WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 8, 2009

"จตุพร"ลั่นแฉภาพชุด"มาร์ค"ไม่ได้อยู่ในรถถูกทุบที่มท. นายกฯ ซัด"แกนนำแดง"บิดเบือนความจริง

ที่มา มติชนออนไลน์

"จตุพร"เตรียมเปิดภาพชุด"มาร์ค-สุเทพ"ไม่ได้อยู่ในรถถูกทุบที่มหาดไทย 10 พ.ค. ดิ้นขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนคดีเสิ้อแดง "มาร์ค"ชี้แกนนำนปช.บิดเบือนความจริง ยันนั่งอยู่ในรถเบนซ์จริง "นิพนธ์"ย้ำที่ก.มหาดไทย ทั้ง"อภิสิทธิ์-สุเทพ"นั่งอยู่ในรถ มีพยานเพียบ

"อริสมันต์"ขู่ยกขบวนเสื้อแดงบุกอาเซียนภูเก็ตอีก

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวว่า เป็นแกนนำที่ถูกควบคุมตัวในเหตุการณ์ความวุ่นวายที่พัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งในเหตุการณ์นั้นยืนยันได้ว่าคนเสื้อแดงไม่ได้มีเจตนาขัดขวางการประชุม แต่เป็นเพราะคนเสื้อแดงถูกทำร้ายจากคนเสื้อน้ำเงินก่อน จึงจำเป็นต้องป้องกันตัวและทวงถามความเป็นธรรม โดยต้องการเพียงยื่นหนังสือให้ผู้นำประเทศต่างๆ รู้ถึงพฤติกรรมของรัฐบาลไทย ซึ่งในวันนั้นคนเสื้อแดงได้แจ้งความไว้กับทางเจ้าหน้าที่กรณีคนเสื้อน้ำเงิน ที่เรามีหลักฐานเป็นอาวุธ ระเบิดและเสื้อสีน้ำเงินนับพันตัวที่เรายึดเอาไว้ได้ แต่จนขณะนี้รัฐบาลก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆกับคนเสื้อน้ำเงิน แต่สำหรับคนเสื้อแดงนั้นกลับถูกดำเนินการอย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้ารัฐบาลยังไม่ดำเนินการอะไรกับคนเสื้อสีน้ำเงิน เราจะรวบรวมเอกสารหลักฐานเป็นภาษาอังกฤษแล้วยื่นต่อองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติ รวมไปถึงยื่นถึงผู้นำประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่กำลังจะมาประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอีกครั้งที่ จ.ภูเก็ต


"หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการใดๆ กับคนเสื้อสีน้ำเงิน ผมก็ไม่มั่นใจว่าคนเสื้อแดงภูเก็ต และคนเสื้อแดงในภาคใต้ จะดำเนินการอย่างไรกับรัฐบาลในช่วงที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งพวเราไม่เคยคิดที่จะขัดขวางการประชุมใดๆในประเทศนี้ แต่ต้องการเพียงแสดงออกตามสิทธิ์ที่เรามีเท่านั้น" นายอริสมันต์กล่าว

แกนนำดิ้นขอเปลี่ยนตัว“พนักงานสอบสวน"คดีเสื้อแดง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ แกนนำเสื้อแดง กล่าวเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ว่า ขณะนี้ตนกำลังหารือกับฝ่ายกฎหมาย เพื่อขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนที่ทำคดีคนเสื้อแดง ตั้งแต่หัวหน้าทีมสอบสวน โดยเฉพาะ พล.ต.ท.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบ.ชน.เพราะเราไม่เชื่อว่า จะดำเนินการอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย เพราะจนป่านนี้ยังไม่มีการสอบพยานคนเสื้อแดงแม้แต่ปากเดียว นอกจากนี้ทีมสอบสวนยังมีพฤติกรรมเหยียบย้ำคนเสื้อแดง และขอบอกว่าเลยตนไม่เคยกลัวตำรวจกังฉินพวกนี้ และไม่เคยเชื่อว่าคุกจะมีไว้แค่ขับคนเสื้อแดง แต่คุกก็สามารถขังตำรวจเลวๆเหมือนกัน

"จตุพร"ตีปี๊บภาพชุดแฉ"มาร์ค"ไม่อยู่ใน"รถถูกทุบ"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ว่า ขณะนี้มีผู้กำลังทำให้ประเทศไทยเป็นรัฐทหาร เพราะทุกกระบวนการตั้งแต่การรักษาการประชุมระดับอาเซียน จนถึงการเข้าไปมีส่วนกับเหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างพ่อค้าแม่ค้าย่านพัฒพงษ์ กับกระทรวงพาณิชย์ ที่นำโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ซึ่งในงานวันที่ 10 พ.ค. ตนจะเปิดเผยภาพหลายภาพที่จะทำให้เห็นความจริงหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์สลายการชุมนุมในช่วงสงกรานต์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งคนเสื้อแดงถูกกล่าวหาว่าทุบรถยนต์นายกรัฐมนตรี

“ ตนมีภาพชุดที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน มาแสดงในวันที่ 10 พ.ค. เพื่อให้เห็นว่าในวันนั้นนายอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี)กับนายสุเทพ (เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี) ได้เปลี่ยนรถยนต์แล้วเดินทางออกไปอีกทางหนึ่ง โดยให้รถยนต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรออยู่ให้ทหารใส่เสื้อแดงมาสร้างสถานการณ์ ซึ่งเมื่อมีการออกหมายจับคนเสื้อแดงที่ทุรถยนต์นายกรัฐมนตรีแล้วยังพบว่าบางคนอยู่ในกรมทหารด้วยซ้ำไป เพราะในทางการข่าวที่ตนได้ทราบมาพบว่าในจำนวนคนเสื้อแดงที่ถูกออกหมายจับนั้น 8-9 คนมาจากกองทัพบก แล้วอีกส่วนหนึ่งมาจากกองทัพเรือที่ตำรวจยังไม่กล้าออกหมายจับด้วยซ้ำ โดยจะเป็นการเปิดโฉมหน้าจอมลวงโลกครั้งสำคัญ เพราะในภาพจะอธิบายลยละเอียดมุมกล้อง การวง การซูมและการตัดต่ออย่างชัดเจน” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า ภาพชุดที่ตนจะนำมาเปิดเผยนั้นจะค่อยๆเปิดทีละช็อตๆ และรายละเอียดทั้งหมดเพื่อขับเท็จนายอภิสิทธิ์ เป็นข้อๆ ซึ่งในภาพที่ตนจะมีปรากฎชัดเจนว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ได้ใช้เทคนิคขั้นสูงในการเปลี่ยนรถยนต์อย่างกระทันหัน โดยที่ผู้สื่อข่าวติดตามนายกฯก็ไม่ทันเห็น นอกจากนี้ชุด รปภ.นายกรัฐมนตรียังไม่ได้พยายามที่จะปกป้องอะไรรถยนต์ของนายกรัฐมนตรีเลย นอกจากนี้ยังจะเห็นว่าเพราะเหตุใดรถยนต์ของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังอยู่ทำไมที่กระทรวงมหาดไทย ทั้งๆที่นายกรัฐมนตรีและนายสุเทพได้เดินทางออกจากระทรวงมหาดไทยไปแล้วกว่า 2 ชั่วโมง

ด้านนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กล่าวว่า ตนเป็นแกนนำที่ถูกออกหมายจับจากเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว รวมทั้งคนเสื้อแดงคนอื่นๆ ที่ถูกออกหมายจับด้วย แต่ปรากฎว่ามีคนเสื้อแดงที่ทุบรถยนต์นายกรัฐมนตรี ถูกออกหมายจับเหมือนกัน แต่ยังไม่เข้ามามอบตัว ตนจึงขอตั้งข้อสังเกตุว่าหากเป็นคนเสื้อแดงจริงก็น่าที่จะเข้ามามอบตัวตามกฎหมายเพื่อแสดงความบริสุทธิ์แล้ว

"ณัฐวุฒิ"งัดคำวินิจฉัยกฤษฎีกาสู้"สาทิตย์"ปิดทีวี

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดี สเตชั่นเป็นไปตามอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ว่า ได้ไปตรวสอบเอกสารต่างๆ แล้วพบว่ามีบันทึกของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ตอบคำถาม กทช.เรื่องอำนาจหน้าที่ของ กทช. ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ในเดือนมิถุนายน 2551 ซึ่งแม้จะไม่มีบัญญัติชัดเจนถึงสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม แต่ก็อ่านได้ความว่า กทช.นั้นไม่มีอำนาจในการปิดสถานีโทรทัศน์ใดๆ

แกนนำเสื้อแดง ประกาศแฉนายกฯจัดฉาก 10 พ.ค. นี้

นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ว่า การชุมนุมวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-24.00 น.ที่สนามใกล้วัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง มีการปราศรัยหัวข้อ “ความจริงวันนี้ ใครทำร้ายประเทศไทย” เพื่อเป็นการตอกย้ำแนวทางสมานฉันท์สันติตามที่สังคมต้องการ ยืนยันไม่มีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่จะเปิดเผยข้อเท็จจริงว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ขึ้นรถกันกระสุนที่กระทรวงมหาดไทย แต่เป็นการจัดฉากเพื่อสร้างความชอบธรรมในการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมกันนี้จะยื่นหนังสือถึงผู้นำประเทศที่จะเข้าร่วมประชุมอาเซียนผ่านสถานทูต เพื่อชี้แจงเหตุวุ่นวายที่พัทยา แต่จะไม่ไปชุมนุมหรือขัดขวางการประชุมอาเซียนที่ภูเก็ตอย่างแน่นอน

"เทพไท"อัด"จตุพร"อย่าโยนบาป"ทหาร"

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ถึงกรณีที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.ออกมาระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้ากระทรวงมหาดไทยที่ผ่านมาเป็นการจัดฉากโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ในรถคันที่ถูกคนเสื้อแดงทุบรถ โดยคิดว่าไม่น่าจะนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองและคิดว่าเป็นการหาเหตุผลเพื่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีการรวบรวมหลักฐานมาชี้แจงให้ประชาชนและนายจตุพรได้รับทราบ


ส่วนกรณีที่ นายจตุพร ระบุว่า ผู้ที่ทุบรถของนายกรัฐมนตรีเป็นนายทหารที่สวมใส่เสื้อแดงนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีการตรวจสอบ อยางไรก็ตาม นายจตุพร ไม่ควรโยนความรับผิดชอบว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ตนเองพ้นผิด เนื่องจากเป็นผู้ปลุกระดมกลุ่มคนเสื้อแดงจนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง


"มาร์ค"แปลกใจแกนนำแดงบิดเบือนความจริง


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 8 พ.ค. โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้สร้างสถานการณ์ทั้งเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทยและเมืองพัทยาที่มีการประชุมสุดยอดผู้นำเซียนเมื่อวันที่ 11 และ12 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งตนเองก็นั่งอยู่ในรถยนต์ประจำตำแหน่งที่ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงทุบที่กระทรวงมหาดไทย โดยส่วนตัวรู้สึกแปลกใจที่ แกนนำ นปช. หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นโจมตี เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงเพราะมีหลักฐานพยานต่างๆ ที่ยืนยันว่าตนเองอยู่ในเหตุการณ์จริง นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่มีการยึดสถานีดีสเตชั่นส่วนการออกอากาศสามารถทำได้แต่ต้องขออนุญาตจดทะเบียนต่อสัญญาณจากต่างประเทศซึ่งหากไม่ขัดต่อกฎหมายของไทยก็สามารถออกอากาศได้


"นิพนธ์"เบื่อ"จตุพร"พูดซ้ำซาก ยันนายกฯนั่งในรถถูกทุบ

นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 8 พ.ค. โดนยืนยันว่า เหตุการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงกรูเข้าทุบรถยนต์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย มีนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง นั่งอยู่ภายในรถขณะนั้นด้วย ไม่ได้ทุบรถเปล่าตามที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ออกมากล่าวหา เพราะมีสักขีพยานนับพันคน รวมทั้งสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศที่เห็นเหตุการณ์ ทั้งนี้ ยอมรับว่า รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะตอบคำถามนี้ เพราะเรื่องที่นายจตุพร พูดนั้นไม่เป็นความจริง และไม่น่าจะจับมาเป็นประเด็น


โฆษกทบ.งง"จตุพร"กล่าวหา"ทหาร"สวมรอยทุบรถนายกฯ

ด้านพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ปฏิเสธ กรณีที่นายจตุพร อ้างว่ามีทหารสวมรอยใส่เสื้อแดงเข้าทุบรถยนต์ของนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย ว่า ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน แต่ยอมรับว่า ในวันเกิดเหตุมีกำลังทหารจำนวนหนึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่อยู่รอบนอก ซึ่งทุกนายสวมชุดลายพราง อย่างไรก็ตาม กองทัพไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถพิสูจน์ได้ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งส่วนตัวก็รู้สึกงง และไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงของการออกมากล่าวหา

"ตู่"อ้างทหารแฝงแดงทุบรถนายกฯ

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ขอเตือนตำรวจที่ตั้งข้อหาคนเสื้อแดงอันเป็นเท็จว่าจะได้รับการตอบโต้อย่างสาสม

นายจตุพรกล่าวว่า ขอยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กระทรวงมหาดไทยเป็นฝีมือของรัฐบาล จากการติดตามสืบทราบรวมทั้งดูภาพวิดีโอและภาพนิ่งแล้วทำให้รู้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ไม่ได้อยู่ในรถคันที่ถูกทุบเพราะมีการเปลี่ยนขึ้นรถออกไปจากกระทรวงมหาดไทยก่อนหน้านี้ ที่น่าผิดสังเกตคือหากนายกฯอยู่ในรถจริงทีม รปภ.ก็คงไม่เปิดกระโปรงท้ายรถเพื่อโยนของเข้าไปในรถง่ายๆ แน่

"คนที่ทุบรถซึ่งถูกตำรวจออกหมายจับล็อตแรกกว่า 20 คนนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นทหาร ขอท้าให้ตำรวจออกหมายจับให้ครบทุกคน จะได้ทราบว่ามีทหารสวมเสื้อแดงจำนวนมากเข้ามาสร้างสถานการณ์ทุบรถ ซึ่งการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ ที่วัดไผ่เขียว ตนจะแฉเรื่องราวทั้งหมด" นายจตุพรกล่าว

"พท."ยื่นป.ป.ช.สอบสลายม็อบ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา โดยขอให้เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สั่งการดังกล่าว โดยนำภาพถ่ายที่อ้างว่าเป็นภาพคนเสื้อแดงถูกทหารทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ และวีซีดี 2 แผ่นที่บรรจุคลิปวิดีโอเหตุการณ์วันดังกล่าวโดยอ้างว่าได้รับมาจากสื่อมวลชนต่างชาติและช่างภาพอิสระ มามอบให้กับ ป.ป.ช.เพื่อประกอบการตรวจสอบด้วย

นายนพฤทธิ์กล่าวว่า ส่วนที่ไม่ไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่สภาตั้งขึ้น เพราะคณะกรรมการดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาและยื่นข้อเสนอแนะเท่านั้น ไม่มีอำนาจตามกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดเหมือน ป.ป.ช.

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต นำตัวนายสุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย ฉายา แรมโบ้อีสานŽ แกนนำ นปช. ผู้ต้องหาในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาส่งมอบให้กับอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) เพื่อพิจารณาสั่งคดี โดยอัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 13 พฤษภาคม

กทช.แจงสภาไม่เกี่ยวปิด"ดีสเตชั่น"

วันเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ประจำปี 2551 ปรากฏว่า ส.ส.หลายคนจากพรรคประชาธิปัตย์สอบถามถึงการจัดระเบียบวิทยุชุมชน และกรณีหมิ่นสถาบันทางเว็บไซต์ ขณะที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยสอบถามถึงการปิดสถานีดี สเตชั่นและการปิดวิทยุชุมชน

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช. ชี้แจงว่า กรณีเคเบิลทีวี และวิทยุชุมชนตามหลักไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ กทช. แต่เผอิญว่า พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงวิทยุและกิจการโทรทัศน์ 2551 ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2551 ยกเลิกอำนาจองค์กรรัฐเดิมที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยมีบทเฉพาะกาลให้อำนาจ กทช.ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตเป็นการชั่วคราวอายุ 1 ปี ให้วิทยุชุมชน และสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่น และกำหนดให้ กทช.ตั้งคณะกรรมการ 2 คณะ เพื่อช่วย กทช.ทำงานด้านวิทยุชุมชน และโทรทัศน์ไม่ใช้คลื่น ซึ่งคณะกรรมการทำเกณฑ์เสร็จแล้ว โดยวันที่ 11 พฤษภาคม จะรับฟังความเห็นสาธารณะในส่วนวิทยุชุมชน ส่วนโทรทัศน์ไม่ใช้คลื่นจะจัดเดือนหน้า คาดว่าจะออกระเบียบดังกล่าวได้เร็วๆ นี้

นายเศรษฐพรกล่าวว่า ส่วนดี สเตชั่น เป็นการแพร่ภาพผ่านดาวเทียม จึงไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ กทช. และ กทช.ไม่เคยไปปิดสถานีไทยคม มีเพียงเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคที่ไปให้ข้อมูลกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เท่านั้น การปิดดี สเตชั่นเท่าที่ทราบคือไอซีทีที่ขอความร่วมมือไปยังสถานีไทยคมให้ปิดการส่งสัญญาณ ส่วนเรื่องเว็บไซต์หมิ่นสถาบันนั้นอยู่ในการดูแลของไอซีที ส่วนกิจการวิทยุโทรทัศน์ ยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแล จึงเป็นสุญญากาศอยู่ แต่ถ้าทำผิด ก็สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายนั้นๆ ได้โดยไม่ต้องรอ กสช.

นายกฯวอนท้องถิ่นสยบขัดแย้ง

วันเดียวกัน ที่ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้วประเทศ กว่า 1,000 คน จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการŽ ตอนหนึ่งว่า เมื่อวันฉัตรมงคลที่ผ่านมาทุกคนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าวันนั้นคนไทยรู้สึกประทับใจยิ่งในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เพื่อให้เกิดความสมานสามัคคีปรองดองสมานฉันท์

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประเทศไทยประกอบด้วยองค์กรหลายระดับ ทั้งส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ถ้าแก้ปัญหาจากภาพย่อยไปสู่ภาพใหญ่ ก็จะทำให้ปัญหาในภาพใหญ่ไม่ยากที่จะแก้ไข ถ้าทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเริ่มจากท้องถิ่น เราทุกคนจะหาทางออกได้ เช่นปัญหาทางการเมืองที่เกิดความขัดแย้ง เราสามารถรณรงค์เฉพาะพื้นที่ได้ เพื่อสร้างความสมานสามัคคี โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตกันมานานในพื้นที่เดียวกัน จะมีโอกาสง่ายกว่าการทำในระดับชาติ

"สุเทพ"จี้ผู้ว่าฯให้ความรู้ปชต.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวมอบนโยบายในหัวข้อ "การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความมั่นคงของประเทศไทย"ตอนหนึ่งว่า อยากเห็นโครงการการปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตย ในช่วง 60-70 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยยังไปไม่ไกลเท่าไรเพราะคนมีความสับสน และต่อไปจะยิ่งสับสนมากขึ้นเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคนพยายามแปลงสาร บิดเบือนประชาธิปไตยให้เป็นไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับตนมากที่สุด นี่คือสิ่งที่น่าห่วง

"อยากฝากให้ผู้ว่าฯจัดทำโครงการให้ความรู้ความคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ประชาชนเกิดความรักและหวงแหนในประชาธิปไตย ระบบของเราไม่เหมือนที่อื่น เพราะเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ขณะนี้มีคนคิดถึงระบอบประชาธิปไตยแบบอื่น ดังนั้น ในแผนงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดต้องให้ประชาชนแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์" นายสุเทพกล่าว และว่า ตัวอย่างโครงการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องในอดีต อาทิ โครงการลูกเสือชาวบ้านที่ทำให้แนวคิดคอมมิวนิสต์ยุติลง โครงการสมัชชาประชาชน โครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ทำให้คนไทยรักความเป็นไทย

ผู้ว่าฯชลบุรีเชื่อไม่ถูกแกล้ง

ส่วนกรณีการโยกย้ายผู้ว่าราชการนอกฤดู 7 ตำแหน่งนั้น นายสุเทพย้อนถามผู้สื่อข่าวถึงกระแสข่าวไปร่วมจัดโผโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดที่อาคารศิริภิญโญว่า ตนเดินทางไปอาคารศิริภิญโญเมื่อไหร่ ผู้สื่อข่าวระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสุเทพกล่าวว่า ไม่จริง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้ไป เคยเดินทางไปเมื่อตอนจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น เมื่อถามว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า รู้ ทราบ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของตน เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ด้านนายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ว่าฯฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เป็นสิทธิของผู้บังคับบัญชาหากเห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องครบถ้วน ก็โยกย้ายได้ เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในการทำงานคงไม่มีใครทำได้ครบทั้ง 100% แต่ไม่ได้รู้สึกน้อยใจตนยึดมั่นในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่มีแบ่งสีแบ่งข้าง

"ผมเชื่อว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง และไม่หมดกำลังใจ เป็นข้าราชการนั้นต้องมั่นคงและอดทน การที่ผมย้ายไป จ.ฉะเชิงเทรานั้น ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี เพราะถือว่าท่านยังมีเมตตา"นายสุรพลกล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าไม่ถูกย้ายไปไกลๆ เพราะสนิทสนมเป็นส่วนตัวกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชหรือไม่ นายสุรพลกล่าวว่า ตนรู้จักและเคารพนายเสนาะ แต่เชื่อว่าเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับนายเสนาะ เมื่อถามย้ำว่า นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าผู้ว่าฯไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานเหมือนใส่เกียร์ว่าง นายสุรพลกล่าวว่า ตนไม่เคยใส่เกียร์ว่าง หากว่าใส่เกียร์ว่างก็พร้อมให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ผู้ว่าฯน่านแฮปปี้นั่งรองอธิบดีปค.

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถูกย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมการปกครองว่า ไม่คิดว่าเป็นเรื่องการเมือง แล้วแต่ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามความเหมาะสม ตนไม่ขัดข้องและคิดว่าตำแหน่งรองอธิบดีกรมการปกครองเป็นงานถนัด เพราะเคยเป็นผู้อำนวยการกองในกรมนี้มาก่อน แม้จะมองกันว่าย้ายไปเป็นรองอธิบดีอาจเป็นการลดชั้น แต่กรมนี้เป็นกรณีพิเศษ เป็นกรมใหญ่ที่ต้องอาศัยผู้มีความสามารถเข้าไปทำ ผู้ว่าฯที่มีอายุมากแล้วอาจไม่ชอบตำแหน่งนี้ แต่ผู้บังคับบัญชาคงต้องการคนอายุน้อย ซึ่งตนมีอายุ 53 ปี จะเข้าไปแสดงฝีมือตามความเหมาะสม

ด้านว่าที่ ร.ต.พงษ์ศักดิ์ พลายเวช ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าว จ.แพร่ กรณีถูกย้ายไปเป็นนักปกครอง 10 กระทรวงมหาดไทยว่า การโยกย้ายเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้รู้สึกอะไร กลับดีเสียอีกที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรุงเทพฯ ถือเป็นการพักผ่อน
ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา มีชาวบ้านกว่า 300 คน ถือดอกไม้และป้ายผ้าให้กำลังใจนายวีรวิทย์ วิวัฒนวานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่จะย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน โดยมีนายสุขสันต์ วนะภูติ รองผู้ว่าฯฉะเชิงเทรา ลงมารับมอบดอกไม้แทน พร้อมแจ้งให้ชาวบ้านทราบว่านายวีรวิทย์ติดราชการอยู่กรุงเทพฯ ชาวบ้านจึงสลายตัวไป ทั้งนี้ กลุ่มผู้มาให้กำลังใจส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของคนในตระกูลฉายแสง

เก็บภาษีบาปเต็มเพดานบุหรี่-เหล้าราคาพุ่งพรวด

ที่มา เดลินิวส์

คลังเล็งแก้ พ.ร.ก.สรรพสามิต เพื่อขยับเพดานภาษีบุหรี่ จากเดิมที่เก็บ 80 % เพิ่มเป็น 90% ส่งผลให้ราคาบุหรี่ไทยพุ่งขึ้น 11 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่นอกขยับอีก 16 บาท ส่วนเพดานภาษีน้ำมัน เตรียมขยับจากลิตรละ 5 บาท เพิ่มเป็น 10 บาทขึ้นไป คาดโครงสร้างภาษีใหม่ ส่งผลให้รัฐมีรายได้เพิ่ม 7-8 หมื่นล้านบาท ฟากเอกชนเบรกค่อย ๆ ขึ้นน้ำมัน หวั่นขึ้นเร็วประชาชนเดือดร้อน ขณะที่นายกฯ ยันไม่ขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา-นิติบุคคล หวังเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวมีเงินใช้หนี้ ด้าน “กรณ์” แจงพอใจแจกเช็คช่วยชาติ ทำให้เงินสะพัดกว่า 1.1 หมื่นล้าน ดีเดย์แจกเช็ครอบ 4 ในวันที่ 20 พ.ค.-15 มิ.ย.

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสินค้าในกลุ่มของยาสูบ และน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ นอกเหนือจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ที่ได้ปรับภาษีขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากอัตราภาษียาสูบและน้ำมัน ปัจจุบันนี้เรียกเก็บเต็มเพดานแล้ว จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เพื่อขยับเพดานการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต

จากปัจจุบันที่กระทรวงการคลังเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 80% ซึ่งจะปรับเพิ่มเป็น 90% และน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดที่ 5 บาทต่อลิตร เป็น 10 บาท แต่อัตราภาษีที่จะปรับขึ้นจริงจะเป็นเท่าใดนั้น ยังไม่สามารถระบุ ได้ในขณะนี้ คาดว่ากระทรวงการคลังจะเสนอ พ.ร.ก. ขยายเพดานการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนของบุหรี่และน้ำมัน เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้สัปดาห์หน้า ซึ่งน่าจะเป็นวาระเดียวกับการนำเสนอ พ.ร.ก.ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

“ปัจจุบันภาษีน้ำมันมีเพดานที่ 5 บาท การขยับเพดานคืออาจขึ้นไปถึง 10 บาทก็ได้ แต่ตัวเนื้อภาษีที่จะขึ้นจริง ๆ เท่าไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหมือนบุหรี่ถ้าจะปรับเพดานจาก 80% เป็น 90% ก็ได้ แต่ภาษีที่จะขึ้นจริงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นชนเพดาน” รมช.คลัง กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าการปรับภาษีสรรพสามิต ทั้งหมดนี้ น่าจะทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้เพิ่มขึ้นปีละ 70,000-80,000 ล้านบาท โดยในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 50,000-55,000 ล้านบาท หากท้ายสุดแล้วปรับขึ้นภาษีที่ 2 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีบุหรี่นั้นคาดว่าจะเก็บภาษีได้เพิ่มอีกปีละ 15,000-20,000 ล้านบาท ภาษีเบียร์คาดว่าจะเก็บภาษีได้เพิ่มปีละ 7,000 ล้านบาท และสุราทุกประเภทได้เพิ่มอีกปีละ 3,000 ล้านบาท

“กฎหมายที่เสนอให้ปรับเพิ่มภาษีน้ำมันและบุหรี่นี้ ต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน จึงจะนำมาใช้จริง โดยระหว่างนี้ ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเข้มงวดในการตรวจสอบเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า แต่โดยปกติ กรมฯ จะมีข้อมูลการซื้อแสตมป์บุหรี่จากโรงงานผลิตอยู่แล้ว ดังนั้นจึงคาดว่าไม่น่าจะกักตุนได้มาก ทั้งนี้การออกกฎหมายครั้งนี้ เข้มงวดเฉพาะสินค้าบาป แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ส่งเสริมให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมากับเหล้ายา สอดคล้องไปกับต้องการลดงบการให้บริการสาธารณสุข ที่ต่อปีต้องใช้เพื่อดูแลผู้ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ถึง 150,000 ล้านบาท” นายพฤฒิชัย กล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อปรับภาษีและราคาขายใหม่แล้วนั้น จะมีผลทำให้บุหรี่ไทยราคาเพิ่มขึ้น 11 บาท บุหรี่ต่างชาติราคาเพิ่มขึ้น 16 บาท โดยคิดจากราคาบุหรี่ไทยปัจจุบันซองละ 45 บาท เสียภาษีฐานเดิม 80% คิดเป็นเงินภาษี 23.92 บาท ส่วนราคาใหม่จะอยู่ที่ 56 บาท เสียภาษีที่ 85% ต้องเสียภาษี 34.92 บาท หรือเพิ่มขึ้น 11 บาท หากเป็นบุหรี่นอก ราคาปัจจุบัน 65 บาท เสียภาษีอัตราเดิม 32.68 บาท ราคาใหม่ที่ 71 บาท เสียภาษี 85% หรือ 48.60 บาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 16 บาท

ส่วนภาษีน้ำมันดีเซลอัตราภาษีเดิมอยู่ที่ลิตรละ 4 บาท ภาษีใหม่ลิตรละ 5 บาท เพิ่มขึ้นลิตรละ 1 บาท น้ำมันเบนซิน 91 และ 95 นั้น ภาษีเดิมอยู่ที่ลิตรละ 5 บาท ภาษีใหม่อยู่ที่ลิตรละ 7 บาท เพิ่มขึ้นลิตรละ 2 บาท

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ชี้แจงกรณีหารายได้มากระตุ้นเศรษฐกิจว่า สำหรับวิธีการหารายได้อื่นนอกเหนือจากการกู้เงิน และการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบางส่วนเพิ่มขึ้นนั้น โครงสร้างภาษีอื่น ๆ อาทิ ภาษีทรัพย์สิน และภาษีมรดกก็ยังจะเดินหน้าต่อไป แต่ทั้งสองเรื่องต้องออกเป็นกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ขอย้ำว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายปรับเพิ่มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้งนี้ มั่นใจว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นในเร็ววันนี้ ประเทศไทยก็จะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะมีเงินเหลือนำไปชำระหนี้ต่าง ๆ ได้.

ไม่ได้เร่งซะทีเดียว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_4505

เนวิน - อนุทิน

ได้คนหล่อๆฮอตๆอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับอาสาเป็นพรีเซ็นเตอร์กิตติมศักดิ์ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยทำให้เสื้อยืดโปโลสีขาว สัญลักษณ์ของเครือข่ายรณรงค์ "หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง"

ฮิต "อินเทรนด์" ได้ชั่วขณะ

แต่ส่วนว่าจะกระพือกระแสได้นานแค่ไหน ก็ต้องดูกันต่อไปในทางยาวๆ

ในอารมณ์ที่ม็อบพันธมิตรฯก็ยักท่า มารณรงค์กับคนเสื้อเหลืองทำไม ปัดให้ไปบอกอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นต้นตอของความปั่นป่วนวุ่นวาย ชนวนเหตุรุนแรงในบ้านเมืองมาตั้งแต่ต้น

อาการเดียวกัน แต่ในมุมตรงข้าม คนของ นปช.ก็ย้อนศร เมื่อตอนเกิดเหตุรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือตอนที่ม็อบพันธมิตรฯบุกยึดสนามบิน ทำไมถึงไม่โผล่หน้าออกมารณรงค์ยุติความรุนแรงกับประเทศไทย

ให้ราคาแค่เครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล

กลายเป็นว่า เล่นบท "คนกลาง" ยังหนีไม่พ้นโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ในอารมณ์สุดโต่งที่คนเสื้อเหลืองก็หงุดหงิด ทำไมไม่คิดแบบเดียวกับข้า ขณะที่คนเสื้อแดงก็คาใจ ทำไมต้องมาขัดจังหวะเอาคืน

เอาเป็นว่า ในสถานการณ์ที่ "แผลในใจ" ยังไม่สมาน ระเบิดยังไม่ถอดชนวน ผู้สันทัดกรณีแนะวิธีการทรงตัวยามวิกฤติความแตกแยกในบ้านเมืองเตลิดเปิดเปิงมาไกล ในเมื่อเลือกข้างต้องโดนด่าจากอีกฝ่าย แต่ยืนอยู่ตรงกลางยิ่งโดนหนักจากทั้งสองฝั่ง

นั่งเป็น "ผู้ชม" เปลืองตัวน้อยที่สุด

ที่แน่ๆโดยการถอยออกมาจากวงตะลุมบอน แล้วมองกลับเข้าไปในฐานะคนนั่งอยู่บนภู ก็จะเห็นอะไรที่เซียนเขี้ยวลากดินเขาเล่นกัน

หมากหลายชั้น กินสามสี่ต่อเข้าฮอร์ส

กับเกมแก้รัฐธรรมนูญ เปิดทางนิรโทษกรรม ที่แยกบทกันเล่นพรางตา ล่าสุดโดยท่าทีที่แสดงออกมาจากนายบัญญัติ บรรทัดฐาน จอมเก๋าของพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดไม่ขอเป็นฝ่ายเขี่ยลูกเปิดเกม

แบะท่า แบไต๋ลอยตัว

โยนลูกให้มั่วกันเองในกลุ่มของพรรคร่วมรัฐบาล และฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่มีเงื่อนไขเดียวกัน ต้องการปลดล็อกคนบ้านเลขที่ 111 บวก 109

เจอมุก "เบี้ยว" ซึ่งๆหน้าแบบนี้ เครือข่าย "นายใหญ่" นั่งไม่ติดแน่

แต่ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลกลับยังนิ่งอยู่ได้ โดยอาการกระตือรือร้น เห็นจะมีแค่พรรคชาติไทยพัฒนาที่รับซิกจาก "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ในฐานะพ่อในวัยใกล้ฝั่ง ต้องดิ้นปลดล็อกให้ทายาททั้ง "หนูนา" น.ส.กัญจนา และ "หนุ่มท็อป" นายวราวุธ ศิลปอาชา

เพื่อยึดที่มั่นจังหวัดสุพรรณบุรีไว้ ไม่ให้หลุดมือ

นอกนั้นก็ยังเฉยๆ พรรคเพื่อแผ่นดิน ทั้งนายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี 3 ผู้คุมเสียงหลัก ก็ยังนิ่งอยู่กับบทหัวหน้ารัฐมนตรี

ว่างๆก็บินไปช่วยเจรจาความธุรกิจ หาเงินเข้าประเทศช่วยรัฐบาลอีกต่างหาก

ในจังหวะที่สอดประสานกับแนวร่วมอย่างนายสุวัจน์ ลิปต-พัลลภ บอสใหญ่ค่ายรวมใจไทยชาติพัฒนา ก็ยังไม่ออกหน้าเต็มตัว

ลุ้นเหมือนกัน แต่ไม่รีบก็ได้

เช่นเดียวกับอาการสบายๆของค่ายภูมิใจไทย นอกจากนายสมศักดิ์กับนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน 2 ผัวเมียที่แอบลุ้นอยู่เงียบๆ เพราะไม่มีผู้เล่นแถวสอง

แต่ในปีกของนายเนวิน ชิดชอบ กำลังมันกับงานผู้กำกับฉากอยู่เบื้องหลัง

และก็อย่างที่เห็น ในจังหวะที่รอไปเรื่อยๆ กระทรวงมหาดไทยภายใต้การกำกับของ "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.1 ก็จัดการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด จัดกำลังข้าราชการฝ่ายปกครองไปเป็นระยะๆ พร้อมๆกับกระทรวงคมนาคมก็ดันโปรเจกต์สร้างงาน ผันงบไปพลางๆ

จัดกำลัง ตุนเสบียง

เหนืออื่นใด ภายใต้เงื่อนไขที่ "วงใน" เซียนการเมืองอ่านหมากกันล่วงหน้า

โดยห้วงเวลาที่ยังยื้อปลดล็อกนิรโทษกรรม "เนวิน" ในฐานะเพื่อนรัก ยังได้ถือโอกาสฟูมฟัก "มวยเงินล้าน" อย่าง "เสี่ยหนู" นายอนุทิน ชาญวีรกูล บุคคลผู้มีสถานะพิเศษ ที่เส้นทางในอนาคตอาจได้ลุ้นถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ฝึกลูกล่อลูกชน เสริมเขี้ยว เติมงา

พ้นโทษแบน "เสี่ยหนู" ก็ลุยงานใหญ่ได้เลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นัยสำคัญของ รธน. 40

ที่มา ประชาไท

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

รัฐธรรมนูญไม่ใช่ทางออกแก้วิกฤติสังคมไทย นักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่งบอกไว้อย่างนั้น แล้วท่านก็หันไปเน้นย้ำว่า การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนต่างหากที่เป็นทางออก

หากตัดเอารายละเอียดออก ผมเห็นด้วย แต่ปัญหาคือ แล้วใครจะเป็นคนกำหนดล่ะว่า สังคมแบบไหนที่คนต้องการจริงๆ นักวิชาการอาวุโสท่านนี้ที่รู้ดีกว่าประชาชน หรือเป็นประชาชนเองที่จะกำหนดมันผ่านกติกาสูงสุดและข้อตกลงร่วมซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญ

น่าเศร้าที่นักวิชาการเกือบทุกสำนักวิพากษ์การพัฒนาประเทศตลอด 50 ปีว่า ประชาชนไม่ได้ตัดสินใจอะไรเอง แต่เมื่อครั้นนักวิชาการและปัญญาชนเหล่านี้ยึดกุมอำนาจกำหนดนโยบายผ่านเครือข่ายอุปถัมภ์ระดับชนชั้นนำ เขาเลือกที่จะกำหนดนโยบายและเลือกให้ประชาชนว่า อะไรคือสิ่งที่สังคมควรจะเป็น ซ้ำรอยการพัฒนาตลอด 50 ปีที่กำหนดจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

กว่า 50 ปีทีเดียวที่รัฐพัฒนาประเทศโดยไม่สนใจการมีส่วนร่วมของประชาชน และรีดเอาทรัพยากรจากชนบทไปเพิ่มความมั่งคั่งให้กับคนเมือง ครั้นความมั่งคั่งกระจุกตัว ช่องว่างรายได้ห่างขึ้นๆ เมื่อบังเอิญรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้ออกแบบนโยบาย แบ่งเอาความมั่งคั่งนั้นเจือจานคืนสังคมในรูปของนโยบายที่เอื้อต่อคนในชนบท โดยใช้เงินภาษี คนชั้นกลางและชั้นสูงในเมืองก็ไม่พอใจ และตัดตอนเอาว่า ภาษีนั้นมาจากตน โดยละเว้นที่จะพูดถึงที่มาของความมั่งคั่งซึ่งขูดรีดเอาจากชนบทมาเนิ่นนาน และแสดงออกความไม่พอใจนั้นโดยการต่อต้านนโยบายประชานิยมและรัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยกล่าวหาเอาว่า รัฐบาลไทยรักไทยใช้เงินภาษีอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ไม่พอเพียง และไม่ได้ทำให้ชุมชนเข้มแข็งหรือพึ่งพาตัวเองได้แต่อย่างใด

จึงมีปัญหาต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า นโยบายที่คิดขึ้นโดยพรรคไทยรักไทยนั้น ที่สุดได้กลายเป็นของประชาชนหรือไม่ ก่อนที่จะที่จะวิพากษ์ว่านโยบายนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นโยบายของพรรคไทยรักไทยนั้นเมื่อผ่านกระบวนการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า มันได้พิสูจน์ตัวมันเองว่า เป็นที่ต้องการของประชาชนเพียงใด 19 ล้านเสียง 16 ล้านเสียงในการเลือกตั้งแต่ละครั้งส่งนัยถึงความต้องการทางนโยบายของประชาชน ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีอันต้องล้มไป แต่ความต้องการในนโยบายนั้นก็ยังอยู่ ผ่านการยืนยันโดยการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ยังอยู่แม้กระทั่งไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็ต้องดำเนินนโยบายเหล่านั้นต่อไปโดยมิอาจฝืนเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ได้

จะดีจะชั่ว เขากำหนดนโยบายของเขาเอง เขาเลือกที่จะมีสังคมในแบบที่เขากำหนดได้เอง เพราะประเทศชาติเป็นของเขาเหมือนๆ กับที่เป็นของเรา เหมือนๆ กับที่เป็นของนักวิชาการอาวุโสท่านนั้น “เท่าๆ กัน”

แน่นอน สิ่งเหล่านี้ย่อมรวมไปถึง การเมืองของเขาเอง ผู้นำในแบบของเขาเอง

นโยบายเหล่านี้ หรือการกำหนดเลือกการเมืองของเขา หรือผู้นำของเขาเอง จะดีจะชั่ว ณ ปัจจุบัน ยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์ แต่มันเกินพอแล้วสำหรับการยืนยันความล้มเหลว จากการมีผู้ใหญ่รู้ดีมากำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง

และอะไรมันจะเป็นเครื่องประกันว่าเขาจะกำหนดมันได้เอง หากไม่ใช่รัฐธรรมนูญ

ที่จริงใจกลางของวิกฤติการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่พัวพันกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ 2540 ที่สังคมไทยเปิดให้เขาเขียนให้เขามีส่วนร่วมกระทั่งให้เขาทำคลอดมันออกมา น่าเชื่อด้วยว่า เขาไม่ได้รักทักษิณ ชินวัตร มากไปกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เพราะทักษิณ ไม่อาจจะบันดาลนโยบายใดๆ ให้เขาได้ หากปราศจากซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540

กล่าวอีกอย่างก็คือ เขาไม่ได้ต้องการทักษิณ ในฐานะผู้นำเดี่ยว หรือฮีโร่ขี่ม้าขาวที่มาเฉพาะกิจเฉพาะกาล แต่เขาต้องการรัฐธรรมนูญ 2540 ที่จะทำให้เกิด คนแบบทักษิณในทุกครั้งและทุกกาลต่างหาก

3 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยเปลี่ยนไปมากแล้ว คนแบบทักษิณ ที่จะอุบัติขึ้นใน พ.ศ.2552 ย่อมไม่มีวันเป็น ทักษิณ ชินวัตรก่อน พ.ศ.2549 ที่สร้างให้สังคมไทยสงสัยเรื่องความฉ้อฉลหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ต่อให้ทักษิณ ได้เกิดใหม่ทางการเมือง หากเราเชื่อในระบบและการมีส่วนร่วม ก็ไม่มีวันที่สื่อและภาคประชาชนจะยอมให้ทักษิณเป็นแบบทักษิณในวันนั้น

กล่าวอีกอย่างก็อาจจะได้ว่า มีบางอย่างที่ไม่บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรช่วยควบคุมและลบจุดอ่อนเรื่องการตรวจสอบในรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว วัฒนธรรมทางการเมืองในการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ในปี พ.ศ.นี้ จึงคนละเรื่องกับก่อนปี 2549 อย่างไม่ต้องสงสัย

นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมา เปิดให้เขาหรือเราเจ้าของประเทศได้กำหนดที่จะมีชีวิตในแบบที่เขาหรือเราเลือกได้เอง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้องค์กรในแบบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและภาคประชาชนทำหน้าที่คอยตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง และยกระดับให้มีเหตุผลขึ้น ทำให้มีคนแบบทักษิณที่เก่งและดีด้วย

มีแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ที่จะทำให้ที่อยู่ที่ยืนของพันธมิตรฯและองค์กรภาคพลเมืองมีความหมาย ไม่เช่นนั้นก็เป็นได้แค่เครื่องมือในเครือข่ายอุปถัมภ์ของอำนาจรัฐ ที่คอยกำหนดกดหัวประชาชนว่าควรจะไปทางไหน

บ้านเมืองไม่โตและไปไม่ถึงไหน เพราะผู้ใหญ่รู้ดี ไม่รู้จักละวาง ไม่ใช่หรือ

ธเนศวร์ เจริญเมือง : วิกฤตการเมืองไทย พ.ศ. 2549-2552 ผลพวงของระบอบรัฐในอดีต

ที่มา ประชาไท

ธเนศวร์ เจริญเมือง

ประชาธิปไตยตกต่ำอีกครั้งเมื่อประเทศไทยเลี้ยวเข้าถนนสายวิบัติ

รัฐประหารที่ได้เกิดขึ้นอีกครั้งส่งผลให้ไทยกลับคืนสู่ยุคทหารปกครอง

Hannah Beech, นักข่าว, นิตยสาร Time

September 20, 2006

รัฐประหารอาจจะดูเข้าท่าในทางการเมือง แต่ผลประโยชน์ที่จะได้ในระยะสั้น

อาจจะสร้างผลเสียหายใหญ่หลวงยิ่งในระยะยาว

Bridget Welsh, ศาสตราจารย์

มหาวิทยาลัย จอห์นส ฮ้อปคิ่นส์

September 21, 2006

1.

วิกฤตการเมืองไทยในปัจจุบันเป็นวิกฤตยืดเยื้อ ยังไม่เคยมีวิกฤตการเมืองครั้งใดในประเทศนี้ที่จะยืดเยื้อเท่าครั้งนี้

นับแต่ พ.ศ. 2475 จนถึงก่อน 19 กันยา พ.ศ. 2549 รวม 74 ปี รัฐไทยเคยมีรัฐประหารแล้วรวม 17 ครั้ง เฉลี่ยราว 4 ปีต่อครั้ง มองจากคนทั่วๆไป โดยเฉพาะคนที่คุ้นชินกับการที่ไทยถูกหยอกล้อในต่างประเทศว่า ประเทศไทยมี 4 ฤดู ไม่ใช่ 3 ฤดูในแต่ละปี คือ นอกจากจะมีฤดูร้อน ฝน และหนาว (Cold season) ยังมีอีกฤดูหนึ่งคือ Coup season (Coup = รัฐประหาร) ดังนั้น เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19 กันยายน 2549 คนทั่วไปจึงไม่ค่อยประหลาดใจกันนัก

แต่สำหรับคนที่ติดตามการเมืองใกล้ชิดและหวังจะเห็นระบอบประชาธิปไตยของไทยมีเสถียรภาพและก้าวรุดหน้าเช่นอารยประเทศ ทุกคนต่างรู้ดีว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นและเริ่มห่วงใยตั้งแต่นั้นแล้วว่า จากนี้ไปสังคมไทยจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากนานัปการ

วิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อเรื่อยมานับแต่นั้นจึงเป็นประจักษ์พยานอย่างดีของความห่วงใยนั้น

ที่ผ่านมา รัฐไทยมีความสัมพันธ์คุ้นเคยกับประเทศต่างๆ ที่อาจแบ่งได้เป็น 4 แบบใหญ่ๆ คือ 1. กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (อเมริกาเหนือ-ยุโรปตะวันตก-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้-ออสเตรเลีย) 2. กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านด้านใต้และตะวันตกที่เคยเป็นอาณานิคม (ฟิลิปปินส์-มาเลย์-อินโดนีเซีย-อินเดีย) 3. กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านด้านอีสาน-ตะวันออกที่เคยเป็นสังคมนิยม (จีน-เวียดนาม-ลาว-กัมพูชา) และ 4. ประเทศที่มีลักษณะพิเศษคือ พม่า

แม้ทั้ง 4 แบบนี้จะมีระบอบการเมืองที่ต่างกัน แต่จุดร่วม 2 ประการที่ตรงกันชัดเจนมากคือ 1. เสถียรภาพทางการเมือง ประเทศเหล่านั้น แม้จะมีความขัดแย้งโดยเฉพาะแบบสุดท้ายที่มีการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มต่างๆในประเทศ แต่ไม่มีมิตรประเทศรายใดของไทยเลย (ไม่ว่าใกล้หรือไกล) ที่ได้เผชิญวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อเช่นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

และ 2. ประเทศเหล่านั้นเคยผ่านการปฏิวัติใหญ่ทางการเมืองมาแล้ว มีการต่อสู้หลั่งเลือดมาแล้วในอดีต พม่าอาจเป็นข้อยกเว้น นั่นคือ ได้ต่อสู้เพื่อเอกราชสำเร็จแล้ว แต่กลับสถาปนารัฐเผด็จการทหาร ย่ำยีชนชาติต่างๆที่หลากหลายที่เรียกร้องความเสมอภาค แต่เนื่องจากพม่ามิได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรีเหมือนไทย และชนกลุ่มต่างๆมีมากเกินไปขาดเอกภาพ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพม่าจึงขาดความเข้มแข็ง ระบอบเผด็จการทหารของพม่าจึงมีเสถียรภาพค่อนข้างมาก ผิดกับพลังต่างๆทางการเมืองในสังคมไทยที่ขาดเสถียรภาพทางการเมืองอย่างหนัก มีการพลิกไปมาระหว่างรัฐประหาร, รัฐบาลทหาร, รัฐบาลเลือกตั้ง และประชาธิปไตยครึ่งใบตลอดช่วง 77 ปีที่ผ่านมา และนับวันจะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น

2.

ชีวิตของประเทศกับชีวิตของมนุษย์

ชีวิตของประเทศเป็นเหมือนชีวิตของคนเรา คือมีขึ้นมีลง ไม่มีชีวิตของใครที่รุ่งโรจน์ทุกวันทุกคืน ไม่เคยตกอับหรือเศร้าโศก ชีวิตของคนมีสุข-โศก สำเร็จ-ล้มเหลว สมหวัง-ผิดหวัง พบ-พราก หัวเราะ-ร้องไห้ แข็งแรง-เจ็บป่วย ก้าว-หยุด-ถอย มีเงิน-ขาดเงิน ฯลฯ สลับกันไป

แต่สังคมไทยในห้วงร้อยปีเศษที่ผ่านมามีการสั่งสอนให้คนไทยคิดอีกแบบหนึ่ง เช่น ดินแดนแห่งรอยยิ้ม ผู้คนมีน้ำใจ มีความรักสามัคคี รู้จักให้อภัย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ฯลฯ

ประเทศอื่นๆจะประสบปัญหาอะไร เราก็พร่ำถึงถ้อยคำเยิรยอเหล่านั้น รวมไปถึงว่าบ้านเมืองโชคดี มีพระคุ้มครอง มีความมหัศจรรย์ต่างๆคอยปกป้องตลอดมา

ประเทศเพื่อนบ้านของเรามีปัญหาขัดแย้งทางการเมือง แตกออกเป็นกลุ่มต่างๆ กระทั่งแบ่งออกเป็นฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ทำสงครามต่อสู้กันนานนับทศวรรษ การเข่นฆ่า ทิ้งระเบิดเกิดขึ้นในขอบเขตแทบทั่วประเทศนานนับสิบๆปี ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย อาคารบ้านเรือนพินาศ พืชผลเสียหาย ทำนาไร่ไม่ได้ บนผืนดินมีแต่ทุ่นระเบิดฝังไว้ จะไปไหนก็ลำบาก ฯลฯ

ประเทศของเราไม่เคยพานพบสิ่งเหล่านั้นแม้แต่น้อย ไม่เพียงแต่เป็นแดนสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุน ผู้คนร่ำรวยจากการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเสรี การสร้างเขื่อน ทางหลวง และการลงทุนภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจสงครามในประเทศเพื่อนบ้าน การจัดซื้ออาวุธและระบอบเผด็จการทหารในประเทศของตนทำให้ชนชั้นนำมีรายได้มหาศาลและไม่เคยมีการตรวจสอบ ไม่เพียงเท่านั้น การที่ไทยส่งทหารไปช่วยรบในประเทศเพื่อนบ้านดูเหมือนจะช่วยซ้ำเติมให้บ้านเมืองของเขาเสียหายมากขึ้นด้วย

แล้ววันนี้เป็นอย่างไรเล่า ประเทศของเราเต็มไปด้วยความแตกแยก มีแต่การกล่าวหาโจมตีกัน 4 ปีมานี้ ผู้นำประเทศจะไปไหนมีแต่คนบางกลุ่มไม่ต้อนรับ มีการเดินขบวนยืดเยื้อ การบุกเข้ายึดสถานที่สำคัญ การใช้อาวุธ การปะทะกันระหว่างสีเสื้อต่างๆ ฝ่ายหนึ่งโจมตีว่าบ้านเมืองมี 2 มาตรฐาน อีกฝ่ายว่าไม่มี ฝ่ายหนึ่งเรียกหาประชาธิปไตย อีกฝ่ายเน้นคุณธรรม

นี่หรือคือดินแดนแห่งรอยยิ้ม วันนี้ จะหาคนไทยคนไหนที่ยิ้มได้อย่างสบายใจ

ดูหน้าตาของนายกรัฐมนตรีสิ 3 ปีมานี้ นายกฯคนหนึ่งต้องหลบหนีไปต่างประเทศ จนถึงบัดนี้ก็ยังถูกรัฐบาลตามไล่ล่า นายกฯอีก 2 คนถูกปลดจากตำแหน่ง นายกฯอีกคนไปไหนก็มีรูปเขายายเที่ยงติดที่หน้าผาก นายกฯคนปัจจุบันจะเดินทางไปจังหวัดไหนก็ต้องคิดแล้วคิดอีก

3 ปีเศษที่ผ่านมา มีผู้นำฝ่ายบริหารถึง 5 คน แต่ไม่มีใครยิ้มได้สักคนโดยเฉพาะคนปัจจุบัน

วันนี้ มีรายงานผลการสำรวจทัศนคติของคนไทยที่มีแต่ความหดหู่ เศร้าใจที่บ้านเมืองมีแต่ความแตกแยกทางความคิด ครอบครัวทะเลาะกันเรื่องสี ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีใครที่แต่ละฝ่ายพอจะยอมรับได้ หลายคนเสียใจ งุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสังคมไทยเป็นเช่นนี้

ก็ไหนว่ามีคนคุ้มครอง มีของดีช่วยปกปักรักษา เกือบ 4 ปีมานี้สิ่งดีๆหายไปไหนหมด

ก็เพราะเรามีทัศนะแบบด้านเดียว คิดว่าชีวิตของประเทศไม่เหมือนชีวิตของเรา ชีวิตคนเรามี 2 ด้าน แต่เรากลับคิดว่าประเทศจะต้องมีด้านเดียว คือด้านที่สวยงาม เป็นเลิศ จะไม่มีวันประสบปัญหาใดๆ เพราะมีแต่สิ่งดีๆช่วยคุ้มครอง แต่เกิดอะไรขึ้นในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา

ประเทศอื่นๆประสบปัญหามากมาย แต่พวกเขาก็ฝ่าฟันต่อสู้ตลอดมา แต่ประเทศของเราไม่เคยประสบปัญหา เราหลอกตัวเอง หรือถูกใครหลอก สุดท้าย คนไทยก็เจ็บปวด เพราะชีวิตของประเทศมีทั้งขึ้นและลง แต่เมื่อเราอยู่ในความฝัน มองเห็นแต่ความสำเร็จ ครั้นประเทศประสบปัญหา เกิดความแตกแยก การเมืองขาดเสถียรภาพ เศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก บ้านเมืองไร้ทางออก เราจึงรับไม่ได้ เราไม่ยอมเข้าใจ ทั้งๆที่นั่นคือความจริง

ความจริงที่ว่าวันนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มี ทุกหนทุกแห่งมีแต่ฝักฝ่าย ดังนั้น คนไทยจะต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เร่งค้นหาสาเหตุและเร่งหาทางแก้ไข คนไทยจะต้องช่วยเหลือดูแลกันเอง ไม่มีใครช่วยได้

3.

วิกฤตการเมืองปัจจุบัน: ผลพวงของรัฐในอดีต

รัฐไทยไม่เหมือนรัฐเพื่อนบ้าน ขณะที่รอบบ้านของเราตกเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตก เรายอมลงนามในสัญญาค้าขายกับตะวันตกทั้งๆที่เป็นสัญญาอันไม่เป็นธรรม ไทยจึงไม่ตกเป็นเมืองขึ้น แต่กลายเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้น (Semi- colonial state) ต้องเสียเปรียบอย่างหนักเนื่อง จากสัญญาที่ยอมทำกับประเทศต่างๆถึง 14 ชาติ

การเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้นทำให้ผู้นำและรัฐบาลยังมีอำนาจต่อไป แต่อิสรภาพในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและกฎหมายหลายอย่างต้องหมดไป อยากจะแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาดังกล่าวก็ทำไม่ได้ ต้องถูกเขาเอาเปรียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ

การเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้น ล้อมรอบด้วยรัฐเมืองขึ้นที่ถูกยึดครองโดยประเทศตะวันตกซึ่งเป็นนักล่าเมืองขึ้นระดับสากล (International colonizers) แต่เนื่องจากในดินแดนแถบนี้ การก่อรูปรัฐสมัยใหม่กำลังเริ่มต้น รัฐกึ่งเมืองขึ้นเช่นไทยซึ่งมีอิสรภาพบางด้านจึงมีลักษณะเฉพาะ 2 ด้านที่แตกต่างจากรัฐเมืองขึ้นทั้งหลาย

ขณะที่รัฐเพื่อนบ้านที่ล้วนเป็นเมืองขึ้นมีลักษณะเดียวคือ รวมพลังกันต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราช ปลดปล่อยประเทศชาติจากการที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้น ลักษณะเฉพาะ 2 ด้านของรัฐไทยคือ ด้านหนึ่ง เนื่องจากเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้น ไม่มีการเปลี่ยนผู้นำและรัฐบาลเหมือนรัฐเมืองขึ้นรอบๆ ผู้นำของรัฐไทยจึงหวั่นไหวยิ่งนักกับปัญหาเอกราช เพราะหากตกเป็นเมืองขึ้น ตนเองก็จะสูญเสียอำนาจทุกอย่าง ปัญหาความมั่นคงของรัฐกับปัญหาความอยู่รอดของผู้นำจึงเป็นเรื่องเดียวกัน ส่งผลให้รัฐไทยไม่สนใจปัญหาการพัฒนาการเมืองเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สนใจแต่ความมั่นคงของรัฐ (และตนเอง) จึงเร่งพัฒนาความเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolutist state) ที่รวมศูนย์อำนาจการปกครองและการบริหาร เร่งพัฒนากองทัพและระบบกฎหมาย ตลอดจนเร่งพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างข้าราชการ ไม่ใช่สร้างพลเมือง ส่งเยาวชนไปเรียนต่อด้านการทหารและกฎหมายเพื่อกลับมาสร้างรัฐตามเป้าหมายที่กล่าวไว้

อีกด้านหนึ่ง รัฐไทยฉวยโอกาสท่ามกลางความขัดแย้งและการต่อสู้กันระหว่างนักล่าอาณานิคมที่อยู่รอบๆ ด้วยการแสดงบทบาทเป็นนักล่าอาณานิคมระดับภูมิภาค (Regional colonizers) รัฐไทยผนวกดินแดนล้านนา อีสาน และดินแดนมลายูเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง, ยกเลิกฐานะประเทศราชของดินแดนเหล่านั้น และพยายามอย่างหนักที่จะรักษาดินแดนลาว เขมร และลุ่มน้ำสาละวินไว้ให้เป็นของตนเอง แต่ในที่สุดก็ต้องสูญเสียให้อังกฤษและฝรั่งเศส ดังจะได้เห็นการแสดงความโศกาอาลัยอย่างหนักของฝ่ายไทยในช่วงนั้น เป็นความโศกาอาลัยของวิธีคิดแบบนักล่าอาณานิคมที่อยากเห็นราชอาณาจักรไทยกว้างใหญ่ไพศาลครอบครองดินแดนให้มากที่สุด ไม่ว่าดินแดนดังกล่าวจะเป็นของชนชาติใดก็ตาม เขมร มลายู และ เชียงตุง เชียงรุ่ง ลาว เวียดนาม เขมร มลายู และมะละกา ปีนัง มะริด ตะนาวศรี

จะเห็นว่าด้านที่สองสนับสนุนด้านที่หนึ่งเป็นอย่างดี ดังนั้น รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจ (Centralized state) ด้วยพร้อมๆกัน เพราะการผนวกดินแดนเหล่านั้นทำให้ท้องถิ่นเหล่านั้นต้องสูญเสียอำนาจการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจให้แก่รัฐไทย เช่น การยกเลิกระบบเจ้าผู้ครองในดินแดนเหล่านั้น การโอนภาษีอากร ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดในท้องถิ่นให้ตกเป็นของส่วนกลาง ฯลฯ

นี่คือโอกาสของรัฐกึ่งเมืองขึ้นที่รัฐเมืองขึ้นไม่มี แต่รัฐกึ่งเมืองขึ้นกลับขาดอีกสิ่งหนึ่งที่รัฐเมืองขึ้นมี แต่ตนเองไม่มี นั่นคือ การเรียนรู้และประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมือง

การที่รัฐเมืองขึ้นถูกประเทศตะวันตกกดขี่ข่มเหงสารพัด จึงเกิดประสบการณ์ทางการเมืองมีผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชที่โดดเด่น ประชาชนเกิดสำนึกในความรักชาติ และเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง แต่รัฐกึ่งเมืองขึ้นกลับไม่เคยเห็นคุณค่าของเอกราช เพราะถูกมอมเมาไม่ให้รู้ว่าประเทศของตนตกเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้น ถูกหลอกให้ภูมิใจว่าประเทศของตนเป็นรัฐเอกราช จึงขาดความคิดแบบชาตินิยม ขาดจิตสำนึกทางการเมือง ไม่เคยสนใจและเรียนรู้ปัญหาต่างๆทางการเมือง ไม่เคยมีกิจกรรมทางการเมืองใดๆ เช่นการรวมกลุ่ม การชุมนุม ขณะที่ผู้นำได้ใช้โอกาสนั้นรวมศูนย์อำนาจ เร่งพัฒนาระบบราชการ ใช้ระบบออกคำสั่ง ไม่สนใจพัฒนาระบอบการเมืองเพื่อขยายสิทธิและบทบาททางการเมืองของประชาชน สร้างคนให้เป็นเพียงราษฎร

รัฐรวมศูนย์อำนาจในสมัยรัชกาลที่ 5 พัฒนาขึ้นเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป (Over- centralized state) ในสมัยรัชกาลที่ 6 เนื่องจากนโยบายของผู้นำคือต้องการให้เกิดความเป็นอัน หนึ่งอันเดียวกันในทุกๆด้านทั่วประเทศ ยิ่งทำให้ท้องถิ่นสูญเสียอำนาจมากขึ้น ศาสนาและการศึกษาต้องขึ้นต่อส่วนกลาง ภาษาพูดภาษาเขียนในท้องถิ่นถูกยกเลิก วัฒนธรรมประเพณี ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมท้องถิ่นถูกครอบงำโดยส่วนกลางมากขึ้นๆเป็นลำดับ

รัฐก็เหมือนร่างกาย รัฐที่เข้มแข็งแต่ส่วนบน แต่ส่วนรากฐานกลับอ่อนแอ ชุมชนท้องถิ่นไม่รู้จักตนเอง ไม่มีอิสระในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง ไม่รู้แม้แต่ประวัติศาสตร์ของตน พูดภาษาแม่ของตนยังไม่ได้ เนื้อหาหลักสูตรการศึกษามีแต่เรื่องราวของส่วนกลาง รัฐแบบนี้จะยืนอยู่อย่างแข็งแกร่งได้อย่างไรในระยะยาว

การปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ. 2475 แม้จะเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตย และประสบผลสำเร็จ แต่เนื่องจากกำลังการปฏิวัติมีไม่มากนัก ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างยังอ่อนแอ ขาดจิตสำนึก ไม่เคยมีบทบาททางการเมืองก่อนหน้านั้นไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือท้องถิ่น ในที่สุด ระบอบประชาธิปไตยจึงถูกโค่นล้ม ขณะที่ระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ประกอบด้วยข้าราชการทหารและพลเรือนและวัฒนธรรมแบบอำนาจนิยมสามารถขยายบทบาทมากขึ้นเป็นลำดับ แต่เนื่องจากคำว่าประชาธิปไตยเป็นคำที่มีความหมายดี แม้ประชาธิปไตยจะถูกทำลาย แต่ชื่อได้กลายเป็นถ้อยคำที่ใครๆก็ชอบใช้ ไม่มีก็ว่ามี มีเพียงน้อยนิด ก็หลอกว่ามีมาก

การสถาปนาระบบราชการแผ่นดิน 3 ส่วนคือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในปี พ.ศ. 2476 ทำให้ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสามารถเข้าครอบงำส่วนท้องถิ่นที่อ่อนแอได้อย่างสิ้นเชิง ขณะที่รัฐไทยตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2475 เป็นต้นมายังคงดำเนินนโยบายการบริหารประเทศแบบรวมศูนย์อำนาจที่มากเกินไปแบบสมัยรัชกาลที่ 6 ต่อไป

คำถามหนึ่งที่วงการรัฐศาสตร์ไทยไม่เคยสนใจคือ ระบอบประชาธิปไตยดำรงอยู่อย่างไรในรัฐที่มีการรวมศูนย์อำนาจอย่างหนัก ซึ่งในที่สุด ทุกอย่างก็เปิดเผยออกมาว่าฝ่ายไหนอยู่อย่างมั่นคง ฝ่ายไหนล้มลุกคลุกคลาน แล้วเห็นหรือยังว่าการไม่ยอมกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นส่งผลอย่างไรต่อระบอบประชาธิปไตย

ผลพวงของการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ทำให้เกิดการสถาปนาองค์กรปกครองท้องถิ่นคือเทศบาล ในเขตเมือง (พรบ. เทศบาล พ.ศ. 2476) แต่เนื่องจากขาดการส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเมืองอย่างจริงจัง ระบบการศึกษายังคงเป็นแบบเก่าคือสอนให้คนเป็นข้าราชการ ไม่ใช่ให้เป็นพลเมือง นักธุรกิจจึงอ่อนแอ ขาดพลังอิสระ วัดถูกอำนาจรัฐครอบงำ ขณะที่ระบบราชการส่วนภูมิภาคควบคุมการบริหารทุกด้านในเขตทั้งจังหวัด เทศบาลจึงอ่อนแอ และไม่สามารถสร้างพลังประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นได้ ส่วนในชนบท ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่เคยมีการส่งเสริมให้เกิดการปกครองตนเอง มีแต่การเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่พอได้รับเลือก ก็ครองตำแหน่งแบบข้าราชการไปจนเกษียณ ประชาชนไม่เคยได้เรียนรู้และมีส่วนใดๆในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง

สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกเมื่อปัจจัยภายนอกมีบทบาทอีกครั้งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482-2488) เมื่อสหรัฐขยายบทบาทเข้ามาสร้างรัฐไทยให้เป็นรัฐเผด็จการทหารตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมาเพื่อต่อต้านการขยายตัวของอุดมการณ์สังคมนิยมในจีนและอินโดจีน ทำให้ระบอบเผด็จการทหารของไทยเติบใหญ่อย่างต่อเนื่องนานถึง 26 ปี (พ.ศ. 2490-2516) ระบบราชการทหาร-ตำรวจและพลเรือนได้รับการพัฒนาให้เติบใหญ่เพื่อรับใช้นโยบายปราบคอมมิวนิสต์กลไกรัฐยิ่งเติบใหญ่เพื่อให้รับใช้ระบอบเผด็จการทหาร อันเกิดจากทั้งเงินช่วยเหลืออัดฉีดของสหรัฐและรายได้จากการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมแห่งชาติเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 ขณะที่ระบอบประชาธิปไตยถูกทำลายอย่างหนัก ไม่มีการสร้างพรรคการเมือง ประชาชนไม่มีสิทธิชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือจัดตั้งชมรม องค์กร ไม่มีสภาผู้แทนที่เป็นปากเสียงของประชาชน ฯลฯ

รัฐไทยนับแต่เริ่มทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก้าวรุดหน้าในด้านเศรษฐกิจเพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบตลาดโลก ภายใต้คำขวัญ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ มีทางหลวงกว้างขวาง มีเขื่อนขนาดใหญ่ มีมหาวิทยาลัยถึง 3 แห่งเกิดขึ้นในต่างจังหวัด มีนางงามจักรวาล มีเยาวชนและข้าราชการไปศึกษาต่อและดูงานในประเทศตะวันตกทุกปี การลงทุนจากต่างประเทศขยายตัว มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว ฯลฯ คนไทยดูเป็นคนทันสมัยและร่ำรวยแบบตะวันตก พวกเขามองเห็นลาว เขมร และเวียดนาม (ที่กำลังทำสงครามรบพุ่งกับสหรัฐ) เป็นประเทศล้าหลัง ไม่ทันสมัย บ้านเมืองมีแต่ความขัดแย้ง แตกแยกและความหายนะ สู้ไทยไม่ได้

แล้วก็ได้พิสูจน์ว่ารัฐไทยที่เป็นกลไกต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐก็เป็นได้เพียงรัฐที่เจริญทางวัตถุและการบริโภคสินค้าตะวันตก มหาวิทยาลัยก็ผลิตบัณฑิตให้เป็นข้าราชการและช่างเทคนิค แต่กล่าวโดยรวม รัฐไทยที่เป็นรัฐเผด็จการทหารและเสรีทางเศรษฐกิจกลับเต็มไปด้วยประชาชนที่เป็นราษฎรที่ส่วนใหญ่ขาดสำนึกทางการเมือง ไม่เข้าใจคำว่าเอกราชคืออะไร ไม่เคยรู้เลยว่าการเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและการค้านั้นมีความหมายอย่างไร ขาดบทบาทในการต่อสู้กับระบอบเผด็จการ การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพทางการเมือง และไม่เคยมีบทบาทและกิจกรรมทาง การเมืองอื่นๆ ขณะที่คนจีน-ลาว-เขมร-เวียดนามที่คนไทยดูถูกกลับเป็นคนที่เต็มไปด้วยประสบการณ์การต่อสู้กู้ชาติ-สร้างประเทศ เปี่ยมด้วยจิตสำนึกทางการเมือง กล้าสละแม้ชีวิตเพื่อเอกราชและประเทศชาติของตนเอง มีมานะอดทน ไม่กลัวความยากลำบาก

ในเมื่อรัฐเป็นเผด็จการทหารและรวมศูนย์อำนาจ การปกครองท้องถิ่นจึงอ่อนแอในทุกๆด้าน การปกครองท้องถิ่นเป็นเพียงสถาบันในนามที่มีไว้อวดเวลาต่างชาติมาเยี่ยมดูงาน ในความเป็นจริง นั่นคือแหล่งหารายได้เพิ่มของข้าราชการกระทรวงต่างๆโดยเฉพาะมหาดไทย เทศบาล สภาตำบล และอบจ. ถูกครอบงำโดยข้าราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลางอย่างเกือบสิ้นเชิง เช่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งจนมีอายุ 60 ปีควบคุมสภาตำบล, นายอำเภอเป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลโดยตำแหน่ง, นายกเทศมนตรีถูกครอบงำโดยนายอำเภอและผู้ว่าฯ และผู้ว่าฯเป็นนายก อบจ. โดยตำแหน่ง บุคลากรองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวง มหาดไทย แทนที่จะได้รับการสอบคัดเลือกในท้องถิ่นและต้องขึ้นต่อท้องถิ่น ฯลฯ

ผลของระบอบเผด็จการทหารและการใช้ระบบราชการเป็นเครื่องมือทำให้รัฐรวมศูนย์อำนาจที่กล่าวข้างต้นยังคงอยู่เพื่อค้ำจุนซึ่งกันและกัน ที่เพิ่มเติมในยุคนี้คือ การจัดตั้งหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้นๆทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจนการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในต่างจังหวัด ขณะที่องค์กรปกครองท้องถิ่นแทบไม่เคยได้รับการพัฒนาใดๆ งบประมาณก็มีจำกัด

รัฐรวมศูนย์ของไทยนับแต่ พ.ศ. 2504 เป็นต้นมาจึงพัฒนาขึ้นเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจที่แยกส่วน (Fragmentedly centralized state) หมายความว่าแต่ละกระทรวงต่างมีอำนาจของตนเองควบคุมสายงานของตนทุกระดับตั้งแต่ส่วนกลางถึงระดับหมู่บ้าน-ตำบล อำนาจอยู่ที่กรมซึ่งคุมงบประมาณทั้งหมดและโครงการต่างๆแต่ละปี เนื่องจากข้าราชการจากแต่ละกระทรวงมีฐานะเท่ากันในแต่ละจังหวัด รวมทั้งผู้ว่าฯ แต่ละกรมจึงต่างคนต่างทำ ผู้ว่าฯที่ว่าเป็นพ่อเมือง ที่จริงเป็นเพียงชื่อ แต่ในทางปฏิบัติเป็นเพียงผู้ประสานงาน ไม่อาจแก้ไขปัญหาใหญ่ๆของจังหวัดได้เพราะงานแต่ละสายขึ้นอยู่กับแต่ละกระทรวง ไม่อาจบังคับบัญชาข้าราชการที่สังกัดกรมและกระทรวงอื่นๆ ประกอบกับการโยกย้ายข้าราชการทุกๆ 2-4 ปี การบริหารจังหวัดจึงไม่เคยมีงานต่อเนื่อง ปัญหาต่างๆของแต่ละจังหวัดจึงทับถมขึ้นเรื่อยๆ

ลักษณะของปัญหา กระทั่งรูปแบบอาคารราชการและเมืองของแต่ละจังหวัดจึงเหมือนกันหมดเพราะทุกอย่างรวมศูนย์ขึ้นต่อส่วนกลางของประเทศ ข้าราชการมาแล้วก็โยกย้ายไป หรือที่อยู่นานก็ทำงานไปเรื่อยๆตามคำสั่ง ไม่ต้องสนใจฟังความคิดเห็นของท้องถิ่น ส่วนคนท้องถิ่นก็ไม่มีบทบาทใดๆในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง เพราะงานต่างๆรับผิดชอบโดยข้าราชการ ส่วนองค์กรปกครองท้องถิ่นก็มีอำนาจและบทบาทจำกัด

ในยุครัฐประหารและรัฐบาลทหาร ประชาชนไม่มีสิทธิแสดงความเห็น แต่ทุกครั้งที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ประชาชนในต่างจังหวัดก็จะพากันเดินขบวนไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่หน้าทำเนียบหรือกระทรวงในกรุงเทพฯ ก็เพราะส่วนภูมิภาคเป็นเพียงมากินเงินเดือน ทำงานไปวันๆ แก้ไขปัญหาใดๆในท้องถิ่นไม่ได้เพราะการตัดสินใจอยู่ที่ส่วนกลาง อยู่ไปเรื่อยๆ อย่าสร้างปัญหา อีกไม่นาน ก็ย้ายไปกินตำแหน่งสูงขึ้นๆ ส่วนองค์กรปกครองท้องถิ่นเนื่องจากไม่มีอำนาจหรืองบประมาณมากนัก จึงไม่ได้เป็นความหวังของประชาชนในท้องถิ่น

ในช่วง 24 ปีหลัง พ.ศ. 2516 (2516-2540) ความตื่นตัวเพื่อประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาและความใส่ใจในระบบเศรษฐกิจต่างๆอันเป็นผลพวงของการต่อสู้ในเขตป่าเขาหลังกรณี 6 ตุลา 2519 ทำให้กระแสประชาธิปไตยของประชาชนเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และแสดงออกในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เกิดการรณรงค์เพื่อการกระจายอำนาจ เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ และการปฏิรูปการเมือง นำไปสู่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลไกด้านการบริหารประเทศเป็นแบบเดิม เผด็จการจึงกลับมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2519 และครอบงำสังคมไทยด้วยระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบในสมัยพล.อ. เกรียงศักดิ์ และพล.อ. เปรมเป็นนายกฯนานถึง 10 ปี (พ.ศ. 2521-2531) นั่นคือ มีการเลือกตั้งส.ส. มีสภาฯ แต่นายกฯ ต้องเป็นคนนอก คือผู้บัญชาการทหารบก สภาฯมีอำนาจจำกัด แต่อำนาจยังอยู่ในมือของข้าราชการประจำ ไม่ว่าจะเป็นนายทหารหรือข้าราชการสายอื่นที่เป็นนายกฯและรัฐมนตรีทั้งหลายด้วยเหตุนั้น ระบบรวมศูนย์อำนาจแบบแยกส่วนและระบบราชการแต่ละระดับจึงยังคงเดิม ระบบการศึกษาก็ยังคงเข้มข้นที่ปริมาณและการสร้างพิธีกรรมต่างๆ การศึกษายังคงมุ่งสร้างข้าราชการและช่างเทคนิค ยิ่งเรียนสูงยิ่งห่างไกลความเป็นพลเมือง และห่างไกลประชาชน

การจัดตั้ง อบต. ขึ้นในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งขยายจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆต่อจากนั้น ติดตามด้วยการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงในปี 2543 การเลือกตั้งนายก อบต. และนายก อบจ. โดยตรงทั่วประเทศ เริ่มในปี พ.ศ. 2546 แม้ว่าขณะนี้จะมีอายุได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ก็ควรนับเป็นการปฏิวัติการเมืองการปกครองในเขตต่างจังหวัดครั้งใหญ่ของประเทศในรอบ 1 ศตวรรษ และด้วยความกลัวว่าจะสูญเสียอำนาจ ระบบราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นจึงถ่ายโอนภารกิจต่างๆให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างเชื่องช้า โดยอ้างว่าท้องถิ่นไม่พร้อม ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ (ที่ส่วนกลางกำหนด) ฯลฯ แน่นอน ยังมีปัจจัยด้านวัฒนธรรมแบบรวมศูนย์อำนาจที่ดำรงอยู่มายาวนานทำให้เกิดความรู้สึกดูถูกท้องถิ่น และดูถูกนักการเมืองท้องถิ่นในหมู่ข้าราชการหลายส่วน

ระบบราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจึงยังคงเดิมเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา องค์กรปกครองท้องถิ่นได้รับงบประมาณเพียง 20 กว่า % ของงบประมาณทั้งประเทศ ทั้งๆที่ท้องถิ่นมีทั้งพื้นที่และประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ และเป้าหมายของ พรบ. กระจายอำนาจ อยู่ที่การกำหนดให้ท้องถิ่นทั่วประเทศได้รับงบประมาณ 35% ของงบประมาณทั้งประเทศ

กล่าวได้อีกอย่างว่า ปัญหาใหญ่ 2 ประการของระบบการเมืองการปกครองของประเทศนี้ก็คือความไม่เป็นประชาธิปไตยและการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปซึ่งสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

และแล้วปัญหาก็กลับมาซ้ำเติมอีกครั้ง เมื่อมีรัฐบาลที่สามารถบริหารครบวาระ 4 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมือง (พ.ศ. 2544-2548) และชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 (6 กุมภาฯ 2548) ได้จำนวนที่นั่งมากถึง 377 ที่นั่งในสภาฯ สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทั้งหมดนี้แทนที่จะทำให้ฝ่ายอำนาจนิยมตระหนักว่า ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง และยอมรับกระแสประชาธิปไตยของสังคม (และทั่วโลก) ยอมรับกติกาและการต่อสู้ภายในระบอบประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ กลับทำลายล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน และรื้อฟื้นระบอบเก่าขึ้นมาอีกครั้ง

ผลพวงของการเปิดประเทศสู่เศรษฐกิจเสรีมานาน การได้เห็นความเจริญก้าวหน้าในอารยประเทศที่มีระบบการเมืองแบบเปิด เคารพและส่งเสริมบทบาททางการเมืองของประชาชนการเติบโตของชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง และความปรารถนาของพวกเขาที่จะเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้บริหารงานตามนโยบายที่ได้หาเสียง มีวาระการทำงาน การเมืองมีเสถียรภาพ ไม่ต้องการเห็นการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ ไม่ต้องการเห็นระบอบคณาธิปไตย ต้องการเห็นทหารอาชีพ หากต้องการเล่นการเมือง ก็ต้องลาออก ไม่ใช่แอบๆซ่อนๆหรือให้สัมภาษณ์แสดงฝักฝ่ายทางการเมือง ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่วิสัยของข้าราชการไม่ว่ากรมกองใด

หากนักการเมืองทำผิด สภาฯ สื่อมวลชน องค์กรอิสระ ประชาชนวงการต่างๆ กระทั่งข้าราชการที่ถอดเครื่องแบบก็สามารถตรวจสอบได้ ถอดถอนได้ ฟ้องศาลได้ ทุกอย่างมีระเบียบและเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่นำรถถังออกมาล้มด้วยการตัดสินใจลับๆ ของคนเพียงไม่กี่คน แล้วก็สร้างกฎหมู่ขึ้นใหม่โดยเรียกให้ไพเราะว่า รัฐธรรมนูญ เพียงเพื่อทำลายรัฐบาลของคนส่วนใหญ่ สร้างความเสียหายยาวนาน และจะยิ่งเสียหายมากขึ้นในสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

ด้วยความเคยชินที่ปฏิบัติกันมาในอดีต การเข้าแทรกแซงระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ด้วยการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจในกรณี 19 กันยา จัดตั้งรัฐบาลของคณะรัฐประหาร และใช้กลุ่มพลัง, กลไก และสถาบันที่หลากหลายล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถึง 2 ชุดในปี 2550

ที่ซับซ้อนมากขึ้นก็คือการที่นักวิชาการ ข้าราชการระดับกลางและสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยสนับสนุนการโค่นระบบประชาธิปไตย โดยอ้างว่าประชาธิปไตยถูกทำลายไปแล้ว หรือมุ่งเน้นให้เห็นความผิดพลาดของตัวบุคคล การซื้อเสียง การเล่นพวก โดยคิดว่าการโค่นตัวบุคคลและการยุบพรรคการเมือง ด้วยกำลังของกองทัพและศาลจะทำให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นได้

แน่นอน ผลของการเตะตัดขาระบอบประชาธิปไตย กำจัดบุคคลและทำลายพรรคการเมือง พร้อมกับเสนอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้สังคมไทยย้อนกลับไปสู่ระบอบรัฐแบบเก่าจะทำให้ลักษณะอำนาจนิยมและการรวมศูนย์อำนาจคงอยู่ต่อไป พร้อมกับการสืบทอดโครงสร้างอำนาจ อภิสิทธิ์ ทรัพย์ศฤงคารและเกียรติยศของคนในระบอบนั้น

คนที่ชื่นชมระบอบดังกล่าวจึงชอบพูดถึงลักษณะเฉพาะของประเทศ พูดถึงการปกปักรักษาความยิ่งใหญ่เหล่านั้น เน้นการทำให้เกิดความสามัคคีปรองดอง และพยายามที่จะบอกว่านั่นคือความภูมิใจและเกียรติภูมิที่ชาติใดก็ไม่มี

พวกเขาเชื่ออย่างนั้นจริงๆ หรือสร้างนิยายขึ้นมาเพื่อหลอกกันเองและหลอกคนอื่น นั่นเป็นประเด็นสำคัญหรือไม่ ยังไม่มีข้อสรุป แต่ประวัติศาสตร์การคลี่คลายของทุกๆประเทศก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่วิกฤตการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศที่เคยน่าอยู่ที่สุดแห่งนี้มีลักษณะสลับซับซ้อนมาก กว่าหลายเท่า ทั่วโลกจึงมีทั้งด้านที่พิศวงและด้านที่ติดตามอย่างไม่กระพริบตา

และหากวิกฤตการเมืองครั้งนี้จะยืดเยื้อต่อไปอีก (และดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น) ก็จะเกิดกรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุดในโลกยุคโลกาภิวัตน์ว่าด้วยประเทศที่มีการปฏิวัติหรือการเปลี่ยนแปลงที่ล่าช้า (Late revolutionizing country) - ประเทศที่ด้านหนึ่งเพียบพร้อมด้วยสินค้าและวิถีการบริโภคและการดำรงชีวิตแบบโลกสมัยใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง กลับล้าหลังอย่างยิ่งในด้านการเมืองการปกครอง

โลกกำลังจับตาดูความยืดเยื้อนั้น แต่ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าโลกจะพร้อมเข้ามาเป็นมิตรกับประเทศนี้อีกต่อไปหรือจะผลักไสให้ต้องอยู่โดดเดี่ยวมีแต่คนรังเกียจแบบรัฐทหารที่เป็นเพื่อนบ้าน

แต่ที่แน่ๆในขณะนี้ ความสลับซับซ้อนและลักษณะที่ล้าหลังเหล่านั้นนับวันจะถูกเปิดเผยออกมาให้ทั่วโลกได้รู้มากขึ้นๆ ขณะที่ภายในประเทศนั้น ดูเหมือนว่าระบบการศึกษา, สื่อมวลชนและอำมาตยาธิปไตยเองมองไม่เห็น หรือไม่เข้าใจ ไม่อยากเข้าใจ และคงไม่อยากให้ใครรู้

30 เมษายน 2552

วิสาขบูชา ‘พุทธศาสนากับการแก้วิกฤตโลก’

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมวันวิสาขบูชาโลกซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายชาวพุทธจากทั่วโลกได้ออกปฏิญญากรุงเทพฯ 9 ข้อ โดยเนื้อหาสำคัญ คือให้ใช้หลักธรรมของพุทธศาสนามาแก้ปัญหาโลก ทั้งปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม

บรรดา นักจัดประเภท ของแนวความคิด หรือภูมิปัญญาต่างๆให้เป็นแบบ สากล และ ไม่สากล ตามวิธีการจัดประเภทของฝรั่งคงไม่เห็นด้วยกับปฏิญญาเช่นนี้ หรือคนที่คิดอะไรแบบ วิทยาศาสตร์จ๋า หรือ เหตุผลนิยมจ๋า จนไม่หลงเหลือร่องรอยของศรัทธาในสมองหรือ หัวใจ คงรีบปฏิเสธปฏิญญานี้ทันที

ประเด็นเรื่องสากล-ไม่สากล ใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัด? ปราชญ์ทางพุทธศาสนาอย่าง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายว่ามี 2 เกณฑ์ คือ เกณฑ์โลกสมมติ กับ เกณฑ์สัจธรรมตามกฎธรรมชาติ ตามเกณฑ์โลกสมมติ อะไรที่เป็นสากลก็มักจะเป็นไปตามที่ฝรั่งกำหนด เช่น สูทสากล ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ตามเกณฑ์สัจธรรมตามกฎธรรมชาติ ความเป็นสากลตัดสินจากความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ เช่น ความจริงตามกฎไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา อริยสัจ 4 ฯลฯ

ถ้าไปถาม มิเชล ฟูโก เราอาจได้คำตอบทำนองว่า ความเป็นสากลที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นมันเป็นความเป็นสากลที่เป็น การเมือง คือมันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดความเป็นสากล

ดังนั้น ถ้ามองตามนัยของฟูโก ประเด็นเรื่องความเป็นสากล-ไม่เป็นสากลที่สังคมมนุษย์สร้างขึ้นนั้น ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาโต้แย้งว่าไม่ควรเสนอหลักธรรมของพุทธศาสนามาแก้ปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และถ้ามองตามนัยของพระพรหมคุณาภรณ์ ความจริงสากลตามกลธรรมชาติคือแนวทางที่ถูกต้องของการแก้ปัญหาทุกด้าน (คือไม่ว่ามนุษย์จะสร้างระบบ โครงสร้าง หรือแนวทางไหนๆขึ้นมา ระบบ โครงสร้าง หรืแนวทางนั้นๆจะต้องสอดคล้องกับสัจธรรมตามกฎธรรมชาติ เช่น หลักสาเหตุและผลของการแก้ปัญหาตามกฎอริยสัจ 4 เป็นต้น)

อีกประเด็นหนึ่ง นักจัดประเภท มักคิดว่า เรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลไม่เกี่ยวกับสังคม ไม่เกี่ยวกับสาธารณะ อย่างที่มักจะบอกว่า พุทธศาสนาสอนให้เราดูกิเลสตนเอง ไม่ให้ดูคนอื่น แต่ที่จริงความหมายที่ถูกต้องคือไม่ให้เรามัวแต่เพ่งโทษจับผิดผู้อื่น แต่ไม่ได้ห้ามเราสนใจผู้อื่นในทางสร้างสรรค์

จะว่าไปแล้วพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ หรือเป็นมิติปัจเจกเท่านั้น (ทั้งในเชิงความคิดและการกระทำ) แต่การปฏิบัติธรรมแสดงมิติการเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกกับบุคคลอื่นๆ (ส่วนรวมและสรรพสิ่ง) เสมอ เช่น การเจริญสติปัฏฐานซึ่งชาวพุทธไทยมักจะมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวล้วนๆ แต่ในพระไตรปิฎกยืนยันอย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอพึงเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่าเราจักรักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตนย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาผู้อื่นชื่อว่ารักษาตน....ก็บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่นอย่างไร ? ย่อมรักษาด้วยการสร้องเสพ ด้วยการเจริญด้วยการกระทำให้มาก (ซึ่งสติปัฏฐาน)....ก็บุคคลผู้รักษาผู้อื่นย่อมชื่อว่ารักษาตนอย่างไร ? ย่อมรักษาด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยความมีจิตประกอบด้วยเมตตา ด้วยความเอ็นดู...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาตน และเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่าเราจักรักษาผู้อื่น ดังนี้แล(เสทกสูตร ที่1 มหา. สํ.759-762)

สติปัฏฐาน คือ การกำหนดสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ จากพระพุทธพจน์ข้างบนนี้เท่ากับให้เราตระหนักอยู่เสมอว่า การรักษาตนเท่ากับรักษาผู้อื่น การรักษาผู้อื่นเท่ากับรักษาตน โดยที่ต้องฝึกฝนตนเองให้มีขันติธรรม ไม่เบียดเบียน มีจิตเมตตา หากเรานำสาระสำคัญแห่งพระพุทธพจน์นี้ไปเชื่อมโยงกับความจริงตามกฎธรรมชาติ คือ กฎอิทัปปัจจยตา หรือกฎความจริงที่ว่าสรรพสิ่งเป็นเหตุปัจจัยอิงอาศัยกันและกัน จนมองเห็นความจริงว่ามนุษย์เราต่างดำรงอยู่ในข่ายใยแห่งการอิงอาศัยกันและกัน เรากับคนอื่นๆก็ เป็นดั่งดันและกัน (วลีของท่าน ติช นัท ฮันห์) จะทำให้เราเห็นเหตุผลรองรับมโนสำนึกในปัจจุบันขณะที่ว่า การรักษาตนเท่ากับรักษาผู้อื่น การรักษาผู้อื่นเท่ากับรักษาตน

มนุษย์เราเป็นศูนย์กลางของปัญหาด้านต่างๆของโลกหรือไม่? หรือว่ามนุษย์เราเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาหรือไม่? เป็นคำถามที่ถกเถียงกันได้ พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธการสร้างระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือระบบอะไรก็ตามทีที่ตอบสนองความเป็นธรรมและสันติภาพในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

และแม้ว่าพุทธศาสนาจะมองว่าธรรมชาติด้านหนึ่งของมนุษย์นั้นคือการดิ้นรนและเบียดเบียนทำร้ายกันไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา ทว่าเมื่อพิจารณาคำสอนสำคัญๆของพุทธศาสนาแล้วกลับแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในด้านที่ดีงามของมนุษย์อย่างยิ่ง คือศรัทธาที่ว่ามนุษย์เรามีศักยภาพที่จะฝึกฝนพัฒนาตนเองให้ดีงามทั้งในเชิงปัจเจก ในฐานะสมาชิกแห่งสังคมและมนุษยชาติ จนกระทั่งสามารถบรรลุอิสรภาพจากพันธนาการของกิเลส ความทุกข์ และความชั่วร้ายทั้งปวง

หลักจริยธรรมของพุทธศาสนาซึ่งถือเป็น วิถีชีวิตประเสริฐ หรือ วิถีสังคมในอุดมคติ ที่เรียก มรรคมีองค์ 8 หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งสรุปลงเป็น ไตรสิกขา หรือ หลักศีล สมาธิ ปัญญา นั้น โดยสาระสำคัญแล้วก็คือ หลักการพื้นฐานที่ประกันสันติภาพและอิสรภาพทั้งของปัจเจกบุคคลและสังคมนั่นเอง

หลักศีล (สีลสิกขา) คือหลักการพื้นฐานด้านสันติภาพทางสังคม หลักสมาธิ (จิตสิกขา) คือหลักสันติภาพทางจิตใจ และหลักปัญญาคือหลักอิสรภาพทางความคิด ความเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งนำทางสันติภาพทางสังคมและทางจิตใจ ดังนั้น ข้อเสนอที่จะให้ใช้พุทธศาสนาแก้วิกฤตโลกของเครือข่ายชาวพุทธทั่วโลก ก็คือการเสนอให้นำสาระสำคัญของหลักจริยธรรมพุทธดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับปัญหาด้านต่างๆของโลกนั่นเอง

ส่วนเมื่อนำไปประยุกต์ใช้แล้วจะเกิดบรรลุผลมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆที่ซับซ้อนตามความซับซ้อนของสังคมโลกาภิวัตน์ แต่อย่างน้อย ปกิญญากรุงเทพฯ ในที่ประชุมวันวิสาขบูชาโลกปีนี้ น่าจะทำให้ชาวพุทธหันมาสำรวจตนเอง และมองหาคุณค่าอันเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาแล้วนำมาใช้ประโยชน์ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

แต่เมื่อนำหลักพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ สิ่งสำคัญที่ชาวพุทธควรตระหนักคือ ควรนำเสนอในท่วงทำนองของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่นำเสนอคำตอบแบบ สูตรสำเร็จที่เรียกร้อง (แกมบังคับ) ให้คนอื่นๆยอมรับ หรือเสนอราวกับว่าพุทธศาสนาเป็น สิ่งสัมบูรณ์ (absolute) ที่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดของปัญหาทุกๆเรื่อง

อีกอย่างหนึ่ง การนำเสนอพุทธศาสนาในสังคมสมัยใหม่ควรนำเสนอ เหตุผล ให้คนพิจารณามากกว่าเสนอ ความเชื่อ เพื่อเรียกร้องศรัทธา พระพุทธเจ้านั้นท่านยก อำนาจ ให้กับความจริงความถูกต้องเป็นมาตรฐานในการตัดสิน ไม่ได้ให้อำนาจแก่บุคคลหรือสถาบันเป็นมาตรฐานในการตัดสิน ดังพระพุทธพจน์ก่อนปรินิพพานที่ว่า หลังจากตถาคตล่วงลับไป พระธรรมวินัยจะเป็นศาสดาของชาวพุทธแทนพระองค์ หรือหลักกาลามสูตรนั้นก็คือหลักที่ให้แต่ละคนมีอิสรภาพทางปัญญาอย่างเต็มที่ในการวินิจฉัยตัดสินความจริงความถูกต้อง โดยใช้การ ประจักษ์ด้วยตนเอง เป็นเกณฑ์ตัดสิน

ดังนั้น การนำเสนอหลักพุทธศาสนาเพื่อการประยุกต์แก้วิกฤตด้านต่างๆของสังคมและโลก จึงควรนำหลักธรรมที่เป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนามาสู่เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีเหตุผลกับภูมิปัญญาอื่นๆ ควรข้ามพ้นวัฒนธรรมการเผยแผ่พุทธศาสนาที่เชิดชูตัวบุคคลหรือให้อำนาจตัวบุคคลและสถาบันทางศาสนาเป็นมาตรฐานตัดสินถูกผิด หรือเป็นผู้ยึดกุมและสงวนว่าควรจะเลือกสอนหรือไม่สอนหลักธรรมส่วนไหนอย่างไร

ควรให้หลักธรรมทุกระดับของพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นโลกิยะธรรมหรือโลกุตรธรรมเป็น ของสาธารณะ ที่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างเสมอภาค ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้ทำไว้เป็นตัวอย่างผ่านผลงานอันหลากหลายของท่าน !