WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 13, 2009

อาการโหยหา ‘คนดี’ กับ ‘การปฏิวัติสังคมไทย’

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

สยามเมืองยิ้มที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร เป็นเมืองพุทธ เป็นดินแดนแห่ง แผ่นดินธรรม แผ่นดินทองมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สลับกับการปฏิวัติรัฐประหารโดยเฉลี่ยประมาณ 4 ปี ต่อครั้ง (แถมประเทศนี้ยังมีมวลชนเรียกร้องรัฐประหารเพื่อสร้างประชาธิปไตย)

ดินแดนสยามเมืองยิ้มเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวปรัชญาชีวิตของประชากรในดินแดนอันอุดมสมบูรณ์นี้ คือ ความพอเพียงโดยมีความหมายสำคัญ (main idea) ว่า ความพอเพียงของแต่ละคน แต่ละชนชั้นนั้นมี “limit” ที่แตกต่างกัน ประชากรของประเทศนี้ราว 20% ซึ่งเป็นคนชั้นสูงและคนชั้นกลางระดับสูงไม่กี่ตระกูลครอบครองสินทรัพย์ของประเทศประมาณ 60% สินทรัพย์ที่เหลืออีก 40% เช่น ที่ดิน ทุน และปัจจัยจำเป็นอื่นๆถูกเฉลี่ยเป็นของคนชั้นกลางระดับกลาง คนชั้นกลางระดับล่าง และคนยากจน หรือ คนรากหญ้า

โดยเฉพาะคนชั้นกลางระดับล่างและคนรากหญ้าซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นครอบครองสินทรัพย์รวมกันแล้วเพียง 4-10 % พูดง่ายๆ คือ เงิน 100 บาทของประเทศนี้คนส่วนใหญ่ในประเทศมีสิทธิ์ได้ใช้เพียง 4 -10 บาท เท่านั้นเอง

นโยบายของรัฐบาลทุกรัฐบาลของประเทศนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือเดินตาม ระบบการแข่งขันเสรีถ้าเปรียบประเทศนี้เป็นเวทีมวย คน 20 % แรกคือนักมวยระดับแชมป์โลก คนชั้นกลางระดับกลางคือนักมวยอาชีพ ส่วนคนชั้นกลางระดับล่างและคนรากหญ้าคือมวยวัดที่ขาดการฝึกซ้อมแถมยังผอมโซอีกต่างหาก แต่ก็ต้องขึ้นเวทีชกภายใต้กติกาเดียวกัน และจำเป็นต้องขึ้นชกอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะนี่คือ ความเป็นธรรมของการแข่งขันที่ถือเป็นนโยบายแห่งรัฐภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งไทยแลนด์ดินแดนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง (ที่กำลังเรียกร้องหา ธรรมในความหมายของ ความเป็นธรรมและ ทองในความหมายของ การกระจายรายได้ โอกาส คุณภาพการศึกษา สวัสดิการ การลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ฯลฯ)

ในประเทศซึ่งมีมาตรฐาน ความเป็นธรรมและคนทั้งประเทศถูกอบรมให้ยึด ความพอเพียงเป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต (ตาม “limit” ของใครของท่าน) ดังกล่าวแล้ว ประชากรของประเทศนี้กลับมี อาการทางการเมืองบางอย่างปรากฏอย่างโดดเด่นเป็นพิเศษ อาการที่ว่านี้คือ อาการโหยหาคนดีโดยเฉพาะ คนดีที่มีคุณสมบัติสอดคล้องตามปรัชญาการปกครองที่ว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่ทำให้คนทุกคนเป็นคนดี แต่ต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง ป้องกันคนไม่ดีไม่ให้เข้ามามีอำนาจปกครองบ้านเมือง

อาการโหยหาคนดีดังกล่าว มักจะแสดงออกมากในเทศกาลรณรงค์เลือกตั้ง และที่เด่นชัดมากเป็นพิเศษเราพบได้ในการเคลื่อนไหวของ มวลชนเสื้อเหลืองที่อ้างว่า ได้สร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 โดยศูนย์กลางปัญหาของประเทศตามวาทกรรมของมวลชนเสื้อเหลือง คือ นักการเมืองเลววัฏจักรของการเมืองในสภาคือวัฏจักรของ อัปรีย์ไป จัญไรมาจึงจำเป็นต้องสร้าง การเมืองใหม่ที่อุดมด้วยนักการเมืองที่เป็น คนดี” (และว่ากันว่าประเด็นหลักในการวิเคราะห์เพื่อออกแบบรัฐธรรมนูญ 2550 คือ ประชาชนคือจุลอัปรีย์ นักการเมืองคือมหาอัปรีย์”)

แต่ถ้าถามว่า คนดีคือคนเช่นไร?” เรากลับไม่พบคำตอบที่ชัดเจนนัก นอกจากคำตอบที่ว่า สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุดจากเรียวปากของบุรุษผู้ซึ่งถูกพูดถึงว่าเป็น ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญแต่ก็ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีผู้มีวิถีชีวิตพอเพียงบนทรัพย์สินกว่าร้อยล้านบาทท่านนี้ ทำไมท่านได้ที่ดินบน เขายายเที่ยงมาพร้อมกับเครื่องหมาย (?) ในเรื่องความโปร่งใส!

และหากถามว่า คนอย่าง ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ นายผี ป๋วย อึ้งภากรณ์ และคนอื่นๆ ที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาและมีวิถีชีวิตต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองที่ยึดความเป็นธรรมบนความเท่าเทียมของประชาชนเป็นหลักทำนองเดียวกับท่านเหล่านี้ ใช่คนดีตามมาตรฐานไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้มไหม?

ก็ไม่น่าจะใช่! เพราะคนเหล่านี้ล้วน ถูกอัปเปหิให้ไปนอนกินข้าวแดงในคุกบ้าง ไปตายในป่าบ้าง ไปตายในต่างประเทศบ้าง

แล้วคนดีที่สังคมไทยเรียกร้องต้องการคือคนเช่นไร?

จะตอบคำถามนี้ได้ จำเป็นต้องวิเคราะห์มาตรฐานตัดสิน ความดีและ คนดีของสังคมไทย

มาตรฐานตัดสิน ความดีและ คนดีของสังคมไทยมาจากอำนาจหลัก 2 อำนาจ คือ อำนาจระบบศักดินากับ อำนาจศีลธรรมทางพุทธศาสนาที่ถูกตัดตอนเพื่อนำมาปลูกฝังศีลธรรมจรรยาแก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์

ระบบศักดินานั้นศักดิ์สิทธิ์ตั้งคำถามไม่ได้ ฉันใด ความดีที่ถูกผลิตสร้างโดยระบบดังกล่าวก็ศักดิ์สิทธิ์โต้แย้งไม่ได้ ฉันนั้น การเป็นคนดีตามมาตรฐานดังกล่าวอิงอยู่กับสถานะทางชนชั้น คนดีต้องมี สมบัติผู้ดีซึ่งตาสีตาสาจะเป็นคนดีในความหมายนี้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ ผู้ดีจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อยืมสมบัติผู้ดีมาใช้ (ซึ่งผู้ดีย่อมไม่ยอมให้ยืม) ถ้าขืน ลอกเลียนสมบัติผู้ดีเข้าก็จะถูกหาว่า ดัดจริตหรือกระทั่งเป็น คางคกขึ้นวอ

และคนดีตามมาตรฐานศีลธรรมทางพุทธศาสนาที่ถูกตัดตอนมาสอนนั้น ก็ต้องเป็นคนที่กตัญญูรู้คุณชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยคุณสมบัติหลักๆของคนดีในความหมายนี้คือ จงรักภักดีหรือ เคารพ เชื่อฟัง และปฏิบัติตามโดยห้ามตั้งคำถาม การตั้งคำถามต่ออำนาจทั้งสองนั้นถือเป็นเรื่องไม่บังควรหรือเป็นเรื่องผิดบาป

ดังนั้น คนดีตามมาตรฐานดังกล่าว นอกจากต้องเป็น เด็กดีที่เคร่งครัดใน จารีตการเคารพเชื่อฟังแล้ว จารีตดังกล่าวยังปลูกฝังให้เกลียดกลัวการคิดเชิงวิพากษ์ การทวงถามถึงสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม ความเป็นธรรม หรืออะไรก็ตามที่เกินไปจาก อำนาจเบื้องบนได้กำหนดไว้แล้ว

อันที่จริงการเคารพเชื่อฟังไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้ายในตัวมันเอง เพราะการเคารพเชื่อฟัง (เช่น การเคารพเชื่อฟังกติกาหรือกฎหมายที่ชอบธรรม เป็นต้น) ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่จารีตการเคารพเชื่อฟังแบบไทยๆไปให้ อำนาจเบื้องบนเป็นมาตรฐานตัดสินถูก ผิด ดีชั่ว ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของ พ่อ แม่ ครูอาจารย์ อำนาจรัฐ กองทัพ(ทำรัฐประหารไม่เคยผิด) ข้าราชการ เจ้านาย ฯลฯ ดังนั้น ถูก ผิด ดี ชั่ว จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ เหตุผลแต่ขึ้นอยู่กับ อำนาจเหนือกว่าทำให้ฝรั่งคลั่งสยามอย่าง ไมเคิล ไรท์ แสดงความสงสัยว่า ทำไมสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่บอกว่าพวกตนเป็นลูกศิษย์พระสมณโคดมผู้สอน กาลามสูตรจึงจัดการศึกษาอบรมบุตรหลานของพวกตนแบบฮินดู คือ ยึดถือว่าครูศักดิ์สิทธิ์ ตำราศักดิ์สิทธิ์ โต้เถียงไม่ได้ การคิดเองไม่ได้รับความนับถือเท่ากับท่องจำขี้ปากนักปราชญ์ราชบัณฑิตมาโอ้อวด ภูมิรู้

คนอย่าง ปรีดี พนมยงค์ กุหลาย สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ นายผี ป๋วย อึ้งภากรณ์ และคนอื่นๆที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาและมีวิถีชีวิตต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองที่ยึดความเป็นธรรมบนความเท่าเทียมของประชาชนเป็นหลักทำนองเดียวกับท่านเหล่านี้ จึงไม่ใช่คนดีตามเกณฑ์มาตรฐานของสังคมวัฒนธรรมไทย (และไม่ใช่ คนดีที่สุดอย่างแน่นอน) เพราะคนเหล่านี้ไม่มี characters ของ ผู้เคารพ เชื่อฟัง และปฏิบัติตามหากแต่เข้มข้นด้วย characters ของ นักคิดเชิงวิพากษ์ นักต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม นักปฏิวัติ ผู้รักความเป็นธรรมบนความเสมอภาคซึ่งตามมาตรฐานสังคมไทยแล้ว คนเหล่านี้คือ ขบถที่ท้าทายและเป็นอันตรายต่อ อำนาจที่กำหนดมาตรฐานตัดสิน ความดีและ คนดีตามจารีตแบบไทยๆ

แต่ในความเป็นจริง คนผู้ซึ่งขบถต่อ อำนาจที่ผลิตสร้าง ความดีและอำนาจการันตี คนดีตามระบบศักดินาและคำสอนพุทธศาสนาแบบตัดตอนเท่านั้น ที่มี characters ของ คนดีซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานของหลักการประชาธิปไตย หรือเป็นคนดีในความหมายของการเป็น นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเสมอภาคของสังคมอย่างแท้จริง

คำถาม คือ ในการต่อสู้ทางการเมืองสมัยใหม่ หรือการเมืองในศตวรรษที่ 21 นี้ คนดีขบถดังกล่าว ได้มีอยู่ในสารระบบของอาการโหยหา คนดีของสังคมไทยแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่มี หรือยังรังเกียจ คนดีที่มีจิตวิญญาณขบถก็ป่วยการจะพูดถึงการปฏิวัติสังคมไทย

รายงานพิเศษ: สุวิชา ท่าค้อ ชีวิตหลังคำตัดสิน

ที่มา ประชาไท

"พี่ช่วยนาด้วย นาไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร” เสียงตื่นตระหนกของฐิติมา ท่าค้อ รัวผ่านสายโทรศัพท์มายังปลายสายอีกด้านในเช้าวันที่ 12 พฤษภาคม

“เกิดอะไรขึ้น”

“เมื่อ 5 วันที่แล้ว นุ้ยถูกย้ายไปอยู่แดน 7 แล้วผู้ต้องขังด้วยกันบังคับให้เขาสักลาย ในนั้นมีกันตั้ง 37 คนในห้องๆ เดียว นุ้ยกลัวมาก เขาไม่ยอมสัก เขาบอกนาว่าถ้าเขาถูกสักเมื่อไหร่เขาจะฆ่าตัวตาย ให้ล้างบ้านรอไว้เลย” ฐิติมา เล่าอย่างร้อนรนถึงสถานการณ์ล่าสุดของสามี-สุวิชา ท่าค้อ จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 ปี ด้วยความผิดจากการโพสต์ข้อความลงในอินเตอร์เน็ตผ่านนามแฝง 2 ชื่อ

000

การเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาที่ถูกพิพากษาแล้วมีกระบวนการรัดกุมกว่าเดิม สุวิชาย้ายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่กักขังผู้ต้องหาซึ่งยังไม่ถูกศาลตัดสิน มาอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังผู้ต้องโทษจากคำพิพากษา ญาติไม่สามารถนำสิ่งของติดตัวแม้แต่กระเป๋าเงิน เงินสด กระทั่งปากกาก็จะถูกดึงทิ้งลงตระกร้าทันทีที่ตรวจพบ มีบางกรณีที่ต่อรองได้บ้าง

ผ่านเครื่องแสกนโลหะแล้ว ผู้คุมหญิงทำหน้าที่ใช้มือตบตามลำตัว หน้าอก และก้นของญาติซึ่งต้องยืนเข้าแถวรับการตรวจค้นดังกล่าวทั้งชายและหญิง

“ผมถูกย้ายมาหลังจากที่มีคำพิพากษาสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น ตอนเช้าตื่นเจ็ดโมงครึ่ง มีเวลาออกมาเดินเล่นบ้าง มีงานที่ต้องทำคือขูดสีกำแพงคุก เพราะเขาจะทาสีใหม่ ห้องขังกว้างประมาณสามคูณสี่ มีนักโทษห้องละ 10 คน ห้องเดียวกับผม มีนักโทษฆ่าคนตาย 2 คน ที่เหลือเป็นเรื่องยาเสพติด แล้วก็ผม... ความเป็นอยู่ที่นี่ ทางกายภาพแล้วดีครับ ไม่มีปัญหาอะไร แต่สภาพจิตใจผมแย่มาก”

สุวิชาเล่าสภาพความเป็นอยู่ของเขาภายในแดน 6 หลายวันก่อนหน้าที่จะถูกย้ายไปยังแดน 7

“เขาดูแลคุกดีแหละครับ ผมว่าเป็นเพราะคนต้องอยู่ในนี้ตั้งนาน แบบนี้ ทำให้คนพออยู่ได้ บางคนเขาดูสบายใจนะครับ เพราะสภาพความเป็นอยู่ดี ที่นี่ก็โอเคนะ มีที่ซุกหัวนอน มีอาหารให้กิน บางคนพูดแบบนี้ เพราะเขาเคยลำบากกว่านี้มาก่อน เพียงแต่ผมคิดถึงลูกเมียมาก” สุวิชาเล่าต่อ

สุวิชานิ่งขึ้น เหมือนเริ่มยอมรับชะตากรรมได้บางส่วน ถึงกระนั้นก็ตามเขายังคงไม่อนุญาตให้ภรรยาพาลูกๆ ทั้ง 3 คน มาพบเขา

“ถ้าเขาพามาเมื่อไหร่ ผมฆ่าตัวตายแน่นอน”

“สภาพจิตใจของผมแย่มาก ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยิ่งแย่ลง ลำพังตัวผมเอง ในคุกไม่ลำบากอะไรเลย แต่ผมมีครอบครัวอยู่ ผมเป็นห่วงสภาพจิตใจลูกๆ เพราะพวกเขาคงจะกังวลเรื่องของผม ภรรยาผมก็ทำทุกอย่าง เพื่อช่วยผม เขาเป็นห่วงผม แต่มันก็สุดความสามารถของเขา ผมต้องอยู่ให้เรียบร้อยที่สุด”

“ตอนนี้ผมพยายามเข้าหาธรรมะโดยเฉพาะหลักเรื่องไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผมพยายามค้นหาอิสรภาพเหมือนปลาที่ติดอยู่ในอวนแต่ยิ่งดิ้นมันก็ยิ่งรัดแน่น มองรอบๆ ตัวนักโทษคนอื่นๆ ยังมีรอยยิ้ม หัวเราะ หยอกล้อกัน แต่ผมยังรู้สึกทรมาน ภรรยาผมร้องไห้ ผมไม่รู้ว่าลูกๆ อยู่กันอย่างไรคิดถึงหน้าลูกเมื่อไหร่ ผมก็ร้องไห้ทุกที” สงสารลูกคนเล็กมากที่ยังไม่รู้ความจริงเพราะแม่เขาไม่บอก ไม่อยากให้ต้องปวดร้าวเหมือนพี่ๆ ของเขา”

“ทำไมต้องเกลียดผม ทั้งที่ผมก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ผมเป็นแค่คนธรรมดา”

000

“แม่อยากให้เป็นทหารหรือตำรวจ อยากให้ไปสอบนายร้อยตำรวจ แม่อยากให้รับราชการ เราไม่ต้องการเงิน เราต้องการความมั่นคง แต่พ่อเขาอยากปลูกฝังให้ค้าขาย เขาอยากให้ลูกค้าขาย แต่เราก็เถียงกันตลอดว่าลูกต้องเป็นลูกน้องก่อน ก่อนจะเป็นนายทุน”

ฐิติมา ท่าค้อ เล่าถึงลูกๆ เธอยังคงอมทุกข์ และมีอาการเบลอในบางครั้ง เธอกล่าวว่าขณะนี้เธอเริ่มมีปัญหาทางการเงิน บ้านที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ 2 หลังนั้น เธอขายต่อให้พี่สาวไปหลังหนึ่งแล้ว และต้องการจะขายอีกหลังหนึ่งที่เหลือ

“บ้านราคาล้านสอง แต่นาไม่สนใจว่าจะขายได้เท่าไหร่ แค่อยากให้หมดภาระเรื่องนี้ไปขายไม่ถึงล้านสองก็ได้ ตอนนี้หาคนซื้อยากมาก ขนาดร่มบินยังขายยากมาก” เธอเล่า

นอกเหนือจากบ้าน สุวิชาทิ้งร่มบินไว้หลายตัว เธอพยายามจัดการแปลงมันเป็นเงินทุนสำหรับเลี้ยงชีวิตเธอและลูกๆ จากเดิมที่มีร่มบินอยู่ทั้งหมด 10 ตัว ขณะนี้เหลือ 6 ตัว ฐิติมาฝากให้เพื่อนๆ นักร่มบินของสุวิชาช่วยขายให้ในนราคาตัวละ 60,000 บาท

ฐิติมา จัดการขนย้ายข้าวของกลับไปยังนครพนม และให้ลูกชายคนโต กัลป์ชัย ท่าค้อ วัย 16 ปี ย้ายจากโรงเรียนสองภาษาที่กรุงเทพฯ กลับไปเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัดนครพนม

“ผมอยากเรียนวิศวะ คอมพิวเตอร์” กัลป์ชัยตอบพร้อมยิ้มเจือเศร้า เขาเป็นพี่คนโตในจำนวนลูกทั้ง 3 คน กัญวัฒน์ ลูกสาวคนกลาง เรียนชั้น ม.2 และธีรัตน์วัย 7 ขวบ เรียนชั้น ป. 2

ฐิติมาเล่าว่าต้องให้ลูกชายกลับไปอยู่พร้อมหน้ากันที่นครพนม เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องพะวักพะวง และประหยัดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน กัลป์ชัยก็ทำหน้าที่ดูแลน้องๆ ได้ดี ปกติลูกๆ เรียนได้คะแนนดี กัลป์ชัยได้เกรดเฉลี่ย 3.00 ในเทอมที่ผ่านมา

“แต่ช่วงที่ผ่านมาผมเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ผมคิดถึงเรื่องของพ่อ” กัลป์ชัยกล่าว ในฐานะลูกชายคนโตเขาเข้าโครงการบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในช่วงวันที่ 28 มีนาคม-7 เมษายน และแม้จะจบโครงการแล้ว เขายังคงบวชต่อไปถึงวันที่ 20 เม.ย. เพื่อหวังว่าจะผ่อนคลายบาปกรรมที่พ่อต้องเผชิญอยู่ให้เบาบางลง

“เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ไม่รู้ บางคนรู้บ้างก็มาถามๆ ว่าหนูเกี่ยวข้องกับคนที่ถูกจับหรือเปล่า แต่มีคนหนึ่งรู้ว่าหนูเป็นลูกพ่อ แล้วเขาก็แกล้งตะโกนถามหน้าโรงเรียนเลย....” กัญวัฒน์ กล่าวและเงียบไปพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

ธีรัตน์ ในวัยเจ็ดขวบ นั่งวาดการ์ตูนรูปเรือดำนำและเรือรบ พร้อมเหล่ามนุษย์แปลงร่างอยู่ข้างๆ ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่พี่ๆ พูด เพียงแต่เอ่ยปากขอกระดาษเพิ่มเพื่อก้มหน้าก้มตาวาดรูปต่อไป ทุกๆ คนในบ้านยืนยันว่าเขาไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อและครอบครัว.....

000

สุวิชาถูกตัดสินเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้พ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว ครอบครัวและทนายปรึกษากันว่าจะไม่ยื่นอุทธรณ์ แต่กำลังคิดเองหนทางขอพระราชทานอภัยโทษ ลูกๆ ทุกคนพร้อมด้วยภรรยาเขียนจดหมายด้วยลายมือของตัวเอง อย่างไรก็ตามยังไม่มีการดำเนินการยื่นหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ

ความหวังอีกประการของเขา ขณะนี้คือ การขอย้ายกลับไปถูกจำคุกต่อที่เรือนจำประจำจังหวัดนครพนมเนื่องจาก

“อย่างน้อยก็ได้ไปอยู่ในที่ของเรา บ้านของเราเอง เรือนจำนครพนม ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าค้อครับ มันอยู่ใกล้บ้านผม” สุวิชายังคงมีความหวัง แม้จะเป็นเพียงความหวังในฐานะผู้ต้องขังก็ตาม

ลำดับเหตุการณ์คดีสุวิชา ท่าค้อ

14 ม.ค. 2552 สุวิชา อายุ 34 ปี ทำงานตำแหน่งวิศวกรเครื่องจักร ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม คำร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-26 ธ.ค.2551 ผู้ต้องหากระทำผิดกฎหลายบท หลายกรรม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการกระทำดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552

16 ม.ค. 2552 สุวิชาถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังศาลอาญา รัชดาภิเษกกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เจ้าพนักงานยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้ หลังจากนั้น ทนายความของสุวิชาได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งประกันตัว 2ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง

26 มี.ค. 2552 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16

30 มี.ค. 2552 จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลในระหว่างนัดชี้สองสถาน และศาลนัดฟังคำตัดสินในวันที่ 3 เม.ย. 2552 เวลา 9.00 น.

3 เม.ย.2552 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่พนักงานอัยการ โจทก์ ฟ้องนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16

ตัดสินว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1), 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2) และ 16(1) เนื่องจากเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่มีโทษสูงสุด และความที่จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง ให้ตัดสินให้ลงโทษ กระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กระทงละ 5 ปี คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ริบของกลาง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวไม้ Story: เปิดใจจากคุก สุวิชา ท่าค้อ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15329

หัวไม้ Story: ปากคำใต้บัลลังก์พิพากษา สุวิชา

http://blogazine.prachatai.com/user/headline/post/1898

ศาลยกคำร้องขอประกันตัว สุวิชา ท่าค้อทนายเตรียมอุทธรณ์ต่อสัปดาห์นี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15349

สุวิชา ท่าค้อ รับสารภาพ ศาลนัดฟังคำพิพากษา 3 เม.ย. นี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/16074

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 13 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

ประชุม คกก.สมานฉันท์ ยังหาข้อสรุปเรื่องตั้งอนุฯไม่ได้

วันนี้(12 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ นัดที่สอง ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ได้ โดยเฉพาะข้อเสนอตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อรองรับการทำงาน เนื่องจากมีความเห็นที่หลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน เนื่องจากเกรงว่าหากมีคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก จะทำให้กรอบการทำงานที่ตั้งไว้ 45 วัน ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน

ด้านนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ระบุว่า ได้เสนอตัวเป็นแกนกลางในการทำความเข้าใจกับสองพรรคใหญ่ คือพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ตอบรับแล้ว ต่อไปก็จะหารือกับพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตาม ก็ถูกนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ กรรมการพรรคประชาธิปัตย์ ค้านว่า แม้สองพรรคจะจับมือกันก็ไม่สามารถทำให้ปัญหาการเมืองในขณะนี้ยุติได้

ที่มา: www.dailynews.co.th

นพดลรับทักษิณประมูลซื้อเกาะในมอนเตเนโกรปั้นเป็นที่ท่องเที่ยว กษิตสั่งตรวจสอบปท.ให้พาสปอร์ต

กษิตสั่งตรวจสอบมอนเตเนโกให้พาสปอร์ตทักษิณ

นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ถึงกรณีที่มีรายงานข่าวระบุว่าองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ ของสาธารณรัฐมอนเตเนโกร เปิดเผยว่า รัฐบาลมอนเตเนโกรออกหนังสือเดินทางให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ไปตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงตามข่าวที่เกิดขึ้นว่าสาธารณรัฐมอนเตเนโกร ออกหนังสือเดินทางให้จริงหรือไม่ และข่าวดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ด้วย โดยให้เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าวตรวจสอบ เนื่องจากไทยและสาธารณรัฐมอนเตเนโกร เพิ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปลายปี 2550 จึงยังไม่มีการตั้งสถานเอกอัครราชทูต

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะซื้อเกาะในประเทศดังกล่าวในเบื้องต้นคงยังไม่มีการตรวจสอบ เพราะถือเป็นสิทธิของนักธุรกิจทั่วไปที่จะดำเนินการได้ ทั้งนี้ ย้ำว่าไทยได้ดำเนินการกับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยขอความร่วมมือให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลที่ทางการไทยต้องการตัวมาดำเนินคดีทางกฎหมาย

มีรายงานว่า นอกจากกระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานทูตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตที่ใกล้ประเทศมอนเตเนโกรมากที่สุด ได้ตรวจสอบเรื่องหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว อีกทั้งยังได้สั่งการไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูตมอนเตเนโกร ณ กรุง ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตที่ใกล้กับประเทศไทยมากที่สุด และยังให้คณะทูตถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ต่อกับคณะทูตถาวรมอนเตเนโกร ประจำสหประชาชาติ ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ตรวจสอบหนังสือเดินทาง"แม้ว"

ด้านนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวกรณีที่มีรายงานข่าวระบุว่าองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอของสาธารณรัฐมอนเตเนโกร เปิดเผยว่า รัฐบาลมอนเตเนโกรออกหนังสือเดินทางให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ไปตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงตามข่าวที่เกิดขึ้นว่าสาธารณรัฐมอนเตเนโกรออกหนังสือเดินทางให้จริงหรือไม่ และข่าวดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ โดยให้เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าวตรวจสอบ เนื่องจากไทยและสาธารณรัฐมอนเตเนโกรเพิ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปลายปี 2550 จึงยังไม่มีการตั้งสถานเอกอัครราชทูต ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะซื้อเกาะในประเทศดังกล่าวก็ยังไม่มีการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ไทยได้ดำเนินการกับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยขอความร่วมมือให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลที่ทางการไทยต้องการตัวมาดำเนินคดีทางกฎหมาย

รายงานข่าวระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูตมอนเตเนโกร ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตที่ใกล้กับไทยมากที่สุด และให้คณะทูตถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ติดต่อกับคณะทูตถาวรมอนเตเนโกรประจำสหประชาชาติ ให้ตรวจสอบการออกหนังสือเดินทางเช่นกัน

คิดปั้นเกาะเป็นแหล่งท่องเที่ยว

นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ว่า ได้ตรวจสอบกับฝ่ายกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณเรื่องการประมูลเกาะแล้ว แล้วพบว่ามีรายชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นหนึ่งในผู้ร่วมประมูลจริง เพื่อนำเกาะดังกล่าวไปทำธุรกิจท่องเที่ยว เพราะด้วยศักยภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพื้นที่ดังกล่าวสามารถบริหารให้เจริญรุ่งเรืองได้ในระยะเวลาไม่นานนัก และเคยได้ยินว่าเตรียมที่จะลงทุนในธุรกิจเหมืองทองคำในแอฟริกาด้วย แตกต่างกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่บริหารไม่เป็น โดยตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ทำงานมายังไม่มีผลงานปรากฏให้เห็น ซ้ำร้ายยังไปกู้หนี้ยืมสินประเทศต่างๆ เดิมได้กู้เอาไว้ 2 แสนล้านแล้วยังเตรียมที่จะกู้อีก 8 แสนล้าน รวมแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท

"นพดล"รับ"แม้ว"มีชื่อโผล่ประมูลซื้อเกาะในมอนเตเนโกร

ทางด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข่าว พ.ต.ท. ทักษิณ มีชื่อในการประมูลซื้ออสังหาริมทรัพย์ ส่วนหนึ่งในเกาะสเวติ นิโคลา ประเทศมอนเตเนโกร ว่า พ.ต.ท.ทักษิณสนใจจะไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเกาะดังกล่าวจริง ขณะนี้กำลังพูดคุยเจรจากับนักธุรกิจ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยวัตถุประสงค์ในการซื้อครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการจะลงทุนเพื่อพัฒนาให้เกาะดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับต้นๆ ของโลก เพราะก่อนหน้านี้ได้ประเมินข้อมูล ทั้งศักยภาพและทรัพยากรภายในเกาะมาแล้ว

เมื่อถามถึงมีการมองว่าการซื้อเกาะดังกล่าว เพื่อต้องการนำไปสู่การขอพาสปอร์ตเสรีว่า ตามหลักการทูต พาสปอร์ตเสรีไม่มี การเข้าออกประเทศใด ต้องขอวีซ่าและพาสปอร์ตเป็นรายประเทศ แต่พ.ต.ท.ทักษิณ มีเพื่อนต่างชาติหลายประเทศเห็นใจที่ถูกกลั่นแกล้งการเมือง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีพาสปอร์ต 2 ประเภท คือ ทางการทูตและบุคคลธรรมดา

"มาร์ค"ไม่ยัน"แม้ว"ร่วมประมูล"เกาะมอนเตเนโกร"

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีชื่อเป็นผู้ร่วมประมูลเกาะในประเทศมอนเตเนโกร ซึ่งจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้วีซ่าเสรีในการเดินทางเข้าสหภาพยุโรปทันทีว่า เห็นรายงานมาอยู่ แต่ยังไม่ได้มีอะไรยืนยัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศกำลังติดตามเรื่องนี้อยู่

"เทพเทือก"พร้อมดำเนินการหาก"แม้ว"ปลุกปั่นต่างแดน

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมขอวีซ่าเสรี เพื่อเดินทางเข้าประเทศในแถบยุโรป ว่า ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ แต่หากเข้าประเทศแล้วเกิดการปลุกปั่น ให้เกิดความไม่สงบภายในประเทศไทย ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็พร้อมดำเนินการทันที หากพบว่าทำผิดกฎหมาย

ที่มา: www.matichon.co.th

เศรษฐกิจ

นายกฯสั่งตั้งกรรมการคนนอกตรวจสอบโครงการเงินกู้

ติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินในโครงการ ลงทุนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 หรือเอสพี 2 เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส โดยจะเชิญบุคคลภายนอกที่เชี่ยวชาญ มีความเป็นกลาง โปร่งใส มาร่วมตรวจสอบ

วันนี้ (12 พ.ค.) นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินในโครงการลงทุนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 หรือเอสพี 2 เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส โดยจะเชิญบุคคลภายนอกที่เชี่ยวชาญ มีความเป็นกลาง โปร่งใส มาร่วมตรวจสอบ ทั้งในส่วนของการประมูล และการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมารายงานให้รัฐบาลทราบถึงความคืบหน้าของโครงการและแจ้ง ให้ประชาชนรับทราบ จะได้เกิดความมั่นใจและคลายความกังวลว่าเงินที่รัฐบาลกู้มา ถูกนำไปลงทุนในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์

"ยืนยันว่าต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินที่กู้ มาทั้งหมด ว่ามีการนำไปลงทุนและเกิดประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการรั่วไหลแต่ต้องยอมรับความจริงว่าตามระบบงบ ประมาณแล้วก็มีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นในหลายโครงการ ดังนั้นการใช้เงินกู้หรือเงินนอกงบประมาณเพื่อมาลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งนี้ ประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบ" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการที่มีความต้องการใช้เงินกู้ก้อนแรกจำนวน 200,000ล้านบาทก่อนในลำดับแรกๆ มีหลายโครงการมาก ทางนายกรัฐมนตรีจึงได้กำชับว่าต้องจัดทำบัญชีโครงการให้ชัดเจนเพื่อนำเสนอ ต่อที่ประชุมสภา ฯ เพื่อให้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนโดยครอบคลุมทั้งโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำทั่ว ประเทศ โครงการก่อสร้างถนนทั่วประเทศ โครงการก่อสร้างโรงพยาบาล สถานีอำนามัย ทุกตำบลทั่วประเทศ หรือการจัดสร้างห้องสมุดโรงเรียนทั่วประเทศ เป็นต้น

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมล่ารายชื่อ ส.ส. ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะเห็นว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาลอาจขัดรัฐธรรมนูญนั้น ทางรัฐบาลได้ตรวจสอบข้อกฎหมายและให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่า เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกอย่าง โดยมั่นใจว่าจะชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้

ที่มา: http://www.thairath.co.th

"อภิศักดิ์"มั่นใจแบงก์ไทยประคองตัวฝ่าวิกฤติได้

ประธานสมาคมธนาคารไทย แนะสมาชิกปั๊มรายได้ค่าธรรมเนียม หลังประเมินสถานการณ์ปีนี้กำไรกลุ่มแบงก์ลด เอ็นพีแอลพุ่ง ยืนยันยังไม่จำเป็นต้องปรับลดพนักงาน

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าววันนี้ (12 พ.ค.) ว่า วิกฤติเครดิตที่กำลังจะเกิดขึ้นมาใหม่ในไตรมาส3-4นี้ เชื่อว่าระบบแบงก์พาณิชย์ไทยจะสามารถรองรับได้ เนื่องจากมีประสบการณ์จากวิกฤติเมื่อปี 40 มาแล้ว แต่หากให้ประเมินสถานการณ์จากนี้ไปถึงสิ้นปีก็เชื่อว่าภาพโดยรวมของระบบแบงก์จะมีกำไรลดลง ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล เพิ่มขึ้น ซึ่งก็มีทั้งเอ็นพีแอลใหม่และเอ็นพีแอลย้อนกลับ และตอนนี้ก็ได้เห็นแล้วสังเกตจากไตรมาสแรกที่ทุกแบงก์มียอดเอ็นพีแอลเพิ่ม

"ในช่วงที่เกิดวิกฤติอยู่ในขณะนี้ สิ่งเดียวที่พอจะดำเนินการได้คือ ต้องหาวิธีลดต้นทุนเพื่อให้ผ่านพ้นไปให้ได้ภายใน 1-2 ปีนับจากนี้ และต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือ เลย์ออฟพนักงานออก เช่นเดียวกันกับการเสนอให้แบงก์พาณิชย์ลดส่งเงินสมทบให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ก็ถือว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ" นายอภิศักดิ์ กล่าว

กรรมการผู้จัดการ ธ.กรุงไทย กล่าวว่า ในภาพรวมของระบบธนาคารขณะนี้ แม้ว่าโดยรวมแล้วจะไม่ดี แต่ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องมีการลดจำนวนพนักงาน ซึ่งบุคลากรของแบงก์นั้นมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอาไว้ แต่ต้องเพิ่มความรู้เพิ่มเติมให้กับพนักงาน ช่วงนี้ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพราะในภาวะที่ไม่ดีควรเพิ่มความรู้ให้กับพนักงาน

สำหรับเรื่องการลดเงินส่งสมทบให้กับสถาบันประกันเงินฝาก เพื่อนำเงินมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้นั้น นายอภิศักดิ์ กล่าวว่าขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ แนวทางที่จะดำเนินการได้คือธนาคารต้องหันมาให้ความช่วยเหลือลูกค้า ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นลดดอกเบี้ย ยืดอายุการชำระหนี้ ส่วนลูกค้าก็ต้องจัดทำแผนมาให้ธนาคารพิจารณาด้วย โดยไม่จำเป็นต้องส่งรายละเอียดไปให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เพราะแบงก์เองก็ต้องดำเนินการจัดชั้นหนี้อยู่แล้ว เรื่องนี้ธนาคารกรุงไทยได้ดำเนินการมาตลอด เพราะเป็นแบงก์รัฐ ต้องมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว

ที่มา: http://www.thairath.co.th

BOIโหมสัมมนากระตุ้นลงทุนอีสาน สี่เดือนยื่นขอส่งเสริม45โครงการ 8 พันล้าน

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา – “บีโอไอโหมจัดสัมมนาผลักดันการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน ครั้งใหญ่ 29 พ.ค. ชาญชัยรมว.เป็นประธานเปิดงานพร้อมถก ทิศทางใหม่ลงทุนอีสานร่วมนักธุรกิจไทย-ต่างประเทศ เผยภาวะลงทุน 19 จว.อีสาน 4 เดือนแรกยื่นขอส่งเสริมแล้ว 45 โครงการ ร่วม 8,000 ล้านบาท อนุมัติแล้ว 24 โครงการ มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท จ่อไฟเขียวอีกร่วม 4,000 ล้านบาท ส่วนอุตสาหกรรมดาวเด่นยังอยู่ที่ อุตฯ เกษตร และ พลังงานทดแทน

นายสุวิชช์ ฉั่ววิเชียร ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 2 (จ.นครราชสีมา) คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผย ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้กำหนดจัดการสัมมนา เรื่อง ผลักดันการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม ตั้งแต่ เวลา 09.00 - 14.00 น. ณ ห้องสีมาธานีบอลรูม โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมาโดยมี นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน พร้อมปาฐกถาพิเศษ

วัตถุประสงค์หลักของการจัดสัมมนากระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนครั้งใหญ่ในภาคอีสาน เพื่อให้นักธุรกิจนักลงทุนทั้งชาวไทย ต่างประเทศและผู้เข้าร่วมงานได้ทราบถึงมาตรการกระตุ้นการลงทุนใหม่ๆ รวมทั้งนโยบายและทิศทางการส่งเสริมการลงทุนในอนาคตของภาคอีสาน ซึ่งจะมีการอภิปรายในหัวข้อเรื่อง ทิศทางใหม่ของการลงทุนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดย นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะและตอบข้อซักถาม ของนักลงทุนท้องถิ่นและนักลงทุนต่างประเทศ ด้วย

การสัมมนาดังกล่าวจะมีผู้เข้าร่วมงาน ประกอบด้วย นักลงทุนไทย นักลงทุนต่างประเทศ หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด ผู้แทนสภาอุตสาหกรรม และ หอการค้าจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมกว่า 500 คน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น และ ผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 2 ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม นี้นายสุวิชช์ กล่าว

นายสุวิชช์ กล่าวต่อว่า สำหรับภาวะการส่งเสริมการลงทุนภาคอีสาน 19 จังหวัดในช่วง 4 เดือนแรก (มกราคม-เมษายน) ปี 2552 ล่าสุด มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วรวมทั้งสิ้น 45 โครงการ รวมเงินลงทุน 7,913 ล้านบาท จะเกิดการจ้างงานกว่า 6,600 คน ในจำนวนนี้มีโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแล้วในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 24 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 4,011 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงาน 4,817 คน จึงเหลือโครงการที่อยู่ระหว่างการรอพิจารณาอีก 21 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 3,902 ล้านบาท จะเกิดการจ้างงาน 1,765 คน

โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูป ได้แก่ กิจการเลี้ยงสัตว์ (ไก่เนื้อ ไข่ไก่) กิจการผลิตสิ่งปรุงแต่งอาหาร กิจการคัดคุณภาพข้าว และอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค ได้แก่ กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากชีวมวล กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ กิจการเขตอุตสาหกรรม กิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา พบว่า จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนลดลงเล็กน้อย คือ ช่วง 4 เดือนแรกปี 2551 ภาคอีสานได้รับส่งเสริมการลงทุน 34 โครงการ รวมเงินลงทุน 4,295 ล้านบาท

สำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ล่าสุดในเดือน เมษายน ที่ผ่านมา มีทั้งหมด รวม 3 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 530 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 85 คน อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 2 (จ.นครราชสีมา) จำนวน 2 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุนร่วม 490 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ จ.นครราชสีมา และ อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 (จ.ขอนแก่น) จำนวน 1โครงการมูลค่าการลงทุน 40 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ จ.มุกดาหาร

ประกอบด้วย1. โครงการเลี้ยงสัตว์(ไก่เนื้อ) ของ บริษัท เอสพีพี ฟาร์ม จำกัด มีกำลังการผลิตไก่เนื้อปีละประมาณ 1,368,600 ตัว/ปี เงินลงทุน 40 ล้านบาท เป็นหุ้นไทยทั้งสิ้น เกิดการจ้างงาน 18 คน ที่ตั้ง จ.บุรีรัมย์2. โครงการผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมที่ใช้สำหรับยานยนต์ ของ บริษัท ฮอนด้า เฟาดรี (เอเซียน) จำกัด มีกำลังการผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมฯ ปีละประมาณ 210,000 ชิ้น/ปี เงินลงทุน 449.7 ล้านบาท เป็นการร่วมหุ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่น เกิดการจ้างงาน 46 คน ที่ตั้ง จ.นครราชสีมา

3.โครงการพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ของ บริษัท พรีเมียร์ไบโอเอนเนอร์จี จำกัด มีกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ปีละประมาณ 1,000 กิโลวัตต์ เงินลงทุน 40 ล้านบาท เป็นหุ้นไทยทั้งสิ้น เกิดการจ้างงาน 21 คน ที่ตั้ง จ.มุกดาหาร

ที่มา: ASTV ผู้จัดการรายวัน

กู้ยุ่น1.6พันล.ขยายกำลังผลิตประปา

ไจก้าไฟเขียว หนุนกปน.ขยายผลิตน้ำรับอนาคตเพิ่มวันละ 4 แสนลบ.ม.ในกทม.และปริมณฑลให้เพียงพอความต้องการ ก.คลังชี้งานนี้ได้หลายเด้ง ทั้งกู้เศรษฐกิจประเทศ-กปน.ได้เซฟคอร์ส-คนใช้น้ำยังได้ลุ้นค่าน้ำลด

นายศักดา ปโรสิยานนท์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือไจก้า ได้ประเมินความเหมาะสมและลงนามข้อตกลงให้การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่กปน.จำนวน 4,462 ล้านเยน หรือประมาณ 1,600 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 0.8% ต่อปี เพื่อนำมาใช้ในการขยายระบบผลิตและส่งน้ำตามโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8 ซึ่งประกอบด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำที่โรงงานผลิตน้ำบางเขนอีกวันละ 400,000 ลูกบาศก์เมตร ก่อสร้างถังเก็บน้ำใสในสถานีสูบจ่ายน้ำเพชรเกษมและสถานีสูบจ่ายน้ำราษฎร์บูรณะอีกแห่งละ 4 หมื่นลูกบาศก์เมตร พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม

ทั้งนี้ งานดังกล่าวจะส่งผลให้ กปน. มีกำลังการผลิตและสามารถสูบจ่ายน้ำได้ทันต่อความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ในพื้นที่รับผิดชอบให้บริการน้ำประปาของ กปน.ได้แก่ มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง บางบัวทอง บางใหญ่ บางกอกน้อย ตลิ่งชัน เพชรเกษม หนองแขม ราษฎร์บูรณะ พระประแดง ฯลฯ เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวมีการเติบโตของชุมชนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง กปน.จึงจำเป็นต้องวางแผนเพิ่มกำลังผลิตน้ำไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำ โดยการดำเนินงานจะเริ่มปี 53 แล้วเสร็จปี 55-57 และคาดจะมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคไปจนถึงปี 60

สำหรับการกู้เงินดังกล่าวก.คลังได้เห็นชอบ เพราะนอกจากจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศแล้ว อัตราดอกเบี้ยยังต่ำ ระยะเวลาปลอดการคืนเงินต้น 5 ปีรวมทั้งจ่ายคืนเงินกู้นานถึง 15 ปี ทำให้ต้นทุนลงทุนโครงการของกปน.ต่ำลงซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ใช้น้ำด้วย

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

สังคม-คุณภาพชีวิต-สิ่งแวดล้อม

สสส.ชงโครงการใช้เงินบาปหลังขึ้นภาษีเหล้าบุหรี่

วานนี้ (12 พ.ค.) ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า การที่รัฐบาลจัดเก็บอัตราภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น ถือว่าได้ทั้ง 2 ทาง คือ รัฐบาลได้งบประมาณเพิ่มขึ้นและช่วยให้การบริโภคเหล้าและบุหรี่ลดลง ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่องค์การอนามัยโลก(WHO) สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ขึ้นภาษีเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องเหมาะสม รวมทั้งต้องคิดอัตราภาษีตามภาวะเงินเฟ้อเพื่อไม่ให้เหล้าและบุหรี่มีราคาถูก ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับการขึ้นภาษีครั้งนี้ กรมสรรพสามิตรจะสามารถเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 6 พันล้านบาท ในระยะเวลา 1ปี โดยธุรกิจแอลกอฮอล์และบุหรี่จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 2% สำหรับเข้ากองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือเป็นจำนวน 120 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 3-4% ของงบประมาณที่สสสได้รับ คือ ประมาณ 2,700 ล้านบาท โดยในแต่ละปีจะไม่เท่ากันเนื่องจากตามกฎหมายรายรับของสสส.จะผูกติดกับรายได้ ของกรมสรรพสามิตร ซึ่งรายได้ที่เพิ่มเข้ามาถือเป็นจำนวนที่ไม่มาก นอกจากนี้บริษัทเหล้าและบุหรี่ จะต้องจ่ายเงินสนับสนุนสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย (ไทยพีบีเอส) อีกประมาณ 1.5% หรือ 90 ล้านบาท โดยที่งบประมาณส่วนนี้จะไม่ได้ทันทีแต่0tได้รับหลังจากนี้1 ปี

ดร.สุปรีดา กล่าวว่า ขณะนี้ คณะกรรมการของสสส.อยู่ระหว่างการประชุมเพื่อจัดทำแผนงบประมาณ รวมถึงงบประมาณที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำมาสร้างสุขภาพของประชาชนให้ดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดในแต่ละโครงการได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามาตรการลดการบริโภคแอลกฮอล์หลังจากมีการประกาศใช้พ.ร. บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น มีการสนับสนุนเสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับจังหวัดและจะขยายสู่ภูมิภาค ต่างๆ มากขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมให้ครอบครัว ชุมชน มีความเข้มแข็ง สร้างลานกีฬาเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

ที่มา: http://www.thairath.co.th

เผยไข้หวัดใหญ่2009มีสิทธิแปลงสายพันธุ์แนะเร่งผลิตวัคซีน

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากทางทฤษฎีแม้จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นแต่ก็มองข้ามไปไม่ได้เพราะนักวิทยาศาสตร์มองว่าการจะก่อให้เกิดความ รุนแรงหรือไม่มาจากความหลากหลายของยีน

วานนี้ (12 พ.ค.) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม มีการเสวนาเรื่อง "ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่" โดยน.พ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากแต่สามารถเกิดขึ้นได้หากมีการระบาดอย่างรุนแรง ซึ่งจะเกิดขึ้นในสถานที่ที่มีคนอยู่อย่างแออัดซึ่งจะทำให้ไวรัสเพิ่มจำนวน มากขึ้นอย่างรวดเร็วและเมื่อไปผสมกับเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ในคนอยู่แล้ว จะทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่อีกซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดอะไรขึ้น เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากมากและเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะตัวของ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น จะไม่มียีนที่มีความรุนแรงเหมือนในไวรัสไข้หวัดใหญ่ปกติ แต่ถ้าเกิดมีการผสมกันแล้วจะทำให้ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009ได้รับยีนดังกล่าว และจะทำให้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมาได้ โดยยีนดังกล่าว ชื่อว่า PB1F2 ซึ่งจะอยู่ในไวรัสไข้หวัดในตัวคนซึ่งทางทฤษฎีแม้จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นแต่ก็ เป็นเรื่องมองข้ามไปไม่ได้เพราะนักวิทยาศาสตร์มองว่าการจะก่อให้เกิดความ รุนแรงหรือไม่มาจากความหลากหลายของยีนอย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากมีการระบาด คงจะไม่รุนแรงเท่าไข้หวัดนก

นพ.ประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการผลิตวัคซีนป้องกันนั้นจะต้องใช้เทคโนโลยีเดียวกับการผลิต วัคซีนไข้หวัดใหญ่และการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดนกซึ่งจะใช้วิธีการเลี้ยงไวรัสใน ไข่ไก่ฟักแล้วนำไวรัสมาฆ่าเชื้อผ่านการทำให้บริสุทธิ์เพื่อให้ได้โปรตีนHA และNA ในการเปลี่ยนสายพันธุ์วัคซีนเพื่อการผลิตวัคซีนชนิดใหม่ โดยจะต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือนในการผลิต โดยในการผลิตวัคซีนดังกล่าวจะต้องทำจากเชื้อเป็นโดยขณะนี้มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่สามารถทำได้คือ บริษัทในสหรัฐอเมริกาและในประเทศรัสเซียแต่การผลิตวัคซีนจากเชื้อเป็นจะต้อง มีความเข้มงวดกว่าการผลิตวัคซีนจากเชื้อตายซึ่งขณะนี้องค์การเภสัชกรรม(อภ.) อยู่ระหว่างการหารือกับ WHO ในการไปเจรจากับทั้ง 2 บริษัท ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มกำลังผลิตวัคซีนได้ 30 เท่า เพื่อรองรับหากเกิดการระบาดอย่างรุนแรงในอนาคต

ที่มา: http://www.thairath.co.th

ผลตรวจระบุ2คนไทยติด'หวัดใหญ่2009'จากเม็กซิโก

วันนี้(12 พ.ค.) พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 แถลงข่าวยืนยันว่า พบคนไทยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 2 ราย

ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงฯได้ประกาศขึ้นทะเบียนผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศไทยจำนวน 2 ราย โดยยืนยันว่าไม่ได้ติดเชื้อระหว่างอยู่ในประเทศไทย แต่เป็นผู้ป่วยที่เดินทางกลับมาจากประเทศเม็กซิโก โดยรายแรกได้ขึ้นทะเบียนสงสัยเป็นผู้ติดเชื้อ ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย แต่อาการไม่รุนแรง โดยแพทย์นำตัวไปดูแลในห้องปลอดเชื้อ ให้ยาต้านไวรัสครบชุด และส่งเชื้อไปตรวจยืนยันที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับแจ้งจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคอเมริกาแล้วว่า ผู้ป่วยติดเชื้อหวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 จริง ซึ่งถือเป็นผู้ป่วยรายแรกของประเทศไทย แต่ขณะนี้อาการเป็นปกติแล้วและสามารถทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้

นายวิทยา กล่าวว่า ส่วนรายที่ 2 มีอาการไข้เล็กน้อยหลังจากเดินทางกลับจากเม็กซิโกได้ 3 วัน ซึ่งแพทย์ให้ยาต้านไวรัสครบชุดเช่นกัน โดยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าติดเชื้อหวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่ขณะนี้หายเป็นปกติแล้ว

นายวิทยา กล่าวว่า ทั้งนี้ ทางกระทรวงฯต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้ป่วย โดยการไม่เปิดเผยชื่อ นามสกุล เพศ หรืออายุ เพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นในเชิงวิชาการ ในขณะที่ญาติของผู้ป่วยเองก็ร้องขอกระทรวงสาธารณสุขให้ช่วยปกปิด ทางผู้ป่วยก็ไม่พร้อมจะให้ข้อมูล

ที่มา: www.dailynews.co.th

ต่างประเทศ

แฉทัพศรีลังกายิงใส่รพ. ชาวบ้านตายครึ่งร้อย

บาดเจ็บกว่า 50 คน เหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนไข้ที่บาดเจ็บจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของรัฐบาลเมื่อ 2 วันก่อน ซึ่งกบฏกล่าวหาว่าการโจมตีครั้งนั้นทำให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 2,000 คน แต่รัฐบาลปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (12 พ.ค.)โดยอ้างถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลศรีลังกาและโฆษกกลุ่มกบฏ พยัคฆ์ทมิฬอีแลม (แอลทีทีอี) ว่า ในเช้าวันเดียวกันนี้ กองทัพรัฐบาลศรีลังกายิงปืนใหญ่ถล่มโรงพยาบาลชั่วคราวในเมืองมัลลิไวคัลทาง ภาคเหนือระหว่างการรุกโจมตีกบฏทมิฬ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 49 คน บาดเจ็บกว่า 50 คน เหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนไข้ที่บาดเจ็บจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของรัฐบาลเมื่อ 2 วันก่อน ซึ่งกบฏกล่าวหาว่าการโจมตีครั้งนั้นทำให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 2,000 คน แต่รัฐบาลปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมชาวทมิฬอพยพประมาณ 5,000 คน ในเมืองโตรอนโตของแคนาดา ชุมนุมกันหน้าทำเนียบรัฐบาลและสถานทูตศรีลังกาประจำแคนาดาเมื่อ 11 พ.ค.พร้อมจุดเทียนไว้อาลัยแก่ประชาชนชาวทมิฬผู้เสียชีวิตในสงครามกลางเมือง ระหว่างกองทัพรัฐบาลศรีลังกาและกลุ่มกบฎพยัคฆ์ทมิฬอีแลมในภาคตะวันออกเฉียง เหนือของศรีลังกา การชุมนุมดำเนินไปอย่างสงบก่อนผู้ชุมนุมจะแยกย้ายกันไป ต่างจากการชุมนุมครั้งแรกเมื่อ 10 พ.ค.ซึ่งก่อความวุ่นวายอย่างหนักเพราะผู้ชุมนุมปิดถนนย่านธุรกิจในโตรอนโต เป็นเวลานานกว่า 6 ช.ม.ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางเข้าและออกนอกเมืองได้ วันเดียวกัน ผู้ชุมนุมชาวทมิฬอพยพหลายร้อยคนในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ เดินขบวนประท้วงไปตามถนนล้อมรอบรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษกดดันรัฐบาลศรีลังกาหยุดโจมตีชาวทมิฬใน พื้นที่ หลังมีรายงานว่าประชาชนราว 370 คนถูกลูกหลงเสียชีวิต ทำให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปราบปรามจลาจลชาวอังกฤษ และมีผู้ถูกจับกุม 36 ราย

ขณะที่ นายบัน กี-มูน เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์ขอความร่วมมือจากรัฐบาลศรีลังกายุติเหตุการณ์นองเลือดโดยเร็ว ที่สุด พร้อมเปิดเผยตัวเลขเด็กที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้มีมากกว่า 100 ราย ด้านนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ แห่งอังกฤษ เผชิญแรงกดดันของกลุ่มผู้ชุมนุมชาวทมิฬและถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อข้อมูล การนำเงินรัฐบาลไปใช้ในเรื่องส่วนตัวหลุดออกสู่สาธารณะ เป็นเหตุให้คะแนนนิยมตกต่ำ จึงจัดแถลงข่าวเมื่อ 12 พ.ค.เพื่อกล่าวคำขอโทษประชาชนอย่างเป็นทางการ

ที่มา: http://www.thairath.co.th

กัมพูชาทวงค่าเสียหายจากไทย

วันนี้(12 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีรายงานข่าวจากเว็บไซต์ทางการกัมพูชา www.mfaic.gov.kh/ นำบันทึกข้อความถึงกระทรวงต่างประเทศของไทย ลงวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา มาเผยแพร่ทางเว็บไซต์ดังกล่าว ให้ไทยจ่ายค่าชดใช้ความเสียหายเป็นเงินกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 70 ล้านบาท จากเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชาที่บริเวณใกล้เขาพระวิหาร อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่าทหารไทยใช้อาวุธหนักในการโจมตีในเขตแดนกัมพูชา สร้างความเสียหายหนัก และทำให้ตลาดแห่งหนึ่งในเขตแดนกัมพูชาเกิดไฟไหม้ ส่งผลกระทบต่อ 319 ครัวเรือนที่ต้องสูญเสียวิถีในการดำรงชีวิต คิดเป็นมูลค่า 2,150,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 74 ล้านบาท จึงขอให้รัฐบาลไทยรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากฝีมือของทหารไทยทั้งหมด และจ่ายค่าชดใช้ต่อความเสียหายข้างต้นอย่างเหมาะสม

ด้านนายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า จุดที่เกิดเหตุเป็นดินแดนไทย แต่มีชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่ในพื้นที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไทยยอมผ่อนปรน เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีและมนุยธรรม ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีการปะทะเป็นดินแดนไทย ซึ่งฝ่ายไทยจะดำเนินการตามกฎหมายรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณดังกล่าวไปตามปกติ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะมีหนังสือแจ้งกับกัมพูชาถึงท่าทีของไทยซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยืนยันมาแล้วหลายครั้งว่าดินแดนดังกล่าวเป็นดินแดนของไทย

เมื่อถามย้ำว่าไทยจะจ่ายค่าเสียหายตามที่กัมพูชาเรียกร้องหรือไม่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า ไทยกำลังประเมินถึงความเสียหายจากเหตุปะทะดังกล่าว ซึ่งต้องหยิบยกเรื่องนี้หารือกันต่อไป เมื่อถามต่อว่าไทยจะแจ้งความเสียหายของไทยต่อกัมพูชาหรือไม่ นายธฤต กล่าวว่า กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศกำลังดูวิธีการดำเนินการอยู่

ที่มา: www.dailynews.co.th

แรงงาน

ร้องบ.อิเล็คทรอนิกส์ปลด7คนงานท้อง อ้างยอดสั่งซื้อลด

นายจรัญ ก่อมขุนทด ที่ปรึกษากลุ่มเครือข่ายสหภาพแรงงานภาคตะวันออก เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ว่าบริษัท เอ็นทีเอ็น นิเด็ค (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์น ซีบอร์ด จ.ระยอง ผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ มีเจ้าของบริษัทเป็นชาวญี่ปุ่น มีพนักงานทั้งหมด 1,500 คน ได้เลิกจ้างพนักงานจำนวนมากโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ในจำนวนนี้เป็นคนงานตั้งครรภ์ 7 ราย อ้างเหตุผลยอดการสั่งซื้อลดลงจำนวนกว่าครึ่ง

นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า บริษัท เอ็นทีเอ็นไม่ชี้แจงให้พนักงานที่ถูกปลดออกทราบล่วงหน้า กสร.จึงไปเจรจาและให้จ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ในส่วนพนังงานตั้งครรภ์ ต้องพิสูจน์ว่านายจ้างทราบหรือไม่ว่าตั้งครรภ์อยู่ หากไม่ทราบทางนายจ้างก็ไม่ผิด แต่หากทราบแล้วยังปลดออกจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา: www.matichon.co.th

พลิกความคิด ‘จาตุรนต์’ ทีละหน้า ในงานเปิดตัวหนังสือ “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย”

ที่มา ประชาไท

สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย จัดงานเปิดตัวหนังสือ “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ” ที่เขียนโดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง วิพากษ์ทุกประเด็นร้อนในบริบทสังคมไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พันธมิตรฯ ในฐานะศักยภาพแห่งหายนะ องคมนตรี และการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง

11 พ.ค. 52 โรงแรมอิมพีเรียล ธารา สุขุมวิท 26 สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย จัดงานเปิดตัวหนังสือ “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ” ที่เขียนโดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย โดยมีนักการเมือง นักการเมืองจากบ้านเลขที่ 111 นักกิจกรรมเดือนตุลา นักธุรกิจ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมประมาณ 300 คนเต็มพื้นที่จัดเลี้ยง

การเปิดตัวหนังสือครั้งนี้เกิดขึ้นตามโครงการ “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย” ของสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย เพื่อเสนอมุมมองรอบด้านและทำความเข้าใจวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยในงานมีการแจกลายเซ็นโดยนายจาตุรนต์ให้กับผู้ซื้อหนังสือ มีการเปิดวิดีทัศน์แนะนำสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยและผลงานของสถาบันในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีนางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นพิธีกร เพื่อนำเข้าสู่การสัมภาษณ์นายจาตุรนต์ ผู้เขียนหนังสือ โดยมี ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล (ปลื้ม) เป็นผู้สัมภาษณ์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับหนังสือและประเด็นสำคัญทั้งหมด

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ ได้เริ่มเกริ่นนำการสัมภาษณ์ด้วยการกล่าวถึงสถานการณ์สังคมการเมืองไทยที่เผชิญกับความไม่ธรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะถามถึงแรงบันดาลของผู้เขียนที่นำมาสู่การเปิดตัวหนังสือ “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ” ซึ่งนายจาตุรนต์ เผยว่า ความตั้งใจของการเขียนหนังสือเล่มนี้มีมาตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน และมีการปรับรูปแบบการนำเสนอมาเป็นลำดับ จนออกมาเป็น 27 ประเด็นปัญหา 27 บทเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ และสะดวกต่อการอ่านมากขึ้น

“หนังสือเล่มนี้พยายามนำเรื่องที่ซับซ้อนมากๆ ย่อยให้เป็นเรื่องง่ายๆ พยายามทำเป็นประเด็นๆ ซึ่งเมื่ออ่านแล้วจะพบว่า สังคมไทยมีเรื่องต้องทำอีกหลายเรื่อง ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาก็ไม่จบ เรายังได้เห็นว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่วัดไผ่เขียวคนก็มาเร็วกว่าปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้คลี่คลายให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด หนังสือเล่มนี้จึงได้พยายามจะบอกถึงปัญหารากเหง้า”

“การเมืองเป็นเรื่องน่าสับสน ยิ่งวันยิ่งรู้สึกว่ามีวิกฤติ สิ่งที่ผมพูดผมและคิด จึงน่าจะช่วยให้คนได้รับมุมมองอีกมุมหนึ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งในวิกฤติที่มีแนวโน้มจะเป็นวิกฤติไปอีกนาน สังคมไทยต้องการมุมมองที่กว้างขวาง เพื่อช่วยกันหาทางออก”

ต่อประเด็นเรื่องกระแสความต้องการปรองดอง สมานฉันท์ และ “หยุดทำร้ายประเทศไทย” ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในการชุมนุมของคนเสื้อแดง รวมถึงเรื่องการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการขึ้นมา นายจาตุรนต์กล่าวว่า ในหนังสือเล่มดังกล่าว ได้มีการวิจารณ์การเกิดขึ้นของคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นชุดของสถาบันพระปกเกล้าฯ ซึ่งเห็นว่าจะไม่ใช่ทางออกของวิกฤตแต่อย่างใด เนื่องจากกรรมการชุดดังกล่าวนั้น หลายคนได้เลือกข้างไปแล้วค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามนายจาตุรนต์ ได้กล่าวถึงกรรมการชุดที่สภาตั้งขึ้นว่า หากดูจากการมีคณะกรรมการขึ้นมาหลังการสลายการชุมนุมเสื้อแดงก็มีแนวโน้มที่จะเป็นทางออกได้ แต่ครั้นความเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มเข้มข้นขึ้น ก็เริ่มตั้งเค้าแล้วว่ามีบางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ

“จะหวังว่าทุกอย่างจะง่ายนั้นไม่มีทาง และจะเกิดความตึงเครียดขึ้นมาอีก” ทั้งนี้ยังได้วิเคราะห์รัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจ เขียนขึ้นมาเพื่อวางระบบว่าอำนาจอธิปไตยควรจะอยู่ที่ใคร ซึ่งชัดเจนว่า อยู่ในบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ล้มนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนไปแล้วถึง 2 คน ทำลายพรรคการเมือง ซึ่งกลไกที่รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นแบบนี้ เป็นกลไกที่หักล้างอำนาจประชาชน มีองค์กรอิสระที่สามารถเปลี่ยนรัฐบาลได้”

เขายังได้กล่าวด้วยว่า “การมีรัฐธรรมนูญ 17-18 ฉบับ เท่ากับว่าเรายังไม่มีรัฐธรรมนูญจริงๆ เรามี 18 ฉบับได้ เพราะเราฉีกได้เป็นว่าเล่น การที่เรายอมให้ทำกันแบบนั้นได้เรื่อยๆ แสดงว่า สังคมไทยยังไม่ยอมรับกติกาสูงสุดร่วมกัน ไม่ยอมรับว่ากฎหมายอยู่เหนือคน แต่ไปยอมรับให้นายพลอยู่เหนือกฎหมาย”

เขายังขยายความต่อไปด้วยว่า ในอดีตการไม่เป็นนิติรัฐสะท้อนได้จากการฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้มันสะท้อนอยู่ในกฎหมายอื่น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย ประเทศใดก็ตามจะเป็นประชาธิปไตย จะต้องยึดหลักนิติรัฐ นี่เป็นหลักการที่ใหญ่มาก ที่ผ่านมาสังคมไทยพูดถึงนิติรัฐกันแต่ในฐานะที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องเปิดกฎหมายและใช้ตามกฎหมาย แต่เราไม่ได้พูดถึง การได้มาของกฎหมายซึ่งต้องชอบธรรม เป็นธรรม

“ผมยกตัวอย่างเรื่องการรัฐประหารในประเทศฟิจิไว้ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งศาลของเขาได้ตัดสินให้การรัฐประหารและคณะทหารที่ยึดอำนาจผิด แม้ต่อมา คณะยึดอำนาจซึ่งไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจฉีกรัฐธรรมนูญ และปลดศาลหลังคำพิพากษาไปแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ตุลาการของเขายึดหลักนิติรัฐ-นิติธรรมอย่างไร ซึ่งการที่สังคมใดๆ จะถึงเวลาที่จะบอกกันว่า ใครจะมายึดอำนาจไม่ได้ การบอกนั้นก็ควรจะต้องเริ่มต้นโดยศาล”

หลังการตอบคำถามนี้ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ ผู้ดำเนินการสัมภาษณ์ได้ถามต่อไปว่า “ฝันหวานไปไหม” นายจาตุรนต์ตอบว่า “เราต้องฝัน ถ้าสังคมไทยยังสนใจเรื่องประชาธิปไตย เราก็ต้องก้าวไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้ เราต้องหยุดตุลาการภิวัตน์อย่างที่ทำกันอยู่ เพราะการกระทำที่ผ่านมาทำให้ตุลาการอยู่ในภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้เลยในวงการวิชาการต่างประเทศ ต้องหยุด ต้องถอยไปอยู่ในที่ที่ควรจะเป็น แล้วมาพูดกันว่า สังคมไทยจะใช้ตุลาการตรวจสอบและคานอำนาจกับฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติอย่างไร นอกเหนือจากเรื่องการตรวจสอบตุลาการ ซึ่งต้องทำได้โดยประชาชน

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์บอกว่า เรื่องของคุณทักษิณและระบอบทักษิณนั้น มีคนกลัวมากกับคำๆ นี้ จึงได้เสนอไว้ในหนังสือว่า

“ต้องทำให้การต่อสู้เพื่อคุณทักษิณ เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตราบใดที่คุณทักษิณยังมีชีวิต ท่านกับคนที่รักท่านก็จะต้องสู้ทางการเมือง แต่จะสู้เรื่องอะไร แน่นอนท่านเสียหายและได้รับผลกระทบจากการรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นสิทธิที่ท่านจะสู้ สู้แบบไหน เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมก็แยกแยะกันไป แต่ถ้าสู้ด้วยอาวุธก็คงไม่ได้ แต่ถ้าสู้เพื่อความยุติธรรมอย่างนี้ก็ต้องทำ ไม่ใช่พอสู้แล้วไปเข้าทางคุณทักษิณก็เลยถอย แล้วปล่อยให้ความไม่ยุติธรรมนั้นดำรงอยู่ต่อไป ซึ่งการต่อสู้นั้น แม้แต่คนที่สู้เพื่อคุณทักษิณ ก็ต้องมาช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะมาสู้เพื่อประชาธิปไตย”

“การต่อสู้เพื่อคุณทักษิณต้องลดลง หรือต้องทำให้คนรู้สึกน้อยลง หรือที่จริงต้องทำให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งก็เป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้สู้เพื่อคนๆ เดียว มันเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้คนเสื้อแดงต้องการทิศทาง หลังเหตุการณ์เมื่อตอนสงกรานต์ มีคนเชื่อว่า คนเสื้อแดงจะเดินถนนไม่ได้ ซึ่งวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องต้องมองด้วย

“ที่จริงการชุมนุมของคนเสื้อแดงเริ่มต้นด้วยความสงบ ไม่มีการเสนอหรือทางที่จะใช้ความรุนแรง บังเอิญมีการปิดถนน และเกิดเหตุที่พัทยาขึ้น สิ่งเหล่านี้คนเสื้อแดงก็ต้องรับผิดชอบ แต่การชุมนุมนั้นเริ่มต้นด้วยความสงบ จะมีผิดกฎหมายก็คือการปิดถนน ซึ่งก็เกิดขึ้นในวันหยุดยาวซึ่งการจราจรไม่ได้หนาแน่น แต่ก็ถูกสลายการชุมนุมโดยเริ่มต้นด้วยมาตรการที่เบาที่สุดคือใช้ปืน เอ็ม 16 ขณะที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาใช้แก๊สน้ำตา ต้องถูกดำเนินคดี แต่คนใช้ปืนกลายเป็นพระเอกได้รับการสรรเสริญเยินยอ”

ทั้งนี้ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ยังได้ฝากถึงการต่อสู้ของ คนเสื้อแดงอีกด้วยว่า คนเสื้อแดง จะได้รับการยอมรับหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเขาเสนออะไร

“เสื้อแดงต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยได้ เสื้อทุกสีต้องสู้เพื่อประชาธิปไตย” จาตุรนต์กล่าว

ในตอนท้ายของการสนทนา ผู้ดำเนินการสัมภาษณ์ยังได้ถามถึงเรื่องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และการเมืองใหม่ของพันธมิตร ซึ่งนายจาตุรนต์บอกว่า เรื่องพันธมิตรฯ ก็ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ ในชื่อบทว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย : ศักยภาพแห่งหายนะ โดยกล่าวชื่นชมการบริหารจัดการการชุมนุม การจัดตั้ง และการเคลื่อนไหวของพันธมิตรซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของการการชุมนุมของประชาชน อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่อยู่ในข้อเสนอต่างๆ ของพันธมิตรฯ นั้นกลับเป็นหายนะ และพันธมิตรฯคือกองกำลังที่พร้อมจะติดอาวุธ และใช้ความรุนแรงได้ด้วย มีไว้สำหรับคุกคามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เชื้อเชิญการรัฐประหาร และทำให้รัฐบาลที่มีความชอบธรรมจากประชาชนปกครองไม่ได้ และสิ่งที่พันธมิตรฯทำก็ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ซึ่งเป็นการบอกว่า “ใครมาเป็นรัฐบาล ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกับพันธมิตรฯและกองทัพ หากขึ้นมาได้ก็บริหารไม่ได้ และเป็นรัฐบาลต่อไม่ได้”

เขาและยังได้ขยายความไปให้เห็นถึงความสำคัญของพรรคการเมืองในฐานะเป็นที่มาของนโยบายเพื่อตอบสนองประชาชนตามความต้องการของประชาชน และวิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า “แม้ขณะนี้จะมีสัญญาณความไม่ลงรอยกันของแกนนำพันธมิตรฯ บางคนกับกองทัพ ซึ่งก็อาจจะทำให้การเคลื่อนไหวไม่สะดวกมากนัก แต่เชื่อว่า หากมีวิกฤตที่สะเทือนต่อผลประโยชน์ของพวกเขาอีก เขาก็จะไปทางเดียวกันอีก”

นอกจากนี้ยังได้พูดถึงบทเรื่ององคมนตรีในหนังสือว่า องคมนตรีเราสามารถวิจารณ์ได้ในตัวบุคคลหากมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และบทที่ว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตย 2575 หรืออีก 23 ปี ล้อกับการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ ซึ่งเสนอให้เป็นการถอยหลัง คือเป็นการเสนอให้ต่างกัน 100 ปี เพื่อชวนให้สังคมไทยมองไปข้างหน้าว่าอยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร

“สังคมไทยจะวิกฤตไปอีกนาน และนานกว่าที่ท่านคิด สังคมไทยจึงต้องรีบสร้างความเข้าใจ ถ้าสังคมไทยเชื่อและเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย นิติรัฐ นิติธรรม จะเป็นภูมิต้านทานที่ดีที่สุดที่จะเผชิญวิกฤตในอนาคตโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อรุนแรง เรายังมีทางออก ต้องช่วยกันผลักดันจริงจัง อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย ต้องเตรียมความคิด และทั้งหมดนี้คือที่มาของหนังสือเล่มนี้” จาตุรนต์ทิ้งท้ายเกี่ยวกับหนังสือ “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ” ซึ่งพิธีกรบอกว่า เริ่มทะยอยอยู่ในแผงหนังสือทั่วประเทศแล้วในสัปดาห์นี้