.พิจารณาระบบกฎหมายทั้งหมด โดยต้องเชื่อมโยงถึงความถูกต้องคงความเป็นนิติรัฐ รักษานิติธรรม และ 4.พิจารณาสาระการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งในระหว่างการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ สภาจะต้องชะลอการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ ที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอเพื่อให้คณะกรรมการได้ศึกษาภาพใหญ่ของสังคมได้

ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ติดใจขอบข่ายอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดดังกล่าว แต่ติดใจเรื่องขององค์ประกอบของคณะกรรมการที่ประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว.จำนวน 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน ที่ส่วนใหญ่มาจากภาคการเมือง แต่มีภาคประชาชนน้อยมาก รวมถึงภาคของผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากภาคการเมือง จึงอาจไม่มีความเป็นอิสระจากการเมือง ทั้งนี้ที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีตัวแทนจากภาคประชาชนเพิ่มขึ้น

เพื่อไทยมีมติเสนอตั้งกมธ.วิสามัญสอบสลายเสื้อแดง

เมื่อเวลา 18.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยว่าที่ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้เสนอสภาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการสลายการชุมนุมของรัฐบาลเมื่อวันที่ 13 เม.ย. และมีมติให้ตั้งคณะทำงานเพื่อยื่นตรวจสอบการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 เม.ย. โดยมีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นประธานคณะทำงานเพื่อดำเนินการ เพื่อยื่นเรื่องต่อองค์การสหประชาชาติ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ปลัดกห.ระบุเสื้อแดงตกยุคใช้รูปแบบคพท.เคลื่อนไหว

พล.อ.อภิชาติ เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีแนวคิดจะใช้ความเคลื่อนไหวแบบคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ (คพท.) ว่า ส่วนตัวเชื่อว่าคงทำไม่ได้ เพราะบ้านเมืองเปลี่ยนยุค เปลี่ยนสมัยแล้ว อีกทั้งเชื่อว่าแนวคิดดังกล่าวคนส่วนใหญ่ไม่มีใครยอมรับ และยอมรับไม่ได้ บ้านเมืองเราเดินมาไกลแล้ว ใครที่มีแนวคิดดังกล่าว ก็คงเป็นคนที่ตกยุค

ที่มา: http://www.komchadluek.net

เศรษฐกิจ

ครม.อนุมัติงบชดเชยใช้น้ำฟรี เกือบ 3 พันล้าน

ครม.อนุมัติงบฯ เกือบ 3,000 ล้านบาท ชดเชยมาตรการใช้น้ำฟรี บรรเทาปัญหาค่าครองชีพ พร้อมกันนี้ ยังอนุมัติเพิ่มเติมครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

นายศุภรักษ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (28 เม.ย.) อนุมัติงบประมาณ เพื่อเป็นค่าชดเชยค่าใช้น้ำประปาที่อยู่อาศัย ของระบบประปาเทศบาล และระบบประปาขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตามมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชน วงเงินรวม 2,985.7 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แบ่งเป็นเงินชดเชยค่าน้ำประปาที่อยู่อาศัย ของระบบประปาเทศบาล 540 ล้านบาท และเงินชดเชยค่าน้ำประปาที่อยู่อาศัย ของระบบประปาองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 2,445.7 ล้านบาท

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้รายงานให้ ครม.ทราบว่า กระทรวงได้สำรวจข้อมูลระบบประปาหมู่บ้าน ที่อยู่ในความดูแลของเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล และระบบประปา ที่องค์การบริหารส่วนตำบลดำเนินการ ในลักษณะการพาณิชย์ พบว่า มีระบบประปารวมทั้งสิ้น 29,967 แห่ง มีผู้ใช้น้ำที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับความช่วยเหลือ 4,605,027 ราย คิดเป็นเงินค่าน้ำรวมประมาณ 254.691 ล้านบาทต่อเดือน

นายศุภรักษ์ กล่าวต่อว่า ครม.ได้อนุมัติเพิ่มเติมให้มาตรการดังกล่าว ครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่เช่าอาศัยในอาคารชุดหรือห้องเช่าในเขตบริหาร ของการประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2552 ครม.ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือ โดยรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายการใช้น้ำ สำหรับประเภทอยู่อาศัย และผู้เช่าที่อยู่อาศัยที่มีปริมาณการใช้น้ำระหว่าง 0-30 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในเขตการใช้น้ำ ของระบบประปาเทศบาล และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการช่วยเหลือ และไม่เป็นภาระด้านงบประมาณ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องนำเงินรายได้อุดหนุนจากรัฐบาล ไปจัดบริหารสาธารณะด้านต่างๆ กระทรวงมหาดไทยจึงขอให้ ครม.อนุมัติงบประมาณจำนวนดังกล่าวด้วย

ที่มา: http://www.thairath.co.th

เอสเอ็มอีดิ่งสุดรอบ5ปี คลังค้ำเงินกู้หมุนจ่ายภาษี3หมื่นล.

สสว.คาดจีดีพีเอสเอ็มอีปี 52 ตกแน่ 2% รายได้กำไรร่วงไม่หยุด แนวโน้มเบี้ยวจ่ายดอกเบี้ย ผลการดำเนินงานรูดต่ำสุดในรอบ 5 ปี จับตากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ ยานยนต์ ด้าน ครม.ให้ บสย.ค้ำเงินกู้ 100% หมุนจ่ายภาษี 3 หมื่นล้าน เงื่อนไขมาก่อนมีสิทธิ์ก่อน

นายภักดิ์ ทองส้ม รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศล่าสุดเมื่อวันที่ 24 เม.ย. พบผลกระทบจากความกังวลและความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่ไตรมาส 4/51 ถึงปัจจุบัน อาจส่งผลต่อการดำเนินงานในปีนี้ โดยอัตราการขยายตัว (จีดีพี) ของเอสเอ็มอีปี 52 จะปรับลดลง 2% หรือมีมูลค่าเพียง 3.4 ล้านล้านบาท ซึ่งจำนวนผู้ประกอบการอยู่ที่ 2.4 ล้านราย ลดลง 0.06% และจำนวนแรงงาน 8.91 ล้านราย ลดลง 2.74% ส่วนการส่งออกจะมีมูลค่าเพียง1.58 ล้านล้านบาท ลดลง 6.41% รายได้สุทธิลดลงจาก 5.92 ล้านล้านบาท เหลือ 5.78 ล้านล้านบาท หรือ 2.33% กำไรสุทธิลดลงจาก 0.251 ล้านล้านบาท เหลือ 0.229 ล้านล้านบาท หรือ 8.51%

"การปรับลดลงของรายได้และกำไรสุทธิ ตลอดจนผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ได้ส่งผลต่อดัชนีผลตอบแทนจากการดำเนินงาน ผลิตภาพแรงงานและความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องและจะต่ำสุดในรอบ 5 ปี" นายภักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนจากการดำเนินงานอาจลดลงจาก 4.24% เหลือ 3.98% ด้านผลิตภาพแรงงาน (มูลค่าเพิ่มต่อจำนวนแรงงาน) ลดลง 4.71% หรือจากผลิตภาพแรงงานที่ทำได้ประมาณ 77,200 บาทต่อคนต่อปีในปี 51 ลดลงเหลือ 73,500 บาทต่อคนต่อปีในปี 52 ส่วนความสามารถในการชำระหนี้ลดลงจาก 2.74% เหลือเพียง 2.59%

นอกจากนี้ สสว.ยังร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาประจำภูมิภาคสำรวจผู้ประกอบการ 4,200ตัวอย่างทั่วประเทศ โดยผู้ประกอบการยังมีความกังวลด้านเศรษฐกิจสูงถึง 98.66% ปัญหาการเมือง 97.21% การบริโภคภายในประเทศที่ลดลง 96.23% แม้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มดำเนินการ แต่ต้องใช้เวลาแก้ไขต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปีกว่าจะฟื้น

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์หนัง ผลิตภัณฑ์พลาสติก แก้วและเซรามิก เฟอร์นิเจอร์ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ผลิตภัณฑ์ยางเหล็ก โลหะ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และบริการเสริมสุขภาพ สปา

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการสินเชื่อเพื่อชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลของเอสเอ็มอี เพื่อเสริมสภาพคล่อง เพราะใกล้ถึงฤดูชำระภาษีนิติบุคคล ซึ่งต้องยื่นแบบเสียภาษีในเดือน พ.ค.นี้ โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน 100% แก่เอสเอ็มอีที่ขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ วงเงินค้ำประกันรวม 1 หมื่นล้านบาท เงื่อนไขการกู้เงิน คือระยะเวลาการให้สินเชื่อ 1 ปี ปลอดหนี้ 3 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี จ่ายชำระรายเดือน แต่ไม่กำหนดวงเงินค้ำประกันต่อราย และผู้มาขอก่อนรับสิทธิ์ก่อน เพื่อชำระภาษีได้ทันในเดือน พ.ค.นี้

ที่ผ่านมา ธุรกิจเอสเอ็มอีเสียภาษี 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งปกติผู้ประกอบการที่เสียภาษีล่าช้าต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน แต่ถ้ากู้ไปชำระภาษี ดอกเบี้ยถูกกว่ามากและ บสย.ไม่คิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันและสถาบันการเงินตีเช็คให้กรมสรรพากรโดยตรง

ที่มา: http://www.thaipost.net

ครม.เพิ่มมาตรการช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว

นายกรัฐมนตรีเผยที่ประชุมครม.อนุมัติ 2 โครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ปัญหาโครงการบ้านเอื้ออาทร

วานนี้ (28 เม.ย.) เมื่อเวลา 12.55 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.ได้ให้ความเห็นชอบเพิ่มเติมมาตรการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยว 2 เรื่องคือ 1.การดูแลโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในวงเงิน 5,000 ล้านบาท 2. จัดให้มีระบบประกันภัยสำหรับชาวต่างประเทศที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย ทั้งนี้ในส่วนของสินเชื่อนั้นรัฐบาลจะดูในเรื่องส่วนต่างของดอกเบี้ยและการค้ำประกันไขว้

ส่วนโครงการบ้านเอื้ออาทรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามสะสางปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะทำให้การเคหะแห่งชาติขาดทุนเกือบ 10,000ล้านบาท ที่ประชุม ครม.จึงได้มอบหมายให้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา โดยทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาในโครงการดังกล่าวต่อไป

ที่มา: http://www.thaigov.go.th

ต่างประเทศ

เวเนฯสั่งถอนทูตจากเปรูฉุนให้ผู้นำฝ่ายค้านลี้ภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (28 เม.ย.) ว่า รัฐบาลเวเนซูเอลาสั่งถอนเอกอัครราชทูตของตนประจำกรุงลิมา เมืองหลวงของประเทศเปรู เดินทางกลับประเทศ เพื่อแสดงความไม่พอใจกรณีรัฐบาลเปรูยอมรับลี้ภัยการเมืองให้แก่ นายมานูเอล โรซาเลส ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญทางการเมืองของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เมื่อครั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเมื่อปี 2549 แต่นายโรซาเลส พ่ายแพ้ และกลับมาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองมาราไซโบ เมืองใหญ่ อันดับ 2 ของประเทศทั้งนี้

อัยการเวเนซูเอลา อยู่ระหว่างยื่นฟ้องนายโรซาเลส ข้อหาทุจริตคอรัปชั่น โดยพบว่านายโรซาเลส ร่ำรวยผิดปกติและไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินรายได้ 68,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ว่าการจังหวัดซูเลีย ทางภาคตะวันตกระหว่างปี 2543 ? 2547 ขณะที่นายโรซาเลส อ้างว่านั่นคือเงินคืนภาษี ทั้งยังระบุว่าตนตกเป็นเหยื่อทางการเมืองของนายชาเวซและไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาคดี จึงต้องขอลี้ภัยอยู่ในเปรู หลังเดินทางเข้าเปรูในฐานะนักท่องเที่ยวเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่วนรัฐบาลเปรู ชี้แจงสาเหตุยอมรับนายโรซาเลสด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเวเนซูเอลากับเปรูมึนตึงต่อกัน รัฐบาลเวเนซูเอลาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่มีต่อนายโรซาเลส คือเรื่องการเมือง ทั้งยังสั่งออกหมายจับนายโรซาเลส แต่คำสั่งดังกล่าวยังไม่ได้รับการอนุมัติ ขณะที่เหล่าพันธมิตรของนายโรซาเลส พยายามเรียกร้องชี้แจงถึงความพยายามต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของนายโรซาเลส โดยระบุนายโรซาเลส ควรได้รับสิทธิเดินทางได้ทั่วโลก เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความจริงเกี่ยวกับรัฐบาลนายฮูโก ชาเวซ

ก่อนหน้านี้ เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลเปรูยอมรับคำขอลี้ภัยการเมืองของนายเอดูอาโดลาปี อดีตผู้ว่าการจังหวัดหนึ่งของเวเนซูเอลา หลังนายเอดูอาโด ถูกข้อกล่าวหาทุจริตคอรัปชั่นในเวเนซูเอลา ถูกจับขังคุก แต่หลบหนีออกจากคุกได้และขอลี้ภัยเข้าเปรูด้วยข้ออ้างเดียวกันคือไม่ได้รับ ความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมในเวเนซูเอลา

ที่มา: http://www.thairath.co.th

'หม่อง'คุมเข้ม จับตาฝ่ายค้าน ถกรับเลือกตั้ง

รัฐบาลทหารพม่าสั่งคุมเข้มจับตาการประชุมพรรคฝ่ายค้านของนางอองซาน ซูจี เมื่อวันอังคาร ซึ่งจัดขึ้นเพื่อกำหนดท่าทีของพรรคในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปีหน้า

เนียน วิน โฆษกของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เปิดเผยว่า สมาชิกพรรคที่เข้าประชุมราว 100 คน จะร่วมกันกำหนดจุดมุ่งหมายของพรรคในการเลือกตั้งปีหน้า แต่คงไม่มีการตัดสินใจประเด็นที่ว่าจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งหรือไม่ ทั้งนี้ การประชุมมีขึ้นเป็นเวลา 2 วัน เริ่มมาตั้งแต่วันจันทร์ และมีตัวแทนพรรคที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2533 เข้าร่วมหารือด้วย

"เราร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องกิจกรรมของพรรค สภาพการเมืองโดยทั่วไป รัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง" โฆษกพรรคเอ็นแอลดีเผยต่อ

นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านยังได้เรียกร้องซ้ำให้รัฐบาลทหารทบทวนเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ที่พวกเขาเชื่อว่าผ่านการลงประชามติเมื่อปีที่แล้วมาได้อย่างไม่ชอบธรรม ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเนื้อหาเกื้อหนุนการกุมอำนาจปกครองประเทศของทหาร และปิดกั้นไม่ให้นางซูจีมีบทบาททางการเมือง

รัฐบาลทหารพม่าสั่งกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมเข้มบริเวณใกล้กับสำนักงานพรรคเอ็นแอลดี ทุกแห่งในนครย่างกุ้ง นอกจากนี้ ยังส่งตำรวจนอกเครื่องแบบประจำการอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนเพื่อจับตาการประชุมที่มีขึ้น พร้อมกับขนตำรวจปราบจลาจลเตรียมพร้อมในพื้นที่อีก 4-6 คันรถ

ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าพยายามเร่งกวาดล้างนักการเมืองฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอย่างหนัก หวังขจัดเสี้ยนหนามก่อนการเลือกตั้งในปี 2553 จะมาถึง

ที่มา: http://www.thaipost.net

ความมั่นคง

บิ๊กกลาโหม ไทย-เขมรตีกอล์ฟก่อนถกปัญหาพรมแดน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานวันนี้ (28 เม.ย.) อ้างการเปิดเผยของ พลเอกเนียง พัต นายทหารระดับสูงของกัมพูชา ว่า ในวันเดียวกันนี้ พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย และพลเอกเตีย บันห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกรอบตีกอล์ฟร่วมกัน ที่เมืองเสียมราฐ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือกัมพูชา โดยมีนายทหารอื่นๆ ร่วมก๊วนด้วย

การใช้กีฬานำการทูตด้วยการออกรอบตีกอล์ฟครั้งนี้มีขึ้น ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะ เปิดการเจรจาเรื่องปัญหาพรมแดนในวันพุธที่ 29 เม.ย. ซึ่งนายวาร์ คิม ออง ประธานคณะกรรมการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา เผยว่า การเจรจาจะมุ่งเน้นเรื่องทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทพรมแดน

ที่มา: http://www.thairath.co.th

สื่อ นักวิชาการ ฝ่ายก้าวหน้า ขัดขวางขบวนการประชาธิปไตย?

ที่มา ประชาไท

ศานติ เพียงใจ

ความพยายามที่จะดึงเอาความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดหวังว่าสถาบันการเมืองแห่งนี้จะลดระดับความขัดแย้ง แสวงหาทางออก แต่เอาเข้าจริงก็เป็นแค่ฉายภาพซ้ำและตอกย้ำความคิดความเชื่อเดิมของฝ่ายตน

ยิ่งกว่านั้นยังได้เปิดเผยการดำรงอยู่ของอีกขั้วในมุมมืด นั่นก็คือกลุ่มไทยน้ำเงิน ที่ยกตนอย่างเลิศลอยว่าเป็นผู้จงรักภักดี รักชาติบ้านเมืองอย่างยิ่งยวด และพร้อมจะเป็นกองหน้าพิทักษ์สถาบันสูงสุด

ไม่แปลกอะไรเลยหากชาวเหลืองและแดงจะระแวงว่ากลุ่มใหม่จะเป็นตาอยู่ของที่คอยจ้องเขมือบชิ้นปลามัน นอกจากนี้ยังได้สะท้อนอีกว่ามีตัวแปรที่เพิ่มขึ้นหลากหลายยิ่งขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งใหญ่ที่ดำรงอยู่

ความจริงแล้วไม่เฉพาะสถาบันรัฐสภาอันเป็นรูปองค์กรอธิปไตยแห่งรัฐ ที่สูญเสียบทบาทหน้าที่ตนในการจัดการวิกฤติการเมือง หากทว่าทุกๆ คน ทุกๆ องค์กรทั้งหลายบรรดามี ต่างถูกกระแสมหึมานี้ดึงเข้าสู่แกนการต่อสู้ แปรสภาพเป็นอาวุธหลากชนิดเข้าห้ำหั่นศัตรูคู่อาฆาตอย่างเอาเป็นเอาตาย

หนึ่งในนั้นก็คือยุทธศาสตร์ตุลาการภิวัฒน์ ที่เคยหวังกันอย่างสูงว่าจะดาบอาญาสิทธิ์ปิดบัญชีได้ ต่อมาด้วยความรู้เท่าทันของคู่ปฏิปักษ์ นอกจากจะไม่สามารถเอาชนะกันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยังส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบเกิดวิกฤติศรัทธา ด้วยข้อหาหนักว่าเลือกปฏิบัติ ให้ความยุติธรรมเฉพาะฝ่าย ทำลายระบบนิติรัฐนิติธรรมอย่างมีนัยสำคัญ ไม่แปลกอะไรเลยหากหลายๆ คนจะเชื่อโดยสนิทใจว่า ระบบศาลบ้านเราได้กลายเป็นศาลเตี้ยไปแล้วหรืออย่างไร มีภารกิจเฉพาะอย่างตามใบสั่งสำคัญของผู้มีอำนาจหรือไม่

และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านี้ก็คือสถาบันสื่อสารมวลชนและนักวิชาการซึ่งกำลังค้อมตัวเองให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และถูกเพ่งเล็งอย่างหนักในขณะนี้

สื่อมวลชนรวมถึงเหล่านักวิชาการได้ชื่อว่าเป็นฐานันดรพิเศษ ได้รับความเชื่อถือว่ามีความก้าวหน้าสูงกว่าภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม กำลังถูกดึงเข้าร่วมวงไพบูลย์ในเกมแห่งอำนาจ ประกาศตนเป็นมือตบขนาดมหึมาไล่ต้อนคู่ต่อสู้สำคัญ ผลิตวาทกรรมรายสะดวก อาทิ ระบอบทักษิณ ทุนสามานย์ ตุลาการภิวัฒน์ และประชาภิวัฒน์ ฯลฯ

แต่ที่แน่ๆ ดูเหมือนจะมีเป้าหมายไล่ล่าครั้งนี้เฉพาะแค่ปุถุชนคนหนึ่งนามทักษิณ มองข้ามผลิตผลจากโครงสร้างสังคมเดิมที่มีคนอย่างทักษิณอีกมากมาย ไม่เว้นฝ่ายที่ลงขันร่วมแรงโค่นอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็มีร่องรอยความไม่ชอบมาพากลอีกหลายอย่าง เป็นเรื่องเป็นราวที่โต้กันไม่มีจบเพราะเป็นการปะทะกันระดับต่ำ ชี้ขาดกันไม่ได้ว่าใครดีกว่าใคร ใครเลวก็กว่าใคร

ลืมพิจารณาสังคมทั้งระบบอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยเฉพาะการพิจารณาทฤษฎีการเมือง หรือความเห็นร่วมต่อการเมืองบ้านเราที่ดำรงอยู่ ว่าเป็นการเมืองของคนส่วนน้อยหรือคนส่วนใหญ่ ชี้ขาดกันได้หรือยังว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ?? หรือเพียงมองกันต่างมุมแล้วสร้างวาทกรรมแปลกใหม่รายวันให้งงงวยอยู่ร่ำไป

ปรากฏการณ์ที่ฝ่ายก้าวหน้าละเลยที่จะสืบค้นภวการณ์ ไม่ยอมพิจารณาตนด้วยมีสติ หรือยอมรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องสะเทือนถึงฐานะทางสังคมของตน เกรงตนจะตกจากหอคอยงาช้าง และหากพวกเขาเหล่านั้นใช้ฐานะทางสังคมเป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะฝ่ายประชาชน การเลือกที่จะสะท้อนเฉพาะสียงของชนชั้นกลางในเมือง และเชื่ออย่างไม่มีการตรวจสอบประชามติในทางลึก ว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความปรารถนาต่อบ้านเมืองเช่นไร ใช้ความเห็นตนเข้าตัดสินชี้ขาดสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งโดยฉับพลันและไม่แก้ไข เท่ากับว่าได้ละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพตนอย่างร้ายแรง

ล่าสุดก็คือเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ที่กำลังตกเป็นประเด็นวิวาทะอย่างกว้างขวาง กระทั่งลุกลามไปถึงประเด็นแมลงวันตอมแมลงวันหรือสื่อตอมสื่อ ประชาชนหลายคนเบื่อหน่าย ปิดกั้นตัวเองจากสื่อ หรือแม้กระทั่งการล้อมกรอบรุมสอบถามเค้นเอาเรื่องกับนักข่าวภาคสนามถึงความชอบธรรมและเป็นกลาง

การปิดหูปิดตาประชาชนของสื่อกระแสหลักโดยเฉพาะฟรีทีวี การปิดประตูตีแมวคนเสื้อแดงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ การใช้ทางลัดขอใบอนุญาตจากเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทหารพร้อมอาวุธสงครามออกมาสลายการชุมนุม พร้อมกับการตราหน้าผู้ร่วมชุมนุมว่าเป็นศัตรูอันตรายต่อประเทศชาติ ซึ่งหลุดจากปากนายกรัฐมนตรีอย่างชัดถ้อยชัดคำ (ต่อมาภายหลังกลืนน้ำลายว่าเป็นชัยชนะร่วมกันของสังคม) การมองข้ามเจตนารมณ์คนเสื้อแดงหลายแสนที่แสดงออกอย่างอดทนครั้งแล้วครั้งเล่า ว่ามีเจตนารมณ์ที่งดงามต่อชาติบ้านเมืองไม่ต่างกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันหนาหูขึ้นทุกที

ฐานันดรที่ ๔ นักวิชาการทั้งหลายซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีทัศนวิสัยที่ก้าวหน้า

ได้สำรวจตนอย่างลึกซึ้งเพียงพอหรือไม่ ว่าตนได้ขัดขวางขบวนการประชาธิปไตยที่ลึกๆ ตนเองก็ปรารถนา หรือหวังจะใช้แค่ศักยภาพตนเข้ายุติความขัดแย้งแบบง่ายทำนองซุกขยะเข้าสู่ใต้พรม และตนเองก็ทำหน้าที่ต่อไปข้ามวัน ข้ามปี ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอระเบิดเวลาที่ส่อไปในทางสงครามกลางเมืองเช่นทุกวันนี้

สถานการณ์ที่นโยบายของรัฐเป็นแค่ลมปากเพ้อเจ้อ รัฐสภาเป็นแหล่งรวมของชนชั้นมีอันจะกินและอ้างเก่งเฉพาะตัวบทกฎหมาย สถาบันศาลที่แปดเปื้อนคำนินทา ผู้คนโต้เถียงบ้างก็หมางใจกัน บ้างก็รวมกลุ่มกันพร้อมแสดงพลังปะทะฝ่ายตรงข้าม ทุกองคาพยพสั่นไหวตื่นตัว บ้างดึง บ้างดัน บ้างสู้ บ้างถอย บ้างแสวงหามิตร บ้างทำลาย และอีกหลายรูปการที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

ขอเรียนเชิญท่านทั้งหลายลงไปสัมผัสรับรู้สิ่งที่มวลมหาชนเป็นอยู่ พูดคุยหรือแสดงออกว่าเป็นอย่างไร การใส่เสื้อกั๊กขลุกแต่ในห้องสมุดอาจจะหลุดกระแสสังคมไปไกลแล้วก็ได้ สื่อมวลชนที่ทำงานแบบงานประจำทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาหรือหน่วยงานใดๆ ต้องพิจารณาตนหนักกว่า เสนอข่าวได้ครบถ้วนรอบด้านหรือยัง ท่านหัวหน้าข่าว ผู้บริหารสำนักข่าว นานมาแล้วท่านอาจห่างเหินกับสถานการณ์จริงของบ้านเมือง นอกจากแหล่งข่าวระดับสูงที่คุ้นเคยกันที่ป้อนข้อมูลให้ท่าน คนอื่นๆ ละ ความหลากหลายละ มีช่องทางสักเล็กน้อยไหมในสื่อของท่าน

ยังมีผู้นำมวลชนจากอาชีพต่างๆ อีกมากมายซึ่งทำงานภาคสนามปฏิบัติส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้อาจเสนอความเห็นต่อบ้านเมืองได้อย่างแหลมคมเป็นประโยชน์ สมควรนำเสนอไม่แพ้น้ำคำคนที่เราคุ้นหน้าเช่นกัน

หวังว่าเราจะได้เห็นประชามติประชาธิปไตยจะไม่ถูกละเลยหรือขัดขวางอีกต่อไปทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ระบอบการเมืองที่ได้ชื่อว่ามีคุณธรรมสูงกว่าการเมืองชนิดอื่นจะได้เบ่งบานในสังคมไทยเสียที

Thaksin who are you ?: โซโมซา หรือ ซานดินิสตา

ที่มา ประชาไท

จรูญ หยูทอง-แสงอุทัย

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคม ภาคใต้

หลังจากกระทรวงต่างประเทศของไทยยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ...ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ผันตัวเองเป็นผู้ปลุกปั่นประชาชนในประเทศตัวเองให้ลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลจนนำไปสู่การจลาจลกลางเมือง เปิดแนวรบทุกด้านกับรัฐบาลปัจจุบันในทุกรูปแบบ ก็มีข่าวว่าผู้นำประเทศนิคารากัวได้ออกหนังสือเดินทางในนามทูตพิเศษของนิคารากัวให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีจากประเทศไทย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็คงเป็นที่ประจักษ์ชัดกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่านั้นก็คือ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และพัฒนาการทางการเมืองของประเทศนิคารากัว

ประเทศนิคารากัว ชื่อประเทศมาจากชื่อของหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงที่ชื่อ นิคาริโอ(Nicario) ได้ชื่อว่าเป็นประเทศต้นแบบของการปฏิวัติประชาชนในประเทศด้อยพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในอเมริกากลาง ในการโค่นล้มอำนาจเผด็จการอย่างน้อยใน 2 ประการ คือ

1. แบบอย่างหรือวิธีการในการต่อสู้เพื่อล้มอำนาจเผด็จการ

2. แนวทางนโยบายในการสร้างสรรค์สังคมใหม่หลังการปฏิวัติ

นิคารากัว เป็นประเทศเล็กๆ 1 ใน 7 ของประเทศในภูมิภาคอเมริกา ซึ่งประกอบด้วย กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ คอสตาริกา ปานามา เบไลซ์(บริติช ฮอนดูรัส) และนิคารากัว ตั้งอยู่บริเวณคอคอดของอเมริกากลางพอดี ทิศเหนือจอประเทศฮอนดูรัส ทิศใต้จดประเทศคอสตาริกา ทิศตะวันออกจดทะเลแคริบเบียน ทิศตะวันตกจดมหาสมุทรแปซิฟิก มีเนื้อที่ประมาณ 57,143 ตารางไมล์(ราว 1 ใน 4 ของประเทศไทย) เมืองหลวงชื่อมานากัว ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 5,487,000 คน(พ..2548) เป็นอินเดียนแดงและเมสติโซ(ลูกผสมอินเดียนแดงกับสเปน) ประมาณ 80 % และเป็นผิวดำ ประมาณ 7 % เป็นชนชั้นต่ำในสังคม อ่านออกเขียนได้แค่ 30 % เท่านั้น อีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ ชาวสเปนที่สืบเชื้อสายจากขุนนางสเปนยุคศักดินา ชาวยุโรปและอเมริการวมกันประมาณ 10 % เป็นชนชั้นสูงในระดับต่างๆกัน โดยเฉพาะตระกูลเจ้าที่ดินสเปนไม่กี่ตระกูล เป็นผู้ผูกขาดตำแหน่งชนชั้นนำของประเทศ โดยผลัดเปลี่ยนขึ้นมาเป็นผู้นำกันเป็นระยะ ตั้งแต่ได้รับเอกราชจนถึงการปฏิวัติในปี ค..1979 (พ..2522)

ความเหมือนกับประเทศไทยของนิคารากัวคือมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มีฝนตกชุก มีทะเลสาบ 2 แห่ง คือทะเลสาบนิคารากัวและทะเลสาบมานากัว สินค้าออกเป็นผลิตผลทางการเกษตร ได้แก่ กาแฟ ข้าวโพด น้ำตาลและผลผลิตทางประมง การเมืองและเศรษฐกิจถูกผูกขาดจากคนไม่กี่ตระกูล ได้แก่ ตระกูลโซโมซาและนายทุนจากอเมริกาซึ่งค้ำจุนระบบการโซโมซา

ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และการเมืองของนิคารากัว เดิมเป็นที่อยู่ของอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ สมัยอาณาจักรแอชแตคและอาณาจักรอินคา เป็นอาณาจักรอินเดียนแดงโบราณที่พัฒนาจนเป็นสังคมเมือง มีการเกษตรที่เป็นหลักแหล่งและมีศิลปะวิทยาการพอสมควร รุ่งเรืองอยู่ในยุคที่ชาวสเปนเข้ามาในทวีปอเมริกา อาณาจักรทั้งสองต้อนรับชาวสเปนเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากในท้องพระคลังของกษัตริย์แอซแตคและอินคามีทองคำมาก จึงถูกสเปนปล้นและทำลายอย่างเหี้ยมโหดโดยการนำของคอร์เตซ(Cortez)และปีซาโร(Pizaro) วีรบุรุษผู้พิชิตตะวันตกของชาวสเปน

สเปนยึดครองนิคารากัวตั้งแต่ ค..1522 (พ..2065) โดยการปราบปรามสังหารชาวอินเดียนแดงที่ต่อต้านอย่างเหี้ยมโหด นำระบบการผลิตแบบไร่นาขนาดใหญ่(Plantation) เข้ามาใช้ โดยมีชาวสเปนเป็นเจ้าของที่ดินและเกณฑ์แรงงานชาวพื้นเมือง รวมทั้งนิโกรที่ซื้อมาทำงานในไร่ บังคับชาวพื้นเมืองให้เข้ารีต นับถือพระเจ้าองค์เดียวกับชาวสเปน สเปนครองนิคารากัวเป็นเวลายาวนานนับสามร้อยปีด้วยความขมขื่นยากแค้นของชาวนิคารากัวและชาวลาตินอเมริกา

นิคารากัวร่วมก่อตั้งสหพันธรัฐแห่งอเมริกากลาง(Confederal of central America) จนเกิดความแตกแยกและสงครามระหว่างรัฐ จึงแยกตัวออกมาประกาศเอกราชในปี ค..1838 (พ..2381) การเมืองนิคารากัวเต็มไปด้วยความปั่นป่วน เกิดสงครามกลางเมืองสลับกับการสู้รบกับประเทศเพื่อนบ้านเกือบตลอดเวลา

สงครามกลางเมืองเกิดจากความขัดแย้งระหว่าง 2 กลุ่มการเมืองใหญ่คือกลุ่มเสรีนิยม ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเลออง(Leon) และกลุ่มอนุรักษ์นิยม ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองกรานาดา(Granada)

เกือบตลอด 50 ปีแรกของการมีเอกราช ประชาชนต้องอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจและสงครามระหว่างเมืองทั้งสอง

สหรัฐอเมริกาเข้าครอบครองนิคารากัวจนกระทั่งปี ค..1933(พ..2476) จึงถอนกำลังออกไป หลังจากก่อตั้งกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ(National Guard) มีอานัสตาริซิโอ โซโมซา กราเซีย(Anastasio Somoza Gracia) เป็นผู้บัญชาการทหาร ระบบนี้มีชาวนิคารากัวชื่อออกัสโต เซซาร์ ซานดิเอโก(Augusto Cecar Sandino) จัดตั้งกองกำลังรักชาตินิคารากัว ต่อต้านการครอบงำของอเมริกา ต่อมาเขาถูกกองทหารรักษาความปลอดภัยแห่งชาติจับประหารชีวิตในปี ค..1934(พ..2477) ขณะมีอายุ 41 ปี แต่เขากลายเป็นวีรบุรุษแห่งชาตินิคารากัวในเวลาต่อมา

ปี ค..1936(พ..2479) นายพลอานัว ตาซิโอ โซโมซา กราเซีย ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติก่อการรัฐประหาร สถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี เป็นการเริ่มต้นยุคเผด็จการของตระกูลโซโมซา ล้มเลิกการเลือกตั้ง ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปราบปรามนักการเมืองและผู้ต่อต้านนโยบายเผด็จการอย่างเหี้ยมโหด

ปี ค..1956(พ..2499) ผู้รักชาติชาวนิคารากัวบุกสังหารนายพลโซโมซา แต่รัฐสภายังเลือกหลุยส์ โซโมซาผู้พี่เป็นประธานาธิบดีและอานัสตาซิโอ ผู้น้องเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ

ปี ค..1959(พ..2502) เกิดการต่อต้านอำนาจของโซโมซาโดยสหภาพแรงงานต่างๆพากันนัดหยุดงาน ต่อมาสมาคมธุรกิจต่างๆเข้าร่วมด้วยเรียกร้องให้หลุยส์ โซโมซา ลาออก แต่กลุ่มผู้ต่อต้านถูกปราบปราม

หลุยส์ โซโมซา หลุดจากอำนาจปี ค..1963(พ..2503) เพราะแพ้เลือกตั้งให้แก่เรเน สชิค กูติเรซ(Rene S-chick Gutirez) นโยบายเผด็จการต่างๆถูกยกเลิก ปี ค..1966(พ..2509) สชิคถึงแก่กรรม ลอเรนโซ เกอเรอโร ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ปี ค..1967(พ..2510) อานาสตาซิโอ โซโมซา ก่อการรัฐประหาร นักศึกษา ประชาชนต่อต้านแต่ถูกปราบปรามอย่างเหี้ยมโหด มีผู้เสียชีวิตมากมาย โซโมซาประกาศล้มเลิกรัฐธรรมนูญ เลิกการเลือกตั้ง ประกาศกฎอัยการศึก ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นรองรับอำนาจของตน ให้อำนาจประธานาธิบดีอย่างล้นฟ้า จนมีคำกล่าวว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างในนิคารากัว นอกจากอากาศแล้วเป็นของโซโมซาทั้งสิ้น

ขบวนการซานดินิสต้า(Frente Sandinista de Liberacian National/FSLN) ก่อตั้งขึ้นในปี ค..1962(พ..2505) ของผู้รักชาติที่ต่อต้านโซโมซาด้วยกำลังอาวุธ ผู้ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนคนแรกคือคาร์ลอส ฟอนเซคา อมาเดอร์(Carlos Fonseca Amedor) ได้รับการฝึกฝนจากคิวบา เอาชื่อ ออกัสโต ซีซาร์ ซานดิโน มาเป็นชื่อขบวนการ จุดมุ่งหมายเพื่อโค่นระบบเผด็จการตระกูลโซโมซา ขจัดอิทธิพลการครอบงำของเอมริกาและสร้างเอกราชประชาธิปไตย ยุทธวิธียุคแรกๆใช้สงครามกองโจรแบบการปฏิวัติคิวบา ต่อมามี 3 แนวทางคือ

1. แนวทางชนบท เน้นการต่อสู้ในชนบทโดยการปลุกระดมประชาชนขึ้นทำ

สงครามกองโจรในรูปแบบเดิม

2. แนวทางกรรมาชีพ มุ่งปลุกระดมและจัดตั้งกรรมาชีพในเมืองและคนยากจนในสลัมเป็น

กำลังสำคัญ

3. แนวทางแนวร่วมทุกระดับชั้น คือการเน้นการสร้างแนวร่วมอันกว้างใหญ่ เพื่อโดดเดี่ยวเผด็จการ โซโมซาและใช้ปฏิบัติการทางทหารจุดชนวนสงคราม

เดือน ก..1979(พ..2512) โซโมซา ลาออกและลี้ภัยไปอเมริกา ซานดินิสต้าจัดตั้งรัฐบาลและยกกำลังเข้ากรุงมานากัว วันที่ 19..1979 ชัยชนะของขบวนการซานดินิสต้าเกิดจาก

1. ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชน

2. การวางยุทธวิธีที่เฉียบแหลม

3. ประสบความสำเร็จในการสร้างแนวร่วมภายในประเทศอย่างกว้างขวางสามารถดึงมวลชนทุกชั้น

4. ดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวโซโมซาทางสากลในประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในประเทศไทย อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นกล่องดวงใจของคนเสื้อแดง แต่ในนิคารากัวไม่

มั่นใจว่าท่านเป็นแนวร่วมของกลุ่มไหน ระหว่างตระกูลโซโมซากับขบวนการซานดินิสต้า

Tuesday, April 28, 2009

"หญิงอ้อ"ดอดกลับไทยแล้ว "พนิช" เชื่อยูเออีไม่ยอมให้"แม้ว"ใช้เป็นฐานเคลื่อนไหว ส่อแลกผู้ร้ายข้ามแดน

ที่มา มติชนออนไลน์

"พนิช"คุยปลัดก.ต่างประเทศยูเออีไม่ยอม"แม้ว"ใช้เป็นฐานเคลื่อนไหวการเมือง "อลงกรณ์"บอกอยู่ต่อได้ในฐานะนักธุรกิจ เผยยูเออีหวังแลกผู้ต้องหา "นพดล"ไม่แน่ใจนายใหญ่ถือพาสปอร์ตเขมร ตร.รับเส้นทางล่าตัวกลับลำบาก "พจมาน"ดอดกลับไทยหัวค่ำ26เม.ย.

ตร.รับเส้นทางล่าตัวกลับลำบาก

พล.ต.ต.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.)ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ถึงการติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาดำเนินคดี ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุก 2 ปีคดีซื้อ-ขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก และถูกออกหมายจับฐานยุยงปลุกปั่นให้ก่อการจลาจลว่า กองการต่างประเทศ ได้ประสานขอความร่วมมือกับตำรวจสากลซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิก 187 ประเทศ โดยแจ้งให้ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นบุคคลที่มีหมายจับคดีอาญาของศาลไทย หากพบตัวให้แจ้งให้ทราบ หรือในบางประเทศก็อาจจับกุมตัวไว้ให้ หากกฎหมายภายในของประเทศนั้นๆให้อำนาจ ก่อนแจ้งให้ไทยทราบ เพื่อประสานให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

"การตรวจเส้นทางการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำได้ลำบาก เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจถือหนังสือเดินทางของประเทศอื่น ทำให้การตรวจสอบการเดินทางเข้า-ออกประเทศต่าง ๆ ยากขึ้น"พล.ต.ต.วิสนุ กล่าว


ส่วนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ อาจถือหนังสือเดินทางของประเทศนิการากัวนั้น ผบก.ตท.กล่าวว่า ได้แจ้งข้อมูลส่วนนี้ไปยังตำรวจสากลประเทศนิการากัวเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าหนังสือเดินทางของประเทศนิการากัว สามารถเดินทางเข้าประเทศใดบ้างโดยไม่ต้องขอวีซ่า


"ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ เราดำเนินการในอำนาจหน้าที่ที่เรามีอย่างเต็มที่ ซึ่งกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่กรณีพิเศษอะไร เพราะหากเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีอาญาไปอยู่ต่างประเทศ เราก็ต้องดำเนินการทุกกรณีภายใต้พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551อยู่แล้ว ในการติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ผ่านมาตำรวจได้ประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงต่างประเทศ และอัยการสูงสุด ซึ่งการทำงานทุกอย่างเป็นได้ด้วยดี ทั้งนี้ เชื่อว่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน การติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ มาดำเนินคดีคงไม่ใช่เรื่องยาก" ผบก.ตท. กล่าว

"พนิช"ย้ำยูเออีไม่ยอมให้อดีตนายกฯเคลื่อนไหว


นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ออกมาเปิดเผยช่วงก่อนหน้านี้ในฐานะทูตพิเศษรัฐบาล เดินทางไปหารือกับทางการสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์(ยูเออี)ในทำนอง ยูเออีรับปากไม่ยินยอมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีใช้เป็นฐานขับเคลื่อนทางการเมืองอีก ทั้งยังเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะพำนักในยูเออีต่อไป และจะไม่ยินยอมให้เข้าประเทศเพื่อขับเคลื่อนทางการเมืองอีก กล่าวกรณีคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณยืนยัน ยังสามารถเข้า-ออกยูเออีได้ตามปกติว่า ได้รับการยืนยันจากรักษาการปลัดกระทรวงการต่างประเทศยูเออี ว่า จะไม่ยอมให้ใครหรือบุคคลใดใช้ประเทศยูเออีขับเคลื่อนทางการเมือง แต่ถ้าใช้ในเชิงดำเนินการทางธุรกิจก็ไม่มีปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้เมืองดูไบ เป็นฐานขับเคลื่อนทางการเมือง เพื่อโจมตีประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลยูเออีไม่ยินยอมแน่นอน และในตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีหนังสือเดินทางของประเทศไทยแล้ว ต่อจากนี้ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้ามายังยูเออี เชื่อว่ารัฐบาลยูเออีจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและยูเออีอยู่ในระดับที่ดีมาก


"ผมได้เดินทางไปยูเออี พร้อมกับเอกอัครราชทูตไทยประจำยูเออี ซึ่งมีบันทึกยืนยันชัดเจนว่า การพูดคุยกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง" นายพนิช กล่าว

"อลงกรณ์"บอก"แม้ว"อยู่ต่อได้ ต้องไม่เคลื่อนไหว


นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทูตพิเศษอีกคน กล่าวว่า ยูเออีไม่ได้ห้ามพ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศ เพียงแต่ห้าม พ.ต.ท.ทักษิณใช้ยูเออีเป็นฐานในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อโจมตีประเทศไทย ซึ่งทางการยูเออีได้ทำหนังสือแจ้งต่อ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว เนื่องจากไทยและยูเออีกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาความสัมพันธ์การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณอยากเข้าไปในยูเออี โดยเฉพาะดูไบ ก็สามารถทำได้แต่ต้องเป็นในฐานะนักธุรกิจ เพราะเจ้าตัวก็ซื้อบ้านและอสังหาริมทรัพย์ในดูไบไว้เป็นจำนวนมาก โดยไม่ทราบว่านำเงินมาจากไหน ส่วนความคืบหน้าในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ขณะนี้ทางการยูเออีได้ส่งร่างสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมาให้กับกระทรวงการต่างประเทศแล้ว เนื่องจากยูเออีมีผู้ร้ายที่ต้องการตัวอยู่ในไทยเหมือนกัน


นายอลงกรณ์ กล่าวถึงกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณถือหนังสือเดินทางกัมพูชาด้วยว่า ไม่ทราบ ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบก่อน เพราะเท่าที่ยืนยันขณะนี้มีเพียงถือพาสปอร์ตการทูตของนิการากัวเท่านั้น ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวเช่นกันว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีนั้น นายสุเทพกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการประสานขอความร่วมมือกับนานาประเทศอยู่

"นพดล"ไม่แน่ใจนายใหญ่ถือพาสปอร์ตเขมร


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีระบุ สื่อมวลชนต่างประเทศเริ่มเข้าใจในพฤติกรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องการจาบจ้วงเบื้องสูงและการยุยงให้มีการใช้อาวุธซึ่งไม่ต่างไปจากการก่อการร้าย ว่า เป็นความเข้าใจของนายอภิสิทธิ์เองมากกว่า เพราะเมื่อสื่อต่างประเทศเขียนชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ ก็ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ อย่างไรก็ตามยืนยันได้ว่าสื่อนานาชาติเข้าใจว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งถึง 2 สมัยและถูกยึดอำนาจไป ทั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการก่อการร้ายตามคำกล่าวหา เพราะการต่อสู้ของอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยสงบและสันติ ไม่ใช้อาวุธ ส่วนนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำคนเสื้อแดง จะให้สัมภาษณ์อย่างไรนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ


นายนพดลกล่าวถึงกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณถือพาสปอร์ตของกัมพูชา ว่า ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ถือพาสปอร์ตมากกว่า 1 เล่ม

"พจมาน"ดอดกลับไทยหัวค่ำ26เม.ย.

รายงานข่าวแจ้งว่า คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางจากฮ่องกง ถึงประเทศไทยแล้ว เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา โดยสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิกแอร์ไลน์ส ภายหลังเดินทางออกนอกประเทศในช่วงก่อนหน้านี้

"จตุพร"ขู่แฉ"ภาพ-เสียง"พลทหารสังเวยชีวิต แพทย์ระบุกะโหลกแตกกระแทกของแข็งรอผลชันสูตร 7 วัน

ที่มา มติชนออนไลน์

"จตุพร"ขู่นำ"ภาพ-เสียง"ทหารสังเวยชีวิตป้องนายกฯมาเผยแพร่ ศิริราชแถลงศพ"อภินพ"กะโหลกแตก ถูกกระทบกับของแข็งอย่างแรงมีรอยร้าวยาว 5-7เซนติเมตร มีเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังชัดเจน รอผลตรวจพิสูจน์ชิ้นเนื้ออีก7วัน พท.ตั้ง3ปมสงสัยการตายทหารนายกฯรู้ผลชันสูตรยันไม่เกี่ยวรบ.

คลิกอ่าน - เปิดผลชันสูตรศพพลทหาร"อภินพ"ดับคาบ้าน "มทภ.1"

"จตุพร"เผยจะมี "ภาพ-เสียง" กรณีพลทหารตาย เร็วๆ นี้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน ถึงการผ่าพิสูจน์ศพพลทหารอภินพ เครือสุก ที่เสียชีวิตภายในบ้านพักกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ว่า ครอบครัวพลทหารได้รับเงินทำศพ 17,000 บาท แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุทำนองว่า พลทหารอภินพเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ตนขอตั้งคำถามเดียวว่า ชายไทยอายุ 21 ปีที่รับราชการทหารต้องเสียชีวิตจากการลื่นล้ม ในการดูแลนายอภิสิทธิ์ ใครจะเชื่อถือ ครอบครัวระบุว่าจะไม่เผาศพจนกว่าจะทราบความจริง แต่อีกไม่กี่วันนี้ จะมีภาพและเสียงในเรื่องนี้ปรากฏออกมาว่า การสังเวย 1 ชีวิต เพื่อปกป้องนายอภิสิทธิ์นั้นสมควรหรือไม่

ศิริราชแถลงศพทหารกะโหลกแตก

คณะแพทย์ศิริราชสรุปเบื้องต้นผลการผ่าชันสูตรพลิกศพ พลทหาร อภินพ เครือสุข อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์ที่เสียชีวิตภายในบ้านพักกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ของ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เกิดจากกะโหลกศีรษะแตกเป็นรอยยาว โดยต้องมีของแข็งมากระทบ หรือผู้ตายไปกระทบของแข็ง รอผลตรวจชิ้นเนื้ออีก 7 วัน หาสาเหตุแน่ชัด ทั้งนี้ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แถลงเมื่อวลา 13.30 น. วันที่ 27 เมษายน ที่โรงพยาบาล (รพ.) ศิริราช ว่าตามที่ได้มีการนำศพของพลทหาร อภินพ เข้ามาทำการตรวจศพที่ รพ.ศิริราช เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ตามคำร้องขอของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เลขที่ ยธ. 0800/พิเศษ ลงวันที่ 26 เมษายน 2552 คณะแพทยฯได้แต่งตั้งคณะกรรมการการตรวจศพ พลฯ อภินพ เครือสุข ประกอบด้วย1. รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตรวจศพฯ 2.ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.สมชาย ผลเอี่ยมเอก และ 3.รศ.พญ.สมบูรณ์ ธรรมเถกิงกิจ


ชี้ถูกกระทบกับของแข็งอย่างแรง


รศ.นพ.วิสูตรเปิดเผยว่า ผลการตรวจพบว่า ส่วนที่บริเวณคอมีรอยช้ำที่ต้นคอ (ด้านหลังของคอ) มีการแตกของกะโหลกศีรษะ โดยเนื้อส่วนฐานของศีรษะด้านซ้ายมีรอยร้าวต่อเนื่องจากด้านซ้ายไปถึงบริเวณกึ่งกลางกะโหลกศีรษะยาว 5-7 เซนติเมตร ( ซม.) พบมีเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังบริเวณต้นคอชัดเจน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิต คือกะโหลกศีรษะส่วนหลังแตก ทำให้เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นหนาที่กดเนื้อสมอง ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยกดที่เกิดจากเลือดยุบลงไปทับเนื้อสมองความลึกประมาณ 0.5 ซม. เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งดูจากเนื้อสมองที่เหลืออยู่จากการผ่าศพครั้งแรก


"คณะแพทย์สรุปเบื้องต้นว่า สาเหตุที่ทำให้พลฯ อภินพ เสียชีวิต เกิดจากกะโหลกศีรษะแตกเป็นรอยยาว มีเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นหนาที่ยังคงค้างอยู่และเลือดกดเนื้อสมองเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งเป็นร่องรอยชัดเจนจากการผ่าตัดตรวจครั้งนี้"


เมื่อถามว่ากะโหลกแตกหมายถึงมีของแข็งมากระทบใช่หรือไม่ รศ.นพ.วิสูตรกล่าวว่า ต้องมีของแข็งมากระทบ หรือผู้ตายไปกระทบของแข็ง แต่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดในขณะนี้ ซึ่งกะโหลกบริเวณดังกล่าว เป็นการแตกร้าวเป็นรอยยาวแบบครั้งเดียว ซึ่งการกระทบที่ทำให้กะโหลกแตกได้นั้นถือว่าเป็นการกระทบที่ค่อนข้างรุนแรงพอสมควร แต่ต้องดูในข้อเท็จจริงด้วยว่าตำแหน่งและสภาพของการถูกกระทบกระแทกเป็นอย่างไร ซึ่งแพทย์ตอบไม่ได้ อาจจะต้องอาศัยพนักงานสอบสวนไปดูในที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นอย่างไร


รอผลตรวจพิสูจน์ชิ้นเนื้ออีก7วัน


เมื่อถามว่าระยะเวลาที่ผู้ตายถูกกระทบที่กะโหลกรวมทั้งรอยแผล ตอบได้หรือไม่ว่าถูกกระทบอย่างไร รศ.นพ.วิสูตรกล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ อยู่ที่ทีมแพทย์จะต้องเอาชิ้นเนื้อแต่ละส่วนไปทำการตรวจอีกครั้ง ซึ่งจะรู้ว่าแผลแต่ละจุดเกิดเร็วหรือช้า เพราะถ้าเกิดเพียงสั้นๆ จะไม่เกิดอันตราย แต่ถ้าเกิดล่วงมานานแล้ว ก็อาจเกิดปฏิกิริยาแห่งชีวิตได้ที่จะแสดงให้เห็นได้ ซึ่งต้องรอผลจากการผ่าตัดชิ้นเนื้อภายใน 7 วันเป็นอย่างช้า

ขณะที่ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.ชัยภูมิ เข้าร่วมรับฟังด้วยกล่าวว่า ผลชันสูตรฯเห็นได้ว่า บาดแผลผู้เสียชีวิต มีโอกาสทั้งจากการถูกทำร้ายและการหกล้ม ส่วนตัวเชื่อว่า หากหกล้มต้องล้มแรงมากซึ่งจะทำการประสานกับญาติจะพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งยืนยันว่าการทำหน้าที่นักการเมืองก็เพียงเพื่อช่วยให้ราษฎรคนหนึ่งที่มาร้องทุกข์สบายใจ ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง


นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลดีเอสไอกล่าวว่า ได้กำชับดีเอสไอ สืบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของพลทหาร อภินพอย่างเป็นกลางตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ต้องการเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร หากผลสืบสวนเป็นความสลับซับซ้อนมากก็เสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.)รับเป็นคดีพิเศษก็ได้ หากไม่พบความสลับซับซ้อน ก็ยุติเรื่องได้


พท.ตั้ง3ปมสงสัยการตายทหาร


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เดิมทีพรรคเพื่อไทยและญาติของพลทหาร อภินพได้รับอนุญาตให้เข้าสังเกตการณ์การชันสูตรศพจากหัวหน้าภาควิชาแพทยศาสตร์ รพ.ศิริราช แต่ภายหลังมีคำสั่งจากคณบดี คณะแพทยศาสตร์ไม่อนุญาต ถือเป็นความผิดปกติอย่างมาก


"พรรคตั้งข้อสงสัยการเสียชีวิตไว้ 3 ประเด็น คือ 1.ภายหลังเกิดเหตุมีการส่งพลทหาร อภินพไปรักษาตัวที่ รพ.รามาธิบดี แต่ภายหลังเสียชีวิตกลับได้รับในมรณะบัตรจาก รพ.พระมงกุฎเกล้า 2.ข้อสงสัยจากกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และแม่ทัพภาคที่ 1 ออกระบุว่า พลทหาร อภินพศีรษะฟาดพื้นและเสียชีวิต แต่เมื่อไปดูใบมรณะบัตรเขียนว่าคอหัก และเมื่อญาติไปตรวจศพกลับพบมีบาดแผลที่มือและร่างกาย และ 3.การจัดพิธีศพ ที่ทางกองทัพไม่ให้เกียรติจัดพิธีอย่างสมศักดิ์ศรี และเร่งจัดฌาปนกิจแบบลุกลี้ลุกลน จนครอบครัวต้องนำศพไปซ่อนไว้และนำมาฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังจากนี้จะพยายามต่อสู้ให้ญาติได้รับความกระจ่างจากสาเหตุการตายต่อไป"

นายกฯรู้ผลชันสูตรยันไม่เกี่ยวรบ.


เวลา 19.25 น. ที่กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับทราบผลการชันสูตรของ รพ.ศิริราชแล้ว โดยเข้าใจว่าตรงกับผลการชันสูตรของ รพ.รามาธิบดี ที่บอกว่าผู้เสียชีวิตได้รับแรงกระแทกและมีเลือดออก คงเป็นอาการของคนที่หมดสติไปและฟื้นมาช่วงหนึ่ง เสร็จแล้วเข้าใจว่ามีเลือดออกในสมองและทำให้เสียชีวิต สำหรับแรงกระแทกนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ คงมีการตรวจสอบต่อไป รวมทั้งเรื่องการส่งข้อความสั้นด้วย


"ไม่เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไปเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมตรงไหน และเกี่ยวได้อย่างไร เพราะเกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำ 14 เมษายน โดยไม่ได้พักอยู่ที่นั่นแล้ว และเหตุการณ์ต่างๆ ก็ยุติแล้ว ดังนั้นจะมีเหตุผลอะไรที่จะเข้าไปเอาชีวิตของคนคนนี้"


เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านพยายามโยงว่าการตายของพลทหารอภินพเพราะนายกฯไปพักที่บ้านพักรับรองนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "อ๋อ แล้วไงครับ ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าเป็นความรุนแรงที่เกิดจากฝ่ายรัฐบาลได้อย่างไร" เมื่อถามอีกว่า พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่าการกระทบด้วยของแข็งนั้นอาจจะเป็นเพราะถูกตี นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รพ.ศิริราชไม่ได้สรุปอย่างนั้น แต่ตนก็ไม่รู้สึกกังวลว่าจะถูกนำไปขยายความ ถือเป็นเรื่องตำรวจต้องสืบสวนสอบสวนต่อไป


โฆษก"มาร์ค" ชี้พท.มุ่งดิสเครดิตรบ.


ที่รัฐสภา นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้พรรคเพื่อไทยว่า เรื่องนี้ญาติของพลทหาร อภินพไม่ติดใจ แต่กลับมีคนไปยุแหย่ ที่น่าสงสัยคือทำไม ส.ส.พรรคเพื่อไทยถึงเจ้ากี้เจ้าการสนใจมากกว่าญาติของพลทหาร อภินพถึงขนาดนำศพมาผ่าพิสูจน์ รวมถึงการเสนอตัวเข้าร่วมพิสูจน์ศพซึ่งถือว่าขัดระเบียบปฏิบัติของสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ ขอตั้งข้อสังเกตว่าการย้ายที่พิสูจน์ศพไปให้หน่วยงานอื่นเป็นการหวังประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ถือเป็นการสร้างเรื่องหวังดิสเครดิตรัฐบาล


นายเทพไทกล่าวอีกว่า พรรคได้รับข้อมูลมาว่ามีแกนนำกลุ่มเสื้อแดงไปหว่านล้อมชายคนหนึ่งที่บาดเจ็บจากถูกลูกหลงการปะทะระหว่างชาวบ้านนางเลิ้งกับคนเสื้อแดง ในวันที่ 13 เมษายน เข้าพักที่ รพ.รามาธิบดี ซึ่งมีความพยายามหว่านล้อมให้ชายคนดังกล่าวอ้างว่าเป็นการ์ดเสื้อแดงและถูกทหารยิง แต่ชายดังกล่าวปฏิเสธรับข้อเสนอของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง โดยมีหลักฐานเป็นนามบัตรที่ให้ไว้ ในนามบัตรระบุชื่อ 3 หน่วยงานคือ สมาพันธ์ประชาธิปไตย มูลนิธิญาติวีรชนประชาธิปไตย และมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย


"พรรคพบว่าทั้ง 3 องค์กรมีตัวแทนอยู่บนเวทีของคนเสื้อแดง แสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำของคนเสื้อแดง ที่พยายามหาเหตุให้เกิดผลเสียกับรัฐบาล และเชื่อว่าคงไม่จบแค่เรื่องศพของพลทหาร อภินพ แต่มีความพยายามอื่นอีกเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลต่อไป ขณะนี้ทราบแล้วว่าคนที่นำนามบัตรดังกล่าวมาให้เป็นใครและรัฐบาลก็มีข้อมูลในส่วนนี้เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะดำเนินคดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ได้รับบาดเจ็บ" นายเทพไทกล่าว


ผบ.ทบ.เชื่อการเมืองมุ่งบิดเบือน


ที่กองทัพบก เวลา 17.00 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การเสียชีวิตของพลทหารอภินพกองทัพยินดีที่จะให้มีการผ่าศพพิสูจน์เพราะข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง กองทัพเข้าใจความรู้สึกของมารดาและญาติ หากจะพิสูจน์โรงพยาบาลไหนก็ยินดี ซึ่งมีความพยายามของนักการเมืองบางกลุ่ม ต้องการนำเรื่องเสียชีวิตของพลทหารมาผูกโยงการเมือง


"พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. บอกว่า ทุกสิ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยความคิดเห็นของแพทย์ สำหรับสิ่งที่สังคมตั้งข้อสงสัยกรณีที่นายกรัฐมนตรีเข้าไปปฏิบัติภารกิจแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินและไปพักที่บ้านพักแม่ทัพภาคที่ 1 และมีพลทหารส่งข้อความสั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เป็นใครก็รู้สึกตื่นเต้นและภาคภูมิใจ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เป็นใครต้องทำอย่างนั้นเป็นปกติ แต่เป็นประเด็นที่นักการเมืองบางคนอาจพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง" โฆษกทบ.ระบุ

ตัดงบ 30 บาทรักษาโรค

ที่มา เดลินิวส์

ที่สุดรัฐบาลก็หมดท่า ไม่รู้จะหารายได้จากไหน ต้องลดรายจ่ายงบประมาณอีก 2.5 แสนล้านบาท จากตัวเลขงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่ตั้งไว้ 1.95 ล้านล้านบาท เหลือแค่ 1.7 ล้านล้านบาทไปเรียบร้อย

การตัดลดงบประมาณงวดนี้ ทำให้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับเป็นครั้งแรกว่า เศรษฐกิจไทยที่รัฐบาลเคยมองด้านดีเอามาก ๆ ว่า ไตรมาส 4 จะฟื้น และค่อยปรับเป็นติดลบ 0% ถึง 1% มาเป็นติดลบ 2-4% และอาจลงลึกถึง 5% มันแค่ตัวเลขก็จริง แต่การติดลบทุก 1% คือคนที่จะเตะฝุ่นว่างงาน 3-4 แสนคน

มันน่าห่วงเพราะปัญหาสารพัดจะตามมา โดยเฉพาะการ จี้ ปล้น ฉกชิง วิ่งราว

เมื่องบประมาณหดก็ต้องไปตัดงบราย จ่ายของกระทรวงต่าง ๆ กรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง ยืนยัน ไม่กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน กับโอกาสที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว โดยเฉพาะเมกะโปรเจคท์ 1.5 ล้านล้านบาท (อันนี้ไม่น่าห่วงจริง เพราะไงก็ต้องกู้) โครงการเรียนฟรี และเบี้ยยังชีพ คนชรา

ขณะที่ บัณฑูร สุภัควณิช ผอ.สำนักงบประมาณ เผยเพิ่มเติมว่า รายจ่ายที่ลดเป็นงบจ้างที่ปรึกษา การดูงานต่างประเทศ และเลื่อนกองทุนหมู่บ้านพอเพียงหรือเอสเอ็มแอล (เดิมเคยคุยโวจะให้เงินมากกว่ารัฐบาลสมัคร 2 เท่า แต่ตอนนี้เจ๊งซะแล้ว)

งบลงทุนเหลือ 3.07 แสนล้านบาท หรือลดลง 25.6% แต่อ่านไม่เจอว่า มีการปรับลดวงเงินซื้ออาวุธของเหล่าทัพแต่อย่างไรเลย คาดว่า รัฐบาลคงไม่กล้า เพราะไม่อยากเปิดศึกกับกองทัพที่อุ้มสมตัวเองมานั่นแหละ!?!

แต่อีกนั่นล่ะ อะไรก็ไม่น่าห่วงเท่าเงินที่ตัดลดไปนั้น ไปลดของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะโครงการ 30 บาท รักษาโรคถึง 4.8 หมื่นล้านบาท ทำให้ค่ารักษารายหัว จากที่ขอไป 2,707.52 บาท เหลือ 2,406.32 บาท

อย่างนี้จะให้โรงพยาบาลรัฐไปเพิ่มประสิทธิภาพ และมาตรฐานในการรักษาพยาบาล ขึ้นได้อย่างไร มีแต่จะลดลงมาทั้ง 2 อย่างมากกว่า

นอกจากนี้ งบรักษาโรคเอดส์จาก 2,915 ล้านบาท ก็เหลือ 2,770 ล้านบาท งบป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จาก 1,079 ล้านบาท เหลือ 304 ล้านบาท งบ จัดบริหารสาธารณสุข 1,742 ล้านบาท ถูก ระงับหมด

ที่บอกว่าไม่กระทบจึงไม่จริง กระทบ เต็ม ๆ เลยมากกว่า โดยเฉพาะด้านการดูแลสุขภาพของคนจน เพราะนับแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อย่าว่าแต่คนจนที่เลือดตากระเด็น หาไม่พอยาไส้ คนชั้นกลางยังเอาตัวไม่รอด

เดชะบุญมีโครงการ 30 บาทรักษาโรคมาชโลมใจ ได้ใช้ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ต้องนอนซมรอความตายอยู่กับบ้าน หรือหากเป็นโรคที่ค่ารักษาแพง อย่างฟอกไต ตอนหลังก็มาอยู่ในโครงการแล้ว ทำให้คนจนดีใจมาก

การลดงบประมาณถึง 4.8 หมื่นล้านบาท จึงสะเทือนขวัญกำลังใจคนยากไร้ กับผู้ด้อยโอกาสอย่างยิ่ง รวมทั้งขวัญกำลังใจ ของหมอ พยาบาล ที่ต้องดูแลคนไข้ด้วย เพราะงบบริหารกว่า 1,700 ล้านบาท ถูกระงับไปด้วย

หากคิดผิดก็คิดใหม่ได้ เพราะเห็นบอกว่าอีก 2 อาทิตย์ จะสรุปอีกครั้งไม่ใช่หรือ

ที่มันผิด เพราะทีเฮลิคอป เตอร์มันนี่ จ่ายเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ให้ผู้ประกันตนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทใช้เงินถึง 1.8 หมื่นล้านบาท มีแต่คนค้านเสียงขรม เพราะคนเหล่านี้ยังพอช่วยตัวเองได้ แต่คนที่อยู่นอกประกันสังคม ชาวไร่ ชาวนา คนด้อยโอกาส อีกมากมาย กลับไม่อยู่ในข่ายได้รับการช่วยเหลือ

แต่กับสิทธิการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกัน ทำไมจะมาตัดลดลง ถ้ารัฐบาลยังดื้อรั้นไม่สนเสียงค้าน จะตัดงบ 30 บาทรักษาโรคให้ได้ (เดิมก็เคยดูถูกเหยียดหยามว่า เป็น 30 บาทตาย ทุกโรค มาแล้ว) ความรู้สึกว่า

ประชาธิปัตย์มาทีไรไม่เคยเห็นหัว (อก) คนรากหญ้า จะกลับมาอีกแน่นอน คิดให้ดี !!!

ดาวประกายพรึก

ชู 'สวัสดิ์ โชติพานิช' ประธานสอบ สลายชุมนุมเสื้อแดง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_2228

นายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา

'ทักษิณ' ปรับทัพดึง 'หมอมิ้ง-ภูมิธรรม-อ๋อย' นำคนเสื้อแดง กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เปลี่ยนประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ด้าน 'วิสาร' เสนอตั้ง 'สวัสดิ์' เป็นปธ.สอบ เพราะทุกฝ่ายยอมรับ..

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณรอบทำเนียบรัฐบาลถูกสลาย คณะทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประเมินสถานการณ์ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ต่อสู้ทางการเมืองใหม่อีกครั้ง โดยจะดึง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษาส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ขึ้นมาเป็นแกนนำขับเคลื่อนมวลชนเสื้อแดง พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์และรูปแบบการเคลื่อนไหวใหม่ไปสู้เป้าหมายเปลี่ยน ประเทศไทยเป็นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ส่วนบุคคลเหล่านี้จะตอบรับหรือไม่ จะต้องรอผลการหารือร่วมกันก่อน คาดว่าจะได้ผลสรุปภายในสัปดาห์นี้แน่นอน

'เกรียงกมล'ออกตัวต้องทำเพื่อชาวบ้าน

ด้านนายเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษาส่วนตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องยึดถือผลประโยชน์โดยรวมของสังคมเป็นที่ตั้งเสมอ จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะไปร่วมในการนำการเคลื่อนไหว ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะดึงไปร่วมเป็นแกนนำเคลื่อนไหวเสื้อแดงนั้น ไม่แน่ใจเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แม้เป็นเรื่องจริง แต่การตัดสินใจใดๆ ขึ้นอยู่บนพื้นฐานเป็นเรื่องของผลประโยชน์ประชาชนทั้งประเทศ และการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่ดีนั้น ไม่ควรทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และควรหลีกเลี่ยงการหมิ่นประมาท การชุมนุมแต่ละครั้งควรชุมนุมตามสิทธิรัฐธรรมนูญ ชุมนุมโดยเปิดเผย ไม่มีอาวุธ หรือการ์ดใดๆ จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

ชู 'สวัสดิ์' นั่งหัวโต๊ะสอบสลายเสื้อแดง

ขณะที่นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการประสานงาน หรือวิป 3 ฝ่าย นัดหารือเพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการสลายชุมนุมของคนเสื้อแดง ว่า ขอเสนอให้นายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการฯ ชุดนี้ เพราะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นถึงอดีตประธานศาลฎีกา ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ไม่มีใครปฏิเสธในความเป็นกลาง และว่าหากหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 นายสวัสดิ์ รับเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เหตุการณ์ก็คงไม่เป็นแบบนี้