WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 14, 2009

ปลุกระดม?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




เหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อหลายวันก่อนที่โคราช กรณีหนุ่มวิศวะใช้มีดไล่แทงและปาดคอแม่ค้าขายโจ๊กตายสยองกลางตลาดสดเทศบาลเมืองสีคิ้ว เหตุเพราะไม่พอใจที่ผู้ตายสวมเสื้อแดง

มีชาวบ้านบาดเจ็บไปหลายรายด้วย

จากการสอบสวนญาติและพยานหลายคนระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ หนุ่มรายนี้นั่งดูข่าวม็อบแดงนัดชุมนุมใหญ่อยู่ในบ้านพักแล้วเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา คว้ามีดซามูไรฟันสายเคเบิลทีวีจนขาดแล้วก็วิ่งออกจากบ้าน

ไปเจอชาวบ้านก็ตะโกนถามว่า

"มึงพวกเสื้อแดงหรือเปล่า พวกมึงยิงสนธิลูกพี่กูหรือเปล่า"

แล้วไล่แทงไล่ฟันจนหนีกันกระเจิง

สุดท้ายแม่ค้าสาวซึ่งสวมเสื้อแดงอยู่พอดีก็โดนแทงลิ้นปี่ แล้วเชือดคอตายคาที่

กว่าตำรวจจะจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ก็ทุลักทุเล

จากคำให้การของญาติๆ และชาวบ้านก็พอสรุปได้ว่าผู้ต้องหารายนี้เป็นโรคประสาทอ่อนๆ ต้องพบจิตแพทย์และกินยาเป็นประจำ

นอกจากนี้ยังฝักใฝ่ม็อบเสื้อเหลืองเป็นชีวิตจิตใจ และเกลียดชังม็อบเสื้อแดงสุดขั้ว

เฝ้าติดตามข่าวการชุมนุมของพันธมิตรมาตั้งแต่สมัยยึดทำเนียบยึดสนามบิน

ทั้งหมดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของฆาตกรรมสะเทือนขวัญครั้งนี้หรือไม่ ต้องรอผลการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียก่อน

แต่ถ้าย้อนไปดูบรรยากาศการชุมนุมประท้วงในช่วงนั้น สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือนอกจากมีการเปิดโปงการทุจริตในรัฐบาลทักษิณแล้ว

ยังมีการปลุกเร้าปลุกระดมกันยาวนานนับร้อยวัน

จะเห็นภาพแกนนำบางคน-ขอย้ำว่า"บางคน"-เวลาขึ้นเวทีปราศรัย จะปลูกฝังความเกลียดชัง ไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือเห็นคนที่คิดต่างเป็นศัตรู

ถ้าเป็น"การเมืองภาคประชาชน"ที่แท้จริง คงไม่จำเป็นต้องปลุกระดมยั่วยุกันขนาดนี้

จะเป็นเรื่องการให้ข้อมูล เปิดโปงการทุจริตหรืออะไรก็ว่ากันไป

แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเอง

ว่าจะเชื่อหรือไม่

ยิ่งระดมสื่อของฝ่ายตัวเองโจมตีฝ่ายตรงข้ามเป็นสัตว์นรก-ไอ้ถ่อย-ชั่วช้า ราวกับว่าอยู่ร่วมโลกเดียวกันไม่ได้

ยิ่งปลูกฝังความเกลียดชังให้ลึกลงไปกว่าเดิม

เมื่อรัฐบาลดำเนินคดีแกนนำเสื้อแดงหลายคนในข้อหาปลุกระดมก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง สั่งปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม "ดีสเตชั่น"

โดยให้เหตุผลว่าเป็นต้นตอการปลุกระดมมวลชนให้เกิดความวุ่นวาย

ก็ควรดำเนินการเช่นนี้กับทุกคนที่มีความประพฤติแบบเดียวกัน

นอกจากเพื่อความยุติธรรมอันเป็นพื้นฐานของความสมานฉันท์แล้ว

ยังเลี่ยงการปลุกระดมให้เกิดแต่ความเกลียดชัง

ที่สร้างปัญหาอื่นติดตามมา

ทักษิณก็เตลิด

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.คนตรง ยังคงเดินหน้าคดีลอบสังหารหัวหน้าม็อบเหลืองอย่างเอาจริงเอาจัง ตามสไตล์ไม่เคยถอยให้ใคร แต่ข่าวล่าสุดจากห้องประชุมทีมสืบสวนสอบสวนเมื่อวันสองวันที่ผ่านมา นับว่ายังน่าหนักใจ

ความพยายามตรวจสอบการใช้โทรศัพท์มือถือ ในพื้นที่สังหาร ไม่ได้ประโยชน์นัก!

เป็นไปได้มาก ที่ทีมสังหารซึ่งสังกัดองค์กรลับ

น่าจะติดต่อกันด้วยวิทยุสื่อสารมากกว่า

แต่ทีมสืบสวนก็ไม่ลดละ การตรวจสอบรถปิกอัพพาหนะทีมเพชฌฆาต ซึ่งรู้รุ่นและสีแน่ชัดแล้ว

จากกล้องวงจรปิดตัวหนึ่ง ซึ่งเห็นหน้าชุดปฏิบัติบางส่วนอีกด้วย

อาจเป็นความหวังได้

ถ้าไม่โชคร้าย โดนชำแหละทิ้งไปเสียก่อน

หรือหวังว่า คงไม่จอดอยู่ในสถานที่ที่ตำรวจไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ถือเป็นความรอบคอบของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่เปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนเป็นพล.ต.อ.ธานี

เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนต้องเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมา ฝ่ายม็อบก็ยอมรับ รัฐบาลก็นับถือ

ถ้าคดีนี้มันสุดวิสัย จับไม่ได้จริงๆ ก็คงไม่มีใครถือโทษโกรธเคือง!!

ต้องยอมรับว่า ทีมปฏิบัติการสังหารชุดนี้ ต้องเสพดีหมีใจมังกรติดปีกพยัคฆ์มาอย่างแท้จริง

จึงสามารถพกพาอาวุธสงครามตั้งหลายกระบอกบรรทุกมาในรถแล้ววิ่งมากลางเมืองหลวง ขณะประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้

เส้นสายไม่ธรรมดา!?!

เรื่องฝีมือการสืบสวนของตำรวจนั้น รู้ได้ไม่ยากว่าเป็นใคร แต่เรื่องพยานหลักฐานที่จะนำไปสู่การจับกุมนั้น ไม่แน่

ขณะที่คดียิงหัวหน้าม็อบเหลือง ยังยากลำบาก

เห็นข่าวทักษิณ โผล่ไปยื่นประมูลซื้อเกาะ ที่ประเทศมอนเตเนโกร แถบคาบสมุทรบอลข่านโน่นเลย ก็ยิ่งสอดคล้องต้องกัน

จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่เหตุการณ์ล่าสังหารแกนนำม็อบกลางเมืองกรุงแล้ว ทักษิณก็แทบจะเผ่นไปไกลสุดขอบโลก

บอกได้เลยว่าทักษิณต้องเสียวสยองขึ้นมาอย่างจับใจ กลัวจะโดนไปด้วย

ตอนนี้ก็ต้องไปป้วนเปี้ยนแถวยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้ๆ โครเอเชีย บอสเนีย และเฮอร์เซโกวีนา เซอร์เบีย อะไรนั่น

สู้กันไปสู้กันมา ลงเอยก็ชะตากรรมเดียวกัน!

ทวงสัญญาปชป.

ที่มา เดลินิวส์

ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ปชป.ขึ้นป้ายหรา เรื่องที่จะทำเร่งด่วนใน 99 วัน คือ ยกเลิกกองทุนน้ำมัน และจะเอาเงินจากกองทุนนี้มาลดราคาขายปลีกลิตรละ 2 บาท ฮือฮามาก แต่พอเป็นรัฐบาลจริง อัลไซเมอร์ไปงั้นแหละ

นอกจากไม่ยกเลิกกองทุนน้ำมันแล้วยังค้ากำไรเกินควร เดิม รัฐบาลสมชาย ออก 6 เดือน 6 มาตรการ ลดภาษีน้ำมันไปลิตรละ 3 บาท แต่ตอนน้ำมันราคาถูก รัฐบาลมาร์คแอบรีดภาษีคืนลิตรละ 4.80 บาทเลยกำไรเกือบ 2 บาท ทำให้มีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมัน 2 หมื่นล้าน หักหนี้หมื่นล้าน ก็เหลืออีกกว่าหมื่นล้าน

การเก็บเงินเข้ากองทุนที่ว่า ทำให้คนไทยเหมือนหมาเห็นปลากระป๋อง ต้องใช้น้ำมันราคาแพง สวนทางตลาดโลก แต่ปชป.ก็มีบุญมาก ไม่มีใครตอแยตรวจสอบ เชื่อมั่นประเทศไทย กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนนี้

หาเสียงไว้ยังไง คนเลยไม่สนใจ

ก็เพราะอย่างนี้ เมื่อรัฐบาลถังแตก รีดภาษีเหล้า เบียร์ จาก 80% เป็น 90% ทำให้เหล้าเบียร์ปรับขวดละสิบกว่าบาท แต่เสียงบ่นน้อย เพราะเป็นสินค้าบาปที่โดนทุกครั้ง เพื่อหาเงินโปะฐานะการคลังที่กรอบ และครม. 6 พ.ค.ก็มีมติจะขึ้นภาษีบุหรี่และภาษีสรรพสามิตน้ำมันอีกเท่าตัวด้วย จาก 5 บาท เป็น 10 บาท

โดยตอนแรก จะเก็บภาษีเพิ่ม 2 บาทก่อน เดาได้เลย น้ำมันต้องขึ้นราคาตามแน่

แม้มีคำปลอบจาก อภิสิทธิ์ ว่า ไม่กระทบประชาชน เพราะจะเอาเงินกองทุนน้ำมันมาอุ้มไว้ก่อน แต่คงได้พักหนึ่ง เมื่อแนวโน้มน้ำมันในตลาดโลกเป็นขาขึ้น จาก 30 เหรียญ ใกล้เป็น 60 เหรียญต่อบาร์เรลแล้ว และยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อรมว.คลัง กรณ์ จา ติกวณิช ยืนยัน รัฐบาลมีนโยบายชัดเจน จะไม่มีน้ำมันราคาถูก

เนื่องจากเป็นสินค้านำเข้า และไทยใช้น้ำมันมากสุดในอาเซียนเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งก็จริง น้ำมันถูกทีไร การบริโภคน้ำมันจะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตาม ตัวทุกที

แต่นั่นแหละ จะไปลงโทษประชาชนทั้งหมดก็ไม่ถูก เพราะระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่า รถไฟฟ้า รถใต้ดิน ล้วนสั้นจุ๊ดจู๋ คนไทยเลยไม่มีทางเลือก ต้องตะบี้ตะบันขับรถมาทำงาน ทั้งที่ค่าใช้จ่ายหมวดนี้ ตอนน้ำมันแพง ปาเข้าไป 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วย ซ้ำไป

เหนืออื่นใด น้ำมันขึ้นคราวใด ความเดือดร้อนทั้งหมดจะตกที่ประชาชน ตั้งแต่ ราคาสินค้า อุปโภค บริโภค หมูเห็ดเป็ดไก่ ไปจนถึง ค่ารถ ค่าเรือ ค่าทางพิเศษ ต่างปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันทุกครั้ง

อย่างมากที่กองทุนน้ำมันจะเข้ามาอุ้มได้ กระทรวงพลังงานบอกว่า ไม่เกิน 1 เดือน หลังจากนั้น ก็ต้องปล่อยให้ราคาลอยตัวตามราคาตลาดโลก ถ้าคนไทยรวย ก็คงไม่เท่าไหร่ น้ำมันลิตรละ 40 บาท ยังได้

แต่ตอนนี้ คนเดินดินกินข้าวแกง ต่างรัดเข็มขัดจนท้องกิ่วอยู่แล้ว ถ้าปล่อยทุกอย่างลอยตัวตามราคาในตลาดโลก ก็ไม่เห็นต้องมีรัฐบาลเลยก็ได้ในเมื่อหน้าที่สำคัญของรัฐบาล คือการบริหารจัดการไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนไม่ใช่หรือ

น้ำมันขึ้นอีก คงได้เอวขาดแน่

แล้วที่บอกจะเก็บภาษีมรดกภาษีทรัพย์สินหรือภาษีที่ดินน่ะ แค่กลบข่าวเรื่องเพิ่มภาษีน้ำมันมากกว่า จะทำได้ลงคอหรือ ทั้งนายทุนพรรค ผู้บริหารพรรค เสนาบดีแทบทุกคน ล้วนเจ้าที่ดิน และรวย ๆ ทั้งนั้น ถ้าทำได้จริง จะให้กราบก็ยอม แต่คนไทยไม่ได้กินแกลบนะ จะได้หลงเชื่อง่าย ๆ

ทำไม่ได้ตามสัญญาแล้ว ยังมีหน้ามาซ้ำเติมความเดือดร้อนให้กันอีก.

ดาวประกายพรึก

“กษิต” ย้ำยังไม่ทำอะไรทั้งสิ้นกรณีกัมพูชาร้องค่าเสียหาย

ที่มา ประชาไท

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศกล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาส่งจดหมายถึงทางการไทยเพื่อเรียกร้องให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการปะทะกันบริเวณเขาพระวิหารเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ก่อนอื่นต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกันเสียก่อน ข้อเท็จจริงที่กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลรออยู่ก็คือกระทรวงกลาโหมต้องรายงานมาเสียก่อน ประเด็นที่สองมันเป็นการสู้รบมันก็มีกฎเกณฑ์และกติกาของการสู้รบ ประเด็นที่สามเรายืนยันว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย

ถามว่าไทยจะเรียกร้องความเสียหายด้วยหรือไม่ นายกษิต ปฏิเสธและกล่าวว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีอยู่ในความคิดตนเอง เมื่อถามว่าฝ่ายความมั่นคงได้รายงานเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม.หรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ตนเป็นผู้รายงาน ครม.

เมื่อถามถึงข่าวระบุว่ายูเนสโกไปปักเขตในปราสาทพระวิหาร นายกษิต กล่าวว่า อันนั้นเป็นเรื่องนานมาแล้ว ต้องบอกยูเนสโกว่าต้องทำด้วยความโปร่งใส เราได้บอกให้เขาฟังแล้วทั้งที่กรุงเทพ พนมเปญ ปารีส ซึ่งอันนั้นเป็นการพูดด้วยวาจา จากนี้ไปก็ต้องมีการดำเนินการให้มันเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ใช่กับยูเนสโก แต่คณะกรรมการบริหารยูเนสโกก็ดี ประเทศสมาชิกยูเนสโกก็ดี เราก็ต้องประมวลรวบรวมการดำเนินการของเขา ที่ปราสาทพระวิหารว่ามีขั้นตอนความถูกต้องมีความเคารพในอธิปไตยและความเคารพความเป็นสมาชิกของไทยอย่างไรหรือไม่ ขณะนี้กำลังให้เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลเพื่อจะได้พูดกับเขาต่อไป

เมื่อถามว่าจะตอบจดหมายไปพนมเปญหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า เราได้บอกไปแล้ว อย่าลืมว่าอาณาบริเวณรอบๆ เป็นเขตของไทย อีกอย่างเราไม่ได้มีข้อสงสัยว่าปราสาทเป็นของกัมพูชา ส่วนการให้ความร่วมมือนั้นมีลู่ทางเพราะเราต่างก็เป็นสมาชิกยูเนสโก แต่จะร่วมมือกันอย่างไรหรือถ้ามีการดำเนินการเป็นมาตรการฝ่ายเดียวจากยูเนสโก จะสมควรหรือไม่ อันนี้ยูเนสโกต้องถามตัวเอง เราได้พูดทางวาจาไปหลายครั้งแล้วซึ่งตลอดมาก็มีข่าวว่ายูเนสโกจะส่งผู้เชี่ยวชาญ 4-5 คน เข้าไปในตัวปราสาท

เมื่อถามว่าจะตอบจดหมายหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไม่ครับ ยังไม่ทำอะไรทั้งสิ้น จนกว่าจะได้รับคำชี้แจงจากฝ่ายความมั่นคง เพราะมันเป็นการยื่นเรื่องมาฝ่ายเดียว ต้องไปดูว่าในสภาวการณ์สู้รบก็เรื่องหนึ่ง ข้อที่สองเป็นเรื่องในเขตอธิปไตย อันที่สามใครเป็นผู้ทำลายก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นฝ่ายเรา เพราะเป็นการรบกัน มีการปะทะกัน ทั้งหมดนั้นเราต้องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ดังที่ให้ให้คำมั่นสัญญากันระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ และตนกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา หากจะฟ้องร้องอะไรก็ฟ้องร้องได้แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและเหตุและผล

กัมพูชาเรียก 74 ล้าน หลังเหตุทหารไทยถล่มตลาดใกล้ปราสาทพระวิหาร

ที่มา ประชาไท

(แฟ้มภาพ) ทหารกัมพูชาเดินสำรวจตลาดใกล้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งถูกเพลิงเผาวอดหลังการปะทะด้วยปืนและจรวดระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ที่ จ.พระวิหาร ห่างจากพนมเปญ เมืองหลวงกัมพูชา 543 กิโลเมตร ภาพถ่ายเมื่อ 4 เม.ย.52 (ที่มา: Reuters/Chor Sokunthea)

หนังสือการทูตของรัฐบาลกัมพูชาต่อรัฐบาลไทย (ที่มา: เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา)

กัมพูชาเรียกค่าเสียหาย 74 ล้าน หลังทหารไทยถล่มตลาดใกล้เขาพระวิหารวอด

เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชาประปรายในพื้นที่พิพาทใกล้ปราสาทพระวิหารหลายระลอก นับตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงบัดนี้ ทำให้ทหารของทั้งสองประเทศเสียชีวิตรวม 7 นาย

โดยการปะทะก่อนล่าสุดเมื่อ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 3 นาย และตลาดของชาวกัมพูชา ที่อยู่ใกล้กับปราสาทพระวิหาร ถูกทหารไทยยิงจรวดข้ามมาถล่มจนเกิดเพลิงไหม้

ทำให้เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมานายกอย กอง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา แถลงว่ารัฐบาลกัมพูชาได้ทำหนังสือบันทึกทางการทูตส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย

การโจมตีด้วยอาวุธหนังของทหารไทยเหนือดินแดนกัมพูชา ... ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากและทำให้ตลาดของกัมพูชาถูกเพลิงไหม้ หนังสือการทูตของกัมพูชาที่ส่งให้รัฐบาลไทยระบุ

ในหนังสือระบุสภาพความเสียหายประกอบด้วย ชาวกัมพูชาจำนวน 319 ครอบครัว ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เนื่องจากแผงค้าในตลาดจำนวน 264 คูหา ถูกเพลิงไหม้จนได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าเสียหาย 2,150,500 เหรียญสหรัฐ หรือราว 74 ล้านบาท

รัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้แสดงความรับผิดชอบสูงสุดต่อความเสียหายเหล่านี้ ซึ่งเกิดจากทหารไทย และชดเชยต่อความเสียหายเหล่านี้อย่างเหมาะสม หนังสือการทูตระบุ

ทั้งนี้ ทหารของทั้งไทยและกัมพูชาได้ปิดจุดผ่านแดนบริเวณดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีก่อน หลังจากที่องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติขึ้น ทะเบียนเป็นมรดกโลก และมีทหาร 4 นายเสียชีวิตจากการปะทะกันเมื่อเดือนตุลาคม ปีก่อน

ก่อนหน้านี้เมื่อ พ.ศ.2505 ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา หลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบันมีการปะทะกันระหว่างทหารทั้งสองประเทศบริเวณดังกล่าวบ่อยครั้ง และทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิเหนือพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารราว 5 ตารางกิโลเมตร โดยขณะนี้ยังไม่มีการปักปันเขตแดนอย่างเป็นทางการ

อธิบดีกรมสารนิเทศยันเป็นเขตไทย ชาวกัมพูชาอยู่โดยผิดกฎหมาย

ต่อเรื่องนี้ นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเมื่อวานนี้ (12 พ.ค.) ว่า จุดที่เกิดเหตุเป็นดินแดนไทย แต่มีชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่ในพื้นที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไทยยอมผ่อนปรน เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ อันดีและมนุษยธรรม

ทั้งนี้พื้นที่ที่มีการปะทะเป็นดินแดนไทย ซึ่งฝ่ายไทยจะดำเนินการตามกฎหมายรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณดังกล่าว ไปตามปกติ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะมีหนังสือแจ้งกับกัมพูชาถึงท่าทีของไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยืนยันมาแล้วหลายครั้งว่าดินแดนดังกล่าว เป็นดินแดนของไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าตกลงไทยจะจ่ายค่าเสียหายตามที่กัมพูชาเรียกร้องหรือไม่ นายธฤตส่ายหน้าเชิงปฏิเสธ ตอบว่าไทยกำลังประเมินถึงความเสียหายจากเหตุปะทะ ซึ่งต้องหยิบยกเรื่องนี้หารือกันต่อไป ส่วนจะแจ้งความเสียหายของไทยต่อกัมพูชาหรือไม่นั้นกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศกำลังดูวิธีการดำเนินการอยู่

อภิสิทธิ์ขอตรวจสอบก่อน ถ้าเกิดฝั่งไทยต้องใช้กระบวนการยุติธรรมไทย

ขณะที่วันนี้ (13 พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าภายหลังกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาทำหนังสือเรียกร้องให้ทางการไทยจ่ายค่าชดเชย จำนวน 74 ล้านบาท โดยอ้างทหารไทยโจมตีพื้นที่ใกล้เขาพระวิหารจนทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาว่า ทางฝ่ายความมั่นคงต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจะมาพิจารณาว่าสิทธิเป็นอย่างไร ซึ่งหมายความว่าถ้าเหตุเกิดในดินแดนไทยแล้วมีใครเสียหายก็ต้องมาว่ากันตามกระบวนการยุติธรรมของไทย จึงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน โดยฝ่ายความมั่นคงจะสรุปเรื่องมาให้กระทรวงการต่างประเทศ

ต่อข้อถามว่า นายกรัฐมนตรีมองว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรหรือไม่ที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องค่าเสียหายในขณะนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนทีได้รับผลกระทบอาจจะเรียกร้อง ซึ่งเราต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร และแก้ไขไป

ต่อข้อถามว่า ไทยเราจะเรียกร้องค่าเสียหายบ้างหรือไม่ เพราะในช่วงเกิดเหตุทหารไทยก็เสียชีวิตเช่นกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องดูว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากใคร อย่างไร ซึ่งต้องว่าไปตามกระบวนการ แต่ละคนก็มีสิทธิ์

ต่อข้อถามว่า จำเป็นต้องถึงขั้นมีการเจรจาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเบื้องต้นทางกระทรวงการต่างประเทศคงต้องให้คำตอบไป

ที่มาของข่าว: แปลและเรียบเรียงจาก

Cambodia tells Thailand to pay border damages, AFP, May 11, 2009.

Note to the Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand, Ministry of Foreign Affairs and International Cooperation, Kingdom of Cambodia, May 11, 2009.

ที่มาของข่าวเพิ่มเติม: สำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี

ข่าวก่อนหน้านี้

ประมวลภาพตลาดชายแดนกัมพูชาพังยับหลังทหารไทยถล่ม, ประชาไท, 5 เม.ย. 52

แฉยุบพรรค “มีใบสั่ง”

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 13 พ.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมอนุคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทย ซึ่งอยู่ในคณะกรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว. นนทบุรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้ใช้เวลา 5 นาที เลือกนายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา เป็นประธาน นายภาวิช ทองโรจน์ นายกสภาเภสัชกรรม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธาน นางผุสดี ตามไท ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเลขานุการ จากนั้นที่ประชุมได้มีมติร่วมกันว่าจะใช้เวลาในการวางกรอบการทำงาน 2 สัปดาห์

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า การอภิปรายมีความตึงเครียดช่วงหนึ่งเมื่อนายศักดิ์ เตชาชาญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรมนูญ หนึ่งในเสียงข้างมากที่ตัดสินคดีซุกหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิของพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ประเด็นที่ยังไม่ได้พูดกันคือใบสั่ง ตนเคยเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ตอนมีคำสั่งยุบพรรค ขอกราบเรียนเบื้องหลัง ได้ถามเพื่อนฝูงทุกคนแล้วเห็นว่าไม่ควรยุบพรรค ควรแก้ลงโทษหัวหน้าพรรค เลขาธิการและผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่พอจะเขียนคำวินิจฉัย ปรากฏว่ามีใบสั่ง ซึ่งไม่ทราบว่าจริงหรือไม่จริง แต่ว่ามีใบสั่งมา มันสร้างความสับสนให้ผู้พิพากษาทั้งหมดที่เคยเห็นด้วยกับตน คำวินิจฉัยจึงออกมาน่าเกลียดมาก ร่วมทั้งเรื่องโมฆะการเลือกตั้ง และองค์กรอิสระต่างก็เป็นใบสั่งและผลก็ออกมาอย่างที่เขาคาดการณ์ทุกเรื่อง100%

ซึ่งผมไม่ยอมทำตามใบสั่งจึงไม่เจริญถึงทุกวันนี้ หลายคนที่ทำตามใบสั่งก็เจริญรุ่งเรืองเป็นใหญ่เป็นโตในขณะนี้ ดังนั้นเราต้องหาวิธีพิสูจน์ว่าใบสั่งมีจริงหรือไม่ ถ้ามีต่อไปนี้ต้องเลิกเด็ดขาดนายศักดิ์ กล่าว

ทำให้นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช อดีตผู้ว่าฯ ผู้ทรงคุณวุฒิจากส.ว. โต้ขึ้นว่า อยากถามว่ามีหลักฐานหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ พิจารณาจากคำพิพากษาที่มีความละเอียดมาก แต่ละคนที่นั่งตรงนั้นเป็นผู้มีเกียรติ มีความรู้ มีฐานะทางสังคม ใครจะออกใบสั่งได้ อย่างเก่งออกได้ 1-2 คน แต่ส่วนใหญ่ออกพร้อมกันทั้งคณะเป็นเรื่องยาก ทั้งนี้ นายศักดิ์ไม่ได้ตอบโต้หรือลุกขี้นชี้แจงอะไร รวมถึงอนุกรรมการในห้องประชุมก็ไม่มีใครติดใจซักถามใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนเนื้อหาในการอภิปรายส่วนใหญ่ยังเป็นการโจมตีกันไปมาอย่างดุเดือด ระหว่างส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัญหาเกิดจากการบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาทิ การแทรกแซงองค์กรอิสระ ส.ว. ร่วมทั้งการใช้อำนาจเพื่อองค์กรของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นการประกาศว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกพรรคไทยรักไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเหตุผลมาสู่ความขัดแย้งสู่ปัจจุบัน ขณะที่นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย โต้ว่า ปัญหาคือการรัฐประหารปี2549 ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 50 ที่ทำให้เกิดตุลาการภิวัฒน์ และตามมาด้วย เรื่อง 2 มาตรฐาน โดยมีการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ที่นำมาซึ่งการยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทำให้มวลชนที่สนันสนุนคนกลุ่มนี้เกิดความไม่พอใจ ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญหากแก้เรื่องพวกนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้

การผ่อนคลายความขัดแย้งระยะสั้นเร่งด่วน คือ การแก้ไขให้ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 220 คน ที่ไม่ได้รับจากรัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งจะต้องออกกฎหมายช่วยเหลือ และไม่สามารถทำประชามติตัดสิน เพราะกรรมการบริหาร220 ถูกพิพากษาให้มีความผิด จึงต้องแก้ไขด้วยการออกกฎหมาย จึงอยากให้ที่ประชุมเห็นด้วยหรือไม่นายประเกียรติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการฯได้จัดวางแผนการทำงานไว้เป็น 3 แผนประกอบด้วย ระยะสั้น จะระดมข้อเสนอจากองค์กรภาคประชาสังคม อาทิ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เครือข่ายสานเสวนา ของสถาบันพระปกเกล้า สถาบันสันติวิธีศึกษา สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาคณาจารย์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. รวมทั้งได้เชิญแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มเสื้อแดง มาให้ข้อมูลถึงเป้าหมายความต้องการของคนทั้งสองกลุ่ม

ทั้งนี้ หากการดำเนินการเห็นผลใน 45 วันจะทำให้ผ่อนคลายและลดระดับความขัดแย้งนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สังคมไทยได้มองเห็นและตระหนัก ในชาติบ้านเมืองมากกว่าตนและพรรคพวกกลุ่ม ทำให้เกิดกระแสที่อยู่ในระดับเป็นเทรนด์ของสังคม เกิดกลไกการขับเคลื่อนและสนับสนุนการทำงานในข้อเสนอนี้ เช่นภาคีสื่อมวลชน สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา เครือข่ายประชาชนในขนบท หลังจากนั้นรัฐบาลอาจจะยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ได้

นายตวง กล่าวหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้อภิปรายกันได้สรุป 8 ข้อที่จะนำสังคมกลับคืนสู่ความสมานฉันท์ คือ 1.ทุกฝ่ายควรจะยอมรับก่อนว่ารัฐธรรมนูญทั้งปี 40 และปี 50 ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อน โดยปี 40 มีจุดแข็งที่ทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง แต่จุดอ่อนคือความเข้มแข็งทำให้กลไกตรวจสอบไม่ทำงาน ขณะที่ปี 50 มีจุดอ่อนทำให้รัฐบาลอ่อนแอ แต่จุดแข็งอยู่ที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น 2.จุดที่เป็นปัญหาสำคัญในการเมืองคือบุคคลทางการเมือง ดังนั้นข้อเสนอที่จะผ่อนคลายความขัดแย้งเบื้องต้นคือควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.237 ไม่ให้มีการยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 5 ปี เพราะจะไปกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนที่สนับสนุนพรรคต้องออกมาต่อสู้ โดยหากเกิดการทุจริตการเลือกตั้งให้ลงโทษเฉพาะผู้กระทำผิดหรือกรรมการ แต่ไม่ควรยุบพรรค

3.นักการเมืองควรจะลดความร้อนแรงในการวิวาทะทางการเมืองเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งในสังคม 4.สื่อมวลชนทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องตระหนักถึงบทบาทที่จะมีส่วนช่วยในการลดบรรยากาศความขัดแย้ง 5.รัฐบาลต้องลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ไม่ควรจะให้องค์กรที่ใช้กำลังอย่างกองทัพไปชี้แจงงานของรัฐบาลหรือแจกซีดีการสลายการชุมนุมเพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความหวาดระแวงลุกขึ้นมาตอบโต้ แต่ควรจะใช้ข้าราชการฝ่ายปกครองอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่แทน

6.ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยในระยะยาว 7.ทำให้ระบบนิติรัฐเข้มแข็ง เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการยุติธรรมแบบ 2 มาตรฐาน และ 8.สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบหรือการแสดงสปิริตทางการเมืองในหมู่นักการเมืองในกรณีที่ถูกจับได้ว่ากระทำความผิด ไม่ใช่ดันทุรังอยู่ในตำแหน่งจนการต่อต้านลุกลามบานปลาย

ที่มา: เว็บไซต์คมชัดลึก

อุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ตามนัย ‘ประกาศคณะราษฎร’

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

ในสถานการณ์แห่งการเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นและกว้างขวางเป็นพิเศษนี้ สังคมไทยควรนำ ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 (ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2475) มาศึกษากันอย่างครบถ้วนกระบวนความ และอย่างเปิดเผยกว้างขวางเป็นสาธารณะ เพื่อทำความเข้าใจความหมายของ ประชาธิปไตย และ ความเป็นธรรม ที่กำลังเรียกร้องกันอยู่ให้ชัดเจน เพื่อสร้าง อุดมการณ์ร่วมกัน ในการเดินหน้าต่อไป

ทำไมจึงจำเป็นต้องศึกษา ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ?

คำตอบตรงไปตรงมา เพราะประกาศฉบับดังกล่าวคือ สัญญาประชาคม (social contract) แห่งการเริ่มต้นสังคมประชาธิปไตยไทย เมื่อแรกเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475

สัญญาประชาคมดังกล่าวจึงเป็นเสมือน รากฐาน ของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย หากประชาธิปไตยที่เราเรียกร้องไม่ได้ยึดโยงอยู่กับรากฐานดังกล่าว มันก็จะกลายเป็นประชาธิปไตยไร้ราก ที่เป็นเพียงของเล่นซึ่งนำมากล่าวอ้างกันเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองเท่านั้นเอง

สาระสำคัญของประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 อาจสรุปได้ดังนี้ [1]

1. เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

(1) ...กษัตริย์...ทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม…”

(2) ...รัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน...ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร...

(3) “…รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ (ขีดเส้นใต้เน้นโดยผู้เขียน) คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป...

(4) ...ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง...

(5) ...บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย ... ควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย…”

(6) ...คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น ...จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร(ขีดเส้นใต้เน้นโดยผู้เขียน) และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย...

เหตุผล (ที่ผู้เขียนสรุปเป็นข้อๆ) 6 ข้อ ดังกล่าว คือ ความไม่เป็นธรรม (ในสายตาของคณะราษฎร และประชาชนที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ที่มีรากฐานมาจากโครงสร้างอำนาจตัดสินใจของคนเพียงคนเดียวซึ่งมีสถานะของ กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย

2. สัญญาประชาคม 6 ประการ : พันธสัญญาเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

(1) จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

(2) จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

(3) ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

(4) จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

(5) จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

(6) จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

3. บทสรุปของประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1

...ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า ศรีอาริยะนั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

อุดมการณ์ร่วมกันและก้าวต่อไป

อุดมการณ์ร่วมกัน ของสังคมไทยในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะต้องมี ราก มาจากเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ ประชาธิปไตยที่ประมุขของประเทศอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร

การปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จะต้องชัดเจนว่า ชาติคือประชาชน ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ศาสน์ และ กษัตริย์ ดำรงอยู่ได้ด้วยศรัทธาและฉันทามติของประชาชนบนหลักการที่ว่า สถาบันใดๆก็ตามจะอยู่ควบคู่ไปกับสังคมอย่างเหมาะสมกับสมัย ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ (ส.ศิวรักษ์,ฟ้าเดียวกัน,ตุลาคม-ธันวาคม 2551,หน้า 22)

ก้าวต่อไปของสังคมไทยที่มี อุดมการณ์ร่วมกัน ดังกล่าว ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อล้ม อำมาตยาธิปไตย ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อล้ม ทุนนิยมสามานย์ เพราะนั่นเป็นเพียง ปีศาจ ที่มีอิทธิฤทธิ์หลอกหลอนเราอยู่ได้โดยอาศัยการดูด พลังหลับใหล ไปจากเรา เพราะเราต่างสยบยอมต่ออำนาจของมันด้วยมัวแต่หลับใหลไม่นำพา สัญญาประชาคม 6 ประการ อันเป็นพันธสัญญาแรกเริ่มก่อร่างสร้าง สังคมประชาธิปไตย ที่ประชาชาติเจ้าของอำนาจที่แท้จริงจะต้องร่วมกันทำพันธสัญญานั้นให้เป็นจริงด้วยสมองและสองมือ

ไม่ใช่มัวรอการหยิบยื่นจาก ฟากฟ้าสุราลัย หรือจากชนชั้นนำอื่นๆที่ไม่รู้ค่าความหมายของ สิทธิเสมอภาคกัน ไม่เคยตระอย่างจริงใจในหน้าที่ที่ จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ..” และ จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

แต่ก้าวต่อไปคือการ ก้าวกลับเพื่อเดินทางต่อ ก้าวกลับไปสู่จุดเริ่มต้น อุดมการณ์ประชาธิปไตย และ สัญญาประชาคม แล้วเดินทางต่อด้วยการร่วมกันสร้างพลังทางสังคมขับเคลื่อนการออกแบบโครงสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสมอภาคอย่างแท้จริง มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสวัสดิการ มีเสรีภาพ มีศักดิ์ศรี และอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม

.........................

[1] อ่านฉบับเต็มที่เว็บบอร์ดมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน http://www.midnightuniv.org/forum/index.php?PSPSESSID=d597def7ab4006...

Wednesday, May 13, 2009

ข้างวัดไผ่เขียว กลางทะเลโคลน : สีแดงกลับมาแล้วอย่างยิ่งใหญ่

ที่มา konthaiuk.com

โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท




"สงครามชนะกันที่ใจ หากชนะใจไม่ได้ อย่าหวังว่าจะชนะสงคราม"

วันนี้ ผมได้มีโอกาสไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง ที่นำโดย "รายการความจริงวันนี้" ของสามเกลอเจ้าเก่า ที่ข้างวัดไผ่เขียว (สถานที่ชุมนุมไม่ใช่ของวัด แต่เป็นที่ของเอกชน ประมาณ 30 ไร่)

ก็ไปตั้งแต่ประมาณบ่ายสองโมงครับ ไปถึง บรรยากาศเหมือนการจัดงานเสื้อแดงของความจริงวันนี้ ไม่มีผิด มีการตั้งเต้นท์ และขายเสื้อสีแดงกันอยู่เต็มไปหมด บรรยากาศเหมือนก่อนสงกรานต์ไม่มีผิด

ขณะที่ผมไปถึง ก็มีพี่น้องเสื้อแดงอยู่หนาตา ผมว่าเกินหมื่นคนแล้ว ประมาณ 3 โมงเกือบสี่โมงเย็น ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก มีลมกันโชกแรงมาก จนเต้นท์ต่างๆ แทบพัง

คนเสื้อแดงทั้งหลายก็เข้าไปหลบในเต้นท์ส่วนหนึ่ง ลมมาแรง ก็ช่วยกันโหนโครงเหล็กกันเอาไว้ไม่ให้เต้นท์ปลิว ที่อยู่หน้าเวที ซึ่งยังไม่มีรายการอะไร เพราะยังไม่ถึงเวลา ก็กางร่ม ยอมอยู่ท่ามกลางพายุฝนที่ตกแรงมากวันนี้

หลังจากฝนตกพื้นที่ตรงนั้น ก็กลายเป็นทะเลโคลน และน้ำท่วมไปโดยปริยาย

แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ ผู้คนจำนวนมาก ถอดรองเท้าเดินลุยโคลนกัน ไปยืนฟังการปราศรัยอยู่หน้าเวที พอฝนจางแล้ว คนก็เริ่มออกมาจากที่หลบฝน ไม่มีใครยอมกลับ



ผมประมาณได้ว่า หลังประมาณ 5 โมงเย็น คนก็เกินสองหมื่นคนแล้ว ผมเดินลุยโคลนเข้าไปดู เจอภาพที่ประทับใจมาก คือ พี่น้องเสื้อแดงผู้หญิง ทั้งสาวมาก สาวน้อย เอาผ้าพลาสติก ปูลงตรงโคลนที่ท่วมหลังเท้า นั่งมันตรงนั้นเอง จนแน่นไปหมด เปื้อนก็ไม่มีใครกลัว



สักทุ่มหนึ่ง ผมก็เดินออกมาดูถนนตรงทางเข้า ผมเห็นผู้คนยังหลั่งไหลกันเข้ามาจำนวนมาก ผมประเมินได้ว่า วันนี้ต้องมีคนมามากกว่า 30,000-40,000 คน ผมประเมินข้างต่ำเอาไว้ จะไม่ได้โอเวอร์ จนเกินไป

สีแดงได้กลับมาแล้ว เหมือนเดิม ไม่ได้เสียกำลังใจแต่อย่างใด

การถูกทหารไล่ยิงวันสงกรานต์ แทนที่จะเป็นปัจจัยทำให้คนเสื้อแดงท้อถอย กลับกลายเป็น "การราดน้ำมันเข้าไปในกองเพลิง" สร้างเงื่อนไขสงครามมากขึ้นกว่าเดิม

ในสงครามกลางเมืองนั้น หากเอาชนะใจไม่ได้ ทำลายเงื่อนไขการต่อต้านของประชาชนไม่ได้ อย่าหวังเลยว่าจะชนะสงครามได้

"ยิ่งใช้อำนาจเผด็จการ" ยิ่งกลายเป็นเชื่อเพลิงอย่างดีสำหรับการต่อสู้กับเผด็จการ

คนที่ต่อสู้กับเผด็จการ "สังหารประชนกลางศตวรรษที่ 21" นั้น เขาไมได้กลัวอำนาจหรอกครับ หากกลัวอำนาจ เขาก็คงไม่ลุกขึ้นสู้

ยิ่งใช้อำนาจบาตรใหญ่ "เป็นแสนคนก็จะฆ่า" คนยิ่งต่อต้าน

มันเหมือน การ "แตกหักไม่เผาผี สิ้นศรัทธากันไปแล้ว"

ตอนนี้ พลังคนเสื้อแดงยิ่งขยายตัวครับ สื่อที่ไม่เป็นกลาง ทำให้คนสิ้นความเชื่อถือ เขาก็พัฒนาระบบการรับรู้โดยไม่ผ่านสื่อกันเอง

ผมคิดว่า ยุทธศาสตร์ต่อไปของคนเสื้อแดง หากไม่ต้องการเสียพลัง และต่อยให้ตรงเป้า คือ "การ Boycott" ปิดบัญชี แบงค์บัวหลวง ที่เป็นสัญลักษณ์ของทุนเก่าที่สนับสนุนอำมาตย์ และ พล.อ.เปรม

แม้ว่าวันนี้ คนเสื้อแดงทั้งหมด ยังไม่ตระหนักถึงยุทธวิธีนี้ แต่เชื่อเถอะว่า สุดท้ายเข้าก็ต้องใช้วิธีนี้ เพราะมันสงบ สันติ แต่ "ทรงพลังยิ่งกว่าการชุมนุม" มากมายนัก

ประเภท "หมัดเดียวจอด และส่งผลกระทบรุนแรงแน่นอน"

วันนี้ผมแน่ใจว่า คนเสื้อแดงกลับมาแล้ว ขวัญและกำลังใจ เกินร้อยเหมือนเดิม

"เมื่อต่อสู้กับผู้กดขี่ ปวงประชาไม่เคยย่อท้อ"

ฆ่าม้ากลางลำธาร

ที่มา เดลินิวส์

อีกไม่กี่วัน ก็จะรู้มติ 2 ทางเลือก ให้ออก หรือ ไล่ออก หากออกมา ให้ออก ก็มีบำเหน็จ บำนาญ ถ้า ไล่ออก ก็ไม่มีบำเหน็จ บำนาญ แต่ไม่ว่าจะออกหัว ออกก้อย ชีวิตหนึ่งที่รับราชการมาค่อนคน ไม่มีอะไรดีกว่ากันเลย

มันคือคำสั่งประหารชีวิตดี ๆ นั่นเอง

เป็นอีกครั้งที่ต้องเขียนถึง ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดคลังตงฉิน ที่พูดน้อยมาก พูดทีไร มีแต่เรื่องการคลังงาน งาน และงาน จะว่าน่าเบื่อก็ยังได้ แต่มันก็สะท้อนบุคลิกของคนทำงานคนหนึ่งที่ควรได้รับรางวัลตอบแทน

ไม่ใช่ ให้ออก หรือ ปลดออก เยี่ยงนี้

เมื่อมติ ป.ป.ช.ออกมาอย่างนั้น รัฐมนตรี คลัง กรณ์ จาติกวณิช ก็คงไม่มีทางเลือก รู้มาว่า เจ้าตัวเองไม่อยากทำตามเลย อยากเอาปลัดคลังไว้ใช้งานมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน มีวิกฤติการคลังเกิดขึ้น รัฐบาลถังแตก เก็บภาษีไม่เข้าเป้า ต้องตัดงบประมาณรายจ่ายปี 2553 จาก 1.9 ล้านล้าน เหลือ 1.7 ล้านล้าน

ล่าสุด ต้องออก พ.ร.บ.และ พ.ร.ก.กู้เงิน 1.56 ล้านล้านมากระตุ้นเศรษฐกิจ พ.ร.ก. และทำสารพัดเมกะโปรเจคท์ โดยจะกู้ลอตแรก 8 แสนล้านอย่างที่เป็นข่าวนั่นล่ะ ขณะที่วิกฤติการเมืองก็ยังไม่รู้จะลงเอยยังไง ทั้งหมดจำต้องมีผู้เชี่ยวชาญ มีกึ๋น มีประสบการณ์ยาวนาน คอยช่วยงานขุนคลัง ทะลุทะลวงปัญหาเศรษฐกิจของชาติอีกแรง

แต่กลับถูกบังคับให้ฆ่าม้ากลางลำธาร.....!!!

เรื่องที่เล่นงานปลัดคลังถึงตายเที่ยวนี้ จะว่าไป หากไม่ใช่เพราะปลัดคลังถูกข้อหาฮิตยุคทำลายล้าง เป็นคนระบอบทักษิณ ซึ่งข้าราชการที่บังเอิญเติบโตในยุคนั้น ก็ถูกตามเช็ดกัน ถ้วนหน้า จะโดนขนาดนี้หรือไม่ ยังสงสัย เพราะเรื่องที่โดนเล่นงาน คือข้อหาทำผิด จากกรณีแต่งตั้ง 4 รองอธิบดีกรมสรรพากรตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้ว

เป็นช่วงรอยต่อ ที่ กพ.มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใหม่ ซึ่งที่สุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำวินิจฉัยว่า กฎ กพ.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งแต่งตั้ง 4 รองอธิบดีเลยโมฆะ ปลัดศุภรัตน์ถูกป.ป.ช.ชี้มูลว่า ทุจริตต่อหน้าที่ ผิดวินัยร้ายแรง

ไม่ว่าจะส่งหลักฐานหนาแน่นแค่ไหนไปแก้ต่าง ก็ไม่พ้นบ่วงกรรม นี่ยังไม่นับคดีหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว ที่โดนก่อนหน้านี้ ทั้งที่ปฏิบัติตามมติ ครม.แท้ ๆ แต่ยังไม่วายถูกเชือดอีก ???

ขณะที่หนทางจะรอดจากชะตากรรมโฉดเที่ยวนี้ แม้ยังพอมีอยู่บ้าง คืออุทธรณ์ไปที่ ศาลปกครอง แต่สำหรับข้าราชการที่ซื่อสัตย์ ทำงานเต็มตามความรู้ ความสามารถ มาค่อนชีวิตอย่างที่บอก แค่นี้ คือจุดจบแล้ว

เป็นใครก็อดท้อแท้ หดหู่ ไม่ได้หรอก !?!

เหนืออื่นใด กรณีนี้ทำให้ข้าราชการ จะ เกียร์ว่างมากขึ้น เมื่อทำดีแค่เสมอตัว แต่พลาดเมื่อไหร่ ยิ่งกรณีนี้ ยิ่งกว่าพลาดโดยสุจริตเสียอีก ยังโดนประหารชีวิตลูกเดียว ไม่ผิดกับเหตุการณ์ตำรวจสลายม็อบหน้ารัฐสภาเมื่อ 7 ตุลาคม 51 เลย กลายเป็นฆาตกร ยังถูกดำเนินคดี ทั้งอาญา วินัย และ แพ่ง ตามมา

ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ วิกฤติหมาป่ากับลูกแกะจะหมดไป คนดี ๆ จะได้ไม่ต้องสังเวยการทำลายล้างที่ไม่รู้จักจบจักสิ้นกันเสียที หากเป็นอย่างนี้ ก็อย่ามาเรียกร้องความสมานฉันท์ของคนในชาติเลย เกิดไม่ได้หรอก

หากไม่ล้างใจ คิดกันใหม่ หันกลับมายึด นิติธรรม นิติรัฐ เป็นแนวทางในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง ประเทศชาติก็จะตกอยู่ในเมฆหมอกดำมืดตลอดไปนั่นล่ะ

อยากมีส่วนช่วยท่านปลัดคลังให้พ้นบ่วงกรรมจริง ๆ แต่ช่วยได้แค่เขียนถึงนี่แหละ ทุกวันนี้ เป็นสื่อ ยังแทบเอาตัวเองไม่รอดเลย มันน่าเศร้าใจที่สุด นี่มันยุคมืดหรือยุคอะไรกันเนี่ย ???.

ดาวประกายพรึก

ณ วันนี้อยู่ที่ 'จาตุรนต์'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_5557

จาตุรนต์ ฉายแสง

ไหนๆก็โดนตราหน้าว่า ไม่มีแผ่นดินอยู่ สู้ซื้อแผ่นดินเป็นของตัวเองมันซะเลย

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ "เดลี่ เอ็กซ์เพรส" ของสาธารณรัฐมอนเตเนโกร รายงานว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีชื่อเข้าร่วมประมูลซื้อเกาะสเวตติ นิโคลา (Sveti NiKola) นอกชายฝั่งเมืองบุดวา เมืองท่องเที่ยวหลักของมอนเตเนโกร ริมทะเลเอเดรียติก ที่มีฉายาเกาะ "ฮาวาย" ของมอนเตเนโกร ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรปตะวันออก

ราคาเริ่มต้นแค่ 21 ล้านยูโร หรือราว 966 ล้านบาท


พร้อมกับมีรายงานข่าวว่า รัฐบาลสาธารณรัฐมอนเตเนโกร ยังได้ออกหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต หมายเลข I38kd3695 ให้แก่อดีตนายกฯของไทยด้วย

"ทักษิณ" แพลมของเล่นใหม่ เปิดมาให้ฮือฮา

ในขณะที่ไฮไลต์ที่เมืองไทย กอล์ฟรายการ "111 + 37 = เพื่อไทย สังสรรค์กอล์ฟปาร์ตี้" ชิงถ้วยอดีตนายกฯทักษิณ พร้อมกับเช็กขุมกำลัง "นายใหญ่" ก็เป็นไปด้วยความอึกทึกคึกคัก

อดีตศิษย์เก่าพรรคไทยรักไทยร่วมดวลวงสวิงกันพร้อมหน้าพร้อมตา


พรึบไปด้วยคนระดับแกนๆ ทั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายประจวบ ไชยสาส์น นายสุขวิช รังสิตพล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายวราเทพ รัตนากร นายโอฬาร ไชยประวัติ ฯลฯ

แถมด้วยแขกต่างพรรค พวกเดียวกันเองอย่าง "ป๋าเหนาะ" นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช


ปลุกอารมณ์คึก กระตุ้นต่อมมั่นใจให้ลูกข่ายพรรคเพื่อไทย ผู้ใหญ่ยังรวมตัวกันติด

ยื้อไม่ให้ ส.ส.แตกค่าย หนีตายไปอยู่พรรคอื่น


และดูจะเป็นเรื่องบังเอิญจนแปลกใจ ที่อยู่ๆคนบ้านเลขที่ 111 + 37 เครือข่ายอดีตพรรคไทยรักไทย ก็ออกมาเคลื่อนไหวเป็นไฮไลต์การเมืองในห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน

อีกด้านหนึ่งก็เป็นคิวของ "เดอะอ๋อย" นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เปิดตัวหนังสือ "ความจริงวิกฤติประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ"

ส่งสัญญาณเร้าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่ยังทรงพลัง

ชูธงใหม่ อดีตนายกฯทักษิณต้องมีบทบาทน้อยลง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องแยกออกจาก "ทักษิณ" แม้จะเป็นนายกฯที่ถูกยึดอำนาจ ได้รับความเสียหาย ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ถูกดำเนินคดี

แต่ต้องไม่ทำคนส่วนใหญ่รู้สึกว่า สู้เพื่อคนคนเดียว

"จาตุรนต์" เล่นบท "กูรู" ผู้เชี่ยวชาญงานมวลชน

ฉีกตัวเองออกมาจากเงาของ "นายใหญ่" เด่นอยู่ในจุดของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของอำมาตย์ ไม่ยอมก้มหัวให้ทหาร

ถือหลักการ แผ้วถางทางสู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี


เอาเป็นว่า ถ้าปลดล็อกโทษดองเค็มเมื่อไหร่ ในปีกของลูกข่ายอดีตพรรคไทยรักไทย แนวร่วมคนเสื้อแดง ณ นาทีนี้ยังไม่เห็นมีใครที่ส่อแววส่งขึ้นท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแล้ว

มีโอกาสลุ้นเท่ากับ "จาตุรนต์"

ในอารมณ์ตรงกันข้ามกับฝ่ายประชาธิปัตย์ ที่ยังพะอืด พะอมกับเกมยื้อแก้รัฐธรรมนูญ เปิดทางนิรโทษกรรมนักเลือกตั้งอาชีพให้ออกมาเป็นคู่แข่ง

เสี่ยงกับสถานะฝ่ายค้านดักดาน

แต่ก่อนอื่นเลย ต้องเจอกับการแตกตัวไปของแนวร่วมสำคัญ

ล่าสุด นายประพันธ์ คูณมี แกนนำม็อบพันธมิตรฯ รุ่น 2 ออกมาแบไต๋ โมเดลการทำพรรคพันธมิตรฯในเบื้องต้น ลอกพิมพ์เขียวพรรคพลังธรรมของ "มหาจำลอง" พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เน้นคุณธรรมและความสุจริต เลียนแบบลิขสิทธิ์ของพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดระบบภายในพรรคเปิดให้สมาชิกแสดงความเห็นได้

ที่แน่ๆ จะใช้พรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว มาเปลี่ยนชื่อใหม่ เชื่อว่าจะสามารถตั้งพรรคได้ เรียบร้อยก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เร่งแจ้งเกิดกันแต่หัววัน

เผื่อสถานการณ์พลิกผัน เดี๋ยวจะตั้งหลักไม่ทัน.


"ทีมข่าวการเมือง" รายงาน