WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, April 30, 2009

WSJ: ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ คือปัจจัยเร่งให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกลับมา

ที่มา ประชาไท

แปลจาก “Economic Pain Spurs Thai Opposition”

เขียนโดย JAMES HOOKWAY จาก THE WALL STREET JOURNAL, 27 เมษายน 2552 http://online.wsj.com/article/SB124077549003556939.html

เชียงใหม่-ในขณะที่วิกฤติการเมืองที่นี่ สงบนิ่งลงไป แต่ภาวะหดตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังเร่งเร้าความไม่พอใจให้แก่ผู้ประท้วงมากยิ่งขึ้น

ในเชียงใหม่เมืองที่เป็นบ้านเกิดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรและเป็นพื้นที่ของฝ่ายสนับสนุนที่เรียกว่าฝ่าย เสื้อแดง ซึ่งมีจลาจลในกรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนนี้ เป็นพื้นที่ซึ่งเศรษฐกิจถดถอยปรากฎชัดเจน โดยหอการค้าจังหวัดฯ ระบุว่าประมาณ 35% ของเศรษฐกิจเมืองเชียงใหม่ขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยว และขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ แรงงานข้ามชาติจำนวนมหาศาลผู้ที่ทำงานอย่างหนักหน่วงในโรงงานทีทำการผลิตเพื่อส่งออก ทั้งในเมืองเชียงใหม่และในจังหวัดรอบ ๆ กรุงเทพฯ พวกเขาได้ส่งเงินที่ได้มากลับบ้านเกิดด้วย

ภายใต้ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกรวมกับความตึงเครียดทางการเมืองของไทยส่งผลให้รายได้ของประเทศไทยทั้งสองส่วนข้างต้นหดหายไป นักธุรกิจท้องถิ่นบางส่วนได้เข้าร่วมกับผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล เพื่อระบายความอึดอัดคับข้องใจออกมา

เล หลวงเจริญ อายุ 44 ปี เขาเคยทำธุรกิจ พวงกุญแจตุ๊กตาไม้ เพื่อขายในร้านรอบนอกเมืองเชียงใหม่ แต่ก็เลิกไปเมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้เริ่มทำธุรกิจนี้เมื่อ 17 ปีก่อนหลังจากที่เขาได้เก็บสะสมเงินที่ได้จากการขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพ แต่ธุรกิจเริ่มหมดสภาพลงตั้งแต่ปีที่แล้ว เนื่องจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลกเสื่อมถอย และต่อมา ผู้ประท้วงเสื้อเหลืองต่อต้านทักษิณได้บุกรุกและยึดครองสนามบินในกรุงเทพ เป็นเวลานับสัปดาห์ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหลายแสนคนต้องติดค้างอยู่ในประเทศ พร้อมกับที่ได้ทำลายชื่อเสียงของประเทศไทยอย่างแสนสาหัสในฐานะที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและน่าไว้วางใจ ในขณะเวลาเดียวกัน ก็บีบให้รัฐบาลผสมที่สนับสนุนทักษิณต้องเป็นอันล้มไป

ในปัจจุบัน เขามีหนี้สิน 12 ล้านบาท เขาได้ผันตัวเองไปเป็นดีเจและเป็นดาวของสถานีวิทยุฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลในเชียงใหม่ โดยเขาได้พูดเร้าให้ผู้ฟังสนับสนุนการประท้วงต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

รัฐบาลประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะทำให้เกิดภาวะการนำ ซึ่งเราจำเป็นต้องออกไปจากความย่ำแย่ทางเศรษฐกิจนี้เขากล่าว

ส่วนนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทย กลับสู่ภาวะปกติ หลังจากความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดได้เกิดขึ้นในประเทศไทยในรอบ 16 ปี ผู้ประท้วงจำนวนมากซึ่งต้องการนำทักษิณผู้ที่ถูกโค่นล้มด้วยการรัฐประหาร กลับคืนมา ได้ชิงรถประจำทาง จุดไปเผา และขู่ว่าจะระเบิดที่บรรจุแก๊สเหลว

รัฐบาลยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันศุกร์ แต่ผู้ชุมชุมต่อต้านรัฐบาลก็กลับมาชุมชุมกันอย่างสันติในกรุงเทพในวันเสาร์ โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 5, 000 คนที่ท้องสนามหลวง แกนนำการชุมนุม 3 คนในการชุมนุมครั้งที่แล้วได้รับการประกันตัวหลังจากที่ถูกจับด้วยข้อหาชุมนุมโดยผิดกฎหมายและข้อหาชักชวนให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย แต่ในการชุมนุมเมื่อวันเสาร์ แกนนำทั้ง 3 คนไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม แกนนำอีกคนหนึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ เขาใช้สิทธิคุ้มครองในฐานะ ส.ส. ส่วนอีกคนหนึ่ง จักรภพ เพ็ญแข เขาได้หนีไปก่อนที่จะถูกจับกุม ในตอนนี้เขากำลังซ่อนตัวอยู่

แกนนำรุ่นใหม่เกิดขึ้น หนึ่งในจำนวนนั้นคือ สมยศ พฤกษาเกษมสุข เขากล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงมีความหวังที่จะนำไปสู่การประท้วงหลาย ๆ แห่งทั่วประเทศ ก่อนที่จะกลับมาชุมนุมในกรุงเทพอีกครั้งในกลางเดือนพฤษภาคมนี้

ส่วนนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาเต็มใจที่จะรับฟังข้อเรียกร้องบางประการของผู้ชุมนุม และได้เสนอให้รีบเร่งแก้ไขในรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจทางตุลาการ อันเป็นประเด็นที่ผู้สนับสนุนทักษิณเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในกรณีการยุบพรรคการเมือง และเป็นความเห็นใจที่มีต่อต่ออดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ต้องอยู่นอกประเทศ และในตอนนี้ เขาเดินทางอยู่ในอาฟริกาและในตะวันออกกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผู้ร้ายข้ามแดนรวมทั้งการถูกจับกุมคุมขังในข้อหาคอรัปชั่น

การเร่งกอบกู้กฎระเบียบกลับมาสู่ประเทศที่ประกอบด้วยประชาชน 64 ล้านคนเป็นเรื่องรีบเร่ง แต่ปัญหาส่วนหลักๆ ของเศรษฐกิจยังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดี กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ในปีนี้ ผลผลิตมวลรวมประชาชาติของประเทศอาจจะหดตัวถึง 4.5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องมาจากปัญหาความยุ่งเหยิงทางการเมือง

ประเทศอื่นๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ดูเหมือนกำลังเผชิญปัญหาคล้ายๆ กัน นาจีบอับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของมาเลเซีย ได้ประกาศทบทวนนโยบายที่ใช้มาหลายทศวรรษ อันเป็นนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่คนเชื้อสายมาเลย์ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น แต่เสี่ยงต่อการต่อต้านจากประชาชนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว

ส่วนประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศหลักของศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสำหรับบริษัทต่างๆ กำลังเผชิญความเสี่ยงอย่างสูง อาทิ บริษัทโตโยต้า บริษัทฟอร์ดมอเตอร์ทิม คอนดอน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ กลุ่ม ไอเอ็นจี ในสิงคโปร์ กล่าวว่า หากปัญหาการเมืองไทยยังดำเนินอยู่ต่อไป เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น ประเทศไทยอาจสูญเสียการลงทุนจากต่างประเทศไปให้ประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซียและเวียดนาม

มีความอันตรายจริง ๆ ที่ชนชั้นกลางในประเทศไทยอาจจะสูญเสียโอกาสไป นาย คอนดอน กล่าว

ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังตอกย้ำความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงที่หวังจะเห็นการปกครองประเทศในแบบที่เขาต้องการ

นักกิจกรรมหลายคนในเชียงใหม่ กล่าวว่า พวกเขาอยากเห็นรัฐบาลอภิสิทธิ์นำนโยบายประชานิยมที่ถูกผลักดันโดยทักษิณมาใช้ เพื่อกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ พวกเขายังแสดงความกังวลอีกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่วางแผนกันอยู่ในกรุงเทพจะมาไม่ถึงเชียงใหม่ ถึงแม้ว่านายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีในรัฐบาลได้กล่าวแล้วว่า แผนของรัฐบาลในระยะ 3 ปีด้วยงบประมาณ 44 ล้านเหรียญสหรัฐจะนำมากระตุ้นความต้องการซื้อภายในประเทศ และในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ก็ตาม

ณรงค์ คงประเสริฐ ประธานหอการค้าเชียงใหม่กังวลว่า ไม่ว่านโยบายรัฐบาลเป็นไปในทิศทางใด การท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ยังคงต้องประสบปัญหาความยากลำบากต่อไป หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาการแบ่งแยกได้ เราเห็นว่า สิ่งต่างๆ กำลังจะเลวร้ายมากขึ้น เขา กล่าว

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คนเสื้อแดงได้รวมตัวกันในเชียงใหม่เพื่อคุ้มกันโรงแรมแกรนด์ วโรรส ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุรักเชียงใหม่ เอฟเอ็ม 92.50 เจ้าหน้าที่สั่งให้ปิดเครื่องส่งสัญญาณของสถานีวิทยุ และรัฐบาลก็ได้ปิดสถานีวิทยุที่ต่อต้านรัฐบาลอีกหลายแห่ง รวมถึงสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่สนับสนุนทักษิณด้วย ตำรวจต้องการนำเจ้าของโรงแรม เพชรวัฒน์ วัฒนพงศ์สิทธิกุล ผู้ดำเนินการรายการของสถานีวิทยุมาสอบสวน แต่ว่าเขากำลังหลบซ่อนตัวอยู่

ณรงค์ ณ. พัทลง คนขับรถลีมูซีน กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืน หากการเปลี่ยนแปลงนั้นนำมาซึ่งเสถียรภาพที่ดีกว่าเดิม ในตอนนี้ผมมีลูกค้าน้อยมาก ผมรู้สึกว่า ผมต้องออกมาและต้องแสดงจุดยืน นาย ณรงค์ กล่าว พร้อมด้วยผู้ฟังวิทยุที่รวมตัวกันเพื่อคอยฟังการออกอากาศอยู่ที่นั่น

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 30 เมษายน 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

ไม่เคยเปิดประตูรับทักษิณ “เตีย บันห์” บอกเอง ปัดให้พาสปอร์ตหลบหนี

เว็บไซต์ไทยรัฐ - พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าววันนี้ (29 เม.ย.) ถึงกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับพาสปอร์ตจากประเทศกัมพูชาในการหลบหนีเข้าประเทศว่า ไม่มี กัมพูชาจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หลบเข้ามาอยู่บริเวณเกาะกง พล.อ.เตีย บันห์ กล่าวว่า ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นเกาะกงหรือเกาะอื่นๆของกัมพูชาก็ไม่มี เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยเข้ามาในบริเวณประเทศกัมพูชา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ มีปัญหาขัดแย้งกับสมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้มีการทำความเข้าใจหรือยัง พล.อ.เตีย บันห์ แสดงสีหน้าไม่สบายใจ ก่อนกล่าวว่า เรื่องมันแล้วไปแล้ว ไม่มีอะไร

ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านหยิบยกประเด็นพลทหารเสียชีวิตในบ้านพักรับรองแม่ทัพภาคที่ 1 ว่า ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย ซึ่งต้องสืบสวนสอบสวนกันไป ไม่มีปัญหาอะไร ต้องว่ากันตามกฎหมาย

เทพไทชี้ ทักษิณโฟนอินเข้าข่ายผิดกม.16 ครั้ง

เว็บไซต์ – วันนี้ (29 เม.ย.) นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า มีการใส่ร้ายรัฐบาลหลายเรื่อง เช่น การอ้างว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังคนเสื้อแดง อ้างว่ายึดสันติวิธี และอ้างว่ารัฐบาลยั่วยุ โดยเฉพาะที่กล่าวว่าจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีก ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวต่อไป อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์มีการรวบรวมการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณไว้ และพบว่ามีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ถึง 16 ครั้ง ในการปลุกระดมให้มีการใช้ความรุนแรง

ผบช.น.ชี้เสื้อแดงชุมนุมได้ แต่ต้องไม่เข้าข่ายยุยง

เว็บไซต์เดลินิวส์ - วันนี้(29 เม.ย.) พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศจะมีการรวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ยังไม่กำหนดวันเวลาที่ชัดเจน ว่า หากเป็นการชุมนุมโดยสงบตามกรอบกฎหมาย ก็สามารถทำได้ แต่หากเข้าข่ายยุยง ปลุกปั่น ต้องดำเนินการตามขั้นตอน

นอกจากนี้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหนังสือด่วนที่สุดถึง นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย มาดำเนินคดี เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างสมัยประชุม ว่า ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภา หากมีมติส่งตัว ต้องเข้าสู่กระบวนการของพนักงานสอบสวนต่อไป

เลื่อนสั่งคดี “จักรภพ-สนธิ”

สยามรัฐ - ที่สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 29 เม.ย.52 นายกายสิทธิ์พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่านคดีอาญา แถลงความคืบหน้าคดีนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำนปช.ผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งอัยการนัดฟังการสั่งคดีในวันนี้ แต่ผู้ต้องหาส่งทนายความขอเลื่อนนัดอ้างว่าติดภารกิจอยู่ต่างประเทศนั้น อัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าคดียังอยู่ระหว่างการสั่งคดี อีกทั้งผู้ต้องหาได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม และคณะทำงานอัยการได้สั่งให้พนักงานสอบสวนไปสอบเพิ่มเติมบางประเด็นเกี่ยวกับการแปลภาษาจากมหาวิทยาลัย 2 แห่ง จึงอนุญาตให้เลื่อนฟังการสั่งคดีออกไปเป็นวันที่ 15 มิ.ย.52 เวลา 10.00 น.และหากอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องนายจักรภพยังไม่มารายงานตัว ก็จะเรียกนายประกันให้ส่งตัวหากไม่นำตัวมาส่ง ก็จะขอให้พนักงานสอบสวนขออนุมัติหมายจับจากศาลต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการออกหมายจับแล้ว จะยากต่อการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ นายกายสิทธิ์ กล่าวว่า การขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จะทำได้ต่อเมื่ออัยการสั่งฟ้องก่อน แต่ตอนนี้อัยการยังไม่ได้สั่งคดี จึงยังตอบไม่ได้ว่าจะขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่

นายกายสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงกรณีนำคำปราศรัยของนางดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือดา ตอร์ปิโด ไปเผยแพร่ซ้ำบนเวทีพันธมิตรฯอัยการได้เลื่อนสั่งคดีออกไปเป็นวันที่ 30 มิ.ย.52 เวลา 10.00 น.เนื่องจากนายสนธิอยู่ระหว่างการพักรักษาตัวหลังถูกลอบยิง

ด้านนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ กล่าวถึงคดี 9 แกนนำพันธมิตรฯ ตกเป็นผู้ต้องหาฐานสมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และบุกรุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีว่า สัปดาห์หน้าจะนำพยานทยอยเข้าให้การกับเจ้าหน้าที่จนครบทุก

นำทหาร-พลเรือนต้องสงสัยยิง “สนธิ” สอบเซฟท์เฮาส์

เว็บไซต์ไทยรัฐ - จากเหตุสะเทือนขวัญกราดยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จนทำให้ได้รับบาดเจ็บ นั้น ความเคลื่อนไหว ล่าสุด เมื่อช่วงค่ำ วันนี้ (29 เม.ย.) จากการสอบถาม พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าชุดคลี่คลายคดีดังกล่าว ได้ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดถึงความคืบหน้า โดยระบุเพียงว่า เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

ด้าน พล.ต.ท. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองหัวหน้าชุดคลี่คลายคดี กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกคน ได้ลงพื้นที่ตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ขณะเดียวกัน ชุดเฉพาะกิจที่ได้รับมอบหมายให้สืบสวนสอบสวนคดีนี้ ซึ่งแกนหลักเป็นตำรวจกองปราบปราม ได้ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนตลอดทั้งวันในหลายจังหวัด อาทิ ราชบุรี กาญจนบุรี และ ลพบุรี และสามารถรวบตัวผู้ต้องสงสัย ได้ เป็นทั้งทหารและพลเรือน จากนั้นได้นำตัวมาสอบสวนที่เซฟท์เฮาส์ ในกรุงเทพมหานครแล้ว โดยยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา พร้อมทั้งได้นำอาวุธปืนต้องสงสัยมาตรวจสอบด้วย

จตุพรท้า ปชป. รีบเอาตัวไปดำเนินคดี

เว็บไซต์เดลินิวส์ วันนี้ (29 เม.ย.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหนังสือขอตัวไปดำเนินคดีว่า ส่วนตัวไม่กลัว เพราะตำแหน่ง ส.ส.ใช้ประกันตัวได้อยู่แล้ว ดังนั้นขอให้พรรคประชาธิปัตย์นำตนไปดำเนินคดีได้ทันที โดยพรรคฝ่ายค้านไม่ต้องช่วยเหลือ เนื่องจากต้องการให้มีมาตรฐานว่า วันที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล เป็นเสียงข้างน้อย เมื่อเกิดกรณีเดียวกับตน สภาฯ ก็จะอนุมัติไปดำเนินคดี

“ผมต้องการพิสูจน์รัฐธรรมนูญว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ตามมาตรา 131 ได้ แต่ทำไมผมใช้ไม่ได้ แล้วมีอะไรดีกว่าผม เงินเดือน ส.ส.ก็เท่ากัน และคนอย่างผมเหรอจะขอความกรุณาพรรคประชาธิปัตย์ ชาติหน้าเถอะ” นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวถึงคดีของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพวก ซึ่งถูกดำเนินคดีเหมือนกับตน แต่ ตำรวจ สน.นางเลิ้ง ให้ประกันตัวโดยไม่มีเงื่อนไข ซ้ำยังกลับไปเคลื่อนไหวในสถานที่ที่ตัวเองบุกยึดว่า นี่หรือกระบวนการยุติธรรม และตำรวจใช้มาตรฐานอะไร หรือคิดว่าปิดปากด้วยหมายจับแล้วทุกคนจะหยุด

เศรษฐกิจ

เล็งออก “พ.ร.ก.กู้เงิน” กระตุ้นจีดีพี

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วานนี้ (29 เม.ย.) ว่า การลงทุนโครงการภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ระยะ 3 ปี หรือปี 2553-2555 วงเงิน 1.56 ล้านล้านบาทนั้น รัฐบาลจะไม่แก้กฎหมายหลักๆ ที่เกี่ยวกับการเพิ่มปรับเพดานการก่อหนี้สาธารณะ แต่จะใช้วิธีการเสนอออกกฎหมายในลักษณะ พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก.ที่ให้อำนาจรัฐบาลในการกู้เงิน ซึ่งเคยมีการดำเนินการมาแล้วช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และจะเสนอกฎหมายดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาด้วย

ส่วนจะเสนอออกกฎหมายในรูปแบบ พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.นั้น ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าจะเลือกใช้กฎหมายรูปแบบใด ซึ่งหากออก พ.ร.ก.ก็ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น โดยต้องไปดูว่าความจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนมีมากน้อยแค่ไหน

“เราจะดูว่าวิธีที่ทำ จะไม่ไปแก้กฎหมายหลัก แต่จะทำเหมือนในอดีตที่ออกกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลกู้เงิน อาทิเช่น ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ก็มีการออกกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลกู้เงิน และปี 2545 ก็เคยออกกฎหมายให้รัฐบาลกู้เงินเช่นกัน ซึ่งต้องกำหนดวงเงินและกรอบเวลาให้ชัดเจน ความตั้งใจ คือ เราจะลงทุนในโครงการด้านพัฒนา โดยจะต้องเสนอให้สภาได้เห็นรายละเอียดของโครงการต่างๆ ด้วย ซึ่งจะมีการระบุไว้ในกฎหมาย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ งบลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ระยะ 3 ปี จะไม่ได้มาจากเงินกู้ทั้งหมด ส่วนหนึ่งจะใช้งบประมาณ และส่วนหนึ่งลงทุนร่วมกับเอกชนในลักษณะ PPP ขณะที่วงเงินกู้ที่จะใช้ลงทุนนั้น จะต้องไปทำตัวเลขออกมาอีกครั้ง ซึ่งสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ รับทราบการรายงานตัวเลขเงินลงทุนเบื้องต้น และแหล่งเงินลงทุนของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ระยะ 3 ปี วงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณ 6.13 แสนล้านบาท เงินกู้ 6.92 แสนล้านบาท และรายได้และอื่นๆ 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนเม.ย.นี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขเศรษฐกิจด้านต่างๆ อาทิเช่น การเงิน การคลัง ภาวะแรงงาน ท่องเที่ยว และผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งโดยรวมพบว่า มีดัชนีชี้วัดบางตัวปรับตัวดีขึ้น อาทิเช่น ตัวเลขการขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานของผู้ประกันตนในเดือนมี.ค.ปรับตัวดีกว่าเดือนก.พ.

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะจับตาดูตัวเลขเดือนเม.ย. เพราะในแง่ตัวเลขการผลิตในภาคส่งออกและนำเข้า ยังน่ากังวลอยู่พอสมควร ยกเว้นกรณีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ดูดีขึ้น

“ผมสั่งให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปเจาะดูตัวเลข โดยพิจารณาผลกระทบทั้งภายในและนอกว่าจะมีผลกระทบรุนแรงแค่ไหน เพื่อประเมินตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่ชัดเจนอีกครั้ง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการประเมินการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ว่า ตนยังไม่ปักใจเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวไตรมาสที่ 4 ปีนี้ เพราะตัวเลขบางตัวยังไม่ดีขึ้น เพียงแต่ตัวเลขการเลิกจ้างและลาออก ซึ่งเป็นตัวเลขที่เรากังวลเป็นอันดับแรกปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการชะลอการเลิกจ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะมีมาตรการลักษณะนี้ได้ตลอดไป

กทม.เล็งรีดเงินคนกรุงเก็บภาษีนำมัน-บุหรี่-ทำสลากพิเศษ

เว็บไซต์คมชัดลึก - นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า เขาเตรียมที่จะเข้าหารือกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลเรื่องบประมาณของกทม. ในเรื่องงบประมาณที่รัฐบาลจะต้องอุดหนุนให้กับกทม. หลังจากที่ขณะนี้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปี 2553 จะขาดหายไปกว่า 15 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม ในการจัดเก็บรายได้ของกทม. ในปี 2553 เขากังวลว่า จะไม่สามารถจัดเก็บได้ตามเป้า ทั้งนี้ได้หารือกับคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ถึงมาตรการหาเงินเข้าคลังของกทม. ใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การจัดเก็บภาษีน้ำมัน อัตราลิตรละ 5 สตางค์ ในกทม. คาดว่า จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะผู้บริหารและเตรียมเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบของสภากรุงเทพมหานครในช่วงของการเปิดสมัยประชุมสามัญสมัยหน้า

2.จัดเก็บภาษีบุหรี่ มวนละ 1 บาท คิดเป็นซองละ 20 บาท โดยในแต่ละเดือนมีประชาชนสูบบุหรี่ถึง 15 ล้านซอง คิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 3,000 กว่าล้านบาท และ 3.ทำสลากพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีช่องทางที่จะสร้างรายได้คือ ส่วนแบ่งรายได้จากโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม ระยะทาง 2.2 กิโลเมตร จากสถานีตากสินถึงสถานีวงเวียนใหญ่ ซึ่งคาดว่า แนวทางทั้งหมด หากทำได้จริง ก็จะมีเม็ดเงินเข้ามาประมาณ 1 , 000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2553

นายธีระชน กล่าวด้วยว่า มาตรการทั้ง 4 ข้อนั้น เขามองว่า การทำสลากพิเศษ จะสามารถทำได้เห็นผลทันที เพราะหากได้รับการเห็นชอบจากคณะผู้บริหารกทม. กทม.ก็จะทำเรื่องเพื่อขออนุญาตไปยังกระทรวงการคลัง หากกระทรวงการคลังอนุมัติ ก็แจ้งให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการได้ เบื้องต้นคาดว่า จะเป็นการทุนเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ของกทม

คุณภาพชีวิต

พาณิชย์รื้อสูตรคิดราคาหมู

สยามรัฐ - นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้ค้าชำแหละสุกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยและผู้ขายปลีกว่า ได้มีการหารือในเรื่องการปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณราคาหมูใหม่ทั้งระบบจากสูตรเดิมคูณ 2 บวก 2เป็นการคิดราคาจากราคาหมูเป็นบวกผลกำไรของแต่ละช่วงคือ ราคาหมูซีกจะบวกกำไรเพิ่มขึ้นจากต้นทุนได้ 10% และราคาหน้าเขียงจะบวกกำไรเพิ่มได้อีก 7% จากราคาหมูซีก

“ขณะนี้ราคาสุกรมีชีวิตอยู่ที่ 61-65 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อส่งไปยังสมาคมชำแหละเป็นหมูซีกจะบวกได้ 10% ทำให้สุกรชำแหละอยู่ที่ 70-80 บาทต่อกิโลกรัมและจะส่งไปยังเขียงตามตลาดสดขายปลีกบวกเพิ่มอีก 7% ทำให้ราคาหมูหน้าเขียงเฉลี่ยอยู่ที่ 116-124บาทต่อกิโลกรัมลดราคาคงได้ 5-10 บาท เมื่อเทียบจากการใช้สูตรเดิม ซึ่งสูตรใหม่เป็นเพียงราคาแนะนำไปยังผู้ค้าไม่มีการบังคับ เพราะจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดและเชื่อว่าราคาดังกล่าว ผู้บริโภคยังยอมรับได้ ซึ่งขณะนี้ราคาสุกรในตลาด มีราคาเฉลี่ย 120-130 บาทต่อกิโลกรัม”

นายยรรยงกล่าวต่อว่า จะเร่งช่วยเหลือผู้บริโภค โดยจะขอความร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าและตลาดสด รวมทั้งผู้ประกอบการจำหน่ายเนื้อหมูตามโครงการธงฟ้า ซึ่งภายใน5-6เดือนจะมีการจัดงานประมาณ 20ครั้ง ซึ่งจะนำหมูราคาถูกประมาณ 70-80 บาทต่อกิโลกรัมไปจำหน่าย

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ทางผู้เลี้ยงหมูซึ่งเป็นต้นน้ำจะพยายามตรึงราคาหมูหน้าฟาร์มให้อยู่ที่ 61-65 บาทต่อกิโลกรัมไว้ให้นานที่สุดเพื่อตรึงราคาหมูขายปลีกได้ เป็นการลดภาระผู้บริโภคทางหนึ่ง

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานนะกระทรวงที่ดูแลด้านการนำเข้าส่งออก ไม่สามารถระงับการนำเข้าเครื่องในหมูและผลิตภัณฑ์อื่นๆ พันธกรณีขององค์การการค้าโลกและการเปิดเขตเสรีการค้า(เอฟทีเอ)ได้ เนื่องจากเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ หากจะระงับการนำเข้าจะต้องมีผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าทีการพบเชื้อโรคในผลิตภัณฑ์นำเข้าดังกล่าวจริง

9 รพ.กทม.รับมือหวัดหมู

เว็บไซต์ไทยรัฐ - นายแพทย์สราวุธ สนธิแก้ว รอง ผอ.สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เมื่อ วันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา สำนักการแพทย์ กทม.ได้จัดประชุมฉุกเฉินโดยมีผู้เข้าร่วมเป็นแพทย์พยาบาลและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมแผนรองรัยสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดหมูโดยมีมาตรการรองรับดังนี้ 1.โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ทั้ง 9 แห่ง มีการจัดทำแนวทางในการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ไข้หวัดหมู (Swine influenza) ที่ชัดเจน 2.โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ทุกแห่งมีจุดคัดครองและห้องแยกผู้ป่วยต้องสงสัยเป็นไข้หวัดหมู โดยแยกห้องผู้ป่วย (Negative Pressure) 3.โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ทุกแห่งเตรียมพร้อมด้านเวชภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการป้องกันไข้หวัดหมู อาทิ ยาต้านไวรัส Oseltamivir ชุดทดสอบหาเชื้อไข้หวัดหมู หน้ากาก 95 ชุดกาวน์ และอุปกรณ์อื่นที่จำเป็นต้องใช้

4. ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรุงเทพมหานคร จัดอบรมเจ้าหน้าที่รถพยาบาลด้านการปฏิบัติกรณีการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต้องสงสัยไข้หวัดหมู 5. โรงพยาบาลสิรินธร สังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานครวางแผนเตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยต้องสงสัยไข้หวัดหมูที่ถูกส่งตัวมาจากสนามบินสุวรรณภูมิตามนโยบายผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการให้โรงพยาบาลสิรินธรพร้อมรองรับสถานการณ์ทางการแพทย์จากสนามบินดังกล่าว 6.โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานครทุกแห่งจะมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์โรคไข้หวัดหมูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้รับทราบสถานการณ์ปัจจุบันของโรค และการเตรียมความพร้อมได้แก่ เสียงตามสาย (โดยระวังไม่ให้เกิดความตระหนกตกใจ) เน้นวิธีการป้องกันในรูปแบบการรณรงค์ป้องกันโดยวิธีต่างๆ การให้ความรู้โดยแผ่นโปสเตอร์ และแผ่นพับ การให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ และระบบอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

อุตุเตือนรับมือปีนี้ฝนหนัก!เจอแน่-น้ำท่วม

ไทยโพสต์ - นายสมชาย ใบม่วง ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า จากการคาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของไทย พบว่าปีนี้จะมีฝนตกหนัก เนื่องจากปรากฏการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งขณะนี้มีกำลังอ่อนลงไปแล้ว แต่ยังคงมีผลให้เกิดฝนได้ รวมทั้งปัจจัยจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและกระแสน้ำ ทำให้ฤดูฝนจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดู ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะเริ่มพัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุม มีร่องฝนในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งจะส่งผลทำให้มีฝนตกหนักจนถึงเดือนมิถุนายน

นอกจากนี้ ยังพบว่าโอกาสที่พายุหมุนเขตร้อนอย่างน้อย 2-3 ลูก ที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก หรือจากทะเลจีนใต้ ที่อาจเคลื่อนตัวผ่านมาทางทิศตะวันตก และขึ้นฝั่งที่เวียดนามเข้าสู่ไทยตอนบน หรืออาจเคลื่อนตัวผ่านอ่าวไทยเข้าสู่ภาคใต้ของไทย โดยมีแนวโน้มสูงสุดที่จะเคลื่อนผ่านไทยในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน และผ่านภาคใต้ในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนได้ ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงที่ไทยจะเผชิญภาวะน้ำท่วมจากฝนตกหนัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า

กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศของประเทศไทย ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2552 ดังนี้ ประเทศไทยตอนบนอยู่ในช่วงเปลี่ยนฤดู จากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน ในช่วงต้นเดือนลักษณะอากาศจะแปรปรวน จากนั้นร่องความกดอากาศต่ำจะพาดผ่านภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กับจะมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยเกือบตลอดเดือน โดยจะมีกำลังแรงเป็นระยะๆ ทำให้มีฝนตกต่อเนื่องเกือบตลอดเดือน โดยเฉพาะในระยะครึ่งหลังของเดือน ปริมาณและการกระจายของฝนจะเพิ่มขึ้น

พฤษภาคม อยู่ในช่วงต้นฤดูฝน ในระยะครึ่งแรกของเดือน ร่องความกดอากาศต่ำจะพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านประเทศจีนตอนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดปกคลุมประเทศไทยตลอดเดือน โดยจะมีกำลังแรงเป็นระยะๆ ทำให้มีฝนตกชุกและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ส่วนมากในระยะครึ่งแรกของเดือน สำหรับในช่วงปลายเดือนปริมาณและการกระจายของฝนจะลดลง

กรกฎาคม อยู่ในช่วงกลางฤดูฝน ร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านประเทศจีนตอนใต้ จะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในระยะครึ่งหลังของเดือน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมประเทศไทยตลอดเดือน โดยจะมีกำลังแรงเป็นระยะๆ ทำให้ปริมาณและการกระจายของฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในระยะครึ่งหลังของเดือน

ภาคใต้ พฤษภาคม มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ทะเลในอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

มิถุนายน ภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีฝนตกมากกว่าฝั่งตะวันออก เนื่องจากเป็นด้านรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทะเลในอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรกฎาคม ภาคใต้ฝั่งตะวันตกยังคงจะมีฝนตกมากกว่าฝั่งตะวันออก เนื่องจากเป็นด้านรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทะเลในอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อย

หมายเหตุ เดือนพฤษภาคมอาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลอันดามัน ซึ่งอาจทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไซโคลน และมีแนวโน้มการเคลื่อนตัวทางทิศเหนือค่อนไปทางตะวันออกเข้าใกล้ด้านตะวันตกของประเทศไทย ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น

เดือนมิถุนายนและกรกฎาคม อาจมีพายุหมุนเขตร้อนก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก และอาจเคลื่อนตัวผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ ทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น เป็นผลให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ต่างประเทศ

อียิปต์สั่งฆ่าหมูทั้งหมดทั่วประเทศ ป้องกันไข้หวัดหมู

เว็บไซต์ไทยรัฐ - ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ แถลงวันนี้ (29 เม.ย.) หลังทราบข่าวมีผู้เสียชีวิต เพราะไข้หวัดเม็กซิโกรายแรก ในสหรัฐฯ ว่า การแพร่ระบาดของไข้หวัดเม็กซิโกในสหรัฐฯ เป็น “สถานการณ์ร้ายแรง” จำเป็นต้อง “ระมัดระวังไว้ก่อนให้ถึงที่สุด” เขายังเรียกร้องให้โรงเรียนที่มีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ ปิดการเรียนการสอน และให้เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด ด้านนายฮาเตม เอล-กาบาลี รมว.สาธารณสุขของอียิปต์ ประกาศผ่านสำนักข่าวมีนะ ว่า รัฐบาลอียิปต์ได้สั่งให้ฆ่าสุกรในประเทศทิ้งทั้งหมด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู หรือไข้หวัดเม็กซิโก

ขณะที่นางนีนา ปาปาดูลาคี โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรป แถลงว่า ต่อไปสหภาพยุโรป (อียู) จะเรียกไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโกนี้ว่า “ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่” (Novel Flu Virus) เพื่อลดความเสียหายในภาคอุตสาหกรรมผู้เลี้ยงหมู เพราะการเรียกว่า “ไข้หวัดหมู” (Swine Flu) ทำให้ผู้คนเข้าใจผิด ว่ามันเป็นเชื้อโรคที่มาจากสัตว์ จึงลดเลิกการบริโภคเนื้อหมู แต่ในกรณีนี้ เชื้อไวรัสติดต่อจากคนสู่คน จึงเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ ไม่ใช่ในสัตว์ อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ยังใช้คำว่า Swine Flu หรือไข้หวัดหมูอยู่

ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำเมืองฮิวส์ตัน ในรัฐเท็กซัส เปิดเผยว่า เด็กวัย 23 เดือนที่เสียชีวิต เพราะไข้หวัดเม็กซิโกเป็นชาวเม็กซิกัน ที่พ่อแม่พาเดินทางมารับการรักษาในสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ รายงานว่า พบผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออย่างน้อย 2 คน แต่อยู่ระหว่างรอการยืนยัน ซึ่งถ้าให้ผลเป็นบวก จะถือเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกในแอฟริกา

มังกรเปิดทาง ไต้หวันร่วมวง ประชุม WHO

ไทยโพสต์ - ไทเป - จีนประกาศยอมเปิดทางไต้หวันร่วมประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกในเดือนหน้า ส่งสัญญาณความสัมพันธ์เริ่มดีขึ้น

“ไต้หวันจะเข้าร่วมประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก (WHO) ครั้งนี้ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ภายใต้ชื่อไชนีสไทเป” นายเหย่ชิงฉวน รัฐมนตรีสาธารณสุขไต้หวัน กล่าวกับผู้สื่อข่าวพร้อมกับอวดจดหมายเชิญเข้าร่วมประชุมจาก WHO

ด้านโฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนให้สัมภาษณ์เพียงว่า รัฐบาลปักกิ่งมีความเห็น “ด้านบวก" ต่อประเด็นนี้

ทั้งนี้ จีนซึ่งถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตน จะต้องให้การรับรองบทบาทของไต้หวันในการประชุมครั้งนี้ก่อน ไต้หวันจึงจะได้รับเชิญจาก WHO อย่างเป็นทางการได้ ที่ผ่านมา ทางการปักกิ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร 170 ประเทศทั่วโลก รวมถึงบรรดาชาติมหาอำนาจ คัดค้านการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลกของไต้หวัน ซึ่งมีเงื่อนไขว่าไต้หวันต้องมีสถานะเป็นประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและจีนเริ่มพัฒนาดีขึ้น สองฝ่ายส่งคณะผู้แทนเจรจาระดับสูงหารือกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากันแล้วหลายรอบ นับตั้งแต่นายหม่าอิงจิ่วเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว

นายหม่ากล่าวแสดงความยินดีหลังทราบข่าว "เรื่องนี้ไม่เพียงเกี่ยวพันกับประเด็นการเมือง แต่ที่สำคัญกว่าคือประเด็นสิทธิมนุษยชนและสิทธิด้านสุขภาพอนามัยของคนไต้หวัน 23 ล้านคนไม่ควรถูกเมินเฉยอีกต่อไป" เขาระบุ

ไต้หวันบอกมาตลอดว่าการถูกปิดกั้นไม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของ WHO ส่งผลกระทบต่อความสามารถของไต้หวันในการรับมือกับโรคระบาด รวมถึงวิกฤติโรคซาร์สเมื่อปี 2546

อย่างไรก็ดี เมื่อวันพุธ เจ้าหน้าที่ของทางการจีนยืนยันว่าจะร่วมมือกับทางการไต้หวันควบคุมการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก ซึ่งคร่าชีวิตชาวเม็กซิโกไปแล้วมากถึง 159 ราย

จีนอ้างอธิปไตยเหนือไต้หวันตั้งแต่ปี 2492 เป็นต้นมา และเคยประกาศว่าหากไต้หวันคิดจะแยกตัวจากจีน ก็อาจจำเป็นต้องใช้กำลัง

โสมแดงขู่ทดสอบนุกตอบโต้UN

ไทยโพสต์ - โซล - เกาหลีเหนือขู่ฟ่อใส่นานาชาติอีกครั้ง ประกาศจะทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และยิงทดสอบขีปนาวุธหากว่าคณะมนตรีความมั่นคงยังไม่ยอมขอโทษที่เพิ่มความเข้มงวดต่อมาตรการคว่ำบาตรตน ที่สืบเนื่องจากกรณียิงจรวดพิสัยไกลที่อ้างว่าเพื่อปล่อยดาวเทียมสื่อสาร

ท่าทีข่มขู่รัฐบาลเกาหลีเหนือเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์บางรายหวั่นเกรงกันว่าเกาหลีเหนือมุ่งมั่นจะสร้างคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตนอย่างแน่นอน และยังสุมความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่คุโชนเพิ่มขึ้นนับแต่เกาหลีเหนือปล่อยจรวดพิสัยไกลข้ามทวีปที่สหรัฐและรัฐบาลชาติพันธมิตรระบุว่าเป็นข้ออ้างที่ใช้ปิดบังการยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป จนถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติตอบโต้ด้วยการออกแถลงการณ์ประณามและบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่เดิมอย่างเข้มข้นขึ้น

ในวันพุธ สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) กระบอกเสียงของรัฐบาลคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือรายงานอ้างคำกล่าวโฆษกกระทรวงการต่างประเทศที่อ้างว่า หากคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นไม่กล่าวขออภัยต่อเกาหลีเหนือโดยทันทีจากกรณีมติคว่ำบาตรดังกล่าว เกาหลีเหนือก็จำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันตนเองเพิ่มเติมเพื่อปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ “มาตรการเหล่านี้จะรวมถึงการทดสอบนิวเคลียร์และยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป” เคซีเอ็นเออ้างคำพูดโฆษก

เกาหลีเหนือเลือกเวลาออกคำขู่ได้เหมาะเจาะกับการเดินทางเยือนปักกิ่งของนายกฯ ทาโร อาโซะ ซึ่งมีกำหนดจะพบหารือกับนายกฯ เวินเจียเป่าของจีนในเวลาต่อมา

จีนนับเป็นชาติพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของเกาหลีเหนือ แต่การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อาจบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาคนี้และน่าจะสร้างความเป็นปรปักษ์กับจีน อย่างไรก็ดียังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้คำขู่จากรัฐบาลจีนหรือเกาหลีเหนือ ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่สงบนิ่ง

คณะมนตรีฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพื่อลงโทษการยิงทดสอบขีปนาวุธเมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 และการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ในอีก 2 เดือนให้หลัง ภายหลังการยิงจรวดพิสัยไกลที่เกาหลีเหนืออ้างว่าเพื่อปล่อยดาวเทียมสื่อสารสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะมนตรีฯ ได้เรียกร้องให้มีการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเดิมนี้ให้เข้มงวดขึ้น

รัฐบาลเปียงยางโกรธแค้นท่าทีของคณะมนตรีฯ อย่างรุนแรง และประกาศบอยคอตการเจรจา 6 ฝ่ายที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกาหลีเหนือล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ พร้อมกับขู่เดินหน้ารื้อฟื้นโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของตน

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือคุยว่าตนได้เริ่มกระบวนการสกัดพลูโตเนียมจากแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วที่โรงงานนิวเคลียร์แห่งหนึ่งของตน คำคุยนี้เกิดไม่กี่ชั่วโมงไล่หลังคณะกรรมาธิการของคณะมนตรีความมั่นคงขึ้นบัญชีดำบริษัทเกาหลีเหนือ 3 แห่ง ฐานให้ความช่วยเหลือโครงการมิสไซล์และนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

จางเลียงกุย ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือจากวิทยาลัยพรรคกลางในกรุงปักกิ่งกล่าวว่า ข้อเท็จจริงมูลฐานคือเกาหลีเหนือมุ่งหมายจะเป็นมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ให้ได้ และเพื่อให้เป็นไปดังความต้องการ ก็จำเป็นต้องมีการทดสอบนิวเคลียร์เพิ่มอีก “การทดสอบนิวเคลียร์แค่ครั้งเดียวยังไม่พอ จะต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมอีกหลายๆ ครั้ง” เขากล่าว

ครบรอบ 1 ปีไซโคลนนาร์กิส ผู้เชี่ยวชาญหวั่นเหยื่อถูกลืม

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - ผู้เชี่ยวชาญ กล่าววานนี้ (29 เม.ย.) ว่า ในวาระใกล้ครบรอบ 1 ปีไซโคลนนาร์กิสในวันที่ 2-3 พ.ค. บรรดาผู้รอดชีวิตเสี่ยงที่จะถูกทอดทิ้ง โดยนายริชาร์ด ฮอร์ซีย์ อดีตโฆษกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า หากโลกไม่บริจาคสิ่งของที่จำเป็น ก็เท่ากับเป็นการทอดทิ้งเหยื่อ ที่ผ่านมา ผู้รอดชีวิตได้รับความช่วยเหลือเพียง 1 ใน 10 ของความช่วยเหลือที่ชาวอาเจะห์ได้รับช่วงเกิดสึนามิเมื่อปี 2547

นายฮอร์ซีย์ กล่าวว่า ความช่วยเหลือที่ได้รับเมื่อปีที่แล้วมีจำนวน 315 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้บริจาคบางรายไม่พร้อมให้ความช่วยเหลืออีก เพราะเกรงผลกระทบทางการเมือง ทั้งนี้ พม่ายังถูกสหรัฐและสหภาพยุโรปคว่ำบาตร

“ความช่วยเหลือก็เหมือนทุกอย่างในพม่า ที่กลายเป็นการเมือง” นายฮอร์ซีย์ กล่าวพร้อมเตือนว่าอย่าคาดหวังอย่างไม่ตรงกับความจริง หลังจากมีการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว และบางคนหวังว่าการเปิดประเทศรับความช่วยเหลือ อาจนำไปสู่การเปิดกว้างทางการเมือง

ทั้งนี้ หลังจากเกิดพายุ ได้มีการตั้งหน่วยงานประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาลพม่า สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยูเอ็น เพื่อประสานการให้ความช่วยเหลือและอนุญาตให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปในพม่าภายใน 3 วัน แต่เมื่อเดือน มี.ค. พม่ากล่าวว่าถึงเวลากลับไปเข้มงวดการออกวีซ่าแล้ว

ทางด้านหน่วยงานบรรเทาทุกข์วิจารณ์รัฐบาลพม่าว่าไม่ได้ทำอย่างเพียงพอ เพราะไม่ได้ช่วยเหลือเจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบ ในการฟื้นฟูชีวิตใหม่ ขณะที่ครอบครัว 130,000 ครอบครัวยังอยู่ในค่ายพักแรม และคน 350,000 คน ยังต้องอาศัยอาหารที่ได้รับแจก เพื่อยังชีพ

จาก “รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน” มาเป็น “รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน”

ที่มา ประชาไท

คนยืนรถเมล์

ขสมก.แจงเปลี่ยนสติ๊กเกอร์ “รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน” เพื่อต้องการปลูกจิตสำนึกให้รู้ว่าใช้เงินภาษีมา

อุดหนุน ไม่มีวาระแอบแฝง แม้รูปแบบสติ๊กเกอร์ถูกมองเปลี่ยนไปตามการเมือง

(ที่มา: ไทยโพสต์ http://www.thaipost.net/x-cite/220409/3499)

เมื่อหลายวันก่อน ขณะผมรอรถเมล์ก็พลันสงสัยว่า เอ! รถเมล์ฟรีไม่มีแล้วหรือ เพราะไม่ค่อยพบเห็นมาหลายวันแล้ว หรือว่าจะหมดช่วงนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะรัฐบาลก็เพิ่งประกาศยืดเวลาให้ประชาชนได้นั่งรถเมล์ฟรีเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หรือจะเป็นเพราะว่ารถเมล์สายที่ผมรอไม่ค่อยมีรถเมล์ฟรีแล้ว หรือจะเป็นเพราะว่าโดนเผาไปช่วงสงกรานต์ ผมคิดสงสัยได้ไม่นานก็มีรถเมล์ฟรีวิ่งผ่านมา ความรู้สึกแรกก็คือ เย้! ยังมีรถเมล์ฟรีเว้ยเฮ้ย แค่ป้ายที่เขียนเปลี่ยนไปบ้าง (ออกจะดูยากและไม่สะดุดตาไปบ้างแต่ก็ยังเห็นอยู่) ตัวอักษรที่ใช้ก็เปลี่ยนไป สีพื้นหลังก็เปลี่ยนไป และที่สำคัญข้อความบางส่วนก็เปลี่ยนไป นั่นคือ จากรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชนเปลี่ยนไปเป็นรถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชนแล้วป้ายมันเปลี่ยนไปเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร สองข้อความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ผมสงสัยต่อ...

ความเหมือนกันประการแรก ป้ายทั้งสองทำหน้าที่ประกาศให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบว่า ถ้าท่านขึ้นรถคันนี้ไม่ต้องเสียเงินค่าโดยสาร

ประการที่สองคือ เป็นการประกาศให้ประชาชนทราบอีกเช่นกันว่า นี่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยเหลือหรือบริการประชาชนในยามเศรษฐกิจตกต่ำ

ความเหมือนประการสุดท้ายในความคิดของผม ได้แก่ คำว่ารถเมล์ฟรีและประชาชนยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งเท่ากับเป็นการสะท้อนและยืนยันความเหมือนในสองข้อแรกข้างต้นด้วยรถเมล์ฟรี เป็นการบอกว่าคันนี้ขึ้นฟรีประชาชนเป็นการย้ำความสัมพันธ์รัฐ/รัฐบาล ที่มักต้องทำอะไร เพื่อประชาชนอยู่แล้ว

ทีนี้มาดูความแตกต่างกันบ้าง ประการแรกเลย ลักษณะตัวอักษรที่เปลี่ยนไป ประการที่สอง สีพื้นหลังก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นสีขาวมาเป็นสีฟ้า ตามความเห็นส่วนตัวของผม พื้นหลังสีขาวที่อ่านง่ายกว่าเยอะเลย สีฟ้ามันออกจะสังเกตยากเสียหน่อยโดยเฉพาะเวลาค่ำคืน ยิ่งผมสายตาสั้นและบางวันลืมใส่แว่นตาด้วยแล้วกว่าจะเห็นว่า รถเมล์คันนี้ฟรี ก็มาจอดเอาใกล้ๆ จนเกือบขึ้นไม่ทันเลยทีเดียว

จากความแตกต่างสองข้อ และหากความจำของผมไม่สั้นจนเกินไป เมื่อครั้งที่เป็นรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชนมีบางคนกล่าวหาว่า ลักษณะตัวอักษรและองค์ประกอบโดยรวม ช่างชี้ชวนให้นึกถึงพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยเสียจริง เพราะเวลาดูผ่านๆ เหมือนๆ กำลังเห็นป้ายหาเสียงของพรรคทั้งสองอย่างไรไม่รู้ และถึงแม้ป้ายจะเปลี่ยนมีความต่างแต่กลับทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน เมื่อป้ายรถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชนทั้งตัวอักษรและสีพื้นหลังเป็นสีฟ้า ก็ชี้ชวนให้นึกถึงพรรคประชาธิปัตย์อย่างน้อยก็ในความคิดของผม

ความต่างประการที่สาม นั่นคือ คำว่าเพื่อกับคำว่าจากภาษีความต่างนี้ผมว่ามีความสำคัญที่สุด เพราะทำหน้าที่ให้เห็น ลักษณะ อัตลักษณ์ หรือ อุดมการณ์ของพรรคการเมืองสองพรรคได้ดีเลยทีเดียว หากจำไม่ผิด ครั้งเมื่อเป็น ป้ายเพื่อมีหลายคนออกมาชี้หน้ากล่าวหาว่า นี่เป็นประชานิยม ชอบแจกแบบไร้เหตุผล แล้วเวลาแจกหรือดำเนินนโยบายแล้วยังมักทำให้คิดไปว่า เป็นความใจดีของรัฐบาลหรือพูดง่ายๆ นี่มันคือการหาเสียงของพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยนี่นา

แต่กับป้ายจากภาษีถึงแม้จะมีคนกล่าวหาว่าเป็นการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เช่นกันแต่ก็คงมีคนออกมาเถียงแทนว่าแต่นี่เป็นประชานิยมที่มีเหตุผลนะ เห็นมั้ยว่าเขาบอกว่า รถเมล์ฟรีนี้มาจากภาษีของประชาชน เขาบอกที่มาของเงินที่นำมาใช้ดำเนินนโยบายไม่ได้เป็นความใจดีของรัฐบาลที่ชอบแจก

สำหรับผมแล้ว ป้ายทั้งสอง ทำหน้าที่ไม่ต่างกัน เพราะต่างก็เป็นเครื่องมือหาเสียงของทั้งสองพรรคเพียงแค่พรรคนึง เลือกที่จะป่าวประกาศว่าฉันทำเพื่อประชาชนแบบโต้งๆ โฆษณากันแบบเห็นๆ และถ้าหากใครชอบนโยบายนี้เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าลืมเลือกพรรคนี้ แต่กับอีกพรรคหนึ่งเลือกที่จะบอกว่า เงินที่ใช้มาจากภาษีประชาชนนะ เป็นป้ายที่ดูเหมือนจะเป็นการแจ้งให้ทราบมากกว่าเป็นการโฆษณาหาเสียงแต่ถ้ามองให้ดีๆ ผมว่านี่คือ การโฆษณาหาเสียงเหมือนกัน โดยใช้ การโฆษณาว่า ฉันไม่ได้โฆษณาและตั้งใจจะหาเสียงนะ เพราะถ้าเกิดใครเห็นข้อความนี้แล้ว รู้สึกประมาณว่า เออ พรรคนี้ดีนะ บอกที่มาที่ไปของเงินด้วย หรือเออ!!! นี่งัย พรรคนี้ไม่ได้เอาดีเข้าตัวเอง เพราะบอกว่ามาจากเงินภาษีของประชาชน เมือความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น ก็ทำให้คนอาจจะหันมานิยม พรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มขึ้น แล้วมันจะต่างกับการโฆษณาหาเสียงตรงไหน

ความต่างประการสุดท้าย กลุ่มเป้าหมายของคนที่อ่านป้ายเหล่านี้ หรือกลุ่มที่รัฐบาลต้องการสื่อสารมีความแตกต่างกัน ผมเชื่อว่า คงไม่มีชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ คนใดที่ไม่รู้ว่า เงินที่ใช้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลล้วนแล้วมาจากภาษีประชาชนเสียส่วนมาก ไม่ว่าป้ายรถเมล์ฟรี จะเขียนว่าอะไร ก็ใช้เงินภาษีทำทั้งนั้น อีกทั้งป้ายแค่นั้นก็ไม่สามารถจะบ่งบอกได้ว่า รัฐบาลเอาเงินภาษีส่วนไหนมาใช้เป็นเงินภาษีของคนทั้งประเทศหรือเปล่าเราก็มิอาจรู้ได้ แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เลือกที่จะใช้คำว่าจากภาษี เท่ากับเป็นการพยายามสื่อสารกับชนชั้นกลางที่มักคิดว่าเหตุผลของตัวเองถูกต้องและดีเลิศกว่าคนอื่นๆ เป็นการเชิดชูจริตแบบชนชั้นกลาง เชิดชูว่าฉันเนี่ยแหละที่เสียภาษีเยอะกว่าคนชั้นล่างทำให้พวกคุณๆ ได้นั่งรถเมล์ฟรี ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริงหลายคนก็ไม่ค่อยจะอยากเสียภาษีกันสักเท่าไหร่ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง

ป้าย รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชนสำหรับผมแล้วก็คือการหาเสียงทำหน้าที่ไม่ได้แตกต่างไปจากป้ายรถเมล์เพื่อประชาชนสักเท่าไหร่ เพียงแต่จากภาษีแสดงถึงเหตุผล วิธีคิด และจริตแบบชนชั้นกลางในเมือง (ที่มักพูดอย่างทำอย่าง) อันเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์และคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ผมไม่รู้หรอกว่า โฆษณาแบบไหนจะดีจะเลวกว่ากัน แค่เบื่ออาการว่าเขาอิเหนาเป็นเองก็เท่านั้น

ทำไม เอ็นจีโอไทยถึงเลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านประชาธิปไตยและคนจน?

ที่มา ประชาไท

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่ามกลางวิกฤตการเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่สลดใจ คือการที่เครือข่าย เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมที่น่าอับอายขายหน้าในการเลือกที่จะเข้าข้างอำมาตย์เสื้อเหลือ และมองว่าคนจนและประชาธิปไตยเป็นฝ่ายศัตรู หรืออย่างน้อยการที่เอ็นจีโออื่นๆ เงียบเฉยในขณะที่สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยถูกทำลาย [1] การวิเคราะห์ปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะนักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เริ่มต้นในอดีตจากการต่อสู้กับเผด็จการ และการยืนอยู่เคียงข้างคนจน และในการทำความเข้าใจกับประเด็นนี้เราต้องข้ามพ้นการมองว่าเป็นแค่ข้อเสียส่วนตัวของบุคคล หรือการที่ เอ็นจีโอ มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อรับใช้จักรวรรดินิยมหรือเผด็จการ

ในช่วงแรกของการประท้วงโดยพันธมิตรฯ ก่อนรัฐประหาร 19 กันยา เราอาจพอเข้าใจว่าทำไม เอ็นจีโอ ร่วมกับพันธมิตรฯ ในประการแรกเขามีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนอย่าง พิภพ ธงไชย และการประท้วงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยรักไทย มีความชอบธรรม อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯ ไม่ได้สนใจประเด็นมนุษยชนแต่อย่างใด และเราสามารถตั้งคำถามได้อีก กับการตัดสินใจของ เอ็นจีโอ ที่จะทำแนวร่วมกับพวกเสื้อเหลืองขวาตกขอบแบบ สนธิ ลิ้มทองกุล แต่ในไม่ช้า เอ็นจีโอ ได้ล้ำเส้นไปจับมือกับเผด็จการทหารและอำมาตย์เสื้อเหลืองอย่างตรงไปตรงมา จนเราสามารถพูดได้ว่าในทุกขั้นตอนของวิกฤตนี้ เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่เลือกข้างผิด ดังนั้นถ้าไม่มีการทบทวนตัวเองอย่างเร่งด่วน ยอมรับความผิดพลาด และยอมแตกหักกับองค์กรปฏิกิริยาที่เป็นศัตรูของคนจน เอ็นจีโอไทย จะไม่มีอนาคตในการเป็นพลังของประชาสังคมเพื่อประชาธิปไตยได้อีกเลย

ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของพันธมิตรฯ ผู้นำ เอ็นจีโอ อย่าง เรวดี ประเสริฐเจริญสุข (กป.อพช.) หรือ นิมิตร์ เทียนอุดม (เครือข่ายเอดส์) ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และนิมิตร์ ได้พูดจากเวทีนี้ว่าผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ ขาดข้อมูล[2] ซึ่งเป็นทัศนะที่ดูถูกคนจนและให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา นิมิตร์ และผู้นำส่วนหนึ่ง ได้กีดกันไม่ให้สมาชิกเครือข่ายของตน เดินขบวนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในพิธีปิดงานสมัชชาสังคมไทย ในขณะที่ผู้นำ กป.อพช.อย่างเรวดี และเครือข่ายคนพิการ ได้ร่วมนำขบวนการประท้วง

ในตัวงานสมัชชาสังคมไทย องค์กรอย่าง รักษ์ไทยซึ่งได้รับเงินทุนจากฝ่ายรัฐจำนวนมาก ได้พาชาวบ้านใส่เสื้อเหลืองมาร่วมงาน และนำเสนอแนวคิดชาตินิยม ซึ่งทำให้เราต้องวิเคราะห์ปัญหาที่มาจากการรับเงินจากภาครัฐอีกด้วย เดิมทีเดียว เอ็นจีโอ พยายามอิสระจากรัฐภายในประเทศของตนเอง โดยการขอทุนจากมูลนิธิภายนอกประเทศ แต่ในปัจจุบัน เอ็นจีโอ กลายเป็นองค์กรที่รับเหมาทำงานจากรัฐ หรือจากองค์กรของรัฐ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) [3] คำถามคือ เอ็นจีโอ หรือ Non- Government Organisations กลายเป็น จีเอ็นจีโอ” Government Non-Government Organisations ที่ผูกพันกับรัฐหรือไม่

ที่แย่มากๆ คือ มีผู้นำ เอ็นจีโอ หลายคนเสนอชื่อ หลังรัฐประหาร 19 กันยา เพื่อหวังว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว. โดยทหารเผด็จการ เช่น เรวดี ประเสริฐเจริญสุข นิมิตร์ เทียนอุดม บรรจง นะแส (เครือข่ายประมงพื้นบ้าน) วิฑูรย์ เพิ่ม พงศาเจริญ (สิ่งแวดล้อม) หรือ ศยามล ไกรยูรวงศ์ (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) เป็นต้น และถึงแม้ว่าทหารไม่ได้แต่งตั้งเขา มีคนจากสาย เอ็นจีโอ หลายคนที่ร่วมมือกับ คมช. โดยหลงคิดว่าทหารเผด็จการจะปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ไทยในองค์กร Focus on Global South ได้ออกมาแสดงความยินดีกับรัฐประหาร[4] แต่ถูกโต้แย้งจาก Walden Bello ผู้ก่อตั้งองค์กรที่มาจากฟิลิปปินส์

เมื่อเราเปรียบเทียบแถลงการณ์ของ กป.อพช.ที่ประกาศออกมาภายใต้การนำของ ไพโรจน์ พลเพชร ในยุคที่เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงออกมาประท้วงบนท้องถนน [5] จะเห็นข้อแตกต่างในการเน้นประเด็นระหว่างยุคเสื้อเหลือง กับยุคเสื้อแดง เช่นในเดือน พฤษภาคม มิถุนายน และ กันยายน 2551 ขณะที่เสื้อเหลืองกำลังยึดทำเนียบรัฐบาลและท้องถนน กป.อพช.เรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของพันธมิตรฯ ในการชุมนุมอย่าง สงบต่อมาในเดือนมิถุนายน กป.อพช.ได้เรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งลาออก ในช่วงนั้น ส.ว. เอ็นจีโอรสนา โตสิกตระกูล ก็ออกมาพูดว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์สลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ด้วย และรัฐบาลในครั้งนั้นก็ไม่ได้ใช้กำลังทหารหรืออาวุธปืนสลายการชุมนุม ทั้งๆ ที่พันธมิตรฯ มีการใช้อาวุธปืนและระเบิด อย่างไรก็ตามการใช้ก๊าซน้ำตาอย่างไม่ถูกต้องโดยตำรวจอาจทำให้ผู้ประท้วงเสียชีวิตหนึ่งคนในวันที่ 7 ตุลาคม

แต่เมื่อเสื้อแดงออกมาประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในเดือนเมษายนปี 2552 กป.อพช.ได้เรียกร้องให้เสื้อแดงยุติการชุมนุม ที่รุนแรงมีการเรียกร้องให้รัฐบาลใช้แต่วิธีที่ถูกกฎหมายในการสลายการชุมนุม และยิ่งกว่านั้นหลังจากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กองทหารติดอาวุธยิงประชาชน จนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก ไม่มีการขอให้รัฐบาลลาออกแต่อย่างใด แย่กว่านั้นคือ องค์กรผู้บริโภค เครือข่ายเอดส์ และสลัมสี่ภาค ภายใต้การนำของ สารี อ๋องสมหวัง และนิมิตร์ เทียนอุดม ได้ออกมาประณามเสื้อแดงโดยไม่ประณามรัฐบาล

เป็นไปได้อย่างไรที่องค์กร เอ็นจีโอไทย เลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านคนจนและประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เริ่มต้นจากการปกป้องประชาธิปไตย และการใช้คำขวัญที่เคารพคนจน เช่น คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ? ผู้ที่อยู่ในแวดวง เอ็นจีโอ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ถ้ายังรักประชาธิปไตยและต้องการสังคมที่เป็นธรรม จะต้องรีบทบทวนบทบาทของ เอ็นจีโอ ในครั้งนี้

ถ้าจะหาคำอธิบายว่าทำไม เอ็นจีโอไทย ถึงหันขวาจนมามีจุดยืนข้างอำมาตย์ เราจะต้องหลีกเลี่ยงเรื่องการใช้คำอธิบายที่เน้นนิสัยใจคอส่วนตัว หรือความหวังดีหวังร้ายของบุคคล ประเด็นที่สำคัญกว่ามากคือการ ปฏิเสธการเมืองการเน้นแนวปฏิบัติเฉพาะกาล และการที่ เอ็นจีโอ ขาดความโปร่งใสและการมีประชาธิปไตยภายใน เอ็นจีโอ ไม่ใช่องค์กรมวลชนที่มีสมาชิกจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้นักเคลื่อนไหวมีเสรีภาพปัจเจกจนมองข้ามการควบคุมโดยมวลชน ตัวอย่างที่ชัดเจนสุดคือคนที่เป็น ส.ว.จากการเลือกตั้ง สายเอ็นจีโอซึ่งขาดวัฒนธรรมการถูกตรวจสอบควบคุมโดยประชาชน

หลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผู้ที่ก่อตั้ง เอ็นจีโอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตสมาชิกหรือผู้สนับสนุนพรรคฯ ได้ทบทวนแนวทาง และหันมาใช้การเคลื่อนไหวที่ลดความสำคัญของ การเมืองโดยเน้นการเป็น ผู้ปฏิบัติแต่ปฏิบัติในเรื่องประเด็นเดียวแยกส่วน มีการรับแนวคิดอนาธิปไตย ที่หันหลังให้รัฐ และปฏิเสธการสร้างพรรคอีกด้วย

จุดยืนดังกล่าวเข้าใจได้ว่าเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากข้อเสียของพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งในเรื่องความเป็นเผด็จการ และความล้มเหลวในการต่อสู้ และมันเกิดขึ้นในช่วงนั้นทั่วโลก การเคลื่อนไหวประเด็นเดียวที่ลดเรื่อง การเมืองก็เข้าใจได้ เพราะสอดคล้องกับการขอทุนเพื่อโครงการของ เอ็นจีโอ แต่การเข้าใจเหตุผลนั้น ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพราะอย่างน้อยสุดเราต้องตั้งคำถามว่าทำไมมันนำไปสู่จุดยืนปัจจุบัน

ในการใช้แนวอนาธิปไตย เอ็นจีโอ มักจะต่อต้าน ประชาธิปไตยแบบผู้แทนเพราะมองว่านำไปสู่การเมืองน้ำเน่าและการซื้อขายเสียง แต่การเสนอ ประชาธิปไตยทางตรงมาแทน ซึ่งเป็นระบบที่คนในชุมชนมาประชุมกันเพื่อกำหนดทิศทางของชุมชน และต่อรองโดยตรงกับรัฐ มีหลายๆ ปัญหา เพราะมันเป็นนามธรรม มันมองแค่ชุมชนตนเอง อาจเพิ่มอิทธิพลของผู้นำชุมชนอนุรักษ์นิยม และไม่มีอำนาจแท้ในการต่อรองกับรัฐ ยิ่งกว่านั้น การปฏิเสธ ประชาธิปไตยระบบผู้แทนนำไปสู่การมองว่า รัฐสภาที่มีเสียงข้างมากของ ไทยรักไทย ไม่แตกต่างอะไรจากการทำรัฐประหารของทหาร และมันเปิดประตูสู่การเมืองเผด็จการระเบียบใหม่ของพันธมิตรฯ อีกด้วย เพราะมันเป็นการปฏิเสธระบบเลือกตั้ง จริงๆ แล้ว เอ็นจีโอ ทั่วโลก ไม่เคยมีการเลือกตั้งภายในแต่ละองค์กร ซึ่งแตกต่างจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมบางชนิด เช่นสหภาพแรงงาน หรือพรรคการเมืองบางพรรค

ปัญหาการเมืองอีกอันหนึ่งของ เอ็นจีโอ คือการหันมาใช้การเมืองแห่ง การล็อบบี้คือไม่สนใจว่ารัฐบาลจะเป็นใคร ไม่สนใจว่ามาจากการเลือกตั้งหรือไม่ จะใช้โอกาสในการติดต่อโดยตรงและชักชวนกดดันรัฐบาล ดังนั้นจะเห็นว่า เอ็นจีโอ ยินดีล็อบบี้ทั้ง รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลเผด็จการ คมช.และรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์ เราต้องเข้าใจตรงนี้ว่า การล็อบบี้เป็นการขอเข้าพบ มีแง่ของการผูกมิตรกับคนมีเส้นสาย ซึ่งต่างจาก การรณรงค์ที่อาจทิ้งระยะห่างจากรัฐบาลได้ในขณะที่มีการเรียกร้อง และการรณรงค์มักเน้นการสร้างมวลชนเป็นหลัก แทนการต่อสายกับคนที่มีอำนาจ ทั้งสองวิธีเป็นการเคลื่อนไหวรูปธรรม แต่ผลจะต่างกัน แนวคิดเรื่องการล็อบบี้ เป็นการแสวงหาผู้มีอำนาจ มันอธิบายได้ว่าทำไม คนอย่าง พิภพ ธงไชย และสมศักดิ์ โกศัยสุข วิ่งเข้าไปหาฝ่ายเหลืองอนุรักษ์นิยมเพื่อสร้างพันธมิตรฯ เพราะตนเองไม่มีพลังมวลชน และห่างเหินจากคนรากหญ้ามานาน

ทั้งๆ ที่ เอ็นจีโอ ตื่นเต้นกับชัยชนะของ ไทยรักไทย ในช่วงเริ่มต้น แต่ในไม่ช้าก็ผิดหวังและโกรธแค้นรัฐบาล สาเหตุสำคัญที่สุดคือ นโยบายที่เป็นรูปธรรมของ ไทยรักไทย ทำให้ฐานมวลชนของ เอ็นจีโอ หดลง เพราะประชาชนเห็นว่า การเมืองมีประสิทธิภาพมากกว่าโครงการของ เอ็นจีโอ หลายเท่า นอกจากนี้ เอ็นจีโอ ไม่เคยไว้ใจการใช้รัฐในการแก้ไขปัญหาความยากจน นโยบายอนาธิปไตยชุมชนที่หันหลังให้รัฐอันนี้ของ เอ็นจีโอ ไปด้วยกันได้กับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดที่ต้องการให้รัฐเล็กลง และให้คนดูแลตนเอง ของพรรคประชาธิปัตย์และอำมาตย์ มันไปด้วยกันได้กับเศรษฐกิจพอเพียง

ความโกรธแค้นของ เอ็นจีโอ ต่อการที่ชาวบ้านเลือก ไทยรักไทย ทำให้ เอ็นจีโอ เปลี่ยนจุดยืนมาดูถูกชาวบ้านว่า เข้าไม่ถึงข้อมูล” (โง่) และ ถูกหลอกโดย ไทยรักไทยจริงๆ แล้วในการทำงานของ เอ็นจีโอ และการทำงานสายแรงงานของคนอย่าง สมศักดิ์ มันมีหน่ออ่อนของการมองว่าคนธรรมดาขาดความสามารถ เพราะองค์กรเหล่านี้มีวัฒนธรรมในการส่ง คนที่เขาเองเรียกว่า พี่เลี้ยงลงไปสอนหรือดูแลชาวบ้านหรือคนงาน ไม่ค่อยมีการปลุกระดมให้คนนำตนเอง

สถานการณ์ทางการเมืองในไทย ตั้งแต่ปี 2549 เป็นสถานการณ์ที่สร้างความสับสนได้ ข้างหนึ่งมีรัฐบาลของทักษิณ ซึ่งเป็นรัฐบาลพรรคเศรษฐีนายทุน ซึ่งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้และสงครามยาเสพติด อีกข้างหนึ่งคือพวกอำมาตย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเศรษฐีนายทุนด้วย และมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันยาวนานมาตั้งแต่ 14 ตุลา เรื่อยๆ มา การที่ เอ็นจีโอ ไม่สนใจทฤษฏีการเมือง หรือการถกเถียงเรื่องการเมืองไทยและสากล ทำให้ เอ็นจีโอ วิเคราะห์ไม่ออกว่าคนจนเลือก ไทยรักไทย มาด้วยเหตุผล มันทำให้แยกไม่ออกระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐประหาร อย่างน้อยที่สุด เอ็นจีโอ ควรจะต้านรัฐประหารและทำตัวเป็นกลางไม่เลือกข้างใคร แต่แทนที่จะทำตรงนั้นกลับเข้าข้างเสื้อเหลือง นอกจากนี้ วัฒนธรรม พี่เลี้ยงมีผลทำให้นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เกรงกลัวการตื่นตัวและการจัดตั้งกันเองของพลเมืองเสื้อแดง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เสื้อแดงมีความคิดหลากหลายและหลายส่วนอาจใช่เทวดา แต่ในที่สุดประชาธิปไตยต้องมาจากการจัดตั้งกันเองและการเคลื่อนไหวของพลเมืองรากหญ้า ซึ่งย่อมไม่ขาวสะอาดบริสุทธิ์อยู่แล้ว ที่สำคัญประชาธิปไตยไม่เคยมาจากทหาร อำมาตย์ หรืออภิสิทธิ์ชน

สรุปแล้ว เราสามารถฟันธงได้ว่า ณ บัดนี้ เอ็นจีโอและเครือข่าย ภาคประชาชนเก่าในไทยหมดสภาพของการเป็น ขบวนการภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม คนที่รักประชาธิปไตยและอยู่ข้างคนจนในไทย ไม่สามารถทำงานกับ เอ็นจีโอ กระแสหลักได้ จนกว่าจะมีการทบทวนบทบาท

บทเรียนสำคัญจากช่วงประวัติศาสตร์นี้คือ

1. ประเด็นเรื่องแหล่งทุนสำหรับ เอ็นจีโอ โดยเฉพาะทุนที่มาจากรัฐ (หรือธนาคารโลก) สร้างปัญหา เพราะเป็นแรงจูงใจให้ เอ็นจีโอ เลิกวิจารณ์รัฐ และเลิกวิจารณ์แนวกลไกตลาดเสรีของกลุ่มทุนใหญ่ตามแนวธนาคารโลก

2. การเมืองแห่งการล็อบบี้ เสี่ยงต่อพฤติกรรมการฉวยโอกาส ทำงานกับใครก็ได้ เพื่อผลตอบแทนทางการเมือง

3. การหันหลังให้ การเมืองและทฤษฏี และการรับแนวอนาธิปไตย ทำให้ เอ็นจีโอ วิเคราะห์ปัญหายากๆ ไม่ค่อยได้ ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ต้องมีการเพิ่มประเด็นการเมืองและการแลกเปลี่ยนอย่างจริงจัง

4. มวลชนคนเสื้อแดง เป็นความหวังในการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ของไทย