ที่มา มติชนออนไลน์
"เฉลิม"สละสิทธิ์ชิงเก้าอี้หน.เพื่อไทย อ้างบุคลิกไม่ดี ยก"อภิวันท์"เหมาะสม ลุ้นประชุมใหญ่พรรค31 พ.ค.เลือกกก.บห.-หัวหน้าแทน"ยงยุทธ"ลาออก ส.ส.ยี้"ชัยสิทธิ์"หวั่นถูกครหา"นอมินี" เผย"แม้ว"บัญชาเลือกหัวเรือใหญ่-เลขาฯพรรคด้วยตัวเอง กงสุลไทยในดูไบปูด "เหลิม"พร้อมพวก4คน บินพบนายใหญ่ โวเป็นสปอนเซอร์ใหญ่
"สมชาย" ให้รอฟังมติพรรคเพื่อไทย ได้เป็นหน.หรือไม่
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวว่าถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคาะชื่อให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ โดยระบุว่า ขอรอมติพรรคชี้ขาดก่อน เพราะพูดก่อนจะไม่งาม พร้อมให้ความเห็นถึงกรณีนี้ว่า อาจเนื่องจากตนมีความอาวุโสก็เป็นได้ "เฉลิม"สละสิทธิ์ชิงเก้าอี้หน.เพื่อไทย อ้างบุคลิกไม่ดี
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย เปิดเผยกับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ขอสละสิทธิ์นั่งหัวหน้าพรรค แทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ โดยพูดติดตลกอย่างอารมณ์ดีว่า เพราะเป็นคนบุคลิกไม่ดี พูดจาก้าวร้าวไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าพรรคได้ ขณะเดียวกันก็มองว่ายังมีบุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าพรรค โดยเฉพาะพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง "ยงยุทธ"ลาออกหน.พท. อ้างถึงเวลาต้องมีผู้นำฝ่ายค้าน
ก่อนหน้านี้ นายคณวัฒน์ วศินสังวรณ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. เวลา 10.30-12.30 น. พรรคเพื่อไทย ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ที่ห้องประชุม ที่ทำการพรรคเพื่อไทยอาคาร บีบีดี บิ้วดิ้ง ย่านถรรพระราม 4 โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งนายยงยุทธได้แจ้งความจำนงที่จะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยจะมีการยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นหลังการสัมมนาทางวิชาการของพรรคเพื่อไทย วันที่ 21 พ.ค. ซึ่งนายยงุยทธ ได้กล่าวระหว่างการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่า ถึงจังหวะเวลาที่ตัวเองจะต้องลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะวันนี้พรรคเพื่อไทยจะต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน จึงจำเป็นจะต้องมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ภาคภูมิใจที่ข้าราชการประจำอย่างตัวเอง ได้มารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด นายคณวัฒน์ กล่าวว่า จากนั้นที่ประชุมได้หารือกันถึงกำหนดวันประชุมใหญ่พรรค เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 31 พ.ค. เวลา 08.30 น. ที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ตามจำนวน 13-29 คนตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทย ได้กำหนดเอาไว้ จากนั้นที่ประชุมได้อภิปรายกันถึงผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคชุดใหม่ว่าควรจะเป็น ส.ส. เพื่อให้การทำงานของพรรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยี้"ชัยสิทธิ์"หวั่นข้อหา"นอมินี"
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส.ส.เพื่อไทยหลายคนเริ่มมาสะกิดว่าผู้ที่เหมาะสมตำแหน่งหัวหน้าพรรคมีชื่อของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรค นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถเป็นผู้นำพรรคได้ แต่เท่าที่เช็คเสียง ส.ส.ส่วนใหญ่ยังสนับสนุน ร.ต.อ.เฉลิม หากแกนนำพรรคเป็นห่วงว่าหาก ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหัวหน้าพรรค อาจจะทำให้พรรคแตกความสามัคคี หรือการหาเสียงเลือกตั้งครั้งใหม่นั้นก็ให้ ร.ต.อ.เฉลิม รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปก่อน แล้วค่อยมีการปรับเปลี่ยนตัวหน้าพรรคกันอีกครั้ง ในช่วงใกล้กับการเลือกตั้ง เพื่อเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีในการหาเสียงก็ได้ "คนนอกที่เหมาะสมก็มีหลายคน ถ้ามองในมุมองของเศรษฐกิจคือนายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หากจะมองในมุมของความมั่นคงต้องเป็น พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ส่วน พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.สส. ลูกพี่ลูกน้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส.ส.ส่วนใหญ่เห็นว่าอาจจะถูกกล่าวหาเรื่องเป็นนอมินี พ.ต.ท.ทักษิณ ซ้ำอีก หรือถ้าต้องการคนนอกจริงๆ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความเหมาะสม แต่ ร.ต.อ.ปุระชัยจะยอมรับตำแหน่งหรือไม่" นายสุชาติกล่าว
ให้"ทักษิณ"เลือกหน.-เลขาฯพรรค แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า เบื้องต้นแกนนำพรรคเพื่อไทยได้วางรูปแบบคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ โดยจะมีทั้งคนที่เป็น ส.ส.และไม่ใช่ ส.ส. มารับตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรค กำหนดไว้ว่าจะมี 21 คน จากสูตร 5-7-9 ที่จะมาจาก 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ 1.พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้รับเอกสิทธิ์ในการคัดเลือกตัวแทนมารับ 5 ตำแหน่งสำคัญโดยเฉพาะหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค 2.สัดส่วนของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน ที่แบ่งเป็นกลุ่มทางการเมืองต่างๆ คัดสรร 7 คน และ 3.ส.ส.จากกลุ่มต่างๆ ที่จะจัดสรรเข้ามาอีก 9 คน
"ความเห็นเรื่องหัวหน้าพรรคคนใหม่ยังไม่ลงตัว ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าหัวหน้าและเลขาธิการพรรคควรมาจาก ส.ส.เพื่อขับเคลื่อนงานในสภาไปก่อน หากมีการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งแล้ว จึงพิจารณาเลือกหัวหน้าพรรคใหม่อีกครั้ง โดยแคนดิเดต ได้แก่ พ.อ.อภิวันท์ นายมิ่งขวัญ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม และนายวัลลภ สุปรียศิลป์ ส.ส.น่าน ส่วนแคนดิเดตเลขาธิการพรรค ได้แก่ นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าหัวหน้าพรรคควรเป็นผู้ใหญ่และมีบารมี สามารถเจรจากับหลายฝ่ายได้ อาทิ พล.อ.เชษฐา พล.อ.ชัยสิทธิ์ หรือนายโอฬาร" แหล่งข่าวกล่าว แหล่งข่าวกล่าวว่า ถ้าเลือก พ.อ.อภิวันท์เป็นหัวหน้าพรรค จะทำให้พรรคเพื่อไทยเสียตำแหน่งรองประธานสภาคนที่สอง ส่วนนายมิ่งขวัญ เจ้าตัวยังแบ่งรับแบ่งสู้ด้วยเกรงว่าจะตกเป็นเป้าโจมตี เช่นเดียวกันเสียงในพรรคบางคนเห็นว่าควรเก็บนายมิ่งขวัญไว้ในช่วงเลือกตั้ง ทั้งนี้ หากหัวหน้าพรรคยังเป็นคนนอกจะไม่ต่างอะไรจากเดิม อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวด้วยว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยอาสาขอดูแลพรรคกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ตกลงในเงื่อนไขบางอย่างไม่ลงตัว
กงสุลดูไบปูด"เฉลิม"บินพบ"แม้ว" แหล่งข่าวจากสถานกงสุลใหญ่ไทย ประจำเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบการเข้าพักโรงแรมดุสิตธานี ดูไบ เมื่อวันที่ 10-14 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีรายชื่อของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายสงวน ติยะไพบูลย์สิน อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท นายโจ เชาวน์เกษม และนายลิม ชู เสง นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้จองห้องพักจำนวน 4 ห้อง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเอกสารการเดินทาง พบว่าทั้ง 4 คนได้ใช้หนังสือเดินทางของสหรัฐอเมริกาเพื่อขอเดินทางเข้าเมืองดูไบ ซึ่งการเดินทางมาเมืองดูไบครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะไปหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ รวมทั้งแนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทย แหล่งข่าวยังได้อ้างถึงคำพูดของ ร.ต.อ.เฉลิมด้วยว่า ในระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกัน ร.ต.อ.เฉลิมเปรยขึ้นมาว่า "สปอนเซอร์ใหญ่ของทริปนี้คือนายกฯทักษิณ"
"อภิวันท์"ยินดีเป็นหน."เพื่อไทย" แย้มน้อง"แม้ว"ร่วมทีม ก่อนหน้านี้ พ.อ.อภิวันท์ วิริยชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย เอฟเอ็ม 97 เมกะเฮริทซ์ ถึงกรณีกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเตรียมประชุม เพื่อพิจารณาการเลือกหัวหน้าพรรคแทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคที่มีกระแสจะลาออกว่า เคยบอกกับที่ประชุมพรรคไปแล้วว่าไม่ต้องการเป็นหัวหน้าพรรค เพราะการทำหน้าที่รองประธานสภาฯนั้น ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้มากกว่า แต่หากว่าสมาชิกพรรคต้องการให้ตนเป็นหัวหน้าพรรคตนก็ยินดี แต่ตนจะเสนอกับพรรคว่าควรให้ภาคต่างๆ คัดเลือกส.ส. หรือประธานภาคต่างๆ ขึ้นมาเสนอชื่อคนที่จะเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อให้คณะผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรคร่วมกันลงมติ
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนและส.ส.ของพรรคส่วนใหญ่ได้หารือกันแล้วว่าต้องสร้างพรรคให้เป็นสถาบัน ฉะนั้นควรที่จะจัดทำโครงสร้างผู้บริหารพรรคใหม่คือมีตัวแทนจากประธานส.ส.ภาคต่างๆ หัวหน้าพรรค รวมทั้งอาจมีพี่น้องของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยสักหนึ่งคนเข้ามาเป็นคณะผู้บริหารพรรค ซึ่งได้ตนหารือกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ไปบ้างแล้วและนางสาวยิ่งลักษณ์ก็แสดงความเห็นด้วย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, May 19, 2009
"เฉลิม"สละสิทธิ์ชิงเก้าอี้หน.เพื่อไทย ยก"อภิวันท์" คุณสมบัติเหมาะ กงสุลดูไบเผย"เหลิม"ดอดบินพบ"แม้ว"
อาเซียนซัมมิทล่ม
ที่มา เดลินิวส์
ที่สุดการประชุมอาเซียนซัมมิทกับคู่ค้า หรือ อาเซียนบวก 3 บวก 6 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่ รัฐบาลวางแผนจัดแก้ตัวที่ภูเก็ตปลายมิถุนายนใหม่ ก็มีอันล่มอีกครั้ง ต้องยกยอดไปประชุมเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นการประชุมปกติ
แม้รัฐบาลไทย ยอมให้แต่ละชาติ ขน รปภ.มาคุ้มกันผู้นำเอง และ เตรียมใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ให้ทหารเข้ามามีบทบาทคุมเข้มความปลอดภัย ตำรวจเชิญตัวผู้ต้องสงสัยสอบปากคำและจับขังได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล
ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง อยากให้การประชุมที่ไทยเป็นเจ้าภาพ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ที่เป็นประธานอาเซียน ทำงานสำเร็จ เพื่อหน้าตาของไทย หลังวิกฤติ 19 ก.ย. 49 ที่ทำให้ไทยกลายเป็นเป็ดง่อย มีการฉีกรัฐธรรม นูญ ใช้รถถังยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน
และต่อมากลายเป็น บ้านป่าเมืองเถื่อน เสื้อเหลือง บุกเอ็นบีที ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เสื้อแดงล้มอาเซียนซัมมิท เกิดสงกรานต์เลือด ใช้ทหารออกมาสลายม็อบ
มองแค่เผิน ๆ การประชุมอาเซียนซัมมิท ก็เหมือนการชุบตัวสังข์ทอง สร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยให้ไฉไล ทั้งที่วิกฤติการเมืองยังวนในเขาวงกต มองไม่เห็นทางออก เคเบิลทีวีบางช่องยังเดินหน้าก็ล้างสมองอย่างเอาเป็นเอาตาย มองฝ่ายตรงข้ามเป็นพวกอธรรม
รัฐบาลเทพประทาน มีบุญสุด ตัวช่วยสารพัด จนเป็นเจ้าภาพจัดประชุมได้ แต่ก็ล่มกลางคัน มีการโยนบาปให้กลุ่มเสื้อแดงเต็ม ๆว่า เป็นศัตรูชาติที่ทำลายการประชุม ขณะที่ อภิสิทธิ์ ได้เป็น ฮีโร่ จากสถานการณ์นี้
แต่ก็ยังมีความจริงอีกด้าน เหตุการณ์ที่พัทยา มีกลุ่มเสื้อน้ำเงิน ที่จู่ ๆ ไม่รู้โผล่มาจากไหน กลายเป็นตัวป่วน ทุกสื่อ จับภาพที่ พ่อมดเขมร เนวิน ชิดชอบ ในชุดเสื้อน้ำเงิน นั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ บัญชาการรบเอง
ภาพในทีวี เสื้อแดงมาถึง เสื้อน้ำเงิน มีการขว้างระเบิด ยิงปืน ทำให้เสื้อแดงคลั่ง บุกฮือไปทุบกระจก รร.รอยัลคลิฟท์บีช จนแตกกระจาย ทำให้ผู้นำชาติต่าง ๆ ต้องหนีตายอุตลุด ไป ฮ. ก็มี ลงเรือก็มี
ก่อนหน้านั้น นายกฯ และนายสุเทพ มั่นอกมั่นใจ หลังประชุมกับเหล่าทัพและตำรวจ ยืนยันว่า การประชุมที่ พัทยา ทุกอย่างเรียบร้อย ไร้ปัญหา แล้วจู่ ๆ ทำไมมีเสื้อน้ำเงินมาป่วน
อภิสิทธิ์ ยืนยันว่า การเลื่อนอาเซียนซัมมิทเที่ยวนี้ เป็นเรื่องที่ผู้นำแต่ละชาติ ว่างไม่ตรงกัน เช่น ผู้นำเกาหลีใต้ไปสหรัฐ อินเดีย นิวซี แลนด์ มีเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวระบบความปลอดภัยของไทย ขณะที่ กษิต ภิรมย์ รมว.บัวแก้ว ยอมรับว่าเสียหน้า แต่ยืนยันร่างข้อตกลงที่อาเซียน จะลงนามกับออสเตรเลียและจีนเรื่องเศรษฐกิจ 19 พ.ค.นี้ จะจบด้วยดี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี
แต่ข่าวทางลึกบอกว่า นายกฯ เหวิน เจีย เป่า ของจีน โกรธมาก ที่ต้องลงเรือหนี ถึงขนาดพูดกับคนใกล้ชิดว่า เหมือนถูกจับเป็นตัวประกัน เพื่อสังเวยการเล่นการเมืองของไทย จะเพราะเหตุนี้ จึงไม่มาประชุมหรือเปล่า ไม่ทราบ
เสื้อแดงผิด และโง่มาก ตั้ง แต่คิดไปพัทยาแล้ว แต่คนอื่นที่ฉวยโอกาสทำลายศัตรูการเมือง โดยใช้เสื้อแดงเป็นเหยื่อ แบบที่ผู้นำหลายชาติคิดไม่ผิดเลยหรือ ???
รมต. ที่ร่วมยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะสนุกมาก อาหารดี ดนตรีเพราะ แต่กลับไม่รู้ ผู้นำแต่ละชาติไม่ว่าง แล้วไปกำหนดประชุมเดือนมิถุนาฯ อีก จนพากันหน้าแตก
คนเหล่านี้ ไม่ต้องรับผิดชอบเลย หรือ ???.
ดาวประกายพรึก
เกมเปิดรอเคาะโต๊ะ
ที่มา ไทยรัฐ
ไฟเขียวให้ทางเต็มที่
ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณพร้อมที่จะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรี หากพรรคร่วมรัฐบาลเสนอเข้ามา
และก็น่าจะสายไปแล้ว สำหรับนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรฯ ในฐานะ "ข้าวนอกนา" พรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งตั้งหลักต่อสายเคลียร์กับ "เสี่ยตุ้ย" นายสรอรรถ กลิ่นประทุม เจ้าของโควตา
ตีปี๊บที่ผ่านมาได้ทำงานในฐานะ รมช.เกษตรฯ เป็นอย่างดี โดยล่าสุดในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศญี่ปุ่นก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จ และจะมีการจัดแถลงผลงานให้เห็นกันจะจะด้วย
แต่บังเอิญเกมมันไว นาทีนี้ข้ามช็อตไปถึงการเปิดชื่อแคนดิเดตเสียบแทนเก้าอี้ ทั้งรายของนายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร กลุ่มบ้านริมน้ำ นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรค ไปยันนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย
เตรียมสั่งจองโต๊ะจีนฉลองกันแล้ว
เอาเป็นว่า โดยเป้าหมาย ปรับทัพ พร้อมลุยศึกเลือกตั้ง
ถ้าเอาตามยุทธศาสตร์ของ "เสี่ยเป็ด" นายเนวิน ชิดชอบ ที่ตีธงเน้นเจาะพื้นที่อีสานเป็นบ่อน้ำมันใหญ่ เพราะง่ายต่อการโกยแต้มได้เป็นกอบเป็นกำ
ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องกระแส ห่วงเรื่องภาพ
แน่นอน หวยก็ต้องออกที่นายศุภชัย โพธิ์สุ โดยมาตรฐานไม่ได้หนีไปจากนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย หรือนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม
อัดฉีดลูกข้าวเหนียวยึดอีสาน
แต่ในอารมณ์ของทีมเมืองกรุง "เสี่ยหนู" นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ต้องการเครดิต ให้มีคนยี่ห้อภูมิใจไทยติดตลาดในกรุงเทพฯ
จะได้ยืดอกคุยได้ ถ้าจังหวะลงล็อกให้นั่งเก้าอี้ใหญ่
ลึกๆก็คงลุ้นให้มวยรุ่นใหม่ในสังกัดอย่าง "เจ๊ผึ้ง" น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีต ส.ส.กทม.เขตหลักสี่ เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพื่อปูฐานเจาะสนามกรุงเทพฯ เบียดแทรกกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย
อย่างน้อยแต้มต้นทุนก็หวังบวกที่นั่งได้
และก็เป็นอะไรที่ลงตัวอีกต่างหาก เนื่องจากเบื้องหลัง "เจ๊ผึ้ง" กับ "เสี่ยตุ้ย" เจ้าของโควตา ก็ต่อสายคุยกันได้ในระดับซี้ปึ้ก ผนึกกำลังภาคกลางกับ กทม.
จะแต่งหน้าเค้กให้พอสวยงาม หรือเน้นปริมาณขายแค่อีสาน
ทั้งหมดทั้งปวงก็อยู่ที่ "ลูกพี่ใหญ่" อย่าง "เนวิน" จะเคาะโต๊ะ
แต่ที่ชิงปิดกล่องก่อนเลย นายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รีบยืนยันการปรับ ครม.รอบนี้ จัดให้เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลขอมา ในส่วนบัญชีของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีการขยับแต่อย่างใด
เบรกเกม สกัดแรงกระเพื่อม
แม้ลึกๆอยากจะเขี่ย "ตัวล่อเป้า" อย่างนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ โควตาม็อบพันธมิตรฯ ออกไปแต่งตัวรอต้นสังกัดพรรคพันธมิตรฯ ที่กำลังจะตัดริบบิ้นเปิดตัว
แยกกิจการกันชัดเจนแล้ว
แต่ก็เหมือนอ่านทางออกว่า ถ้าเคาะกะลาในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะไปเข้าทางสายของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ที่จ้องร่วมวงเก้าอี้ดนตรีอยู่
รู้กันดีว่า แรงกระเพื่อมในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลว่าเสี่ยงสูงแล้ว
เกมโหดๆภายในหมู่คนประชาธิปัตย์ยิ่งสูงกว่า
แต่ที่ลุ้นตาไม่กะพริบอยู่วงนอกก็คือพรรคเพื่อแผ่นดิน ในปีกของ "บิ๊กผิว" พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่พยายามต่อสายแสดงเจตนากับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการรัฐบาล มาเป็นระยะ
รอจังหวะเรียก "อะไหล่" สำรอง
กระแซะๆ จ้องเบียดโควตาของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาที่มีอยู่ 9 เสียง แต่ล็อกไว้สองเก้าอี้คือ รมว.พลังงาน กับ รมช.คลัง
คิวนี้คงได้วัดกำลังภายในคนชื่อ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" กันแล้ว.
"ทีมข่าวการเมือง รายงาน"
ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2552
ที่มา ประชาไท
การเมือง |
มหาดไทยชง ครม. ขึ้นเบี้ยเลี้ยงอาสารักษาดินแดน
ไทยรัฐ - ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (19 พ.ค.) ทางกระทรวงมหาดไทยจะเสนอขออนุมัติให้ปรับอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสนามของสมาชิก กองอาสารักษาดินแดน จากเดิมอัตรา 10 บาทต่อคนต่อวัน เป็น 55 บาทต่อคนต่อวัน ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2552 เพื่อเป็นการลดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ และเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นกำลังพลกึ่ง ทหารของฝ่ายปกครอง ซึ่งช่วยปฏิบัติภารกิจดูแลด้านสาธารณภัยและช่วยรักษาความปลอดภัยในท้องที่ ร่วมกับตำรวจและทหาร โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติม จำนวน 105,532,200 บาท
ทั้งนี้ เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยไม่มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพียงพอเพื่อการ นี้ ส่วนในปีงบประมาณปีต่อไป กระทรวงมหาดไทยจะขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป
เพื่อแผ่นดินเล็งปรับ “หมอ 19 บาท” ออกจาก ครม.
ไทยรัฐ - ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (18 พ.ค.) ว่า ความเคลื่อนไหวในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ที่รัฐสภา นายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่มวังพญานาค กล่าวถึงการปรับครม.ในส่วนของพรรคว่า ยอมรับมีความเป็นไปได้ และหากมีการปรับจริง คงเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง (รมช.) ที่มี นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ เป็นรัฐมนตรีอยู่ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนายพินิจ จารุสมบัติ แกนนำกลุ่มว่า จะเห็นไปในแนวทางไหน ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี ในโควตาของพรรคที่เหลือ คงเป็นไปเช่นเดิม
ขณะที่ นพ.อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม และโฆษกพรรค กลุ่มวังพญานาค กล่าวว่า พรรคอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับ ครม.ของพรรค แต่ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับที่ประชุมของพรรคว่าจะเป็นในแนวทางไหน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ภายในพรรคเพื่อแผ่นดินได้มีการตกลงกันในวาระการดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีในโควตาของกลุ่มต่างๆ ว่าเมื่อรัฐบาลบริหาร ประเทศไปได้สักระยะคือ5-6เดือนจะมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีของพรรคใหม่เช่น กันโดยแกนนำพรรคกำลังรอการส่งสัญญาณที่แน่ชัดจากนายกรัฐมนตรีอีกครั้งก่อนจะ นำมาหารือภายในกลุ่ม
ญาติวีรชนพฤษภาบุกทบ.ขอคืนกระดูกผู้สูญหาย
เว็บไซต์เดลินิวส์ – วานนี้ (18 พ.ค.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 พร้อมญาติผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประมาณ 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือต่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เพื่อเรียกร้องให้กองทัพคืนศพ หรือกระดูกผู้สูญหาย ให้กับญาติพี่น้อง โดยมี พ.ท.สราวุธ อมรวิสัยสรเดช นายทหารเวรเป็นผู้มารับหนังสือแทน
นายอดุลย์ กล่าวว่า อยากจะถามไปถึง ผบ.เหล่าทัพ และขอความเมตตาว่า สมควรแก่เวลาหรือยังที่จะคืนกระดูกผู้สูญหายให้กับญาติ เพื่อไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ไม่ใช่เรื่องยากเย็น ซึ่งกองทัพต้องรับผิดชอบและให้กับความกระจ่างต่อสังคม เนื่องจากช่วงนั้นมีนายทหาร 3 คน ที่เป็นนายพลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ น่าจะให้คำตอบได้ว่า นำผู้สูญหายไปไว้ที่ไหน
ส่วนการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ ที่อ่าวแสมสาร จ.ชลบุรี นั้น นายอดุลย์ กล่าวว่า ญาติผู้สูญหายไม่ขัดข้อง หากรัฐบาลไม่สามารถนำตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นจากทะเลมาตรวจสอบ เพราะเข้าใจว่าอาจมีปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่อยากขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และให้สอบสวนหาความจริง
หมอพรทิพย์นัดถกวิธีตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นำทีมตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่จมอยู่ใต้น้ำช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กล่าวว่า หลังจากรายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้นให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ แต่ขอให้ประเมินทุกด้านให้รอบคอบ โดยทราบมาว่านายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา ซึ่งจะให้ทหารเรือเป็นประธานการตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (19 พ.ค.) ที่กระทรวงยุติธรรม ตนได้นัดประชุมหารือกับผู้แทนกรมศุลกากร นักโบราณคดีใต้น้ำ ดีเอสไอ และ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในฐานะนักวิชาการด้านการประมง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งบริษัทเอกชน 2 แห่ง ที่ผลิตกล้องส่องใต้น้ำ เพื่อเตรียมสรุปว่าจะใช้วิธีใดในการตรวจพิสูจน์ตู้คอนเทนเนอร์ที่พบแล้ว 1 ตู้ ข้อมูลเบื้องต้นพบช่องที่ปลาเก๋าผ่านเข้าออกตู้คอนเทนเนอร์ จึงเชื่อว่า น่าจะเป็นช่องทางในการสอดกล้องเข้าไปเพื่อตรวจสอบว่าในตู้คอนเทนเนอร์มีอะไรอยู่ ส่วนกรณีที่ญาติวีรชนพฤษภาประชาธรรมระบุว่า มีแหล่งต่างประเทศที่พร้อมสนับสนุนงบประมาณในการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นมาตรวจสอบบนบกได้นั้น อยากให้ติดต่อมายังตนหรือสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งพร้อมรับการสนับสนุนอุปกรณ์และงบประมาณในการตรวจพิสูจน์ให้รู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยตนจะนำเสนอรัฐบาลในการขอความเห็นชอบรับการสนับสนุนจากแหล่งต่างๆ เอง
ด้าน ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ควรที่จะมีการเจาะพิสูจน์ใต้น้ำ เพราะหากวัตถุภายในเป็นสารเคมีพิษ ก็อาจเกิดการรั่วไหลปนเปื้อนกระทบกับสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง และอาจเกิดอันตรายที่ควบคุมได้ยาก
"จตุพร"มอบตัวสู้คดี"ผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน"
เว็บไซต์คมชัดลึก – วานนี้ (18พ.ค.) เวลา 11.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( นปช.) ม็อบเสื้อแดง 1 ใน 27 ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับความผิดมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่น วายขึ้นในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ และข้อหาชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนฝ่าฝืนข้อกำหนด (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)ตาม มาตรา 9 ข้อ 1 และมาตรา 18 เข้ามอบตัวสู้คดีกับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.) พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 พร้อมพนักงานสอบสวนนครบาลร่วมสอบปากคำรับทราบข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าตัวยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น
นายจตุพร กล่าวว่า การใช้เอกสิทธิ์เป็นเรื่องของผู้ดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือว่าศาลถ้าประสงค์จะดำเนินคดีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ในระหว่างสมัยประชุมจะต้องทำเรื่องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร์และประธานสภาจะต้องบรรจุวาระเข้าที่ประชุมและเป็นมติที่ประชุมเพราะฉะนั้นคนถูกดำเนินคดีนั้น ไม่มีสิทธิ์จะไปร้องขออะไร ที่ผ่านมาจึงอยู่เฉยๆไม่ได้ใช้เอกสิทธิ์แต่อย่างใดหากบรรจุวาระก็ดูแล้วไม่มีทางที่จะถึง เพราะความจริงแล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอลงกรณ์ พรหมบุตรและหลายคนของพรรคประชาธิปัตย์เองยื่นไปแล้ว มาตรานี้ก็คุ้มครองโดยอัตโนมัติผู้ดำเนินคดียื่นไปประธานสภาก็ไม่ยอมบรรจุวาระเพียงแค่ฟังคำตัดสินของศาลในวันที่ 27 เม.ย.คดีของคุณอภิสิทธิ์ และคุณสุเทพ ที่หมอพรหมมินทร์ ฟ้องแค่ศาลนัดให้ไปฟังตัดสินถ้าไม่นำเรื่องขออนุมัติในที่ประชุมก็ไม่สามารถตัดสินได้ เรื่องนี้คนที่เอาไปออกข่าวแสดงความโง่ออกมาเท่านั้นเอง
นายจตุพร กล่าวต่อว่า วันนี้ตั้งใจมอบตัวอยู่แล้วและมีประชุมสภาด้วยหากตำรวจไม่รับมอบตัวก็สุดแท้แต่ถ้าจะเล่นเกมส์ก็เชิญ วันนี้ต้องพูดตามความจริงว่า คดีของพันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิกับสนามบินดอนเมืองก็โกหกแหกตาคนทั้งประเทศอยู่แล้วว่าจะมีการสั่งฟ้องตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมาปรากฏว่า ดึงเรื่องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กว่าจะออกหมายจับได้สอบพยาน 200 ปาก ผิดกับคนเสื้อแดงไม่ต้องสอบพยานสักปากเพราะฉะนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร อยากจะทำอะไรก็เชิญ
“ผมยืนยันเลยว่า จะแจ้งความจับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ข้อสั่งฆ่าประชาชนแน่นอน กรณีที่พัทยาก็แจ้งความลักษณะนี้เหมือนกันทั้งหมดต้องการให้เกิดความเท่าเทียมกัน ผมไม่ไหวหวั่นอะไรการต่อสู้ก็ยังเดินหน้าต่อไป สู้ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน อัยการ และศาลหมายความว่าทุกขั้นตอนจะสู้กันหมดเพราะว่ามีหลายกรณีต้องพิสูจน์รวมทั้งเรื่องที่นายกไม่ได้อยู่ในรถที่กระทรวงมหาดไทย ผมก็รู้อยู่แล้วหากพูดไม่จริงก็ต้องถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาท จึงต้องตรวจสอบทุกขั้นตอนโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนรถสาบานสาปแช่งกันตรงไหนก็ได้กว่าคดีจะเริ่มขึ้น หรือพิสูจน์ภาพชัดๆ ทั้งหมดได้สอบถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์รวมทั้งข้อพิรุธการเปิดประตูรถ ยื่นของใส่หน้าถ้านายรัฐมนตรีอยู่จริงชุดรปภ.จะต้องถูกปลดหมด ใช้เวลาสลับรถ 1 นาทีแหกตาคนทั้งประเทศแต่นี้ไม่มีอะไรคนคุ้มกันรถก็รู้ว่าเป็นรถปล่าวมีเพียงแค่ รปภ.และรถกันกระสุนทุบอย่างไรก็ไม่แปลก “ นายจตุพรกล่าวในที่สุด
ภายหลังเสร็จสิ้นสอบปากคำนานกว่า 1 ชั่วโมงพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวนายจตุพรเนื่องจากยังอยู่ในสมัยประชุมสภาพร้อมตั้งเงื่อนไข 3 ข้อคือ 1.ห้ามมิให้กระทำการใดๆที่เป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรวบรวมพยานหลักฐานในสำนวนคดี 2.ห้ามมิให้ผู้ต้องหาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองและ 3.ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
นายจตุพรยอมรับโดยดีและออกจากห้องสอบสวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจพร้อมขึ้นเวทีปราศรัยชั่วคราวหน้า บช.น.ประกาศกร้าวว่า วันนี้มาในฐานะตกเป็นผู้ต้องหาแต่คราวหน้าจะมาในฐานะโจทก์แจ้งความจับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ข้อหาสั่งฆ่าประชาชนในฐานะเป็นตัวการเป็นฆาตกรจากเหตุการณ์สงกรานต์เดือด พร้อมระบุแกนนำเตรียมออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมพยานหลักฐานผ่านการถ่ายทอดทางเคเบิ้ลช่องดีสเตชั่นของกลุ่มคนเสื้อแดงเร็วๆนี้ ทุกคนจะได้รู้ความจริงกันเสียทีก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกันเดินทางกลับไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ต้องหาตามหมายจับ 27 คนประกอบด้วย 1.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 2.นายวีระ มุสิกพงศ์ 3.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 5.นายจักรภพ เพ็ญแข 6.นายอดิศร เพียงเกษ 7.นายเหวง โตจิราการ 8.นายสิรวิชญ์ พิมพ์กลาง 9.นายพีระ พริ้งกลาง 10.นายณรงค์ศักดิ์ มณี 11.นายณัฐพงศ์ อินทะนาง12.นายชิณวัฒน์ หาบุญพาด 13.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง 14.พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ 15.นายนิสิต สินธุไพร 16.นายนพพร นามเชียงใต้ 17.นายสำเริง ประจำอ 18.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ 19.นายธนกฤต หรือ วันชน ชะเอมน้อย 20.นายสิงห์ทอง บัวชุม 21.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 22.นายศักดา นพสิทธิ์ 23.นางศิริวรรณ นิมิตศิลปะ 24.นายธรชัย ศักดิ์มังกร 25.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 26.นายวรชน เหมะ 27.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ก่อนหน้านี้ได้ทยอยกันเข้ามอบตัวสู้คดีรวมแล้ว 11 คนคือนายวีระ นายณัฐวุฒิ นายอดิศร นายแพทย์เหวง นายอริสมันต์ นายสุพร นายสิรวิชญ์ นายพีระ นายณรงค์ศักดิ์ หรือเป๋คลองเตย นายชินวัตร และล่าสุดนายจตุพร
ด้าน พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า นายจตุพรมามอบตัวตามหมายจับและมีการแจ้งข้อหาไปแล้วและได้ปล่อยตัวไปเพราะมีเอกสิทธิ์การเป็น ส.ส.คุ้มครองอยู่ และได้นัดหมายอีกครั้งวันที่ 25 พ.ค.หมดสมัยประชุมสภาฯ จากนั้นจะเร่งสรุปสำนวนให้เรียบร้อย หลายคนตั้งข้อสังเกตและสงสัยว่าทำไมทำสำนวนเสื้อแดงเร็วกว่าเสื้อเหลือง ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ในอำนาจศาลและขออำนาจศาลฝากขังได้เพียง 48 วัน 4 ผลัด ขณะนี้ฝากขังไปแล้ว 3 ผลัด เพราะฉะนั้นพนักงานสอบสวนต้องเร่งสรุปสำนวนให้ทันสั่งฟ้องใน 48 วันทั้งกรณีของนายแพทย์เหวง นายวีระ นายณัฐวุฒิ อย่าคิดว่าทำเร็วฟ้องเร็ว แต่จะถูกกำหนดด้วยระยะเวลาในการฝากขังและตอนนี้เหลือผู้ต้องหาที่เหลืออีกไม่กี่คน ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกฯและนายจักรภพ เพ็ญแข นั้นยังไม่มีการติดต่อขอมอบตัวแต่อย่างใด
ส่วนกรณีที่นายจตุพร ประกาศบนเวทีว่าจะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ข้อหาฉกรรจ์สั่งฆ่าประชาชนนั้น พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า การจะกล่าวโทษใครต้องมีมูลฝนตกยังต้องตั้งเค้าในการที่จะกล่าวหาใครนั้นต้องมีหลักฐานพอสมควรว่าเขาทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือ ไม่ใช่ว่ามากล่าวหาให้เสียหาย มากล่าวหาให้เสียชื่อแล้วกลับไปตรงนี้ไม่ได้ว่านายจตุพร แต่เป็นการพูดตามหลักการ คนที่มีวุฒิภาวะ ต้องตระหนักให้มากด้วย การกล่าวหานายกฯจะกล่าวหาอย่างไรใช้โดยตำแหน่งนายกฯ สั่งฆ่าประชาชนงั้นหรือ หากมีการกล่าวหาในตำแหน่งนายกฯ ถือเป็นความผิดมาตรา 157 ต้องดำเนินการ ส่งเรื่องให้ ปปช. ชี้มูล แต่หากแจ้งว่านายกฯสั่งฆ่าคน นายกฯ ไปเกลียดใครตรงไหน ต้องตอบคำถามให้ได้ด้วย ว่านายอภิสิทธิ์ มีเหตุโกรธเคืองกับใครตรงไหน นายสุเทพ มีเหตุโกรธเคืองกับใครตรงไหนถึงได้ไปสั่งฆ่า ทุกอย่างต้องมีหลักฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา114 ไม่ใช่มากล่าวหาลอยๆ
พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อว่า พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ทำหนังสือถึงแกนนำบางคนที่เหลือให้มอบตัวรับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 19 พ.ค. นี้และคาดว่าจะมีการออกหมายจับเพิ่มเติม พร้อมตรวจสอบการปราศรัยของแกนนำที่ถูกปล่อยตัวชั่วคราววันที่ 15-17พ.ค. ที่ผ่านมาว่ามีการทำผิดเงื่อนไขหรือไม่ หากเข้าข่ายก็จะเสนอศาลพิจารณาถอนประกันและควบคุมตัวเข้าเรือนจำต่อไป
เศรษฐกิจ |
เกษตรกร อ.ฝางนำลิ้นจี่ขว้างทิ้งเกลื่อนถนน
เว็บไซต์ไทยรัฐ - ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (18 พ.ค.) เมื่อเวลา 15.30 น. กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ อ.ฝาง อ.แม่อาย อ.ไชยปราการ นำโดยนายอดุลย์ชัย อินต๊ะขาว ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกลิ้นจี่ จ.เชียงใหม่ มารวมตัวกันที่หอประชุมที่ว่าการ อ.ฝาง พร้อมนำลิ้นจี่มาคนละ 1 กิโลกรัม เพื่อมาแสดงต่อช่างภาพ และสื่อมวลชนหลังจากที่มีมติยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาลขอค่าชดเชยต้นทุนการผลิตลิ้นจี่ โดยขอชดเชยไร่ละ 3,000 บาท เกษตรกร 1 คนไม่เกิน 10 ไร่ตามหนังสือส่งถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 6 พ.ค. 52 โดยนัดฟังคำตอบในวันที่ 16 พ.ค. และทางเจ้าหน้าที่ในงานที่รับผิดชอบได้ขอเลื่อนมาเป็น 18 พ.ค. 52 เวลา 14.00 น. ที่ว่าการ อ.ฝาง โดยวงเงินที่ขอชดเชย 3 อำเภอเป็นเงิน 120 ล้านบาท
จากนั้น นายชัยสิทธิ์ รัตนชัยสิทธิ์ นอภ.ฝาง พร้อม เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ ได้เข้าชี้แจงให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมว่าในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.) รัฐบาลจะนำมติที่เสนอบรรจุเป็นวาระเข้าครม.หากได้รับคำตอบมาอย่างไรก็จะนำแจ้งไปให้ทางผู้นำท้องถิ่น และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทราบเพื่อแจ้งให้เกษตรกรทราบ ว่ารัฐจะช่วยได้หรือไม่ได้ตามที่ขอมา พร้อมแจ้งถึงโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุน ค่าใช้จ่าย เป็นค่ายานพาหนะ และบริหารจัดการลิ้นจี่ กิโลกรัมละ 2 บาท
ต่อมา กลุ่มเกษตรกรได้ผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยถึงราคาผลผลิตลิ้นจี่ และต้นทุนในการผลิต หลังจากที่ได้ผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยแล้ว ได้ชวนกันลงไปปิดถนนบริเวณหน้าที่ว่าการ อ.ฝาง พร้อมนำลิ้นจี่ที่นำมาขว้างทิ้งกระจายเกลื่อนบนถนน และนำเต้นท์ไปปิดกั้นถนนบริเวณสี่แยกกสิกรไทย และผลัดเปลี่ยนกันขึ้นพูด ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก
ฮึ่มยึดสะพานติณสูลานนท์ จี้รัฐแก้ปัญหาราคากุ้ง
เว็บไซต์ไทยรัฐ - วานนี้ (18 พ.ค.)เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ นำโดยนายครรชิต เหมะรักษ์ ปรานเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ นายกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา ว่าที่ร้อยตรีประสิทธิ บัวงาม ประธานกรรมการสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสองทะเลจำกัด พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายจำนวน 20 คน ได้ร่วมกันประชุมถึงกรณีการเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ ซึ่งได้ขีดเส้นตายในการให้ความช่วยเหลือภายในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้ โดยทั้งหมดได้ข้อสรุปหากทางรัฐบาลไม่ยอมให้การช่วยเหลือตามที่เรียกร้อง จะทำการประท้วงด้วยการปิดสะพานติณสูลานนท์ อย่างแน่นอน
นายครรชิต กล่าวว่า ทางเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ ยังออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกคน จากสถานการณ์ปัจจุบันราคากุ้งตกต่ำ แต่ต้นทุนในการผลิตยังสูง ผู้เลี้ยงก้งได้รับความเดือดร้อนและขาดทุนอย่างหนัก จึงได้เรียกร้องให้ทางรัฐบาลแก้ไขปัญหาราคากุ้ง ราคาน้ำมัน ราคาอาหารกุ้งและการแก้ไขปัญหาราคากุ้งในระยะยาว โดยเฉพาะราคากุ้งได้ยืนยันขอราคาแทรกแซงต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่เปิดรับจำนำ เมื่อปี 2551 คือ 40 ตัว/กก.ราคา 160 บาท 50 ตัว/กก.ราคา140 บาท 60 ตัว/กก.ราคา 130 บาท 70 ตัว/กก.ราคา 115 บาทและ 80 ตัว/กก.ราคา 105 บาท และทางเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ฯ ต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลภายในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้ หากไม่ได้รับคำตอบตามข้อเรียกร้อง มีความจำเป็นที่จะต้องรวมพลปิดสะพานติณสูลานนท์ เชิงสะพานเกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา อย่างแน่นอน
นายครรชิต กล่าวอีกว่า ในการแทรกแซงราคากุ้งของรัฐบาลในครั้งนี้ใช้เงินประมาณ 1,300 ล้านบาท เพื่อรองรับปริมาณกุ้งทั้งหมดประมาณ 10,000 ตัน ซึ่งสามารถให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งใน 8 จังหวัดภาคใต้ ทั้งหมดประมาณ 1 หมื่นครัวเรือน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ได้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งต่อไปได้อีก ในส่วนข้อเรียกร้องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ราคาอาหารกุ้ง และแนวทางในการช่วยเหลือระยะยาวนั้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามข้อเรียกร้องทั้งหมดด้วย
คุณภาพชีวิต |
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยดัน“อุโมงค์”คู่ผังเมือง
สยามรัฐ - รศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธานคณะกรรมการการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างอุโมงค์ เปิดเผยกับ "สยามรัฐ" ถึงโครงการทำอุโมงค์บริเวณถนนราชดำเนินที่ กทม.เตรียมศึกษาว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากการทำอุโมงค์มีความเหมาะสมกับบริเวณถนนราชดำเนินเพราะไม่ทำให้เสียภูมิทัศน์ อีกทั้งตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงต้องการสร้างถนนราชดำเนินให้เป็นเหมือนย่านฌองเอลิเซ่ ประเทศฝรั่งเศส จึงไม่ควรมีสิ่งปลูกสร้าง อาทิ สะพานลอยเข้ามาบดบังทัศนียภาพความสวยงามของ 2 ฝั่งถนน
นอกจากนี้ ประโยชน์ที่ได้จากการขุดอุโมงค์เป็นทางเดินคนข้ามในอนาคตยังจะสามารถรองรับการขยายตัวของระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าใต้ดินได้เป็นอย่างดีอีกด้วยซึ่งในอนาคตกทม.รวมถึงรัฐบาลต้องพิจารณาให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อกำหนดลงไปในแผนการพัฒนาผังเมือง ภายหลังเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลกโดยเฉพาะตามมหานครใหญ่ว่า ข้อดีของการทำอุโมงค์ทางเดินคือการช่วยควบคุมและจัดระเบียบผังเมืองให้เมืองมีทัศนียภาพที่ดี
ทั้งนี้ ดร.สุชัชวีร์ได้ยกตัวอย่างโครงการที่จีนให้ความสนใจศึกษาพื้นที่ทำการค้าบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม เขตป้อมปราบฯ กทม. หรือ "โบ๊เบ๊ริมคลอง" ที่ทุกคนรู้จักกันดีให้กลายเป็นตลาดใต้ดินว่า ส่วนตัวเห็นด้วยอย่างมากหากโครงการมีโอกาสเกิดขึ้นจริง เพราะจะเป็นตัวอย่างการควบคุมและจัดระเบียบพื้นที่ทำการค้าตลอดจนการคมนาคมขนส่งย่านใจกลางเมืองที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ขณะที่พื้นที่ด้านบนก็จะมีความโปร่งโล่งด้วย
"นอกจากนี้ อุโมงค์คนเดินใต้ดินยังช่วยให้การคมนาคมและการจราจรบนท้องถนนมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากสามารถลดจำนวนของสัญญาณไฟจราจร (ไฟเขียว-ไฟแดง) ตามทางแยกต่างๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก เหมือนประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกันมาตั้งนานหลายสิบปีแล้ว เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน หรือมหานครปารีส แต่จนป่านนี้กทม.ซึ่งเป็นมหานครเหมือนกันยังไม่เคยมี"
อนึ่ง ในวันที่ 22-29 พ.ค.นี้ ทางวสท.โดยคณะกรรมการการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์มีกำหนดเดินทางไปที่กรุงบูดาเปสท์ ประเทศฮังการี เพื่อเข้าร่วมประชุมในงาน World Tunnel Congress หรืองานอุโมงค์โลก ร่วมกับตัวแทนจากมหานครชั้นนำทั่วโลกพร้อมเสนอตัวเข้าชิงชัยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในการเป็นเจ้าภาพงานอุโมงค์โลกครั้งหน้าในปี 2012 เพื่อเป็นการนำวิชาการความรู้เรื่องอุโมงค์มาสู่ประเทศไทยให้มากที่สุด
ในส่วนของข้อถกเถียงกรณีช่วงเวลาระหว่างดำเนินการก่อสร้างว่าจะก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจรหรือไม่นั้น ดร.สุชัชวีร์ระบุว่า ด้วยเทคนิควิธีและเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์โดยที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบบริเวณจุดที่มีการก่อสร้างได้หลายวิธี อาทิ การเปิดหน้าดินเฉพาะจุดที่ใช้เป็นทางขึ้นลงแล้วจึงดำเนินการขุดอุโมงค์และวิธีการสอดท่อลงไปเพื่อขุดอุโมงค์เป็นช่วงต่อๆ กันไป เป็นต้น
"อย่างไรก็ตาม กทม.ควรเร่งศึกษาและดำเนินการโดยเร็วเพื่อไม่ให้เสียโอกาสแล้วสุดท้ายกลับมาเสียดายภายหลังว่าเหตุใดจึงไม่ทำตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งโครงการเล็กและโครงการใหญ่ ขณะเดียวกันก็ต้องศึกษาให้รู้วิธีด้วยว่าจะสร้างอุโมงค์อย่างไรให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมและการจราจรน้อยที่สุด ซึ่งจุดนี้ทางวสท.ยินดีให้คำปรึกษาเต็มที่ ประสานเข้ามาได้ทันที"
สุขุมพันธุ์ขอส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า
ประชาทรรศน์ - ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.เปิดเผยวานนี้ (19 พ.ค.) ว่า กรุงเทพมหานคร พร้อมดำเนินการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายอื่นๆ โดยเฉพาะการขอคืนรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และจากแบริ่ง-สมุทรปราการ จากรัฐบาลมาดำเนินการเอง ซึ่งได้ทำหนังสือขอคืนไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)โดยเบื้องต้นคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจเห็นชอบให้ กทม.ดำเนินการ เนื่องจาก กทม.มีศักยภาพที่จะสร้างระบบขนส่งมวลชนระบบราง แต่หากทางรัฐบาลไม่คืนให้ กทม.ก็ต้องมีเหตุผลที่ยอมรับได้ และประชาชนต้องได้รับประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลเห็นชอบตามข้อเสนอ กทม.ก็พร้อมลงมือทันที โดยหากล่าช้ามากเท่าใด ปริมาณการลงทุนก็จะเพิ่มมากขึ้น ผลเสียหายก็จะเกิดกับประชาชน ซึ่งไม่มีเหตุผลที่ทางรัฐบาลจะไม่ให้ กทม.ดำเนินการ ทั้งนี้เพื่อให้ค่าโดยสารรวมทั้งระบบไม่เกิน 60 บาท แต่หากการดำเนินการของระบบรถไฟฟ้ามีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ ประชาชนจะจ่ายค่าโดยสารสูงสุด 120 บาท ตนจึงอยากให้รัฐบาลมองเห็นถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และพิจารณาถึงพระราชบัญญัติกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย
สำหรับส่วนต่อขยาย หมอชิต-สะพานใหม่ หาก กทม.ดำเนินการจะเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่สถานีหมอชิต มีระยะทาง 12 กิโลเมตร จำนวน 12 สถานี ก่อสร้างตามแนวถนนพหลโยธิน ผ่านเซ็นทรัลลาดพร้าว แยกรัชโยธิน แยกเกษตรฯ กรมป่าไม้ วงเวียนหลักสี่ ตลาดยิ่งเจริญ และสิ้นสุดเส้นทางบริเวณสะพานใหม่ โดยจะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี
ส่วนต่อขยาย แบริ่ง-สมุทรปราการ จะเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ที่กำลังก่อสร้างอยู่ โดยเชื่อมต่อที่สถานีแบริ่ง ระยะทาง 13 กิโลเมตร 9 สถานี ก่อสร้างตามแนวถนนสุขุมวิท ผ่านเข้าสู่ตัวเมืองสมุทรปราการ และสิ้นสุดเส้นทางที่สถานีรถไฟฟ้าบางปิ้ง ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี
ทั้งนี้ กทม.ก็กำลังดำเนินการส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 54 และส่วนต่อขยายวงเวียนใหญ่-บางหว้า มีการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ จัดจ้างที่ปรึกษาโครงการ แต่มีผู้เสนอรายเดียว ทำให้ล่าช้าไป 4 เดือน ต้องประกวดราคาใหม่ในสัปดาห์หน้า
ส่วนเส้นทางจากสนามกีฬาแห่งชาติ-พรานนก ที่ต้องผ่านเกาะรัตนโกสินทร์นั้น จะเร่งจัดทำแผนดำเนินการให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากเส้นทางนี้จะทำให้การอนุรักษ์โบราณสถานต่างๆ ดีขึ้น เพราะหากมีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่านแล้วจะไม่อนุญาตให้รถทัวร์ขนาดใหญ่ หรือรถขนาดใหญ่อื่นเข้าไปในพื้นที่ โดยใช้ระบบรถรางขนส่งจากสถานีรถไฟฟ้าแทน ก็จะลดความแออัดของรถยนต์และลดมลภาวะในเกาะรัตนโกสินทร์ได้
จราจรหนึบฝั่งธนพึ่งรถไฟฟ้า
ประชาทรรศน์ - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (18 พ.ค.)ซึ่งนับเป็นวันแรกที่โรงเรียนในกรุงเทพฯเปิดเทอมเกือบครบทุกแห่งแล้ว ส่งผลให้การจราจรในช่วงเช้าค่อนข้างแน่นโดยเฉพาะย่านสาทร บางรัก และ เจริญกรุง ที่มีสถานศึกษาตั้งอยู่มาก จนทำให้การจราจรบนสะพานตากสินขาเข้าติดขัด โดยท้ายแถวยาวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงฝั่งธนบุรี
ในส่วนของบรรยากาศบริเวณถนนสามเสน ซึ่งมีเป็นที่ตั้งของโรงเรียนดังหลายแห่งพบว่าการจราจรเริ่มหนาแน่นตั้งแต่เวลา 06.30 น. โดยทางกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ได้จัดเจ้าหน้าที่ทั้งจาก สน.สามเสน บก.จร. รวมทั้งเจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. มาคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ทั้งนี้ได้ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร หลีกเลี่ยงเส้นทางถนนสุขุมวิท สามเสนและสาทร เนื่องจากการจราจรติดขัด
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าจากการสังเกตพบว่านักเรียนและผู้ปกครองที่อาศัยอยู่ฝั่งธนบุรีบางส่วน เริ่มเปลี่ยนการเดินทางจากรถยนต์หรือเรือ มาเป็นการใช้รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อ 15 พฤษภาคมผ่านมา เพื่อช่วยลดเวลาการเดินทาง จากเดิมที่ต้องเจอปัญหารถติดบนสะพานตากสินนับชั่วโมง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ดูแลงานด้านการจราจรได้ออกตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในวันเปิดภาคเรียน
ทั้งนี้พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่าการจราจรในเส้นทางที่มีสถานศึกษาตั้งอยู่ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา การจราจรเริ่มติดขัด เนื่องจากประชาชนออกจากบ้านแต่เช้า และนำรถยนต์ส่วนตัวรับ-ส่งบุตรหลาน ประกอบกับเพิ่งเปิดเทอมวันแรกจึงยังไม่สามารถกำหนดเวลาได้ถูกต้อง คาดว่าคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวประมาณ 1-2 สัปดาห์ พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครองใช้เวลาให้เร็วที่สุดในการจอดรับ-ส่งบุตรหลาน
ต่างประเทศ |
หวัดระบาดญี่ปุ่นพ่งกว่า100ราย! คาดฮูเตือนสูงสุด
ไทยโพสต์ - สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ในญี่ปุ่นได้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่เอช 1 เอ็น 1 สายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 100 ราย หลังจากในนิวยอร์กได้มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสชนิดนี้เป็นรายแรก ขณะที่ชิลีรายงานพบผู้ติดเชื้อ 2 รายแรกของประเทศ ในกรณีของญี่ปุ่นนั้นผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมในจังหวัดเฮียวโกะและโอซากา ทางตะวันตกซึ่งไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ โดยสื่อมวลชนรายงานว่าในจำนวนผู้ติดเชื้อกว่าร้อยรายนี้มีเด็กชายอายุ 5 ขวบคนหนึ่งกับผู้ใหญ่วัยกว่า 60 ปีอย่างน้อยคนหนึ่งรวมอยู่ด้วย องค์การอนามัยโลกระบุว่า จนถึงขณะนี้มีการยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้วใน 39 ประเทศ โดยมีผู้ติดเชื้อจำนวน 8,480 ราย และมีผู้เสียชีวิต 72 ราย
กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อหวัดหมู 129 ราย ทางการได้สั่งปิดโรงเรียนและโรงเรียนอนุบาลกว่า 2,000 แห่งเพื่อชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อซึ่งอาจมีผู้ติดเชื้อแล้วหลายร้อยราย จำนวนผู้ติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเขตเมืองของโกเบและโอซากานับแต่มีการยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายแรกซึ่งไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศเมื่อวันเสาร์ โดยผู้ติดเชื้อรายนี้เป็นเด็กนักเรียนมัธยมอายุ 17 ปี ในเมืองโกเบ ทางการบอกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจริงอาจเพิ่มเป็นหลายร้อยรายแล้วเนื่องจากไวรัสชนิดนี้ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในประเทศที่มีประชากรหนาแน่นแห่งนี้
การระบาดในญี่ปุ่นอาจทำให้องค์การอนามัยโลกยกระดับการเตือนภัยโรคระบาดเป็นระดับ 6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ซึ่งหมายความว่าได้เกิดการระบาดในชุมชนอย่างต่อเนื่องเป็นภูมิภาคที่สองนอกทวีปอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญในญี่ปุ่นเชื่อว่าไวรัสชนิดนี้ได้ระบาดอย่างรวดเร็วระหว่างชุมชนเมืองทั้งสอง หลังจากบรรดาโรงเรียนมัธยมจากเมืองโกเบและโอซากาได้มาร่วมแข่งขันวอลเลย์บอล ซึ่งผู้เล่นและโค้ชหลายรายได้เป็นไข้หลังจบการแข่งขัน
"เราต้องควบคุมพื้นที่นี้ แต่ก็เป็นเรื่องยากมาก" โตชิโซ อิโดะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเฮียวโกะ ซึ่งรวมถึงโกเบ กล่าว
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดฉุกเฉินในวันจันทร์ นายกรัฐมนตรีทาโร อาโซะ ได้วิงวอนให้ประชาชนอยู่ในความสงบ โดยเน้นว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และว่ารัฐบาลยังไม่มีแผนที่จะจำกัดการเดินทางและกิจกรรมต่างๆ ของประชาชน ขณะที่ในเมืองโกเบนั้นบรรดาพนักงานบริษัทห้างร้านและภาคการขนส่งได้สวมหน้ากากอนามัยในวันทำการวันแรกของสัปดาห์
ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเขตมหานครโตเกียวซึ่งมีประชากรเกือบ 36 ล้านคน ผู้ติดเชื้อรายแรกๆ ของญี่ปุ่นเป็นผู้โดยสารเครื่องบิน 4 คนจากสหรัฐเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้ถูกกักกันโรคในทันทีพร้อมกับผู้ร่วมเดินทางอีกราว 50 คน
รัฐมนตรีสาธารณสุขของชิลิได้ยืนยันเมื่อวันอาทิตย์ว่าพบผู้ติดเชื้อ 2 รายแรกของประเทศ เป็นสตรีที่เพิ่งเดินทางกลับจากสาธารณรัฐโดมินิกัน สตรีทั้งสองซึ่งมีอายุ 25 และ 32 ปี ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว
ส่วนที่นิวยอร์ก อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนแห่งหนึ่งได้เสียชีวิตเพราะไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งนับเป็นผู้เสียชีวิตรายแรกเพราะไวรัสชนิดนี้ในเมืองนิวยอร์ก ทางการได้สั่งปิดโรงเรียนหลายแหล่งในย่านควีนส์ของนิวยอร์กหลังจากพบผู้ติดเชื้อหลายราย ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ก็ได้ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายแรกในกรุงปักกิ่งเมื่อสุดสัปดาห์
ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ว่า จากกรณีที่ประเทศญี่ปุ่นพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 3 ราย โดยเป็นนักเรียนญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการแพร่กระจายเชื้อทั้งที่ไม่ได้เดินทางไปยังต่างประเทศนั้น ขณะนี้ยังต้องรอผลจากองค์การอนามัยโลกว่าจะมีการประกาศยกระดับการแพร่ระบาดจากระดับ 5 เป็นระดับ 6 หรือไม่ ซึ่งระหว่างนี้ทางองค์การอนามัยโลกได้มีการจัดประชุมสมัชชาอนามัยโลก คาดว่าน่าจะมีการหารือในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลายประเทศต่างวิตกกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากมีประเทศที่มีผู้ติดเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในส่วนประเทศไทยคงต้องเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการติดตามผู้ที่เข้าข่ายสงสัย โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต้องยอมรับว่าหลายสายการบินที่เดินทางมาประเทศไทยมีการจอดแวะพักและเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น โดยในระหว่างจุดพักเปลี่ยนนี้อาจมีการแพร่ระบาดของเชื้อได้ จำเป็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น
"การที่พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ไม่ได้เดินทางไปนอกประเทศนั้น ในเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามศึกษาว่าเชื้อเกิดการกลายพันธุ์หรือไม่ ซึ่งไทยคงต้องเพิ่มความเข้มงวดผู้ที่เดินทางมาจากญี่ปุ่น อาจต้องมีการสกรีนคัดกรองโรคและติดตามเป็นพิเศษ ส่วนจะเพิ่มประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องทำการเฝ้าระวังเป็นพิเศษจากเดิม 5 ประเทศ คือ สหรัฐ เม็กซิโก อังกฤษ สเปน และแคนนาดา หรือไม่นั้น คงต้องรอดูหลังจากนี้ต่อไป" นพ.สุพรรณ กล่าว
ทั้งนี้ นอกจากศูนย์ปฏิบัติการฯ ที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขยังได้สั่งการให้สาธารณสุขทุกจังหวัด (สสจ.) เป็นศูนย์กลางควบคุมโรคและติดตามเฝ้าระวังการแพร่กระจายโรคในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งหากมีผู้ที่เดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่นรายใดกลับมาก็จะให้มีการติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดด้วย นอกจากนี้กระทรวงสาธารสุขยังได้เปิดระบบทีวีออนไลน์ในการตอบข้อซักถามจาก สสจ.และโรงพยาบาลทั่วประเทศ ในประเด็นที่สงสัยซึ่งทุกแห่งจะได้รับฟังการชี้แจง
นพ.สุพรรณ กล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 พ.ค. มีจำนวนผู้เข้าข่ายเฝ้าระวัง 10 ราย แต่จากการประชุมเมื่อเช้านี้ (18 พ.ค.) เหลือเพียง 8 รายที่ยังรอผลจากห้องปฏิบัติการอยู่ ในจำนวนนี้มีชาวฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วย ส่วนอีก 2 รายนั้นได้ตัดออกจากระบบเฝ้าระวังแล้วเนื่องจากผลแล็บไม่พบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ปาฐกถา “บวรศักดิ์”: บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง
ที่มา ประชาไท
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า แสดงปาฐกถาพิเศษ อิศรา อมันตกุล ประจำปี 2552 เรื่อง “บทบาทสื่อกับการปฏิรูปการเมือง” ที่ห้องอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2552
000
พอเริ่มพูดถึง “การปฏิรูปการเมือง” หลายฝ่ายก็คงจะระอาและรู้สึกว่า “ปฏิรูปกันอีกแล้วหรือนี่?”
คำว่า “การปฏิรูปการเมือง” นี้ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2538 เมื่อประธานรัฐสภา (นายมารุต บุนนาค) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยซึ่งมี นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน คณะกรรมการดังกล่าวมีข้อเสนอให้การปฏิรูปการเมือง พร้อมเสนอกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเพื่อการปฏิรูปดังกล่าว อันเป็นที่มาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญและมีการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและทุกฝ่ายก็ต้องตั้งความหวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับนั้นทำการปฏิรูปการเมืองแล้ว จึงมีการ “ปฏิรูป” ต่างๆ ตามกันมา ไม่ว่า “ปฏิรูปการศึกษา” “ปฏิรูปกฎหมาย” “ปฏิรูปสื่อ” ฯลฯ
ครั้นรัฐธรรมนูญปี 2540 ใช้มายังไม่ทันครบ 10 ปี ก็เกิดปัญหาการเมืองและความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนเกิดการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนั้น และมีการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2550 ออกใช้มาจนปัจจุบัน แต่ความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังไม่จบ ซ้ำกลับรุนแรงยิ่งขึ้นทั้งนอกสภาและในสภา และประเด็นแห่งความขัดแย้งประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือ จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 หรือจะกลับไปนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้บังคับอีก คำว่า “ปฏิรูปการเมือง” จึงหวนกลับมาอีกวาระหนึ่ง โดยข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)
แต่ข้อเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้มีบริบทต่างจากในปี 2540 โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ในปี 2540 ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองมาจากนักวิชาการและประชาสังคมนอกสภา ด้วยความไม่ไว้วางใจนักการเมือง แต่ข้อเสนอครั้งนี้มาจากฝ่ายการเมืองในสภาซึ่งไม่พอใจรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกกล่าวหาว่าจัดทำขึ้นเพื่อ “เล่นงาน” นักการเมืองประการหนึ่ง นอกจากนั้น กระบวนการปฏิรูปการเมืองในปี 2540 อาศัยคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมืองเป็นหลัก โดยเฉพาะการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาปฏิรูปการเมือง แต่ครั้งนี้อาศัยสมาชิก 2 สภาเป็นหลัก โดยการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นดำเนินการ เป็นประการที่สอง และในประการสุดท้าย การปฏิรูปการเมืองในปี 2540 ก่อให้เกิดความหวังและกำลังใจในหมู่ประชาชนจนวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ซึ่งร้ายแรง กลับไม่ส่งผลต่อจิตใจของประชาชนมากเพราะสมหวังที่ได้รัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ข้อเสนอให้ปฏิรูปในครั้งนี้เกิดจากความขัดแย้งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2551 ทั้งยังไม่ได้สร้างความหวังใดๆ ให้ประชาชนส่วนใหญ่ ตรงกันข้ามกลับสร้างความวิตกกังวลว่า การปฏิรูปครั้งนี้เองจะสร้างความขัดแย้งรุนแรงให้เกิดขึ้นอีกหรือไม่
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ทุกคนยอมรับร่วมกันว่ามีปัญหาและวิกฤตใหญ่หลวงทางการเมืองและการบริหารบ้านเมืองที่จะต้องหาทางออกให้วิกฤตที่ว่านั้นยุติลง และไม่เกิดขึ้นอีก และนี่เองคือโจทย์ใหญ่ที่การปฏิรูปครั้งนี้ต้องตอบ
ดังนั้น ปาฐกถาในวันนี้ต้องแยกพิจารณาเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ
II. บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปดังกล่าว
โปรดสังเกตคำที่ใช้ว่า “ปฏิรูป” โดยไม่มีคำว่า “การเมือง” ต่อท้าย ที่เป็นเช่นนี้ เพราะในทัศนะของผม คำตอบต่อโจทย์ใหญ่ที่ว่าทำอย่างไรจะยุติวิกฤตปัจจุบันและป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งเช่นนี้อีกในอนาคต เราอาจต้องปฏิรูปอะไรๆ อีกหลายอย่างที่ไปไกลกว่าการปฏิรูปการเมืองจนถึงขั้น “ปฏิรูปประเทศไทย” เลยทีเดียว
000
การที่เราจะปฏิรูปประเทศเพื่อยุติวิกฤตและป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เราจึงต้องรู้สาเหตุของวิกฤตเสียก่อน และเราไม่อาจรู้สาเหตุของวิกฤตได้ ด้วยการพิจารณาข้อขัดแย้งในปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องค้นหาสาเหตุของข้อขัดแย้งย้อนไปในอดีต
1. ย้อนอดีตหาสาเหตุแห่งความขัดแย้ง
1.1 โลกกับประเทศไทย
ประเทศไทยในยุครัตนโกสินทร์ได้เข้าสู่การเชื่อมโยงกับโลกทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ใน 2 ระยะ คือ
ระยะแรก เมื่อมีการลงนามในสนธิสัญญาเบาริ่ง (Bowring’s Treaty) ในปี พ.ศ. 2398 โดยมีการเปิดประเทศให้ชาวต่างประเทศสามารถมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโดยตรงกับคนไทย โดยไม่ต้องผ่านการซื้อขายโดยรัฐผ่านพระคลังสินค้า การเปิดเสรีทางการค้ากับมหาอำนาจ 18 ประเทศดังกล่าว นำมาซึ่งการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ สังคม และการปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างมาก เพื่อตอบสนองแรงกดดันจากระบบเศรษฐกิจเสรีแบบตลาด แต่ได้เริ่มมีการโอนทรัพยากรที่เคยมีเหลือเฟือและให้ราษฎรและชุมชนใช้สอยได้เข้าสู่รัฐส่วนกลางตามลำดับ อาทิ การจัดตั้งกรมป่าไม้ในปี พ.ศ. 2439 และโอนอำนาจการจัดการป่าไม้มาไว้ที่ส่วนกลางตั้งแต่ พ.ศ. 2427 รวมทั้งรวมอำนาจการจัดการสาธารณูปโภคและสัมปทานทรัพยากรทั้งปวงที่เคยอยู่ที่เจ้าเมืองมาไว้ที่ส่วนกลาง (พระราชบัญญัติสำหรับผู้รักษาเมืองซึ่งทำสัญญากับชาวต่างประเทศ พ.ศ. 2417)
การเปิดประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจโลกยังนำมาซึ่งความจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการปกครองและระบบราชการอีกมาก เช่น การรวมศูนย์อำนาจรัฐมาไว้ที่ส่วนกลาง การแทนที่ระบบจตุสดมภ์ ด้วยการบริหารแบบกระทรวง ทบวง กรม (พ.ศ. 2435) และการยกเลิกระบบเสนาบดีและการสถาปนาระบบราชการใหม่การจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นกระทรวงการคลังขึ้นในปี พ.ศ. 2416 เพื่อเก็บภาษีอากรมาจัดทำงบประมาณให้ประเทศ
การเปิดประเทศและการปฏิรูปทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง ที่เริ่มต้นในรัชกาลที่ 5 ได้ส่งผลให้เกิดคนชั้นกลางขึ้นจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะเชื้อสายขุนนางเก่าและคนจีนที่เข้ามาค้าขายจนเกิดความมั่งคั่งขึ้น นอกจากนั้น การเปิดประเทศไปสู่โลกตะวันตกด้วยการส่งคนไปเรียนต่อต่างประเทศก็ดี จ้างคนต่างประเทศเข้ามาพัฒนาประเทศในฐานะที่ปรึกษาก็ดี นำมาซึ่งความคิดในการเปลี่ยนแปลงการเมืองของประเทศ ดังจะเห็นได้ว่าแม้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้มีเจ้านายและขุนนางกราบบังคมทูลถวายความเห็นให้เปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน (ร.ศ. 103 หรือ พ.ศ. 2427) ซึ่งความพยายามในการให้เปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองนี้มีมาต่อเนื่องจนถึงรัชกาลที่ 6 ก็เกิดกบฏ ร.ศ. 130 ขึ้น (ร.ศ. 130 หรือ พ.ศ. 2454) โดยในขณะนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในตุรกี และในประเทศจีนด้วย ความพยายามนี้มาบรรลุผลในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคณะราษฎรเข้ายึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ระยะที่สอง ประเทศไทยเข้าไปเชื่อมโยงกับระเบียบโลกใหม่ (
การเชื่อมโยงครั้งที่สองกับระบบโลกใหม่นี้ ส่งผลหลายประการต่อการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ในทางเศรษฐกิจนั้น การจำเป็นต้องกู้เงินธนาคารโลก และแหล่งเงินกู้ต่างๆ นำมาซึ่งการก่อตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจขึ้น (พ.ศ. 2493) และมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น (พ.ศ. 2504-2509) โดยมีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศโดยเน้นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (import substitution) ซึ่งต้องอาศัยการพึ่งพาเงินทุนมหาศาลจากต่างประเทศ นโยบายและกฎหมายต่างๆ ที่ออกในช่วงนี้ก็เป็นไปเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ดังกล่าวทั้งสิ้น เช่น กฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายการนิคมอุตสาหกรรม กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ฯลฯ ต่อมายุทธศาสตร์ก็เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อส่งออก (export oriented) ในแผน 4 และแผน 5
อย่างไรก็ดี การเกษตรกรรมที่เคยเป็นรายได้หลักของประเทศกลับไม่ได้รับความสำคัญ ดังนั้น การเพิ่มผลผลิตจึงเป็นไปด้วยการขยายพื้นที่ ไม่ใช่ด้วยการเพิ่มผลิตภาพต่อไร่ ทั้งยังไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรและเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอกจากไม่มียุทธศาสตร์พัฒนายกเว้นการพยุงราคาเมื่อมีปัญหาแล้ว ในหลายกรณี รัฐก็กลับกระทำการที่เป็นผลเสียต่อเกษตรกรเสียเอง อาทิ การเก็บพรีเมี่ยมข้าวที่ส่งออก ซึ่งส่งผลให้ผู้ส่งออกผลักภาระไปกดราคาซื้อข้าวจากชาวนาให้ตกต่ำลงไป
นโยบายส่งเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อการส่งออก ละเลยธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็ก และไม่ไยดีกับการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ก่อให้เกิดความกระจุกตัวของความมั่งคั่งอย่างมหาศาล (ปราณี ทินกร, 2536, 2545; สหัชชัย เลิศพรกุลรัตน์, 2541) ในขณะที่เกิด “คนมั่งมีมหาศาล” และ “คนชั้นกลาง” ที่มีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด และเข้าถึงทรัพยากรขึ้นในเมือง ก็เกิด “คนจน” ที่เป็นเกษตรกรและอยู่ในชนบทมากขึ้น (ธวัช มกรพงศ์ 2537; เมธี กรองแก้ว, 2538) และแม้ว่าประเทศไทยจะมีรายได้ประชาชาติต่อคนเพิ่มขึ้น สัมประสิทธิ์จีนีก็ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก (ชนินทร์ มีโภคี, 2544) ดัง 2ตารางข้างล่างนี้
ที่มา: Medhi Krongkeaw (1979), สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (คำนวณจากเทปข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปีต่างๆ โดยใช้น้ำหนักถ่วงข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย), ข้อมูลจากการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ประมวลผลโดยสำนักพัฒนาการเศรษฐกิจชุมชนและการกระจายรายได้ ใน อัศวิน ไกรนุช (2550) รายงานการวิจัยเรื่อง การเปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้จากการพัฒนาประเทศ
“คนจน” และเกษตรกรเหล่านี้ไม่มีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเหมือนคนชั้นกลาง และเข้าไม่ถึงทรัพยากร (ซึ่งในอดีตเคยเข้าถึง แต่ถูกรัฐส่วนกลางรวบอำนาจจัดการแต่ผู้เดียวไว้) คนเหล่านี้จึงต้อง “พึ่งพิง” ผู้มีทรัพยากรในหัวเมือง ซึ่งทำให้คนเหล่านี้เป็น “ผู้มีอิทธิพล” และสามารถได้รับความไว้วางใจเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่แทนในฐานะผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย และก้าวไปสู่อำนาจรัฐที่มากกว่านั้นในฐานะรัฐมนตรี
1.2 ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง
ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจเสรีที่อาศัยกลไกตลาดเต็มที่ เพราะรัฐยังคงครอบครองทรัพยากรสำคัญไว้และให้สัมปทานแก่เอกชน การเข้าสู่อำนาจการเมืองจึงไม่ได้หมายถึงการมี “อำนาจ” เท่านั้น แต่หมายถึง “โอกาส” ทางธุรกิจและเศรษฐกิจที่เกิดจากการมีอำนาจให้สัมปทาน หรืออาจได้รับสัมปทานเสียเอง ซึ่งในหลายกรณีทำให้บุคคลเหล่านี้กลายเป็น “ผู้มั่งมี” ขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว การทุจริตและการประพฤติมิชอบในรูปแบบต่างๆก็เกิดขึ้นโดยทั่วไป ทั้งระดับการตัดสินใจของรัฐทางการเมือง ทั้งในระบบการเลือกตั้ง
ระบบเศรษฐกิจกึ่งเสรี กึ่งผูกขาด นำมาซึ่งปัญหาสังคมซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 – ฉบับที่ 10 พยายามแก้ไข แต่ยังไม่เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ แต่ระบบนี้มีความเชื่อมโยงสำคัญกับระบอบการเมืองหลัง พ.ศ. 2475 ในหลายลักษณะ แต่ลักษณะสำคัญก็คือสภาพที่นักวิชาการเรียกว่า “คนจน” ซึ่งต้องพึ่งพิงการอุปถัมภ์และเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็น “ฐานเสียง” และเป็นผู้ก่อให้เกิดเสียงข้างมากในสภาและรัฐบาล แต่ “คนชั้นกลาง” เป็น “ฐานนโยบาย” เพราะเสียงดังกว่าและมีอำนาจล้มล้างรัฐบาลที่ตนไม่ชอบได้
ในขณะที่ข้าราชการทหารพลเรือนซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจรัฐที่แท้จริง ก็ยังคงแย่งชิงอำนาจทางการเมืองกับพรรคการเมืองและผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก่อให้เกิดผลสำคัญในระบอบการเมืองไทย คือ ในระยะเวลา 76 ปีของระบบรัฐสภา ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 27 คน มีคณะรัฐมนตรี 59 ชุด มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ มีกบฏ 11 ครั้ง มีการปฏิวัติรัฐประหาร 9 ครั้ง
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่าง “คนมั่งมีมหาศาล” และ “คนชั้นกลาง” ฝ่ายหนึ่ง กับ “คนจนส่วนใหญ่” อีกฝ่ายหนึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้เศรษฐกิจแบบกึ่งเปิดกึ่งปิด และการเมืองแบบกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตย ความขัดแย้งนี้ เป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่รอวันปะทุขึ้น ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
แม้ว่าจะมีความพยายามปฏิรูปการเมืองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งมีเจตนารมณ์ทำให้การเมืองเป็นของพลเมืองด้วยการขยายสิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมทางการเมืองให้มากขึ้น พยายามทำให้ระบอบการเมืองโปร่งใสและสุจริตด้วยการเพิ่มองค์กรตรวจสอบมากถึง 8 องค์กร และมีกระบวนการตรวจสอบหลายชั้น รวมทั้งการทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่ได้ปรับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกและซ่อนอยู่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดมาจากการจัดสรรทรัพยากรของรัฐไทยซึ่งเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจแม้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวจะทิ้งเชื้อที่สำคัญไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพบางประการ เช่น การศึกษาฟรี การช่วยคนชรา คนพิการ และการตั้งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้น แต่การปรับโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรยังคงมีลักษณะเดิม ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มุ่งเน้นแก้ปัญหาการเมืองเป็นหลัก
1.3 โครงสร้างเศรษฐกิจและการจัดสรรผลประโยชน์เดิมในโครงสร้างการเมืองแบบใหม่
เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 เน้นการเพิ่มส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองและการทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ผลที่เกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญก็คือ
ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อทำให้พรรคการเมืองที่แข่งขันต้องเน้นเรื่อง “นโยบาย” มากขึ้นจากการหา (ซื้อ) เสียงธรรมดา จึงทำให้พรรคการเมืองบางพรรค โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทย ใช้นโยบายประชานิยมไปหาเสียง และระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญก็ส่งผลให้พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากเกือบเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งแรกๆ ในปี พ.ศ.2544 และได้เสียงเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาดในปี พ.ศ. 2548
นโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยได้รับเลือก เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว รัฐบาลที่มีพรรคไทยรักไทยเป็นแกนนำก็เร่งคิดนโยบายประชานิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
สภาวะเช่นนี้ ทำให้ความขัดแย้งที่ถูกปกปิดหรือซ่อนตัวอยู่ กลับเปิดออก ทำให้คนจนส่วนใหญ่ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง และเข้าไม่ถึงทรัพยากร ได้มีโอกาสลิ้มลองสิ่งที่ไม่เคยได้ลองมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาลกึ่งฟรี การมีกองทุนหมู่บ้าน การได้รับจัดสรรเงิน SML รายจังหวัด การได้ทุนไปเรียนต่างประเทศอำเภอละ 1 ทุน หรือการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา การผลิตสินค้าพื้นบ้านหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ทำให้เกิด “สำนึกใหม่” ทางการเมืองของคนจน ถึง “อำนาจ” ของคะแนนเสียงเลือกตั้ง และความสัมพันธ์ระหว่าง “นโยบาย” ของพรรคการเมืองที่หาเสียงเป็นรัฐบาล กับทรัพยากรที่ตนจะได้รับ และที่สำคัญทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากพรรคการเมืองที่ตนเลือก และเป็นพรรคที่กำหนดนโยบายนี้สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพราะเป็นเสียงข้างมาก จึงไม่น่าแปลกใจว่าในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2 พรรคไทยรักไทยจึงมีเสียงข้างมากเด็ดขาด ในภาวะเช่นนี้ เราอาจวิเคราะห์ได้ว่าคะแนนเสียง 1 เสียงที่ให้ คือ คำขอให้เข้าถึงทรัพยากรที่คนเหล่านั้นไม่เคยคิดว่าจะได้ แต่ได้มาจากการเลือกตั้งครั้งก่อน
ผู้เป็นหัวหน้ารัฐบาลและบุคคลในคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็น “ผู้มั่งมีมหาศาล” ทั้งสิ้น ธุรกิจที่อยู่ในเครือข่ายก็มีทุนมหาศาลประมาณกันว่าไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ชุมนุมผู้มั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้มากเท่ารัฐบาลไทยรักไทย อำนาจของทุนดังกล่าวที่มีต่อสื่อมวลชนและบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญเป็นที่กล่าวขวัญกันบ่อยขึ้น และจุดเปลี่ยนอยู่ที่เมื่อครองอำนาจไประยะหนึ่ง รัฐบาลก็ออกนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในเครือข่ายจนเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย”
ทั้งนี้เพราะนโยบายต่างๆ ออกมามักเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของนักการเมืองเหล่านั้น จึงเป็นที่น่าสังเกตว่านักธุรกิจหลายคนเมื่อมาเข้าสู่วงการเมืองกลับมีฐานะร่ำรวยขึ้น รวมถึงคนในครอบครัวและพวกพ้อง ที่ล้วนมีธุรกิจที่ต่อเนื่องกัน ถึงแม้จะมีองค์กรตรวจสอบ และให้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน แต่มิได้ทำให้ประเด็นเหล่านี้หมดสิ้นไป เพราะการเลี่ยงการตรวจสอบทำได้ไม่ยากโดยมีผู้อื่นครอบครองแทน การทำธุรกิจขนาดใหญ่โดยคนที่เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลมีมากมาย โครงการขนาดใหญ่จะอยู่ในการดำเนินการของกลุ่มทุนที่เข้าสนับสนุนทางการเมืองทั้งสิ้น คนรวยยิ่งรวย คนชั้นกลางถูกทอดทิ้ง
แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 เพิ่มส่วนร่วมทางการเมืองให้ประชาชนก็จริงอยู่ มีการกระจายอำนาจมากขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังยากจนและต้องพึ่งพิง ก็ยังไม่มีสำนึกและทักษะพอที่จะใช้เครื่องมือที่รัฐธรรมนูญให้ไว้อย่างจริงจัง ประกอบกับช่องทางการเข้าถึงกระบวนการมีส่วนร่วมยังไม่เปิดกว้างพอ และภาครัฐเองยังขาดความจริงใจในการให้ประชาชนมีส่วนร่วม กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ต้องออกมาตามรัฐธรรมนูญกลับมิได้ออกมา เพราะกระบวนทัศน์แบบเดิมๆ ที่ยังมิได้เปลี่ยนไปสู่การบริหารราชการแนวใหม่ที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง แม้มีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พุทธศักราช 2546 ออกมาก็ตาม อีกทั้งข่าวการทุจริตในระดับต่างๆ มีมากขึ้น
นอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังติดใจในความหอมหวานของทรัพยากรที่ได้จากนโยบายประชานิยม จึงทำให้การตรวจสอบรัฐบาลโดยประชาชนไม่เกิดขึ้นจริงจัง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สำนึกในการตรวจสอบรัฐบาลที่รับมอบอำนาจไปจากตน อยู่ในระดับต่ำกว่าสำนึกในคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ใช้แลกกับทรัพยากรที่ได้มา นอกจากนั้น วัฒนธรรมในระบบอุปถัมภ์แบบเดิมในลักษณะ “ราษฎร” หรือ “ไพร่ฟ้า” ยังเป็นหัวเชื้อให้ประชาชนส่วนใหญ่ “เชื่อฟัง” และ “รอคอย” ความหวังจากรัฐบาล การเมืองภาคพลเมืองยังอ่อนแอ ภาคประชาสังคมเริ่มเติบโตเพราะกระแสโลกาภิวัตน์ที่โถมเข้ามากระทบ และกลุ่มคนเริ่มรวมตัวกัน และเรียนรู้มากขึ้น แต่เป็นไปแบบไร้ทิศทาง ต่างคนต่างทำ อีกทั้งภาครัฐยังเข้าแทรกภาคประชาสังคม และแย่งงานภาคองค์กรพัฒนาเอกชนมาทำเสียเอง หรือดึงคนเหล่านั้นให้หันมาเห็นดีเห็นงามกับนโยบายประชานิยมของรัฐ
ระบบการตรวจสอบในรัฐธรรมนูญเองซึ่งได้รับความไว้วางใจในระยะแรกก็ตกอยู่ในภาวะลำบาก มีการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลในองค์กรเหล่านั้นขึ้นใหม่ ซึ่งสังคมเชื่อว่า ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของรัฐบาล ความเชื่อมั่นองค์กรดังกล่าวในระยะหลังก็ลดลงมาก ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ ตกต่ำลง ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่ประชาชนมีกลับลดลง เพราะความคลางแคลงใจในการทำงานขององค์กรเหล่านี้
สื่อมวลชนเองก็ตกอยู่ภายใต้ความจำเป็นทางรายได้เพื่อการดำรงอยู่ เมื่อวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น ก็จะถูก “งดโฆษณา” จนในท้ายที่สุด เสียงวิจารณ์ที่เคยดังในรัฐบาลก่อนๆ ก็ค่อยๆ หรี่ลงและเลือนหายไปในท้ายที่สุด ประกอบกับบุคลากรของรัฐบาลบางส่วนยังทำธุรกิจด้านสื่อเสียเอง เป็นเหตุให้สามารถควบคุมการทำงานของสื่อได้อย่างเต็มที่
ดูเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเน้นการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบราชการ แต่ผลของมันกลับร้ายแรงและสร้างความเจ็บปวดให้สังคมไทย ทั้งนี้สิ่งที่ดูเหมือนจะขาดหายคือการปฏิรูปการศึกษาของพลเมืองให้เกิดปัญญาที่จะสามารถรู้เท่าทันนักการเมือง สามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองเองได้ และสร้างจิตสำนึกสาธารณะ และธรรมาภิบาลกลับไม่เกิดขึ้น หรือเกิดน้อยมาก เพราะประชาชนถูกชักนำให้สนใจกับผลของการนำนโยบายประชานิยมไปปฏิบัติ และภาคราชการเน้นการปรับโครงสร้างกรมกอง การทำงานให้คล่องตัว เป็นหลัก แต่ละเลยการเน้นการสร้างคุณธรรม จริยธรรม การปรับกระบวนการทำงานจึงเป็นการแตกองค์กร สร้างอำนาจ และตำแหน่งมากกว่า
1.4 จุดแตกหัก
หากสำรวจนโยบายรัฐบาลพรรคไทยรักไทยให้ดีจะพบว่านโยบายหรือยุทธศาสตร์เพื่อคนมั่งมีหรือคนชั้นกลางอย่างแท้จริงดูจะไม่เด่นชัดเท่านโยบายประชานิยม นโยบายบางนโยบายที่ “น่าจะดี” สำหรับคนกลุ่มนี้ เอาเข้าจริงก็มีผลกระทบต่อคนกลุ่มนี้เช่นกัน เช่น นโยบายเขตการค้าเสรีที่ทำกับออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ก็อาจเป็นผลดีต่อสินค้าและบริการบางตัว แต่กระทบต่อสินค้าและบริการตัวอื่น
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเข้าถึงอำนาจการเมืองและทรัพยากรของคนกลุ่มนี้ลดลง ไม่ว่าการยกเลิกการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา เปลี่ยนมากเป็นการเลือกตั้ง ทำให้ข้าราชการทหาร พลเรือน และคนกลุ่มนี้หมดอำนาจ “ดุลและคาน” พรรคการเมืองไป อาวุธสำคัญของคนกลุ่มนี้คือ “เสียงดัง” ก็ถูกปิดกั้นลง เมื่อสื่อต่างๆ ขาดความอิสระอย่างแท้จริง และเกรงอำนาจทางเศรษฐกิจและทางกฎหมายของรัฐบาล จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นในรายการโทรทัศน์ของรัฐบาล “เมืองไทยรายสัปดาห์” ก็ย้ายสถานที่จากสถานีโทรทัศน์มาเป็นสัญจร เกิด “ปรากฏการณ์สนธิ” ซึ่งเป็นจุดรวมของผู้ที่รับรัฐบาลไม่ได้
หลังจากนั้น ความขัดแย้งก็ขยายตัวและมีผู้เข้าร่วมขบวนการมากขึ้นเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น 73,000 ล้านบาทโดยไม่ต้องเสียภาษี เกิดปรากฏการณ์ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และ “คนเสื้อเหลือง” ลุกลามไปทั่วประเทศ ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี พ.ศ. 2550 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 ที่เน้นการแก้ปัญหาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 และให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างสถาบันทางการเมือง และเน้นระบบตรวจสอบให้เข้มแข็งขึ้น มีการยุบพรรคการเมืองได้หากมีการทุจริตเลือกตั้ง
แต่กระนั้นการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 ทำให้พรรคการเมืองใหม่ที่มาจากพรรคไทยรักไทยเดิมได้รับเลือกตั้งมากที่สุดอีกครั้ง ความขัดแย้งก็เริ่มต้นขึ้นและทวีความรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตหลายรายในหลายเหตุการณ์ ที่สำคัญก็คือ มีความสงสัยว่ามีการ “ปลุกกระแส” คนเสื้อแดงจากรากหญ้าจังหวัดต่างๆ ขึ้นสู้
ความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองมีมานานทั้งจากสังคมเมือง และชนบทที่ความคิดเห็นต่างกัน มาจนถึงความแตกแยกเมื่อมีการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 ทำให้ประชาชนในชนบทรู้สึกว่าพรรคการมเองที่เขาชื่นชอบเสียอำนาจ และนักการเมืองบางส่วนต้องถูกพิพากษาให้เว้นกิจกรรมทางการเมือง 5 ปี และในที่สุดการลุกขึ้นต่อต้านคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้น และมีการแบ่งแยกในสังคมอย่างชัดเจนถึงกลับใส่เสื้อแยกสี และมาถึงขั้นแตกหักเมื่อ มีการปฏิวัติ และอีกครั้งสองฝ่ายใช้กำลังปะทะกัน เมื่อ 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้เสียชีวิต และอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา จนถึงสงกรานต์เลือดในปี 2552 แม้ว่าวันนี้ ดูเหมือนคลื่นลมจะสงบลงชั่วคราว แต่ไม่มีใครแน่ใจว่ามรสุมใหญ่แห่งความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเมื่อใดอีก
ดังนั้น ความขัดแย้งนี้ยังไม่จบ และยังไม่รู้ว่าจะจบลงด้วยความรุนแรงหรือสันติ
1.5 เราจะวิเคราะห์ความขัดแย้งนี้อย่างไร?
ทางเลือกวิเคราะห์มีหลายทาง แต่สองทางหลักน่าจะเป็นสิ่งน่าคิด
ทางแรก ความขัดแย้งนี้เป็นเรื่อง “บุคคล” ระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีและผู้สนับสนุน กับฝ่ายต่อต้าน ถ้าวิเคราะห์แนวนี้ เราก็พอจะมองออกว่า เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีและผู้สนับสนุนกับฝ่ายต่อต้าน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลิกราไปไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ความขัดแย้งนี้ก็จบ และประเทศไทยก็เดินต่อไปได้ตามปกติ
การวิเคราะห์แนวทางนี้ แม้จะมีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะวัฒนธรรมการเมืองไทยเป็น
วัฒนธรรมอำนาจนิยม ดังนั้น ถ้าผู้มีอำนาจ (ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในความเป็นจริงที่เรียกว่า “อิทธิพล” หรืออำนาจเงิน) ยอมยุติ ไม่ว่าเพราะยอมจำนน หรือเพราะเหตุอื่นใด บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยุติด้วย
แต่จุดอ่อนการวิเคราะห์แนวนี้ก็คือ ไม่ได้ดูที่ “ต้นเหตุ” ของการได้มาซึ่งอำนาจ การเมืองของผู้มีอำนาจเดิมและการใช้อำนาจ (ซึ่งรวมถึงอำนาจตามกฎหมาย อิทธิพลหรืออำนาจในความเป็นจริงและเงิน) ว่ามีฐานมาจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและทางสังคมที่ซ่อนตัวอยู่ และนโยบายประชานิยมที่อดีตนายกรัฐมนตรีใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงอย่างท้วมท้นได้เป็นเสมือนการเปิดพรมที่ปิดฝุ่นที่ซุกอยู่ใต้พรมให้ฟุ้งขึ้นมาแล้ว
ดังนั้น แม้วันนี้ คู่ขัดแย้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมยุติ ซึ่งอาจทำให้ประเทศสงบลงได้ชั่วคราว คำถามใหญ่ก็คือว่า ถ้าวันหน้ามีผู้นำการเมืองคนใหม่มาใช้วิธีการในทำนองเดียวกับที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคยใช้ได้ผลมาแล้วอีก ทั้งในวิธีการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจในตำแหน่ง ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกหรือไม่
ทางที่สอง คือ วิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวมีลักษณะบุคคลของคู่ขัดแย้งอยู่ก็จริง แต่รากฐานสำคัญก็คือความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในการจัดสรรทรัพยากรและความมั่งคั่งระหว่าง “คนมี” กับ “คนไม่มี” ซึ่งวันนี้มีสำนึกทางการเมืองถึงอำนาจของคะแนนเสียงในการเลือกตั้งว่าสามารถให้เข้าถึงทรัพยากรได้ และจะใช้อำนาจนี้ให้ตนเข้าถึงทรัพยากรกับพรรคการเมืองและนักการเมืองซึ่งอยากได้อำนาจการเมืองในฐานะรัฐบาล
ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็พยากรณ์ได้ว่า ต่อแต่นี้ไป นโยบายพรรคการเมืองทุกพรรคจะเป็นประชานิยมหมด และจะแข่งขันกัน “แจก” ทรัพยากรอย่างไม่เป็นระบบ และโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวว่านโยบายประชานิยมฉาบฉวยที่คำนึงถึงแต่ว่ารัฐบาลจะให้อะไรกับประชาชน แต่ไม่ได้คำนึงว่า รัฐบาลจะหารายได้มาเจือจุนนโยบายเช่นนั้นให้ยั่งยืนได้อย่างไร
ในท้ายที่สุด นโยบายประชานิยมก็จะเป็นนโยบายเอาเงินในอนาคตมาใช้ แล้วผลักหนี้ไปให้คนในอนาคตรับ อันจะนำไปสู่วิกฤติที่รุนแรงในโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวดังที่ประเทศหลายประเทศในละตินอเมริกาประสบมาแล้วในอดีต
2. การปฏิรูปประเทศไทย: ทางรอดที่เหลืออยู่
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราวิเคราะห์สาเหตุรากฐานที่แท้จริงของความขัดแย้งว่าเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง คำถามที่จะเป็นโจทย์ใหญ่ของการวิจัยก็คือ อะไรคือยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งเช่นนี้อีก?
ถ้าเหลียวหลังไปดูความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับประเทศไทยและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอันเกิดมาจากแรงกดดันภายนอกและปัจจัยภายในดังได้กล่าวมาในข้อ 1 ข้างต้นแล้ว เราจะพบว่า ในปัจจุบัน สถานการณ์ในโลกและในประเทศเปลี่ยนไปในระดับโลก
- ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ถ้าประเทศไทยจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก และประชาธิปไตยจะมั่นคงและหยั่งรากลึกก็ต่อเมื่อมีคนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ในสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมที่มีคนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ (ในขณะที่ประเทศไทย คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนชั้นกลาง)
- ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีเต็มที่ดังที่เป็นมาหลังกำแพงเบอร์ลินล่มสลายในปี ค.ศ. 1989 ได้ส่งผลให้ต้นตำรับทุนนิยมโลกคือทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน และลุกลามไปทั่วโลก จนบัดนี้ เริ่มมีเสียงเรียกร้องจากประเทศดังกล่าวและจากองค์กรโลกบาลอย่างธนาคารโลก หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ถึงการปฏิรูป ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบคิดและกระบวนทัศน์ของนักเศรษฐศาสตร์โลกค่ายเสรีนิยม และการจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ของโลก
- ความยากจน การเข้าถึงทรัพยากรของคนจนและความเป็นธรรมในสังคมเป็นวาระสำคัญของโลกที่บรรจุอยู่ในคำประกาศสหัสวรรษ (The Millennium Declaration) ซึ่งตั้งเป้าสหัสวรรษ (millennium goals) เอาไว้ว่าจะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน
ดังนั้น ในประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่ยังยากจน ไม่มีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างแท้จริง และเข้าไม่ถึงทรัพยากร ทั้งยังนิยมชมชอบนโยบายประชานิยม (แบบไม่มีอนาคต) แต่เราต้องเป็นประชาธิปไตยเพื่อให้อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมโลกและเพื่อตัวเราเอง เพราะประชาธิปไตยให้สิทธิ เสรีภาพ และทางเลือกที่อิสระต่อเรา ในขณะที่เผด็จการไม่มีให้ เราจะต้องมียุทธศาสตร์อย่างไร?
2.1 ยุทธศาสตร์ที่ 1: การปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อการจัดสรรผลประโยชน์ใหม่ในสังคม
เราจะต้องปรับโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเสียใหม่ เพื่อให้คนจนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงทรัพยากร และมีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด โดยไม่ต้องพึ่งพานโยบายประชานิยมซึ่งจะสร้างปัญหาในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อให้ในท้ายที่สุด สังคมไทยมีคนชั้นกลางเพิ่มขึ้นมากพอที่จะทำให้ประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพได้จริง การปรับโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใหม่เป็นการถาวรโดยไม่พึ่งพานโยบายประชานิยมของบรรดาพรรคการเมืองจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการปรับกฎหมายเศรษฐกิจทั้งปวงใน 3 แนวทาง คือ
(1) รัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องเปิดให้คนจนส่วนใหญ่เข้าถึงทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลแต่ละรัฐบาลเป็นผู้แจก
- การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น เช่น ป่าไม้ ที่ดิน แหล่งน้ำ ฯลฯ อย่างยั่งยืน โดยมีระบบตรวจสอบทางสังคมที่ดี
- การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกลไกของระบบตลาด (market mechanism) ด้วยความช่วยเหลือของรัฐ โดยเฉพาะ แหล่งทุน เทคโนโลยี ระบบการขนส่ง (logistic) และการตลาด ฯลฯ
- การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกลไกอื่นที่มิใช่ระบบตลาด แต่ส่งเสริมการแข่งขันในระบบตลาด (non-market institution) โดยเฉพาะการศึกษา การรักษาพยาบาล การสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาฝีมือแรงงาน ฯลฯ
- การสร้างอำนาจต่อรองในระบบตลาดโดยความส่งเสริมของรัฐ อาทิ การพาณิชย์อิเล็คโทรนิกส์ ระบบสหกรณ์ และการรวมกลุ่มรูปแบบอื่น การก่อตั้งสภาเกษตรกร สภาธุรกิจรายย่อย ฯลฯ
- การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่สะดวก รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อย
(2) รัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องปรับระบบภาษีอากร เพื่อให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก “ผู้มั่งคั่งมหาศาล” เพื่อนำไปใช้ในรัฐสวัสดิการใหม่ ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีระบบภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน และระบบภาษีอื่นๆ ที่จำเป็น การปรับระบบภาษีอากรนี้จะทำให้รัฐไม่ต้องผลักภาระการกู้เงินไปให้ลูกหลานในอนาคตต้องรับเหมือนการหาเงินมาใช้ในนโยบายประชานิยม
(3) รัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องสามารถกระจายการกระจุกตัวของความมั่งคั่งของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยผ่านกลไกการใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดอย่างแท้จริง และตรงไปตรงมา
ทั้งหมดนี้ คือ การทำให้ “ประชานิยม” ตามอำเภอใจของแต่ละรัฐบาล กลายเป็น “รัฐสวัสดิการ” (welfare state) โดยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่ไม่ต้องอาศัยการหาเสียงของรัฐบาลใดๆ อีก
อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะต้องมีลักษณะไม่รุนแรง ฉับพลัน ซึ่งจะเป็นต้นเหตุใหม่แห่งความรุนแรงอีกวาระหนึ่ง ดังนั้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าว อาจมีกลไกแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อลดแรงต้านและความขัดแย้ง
2.2 ยุทธศาสตร์ที่ 2: การปฏิรูประบบการบริหารรัฐ
เมื่อปรับโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ในสังคมใหม่แล้ว ก็ต้องปรับระบบการบริหารภาครัฐ ทั้งภาคการเมือง ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ ที่กระจุกตัวอยู่ที่รัฐส่วนกลางเสียใหม่ โดยมี 4 แนวทาง คือ
1. การปรับภารกิจของรัฐเสียใหม่โดยอาจต้องลดกฎเกณฑ์ ซึ่งควบคุมหรือแทรกแซงธุรกิจหรือเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นในบางเรื่อง เพื่อให้บุคคลมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น (และลดการทุจริตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไปในตัว) การปรับภารกิจนี้จะต้องรวมไปถึงการถ่ายโอนสิ่งที่รัฐทำอยู่แต่เดิมไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม เป็นผู้ทำแทน เช่น ป่าชุมชน การดูแลสวัสดิการของคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่นโดยอาจต้องเพิ่มกลไกให้องค์กรเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ว่า ตน ให้บริการนั้นๆ ได้ดีกว่ารัฐและมีประสิทธิภาพกว่ารัฐ (contestability)
ดังนั้น การจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม จึงมีความจำเป็น
2. การปรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และกลุ่มทุนที่ควบคุมสื่อมวลชนรูปแบบต่างๆ กับการเมือง เพื่อสกัดโอกาสการใช้ทุนเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ และเพื่อควบคุมสื่อมวลชน และสกัดการใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจตน ในการนี้จะต้องมีการปฏิรูประบบการบริจาคให้พรรคการเมืองและการตรวจสอบ
3. การปรับโครงสร้างและกระบวนการทางการเมือง ประเด็นการปรับโครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองนี้อาจยึดโครงและสาระหลักของรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ แต่ควรตัดสิ่งที่รัฐธรรมนูญปี 2550 เพิ่มเข้ามาโดยสร้างปัญหาให้กับการบริหารออกไป โดยมีประเด็นหลักๆ ดังนี้
3.1 รัฐสภาควรมี 2 สภาดังเดิม เพื่อประโยชน์ในการกลั่นกรองเรื่องสำคัญๆ ของประเทศให้รอบคอบ โดยให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาหลักอันเป็นที่มาของรัฐบาล และรัฐบาลจะอยู่ได้ด้วยความไว้วางใจของสภานี้เท่านั้น
ส่วนวุฒิสภาไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง (เพราะการจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ดูกับที่สภาล่างซึ่งมีอำนาจการเมืองที่แท้จริง) แต่ควรเป็นสภาที่สรรหามาจากหลากอาชีพให้มากที่สุด และมีผู้ดำรงตำแหน่งโดยตำแหน่ง เช่น ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นายกหรือประธานองค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง และเป็นสภากลั่นกรอง
3.2 การได้มาซึ่ง ส.ส. ควรมีการปรับปรุง ดังนี้
-ไม่บังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค แต่สนับสนุนพรรคการเมืองเท่านั้น เพื่อป้องกัน “เผด็จการของผู้บริหารพรรค”
-ระบบเลือกตั้งกลับไปสู่ระบบเขตเดียวคนเดียว 400 เขต และบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยไม่มีคะแนนขั้นต่ำที่แต่ละบัญชีต้องได้
-การลดความสำคัญของหัวคะแนนและเพิ่มการติดต่อโดยตรงระหว่างผู้สมัครกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (เช่น ให้ฉายหนังได้ แสดงมหรสพได้)
-ควรแยกการจัดการเลือกตั้งโดยส่วนราชการออกจากการควบคุมตรวจสอบการเลือกตั้งโดย กกต.
3.3 ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ – ฝ่ายบริหาร – ศาล/องค์กรอิสระ
-ลดระดับความสัมพันธ์ของศาลกับการเมืองลง เช่น การเสนอกฎหมายโดยศาล
-ปรับมาตรา 190 ให้ชัดเจน โดยระบุประเภทต่างๆ ของสนธิสัญญาที่ต้องเข้าสภา
-กำหนดให้การที่ สส. หรือ สว. แจ้งปัญหาของประชาชนให้ส่วนราชการทราบเพื่อแก้ไข ไม่ถือเป็นการก้าวก่าย – แทรกแซงการทำงาน
- การนำระบบงบประมาณ 2 ขา (งบประมาณรายได้ – งบประมาณรายจ่าย) มาใช้แทนของเดิม ระบบการมีกฎหมายแผน (งบประมาณ) สำหรับการปฏิรูปเรื่องสำคัญที่ผูกพันหลายปี
3.4 การเพิ่มส่วนร่วมของพลเมืองในการเมืองทุกระดับ กล่าวคือ ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ โดยมีหน่วยงาน (อาทิ สำนักงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ฯลฯ) และทรัพยากร (งบประมาณ) เพื่อการดังกล่าว รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกสาธารณะ (civic mind) โดยผ่านพลเมืองศึกษา (civic education) ทั้งนี้ โดยใช้ชุมชนท้องถิ่นและชุมชนอื่นเป็นตัวขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม จะต้องมีกติกาทางสังคมหรือกฎหมายให้ชัดเจนในการชุมนุมโดยสงบ เพื่อมิให้มีการละเมิดกฎหมายและเสรีภาพผู้อื่น ทั้งต้องมีเกณฑ์ในการสลายการชุมนุมที่ชัดเจนด้วย
3.5การกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ต้องได้รับประชามติเห็นชอบจากประชาชน
4. การปรับการบริหารภาครัฐทั้งระบบ การดำเนินการปรับภาครัฐทั้งระบบเพื่อตอบสนองการจัดสรรทรัพยากรใหม่ อย่างน้อยต้องกระทำ ดังนี้
-การปฏิรูประบบราชการโดยเน้นที่การเพิ่มธรรมาภิบาลและจริยธรรม ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน โดยต้องให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐรายงานรายได้ ที่มา และการดำรงตำแหน่งอื่น และมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งจัดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำให้เหมาะสมมากขึ้น
-การปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะมีกระบวนการให้มีการทบทวนความจำเป็นที่ต้องจำกัดและควบคุมเสรีภาพโดยการออกใบอนุญาตเป็นระยะสม่ำเสมอ หากพบว่าไม่มีความจำเป็นก็ต้องยกเลิกการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว
-การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น โดยเฉพาะตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ใช้บังคับกฎหมายหลักของประเทศ ให้มีอิสระตามควรในการรักษากฎหมาย โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายการเมือง
000
II.บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศไทย
ในกระบวนการปฏิรูปดังกล่าว สื่อมวลชนอาจมีบทบาทสำคัญใน 2 ทางคือ สื่อผู้รายงานการปฏิรูปประการหนึ่ง และสื่อผู้ร่วมการปฏิรูปอีกประการหนึ่ง
1 ในฐานะ “สื่อผู้รายงานการปฏิรูปประเทศไทย”
ในฐานะนี้ สื่อมวลชนควรศึกษาติดตามทั้ง “เนื้อหาสาระ” และ “กระบวนการ” ปฏิรูป (ซึ่งสำคัญไม่แห้เนื้อหา) ให้ถ่องแท้ ควรเรียกร้องให้การดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ให้สาธารณชนติดตามได้ตลอดเวลา และควรเปิดพื้นที่สื่อให้ฝ่ายต่างๆ ได้มีโอกาสเสนอความคิดของตนให้สาธารณชนได้พิจารณาอย่างสมดุลบทบาทนี้ สื่อมวลชนทำหน้าที่ได้ดีตามควรอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำ
2 ในฐานะ “สื่อผู้ร่วมการปฏิรูป”
ในฐานะนี้ มีประเด็นสำคัญที่จะต้องถกเถียงกันเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งอันเป็นทั้งเหตุและผลของวิกฤตที่ผ่านมาด้วย
ประเด็นแรกที่จะต้องทบทวนคือ เมื่อสื่อเป็นอิสระออกจากรัฐมาตามสมควรโดยเฉพาะตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมาแล้ว แต่สื่อมวลชนหลายแขนงยังหาเป็นอิสระออกจากเจ้าของกิจการไม่ กล่าวคือ
-สื่อของรัฐหรือแผ่นดินจะต้องแยกออกจากสื่อของรัฐบาล ในขณะที่สื่อของรัฐและแผ่นดินต้องทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของรัฐและแผ่นดิน ไม่เป็นฝักฝ่ายทางการเมือง แต่สื่อของรัฐบาลต้องทำหน้าที่เผยแพร่นโยบายและผลงานของรัฐบาล องค์กรเดียวกันไม่ควรทำหน้าที่ทั้ง 2 อย่าง เพราะในความเป็นจริง อำนาจทางการเมืองจะทำให้สื่อที่ทำหน้าที่รวมนี้กลับกลายเป็นสื่อที่ทำหน้าที่ “สื่อของรัฐบาล” เป็นหลัก
ดังนั้น ควรแยกสื่อที่มีบทบาทต่างกันนี้ออกเป็น 2 องค์กร และสื่อที่ทำหน้าที่สื่อของรัฐบาลก็ต้องมีความเป็นอิสระตามหลักความเป็นอิสระของสื่อ โดยเฉพาะจะต้องคุ้มครองข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างของรัฐ ในสื่อที่เป็นของรัฐและของรัฐบาล มีอิสระในการนำเสนอข่าวสารและความเห็นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างแท้จริง
-สื่อเอกชนควรต้องทบทวนอย่างจริงจังว่า แม้สื่อมวลชนอิสระออกจากรัฐ แต่ยังอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าของกิจการแล้ว ความเป็นอิสระแท้จริงก็ไม่เกิด ดังนั้น จึงต้องทบทวนโครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อ ว่าสื่อประเภทใด (เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ) ควรเป็นบริษัทมหาชน จำกัด ในตลาดหลักทรัพย์ หรือ บรรษัทพิเศษ ที่ไม่มีบุคคลใดสามารถเป็นเจ้าของหุ้นได้เกินกว่าร้อยละห้า เพื่อป้องกันการครอบงำสื่อ และควรออกกฎหมายคุ้มครองบุคลากรในกิจการสื่อมวลชนให้มีอิสระในการนำเสนอข่าวสารและความเห็นตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เช่นเดียวกับบุคคลากรภาครัฐ
ประเด็นที่ 2 ที่สมควรจะมีการปฏิรูปสื่อมวลชนอย่างจริงจังก็คือ การมีจรรยาบรรณและการควบคุมจรรยาบรรณอย่างจริงจัง โดยองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างแท้จริง ให้ได้ความสมดุลกับเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและความคิดเห็น ประเด็นใหญ่ที่องค์กรวิชาชีพสื่อจะต้องให้ความสำคัญคือ
-การคุ้มครองผู้ที่ถูกสื่อละเมิด (เยาวชน หญิง ฯลฯ)
-การใช้สื่อไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจของเจ้าของกิจการ
ประเด็นที่ 3 ที่ควรจะต้องมีการพิจารณาอย่างจริงจังก็คือการคุกคามสื่อทุกรูปแบบ และความคุ้มครองที่รัฐและสังคมต้องมีให้สื่อผู้ทำหน้าที่เสมือน “สุนัขเฝ้าบ้าน” โดยเฉพาะในความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงนั้น สื่อมวลชนมักตกเป็นเหยื่อของการคุกคามโดยตลอด
ประเด็นที่ 4 อันควรได้รับการพิจารณาทบทวนอย่างแท้จริงก็คือ “ความหลากหลายและทางเลือก” โดยเฉพาะในสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งหากปล่อยให้เป็นไปโดยอิสระ สื่อก็จะตกอยู่ภายใต้ระบบพาณิชย์ของระบบทุน ทำให้การนำเสนอเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยละเลยสิทธิในทางเลือก และความหลากหลายของผู้บริโภคข้างน้อย ในเรื่องนี้อาจต้องทบทวนตัวกฎหมายหรือหลักเกณฑ์บางประการที่บางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส หรือ คานาดา ใช้อยู่ ในการบังคับให้ต้องใช้ภาษาหลักของประเทศ และต้องมีความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมในบรรดาเพลง และความบันเทิงรูปแบบอื่นที่นำเสนอต่อสาธารณะ หรืออาจใช้รูปแบบการจูงใจด้วยระบบภาษีอากร เช่น มีการลดภาษีเงินได้และไม่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มรายการที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค เป็นต้น
000
บทสรุป
ปาฐกถานี้ถูกตั้งชื่อว่า “บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง” แต่เมื่อวิเคราะห์มาจนถึงจุดสุดท้าย การปฏิรูปที่ต้องกระทำกลับเป็นการปฏิรูปประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าปฏิรูปการเมือง และการปฏิรูปการเมืองเป็นเพียงเสี้ยวส่วนเดียวของการปฏิรูปประเทศเท่านั้น และสื่อมวลชนเองนอกจากเป็นผู้รายงานการปฏิรูปแล้วยังต้องมีการปฏิรูปตัวเองหรือตัวเองจะต้องถูกปฏิรูปด้วย
ดังนั้น การปฏิรูปครั้งนี้จึงเป็นภารกิจที่สำคัญทางสังคมไทย เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และยากเย็นกว่าการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 เป็นอันมาก แต่สูตรความสำเร็จของการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 ก็ยังคงใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน สูตรความสำเร็จนี้ประกอบด้วยสิ่งที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เรียกว่า “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” คือ ความรู้อันเป็นรากฐานแห่งการปฏิรูป ความเคลื่อนไหวทางสังคม และอำนาจการเมือง ที่จะทำให้ข้อเสนอการปฏิรูปสำเร็จได้จริงด้วยการแก้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ใน 3 ปัจจัยนี้ สื่อมวลชนเป็นกำลังสำคัญทั้ง 3 ปัจจัย
กระผมจึงหวังว่าสื่อมวลชนจะได้ช่วยทำหน้าที่สร้างความรู้ ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวทางสังคมและผลักดันให้อำนาจการเมืองดำเนินการปฏิรูปประเทศไทยให้สำเร็จ เพื่อยุติความขัดแย้งแบ่งฝ่ายและวิกฤตในปัจจุบัน ทั้งยังป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเกิดขึ้นได้อีก เพื่อความสันติสุขสถาพรทางสังคมไทยอย่างแท้จริง
ที่มาของภาพ: สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย