WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 7, 2009

อ่าน ‘จุดร่วม’ และ ‘จุดต่าง’ ของเหลือง-แดง ผ่านมุมมองของ พิภพ ธงไชย และ สนธิ ลิ้มทองกุล

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

(พันธมิตร - เสื้อแดง) ด้านที่เป็นแนวร่วมเป็นด้านใหญ่ด้วย ก็คือความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย ถ้าเราตัดการเถียงกันเรื่องสถาบันไปได้ ผมคิดว่าความร่วมกันจะมีมากขึ้น และถ้าเราตัดเรื่องทักษิณออกไปได้ ด้านร่วมกันคือความไม่เป็นธรรมจะมีมากขึ้น...”

(คำให้สัมภาษณ์ไทยโพสต์ แทบลอยด์ ของ พิภพ ธงไชย ซึ่งประชาไทนำมาเผยแพร่ต่อเมื่อ 3/5/2552)

...

จริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวผม ผมไม่ได้รังเกียจการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ขึ้นอยู่ว่าคุณจะปฏิวัติรัฐประหารไปเพื่ออะไร ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื่อสมบัติผลัดกันชม เหมือนสมัยที่ คมช.ทำ ผมไม่เห็นด้วย แต่ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น ผมเห็นด้วย

ถ้าฟังให้ดี ผมบอกว่า ถ้าทหารออกมา ผมไม่ขัดข้อง แต่ถ้าทหารปฏิวัติเพื่อตัวเอง ผมจะสู้

จริงๆ จุดยืนของผมกับเสื้อแดง ไม่ต่างกันหรอก ถ้าทหารออกมาปฏิวัติเพื่อตัวเอง ผมจะสู้ แต่ถ้าปฏิวัติเพื่อล้มล้างทุกอย่าง จุดนี้ระหว่างผมกับเสื้อแดง ต่างกันแล้ว

ต่างกันตรงที่ว่า ผมมองว่า สถาบันกษัตริย์มีความจำเป็นต่อสังคมไทย ยังมีความจำเป็นอยู่ จุดยืนผมตรงนี้ชัด แต่เสื้อแดงไม่ชัดนี่ มันก็เป็นข้อแตกต่าง ระหว่างปรัชญาที่ว่า คุณเชื่อประเทศไทยจะเดินต่อไปด้วยโครงสร้างสังคมแบบไหน

สำหรับผม ผมยังเชื่อว่าโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นโครงสร้างที่ดีที่สุด ซึ่งข้อแตกต่างของผมกับเสื้อแดงอยู่ตรงนี้

สิ่งที่เสื้อแดง กับผม เห็นพ้องต้องกัน คือ ปฏิวัติสังคมมิใช่หรือ

(คำให้สัมภาษณ์ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในเนชันสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่เสาร์ที่ 2 พ.ค.2552)

...

จากคำให้สัมภาษณ์ของพิภพ จุดร่วมของเหลือง - แดง คือ ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย จุดต่างคือ เอา-ไม่เอาทักษิณ กับ เอา-ไม่เอาสถาบัน จากคำให้สัมภาษณ์ของสนธิ จุดร่วมของเหลือง - แดง คือ การปฏิวัติสังคมไทย แต่จุดต่างคือ เอา-ไม่เอาสถาบัน

ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ ทุกฝ่ายเห็นว่าความไม่เป็นธรรมคือปัญหาหลักของสังคมไทย และต้องสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมด้วยการปฏิวัติสังคมไทย

แต่มีประเด็นที่ควรตั้งข้อสังเกตดังนี้

1. ประเด็น เอา-ไม่เอาทักษิณ มีความเห็นจากฝ่ายเสื้อแดงบางส่วนเสนอว่าประเด็นหลักของการต่อสู้ในวันนี้ได้ก้าวเลยเรื่อง เอา-ไม่เอาทักษิณ มาแล้ว แต่ต้องการประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการกำกับของอำมาตยาธิปไตย สังคมที่เป็นธรรม หรือรัฐสวัสดิการ

2. ประเด็น เอา-ไม่เอาสถาบัน เสื้อแดงส่วนใหญ่ยืนยันมาตลอดว่าต้องการ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือ ประชาธิปไตยที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรม หรือ อยู่เหนือความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างแท้จริง

3. ประเด็น การปฏิวัติสังคม ขณะที่เสื้อเหลือง (อย่างน้อยก็แกนนำคนสำคัญอย่างสนธิ) ไม่รังเกียจการปฏิวัติของทหาร (ถ้าทำเพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น) แต่เสื้อแดงรังเกียจ (ในทุกกรณี?) และเรียกร้อง การปฏิวัติโดยประชาชน

ข้อที่น่าพิจารณา

ประเด็นที่ 1 เสื้อแดงควรแสดงจุดยืนให้คุณทักษิณพิสูจน์ตนเองตามกระบวนการยุติธรรม และคอยตรวจสอบว่ากระบวนการยุติธรรมดำเนินการกับคุณทักษิณอย่างเที่ยงธรรมหรือไม่ รัฐบาล และอำมาตย์เข้ามาแทรกแซงหรือไม่ (ถ้าไม่เป็นธรรมหรือมีการแทรกแซงต้องแสดงหลักฐานและเหตุผลต่อสาธารณะ ไม่ใช่กล่าวหาลอยๆ)

ประเด็นที่ 2 เสื้อเหลืองควรเลิกกล่าวหาแบบเหมาเข่ง หรือสร้างกระแสว่าเสื้อแดงไม่เอาสถาบัน (ถ้ามีการไม่เอาสถาบันเป็นรายบุคคลก็ให้ว่ากันเป็นรายบุคคลโดยต้องมีหลักฐานไม่ใช่กล่าวหาลอยๆ)

ประเด็นที่ 3 ความเห็นของคุณสนธิที่ว่า ถ้าคุณ (ทหาร) ปฏิวัติรัฐประหารเพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น ผมเห็นด้วย นั้น เป็นความเห็นที่ดูมีเหตุผล ถ้าอ้างอิงการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ที่ทหารมีบทบาทอย่างสำคัญในการยึดอำนาจจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่การทำรัฐประหารโดยทหารหลังจากนั้น รวมทั้งเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ก็เป็นอย่างที่คุณสนธิว่าคือเป็นเรื่องของ สมบัติผลัดกันชม ดังนั้น สังคมจึงไม่อาจวางใจต่อการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารได้อีกต่อไปว่าพวกเขาจะไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวก ฝ่ายเสื้อเหลืองจึงจำเป็นต้องแสดงจุดยืนให้ชัดว่า ต่อต้านการปฏิวัติโดยทหาร อย่างสิ้นเชิง และหันมาสนับสนุน การปฏิวัติโดยประชาชน แต่ต้องไม่ใช่วิธี ลงใต้ดิน ดังที่เสื้อแดงบางคนเสนอ

ปัญหาหลักจึงอยู่ที่ว่า จะปฏิวัติสังคมอย่างไรโดยไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งโดยกำลังทหารและการต่อสู้ใต้ดิน? นี่คือคำถามท้าทายทั้งฝ่ายเสื้อเหลือง-แดง และฝ่ายอื่นๆ ที่เรียกร้องสันติวิธี

คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่า เสื้อเหลือง-แดง ต้องชัดเจนใน จุดร่วม เรื่อง ความไม่เป็นธรรม และ การปฏิวัติสังคม (ซึ่งจุดร่วมดังกล่าวนี้ฝ่ายที่เรียกร้องสันติวิธีและคนส่วนใหญ่ในสังคมก็เห็นด้วยอยู่แล้ว) และเดินหน้าต่อในการขับเคลื่อนประเด็นความไม่เป็นธรรมและการปฏิวัติสังคมให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทำให้ภาระการปฏิวัติสังคมเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม เป็น ภาระของคนทุกภาคส่วนในสังคม อย่างแท้จริง

ถ้าทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เอาด้วย ไม่ว่าอำนาจใดๆ ก็ไม่อาจต้านทานได้ !

ด้วยความเคารพ ผมเชื่อว่ามวลชนเหลือง-แดงมีศักยภาพเหลือล้นที่จะปฏิวัติสังคมไทย ไม่จำเป็นต้องแสดงละครจับมือจูบปากกัน หรือเรียกร้องความปรองดองสมานฉันท์ใดๆ เพียงแต่แสดงความชัดเจนใน จุดร่วม เลิกการเสียดสีโจมตีกัน (แต่ควรวิพากษ์กันด้วยเหตุผล) แล้วมุ่งหน้าเปิดประเด็นเรื่องความไม่เป็นธรรม และเสนอแนวทางปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ววัน !

Wednesday, May 6, 2009

TPBS: ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร “ชีวิตแรงงานแคนาดอล”

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 5 .. 52 ที่ผ่านมา รายการ “ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร” ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ได้เสนอสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของแรงงานบริษัทแคนาดอล เอเชียจำกัด ในช่วง 4 เดือนของการชุมนุมประท้วง ยื่นข้อเรียกร้อง









ข่าว รายงาน ที่เกี่ยวข้อง

แรงงานแคนาดอลร้องเรียน รองผู้ว่าฯ ระยอง ให้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องไม่ได้รับค่าจ้าง ตามข้อตกลงสภาพการจ้าง , 5/4/2552
รายงาน: ลำดับเหตุการณ์ 4 ปีแห่งการต่อสู้ของ แรงงานแคนาดอล, 21/3/2552

สหภาพแรงงานแคนาดอลประท้วง เรียกร้องนายจ้างปรับค่าจ้างและสวัสดิการให้เป็นธรรมขึ้น, 29/1/2552

แรงงานแคนาดอลบุกกระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้ รมว.แรงงานช่วยเหลือกรณีนายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรม, 28/2/2552

แรงงาน บ.แคนาดอล ไพพ์ จำกัด เตรียมเข้าให้การคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม, 11/3/2552

เสียงจากบ้านนา หลังสลายการชุมนุมเสื้อแดง 14 เมษา

ที่มา ประชาไท

เสียง ภาพ ชาวบ้านเสื้อแดง ตำบลหนองไผ่ จังหวัดอุดรธานี บอกเล่าความรู้สึกและความเห็นทางการเมือง ว่าด้วยประชาธิปไตย และทักษิณ หลังการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ยุติลงในช่วงบ่ายของวันที่ 14 เม.ย.

อนึ่ง ชาวบ้านบางส่วน ได้เข้ามาร่วมการชุมนุมคนเสื้อแดงในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่อีกบางส่วนไม่ได้เข้าร่วม แต่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่ที่บ้าน ผ่านสถานีดีสเตชั่น และวิทยุชุมชนคนรักอุดร

ประชาไทบันทึกคลิปวีดีโอ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา


>>> หากเปิดดูวิดีโอไม่ได้ ให้คลิกดูที่นี่ <<<

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 6 เมษายน 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

"กกต.ชุดวาสนา"โล่งอกไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเลือกตั้ง2เม.ย.

ชุดวาสนา โล่ง อก ไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2 พันกว่าล้าน เหตุคณะกก.สอบข้อเท็จจริงฯ เห็นเป็นความผิดไม่ร้ายแรง รบ.เล็งขยายผลเดือนพ.ค.เป็นเดือนแห่งความปรองดอง "สาทิตย์"เชื่อ แก้รธน.ไม่เป็นชนวนขัดแย้งใหม่ "เพื่อไทย"เชื่อนายกฯไม่กล้ายุบสภา "ขู่" หากรัฐบาลยื้อเวลาแก้รัฐธรรมนูญ จะไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเดือนที่ผ่านมาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้มีการประชุมพิจารณาและรับทราบความเห็นของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ที่เสนอความเห็นว่า การกระทำของกกต.ชุดของพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง ที่จัดให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย. 49 นั้น เป็นการกระทำตามหน้าที่ และไม่ได้กระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ไม่เข้าข่ายต้องรับผิดตามมาตรา 420 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะถือว่าเป็นการกระทำไปตามหน้าที่โดยสุจริต ก็ย่อมต้องได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 ซึ่งกกต.ได้มีมติให้สำนักกฎหมายและคดียกร่างหนังสือ เพื่อให้ประธานกกต.ลงนามแจ้งให้กระทรวงการคลังทราบความเห็นของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกกต. และหากกระทรวงการคลังมีข้อสังเกต หรือข้อทักท้วงเป็นประการใดขอให้แจ้งมายังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน 30 วัน ซึ่งได้แจ้งให้กระทรวงการคลังทราบแล้ว เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2552 ตามหนังสือด่วนที่สุดที่ ลต.(กกต.) 0601/5648

อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีดังกล่าวนั้น ที่คณะที่ปรึกษากฎหมายของกกต.ได้พิจารณา ตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีคำร้องได้ขอให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายจาก กกต.ชุดที่มีพล.ต.อ.วาสนา เป็นประธานการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามคำร้องของหม่อมราชวงศ์ รำพิอาภา เกษมศรี หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง มีคำพิพากษาว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 โดยกกต.ได้ตั้งขึ้นประกอบด้วย ผู้แทนจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักอัยการสูงสุด กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นประธาน ซึ่งได้มีความเห็นว่า การจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ของกกต.ชุดพล.ต.อ.วาสนา เป็นประธานกกต.นั้นเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างไม่ร้ายแรง ซึ่งกกต.ได้ส่งรายงานให้กับกระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ที่ได้มีการทำให้เกิดความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดและคิดเป็นเงินของค่าเสียหาย ของกกต.ชุดนั้น

ซึ่งทางกรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง ก็ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหารือแนวทางปฏิบัติกรณีคำร้องขอให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายจากกกต.และสำนักงานกกต. ทั้งนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้มีความเห็นว่า หากความเสียหายอันเนื่องมาจากการออกคำสั่งหรือกฎ เกิดจากการจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ออกคำสั่งหรือกฎ ก็สามารถพิจารณาหาตัวผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานด้านการเงินสามารถพิจารณารายงานการสอบสวนในเรื่องนี้ได้ ทำให้กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมกรรมการขึ้นมาสอบอีกครั้งก็มีมติ ด้วยเสียงข้างมากเหมือนกับชุดของคุณหญิงจารุวรรณ และได้ส่งผลมายังกกต.ให้พิจารณาเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของกกต.ชุดของพล.ต.อ.วาสนา เป็นประธานและสำนักงาน โดยกกต.จึงได้ส่งเรื่องที่กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายฯ ให้ที่ปรึกษากฎหมายได้พิจารณากรณีดังกล่าว

รบ.เล็งขยายผลเดือนพ.ค.เป็นเดือนแห่งความปรองดอง

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 60 แห่งการบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พฤษภาคม วันฉัตรมงคล ถึงการขยายผลสร้างให้เป็นเดือนแห่งความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ตามปณิธานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า คงต้องมีกิจกรรมต่อ เพราะเป็นการเข้าสู่ปีที่ 60 แห่งการบรมราชาภิเษก ปี 2552 นี้ เป็นปีที่ 59 ดังนั้นในปี 2553 จึงถือเป็นปีมหามงคล คณะกรรมการจะมีการประชุมและประกาศต่อไป

เราคิดว่างานนี้จะเป็นการที่รวมใจของคนไทยทั้งประเทศในการถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสอันเป็นปีมหามงคล ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น พระองค์ท่านได้มีพระมหากรุณาธิคุณแก่พี่น้องประชาชนชาวไทย จึงถือโอกาสนี้รวมใจกัน ทั่วประเทศจะมีการจัดกิจกรรมที่หน้าศาลากลาง ทั้งนี้เข้าใจว่าจะมีคนเข้าร่วมในงานฉัตรมงคลนี้ทั่วประเทศหลายล้านคนนายสาทิตย์ กล่าว

เมื่อถามว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นจะสร้างความเชื่อมั่นต่อต่างชาติเพียงใด นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรามีความเชื่อมั่นกันว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งแผ่นดินตลอดระยะเวลาอันยาวนาน การได้มีกิจกรรมที่รวมใจคนไทยก็น่าจะให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าเรากำลังทำบางอย่างเพื่อประเทศของเรา เพื่อสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพยิ่งของเรา ก็น่าที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกครั้ง เพื่อทำให้ทุกคนได้หันกลับมาปรองดองกัน หรือคิดถึงจุดร่วม สงวนจุดต่างทางความคิดต่างๆเอาไว้ก่อน

ส่วนการเข้าไปสนับสนุนโดยรัฐบาลต่อกรณีองค์กรภาคประชาชนและองค์กรอื่นๆเริ่มออกมารณรงค์เรื่องการหยุดทำร้ายประเทศไทยนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า จริงๆรัฐบาลเชิญชวนทุกฝ่ายมาช่วยกันอยู่แล้ว กิจกรรมหยุดทำร้ายประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ต้องยอมรับว่าประสบความสำเร็จมากในแง่การสรางกระแสความรู้สึกรักประเทศ ไม่ทำร้ายกันทั้งด้วยความคิด การกระทำ คำพูด ดังนั้นกิจกรรมในลักษณะนี้จะต้องเกิดขึ้น เพราะพลังที่เรียกว่าพลังของคนไทยส่วนใหญ่ต้องการความสงบ ต้องการความเรียบร้องของประเทศ คิดว่ากิจกรรมพวกนี้จะช่วย ส่วนจะเป็นเพียงการจุดพลุหรือไม่นั้น คงไม่ เพราะจะมีกิจกรรมต่อเนื่อง กิจกรรมที่เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้คิดได้ในแนวทางเดียวกัน ก็เป็นหน้าที่รัฐบาลจะต้องเดินต่อ จะมีอีกหลายกิจกรรม

เมื่อถามว่า ขณะที่กิจกรรมสมานฉันท์ปรองดองกำลังเดินหน้า แต่ยังมีบางกลุ่มเดินหน้าชุมนุมทางการเมืองต่อเนื่องอีกหลังจากนี้ นายสาทิตย์ กล่าวว่า จริงๆนายกฯพยายามดึงทุกอย่างเข้าเวทีรัฐสภา การตั้งคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ก็มีส่วนช่วย ทั้งเรื่องการสมานฉันท์และเรื่องรัฐธรรมนูญ ส่วนการไปเคลื่อนไหวภายนอก คิดว่าในสังคมประชาธิปไตยสามารถทำได้ แต่จากประสบการณ์ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาคงทำให้คิดกันได้ว่า ความรุนแรงเป็นสิ่งสร้างความเสียหาย ดังนั้นถ้ายังมีการชุมนุมเราเชื่อว่าถ้าทำในกรอบสันติวิธีก็ทำได้ รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับอีกด้วย แต่ไม่คิดว่าแกนนำจะเลือกวิธีการรุนแรงและสร้างความเสียหายเช่นนั้นอีก เพราะประสบการณ์ช่วงสงกรานต์ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความวิตกกังวลเรื่องนี้อยู่

เชื่อ แก้รธน.ไม่เป็นชนวนขัดแย้งใหม่

นายสาทิตย์กล่าวถึงกรณีมีหลายฝ่ายมองประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ ว่า ไม่คิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งในไทยได้สุกงอมมาถึงจุดหนึ่งที่ได้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายบนท้องถนน สิ่งนั้นได้บอกเราว่าเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดและไม่ควรกลับไปหาอีก อย่างน้อยเวทีการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้คนที่อาจมีความเห็นต่างขั้วกันมานั่งพูดถึงความเห็นของตัวเอง น่าจะมาพบกันตรงกลางได้ จุดเริ่มของการแก้รัฐธรรมนูญอาจเริ่มจากคนที่เห็นด้วยอย่างสุดขั้ว กับไม่เห็นด้วยเลย หรือคนที่คิดว่าทำไมไม่คุยกัน ซึ่งถือเป็นจุดร่วมที่ดี

ส่วนกรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศจุดยืนต้านการแก้รัฐธรรมนูญและพร้อมออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า คิดว่าพันธมิตรฯก็เป็นเสียงที่ดังเสียงหนึ่งที่ทุกคนก็ต้องฟังเขา เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นที่เรียกร้องและมีมวลชนจำนวนมากที่เห็นด้วยก็เป็นเสียงที่ดังเสียงหนึ่ง ดังนั้นกรรมการที่ตั้งขึ้นต้องเอาทุกเสียงมารวมกัน เสียงของพันธมิตรฯก็เช่นเดียวกับเสียงของบางท่านในฝ่ายการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องมีเหตุผล คุยกัน แต่ยังดีกว่าต่างคนต่างพูดแล้วไม่มีใครฟังใคร

เมื่อถามว่า แต่เสียงคัดค้านส่วนใหญ่มุ่งค้านไปที่การแก้มาตรา 237 เรื่องยุบพรรค และประเด็นการนิรโทษกรรม นายสาทิตย์ กล่าวว่า ก็รับฟังเหตุผล ทุกคนต่างมีเหตุผล ประชาธิปไตยต้องมีทางออก มีจุดลงตัว ประชาธิปไตยไม่ใช่คนอีกฟากความขัดแย้งต้องชนะ โดยอีกคนไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ต้องมาพบกันในความคิดที่หลากหลายและคุยกันได้ ฉะนั้นอาจจะมีส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่อีกส่วนก็ไม่ได้เสียทั้งหมด

เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์หนักใจหรือไม่ที่เป็นคนกลางระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการแก้มาตรา 237 และนิรโทษกรรม กับภาคประชาชนบางส่วนที่คัดค้าน นายสาทิตย์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามาถึงจุดนี้ความเห็นหลากหลายจริงๆ และสุดขั้วกันมาก ถ้าไม่มีเวทีคุยกัน การปะทะกันบนท้องถนนต้องเกิดขึ้นอีก ซึ่งเราไม่ต้องการให้เกิดอีก ก็ต้องมีจุดที่ต้องคุยกัน การเปิดเวทีให้คุยกัน ไม่เฉพาะในรัฐสภา อย่างที่สมาคมนักข่าวต่างๆทำอยู่ก็เป็นเวทีที่ดี ที่อื่นก็ต้องทำ

เมื่อถามว่า รัฐบาลประเมินการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้อย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า คิดว่าคงจะมีประเด็นเคลื่อนไหวอยู่ และเป็นประเด็นที่มีเหตุผล ก็ต้องรับฟัง รัฐบาลคงไปห้ามไม่ให้ใครมาชุมนุมไม่ได้ แต่คิดว่าการแสดงออกของทุกฝ่ายของสังคมจะบอกเขาเองว่าเขาควรจะทำอย่างไร

"เพื่อไทย"เชื่อนายกฯไม่กล้ายุบสภาฯ

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ขู่ยุบสภาหลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ว่า เรื่องนี้มีมูลหรือไม่หรือเป็นข่าวปล่อย เพราะการเสนอแก้ไขมาตรา 237 เป็นเกมที่พรรคร่วมรัฐบาลให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประสานงานกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ได้รับปากก่อนจับมือจัดตั้งรัฐบาลว่าจะแก้ไขมาตราดังกล่าว ดังนั้นจึงถึงเวลาทวงสัญญาลูกผู้ชาย ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำไม่ได้ตามที่สัญญาไว้ คนที่ไปเจรจาตอนตั้งรัฐบาลก็เสียหน้า ในที่สุดนำไปสู่การยุบสภาอยู่แล้ว เพราะเกิดสนิมแต่เนื้อในรัฐบาล ไม่ว่าจะยุบสภาหรือไม่เราไม่ตื่นเต้น เนื่องจากเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่เชื่อว่าเป็นแค่คำขู่ นายกฯไม่กล้ายุบสภาแน่ เพราะอยากอยู่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ปี 2553 และต้องการบริหารประเทศต่อไปอีก3-5 ปี

ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อวันที่ 4 พ.ค.กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองและกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองฯ ในส่วนของพรรคไทยได้ประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดกรอบในการเสนอต่อที่ประชุมของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นั่งเป็นประธาน มีมติย้ำว่าพรรคเพื่อไทยเสนอรัฐบาลให้ทำประชามติสอบถามประชาชนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ นายไพจิต กล่าวว่า ในช่วงนั้นพรรคเพื่อไทยขอแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย แต่หลังจากรัฐบาลใช้กำลังสลายการชุมนุม รัฐบาลมีความผิด เราจึงเสนอให้นายกฯลาออกหรือยุบสภาเท่านั้น เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ไม่ได้เสนอหรือดำเนินการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลเสนอเอง ทั้งนี้นายสมชาย ได้กำชับที่ประชุมว่าขอให้กรรมการทั้ง 2 ชุดทำหน้าที่ โดยเสนอกรอบว่าต้องการอะไร ลองดูว่ารัฐบาลสมานฉันท์แค่ปากและจะจริงใจแค่ไหน ถ้ารู้ว่าต้องการซื้อเวลาเราก็ไม่รวมสังฆกรรมด้วยเด็ดขาด

ที่มา: http://www.komchadluek.net

เศรษฐกิจ

ผู้ค้าสลากจี้กรณ์เร่งหวยออนไลน์ สุดทนแบกหนี้

5 พ.ค. นายวรวุฒิ กมลวิทยานนท์ ประธานชมรมสลาก 3 ตัว 2 ตัว เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.) ชมรมสลาก 3 ตัว 2 ตัว จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการสลากออนไลน์โดยด่วน เนื่องจากผู้แทนจำหน่ายสลากออนไลน์จำนวนมากต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากการที่รัฐบาลเลื่อนการเปิดจำหน่ายสลากออนไลน์ รวมถึงการเปิดจำหน่ายสลากออนไลน์ยังจะช่วยสร้างงาน และยังสามารถนำเงินรายได้ไปใช้ประโยชน์ได้ และที่สำคัญยังจะช่วยแก้ปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือลอตเตอรี่เกินราคา ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีการปรับขึ้นราคาขายส่งไปถึงคู่ละ 90-96 บาท จากราคาขายส่งจริงคู่ละ 73.60 บาท จึงทำให้ราคาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในช่วงนี้ ปรับพุ่งขึ้นถึงคู่ละ 120 บาท

วันเดียวกัน นายศุภรัตน์ ควัตน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บลดลงมากที่สุดคือ ภาษีสรรพสามิต ลดลงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาษีสรรพากรลดลง 9-10 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มปรับลดลงอีก และคาดว่าการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจะลดลงมากขึ้นตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีหน้าเป็นต้นไป จากที่ลดลงแล้วถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีใหม่ทั้งหมด คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบันอยู่ที่ 15-16 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ทั้งนี้ หากไม่ดำเนินการใดๆ อาจทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และไม่สอดคล้องกับหนี้สาธารณะด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้านการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจวันพรุ่งนี้ จะพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 วงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท โดยจะมีการกำหนดแหล่งเงิน ชื่อโครงการ และระยะเวลาดำเนินโครงการด้วย

ที่มา: http://www.thairath.co.th

การศึกษา

สกอ.เลื่อนประกาศผลแอดมิชชั่นส์ 7 พ.ค.นี้

วันที่ 5 พ.ค.52 นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่าในวันที่ 7 พ.ค.นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะแถลงการประกาศผลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับ นิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์ เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ว่านักเรียนจะสามารถเข้าดูผลการคัดเลือกผ่านทางเว็บไซต์ของสกอ. www.cuas.or.th ได้ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 7 พ.ค.นี้ จากเดิมที่กำหนดว่าจะประกาศวันที่ 9 พ.ค. เนื่องจาก สกอ.มีความพร้อมและมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ทั้งนี้ ปีนี้มีพันธมิตรที่เข้าร่วมประกาศผลทั้งหมดประมาณ 17 เว็บไซต์ ทำให้นักเรียนสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น และมั่นใจว่าไม่น่าจะมีปัญหาเว็บล่ม ซึ่งปีนี้มีผู้สมัครแอดมิชชั่นส์จำนวนทั้งสิ้น 119,377 คน

อย่างไรก็ตาม สกอ.คงไม่สามารถประมวลได้ว่าคณะใดเป็นคณะยอดนิยมเพราะมีมากกว่า 3,000 รหัส อีกทั้งการเลือกอันดับคณะของเด็ก เป็นการเลือกตามคะแนนที่ทำได้ ซึ่งบางคณะเด็กต้องการแต่ไม่สามารถเลือกได้เพราะคะแนนไม่ถึง จึงต้องไปเลือกคณะอื่นที่คิดว่าจะติดแทน ฉะนั้นคณะที่มีจำนวนคนเลือกเยอะ จึงไม่ได้สะท้อนว่าเป็นคณะยอดนิยมแท้จริง

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

เลขาสกอ.เผยวิกฤติเด็กไทยอ่อนเลข เร่งติวเข้มครูคณิต

เลขา สกอ.ชี้ นักเรียนไทยอ่อนคณิตศาสตร์ถึงขึ้นวิกฤติ ติวเข้มครูคณิตศาสตร์ทั้งเหนือ อีสาน เพื่อพัฒนาการคิดคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทย และพัฒนาวิชาชีพครู ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาประเทศ

5 พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ "โครงการพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ด้วยนวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการ แบบเปิด" มีครูและบุคลากรทางการศึกษาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด และภาคเหนือ 4 จังหวัด จำนวน 450 คน เข้าอบรม ตั้งแต่วันที่ 5-30 พ.ค. 2552 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรม นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายกนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายสุมนต์ สกลไชย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น นายไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกันเปิดการอบรม ที่โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น

นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวถึง "โครงการพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ โดยใช้นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) และวิธีการแบบเปิด (Open Approach)" ว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 450 คน จะต้องเข้าอบรมโครงการดังกล่าวหนึ่งเดือน ก่อนกลับเข้าไปปฏิบัติงานที่โรงเรียนหรือหน่วยงานเดิม เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน

เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวต่อว่า ปัญหาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากผลการสอบ หรือการประเมินความก้าวหน้าทางด้านคณิตศาสตร์ในทุกประเภท ไม่ว่ารายงานความก้าวหน้าทางการศึกษาที่จัดทำมานานหลายปี ผลปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนทุกระดับชั้น ที่ทำการวัดผล ไม่ว่าจะเป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หรือระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้คะแนนเฉลี่ยไม่ถึง 50 % มานานหลายปีและลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลการสอบ NT ในปีการศึกษา 2551 โดยจัดสอบในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 48.39% โดยอยู่ในเกณฑ์ปรับปรุง 31.78% เกณฑ์ดี 20.28% โดยได้คะแนนสูงสุดเต็ม 30 คะแนน จำนวน 2,944 คน คะแนนต่ำสุด 0 คะแนน จำนวน 101 คน ผลการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยโดยตรงในปีการศึกษา 2552 ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าคะแนนสอบ O-Net มัธยมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ย 30 คะแนน โดยมีคะแนนสูงสุด 99 คะแนนและคะแนนต่ำสุด 8 คะแนน ปรากฏการณ์ดังกล่าว บ่งชี้ว่าความสามารถพื้นฐานของเยาวชนของชาติ ทั้งที่จะออกไปศึกษาต่อในสายอาชีพ เพื่อประกอบอาชีพในด้านต่างๆ และผู้ที่จะไปศึกษาในระดับอุดมศึกษา อยู่ในขั้นวิกฤตอย่างมาก

นายสุเมธ กล่าวต่ออีกว่า การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย เป็นผลมาจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีวาระแห่งชาติที่ชัดเจน เรื่อง "การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้" ที่มีเป้าหมายที่จะเคลื่อนย้ายสังคม ที่เน้นการเรียนรู้แต่เพียง "ผลลัพธ์ (Products Oriented Society)" มาเป็นสังคมที่เน้นทั้ง "ผลลัพธ์และกระบวนการ (Products-Process Oriented Society)" รวมทั้งคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สังคมต้องการ แนวคิดในการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จากความพยายาม ในการกำหนดความสามารถและคุณลักษณะของเยาวชน ที่ต้องการผ่านหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ที่เน้นการบูรณาการ ทั้งเนื้อหาสาระทักษะและกระบวนการเรียนรู้ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยเฉพาะในรายวิชาคณิตศาสตร์ในระดับโรงเรียน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ได้กำหนดเนื้อหาสาระไว้ในรูป สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 6 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ สาระที่ 2 การวัด สาระที่ 3 เรขาคณิต สาระที่ 4 พีชคณิต สาระที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น และสาระที่ 6 ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์

"ความยุ่งยากของครูผู้สอนคณิตศาสตร์ทั่วประเทศ ในการตอบสนองต่อหลักสูตรดังกล่าว คือการไม่สามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อเน้น สาระที่ 6 ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ได้ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในระหว่างการสอน สาระที่ 1-5 แต่ไม่มีวิธีการที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของเวลา และที่สำคัญที่สุด การจะสามารถบูรณาการ ทั้งสามเรื่อง ได้แก่ เนื้อหาสาระ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม เข้าด้วยกันนั้นไม่สามารถทำได้ แค่เพียงเปลี่ยนวิธีการสอน แต่จำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมที่เปลี่ยนทั้งมุมมองของครูที่มีต่อกระบวนการ เรียนรู้ของผู้เรียน วัฒนธรรมการทำงานในโรงเรียน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาวิชาชีพในระยะยาว ที่เป็นการพัฒนาทั้งครูและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนไปพร้อมๆกัน ขณะนี้การพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ของประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องต่อจิ๊กซอว์อีกต่อไปแล้ว เรามีแนวทางการพัฒนาวิชาชีพครูที่ชัดเจน ทั้งในส่วนของรูปแบบโปรแกรมการฝึกหัดครูคณิตศาสตร์ และรูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครูประจำการ ที่พัฒนาโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยใช้นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน และมีวิธีการแบบเปิดอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนประจำการ และเมื่อครูเป็นครูประจำการซึ่งจะทำให้การพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์เป็นการ พัฒนาวิชาชีพที่ยั่งยืน และส่งเสริมการพัฒนาทั้งครูและเยาวชนไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าว

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวต่อว่า การพัฒนา วิชาชีพครูคณิตศาสตร์และการพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะการคิดคณิตศาสตร์ สพฐ.ตระหนักถึงการแก้ปัญหาในภาคปฏิบัติ ที่ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนา จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆจำนวนมาก เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนาและนำนวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิดไปใช้ในโรงเรียน นั้น และพัฒนารูปแบบการพัฒนาการคิดคณิตศาสตร์ ไปใช้จริงในโรงเรียน รวมทั้งพัฒนารูปแบบการพัฒนาบุคลากรในการใช้นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549-2551 ทั้งได้นำครูโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมเรียนรู้จากการเปิดชั้นเรียน ที่โรงเรียนนำร่องการใช้นวัตกรรม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ภาคเหนือ 4 จังหวัด และครูจากการเรียนอื่นๆในทุกภาคของประเทศ ร่วมศึกษาดูงานที่แหล่งต้นกำเนิดของโรงเรียนพัฒนาการศึกษาชั้นเรียนที่มหาวิ ทยาลัยสึคุบะประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งขณะนี้ศูนย์วิจัยคณิตศาสตรศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังได้พัฒนาหลักสูตรการผลิตครูคณิตศาสตร์ 5 ปีขึ้นไป และใช้นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด ในการจัดการเรียนการสอน ทำให้เกิดความต่อเนื่องและเชื่อมโยงการพัฒนาครูประจำการ โดยใช้นวัตกรรมดังกล่าว จะทำให้การขยายผลทั่วถึงทั้งประเทศต่อไป

ด้าน นายสุมนต์ สกลไชย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยศูนย์วิจัยคณิตศาสตรศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ดำเนินการพัฒนาวิชาชีพครู ภายใต้โครงการ วิจัยและพัฒนารูปแบบการพัฒนา การพัฒนาการคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ด้วยวิธีการศึกษาชั้นเรียน(Lesson Study) และวิธีการแบบเปิด (Open Approach) ดำเนินการตั้งแต่ปี 2549-2551 เป็นเวลา 7 ปี ที่ได้พัฒนาวิชาชีพครู จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น และก่อให้เกิดความร่วมมือของหน่วยงานทางการศึกษาทั้งในปละต่างประเทศ

"โครงการพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ด้วยนวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการ แบบเปิด" เป็นโครงการนำร่องการขยายผล ระยะ 1 ปี การศึกษา เริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย. 2552 ถึงเดือนมี.ค. 2552 ใน 9 จังหวัด 9 พื้นที่เขตการศึกษา 10 โรงเรียน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือจังหวัด ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย อุบลราชธานี ส่วนที่ภาคเหนือ มี 4 จังหวัด 6 เขตพื้นที่การศึกษา 7 โรงเรียน คือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะพัฒนาชั้นเรียนคณิตศาสตร์ให้สอดคล้องกับความ ต้องการ การพัฒนาประเทศต่อไป และจะขยายผลให้ครอบคลุมทั้งประเทศในปี 2553-2557

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงโครงการพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ โดยใช้นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน(Lesson study)และวิธีการแบบเปิด (open approach) ว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในระยะยาว ที่จะพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ เพราะประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติอย่างมากทางด้านการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ พิจารณาได้จากการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ การที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา และสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกันทำการวิจัยพัฒนารูปแบบการพัฒนา การพัฒนาการคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย สึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่นวัตกรรมพัฒนาชีพครูคณิตศาสตร์ จึงเป็นการยืนยันถึงทิศทางที่ถูกต้อง ในการพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ในทิศทางที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไป ฉะนั้นการพัฒนารูปแบบการใช้นวัตกรรม การศึกษาชั้นเรียน(Lesson study)และวิธีการแบบเปิด (open approach) จะสำเร็จได้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน จะต้องร่วมผลักดันการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของการพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จ สามารถเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการคิดคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทย ไปพร้อมๆกับการพัฒนาวิชาชีพของตนเอง และหวังว่าในอนาคตอย่างน้อย 10 ปีถัดไป ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กไทยจะเพิ่มขึ้น และมีความสามารถเทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ ในระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพครูคณิตศาสตร์ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา ประเทศไทย

ที่มา: http://www.thairath.co.th

ต่างประเทศ

'เหมาอิสต์'ลั่นประท้วงทั่วปท.ตอบโต้กองทัพ

กลุ่มเหมาอิสต์ขู่เปิดฉากประท้วงตามท้องถนน หลังนายกรัฐมนตรีประจันดา หัวหน้าพรรค ประกาศลาออกจากตำแหน่งจากกรณีขัดแย้งกับประธานาธิบดีพรรคฝ่ายค้านเรื่องการปลดผู้บัญชาการทหารบก ฟากพรรคการเมืองเปิดหารือเร่งจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

นายกฯ ประจันดา สั่งปลดพลเอกรุกมันกุต คาตาวัล ผู้บัญชาการทหารบก ศัตรูเก่าของเหมาอิสต์ หลังเขาปฏิเสธไม่รับอดีตนักรบเหมาอิสต์ 19,000 คน ซึ่งขณะนี้ถูกกักบริเวณอยู่ในค่ายของสหประชาชาติ เข้าเป็นทหารใหม่ในกองทัพตามเงื่อนไขที่ระบุในข้อตกลงสันติภาพ โดยให้เหตุผลว่าอดีตนักรบเหมาอิสต์ถูกฝังความเชื่อทางการเมืองไว้มากเกินไป ต่อมาประธานาธิบดีราม บารัน ยาเทวะ จากพรรคฝ่ายค้าน ยับยั้งการตัดสินใจดังกล่าว จนนำมาซึ่งความขัดแย้งและการลาออกของนายกฯ ประจันดาเมื่อวันจันทร์

"ผบ.ทบ.ทำในสิ่งที่ขัดต่อกระบวนการสันติภาพ และเราปลดเขาออกจากตำแหน่งโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ประธานาธิบดีกลับขัดขวางการตัดสินของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อำนาจสูงสุดของพลเรือนถูกละเมิด และเรากำลังจะทนไม่ไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น" เทวะ กุรุง สมาชิกอาวุโสของเหมาอิสต์กล่าวเชิงข่มขู่ว่ากลุ่มกำลังจะเปิดฉากการประท้วงครั้งสำคัญเหมือนเช่นที่เคยใช้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ "เราจะเริ่มต้นการชุมชุมตามท้องถนนอย่างสงบทั่วประเทศตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป"

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ก็เริ่มมีผู้คนจากทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านเหมาอิสต์ออกมาเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนในกรุงกาฐมาณฑุบ้างแล้ว ท่ามกลางการวางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อป้องกันการปะทะกันที่อาจเกิดขึ้น

การลาออกของนายกฯ ประจันดา ทำให้การเมืองเนปาลเจอทางตัน แหล่งข่าวคนหนึ่งบอกว่า ที่จริงประธานาธิบดีขอให้ประจันดารักษาการในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่กุรุงยืนยันว่ากลุ่มเหมาอิสต์จะชุมนุมตามท้องถนนไปจนกว่า ผบ.ทบ.จะยอมลาออก

พรรคเหมาอิสต์ ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองใหญ่สุด ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อปีที่แล้ว แต่แม้ครองที่นั่งในสภาไว้ถึง 40% แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ขณะที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามต่างให้การหนุนหลังประธานาธิบดีและพวกเขามีแผนจะหารือกันในวันอังคารเพื่อฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ นักวิเคราะห์มองว่าพรรคคองเกรสเนปาลและพรรคยูเอ็มแอล พรรคอันดับ 2 และ 3 น่าจะเผชิญกับแรงต่อต้านจากพรรคขนาดเล็กและพรรคอิสระหากพวกเขาต้องการจัดตั้งรัฐบาลที่ปราศจากเหมาอิสต์

ที่มา: http://www.thaipost.net

ทหารก่อกบฏในจอร์เจีย ล้มล้างรัฐบาล ชี้รัสเซียอยู่เบื้องหลัง

ทูตรัสเซียประจำนาโต ปฏิเสธ รัสเซียไม่เกี่ยวข้อง และว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความพยายามของรัฐบาลจอร์เจียที่จะเบี่ยงเบน ความสนใจของประชาชนจากวิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (5 พ.ค.) อ้างนายมิคาอิล ซาคาสวิลี ประธานาธิบดีแห่งจอร์เจีย แถลงว่า ทหารกองพันรถถังในค่ายทหารแห่งหนึ่งใกล้กรุงทบิลิซีพยายามก่อการกบฏเพื่อล้ม ล้างรัฐบาล แต่เป็นเหตุการณ์เดี่ยว และรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

ด้านกระทรวงมหาดไทยจอร์เจียแถลงว่า รัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียอยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้ และผู้ก่อการมีแผนจะลอบสังหารปรธานาธิบดีซาคาสวิลีด้วย อย่างไรก็ตาม นายดมิทรี โรโกซิน ทูตของสหพันธรัฐรัสเซียประจำองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ปฏิเสธว่าสหพันธรัฐรัสเซียไม่เกี่ยวข้อง และว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความพยายามของรัฐบาลจอร์เจียที่จะเบี่ยงเบน ความสนใจของประชาชนจากวิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศมากกว่า ขณะที่ผ่ายค้านกดดันให้นายซาคาสวิลีลาออก

ที่มา: http://www.thairath.co.th

โอบามากร้าว กวาดล้างบ.เลี่ยงภาษี นำเงินคืนรัฐ6หมื่นล.เหรียญ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (5 พ.ค.) ว่า นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมยกเครื่องระบบการจัดเก็บภาษีใหม่ หวังหยุดยั้งและกวาดล้างกลุ่มผู้เลี่ยงภาษี เพื่อนำเงินเข้าประเทศมาใช้พัฒนาด้านอื่นได้มากกว่า 210,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะถอถอยทางเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุคสิ้นสงครามโลกครั้ง ที่ 2

ผู้นำสหรัฐ ฯ ระบุว่า ผู้จ่ายภาษีต้องเริ่มการจ่ายภาษีระบบใหม่ด้วยความยุติธรรม หากทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายภายใน 10 ปี รัฐบาลจะมีเงินมากถึง 210,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพียงพอใช้ลดงบประมาณขาดดุล โดยรัฐบาลจะมอบอำนาจให้นายทิโมธีย์ ไกธ์เนอร์ รัฐมตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับกรมสรรพากร ทำหน้าที่ดำเนินการ ด้วยการว่าจ้างแรงงานเจ้าหน้าที่ใหม่เกือบ 800 ตำแหน่ง จัดการดูแลบริหารกลุ่มผู้เลี่ยงภาษี

รายงานระบุว่า แต่ละปีพบว่าบริษัทใหญ่ๆหลายแห่งแสวงประโยชน์จากช่องโหว่ของการเก็บภาษี โดยจ่ายภาษีเพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ จากผลกำไรทั้งหมด ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้เฉลี่ยปีละมากหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ตนต้องการเห็นบริษัทของสหรัฐอเมริกาแข่งขันกับตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเชื่อมั่นว่าบริษัทเหล่านั้นไม่แสวงผลกำไรจาก เงินภาษีด้วยการดำเนินธุรกรรมต่างประเทศ คำประกาศของทำเนียบขาว ชี้แจงว่าภายในปี 2554 - 2562 รัฐบาลตั้งเป้าจะนำเงินภาษีกลับคืนมาสู่ประเทศชาติให้ได้ราว 60,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ช่องโหว่ของการเก็บภาษี อาทิ บริษัทอ้างว่าได้จ่ายภาษีให้แก่รัฐบาลต่างชาติ เพื่อหวังเลี่ยงการจ่ายภาษีภายในประเทศใช้วิธีการโอนถ่ายเงินผ่านหมู่เกาะเคย์แมน หรือสวรรค์ของเหล่านักเลี่ยงภาษี

ที่มา: http://www.thairath.co.th

สิ่งแวดล้อม

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมน้ำโลก

ไทยเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรี 5 ทวีป บริหารจัดการแม่น้ำพรมแดน การันตีคุมเข้มความปลอดภัย-โรคไข้หวัดใหญ่ ด้านกรมทรัพยากรน้ำเตรียมงัดมาตรการกฎหมาย และกติกาสังคม หารือจัดการแม่น้ำโขงนำร่อง

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยโดยกรมทรัพยากรน้ำ เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศระดับรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการน้ำพรมแดน ในมิติของความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระหว่างวันที่ 20-22 พ.ค.นี้ ที่โรงแรมสยามซิตี กทม.

โดยล่าสุดมีสมาชิก 21 ประเทศจาก 5 ทวีปได้แก่ แอฟริกา เอเชีย ละตินอเมริกาและแคริบเบียน ยุโรป และออสเตรเลีย รวมกว่า 200 คนตอบรับเข้าร่วมการประชุมในเมืองไทยแล้ว

ทั้งนี้ รัฐบาลได้การันตีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างสูงกับรัฐมนตรีที่จะเดินทางเข้าประชุม เพื่อสร้างความมั่นใจ ภายหลังจากมีเหตุการณ์ชุมนุมโดยกลุ่มเสื้อแดง ที่ทำให้ไทยต้องยุติการประชุมอาเซียนซัมมิตที่พัทยา เมื่อช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการซักซ้อมและเตรียมความพร้อม รวมทั้งการอำนวยความสะดวกแก่รัฐมนตรีและผู้ติดตาม ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความประทับใจและลบภาพลักษณ์ ตลอดจนกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ด้วย

รมว.ทส.กล่าวอีกว่า สำหรับเนื้อหาหลักของการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากข้อมูล ของ UNEP พบว่าในทั่วโลกจะประสบภัยแล้งและขาดแคลนน้ำมากขึ้น เนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแหล่งน้ำจืดที่มีอยู่ทั่วโลกที่มีพรมแดนระหว่างประเทศนั้น ในจำนวน 50% ของลุ่มน้ำนานาชาติ หรือ 158 ลุ่มน้ำจากทั้งสิ้น 263 ลุ่มน้ำ ส่วนใหญ่ยังขาดความร่วมมือระดับประเทศ ทำให้เกิดช่องว่างในการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ คาดหวังว่าจะเห็นรูปธรรมชัดเจน 5 ด้าน อาทิเช่น การบริหารทรัพยากรน้ำในบริบทของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มติด้านสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงการบริหารน้ำพรมแดน โดยจะต้องทำให้กระบวนการน้ำแบบผสมผสานขึ้นจริง รวมทั้งประเด็นการตัดสินใจเชิงการเมืองและการเงิน เพื่อปรับปรุงการจัดการน้ำพรมแดนในอนาคต

ทางด้านนายศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้จะมีการหยิบยกกรณี การจัดการน้ำแม่น้ำโขง ซึ่งถือเป็นแม่น้ำพรมแดนของเอเชียนำร่อง เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีกลไกที่ครอบคลุม และมีกรอบการบริหารงานที่ชัดเจนระหว่างประเทศผู้ใช้น้ำโขงร่วมกันทั้ง 5 ชาติ คือ จีน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย ทำให้เกิดปัญหากับประเทศปลายน้ำอย่างกรณีปัญหาน้ำท่วมจากน้ำโขงในฝั่งไทยเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

หรือปัญหาในประเทศปลายน้ำ ก็มักทำให้จีนตกเป็นแพะทุกครั้งที่มีปัญหาการใช้น้ำโขง โดยไทยใช้เวทีประชุมรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้จีนยึดแนวทางของ UNEP ที่พยายามเสนอให้ใช้มาตรการด้านนโยบายกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) รวมทั้งความร่วมมือและกติกาทางสังคมให้การจัดการน้ำโขง มีรูปธรรมที่ชัดเจน

เพราะปัจจุบันมีโครงการพัฒนาแม่น้ำโขงทั้งในจีน และลาว แต่ประเทศผู้ใช้น้ำอื่นไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้เลย อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าจีนยังไม่ตอบรับเข้าประชุม แต่ยังเหลือเวลาอีกหลายสัปดาห์ ซึ่งถึงตอนนั้นก็หวังว่าจีนจะมาร่วมประชุม

"สำหรับข้อกังวลเรื่องปัญหาความปลอดภัย และเรื่องเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยติดต่อประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข ในการป้องกันดูแล พร้อมกับตรวจสอบอย่างรัดกุม อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ตอบรับมาเข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากประเทศในทวีปแอฟริกา เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีปัญหาเรื่องน้ำมาก" นายศิริพงศ์ระบุ

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

สังคม-คุณภาพชีวิต

กลุ่มเพื่อนหญิงชี้ราชการหัวโจกไข่แล้วทิ้งเพียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ นางบุบผาวรรณ อังคุระษี ประธานกลุ่มเพื่อนหญิง จ.อำนาจเจริญ ได้ออกมาเปิดเผยและเห็นใจหัวอกลูกผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศ จนตั้งท้องและคลอดลูกแล้วไม่มีใครช่วยรับผิดชอบ กลุ่มเพื่อนหญิง ในฐานะองค์กรภาคเอกชนที่คุ้มครองสตรีจึงได้ขอ ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคอีสานช่วยกำชับให้ส่วนราชการที่มีลูกจ้าง-แรงงานชั่วคราวกำกับดูแล ไม่ให้มีการคุกคามสตรีอย่างจริงจัง

นางบุบผาวรรณ อังคุระษี หรือแม่หนอด ประธานกลุ่มเพื่อนหญิง จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ได้รับการร้องทุกข์จากผู้ปกครองหลายคนในจังหวัดทางภาคอีสาน โดยแจ้งว่า ลูกหลานที่เข้าทำงานกับส่วนราชการ มักถูกคุกคามทางเพศจนตั้งท้อง ต่อจากนั้นก็ไม่มีใครรับผิดชอบ โดยลูกสาวคลอดแล้วจะนำเด็กมาให้พ่อแม่เลี้ยงแทน เห็นแล้วน่าสงสารมาก โดยลูกจะขอร้องไม่ให้พ่อแม่ไปเอาผิดกับผู้ชายที่กระทำ โดยอ้างว่า พ่อของเด็กไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบในตอนนี้

ประธานกลุ่มเพื่อนหญิง กล่าวว่า หญิงสาวเมื่อจบปริญญาแล้ว จะออกหางานทำ ส่วนมากจะทำงานในตำแหน่งลูกจ้าง เช่นลูกจ้างชั่วคราว ตาม อบต.ตามเทศบาลหรือตามโรงเรียนมัธยม ถ้าได้งานสอนก็จะเรียกว่าครูอัตราจ้างหรือทำงานด้านธุรการด้วย ลูกจ้างกลุ่มนี้จะสวยมีรูปร่างหน้าตาดี และมักได้งานทำที่อยู่ใกล้ผู้บังคับบัญชา เช่น เป็นหน้าห้องหรือเลขานุการ นานเข้าจะถูกผู้ชาย ที่ใกล้ชิดละเมิดทางเพศ ถ้าจะร้องทุกข์ก็กลัว ตกงาน ต้องยอมอดทนเพื่อให้ชีวิตมีงานทำ บางรายยังได้รับความหวังจากผู้ชาย อ้างจะเลิกกับเมียยอมมาแต่งงานอยู่กินกันตามประเพณี แต่ส่วนมากจะหลอกลวงหวังให้ผู้หญิงหลงเชื่อและไม่ถูกเอาเรื่องเท่านั้น นาน ๆ เข้าก็ทำเรื่องย้ายหนีไปอยู่ จังหวัดอื่นที่ตามไปหายาก

นางบุบผาวรรณ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ไม่กล้าบอกพ่อแม่เพราะมีความหวังในชีวิตคู่ ปล่อยให้ท้องโย้ก็มี ไปทำแท้งก็มาก ดังนั้น กลุ่มเพื่อนหญิงและเครือข่ายสตรีภาคอีสาน จึงได้ไปพบผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของแต่ละจังหวัดช่วยสอดส่องหรือถ้าใครมีปัญหาทางเครือข่ายผู้หญิงพร้อมจะช่วยเหลือทั้งด้านกฎหมายและรับเลี้ยงเด็กแทน โดยต้องแจ้งให้ทางกลุ่มทราบจะไปช่วยเหลือทันที

ด้านนายบุญสนอง บุญมี ผวจ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า กลุ่มเพื่อนหญิงและเครือข่าย ร้องขอมาก็จะแจ้งให้หัวหน้าส่วนราชการทราบ เพื่อช่วยกันดูแล คงไม่ให้เกิดซ้ำในพื้นที่ พร้อมกับแจ้งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดช่วยประชาสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการตั้งท้องที่ไม่พึงประสงค์

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

สธ.ยันไม่พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่2009 ในไทย

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ไพจิตร วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวภายหลังประชุมศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ร่วมกับทีมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญโรคไข้หวัดใหญ่ ที่กระทรวงสาธารณสุขว่า หลังจากที่ผู้ที่เดินทางมาจากเม็กซิโก 14 ราย สมัครใจเข้ามาอยู่ในความดูแลของสถาบันบำราศนราดูรเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากให้ความมั่นใจในมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข โดยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการปกติ ในวันนี้ให้กลับบ้านได้แล้ว และให้ดูแลตัวเองอีก 7 วัน เช็คอุณหภูมิร่างกาย ไม่คลุกคลีกับญาติอย่างใกล้ชิด เช่น การกอดหรือหอมแก้ม หลีกเลี่ยงไปในที่ชุมชนหนาแน่น และแจ้งเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้ทุกวันหากมีอาการผิดปกติหรือมีไข้

นายวิทยา กล่าวต่อไปว่า ขอยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศไทย อยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่ยังคงมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทุกสนามบินที่มีการเดินทางเข้า- ออก กรณีที่มีประวัติการเดินทางผ่านประเทศที่มีการแพร่ระบาด หากผ่านการตรวจสอบที่สนามบินแล้วไม่มีอาการไข้ ให้กลับไปพักที่บ้านได้ ขอความร่วมมืออยู่ในบ้าน 7 วัน หลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสใกล้ชิดพบปะบุคคลทั่วไป และหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปในที่ชุมชนหนาแน่น กระทรวงสาธารณสุขมีการติดต่อทุกวันเพื่อติดตามอาการ

ทางกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายกำหนดยาโอเชลทามีเวียร์ (Oseltamivir) เป็นยาควบคุมพิเศษเนื่องจากต้องติดตามการดื้อยาและอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีผลต่อระบบจิตประสาททำให้เกิดภาพหลอนได้ ดังนั้นจึงให้ใช้เฉพาะในสถานพยาบาลที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน และแพทย์ เป็นผู้สั่งจ่ายยา การใช้ยาดังกล่าวโรงพยาบาลต้องมีใบสั่งแพทย์ ดูแลควบคุมการใช้ยาอย่างเข้มงวดตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้งรายงานการใช้ยาต่อ อย. เพื่อป้องกันการใช้ไม่ถูกต้องและป้องกันการดื้อยาจากการใช้อย่างกว้างขวางโดยไม่จำเป็น

นายวิทยา กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการกระจายยาโอเชลทามีเวียร์ นอกจากให้โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศแล้ว จะกระจายยาส่งไปให้โรงพยาบาลเอกชน โดยจะแจ้งสถานทูตทุกแห่งในประเทศไทย จะให้ยาไว้เป็นสต็อกในสถานทูตที่มีแพทย์ประจำ และจะส่งยาไปให้สถานทูตไทยทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยง และมีการแพร่ระบาดของโรคด้วย

สถานการณ์ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 4 พฤษภาคม สำนักระบาดวิทยา ได้รับรายงานผู้ป่วยในข่ายเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 สะสม 17 ราย ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นไข้หวัดใหญ่ทั่วไป 14 ราย อยู่ระหว่างการตรวจผลทางห้องปฏิบัติการอีก 3 ราย อยู่ที่จ.อุบลราชธานี และจ.นครสวรรค์ จังหวัดละ 1 ราย และที่โรงพยาบาลราชวิถี 1 ราย

ทั้งนี้ผลการเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ 27 เมษายน- 4 พฤษภาคม ผ่านเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิทั้ง 6 จุด จำนวน 279.653 คน

ที่มา: http://www.naewna.com

แพทย์ไทยเจ๋ง วิจัยใช้ข้าวเจ้า ผลิตไหมเย็บแผล

รศ.นพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์และหน่วยวิจัยชีววัสดุและเครื่องมือแพทย์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าโครงการ วิจัยวัสดุเย็บแผลชนิดย่อยสลายได้ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า เปิดเผย "ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์" วันนี้ (5 พ.ค.) ว่า จากผลการทดลองต่อเนื่องขณะนี้ ทีมวิจัยสามารถคิดค้นไหมเย็บแผลจากข้าวเจ้าขึ้น แต่อยู่ในระหว่างขั้นเริ่มต้น โดยเป็นการวิจัยขั้น แรกที่ยังไม่สมบูรณ์ คาดว่า จะต้องใช้เวลาพัฒนาต่อเนื่องและทดลองอีกประมาณ 3 -5 ปี จะสามารถใช้งานจริงได้

หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ไหมเย็บแผลจากข้าวเจ้าถือว่า อยู่ในห้องแล็ป ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวเป็นผลงานที่ดำเนินมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ตามแนวคิด คือ พยายามสร้างสิ่งประดิษฐ์เองในประเทศไทย ใช้ทรัพยากรในประเทศ ด้วยเทคโนโลยีต้นทุนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าประสบผลสำเร็จจนถึงขั้นสามารถนำมาใช้งานจริงกับได้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวเจ้าไทย และเกิดผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทยจากฝีมือนักวิจัยไทย ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของประเทศไทยในอนาคต

สำหรับรายละเอียดงานวิจัยไหมเย็บแผลจากข้าวเจ้า รศ.นพ.สิทธิพร กล่าวว่า เป็นวัสดุเย็บแผลแบบเส้นใยเดี่ยว ที่ได้ปรับปรุงสมบัติเชิงกลของแผ่นฟิล์มโพลิเมอร์แป้งข้าวเจ้าให้ดีขึ้นด้วยการผสมสารตัวช่วย คือ เจลาติน คาร์บอกซีเมทธิลเซลลูโลส และผงคาร์บอนขนาดนาโนเมตร ซึ่งจากการทดสอบความแกร่งทางแรงดึงให้ผลชัดเจนว่าช่วยปรับปรุงสมรรถภาพความทน ทนน้ำและความแกร่งให้กับแผ่นฟิล์มโพลิเมอร์แป้งข้าวเจ้า นอกจากนั้น สีดำของผงนาโนคาร์บอนยังช่วยให้ศัลยแพทย์สังเกตแยกแยะออกได้ง่ายเมื่อต้องปะปนกับเลือดภายในเนื้อเยื่อระหว่างผ่าตัด

หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวถึงขั้นตอนการประดิษฐ์ไหมเย็บแผลจากข้าวเจ้าว่า เป็นวิธีที่เรียบง่ายด้วยการผสมวัตถุดิบในน้ำร้อนแล้วอบแห้งในเตาไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์สุดท้ายจะถูกตรวจวิเคราะห์สมบัติเชิงเคมีฟิสิกส์ การจับถือ และชีววิทยา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้าวเย็บแผลมีสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นวัสดุเย็บแผล กล่าวคือ สามารถคงรูปเมื่ออยู่ในน้ำ มีค่าแรงดึงยืดขนาดสูง นอกจากนั้น ไหมเย็บแผลจากข้าวยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเนื่องจากผลิตจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษด้วยวิธีการที่ไม่สลับซับซ้อน จึงสามารถถูกย่อยสลายได้ง่ายด้วยวิธีการตามธรรมชาติและไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง

รศ.นพ.สิทธิพร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ได้จดสิทธิบัตรไหมเย็บแผลจากข้าวเจ้าแล้ว อย่างไรก็ตาม นับว่า เป็นความภาคภูมิใจเนื่องจากงานวิจัยดังกล่าว ได้รับรางวัลอันดับที่ 1 ระดับประเทศไทย ในการประกวดบทความทางการแพทย์ ในหัวข้อนวัตกรรมใหม่ของใหม่เย็บแผลแห่งโลกอนาคต ซึ่งจัดโดยบริษัทบี.บราวน์ (ประเทศไทย)จำกัด บริษัทผู้ผลิตไหมเย็บแผล โอกาสครบรอบ 100 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา และได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยส่งหัวข้องานวิจัยชิ้นนี้ไปทั่วโลก

ที่มา: http://www.thairath.co.th

ยุบองค์การนำแต่ไม่ยุบพรรค: บทวิเคราะห์ถ้อยแถลงธง แจ่มศรีในวันก่อตั้งพรรคครบ 66 ปี

ที่มา ประชาไท

สมพร จันทรชัย

เผยแพร่ครั้งแรกในจุลสารไฟลามทุ่ง ฉบับที่ 1/2552 มกราคม-มีนาคม 2552

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา คุณธง แจ่มศรี ในนามส่วนตัวของเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ โอกาสครบรอบ 66 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคฯ โดยเผยแพร่ผ่านสื่อประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

ซึ่งคำแถลงนี้อาจจะนับได้ว่าเป็นแถลงการณ์ของเลขาธิการพรรคฯ ที่เป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่สมัชชา 4 เป็นต้นมา แถลงการณ์ดังกล่าวนี้ได้ตอบคำถามอันคั่งค้างอยู่หลายประการ และยังเป็นการช่วยอภิปรายและชี้นำทิศทางทางการเมืองอันถูกต้องในสถานการณ์ปัจจุบันอีกด้วย แถลงการณ์ฉบับนี้จึงถือเป็นเอกสารสำคัญที่น่าจะต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ เพื่อจะช่วยทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งในบทความนี้จะขออภิปรายเรื่องราวของแถลงการณ์ดังกล่าว โดยตั้งประเด็นต่อไปนี้

1.สถานะของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยจนถึง พ.ศ. 2549

นับแต่มีการเปิดประชุม สมัชชาพรรคครั้งที่ 4 ราวเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา อาจอธิบายได้ว่า พรรคคอมมิวนิสต์ไทยอยู่ภายใต้สภาพแห่งการถดถอย ตกต่ำและแตกสลาย กองกำลังอาวุธปฏิวัติที่เคยมีอยู่กระจัดกระจายในเขตงานต่างๆ ทั่วประเทศก็ยุบเลิก วางอาวุธ หรือบางส่วนก็ยอมจำนนต่อฝ่ายรัฐบาล องค์กรปฏิวัติทั้งในเมืองและในชนบทต่างก็เสื่อมสภาพ สลายตัว การประชุมคณะกรรมการกลางพรรคฯสมัยแรก หลังจากการประชุมสมัชชาในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2525 และการประชุมคณะกรรมการกลางเต็มคณะครั้งที่ 2 ใน พ.ศ.2526 ก็ไม่อาจยับยั้งการเสื่อมถอยล่มสลายนี้ได้

และหลังจากนั้นคณะกรรมการกลางพรรคฯ ก็ไม่ได้มีการประชุมกันอย่างเป็นทางการอีกเลย เพราะคณะกรรมการกลางพรรคฯ ถูกจับกุมครั้งใหญ่ 2 ระลอก ครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2527 และต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2530 ซึ่งในครั้งหลังนี้ คณะกรรมการกลางและกรมการเมืองถูกจับกุมเกือบหมดคณะในขณะเตรียมการประชุมขยายวงที่หาดบางแสน ชลบุรี ผลของการถูกจับครั้งนี้ทำให้การเคลื่อนไหวของพรรคฯ ปิดฉากลง สำหรับ คุณ ธง แจ่มศรี ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมสมัชชาครั้งที่ 4 ไม่ได้ถูกจับกุมตัวและยังคงหลบในเขตป่าเขาที่เหลืออยู่ในแถบจังหวัดเพชรบุรี แม้ว่าจะมีการตั้งองค์กรนำชั่วคราวขึ้นมารับผิดชอบงาน แต่ พรรคฯ ก็อยู่ในฐานะที่แทบจะไม่สามารถจะแสดงบทบาทได้ตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งคุณธง แจ่มศรี ต้องออกจากป่าเขามาใช้ชีวิตที่ปกติในสังคมตั้งแต่ พ.ศ.2533 เป็นต้นมา แต่สภาพทางการเมืองที่พรรคคอมมิวนิสต์ยังถือเป็น พรรคผิดกฎหมาย คุณธง ก็ยังคงต้องอยู่อย่างปิดลับและติดต่อพบปะกับผู้คนได้ในวงจำกัด

ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการกลางเต็มคณะที่ได้รับเลือกจากสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ 4 จำนวน 35 คน ถึงแก่กรรมไปบ้าง บางส่วนจำนนต่อศัตรู ยุติบทบาทลงบ้างหรือปลีกออกไปใช้ชีวิตปกติบ้าง ส่วนที่ยังคงเคลื่อนไหวมีบทบาทการเมืองนั้นมีอยู่ไม่กี่คน ในสภาพเช่นนั้น คุณธง แจ่มศรี ในฐานะ เลขาธิการใหญ่ก็ได้จัดตั้ง องค์กรนำเฉพาะกิจขึ้นบริหารงานเป็นการชั่วคราว โดยเลือกกรรมการที่ยังพอทำงานร่วมกันได้เป็นหลัก

แต่ในภาวะเช่นนี้ปัญหาในด้านการนำและปัญหาคั่งค้างอื่นๆ ยังมีอยู่มากมายดังที่ คุณธง แจ่มศรี ได้อธิบายให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ด้วยเหตุปัจจัยทั้งในด้านภววิสัยและ อัตวิสัยจึงทำให้เกิดการดำเนินการของพรรคฯ เป็นไปอย่างยากลำบาก

ในด้านภววิสัย ไม่มีสถานการณ์ปฏิวัติดำรงอยู่เลย ในเงื่อนไขที่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภายังดำเนินไปด้วยดีตั้งแต่หลังกรณีพฤษภาประชาธรรม พ.ศ. 2535

ในด้านอัตวิสัยของพรรคคือ ความแตกแยก แตกต่างทางความคิดและไม่ยอมรับซึ่งกันและกันจนยากที่จะประสานกันได้ในส่วนอดีตกรรมการและผู้ปฏิบัติงานจึงแยกกันเป็นกลุ่มๆ แม้จะมีการเลิกพระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 การเรียกประชุมอย่างเป็นทางการก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การดำเนินการของพรรคคอมมิวนิสต์จึงต้องปรับตัวไปตามสภาพไม่มีการเคลื่อนไหวที่จะสร้างสะเทือนทางการเมืองแต่อย่างใด

2.วิกฤตการณ์ทักษิณ และความขัดแย้งทางสังคมไทย

เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้นจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 เป็นต้นมาได้เกิดกรณีที่เรียกว่า วิกฤตการณ์ทักษิณ นั่นคือเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่เป็นกระบวนการทางสังคมเพื่อต่อต้านรัฐบาลไทยรักไทย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สถานการณ์ขยายตัวลุกลามอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ จำลอง ศรีเมือง แห่งขบวนการสันติอโศก

ขบวนการต่อต้านรัฐบาลทักษิณนี้มีนักคิดนักวิชาการจำนวนมากสนับสนุน รวมทั้งมีผู้ปฏิบัติงานองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมากเข้าร่วมผนึกกำลังด้วย ในกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ 3 คน ก็มาจากขบวนการภาคประชาชน อันได้แก่ พิภพ ธงชัย จากมูลนิธิหมู่บ้านเด็ก สมศักดิ์ โกศัยสุข ผู้นำสหภาพแรงงานรถไฟ และ สมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ จากองค์กรพัฒนาเอกชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนั้นยังปรากฏว่าขบวนการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ อดีตผู้ปฏิบัติงาน และแม้กระทั่งคนเดือนตุลาจำนวนมากเข้าร่วมสนับสนุน ก่อให้เกิดความสามัคคี ผนึกกำลังต่อต้านทักษิณอย่างกว้างขวาง

สาเหตุความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ทางการเมืองนี้ เป็นที่อธิบายกันได้หลายลักษณะ ในความเห็นของกลุ่มพันธมิตรฯ ปัญหาเริ่มต้นจากการทุจริตฉ้อฉลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จนทำให้ประเทศเสียหาย จึงได้เรียกร้องให้กู้ชาติ หรือ เอาประเทศไทยคืนมา เพื่อนำประเทศให้พ้นจากอำนาจของทักษิณ แต่ถ้าหากพิจารณาให้กว้างขึ้นตามหลักทฤษฎีที่ คุณ ธง แจ่มศรี อธิบายปัญหานั้นมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนผูกขาด 2 กลุ่มคือ กลุ่มทุนเก่า หรือทุนอำมาตยาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง และกลุ่มทุนใหม่ที่แวดล้อมรัฐบาลทักษิณเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ในลักษณะเช่นนี้การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรจึงเป็นไปตามทิศทางของฝ่ายทุนศักดินา

การนำกลุ่มของพันธมิตรได้ก่อให้เกิดปัญหาตั้งแต่แรก กล่าวคือในเดือนมีนาคม พ.ศ.2549 แกนนำกลุ่มพันธมิตรก็เสนอข้อเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ เพื่อกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานรัฐบาลชุดใหม่มาแทนรัฐบาลในขณะนั้น แต่เมื่อข้อเรียกร้องนี้ไม่บรรลุ ก็ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อให้กองทัพก่อการรัฐประหาร ทำให้พลังฝ่ายก้าวหน้าบางส่วนเริ่มถอนตัว จากการร่วมสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร

แต่กระนั้นการเคลื่อนไหวสร้างกระแสผลักดันของกลุ่มพันธมิตรก็เปิดทางให้กลุ่มนายทหารที่นำโดย พลเอก สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ก่อการรัฐประหารทำลายระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และในวันที่ 20กันยายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการแต่งตั้ง พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน เป็นหัวหน้าการปฏิรูปการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้นบ้านเมืองไทยก็เข้าสู่ยุคเผด็จการ คณะทหารที่ยึดอำนาจได้มีการประกาศกฎอัยการศึก ล้มล้างรัฐธรรมนูนฉบับประชาธิปไตย โดยได้ออกประกาศ คณะปฏิรูป ให้รัฐธรรมนูนฉบับ พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง ให้วุฒิสภา สภาผู้แทน คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูนสิ้นสุดลง ให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทนรัฐมนตรี จากนั้นคณะปฏิรูปได้ใช้เวลาบริหารประเทศ 10 วันจึงประกาศใช้ธรรมนูนฉบับชั่วคราวมาปกครองราชย์อาณาจักร ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูนที่มี 39 มาตรา ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 และได้ตั้งให้ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ต่อมาคณะรัฐประหารได้ก่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้

การก่อการรัฐประหารสถาปนารัฐเผด็จการ ได้นำมาซึ่งการต่อต้านจากฝ่ายประชาชนโดยทันที มีการตั้งกลุ่มต่างๆ ที่เรียกว่า กลุ่ม 19 กันยา กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ สมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มพลเมืองภิวัตน์และกลุ่มอื่นๆ เพื่อต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งในกลุ่มต้านรัฐประหารก็มีคนเดือนตุลาจำนวนหนึ่งเข้าร่วมด้วย ต่อมากลุ่มต้านรัฐประหาร 12 กลุ่มได้รวมตัวกันเป็นแนวร่วมต่อต้านรัฐประหาร เคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านเผด็จการที่ท้องสนามหลวงทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

ในอีกด้านหนึ่ง ชนชั้นปกครองกลุ่มทุนเก่าก็ยังเดินหน้าทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ดังจะเห็นได้จากการสนับสนุนให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญออกประกาศยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอีก 111 คนย้อนหลังและลงโทษแบบเหมารวมซึ่งเป็นการละเมิดหลักนิติศาสตร์สากลของคณะตุลาการอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังให้สภาร่างรัฐธรรมนูนเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย ออกมาใช้ แล้วสร้างความชอบทำด้วยการให้ประชาชนลงมติรับรองในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2550 แม้รัฐบาลยังเป็นฝ่ายชนะ โดยเสียงประชาชนรับรองรัฐธรรมนูนฉบับนี้ด้วยเสียง 16 ล้านเสียง แต่การลงประชามติในหลายพื้นที่ของประเทศกว่า 35 จังหวัด ประชากรรวม 25 ล้านคน ยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก

อนึ่ง หลังการยุบพรรคไทยรักไทย กลุ่มพี-ทีวี และกลุ่มทางการเมืองต่างๆได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปก. เมื่อปลายเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2550 จากนั้น นปก. ก็ชุมนุมยืดเยื้อที่สนามหลวง ถึง 60 วัน ก่อนที่บุกไปล้อมบ้านของ พล อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประทางองคมนตรีผู้สนับสนุนการรัฐประหาร

การดำเนินการเหล่านี้ กลุ่มอำมาตยาธิปไตยหวังว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 พวกเขาจะประสบชัยชนะ สามารถคุมเสียงข้างมากในสภาได้ แต่ปรากฏว่า พรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภา กลายเป็นพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคสืบเนื่องมาจาก พรรคไทยรักไทย นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค จึงได้ตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มทุนอำมาตยาธิปไตยอย่างมาก จึงได้หาทางทำลายรัฐบาลพลังประชาชนทุกวิถีทาง ตั้งแต่ฟื้นฟูกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล สนับสนุนสื่อกระแสหลัก นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการฝ่ายขวาและผู้ปฏิบัติงาน เอ็นจีโอ ฝ่ายขวา ให้ออกมาต่อต้านรัฐบาลพลังประชาชน สร้างกระแสบิดเบือนทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และใช้กลไกศาลเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงทาการเมืองและดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายของตน

โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล แห่งกลุ่มหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนั่น ได้แปลสภาพองค์กรก่อกวนของมวลชนฝ่ายขวาที่ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ ชูคำขวัญเทิดทูนพระมหากษัตริย์ แล้วใส่ร้ายป้ายสีผู้มีความเห็นต่างด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วใช้วิธีการเคลื่อนไหวนำมวลชนแบบสุ่มเสี่ยง ติดอาวุธมวลชนแล้วนำไปปะทะกับตำรวจ ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย ที่สำคัญคือการนำมวลชนไปยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินนานาชาติ สร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองเหลือคณานับ

แม้กระนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังโค่นรัฐบาลพลังประชาชนไม่สำเร็จ ต้องให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยสั่งการให้ใช้กระบวนการถอดถอนโดยอำนาจตุลาการ สมัคร สุนทรเวช จึงออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหารับจ้างทำกับข้าวออกโทรทัศน์ ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่มีกฎหมายเอาผิดได้ คณะตุลาการจึงใช้พจนานุกรมมาเอาผิดแทน และต่อมาฝ่ายอำมาตยาธิปไตยก็ใช้อำนาจองค์กรอิสระและศาลยุบพรรคพลังประชาชน เพื่อให้รัฐบาลประชาธิปไตยของสมชาย วงศ์สวัสดิ์สิ้นสภาพ และอาศัยการย้ายพรรคของกลุ่มเนวินเป็นเงื่อนไข เปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์มาตั้งรัฐบาลแทน ทำให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2551

3. ปัญหาอันนำมาสู่การแถลงการณ์

ปัญหาสำคัญที่ทำให้ คุณธง แจ่มศรี ต้องออกแถลงการณ์ 1 ธันวาคม ครั้งนี้นั้น เนื่องมาจากว่า แม้ว่าทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีลักษณะเป็นกระบวนการฝ่ายขวา เชิดชูศักดินาอย่างชัดเจน ก็ยังมีอดีตผู้ปฏิบัติงานจำนวนไม่น้อยเข้าร่วมขบวน และยังเสนอในลักษณะที่ว่า การร่วมขบวนกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นแนวทางของพรรคฯ

คุณธงจึงต้องใช้ฐานะในทางส่วนตัวอธิบายให้เห็นว่า ภาวะขององค์กรนำของพรรคฯ ในปัจจุบันนั้น เหลือแต่ชื่อ แต่ในทางความเป็นจริงไม่ได้ดำรงสภาพนี้อยู่อีกต่อไปแล้ว และอธิบายต่อไปว่า ดังที่ทราบกันดี นับแต่การประชุมคณะกรรมการบริหารกลางเต็มคณะสมัยที่ 2 ชุดที่ 4 ในปี พ.ศ.2526 เป็นต้นมา เนื่องด้วยเหตุปัจจัยทั้งภววิสัย และ อัตวิสัย โดยเฉพาะเหตุปัจจัยทางอัตวิสัย คณะกรรมการบริหารกลางชุดนี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์กรนำสูงสุดของพรรคมาจนบัดนี้ เท่ากับได้สูญเสียบทบาทขององค์กรนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า องค์กรนำของพรรคฯ ทุกระดับชั้นนั้น มิได้ดำรงอยู่แล้วในทางปฏิบัติ ที่ยังอยู่นั้นคือพรรคฯ และสถานภาพสมาชิกพรรคฯ มิได้ยุบพรรคฯ และมิได้ยุบสมาชิกพรรคฯ ดังนั้น สมาชิกพรรคฯ ทุกคนจึงอยู่ในระดับเท่าเทียมกันทั้งหมดโดยไม่สามารถกล่าวอ้างระดับการนำอย่างเดิมได้อีก ไม่ว่าคณะกรรมการ กรมการเมือง คณะกรรมการบริหารกลาง คณะกรรมการระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ฯลฯ เหตุเพราะไม่ได้ทำงาน ประชุมร่วมกัน มีมติหรือการชี้นำใดๆ เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบการพรรคฯ มานานแล้ว เมื่อองค์การจัดตั้งชั้นบนสุดไม่ได้เคลื่อนไหวมานาน องค์การจัดตั้งในระดับรองๆ ลงมาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวมานานแล้วเช่นเดียวกัน ในที่สุดจึง เท่ากับได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง ดังที่ได้แถลงไว้ข้างต้น ทั้งนี้ จนกว่าจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

แต่กระนั้นคุณธงก็เสนอว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งเช่นนี้ ประชาชนควรมีท่าทีบางประการ ต่อสถานการณ์ ไม่ใช่งอมืองอเท้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย แต่จะต้องกระทำภาระหน้าที่คือ จะต้องยืนหยัดต่อสู้ คัดค้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ คัดค้านการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ และ สนับสนุนการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยให้เข้มแข็งสมบูรณ์ เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อเสนอของคุณธง แจ่มศรี จึงมุ่งจะชี้ให้เห็นว่า การที่อดีตกรรมการและผู้ปฏิบัติงานพรรคจำนวนหนึ่งแสดงการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ การรัฐประหาร และเชิดชูเสื้อเหลืองนั้น ไม่ใช่ท่าทีที่เป็นทางการของพรรคฯ และยังเป็นท่าทีที่คุณธง ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการทำลายหลักการของประชาธิปไตย และสนับสนุนอำนาจนอกระบบ เช่น กองทัพ และตุลาการ ซึ่งเป็นกลไกสองด้านของอำมาตยาธิปไตย และเป็นกลไกที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ไม่เคยยึดโยงอำนาจประชาชน

ดังนั้น ในความขัดแย้งนี้ กลุ่มอำมาตยาธิปไตยเป็นด้านหลักที่ควบคุมกลไกรัฐไว้ได้ทั้งกองทัพ ศาล องค์กรอิสระ ฯลฯ พวกเขาสนับสนุนกลุ่มมวลชนเสื้อเหลืองให้ก่อการชุมนุมละเมิดกฎหมายบ้านเมือง สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะในทางการเมือง และเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือกลุ่มอำมาตยาธิปไตยนั้นมิได้มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ไม่สนใจทั้งเนื้อหาและรูปแบบของประชาธิปไตย ไม่เคารพกติกาที่พวกเขาร่างเอง ไม่เคารพเสียงข้างมากจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งของประชาชน พวกเขาสนับสนุนการรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ส่งเสริมระบอบแต่งตั้งสรรหามาแทนที่การเลือกตั้ง และท้ายสุดคือการใช้อำนาจนอกระบบสนับสนุนให้พรรคการเมืองเสียงข้างน้อยเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลตามอำเภอใจ กลุ่มอำมาตยาธิปไตยที่มีอิทธิพลเหนือรัฐจึงเป็นศัตรูหลักของประชาชน เป็นพลังที่ไม่อาจสามัคคีได้ ไม่ว่าในเงื่อนไขใด

ทิศทางของประวัติศาสตร์โลกได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบอบศักดินาจะต้องล่มสลาย และถูกแทนที่ด้วยระบอบทุนนิยม พลังของกลุ่มอนุรักษ์นิยมชนะได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น พลังของฝ่ายประชาชนจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไปปกป้องหรือร่วมมือกับฝ่ายอำมาตยาธิปไตย แต่ต้องกระทำภาระหน้าที่เฉพาะหน้าของเราให้ดี

ดังที่คุณธงได้เสนอไว้ คือ รับรู้ต่อกฎภววิสัยแห่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของสังคม และ ยิ่งเรียกร้องให้เราต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือต้องคำนึงถึงจุดอ่อนจุดแข็งของชนชั้นปกครอง และฝ่ายประชาชนเรา จากนี้ ไปกำหนดขั้นตอนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีจังหวะก้าว และสอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัย นี่คือทิศทางใหญ่ที่จะต้องเป็นไป

หมายเหตุ

1.บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในจุลสารไฟลามทุ่ง ฉบับที่ 1/2552 มกราคม-มีนาคม 2552

2.อ่านถ้อยแถลงวันก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปีของธง แจ่มศรี ได้ที่ ถ้อยแถลง ธง แจ่มศรีเนื่องในโอกาสวันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ฯไทยครบรอบ 66 ปี, ประชาไท, 1 ธ.ค. 51