WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 13, 2009

อนุพงษ์แจงสลายเสื้อแดงเพราะปิดถนนทำประเทศไม่สงบ ไม่สลายเสื้อเหลืองเพราะขู่ปิดสนามบิน ตัดน้ำ-ไฟ

ที่มา ประชาไท

ผบ.ทบ.สัมภาษณ์วิทยุ ‘ลับลวงพราง’ บ่นนักการเมืองมาก็อยากใช้ทหาร ยันไม่มีสิทธิชอบสีไหนเพราะเป็นทหารของชาติ แจงสลายพันธมิตรฯ ไม่ได้ เพราะมีขู่ตัดน้ำ-ไฟ ปิดสนามบิน เดี๋ยวประเทศเสียหาย ส่วนเสื้อแดงปิดการจราจร ทำให้เกิดความไม่สงบในประเทศ จึงต้องแก้ไข ใช้ทหารไม่กี่กองร้อยและมีแค่ ‘กระสุนแบลงก์’ ยันไม่ใช่สลายชุมนุม เพราะเสื้อแดงอยู่ทำเนียบได้ถึงวันสุดท้าย บ่นสื่อทำ ‘ป๊อก’ เหนื่อย เป็นคนไม่มีทางเลือกต้องโดนด่าสามฝ่าย

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์รายการลับลวงพราง ออกอากาศทางวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 เมกกะเฮิร์ซเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ตอบคำถามผู้ดำเนินรายในกรณีที่ ผบ.ทบ.ที่เนื้อหอมที่ทุกรัฐบาลอย่างสร้างความสนิทสนมด้วย กล่าวว่า หากฝ่ายทหารไม่คิดพิเรนทร์อยากไปถืออำนาจรัฐหรือเป็นนายกฯ แล้วทำงานตามบทบาทหน้าที่ นักการเมืองคนใดมาก็อยากใช้ทหารทั้งนั้น เพราะเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ มีวินัย โดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาของตนทั้ง 200,000 คน ในขณะนี้ไม่มีใครคิดนอกกรอบอะไร ซึ่งก็คงมีคนชอบกลุ่มเสือเหลืองและเสื้อแดง แต่ได้ บอกไปว่า ไม่มีสิทธิไปชอบใคร เพราะเป็นทหารของชาติ ซึ่งน่าชื่นชมทุกคนที่มีความร่วมมือกันเป็นอย่างดี เพราะได้ทำให้กองทัพมีความหมาย แต่ถ้ากองทัพแตกแยกและมีสีหมด ใครมาก็คงไม่อยากจะใช้

ยันสลายพันธมิตรฯ ไม่ได้ เพราะมีการขู่ตัดน้ำ-ไฟ ปิดสนามบิน ประเทศเสียหาย

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวย้อนไปถึงเหตุการณ์ในช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงกับผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองยกพวกตะลุมบอนกัน ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า คืนนั้นตนนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาดซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้สั่งทหาร 3 กองร้อยเพื่อไม่ให้ตีกันก่อน เนื่องจากกำลังตำรวจไม่เพียงพอ พอตอนตี 5 นายสมัคร สั่งให้ตนไปแก้ไขปัญหาที่ทำเนียบรัฐบาล (ที่ถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดอยู่) จึงบอกไปว่าไม่สามารถทำได้ เพราะมีคำขู่จากผู้ชุมนุมว่าหากมีการใช้กำลัง จะมีการปิดน้ำ ปิดไฟและปิดสนามบิน ซึ่งประเทศจะเสียหายมาก อีกทั้งทหารก็มีเครื่องมือน้อยกว่าตำรวจ หากต้องใช้กำลังจำนวนมากจะต้องมีคนบาดเจ็บ ล้มตายมากจนยากที่จะทำความเข้าใจเหมือนที่ตำรวจโดนอยู่ตอนนี้ที่กำลังมีการ สอบสวน ที่มีโทษวินัย อาญายังไม่จบ

ผู้ดำเนินรายการถามว่า กองทัพวางตัวในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ใครมาเป็นรัฐบาลแล้วให้เราทำงานที่ถูกต้องเราก็ต้องทำ หากย้อนไปในสมัยของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ขอให้กองทัพแสดงบทบาทด้านความมั่นคง อย่างเรื่องชายแดน เรื่องภาคใต้ โดยใช้คำว่าอย่าไปแตะตัวประชาชน แม้กระทั่งการปกครองภายในกองทัพซึ่งตอนนั้นรัฐบาลมีนโยบายไม่ใช้กำลังทหารไปสลายผู้ชุมนุมเหมือนนโยบายสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งจะเห็นได้ว่าตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ แต่ไม่ได้ใช้ตน จนสื่อมวลชนเองมองว่า ตนเดินตามนายสมัครเพราะกลัวว่าจะหลุดออกจากตำแหน่ง ยืนยันได้ว่า รัฐบาลนายสมัครกับตนนั้นมีความเข้าใจกันดี แม้กระทั่งวันที่หมดอำนาจและนายสมัครไม่สบาย ตนก็ยังไปเยี่ยม

"สิ่งที่ท่านสั่งบางอัน ผมก็เรียนว่า ทำไม่ได้ ท่านก็โอเค ตอนที่ท่านสั่งให้ผมไปสลาย ผมก็บอกว่าทำไม่ได้ ท่านก็เข้าใจแล้วก็ปรึกษาหารือกันว่าจะเอาอย่างไร ซึ่งท่านก็เตรียมจะยกเลิก แต่เผอิญโดนคดีชิมไปบ่นไปเสียก่อน ซึ่งท่านสมัครก็ให้เกียรติเรา" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

เสื้อแดงปิดจราจรเกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ ไม่ชุมนุมโดยสงบ จึงต้องแก้ไข

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จนกระทั่งรัฐบาลสมชาย ก็คล้ายๆ กันคือไม่ใช้ทหาร จนกระทั่งถูกกดดันจากสังคม ทำให้ตนไม่มีจุดจะยืนก็ออกไปช่วยตำรวจรักษาการตามจุดต่างๆ ซึ่งรัฐบาลนี้ก็เช่นเดียวกันการดำเนินการที่ผ่านมาก็สนับสนุนตามขอบเขต ตามกฎหมาย ในขณะที่มีการประชุมก็ได้หารือกัน ซึ่งรัฐบาล (นายอภิสิทธิ์) และกองทัพเห็นตรงกันคือไม่จำเป็นต้องสลาย เพราะหากชุมนุมโดยสงบจะไม่มีใครทำอะไรเสื้อแดงไม่ได้ แต่ฝ่ายเสื้อแดงไปทำผิดกฎหมายมาก มีการปิดการจราจรทั้งหมด จนทูตหลายประเทศก็เห็นตรงกันว่าไม่มีความชอบธรรม กระแสสังคมก็มองอย่างนั้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การสลายการชุมนุม แต่เป็นการไปรักษาความสงบเรียบร้อย เพราะการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลสามารถอยู่ได้จนถึงวันสุดท้าย และหากยังมีการชุมนุมอีกก็ขอรับรองด้วยเกียรติว่า จะไม่มีการสลาย เพียงแต่อาจจะมีการล้อมเอาไว้ไม่ให้คนมาใหม่เข้าไปได้ ซึ่งสามารถตอบคำถามได้ว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ทำหมดทั้งสิ้น

ผู้ดำเนินรายถามว่า การเอาทหารออกมาในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาก็กระทบกับภาพพจน์มาก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จุดที่สังคมและต่างชาติเห็นว่าผู้ชุมนุมเริ่มทำไม่ถูกคือการบุกเข้าทำลายการประชุมสุดยอดผู้นำเอาเซียน โดยจากการประชุมกับต่างชาติที่มาร่วมประชุม รู้เลยว่าผลที่ตามมาคืออะไร ซึ่งเราตอบคำถามต่างชาตินับ 10 ประเทศไม่ได้ยังถามถึงบรรทัดฐานของเราไม่ว่าจะการรักษาความปลอดภัย แผนการใช้เครื่องมือหรืออาวุธ และการปฏิบัติตามมาตรฐาน

ผบ.ทบ.กล่าวว่า ที่ สำคัญคือการปิดถนนใน กทม. ซึ่งสร้างผลกระทบมากมาย ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศชาติ ที่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ ซึ่งก็ต้องแก้ไขปัญหา แล้วทหารก็มีเครื่องมือน้อย ไม่กี่กองร้อยเท่านั้น เราจึงต้องใช้เครื่องมือคือกระสุนแบล๊งก์ (ไม่มีหัวกระสุน) แม้จะไม่อยู่ในมาตรฐานมากนัก แต่ไม่มีวิธีอื่นๆ ไม่อย่างนั้นก็ต้องจบด้วยการทำอะไรไม่ได้ แล้วถ้ายังปิดถนนกันจนถึงวันนี้ประเทศชาติจะต้องเสียหายมากมาย แล้วทหารก็ต้องโดนอยู่แล้ว

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราก็เสนอให้รัฐบาลซื้อเครื่องมือมาให้เพื่อเตรียมพร้อม เอาไว้ในอนาคต แล้วเอากำลังทหารของเรามาฝึกฝนเอาไว้

ผู้ดำเนินรายการถามว่า เมื่อมีทหารออกมาแล้วทำให้ต่างชาติมองว่าสถานการณ์ไม่ปกติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า หากตำรวจทำงานได้รัฐบาลก็คงใช้ และคงต้องไปถามรัฐบาลว่าทำไมใช้ทหาร แต่ตนคิดว่าสถานการณ์ที่ผ่านมาไม่ปกติ เพราะขณะนั้นมีการปิดสถานที่ต่างๆ ซึ่งรัฐบาลบอกว่าทำไม่ได้มันผิดกฎหมาย

หวั่นผู้นำอาเซียนยกทีม รปภ.ติดอาวุธร่วมประชุม จะทำให้ประเทศเสียหาย

ผู้ดำเนินรายการถามถึง การรักษาความปลอดภัยการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา รอบใหม่ ที่จะจัดขึ้นที่ จ.ภูเก็ต ที่อาจจะต้องใช้ทหารเป็นกำลังหลัก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า หากต้องการบล็อกไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นตามความคิดของรัฐบาล เราก็ต้องทำตามนั้น โดยเราต้องคุยกับส่วนล่วงหน้าของ 15 ชาติที่จะมาคุยเรื่องแผนการรักษาความปลอดภัยก่อน หากไม่มั่นใจก็อาจจะมีการขอแรงๆ อย่างเอาชุด รปภ. และติดอาวุธมาเอง มันจะทำให้ประเทศเสียหาย ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่ากำลังตำรวจไม่เพียงพออย่างแน่นอนและอาจจะเอาไม่อยู่

ผู้ดำเนินรายการถามว่า หากบางประเทศต้องการเอา รปภ.ติดอาวุธมาเองเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การถือติดอาวุธโดยโจ่งแจ้ง จะไม่มีใครทำตามมารยาท แต่ตนไม่สามารถพูดขณะนี้ได้

ผู้ดำเนินรายการถามว่าจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้อำนาจทหาร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นการคิดง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร ซึ่งถ้าใช้กฎหมายปกติทำได้ก็ทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมาดูว่าจะใช้กฎหมายอะไร ฝ่ายปฏิบัติเลยเสนอไปว่าถ้ามีอำนาจก็รักษาสถานการณ์ได้ แต่ถ้าไม่มีอำนาจเลยก็รักษาสถานการณ์ไม่ได้

เมื่อถามว่า เสื้อแดงสงสัยว่า ทหารวางพล็อตเรื่องที่เกิดในกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คนคิดกันด้วยเหตุด้วยผล จะมีใครไปวางพลอตอะไรได้ ซึ่งช่างคิดกันได้จริง ยืนยันว่า ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นเลย แต่ได้รับการร้องขอจากตำรวจว่าขอทหารเพิ่มเติมก็ส่งไปให้ โดยไม่ได้มีการทำแผนอะไรเลย จึงทำอะไรไม่ถูก และคนที่ไปทำได้เพียงควบคุมฝูงชน แต่ไม่ได้ฝึกเฉพาะเรื่อง รปภ.บุคคลสำคัญ และที่สำคัญตนไม่เคยคิดอะไรเลย โดยวุฒิภาวะและความรู้ของตนไม่คิดว่าใครจะไปคิดแผนอะไรอย่างนั้นได้ ซึ่งตนไม่เชื่อโดยสิ้นเชิงว่าจะมีการสร้างสถานการณ์

ซัด โกวิท มีอำนาจแต่ไม่ยอมจัดการพันธมิตรฯ ปิดสนามบิน

เมื่อถามว่า เสื้อแดงบอกว่าการปิดถนนนั้นทหารบอกว่าสร้างความเดือดร้อน แต่การปิดสนามบินไม่ได้สร้างความเดือดร้อนหรือ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า หากย้อนกลับไปดูนาทีนั้นรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยให้พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย เป็นผู้รับผิดชอบ ที่ดอนเมืองให้ตำรวจนครบาลร่วมกับทหารอากาศรับผิดชอบ ส่วนที่สุวรรณภูมิให้พล.ต.ท.ฉลอง สมใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 รับผิดชอบ หากมีปัญหาให้ขอกำลังทหารเรือ หากไม่พอให้ขอกำลังทหารบก ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 3 ซึ่งก็ได้ส่งไป 3 กองร้อย

ท่านเห็นไหมว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ท่านทำได้ไหม ท่านมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ แล้วจะให้พล.อ.อนุพงษ์ วันดีคืนดียกกำลังไปแล้วทำเลย มีอำนาจหน้าที่อะไร ถ้าเขาถามแล้วมาได้อย่างไร ใครสั่งให้มา แล้วจะตอบอย่างไร ถ้ามีการสูญเสีย ไปขึ้นศาลแล้วถูกถามว่า เอากำลังออกไปใครเป็นคนสั่งจะตอบอย่างไร มันไม่ใช่สองมาตรฐานนะ ไม่ใช่โจรปล้นที่โน่น ทหารบอกทำไมไม่ไปแก้ล่ะ หรือนักเรียนตีกันแล้วทหารบกไม่ไปทำอะไร ก็มันไม่ใช่หน้าที่ ผมอธิบายไม่ได้ว่าเขาสั่งใคร เพราะอำนาจหน้าที่เราไม่มีอยู่แล้ว นอกจากนั้นเขาสั่งภาวะฉุกเฉินก็ให้พล.ต.อ.โกวิท รับผิดชอบ แล้วผมเป็น ผบ.ทบ.จะให้ทำอย่างไร ไม่ใช่สองมาตรฐาน ก็ให้ไปถามพล.ต.อ.โกวิทว่า ทำไมไม่ทำ ไม่ใช่มาถามผม ถ้าเรียนผมผมก็ตอบว่าเขาก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าจะทำผมก็จะเรียนว่าต้องทำอย่างนี้ จะมีการสูญเสียอย่างนี้ ตำรวจทำได้ไหม แล้วให้เขาสั่งคงไม่มีใครกล้าสั่งหรอก เพราะไปก็อาบเจ็บล้มตายกันอีก คำตอบคงต้องไปถามพล.ต.อ.โกวิท ว่าทำไมไม่ทำ ทำไมสองมาตรฐาน ครั้งหนึ่งทำไม 7 ต.ค.ทำแล้วครั้งนี้ไม่ทำพล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

บ่นสื่อทำให้ป๊อกเหนื่อย เป็นคนไม่มีทางเลือกต้องโดนด่าสามฝ่าย

ผู้ดำเนินรายการถามว่า สถานการณ์การเมืองอย่างนี้เหนื่อยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ตนเหนื่อยนั้นคือ สื่อมวลชน ที่ทำให้ตนเหนื่อยมากที่สุด และความไม่เข้าใจของคนที่ไม่เข้าใจ ทำให้เหนื่อยใจ อย่างมาถามว่าทำไมทหารไม่ไป ก็ไม่รู้หรือว่าเขาไม่ได้สั่งให้ทหารรับผิดชอบ แล้วมานั่งถามคนที่เขาไม่ได้สั่งไป เอาอะไรมายัดให้สถาบันกองทัพ เมื่อถามว่า ที่ไม่ทำอะไรเพราะอาจจะกลัวเสียตำแหน่ง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ผ่านมามันค้านกับที่ทุกคนคิด ที่ตนมาก็ทำงานไปตามบทบาทภารกิจ ตอนนั้นหากรักตัวกลัวตาย นายสมัครสั่งอะไรก็ต้องทำ แต่ตนได้อธิบายไปว่าทำไม่ได้ ทุกคนวิพากษ์มาทั้งหมดว่าตนเดินตามนายสมัครเพราะกลัวเสียตำแหน่ง แต่ตอนนั้นได้อธิบายไปว่าไม่ทำ ซึ่งถ้าจะปลดจะย้ายตนก็มีอำนาจทำได้ แต่นายสมัครก็ไม่ได้คิดจะทำอะไร ซึ่งก็ฟังว่าเรามีเหตุผลอะไรแล้วตนจะกลัวเสียตำแหน่งอะไร ซึ่งตนไม่เลือกทางด้านใดเลยทำให้ต้องโดนด่าสามฝ่าย หนึ่งเสื้อสีหนึ่ง อีกหนึ่งเสื้อสีหนึ่ง อีกหนึ่งคือสื่อมวลชน

โยนตำรวจคุมเวทีเสื้อแดงหน้าวัดไผ่เขียว เมินโต้ สนธิ

ผู้ดำเนินรายการถามถึงการนัดรวมพลของคนเสื้อแดงวันที่ 10 พฤษภาคม.ที่หน้าวัดเขียว ย่านดอนเมือง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนสถานที่ที่ยังมีทหารอยู่ก็คงเป็นทำเนียบรัฐบาล ส่วนพื้นที่อื่นเป็นเพียงการเตรียมหากมีการร้องขอ ก็ออกไปสนับสนุนเท่านั้น

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯที่โจมตีผบ.ทบ.อย่างต่อเนื่อง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังให้ผู้เกี่ยวข้องดูว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมาย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป หากใครรู้อะไรหรือมีหลักฐานอะไรก็ให้ไปบอกตำรวจ จะได้จับคนถูกว่า ชื่อใครอย่างไร พลทหารคนนี้ นายสิบคนนี้ นายร้อยหรือนายพันคนนี้

ผู้ดำเนินรายการถามว่า เหมือนเป็นเกมการเมืองหนึ่งหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่าต้องไปถามคนที่สร้างกระแส เมื่อถามว่า ได้ตัวผู้ต้องหาหรือยัง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ผมไม่รู้เรื่อง ผมจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร ผมไม่เคยเห็นปลอกกระสุน ไม่เคยเห็นรถ ไม่เคยเห็นสำนวนแม้แต่ตัวเดียว ไม่เคยคุยกับใครทั้งสิ้นที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่เคยเห็นกล้อง ไม่เคยเห็นภาพ สื่อมวลชนเองก็ไม่เคยเห็นแล้วจะไปวิพากษ์ได้อย่างไร ผมไม่ทราบ ผมเห็นแค่นั้นผมจะไปรู้อย่างไร

ผู้ดำเนินรายการถามถึงความสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนกับพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร คือตนก็ทำงานไป และไม่ได้ไปทานข้าว ไม่ได้เจอและไม่ได้โทรคุยกัน ซึ่งมีครั้งเดียวที่เคยโทรคุยกันตอนตั้งรัฐบาลเพื่อให้ข้อคิดเรื่อง รมว.กลาโหม ครั้งเดียวที่เคยคุยกัน ครั้งอื่นไม่มี เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึง พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่าคงไม่มีอะไร เพราะจะเป็นประเด็น แต่ตนคิดเหมือนประชาชนทุกคน ประชาชนคิดอย่างไรตนก็คิดอย่างนั้น อยากให้ประเทศชาติเรียบร้อย

ที่มา: เรียบเรียงจากมติชนออนไลน์

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

พงษ์เทพค้านนิรโทษกรรม 111+109

เว็บไซต์คมชัดลึก - (11พ.ค.) ที่สนามกอล์ฟอัลไพน์ นายพงศ์เทพ เทพกาญนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวให้สัมภาษณ์ก่อนลงแข่งขันกอล์ฟรายการสังสรรค์สามัคคี 111 + 37 = เพื่อไทยว่า การจัดงานวันนี้เป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างคนที่เคยร่วมทำงานกัน ไม่มีอะไรพิเศษ การแข่งขันกอล์ฟในวันนี้คงไม่การหารือเรื่องการเมือง เพราะการแก้ไขปัญหาของประเทศคงจะพูดกันที่อื่น และคงไม่คุยกันที่นี่

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์และปฏิรูปการเมือง โดยตอนนี้บางฝ่ายเสนอให้นิรโทษกรรมและแก้รัฐธรรมนูญ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากพันธมิตรฯ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ตนพูดหลายครั้งแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดปัญหา และจำเป็นต้องแก้ไขเพื่อให้อำนาจอธิปไตยกลับไปสู่ประชาชน รัฐบาลต้องวางหมากให้มีเหตุผล หากจะนิรโทษกรรมเพื่อให้อดีตนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 นั้นไม่มีประโยชน์ เพราะคนที่รับผลกระทบนั้นเป็นส่วนน้อย แต่การนิรโทษกรรมควรกระทำให้คนส่วนมากในสังคมเกิดความสงบสุข

เมื่อถามว่า นิรโทษกรรมให้คนส่วนมาก หมายความว่าอย่างไร นายพงศ์เทพกล่าวว่า ที่ผ่านมาคนในสังคมมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างและเกิดการชุมนุมรวมตัวกัน และคนส่วนมากก็โดยกล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย และโดนตั้งข้อหาในคดีอาญาจำนวนมาก ฉะนั้นสังคมควรกลับมาเริ่มต้นกันใหม่เพราะประเทศเกิดการติดขัด เมื่อถามต่อว่าแสดงว่าการนิรโทษกรรมนั้นจะโยงไปยังคดีของคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดง นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ต้องไปดูว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกันบ้าง เพื่อให้ทุกฝ่ายกลับมาเล่นกันใหม่โดยไม่มีคดีติดตัว หากจะนิรโทษกรรมให้อดีตนักการเมืองนั้นตนไม่เห็นด้วย

ส่วนการนิรโทษกรรมจะเกี่ยวกับคดีอาญาด้วยหรือไม่นั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ตามปกติแล้วการนิรโทษกรรมนั้นจะกระทำในคดีอาญาอยู่แล้ว โดยเห็นได้จากกรณี 14 ตุลา 16, พฤษภาทมิฬ ก็มีการนิรโทษกรรมกัน เมื่อถามว่า การนิรโทษกรรมจะรวมคดีที่ดินรัชดาภิเษกของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯด้วยหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า สังคมไทยคงดูได้ว่ากระบวนการยุติธรรมหลังการยึดอำนาจแตกต่างกับกระบวนการยุติธรรมในช่วงปกติอย่างไร และควรจัดการเช่นใด สังคมยอมให้มันเกิดขึ้นหรือไม่ หรือต้องรื้อคดีขึ้นมาทำใหม่ เรื่องนี้ตนไม่ได้คุยกับอดีตนายกฯ เพราะตนกำลังยุ่งกับการเตรียมชี้แจงคดีหวยบนดิน

ผู้สื่อข่าวต่อไปว่าหากคดีอาญาได้รับการนิรโทษกรรม แต่คดีทางการเมืองยังคงอยู่นั้น จะรับได้หรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า ต้องดูว่าจะนิรโทษกรรมให้ใครบ้างและดูความเหมาะสม แต่มันต้องเป็นไปโดยเสมอภาค ส่วนกรณีที่พันธมิตรฯกังวลว่าจะนิรโทษกรรมคดีอาญานั้น การนิรโทษกรรมตามปกติมันคือการนิรโทษกรรมในคดีอาญาอยู่แล้ว เพราะคดีที่หนักหนาและเกิดผลร้ายกับประเทศ เช่น ปิดสนามบินและยึดทำเนียบฯ แต่คดีที่ดินรัชดาภิเษกมีโทษจำคุกเพียงสองปี

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายวิจารณ์ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯซื้อเวลาโดยอ้างเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ นายพงศ์เทพกล่าวว่า ผู้สื่อข่าวใกล้ชิดนายกฯกว่าตนและน่าจะรู้ดีกว่าตน

ด้านนายสุรชัย เบ้าจรรยา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขันกล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่มีการแข่งขันโดยรวมศิษย์เก่าคืออดีตนักการเมืองจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน รวมทั้งส.ส.พรรคเพื่อไทยมาเล่นกอล์ฟ เพราะเป็นฝ่ายค้านแล้วมีเวลาว่างเยอะ ตนเสนอเรื่องนี้กับนายสมชายให้จัดการแข่งขันโดยนายสมชายเห็นด้วยและแจ้งให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯทราบแล้ว

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า การรวมตัวกันช่วงก่อนปิดสภานั้นจะทำได้ง่ายกว่าในช่วงปิดสมัยประชุม ทั้งนี้อดีตนักการเมืองและส.ส.ที่ย้ายไปพรรคอื่นๆนั้นอยากมาร่วมงานนี้ ตนจึงบอกไปว่าอย่าเพิ่งมาเลย เมื่อถามว่าการจัดงานนี้เพื่อต้องการดึงส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่ให้ย้ายพรรคใช่หรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า การรวมตัวกันครั้งนี้ ส.ส.และผู้สมัครส.ส.รุ่นใหม่จะได้อุ่นใจ เพราะมีการเชิญอดีตนักการเมืองชั้นผู้ใหญ่มาให้กำลังใจ

เตรียมผุดดีสเตชั่น 18 พ.ค. ปูดจ่อออกหมายจับเสื้อแดง 100 คน

มติชน - นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แกนนำคนเสื้อแดงและประธานกรรมการสถานีโทรทัศน์ ดี สเตชั่น ซึ่งถูกคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) สั่งปิดสถานีเตรียมเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่แทน ดี สเตชั่น ในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ โดยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ว่าเพื่อเป็นตัวเลือกให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารนอกเหนือจากข้อมูลที่ได้รับจากรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งอาจจะใช้ชื่อว่า "นิวส์ ดีสเตชั่น" หรือ "ดี สเตชั่น 2" โดยยังคงรูปแบบรายการและเนื้อหาตามแบบเดิมทั้งหมด ซึ่งการเปิดสถานีครั้งนี้ จะใช้ช่องทางเดียวกับเอเอสทีวีทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการผลิต หรือการส่งสัญญาณจากดาวเทียมต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะส่งข้อมูลการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองหรือไม่ นายอดิศรกล่าวว่า ถ้าคณะกรรมการต้องการข้อมูลอะไรก็ขอมาได้ ทางดี สเตชั่นพร้อมสนับสนุน ตนเห็นว่าคำว่าสมานฉันท์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากรัฐบาลยังไล่จับแกนนำคนเสื้อแดงอยู่ทุกวัน ซึ่งล่าสุดทราบว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้รัฐบาลจะออกหมายจับแกนนำคนเสื้อแดงกว่า 100 คน

ด้านนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง กล่าวถึงการประชุมคณะกรรม การตรวจสอบข้อเท็จจริงฯนัดแรกในวันที่ 12 พฤษภาคมว่าคงจะได้ข้อสรุปเรื่องจำนวนคณะอนุกรรมการในวันดังกล่าว

นายสงวนกล่าวว่า เบื้องต้นกรอบการพิจารณาแบ่งเป็น 2 ประเด็นใหญ่คือ 1.พิจารณาเป็นกรณีๆ ไป อาทิ กรณีสามเหลี่ยมดินแดง กระทรวงมหาดไทย หรือที่พัทยา 2.พิจารณากรอบการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ รวมไปถึงผู้สูญหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ดังนั้น หน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้จึงไม่ใช่แค่เพียงตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของประเทศอีกด้วย

เศรษฐกิจ

ผู้ค้าพัฒน์พงศ์ร้อง สภาทนายช่วยฟ้อง ชุดฉก.จับกุมรุนแรง

เว็บไซต์มติชน - กลุ่มผู้ค้าย่านถนนพัฒน์พงษ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร (กทม.) กว่า 100 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ขอความช่วยเหลือด้านคดีที่แจ้งความไว้ที่ สน.บางรัก กรณีถูกชุดเฉพาะกิจปราบปรามละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เข้าจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า โดยใช้ความรุนแรงและมีอาวุธปืน ทำให้ได้รับความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดเมื่อคืน วันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนายเดชอุดม และนายเจษฎา อนุจารีย์ อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ และคณะกรรมการสภา เข้ารับหนังสือและพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มผู้ค้า

นายเดชอุดมให้สัมภาษณ์ภายหลังรับหนังสือว่า กลุ่มผู้ค้าระบุว่า มีกลุ่มคนสวมเสื้อสีดำจำนวนมาก ไม่แสดงบัตรว่าเป็นเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามเฉพาะกิจ กระทรวงพานิชย์ เข้าจับกุมและยึดสินค้าโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และกระทำด้วยความรุนแรง ซึ่งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์แล้ว เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ต้องได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถ้าเป็นผู้ไม่ได้รับการแต่งตั้งเข้าร่วมจับกุม ถือเป็นการกระทำกลุ่มกองโจร

"การตรวจค้นตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ต้องมีผู้แทนเจ้าทุกข์มาชี้ยืนยันให้จับกุม ไม่ใช่มากวาดยกเอาไปทั้งแผง หากเป็นเจ้าหน้าที่ก็ถือว่าทำละเมิดกฎหมาย ต้องรับผิดชอบ โดยในคดีอาญา ผู้เสียหายได้แจ้งความไว้แล้ว จึงได้แนะนำให้ผู้ค้าทยอยกันมาให้ข้อมูลกับสภาทนายความ เพื่อประโยชน์ในการให้การกับพนักงานสอบสวน ซึ่งจะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการเรียกร้องความเสียหายได้แนะนำให้ไปยื่นเรื่องต่อกระทรวงพาณิชย์ ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่หากดำเนินการแล้วไม่มีความคืบหน้า ให้มาที่สภาทนาย ความ เพื่อยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องต่อศาลปกครองต่อไป" นายเดชอุดมกล่าว

ทั้งนี้ สภาทนายความยังออกแถลงการณ์เรื่องการบังคับใช้กฎหมายให้ชอบด้วยหลักนิติธรรมตามข้อเท็จจริง และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื้อหาระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน ไม่ใช่ลุแก่อำนาจอย่างที่ปฏิบัติอยู่ เนื่องจากการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นความผิดส่วนตัว ไม่ใช่คดีร้ายแรง แม้จะมีโทษจำคุกและค่าปรับค่อนข้างสูง แต่เป็นเรื่องที่สามารถยอมความและเลิกคดีต่อกันได้ การบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์จะต้องดำเนินกฎหมายตามขั้นตอนของหลักนิติธรรมที่ถูกต้อง ซึ่งทางออกที่ดีคือ การสร้างสภาพบังคับกฎหมายภาษีสรรพสามิตของสินค้าลิขสิทธิ์ที่จะทำให้ควบคุมการจำหน่ายได้ดี มีประสิทธิภาพและจะไม่มีการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"สภาทนายความอยากเห็นความปรองดองและความเข้าใจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างที่เป็นแบบสังคมที่เจริญแล้ว และการละเมิดสิทธิของประชาชนไม่ว่าหน่วยงานรัฐหรือกลุ่มพลังใดๆ ที่ทำสิ่งที่เกินเลยกฎหมายกำหนดก็จะต้องมีมาตรการดำเนินการให้ถึงที่สุดอย่างต่อเนื่อง" แถลงการณ์ระบุ

ด้าน พ.ต.อ.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผกก. สน.บางรัก กล่าวว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้ค้า 13 รายและ คนขับรถตู้ ที่ชุดเฉพาะกิจกระทรวงพาณิชย์ว่าจ้างให้มาขนถ่ายสินค้า ที่เข้าแจ้งความซึ่งกันและกัน ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และทราบว่า พ.ต.ท.ชลิก สุขวรรณ์ พนักงานสอบสวน จะทำหนังสือถึงอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ส่งตัวชุดเฉพาะกิจที่เข้าจับกุมมาให้ปากคำ โดยจะส่งหนังสือภายในวันที่ 12 พฤษภาคม

กรณ์ดึงมาเลย์ร่วมตั้งกองทุน

โพสต์ทูเดย์ - นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเร่งสรุปรายละเอียดการจัดตั้งกองทุนสาธารณูปโภค ในภูมิภาคอาเซียนร่วมกับประเทศมาเลเซีย เพื่อเสนอโครงสร้างการจัด ตั้งกองทุนและจำนวนเงินลงขัน ให้ประเทศสมาชิกพิจารณาในการประชุมเดือนต.ค.นี้

นายกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยเป็นแกนนำในการหารือเรื่องการตั้งกองทุนดังกล่าว และประเทศสมาชิกก็เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นแล้ว

ทั้งนี้ การจัดตั้งกองทุนดังกล่าว จะเป็นการรวบรวมเงินออมของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อมาซื้อพันธบัตรของประเทศสมาชิก ทดแทนการซื้อพันธบัตรจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอาเซียน และจะเป็นการช่วยยกระดับการพัฒนาสาธารณูปโภคในประเทศอาเซียน

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางจัดการตั้งกองทุนสาธารณูปโภคในประเทศ หรือกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ของไทย ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังมีแนวคิดหลายแนวทาง ได้แก่ การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ หรือซีเคียวริไทเซชัน โดยการนำรายได้ของรัฐวิสาหกิจมาใช้เป็นตัวรองรับการออกพันธบัตร เช่น รายได้จากค่าตั๋วรถไฟฟ้า และการนำสินทรัพย์ของหน่วยงานราชการ เช่น ที่ราชพัสดุที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย มาเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันตัวรายได้ในการรองรับการออกพันธบัตร

ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะมีวงเงินในการจัดตั้งกองทุนจำนวนเท่าไร และรัฐบาลจะจัดตั้งได้เมื่อไรรมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้รัฐบาลจะสามารถออก พ.ร.ก.ขอกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อมาใช้ในโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงินการลงทุนทั้งสิ้นกว่า 1.56 ล้านล้านบาท ภายในปี 2552-2555 ซึ่งขณะที่รัฐบาลก็กำลังศึกษาแนวทางการดึงเอกชนมาร่วมลงทุน เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนอกเหนือจากการลงทุนของรัฐบาล

สำหรับโครงการการลงทุนตามแผน 1.56 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะต้องทำให้ เกิดความโปร่งใส โดยจะมีการนำรายละเอียดของแต่ละโครงการ และรายงานความคืบหน้าการเปิดประมูล ราคาโครงการ และอื่นๆ เปิดเผยบนเว็บไซต์ ซึ่งประชาชนทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ ก็จะเป็นการช่วยตรวจสอบการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้นได้

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการที่นักลงทุนต่างประเทศเลือกลงทุนในประเทศไทย เพื่อสร้างศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกย่านบางนา-ตราด ว่า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของเศรษฐกิจไทย และการเลือกจังหวะของการลงทุน ขณะนี้ถือว่ามีนัยสำคัญต่อประเทศไทย

คุณภาพชีวิต

ออกแบบสร้างอุโมงค์ลอด ถ.ราชดำเนิน 2 จุด เร่งเปิดใช้ทันเฉลิมฉลอง 85 พรรษา

เดลินิวส์ - นายชาตินัย เนาวภูต ผู้อำนวยการสำนักการโยธา (สนย.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สนย. อยู่ระหว่างการร่างทีโออาร์จ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาและออกแบบโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางเดินข้ามถนนราชดำเนินกลาง ที่ กทม.ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างอุโมงค์คนเดินลอดใต้ถนนราชดำเนินบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ และหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา กว้าง 14 เมตร ยาว 80 เมตร ลึก 5 เมตร มีพื้นที่ขายของภายในอุโมงค์ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าของโครงการ งบประมาณศึกษาอุโมงค์ละ 5 ล้านบาท

นายชาตินัย กล่าวว่า สำหรับโครงการก่อสร้างอุโมงค์คนเดินลอดใต้ถนนราชดำเนินดังกล่าวนี้ เพื่อรองรับการจราจรในถนนราชดำเนินกลาง เนื่องจากคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่นมากขึ้นกว่าปัจจุบัน ทำให้ประชาชนคนเดินข้ามถนนจะมีความลำบากและมีอันตรายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สนย.เห็นว่าอุโมงค์ดังกล่าวควรออกแบบให้มีร้านค้าอยู่ภายในอุโมงค์ด้วย เพื่อดึงดูดให้ประชาชนใช้บริการอุโมงค์และเพื่อความปลอดภัยด้วย อีกทั้ง สนย.มีแนวทางที่จะให้บริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาแนวเส้นทางให้มีความสัมพันธ์กับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสนามกีฬาแห่งชาติ-พรานนก รวมทั้งศึกษาระบบสาธารณูปโภคด้านอื่น ๆ เสนอต่อ สนย.ด้วย โดยคาดว่าภายในเดือน ก.ค.นี้ น่าจะได้ที่ปรึกษา ใช้เวลาศึกษาและออกแบบประมาณ 3-4 เดือน ส่วนระยะเวลาในการก่อสร้างอุโมงค์ละ 18 เดือน ทั้งนี้ กทม.จะเร่งดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จเพื่อให้ทันเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 85 พรรษา

สำหรับโครงการดังกล่าวเป็น 1 ในโครงการ ที่รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบในการดำเนินโครงการฌองเอลิเซ่ โดยมอบหมายให้ กทม. รับผิดชอบทั้งสิ้น 9 โครงการ รวมงบประมาณ 3,200 ล้านบาท แต่เนื่องจาก สศช. งดให้งบประมาณแก่ กทม. สำนักผังเมือง (สผม.) จึงได้ศึกษาความเหมาะสม และได้ตัดลด เหลือเพียง 2 โครงการเท่านั้น คือโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางเดินข้ามถนนราชดำเนินกลาง และโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงอาคารริมถนนราชดำเนินจำนวน 3 คูหาอยู่

สาธารณสุขขอ 80 ล้านทำยาต้านหวัดมรณะ

เว็บไซต์คมชัดลึก - สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีรายงานพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อรายใหม่ในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่องล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงผลการประชุมศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินกระทรวงสาธารณสุข เพื่อติดตามผลการดำเนินงานควบคุมป้องกันเกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 สู่ประเทศไทย

นายมานิตกล่าวว่า กระทรวงได้ทำหนังสือถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเผยแพร่คำแนะนำการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 แก่โรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่ง และเตรียมจัดประชุมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจและจะสนับสนุนหน้ากากอนามัยไว้เป็นตัวอย่างในห้องปฐมพยาบาลจำนวน 1 แสนชิ้น ในระดับอุดมศึกษาจะเน้นประชาสัมพันธ์ หากนักศึกษามีอาการไข้ หรืออาการคล้ายไข้หวัด ให้ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และไปพบแพทย์หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มในคนหมู่มาก เช่น กิจกรรมรับน้อง เป็นต้น

รมช.สาธารณสุข กล่าวด้วยว่าองค์การเภสัชกรรมแจ้งของบประมาณในส่วนของการผลิตในการจัดซื้อวัตถุดิบผลิตยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ หรือ จีพีโอ เอ ฟลู โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 13 พฤษภาคมนี้ตนเตรียมเสนอขออนุมัติงบประมาณกลางจำนวน 80 ล้านบาท สำหรับนำไปซื้อวัตถุดิบผลิตยาดังกล่าวจำนวน 2 ล้านเม็ด ราคาเม็ดละ 40 บาท เพื่อนำมาผลิตยาสำรองเก็บไว้ เตรียมพร้อมสำหรับนำมาใช้หากเกิดการระบาดในประเทศ

ส่วนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันยกน้ำหนักประเภทเยาวชนชิงแชมป์โลก ที่ จ.เชียงใหม่ระหว่างวันที่ 19-24 พฤษภาคมนี้ นายมานิตกล่าวว่า ได้รับแจ้งจากสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทยว่า ในช่วงวันดังกล่าวจะมีนักกีฬาและทีมผู้ฝึกซ้อมจากทั่วโลก รวมถึงประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 รวมประมาณ 1,000 คน ในส่วนของกระทรวงได้เตรียมแผนเฝ้าระวัง โดยนักกีฬาทุกคนก่อนเข้าประเทศจะต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิจากเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ หากพบใครมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ จะตรวจอย่างละเอียดและติดตามเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด และไม่อนุญาตให้ลงแข่งขัน โดยเฉพาะนักกีฬาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาด 5 ประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก แคนาดา อเมริกา สเปน และอังกฤษจะมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ขณะที่สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั่วโลก นายมานิตกล่าวว่า องค์การอนามัยโลกหรือ ฮู รายงานเมื่อเช้าวันที่ 11 พฤษภาคม (ตามเวลาประเทศไทย) พบผู้ป่วยใน 29 ประเทศ จำนวน 4,379 คน เสียชีวิต 49 คน ส่วนประเทศไทยมีผู้ที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังอยู่ระหว่างการสอบสวน หรือกำลังดำเนินการตรวจทางห้องปฏิบัติการวันนี้ (11 พ.ค.) จำนวน 9 คน

ด้าน รศ.นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ในฐานะหัวหน้าทีมวิชาการ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นับเป็นความโชคดีที่ประเทศไทยมีประสบการณ์ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกทำให้มีการเตรียมพร้อมที่ดี แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดอยู่จะมาเร็วขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม ได้แจ้งไปทางโรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัดทั่วประเทศ ให้เตรียมตั้งรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทุกเวลา และฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมในทุกขณะ

"แม้เราจะเตรียมพร้อมอย่างไร แต่เชื่อว่าจะต้องมีการแพร่ระบาดแน่นอน ไม่รอดแน่ แต่จะมากหรือน้อยไม่มีใครทราบ เพราะแม้แต่ยุโรป สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีระบบสาธารณสุขที่ดีกว่าเรา ยังแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือ ดูแลตัวเอง ระมัดระวังอย่าอยู่ในที่ชุมชน และต้องดูแลสุขอนามัยให้สะอาด หากต้องเดินทางไปต่างประเทศ และกลับมาจากต่างประเทศก็ต้องรายงานให้ทราบ อย่าเก็บไว้ เพราะจะนำไปสู่การแพร่เชื้อในที่สุด" รศ.นพ.ทวีกล่าว

ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขจีน แถลงว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 รายแรกในจีน เป็นชายวัย 30 ปี ที่อาศัยอยู่ในมณฑลเสฉวน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ โดยชายที่ได้รับการเปิดเผยเพียงว่าแซ่ "เป่า" นี้ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมิสซูรี ในสหรัฐ เพิ่งเดินทางกลับบ้านด้วยการนั่งเครื่องบินของสายการบินนอร์ทเวสต์ เที่ยวบินที่ เอ็นดับเบิลยู 029 เดินทางออกจากเมืองเซนต์หลุยส์ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จากนั้นได้แวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะเดินทางถึงกรุงปักกิ่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จากนั้นนายเป่าได้นั่งเครื่องบินของสายการบินเสฉวนเดินทางต่อไปยังเมืองเฉิงตู

ขณะที่ไต้หวันประกาศว่า ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ 2 รายแรกของไต้หวัน ได้แก่ มารดาวัย 31 เชื้อ 2 รายแรกของไต้หวัน ได้แก่ มารดาวัย 31 ปี กับบุตรสาววัย 21 เดือน ซึ่งล้มป่วยเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม หลังกลับจากสหรัฐ ไม่ได้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่อย่างใด โดยทั้งคู่ติดเชื้อไวรัสเอเอช 1 ซึ่งมีอันตรายน้อยกว่า

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐ (ซีดีซี) แถลงเมื่อวันอาทิตย์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่ายอดผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ในสหรัฐอยู่ที่ 2,532 คน เสียชีวิต 3 คน เท่ากับว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นล่าสุดอีกถึงเกือบ 278 คน ทำให้พบผู้ติดเชื้อจากโรคนี้ใน 44 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐของแล้ว โดยสหรัฐแซงหน้าเม็กซิโกขึ้นเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด แม้เม็กซิโกจะมียอดผู้เสียชีวิตสูงกว่ามากคือ 48 คน ส่วนสหรัฐอยู่ที่ 3 คน

ส่วนแคนาดาพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 5 คน โดย 3 คน พบในมณฑลอัลเบอร์ตาทางตะวันตกอีก 2 คน พบที่มณฑลซัสแคตเชวัน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อในแดนเมเปิลพุ่งเป็น 286 คน และมีเพียงพื้นที่ทางเหนือ และมณฑลนิวฟันด์แลนด์ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเท่านั้นที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อนี้ ทางด้านฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 2 คน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศทั้งหมดเพิ่มเป็น 15 คน

หนุ่มสกลนครนั่งกินเหล้าโดนบั้งไฟชนคอขาดกระเด็น

สยามรัฐ วานนี้ (11 พ.ค.) พ.ต.ท.ภาณุพล เรพล สารวัตร หัวหน้า สภ.ดงมะไฟ รับแจ้งจากชาวบ้านดงขวาง ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร ว่ามีคนถูกบั้งไฟพุ่งชนเสียชีวิต จึงพร้อมด้วย พล.ต.ต.อุดม จำปาจันทร์ ผบก.ภ.จว.สกลนคร เจ้าหน้าที่ตำรวจและเมตาธรรมมูลนิธิ ออกตรวจสอบ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบกลุ่มชาวบ้านจำนวนมาก เหตุเกิดที่ริมสระน้ำกลางทุ่งนา และกำลังมีการจัดงานบุญบั้งไฟประจำปี ซึ่งชาวบ้านร่วมกันจัดขึ้น จากการตรวจสอบพบว่าห่างจากบริเวณฐานจุดบั้งไฟ ประมาณ 50 เมตร พบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชาย นอนในท่าหงายอยู่ใต้ต้นพุทรา หันศีรษะมาทางด้านฐานจุดบั้งไฟ สภาพศพสวมเสื้อแขนยาวสีน้ำตาล กางเกงยีนขายาว โดยสภาพศพเป็นที่สยดสยอง เนื่องจากไม่มีส่วนของศีรษะ บริเวณลำคอมีรอยการพุ่งชนอย่างแรง และมีเขม่าดินปืนสีดำทั่วบริเวณ โดยยังพบว่าศีรษะตกลงไปในน้ำ

ที่บริเวณใกล้กัน ยังพบชิ้นส่วนบั้งไฟยาวประมาณ 3 เมตร จมอยู่ริมสระน้ำ จากการตรวจสอบพบส่วนหัวบั้งไฟเป็นท่อพลาสติกพีวีซี มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างประมาณ 3-4 นิ้ว ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร มีร่องรอยการระเบิด เจ้าหน้าที่เมตตาธรรมมูลนิธิ จึงได้ลงน้ำเพื่อหาชิ้นส่วนของศีรษะ ใช้เวลานานกว่า 30 นาที จนพบเศษชิ้นส่วนศีรษะ เช่น กระโหลก กล้าม ฟัน และชิ้นส่วนหนังศีรษะที่มีเส้นผมติดอยู่ โดยชิ้นส่วนจมอยู่ใกล้กับจุดที่บั้งไฟตกลงไปอยู่ในสระ จึงนำขึ้นมาเป็นหลักฐาน ส่วนผู้เสียชีวิต ทราบชื่อภายหลังว่า นายปรีดา วงนาตาล อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77 ม.4 ต.บึงทวาย อ.เต่างอย จ.สกลนคร

จากการสอบถามชาวบ้านดงขวาง ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ กล่าวว่า ในวันนี้มีการจัดงานบุญบั้งไฟประจำปีของชาวบ้านดงขวาง มีประชาชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยกระจายนั่งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วบริเวณ ก่อนเกิดเหตุคณะกรรมการแข่งขันบั้งไฟ ได้ปล่อยบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าไปแล้ว 2 ลูก โดยไม่มีปัญหา และเมื่อจุดลูกที่ 3 บั้งไฟลูกดังกล่าวได้พุ่งออกไปจากฐาน ออกไปด้านขวาในแนวราบโดยไม่พุ่งขึ้นท้องฟ้า และส่ายไปมาจนพุ่งใส่กลุ่มวัยรุ่นประมาณ 6-8 คน ที่นั่งดื่มสุราอยู่ริมสระน้ำ ห่างออกไปจากจุดปล่อยบั้งไฟราว 50 เมตร ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นเขตแนวกั้นหวงห้ามประชาชนเข้าไปนั่งอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันอันตราย โดยมีธง สี แดง สีน้ำเงินและสีเหลือง กั้นไว้อย่างชัดเจน แต่กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวไม่เชื่อฟังจากการเตือนของผู้จัดงาน โดยไม่คิดว่าจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น หลังบั้งไฟลูกดังกล่าวพุ่งเข้าไปชน ทำให้คนในวงเหล้าแตกกระเจิง

ส่วนนายปรีดา วงนาตาล ผู้ตายนั่งอยู่และหันด้านข้างออกมาทางจุดปล่อยและหันหลังให้สระน้ำพอดี ทำให้หลบไม่ทันเนื่องจากวิถีการพุ่งชนของบั้งไฟ มีความเร็วประมาณ 3-4 วินาที จากจุดปล่อยพุ่งเข้าหาผู้ตาย จนร่างนายปรีดา พุ่งตกลงไปในสระน้ำ ส่วนร่างกายท่อนบนตกลงไปซึ่งขาทั้ง 2 ข้างอยู่ที่ริมสระ เมื่อบั้งไฟตกลงสนิท เพื่อนๆที่อยู่ด้วยกันจึงวิ่งกลับมาดึงนายปรีดาขึ้นมาจากน้ำ แต่เมื่อดึงนายปรีดาขึ้นมา ถึงกับตะลึงเมื่อไม่พบส่วนหัวของนายปรีดา จึงรีบมาบอกเจ้าหน้าที่และกรรมการจัดงาน จากนั้นได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกข้อมูลจากผู้จัดงานและผู้เห็นเหตุการณ์โดยละเอียด จากนั้นนำศพส่งตรวจพิสูจน์ที่โรงพยาบาลสกลนคร

ด้านนายพงษ์ทิพย์ บาลวงศ์ษา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะไฟ เดินทางมาที่เกิดเหตุ และกล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ เป็นการจัดขึ้นโดยชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมใจกัน ซึ่งหลังทราบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการถูกบั้งไฟพุ่งชนในบริเวณจัดงานตนได้รีบมาดูที่เกิดเหตุทันที เมื่อมาถึงก็ได้สอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้ใหญ่บ้าน โดยได้รับคำตอบว่า จุดเกิดเหตุที่บั้งไฟตก เป็นพื้นที่ห้ามเข้าโดยมีธงสีแสดงเขตอันตรายไว้ชัดเจน และขณะจุดบั้งไฟก็ได้มีการประกาศเตือนประชาชนที่มาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มวัยรุ่นที่ก็ยังฝ่าฝืนไปนั่งบริเวณริมสระน้ำ เพื่อชมการจุดบั้งไฟอย่างใกล้ชิด โดยยไม่เชื่อฟังจากการเตือน

นายก อบต.ดงมะไฟ กล่าวว่า สำหรับ นายปรีดา วงนาตาล ผู้ตาย เป็นราษฎรบ้านตากแดด หมู่บ้านที่ติดกันกับหมู่บ้านดงขวาง ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางมาเที่ยวงานบุญบั้งไฟกับเพื่อนอีก 5 คน และได้ชักชวนกันมานั่งดื่มสุราในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากอยู่กลางทุ่งนาและติดสระน้ำ จะได้มองเห็นบั้งไฟพุ่งขึ้นได้ชัดเจน แต่กลับเกิดเหตุการณ์สยดสยองขึ้น ในขณะที่นั่งดื่มสุราโดยไม่ทันระวังตัวเป็นเหตุให้เสียชีวิตดังกล่าว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนหาสาเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อย่างละเอียด เบื้องต้นทาง อบต.ดงมะไฟ ได้ให้การสนับสนุนน้ำดื่ม และน้ำแข็งเพื่อใช้ในการจัดงานศพก่อน ส่วนการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ตายนั้น จะนำเรื่องเข้าหารือกับชาวบ้านดงขวาง เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป ส่วนจะได้มากน้อยอย่างใดตนก็จะร่วมสมทบให้อีกจำนวนหนึ่ง

ต่างประเทศ

ศาลซาอุตัดสินแปลก ให้สามีตบหน้าภรรยา หากใช้จ่ายฟุ่มเฟือย กลุ่มสตรีรุมต้าน

แนวหน้า - ผู้พิพากษารายหนึ่งในซาอุดีอาระเบีย เห็นชอบให้สามีตบหน้าภรรยาได้ ถ้ามีพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก่อให้เกิดเสียงประท้วงจากกลุ่มเคลื่อนไหวสตรีในซาอุดีอาระเบีย

หนังสือพิมพ์ อาหรับ นิวส์ ในซาอุดีอาระเบีย รายงานอ้างถ้อยแถลงของนายฮาหมัด อัล ราซิน ผู้พิพากษาชาวซาอุดีอาระเบียซึ่งไปกล่าวในงามสัมมนาเรื่องความรุนแรงภายในครอบครัว โดยนายอัล ราซิน เห็นว่า สามีสามารถตบหน้าภรรยาได้ เพื่อเป็นการลงโทษที่ภรรยามีพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และที่ผ่านมา หลายคนมักเข้าใจว่า เหตุรุนแรงภายในครอบครัวมีต้นตอมาจากผู้ชายเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายและผู้หญิงควรมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน เนื่องจากบางครั้ง ผู้หญิงก็มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและมักใช้ถ้อยคำรุนแรงด่าว่าสามี จนเรื่องบานปลายกลายเป็นเหตุรุนแรงขึ้นมา

แต่ถึงกระนั้น คำกล่าวของนาย อัล ราซิน ส่งผลให้ผู้หญิงที่เข้าร่วมงานสัมมนาต่างลุกขึ้นประท้วงในทันที พวกเธอตกใจและคิดไม่ถึงว่า คำพูดที่ให้สามีตบหน้าภรรยาได้จะออกมาจากปากของคนที่เป็นถึงผู้พิพากษา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีในซาอุดีอาระเบียให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ย้ำว่า ไม่แปลกใจที่ผู้พิพากษาหรือนักการศาสนาสนับสนุนให้สามีตบหน้าภรรยาได้ เพราะผู้ชายในซาอุดีอาระเบียถูกปลูกฝังให้มองผู้หญิงเป็นเพศที่ด้อยกว่ามาโดยตลอด พวกเขาจึงรู้สึกว่า ไม่ผิดอะไรถ้าจะตบหน้าภรรยาตัวเองเป็นการสั่งสอน ทั้งนี้ สตรีซาอุดิอาระเบียยังคงถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆ ไม่ให้เท่าเทียมกับผู้ชาย

ปากีสถานถล่มตาลีบันหนีตายกว่า 3 แสน

เดลินิวส์ - กองทัพปากีสถาน ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทั้งทางบกและทางอากาศต่อ นักรบตาลีบันในการสู้รบอย่างดุเดือดเมื่อวันจันทร์ ซึ่งทำให้ประชาชนชาวปากีสถานมาก กว่า 360,000 คน อพยพออกจากพื้นที่สู้รบในเขตหุบเขาสวอท ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกองทัพรัฐบาลยังยิงปืนใหญ่โจมตีสถานที่ซ่อนตัวของตาลีบันในหุบเขาดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่ามีนักรบตาลีบันประมาณ 4,000 คนกำลังสู้รบเพื่อควบคุม

ขณะที่ นายเรห์มาน มาลิค รัฐมนตรีมหาดไทยปากีสถาน กล่าวว่า จากการปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาล ทำให้นักรบกลุ่มหัวรุนแรงเสียชีวิตไปกว่า 700 คน แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันตัวเลขอย่างเป็นทางการ และเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับความสูญเสียที่เกิดกับพลเรือน ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวระบุว่า เกิดเหตุระเบิดพลีชีพรถยนต์ที่บริเวณจุดตรวจใกล้เมืองดาร์รา อาดัม เคล ทางตอนใต้ของเมืองเปชาวาร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 10 คน ซึ่งส่งสัญญาณที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่า ความรุนแรงอาจขยายวงกว้างออกจากพื้นที่สู้รบขึ้นไปทางเหนือของประเทศ

ฝนถล่มกรุง ชุมนุมเสื้อแดงวัดไผ่เขียวยังแน่น

ที่มา ประชาไท

การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 พ.ค. บริเวณข้างวัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง เริ่มขึ้นในช่วงบ่าย โดยผู้ชุมนุมเริ่มทยอยมายังบริเวณด้านหลังวัด จับจองพื้นที่หน้าเวทีที่มีการตั้งจอโปรเจ็คเตอร์ 3-4 จอ มีร้านค้าขายอาหาร เครื่องดื่มมาตั้งขายอย่างคึกคัก ในการชุมนุมยังมีการขายซีดีชื่อ "รัฐบาลทรราชฆ่าประชาชน" และ "ความจริงวันที่ 13 เมษา 2552 สงครามเลือด" แผ่นละ 20 บาท ที่มีการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายม็อบบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง เวลาประมาณ 15.00 น. ฝนได้ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมที่พร้อมใจกันสวมเสื้อแดงก็ยังคงปักหลักชุมนุมบนพื้นที่ชุมนุมเฉอะแฉะ น้ำท่วมประมาณข้อเท้าไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคน

เวลา 17.00 น. แกนนำคนเสื้อแดงขึ้นเวทีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายวีระ มุสิกพงศ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ, นายการุณ โหสกุล, นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์

ก่อแก้วประกาศตรวจสอบแกนนำสื่อ"หยุดทำร้ายประเทศไทย"

นายก่อแก้ว พิกุลทอง ปราศรัยบนเวทีเสื้อแดง โดยชี้แจงกรณีที่ตนเองไม่อยู่ในประเทศไทยว่า ต้องขอโทษผู้ชุมนุมที่ไม่อยู่ในช่วงที่มีการสลายการชุมนุม เนื่องจากต้องพาภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น โดยจองล่วงหน้ามาแล้ว 2 เดือน และจากการสอบถามแกนนำคนอื่นๆ ก็ได้คำตอบว่าจะยุติการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร

นายก่อแก้วยังกล่าวถึงการไปร่วมรณรงค์กับกลุ่มหยุดทำร้ายประเทศไทยว่า ตนเองต้องการแสดงจุดยืนว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ต้องการทำร้ายประเทศชาติ ทั้งที่รู้ว่าเครือข่ายที่เป็นแนวร่วมของขบวนการหยุทำร้ายประเทศไทยนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นแนวร่วมของรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย และแกนนำการรณรงค์บางคนก็มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ซึ่งการไปครั้งนั้นไม่ได้ปรึกษาแกนนำคนอื่น เพราะเชื่อว่าคนอื่นคงไม่อยากให้ไป แต่มั่นใจว่าการทำความดีทำที่ไหนก็ได้ ที่ตนเองไปร่วมรณรงค์ก็เพราะว่าปฏิญญา 1 ใน 9 ข้อมีการเรียกร้องให้สื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และแกนนำการรณรงค์ที่เป็นสื่อคนหนึ่ง ที่ผ่านมาทำหน้าที่บิดเบือน โจมตีกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้นจะขอตรวจสอบแกนนำสื่อคนนี้ว่าจะบิดเบือนหรือไม่ ถ้าบิดเบือนอีก ตนเองจะออกมาด่าด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ นายก่อแก้วยังเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมพยายามส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์ไปยังรายการข่าวทุกรายการ ทุกช่อง เพื่อชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมของสังคม

เปิดซีดีทุบรถนายกฯอ้างไม่เห็นคนนั่งเบาะหลัง
เวลา 20.15 น. วันที่ 10 พฤษภาคม นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นช.) กล่าวปราศรัยว่า ตั้งแต่ 12 - 14 เมษายน ที่พัทยา ที่กระทรวงมหาดไทย และที่อื่นๆ รัฐบาลจัดฉาก โดยที่พัทยาเอาตำรวจมาใส่เสื้อน้ำเงินยิงหนังสติ๊กใส่เสื้อแดง จากนั้นเป็นกรณีการเสียชีวิตของพลทหารอภินพ เครือสุข ซึ่งคนสงสัยว่าถูกท้ายปืนตีไม่ใช่ล้มในห้องน้ำที่บ้านพักแม่ทัพภาค 1 จากนั้นนายกฯ อยู่ในค่ายทหาร กลับมาประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่กระทรวงมหาดไทย ที่ตำรวจออกหมายจับ 21 คนจากเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทยนั้น มีจำนวนหนึ่งไม่มามอบตัว เพราะไม่ใช่เสื้อแดง โดยมีแหล่งข่าวแจ้งว่า มีทหาร 9-10 มาสร้างสถานการณ์ ใครจับได้ คนเสื้อแดงตัวจริง จะให้รางวัลนำจับคนละ 5 แสนบาท

นายจตุพรกล่าวว่า นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็ไม่อยู่ในรถประจำตำแหน่ง โดยมีทีวีฉายภาพนายอภิสิทธิ์ขึ้นรถพร้อมนายสุเทพ แต่เป็นอีกคันที่ขับออกไปก่อนที่เสื้อแดงจะมากระทรวงมหาดไทย มีข้อสังเกตที่ว่า เป็นรถเปล่าคือ 1.ปล่อยให้เสื้อแสดงเข้ากระทรวงง่าย 2.รปภ.มาเปิดประตูฝั่งประตูที่อ้างว่า นายกฯนั่งอยู่ ซึ่งโยนของให้ซึงผิดปกติของระบบ รปภ. 3. ตอนแรก รปภ.เหมือนจะห้าม แต่สุดท้ายปปล่อยให้ประชิดรถโดยง่าย 4. มองทะลุมุมไหนก็ไม่เห็นคนนั่งเบาะหลัง

จากนั้นนายจตุพรเปิดซีดีชื่อ "คนไทยทั้งประเทศถูกหลอก ทุบรถที่มหาดไทย อภิสิทธิ์คนลวงโลก" ซึ่งระหว่างเปิดนั้นซีดีนั้นมีการตั้งข้อสังเกตที่ผิดปกติ โดยเฉพาะรถของนายกฯที่ถูกทุบมีความยาวประมาณ 15 นาที

นอกจากนี้นายจตุพรยังกล่าวด้วยว่า "มีแนวคิดที่จะเปิดโทรทัศน์ดี สเตชั่น อีก 2 ช่อง ขณะนี้ อยู่ระหว่างศึกษาว่า ทำยังไงที่เปิดแล้วจะไม่ถูกปิดอีก ถ้าถูกปิดอีก 2 ก็จะเปิดอีก 4 ช่อง หลังจากนี้จะไปชุมนุมที่สนามหลวง แต่ให้ชายตาทำเนียบรัฐบาลไว้ โดยตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตยก็จะต่อสู้ต่อไป" นายจตุพร กล่าว

"นครบาล"บันทึกเทปแกนนำ"แดง"ที่อยู่ระหว่างประกันตัว

ด้านเว็บไซต์มติชน รายงานความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวถึง การดูแลรักษาความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่วัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง ช่วงเย็นวันนี้ (10 พ.ค.) ว่า ทางนครบาลได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 กองร้อย จำนวน 450 นาย ดูแลความปลอดภัยบริเวณจัดงาน โดยมีการตั้งด่านตรวจ 3 จุด เพื่อตรวจค้นอาวุธ ไม่ให้พกพาเข้ามาในพื้นที่การชุมนุม รวมถึงการจัดระบบการจราจร เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณดังกล่าว ซึ่งจากการประเมิน คาดว่า ผู้ที่มาชุมนุมน่าจะมีกว่า 10,000 คน

พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวต่อว่า จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าไปปะปนร่วมกับผู้ชุมนุมในการ สืบหาข่าวเพื่อป้องกันมือที่ 3 เข้ามาก่อกวน และดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม การปราศรัยของแกนนำ หากมีการพูดจายั่วยุ ปลุกปั่น เจ้าหน้าที่ก็มีการบันทึกเทปไว้ตลอดอยู่แล้ว ก็จะนำมาพิจารณาว่าผิดกฎหมายหรือไม่ หากผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

ด้าน พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 ผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่ จัดการชุมนุมที่วัดไผ่เขียว ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เปิดเผย ถึงความพร้อมในการดูแลการชุมนุม และเนื้อหาที่จะมีการปราศรัยบนเวที โดยเฉพาะอาจมีผู้ปราศรัยบางรายที่อยู่ระหว่างการประกันตัวว่า การปราศรัยในวันนี้จะมีการบันทึกเทปไว้ตามวิธีปฏิบัติ เพื่อนำมาพิจารณาอีกครั้งว่ามีข้อความไหนที่เข้าข่ายการกระทำผิดหรือไม่ โดยเฉพาะกับผู้ที่อยู่ระหว่างการประกันตัว

กองทัพไม่ส่งกำลังคุมเสื้อแดงชุมนุม แต่จับตาใกล้ชิด
ด้าน พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติข้างวัด ไผ่เขียว เขตดอนเมือง ในช่วงเย็นวันนี้(10 พ.ค.) ว่า กองทัพจะเฝ้าติดตามสถานการณ์การชุมนุมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด


ขณะที่ น.อ.มนทล สัชชุกร รองโฆษกกองทัพอกาศ กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพอากาศก็ไม่ได้มีการจัดส่งกำลังเข้าสังเกตการชุมนุมแต่อย่าง ใด ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลความสงบเรียบ ร้อยในการชุมนุม

"เชียงใหม่ 51"จี้หาความจริงแกนนำ"เพชรวรรต"หายตัว
ผู้สื่อข่าวจากมติชนรายงานเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ว่า เมื่อเวลา 20.00 น.วันนี้ (9 พ.ค.) ที่บริเวณหน้าโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 จำนวนกว่า 200 คน ได้เดินทางมาชุมนุม หลังจากมีข่าวว่า นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ประธานกลุ่มคนรักเชียงใหม่ ถูกอุ้มหายไปเมื่อเวลา 13.00 น.ของวันที่ 8 พ.ค. โดยบอกกับทางญาติว่า จะไปตัดผมที่ร้านแห่งหนึ่งกลางเมืองเชียงใหม่ และถูกกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งอุ้มขึ้นรถหายไป

ทั้งนี้ แกนนำรักเชียงใหม่รายหนึ่ง กล่าวว่า นายเพชรวรรตหายตัวไปตั้งแต่บ่ายโมงของวันที่ 8 พ.ค. ขณะจะไปตัดผมและเตรียมตัวเดินทางไปชุมนุมที่วัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ แต่ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งพยายามติดต่อแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ต่อมาได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เห็นมีข่าวการแจ้งข้อหา นายเพชรวรรต จึงเชื่อแน่ว่า เป็นกลุ่มคนมีสีอุ้มตัวไป จึงให้ฝ่ายกฎหมายของกลุ่มติดต่อ จนทราบว่า ขณะนี้มีการต่อรองกับกลุ่มที่ลักพาตัวนายเพชรวรรต ระบุว่าจะติดต่อมา โดยเสนอเงื่อนไขต่างๆ

แกนนำรักเชียงใหม่ กล่าวอีกว่า หากในคืนวันที่ 9 พ.ค.นี้ ยังไม่รู้เรื่อง ไม่ทราบข่าว กลุ่มรักเชียงใหม่ก็จะเดินทางไปที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อถาม พ.ต.ท.สวัสดิ์ หล้ากาศ รอง ผกก.สส.สภ.เมือง ที่เป็นคนให้ข่าวแก่สื่อมวลชน จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ข่าวที่ออกมาต้องมีมูล หากไม่มีมูล ก็จะออกมาไม่ได้ และแหล่งที่ 2 ที่กลุ่มรักเชียงใหม่จะต้องไปถามก็ คือ ศูนย์ข่าวไทยรัฐที่เชียงใหม่ว่า การลงข่าวเช่นนี้สร้างความเสียหายให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นการทำลายขวัญกำลังใจ บอกถึงฐานที่มั่นของคนเสื้อแดง และขอบอกว่าในตอนนี้คนเสื้อแดงไม่สามารถควบคุมได้แล้ว หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็ไม่ทราบว่าจะควบคุมได้อย่างไร เพราะไม่มีแกนนำ

"ขวัญชัย" เปิดเวทีถ่ายทอดสัญญาณจาก กทม.

เมื่อเวลา 19.00 น. บริเวณเวทีปราศรัยของชมรมคนรักอุดร ลานปูน สนามทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุดรธานี สมาชิกชมรมคนรักอุดร จำนวน 2,000 คน ได้มาร่วมชุมนุม โดยนายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร พร้อมนักจัดรายการของสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร 97.5 เมกกะเฮิร์ต ได้สลับกันขึ้นปราศรัยโจมตีการทำงานของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ ครม.ในกรณีการขึ้นภาษีเหล้า บุหรี่ น้ำมัน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนรากหญ้า รวมถึงการปิดกั้นสื่อโดยการปิดสถานีดีสเตชั่นและวิทยุชุมชนของคนเสื้อแดง ที่รัฐบาลทำ 2 มาตรฐาน เลือกปฏิบัติ ที่ไม่ดำเนินการกับสถานี ASTV แต่กลับเลือกที่จะปฏิบัติต่อสถานีของคนเสื้อแดง รวมถึงการครอบงำสื่อทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ของส่วนกลาง ทั้งยังกล่าวได้โจมตีนายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ปิดป้ายข้อความ หยุดทำร้าย จ.อุดรธานีทั่วพื้นที่ โดยระบุว่าต้องชี้แจงออกว่าคนกลุ่มไหนที่ทำร้าย จ.อุดรธานี

ขณะเดียวกันได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมชุมนุมที่ กทม.ในช่วงวันที่ 12-14 เมษายน ขึ้นมาเล่าเหตุการณ์ให้ผู้เข้าร่วมชุมนุม สลับกับการแสดงของคณะหมอลำ ซึ่งสร้างความสนุกสนานแก่ผู้มาร่วมชุมนุม จากนั้นเวลา 19.45 น.ทางเวทีได้ถ่ายทอดสัญญาณการชุมนุมของ นปช.ที่ข้างวัดไผ่เขียว กทม. ผ่านทางช่อง MV วาไรตี้ ฉายผ่านจอวีดีโอโปรเจคเตอร์ ที่มีการปราศรัยของแกนนำ นปช.สลับกับการปราศรัยของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ที่มาร่วมบนเวที โดยเวทีจะเปิดไปจนถึงเวลา 24.00 น. จึงเลิกการชุมนุม

Sunday, May 10, 2009

"อนุพงษ์"โยน"โกวิท"มีอำนาจแต่ไม่สลาย"เสื้อเหลือง"ยึดสนามบิน-อ้างเหตุจัดการเสื้อแดงปิดถนน-ล้มอาเซียน

ที่มา มติชนออนไลน์

ผบ.ทบ.ยันเข้าได้กับทุกรัฐบาล "สมัคร"ป่วยยังแวะไปเยี่ยม อ้างม็อบสลาย พธม.ยุดทำเนียบไม่ได้เพราะขู่หากใช้กำลังจะปิดสนามบิน ซัด "โกวิท" มีอำนาจแต่ไม่ยอมจัดการเอง เผยเหตุสลาย"เสื้อแดง"เหตุปิดถนนในกทม.กระทบมาก หวั่น "ผู้นำอาเซียน" ยกทีม"รปภ.ติดอาวุธ"มาร่วมประชุม "

"อนุพงษ์" ยันกองทัพบกไม่เลือกสี


พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์รายการลับลวงพราง ออกอากาศทางวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 เมกกะเฮิร์ซเมื่อวันที่ 9 พฤาภาคมว่า ตอบคำถามผู้ดำเนินรายในกรณีที่ ผบ.ทบ.ที่เนื้อหอมที่ทุกรัฐบาลอย่างสร้างความสนิทสนมด้วย กล่าวว่า หากฝ่ายทหารไม่คิดพิเรนทร์อยากไปถืออำนาจรัฐหรือเป็นนายกฯ แล้วทำงานตามบทบาทหน้าที่ นักการเมืองคนใดมาก็อยากใช้ทหารทั้งนั้น เพราะเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ มีวินัย โดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาของตนทั้ง 200,000 คน ในขณะนี้ไม่มีใครคิดนอกกรอบอะไร ซึ่งก็คงมีคนชอบกลุ่มเสือเหลืองและเสื้อแดง แต่ได้บอกไปว่า ไม่มีสิทธิไปชอบใคร เพราะเป็นทหารของชาติ ซึ่งน่าชื่นชมทุกคนที่มีความร่วมมือกันเป็นอย่างดี เพราะได้ทำให้กองทัพมีความหมาย แต่ถ้ากองทัพแตกแยกและมีสีหมด ใครมาก็คงไม่อยากจะใช้


อ้างเหตุไม่สลายม็อบเสื้อเหลืองยึดทำเนียบ

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวย้อนไปถึงเหตุการณ์ในช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงกับผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองยกพวกตะลุมบอนกัน ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า คืนนั้นตนนิ่งอยู่เฉยๆไม่ได้เด็ดขาดซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้สั่งทหาร 3 กองร้อยเพื่อไม่ให้ตีกันก่อน เนื่องจากกำลังตำรวจไม่เพียงพอ พอตอนตี 5 นายสมัคร สั่งให้ตนไปแก้ไขปัญหาที่ทำเนียบรัฐบาล (ที่ถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดอยู่)จึงบอกไปว่าไม่สามารถทำได้ เพราะมีคำขู่จากผู้ชุมนุมว่าหากมีการใช้กำลัง จะมีการปิดน้ำ ปิดไฟและปิดสนามบิน ซึ่งประเทศจะเสียหายมาก อีกทั้งทหารก็มีเครื่องมือน้อยกว่าตำรวจ หากต้องใช้กำลังจำนวนมากจะต้องมีคนบาดเจ็บ ล้มตายมากจนยากที่จะทำความเข้าใจเหมือนที่ตำรวจโดนอยู่ตอนนี้ที่กำลังมีการสอบสวน ที่มีโทษวินัย อาญายังไม่จบ

ผบ.ทบ.ยันเข้าได้กับทุกรบ.อ้าง"สมัคร"ป่วยยังแวะไปเยี่ยม

ผู้ดำเนินรายการถามว่า กองทัพวางตัวในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ใครมาเป็นรัฐบาลแล้วให้เราทำงานที่ถูกต้องเราก็ต้องทำ หากย้อนไปในสมัยของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ขอให้กองทัพแสดงบทบาทด้านความมั่นคง อย่างเรื่องชายแดน เรื่องภาคใต้ โดยใช้คำว่าอย่าไปแตะตัวประชาชน แม้กระทั่งการปกครองภายในกองทัพซึ่งตอนนั้นรัฐบาลมีนโยบายไม่ใช้กำลังทหารไปสลายผู้ชุมนุมเหมือนนโยบายสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งจะเห็นได้ว่าตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ แต่ไม่ได้ใช้ตน จนสื่อมวลชนเองมองว่า ตนเดินตามนายสมัครเพราะกลัวว่าจะหลุดออกจากตำแหน่ง ยืนยันได้ว่า รัฐบาลนายสมัครกับตนนั้นมีความเข้าใจกันดี แม้กระทั่งวันที่หมดอำนาจและนายสมัครไม่สบาย ตนก็ยังไปเยี่ยม


"สิ่งที่ท่านสั่งบางอัน ผมก็เรียนว่า ทำไม่ได้ ท่านก็โอเค ตอนที่ท่านสั่งให้ผมไปสลาย ผมก็บอกว่าทำไม่ได้ ท่านก็เข้าใจแล้วก็ปรึกษาหารือกันว่าจะเอาอย่างไร ซึ่งท่านก็เตรียมจะยกเลิก แต่เผอิญโดนคดีชิมไปบ่นไปเสียก่อน ซึ่งท่านสมัครก็ให้เกียรติเรา" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

เผยเหตุสลายม็อบแดงล้มประชุมอาเซียน-ปิดถนนส่งผลกระทบสูง

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จนกระทั่งรัฐบาลสมชาย ก็คล้ายๆกันคือไม่ใช้ทหาร จนกระทั่งถูกกดดันจากสังคม ทำให้ตนไม่มีจุดจะยืนก็ออกไปช่วยตำรวจรักษาการตามจุดต่างๆ ซึ่งรัฐบาลนี้ก็เช่นเดียวกันการดำเนินการที่ผ่านมาก็สนับสนุนตามขอบเขต ตามกฎหมาย ในขณะที่มีการประชุมก็ได้หารือกัน ซึ่งรัฐบาล(นายอภิสิทธิ์)และกองทัพเห็นตรงกันคือไม่จำเป็นต้องสลาย เพราะหากชุมนุมโดยสงบจะไม่มีใครทำอะไรเสื้อแดงไม่ได้ แต่ฝ่ายเสื้อแดงไปทำผิดกฎหมายมาก มีการปิดการจราจรทั้งหมด จนฑูตหลายประเทศก็เห็นตรงกันว่าไม่มีความชอบธรรม กระแสสังคมก็มองอย่างนั้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การสลายการชุมนุม แต่เป็นการไปรักษาความสงบเรียบร้อย เพราะการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลสามารถอยู่ได้จนถึงวันสุดท้าย และหากยังมีการชุมนุมอีกก็ขอรับรองด้วยเกียรติว่า จะไม่มีการสลาย เพียงแต่อาจจะมีการล้อมเอาไว้ไม่ให้คนมาใหม่เข้าไปได้ ซึ่งสามารถตอบคำถามได้ว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ทำหมดทั้งสิ้น

ผู้ดำเนินรายถามว่า การเอาทหารออกมาในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาก็กระทบกับภาพพจน์มาก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จุดที่สังคมและต่างชาติเห็นว่าผู้ชุมนุมเริ่มทำไม่ถูกคือการบุกเข้าทำลายการประชุมสุดยอดผู้นำเอาเซียน โดยจากการประชุมกับต่างชาติที่มาร่วมประชุม รู้เลยว่าผลที่ตามมาคืออะไร ซึ่งเราตอบคำถามต่างชาตินับ 10 ประเทศไม่ได้ยังถามถึงบรรทัดฐานของเราไม่ว่าจะการรักษาความปลอดภัย แผนการใช้เครื่องมือหรืออาวุธ และการปฏิบัติตามมาตรฐาน

ผบ.ทบ.กล่าวว่า ที่สำคัญคือการปิดถนนใน กทม. ซึ่งสร้างผลกระทบมากมาย ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศชาติ ที่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ ซึ่งก็ต้องแก้ไขปัญหา แล้วทหารก็มีเครื่องมือน้อย ไม่กี่กองร้อยเท่านั้น เราจึงต้องใช้เครื่องมือคือกระสุนแบล๊งก์(ไม่มีหัวกระสุน) แม้จะไม่อยู่ในมาตรฐานมากนัก แต่ไม่มีวิธีอื่นๆ ไม่อย่างนั้นก็ต้องจบด้วยการทำอะไรไม่ได้ แล้วถ้ายังปิดถนนกันจนถึงวันนี้ประเทศชาติจะต้องเสียหายมากมาย แล้วทหารก็ต้องโดนอยู่แล้ว

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราก็เสนอให้รัฐบาลซื้อเครื่องมือมาให้เพื่อเตรียมพร้อมเอาไว้ในอนาคต แล้วเอากำลังทหารของเรามาฝึกฝนเอาไว้

ผู้ดำเนินรายการถามว่า เมื่อมีทหารออกมาแล้วทำให้ต่างชาติมองว่าสถานการณ์ไม่ปกติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า หากตำรวจทำงานได้รัฐบาลก็คงใช้ และคงต้องไปถามรัฐบาลว่าทำไมใช้ทหาร แต่ตนคิดว่าสถานการณ์ที่ผ่านมาไม่ปกติ เพราะขณะนั้นมีการปิดสถานที่ต่างๆ ซึ่งรัฐบาลบอกว่าทำไม่ได้มันผิดกฎหมาย

หวั่น "ผู้นำอาเซียน" ยกทีม"รปภ.ติดอาวุธ"มาร่วมประชุม

ผู้ดำเนินรายการถามถึง การรักษาความปลอดภัยการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา รอบใหม่ ที่จะจัดขึ้นที่จ.ภูเก็ต ที่อาจจะต้องใช้ทหารเป็นกำลังหลัก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า หากต้องการบล็อกไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นตามความคิดของรัฐบาล เราก็ต้องทำตามนั้น โดยเราต้องคุยกับส่วนล่วงหน้าของ 15 ชาติที่จะมาคุยเรื่องแผนการรักษาความปลอดภัยก่อน หากไม่มั่นใจก็อาจจะมีการขอแรงๆ อย่างเอาชุด รปภ.และติดอาวุธมาเอง มันจะทำให้ประเทศเสียหาย ซึ่งต้องบอกตรงๆว่ากำลังตำรวจไม่เพียงพออย่างแน่นอนและอาจจะเอาไม่อยู่

ผู้ดำเนินรายการถามว่า หากบางประเทศต้องการเอา รปภ.ติดอาวุธมาเองเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การถือติดอาวุธโดยโจ่งแจ้ง จะไม่มีใครทำตามมารยาท แต่ตนไม่สามารถพูดขณะนี้ได้

ผู้ดำเนินรายการถามว่าจำเป็นต้องประกาศาภาวะฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้อำนาจทหาร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นการคิดง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร ซึ่งถ้าใช้กฎหมายปกติทำได้ก็ทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมาดูว่าจะใช้กฎหมายอะไร ฝ่ายปฏิบัติเลยเสนอไปว่าถ้ามีอำนาจก็รักษาสถานการณ์ได้ แต่ถ้าไม่มีอำนาจเลยก็รักษาสถานการณ์ไม่ได้

ปัดร่วมจัดฉากทุบรถนายกฯที่ "มหาดไทย"

เมื่อถามว่า เสื้อแดงสงสัยว่า ทหารวางพล็อตเรื่องที่เกิดในกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คนคิดกันด้วยเหตุด้วยผล จะมีใครไปวางพลอตอะไรได้ ซึ่งช่างคิดกันได้จริง ยืนยันว่า ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นเลย แต่ได้รับการร้องขอจากตำรวจว่าขอทหารเพิ่มเติมก็ส่งไปให้ โดยไม่ได้มีการทำแผนอะไรเลย จึงทำอะไรไม่ถูก และคนที่ไปทำได้เพียงควบคุมฝูงชน แต่ไม่ได้ฝึกเฉพาะเรื่อง รปภ.บุคคลสำคัญ และที่สำคัญตนไม่เคยคิดอะไรเลย โดยวุฒิภาวะและความรู้ของตนไม่คิดว่าใครจะไปคิดแผนอะไรอย่างนั้นได้ ซึ่งตนไม่เชื่อโดยสิ้นเชิงว่าจะมีการสร้างสถานการณ์

ซัด "โกวิท" มีอำนาจแต่ไม่ยอมจัดการ"เสื้อเหลือง" ปิดสนามบิน

เมื่อถามว่า เสื้อแดงบอกว่าการปิดถนนนั้นทหารบอกว่าสร้างความเดือดร้อน แต่การปิดสนามบินไม่ได้สร้างความเดือดร้อนหรือ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า หากย้อนกลับไปดูนาทีนั้นรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยให้พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย เป็นผู้รับผิดชอบ ที่ดอนเมืองให้ตำรวจนครบาลร่วมกับทหารอากาศรับผิดชอบ ส่วนที่สุวรรณภูมิให้พล.ต.ท.ฉลอง สมใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 รับผิดชอบ หากมีปัญหาให้ขอกำลังทหารเรือ หากไม่พอให้ขอกำลังทหารบก ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 3 ซึ่งก็ได้ส่งไป 3 กองร้อย

ท่านเห็นไหมว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ท่านทำได้ไหม ท่านมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ แล้วจะให้พล.อ.อนุพงษ์ วันดีคืนดียกกำลังไปแล้วทำเลย มีอำนาจหน้าที่อะไร ถ้าเขาถามแล้วมาได้อย่างไร ใครสั่งให้มา แล้วจะตอบอย่างไร ถ้ามีการสูญเสีย ไปขึ้นศาลแล้วถูกถามว่า เอากำลังออกไปใครเป็นคนสั่งจะตอบอย่างไร มันไม่ใช่สองมาตรฐานนะ ไม่ใช่โจรปล้นที่โน่น ทหารบอกทำไมไม่ไปแก้ล่ะ หรือนักเรียนตีกันแล้วทหารบกไม่ไปทำอะไร ก็มันไม่ใช่หน้าที่ ผมอธิบายไม่ได้ว่าเขาสั่งใคร เพราะอำนาจหน้าที่เราไม่มีอยู่แล้ว นอกจากนั้นเขาสั่งภาวะฉุกเฉินก็ให้พล.ต.อ.โกวิท รับผิดชอบ แล้วผมเป็น ผบ.ทบ.จะให้ทำอย่างไร ไม่ใช่สองมาตรฐาน ก็ให้ไปถามพล.ต.อ.โกวิทว่า ทำไมไม่ทำ ไม่ใช่มาถามผม ถ้าเรียนผมผมก็ตอบว่าเขาก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าจะทำผมก็จะเรียนว่าต้องทำอย่างนี้ จะมีการสูญเสียอย่างนี้ ตำรวจทำได้ไหม แล้วให้เขาสั่งคงไม่มีใครกล้าสั่งหรอก เพราะไปก็อาบเจ็บล้มตายกันอีก คำตอบคงต้องไปถามพล.ต.อ.โกวิท ว่าทำไมไม่ทำ ทำไมสองมาตรฐาน ครั้งหนึ่งทำไม 7 ต.ค.ทำแล้วครั้งนี้ไม่ทำ” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

บ่น เหนื่อย"สื่อ"ไม่เข้าใจ

ผู้ดำเนินรายการถามว่า สถานการณ์การเมืองอย่างนี้เหนื่อยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ตนเหนื่อยนั้นคือ สื่อมวลชน ที่ทำให้ตนเหนื่อยมากที่สุด และความไม่เข้าใจของคนที่ไม่เข้าใจ ทำให้เหนื่อยใจ อย่างมาถามว่าทำไมทหารไม่ไป ก็ไม่รู้หรือว่าเขาไม่ได้สั่งให้ทหารรับผิดชอบ แล้วมานั่งถามคนที่เขาไม่ได้สั่งไป เอาอะไรมายัดให้สถาบันกองทัพ เมื่อถามว่า ที่ไม่ทำอะไรเพราะอาจจะกลัวเสียตำแหน่ง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ผ่านมามันค้านกับที่ทุกคนคิด ที่ตนมาก็ทำงานไปตามบทบาทภารกิจ ตอนนั้นหากรักตัวกลัวตาย นายสมัครสั่งอะไรก็ต้องทำ แต่ตนได้อธิบายไปว่าทำไม่ได้ ทุกคนวิพากษ์มาทั้งหมดว่าตนเดินตามนายสมัครเพราะกลัวเสียตำแหน่ง แต่ตอนนั้นได้อธิบายไปว่าไม่ทำ ซึ่งถ้าจะปลดจะย้ายตนก็มีอำนาจทำได้ แต่นายสมัครก็ไม่ได้คิดจะทำอะไร ซึ่งก็ฟังว่าเรามีเหตุผลอะไรแล้วตนจะกลัวเสียตำแหน่งอะไร ซึ่งตนไม่เลือกทางด้านใดเลยทำให้ต้องโดนด่าสามฝ่าย หนึ่งเสื้อสีหนึ่ง อีกหนึ่งเสื้อสีหนึ่ง อีกหนึ่งคือสื่อมวลชน

โยน "ตำรวจ" คุม เวทีเสื้อแดง "10 พฤษภาคม

ผู้ดำเนินรายการถามถึงการนัดรวมพลของคนเสื้อแดงวันที่ 10 พฤษภาคม.ที่วัดเขียว ย่านดอนเมือง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนสถานที่ที่ยังมีทหารอยู่ก็คงเป็นทำเนียบรัฐบาล ส่วนพื้นที่อื่นเป็นเพียงการเตรียมหากมีการร้องขอ ก็ออกไปสนับสนุนเท่านั้น

เมินโต้ "สนธิ ลิ้มฯ"โจมตีต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯที่โจมตีผบ.ทบ.อย่างต่อเนื่อง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังให้ผู้เกี่ยวข้องดูว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมาย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป หากใครรู้อะไรหรือมีหลักฐานอะไรก็ให้ไปบอกตำรวจ จะได้จับคนถูกว่า ชื่อใครอย่างไร พลทหารคนนี้ นายสิบคนนี้ นายร้อยหรือนายพันคนนี้

ผู้ดำเนินรายการถามว่า เหมือนเป็นเกมการเมืองหนึ่งหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่าต้องไปถามคนที่สร้างกระแส เมื่อถามว่า ได้ตัวผู้ต้องหาหรือยัง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ผมไม่รู้เรื่อง ผมจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร ผมไม่เคยเห็นปลอกกระสุน ไม่เคยเห็นรถ ไม่เคยเห็นสำนวนแม้แต่ตัวเดียว ไม่เคยคุยกับใครทั้งสิ้นที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่เคยเห็นกล้อง ไม่เคยเห็นภาพ สื่อมวลชนเองก็ไม่เคยเห็นแล้วจะไปวิพากษ์ได้อย่างไร ผมไม่ทราบ ผมเห็นแค่นั้นผมจะไปรู้อย่างไร”

ยัน โทรคุย "ทักษิณ"แค่ครั้งเดียว

ผู้ดำเนินรายการถามถึงความสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนกับพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร คือตนก็ทำงานไป และไม่ได้ไปทานข้าว ไม่ได้เจอและไม่ได้โทรคุยกัน ซึ่งมีครั้งเดียวที่เคยโทรคุยกันตอนตั้งรัฐบาลเพื่อให้ข้อคิดเรื่อง รมว.กลาโหม ครั้งเดียวที่เคยคุยกัน ครั้งอื่นไม่มี เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึง พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่าคงไม่มีอะไร เพราะจะเป็นประเด็น แต่ตนคิดเหมือนประชาชนทุกคน ประชาชนคิดอย่างไรตนก็คิดอย่างนั้น อยากให้ประเทศชาติเรียบร้อย