WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 5, 2009

ภาษาของอำนาจ กับความหมายหลายระดับในกรณีลอบสังหารสนธิ

ที่มา ประชาไท

วาด รวี

เผยแพร่ครั้งแรกใน onopen.com, 4 พ.ค. 52

ภาษาของอำนาจไม่จำเป็นต้องผ่านคำพูด ในวัฒนธรรมของอำนาจและการใช้ความรุนแรงระดับบุคคล การกระทำ คือการพูดที่ชัดเจนโดยมิต้องกล่าวขยายความ และในบทสนทนาต่อรองทางการเมือง การพูดผ่าน ปฏิบัติการ ก็เป็นการสื่อสาร ทั้งในกรณีที่ไม่สามารถยกหูพูดกันตรง ๆ และในกรณีที่ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกต่อไป

มีฉากหนึ่งในนิยายเรื่องสนิมสร้อยของ รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งผมพอจะเล่าจากความทรงจำได้โดยเข้าใจว่าจะผิดเพี้ยนในรายละเอียด ในบ้านซึ่งถูกจัดไว้เป็นสถานบริการทางเพศแห่งหนึ่ง ระหว่างที่ตัวเอกกำลังเพลิดเพลินกับการดื่มอยู่ เสียงเอะอะก็ดังขึ้นจากโต๊ะของนักเลงต่างถิ่น เมื่อหนุ่มคุมซ่องเข้าไปพยายามไกล่เกลี่ย หนึ่งในชายกลุ่มนั้นก็เปิดชายเสื้อให้ดูด้ามปืนที่เหน็บไว้กับสะเอว ระหว่างที่แมงดาหนุ่มกำลังถูกคุกคามและตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ตัวเอกก็เข้ามาสอดแทรก แน่นอนว่าตัวเอกมีเพียงคนเดียวและปราศจากอาวุธ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมีหลายคนพร้อมอาวุธ วิธีคลี่คลายสถานการณ์ของตัวเอกก็คือ บอกให้หนุ่มคุมซ่องซึ่งสนิทกันผู้นั้นไปหยิบเหล้ามาสองขวด ตัวเอกนั่งลงต่อหน้าคู่กรณี เมื่อเหล้าสองขวดวางลงตรงหน้าแล้วเขาจึงยกขวดหนึ่งขึ้นกระดกดื่มอย่างต่อเนื่อง จนหมดเหล้าหยาดสุดท้าย เขาวางขวดเปล่าลงตรงหน้า และส่งเหล้าอีกขวดให้กับคู่กรณีพร้อมสายตาท้าทาย กลุ่มชายฝ่ายตรงข้ามต่างพากันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ตัวหัวโจกลังเลที่จะหยิบขวดเหล้าตรงหน้า สุดท้ายชายกลุ่มนั้นก็พากันถอยออกไปจากบ้านหลังนั้น (หลังจากชายกลุ่มนั้นจากไปแล้ว ตัวเอกก็เฉลยกับหนุ่มคุมซ่องว่า ด้วยอารามรีบร้อนพ่อหนุ่มคงจะหยิบขวดผิด เพราะสิ่งที่เขาดื่มไปจนหมดเมื่อครู่นั้นเป็นน้ำชาหาใช่เหล้า โชคดีจริง! ถ้าเป็นเหล้าจริงกูอาจตายไปแล้ว HA HA!)

ผมอ่านนิยายเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังจดจำเค้าโครงของเรื่องราวในฉากนี้ได้ เชื่อว่าคนอ่านหลายคน รวมถึงตัวผมเองก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า หากเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นในชีวิตจริงแล้วมีใครอุตริไปทำอย่างตัวเอก ผลลัพธ์จะเป็นเช่นเดียวกับในนิยายนี้จริง ๆ หรือ

ในสมัยปัจจุบันนี้ คงเป็นการยากที่จะเชื่อว่าเรื่องจะลงเอยเหมือนในนิยาย แต่ในสมัยหนึ่งของอดีต ก็คงเป็นการไม่ยากนักที่จะเชื่อว่าเรื่องนี้เคยเป็นเรื่องจริงมาก่อน

ฉากจบของการ ดวล กันในลักษณะนี้จะเหมือนเดิมหรือไม่ในปัจจุบันอาจเป็นเรื่องที่เราต้องทิ้งไว้ก่อน แต่สิ่งหนึ่งซึ่งสะท้อนจากนิยายฉากนี้ก็คือความรุนแรงสามารถเปลี่ยนระดับได้ระหว่างการต่อรองด้วยชั้นเชิงทางอำนาจ (เหล้า/ปืน) และในการสนทนาผ่านอำนาจและการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน ย่อมจะมีสิ่งที่เป็นเสมือนไวยากรณ์อยู่เสมอ (และไวยากรณ์นี้ย่อมจะเป็นที่เข้าใจกันสำหรับผู้อยู่ในบทสนทนา)

การสื่อความง่าย ๆ อย่างการหยิบปืนลูกซองขึ้นมาขัดของตาเฒ่าเมื่อมีหนุ่มต่างบ้านเข้ามาก้อร่อก้อติกกับลูกสาวถึงชานเรือนกลายเป็นเรื่องเล่าคลาสสิกที่ทุกคนเข้าใจความหมายกันเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับการแสดงออกทางการเมืองในสถานการณ์ที่รัฐบาลประกาศว่า ฉุกเฉินร้ายแรง โดย นายกรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (หรือตัวแทน) และ ผบ.เหล่าทัพ (ครบทุกทัพ) มาออกทีวีให้เห็นหน้าค่าตาโดยพร้อมเพรียงเพื่อให้รู้กันว่าอยู่ครบทุกท่าน ก็สื่อความหมายที่ทุกคน (รวมถึงฝ่ายตรงข้าม) เข้าใจได้เป็นอย่างดี

ในระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมาได้เกิดขบวนการแฉผ่านวิดีโอลิงก์ขึ้น แม้ว่าผู้ที่ถูกพาดพิงในขบวนการแฉนี้จะออกมาปฏิเสธ หากแต่ก็เป็นการปฏิเสธเพียงครึ่งเดียว (เพราะมีคลิปเป็นหลักฐานมัดอยู่) ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาเรื่อง ใครจะเป็นนายกหลังรัฐประหาร หรือ จะทำให้ทักษิณหายไปได้ยังไง จะพิสูจน์ว่าใครทำอะไรจริงหรือไม่อย่างไรไม่ได้ แต่ก็สามารถยืนยันได้ว่า การสนทนาในที่ลับ นี้ ไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการของนักหนังสือพิมพ์หรือนักวิเคราะห์การเมือง หากแต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงอย่างแน่นอน (ส่วนในการสนทนานั้นจะไม่ได้พูดอย่างนั้นหรือเป็นเพียงการพูดเล่นหรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปในข้อนี้)

การชุมนุมประท้วง, การเข้ายึดปิดสถานที่สำคัญ, การยื่นข้อเสนอต่อกัน หรือการแสดงความเห็นผ่านสื่อ ทั้งหมดนั้นเปรียบได้กับ ไดอะล็อกของการต่อสู้ทางอำนาจและการใช้ความรุนแรง ที่ปรากฏให้คนอื่นเห็น ซึ่งแน่นอนว่ายังมีการสนทนาในอีกพื้นที่อันเป็นส่วนหนึ่งของไดอะล็อกเดียวกันนี้ ซึ่งไม่ปรากฏให้ใครเห็น หรือถึงแม้ปรากฏก็มีเพียงผู้ที่อยู่ในบทสนทนาเท่านั้นที่จะเข้าใจได้

ดังนั้น การเข้าใจความหมายของข้อความแต่ละวรรคที่ถูกพูดผ่านปฏิบัติการทางการเมืองต่าง ๆ มากมาย ทั้งบนดินและใต้ดิน ย่อมไม่สามารถพิจารณาความหมายเฉพาะปฏิบัติการนั้น ๆ หากแต่จำเป็นจะต้องเข้าใจไดอะล็อกทั้งหมดของการสนทนาซึ่งต่อเนื่องกันมา ทั้งในส่วนของบทสนทนาที่ปรากฏ และบทสนทนาที่ไม่ปรากฏ (แต่อาจจะถูกแฉ)

กรณีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุลในระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลที่ผ่านมานั้น หากพยายามเข้าใจกรณีนี้ด้วยการมองแต่เพียงปมเหตุหรือแรงจูงใจในการสังหาร ก็เท่ากับมองเหตุการณ์นี้เป็นเพียงกรณีอาชญากรรมเหมือนดังวินิจฉัย (หรือการพยายามชักจูง) ของท่าน ผบ.ทบ. แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือกรณีนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ไดอะล็อก ในเรื่องอำนาจและการใช้ความรุนแรงที่ผ่านมาตลอดตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ปมเหตุหรือแรงจูงใจในการสังหารอาจไม่สำคัญเท่ากับ คำพูด ที่ถูกพูดโดย ปฏิบัติการ นี้ เพราะไม่ว่าการสังหารจะสำเร็จหรือไม่ ตัว ปฏิบัติการ ยังคงส่งความหมายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งความหมายที่เป็นการเฉพาะต่อใครคนใดคนหนึ่ง และความหมายที่อาจจะถูกตีความโดยสาธารณะ

ระดับแรก ความหมายสำหรับผู้ที่อยู่ในบทสนทนา ส่วนหนึ่งย่อมมีแต่ผู้ที่ร่วมสนทนาเท่านั้นที่จะเข้าใจ แต่อีกส่วนหนึ่งคนนอกวงสนทนาก็อาจจะสามารถตีความได้ ประการแรก ความหมายของการลอบสังหารครั้งนี้สื่อความชัดเจนกับ ผู้นำของฝ่ายการเมืองบนท้องถนน ทุกฝ่าย ไม่เลือกว่าเหลืองหรือแดง (หรือแม้แต่น้ำเงิน) ว่าชีวิตของพวกท่านนั้น ไม่มีหลักประกันในเรื่องความปลอดภัย ประการต่อมา หากการกระดกดื่มเหล้าหมดทีเดียวทั้งขวดนั้น เป็นการแสดงความ แข็ง กว่า หรืออวด เบอร์กระดูก ว่าใหญ่กว่า การระดมอาวุธสงครามนานาชนิดอย่างไม่เหนียมอายของการลอบสังหารครั้งนี้ ก็อาจจะเป็นการแสดงความแข็ง หรือเบอร์กระดูกได้เช่นกัน หรืออาจจะมีความหมายอื่นใดซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการตีความที่ยกขึ้นเป็นตัวอย่าง ก็ขึ้นอยู่กับการเปิดโอกาสของไวยากรณ์ที่ผ่านมา

ระดับที่สอง ความหมายสำหรับผู้ที่อยู่นอกบทสนทนา หรืออันที่จริง คือความหมายสำหรับคนไทยทั่วไปทุกคน โดยเฉพาะคนที่ต้องการความสงบสุข ตามที่มีผู้วิเคราะห์วิจารณ์ไว้แล้วจำนวนไม่น้อย ซึ่งผมเองก็เห็นเป็นความจริงว่า การลอบสังหารครั้งนี้คือการยกระดับความเข้มข้นของการละเมิดกติกาในการอยู่ร่วมกัน หากเกมที่ผ่านมาคือเกม เธอทำได้ ฉันก็ทำได้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การ ล้ำเส้น ของคนเสื้อเหลือง โดยเฉพาะการเข้ายึดปิดสนามบินสุวรรณภูมิ (แม้ว่าก่อนหน้านั้นคนเสื้อเหลืองจะชุมนุมประท้วงมาอย่างต่อเนื่องและเข้ายึดปิดสถานที่สำคัญอย่างทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบของการปะทะกันระหว่างฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกับฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อเข้ายึดปิดสนามบินสุวรรณภูมิ การล้ำเส้นจึงเกิดขึ้นชัดเจน และการล้ำเส้นที่ว่าก็คือ กรอบของความขัดแย้งที่จำกัดฝักฝ่ายนั้น ได้ถูกพังลงไปแล้วตั้งแต่คราวนั้น)

ดังนั้น แม้ว่าระหว่างดูทีวีเราจะหงุดหงิดกับการตอบคำถามแบบพาซื่อของคนเสื้อแดงในท่วงทำนองเลียนแบบคำตอบของคนเสื้อเหลือง เพื่อที่จะแสดงเกม เธอทำได้ ฉันก็ทำได้ ออกมา แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเส้น (ในข้อนี้) ได้ขาดไปแล้ว และผู้ที่พังกติกา ก็คือผู้ที่คุมกติกาเอง เป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างยิ่งในการกอบกู้กติกาที่ตนเองได้พังลงไปกับมือ ในเมื่อผู้ที่ละเมิดนั้นไม่ถือว่ากติกาข้อนี้ยังมีอยู่ (และฉันก็ไม่ได้เป็นคนพังด้วย)

การพร่ำพูดว่าขอให้เห็นแก่ส่วนรวม หรือเห็นแก่ประเทศนั้น จึงกลายเป็นคำพร่ำพูดของคนที่หลับตาข้างหนึ่งให้กับการละเมิดกฎ และในเมื่ออีกฝ่ายพร้อมที่จะแตกหัก ก็ไม่มีกฎใด ๆ หรือแม้แต่หลักศีลธรรมเกี่ยวกับความชอบธรรมจะมากดเอาไว้ได้ เพราะในเมื่อคนไม่ตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎ กฎก็ไร้ความหมาย ทำนองเดียวกันเมื่อคนไม่เคารพในผู้ปกครอง หรือกระทั่งไม่ต้องการให้ปกครองแล้ว รัฐจะดื้อดึงปกครองได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการสนทนาที่ผ่านมาทั้งหมดจะเห็นว่าไดอะล็อกนี้มีการใช้อำนาจและความรุนแรงในลักษณะต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่ปรากฏ การลอบสังหารด้วยอาวุธสงคราม ขึ้นเป็นไวยากรณ์อย่างชัดเจน จนกระทั่งเกิดกรณีการลอบสังหารสนธิ ลิ้มทองกุล

โดยไม่ต้องเข้าถึงไดอะล็อกทั้งหมดก็สามารถมองเห็นได้ว่า การลอบสังหารด้วยอาวุธสงครามในครั้งนี้ส่งสารที่ชัดเจนอย่างน้อยสองประการ หนึ่ง ไดอะล็อกในที่ลับนั้นบัดนี้ถูกพูดผ่าน ปฏิบัติการ (ที่ไม่ปรารถนาจะพูดกันอีกต่อไป) แล้ว สอง ปฏิบัติการนั้น คือการละเมิดกฎข้อต่อมา หรือการล้ำเส้นครั้งที่สองนั่นเอง

หากสังคมไม่สามารถควบคุมการล้ำเส้นครั้งที่สองนี้ได้ ไวยากรณ์ เธอฆ่าได้ ฉันก็ฆ่าได้ ย่อมจะเริ่มต้นขึ้นไปพร้อมกับยกระดับความรุนแรง ในเมื่อวันนี้มีข่าวลอบสังหารสนธิ จะแปลกอะไรถ้าพรุ่งนี้มีข่าวลอบสังหารทักษิณ และจะแปลกอะไรถ้าจะมีข่าวลอบสังหารนายก หรือคนต่อไป และต่อไป เมื่อชนวนของการฆ่ากันถูกจุดขึ้น ฝักฝ่ายจะไม่ได้มีเพียงสอง แต่อาจจะมีสาม สี่ ห้า หรือต่อ ๆ ไป ไม่ว่าจะเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เสื้อดำ เสื้อเขียว1 เสื้อเขียว2 เสื้อกากี1 เสื้อกากี2 ฯลฯ สถานการณ์อันโกลาหล (ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่) จะเกิดขึ้น ใครก็อาจฆ่าใครได้ เพราะทุกฝ่ายมีความเป็นไปได้ที่จะหันมาเป็นศัตรูกันอยู่ตลอดเวลา ส่วนปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจะเข้มมากเข้มน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับ เบอร์กระดูก ของแต่ละคน เมื่อเวลานั้นมาถึง เฉกเช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้าที่ถูกยึดเป็นสนามรบของเด็กช่างกลต่างโรงเรียน ไดอะล็อกของความรุนแรงซึ่งครอบคลุมทั้งประเทศก็จะไม่เปิดโอกาสให้การเป็นคนนอกบทสนทนาดำรงอยู่อีกต่อไป

คนที่ไม่อยากร่วม ก็จำเป็นต้องอยู่ร่วม โดยอาจจะทำได้เพียงหลับตาข้างที่เหลืออยู่

โสภณ พรโชคชัย: คิดจากข่าวตั้งคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัย

ที่มา ประชาไท

โสภณ พรโชคชัย

ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (sopon@thaiappraisal.org)

ผมได้อ่านข่าวพบว่ารัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติแล้ว ผมจึงเขียนมาแสดงความเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ต่อทางรัฐบาลและประเทศชาติโดยรวม

รายชื่อคณะกรรมการประกอบบุคคลและตำแหน่งต่อไปนี้คือมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมายเป็นประธาน รมต.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (พม.) เป็นรองประธาน มีปลัดกระทรวง 4 กระทรวงคือ กระทรวงการคลัง กระทรวง พม. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าส่วนราชการ 5 แห่งคือ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ การเคหะแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ นอกนั้นเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 ท่าน โดยมีรองปลัดกระทรวงการ พม. เป็นกรรมการและเลขานุการ รวมทั้งชุดมี 21 ท่าน

สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิได้แก่ ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ซึ่งรองประธานกรรมการคนที่สองด้วย รวมทั้ง นายไกร ตั้งสง่า นายชัยณรงค์ มณเฑียรวิเชียรฉาย นายปรีดิ์ บุรณศิริ ศาสตราจารย์พิเศษประสิทธิ์ โฆวิไลกูล นายพรศักดิ์ บุณโยดม นายพิจิตต รัตตกุล นายสมชัย ฤชุพันธุ์ และนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้มีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ และในวงการที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์

ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีการตั้งสภาที่อยู่อาศัยเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2548 แต่แล้วก็เงียบหายไป ไม่ได้มีผลงานอะไรออกมาเลย ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเราก็เคยมีคณะอนุกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัย ซึ่งขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ในภายหลังก็ยุบเลิกไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน

ผมเชื่อมั่นในตัวกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่อ้างถึงข้างต้นเพราะล้วนแต่ เป็นผู้ที่ผมเองก็เคารพนับถือ อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตวิจารณ์ที่มาของกรรมการ ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่ในการตั้งคณะกรรมการทั้งหลาย รัฐบาลย่อมตั้งผู้ที่มีความรู้ความสามารถและที่ทางรัฐบาลรู้จักมาช่วยงานอยู่แล้ว แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผมเห็นว่า ในยามที่เราต้องการความร่วมมือและการระดมสมองจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจึงควรมาจากผู้แทนของสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องโดยตรง

อย่างในฝ่ายผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินนั้น ผมไม่พบว่ามีผู้แทนของกลุ่มนี้เป็นกรรมการด้วย ทั้งที่ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ การนี้อาจทำให้เข้าใจผิดไปว่ารัฐบาล ตั้งป้อมไม่เอาฝ่ายผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน ซึ่งผมเชื่อว่าการนี้รัฐบาลคงไม่ได้มีความคิดดังกล่าว

ในความเป็นจริง มีสมาคมผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินเฉพาะในเขตนครหลวงถึง 3 สมาคม นอกจากนั้นยังมีสมาคมและชมรมในจังหวัดภูมิภาค รวมกันก็คงเกือบ 10 องค์กร นักวิชาชีพด้านสถาปนิก วิศวกร ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน ผู้บริหารทรัพย์สิน นายหน้า ก็ควรมีโอกาสไปเป็นกรรมการด้วย เพื่อที่รัฐบาลจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในภาวะที่ประเทศชาติต้องการ ความสมานฉันท์เช่นนี้

และสำหรับในรายละเอียดแล้ว ยังสมควรใส่ใจต่อการเป็นผู้แทนของกลุ่มที่ชัดเจน เช่น แม้ว่าในประเทศไทย จะมีสมาคมผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินหลายแห่ง แต่สมาชิกของสมาคมก็มีจำนวนไม่มากนัก ผู้ประกอบการที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมยังมีอีกเป็นจำนวนมากหรือเป็นส่วน ใหญ่ของผู้ประกอบการ ผลการศึกษาของผมก็พบว่า ผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินในกรุงเทพมหานครมีไม่ต่ำกว่า 600 ราย หากนับรวมต่างจังหวัดด้วย ก็คงมีไม่ต่ำกว่า 1,500 ราย ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการผู้แทนของฝ่ายนักพัฒนาที่ดิน ก็ควรจัดประชุมผู้ประกอบการทั่วประเทศ และให้มีการคัดเลือกกันเองโดยตรงไปเลย ในวงการอื่น ๆ ก็เช่นกัน รัฐบาลสามารถจัดประชุมและให้มีการคัดเลือก ลงคะแนนกันในวันเดียวเลย

การดำเนินการเช่นนี้ ไม่ใช่การคัดเลือกกันเองแบบสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่เป็นการคัดเลือกโดยตรงจากแต่ละสาขาธุรกิจหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องจะทำให้เกิดบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศชาติต่อไป และทำให้นโยบายและความปรารถนาดีของรัฐบาลสามารถปรากฏเป็นจริงได้ในที่สุด

เอาไว้กรรมการชุดนี้หมดอายุแล้ว ค่อยดำเนินการก็ได้ครับ ไม่ต้องรีบร้อน!

การสร้างแบรนด์ของ สุรชัย แซ่ด่าน ....สงสัยว่าทำเพื่ออะไร?

ที่มา ประชาไท

วิภา ดาวมณี

วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

csi_edu@yahoo.com

ขณะที่อุดมการณ์ฝ่ายซ้าย ที่ยืนเคียงข้างคนจน ปัจจุบันก็ถูกทำให้เป็นสินค้า นี่คือบางทัศนะที่น่าสนใจต่อประเด็นนี้

กระแสค้าเสรีอุดมการณ์เช่นนี้กำลังสยายปีกไปทั่วโลกแม้สังคมไทยก็ไม่เว้น การค้าขายยี่ห้อหรือโลโก้ในระบบการค้าเสรีทำกำไรมหาศาล ดูอย่างสินค้าชุดชั้นในไทรอัมพ์ที่คนงานต้องตรากตรำทำการผลิต เมื่อคำนวณที่มาของป้ายราคาจะเป็นต้นทุนค่าโลโก้ถึง 60-70% ขณะที่เป็นค่าแรงไม่ถึง 5% ที่เหลือเป็นค่าขนส่ง ค่าการจัดการ และค่าการตลาด การค้าขายโลโก้ของฝ่ายซ้ายที่เราเห็นๆ ก็ได้แก่ รูปภาพ เช กูวารา มาร์คซ์ เลนิน และท่านประธานเหมา โลโก้เหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นเสื้อผ้า หมวก ถ้วย แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว กระทั่งรองเท้า

เครื่องมือทางการตลาดที่ไม่เคยตกยุค ???

ขณะที่วงการเอเจนซี่พยายามเสนอกลยุทธการสร้างแบรนด์เนม ให้กับลูกค้า เนื่องจากโลกพัฒนามาถึงจุดที่สินค้า หรือบริการต่างๆสามารถพัฒนาให้มีคุณภาพทัดเทียมกัน การดึงดูดผู้บริโภคจึงกลายเป็นเรื่องของการสร้าง value added ในรูปแบบต่างๆ ความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ ภายใต้ชื่อ หรือยี่ห้อ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า LOGO

ดูจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มพั้งค์ในอังกฤษระหว่างทศวรรษปี 1970 กลุ่มนี้มีต้นกำเนิดมาจากวัยรุ่นที่ต้องการต่อต้านสังคม ต่อต้านระบบและจารีตประเพณี โดยเขาจะไว้ผมเผ้า รุงรัง หลากสี หลายทรง ใส่เสื้อผ้าสีสันแปลกตาจากการนำเศษวัสดุต่างๆมาประดับประดาแทนที่เครื่องประดับหรูหรา พวกนี้เกลียดนักการเมือง ชิงชังความเจริญของทุนนิยมที่เหินห่างจากความทุกข์ของคนจน โดยสร้างพฤติกรรมที่แตกต่างออกไป พวกเขาถามหาคุณค่าของชีวิตสามัญชน คนเล็กๆ ซึ่งสังคมมักจะเรียกว่า "พวกแหกคอก" แต่พ่อค้าหัวใสก็กลับนำเอารูปแบบการแสดงออกของพวกพั้งค์ไปผลิตซ้ำทำเป็นสินค้า มีการใส่ดนตรีและนำดารา ผู้มีชื่อเสียงมาสวมใส่ผลิตภัณฑ์แหกคอกเหล่านี้ เช่นเดียวกับการโปรโมทยี่ห้อโคคาโคล่า ไนกี้ และแรงเลอร์ ที่ให้ดาราฟุตบอลค่าตัวแพงระยับ ทั้งกิน ดื่ม สวมใส่ และใช้มัน ทำให้กลายเป็นอุปกรณ์ประกอบแฟชั่น เป็นกระแสสำคัญในหมู่แฟนๆ วัยรุ่น

บริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่ใช้ระบบทุนอันทรงประสิทธิภาพ ทำให้ร้านค้าเล็กๆ ต้องว่าจ้างคนวัยหนุ่มสาวมาสวมใส่ชุดพั้งค์เพื่อทำให้พวกเขาดูเหมือนตัวจริง และสร้างความน่าเชื่อถือในตัวสินค้า เช่นเดียวกับการเห่อ กางเกงยีนส์จาก สหภาพโซเวียต หรือเสื้อยืดที่มีตราค้อนและเคียว โดยไม่ต้องสนใจอุดมการณ์ของลัทธิคอมมิวนิสต์ ใส่หมวกเช (Che) โดยไม่รู้ว่าชายหน้าเข้มคนนี้คือใคร เกิดเป็นวัฒนธรรมสวมใส่โลโก้

ซึ่งอดีตนักต่อสู้และฝ่ายซ้ายของไทยที่กำลังผันตัวเป็นนายทุนไม่ใหญ่ไม่น้อยก็ใช้การตลาดแนวนี้มาเปิดร้าน ทำกันเป็นธุรกิจทั้งขายตรง เปิดบู้ธ และปักหลักกลางตลาดจัตุจักร มีทั้งเสื้อผ้า ชุดทหารป่า เปลผ้าร่ม และตราสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย รูปปั้นเลนิน ภาพวาดสีน้ำมันของเหมาเจ๋อตง โดยผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องมีอุดมการณ์ มาร์คซิสต์ หรือเคยอ่านสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตงมาก่อน

ในวงการการเมือง พรรคบางพรรคสามารถสร้างแบรนด์ผ่านผู้นำพรรค จนแบรนด์หรือโลโก้นี้ไปแปะไว้บนผลิตภัณฑ์ใด ก็ได้รับการไว้วางใจ เช่น กรณีการเลือกตั้งทุกครั้งในระยะ 5-10 ปีมานี้ ทั้งๆที่พรรคนายทุนทุกพรรคมีแนวนโยบายไม่แตกต่างกัน บนจุดยืนผลประโยชน์ที่เหมือนกัน จึงเป็นการท้าทายที่พรรคคู่แข่ง หรือพรรครองลงมาที่จะพยายามออกแบบหีบห่อ แพคเกจจิ้งใหม่ๆ ขณะที่ไม่ได้พัฒนาตัวโปรดักท์ หรือผลิตภัณฑ์ หรือไม่สามารถเอาสมาชิกที่มีคุณภาพของตนมาเป็นจุดขายได้

ขณะที่โลกเข้าใจว่าแนวสังคมนิยมสิ้นสุดลง อุดมการณ์จึงถูกแปรสภาพ โดยการสร้างตราสัญลักษณ์ฝ่ายซ้ายเพื่อการค้าขายเอากำไร ตลาดเสรี ทำหน้าที่แสวงหากำไรรูปแบบใหม่ๆ บนอุดมการณ์ ด้วยการผลิตสินค้าตราสัญลักษณ์ของฝ่ายซ้าย และ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป้อนสู่ตลาด สร้างสถานะผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่ได้เป็นกอบเป็นกำ ขณะที่ลดคุณค่าและความหมายของกระบวนการเคลื่อนไหว แนวคิด อุดมการณ์ การต่อสู้ปฏิวัติ ให้เป็นสินค้าแฟชั่น " ไม่ต้องการความเข้าใจ เพียงแต่สวมใส่หรือพกพาก็เพียงพอ" กลายเป็นนวัตกรรมผลิตซ้ำ หลังการพังทลายกำแพงเบอร์ลิน และการล่มสลายของแนวสตาลิน

เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจแฟชั่น และพวกนักชุมนุม เดินขบวน ทั้ง เสื้อเหลือง เสื้อแดง ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ภายนอก ต่างหันมาชื่นชมบริโภคสินค้าเหล่านื้ โดยที่พวกเขาไม่ต้องออกแรงต่อสู้เพื่อเสรีภาพ สันติภาพ สิ่งแวดล้อม หรือสู้เพื่อยืนหยัดอุดมการณ์สังคมนิยมอีกต่อไป เขาสามารถสร้างภาพให้เหมือนนักปฏิวัติได้ เพียงแต่แลกมาได้ด้วยกำลังซื้อ

คนรุ่นเก่า และ เก๋า อย่างสุรชัย แซ่ด่านนึกอะไรอยู่ จึงต้องปกป้องตนเองด้วยเครื่องแบบทหารกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ไปมอบตัว (กรณีพัทยา) หรือจะพยายาม Rebranding ฟื้นคืนอุดมการณ์สังคมนิยม ให้ชนชั้นปกครองตื่นเต้น ให้สื่อตื่นตูมกันไป .......หรือ คิดว่า การสวมเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อน้ำเงิน เสื้อขาว เสื้อดำ ฯลฯ จะยิ่งทำให้ผู้คนความสับสนในความหมาย เพราะอุดมการณ์เดี๋ยวนี้ซื้อขายกันง่าย ยิ่งในหมู่ชนชั้นนำ และผู้ที่คอยแต่จะนำ ก็เลยเดินหน้าหาโลโก้ที่คลาสสิคกว่า ให้พอสะใจ!

“หยุดหลอกลวงประเทศไทย” เสียที

ที่มา ประชาไท

สมสุริยะ ทองสุกใส

และแล้ว….พวกเขาก็ออกมาแสดงตนหลอกลวงชาวโลกอีกครั้งว่า หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดสร้างความรุนแรง

นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่พวกเขาห่วงใยประเทศไทย น่าสรรเสริญยิ่งนัก

คำประกาศปฏิญญาส่วนหนึ่งของพวกเขา

เหมือนเรียกร้องให้เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม ไม่มีสองมาตรฐาน

เหมือนเรียกร้องให้สื่อไม่เลือกข้าง และอื่นๆ

คำถามและข้อสงสัยต่อพวกเขาก็คือว่า…..

พวกเขาต่างหากมิใช่หรือ? ที่เป็นบ่อเกิดเป็นส่วนหนึ่งในการทำร้ายประเทศไทยและสร้างความรุนแรง?

ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาเคยประกาศปฏิญญาความผิดพลาด เคยมีปฏิญญาขอโทษต่อประชาชนกันบ้างไหม ?

…………….

ลองสำรวจนำข้อมูลข่าวสารเก่าๆที่ผ่านมาในรอบสองสามปีที่ผ่านมา มาวิเคราะห์กันดูซิว่าใครเป็นใคร ใน 21 องค์กรที่เคลื่อนไหวครั้งนี้ ใครเคยพูดเคยแสดงบทบาทไว้อย่างไรบ้าง

แล้วจะมีข้อสรุปเหมือนกันว่า

พวกเขาไม่ได้เป็นกลางทางการเมืองหรอกจะบอกให้

พวกเขาล้วนเคยแสดงบทบาททางใดทางหนึ่งสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีส่วนร่วมร่างสนับสนุนรัฐธรรมนูญ50 ที่ผ่านมา

แสดงตนทั้งโดยตรง โดยอ้อม ทั้งโฉ่งฉ่าง แยบเนียน ทั้งเปิดตัว ปิดบัง ฯลฯ

พวกเขาบางส่วนบางคนแสดงบทเป็น นักสื่อมวลชน นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน นักการเมือง นักพัฒนาองค์กรเอกชน ฯลฯ แต่เนื้อแท้แล้วพวกเขาเป็นพวกอำมาตย์ หรือสนับสนุนอำมาตย์เท่านั้นเอง

……….

ว่าด้วยการทำร้ายประเทศไทย

พวกเขาไม่เคยประณามการทำร้ายประเทศไทย โดยการทำลายหลักการประชาธิปไตยพื้นฐานหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง แต่พวกเขามักเพรียกหาการมีส่วนร่วม

พวกเขามักบอกว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วม แต่ถ้าการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่เหมือนพวกเขา พวกเขาก็จะบอกว่าประชาชนโง่ ถูกซื้อ ถูกหลอก และอีกสารพัด

พวกเขาไม่เคยประณามการทำร้ายประเทศไทยของพันธมิตรในการยึดสนามบินการก่อการร้ายข้ามชาติที่สูญเสียเศรษฐกิจนับแสนล้านบาท

พวกเขาไม่เคยประณามการทำร้ายประเทศไทยโดยการรัฐประหาร ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหนีกระเจิง บางส่วนพวกเขาออกแถลงการณ์สนับสนุนการรัฐประหารด้วยซ้ำ

ฯลฯ

ว่าด้วยความรุนแรง

การรัฐประหาร 19 กันยายน 49 ที่ผ่านมานับเป็นความรุนแรงที่สุดในความขัดแย้งในสังคมห้วงภาวะปัจจุบันนี้

พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งทั้งก่อนและหลังรัฐประหารที่แสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนความรุนแรงผ่านการรัฐประหารทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

เหตุการณ์วันที่ 13-14 เมษายน 52 ที่ผ่านมา พวกเขาออกแถลงการณ์ต่อสังคม หรือพวกเขาแสดงความคิดเห็นต่อทีวีสาธารณะ และสรุปโดยทันทีฉับพลันว่า ว่า คนเสื้อแดงสร้างความรุนแรง ทหารจัดการอย่างละมุนละม่อมถูกหลักวิธีการ โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องสืบหาค้นข้อเท็จจริงว่าใดๆเลย

ถึงปัจจุบัน พวกเขาก็ยังเย็นชาต่อการหาความจริงว่า มีกี่ศพกี่ชีวิต จากเหตุการณ์ครั้งนั้น

พวกเขามีธงในใจแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้เป็นกลาง

แล้วพวกเขามาแสดงบทโหยหาสันติภาพ หยุดความรุนแรง อย่างนั้นหรือ ?

………

ตราบเท่าที่พวกเขายังไม่มีปฏิญญาขอโทษต่อประชาชน ต่อประเทศไทย

ก็จง หยุดหลอกลวงประเทศไทย เสียที เพราะ เราไม่เชื่อคุณ

Monday, May 4, 2009

พท.แฉอวัยวะชี้เหตุตาย"พลทหาร"หาย จี้สอบ "แดงเชียงใหม่"ระดมปิดบัญชี ธ.กรุงเทพ แก้เผ็ดหนุน"พธม.-ป๋า"

ที่มา มติชนออนไลน์

พท.อ้างอีก"พลทหาร"ดับบ้าน มทภ.1 อวัยวะสำคัญชี้เหตุตายบางส่วนหายไปก่อนถึงรพ. เหมือนกล่องดำเครื่องบิน เตรียมผู้ให้ข้อมูลชี้แจงแทน บี้ กก.สอบเหตุชุมนุมตรวจสอบด้วย "แดงเชียงใหม่"ระดมปิดบัญชีแบงก์บัวหลวงตอบโต้หนุน"พธม.-ป๋าเปรม" โฆษกมาร์คจี้สอบที่มาเงินทุนสถานี"สีชมพู"ชี้เปิดได้หรือไม่ต้องดูข้อ กม. หวั่นทำสงครามสื่อ


แดงเชียงใหม่นัดปิดบัญชีแบงก์บัวหลวง


ความเคลื่อนไหวกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ที่โรงแรมแกรนด์วโรรส พาเลซ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) รุ่น 1 ประชุมกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจากหลายจังหวัดทั่วประเทศกว่า 30 คน เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนทางการเมือง

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ กล่าวว่า ในเวลา 09.00 - 10.00 น.วันที่ 4 พฤษภาคม กลุ่มเสื้อแดง จ.เชียงใหม่ จะระดมคนมุ่งหน้าสู่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อปิดบัญชีเงินฝากทั้งหมด เป็นการตอบโต้ธนาคาร


"เชียงใหม่จะเป็นจังหวัดแรกของประเทศที่ทำเช่นนี้ แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนเงินฝากได้ และเหตุผลที่ไม่พอใจธนาคารแห่งนี้ เพราะได้หนุนกลุ่มพันธมิตรเท่ากับหนุนระบอบเผด็จการ โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นที่ปรึกษา" นายเพชรวรรต กล่าว


รบ.เร่งแผน"รปภ.ผู้นำอาเซียน"


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนออกรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" กรณีผู้นำอาเซียนยื่นเงื่อนไข การจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับคู่เจรจา บวก 3 และ 6 ที่จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ ที่จ.ภูเก็ต ห้ามมีกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ใกล้สถานที่ประชุมในรัศมี 5 กิโลเมตร ว่า จะไปดู เ ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงกำลังทบทวนเรื่องมาตรการข้อกฎหมายทั้งหมด คิดว่าสัปดาห์หน้า จะมีความชัดเจน ต้องดูในรายละเอียดก่อน เพราะต้องดูข้อกฎหมายของว่าจะใช้มาตรการใดได้บ้าง


จากนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวในรายการถึงการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน บวก 3 และ 6 หลังจากประชุมที่พัทยาต้องล้มไปจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ว่าขณะนี้ได้ข้อยุติว่าจะจัดที่จังหวัดภูเก็ต ส่วนเวลากำลังจะประสานงานกับบรรดาผู้นำทั้งหลาย ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงได้ทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา แล้วนำมาสู่การปรับปรุง และจะมีการนำเสนอเรื่องนี้ให้กับบรรดาประเทศต่างๆได้ทราบ อยากจะให้ความมั่นใจกับประชาชนว่างานของรัฐบาลที่เคยพูดไว้ ว่าเป็นงานที่จะต้องทำต่อไป ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเรียกความเชื่อมั่น ยังเป็นงานที่ยังเดินหน้าอย่างเต็มที่

"ส่วนกรอบเวลาการประชุมใหม่นี้พบว่าเดือนพฤษภาคมนี้ทำไม่ได้ เพราะว่าผู้นำยังไม่สะดวกพร้อมกัน ก็ตั้งเป้าไว้เดือนมิถุนายน กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงานกับบรรดาผู้นำของประเทศต่างๆ ฝ่ายความมั่นคงและคนที่จะดูแลเรื่องของการรักษาความปลอดภัย ก็ทำ 2 อย่าง คือ 1. ไปสำรวจสถานที่แล้ว และ 2.จะมีการปรับปรุงมาตรการหรือรูปแบบวิธีการทำงาน นำเอาบทเรียนจากพัทยามาประกอบ และเมื่อได้ข้อยุติตรงนี้ จะสามารถที่จะอธิบายให้กับบรรดาประเทศต่างๆ ให้เกิดความเข้าใจและความมั่นใจต่อไป" นายกฯกล่าว


โฆษกมาร์คโต้"แม้ว"ตัวป่วน


ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ดูเนื้อหาแล้วเป็นเรื่องเดิมๆ แต่จำเป็นต้องชี้แจงเพราะกล่าวหาว่ารัฐบาลสร้างกระแสข่าวอย่างเป็นระบบเพื่อโจมตีและใส่ร้ายว่าพ.ต.ท.ทักษิณอยู่เบื้องหลังชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งที่ไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่เคยใส่ร้ายหรือสร้างข่าว แต่พฤติกรรมที่ผ่านมาของอดีตนายกฯทำให้สังคมและประชาชนรับรู้ได้เองทั้งคำพูดที่ว่าเสียงปืนแตกเมื่อไรจะกลับมานำผู้ชุมนุม หรือทหารใช้อาวุธเมื่อใดตนจะพาคนเข้ากรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นตัวตนของ พ.ต.ท.ทักษิณว่าไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็นตัวการตัวจริง


จี้สอบที่มาเงินทุนสถานี"สีชมพู"


นายเทพไทกล่าวถึงกรณีที่นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในฐานะผู้อำนวยการสถานีดีสเตชั่น ประกาศตั้งสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ คือนิวดีสเตชั่น และทีวีสีชมพู ว่า การจะเปิดทีวีสถานีโทรทัศน์กี่ช่องไม่สำคัญ แต่ขอให้ดูเงื่อนไขข้อกฎหมายว่าสามารถเปิดได้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นการทำสงครามสื่ออย่างเต็มรูปแบบ และเปิดแนวรบของคนเสื้อแดงอีกด้าน โดยให้แกนนำรุ่น 2 มาทำหน้าที่ทดแทน “สามกลมหนึ่งแบน” หรือ “สามเกลอหนึ่งเกย์” อยากให้มีการตรวจสอบเงินทุนที่จะนำมาเปิดสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่นี้ด้วย เพราะการเปิดสถานีโทรทัศน์พีทีวีที่ผ่านมา มีการเปิดเผยว่าขาดทุนไปกว่า 100 ล้านบาท ดังนั้นการขอเปิดสถานีโทรทัศน์ใหม่ 2 ช่องจึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังนายใหญ่ว่า ต้องการใช้เงินทุนมากกว่า 200 ล้านบาท


นายเทพไทกล่าวว่า ขอบคุณนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรคคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ที่ประกาศจะไม่เคลื่อนไหวมวลชนมาขัดขวางการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน วันที่ 7-8 พฤษภาคม ขอให้รักษาสัจจะด้วย ส่วนที่นายจตุพรระบุว่า ไข้หวัดใหญ่ไม่สำคัญเท่า “ไข้หวัดมาร์ค” ขอยืนยันว่า ไข้หวัดมาร์คไม่มี มีแต่ “ไข้หวัดแม้ว” ที่ขณะนี้แกนนำติดกันงอมแงม วิธีการแก้คืออยากให้ใช้ พาราเซตตามาร์คŽ ถึงจะหาย


พท.เตรียมยื่นปปช.สอบ"บุญจง"


ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบพบว่านายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จงใจยื่นบัญชีหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ตามมาตรา 263 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อครั้งเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 เนื่องจากยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนของบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคชัยรวมทวี 1990 ซึ่งเข้าข่ายยังเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจในการบริหาร เพราะได้มอบอำนาจให้ผู้ใกล้ชิด คือแม่บ้าน และคนขับรถเป็นคนบริหารแทน มีหลักฐานการจดทะเบียนผู้ถือหุ้นอย่างชัดเจน เป็นภาพถ่ายและซีดี ซึ่งจะโยงให้เห็นว่านายบุญจงได้ดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นนัการเมืองท้องถิ่นแล้ว


"ทั้งนี้ ผมและฝ่ายกฎหมายจะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบในวันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. หากป.ป.ช.รับเรื่องไว้พิจารณา ก็จะส่งผลกระทบถึงการดำเนินการต่างๆในโครงการที่นายบุญจงดูแลรับผิดชอบและลงนามอนุมัติด้วย"


ปูด"พลทหาร"อวัยวะที่เป็นกุญแจสำคัญหาย


นายพร้อมพงศ์ ในฐานะคณะทำงานติดตามตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของพลทหารอภินพ เครือสุข ทหารรับใช้ในบ้านแม่ทัพภาคที่ 1 ยังเปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่าศพของพลทหารอภินพอาจมีอวัยวะภายในบางส่วนหายไป ในขั้นตอนก่อนที่จะถึงโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งอวัยวะดังกล่าวเป็นตัวที่บ่งบอกได้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตนั้นเกิดจากอะไร เปรียบเหมือนกล่องดำของเครื่องบินที่บันทึกทุกอย่างก่อนที่เครื่องบินจะตก จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คณะแพทย์ไม่ให้ทีมงานของพรรคเข้าไปร่วมสังเกตุการณ์ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นอวัยวะส่วนใด โดยคณะทำงานของพรรคจะประสานผู้ที่ทราบข้อมูลมาชี้แจงต่อไป ขณะเดียวกันคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองก็อาจจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ด้วย


ลั่นขั้วที่3ปชต.คนชั้นล่าง-กลาง


หลังจากนั้น นายสุรชัย แกนนำ นปช.ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่าออกในนามของกลุ่มประชาธิปไตยก้าวหน้า และต้องการสื่อไปยังคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนตุลาที่ร่วมพัฒนาชาติไทยซึ่งวางปืนตามนโยบาย 66/23 ว่า พวกคุณลืมสิ่งเหล่านี้ไปแล้วหรือยัง และสองกลุ่มกองทัพและพล.อ.เปรม ในฐานะเจ้าของนโยบาย 66/23 โดยในขั้นสุดท้ายที่บอกว่าจะทำให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์เพื่อแลกกับการวางอาวุธนั้น เงื่อนไขตรงนี้กองทัพยังไม่ได้ทำ นี่ไม่ใช่การรื้อฟื้นพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอีก เพียงแต่ต้องการให้พล.อ.เปรม และกองทัพออกมารับผิดชอบกับเงื่อนไขดังกล่าว


"ปัจจุบันการเมืองไทยมีเพียง 2 ขั้ว คือ ขั้วอนุรักษ์นิยม ได้แก่ พรรคประชาธิปปัตย์ ส่วนขั้วทุนนิยมใหม่ ได้แก่ พรรคเพื่อไทย แต่ไม่มีขั้วที่ 3 ได้แก่ ขั้วประชาธิปไตยประชาชนที่เป็นตัวแทนชนชั้นกลางกับชนชั้นล่าง การที่ตนเข้าร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะมองว่าเป็นกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นล่างที่จะร่วมสนับสนุนให้ได้มาแนวทางการเมืองขั้วที่ 3 คือ สนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมให้เกิดขึ้น เป็นทางที่ถูกต้องของสังคมปัจจุบันที่จะเป็นระยะผ่านของการพัฒนาการทางสังคมและการเมืองไทยในการก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยก้าวหน้าและสังคมรัฐสวัสดิการที่มีต้นแบบคือ ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่ยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์Ž นายสุรชัยกล่าว

คำต่อคำ"สนธิ"เปิดใจแถลงข่าว ยันปักใจฝีมือ "ทหารแตกแถว" กลัวเสียอำนาจ โต้"วิระยา"ปฏิเสธก็ดี

ที่มา มติชนออนไลน์

"สนธิ" แถลงเปิดเบื้องหลังเหตุลอบฆ่า ยันเป็นฝีมือทหารบางกลุ่มที่ไม่ต้องการเสียอำนาจลงมือ ระบุขบวนการหวังส่งสัญญาณไปถึงชีวิต"อภิสิทธิ์" อัดฝ่ายความมั่นคงใส่เกียร์ว่างไม่ทำอะไรเลย ตอบโต้"วิระยา ชวกุล"ดีใจที่ออกมาปฏิเสธ แต่ถ้าโกหก จะส่งผลให้ทุรนทุรายจนนาทีสุดท้ายของชีวิต

คลิกอ่าน "สนธิ" เผยเบื้องหลังถูกสอบสังหาร ชี้"มาร์ค"ถูกตามฆ่า 2 ครั้งเพื่อเป็นมูลเหตุให้เกิดการปฏิวัติ

เมื่อเวลา 12.40 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดแถลงข่าวกรณีถูกลอบยิง เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ความว่า

"ท่านสื่อมวลชนที่เคารพ เมื่อวันศุกร์ (1 พ.ค.) เผอิญผมเป็นไข้ เพราะแผลบนศรีษะยังไม่หายดี เย็บไป 43 เข็ม ผลข้างเคียงบนสมองไม่มี เพราะเศษกระสุนไม่ได้เข้าไป วันนี้ผมจะมาพูดจาเรื่องราวทั้งหมด แบ่งเป็น 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การลอบสังหาร และมิติ นัยยะในการลอยบสังหาร 2.กลุ่มคนผู้ใดบ้างเป็นผู้กระทำ 3.จากนี้ไปผมจะทำอะไรต่อไป จุดยืนอยูที่ไหน และอาจจะแถมอันสุดท้ายว่า การเมืองเมืองไทยต่อจากนี้ไปเป็นอย่างไร จากนั้นขอตัวให้แกนนำทั้งหลายแถลงการประชุมวันนี้


การลอบสังหารผมเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2552 มีอยู่ 2 มิติ เป็นมิติที่สำคัญมากคือการลอบสังหารผมในฐานะเป็นสื่อมวลชน ที่ตื่นมาแล้วออกไปทำหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงตรง ตรงไปตรงมา รักษาผลประโยชน์โดยส่วนรวม และมิติที่ 2 คือการลอบสังหารเพราะผมเป็นหนึ่งในแกนนำมวลชนซึ่งเป็นภาคประชาชน ทั้งสองอย่างเป็นมิติที่อุกอาจ โหดเหี้ยม อำมหิต กระทำโดยคนมีอำนาจและมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติ


การทำร้ายของในฐานะสื่อเป็นกระบวนการคุกคามสื่อที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย เพราะลักษณะการลอบสังหารนั้นไม่ใช่แบบเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ลอบสังหารผู้สื่อข่าวต่างจังหวัด ที่มีผลประโยชน์หรือไปขัดผลประโยชน์ของคนในจังหวัด แต่เป็นการส่งสัญญาณไปให้หลายฝ่าย รวมไปถึงนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยว่า ถ้าสนธิตายได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็ตายได้ และมีนัยยะเลยไปกว่านายกฯด้วย ว่าในประเทศนี้ถ้าใครมีอำนาจ มีปืน ร่วมมือกันนึกจะทำอะไรก็ย่อมทำด้ นัยยะของการเป็นสื่อมวลชนนั้น ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย เพราะฉะนั้นแล้วการทำเช่นนี้นอกจากโหดเหี้ยม อำมหิตแล้ว ยังอุกอาจ และไม่คำนึงเลยว่าเมื่อทำแล้วประเทศไทยจะยืนอยู่ได้อย่างไร คนในวงการสื่อมวลชนจะยืนอยู่ได้อย่างไร สังคมไทยจะยืนอยู่ได้อย่างไร


ส่วนการคุกคามในฐานะแกนนำภาคประชาชน ก็เป็นนัยยะที่ส่อให้เห็นว่าภาคประชาชน ก็เป็นนัยยะที่ส่อให้เห็นว่าภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความถูกต้อง เรียกร้องให้มีความโปร่งใส เป็นอันตรายต่อกลุ่มอำนาจเก่า หรือกลุ่มอำนาจที่เข้ามาใหม่ เพราะฉะนั้นแล้วการลอบสังหารผมนั้น หากทำสำเร็จก็จะทำให้ผู้นำสื่อมวชน ผู้นำมวลชน แกนนำทั้งหลายเกรงกลัว เป็นการข่มขู่ที่สามารถล้มรูปแบบการต่อสู้ที่เปิดเผย เท่ากับยิงนกนัดเดียวได้หลายตัว ในทางอ้อมเป็น 1.การข่มขู่นายกฯ 2.ขู่สื่อมวลชนที่กล้าพอออกมาพูดความจริง โดยที่ไม่หวั่นเกรงอะไร และควบคุมให้วงการสื่อมวลชนอยู่ใต้อำนาจของความป่าเถื่อน และสร้างความชอบธรรมให้กับขบวนการป่าเถื่อน 3.ข่มขู่ภาคประชาชน ไม่จำเป็นเสื้อเหลือง รวมไปถึงเสื้อแดงด้วย หรือสีอะไรก็ได้ ว่าถ้าเรียกร้องมากนัก หรือมีจุดยืนที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็เอาความตายไปแล้วกัน แล้วดูสิว่าจะสู้ต่อไปไหม ฉะนั้น มิติและนัยยะของการลอบสังหารเมื่อ 17 เมษายนก็มีดังนี้


ข้อที่ 2.กระบวนการลอบสังหารนั้นเกิดขึ้นจากใคร ก่อนตอบคำถามนี้มาดูพฤติกรรมและรูปแบบก่อน ที่บอกว่าไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ไทยเหมือนเช่นนี้ คือการใช้อาวุธสงครามล้วนๆ การยิงด้วยปืนอาก้า ปืนเอ็ม 16 และตามด้วยเอ็ม79 อีก 2 ลูกที่ไม่ระเบิดออกมานั้น และลักษณะการยิงซึ่งผมเห็นชัด ด้วยสายตาผมเองเป็นการยิงจากคนที่ฝึกฝนมาให้ใช้อาวุธประเภทนี้โดยเฉพาะ เพราะว่าคนที่นั่งอยู่ท้ายรถกระบะ ห่างจากรถผมไปไม่ถึง 15-20 เมตร ท่านั่งประทับยิง ผมยังจดจำอยู่ในสายตาเลย เป็นท่าการฝึกยิงของทหารอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นแล้วด้วยเหตุนี้ ประกอบกับองค์ประกอบหลายประการ การยิงผมนั้นใช้กระบวนรถ 4 คัน และเท่าที่ทราบมีคนที่เข้ามาร่วมด้วยเยอะพอสมควร 10 กว่าคน ประกอบกับภาวะเหตุกาณ์ที่กล้องวงจรปิดเสียกระทันหันถึง 5 ตัว ย่อมเป็นพยานแวดล้อมที่ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นการร่วมมือกันของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าเป็นฝ่ายใดก็ตามที่ทำ และที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ในขณะที่ยิงได้รับทราบเส้นทางเดินรถของผมตลอด แสดงว่าได้มีการเฝ้า จ้อง และมุ่งสังหารผมมาเป็นเวลานานพอสมควร โชคดีของเขาและโชคร้ายของผมตรงที่ว่าในช่วงวันหยุดนั้น ผมไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ หรือไปพักผ่อนที่ไหน และตัดสินใจที่จะออกรายการกู๊ดมอร์นิ่งไทยแลนด์ ตอนเช้า ก็เลยทำให้เขาทราบถึงการเดินทางขอผมมาตลอด การที่มีรถสี่คันรออยู่เป็นจุดๆ และมีการขับปาดไปทางซ้าย และเริ่มยิงผมในทางซ้ายข้าง และให้รถคันหน้าจอดและประทับยิง ไม่ใช่เป็นการกระทำของมือปืนมืออาชีพ แต่เป็นลักษณะของกระบวนการที่ผมเรียกว่าทีมล่าสังหาร ซึ่งไม่ใช่เกิดเป็นส่วนบุคคล แต่ต้องผ่านการฝึกอบรมจากแหล่งต่างๆ ซึ่งอาจมีการฝึกอบรมกระบวนการล่าสั่งหารเยอะแยะไปหมด


เมื่อเป็นเช่นนี้ผมยืนยันได้ว่า กระบวนการลอบสังหารผม เป็นฝีมือของทหารและเป็นทหารบางคนเท่านั้น ไม่ใช่ฝีมือของกองทัพ เพราะกองทัพส่วนใหญ่เป็นทหารอาชีพจะไม่ทำเรื่องที่น่าอัปยศอดสูเช่นนี้เด็ดขาด


น่าสังเกตว่าตั้งแต่มีคดีลอบสังหารกลางนครหลวง หน้าธนาคารแห่งประเทศไทยทันทีที่เกิดขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องมีเพียงแค่ นายกฯ แสดงความเป็นห่วงเป็นใย และบอกว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาว เรื่องที่คนๆ หนึ่งเดินทางไปทำหน้าที่ของตัวเองแล้วถูกอาวุธส่งครามถล่มอย่างนี้ ไม่รู้ร้อนหนาวแล้วยังปฏิเสธที่มาที่ไปของอาวุธสงคราม ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ควรพูด ประเด็นที่ควรพูดน่าจะเป็นในรูปแบบของการประณามการกระทำเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยกันได้เลย เพราะว่าเกิดเหตุในระหว่างที่มีพระราชกำหนดฉุกเฉิน ในพ.ร.ก.ฉุกเฉินคนที่กล้าทำได้ก็ต้องได้รับการหลิ่วตาจากผู้หลักผู้ใหญ่ให้ทำเช่นนี้ได้ แต่อย่างที่ผมเรียน ผมเชื่อมั่นว่าเหตุที่เกิกมาจากทหารไม่กี่คน นอกนั้นไม่มีส่วนรับรู้หรือรู้เห็นอะไรด้วย


อีกประการที่นอกจากไม่รับผิดชอบแล้ว ยังปฏิเสธว่าอาวุธสงครามอย่างนี้ใครๆ ก็ซื้อหาได้ ไปจนถึงปฏิเสธเรื่องปลอกกระสุนปืน โยนกันไปมา พอความจริงโผล่ โฆษกกองทัพก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ว่ากระทั่ง 3-4 วันที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเพิ่งจะบอกว่าถ้ามีทหารเกี่ยวข้องน่าจะจัดการเด็ดขาด ทั้งที่เรื่องเช่นนี้ควรพูดแต่วันแรก แต่ก็ไม่มีการพูดถึงเลยแม้แต่นิดเดียว เหมือนกับว่ามึงตายก็ตายไป ไม่เป็นไร สมน้ำหน้ามึง ซึ่งผมก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคือง


อีกประเด็นที่ต้องแจง คือใครเป็นคนทำนั้น ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ดีกว่า เพื่อความเข้าใจภาพรวมอันใหญ่ เพราะว่าก็ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ หนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ ก็ขอเพิ่มเติมและขยายความ การต่อสู้ของพันธมิตรฯ โดยมีแกนนำทั้ง 5 คน ร่วมกันต่อสู้ตั้งแต่ปี 2549 ถึง 193 วันที่ผ่านมานั้น โชคดีของพันธมิตรฯ ที่การประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นเราตั้งมั่นสงบ ไม่ได้ยุ่งอะไรกับใคร ทำให้สังคมไทยได้เห็นว่าใครกันแน่เน้นความรุนแรง กระบวนการทำร้ายพันธมิตรฯ ถึงชีวิต มีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเหตุกาณณ์ 7 ตุลาคม เป็นกระบวนการต่อเนื่องเพื่อข่มขู่ รวมทั้งยิงปืนเอ็ม79 เข้าไปที่ทำเนียบฯ ทำคนตาย 4 คน และยิงถล่มตลอดที่ดอนเมือง และล่าสุดแหล่งข่าวพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นทหารด้วยกันตัดสินใจเล่าให้เราฟังว่ากลุ่มคนที่ยิงเอ็ม 79 ที่ดอนเมือง และที่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกลุ่มคนเดียวกัน และเตรียมการที่จะยิงต่อ และมีคนนำข้อมูลเหล่านี้แจ้งไปที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และพล.ต.ต. วิชัย สังข์ภัย ผู้การน.1 ก็แจ้งข้อมูลให้ทราบ ซึ่งผลจากการสืบสวนาภยใน ยืนยันว่าเป็นความจริง และกำลังดำเนินการจับกุมอยู่ โดยเป็นทหารยศ"จ่าสิบเอก"ยังอยู่ในกทม. เป็นคนเดียวกับที่ยิงศาลรัฐธรรมนูญ และที่นี่ด้วย เป็นข้อมูลใหม่ให้เห็น


การต่อสู้เพื่อการเมืองใหม่ มีนัยยะกว่าเอาคนรุ่นใหม่มาเล่นการเมือง ถ้าดูให้ดีๆ การต่อสู้ของพันธมิตรฯ เป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้สังคมไทยกลับสู่ความโปร่งใสมีความซื่อสัตย์ในการบริหารของชาติบ้านเมือง ในทุกยุคสมัยของชาติบ้านเมืองเมื่อใดมีการเปลี่ยนแปลงจากเก่าไปสู่ใหม่ ย่อมมีการคัดค้าน ไม่เห็นด้วย ต่อต้านจากกลุ่มผู้มีอำนาจเก่าหรือกลุ่มผู้มีอำนาจใหม่ที่อยากกลับไปใช้อำนาจเก่าที่ไม่มีการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นการต่อต้านการคัดค้านจึงใช้หลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบของผู้แทนราษฏร รูปแบบสื่อที่เห็นไม่ตรงกัน ลงมาจนถึงการใช้ความรุนแรง เพื่อข่มขู่


การลอบสังหารผมนั้นนอกจากจะเป็นนัยยะปิดปากสื่อมวลชนที่กล้าแสดงออก ยังเป็นนัยยะสำคัญอีก คือข่มขู่แกนนำพันธมิตรฯ คนอื่นว่าไม่ให้แสดงจุดยืน หรือกระทำใดๆ อันเป็นการสั่นสะเทือนฐานของอำนาจการเมืองแบบเก่าๆ สัญญาณตรงนี้ก็มีข้อดีว่า แสดงว่าแสดงว่าการเมืองรุ่นเก่าใกล้มาถึงที่สิ้นสุด นี่คือการดิ้นครั้งสุดท้าย แต่ไม่รอบคอบ เพราะคนคิดรอบคอบย่อมเข้าใจว่า อาวุธของพันธมิตรฯ ที่สำคัญคือปัญญา เพราะเราได้ปลูกฝังปัญญาให้ความรู้แก่ประชาชนมาตั้งแต่ปี 2549 และ 193 วัน เราได้มีคนมีปัญญาเพิ่มอย่างมหาศาล การฆ่าสนธิ ลิ้มทองกุล เพียงหนึ่งคน ไม่สามารถฆ่าสนธิ ลิ้มทองกุล อีกเป็นล้านๆ คนได้ ที่ได้แปลงสภาพจากคนไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาเป็นรู้ และที่สำคัญคือยากเปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมืองในครั้งนี้


ฉะนั้น ใครก็ตามที่จะสูญเสียผลประโยชน์ ไม่ว่าเป็นทหารรุ่นเก่าที่ยังมีความสุขในการเบียดบังแอบอิงอำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือนักการมืองรุ่นเก่าที่ยังมองว่าการเมือง การเลือกตั้ง ประชาธิปไตย คือการยกมือในสภาเท่านั้น ตลอดจนข้าราชการหลายๆ หน่วยหลายๆ เหล่า ที่เกรงกลัวการเมืองใหม่ ฉะนั้นการประชุมร่วมกัน หรือเห็นพ้องกันว่านานสนธิ ต้องตายนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจแม้แต่นิดเดียว ส่วนใครเป็นผู้ลงขันนั้น ก็เป็นเรื่องภายในที่ผมไม่สามารถเปิดเผยได้ และผมคงไม่เปิดเผย


ขณะนี้หลายกระแสพุ่งตรงไปที่ คุณวิระยา ชวกุล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผมขอกราบเรียนในทราบว่า ผมไม่ได้คิด และไม่เชื่อว่าคนพวกนี้เป็นผู้วางแผน เพราะว่าทุกคนก็ออกมาปฏิเสธกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณวิระยา ชวกุล ก็ออกมาปฏิเสธอย่างเสียงเจื้อแจ้ว แต่ผมจะฝากกราบเรียนสักนิดนึง เป็นความเห็นส่วนตัวของผม เป็นความรู้สึกส่วนตัวขอผม สมมุติไม่ใช่เรื่องจริงนะครับ แต่ถึงจะเป็นจริงผมก็ไม่โกรธ ผมให้อภัยไปเรียบร้อยแล้ว เพราะผมถือว่าคนเรานั้นทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง อย่าไปโกรธใครเป็นส่วนตัว ถ้าจะต้องบาดเจ็บสาหัสหรือแม้จะต้องตายเพื่อชาติบ้านเมือง ถ้าบาดเจ็บสาหัสแล้วตาย ชาติบ้านเมืองดีขึ้นมันก็คุ้มค่าที่จะตาย


แต่อย่างที่ผมให้สัมภาษณ์เนชั่นสุดสัปดาห์ไปว่า สิ่งที่ผมเสียใจที่สุดในชีวิต คือเลือดที่มันหยดไหลลงสู่พื้นดินนั้น มันไม่ได้ต่างจากเลือดของทหารหาญที่ปกป้องราชอาณาจักรไทยอยู่ที่พรมแดนไทยเขมร หรือที่ต่อสู้กับโจรแบ่งแยกดินแดนทางใต้ เพราะว่าผมก็สู้เพื่อชาติศาสนาพระมหากษัติย์เช่นกัน และผมกลับโดนยิงโดยคนซึ่งคนที่ควรไปปกป้องชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์เหมือนกับผม นั่นคือสิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุด และผมอยากให้บทเรียนของผมเป็นบทเรียนที่จะเตือนใจไปกับทุกๆ คน ว่า การที่คนเรามีความคิดเห็นต่างกันไม่ได้แปลว่าเราจะต้องมาฆ่ากัน การยิงผมครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์สุดท้ายให้เห็นชัดเลยว่า พันธมิตรฯ ไม่ใช่เป็นคนซึ่งต้องการความรุนแรงเลย เป็นผู้ที่หลีกเลี่ยงความรุนแรง


ส่วนเรื่องราวของคุณวิระยา ชวกุล ก็เป็นเรื่องราวที่คุณวิระยาได้ชี้แจงออกมาว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งผมก็ดีใจที่ท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง ผมเป็นเพียงแต่ว่าอยากจะฝากเตือนไปนิดหนึ่ง เป็นสัจจะธรรมที่ทุกๆ คนทราบว่าคนเรานั้นโกหกใครก็ได้ แต่โกหกกับตัวเองไม่ได้เด็ดขาด มโนธรรม สำนึก จะติดตัวอยู่กระทั่งลมหายใจสุดท้ายของชีวิตจะหมดไป กว่าจะตายก็จะตายอย่างทุรนทุรายก็ได้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเคยทำผิดอะไรไว้ เพราะฉะนั้นแล้วผมดีใจที่คุณวิระยา ชวกุล ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ ผมก็อนุโมทนาสาธุให้ด้วย ส่วนเรื่องราวต่างๆ นั้น ผมคงจะไม่เล่าอะไรให้ฟัง ประเดี๋ยวผมจะแจกเอกสาร
เรื่องเกี่ยวกับราชเลขาสมเด็จพระนางเจ้าฯ แจ้งด่วนมหาดไทยสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ หยุดบีบขายเสื้อ "ส.ก." ให้ท่านสื่อมวลชนเอาเอกสารไปคนละชุด แล้วท่านอ่านแล้วใช้วิจารณญาณพิจารณาเองว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร


เรื่องที่ถามว่าห้อยพระอะไรถึงเกิดปาฏิหาริย์นี้ ถ้ารวมปลอกกระสุนปืนทั้งหมดมีเกือบ 200 นัด อาก้าท่านต้องรู้ว่าต้นไม้ทั้งต้นยิงทะลุได้ นับประสาอะไรกับรถญี่ปุ่น ผมโดนอาวุธนัดหนึ่งยิงที่หน้าอก ยังเป็นรอยช้ำอยู่ ผมเป็นคนที่มีพ่อแม่ครูอาจารย์เยอะ ชาวพันธมิตรฯ ต่างก็มีพ่อแม่ครูอาจาย์เยอะ ทุกองค์ แต่ผมคิดว่าที่สุดแล้วพ่อแม่ครูอาจาย์ปกป้องเราหรือไม่อยู่ที่เราทำอะไรมากกว่า ผมห้อยพระคุณงามความดี การที่ผมบาดเจ็บแล้วไม่ถึงแก่ชีวิตรอดตายปาฏิหาริย์ แต่มีผลต่อสังคมไทยและผมคิดว่าเป็นข้อดี บริบทที่ผมพูดคือคนหันมาเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น โดยเฉพาะที่ว่าคนทำงานเพื่อบ้านเมืองพระย่อมคุ้มครอง เพราะช่วงหลังคนไทยเริ่มห่างเหินสัจจธรรมที่ว่าทำดีได้ดี การที่ผมรอดตายครั้งนี้ คงไม่ใช่ปาฏิหาริย์อะไรนอกจากคุณงามความดีได้คุ้มครอง น่าประหลาดว่าไม่มีใครเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว นายวายุภักด์ บอดี้การ์ดผม เล่าให้ฟังว่าเหมือนมีลูกปืนวิ่งอยู่รอบๆ ตัวผม ช่วงวินาทีนั้นถ้าผมได้ตายเพราะเวรกรรมในชาติก่อน ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าความตายนของผมมีประโยชน์ขอให้ชาติศาสนากษัตริย์อยู่ต่อไป ขอบารมีพระเจ้าอยู่หัวคุ้มครองผม แต่ที่เราต้องห้อยคือคุณงามความดี


จากนี้ไปผมจะทำอะไร มีข่าวลือว่าผมถอดใจจะเลิกแล้ว ไม่เป็นความจริงแต่แพทย์ให้พักฟื้นเพราะน้ำในหูไม่เท่ากัน ผมยังหน้ามืดอยู่ ผมใช้เวลาพักฟื้นอีกระยะ การพักฟื้นมีหลายรูปแบบ เช่นไปต่างประเทศ แต่ไม่ใช่อินเดียหรือเนปาล อาจไปไหว้พระที่ผมเคยไป หรือไปสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงเหตุการณ์ต่างๆ เพราะคิดว่าในเดือนพฤษภาคมนี้คงมีการแถลงข่าวของตำรวจว่าใครเป็นผู้ต้องสงสัยบ้าง เพราะผมไม่ต้องการเป็นตัวละครในเรื่อง เพราะผมให้อภัยแล้ว


วันแรกที่กลับมาผมจุดธูป 5 ดอกและตั้งจิตอธิษฐานว่า แผ่เมตตาให้กับคนที่วางแผนฆ่าผม คนฆ่าผม และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และผมประกาศสัจจะวาจาว่าผมให้อภัย ชาติบ้านเมืองวันนี้จะอยู่ไม่ได้เลยถ้ามองว่าประเทศไทยเป็นสมบัติพลัดกันชม การซื้อเสียงมันต้องยุติได้แล้ว ไม่งั้นสังคมไทยมันจะล่มสลาย ศีลธรรมหมดสิ้นไป ทุกคนมุ่งหาแต่เงินทอง ผมไม่ได้โกรธเคือง แต่ศรัทธาของผมดังเดิม ผมต้องทุ่มเทชีวิตและตั้งสัจจะอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์ เพื่อทำหน้าที่ต่อสังคมไทยในทุกรูปแบบ ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำถูกต้อง เพราะถ้าผิดเราคงอยู่ไม่ได้นานขนาดนี้ เราคงไม่มีประชาชนเป็น 10 ล้านคนที่เห็นด้วยกับเรา"


ช่วงหนึ่งของการตอบคำถาม นายสนธิยืนยันว่า ไม่ได้ลี้ภัย ยังใช้พาสปรอ์ตไทยอยู่ เดินทางไปก็ไม่กลัวหวัดหมู พร้อมทั้งยืนยันว่าเหตุการณ์ลอบสังหารไม่ใช่ประเด็นส่วนตัว


"สิ่งที่ผมขอชมนายกฯ คือเมื่อมีการแจ้งชื่อว่าหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนี้คือ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. ท่านก็ตกใจ จึงรีบเปลี่ยนเป็นพล.ต.อ.ธานีแทน ซึ่งผมก็ดีใจ เพราะยังไม่ทันไรเลย พล.ต.อ.จงรักก็เอ่ยมาคำแรกแล้วว่า ไม่ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ผมก็เกรงท่านจงรักมากในเรื่องสืบสวน สอบสวน จากผลงานซานติก้าผับ ผมคงไม่มีความสุขถ้าให้ท่านมาทำคดีนี้"

ชี้เตะฝุ่นเกินล้านคนถึงปีหน้า

ที่มา เดลินิวส์

ภาคเอกชนแห่กู้เงินนอกระบบ จี้รัฐใช้นโยบายการเงิน-คลังช่วย

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปี 52-53 ไทยจะประสบปัญหาว่างงานเกินระดับ 1 ล้านคน เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากเริ่มขาดสภาพคล่องเพราะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก โดยไตรมาส 2 ของปี 52 ยอดตัวเลขว่างงานจะอยู่ที่ 1.3 ล้านคนหรือ 3.5% ของแรงงานทั้งหมด แบ่งเป็น แรงงานตกงานอยู่แล้ว 6.8 แสนคน ส่วนที่เหลือเป็นการว่างงานเพิ่มในภาพการผลิต 1 แสนคน ท่องเที่ยว 2.3 แสนคน ภาคโลจิสติกส์และขนส่ง 1.4 แสนคน ผู้จบการศึกษาใหม่ 1.5 แสนคน ดังนั้นเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการด้านการเงินแก้ปัญหาแทนนโยบายการคลังโดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.5% เพื่อลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจอยู่รอด

ขณะเดียวกันพบว่าธุรกิจรายเล็กที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเริ่มกู้เงินนอกระบบอัตราดอกเบี้ยแพงมาเสริมสภาพคล่องมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องให้สถาบันการเงินของรัฐเป็นกลไกสำคัญในการปล่อยสินเชื่อ โดยรัฐบาลค้ำประกันและแยกเป็นบัญชีพิเศษในการกู้ตาม นโยบายรัฐบาล เพราะเชื่อว่าบางรายที่ขอสินเชื่อคงเสี่ยงต่อการเป็นหนี้เอ็นพีแอล แต่หลังจากเศรษฐกิจฟื้นฟูอีก 5-10 ปีมั่นใจว่าลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดแน่นอน

นอกจากนี้ควรสนับสนุนการนำภาคเอกชนเจาะตลาดใหม่ในต่างประเทศ โดยการออกค่าใช้จ่ายแก่รายเล็กกรณีการออกไปโรดโชว์กับรัฐบาล การจัดงานแสดงสินค้า และให้รัฐบาลร่วมมือกับภาคเอกชนในโครงการต้นกล้าอาชีพมากขึ้น เพื่อรักษาสภาพการจ้างงานของพนักงานกลุ่มเสี่ยง

“นโยบายการคลังถือว่าเป็นแนวทาง กระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีโดยเฉพาะยาแรง แต่ภาคเอกชนมองว่ารัฐบาลคงประสบปัญหาเรื่องรายได้โดยเฉพาะการเก็บภาษีที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะเดียวกันการก่อหนี้ก็ใกล้เต็มเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้นนโยบายการเงินถือว่าจะเหมาะสมที่สุดในช่วงนี้ เพราะนอกจากจะช่วยสภาพคล่องและลดต้นทุนแล้วยังส่งผลให้ผู้ประกอบการเงินในการรักษาสภาพลูกจ้างได้อีก”

นายธนิต กล่าวว่า คำสั่งซื้อล่วงหน้า (ออร์เดอร์) ไตรมาส 2 ภาพรวมยังคงติดลบ แต่คงน้อยกว่าไตรมาส 1 โดยเฉพาะเดือน พ.ค. จะลดลงเพียง 17-20% แต่มั่นใจว่าไตรมาส 4 ออร์เดอร์เริ่มกลับมา

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศในการลงทุน สนับสนุนให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและควรผ่อนคลายกฎระเบียบในการกู้เงินเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง พร้อมทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบการในด้านภาษี เช่น การลดอัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบ.

ลุ้นหมากกระดานใหม่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_3622

ตายซะคนเดียวจะได้หมดเรื่อง

ภายใต้บทสรุปเหตุลอบสังหาร ที่พอจับความได้จากคิวที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯตั้งโต๊ะแถลงข่าว เล่านาทีอิทธิปาฏิหาริย์ รอดเงื้อมมือมัจจุราชจากห่ากระสุนกว่า 200 นัด

ฟันธงเป็นฝีมือของทหารบางคน ไม่ใช่เป็นของกองทัพ


โดยการปะติดปะต่อ วิเคราะห์เชื่อมโยง บวกกับอารมณ์สงสัย ตั้งแง่ใส่บรรดาผู้ถืออำนาจในฝ่ายความมั่นคง นอกจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงเป็นใย สั่งให้ติดตามทำคดี

นอกนั้นในบรรดาผู้เกี่ยวข้องคนอื่นไม่ได้แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาว

โยงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีอำนาจที่กำลังเสพติดอำนาจแอบอิงผลประโยชน์ กับเครือข่ายนักการเมืองเก่าที่ยังคิดว่า อำนาจมาจากจำนวนมือ ส.ส.ในสภาฯ

และโดยลีลายักท่า แกล้งสมมติ ปากบอกไม่เชื่อว่าท่านผู้หญิงวิริยา ชวกุล ประธานกรรมการเลขาธิการมูลนิธิบำรุงขวัญทหาร ตำรวจ อาสาสมัครในพระบรมราชินูปถัมภ์ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และ "บิ๊กป๊อก" พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ตัวละครที่ถูกปล่อยชื่อออกมาก่อนหน้าว่าอยู่เบื้องหลังแผน


แต่น้ำเสียงจูงให้สังคมปักใจ

และทั้งหมดทั้งปวง โดยคำตอบสุดท้ายนายสนธิก็ยืนยันจากปากเองแล้วว่า ไม่ได้ หนี ไม่ได้ลี้ภัย แต่หลังจากนี้จะแวบไปไหว้พระ หลบไปพักฟื้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ไม่มีกำหนดว่า นานแค่ไหน


แต่ที่แน่ๆ โดยสัญญาณที่จับทางได้จากอาการขยับ ส่งซิกเรียกกองกำลังม็อบพันธมิตรฯกลับมารวมพลในวันที่ 24-25 พฤษภาคม

เช็กกระแส วัดเรตติ้งตั้งพรรคการเมืองคนเสื้อเหลือง


ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องปรับยุทธศาสตร์กันใหม่ อย่างที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำม็อบพันธมิตรฯที่สวมหมวก ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ยังอ่านเกมว่า สถานการณ์การเมืองได้ย้ายความขัดแย้งจากนอกรัฐสภาเข้าไปในรัฐสภา

โดยมีปมเงื่อนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการนิรโทษกรรม สะท้อนถึงการต่อสู้ในรัฐสภา ที่มีความเข้มข้นมากขึ้น

ก็อย่างที่ประเมินกันได้ การเมืองข้างถนนกระแสเริ่มซา โดยการสำรวจความนิยมตามโพลสะท้อนเสียงสังคมตอบรับนายกฯอภิสิทธิ์ที่ดึงเกมกู้วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองเข้าไปว่ากันในระบบสภา ทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการเปิดทางนิรโทษกรรม ที่มีทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน วุฒิสภา นักวิชาการคนกลาง

เมื่อการเมืองในสภาจูนกันลงล็อก


กลุ่มพันธมิตรฯจำเป็นต้องหามุก เคลียร์พื้นที่การต่อสู้ใหม่

โดยเฉพาะต้องเผื่อเงื่อนไข เมื่อกัปตันทีมอย่าง "สนธิ" ออกหน้า "ล่อเป้า" บัญชาการเกมไม่ได้เหมือนที่ผ่านมา


เอาเป็นว่า เกมไม่หมูเหมือนเก่า

หมากอำนาจกระดานเก่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ลับ ลวง พราง คัตเอาต์ ตัดตอน "เบี้ย" ที่ใช้ล้ม "ขุน" ไปได้แล้ว

เริ่มต้นกระดานกันใหม่


ในอาการชิ่งเผือกร้อนมือเป็นระวิง ภายในวันเดียวกัน "บิ๊กป้อม" ได้ส่งทั้ง พล.อ.นพดล อินทรปัญญา เลขานุการ รมว.กลาโหม ในฐานะเพื่อนสนิท และ พล.อ.จิตตสักก์ เจริญสมบัติ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมาประสานเสียง

ปฏิเสธกระแสข่าว พล.อ.ประวิตรจับมือกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำใหญ่ค่ายภูมิใจไทย เพื่อสร้างขั้วอำนาจทางการเมืองใหม่

ย้ำกันเป็นรอบที่สี่รอบที่ห้า


สอดรับกันพอดีกับข่าวล่ามาจากวงในที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยตัวเลขเลือกตั้งรอบต่อไปที่ "เนวิน ชิดชอบ-สมศักดิ์ เทพสุทิน-อนุทิน ชาญวีรกูล" 3 แกนนำหลัก ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 50-80 ที่นั่ง


รอเสียบ ไม่ว่าขั้วประชาธิปัตย์หรือค่ายเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ลดขนาด เลี่ยงแรงเสียดทาน ล่อบาทาโดยไม่จำเป็น.

"ทีมข่าวการเมือง รายงาน"

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: Prem's Politics (การเมืองยุคพลเอกเปรม)

ที่มา ประชาไท

Embed ติดตามเว็บ : '>
กดที่ภาพด้านบนเพื่อดู
ความยาว 25.05 นาที

Prem's Politics (การเมืองยุคพลเอกเปรม)

icon mp4 Download file .m4v here!

Pitch Pongsawat talk with Prof. Kevin Hewison, Department of Asian Studies Director, Carolina Asia Center, University of North Carolina, USA

ประชุมแกนนำเสื้อแดง 58 จังหวัด เสนอปิดบัญชีบัวหลวง

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลา 14.00 น.วานนี้ (3 พ.ค.) ที่ห้องประชุมโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ประธานกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือสุรชัย แซ่ด่าน หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดประชุมแกนนำคนเสื้อแดงจากกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 58 จังหวัดเพื่อดำเนินการต่อสู้ในขั้นตอนต่างๆ โดยการประชุมในครั้งนี้ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมสังเกตการณ์ แต่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถ่ายภาพช่วงก่อนการประชุมเท่านั้น โดยมีตัวแทนคนสำคัญจำนวนมากเดินทางมาร่วมประชุมและกำหนดแนวทาง การดำเนินการ โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าตรวจคนแปลกหน้าไม่ให้เข้าใกล้ห้องประชุม

ภายหลังใช้เวลาประชุมนานร่วม 2 ชั่วโมง นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล พร้อมทั้งแกนนำจำนวนหนึ่ง ร่วมแถลงต่อสื่อมวลชน โดย นายสุรชัย กล่าวว่า การที่เข้าร่วมกับกลุ่มเสื้อแดง เพราะมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นกลางที่สนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม เป็นทิศทางที่ถูกต้องในการพัฒนาสังคม การเมือง และประเทศชาติในปัจจุบัน แต่ไม่ได้มีการปลุกกระแสพรรคคอมมิวนิสต์ตามที่มีการให้ร้าย ในการประชุมในครั้งนี้กำหนดแนวทางและนโยบายในการดำเนินการให้ไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ

ด้านนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวว่า แนวทางการดำเนินจุดยืนของกลุ่มเสื้อแดงทั้งประเทศ จะกำหนดออกมาในรูปแบบต่างๆ ถือเป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยได้แต่ในส่วนของ จ.เชียงใหม่ จะมีการเรียกร้องคนเสื้อแดงทั้งหมดออกไปร่วมกันไปถอนบัญชีของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยอ้างว่าอยู่เบื้องหลังสนับสนุนเงินให้กับกลุ่มคนเสื้อเหลือง และมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ รัฐบุรุษ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยจะนำร่องที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนเป็นจังหวัดแรก

โดยในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เวลาประมาณ 10.00 น.จะมารวมตัวกันที่บริเวณด้านหน้าโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ จากนั้นจะได้ร่วมกันเดินทางไปถอนเงินปิดบัญชีที่สาขาธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจะเลือกสาขาที่มีจำนวนกลุ่มเสื้อแดงฝากเงินที่ธนาคารมากที่สุด เพื่อแสดงออกถึงมาตรการการตอบโต้และยังมีหลายขั้นตอนในการดำเนินแผนการต่อสู้ให้เป็นอย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศถือว่าการประชุมแกนนำคนเสื้อแดงในครั้งนี้มีแกนนำเดินทางมาชุมนุมจำนวนมากครั้งหนึ่ง

ที่มา: เรียบเรียงจากไทยรัฐออนไลน์