WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 3, 2009

"จตุพร"ซัดส.ว.สมชาย"หมาลอบกัด"หลังระบุมีการใช้200ล.ระดมเสื้อแดง ปชป.ปูด"แม้ว"จ้างล็อบบี้ยิสต์เพิ่ม

ที่มา มติชนออนไลน์

"อดิศร"เตรียมเปิด "ทีวีสีชมพู" เป็นฝาแฝดสถานีโทรทัศน์สีแดง ออกอากาศภายใน 2 สัปดาห์ "จตุพร" ซัดส.ว.สมชาย หมาลอบกับให้เปลี่ยนชื่อเป็นสมหญิง หลังออกมาระบุมีการใช้เงินกว่า 200 ล.ระดมเสื้อแดงชุมนุม ปชป.ปูด"แม้ว"จ้างล็อบบี้ยิสต์เพิ่มเล่นเกมการเมือง

"ดีสเตชั่น"เล็งเปิด"ทีวีสีชมพู"


เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นายอดิศร เพียงเกษ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ในฐานะประธาน บริษัท สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดี สเตชั่น จำกัด กล่าวว่า การปิดสถานีดี สเตชั่น ใช้กฎหมายโบราณปี 2498 มาดำเนินการ เข้าใจว่าข้อหาที่โดนอายัดอุปกรณ์น่าจะเป็นเพียงแค่มีอุปกรณ์บางตัวที่ใช้ในการออกอากาศโดยไม่ได้ขออนุญาต เหมือนมีปืนเถื่อนอยู่หนึ่งกระบอก แต่เราโดนยึดบ้านทั้งหลัง ดังนั้นจึงให้ฝ่ายกฎหมายเตรียมสู้คดีอาญา เราจะสู้ทุกวิถีทางอย่างถึงที่สุด และเราจะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการสั่งอายัดอุปกรณ์ของดี สเตชั่น คิดว่าระหว่างการต่อสู้ทางคดี จะเปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมสถานีใหม่ขึ้นมาอีกสถานีชื่อนิว ดี สเตชั่น เป็นสถานีแฝดเพื่อสำรองไว้หากอีกสถานีหนึ่งมีปัญหา


"ช่องแรกเราจะยังคงความเป็นสถานีโทรทัศน์สีแดง โดยจะมีรายการความจริงวันนี้เป็นรายการหลัก อีกช่องหนึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์สีชมพู เป็นแฝดผู้น้องของสีแดงที่จะมีรายการวาไรตี้ รายการบันเทิง สกู๊ปต่างๆ มากเป็นพิเศษกว่าสถานีโทรทัศน์สีแดง แต่ทั้งสองสถานีจะคงความเข้มข้นในเนื้อหาของข่าวการเมืองเหมือนดี สเตชั่น ทุกประการ"นายอดิศรกล่าว และว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อจะให้ออกอากาศให้ได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ โดยทีมงานเตรียมออกอากาศด้วยสกู๊ปเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์ รวมทั้งพลทหารที่ว่าลื่นล้มเสียชีวิตนั้นความจริงเป็นอย่างไร ประมาณ 12-16 ตอน เพื่อออกอากาศในวันเปิดสถานีทันที


"ณัฐวุฒิ"ปัดใช้200ล.ระดมแดง


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ผ่านมามีการใช้เงินกว่า 200 ล้านบาท ว่า ยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่เคยทราบเรื่องเงินกว่า 200 ล้านบาท ในการระดมประชาชนมาร่วมชุมนุม โดยเฉพาะตนซึ่งเป็นผู้ดูแลบัญชีในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมาตลอด ยืนยันว่าการชุมนุมคนเสื้อแดงช่วงที่ผ่านมานั้นใช้งบประมาณไม่ถึง 200 ล้านบาทแน่นอน ขอเรียกร้องให้นายสมชาย พูดชื่อจริง นามสกุลจริง ของนาย "ก." และ น.ส. "ย." ที่อ้างว่าเป็นผู้ไปรับเงินที่สำนักงานแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง


นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การค้นหาความจริงครั้งนี้จะถือเป็นโอกาสดีของนายสมชาย ที่จะได้ผลงานชิ้นสำคัญ ที่อาจทำให้นายสมชายได้รับตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลชุดนี้ในการปรับ ครม.ครั้งหน้าด้วย แต่ในทางกลับกันที่นายสมชายพูด ตนก็มีข้อมูลว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมานั้นถูกสกัดกั้นอย่างหนักจากหลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มคนที่ได้รับเศษอำนาจมาจากเผด็จการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และขยันขันแข็งในการทำหน้าที่เพื่อขอแบ่งรับเศษเนื้อจากเผด็จการ


"จตุพร"ให้ส.ว.ใช้ชื่อ"สมหญิง"


ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า วิธีการของนายสมชายเหมือนหมาลอบกัด เพราะหากสมชายมีข้อมูลเรื่องนี้จริงก็น่าจะพูดตั้งแต่การประชุมร่วมรัฐบาลสภานัดพิเศษแล้ว เพื่อให้ตนมีโอกาสชี้แจงและสอบถามถึงข้อเท็จจริงว่าเป็นมาอย่างไร แต่นายสมชายกลับเลือกที่จะพูดอยู่กับพวกเดียวกันเอง ที่ทั้งคนตอบและคนถามเป็นพวกเดียวกันทั้งหมด


"เพื่อพิสูจน์ข้อมูลว่าที่นายสมชายพูดเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้เปิดเผยชื่อจริงบุคคลที่อ้างว่าไปรับเงินนั้นเป็นใคร ไม่เช่นนั้นก็ขอให้นายสมชายไปเปลี่ยนชื่อเป็นสมหญิง แล้วคนเสื้อแดงจะนำผ้าถุงไปมอบให้ ขณะนี้กลุ่มคนเสื้อแดงกำลังคิดว่าจะดำเนินการอย่างไรกับนายสมชาย เพราะนายสมชายเป็นคนหนึ่งที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งมารับตำแหน่ง และคนเสื้อแดงก็พร้อมที่จะเป็นโจทย์ หากจำเป็นต้องต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อนายสมชายกล้าพูดก็ควรพูดให้หมด"นายจตุพรกล่าว


ปชป.ปูด"แม้ว"จ้างล็อบบี้ยิสต์อีก


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกแถลงการณ์ว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังการก่อความรุนแรงในการจลาจลที่ผ่านมาและจะใช้แนวสันติเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยนั้น ขอถามไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ 5 ข้อ คือ 1.เหตุใดในการโฟนอินระหว่างที่เกิดความรุนแรง พ.ต.ท.ทักษิณจึงไม่ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมหยุดการกระทำความรุนแรง 2.ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณจึงปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกมาตลอด บอกให้คนเลือกข้างและยังจาบจ้วงสถาบันด้วย 3.ทำไมจึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศโดยดึงสถาบันเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองมาตลอด 4.การอ้างว่ารักประเทศชาติและคิดถึงเมืองไทยแต่ทำไมจึงเคลื่อนไหวซ้ำเติมประเทศชาติท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ลดความน่าเชื่อถือสถาบันตุลาการและองคมนตรีอย่างต่อเนื่อง และ 5.การที่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย อยากถามว่า ในสมัยที่เป็นรัฐบาลแต่เหตุใดจึงทำลายกลไกตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลทุกทาง ทั้งวุฒิสภาและองค์กรอิสระ ทำไมจึงคุกคามผู้ไม่เห็นด้วยและทำไมจึงละเมิดสิทธิมนุษยชน


"ยากฝากนายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ไปถามว่ามีการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์เพิ่มเติมเพื่อดำเนินการทางการเมืองหรือไม่ เพราะพรรคมีหลักฐานว่ามีการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์เพิ่มเติม เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์และเข้าถึงการตัดสินใจของรัฐสภาสหรัฐ ซึ่งใหญ่กว่า 4 บริษัทล็อบบี้ยิสต์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยจ้าง"นพ.บุรณัชย์กล่าว


"มาร์ค"ขำ"แม้ว"ปัดยุรุนแรง


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ประชุมชี้แจงการสลายการชุมนุมกับแกนนำประชาชนในภาคเหนือ แต่ได้รับการต่อต้านว่า ไม่ทราบรายละเอียด แต่ทุกคนมีหน้าที่ให้ความจริงกับประชาชนรับรู้ เมื่อถามว่า ข้อกังวลของ ส.ว.ที่มีความกังวลต่อการแจกวีซีดีชี้แจงเหตุการณ์ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จะเพิ่มความขัดแย้งขึ้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หลักการชี้แจงจะต้องให้ความจริงเป็นหลัก


เมื่อถามว่า ส.ว.เป็นห่วงคนใกล้ตัวนายกฯจะยิ่งพูดเพิ่มความขัดแย้ง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การสัมภาษณ์ตอบโต้ไปมาก็ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง บางครั้งก็เลยเถิดไปเป็นการตอบโต้บ้าง ก็ให้ระมัดระวังและรักษาบรรยากาศของบ้านเมืองเอาไว้ ส่วนการนัดชุมนุมใหญ่ของแกนนำคนเสื้อแดงในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ หากเป็นการชุมนุมตามปกติก็ไม่มีปัญหาอะไร รัฐบาลไม่ได้ประมาท คิดว่าขณะนี้สังคมส่งสัญญาณชัดเจนว่าไม่ต้องการให้บ้านเมืองย้อนกลับไปช่วงก่อนสงกรานต์อีก


เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แถลงการณ์ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม นายอภิสิทธิ์ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มแล้วมองไปมา ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า มองการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไร นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ยอมตอบคำถาม และยังคงยิ้มต่อไป ผู้สื่อข่าวจึงถามอีกว่า ต่อไปนี้จะไม่ตอบคำถามเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ยังคงยิ้มแล้วตอบว่า "ผมก็ยิ้ม" ผู้สื่อข่าวจึงถามอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆ นายอภิสิทธิ์หัวเราะแต่ก็ไม่ตอบคำถาม


พท.ซัดทหารใช้"ขวาพิฆาตซ้าย"


ด้านนายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ผู้นำประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือปฏิเสธการชี้แจงของเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงว่า กองทัพประเมินความรู้สึกของประชาชนในต่างจังหวัดผิดอย่างมาก จึงเลือกใช้วิธีการแบบเดียวกับขวาพิฆาตซ้าย เหมือนเหตุการณ์ช่วงปี 2518-2519 แต่ลืมไปว่าปัจจุบันประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารทุกอย่างเป็นอย่างดี จึงปฏิเสธคำชี้แจงของกองทัพ เกมของ กอ.รมน.ผิดพลาดอย่างรุนแรง นอกจากจะไม่สามารถทำความเข้าใจกับชาวบ้านได้แล้ว ยังทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าทหารคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้น หากกองทัพยังดำเนินการแบบนี้จะยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ดี และอาจทำให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายหนักขึ้น


นายสถาพรกล่าวว่า การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ดังนั้น กองทัพควรเรียกทหารกลับเข้ากรมกอง แล้วให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การเมืองตรวจสอบให้ได้ข้อสรุปก่อนค่อยมาชี้แจง ถึงเวลานั้นทหารอาจจะต้องมาขอโทษชาวบ้าน


ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การดำเนินการของ กอ.รมน.นั้น สงสัยว่าจะมีการแอบแฝงใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ที่กองทัพเคยอ้างว่าใช้ในโครงการอบรมเศรษฐกิจพอเพียง ไปดำเนินการสลายคนเสื้อแดงในภาคเหนือและภาคอีสาน ดังนั้น คณะกรรมาธิการการเงิน การคลังฯ จะเร่งตรวจสอบว่า กอ.รมน.ใช้งบประมาณในส่วนไหนในการเรียกผู้นำชาวบ้านมาอบรมสลายคนเสื้อแดง เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ เท่าที่ทราบมานอกจาก กอ.รมน.จะเรียกผู้นำชุมชนมาฟังการชี้แจงแล้ว ยังเตรียมเรียกแม่บ้านและอาสามัครสาธารณสุข (อสม.) มาด้วย


"เกียรติกร"กลับลำเตือนม็อบแดง


นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า ที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมในวันที่ 6 และ 10 พฤษภาคม อยากขอร้องประชาชนไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว เพราะเกรงว่าจะมีมือที่สามอาจสร้างสถานการณ์รุนแรงวุ่นวาย ประชาชนอาจจะนำชีวิตมาทิ้งตกเป็นเหยื่อทางการเมืองได้ จากนั้นอาจมีการโยนความผิดเพื่อนำประเทศสู่ห้วงเหววังวนเผด็จการ และตกต่ำยากแก่การกอบกู้สถานการณ์ ขอให้ประชาชนอยู่ในบ้านโดยสงบและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยไม่มี 2 มาตรฐานแน่นอน


นายเกียรติกรกล่าวว่า การรวมตัวของคนเสื้อแดงจะเป็นการยั่วยุที่จะเข้าทางแผนการของกลุ่มกลุ่มหนึ่ง ที่เมื่อเกิดเหตุรุนแรงบานปลายจะเข้ามามายึดครองประเทศชาติ โดยมีแผนการณ์ให้คนเสื้อแดงเข้ามาให้มากที่สุดและนำเหตุการณ์เข้าสู่การปฏิวัติรัฐประหารในที่สุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ก็ไม่ควรกล่าวถึงคนเสื้อแดงเป็นคอมมิวนิสต์และเดินเกมใต้ดิน เพราะหมดยุคแล้ว


"เทพไท"เชื่อมีพคท.หลงยุค


นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มซ้ายเก่าหรืออดีตแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ยังมีความฝันเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่ เป็นพวกหลงยุค หรือไดโนเสาร์ทางการเมือง เป็นเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นไม่น่าจะได้รับการยอมรับจากสังคม


"พวกนี้พยายามฉวยโอกาสที่ประเทศไทยยกเลิก พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ เคลื่อนไหวอย่างเสรี บางคนถึงขั้นประกาศจัดตั้ง พคท.ขึ้นมาต่อสู้ทางการเมือง กลุ่มของไทยรักไทยเก่ามีคนส่วนหนึ่งมีความคิดแบบนี้ แต่ไม่กล้าประกาศตัวกลัวจะรับกระแสตอกกลับจากสังคมไม่ได้ แต่อาจใช้คนเก่าๆ ที่เหลืออยู่เคลื่อนไหวเป็นตัวแทน"นายเทพไทกล่าว และว่า สำหรับนายจักรภพ เพ็ญแข หนึ่งในแกนนำ นปช. ที่ประกาศต่อสู้ด้วยอาวุธ แนวคิดนั้นสอดคล้องกับลัทธิคอมมิวนิสต์ นายจักรภพเคยถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สังคมสงสัยว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่นิยมในลัทธินี้หรือไม่


อดีตพคท.ยันไม่ฝักใฝ่การเมือง


ที่ จ.นครราชสีมา นายประพาส โงกสูงเนิน หรือสหายเสก ประธานสภาประชาชน 4 ภาค และอดีตแนวร่วม พคท. กล่าวว่า การที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะมีแนวร่วมคอมมิวนิสต์เข้ามาเคลื่อนไหวด้วยนั้น มองว่ามีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากการเคลื่อนไหวของแนวร่วมคอมมิวนิสต์จะมีรูปแบบและกฎเกณฑ์ที่แน่นอน รวมถึงมีระเบียบวินัย หากจะใช้ความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาลช่วงนี้คงเป็นไปไม่ได้ ปัจจุบันเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อปากท้องของตนเองและสมาชิก ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดทั้งสีเหลือง สีแดง หรือสีน้ำเงิน


นายสุเนตร แก้วคำหาร ที่ปรึกษากลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และอดีตทหารปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) กล่าวว่า หลังนโยบาย 66/23 เกิดขึ้น พรรคคอมมิวนิสต์เลิกราไปแล้ว การใช้ยุทธวิธีคอมมิวนิสต์นั้นจะไม่มีอีกต่อไป


ด้าน นายเขื่อนเพ็ชร โพนรัมย์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โคราช และอดีตแนวร่วมคอมมิวนิสต์ ยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงในนามกลุ่ม นปช.โคราช ไม่เคยมีความคิดเรื่องการต่อสู้ด้วยการใช้กำลังอาวุธ ยืนยันใช้สันติวิธี การปฏิบัติ 2 บรรทัดฐานของรัฐบาลเปรียบเสมือนมือหนึ่งยื่นดอกไม้แต่อีกข้างถือมีด ดังนั้น รัฐบาลต้องหยุดการสร้างความแตกแยก


"สุเทพ"มั่นใจไม่มีป่วนอาเซียน


เช้าวันเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อภิชาติ เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก พร้อมตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปร่วมประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมผู้นำอาเซียน +3 และ +6 ที่ จ.ภูเก็ต


ต่อมา นายสุเทพ พร้อม พล.อ.ประวิตร และคณะร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน จ.ภูเก็ต ที่ห้องประชุมท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เพื่อรับทราบข้อมูลถึงความพร้อมในการเตรียมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 14 โดยมีนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และคณะต้อนรับ จากนั้น นายสุเทพและคณะร่วมตรวจสภาพภูมิประเทศทางอากาศ โดยเฮลิคอปเตอร์ 4 ลำ มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง สรุปผลการปฏิบัติการตรวจภูมิประเทศ และหารือถึงโรงแรมที่คาดว่าจะใช้เป็นสถานที่ประชุม นอกจากนี้จะประชุมร่วมกับผู้นำท้องถิ่นด้วย


นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า มั่นใจว่าจะไม่มีผู้ชุมนุมมาขัดขวางการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากชาวภูเก็ต และ 14 จังหวัดภาคใต้มีความคิดเหมือนคนทั้งประเทศที่อยากเห็นการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งลักษณะภูมิประเทศของภูเก็ตเอื้อต่อการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย และรัฐบาลมอบให้กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบการรักษาความปลอดภัยให้ผู้นำอาเซียน โดยกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ดูแลการวางแผนและรายละเอียดทั้งหมด

ปากว่าตาขยิบ

ที่มา ไทยรัฐ

คงต้องใช้เวลาอีกนานแสนนาน กว่าจะทำให้ คนไทยหันกลับมา รักใคร่ปรองดอง กันได้เหมือนเดิม โดยเฉพาะ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ว่าพยายามสร้างภาพให้เห็นว่า ตั้งใจมาเป็น คนกลาง สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติมากแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่การเล่นบท ปากว่าตาขยิบ พูดว่าสมานฉันท์ แต่กลับปล่อยให้ ทีมงานโฆษก ออกมาสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในแผ่นดินตลอดเวลา ชาติหน้าตอนบ่าย ก็ไม่มีทางทำให้ ความปรองดอง เกิดขึ้นในบ้านเมืองได้แน่นอน!!! .............

ช่วงนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ ออกมาตอกย้ำเรื่องยุบสภาบ่อยขึ้น "เห่าไฟ" อยากให้ พูดจริง ทำจริง อย่าปากว่าตาขยิบ? อ้างโน่นอ้างนี่ เพื่อจะถ่วงเวลาออกไปอีกเลย ทุกวันนี้ บ้านเมืองร้อนรุ่ม ต้องก่อม็อบประท้วงกันวุ่นวาย ก็เพราะ การเมืองสองมาตรฐานนี่เอง ยังจำกันได้หรือไม่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตอนเป็นฝ่ายค้าน พอเกิดม็อบประท้วงยึดทำเนียบฯ ปิดสนามบิน ทำผิดกฎหมาย กลับเรียกร้องให้ ยุบสภาลูกเดียว ตอนนั้นรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย บอกให้แก้รัฐธรรมนูญก็ไม่เอา จะยุบสภาท่าเดียว จำได้ไหม!!!.............

แต่มาตอนนี้ กลับอ้างว่า ต้องการ ปรับสภาพการเมือง ให้เกิดความปรองดองก่อนลงไปเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้น จะลงไปหาเสียงลำบาก เพราะจะมีการขับไล่ทำร้ายกัน แต่ประทานโทษ ก่อนหน้านี้ สมัยม็อบปิดสนามบิน ก็มีการขับไล่ พยายามทำร้ายรัฐมนตรีเช่นกัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ตอนเป็นฝ่ายค้าน ก็ยังเรียกร้องให้ ยุบสภา ใช่หรือไม่!!!.............

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดการบังคับใช้กฎหมายและใช้อำนาจทางการเมือง สองมาตรฐาน ขึ้นในบ้านเมือง โดยเฉพาะ ม็อบมีเส้น ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบฯ ถ้าตำรวจเข้าไปสลาย ตำรวจต้องเป็นฝ่ายผิด โดนสอบ โดนเด้งกันระนาว แต่ถ้า ม็อบไม่มีเส้น ไปปิดถนน ต้องเจอ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีกำลังทหารเป็นหัวหอก ยิงปืนขึ้นฟ้า ทุบตี กระทืบ เหมือนไม่ใช่คน แต่กับม็อบมีเส้น ทหารเคยทำแบบนี้บ้างไหม ช่วยตอบที!!! .............

บอกตามตรงว่า ยังมีอีกหลายเรื่องหลายราวที่มีการ ปฏิบัติสองมาตรฐาน เกิดขึ้นในบ้านเมือง แม้จะมีการชี้แจงจากรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ไม่สามารถไขข้อข้องใจได้ ด้วยเหตุนี้ แผ่นดินที่มีสองมาตรฐาน ก็เลยทำให้ เกิด ความแตกแยกร้าวฉาน กลายเป็น แผ่นดินสองสี ที่ยากจะผสานให้เป็นเนื้อเดียวกันได้อีกต่อไป!!!.............

สำหรับกระบวนการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยนั้น "เห่าไฟ" ยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงหรือทำผิดกฎหมายเหมือนที่ผ่านมา เพียงแค่ จัดชุมนุม กันตามปกติ ปราศจากอาวุธ ไม่ต้องไปบุกป่วนการประชุมของรัฐบาล ไม่ต้องไปปิดถนน ไม่ต้องไปไล่ทุบรถนายกฯ เพียงแค่จัดชุมนุมสัญจรตามจังหวัดต่างๆ แล้วนัด ชุมนุมใหญ่ ที่กรุงเทพฯเดือนละครั้งสองครั้งก็เพียงพอแล้ว!!!.............

เพราะตอนนี้ รัฐบาลของฝ่ายอำมาตย์ กำลังอาการหนัก บริหารงานเปะปะ ไร้เป้าหมาย ไร้กลยุทธ์ แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลตราเด็กอมมือ จะสั่งเคลื่อนกำลังทหารเข้ามาสลายม็อบได้ แล้วประกาศชัยชนะทำนองว่า เป็นผู้รักษาความสงบให้บ้านเมืองเอาไว้ได้ แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้ จุดด่าง ของรัฐบาลในทางประชาธิปไตยปรากฏเด่นชัดขึ้น นั่นก็คือ ภาพของ อำมาตย์ รัฐบาล และทหาร ได้กลายเป็น กระบวนการเดียวกัน ที่ขัดขวางไม่ให้มี ประชาธิปไตยที่แท้จริง เกิดขึ้นในเมืองไทย!!!.............

จริงๆแล้ว หลายคนยังข้องใจ ถ้าเมืองไทยมีประชาธิปไตยแล้วกินได้จริงหรือ เรื่องนี้ รัฐบาลทักษิณ ได้ทำให้เห็นแล้วว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น? กินได้จริงๆ แต่กระบวนการทั้งหมดต้องสะดุดหยุดชะงักลงไป เพราะโดน อำนาจนอกระบบ เข้ามาแทรกแซง ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ แกนนำม็อบประชาธิปไตย ต้องวางเป้าหมาย แผนงาน และการปฏิบัติให้ดี ทำอย่างไร ประชาธิปไตยจึงกินได้ ไม่ใช่เอาประชาธิปไตยหรือเสรีภาพไปป่วนบ้านป่วนเมืองเลอะเทอะเหมือน แกนนำรุ่นแรก ได้ทำผิดๆกันเอาไว้!!!.............

ส่วนวิธีการที่จะแสดงให้ประชาชนได้เห็นว่า ประชาธิปไตยกินได้นั้น ต้องเน้นไปที่เรื่อง การเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม หากแกนนำม็อบสามารถประสานกับ อดีตนายกฯทักษิณ ที่เอาแต่เที่ยวบินไปบินมา ทำธุรกิจส่วนตัวอย่างเดียว ให้หันมาคิด ทำการค้าขายสินค้า ให้ประชาชนในจังหวัดต่างๆกับประเทศร่ำรวยใหม่ๆจนเกิด รายได้ เป็นกอบเป็นกำในหมู่ ประชาชน เพียงแค่นี้ รัฐบาลอำมาตย์ ก็จะถูกปลดโดยความรู้สึกของประชาชนทันที!!!.............

การต่อสู้ในโลกยุคใหม่ ต้องใช้ สมอง เป็นหลัก หากฝ่ายประชาธิปไตยคิดแต่จะใช้ กำลัง เข้าต่อสู้เหมือนพวกอำมาตย์ ก็เท่ากับมี ความคิดล้าหลัง ไม่มีทางเอาชนะอำนาจเก่าได้เลย เนื่องจากจุดเด่นของอำมาตย์ก็คือ การใช้กำลังเข้าปกครอง ซึ่งโบราณมาก ไม่มีใครยอมรับอีกแล้ว ลองเก็บไปคิดกันดูก็แล้วกัน "เห่าไฟ" ยืนยันอีกครั้งว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้น มีอีกเป็นล้านวิธี ไม่จำเป็นต้องแปลงร่างเป็น นักรบเต่าล้านปี เอาแต่คิด ใช้กำลัง เข้าหักหาญแต่อย่างใด!!!.............

"เห่าไฟ"

ชุด'ดาวแดง'ของแสลง'เทพไท'

ที่มา ประชาไท

ทีมข่าวการเมือง

[การโหยหาอดีตของสองทหารแก่ สุรชัย-เปรม อาจไม่ต่างกันมาก ผิดกันตรงที่ ทหารแก่คนหนึ่งอาจสมใจ สังคมไทย Nostalgia ย้อนยุคขุนศึก อำมาตย์ เป็นใหญ่ได้อีกหลัง 19 ก.ย. 49 มีองคมนตรีมาเป็นนายกฯ ที่ป๋าเห็นเป็นวินสตัน เชอร์ชิล มีนายกฯ หนุ่มที่ป๋าบอก “ผมเชียร์” … เช่นนี้กระมัง สหายเก่า-ทหารแก่อีกคนจึงขอแต่งชุดทหารป่าเข้ามอบตัว ขอ Nostalgia อีกรอบ] ]

000


นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำ นปช. ขณะเข้ามอบตัวเมื่อ
27 เม.ย. 52
(ที่มาของภาพ: ASTVผู้จัดการออนไลน์
)


เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จ.นครศรีธรรมราช และโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของสโลแกน
รู้จักแล้วจะรักเอง” (http://theptai.com/index.htm)

ได้รับเสียงฮือฮาและถูกวิพากษ์วิจารณ์

เมื่อ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์หรือ สุรชัย แซ่ด่านหนึ่งในแกนนำ นปช. พร้อมทนายความและผู้สนับสนุน เดินทางมาเข้าพบ พล.ต.ต.สราวุธ พีรานนท์ ผบก. ภ.จ.นครศรีธรรมราช เพื่อมอบตัวในคดีที่ถูกตำรวจออกหมายจับ คดีที่ร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงบุกรุกโรงแรมรอยัล คลีฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี สถานที่จัดการประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา จนทำให้การประชุมต้องล้มเลิกไป และคดีที่ถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคใต้ แจ้งความดำเนินคดีข้อหาชักปืนข่มขู่หน้าเวทีเสื้อแดง ข้างศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา

ที่ฮือฮาเพราะไม่ได้มามอบตัวเปล่าๆ แต่สุรชัย แต่งชุดคล้ายทหารในของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยสวมชุดทหารป่าสีเขียวทับเสื้อเชิ๊ตตัวใน และสวมหมวกเขียวติดดาวแดง [1]

ทำเอา เทพไท เสนพงษ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จ.นครศรีธรรมโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกโรงวิเคราะห์ว่า สุรชัย เป็นอดีตแนวร่วมของพลพรรคแนวคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้แต่งชุดทหารป่า ประดับดาวแดงเต็มยศเข้ามอบตัวเพื่อสู้คดีจากเหตุการณ์จลาจลช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมากับ เจ้าหน้าที่ จ.นครศรีธรรมราช ก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า เป็นกระบวนการ คอมมิวนิสต์ หลงยุคที่สังคมไทยยอมรับไม่ได้ หรือแม้กระทั่งสังคมโลกเองก็ไม่ยอมรับเพราะ มีการพิสูจน์แล้วว่าการปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม สุดท้ายก็ไปไม่รอด และก็มีการปรับเปลี่ยน ดังนั้นการต่อสู้ของคนเหล่านี้จึงเป็นเพียงการต่อสู้ของพวกไดโนเสาร์หลงยุค การแต่งชุดทหารป่าของ นายสุรชัย เป็นการแสดงความเหิมเกริม ท้าทายอำนาจรัฐ ซึ่งจำเป็นที่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง และฝ่ายความมั่นคงจะต้องดำเนินการ ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปอย่างเด็ดขาด

แถมยังวิเคราะห์อีกว่า กลุ่ม นปช. จะปรับเปลี่ยนการต่อสู้โดยไม่อิงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่จะเปลี่ยนมาชูคนบ้านเลขที่ 111 เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายภูมิธรรม เวชยชัย นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยะเดช และนายเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์แทน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ในอดีตเคยผ่านการต่อสู้เป็นทหารป่ามาก่อน พร้อมทั้งจะปรับเปลี่ยน ยุทธวิธีการต่อสู้ โดยจะใช้ทุกรูปแบบ ทั้งแบบกองโจร จรยุทธ์ หรือจับอาวุธขึ้นต่อสู้

คดีปฏิญญาฟินแลนด์ [2] ศาลชั้นต้นก็ตัดสินความผิดเจ้าของบทความแล้ว แต่เทพไทก็ยังเอาไปใช้ได้อีก โดยเขาวิเคราะห์ต่อไปว่า ล้วนเป็นการอธิบายในตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นการดำเนินการตามแผนตากสิน ที่มีแนวคิดล้มทุน ล้มปืน และล้มเจ้า เพื่อบรรลุสู่เป้าหมายตามปฏิญญาฟินแลนด์ ที่โยงถึงสถาบัน ทั้งหมดนี้สอดรับกับกรณีที่ นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช. ที่หลบหนีคดีอยู่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติอย่างบีบีซี ว่า คนเสื้อแดงจะสู้ทุกรูปแบบ เพื่อล้มรัฐบาลให้มีการเลือกตั้งใหม่ให้ได้ จึงชัดเจนแล้วว่า เป็นความต้องการที่จะมีการใช้ความรุนแรงเปลี่ยนโครงสร้างของสังคมไทยเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

การทำ ชุดทหารป่าให้เป็น สินค้า


เครื่องแต่งกายและสินค้าประเภทของที่ระลึกที่มีจำหน่ายในร้าน
Redstar House จตุจักร
(ที่มา
: http://www.redstarhouse.com/)


ลายเสื้อยืดคอมมิวนิสต์ปาร์ตี้ เสื้อลายนี้มีขายแถวถนนข้าวสาร ฯลฯ


คอนเสิร์ต ซิมโฟนี่ออเคสตร้าบทเพลงปฏิวัติ สายลมเปลี่ยนทิศ...แต่ดวงจิตมิได้เปลี่ยนเลย จากผู้มาก่อนกาลถึงสายธารเดือนตุลา
ซึ่งจัดที่หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อ 13 ก.ย. 2546 ในภาพเป็นการแสดงประกอบเพลงภูพานปฏิวัติ


การแสดงระหว่างการเปิดโครงการศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ ค่าย
514 หรือเขตงาน 514 เก่า เมื่อ 4 พ.ค. 2551 (ที่มา: youtube.com http://www.youtube.com/watch?v=yuNEaL0nLto)

กรณีของสุรชัยไม่ใช่กรณีแรกของผู้แต่งกายเลียนแบบทหารในกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) หรือทหารของอดีตพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่การแต่งกายลักษณะดังกล่าวเป็นที่นิยมของคนกลุ่มหนึ่งมานานแล้ว

ไม่รู้ว่าเทพไทจะคิดมากว่า สุรชัยไปเปิดหีบเอาเครื่องแบบทหารป่ามาปัดฝุ่นใส่ใหม่หรือไม่ แต่ว่า อันที่จริง เครื่องแต่งกายลักษณะดังกล่าวถูก Commoditization ผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าและของที่ระลึกมาหลายปีแล้ว โดยมีขายตามตลาดนัด ตลาดจำหน่ายเสื้อผ้า เช่น ตลาดจตุจักร หรือแม้แต่สยามสแควร์ ฯลฯ โดยบางร้านในตลาดจตุจักรอย่างร้าน Redstar House ก็มีบริการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ด้วย โดยรูปแบบเหมือนการจำหน่ายเครื่องแต่งกาย สินค้าที่ระลึกเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับค่ายสังคมนิยมทั่วโลก

สำหรับชุดเลียนทหาร พคท. ดังกล่าว ได้รับความนิยมจากบรรดาผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยหรืออดีตพลพรรค พคท. ซื้อหาเป็นที่ระลึก หรือแต่งเพื่อร่วมงานทำบุญถึงสหายร่วมพรรคผู้ล่วงลับตามอดีตพื้นที่ฐานที่มั่นต่างๆ หรือใส่เพื่อการแสดงระหว่างงานทำบุญรำลึกในหลายวาระ หลายโอกาส

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2546 ก็มีการจัดคอนเสิร์ตซิมโฟนี่ออเคสตร้าบทเพลงปฏิวัติ สายลมเปลี่ยนทิศ...แต่ดวงจิตมิได้เปลี่ยนเลย จากผู้มาก่อนกาลถึงสายธารเดือนตุลาซึ่งจัดที่หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อ 13 ก.ย. 2546 โดยมีคนอย่าง สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ จาตุรนต์ ฉายแสง สหายเก่า รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ในขณะนี้ ร่วมงานด้วย

ในงานมีการบรรเลงเพลงปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยศิลปินซึ่งเป็นอดีตสหาย และนักแสดงก็แต่งชุดทหารป่าประกอบเพื่อประกอบการแสดงดนตรีด้วย

โดยคอนเสิร์ตดังกล่าวเกิดขึ้นในรัฐบาลในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ฝ่ายค้านกล่าวหานักหนาว่าปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออก ก็ไม่มีใครในรัฐบาลออกมามีปฏิกิริยาใดๆ กับผู้สวมชุดทหารป่า แบบที่เทพไท เสนพงศ์ ทำในยุคนี้ ในขณะที่เทพไท เสนพงศ์ กรรมการพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ซึ่งยุคนั้นก็ไม่ได้มีท่าทีใดต่อเรื่องนี้ (อาจเป็นไปได้ว่า ตอนนั้นยังไม่ทันคิดเรื่องตั้งข้อหาเลื่อมใสคอมมิวนิสต์ให้รัฐบาล)

นอกจากเครื่องแต่งกายคอสเพลย์เลียนแบบทหารป่าในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้ว เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอื่นๆ ที่มีสัญลักษณ์ค้อนเคียว หรือดาวแดง ของพรรคคอมมิวนิสต์ และนักปฏิวัติตามแนวทางดังกล่าวยังพบเป็นสินค้าวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

เสื้อยืดลาย คอมมิวนิสต์ปาร์ตี้ ภาพแนวล้อเลียนการ ปาร์ตี้ (จริงๆ) ของ 5 สหายคอมมิวนิสต์ คาร์ล มาร์กซ์-เลนิน-สตาหลิน-เหมา เจ๋อ ตง-เช เกวารา มีขายตามแผงเสื้อยืดทั่วไป (ไม่รู้ว่าเทพไท จะไปตรวจค้นและให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาจับกุมดำเนินคดีฐานเหิมเกริม ท้าทายอำนาจรัฐหรือเปล่า)

ในขณะที่สติ๊กเกอร์รูปเช เกวารา ก็เป็นที่นิยมของบรรดาคนขับรถบรรทุกมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 2520 แล้ว เพลง เชยังไม่ตายร้องโดยคาราบาว สะท้อนปรากฏการณ์ดังกล่าวในหมู่สิงห์รถบรรทุกเป็นอย่างดี

ยังไม่ต้องนับภาพยนตร์ที่มีท้องเรื่องเกี่ยวกับข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็มีมาหลายเรื่องแล้ว ทั้งหนังดูเอาเรื่องอย่าง “14 ตุลา สงครามประชาชน หรือดูไม่เอาเรื่องอย่าง ฟ้าใส ใจชื่นบาน

จะเห็นได้ว่า สินค้าคอมมิวนิสต์ ทั้งไทยเทศ อยู่ใน ตลาด มานานแล้ว สินค้าหลายอย่างถูกถอด บริบทเอาความหมายทางการเมืองเดิมๆ ออกไปหมดแล้ว (เช่น เสื้อยืดคอมมิวนิสต์ปาร์ตี้ หรือ หนังฟ้าใส ใจชื่นบาน ที่ดูเอาฮาอย่างเดียว)

(เรื่องนี้อย่าให้เทพไท รู้เป็นอันขาด เพราะข้อหา เหิมเกริม ท้าทายอำนาจรัฐ อาจทำให้ผู้ค้าแผงลอย คนหาเช้ากินค่ำได้รับความเดือดร้อนหากมีคนทะลึ่งเสนอให้มีการกวาดจับสินค้าเหล่านี้)

องคมนตรี กับ (อดีต) สหายดาวแดง

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ห้อมล้อมด้วยอดีตพลพรรค พคท. ซึ่งสวมหมวกดาวแดงเลียนทหาร พคท. ในอดีต ภาพนี้ถ่ายระหว่างที่ พล.อ.สุรยุทธ์เป็นประธานพิธีเปิดอนุสรณ์สถานอาคารประวัติศาสตร์ประชาชนและพิพิธภัณฑ์ชนชาติ ลัวะ-ม้ง บนภูพยัคฆ์ จ.น่าน เมื่อ 12 ธ.ค. 2548


เมื่อ 12 ธ.ค. 2548 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในขณะนั้นเป็นองคมนตรี ไปเป็นประธานพิธีเปิดอนุสรณ์สถานอาคารประวัติศาสตร์ประชาชนและพิพิธภัณฑ์ชนชาติ ลัวะ-ม้ง บนภูพยัคฆ์ หมู่ที่ 12 บ้านน้ำรีพัฒนา ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน

โดยในภาพระหว่างที่ พล.อ.สุรยุทธ์ กำลังให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ก็ปรากฏว่ารอบๆ พล.อ.สุรยุทธ์ ห้อมล้อมไปด้วยผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หรืออดีตพลพรรค พคท. ซึ่งสวมหมวกดาวแดงเลียนทหารของ พคท. โดยภาพดังกล่าวปัจจุบันชาวบ้านน้ำรีพัฒนาได้เก็บภาพดังกล่าวไว้เป็นที่ระลึกในอาคารประวัติศาสตร์ฯ ด้วย

ด้านหนึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นลูกชายของ พ.ท.โพยม จุลานนท์ อดีตทหารนอกราชการที่หนีไปร่วมกับ พคท. ในตำแหน่งเสนาธิการกองทัพปลดแอก อยู่ที่ยอดภูพยัคฆ์ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งค่าย 708 ศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่อีกด้านหนึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ก็มีตำแหน่งสำคัญคือองคมนตรี

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า การเมืองปัจจุบันยังไม่ตอบสนองความต้องการ หรือความเป็นธรรมในสังคม ต้องเร่งแก้ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม

ผมไม่อาจที่จะพูดได้ว่าจะมีสังคมที่มีความเท่าเทียมกันอย่างสิ้นเชิงในประเทศไทย แต่อยากเห็นสังคมที่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุด มีความด้อยโอกาสน้อยที่สุด ที่ภูพยัคฆ์ควรมีการส่งเสริมประชาชนให้มีรายได้ ไม่ด้อยโอกาสอีกต่อไป โดยน่าจะนำเอาฐานที่มั่นพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเมือง ซึ่งจะทำให้เป็นแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี[3]

นี่เป็นในการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สุรยุทธ์ คนที่รบกับคอมมิวนิสต์ และพ่อของตัวเองเกือบตลอดชีวิตราชการทหาร ซึ่งไม่ปรากฏคำพูด เหิมเกริม ท้าทายอำนาจรัฐ แบบที่เทพไท เสนพงศ์มอบให้อดีตสหาย

ชุดทหารป่า และนักรบ (ในตำนาน) ในการชุมนุม (แบบไทยๆ)


เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนตุลา บนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อคืนวันที่ 19 มิ.ย. 51 (ที่มา: ASTV)


ภาพการ์ดพันธมิตรฯ ผู้หนึ่ง ซึ่งสวมหมวกดาวแดง มีผ้าพันคอพันธมิตรฯ สีฟ้าเป็นสัญลักษณ์ ขณะประจำการในทำเนียบรัฐบาล เมื่อ
28 ส.ค. (ที่มา: Agron/flickr.com)

กรณีแต่งชุดทหารป่าของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ไม่ใช่กรณีแรกในการชุมนุมในไทย ก่อนหน้านี้ในการชุมนุมทางการเมืองของ 2 สี 2 กลุ่ม ในสังคมไทย ล้วนมีผู้แต่งชุดทหารป่า ร่วมม็อบ

ระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เชิงสะพานมัฆวาน เมื่อคืนวันที่ 19 เข้าสู่วันที่ 20 มิ.ย. 51 “เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนตุลา ได้ขึ้นอ่านแถลงการณ์ โดยบนเวทีพันธมิตรฯ ได้มีการเปิดเพลง ทหารประชาชน ซึ่งเป็นเพลงปฏิวัติของ พคท. ก่อนที่จะมีการตะโกนคำขวัญ การต่อสู้ของประชาชนจงเจริญ จงเจริญ จงเจริญ รัฐบาลนอมินีจงพินาศ จงพินาศ จงพินาศโดยผู้อ่านแถลงการณ์บางคนสวมหมวกของทหารป่าด้วย

โดยหลังจากการอ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายดังกล่าว นายอมร อมรรัตนานนท์ โฆษกบนเวที ได้ชี้แจงให้ผู้ชุมนุมว่าอดีตผู้เข้าร่วม พคท. กลุ่มนี้เป็นผู้รักชาติเหมือนกันต้องการมาขับไล่รัฐบาล และเทิดทูนสถาบันหลักอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติเช่นกัน [4]


ผู้ชุมนุม นปช. แต่งชุดทหารป่า ถือปืนเด็กเล่นเข้าร่วมชุมนุมเมื่อ
24 ก.พ. 52 (ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

ในกรณีของการชุมนุม นปช. ก็มีชายแต่งชุดทหารป่า ถือปืนของเล่น เข้าร่วมชุมนุมด้วย ดังภาพ ซึ่งเป็นการชุมนุม นปช. เมื่อ 24 ก.พ. 52


สนธิ ลิ้มทองกุล และการ์ดพันธมิตรฯ เมื่อ
26 ส.ค. 51 (ที่มา: adaptorplug/flickr.com)


ชายฉกรรจ์แต่งกายคล้ายขบวนการซาปาติสต้า (
Zapatista) ระหว่างยึดเอ็นบีที เมื่อเช้ามืดวันที่ 26 ส.ค. 51
(ที่มา: nationchannel/nbt)


รองผู้บัญชาการมาร์กอส แห่งขบวนการซาปาติสต้า (ใส่หน้ากากขวาสุด) ที่
Zitácuaro, เม็กซิโก ภาพเผยแพร่เมื่อ ม.ค. 49 (ที่มา: orianomada/flickr.com)

ไม่เพียงแต่ชุดทหารป่า จะถูกใช้ในการชุมนุมเท่านั้น เครื่องแบบของนักรบ/กองกำลัง ที่มีชื่อเสียงก็ถูกนำมาใช้ในการชุมนุมด้วย นอกจากนักรบศรีวิชัยของพันธมิตรฯ และนักรบพระเจ้าตากของกลุ่มเสธฯ แดง ซึ่งมาเป็นการ์ดให้ นปช. ในบางช่วงแล้ว

เมื่อเช้ามืดวันที่ 26 ส.ค. 51 ชายฉกรรจ์นับร้อยได้เข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT โดยสวมชุดดำ และหน้ากากสกีคล้ายกองกำลังซาปาติสต้า (Zapatista) ในเม็กซิโก

เรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ผู้ที่เป็นแกนนำและหนึ่งในผู้ถูกจับกุมในวันนั้นก็คือ นิติรัฐ ทรัพย์สมบูรณ์ แห่งกลุ่มเพื่อนประชาชน บรรณาธิการหนังสือ ซาปาติสต้า: กองทัพปลดปล่อยแห่งเม็กซิโก ด้วย โดยในการชุมนุมพันธมิตรฯ เขาทำหน้าที่เป็นแกนนำในการ์ดพันธมิตรฯ

ในวันก่อการนั้น นิติรัฐ ให้สัมภาษณ์สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า ต้องการนำสถานีโทรทัศน์กลับคืนมาเป็นของประชาชน แต่สัมภาษณ์ไปได้สักพักสัญญาณโทรศัพท์ก็ขาดหายไป [5]

นอกจากนี้ ระหว่างการเคลื่อนขบวนวันนั้น การ์ดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังแต่งกายลักษณะคล้ายกันนี้ด้วย ผิดกับซาปาติสต้าเล็กน้อยตรงที่พวกเขาสวมผ้าพันคอสีฟ้าด้วย

จะเห็นได้ว่ากรณีของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ไม่ใช่กรณีแรกในการชุมนุมในไทย แต่มีกรณีทำนองนี้ เกิดขึ้นในการชุมนุมของแต่ละสีหลายหน หลายกรณีแล้ว

เพียงแต่เทพไท อาจไม่ทันสังเกต หรือสังเกตแล้วแต่ไม่ทันคิดข้อหา เหิมเกริม ท้าทายอำนาจรัฐ ให้

สุรชัยกับ Cosplay


หรือว่าจริงๆ แล้วสุรชัยจะแต่งตัวเลียนแบบอูรอน ใน
Dragon Ball Z !!?
(ที่มา
: http://www.dragonballz.com/)

อันที่จริงกรณีแต่งชุดทหารป่าของสุรชัย และอดีตสหายหรือไม่สหาย ก็เป็นรสนิยมที่คนอีกหลายๆ กลุ่มในบ้านในเมืองทำกัน ที่เรียกว่ากลุ่มแต่งคอสเพลย์ (Cosplay)

คำดังกล่าวถูกใช้ครั้งแรกในญี่ปุ่น โดยโนบุยุกิ ทากาฮาชิ ซึ่งเขียนคอลัมน์ในนิตยสาร My Anime เมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยนำคำ 2 คำมาผสมกัน คือคำว่า Costume และ Play โดยคอสเพลย์หมายถึงการแต่งกายเลียนแบบตัวละครจากในเกมหรือการ์ตูน โดยอาจมีการแสดงท่าทางหรือบุคลิกตามตัวละครนั้นๆ

ปัจจุบันนิยามของคอสเพลย์ ยังกินความหมายรวมไปถึงตัวละครในการ์ตูน เกม และภาพยนตร์ ทั้งของญี่ปุ่นและของประเทศอื่นๆ ด้วย และยังรวมไปถึงการแต่งกายเลียนแบบการแต่งกายของวงดนตรี J-Rock และ J-Pop ที่มีรูปแบบแตกต่างจากการแต่งกายแบบปกติอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อร้องเพลงหรือการเต้น Cover ตามศิลปินที่ชื่นชอบนั้นอีกด้วย และรวมถึงการแต่งกายแบบย้อนยุค อย่างเช่นสมัย Gothic ของยุโรปเป็นต้น [6]

หรือที่จริงแล้วสุรชัย ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า อยากแต่งตัวเลียนเจ้า Oolong หรือที่คนไทยเรียก อูรอน เพื่อนซุนหงอคง ในการ์ตูนเรื่องไข่มังกร ‘Dragon Ball Z’ ของโทริยาม่า อากิระ (ฮา)

ซึ่งเรื่องนี้ให้ เทพไทรู้ไม่ได้เช่นกัน เพราะเกรงว่า Oolong จะถูกตั้งข้อหาเหิมเกริม ท้าทายอำนาจรัฐ ตามสุรชัย แซ่ด่านไปอีกราย (ฮา)

Cosplay ฉบับ 'ป๋า' (เอากับเขาด้วย)


พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ‘cosplay’ สวมชุดทหาร 3 เหล่าทัพเดินสายบรรยายพิเศษระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ในปี 2549

หรือว่า ที่จริงแล้ว การแต่งชุดทหารป่าของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ อาจไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าแต่งชุดเก่าๆ ที่คุ้นเคยเพื่อ โหยหาอดีต (Nostalgia)

แบบที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ทำในช่วงก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ที่ พล.อ.เปรม จัดแจงแต่งตัวเป็นทหารสามเหล่าทัพ เดินสายปาฐกถาบรรยายพิเศษ ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก เมื่อ 14 ก.ค. 49 ที่โรงเรียนนายเรือ จ.สมุทรปราการ เมื่อ 28 ก.ค. 49 และที่โรงเรียนนายเรืออากาศ เมื่อ 31 ส.ค. 49

และมีวาทะอันลือลั่นของทหารแก่ในชุดคอสเพลย์ รัฐบาลก็เหมือนกับจ็อกกี้ ระหว่างบรรยายพิเศษหัวข้อ ทหารอาชีพกับทหารมืออาชีพ ณ หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก

มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้พวกเราได้ยิน และเข้าใจ ว่าเราเป็นทหาร แต่ต้องพูดต่อไปว่า เราเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวที่ไปพูดที่อื่นก็พูดทำนองนี้ว่า เราเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มีคนเถียงว่า ถ้าอย่างนั้นรัฐบาลก็สั่งทหารไม่ได้ คนที่เถียงกันเขาอาจจะไม่เข้าใจเรื่องทหารเลย หรือเขาไม่ชอบหน้าพวกเราก็ได้ อยากจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่า ทำไมเราถึงพูดเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นักเรียนสมัยใหม่คงเล่นม้าไม่เป็น อาจจะเป็นเรื่องการพนันอย่างอื่นที่ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย แต่อยากจะเล่าให้ฟังอย่างนี้ก็แล้วกัน เปรียบเทียบคนที่เป็นทหารม้าถึงจะรู้เรื่องม้าดี และ เรื่องการแข่งม้า การแข่งม้า ม้าจะมีคอก มีเจ้าของคอก คอกหนึ่งมีม้าหลายตัว 5 ตัว 10 ตัว 20 ตัว ก็ได้ เจ้าของคอกก็เป็นเจ้าของม้า เวลาจะไปแข่งเขาก็ไปเอาเด็ก ที่เราเรียนกว่าจ็อกกี้ หรือเด็กขี่ม้า ไปจ้าง ไปให้เขามาขี่ม้า เขาจะขี่ม้า พอเสร็จจากการขี่ม้า เขาก็กลับไปทำงานอย่างอื่น วันนี้เขาขี่ม้าคอกนี้ พรุ่งนี้เขาขี่ม้าอีกคอกหนึ่ง เขาไม่ได้เป็นเจ้าของม้าหรอก เขาเป็นคนขี่

รัฐบาลก็เหมือนกับจ็อกกี้ คือ เข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานดีไม่ดี หรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง[7]

ไม่รู้ว่าป๋าแต่งตัวแบบนี้ พูดจาแบบนี้ จะเข้าข่าย “เหิมเกริม ท้าทายอำนาจรัฐ ในทัศนะเทพไท เสนพงศ์ หรือไม่ เพราะหลังบรรยายจบสามเหล่าทัพ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และคณะไม่รู้ว่าเกิดได้ยาดีอะไร 19 ก.ย. 49 ก็เข็นรถถังออกมารัฐประหารกันเห็นๆ มอบเป็นของกำนัลสังคมไทย!

000

การโหยหาอดีตของสองทหารแก่ สุรชัย-เปรม โดยเนื้อหาอาจไม่ต่างกันมาก ผิดกันตรงที่ ทหารแก่คนหนึ่งอาจสมใจ สังคมไทย Nostalgia ย้อนยุคขุนศึก อำมาตย์ เป็นใหญ่ได้อีกหลัง 19 ก.ย. 49 มีองคมนตรีมาเป็นนายกฯ ที่ป๋าเห็นเป็นวินสตัน เชอร์ชิล มีนายกฯ หนุ่มที่ป๋าบอก ผมเชียร์ เช่นนี้กระมัง สหายเก่า-ทหารแก่อีกคนจึงขอแต่งคอสเพลย์ทหารป่าเข้ามอบตัว ขอ Nostalgia อีกรอบ

(ป.ล. ล่าสุด สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ กล่าวเมื่อวันที่ 2 พ.ค. ว่าที่ประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว. ระบบสรรหา กล่าวในการประชุมรัฐสภาว่าตนสวมหมวกดาวแดงเป็นพวกหลงยุคนั้น ขอถามว่า มึงว่ากูหลงยุคแล้วกลัวกูทำไม และกล่าวว่าวันที่ไปมอบตัวกับตำรวจได้ลงทุนซื้อหมวก 100 บาท ซื้อเสื้อ 250 บาท ลงทุน 350 ได้ออกทีวีทุกช่อง ถือว่าดังไม่หยุดตอนนี้)

อ้างอิง
[1]
สุรชัย แซ่ด่านแต่งคอสเพลย์ ทหารป่า’ ‘เทพไทไม่ตลกด้วย อัดเหิมเกริมท้าทายอำนาจรัฐ, ประชาไท, 29 เม.ย. 52
[2]
คดีปฏิญญาฟินแลนด์ ศาลยกฟ้อง สนธิส่วน ปราโมทย์-ขุนทองรอลงอาญา, ประชาไท, 26 มี.ค. 52
[3]
องคมนตรีหนุนปั้น"ภูพยัคฆ์"แหล่งท่องเที่ยวน่าน, มติชน, 13 ธ.ค. 48 หน้า 15.
[4]
สถานการณ์การชุมนุม มัฆวาน สนามหลวง คืนก่อนวันทุบหม้อข้าว, ประชาไท, 20 มิ.ย. 51
[5]
กลุ่มคนชุดดำพยายามบุกยึดเอ็นบีที ก่อนถูกตำรวจควบคุมตัว, ประชาไท, 26 ส.ค. 51
[6]
http://en.wikipedia.org/wiki/Cosplay
[7]
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, "บรรยายพิเศษ: ทหารอาชีพกับทหารมืออาชีพ" ณ หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก (14 ก.ค. 49) http://www.premspeech.com/speech/40.pdf

แดงขอนแก่นทำบุญให้ผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม 13 เมษา

ที่มา ประชาไท

2 พ.ค. 52เวลา 11.00 น. แนวร่วมประชาธิปไตยแดงอีสาน 19 จังหวัด จัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 12-13 เมษายน 2552 โดยมีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยภาคประชาชน และประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น จำนวน ประมาณ 200 คน เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และในเวลา 16.00 น. แนวร่วมประชาธิปไตยแดงอีสาน 19 จะมีการจัดการชุมนุมใหญ่โดยมีเวทีปราศรัยที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น โดยมีหมอลำเสถียรน้อยเป็นผู้ดำเนินรายการบนเวที และมีแกนนำแดงลูกอีสานจังหวัดอุดรธานีมาร่วมสมทบ โดยมี พ.ต.ท.สุรทิน พิมาณเมฆิน ส.ส.อุดรธานีพรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง อดีต ส.ส.จังหวัดมหาสารคามพรรคพลังประชาชนมาร่วมงานดังกล่าวด้วย

โดยก่อนหน้านั้นแนวร่วมประชาธิปไตยภาคประชาชนจังหวัดขอนแก่นร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.)ได้ตั้งเวทีปราศรัยและการทำกิจกรรมของภาคนิสิตนักศึกษาจากทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นโดยมีการแสดงดนตรีและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยและภาพเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 12-13 เมษายน 2552 มาตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2552 เป็นต้นมา

นายอุบล กินบุญ คณะกรรมการแนวร่วมประชาธิปไตยภาคประชาชนจังหวัดขอนแก่นยังคงยืนยันให้การสนับสนุนกับทางแนวร่วมประชาธิปไตยแดงอีสาน 19 แต่การดำเนินรายการบนเวทีได้ส่งหน้าที่มอบให้ทางแนวร่วมประชาธิปไตยแดงอีสาน 19 เป็นผู้ดำเนินการโดยมีหมอลำเสถียรน้อยเป็นตัวยืนหลัก ส่วนทางนิสิตนักศึกษายังคงจัดกิจกรรมดังกล่าวร่วมกันต่อไป โดยมีนายชันอนันต์ ทินกูล โฆษกเวทีแนวร่วมประชาธิปไตยภาคประชาชนจังหวัดขอนแก่น เป็นผู้ประสานงาน ระหว่างแนวร่วมประชาธิปไตยภาคประชาชนจังหวัดขอนแก่นและสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.) กับแนวร่วมประชาธิปไตยแดงอีสาน 19

ไอเอ็นเอ็นสัมภาษณ์ ‘ท่านผู้หญิงวิริยา’ ยันไม่มีความคิดฆ่าสนธิ

ที่มา ประชาไท

2 .. 52 – สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ได้สัมภาษณ์พิเศษท่านผู้หญิงวิริยา ชวกุล ประธานกรรมการเลขาธิการ มูลนิธิบำรุงขวัญทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ หลังถูกกระแสข่าวลือโจมตีในประเด็น สุภาพสตรีคนหนึ่งคนใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ออกปากว่า เกี่ยวพันกับการลอบสังหารเขา ถึงกับมีการรวมตัวกัน เพื่อสั่งเก็บแบบกฐินสามัคคี

รู้ตัวไหม ท่านถูกลือโยงฆ่าคุณสนธิ

โอ๊ยไม่ห่วงหรอกคะ ใครจะโยงก็โยงไป ความจริงก็คือความจริงวันยันค่ำ ดิฉันเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไม่มีสามีที่จะมีอิทธิพล เหตุการณ์ที่เกิดกับคุณสนธิ คนอย่างดิฉันจะมีปัญญาไปทำอะไรได้ ดิฉันทำงานแต่การกุศล ไม่มีความคิดแบบนี้ในสมอง

เคยโกรธคุณสนธิบ้างไหม ท่านเองถูกโจมตีเยอะ ทั้งเรื่องการขายเสื้อฟ้าเฉลิมพระเกียรติ

จำได้ว่าว่าในหลวงเคยสอนดิฉันมา สมัยก่อนว่า พระพุทธรูปนี่ยังถูกนินทาเลย ดังนั้นดิฉันจะถือลัทธิว่า ถ้าใครเขาชอบเรา ถ้าเราจะทำดี หรือทำไม่ดี เขาก็จะชอบเรา เห็นว่าเราไม่ผิด คนไหนที่เขาไม่ชอบเรา ให้เราทำดีให้ตาย ก็จะเห็นว่าเราไม่ดี ดังนั้นดิฉันไม่สนหรอกใครจะวิพากษ์วิจารณ์ เพราะดิฉันยืนอยู่บนความถูกต้อง คือทุกสิ่งทุกอย่างมันมีความจริงที่จะพิสูจน์ตัวมันเองตลอด อย่างงานการกุศล ใครทำงานกันมาก็จะรู้ว่า งานทุกครั้งไม่เคยหักค่าใช้จ่าย ถ้ามีค่าใช้จ่ายจะใช้เงินส่วนตัว อย่างงานถวายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ 300 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบาทเดียวก็ไม่มี เพราะหลายส่วนช่วย หากเขาไม่ช่วย ดิฉันจะจ่ายเอง

ดิฉันตัวคนเดียวพ่อแม่ทิ้งมรดกไว้ให้มากมายก่ายกอง ตายไปก็เอาไปไม่ได้ แค่ที่ดินยังไม่ขายเลยซักแปลงที่แม่พ่อให้ไว้ ก็ยังไม่ใช้ไม่หมด เพราะเป็นมัธยัสถ์ ดิฉันเป็นคนไม่เคยซื้อของแพง สมัยก่อนอาจจะจริงชอบใช้ของมียี่ห้อ ตอนที่แม่มีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้ดิฉันจะเก็บเงินไว้ทำบุญอย่างเดียว

มีการเชื่อว่า คดียิงคุณสนธิ มีทหารมาเกี่ยวข้อง ท่านทำงานกับทหารเยอะ จึงถูกตกเป็นเป้า

ก็ดิฉันทำงานให้กับมูลนิธิ ซึ่งต้องทำงานกับทหารอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2519 ดังนั้นก็ต้องสนิทกับทหารโดยเฉพาะหน่วยรบ ตั้งแต่สมัยก่อนเลยสนิทกัน เพราะเป็นคนชอบช่วยคน ไปเยี่ยมทางภาคใต้และชายแดนบ่อยครั้ง ทหารหน่วยรบรู้จักดิฉันทุกคน อย่างพล.อ.สุจินดา คราประยูร พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ พล.อ.สำเภา ชูศรี ใครต่อใครก็ต้องรู้จักหมด เพราะทำงานกับทหาร แต่การทำงานคือเยี่ยมบำรุงขวัญ

เพราะทำงานกับหน่วยรบในอดีต ยิ่งตกเป็นเป้าหรือเปล่า ว่ามีอำนาจสั่งทหารได้ให้ทำอะไร

พูดเป็นเล่น มันจะเป็นไปได้อย่างไง โอ๊ยทหารที่รุ่นพี่สนิท ก็เกษียณกันแล้ว เอาละ ถ้าเผื่อจะมีใครชื่นชมพี่จริง ๆ ตอนนี้ก็แก่กันหมดแล้ว มันจะเอาน้ำยาที่ไหนมาทำอะไร คนพวกนี้ พี่เชื่อว่าเขาไม่รักพี่ขนาดยอมทำอะไรบ้า ๆ ได้หรอก มันเป็นได้หรือไงที่ใครมันจะมาพิศวาส โกรธ แค้นแทนเรา”

รู้จักกับนายทหารรุ่นใหญ่ ไม่คิดว่าเขาจะได้ประโยชน์จากท่านเลยหรือ ในการมาสนิทด้วย

เขาจะได้ประโยชน์อะไรจากเรา เราทำงานเพื่อสังคม และเราก็ไม่เคยทำอะไรให้เขา เขาจะลุกขึ้นมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทำอะไรให้เราขนาดนี้ได้หรอ บ้าแล้ว

ปริศนาที่คุณสนธิย้ำ ผู้หญิงคนหนึ่งใกล้เบื้องพระยุคคลบาท เกี่ยวข้อง

ใครอยากจะพูดอะไรก็พูดไป เราห้ามปากคนไม่ได้ เหมือนข่าวลือโจมตี พี่เข้าวังไม่ได้ มีแต่คนมาถาม เพราะได้ยินคุณสนธิพูด มีคนถามด้วยว่าคุณสนธิท้าให้ฟ้องทำไมไม่ฟ้อง ก็เพราะกรณีของพี่มันลำบาก เพราะไม่จริง

เสธแดง (พล.ต..ขัตติยะ สวัสดิผล) แฉเอง ท่านเป็นศัตรูกับคุณสนธิ

พี่ว่าบ้า สมมุติพี่เป็นศัตรูกับคุณสนธิ คนอย่างพี่จะมีน้ำยาอะไรไปทำคุณสนธิได้

ทุกวันนี้ติดต่อทหารหน่วยรบอยู่ไหม

พี่ไม่ได้ติดต่อหน่วยรบที่ไหนเลยตอนนี้ นอกจากพี่ไปใต้ เดือนละครั้ง เพราะไปเยี่ยมทหาร ไปแล้วก็กลับ แล้วใครมันจะลุกขึ้นมาทำอะไรให้พี่ได้ขนาดที่ลือกัน

คุณสนธิ พูดบ่อยครั้ง ไม่โกรธจริง ๆ หรือ เพราะบางคนฟังอาจคิดว่า มันเกี่ยวกับท่าน

ไม่โกรธ เพราะเห็นเขาด่าคนมาเยอะมาก

มีคนถามท่านไหม เรื่องสังหารคุณสนธิ

เมื่อวานพึ่งไปอยุธยามา ก็มีคนมาเล่าให้ฟัง แล้วเขาถามเราว่า ใครเป็นคุณสุภาพสตรีที่คุณสนธิพูดถึง คนอื่นเห็นพี่ยังบอก เออหน้าตาน่ารักดี จะฆ่าคนลงหรือ คนพยายามตีอะไรต่าง ๆ ให้เกิดความเสียหาย พี่ไม่เคยโกรธเขา เพราะพี่เชื่อกฎแห่งกรรม ใครทำอะไรย่อมได้อย่างนั้น

รู้หัวอกคนถูกลอบฆ่า เพราะท่านเองก็เคยถูกเหมือนกัน

ใช่ พี่รู้หัวอก เพราะพี่ถูกซุ่มโจมตี ตอนลงพื้นที่ภาคใต้ ถูกวางกำลังกลุ่มก่อความไม่สงบไล่ล่า พี่รู้ดีว่าการถูกไล่ยิง มันมีความรู้สึกอย่างไร พอคุณสนธิถูกยิงพี่สงสาร มีคนมาบอกพี่ด้วยว่า นี่รู้ไหม คุณสนธิด่าท่านผู้หญิงไม่กี่วัน ถูกลอบฆ่าแล้วนะ

ท่านคิดอยากแจงให้สังคมเข้าใจบ้างไหม ปล่อยข่าวลือสะพัดแบบนี้ ไม่ห่วงว่าคนจะมองท่านไม่ดีหรือ

จะให้ทำอย่างไงได้ พี่ไม่โกรธ จะให้ทำไงได้ คนเขาอย่างด่าเรา ให้เขาด่าไป ถ้าเราผิดจริงก็ให้เขาด่า ถ้าเราไม่ผิด คนเขาด่า แล้วเขาอยากเชื่อ พี่ก็ไม่เดือดร้อน

ข่าวลือแม้ไม่จริง แต่ลือทุกวัน ชาวบ้านอาจคิดว่าท่านทำจริงนะ

พี่จะไปทำอะไรได้ พี่แคร์กับคนที่ชอบพี่ ใครอยากคบพี่ก็คบ ใครไม่อยากคบก็ไม่ต้องคบ เพราะทั้งชีวิตพี่ไม่ได้พึ่งใคร

ถ้าไม่จริงอย่างที่บอก คิดบ้างไหม ทำไมผู้หญิงคนนั้น ที่สั่งฆ่าคุณสนธิ ทำไมเป้ามาตกที่ท่าน

เป็นไปได้ไหม ที่เขาอยากดิสเครดิตพี่ เพราะพี่เป็นคนไปการันตีคุณทักษิณ ชินวัตร มีความจงรักภักดี ก็พี่เชื่ออย่างนี้ จะให้พี่ไปขึ้นศาลพี่ก็จะพูดอย่างนี้ ก็เชื่อแบบนี้นี่ ความคิดของแต่ละคนมันมี จะมาบังคับให้เปลี่ยนใจได้อย่างไร คงโกรธตรงนี้ เลยจะดิสเครดิตพี่ เพื่อให้คนไม่เชื่อ และไม่คล้อยตาม

ดิสเครดิตครั้งนี้ เล่นแรงเลยนะ

ช่างปะไร สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ รู้ว่าพี่เป็นอย่างไร และไม่ไล่พี่ออกจากวังตามที่คุณสนธิพูดด้วย รวมทั้งเงินจัดทำเสื้อฟ้า พี่ไม่เคยโกงแม้แต่บาทเดียว”

ท้อไหมเจอสถานการณ์หนักมากคราวนี้

ไม่ท้อทำไม ตอนนี้ตั้งใจทำโครงการช่วยเหลือคนในพื้นที่ภาคใต้ เดือนหน้าจะเปิดโรงงาน สร้างงานให้คนภาคใต้ จะมีเยาวชนมาร่วมทำงานด้วย ใครอยากพูดอะไรก็พูดไป ทุกวันนี้ถ้ามีใครมาถามเรื่องการเมือง พี่ไม่กลัว คิดอย่างไรพี่ก็จะตอบอย่างนั้น เพราะพูดบนพื้นฐานความจริง คุณถามฉัน คุณก็ต้องการความจริงจากฉันไม่ใช่หรือ

ที่มา: http://www.innnews.co.th/politic.php?nid=169523

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

เพื่อไทย ข้องใจ “ชัย ตั้ง ดิเรก-สมศักดิ์ นั่ง ปธ.2 คณะ ติงเหมาะสม -เป็นประชาธิปไตยหรือไม่เว็บไซต์แนวหน้า - นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานรํฐสภา ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง นายสมศักดิ์ บุญทอง เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง และแต่งตั้ง นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฎิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่าพรรคเพื่อไทย ขอตั้งข้อสังเกตว่าการแต่งตั้งประธานทั้ง 2 คณะดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ รวมทั้งเป็นที่ยอมรับหรือไม่ เพราะขนาดตนอยู่ในแวดวงการเมืองยังไม่รู้ประวัติลึกซึ้งและเมื่อเอ่ยชื่อออกมา ก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นคนกลางที่สังคมและประชาชนยอมรับได้จริงเพราะในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤติทางการเมืองขณะนี้ คนที่เป็นประธาน จะต้องมีคุณสมบัติที่สังคมไว้เนื้อเชื่อใจและมีประวัติผลงานที่ชัดเจน เมื่อเอ่ยชื่อแล้วทุกคนต้องรู้จัก

นายวรวัจน์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าตามระบบรัฐสภา ควรจะให้กรรมการตัวแทนจากพรรคต่างๆเป็นผู้เลือกประธาน กันเอง แต่การทำเช่นนี้ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไคย เพราะปกติแล้วไม่ว่าฝ่ายค้านและรัฐบาล น่าจะตกลงกันได้ อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการครั้งแรก พรรคเพื่อไทยจะได้มีการสอบถามประวัติที่มาที่ไปของประธานและเหตุผลในการแต่งตั้ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างกับทุกฝ่าย

ชทพ.สรุป เสนอ7ประเด็นแก้ รธน.ตั้งแท่น 3 ฉบับแต่ยังรอเวลาส่ง
เว็บไซต์แนวหน้า - นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยถึงการเสนอประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา ว่า ขณะนี้ทางพรรคได้สรุปประเด็นที่เห็นควรจะแก้ไขเรียบร้อยแล้ว รอปรับปรุงในรายละเอียดอีกเล็กน้อย ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา สรุปได้ 7 ประเด็น ประกอบด้วย คือ ประเด็นที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา มาตรา 190 ประเด็นที่นำไปสู่การยุบพรรค มาตรา 237 ประเด็นข้อห้ามส.ส.ไปดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี มาตรา 265 และ 266 ประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้งส.ส. ประเด็นส.ส.สัดส่วนควรกลับไปเป็นแบบระบบบัญชีรายชื่อ ประเด็นอำนาจของส.ส.ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และประเด็นที่มาส.ว.ที่ควรจะมาจากการเลือกตั้ง โดย 4 ประเด็นหลังควรจะกลับไปใช้แบบเดิมในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

นายชุมพล กล่าวต่อว่า เพื่อให้การพิจารณาประเด็นแก้ไขสามารถทำได้อย่างราบรื่นในช่วงการอภิปรายในแต่ละประเด็น และเพื่อให้เกิดเป็นสัมฤทธิ์ผล ทางพรรคจึงคิดกันว่าควรนำทั้ง 7 ประเด็นทั้งหมด ที่จะเสนอไปในคราวเดียวกันนั้น แต่แยกประเด็นไว้เป็น 3 ฉบับ โดยฉบับแรกคือประเด็นที่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะหลายฝ่ายก็มีความคิดเห็นตรงกัน คือ มาตรา 190 , 237 , 265 , 266 ส่วนฉบับที่ 2 คือ ประเด็นเรื่องที่มาและและส.ว.รวมทั้งอำนาจของส.ส. และฉบับสุดท้ายคือ เรื่ององค์กรอิสระ ซึ่งหากแยกเป็นรายฉบับอย่างนี้เชื่อว่าจะสามารถทำงานได้ง่าย รวดเร็ว เพราะเมื่ออภิปรายจะไม่ปะปนประเด็นกัน ส่วนพรรคอื่นจะเสนอในรูปแบบเดียวกันนี้ด้วยหรือไม่ ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาจะสามารถส่งข้อเสนอดังกล่าวได้เมื่อใด นายชุมพลกล่าว เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น แต่ตอนนี้ยัง เพราะต้องขอดูรายละเอียดอีกเล็กน้อย ทั้งนี้เมื่อแต่ละพรรคส่งข้อเสนอไปให้นายกรัฐมนตรี จากนั้นรัฐบาลก็รวบรวมส่งมอบให้กับรัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการต่อไป สำหรับการประสานงาน พรรคฯได้มอบให้นายอรรคพล สรสุชาติ ร่วมในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นตัวแทนของพรรคที่จะร่วมหารือกับวิปฯ

ทปอ. มีมติ ใช้ระบบแอดมิชชั่นส์ 53 คงเดิม ถึงปี 55
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
- ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมทปอ.ครั้งที่2/2552 ว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับระบบแอดมิชชั่นกลางใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2553 และมีมติยืนยันว่า แอดมิชชั่นใหม่นี้จะเป็นไปตามที่เคยประกาศไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ คือ ใช้คะแนน GPAX ร้อยละ 20 คะแนนO-NET ร้อยละ 30 ที่เหลือเป็นคะแนนสอบวัดความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test : GAT) และคะแนนสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพ(Professional A Aptitude Test : PAT) พร้อมกันนี้ ทปอ.มีมติว่า หากจะมีการปรับระบบแอดมิชชั่น จะต้องประกาศล่วงหน้าก่อน 3 ปี เพื่อให้นักเรียนเตรียมตัวทัน เพราะฉะนั้น หมายความว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงระบบแอดมิชชั่นใด ๆ อีก เช่น จะยกเลิกการใช้คะแนน GPAX คะแนน O-Net ก็ต้องเริ่มใช้ในปี 2556

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในหลักการใหญ่จะลงตัวแน่นอนแล้ว แต่เรื่องสัดส่วนการใช้คะแนน GAT-PAT ของแต่ละสาขาวิชายังสามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยในปลายเดือนพ.คนี้ จะให้สภาคณบดีของแต่ละสาขาวิชา หาข้อสรุปว่า แต่ละสาขาจะใช้ปรับเปลี่ยนค่าน้ำหนักคะแนนของ GAT และ PAT เท่าใด แล้วเสนอมาที่คณะทำงานศึกษาแอดมิชชั่นฟอรั่มปี 53 เพื่อนำเข้าหารือในการประชุมทปอ.วิชาการ ระหว่างวันที่ 31 ก.ค. - 1 ส.ค.2552 นี้

ผู้นำอาเซียนยื่นคำขาดห้ามชุมนุม5กม.รัฐต้องเด็ดขาด
เว็บไซต์ไทยรัฐ
- 2 พ.ค. สำหรับเนื้อหาสาระการประชุมเตรียมความพร้อมรักษาความปลอดภัยในการประชุมสุดยอดอาเซียน บวกคู่เจรจา ที่จ.ภูเก็ต นั้น ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมประชุม โดยรัฐบาลไทยจะเสนอให้จัดระหว่างวันที่ 12-14 มิ.ย.นี้? ทั้งนี้ในที่ประชุม นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับเงื่อนไขของแต่ละประเทศที่จะเข้าร่วมประชุมว่า เจ้าหน้าที่ไทยจะต้องไม่ให้มีการชุมนุมของทุกกลุ่มในพื้นที่ ห่างจากจุดการชุมนุมไม่ต่ำกว่า 5 กม. และขอให้ใช้ความเด็ดขาดในการดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากรัฐบาลไทยทำไม่ได้ ผู้นำของแต่ละประเทศจะไม่เดินทางมาร่วมประชุม

ขณะที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้เสนอต่อที่ประชุมว่า จะต้องมีแนวเขตสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ชัดเจน และเรียกร้องให้อนุญาตให้สามารถใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนตามหลักสากลได้จริง หากมีการฝ่าฝืนจากกลุ่มผู้ชุมนุม จากแนวกั้นที่กำหนดไว้ เจ้าหน้าที่จะใช้แก๊สน้ำตา น้ำ กระบอง และอาวุธเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เข้าไปขัดขวางการชุมนุม? ส่วนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ? รมว.กลาโหม กล่าวในที่ประชุม ขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายช่วยกันทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสื้อสีใด

วันเดียวกัน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่ง แต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ.10) เทียบเท่ารองผบ.ตร. รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงเป็น ผอ.ศูนย์รักษาความปลอดภัย และอำนวยการจราจร การประชุมสุดยอดอาเซียน บวกคู่เจรจา ที่จ.ภูเก็ต และพล.ต.ท.สุวัจน์ ธำรงค์ศรีสกุล ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นรองผอ.ศูนย์ฯ? โดยมี พล.ต.ท.สันฐาน ชยนนท์ ผบช.ภ.8 ทำหน้าที่เป็นผบ.เหตุการณ์ โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากตำรวจภูธร ภาค 6 และ 7? บช.น.? บช.ก. เข้าร่วมปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยและการจราจร

เอดีบีตั้งทุน 1 แสนล้านช่วยเอเชียสู้เศรษฐกิจ
เว็บไซต์คมชัดลึก – 2 พ.ค. นายฮารูฮิโกะ คูโรดะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบีบอกระหว่างการประชุมประจำปีที่เกาะบาหลีของอินโดนีเซียว่า จะจัดตั้งกองทุนมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์หรือราว 1 แสน 5 พันล้านบาทเพื่อปล่อยกู้ระยะสั้นได้รวดเร็วขึ้น และคิดดอกเบี้ยชาติสมาชิกถูกลง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายงบประมาณของชาติสมาชิกท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่มาตรการนี้ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคาร ซึ่งจะประชุมกันสัปดาห์หน้า

การประกาศนี้มีขึ้นเพียง 2 วันหลังจากคณะกรรมการอนุมัติเพิ่มฐานเงินทุนของเอดีบีจาก 55,000 ล้านดอลลาร์เป็น 165,000 ล้านดอลลาร์ เปิดทางให้ธนาคารปล่อยกู้ได้มากขึ้น ในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ รายงานของเอดีบีชี้ว่า ธนาคารมีแผนปล่อยกู้เพิ่มกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ช่วงปี 2552-2553 ซึ่งจะทำให้การปล่อยกู้ทั้งหมดตลอดปีอยู่ที่ 32,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 22,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2550-2551 ก่อนหน้านี้เอดีบีคาดหมายว่าจีดีพีของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะขยายตัวเพียง 3.4% ปีนี้ ลดจาก 9.5% ในปี 2550

Saturday, May 2, 2009

เปิดคำวินิจฉัย ป.ป.ช.เชือด"พีรพันธุ์-สีหนาท"ใช้อำนาจไม่ชอบ ปปง.คุ้ยบัญชีสื่อ-เอ็นจีโอ-นักการเมือง

ที่มา มติชนออนไลน์

หมายเหตุ"มติชนออนไลน์" -กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติเมื่อวันที่ 30 เมษายน ในคดีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ตรวจสอบธุรกรรมการเงินของบุคคลและนิติบุคคลต่าง ๆ โดยมิชอบนั้นว่า การกระทำของ พล.ต.ต. พีรพันธุ์ เปรมภูติ ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้ องกันและปราบปรามการฟอกเงินและ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศและติดตามประเมินผล สำนักงาน ปปง. มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 85 วรรคสอง และการกระทำของ พล.ต.ต. พีรพันธุ์ ยังมีมูลเป็นความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157


ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

เรื่องกล่าวหา พล.ต.ต. พีรพันธุ์ เปรมภูติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ปปง.(ปัจจุบันประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเทียบเท่าระดับ 11) กับพวกปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน


ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง(มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานอนุกรรมการ) กรณีกล่าวหา พล.ต.ต. พีรพันธ์ กับพวกว่า ดำเนินการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของบุคคลและนิติบุคคลต่าง ๆ(ประกอบด้วยสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนและนักการเมือง) โดยมิชอบนั้น


คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2545 พล.ต.ต. พีรพันธุ์ เปรมภูติ ได้สั่งการให้ พันตำรวจเอก สีหนาท ประยูรรัตน์ (ปัจจุบันรักษาการเลขาธิการ ปปง. เข้าดำเนินการตรวจสอบการทำธุรกรรมการเงินของบุคคลและนิติบุคคลต่าง ๆ เนื่องจากได้รับหนังสือร้องเรียน (บัตรสนเท่ห์) กล่าวหาว่า บุคคลและนิติบุคคลต่าง ๆ ดังกล่าว อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งจากการตรวจสอบเบือ้ งต้นไม่ปรากฏรายงานธุรกรรมของบุคคลและนิติบุคคลดังกล่าวในฐานข้อมูลรวบรวมรายงานการทำธุรกรรม (AERS) ของสำนักงาน ปปง. แต่อย่างใด


แต่พ.ต.อ.สีหนาท ได้ทำการวิเคราะห์สถานะการเงินและผลประกอบการของบริษัทนิติบุคคลที่มีรายชื่อถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน รวมทั้ง การเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนิติบุคคลเหล่านี้ ล้ว เสนอความเห็นให้ พล.ต.ต. พีรพันธุ์ ทราบว่า ผลประกอบการของนิติบุคคลดังกล่าวน่าสงสัยว่า อาจเข้าข่ายความผิดมูลฐานในเรื่องฉ้อโกงประชาชน นิติบุคคลบางรายน่าสงสัยว่า นำเงินทุนจากที่ใดมาขยายกิจการ นิติบุคคลบางรายขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี แต่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ บุคคลที่เกี่ยวข้องมีการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง เห็นควรตรวจสอบกระแสเงินในบัญชีธนาคารไทย ทั้ง 17 แห่งของบริษัทและกลุ่มบุคคลดังกล่าว รวมทั้งบุคคลในครอบครัวเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป ซึ่ง พล.ต.ต. พีรพันธุ์ เห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าวและสั่งการให้พ.ต.อ.สีหนาท ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มบุคคลดังกล่าว


หลังจากนั้นพ.ต.อ. สีหนาท มีหนังสือสำนักงาน ปปง.ถึงสถาบันการเงินต่าง ๆ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมของบุคคลและนิติบุคคลต่าง ๆ ตามหนังสือร้องเรียน (บัตรสนเท่ห์) เป็นเหตุให้บุคคลผู้ถูกตรวจสอบ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือสำนักงาน ปปง. ที่ขอให้สถาบันการเงินต่าง ๆ ตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินดังกล่าว


ก่อนที่ศาลปกครองกลาง จะมีคำวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งในเรื่องนี้ ปรากฏว่า พล.ต.ต. พีรพันธุ์ และพ.ต.อ. สีหนาท และสำนักงาน ปปง. มีหนังสือถึงสถาบันการเงิน แจ้งยกเลิกหนังสือขอตรวจสอบข้อมูลทางธุรกรรม เป็นผลให้ในเวลาต่อมาศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางในตอนหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่ พล.ต.ต. พีรพันธุ์ และพ.ต.อ. สีหนาท ประยูรรัตน์ มีเพียงหนังสือร้องเรียน (บัตรสนเท่ห์) กล่าวหาบุคคลและนิติบุคคลรวมทั้งผู้ฟ้ องคดีซึ่งถูกตรวจสอบ ว่า เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำอันเป็นความผิดมูลฐานยังไม่ปรากฏว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานหรือการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเกิดขึน้ และไม่ได้มีข้อเท็จจริงหรือเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลและนิติบุคคล รวมทัง้ ผู้ฟ้ องคดี อาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้ายปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินใดที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด


และที่สำคัญ คือ สำนักงานไม่ได้รายงานคณะกรรมการธุรกรรม หรือคณะกรรมการธุรกรรมได้มีการมอบหมายให้พ.ต.อ.สีหนาท ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากเลขาธิการ ให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม แม้ว่า พ.ต.อ. สีหนาท จะได้รับมอบหมายจากพล.ต.ต.พีรพันธุ์ ซึ่งเป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการธุรกรรม ก็ตาม


แต่การมอบหมายของพล.ต.ต. พีรพันธุ์ ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นเงื่อนไขในการใช้อำนาจตามข้อ 1แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2543) เพราะข้อ 1 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2543) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่มอบหมายให้ทำการตรวจสอบเพิ่มเติม คือ คณะกรรมการธุรกรรม ข้ออ้างของผู้ถูกฟ้ องคดีทัง้ สี่ในประเด็นนีจึงฟังไม่ขึ้น

อาศัยเหตุผลต่าง ๆ ดังกล่าว ศาลเห็นว่า คำสั่งตามหนังสือเรื่องขอตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมที่ พ.ต.อ. สีหนาท ประยูรรัตน์ มีไปถึงสถาบันการเงิน และสั่งให้สถาบันการเงินส่งให้กับสำนักงาน ปปง. เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเหตุที่เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะออกคำสั่งดังกล่าวได้ แต่โดยที่มีการแจ้งยกเลิกหนังสือขอตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมอันเป็นเหตุแห่งการฟ้ องคดีนี้ ล้ว ถือว่าเหตุแห่งการฟ้ องคดีดังกล่าวได้สิ้นสุดลง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ


คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ พล.ต.ต. พีรพันธุ์ สั่งการให้พ.ต.อ.สีหนาท ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลและนิติบุคคลต่าง ๆ โดยมีหนังสือสำนักงาน ปปง. ถึงสถาบันการเงิน ขอให้ตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมของบุคคลดังกล่าว ทั้งที่ ปราศจากข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุอันสมควรในการตรวจสอบจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองทั้งในด้านข้อมูลส่วนบุคคล หน้าที่การงาน เกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นส่วนตัว อันเป็นการละเมิดต่อบุคคลดังกล่าว


คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า การกระทำของพล.ต.ต. พีรพันธุ์ และพ.ต.อ. สีหนาท มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 85 วรรคสอง และการกระทำของ พลตำรวจตรี พีรพันธุ์ เปรมภูติ ยังมีมูลเป็นความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ให้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยกับ พล.ต.ต.พีรพันธุ์ และพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ และไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับ พล.ต.ต.พีรพันธุ์ ฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 97 แล้วแต่กรณี ต่อไป

อย่าปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

ที่มา เดลินิวส์

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO กำลังกลัวว่า ไข้หวัดหมู (swine flu) จะทำให้โลกตกอยู่บนขอบเหวของการแพร่ระบาดเหมือนกับไข้หวัดสเปนใน พ.ศ. 2461 ซึ่งมีคนตายหลายล้านคนทั่วโลก

หลังจากในสหรัฐมีเด็กอายุ 23 เดือนเสียชีวิต เป็นการเสียชีวิตรายแรกนอกเม็กซิโก และรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งรัฐ

ขณะที่ในเม็กซิโกมีคนตายแล้ว 159 ราย ติดเชื้ออีกกว่า 2,500 ราย นานาชาติระงับเที่ยวบินเข้าเม็กซิโก พร้อมกับพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อกว่า 20 ประเทศเข้าไปแล้ว

ไทยเองก็เกือบไป แต่ผลตรวจ จากรพ.จุฬาฯ ยืนยันแล้ว สาวไทยแค่เป็นไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่ไข้หวัดหมู คนไทยจึงโล่งอกกันทั่ว แต่ยังหายใจไม่ทั่วท้อง

เพราะ WHO ก็ยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 5 จากทั้งหมด 6 ระดับ

หลายประเทศห้ามนำเข้าเนื้อหมูจากเม็กซิโก และอเมริกาเหนือแล้ว หมูไทยก็โดนไปด้วย ราคาตกจากที่สูงปรี๊ดกก.ละ 130-150 บาท บางที่เหลือไม่ถึงร้อย เพราะคนไม่กล้ากินหมู

เห็นใจเกษตรกร พ่อค้าแม่ขาย ที่ขายได้เงินน้อยลง ทั้งที่คนไทยกิน “หมูแพง” มานาน อ้างน้ำมันแพง พอน้ำมันถูกกว่าครึ่ง คนไทยก็ยังกินแพง 120-130 บาทต่อกก.อยู่ดี ไม่มีใครเห็นใจ

แต่เป็นสาเหตุที่กระทรวงสาธารณสุขบังคับให้เรียก ไข้หวัดหมู ที่อ่านยังไงก็คือ ไข้หวัดหมู เพราะมาจาก swine flu (swine หมูตัวใหญ่ แม่หมู ส่วน pig ลูกหมู) เสียใหม่เป็น

ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดจากประเทศเม็กซิโก ..... ดื้อ ๆ !!!

ทั้งที่อ่านยังไงก็ตะแบงเป็นอื่นไม่ได้ นอกจาก ไข้หวัดหมู แม้แต่ องค์การอนามัยโลกเอง ยังเรียก swine flu ไข้หวัดหมู ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดจากเม็กซิโก

ถึงหมูไม่ใช่ตัวแพร่โรค แต่หมูก็มาเกี่ยวข้อง ฟัง ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเข้าใจ

ศ.นพ.ยง บอกว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดหมู (swine flu) ที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H1N1 เป็นไวรัสสายพันธุ์ลูกผสมใหม่ เกิดจากการรวมตัวระหว่างไวรัสไข้หวัดนก หวัดหมู และไข้หวัดในคนเข้าไว้ด้วยกัน

โรคนี้จึงพบได้ทั้งในหมูและในคน !?!

อียิปต์จึงสั่งฆ่าหมูแล้ว 3 แสนตัว จอร์แดนก็สั่งปิดฟาร์มหมู เม็กซิโกไม่ต้องพูดถึง หมูกลายเป็นอสูรแล้ว

ตอน ไข้หวัดนก คนไม่กล้ากินไก่ แต่เมื่อ เปิดความจริง รณรงค์อย่างหนัก ต้องกินไก่สุกเท่านั้น คนเลี้ยงไก่ ต้องใส่หน้ากาก ถุงมือ รองเท้า ให้มิดชิด ห้ามสัมผัสของเหลวของไก่

ยกระดับฟาร์มเลี้ยงไก่ให้ได้มาตรฐานหมด ทุกอย่างก็ผ่านพ้น

สมศักดิ์ เทพสุทิน เคยถูกด่า เป็นเด็กเลี้ยงแกะ เพราะปกปิดความจริง แต่ตอนนั้นยังพอให้อภัยได้ เพราะไม่มีใครรู้จักไข้หวัดนก อาจช็อกอยู่ แต่ตอนนี้ ไม่ใช่ เรามีประสบการณ์ที่จะรับมือได้แน่

บทเรียนมีมาแล้ว เมื่อมันคือ ไข้หวัดหมู ก็ไข้หวัดหมู อย่าปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเลย ชีวิตคนไทยไม่ใช่ของเล่นนะ ท่านวิทยา แก้วภราดัย.

ดาวประกายพรึก

พลังผู้ร่วมชะตากรรม

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_3235

ดึงจังหวะเร้ากระแส ลุ้นวัดใจออกไปอีก 2 วัน

ล่าสุดนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ เลื่อนคิวตั้งโต๊ะแถลงเปิดโปงเบื้องหลังวันลอบสังหารออกไปเป็นเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม

เพราะไข้หวัดเล่นงาน หมอสั่งให้พักผ่อน

แต่ที่เคลียร์กันล่วงหน้าก่อนแล้ว "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ตอบคำถามนักข่าวกรณีที่มีกระแสแพลมๆว่า นายสนธิระบุว่า การที่ตัวเองถูกลอบสังหารเป็นการกระทำของคนในกองทัพ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือการทำงานกับกองทัพหรือไม่

"ไม่หรอกครับ เป็นการทำผิดกฎหมาย เป็นเรื่องของบุคคล เดี๋ยวสักพักเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจคลี่คลายคดีได้ก็จะเกิดความชัดเจนขึ้น"

คัตเอาต์ ตัดตอนกันตามเกม

และอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้น โดยประเด็นโยงฝีมือทหาร มันลือกันตั้งแต่นาทีแรกที่เห็นภาพรถยนต์ของนายสนธิพรุนไปด้วยรอยกระสุนปืนอาก้า อาวุธสงครามที่ไม่ได้มีใช้กันทั่วไปในหมู่ซุ้มมือปืน

ที่สำคัญ ตั้งแต่ 2-3 วันแรกหลังเกิดเหตุลอบสังหาร ก็เป็น "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมายอมรับเองว่า ปลอกกระสุนที่เก็บได้ ตีตราของกองทัพบก ใช้ในหน่วยทหารแถบจังหวัดกาญจนบุรี

เครื่องหมายคำถามมันอยู่ที่ รู้อยู่แก่ใจ จะจับมือดมได้หรือเปล่า

และโดยปมน่าเอะใจมันอยู่ที่ว่า คดียังไม่คืบไปถึงไหน ก็มีข่าวออกมาจากเครือข่ายว่านายสนธิมีแผนปลีกวิเวกที่ประเทศเนปาลกับประเทศอินเดีย แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ออกมาปฏิเสธว่า ไม่เคยมีความคิดหลบไปปลีกวิเวกแต่อย่างใด

หรือนี่คือ เงื่อนไขในเกมอำนาจ

ทั้งหมดทั้งปวงมาถึงนาทีนี้ ดูเหมือนว่ารายการ ตัดตอน กันเองในกลุ่มขั้วอำนาจที่ ลับ ลวง พราง ไม่รู้ใครเป็นใคร

กลายเป็นจังหวะดีที่เข้าทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เล่นบทจริงใจ ดึงเกมประคองสถานการณ์ไปพลางๆ

อย่างน้อยก็ได้โอกาสขอเวลา 6-8 เดือน เคลียร์สารพัดวิกฤติให้เข้ารูปเข้ารอย แล้วค่อยยุบสภา ล้างหน้าไพ่กันใหม่

สถานการณ์เอื้อให้ "อภิสิทธิ์" ลากยาวไปได้อีกระยะ

โดยแรงกดดันหนักสุดน่าจะอยู่ที่รายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางนิรโทษกรรมนักเลือกตั้งอาชีพที่โดนลูกหลงจากสงครามไล่ล่า "ทักษิณ"

ตามแกะรอยจากที่นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่ามีการต่อสายล็อบบี้พรรคร่วมรัฐบาลเกือบทุกพรรค ส่วนใหญ่เห็นตรงกัน ต้องแก้รัฐธรรมนูญในปมที่เป็นปัญหา รวมถึงการนิรโทษกรรม ทุกพรรคเห็นตรงกันในหลักการว่า ควรคืนสิทธิทางการเมืองทุกคน

พร้อมรายงานเบื้องหลังระบุ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ได้เดินสายประสานแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค

โดยทุกฝ่ายเห็นด้วยกับหลักการนิรโทษกรรม แต่จะให้ บุคคลที่เป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสีย เช่น ป๋าเหนาะ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เป็นผู้เสนอ

ผนึกพลังผู้ร่วมชะตากรรม

ที่แน่ๆตามเงื่อนไขความจำเป็นอย่างที่เห็นๆกัน

"บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา บอสใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ในวัยที่ก้าวล่วงใกล้ 80 ปี ที่จำเป็นต้องจัดทำพินัยกรรมให้ลูกๆ ปลดปล่อยทายาททั้ง "หนูนา" น.ส.กัญจนา และ "ลูกท็อป" นายวราวุธ ศิลปอาชา ออกจากโทษดองเค็ม

ประกันความมั่นใจในการรั้งอาณาจักรที่มั่นจังหวัดสุพรรณบุรี

ในอารมณ์ใกล้เคียงกับนายสมศักดิ์ กับ "เจ๊เป้า" นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน แห่งค่ายภูมิใจไทย ที่ติดโทษแบนทั้งสองผัวเมีย ในขณะที่ลูกชายกับลูกสาวยังอ่อนพรรษา

หมดตัวเล่นสำรองรักษาฐานกรุงเก่าจังหวัดสุโขทัย

ไฟต์บังคับ ยังไงก็ต้องดิ้นหนีคุกการเมืองให้ได้.

"ทีมข่าวการเมือง" รายงาน