WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 16, 2009

การเมืองที่พระสงฆ์ยุ่งได้

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

1. การเมืองที่พระสงฆ์ยุ่งได้

คำถามหนึ่งที่สังคมไทยถามกันบ่อยคือ พระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้หรือไม่?

ดูเหมือนท่านพุทธทาสภิกขุจะตอบคำถามนี้ชัดเจนว่า พระสงฆ์และชาวพุทธทั่วไปควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ต้องเป็นการเมืองในความหมายที่ว่า เป็นการจัดการทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติเนื่องจากมนุษย์ทุกคนต่างรู้สึกเดือดร้อนในความไม่ปรกติ (หรือการขาดสันติภาพ-ผู้เขียน) ใฝ่หาความเป็นปรกติแห่งชีวิต (ตามความคิดเห็นหรือหลักการของตน) มนุษย์ทุกคน รวมทั้งพุทธบริษัท ทั้งพระเณร ชาววัด ชาวบ้าน จึงล้วนเป็น นักการเมืองโดยความรู้สึก <1> ท่านพุทธทาสเห็นว่าการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในความหมายดังกล่าวเป็น การปฏิบัติธรรม ในความหมายของ การปฏิบัติหน้าที่ เพื่อช่วยกันจัดกันทำให้สังคมสงบสุข

การยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในความหมายดังกล่าว เป็นการดำเนินตามหลักธรรมของพุทธศาสนาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสันติสุขในจิตใจของปัจเจกบุคคลและสังคมมนุษย์ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงทำเป็นตัวอย่าง เช่น เสด็จไปห้ามพระญาติไม่ให้ทำสงครามกันในกรณีเกิดการแย่งน้ำกันทำเกษตรกรรมจากแม่น้ำที่กั้นเป็นเขตแดนระหว่างพระญาติฝ่ายพระบิดาแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ กับพระญาติฝ่ายพระมารดาแห่งกรุงเทวทหะ โดยทรงชี้ให้ทุกฝ่ายเห็นว่า ชีวิตของทั้งสองฝ่ายมีค่ากว่าน้ำในแม่น้ำที่กำลังทำสงครามแย่งกัน <2> เสด็จไปห้ามทัพในระหว่างที่พระเจ้าวิฑูฑภะกำลังเดินทัพไปโจมตีพวกศากยวงศ์ซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดาของพระเจ้าวิฑูฑภะเอง ทรงให้แง่คิดว่า ร่มเงาของญาติเย็นสบายกว่าร่มเงาใดๆ <3> เป็นต้น

การยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในความหมายดังกล่าวยังอาจยุ่งได้ในมิติอื่นๆ เช่น โดยการเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐและการสอนคุณธรรมต่างๆของผู้ปกครองและสมาชิกแห่งรัฐ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงเสนอคำอธิบายมูลเหตุของการก่อกำเนิดรัฐไว้ในอัคคัญญสูตร<4> ทรงสอนคุณธรรมของผู้ปกครองที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร ทรงวางหลักการตัดสินใจทางการเมืองของผู้ปกครองและสมาชิกแห่งรัฐคือ หลัก อัตตาธิปไตย ยึดความเห็นของตัวบุคคลเป็นใหญ่ โลกาธิปไตย ยึดเสียงส่วนมากเป็นใหญ่ และ ธรรมาธิปไตย ยึดความถูกต้อง (เช่น หลักการ ระบบ โครงสร้าง กติกา กฎเกณฑ์ ที่ชอบธรรม) เป็นใหญ่ โดยถือว่าธรรมาธิปไตยเป็นหลักการตัดสินใจที่ดีที่สุด เป็นต้น

ดังนั้น การเมืองที่พระสงฆ์ยุ่งได้ ก็คือการเมืองในความหมายของ การจัดการทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยการแสดงบทบาทเรียกร้องสันติวิธี เช่น ให้ สติ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้ง (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเมือง) บานปลายไปสู่ความรุนแรง และหรือให้แนวทางในการสร้างการเมืองที่พึงประสงค์ เช่น ให้ ปัญญา ในเรื่องรัฐในอุดมคติ อุดมการณ์ทางการเมือง คุณธรรมทางการเมือง หลักการตัดสินใจทางการเมือง ดังที่พระพุทธเจ้าทรงทำเป็นแบบอย่าง หรือดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้ทำโดยการเสนอ ทฤษฎีธรรมิกสังคมนิยม เป็นต้น

2. การเมืองที่พระสงฆ์ยุ่งไม่ได้ (แต่รัฐและสังคมไทยกำหนดให้พระสงฆ์ต้องยุ่ง)

เรื่องที่ว่าพระสงฆ์ควรหรือไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแบบไหน อย่างไร นิธิ เอียวศรีวงศ์ ตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้

ข้อห้ามมิให้ภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมืองปรากฏมาตั้งแต่ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ...สมัยนั้นไม่มีคำว่า การเมือง ในภาษาไทยเขาใช้คำว่า การแผ่นดินแผ่นทราย ฟังดูเป็นเรื่องของอำนาจการปกครองซึ่งประกอบด้วยการเก็บส่วยและการรบราฆ่าฟัน (กันเองหรือกับข้าศึกศัตรู) ภิกษุสามเณรจึงไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง ในทางตรงกันข้ามเมื่อพระภิกษุสนับสนุนอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน หรือสนับสนุนพระบรมราโชบายในเรื่องใดๆกลับไม่นับเป็น การแผ่นดินแผ่นทราย แต่เป็นหน้าที่ซึ่งพระภิกษุสามเณรควรทำอยู่แล้ว<5>

กลายเป็นว่า ถ้าพระสงฆ์แสดงบทบาทสนับสนุนนโยบายของรัฐ แม้ว่าบทบาทนั้นจะขัดหลักธรรมทางพุทธศาสนาก็เป็นสิ่งที่พระสงฆ์ควรกระทำ และถือว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ การเมือง ทั้งที่มันเป็น การเมือง ชัดๆ เช่น ในสมัย ร.6 การที่พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่บางรูปต้องยอมรับอาราธนาให้เทศน์ส่งเสริมการทำสงครามอย่างจำใจ หรือหนักเข้าก็ถึงขั้นเห็นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นรองนโยบายของรัฐ ดังที่พระภิกษุมีชื่อบางรูปเคยโฆษณาว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป เพื่อส่งเสริมการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ของรัฐบาล (และสหรัฐ) <6>

นอกจากนี้ยังมีการเมืองอีกแบบหนึ่งที่พระสงฆ์ไม่ควรยุ่ง แต่บรรดานักการเมืองและชาวบ้านต่างสนับสนุนให้พระสงฆ์ต้องยุ่งโดยพฤตินัย เช่น นักการเมืองมักใช้พระเป็น หัวคะแนน โดยสัญญาจะให้เงิน ทำบุญ ผ่านกฐิน ผ้าป่า หรือการกุศลอื่นๆซึ่งมีข้อผูกพันว่าพระสงฆ์ต้อง เทศน์ สนับสนุนนโยบายหรือโน้มน้าวให้ชาวบ้านลงคะแนนให้ตน เรื่องทำนองนี้มีมานานแล้วและยังคงมีอยู่ทั้งโดยโจ่งแจ้งบ้างไม่โจ่งแจ้งบ้าง

ดังนั้น การเมืองที่พระสงฆ์ไม่ควรยุ่งก็คือการเมืองที่ขัดกับนโยบายของรัฐบาล แม้ว่าการเข้าไปยุ่งนั้นจะเป็นการแสดงจุดยืนตามคำสอนของพุทธศาสนาก็ตาม ดังเช่นที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์เทศน์เมื่อ ร.6 ทรงประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะและเข้าสู่สงครามภาคพื้นยุโรปว่า ทหารเป็นอาชีพน่ารังเกียจที่สุด เพราะต้องทำปาณาติบาตโดยอาชีวะเลยทีเดียว ทำให้ ร.6 กริ้วมากและสั่งมิให้ท่านเจ้าคุณฯ ออกจากวัดบรมนิวาสอย่างเดียวกับที่ นางอองซาน ซูจี โดนคณะทหารพม่าสั่งในปัจจุบัน <7>

3. พระสงฆ์กับการเมืองที่ซับซ้อนในโลกปัจจุบัน

สังคมไทยควรเลิกโกหกตัวเองด้วยการชูคำประกาศที่ไร้ความหมาย (ในทางปฏิบัติ) ที่ว่า พระสงฆ์ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะในความเป็นจริงมีการเมืองที่พระสงฆ์ยุ่งได้และควรยุ่ง (ตามข้อ 1) และมีการเมืองที่พระสงฆ์ยุ่งไม่ได้หรือไม่ควรยุ่งแต่รัฐและสังคมไทยกำหนด ส่งเสริมหรือดึงพระสงฆ์ให้เข้ามายุ่งโดยพฤตินัย (ตามข้อ 2)

ในโลกปัจจุบันเราพูดถึงการเมืองในความหมายที่ซับซ้อนมากขึ้นว่า การเมืองคือเรื่องของอำนาจในการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากร แค่สัมพันธ์กับคนอื่นเพียงอย่างเดียวก็เกิดการเมืองขึ้นแล้ว <8> ถามว่า ในสถาบันสงฆ์เองมีเรื่องของอำนาจในการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรหรือไม่? ก็ย่อมจะมี ดังนั้น สถาบันสงฆ์ก็ต้องมีการเมืองในลักษณะนี้ เช่น พระวินัยที่กำหนดเงื่อนไขว่าอะไรคือ ของสงฆ์ หรือ ของส่วนรวม อะไรคือของส่วนตัวของพระภิกษุ การออกพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ เป็นต้น

การเมืองที่เป็นเรื่องของ อำนาจในการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากร จึงเป็นเรื่องที่ทั้งเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์โดยตรง และทั้งเป็นเรื่องที่พระสงฆ์ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องบนจุดยืนที่ว่า เป็นการจัดการทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งทำได้ทั้งโดยการเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติวิธีและการให้สติปัญญาแก่สังคมดังกล่าวแล้วในข้อ 1

ที่ควรต้องถามสังคมไทยดังๆก็คือ ทำไมนโยบายแห่งรัฐ (ในรูปกฎหมาย) จึงกำหนดให้พระภิกษุเป็น พลเมืองแห่งรัฐ ในกรณีที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร แต่มิได้เป็น พลเมืองของรัฐ ในกรณีที่ต้องมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผู้แทนปวงชน

ถ้าอ้างเหตุผลว่าพระสงฆ์อยู่ในโลกของ ผู้ไม่มีกิเลส จึงไม่ควรเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลก แล้วทำไมจึงให้พระสงฆ์เข้ารับการเกณฑ์ทหาร แต่เหตุผลเดียวกันนี้กลับไม่นำมาใช้กับการเลือกตั้ง ถ้าอ้างว่าพระสงฆ์ควรมีความเป็นกลางทางการเมือง คำถามคือ ความเป็นกลางทางการเมือง มีอยู่จริงไหม? พระสงฆ์ที่ (ถูกกำหนดให้) ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นได้ดำรงความเป็นกลางทางการเมือง (ในการเลือกตั้ง) จริงหรือไม่? และในทางการเมืองเราก็เรียกร้องให้เลือกนโยบายที่ดี คนดี ทำไมสังคมไทยไม่ควรไว้วางใจพระสงฆ์ว่า เป็นพลเมืองที่มีวิจารณญาณในการเลือกนโยบายที่ดีหรือคนดีได้เฉกเช่นคนทุกชนชั้นในสังคมไทย

หรือสังคมไทยชอบที่จะอยู่กับอะไรที่คลุมๆเครือๆ มากกว่าที่จะสร้างระบบที่ชัดเจน เปิดเผยตรงไปตรงมาตามหลักการของพุทธศาสนาและประชาธิปไตยจริงๆ

เชิงอรรถ

<1> วีระ สมบูรณ์. เรียบเรียงจากปาฐกถาเรื่อง “การเมืองต้องเป็นเรื่องศีลธรรม” ในรายการ พุทธทาส 100 ปี: ร้อยใจ ฟื้นไทย ให้คืนธรรม สวนโมกข์เสวนา ครั้งที่ 10 วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2549 ณ ห้องประชุม 305 อาคารหอประชุม มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) จัดโดย เครือข่ายธรรมโฆษณ์ ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ตีพิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ระหว่างเดือนตุลาคม 2549 ถึง กุมภาพันธ์ 2550

<2> อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรคที่ 15

<3> อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปุปผวรรคที่ 4

<4> พระไตรปิฎกเล่มที่ 15 หน้า 71-88

<5> นิธิ เอียวศรีวงศ์ การเมืองที่พระยังยุ่งไม่ได้ มติชนสุดสัปดาห์ 15-21 พฤษภาคม 2552 หน้า 33

<6> นิธิ,เพิ่งอ้าง

<7> นิธิ,อ้างแล้ว

<8> นิธิ,อ้างแล้ว

Friday, May 15, 2009

"เหวง"เปิดภาพทหารใช้อาวุธสงครามสลายม็อบแดง

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.นำภาพการเข้าใช้กำลังสลายการชุมนุมของทหาร ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันที่ 13 เม.ย. มาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยชี้ให้เห็นว่ามีการใช้อาวุธสงคราม โดยไม่มีอะแด็ปเตอร์ที่อ้างว่าต้องติดเมื่อใช้ลูกซ้อมยิง และมีการยิงในแนวระนาบเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมเรียกร้องให้ผู้บัญชาการทหารบก และผู้มีส่วนรับผิดชอบออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวให้ชัดเจน ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์

'ทักษิณ'ออกแถลงการณ์โต้ข้อหาหมิ่นสถาบัน

ที่มา เดลินิวส์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 พ.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 ผ่านคณะทำงานของ นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดี ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ โดยแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่มีข่าวในสื่อมวลชนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ข้อสรุป จากการที่ผมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศในระหว่างวันที่ 12-13 เม.ย. 2552 ที่ผ่านมาว่า ผมได้กระทำความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และจะดำเนินคดีกับตัวผมตามกฎหมายต่อไปนั้น ผมทราบเรื่องนี้ด้วยความสะเทือนใจยิ่ง เนื่องจากข้อกล่าวหานี้เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง และขัดกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แม้ผมจะต้องพำนักอยู่ในต่างประเทศก็ตาม ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ อยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน และการสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่อ้างถึงนั้น ไม่มีข้อความใดเลยที่ข้าพเจ้ามีเจตนาที่จะหมิ่นหรือจาบจ้วงพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นที่เทิดทูนและศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทุกคน ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและแห่งใดในโลก

ผมขอกราบเรียนว่า ในอดีตมีการพยายามใส่ร้ายป้ายสีและดำเนินคดีกับผมในทำนองนี้หลายคดี แต่อัยการสั่งไม่ฟ้องทุกคดีที่ตำรวจเสนอสำนวนขึ้นไป ผมขอย้ำอีกครั้งว่าผมประสงค์ที่จะเห็นความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งความปรองดองจะไม่เกิดขึ้นถ้าปราศจากความเป็นธรรมในสังคม ดังนั้น ผมจึงไม่ปรารถนาที่จะเห็นการทำลายล้างกันทางการเมืองในสังคมไทย โดยการยัดเยียดข้อกล่าวหาที่ปราศจากข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้ที่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ และน่าเสียดายว่าแนวโน้มนี้จะดำรงอยู่ต่อไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

ผมจะต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผมจนถึงที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ผมจะไม่ยอมให้ผู้ใด ไม่ว่าจะดำเนินการเอง หรือมีใครบงการให้กระทำ มากล่าวหาผมอย่างเป็นเท็จว่าผมมีเจตนาหมิ่นพระมหากษัตริย์ ทั้ง ๆ ที่ผมมีความจงรักภักดีและเทิดทูนเหนือหัว และความจงรักภักดีที่ผมมีต่อพระองค์จะยังคงอยู่ในหัวใจของผมจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แม้ตัวผมจะพำนักอยู่หนใดในโลกก็ตาม.

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

ส่งหมอพรทิพย์ลุย พิสูจน์กะโหลกในคอนเทเนอร์

เดลินิวส์ - กรณีพบตู้คอนเทเนอร์ต้องสงสัย 8 ตู้ จมอยู่ใต้ท้องทะเลลึกในอ่าวช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จนมีญาติของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬปี 2535 เข้าร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรีว่าให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ด้วยว่าภายในตู้คอนเทเนอร์มีอะไร หลังหลายปีที่ผ่านมา มีชาวประมงลากอวนติดกะโหลกมนุษย์ขึ้นมาด้วยหลายครั้ง เนื่องจากเชื่อว่าอาจจะเป็นสุสานกะโหลกของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 14 พ.ค. แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจพร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพเรือ และตำรวจน้ำ สนับสนุนอำนวย ความสะดวกให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีพบตู้คอนเทเนอร์ปริศนาในทะเลหลายตู้ และหัวกะโหลกที่เรือลากอวนได้ เพื่อให้เกิดความกระจ่างกับกลุ่มญาติของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬและประชาชนทั้งในและต่างประเทศ เพราะขณะนี้มีกระแสข่าวแรงมากจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์กล่าวต่อว่า ในวันนี้ตนได้เดินทางมาที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อประสานกับ พล.ร.ท.ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และได้ประชุมวางแผนร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งหมด อาทิ ทัพเรือภาคที่ 1 หมวดประดาน้ำและจู่โจม กรมสรรพาวุธทหารเรือ กรมอุทกศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์ มูลนิธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพบโครงกระดูก หัวกะโหลก ผลสรุปได้ว่า ทัพเรือภาคที่ 1 ให้การสนับสนุนอากาศยานชนิด ซีฮอว์ค และซูเปอร์ลิงค์ เรือรบ เรือช่วยรบ เรือเครนยกวัตถุหนักในทะเล ห้องแชมเบอร์ปรับอากาศแรงดันสูง โดยใช้เรือหลวงวังนอกเป็นฐานปฏิบัติการตรวจพิสูจน์ตู้คอนเทเนอร์ เรือตรวจการณ์หมายเลข 93 เป็นเรือสนับสนุนการค้นหา และเรือตรวจการณ์หมายเลข 224 ร่วมการพิสูจน์

ด้าน พล.ร.ท.ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เปิดเผยว่า พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. ได้ให้นโยบายสนับสนุนยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ของทัพเรือภาคที่ 1 ให้กับ คณะทำงานของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อย่างเต็มที่ เบื้องต้นได้หารือกันในแนวทางการค้นหาตู้คอนเทเนอร์ตามพิกัด 5 จุด จุดแรกเป็นจุดที่อยู่ใกล้ที่สุด ห่างจากชายฝั่งประมาณ 18 ไมล์ ความลึกไม่มาก ง่ายต่อการปฏิบัติงาน เพราะขณะนี้ทัศนวิสัยทางอากาศ และทางทะเลไม่เอื้ออำนวยให้บินสำรวจ ดำน้ำ และเดินทาง แต่จะดำเนินการอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจว่า กองทัพเรือมิได้นิ่งดูดายในการตรวจสอบ เมื่อมีหน่วยงานขอรับการสนับสนุนและรัฐบาลเห็นชอบก็จะดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อบอกประชาชนให้ได้ว่าภายในตู้คอนเทเนอร์มีอะไร

คาดว่าต้องใช้เวลาในการพิสูจน์พอสมควร เพราะต้องยกคอนเทเนอร์ขึ้นมาบนเรือขนาดใหญ่ เราจึงต้องเตรียมการให้พร้อมทั้งหมด ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสารเคมีอันตรายอยู่ภายในก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามทัพเรือภาคที่ 1 จัดเรือ 3 ลำให้การสนับสนุนคณะของหมอพรทิพย์แล้วพล.ร.ท.ชัยวัฒน์ ย้ำ

ต่อมาแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ พร้อมคณะจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เดินทางไปยังหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบเพื่อตรวจสอบหัวกะโหลกที่ชาวประมงพบก่อนหน้านี้ โดยมีนายบรัศ บุญบรรเจิดศรี รองประธานมูลนิธิฯ ให้การต้อนรับ จากการตรวจสอบพบว่าหัวกะโหลกดังกล่าวมีเพรียงและหอยเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก ยากต่อการตรวจสอบ เพราะไม่มีเนื้อเยื่อและเส้นผม เบื้องต้นกะโหลกน่าจะมีอายุประมาณ 30-40 ปี ยังระบุเพศไม่ได้ จากนั้นจะไปสำรวจที่สุสานเก็บศพไร้ญาติ วัดช่องแสมสาร เพราะมีลูกเรือประมงนำหัวกะโหลก มาถวายวัดไว้จำนวนมาก ถ้าทางวัดยังไม่เผาก็จะ ได้เก็บไว้ตรวจพิสูจน์ต่อไป

มติสันติบาลสั่งฟ้อง แม้ว หมิ่นสถาบัน นพดลเล็งฟ้องกลับ

คมชัดลึก - พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผชบ.ส.เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อสถาบันพระมาหากษัตริย์ โดยมีคณะกรรมตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) และสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 1 ชั่วโมง

พล.ต.ท.ธีระเดช กล่าวหลังการประชุมว่า ในที่ประชุมมีการสรุปกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซด์ต่างประเทศในช่วงวันที่ 12-13 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า เข้าข่ายความผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีความเห็นสั่งฟ้องและให้ส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้ทางกองบัญชาการสอบสวนกลางดำเนินคดีในที่ 15 พฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาข้อมูลข่าวสารการประชุมไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้ข้อสรุปและได้มอบหมายให้สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจน และนำมาพิจารณาในที่ประชุมอีกครั้งในวันนี้ ซึ่งจากหลักฐานทั้งหมดคณะกรรมการได้ข้อสรุปมีความเห็นสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดังกล่าว

นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทีมทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังพิจารณาผลสรุปของตำรวจว่า มีเหตุผลและการตีความข้อกล่าวหาอย่างไร เพราะข้อกล่าวหารุนแรง รวมทั้งกำลังพิจารณาว่าหากเป็นการกลั่นแกล้ง ก็อาจจะฟ้องกลับ โดยทีมทนายได้เตรียมหลักฐานในส่วนของบทสัมภาษณ์ เจตนาของคำพูดว่า เป็นอย่างที่ตำรวจตีความหรือไม่ และยังจะมีการออกแถลงการณ์ในเร็วๆ นี้ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันความจงรักภักดีต่อสถาบันมาโดยตลอด หรือเป็นไปได้ว่าตำรวจถูกแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

ชวนห่วง มาร์คนอนไม่เต็มตื่น

มติชน - นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารประเทศครบ 4 เดือนว่า นายอภิสิทธิ์ผ่านช่วงเวลายากที่มาแล้วในช่วงที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ตอนนั้นตนรู้สึกเห็นใจมาก เพราะมีทั้งการดูถูกดูหมิ่น แต่นายอภิสิทธิ์ก็ผ่านมาได้ จากที่ได้ทำงานร่วมกันนายอภิสิทธิ์ถือเป็นคนที่มีความสามารถ แต่ใครมาเป็นนายกฯ ในช่วงนี้ก็ต้องเหนื่อยทั้งนั้น แต่งานหนักของรัฐบาลก็เป็นเรื่องคู่กับนักการเมือง ใครอาสามาทำงานก็ต้องหนักและเหนื่อย วันก่อนเจอนายอภิสิทธิ์ถามอย่างเดียวว่า นอนเต็มตื่นหรือเปล่า ซึ่งตนบอกว่าถึงอย่างไรก็นอนให้เต็มตื่น ซึ่งนายอภิสิทธิ์เห็นด้วยว่าถ้าวันไหนนอนไม่เต็มตื่นรู้สึกไม่สดใส

ศาลยกคำร้องใบเหลือง ปชป. ส่วน ส.ส.เพื่อไทยเจอตัดสิทธิ์ 5 ปี

มติชน - วานนี้ (14 พ.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งวันเดียวกัน ยกคำร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้จัดการเลือกตั้งใหม่หรือให้ใบเหลือง แทน น.ส.ณิรัฐกานต์ ศรีลาภ ส.ส.เขต 1 จ.ยโสธร พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกระทำผิด พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 กรณีให้ตัวแทนหรือหัวคะแนนแจกเงินเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนน โดยศาลไต่สวนพยานหลักฐาน กกต. ผู้ร้อง และ น.ส.ณิรัฐกานต์ ผู้คัดค้านแล้ว เห็นว่าพยาน กกต.ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ให้การขัดแย้งกันเองในรายละเอียด ไม่น่าเชื่อถือ คำร้อง กกต.ไม่มีมูล จึงให้ยกคำร้อง

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งยกคำร้องที่ กกต.ขอให้เลือกตั้งใหม่ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ของนายศุภชัย ศรีหล้า, นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ส.ส.เขต 1 จ.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ น้องชายนายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ศาลพิจารณาพยานหลักฐานผู้ร้อง และผู้คัดค้านแล้ว เห็นว่ามีพิรุธ จึงยกคำร้องของ กกต.

ขณะที่เมื่อ 15.00 น. วันที่ 14 พ.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยังศาลอ่านคำสั่งที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้มีสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) และเลือกตั้งใหม่ ส.ส.เขต 3 จ.สกลนคร แทนนายพงษ์ศักดิ์ บุญศล ส.ส.สกลนคร อดีตพรรคพลังประชาชน ปัจจุบันสังกัดพรรค พท. เนื่องจากถูกร้องคัดค้านว่าปราศรัยหลอกลวง ใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จจริง ทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม

ศาลพิเคราะห์แล้วได้ความจากการไต่สวนพยาน กกต. ผู้ร้องแล้ว เชื่อว่านายพงษ์ศักดิ์ผู้คัดค้านกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 ม.53 (5) หลอกลวงใส่ร้ายให้เข้าใจผิดเรื่องคะแนนนิยม โดยนายพงษ์ศักดิ์ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2550 เวลา 19.00-21.00 น. โดยใช้ข้อความจูงใจประชาชนและใส่ร้ายพรรคเพื่อแผ่นดินให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นพรรคไม่ดี ไม่สำนึกบุญคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วให้ประชาชนไปลงคะแนนให้กับพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีผลทำให้เลือกตั้งเขตดังกล่าวไม่สุจริตเที่ยงธรรม

ส่วนข้ออ้างที่นายพงษ์ศักดิ์ ผู้คัดค้าน ระบุว่าเทปปราศรัยมีการตัดต่อนั้นไม่พบพิรุธ ข้อความมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันดี ดังนั้น ศาลจึงมีคำสั่งให้ตัดสิทธิเลือกตั้งนายพงษ์ศักดิ์ ผู้คัดค้าน เป็นเวลา 5 ปี และให้เลือกตั้งใหม่ในเขตดังกล่าว ตามที่ กกต.ยื่นคำร้อง

ภายหลังฟังคำสั่งแล้ว นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า น้อมรับคำพิพากษา ทำใจมาตั้งแต่ช่วงแรกแล้วว่าจะต้องโดนตัดสิทธิ อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งใหม่เตรียมจะส่งภรรยาลงสมัครแทน

เศรษฐกิจ

มาร์คเล็งเลิกรับจำนำสินค้าเกษตร

มติชน - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ "การเกษตรประเทศไทย ในหัวใจนายกฯอภิสิทธิ์" ในงานเปิดตัวสมาคมสื่อมวลชนเกษตรไทย ที่อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 14 พฤษภาคม ตอนหนึ่งว่า ปัญหาที่ทุกรัฐบาลต้องเจอเกี่ยวกับสินค้าเกษตรคือ ผลผลิตล้นตลาด ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงแนวทางการแทรกแซงได้ แต่การแทรกแซงเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน โดยเฉพาะรับจำนำที่ราคาสูงกว่าตลาดมาเก็บไว้ใสสต๊อคของรัฐบาล จนทำให้เกิดปัญหาการระบายออก การขาดทุน และส่งผลต่อราคาในตลาดของสินค้าเกษตรนั้นๆ

"ยืนยันว่าเราไม่สามารถดำเนินนโยบายแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายเดิมๆ ได้ และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงมาตรการและวิธีคิดขนานใหญ่ วันนี้ทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังปรับยุทธศาสตร์ในระยะยาว และต่อไปจะดำเนินการเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะหาทางให้ประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรชนิดเดียวกันมาเจรจากันก่อนส่งออก เพื่อให้สินค้าของเราเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ หลังจากถูกจำกัดโดยนโยบายอุดหนุนภายใน" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ระบบที่จะเข้าไปแทรกแซงจะไม่ฝืนกลไกตลาด จะทำเรื่องประกันล่วงหน้า ระบบประกันภัยพืชผล โดยให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียน รัฐบาลอาจช่วยสมทบเงินประกันในช่วงแรก โดยได้เริ่มดำเนินการแล้วในเรื่องข้าวหอมมะลิ เชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างเป็นธรรม โปร่งใส ยั่งยืน อย่าคิดทำไม่ได้ หากมีการศึกษาล่วงหน้า และใช้ระบบประกันที่ทันสมัยจะได้ประโยชน์มหาศาล และแก้ปัญหาได้

พรทิวายันไม่ขัดแย้ง มาร์ค

มติชน - ที่รัฐสภา นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความขัดแย้งกับนายอภิสิทธิ์ว่า ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งกัน แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่ ครม.ต้องมีการถกเถียงกัน ส่วนที่ระบุว่านายกฯไล่นายยรรยงออกจากห้องประชุม ครม.นั้น เป็นการเสนอข่าวเกินจริง เพราะนายกฯไม่ได้ไล่ แต่เมื่อข้าราชการชี้แจงข้อมูลเสร็จก็ต้องออกจากห้องประชุมอยู่แล้ว ตนไม่อยากให้เข้าใจนายกฯผิด ทั้งนี้ นายยรรยงตั้งใจให้ข้อมูลด้วยความสุจริตใจ แต่อาจมีความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น

"ยืนยันว่าเรื่องสต๊อคข้าวโพดของ กระทรวงพาณิชย์ ยังดำเนินการตามกรอบอำนาจอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้ ไม่รู้สึกน้อยใจ และเชื่อว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคงไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาล" นางพรทิวากล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะทำให้ถูกปรับออกจาก ครม.นางพรทิวา กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวล เพราะความเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องธรรมดาและตนพร้อมทำตามมติ ครม.ที่ให้นำเรื่องสต๊อคข้าวโพดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ เป็นประธาน การทำงานที่ผ่านมายังไม่ท้อ เป็นเรื่องเล็ก ส่วนที่มีข่าวบอกว่าตนร้องไห้นั้น ตนขอบอกว่าเรื่องใหญ่กว่านี้ ก็ไม่เคยร้องไห้เลย เรื่องนี้เล็กนิดเดียว

เมื่อถามว่า ในที่ประชุม ครม.ได้ตัดพ้อนายกฯว่าทำงาน 2 มาตรฐาน จริงหรือไม่ นางพรทิวา อึ้งไปชั่วครู่ ก่อนตอบว่า "ไม่ขอตอบเรื่องนี้" แล้วรีบเดินเลี่ยงหนีไปทันที

สุเทพต่อสายเคลียร์เนวิน ชวรัตน์พร้อมเป็นกาวใจ

มติชน - นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงกล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์มีความเห็นขัดแย้งกับนางพรทิวาว่า ตนไม่ห่วงเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่เรื่องระหว่างนายกฯกับรัฐมนตรี ปัญหาเกิดขึ้นเพราะข้าราชการที่เข้าไปชี้แจง ซึ่งชี้แจงไม่ถูกต้องเท่าที่ควร ทั้งนี้ การระบายข้าวโพดมีคณะกรรมการชุดเก่าดูอยู่ เมื่อเปลี่ยนชุดใหม่ก็ต้องพิจารณากันใหม่ การแทรกแซงราคาข้าวโพดนั้น ครม.ต้องรับผิดชอบเท่ากัน

นายสุเทพยังกล่าวว่า นางพรทิวาไม่ได้กล่าวโจมตีนายกฯว่าสองมาตรฐาน แต่ยอมรับว่าถ้ารัฐมนตรีจะต่อว่าอะไรนายกฯ คงมีอะไรอยู่ในใจ แต่ยืนยันว่ายังไม่มีปัญหาในการร่วมรัฐบาล เพราะถ้าเขาติดใจอะไร คิดว่าคงบอกตนแล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า นายสุเทพได้ต่อสายคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีดังกล่าว โดยนายเนวินระบุแต่เพียงว่า "จบแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร"

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไร รัฐมนตรีมีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าจะขายข้าวโพด ไม่เช่นนั้นที่เก็บไว้อาจทำให้คุณภาพเสียหาย เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้ากระทรวง เมื่อถามว่า นางพรทิวาระบุว่านายกฯปฏิบัติ 2 มาตรฐาน จะกลายเป็นปมขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพรรคร่วมหรือไม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า เป็นการพูดกันระหว่างนายกฯกับรัฐมนตรี คงไม่มีอะไร ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังไม่ได้รับการติดต่อว่าจะต้องมีการปรับความเข้าใจกันหรือไม่ และนางพรทิวาก็ยังไม่ได้มาปรึกษาตน

เมื่อถามว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นโควต้าของพรรคภูมิใจไทย ควรจะมีกลไกให้พรรคมีหน้าที่อิสระในการกลั่นกรองงานของตัวเองหรือไม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า เรื่องทางด้านเศรษฐกิจ อยู่ในการกำกับดูแลของนายกอร์ปศักดิ์ ซึ่งดูแลกระทรวงพาณิชย์ด้วย จึงต้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปคุยกันเอง หากเรื่องนี้ยังหาข้อยุติไม่ได้ อาจต้องส่งให้พรรคร่วมคุยกันระดับพรรคต่อพรรค

"ตอนนี้เราไม่ต้องการที่จะเข้าไปก้าวก่าย ให้เขาเคลียร์กันก่อน หากยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ อาจจะต้องส่งเรื่องให้ผู้ใหญ่เป็นผู้เคลียร์แทน ซึ่งผมก็พร้อมที่จะเป็นกาวใจประสานในเรื่องนี้" นายชวรัตน์กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าพรรคภูมิใจไทยควรได้โควต้ารองนายกฯ ควบคุมกระทรวงที่ตัวเองสังกัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า อันนี้แล้วแต่ หากเหตุการณ์พัฒนาไปถึงขั้นที่เรียกว่าต้องมีรองนายกฯของพรรค ตนคงต้องปรึกษานายกฯอีกครั้ง แต่การที่มีรองนายกฯด้านเศรษฐกิจเพิ่มนั้นมีทั้งจุดดีและจุดด้อย อาจกลายเป็นว่าไม่เป็นเอกภาพ เพราะมีมังกร 2 หัว อาจจะมีปัญหาขึ้นมาอีก หากคนหนึ่งบอกให้ไปทางซ้าย อีกคนหนึ่งบอกให้ไปทางขวา

เมื่อถามว่ามีการมองว่า นางพรทิวาอยู่ในกลุ่มมัชฌิมา พรรคจึงไม่ค่อยดูแล นายชวรัตน์กล่าวว่า ไม่ว่าใครมาจากไหน ตอนนี้ถือว่าอยู่ในภูมิใจไทย และพรรคที่ร่วมรัฐบาลคือพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่พรรคมัชฌิมาฯ หรือไม่ใช่เพื่อนเนวิน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ตอบโต้กับนายกฯ หากมีคำสั่งโยกย้าย จะส่งผลต่อความเชื่อถือในการบริหารราชการของรัฐบาลหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า น่าเป็นห่วง หากมีการโยกย้าย อาจจะกระทบได้ แต่การที่มีการโต้เถียงในบรรยากาศแบบนั้น อาจจะใช้คำพูดที่รุนแรงเกินไปนิด หากใช้หลักพระพุทธศาสนา คือการอโหสิ ถือว่าเป็นลูกน้อง แต่การพูดก็ไม่ควรใช้คำพูดแบบนั้น

ยรรยงแจงเปล่าสอนนายกฯ

มติชน - นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรณีที่ตนชี้แจงใน ครม.เรื่องการระบายข้าวโพดนั้น เป็นการทำหน้าที่ตามปกติ ที่ประชุมมีการซักถามอะไร ก็ตอบไปตามข้อเท็จจริง ไม่มีเจตนาไปสอนใคร

"ใครจะไปสอนรัฐมนตรี หรือนายกฯได้ จะไปสอนท่านทำไม ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องทำแบบนั้น ในการชี้แจงข้อมูลครั้งนี้ ผมก็ทำหน้าที่ตามปกติ ครม.ถามมาผมก็ตอบไป เพียงแต่บางคำถาม ผมอาจจะชี้แจงเร็วไปหน่อย ก็เท่านั้น ยังแปลกใจอยู่ว่า ทำไมข่าวถึงออกมาละเอียดแบบนี้" นายยรรยงกล่าว

นายยรรยงกล่าวยืนยันว่า คณะกรรมการระบายข้าวโพดมีอำนาจอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่เสนอเรื่องต่อที่ประชุม ครม. แต่ยืนยันว่าไม่มีการล้มการประมูลข้าวโพด เพราะที่ประชุม ครม.มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ เป็นประธาน ไปดูแล ซึ่งตนก็เป็นเลขาฯคณะกรรมการชุดนี้ด้วย หากรัฐบาลมีแนวคิดจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการระบายข้าวโพด ก็พร้อมยินดีที่จะปฏิบัติตาม

นายยรรยงกล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีเอกชน 4 ราย ได้รับการประมูลนั้น ดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง ก่อนเปิดประมูลมีผู้สังเกตการณ์เข้ารับฟังเงื่อนไขการประมูล 28 ราย แต่ไม่ทราบว่าเป็นการประมูลเพื่อส่งออก จึงเหลือผู้ร่วมประมูลเพียง 4 รายเท่านั้น ขณะที่ผลผลิตฤดูกาลใหม่กำลังจะออกมา เราต้องรีบระบายออกโดยเร็ว ตนก็ชี้แจงข้อเท็จจริงตามที่ควรจะเป็นเท่านั้น

อาชญากรรม

เชิด 3 ล้านลอยนวล! สาวเจ้าของอู่แท็กซี่ รู้จักกันช่วงชุมนุมเสื้อแดง

เว็บไซต์ข่าวสด - สาวใหญ่เจ้าของอู่แท็กซี่โร่แจ้งตร.โดนเชิด เงินสดๆ 3 ล้าน เผยรู้จักคนร้ายตอนไปร่วมชุมนุมกับนปช.พร้อมสามีเป็นหนุ่มอายุประมาณ 35 ปี พูดคุยกันจนถูกคอ ต่อมาประสบปัญหาธุรกิจ ฝ่ายคนร้ายอาสาช่วยพูดกับเจ้านายให้จนยอมให้กู้เงิน 50 ล้าน ก่อนเกิดเหตุคนร้ายขับรถมารับออกอุบายให้ลงไปซื้อของ ก่อนขับรถเชิดเงินสด 3 ล้านที่เตรียมไปค้ำประกันหลบหนีลอยนวล

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 14 พ.ค. ร.ต.ท.สุรพงศ์ สาขากร ร้อยเวร สน.โชคชัย รับแจ้งเหตุคนร้ายลักทรัพย์ บริเวณด้านหน้าเต็นท์รถมือสอง "ออล์อินวัน" ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม ตรงข้ามห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาประดิษฐ์มนูธรรม แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. จึงราย งานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบน.ส.อริยาภรณ์ ทิมนาค อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 198/122 หมู่ 5 แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กทม. ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ด้วยอาการตกใจ

น.ส.อริยาภรณ์กล่าวว่า มีอาชีพเปิดอู่รถแท็ก ซี่กับนายสมพงษ์ พันปกรณ์ อายุ 59 ปี สามี อยู่ที่ย่านร่มเกล้า ก่อนเกิดเหตุการณ์ ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.และรู้จักกับนายอ๊อฟ ไม่ทราบนามสกุล อายุประมาณ 35 ปี ภายในกลุ่มผู้ชุมนุม นายอ๊อฟอ้างว่าทำธุรกิจก่อสร้างและมีท่าทราย รับจ้างถมที่ ซึ่งสามีตนก็ประกอบธุรกิจก่อสร้างเช่นเดียวกันจึงพูดคุยกันอย่างสนิทสนม และแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กัน จากนั้นพูดคุยติดต่อกันทางโทรศัพท์อยู่บ่อยครั้ง โดยบางครั้งมีการนัดกินข้าวกัน มีครั้งหนึ่งนายอ๊อฟพาไปดูที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่งข้างห้างสรรพสินค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ บอกว่าเป็นของตัวเอง โดยให้ตนนั่งรออยู่ในรถ จากนั้นนายอ๊อฟเดินเข้าไปภายในคนเดียว ก่อนจะออกมาด้วยอาการไม่พอใจและบ่นให้ฟังว่าลูกน้องทำงานไม่ได้เรื่อง จากนั้นก็ทำทีโทรศัพท์ไปหาลูกน้องแล้วบอกว่าทำไมไม่เอาของไปส่งสักทีก่อนจะวางสาย

น.ส.อริยาภรณ์ กล่าวต่อว่า ระหว่างนั้นธุรกิจของสามีตนก็เริ่มมีปัญหา จึงเล่าเรื่องดังกล่าวพร้อมขอคำปรึกษาจากนายอ๊อฟ จากนั้นนายอ๊อฟก็บอกว่าเจ้านายของเขาสามารถปล่อยกู้ได้ จึงตอบกลับไปว่าต้องการเงินจำนวน 50 ล้านบาท เพื่อนำมาพยุงธุรกิจก่อสร้าง จากนั้นนายอ๊อฟก็บอกว่าจะคุยกับเจ้านายให้ ก่อนจะโทร ศัพท์กลับมาหาตน พร้อมบอกว่าเจ้านายตอบตกลงที่จะปล่อยกู้เงินให้ แต่ต้องขอเงินค้ำประกัน 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินกู้จำนวน 50 ล้านบาท เป็นเงินจำนวน 5 ล้านบาท

น.ส.อริยาภรณ์ กล่าวต่อไปว่า ตนจึงไปกู้เงินจำนวน 2,450,000 บาท ที่ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ส่วนเงินอีกจำนวน 550,000 บาท นั้น ตนได้ไปหยิบยืมมาจากคนรู้จัก จากนั้นตนจึงโทรศัพท์กลับไปหานายอ๊อฟและบอกว่า ตอนนี้มีเงินอยู่ 3 ล้านบาท นายอ๊อฟจึงบอกว่าที่เหลืออีก 2 ล้านบาท จะเป็นคนออกให้ เนื่องจากที่ตัวเองมีเงินอยู่ 1.5 ล้านบาท และมีเพื่อนจะให้ยืมอีก 5 แสนบาท

น.ส.อริยาภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า กระทั่งเวลา 10.00 น. วันเดียวกันนี้ นายอ๊อฟขับรถเก๋งโตโยต้า คัมรี่ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน จง 446 กทม. มารับตนที่บ้านย่านลาดกระบัง เพื่อเดินทางไปหาเจ้านายของนายอ๊อฟ โดยระหว่างทางนายอ๊อฟแจ้งว่าต้องแวะไปเอาเงินจำนวน 500,000 บาท ที่เพื่อนที่เปิดเต็นท์รถมือสองออล์อินวัน อยู่ตรงข้ามห้างโลตัส สาขาประดิษฐ์มนูธรรมก่อน เมื่อมาถึงนายอ๊อฟได้จอดรถที่หน้าห้างโลตัส แล้ววานให้ตนลงไปซื้อซุปไก่สกัดภายในห้าง เพื่อไปฝากเจ้านายที่ไม่สบายอยู่ ส่วนตัวเองจะขับรถข้ามไปที่เต็นท์รถฝั่งตรงข้ามเพื่อเอาเงิน หากซื้อเสร็จแล้วให้โทร.บอกจะขับรถวนมารับจึงลงเดินไปซื้อให้ โดยวางเงินจำนวน 3 ล้านบาทไว้ที่เบาะหลังรถ ระหว่างนั้นนายอ๊อฟโทรศัพท์ไปบอกว่าให้ซื้อหมูแฮมมาด้วย

"หลังออกมาจากห้าง ก็โทร.กลับไปหานาย อ๊อฟ ก็พบว่าโทร.ไม่ติด จึงเดินข้ามถนนมาหา นายอ๊อฟที่ร้านเต็นท์รถมือสอง ปรากฏว่านาย อ๊อฟได้หายไปพร้อมเงินแล้ว สอบถาม รปภ.ที่เต็นท์รถทราบว่า นายอ๊อฟไม่ได้ขับรถเข้ามา และที่เต็นท์ก็ไม่มีใครรู้จักนายอ๊อฟด้วย จึงรู้ตัว ว่าถูกหลอก จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังสอบ สวนเจ้าหน้าที่ได้วิทยุสกัดจับ แต่ไม่พบรถคันดังกล่าว" น.ส.อริยาภรณ์ กล่าว

จากการตรวจสอบทะเบียนรถคนร้ายพบว่าเป็นทะเบียนปลอม จึงนำตัวผู้เสียหายมาสอบปากคำที่สน.โชคชัย พร้อมทั้งจะเชิญตัวพยานในที่เกิดเหตุและพยานแวดล้อมมาสอบปากคำอย่างละเอียด ก่อนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ลงพื้นที่หาข่าวเพื่อใช้เป็นเบาะแสในการติดตามจับกุมตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คุณภาพชีวิต

นครบาลส่งใบสั่ง 1.8 แสนใบ ค่าปรับรวม 25 ล้านบาท เล็งติดกล้องเรดไลท์เพิ่ม 30 จุด

เว็บไซต์คมชัดลึก - พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานจราจร กล่าวถึงการดำเนินการส่งหมายเรียกให้มาเสียค่าปรับฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง โดยรถยนต์ที่มีผู้ขับขี่ขับฝ่าฝืนแยกต่างๆ จำนวน 30 จุดที่กระจายอยู่ทั่ว กทม.เริ้มจับปรับอัตรา 500 บาท มาตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม จนมาถึงวันนี้ผ่านมาแล้วเป็นระยะเวลา 4 เดือน เฉลี่ยแล้วเหลือประมาณ 7-8 หมื่นต่อเดือน มีคนขับฝ่าสัญญาณไฟแดงตกวันละประมาณ 1,000 กว่าราย ซึ่งเปรียบเทียบแล้วผู้ขับขี่ฝ่าสัญญาณไฟแดงลดลง ดูจากแผนภูมิที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ขับขี่ฝ่าไฟแดงเดือนมกราคม ประมาณ 1.2 แสนราย เดือนกุมภาพันธ์ ประมาณ 9 หมื่นราย เดือนมีนาคม ประมาณ 8 หมื่นกว่าราย เดือนเมษายน ประมาณ 7 หมื่นกว่าราย โดยมีรถแท็กซี่เป็นแชมป์ฝ่าไฟแดงเช่นเดิม ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจัดส่งใบเรียกมาเสียค่าปรับได้ทันชนิดเกือบจะวันต่อวันแล้ว

สำหรับค่าไฟสัญญาณไฟแดงนั้นรอง ผบช.น. บอกว่า ส่ง กทม.ไปครึ่งหนึ่ง ที่เหลือเป็นเงินรางวัลสำหรับผู้ปฏิบัติงาน เช่น คนพิมพ์หมายเรียก เป็นต้น ข้าราชการตำรวจยศระดับ พ.ต.ท.ลงมา ตามระเบียบเขียนไว้ชัดเจน คือเราจัดเงินรางวัลเข้าบัญชีธนาคารให้เลยคนละไม่เกิน 1 หมื่นบาท เท่ากันกับตำรวจท้องที่ต่างๆ เมื่อมีเงินค่าปรับเหลือมากเมื่อส่งไปให้ กทม.แล้วเราก็เขียนโครงการของบประมาณกลับมาเตรียมจะเพิ่มติดตั้งกล้องเรดไลท์อีก 30 ทางแยก ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะใช้บริการเก่าหรือเลือกบริษัทใหม่ กำลังให้เสนอราคามาเลือก 2-3 บริษัท

ข้อมูลสถิติจากศูนย์สั่งการจราจร บก.02 แจ้งว่า ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2551 ถึง 30 เมษายน ที่ผ่านมา มีการพิจารณาออกหมายเรียกให้มาเสียค่าปรับข้อหาฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง (เรดไลท์คาเมรา) แล้ว จำนวน 183,303 ใบ มีผู้มารายงานตัวเสียค่าปรับแล้วจำนวน 51,221 ราย คิดเป็นมูลค่า 25,610,500 บาท

กทม.หาบ้านเช่าราคาถูกให้ลูกจ้าง พร้อมเตรียมซ่อมแฟลตข้าราชการหลังทรุดโทรม

เว็บไซต์ข่าวสด - นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ได้สิทธิจองบ้านเอื้ออาทรในโครงการ "บ้านยิ้ม" ตามนโยบายของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องการช่วยเหลือลูกจ้าง ข้าราชการที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 13,500 บาท ได้มีที่พักอาศัยเป็นของตนเอง โดยมีข้าราชการ กทม.และลูกจ้างประจำ เพียง 1,900 รายเท่านั้นจากที่คาดไว้ 10,000 รายว่า สาเหตุส่วนใหญ่เพราะผู้ที่ไปจองสิทธินั้นเป็นลูกจ้างชั่วคราว ซึ่ง ธนาคารทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธ.อาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธ.ออมสิน และ ธ.อิสลามกลางแห่งประเทศไทย พิจารณาแล้วว่าไม่มีความมั่นคงทางการเงิน จึงไม่ได้อนุมัติให้กู้เงิน ซึ่งตนคงต้องหารือกับทางคณะทำงานว่าจะช่วยเหลือลูกจ้างที่ต้องการมีบ้าน หรือที่อยู่อาศัยด้านใดได้บ้าง

นายธีระชน กล่าวต่อว่า เบื้องต้นนั้นได้พิจารณาไว้ 3 แนวทาง คือ 1.กทม.ซื้ออาคารที่อยู่อาศัยให้ลูกจ้าง กทม.เช่าในราคาถูก 2.กทม.สร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ให้ลูกจ้าง กทม.เช่าในราคาถูก และ 3.ให้เอกชนเข้ามาลงทุนสร้างที่พักให้สำหรับลูกจ้าง กทม.เช่า ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยอมรับว่ามีความซ้ำซ้อนกับแนวทางช่วยเหลือลูกจ้าง กทม.ด้านที่อยู่อาศัย คือ แฟลตข้าราชการ แต่เมื่อพิจารณาถึงแฟลตข้าราชการปัจจุบันแล้ว พบว่ามีสภาพทรุดโทรม ไม่น่าใช้ ดังนั้น แนวทางเบื้องต้นอาจจะต้องมีการปรับปรุงซ่อมแซมสภาพแฟลตข้าราชการให้ดีก่อน

นายธีระชน กล่าวถึงปัญหาของลูกจ้างชั่วคราวที่ต้องถูกไล่ออกจากแฟลตข้าราชการ เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติ อาทิ มีเงินเดือนเกินกว่า 7,000 บาท ทั้งที่มีภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินว่า ตนไม่เคยทราบระเบียบดังกล่าว แต่ส่วนเรื่องหนี้สินนั้นตนเตรียมโครงการรีไฟแนนซ์หนี้สินให้กับลูกจ้าง กทม. ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาที่ลูกจ้าง ข้าราชการกทม.มีหนี้สินได้

ต่างประเทศ

ยูเอ็นเป็นห่วงปัญหาในศรีลังกา

ไทยโพสต์ - คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อการสูญเสียชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในสงครามกลางเมืองของศรีลังกา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งกองทัพรัฐบาลและกลุ่มกบฏพยัคฑ์ทมิฬหยุดทะเลาะกันและหันมาปกป้องพลเรือน

ท่าทีล่าสุดจาก 15 ชาติสมาชิกยูเอ็นเอสซีมีขึ้นหลังการประชุมลับเมื่อวันพุธ ซึ่งถือเป็นการถกปัญหานี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การสู้รบรอบใหม่ในศรีลังกาเปิดฉากขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

"สมาชิกยูเอ็นเอสซีต่างแสดงความกังวลต่อวิกฤติด้านมนุษยธรรมที่ยิ่งเลวร้ายลงในศรีลังกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับรายงานว่ามีพลเรือนต้องสังเวยชีวิตหลายร้อยคนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา" ยูเอ็นเอสซีระบุในแถลงการณ์

แถลงการณ์ของยูเอ็นเอสซีระบุชัดว่า เป็นห่วงเหตุโจมตีด้วยปืนใหญ่จากฝีมือของรัฐบาลศรีลังกาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายระลอก แม้ว่าทางการศรีลังกาจะยืนกรานปฏิเสธเรื่องนี้มาตลอด

กองทัพรัฐบาลศรีลังกายังคงเดินหน้าถล่มฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มกบฏอย่างต่อเนื่องหวังยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานาน 25 ปี การโจมตีโรงพยาบาลในพื้นที่สู้รบหนที่ 2 ในรอบ 2 วันเมื่อวันพุธ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กาชาดสากลคนหนึ่งเสียชีวิต รวมกับพลเรือนอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนหน้านั้นเกิดการโจมตีขึ้นอีก 2 ระลอกในวันอาทิตย์และวันจันทร์ คร่าชีวิตประชาชนไปหลายร้อยคนและได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มยืนยันว่าเป็นฝีมือของกองทัพรัฐบาล แต่กระทรวงกลาโหมปฏิเสธว่าไม่เคยใช้อาวุธหนักในการโจมตี พร้อมโทษว่าเป็นการกระทำของกลุ่มกบฏ

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังได้ประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำเยี่ยงผู้ก่อการร้ายของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มนี้ยอมวางอาวุธและยุติการใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ในการสู้รบกับรัฐบาล

บรรดานักการทูตระบุว่า ยอดคนตายที่พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยโน้มน้าวให้รัสเซีย จีน เวียดนาม และลิเบีย เห็นความสำคัญของปัญหาและยอมเข้าร่วมประชุม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ยูเอ็นเอสซีเคยเปิดประชุมอย่างไม่เป็นทางการมาหลายรอบ แต่ถูกทั้งสี่ประเทศนี้คัดค้านไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะมองว่าเป็นกิจการภายในของศรีลังกา

ที่กรุงวอชิงตัน ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ร่วมเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลศรีลังกาและฝ่ายกบฏหันมาช่วยกันป้องกันหายนะที่อาจเกิดขึ้นกับพลเรือนหลายหมื่นที่ยังคงติดค้างอยู่ในเขตสู้รบ "หากพวกเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง วิกฤติด้านมนุษยธรรมที่เป็นอยู่จะกลายเป็นภัยพิบัติร้ายแรง"

ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย หวิดวางมวย ห้ามกันอุตลุด

ที่มา ประชาไท

ชัย หักเพื่อไทย-ท้ายื่นศาล รธน.ตีความ

ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน และรัฐบาลปะทะคารมจนหวิดวางมวยกันกลางที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างการพิจารณาข้อตกลงระหว่างประเทศ 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ประกอบด้วย 1.ร่างพิธีสารฉบับที่ 3 เพื่อแก้ไขสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2.กรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศประจำปีงบประมาณ 2552 ภายใต้แผนการก่อหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 600.43 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 19,814.19 ล้านบาท 3.ข้อเสนอผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการของไทยชุดที่ 7 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน 4.กรอบการเจรจาร่างพิธีสารว่าด้วยการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย ตามการเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทั้งนี้ ที่ประชุมรัฐสภาที่มีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาเป็นประธานการประชุม เปิดให้สมาชิกอภิปรายรายฉบับ หลังจากรัฐมนตรีที่รับผิดชอบได้เสนอหลักการไปแล้วในวันก่อนหน้านี้ ก่อนเริ่มอภิปรายร่างพิธีสารฉบับที่ 3 ส.ส. พรรคเพื่อไทย (พท.) อาทิ นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ลุกขึ้นคัดค้านขอให้พิจารณาทีละฉบับ แทนที่การพิจารณาไปพร้อมกัน เนื่องจากมีรายละเอียดแตกต่างกัน และขอให้รัฐบาลถอนออกไปและเสนอเข้ามาใหม่ แต่นายชัยยืนยันว่าทำได้และพร้อมจะรับผิดชอบทุกอย่าง พร้อมทั้งท้าให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการดำเนินการดังกล่าว

สมคิดปรี่ใส่หวิดเจอประมวลถีบ

จากนั้นนายชัยสั่งนับองค์ประชุมก่อนเข้าสู่การพิจารณา ระหว่างรอการนับองค์ประชุม นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พท. ลุกขึ้นขออนุญาตประธานเดินตรวจการเสียบบัตรลงคะแนนของสมาชิกรอบห้องประชุม โดยระบุว่าอาจมีการเสียบบัตรแทนกัน เพราะเท่าที่ดูเห็นว่าสมาชิกไม่น่าครบองค์ประชุม ทำให้นายชัยกล่าวว่า "เป็นถึงครูบาอาจารย์ ขอให้มีมารยาทหน่อย" นายสมคิดตอบโต้ว่า คนที่ไม่มีมารยาทคือพวกที่ชอบเสียบบัตรแทนกัน และเริ่มเดินตรวจ

ต่อมานายกัมพล สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นกวักมือเรียกนายสมคิดที่นั่งอยู่ในซีกของฝ่ายค้าน ให้ข้ามมาตรวจสอบการเสียบบัตร นายสมคิดเดินปรี่เข้าไปหาทันที ทั้งสองใช้คำพูดหยาบคายด่าตอบโต้กันไปมาลั่นห้องประชุม

ขณะเดียวกันนายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่นั่งอยู่ในใกล้กับนายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี ก็ลุกขึ้นปรี่เข้ามาเหวี่ยงหมัดและถีบนายสมคิดทันทีแต่ไม่โดน เนื่องจาก ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมาก ลุกขึ้นมาห้ามปรามและแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน ขณะที่นายชัยพยามยามขอร้องให้ทุกคนอยู่ในความสงบและขอให้ทุกคนเสียบบัตรแสดงตนอีกครั้ง

ช่วงนั้นนายสมคิดเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองแล้วลุกขึ้นกวักมือเรียกนายประมวล โดยกล่าวว่า มาเลย ผมไม่กลัว ทำให้ประธานขอร้องให้ทุกฝ่ายยุติ โดยกล่าวว่า จะเรียกทั้งคู่มาหารือกันเพราะเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น

ร่างพิธีสารฉบับ 3 ต้องลงมติ 2 รอบ

เมื่อทั้งสองฝ่ายสงบสติอารมณ์ บรรยากาศตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง นายชัยแจ้งต่อที่ประชุมว่ามีผู้เสียบบัตรแสดงตน 311 คน ถือว่าเกินกึ่งหนึ่ง ครบองค์ประชุมแล้ว จากนั้นให้ที่ประชุมลงมติร่างพิธีสารฉบับที่ 3 โดยมีผู้อยู่ในห้องประชุม 307 คน เห็นชอบ 287 ต่อ 0 งดออกเสียง 8 ไม่ลงคะแนน 12 เสียง ทำให้นายสุรพงษ์ประท้วงว่า องค์ประชุมไม่ครบ ประธานอย่ามั่วเนื่องจากมีผู้อยู่ในที่ประชุมแค่ 307 เสียงยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งที่ 311 คน ทำให้นายชัย สั่งพักประชุม 5 นาที

เมื่อเปิดประชุมอีกครั้ง ที่ประชุมยังถกเถียงเรื่ององค์ประชุม นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบล ราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ลงมติใหม่ตามข้อบังคับการประชุมข้อ 77 ที่กำหนดว่า เสนอให้ลงมติใหม่ได้หากมีเสียงแตกต่างกันไม่เกิน 20 เสียง แต่ นพ.ชลน่านแย้งว่า ร่างพิธีสารฯ ตก ไปแล้วเพราะการลงคะแนนสิ้นสุดแล้ว และกรณีนี้ไม่ใช่เสียงเห็นชอบและไม่เห็นชอบใกล้เคียงกัน แต่เป็นเรื่ององค์ประชุม อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ประชุมใช้เวลาถกเถียงกันนานกว่าสิบนาที

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี รองประธานสภาผู้แทนราษฎรจาก พท. อภิปรายว่า กรณีนี้ไม่ครบองค์ประชุม เท่ากับการลงมติเป็นโมฆะ ทางออกจึงไม่ใช่การนับองค์ประชุมใหม่ แต่ประธานสามารถสั่งให้มีการลงมติอีกครั้งหนึ่งเพราะถือว่าครั้งแรกไม่สมบูรณ์

ในที่สุดนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้มีการนับองค์ประชุมใหม่อีกครั้ง ผลปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม 328 คน จากนั้นมีการลงมติใหม่ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบ 302 ต่อ 0 งดออกเสียง 9 ไม่ลงคะแนน 15 เสียง ถือว่าร่างพิธีสารฯ ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา อย่างไรก็ตาม นายสุนัยกล่าวว่า จะส่งร่างพิธีสารฯให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อไป จากนั้นจึงเข้าสู่การอภิปรายกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศประจำปีงบประมาณ 2552 ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปี 2552 ต่อไป

สมคิดอ้างถูก ส.ส.ปชป.ด่าไอ้สัตว์ก่อนปรี่เข้าชก

ในช่วงเดียวกันนั้น นายสมคิด บาลไธสง นายสุนัย จุลพงศธร นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา นายสมคิดกล่าวว่า ภายหลังที่ประธานรัฐสภาอนุญาตให้เดินตรวจการเสียบบัตรลงมติ มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง กวักมือเรียก ก็นึกว่ามีอะไรจะพูดคุยหรือไม่จึงได้เดินเข้าไปหา แต่ใกล้จะไปถึงกลับบอกว่า มึงมานี่ ตนก็จึงได้เดินเข้าไป เพราะไม่กลัวคำขู่ พอเข้าไปใกล้ ส.ส.คนดังกล่าวก็ได้ตะโกนด่าว่า "ไอ้สัตว์ กูอดทนกับมึงมานานแล้ว" จึงพูดสวนกลับไปว่า "กูนึกว่ามึงเป็นคน มึงเป็นสัตว์เหมือนกูเหรอ" จากนั้น ส.ส.คนดังกล่าวได้พยายามปรี่เข้ามาเพื่อจะชก แต่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ดึงตัวไว้ โดยมีนายอภิชาติ สุภาแพ่ง และนายประมวล เอมเปีย เข้ามาร่วมผสมโรงจะเอาเรื่องด้วย แต่ก็มีการห้ามปรามไว้จนเกิดเหตุชุลมุน

ผมก็ยืนดูว่าจะมีสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์เดินเข้ามาชกผมอีกหรือไม่ หากมีการชกจริงผมก็จะไม่ตอบโต้แต่จะยืนให้ชก ซึ่งจากพฤติกรรมของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ผมไม่เคยใส่ใจ ครั้งก่อนเขาเคยด่าผมว่า ผมเข้าไปเห่าหอนในสภาตอนที่อภิปรายเหตุการณ์สลายม็อบช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ผมก็ไม่ใส่ใจ นายสมคิดกล่าว

สุชาติโวย ปชป. หวั่นสภาไทยคล้ายเกาหลี-ไต้หวัน

นายสุชาติกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สภาไทยคล้ายกับสภาเกาหลีและไต้หวันเข้าไปทุกวัน เพราะพรรคประชาธิปัตย์เอานักเลงโตมาไว้ในสภา และยังมีนักเลงยืนเบื้องหลังเหตุการณ์สลายม็อบด้วย

จี้ประธานสภากำชับบิ๊ก ปชป. คุมลูกพรรค

นายสุนัยกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นหากประธานรัฐสภาปฏิบัติตามระเบียบบังคับการประชุมรัฐสภา แต่เมื่อองค์ประชุมไม่ครบนายชัยกลับดำเนินการประชุมต่อ โดยอ้างว่ามีสมาชิกครบองค์ประชุม 311 เสียง แต่จากการลงมติลงคะแนนออกมีเพียง 307 เสียงเท่านั้น ดังนั้น เมื่อการเสียบบัตรนับองค์ประชุมใหม่ก็เป็นสิทธิของ ส.ส.ที่สามารถเดินตรวจสมาชิกในการลงคะแนนเพื่อป้องกันการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน เพราะเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว

"ขอให้ประธานสภากำชับไปยังผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้ปรามลูกพรรคของตัวเองให้ประพฤติตัวให้เหมาะสม ซึ่งการตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการเดินตรวจสามารถทำได้ เพราะได้รับอนุญาตจากประธานสภาแล้ว พวกผมไม่คิดหวังว่าจะมีการลงโทษอย่างรุนแรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ควบคุมลูกพรรคของตัวเองให้ดี" นายสุนัยกล่าว

ปชป. แถลงโต้ได้กลิ่นเหล้าคลุ้ง

ขณะที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายกัมพล สุภาแพ่ง นายประมวล เอมเปีย นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี นายพุฒิพงษ์ สงวนวงศ์ชัย ส.ส.สัดส่วน ยกขบวนมาแถลงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน โดยนายกัมพลกล่าวว่า ไม่ได้เปิดฉากด่านายสมคิด บาลไธสงก่อน แต่เห็นการเดินเข้ามาของนายสมคิดเหมือนเป็นการท้าทาย จึงกวักมือเรียกให้มาพูดคุยกันดีๆ แต่ปรากฏว่านายสมคิดกลับพูดท้าทายให้ไปเจอกันนอกห้อง นายสรวุฒิกล่าวเสริมว่า นายสมคิดกล่าวท้าทายเช่นนั้นจริงๆ โดยกล่าวว่า "มึงออกมาเจอกับกูข้างนอกดีกว่า" จากนั้นก็พูดด่าคนอื่นอีกหลายคำ และจากที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ได้กลิ่นเหล้าจากตัวนายสมคิดด้วย จึงอยากให้สื่อไปตรวจสอบว่านายสมคิดดื่มเหล้าก่อนมาประชุมหรือไม่

นายประมวลซึ่งปรี่เข้าไปหานายสมคิดกล่าวว่า ปกติไม่ใช่คนเกเร แต่พฤติกรรมของนายสมคิดเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด แม้เป็น ส.ส.สมัยแรก แต่ก็ไม่อยากให้สภาไทยมีสิ่งที่แปดเปื้อน ที่เดินเข้าไปหานายสมคิดเพื่อไปรับคำท้าไปเจอกันนอกห้อง

นายประมวลยังกล่าวว่า เดินเข้าไปหานายสมคิดจริง เพราะนายสมคิดบอกว่าให้ไปเจอกันข้างนอก จึงตั้งใจจะไปเจอข้างนอก หากอยู่ในที่ประชุมขอยืนยันว่าไม่มีทางใช้กำลังเด็ดขาด เพราะเห็นแก่สภาอันทรงเกียรติ แต่หากอยู่ข้างนอกก็ไม่รับประกันว่าจะเป็นอย่างไร

สรรุฒิอ้างทีวีถ่ายมุมสูง-ปัดง้างหมัด เห็นพ้อง ส.ส.เพื่อไทย สภาไทยเริ่มคล้ายไต้หวัน

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สถานีโทรทัศน์หลายช่องที่ส่งผู้สื่อข่าวและช่างภาพไปบันทึกการประชุม จับภาพได้ว่า นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ง้างหมัดขึ้นมาด้วยนั้น นายสรวุฒิกล่าวว่า ผมเป็นคนที่เดินไปห้ามไม่ให้มีการปะทะกัน ยืนยันว่า จุดที่นายอภิชาติยืนอยู่ห่างจากนายสมคิดมาก ไม่มีทางที่นายอภิชาติจะง้างหมัดเพื่อกระโจนไปต่อยนายสมคิดได้ แต่โทรทัศน์ถ่ายภาพจากมุมสูง จึงอาจทำให้ดูเหมือนอยู่ใกล้กัน ทั้งที่จริงๆ แล้วทั้ง 2 คน ยืนกันคนละแถว

ผมอยากให้กลับไปทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ว่ามาจากการที่นายสมคิดเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหมือนท้าทาย ทั้งที่หากต้องการตรวจสอบว่ามีการเสียบบัตรแทนกันหรือไม่ ก็สามารถดูจากที่นั่งที่อยู่ใกล้ๆ กันก็ได้ ผมไม่อยากให้เกิดเหตุเช่นเดียวกับที่อาจารย์สมเกียรติ (พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์และแกนนำพันธมิตร อ้างว่าถูกนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พท.กระโดดถีบ) เพราะภาพของสภาไทยวันนี้ ใกล้เคียงกับสภาไต้หวันไปทุกวันแล้ว นายสรวุฒิกล่าว

อภิชาตแจงถูกหยามเชิงชาย ยันไม่ได้ชก แค่ไล่สมคิด

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เหตุที่เกิดเพราะนายสมคิดมารวนเราก่อน ที่เดินไปไม่ตั้งใจจะไปหาเรื่อง เพียงตั้งใจแค่ไปไล่ให้นายสมคิดกลับที่นั่งเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงภาพง้างหมัดที่มีโทรทัศน์หลายช่องจับภาพไว้ได้ นายอภิชาติกล่าวว่า ไม่ได้ง้างหมัด แต่พอถูกเพื่อนล็อคไว้ แขนมันเลยชูขึ้น เจตนาจริงๆ แค่จะไล่ให้นายสมคิดไปเฉยๆ

"ผมไม่ใช่คนใจร้อน แต่ไม่ชอบให้ใครมีเรื่องกับเรา อยากให้ประชาชนคิดเองว่า ถ้าไม่ลุกเดินมาหาเรื่อง จะมีเรื่องไหม แล้วเราไปด่าทออะไรเขาหรือเปล่า เขากลับเป็นฝ่ายหาเรื่อง แล้วท่าทีก็เหมือนคนเมา เขาเดินเข้ามาถึงในบ้านของเรา เป็นใครใครก็ไม่ยอม มันหยามเชิงชายกันเกินไป ผมไม่ใช่นักเลง เพียงแต่ผมไม่ยอมนักเลง ผมเป็นคนตรงไปตรงมา และชอบความยุติธรรม ใครมารวนอีก ผมไม่ยอม ก็จะเจอแบบนี้อีก เพราะผมมีศักดิ์ศรีพอ แต่คิดว่านายสมคิดคงไม่กล้าหรอก" นายอภิชาตกล่าว

สราวุฒิ-ยศศักดิ์อ้าง สมคิดมีกลิ่นแอลกอฮอล์

ด้านนายยศศักดิ์ ชีววิญญู ส.ส.ราชบุรี กล่าวด้วยว่า ในระหว่างที่นายสมคิดเดินเข้ามายังที่นั่งสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลได้พยายามเอาโทรศัพท์มือถือมาบันทึกการกดคะแนนแทนกัน และยืนในตำแหน่งใกล้กับที่นั่งของตนเอง ปรากฏว่าได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากนายสมคิดอย่างชัดเจน จึงอยากให้ตรวจสอบว่ามีการดื่มสุราก่อนเข้าห้องประชุมหรือไม่ และไม่ได้มีเจตนาที่จะตรวจสอบการกดบัตรแทนกัน แต่มาในลักษณะของคนที่มาหาเรื่องมากกว่า

ด้านนายสรวุฒิกล่าวว่า นั่งอยู่ข้างหลังเห็นชัดเจนว่านายสมคิดเดินมาตามที่นายกำพลกวักมือเรียก แล้วตะโกนบอกว่า มึงกับกูไปเจอกันข้างนอกแต่นายกำพลก็ไม่ได้ด่าว่าอะไร นอกจากนี้ตอนที่นายสมคิดพูดอยู่ใกล้ๆ นั้นได้กลิ่นแอลกอฮอล์ชัดเจน จึงมาป่วนให้การประชุมเป็นไปอย่างไม่เรียบร้อย

นายประมวลกล่าวว่า เดินเข้าไปหานายสมคิดจริง เพราะนายสมคิดบอกว่าให้ไปเจอกันข้างนอก จึงตั้งใจจะไปเจอข้างนอก หากอยู่ในที่ประชุมขอยืนยันว่าไม่มีทางใช้กำลังเด็ดขาด เพราะเห็นแก่สภาอันทรงเกียรติ แต่หากอยู่ข้างนอกก็ไม่รับประกันว่าจะเป็นอย่างไร

ที่มา: เรียบเรียงจากมติชนและโลกวันนี้

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

พมธ. ขอตั้ง พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เว็บไซต์แนวหน้า - เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า สำนักกิจการพรรคการเมืองได้รับจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยใช้ชื่อว่า พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชื่อย่อภาษาไทย พ.ป.ป. ชื่อย่อภาษาอังกฤษ PAD โดยได้ยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบสมาชิกภาพและหลักเกณฑ์ข้อบังคับพรรค นโยบายพรรคให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้วจะนำเสนอนายทะเบียนพรรคการเมือง ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต. เพื่อพิจารณารับรองหรือไม่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดอย่างอื่นได้ เนื่องจากฝ่ายกิจการพรรคการเมืองยังไม่ได้มีการตอบรับอย่างเป็นทางการด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. กล่าวว่า เบื้องต้นเท่าที่ทราบชื่อพรรคพันธมิตรฯ คงต้องรอการตรวจสอบจากทางสำนักกิจการพรรคการเมืองก่อนว่าจะให้ใช้ชื่อนี้ได้หรือไม่ ทั้งนี้ การตั้งชื่อพรรคจะต้องไม่สร้างความสับสน หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และต้องไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกในเรื่องเชื้อชาติหรือศาสนา ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยของประเทศ

นปช.นัดรวมพลัง เสื้อแดงรำลึก 17 ปี พฤษภาทมิฬ ปลุกกระแสต้าน รัฐบาลมาร์ค

เว็บไซต์แนวหน้า - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ได้กำหนดจัดงานรวมพลังรำลึก 17 ปี “พฤษาทมิฬ ทวงคนรัฐธรรมนูญ 2540” โดยวันที่ 15 พ.ค. 13.00-17.00 น. สัมมนาหัวข้อ 17 ปี พฤษภาทมิฬ ยังฆ่าประชาชนไม่หมดที่ห้องเพทาย โรงแรมรัตนโกสินทร์ 16-17 พ.ค. เวลา 16.00-23.00 น. ที่ท้องสนามหลวง ฟังอภิปรายและการปราศรัยทวงคืนประชาธิปไตย เอาดีสเตชั่นและรัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา ส่วนวันเสาร์ที่ 16 พ.ค. เวลา 17.45น.ที่ท้องสนามหลวง เชิญชวนคนเสื้อแดงที่มีบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ ให้นำมาร่วมพิธีฉีกและเผา เพื่อเป็นการประท้วงการให้การสนับสนุนต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์

วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. เวลา06.00 น. ร่วมพิธีสงฆ์ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลา20.00 น. ร่วมกันเดินขบวนจากสนามหลวงมาที่สะพานผ่านฟ้า จุดเทียนรำลึกวีรชนประชาธิปไตย ปล่อยกระทงสู่ท้องน้ำคลองผ่านฟ้า ร่วมกันขับขานบทเพลงปณิธานเสรีชนให้กึกก้องสะพานผ่านฟ้า ( ทำกระทงที่มีเทียนลอยน้ำได้พร้อมข้อความมาเข้าร่วมด้วย)

และในวันจันทร์ที่ 18 พ.ค. เวลา 10.00 น. ได้นัดรวมพลังชาวเสื้อแดง ประกาศเจตนารมณ์ทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เพื่อเข้ายื่นหนังสือถึงวิปฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

นอกจากนี้ ทาง นปช.จะจัดงานระดมทุน ในวันเสาร์ที่ 23 พ.ค. เวลา 17.00 ดินเนอร์ทอล์ค เรื่อง อนาคตประชาธิปไตยใต้ฟ้าสีเทาระดมทุนเพื่อผลิต นสพ.รายสัปดาห์ Red News ที่ห้องคอนเวนชั่น ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยพบกับ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อาทิ นายอดิศร เพียงเกษ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา และนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน แกนนำ นปช. นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายวิบูลย์ แช่มชื่น ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แ กนนำ นปช.รุ่น2

ทั้งนี้ ได้มีการจัดจำหน่ายบัตรร่วมงานดังกล่าว บัตรละ 1000 บาท หรือโต๊ะละ 10,000 บาท โดยติดต่อ ที่หน้าร้านกาแฟความจริงวันนี้ ชั้น 6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว

อนุฯ แก้ รธน.เลือก “พล.อ.เลิศรัตน์” เป็น ปธ.

เว็บไซต์เดลินิวส์ - วันนี้(13 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หารือวางกรอบการทำงาน ซึ่งอนุกรรมการให้นำข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคการเมือง ที่ส่งมาให้ก่อนหน้านี้ ศึกษาร่วมกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ที่มีนายกระมล ทองธรรมชาติ เป็นประธาน รวมทั้งเปิดช่องทางให้องค์กรต่างๆ เสนอความเห็นด้วย

ล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้สรุปประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญส่งให้อนุกรรมการฯ เนื้อหาส่วนใหญ่คล้ายพรรคการเมืองอื่นคือ เสนอเรื่องการยุบพรรค มาตรา 68 มาตรา 237 ส่วนการเลือกตั้งให้เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน ไม่มีการสรรหา รวมทั้งแก้มาตรา 190 ด้วย อย่างไรก็ตาม เหลือเพียงพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวเท่านั้นที่ยังไม่เสนอประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นอกจากที่ประชุมยังได้เลือก พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธาน โดยมีนายถวิล ไพรสนฑ์ และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นรองประธาน ขณะเดียวกัน ได้เลือก นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช เป็นเลขานุการ โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

สภาเห็นชอบตั้ง กมธ.ประจำสภาฯ 35 คณะฉลุย! หลังยืดเยื้อยาวกว่า 4 เดือน

เว็บไซต์แนวหน้า - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการเลือกกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ตามที่ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาลได้เสนอเลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนหลังจากค้างการพิจารณา โดยนายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ได้เสนอรายชื่อ ส.ส.ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย เข้าเป็นกรรมาธิการครบทั้ง 35 คณะซึ่งที่ประชุมได้รับรอง บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อให้การทำงานของคณะกรรมาธิการของสภาสามารถดำเนินการไปได้ ก่อนหน้านี้ทุกพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ในสภาได้เสนอรายชื่อตามสัดส่วนเสร็จเรียบร้อยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังจากนี้แต่ละคณะกรรมาธิการจะได้นัดประชุม เพื่อเลือกประธาน และตำแหน่งต่างๆโดยส่วนใหญ่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการต่างๆ จะคงตามเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงเพียง 3 คณะคือประธานคณะกรรมาธิการการตมนาคม จะเป็นสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ส่วนประธานคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยและประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง เป็นสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ หลังวิปทั้งสองฝ่ายได้ประชุมหารือมีข้อยุติแล้วเพื่อให้งานตรวจสอบของกรรมาธิการเดินหน้าไปได้ หลังจากการเลือกกรรมาธิการสามัญประจำสภาฯได้ค้างการพิจารณามายาวนานตั้งเปิดสมัยประชุมเกือบ 4 เดือน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ที่เสนอโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและนายนิพิฎฐ์ อินทสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ ลงมติรับหลักการด้วยเสียง 275 ต่อ 0 งดออกเสียง 13 พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 36 คนไปพิจารณาแปรญัตติตามข้อบังคับ 7 วัน ใช้ร่างผู้ตรวจการแผ่นดินฯเป็นหลักในการพิจารณา

นายกรัฐมนตรีระบุการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา

สำนักโฆษก - วันนี้เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติของ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชว่า ไม่น่าจะเป็นประเด็นคำตอบ เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องของหลักการที่พูดถึงว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือกระบวนการยุติธรรมมีปัญหา แต่จะกลายเป็นถูกมองว่าทุกพรรคจะมาแบ่งปันผลประโยชน์มากกว่าถ้าไปสรุปอย่านั้น และส่วนตัวไม่ได้มองว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ เพราะประเด็นพื้นฐานที่มีการเรียกร้องนั้นเป็นเรื่องอื่น

ต่อข้อถามว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด แต่ไม่มีคนนอกเลยเท่ากับไม่เป็นการเปิดกว้างให้คนเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการใหญ่นั้นมีบุคคลภายนอกอยู่ ซึ่งเชื่อว่าคณะอนุกรรมการแต่ละชุดก็คงจะไปหากรอบความคิดหรือกรอบการทำงานในส่วนของเขาก่อน และคิดว่าคงไม่ได้ไปปิดกั้นการมีส่วนร่วมจากข้างนอกซึ่งตนเชื่ออย่างนั้น

ป.ป.ช.ตั้ง กรรมการชุดใหญ่สอบกรณีถอดถอน 5 รมต. มาร์ค

เว็บไซต์แนวหน้า - นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เรื่องขอให้ถอดถอน รัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จำนวน 5 คนออกจากตำแหน่ง ว่า ด้วยประธานวุฒิสภา ได้มีหนังสือลงวันที่ 23 มี.ค.52 ส่งคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะจำนวน 171 คนซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ถอดถอนนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกษิต ภิรมณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกจากตำแหน่ง กรณีมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในหลายข้อกล่าวหา

คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำร้องขอให้ถอดถอนดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพ.ศ.2542 โดยกำหนดให้คณะกรรมการป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริงและมอบหมายให้นายกล้านรงค์ จันทิก และนายใจเด็ด พรไชยา เป็นกรรมการป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน

เพื่อไทยยื่นหนังสือถึงยูเอ็นตรวจสอบสลายชุมนุม

เว็บไซต์เดลินิวส์ - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 11.00 น. วันนี้ (13 พ.ค.) ที่สำนักงานสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) และคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยได้นำเอกสารภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ในวีซีดีมามอบให้ เพื่อขอให้ตรวจสอบการสลายชุมนุมของทหาร เมื่อวันที่ 13-14 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า จะประสานไปยังองค์กรสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลการปฏิบัติการของฝ่ายทหารต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยยอดผู้สูญหายจากที่ได้รับแจ้งมีจำนวนมาก และยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ครอบครัวไม่กล้าไปแจ้งความ ดังนั้น ทางพรรคจะเร่งรวบรวมข้อมูลที่เหลือส่งให้สหประชาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่อไป

นายกรัฐมนตรีมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกรณีพบโครงกระดูกมนุษย์ที่แสมสาร

สำนักโฆษก - วันนี้เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเบาะแสพบโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมากอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ในทะเลอ่าวไทย ที่ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่คาดว่าอาจจะเป็นศพหรือโครงกระดูกผู้สูญหายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬว่า กำลังประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความพร้อมลงไปดูในเรื่องดังกล่าวโดยได้ประสานทางวาจาไปแล้ว ส่วนได้มีการประสานไปทางกองทัพเรือหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มีความจำเป็น ซึ่งขณะนี้ตนทราบมาว่ามีเรื่องเก่าที่เคยมีข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นเรื่องของขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ ดังนั้นจึงอยากจะให้นำข้อมูลทั้งหมดมารวบรวมก่อน และให้บุคคลที่มีความพร้อมทางด้านปฏิบัติไปดำเนินการตรวจสอบต่อไป ซึ่งก็จะได้เร่งดำเนินการให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว

ท่านผู้หญิงวิระยาเล็งฟ้องสนธิ ปกป้องชื่อเสียง

เว็บไซต์ไทยรัฐ - ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานกรรมการเลขาธิการมูลนิธิบำรุงขวัญทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าววันนี้ (13 พ.ค.) กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อเตรียมยื่นเรื่องฟ้องหมิ่นประมาทนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเว็บไซต์สำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่กล่าวหาว่าตนเป็นคนฉ้อโกง และเป็นสิบแปดมงกุฎ ซึ่งทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง

ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวต่อว่า การฟ้องร้องครั้งนี้ คงไม่เรียกค่าเสียหายใดๆ แต่เป็นการฟ้องเพื่อปกป้องเกียรติยศ และชื่อเสียงของตน ส่วนคดีลอบสังหารนายสนธินั้น ยืนยันว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง และไม่มีตำรวจมาสอบปากคำ หรือมาขอข้อมูลจากตน ทั้งนี้ ตนยังมีกำลังใจที่เข้มแข็ง และมีผู้ให้กำลังใจมากขึ้นกว่าเดิม

ส่วนที่มีกระแสข่าวระบุว่า ผู้ที่บริจาคเงิน 10,000 บาท ให้กับมูลนิธิบำรุงขวัญทหาร ตำรวจฯ จะได้รับพระพุทธปฏิมากรนั้น ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง และตนไม่เคยนำพระดังกล่าวมาจำหน่าย นอกจากมอบให้ทหารด้วยใจศรัทธา เพื่อปกป้องคุ้มครอง

เศรษฐกิจ

ครม.ไฟเขียวคลังกู้พันล้านดอลล์ ฟื้นเศรษฐกิจ-โครงสร้างพื้นฐาน

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.วานนี้ (13 พ.ค.) ว่า ที่ประชุมอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินจากธนาคารโลก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันประเทศในระยะยาว หลังจากได้เคยอนุมัติในหลักการให้กู้เงินจาก ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี และ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ ไจก้า วงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 72,000 ล้านบาท หลังจากนี้ให้นำร่างสัญญาเงินกู้และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ภายใต้โครงการ Public Sector Reform Development Policy Loan (PSRDPL) เสนอสภาขอความเห็นชอบต่อไป

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามสัญญาเงินกู้ รวมทั้งเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในนามรัฐบาลไทย และ ครม.ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเตรียมความเห็นทางกฎหมายโดยด่วน

ทั้งนี้เงินกู้ดังกล่าว กระทรวงการคลังจะกู้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยลอยตัวเฉลี่ย 15 ปี ที่ 3.55% ระยะเวลาเบิกจ่ายเงินกู้ภายในวันที่ 1 ส.ค. 2553 หรือขยายเวลาออกไปได้ตามความจำเป็น รวมเวลา 20 ปี ปลอดดอกเบี้ย 8 ปี ชำระคืนต้นเงินกู้ 24 งวด หรือกำหนดชำระปีละ 2 ครั้ง ส่วนการคำนวณอัตราดอกเบี้ยให้คำนวณตามต้นทุนการกู้ยืมเงินของธนาคารโลกบวกอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ โดยธนาคารโลกจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยทุก 6 เดือน

รายงานข่าวระบุว่า ครม. เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2552 เห็นชอบหลักการการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะกู้เงินจาก 3 แหล่ง ได้แก่ ธนาคารโลก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น วงเงิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2552 รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจากู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว

นายวัชระ ระบุว่า ครม.ยังมีมติอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ต่ออายุสัญญาเงินกู้ วงเงิน 800 ล้านบาท จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ครบกำหนดอายุสัญญาวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา อีก 1 ปี เพื่อให้ ร.ฟ.ท.ใช้เป็นเงินสดสำรองกรณีมีปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียนช่วงใดช่วงหนึ่ง ขณะที่ ร.ฟ.ท.ได้ประมาณการงบประมาณประจำปี 2552 พบว่า ร.ฟ.ท.ได้ประมาณการรายได้ไว้ที่ 8,771 ล้านบาท รายจ่าย 12,729 ล้านบาท หรือมีผลขาดทุน 3,958 ล้านบาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ 7,578 ล้านบาท จะทำให้ ร.ฟ.ท.มีผลขาดทุนสุทธิ 11,536 ล้านบาท

ทุนนอกลุยหุ้นเอเชีย หุ้นไทยรับอานิสงส์ทะยานกว่า 30%

เว็บไซต์ไทยรัฐ - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงินทุนต่างชาติได้ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียรวมทั้งตลาดหุ้นไทย อย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือน มี.ค.ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันรวมกว่า 9 สัปดาห์แล้ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับขึ้นมาแล้วกว่า 30% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีได้ปรับขึ้นมาถึง 123.5 จุด หรือประมาณ 30% จากระดับต่ำสุดของเดือน มี.ค.52 ซึ่งอยู่ที่ 411.27 จุด บวกขึ้นมาล่าสุด 11 พ.ค.อยู่ที่ 534 จุด

โดยนักลงทุนต่างชาติได้เข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยนับจากเดือน มี.ค.ถึงปัจจุบัน 12,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการกลับเข้ามาซื้อหุ้นของต่างชาติ หลังจากที่ได้เทขายหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันถึง 16 เดือน นับแต่เดือน พ.ย.50 รวมเป็นเม็ดเงินที่ขายสุทธิออกมากว่า 225,059 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงไปกว่า 47.56% จากสิ้นปี 50 ที่ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ที่ 858.10 จุด

ส่วนดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐฯก็ได้ทะยานปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 33.97% หากนับจากจุดต่ำสุดของดัชนีที่ลงลึกไปในวิกฤติรอบนี้ถึง 6,400 จุด โดยล่าสุดได้ทะยานขึ้นมายืนเหนือระดับ 8,574.65 จุดได้ (8 พ.ค.52) หรือปรับขึ้นมาได้กว่า 2,174.65 จุด

ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ กรรมการผู้อำนวยการบริษัทหลักทรัพย์ซิตี้คอร์ป (ประเทศไทย) กล่าวว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเอเชียจำนวนมหาศาลได้ส่งผลให้ดัชนีหุ้นทุกตลาดในเอเชียทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงและต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลของซิตี้คอร์ปพบว่า เงินทุนที่ไหลออกจากตลาดเอเชียนับจากเดือน พ.ย.ปี 50 ต่อเนื่องถึง ก.พ.52 กว่า 240,000-250,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นั้น ขณะนี้พบว่าได้มีเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียแล้วประมาณ 24% หรือร่วม 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นจึงยังมีเงินที่ออกไปและยังไม่ได้ไหลกลับเข้ามาที่เหลืออีก 180,000 เหรียญสหรัฐฯที่อาจจะกำลังทยอยเข้ามา

แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของซิตี้คอร์ปมองว่าเงินที่ไหลกลับเข้ามาในเอเชียรอบนี้ ตลาดหุ้นไทยได้ส่วนแบ่งน้อยมาก เพราะขนาดของตลาดที่เล็กกว่าประเทศอื่น ประกอบกับปัญหาการเมืองภายใน แม้จะคลี่คลายลงแต่ต่างชาติมองว่าปัญหาที่แท้จริงยังไม่จบ บางส่วนจึงไม่มั่นใจที่จะกลับทุ่มเงินเข้ามาลงทุน

ขณะที่ผลสำรวจล่าสุด นักวิเคราะห์หุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มการคาดการณ์ดัชนีหุ้นปลายปีนี้ขึ้นมาเป็นเฉลี่ย 535 จุด เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 495 จุด และคาดว่าดัชนีสูงสุดของปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 582 จุด โดยบางแห่งให้ดัชนีสิ้นปีนี้สูงสุดถึง 610 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากเงินทุนไหลเข้า และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆทั่วโลกเริ่มสร้างความมั่นใจ โดยนักวิเคราะห์ ส่วนใหญ่ 53% คาดว่าดัชนีหุ้นจะปรับขึ้นแตะจุดสูงสุดได้ในไตรมาส 4 แต่อีก 33% คาดว่าจะอยู่ในไตรมาส 2

“ตั้งแต่กลาง มี.ค.เงินทุนเริ่มไหลเข้าซื้อสุทธิ 12,000 ล้านบาท ส่วนจะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาวนั้น ยังต้องจับตา แต่อย่างน้อยแรงซื้อที่เข้ามาได้ทำให้ภาพรวมทั้งปีพลิกจากขายสุทธิมาเป็นการซื้อสุทธิแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี”

นักวิเคราะห์ยังได้ประเมินจุดต่ำสุดของดัชนีปีนี้เฉลี่ยไว้ที่ 391 จุดโดยปัจจัยลบที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ถึง 78% ให้น้ำหนักมากที่สุดคือปัญหาการเมืองภายในประเทศ และความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาล

คุณภาพชีวิต

สามีช่วยภรรยาแบกภาระได้แล้วยาคุมผู้ชายได้ผล

เว็บไซต์ไทยรัฐ - วารสารการแพทย์ “วิทยาต่อมไร้ท่อและโรคเบาหวาน” ของสหรัฐฯ แจ้งว่า ผลการทดลองยาฉีดคุมกำเนิดผู้ชายในจีนได้ผลดี มีผู้ชายเพียงคนเดียวในจำนวน 100 คนเท่านั้นที่ยังมีลูก คนที่เข้ารับการทดลองต่างถูกฉีดยาให้เดือนละ 1 เข็ม และเมื่อเลิกฉีดยานาน 6 เดือน ปรากฏว่าต่างก็กลับมีปริมาณตัวอสุจิจำนวนเท่าเดิม

ผู้เชี่ยวชาญปัญหาการคุมกำเนิด พากันแซ่ซ้อง ความสำเร็จครั้งนี้ และให้ความเห็นว่ายาฉีดคุมกำเนิดของผู้ชายจะทำให้ผู้ชายช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องการคุมกำเนิดจากผู้หญิงได้บ้าง อย่างไรก็ดี ยังจำเป็นจะต้องมีการทดลอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยกันต่ออีก ถ้าหากว่าการทดลองต่อไปสำเร็จเรียบร้อยดี ยานี้ก็คงจะได้ออกโรงภายในเวลา 5 ปีนี้

คาดเกณฑ์วิทยุชุมชนมีผล มิ.ย.นี้

เว็บไซต์เดลินิวส์ - พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านกิจการกระจายเสียงวิทยุชุมชน ในคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กล่าวภายหลังร่วมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) และร่างมาตรฐานทางเทคนิคกิจการบริการชุมชน (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) ฉบับชั่วคราวเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ ผ่านมา ว่าจากการทำประชาพิจารณ์ พบว่า ผู้ประกอบการมีข้อเสนอให้ยืดระยะเวลาการขอใบอนุญาตออกไปเป็น 1 ปี นับจากวันลงทะเบียนเป็นผู้ทดลองออกอากาศ รวมทั้งขอให้มีการโฆษณาในรายการได้

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานหลังรับฟังความคิดเห็น คณะทำงานจะนำไปปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์ในวันที่ 13 พ.ค.นี้ และยื่นร่างหลักเกณฑ์ที่ได้ปรับปรุงให้คณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์พิจารณาในวันที่ 15 พ.ค. หลังจากนั้นส่งเรื่องให้ กทช.พิจารณาในวันที่ 20 พ.ค.นี้ โดย กทช.จะใช้เวลาพิจารณาและปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติมอีกประมาณ 7 วัน ก่อนนำข้อมูลแสดงบนเว็บไซต์เป็นเวลา 7 วัน คาดจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และบังคับใช้ได้ประมาณต้นเดือน มิ.ย.นี้

พ.อ.ดร.นที กล่าวว่า การยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุชุมชนชั่วคราวมีค่าธรรมเนียมเพียงปีละ 500 บาทเท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีผู้แอบอ้างว่าสามารถช่วยให้สถานีวิทยุชุมชนต่าง ๆ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุชุมชนได้ แต่ต้องใช้เงิน 6-7 แสนบาท ซึ่งขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และสถานีวิทยุชุมชนต่าง ๆ จะไม่สามารถขอใบอนุญาตได้ ถ้าไม่มี คุณสมบัติและเนื้อหาตามที่กฎหมายกำหนด

ทช.เร่งปลูกป่าแก้น้ำเซาะชายฝั่ง

เว็บไซต์คมชัดลึก - นายสำราญ รักชาติ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงการนำร่องใช้ธรรมชาติมาช่วยแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จ.สมุทรสาครถึงสมุทรปราการให้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะนอกจากแนวไม้ไผ่ซึ่งกรมและชุมชนร่วมกันนำไปปักไว้จะช่วยชะลอความรุนแรงของกระแสน้ำที่กัดเซาะชายฝั่งแล้ว พบว่ายังทำให้เกิดการทับถมของตะกอนดินที่ถูกกระแสน้ำพัดมาเฉลี่ยถึงปีละ 57 เซนติเมตรด้วย

“ในเบื้องต้นกรมเตรียมนำพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด อาทิ โกงกาง แสม ลำพู เป็นต้น ให้ชุมชนนำไปปลูกป่าชายเลนในแนวตะกอนดินดังกล่าว ควบคู่ไปกับการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ด้านหลังแนวไม้ไผ่ ที่เรียกว่าแนวถอยร่นเฉลี่ยพื้นที่ละ 50-100 เมตร เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติในการป้องกันปัญหาการกัดเซาะในระยะยาวต่อไป”

นายสำราญกล่าวด้วยว่า พื้นที่อ่าวไทยตอนบนเป็นทะเลเปิด ไม่มีเกาะหรืออ่าวที่จะช่วยชะลอความรุนแรงของคลื่นลม ประกอบกับการขยายตัวของชุมชนเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้ป่าชายเลนในพื้นที่จ.สมุทรสาครถึงสมุทรปราการ ซึ่งเดิมมีประมาณ 3 หมื่นไร่ เหลือเพียง 1 หมื่นไร่ จึงเป็นเหตุให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ดังกล่าวมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น กรมจึงร่วมกับชุมชนในพื้นที่นำไม้ไผ่ปักตลอดแนวชายฝั่ง พบว่าวิธีดังกล่าวช่วยลดความรุนแรงของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและทำให้มีพื้นที่ปลูกป่าชายเลนเพิ่มขึ้น

สภามีมติรับ ร่าง กม.คุ้มครองอุ้มบุญ “ลูกบุญธรรม” แล้ว

เว็บไซต์แนวหน้า - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนฯทำหน้าประธาน ซึ่งได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ฉบับที่...) พ.ศ.... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้เสนอโดยสาระสำคัญของร่างเนื่องจากขณะนี้ไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก และความร่วมมือ ในการรับรองบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศ โดยกำหนดให้รัฐภาคีต้องมาจัดการกระทำ ดังกล่าวเป็นความผิดในเรื่องของการค้าเด็ก ค้าประเวณี และสื่อลามกต่างๆ จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะให้คนไทยด้วยกันรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมากกว่าจะให้ชาวต่างชาติ แต่ก็พบปัญหา อุปสรรคและข้อจำกัดต่าง ๆในเรื่องค่านิยม ความเชื่อ และวัฒนธรรมของไทย ได้แก่คนไทยจะไม่นิยมรับเด็กที่มีสภาพผิดปกติ พิการ ป่วย หรือเมื่อรับไปเลี้ยงดูสักระยะหนึ่งแล้วเกิดมีบุตรเป็นของตนเอง หรือรู้สึกว่าเป็นภาระไม่อยากเลี้ยงดูอีกต่อไป ก็จะนำเด็กกลับมาคืนที่สถานสงเคราะห์ ในกรณีนี้ยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่จะเป็นกรอบหลักเกณฑ์ ที่จะปฏิบัติเพื่อให้การคุ้มครอง และปกป้องสิทธิเด็ก อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมถึงกรณีที่มีการรับบุตรบุญธรรมโดยแอบแฝงเพื่อประโยชน์การค้ามนุษย์ นอกจากนั้น กฎหมายนี้ยังมีลักษณะเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศที่สามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ หลังจากสมาชิกได้อภิปรายแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนพร้อมแสดงความเป็นห่วงตั้งข้อสังเกตอย่างกว้างขวาง ในที่ประชุมที่ประชุมลงมติรับหลักการของร่างด้วยเสียง 263 เสียง ต่อ 1 งดออกเสียง 3 ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 36 คนพิจารณาแปรญัตติตามข้อบังคับ 7 วัน ก่อนประธานสั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 18.15น.

ต่างประเทศ

เผยยอดติดเชื้อทั่วโลก 6 พันคน เตือนจำกัดใช้ยา

เว็บไซต์ไทยรัฐ - สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานความคืบหน้าการระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 เมื่อ 13 พ.ค.ว่าองค์การอนามัยโลก หรือ WHO เปิดเผยตัวเลขผู้ป่วยล่าสุดมีเกือบ 6,000 คนแล้ว คือ อยู่ที่ 5,915 คนใน 33 ประเทศทั่วโลก ส่วนผู้เสียชีวิตมี 61 คน แบ่งเป็นในเม็กซิโก 56 คน สหรัฐฯ 3 คน แคนาดาและคอสตาริกามีชาติละ 1คน โดยสหรัฐฯ ขึ้นแท่นชาติที่มีผู้ป่วยมากที่สุดในโลกแทนเม็กซิโก ต้นตอการระบาด ขณะนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 3,009 คนใน 45 รัฐทั่วประเทศ ส่วนเม็กซิโก มีผู้ป่วย2,059 คน แคนาดา 358 คน คอสตาริกา 8 คน

ส่วนชาติอื่นๆ อาร์เจนตินา 1 คน ออสเตรเลีย 1 คน ออสเตรีย1คน บราซิล 8 คน อังกฤษ 68 คน จีน 4 คน(จีนแผ่นดินใหญ่ 2 คนและฮ่องกง 2 คน) โคลอมเบีย 6 คน คิวบา 1 คน เดนมาร์ก 1 คน เอลซัลวาดอร์ 4 คน ฟินแลนด์ 2 คน ฝรั่งเศส 13 คน เยอรมนี 12 คน กัวเตมาลา 3 คน ไอร์แลนด์ 1 คน อิสราเอล 7 คน อิตาลี 9 คน ญี่ปุ่น 4 คน เนเธอร์แลนด์ 3 คน นิวซีแลนด์ 7 คน นอรเวย์ 2 คน ปานามา 29 คน โปแลนด์ 1 คน โปรตุเกส 1 คน เกาหลีใต้ 3 คน สเปน 98 คน สวีเดน 2 คน สวิตเซอร์แลนด์ 1 คนและไทย 2 คน

ด้านดร.นิกโกะ ชินโดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ขององค์การอนามัยโลกหรือ WHO กล่าวเตือนเจ้าหน้าที่ชาติต่างๆ ให้จำกัดการใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่2009 เฉพาะกรณีที่อาการรุนแรงหรือเสี่ยงต่อชีวิตจริงๆเท่านั้น เพื่อเก็บสต็อคยาหรือวัคซีนไว้ใช้กรณีเกิดระบาดในวงกว้างและว่าควรใช้กับผู้ ป่วยที่มีอาการป่วยอื่นๆหรือมีอาการแทรกซ้อน อย่างเช่น ผู้ตั้งครรภ์ เพราะผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ อาจมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงไม่พอต้านเชื้อไวรัสอยู่ ซึ่งกรณีดังกล่าวดร.แอนน์ ชูแชต จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค(ซีดีซี)ของสหรัฐฯ เผยว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยติดไวรัส ควรได้รับยาต้านไวรัส เพราะความเสี่ยงจากเชื้อไวรัสที่มีต่อทารกในครรภ์มีมากกว่าความเสี่ยงจากยา ต้านไวรัส อย่าง ทามิฟลูและ เรเลนซาด้วยซ้ำ ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้หญิงตั้งครรภ์ในรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ เสียชีวิตจากไวรัสไข้หวัดใหญ่2009และอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ขณะนี้ในสหรัฐฯยังมีผู้ป่วยติดไวรัสที่เป็นผู้หญิงตั้งครรภ์อย่างน้อย 20 คนซึ่งรวมทั้งบางคนมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆด้วย

ผู้นำปากีฯ วอนนานาชาติช่วยแก้วิกฤติมนุษยธรรม

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - สหประชาชาติ - นายอาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ประธานาธิบดีปากีสถาน เรียกร้องให้นานาประเทศยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพลเรือนกว่าครึ่งล้านคน ที่ต้องกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย ผลพวงจากการสู้รบอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

“ผมและในนามของนายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ขอวิงวอนให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจหายนะภัยของมนุษยชาติที่กำลังเกิดขึ้นในปากีสถาน พลเรือนหลายแสนคนกำลังสูญเสียแหล่งทำกิน รายได้ บ้านและอนาคต” ผู้นำปากีสถานกล่าว

ถ้อยแถลงของนายซาร์ดารี มีขึ้นหลังจากกองทัพปากีสถานโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มตาลีบันอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เป็นเหตุให้พลเรือนกว่า 5 แสนคน ต้องอพยพหนีภัยสงคราม ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่หนีออกมาจาก 3 ตำบลในภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบหนัก เพราะการโจมตีทางอากาศของกองทัพ สำนักงานผู้ลี้ภัยของยูเอ็น ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. มีผู้อพยพไปขึ้นทะเบียนรับการช่วยเหลือ 501,496 คน

ล่าสุดเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพได้ส่งหน่วยคอมมานโดเข้าไปในสวัท วัลเลย์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของตาลีบัน เพื่อเดินหน้าโจมตีแหล่งกบดานของกลุ่มต่อต้าน หลังจากบดขยี้ไปได้กว่า 750 คนในการสู้รบช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน กลุ่มแบ่งแยกดินแดนพยัคฆ์ทมิฬอีแลมในศรีลังกา เผยว่ากองทัพได้โจมตีด้วยปืนใหญ่ใส่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองมัลลิไวกัล ทำให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 49 คน ทั้งคนไข้และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ดี โฆษกกองทัพปฏิเสธว่าไม่ได้ยิงปืนใหญ่โจมตีโรงพยาบาล

เหตุปะทะระหว่างกองทัพศรีลังกาและกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตกว่า 400 คน และอีกกว่า 1,300 คนได้รับบาดเจ็บ

เดลล์เลิกส่งขยะคอมพ์ไปโลกที่3

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - ซีแอตเติล - เดลล์ อิงค์ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรายใหญ่ของสหรัฐ ประกาศอย่างเป็นทางการยกเลิกการส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์ อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ จอภาพ และชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใช้การไม่ได้แล้ว ไปยังประเทศกำลังพัฒนา หลังจากมีเสียงร้องเรียนว่า การที่สหรัฐไม่มีกฎหมายความปลอดภัยแรงงานและสิ่งแวดล้อม ทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ฉวยโอกาสส่งออกขยะอันตรายไปยังประเทศโลกที่สาม จนทำให้อุตสาหกรรมรีไซเคิลเฟื่องฟู

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแสดงความหวังว่า การยกเลิกส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์ของเดลล์ จะเป็นการสร้างมาตรฐานให้ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายอื่นปฏิบัติตาม โดยทางกลุ่มต้องการกดดันให้ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ปรับปรุงพฤติกรรมเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากสหรัฐยังไม่มีกฎหมายควบคุมเรื่องนี้

นางบาร์บารา ไคลี ผู้ประสานงานประจำสหรัฐ กลุ่มพันธมิตรเรียกคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชื่นชมความเคลื่อนไหวของเดลล์ หลังจากกดดัน เดลล์ และผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายอื่นๆ มานาน ให้ปรับปรุงโครงการรีไซเคิลของแต่ละบริษัท พร้อมชี้ว่า สิ่งที่เดลล์ทำ คือ การสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนว่า บริษัทจะไม่ล้ำเส้นที่ขีดไว้

อย่างไรก็ตาม เดลล์ ระบุคำจำกัดความขยะอิเล็กทรอนิกส์ในนโยบายที่แก้ไขใหม่ ว่า คือ ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ไม่ทำงาน ขณะที่นิยามในอนุสัญญาบาเซิลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดของเสียอันตราย ให้ความสำคัญกับการมีสารอันตรายเป็นส่วนประกอบมากกว่า

เหลืองจับขโมยใส่เสื้อประจาน

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ กัวลาลัมเปอร์ - นายโมฮาหมัด บากรี ไซนิน ผู้อำนวยการฝ่ายสอบสวนคดีอาญาของมาเลเซีย ได้แนวคิดใหม่ว่าหากหัวขโมยที่ฉกชิงวิ่งราว ไม่กลัวถูกเฆี่ยนหรือการเข้าคุก ก็น่าจะอับอายหากถูกประจานในที่สาธารณะ ดังนั้น ตำรวจจึงเสนอแนวคิดให้หัวขโมยทำงานบริการสาธารณะอย่างกวาดถนนในเขตที่โจรลงมือก่อคดี พร้อมใส่เสื้อยืดที่มีข้อความ "ฉันเป็นขโมยมือไว" ทั้งนี้ การฉกชิงวิ่งราวมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปีและเฆี่ยน การฉกชิงวิ่งราวซึ่งมักกระทำโดยหัวขโมย 2 คนที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์หลังจากมีผู้หญิงท้อง 2 คนเสียชีวิต เนื่องจากล้มลงกับพื้นขณะถูกฉกชิงวิ่งราว

ตู้เย็นเน่าทำคนเข้า รพ.

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ แคลิฟอร์เนีย - พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งบนอาคารเอทีแอนด์ที เมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ทำความสะอาดตู้เย็นของสำนักงาน ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารกลางวันที่เน่าเสีย โดยนำอาหารที่ยังดีไปไว้ในห้องประชุม และใช้สารเคมีสำหรับทำความสะอาดสองชนิดทำความสะอาดตู้เย็น ทำให้เกิดกลิ่นที่เป็นพิษ จนต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยบริการฉุกเฉิน ปรากฏว่าเมื่อทีมรับมือกับวัตถุอันตรายเดินทางถึงที่เกิดเหตุ ก็พบตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหารเน่าเสีย มีผู้ล้มป่วยเพราะอาเจียนและวิงเวียน 28 คน รวมทั้งเพื่อนร่วมงาน 7 คนของพนักงานคนนี้ ที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล