WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 20, 2009

วิทยุชุมชนยัง “วุ่น” ขอมีโฆษณา เตือนระวังนักต้มช่วยออกใบอนุญาต

ที่มา ประชาไท

ประชาพิจารณ์วิทยุชุมชนวุ่น ผู้ประกอบการวิทยุชุมชนหวงรายได้จากค่าโฆษณา เสนอคณะทำงานให้รับค่าโฆษณาได้ ด้าน พ.อ.ดร.นทียัน วิทยุชุมชนต้องไม่มีรายได้จากค่าโฆษณา เร่งมือออกประกาศคุมวิทยุชุมชน เผยต้นมิ.ย.นี้ได้ใช้ เตือนระวังผู้แอบอ้างหลอกเงินช่วยเรื่องใบอนุญาต

คณะทำงานด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน ในคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) และร่างมาตรฐานทางเทคนิคกิจการบริการชุมชน (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) ฉบับชั่วคราว

โดยเปิดให้แสดงความคิดเห็นทั้งหมด 9 ประเด็น ได้แก่ นิยาม คุณสมบัติ เอกสารที่ใช้ยื่นขอใบอนุญาต วิธีการพิจารณา หลักเกณฑ์การใช้เครื่องและความถี่ การบริหารสถานี บทเฉพาะกาล มาตรฐานทางเทคนิค และขอบเขตเงื่อนไขของผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ ถ.วิภาวดี-รังสิต ซึ่งมีผู้ประกอบการวิทยุชุมชนทั่วประเทศมาลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน ทำให้ผู้เข้าร่วมงานเกิดการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ผู้จัดงานเล็กน้อย เพราะไม่ได้ลงทะเบียนแสดงความจำนงเข้าร่วมงานไว้ล่วงหน้า

พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านกิจการกระจายเสียงวิทยุชุมชน ในคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กล่าวภายหลังร่วมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม ว่า ความคิดเห็นที่ได้จากการประชาพิจารณ์ในวันนี้คณะทำงานจะประชุม และนำไปปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์ในวันที่ 13 พ.ค.นี้ และยื่นร่างหลักเกณฑ์ที่ได้ปรับปรุงให้คณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์พิจารณาในวันที่ 15 พ.ค. หลังจากนั้นส่งเรื่องให้ กทช.พิจารณาในวันที่ 20 พ.ค.นี้ โดยกทช.จะใช้เวลาพิจารณาและปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติมอีกประมาณ 7 วัน ก่อนนำข้อมูลแสดงบนเว็บไซต์เป็นเวลา 7 วัน คาดจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ได้ประมาณต้นเดือน มิ.ย.นี้

พ.อ.นที กล่าวต่อว่า ภายหลังประกาศบังคับใช้จะเปิดให้ผู้ประกอบการวิทยุชุมชนกว่า 5,000 สถานีทั่วประเทศ ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับมาลงทะเบียนภายใน 30 วัน ซึ่งผู้มาลงทะเบียนจะอยู่ในสถานะผู้ทดลองออกอากาศซึ่งอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ข้อบังคับของคณะทำงาน และต้องไม่ทำผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 เบื้องต้นคณะทำงานกำหนดให้สามารถยื่นขอใบอนุญาตนับจากวันที่เป็นผู้ทดลองออกอากาศได้ภายใน 90 วัน แต่จากการทำประชาพิจารณ์ พบว่า ผู้ประกอบการมีข้อเสนอให้ยืดระยะเวลาการขอใบอนุญาตออกไปเป็น 1 ปี ซึ่งทางคณะทำงานต้องนำเรื่องไปพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากช่วงที่อยู่ในระยะผู้ทดลองออกอากาศทางสถานีวิทยุชุมชนดังกล่าวสามารถมีรายได้จากการโฆษณาได้ แต่เมื่อได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุชุมชนชั่วคราวซึ่งมีอายุ 1 ปี จะไม่สามารถมีโฆษณาหรือมีรายได้จากการโฆษณาได้

ประเด็นที่ผู้ประกอบกิจการวิทยุชุมชนเสนอแนะในการเปิดรับฟังความคิดเห็น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ขอให้มีการโฆษณาในรายการได้ รวมทั้งการยืดระยะเวลาการขอใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุชุมชนชั่วคราวในช่วงผู้ทดลองออกอากาศจาก 90 วัน เป็น 1 ปี ซึ่งตามกฎหมายวิทยุชุมชนไม่สามารถมีรายได้จากการโฆษณาได้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการรับทราบดี แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มระยะเวลาจากผู้ทดลองออกอากาศจาก 90 วัน ให้เป็น 1 ปีก่อนขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุชุมชนชั่วคราว อาจเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าสถานีวิทยุที่ดำเนินการ อยู่ในข่ายไหน เป็นวิทยุชุมชน หรือ เป็นวิทยุเพื่อธุรกิจพ.อ.ดร.นที กล่าว

พ.อ.ดร.นที กล่าวต่อว่า จากการสำรวจวิทยุชุมชนที่ไม่มีกฎหมายรองรับกว่า 5,000 สถานี พบว่า มีเพียง 100 กว่าสถานีที่เป็นวิทยุชุมชน และอีก 100 กว่าสถานีที่ชัดเจนว่าเป็นวิทยุเพื่อธุรกิจ แต่อีกกว่า 4,000 สถานียังมีการดำเนินงานทีก้ำกึ่งระหว่างวิทยุชุมชนและวิทยุเพื่อธุรกิจ จึงต้องให้เวลาผู้ประกอบการเหล่านี้ค้นหาตนเอง โดยขณะนี้แบ่งวิทยุชุมชนออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ วิทยุชุมชนเมืองใหญ่ วิทยุชุมชนเมือง วิทยุชุมชนนอกเขตเมือง และวิทยุชุมชนที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น อยู่ในหุบเขา ซึ่งพบว่าวิทยุชุมชนเมืองใหญ่ เป็นวิทยุชุมชนที่มีปัญหาในการควบคุมดูแลมากที่สุด

ส่วนจำนวนวิทยุชุมชนในแต่ละพื้นที่ยังไม่มีการกำหนดว่าต้องมีกี่สถานี แต่ถ้าในตำบล หรือหมู่บ้านใดมีสถานีวิทยุชุมชนมากเกินไปจนทำให้คลื่นรบกวนกัน ก็ต้องให้ผู้ประกอบการวิทยุชุมชนไปคุยกันเพื่อหาข้อสรุปว่าใครจะทำต่อ หรือจะทำร่วมกัน แต่ถ้าหาข้อสรุปไม่ได้ให้คณะทำงานพิจารณาก็จะดูเรื่องของเนื้อหาและการดำเนินงาน ซึ่งอาจไม่ตรงกับใจของผู้ประกอบการพ.อ.ดร.นที กล่าว

พ.อ.ดร.นที กล่าวย้ำว่า การยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุชุมชนชั่วคราวมีค่าธรรมเนียมเพียงปีละ 500 บาทเท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีผู้แอบอ้างว่าสามารถช่วยให้สถานวิทยุชุมชนต่างๆได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุชุมชนได้ แต่ต้องใช้เงิน 6-7 แสนบาท ซึ่งขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และสถานีวิทยุชุมชนต่างๆ จะไม่สามารถขอใบอนุญาตได้ ถ้าไม่มีคุณสมบัติและเนื้อหาตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตวิทยุชุมชนจะต้องเป็นสมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ และมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีรายการข่าวสาร หรือสาระที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือท้องถิ่นในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70%

ที่มา: www.telecomjournal.net/index.php?option=com_content&task=view&id=2016&Itemid=42

หลัง 14 ตุลาไม่มีใครคิดว่าจะมี 6 ตุลา หลังพฤษภา 35 ก็ไม่มีใครคิดว่าจะมี 19 กันยา

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย Bugbunny
วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2009 เวลา 14:18 น.
alt
หลัง 14 ตุลา เราเคยดีใจและมีความสุขที่ไล่เผด็จการทหารออกไปได้ เคยถือแป๊ปน้ำยืนด่าท้าทายทหารอยู่หน้าโรงแรมรอยัล รถถังจอดอยู่หน้ากรมสรรพากร ทหารหลายสิบคนใส่หมวกเหล็กติดเทปขาวรุกเข้ามา ด่าทอขับไล่เราเป็นระยะ ยิงเอ็มสิบหกกราดเป็นช่วง ๆ วิชา รด.ที่เรียนมาก็สอนให้เราหมอบแบบเก็บคางเก็บเท้าเมื่อได้ยินเสียงรัวเอ็มสิบ หก เราเองมีแผลเป็นตอนล้มตัวลงที่ข้อศอกมาจนถึงทุกวันนี้ แต่เพื่อนคนหนึ่งเงียบอยู่กับพื้น ไม่ได้โดนยิงแต่ช้อคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฟื้นตืนสติ และร้องไห้ “พวกแม่งยิงเราได้ไง ไอ้เฮี่ย พวกเรามีแต่แป๊ปน้ำ” ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นทำไมเราโง่ขนาดนั้น แป๊ปน้ำไม่มีทางสู้เอ็มสิบหก แต่เราก็สู้ อาจเป็นเพราะเรายังวัยรุ่นไม่มีห่วงอะไีร มันยิงอยู่พักหนึ่งก็ถอนกำลังไป เพราะเริ่มมีการเผาตึก กตป และกองสลากแล้ว

จำได้ว่า มีอาการ Shell Shock แบบเดียวกับคนที่ผ่านสงครามอยู่หลายเดือน จะตั้งท่าเตรียมตัวหมอบทุกครั้งที่ได้ยินเสียงตุ๊ก ๆ สตาร์ทและเบิ้ลเครื่อง เพราะมันเหมือนเสียงรัวเอ็มสิบหกไม่ผิด

แต่ พวกเขาก็ทำลายประชาธิปไตยที่เราเรียกร้องมาได้ด้วย 6 ตุลา สังหารโหดพวกเรากลางเมือง คุมประเทศแบบเบ็ดเสร็จ แต่พอประชาชนโต้กลับด้วยสงครามกลางเมืองบ้าง จนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นเบืออยู่หลายปี พระราชทานเพลิงศพกันไปเป็นหมื่น ๆ ก็ยอมลดราวาศอกลงให้เรามีที่ยืนทางการเมือง แล้วเปลี่ยนมาใช้วิธีหลอกลวงแทนวิธีข่มขู่ล่าสังหาร

หลังพฤษภา 35 สบายใจกันอีกครั้งว่าพวกเขาคงจะได้เรียนรู้และเข็ดกันเสียบ้างว่าพวกเราสู้ แน่ ไม่กลัวหรอก ไปม็อบกันทั้งบ้านแม้แต่ลูก ๆ ที่ยังเรียนประถม คืนที่เผา สน.นางเลิ้ง ขับรถพาคนที่บ้านกลับก่อน เพราะประสบการณ์สอนเราว่า เมื่อพวกเขาเริ่มเผา เขาก็จะยิงเพื่อฆ่าตามมาแน่นอน ส่งคนที่บ้านเสร็จกลับไปที่ออฟฟิศพรรคพวก ถล่มแฟกซ์ ถล่มมือถือ สู้ด้วยสงครามข่าวสาร จำได้ว่ามีข่าวหนึ่งบอกว่าฝ่ายรัฐบาลส่งทหารไปล้อมสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งออก ทาง CNN ด้วย หลังเหตุการณ์นั้น เพื่อนที่ร่วมมือกันหัวเราะดิ้นในวันหนึ่ง “เราปล่อยกันเองนี่หว่า แม่งออก CNN เลยว่ะ”

แล้วพวกเขาก็ทำลาย ประชาธิปไตยของเราลงอีกด้วย 19 กันยา จริง ๆ ก็คือ ตอนนั้นเราไม่เคยคิดกันเลยว่าคนพวกนี้จะหน้าด้านกล้าทำกันในวันที่โลก เปลี่ยนไปแล้วอย่างนี้ มันไม่ใช่ยุคสงครามเย็น บ้านเมืองก็กำลังเติบโต ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถเลือกรัฐบาลที่ดีมาสร้างความก้าวหน้าให้ประเทศด้วยตนเองได้

นี่ พวกเขาเข้าขั้นหน้ามืดแล้ว พร้อมปิดประเทศเพื่อจัดการบ้านเมืองให้เป็นไปตามที่ต้องการ ไม่แคร์การต่อต้านทั้งของชาวไทยและชาวโลก จะดื้อดึงเพื่อรักษาสถานะและผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น คนไทยหกสิบกว่าล้านจะเป็นอย่างไรไม่เกี่ยวเพียงแต่คราวนี้ไม่เหมือนครั้ง ก่อน ๆ ประชาชนไม่ยอม ลุกขึ้นสู้กันตั้งแต่แรก พัฒนาใหญ่โตรวดเร็วจนพวกเขาตกใจ เขาเคยคิดว่ายึดอำนาจแล้ว พวกเราก็คงหงอเงียบกันไปพักใหญ่เหมือนอย่างสมัยก่อน แล้วพวกเขาถึงค่อยผ่อนปรนหลอกลวง เสนอคนดีที่พวกเขากำหนดมาให้ปกครองบ้านเมือง ไม่ว่าใครที่เขารับรอง ประชาชนไม่มีสิทธิปฏิเสธ

แต่วันนี้เรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่ หวังเลย คนแรกที่ตั้งหลัง19 กันยานั้นเลือกกันอย่างดี มีพ่อเป็นอดีตนักรบใหญ่พคท. พวกต่อต้านคงยอมรับ สกัดจุดพวกนักเคลื่อนไหวระดับครีม ๆ ได้แน่ มันคอม ฯ เก่าทั้งนั้น คงต้องเกรงใจทายาทอดีตสหายนำบ้าง อ้างเป็นนายกคุณภาพระดับเชอร์ชิลล์ บ้าบอคอแตก กลายเป็นโดนยำเละ ทั้งที่เมื่อก่อนประชาชนก็ไม่เคยอินังขังขอบหรือสนใจคน ๆ นี้มาก่อนเลย ไม่ว่าทางลบหรือทางบวก เป็นพวกนอกสายตาว่างั้นเถอะ ทำไมไม่คิดว่าขนาดตั้งคน ๆ นี้มายังถูกด่าได้ แสดงว่ามันไม่ใช่เรื่องของบุคคล มันเป็นเรื่องของหลักการประชาธิปไตย ประชาชนเขาต้องการเลือกผู้นำรัฐบาลเอง ไม่ใช่คนอื่นกำหนดมาให้

วันนี้ ตั้งนายกที่รับรองกันว่าเป็นโชคดีของประเทศไทย ปรากฏว่าไม่มีใครเอาเลย เพราะตั้งขึ้นมาแบบข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า ประชาชนเขาไม่ได้ต้องการคน ๆ นี้ เขาเลือกคนอื่นมา รับรู้กันบ้าง จะดื้อดึงผลักดันกันอย่างไรก็ไม่มีทางที่ประชาชนเขาจะยอมรับ หยุดหน้าด้านกันได้แล้ว ตื๊อแบบนี้เจอต่อต้านทุกรูปแบบยาวไม่มีวันสงบหรอก จะยิ่งแรงขึ้นด้วย ดูไปก็แล้วกัน เมื่อสังคมไม่เป็นธรรม ก็ไม่มีวันสงบ

ตอน นี้เริ่มรู้แล้วว่าประชาชนไม่ถอย ขนาดทิ้งไพ่ตายเอาปืนมาไล่ยิงแล้วก็ยังไม่กลัว ยังออกมาต้านกันอีกเป็นแผงเป็นระลอก จะพยายามเอาสื่อกลบกันขนาดไหนก็ไม่ได้ผล เรียกระดมเมื่อไหร่ เขาก็ออกมาไล่กันแน่นขนัดแบบไม่ให้ราคา ลุกลามไปต่างจังหวัดที่อุณหภูมิความแค้นยิ่งสูงจนน่ากลัว เพราะไปทำร้ายฆ่าฟันพี่น้องของเขาไปหลายคน รับรองถ้าเกิดประเด็นอะไรที่เข้าตาเมื่อไร แรงกว่านี้มีแน่ ก็เลยต้องเริ่มหันมาใช้วิธีหลอกลวงด้วยการยอมผ่อนปรนบ้าง ให้แก้รัฐธรรมนูญ ให้สอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฯลฯ แต่คอยดูไปหลังจากนี้ วิธีการฉ้อฉลที่ถนัดก็จะกลับมาหักหลังประชาชนอีกครั้ง พยายามยื้อต่ออายุพวกตัวเองกันต่อไปอีกหน่อยเท่านั้น ที่หันมาคุยกันนี่เพราะกลัว แข็งขืนข่มขู่ฆ่าฟันมันก็จะสะื้ท้อนกลับรุนแรงแน่ ไม่ใช่เห็นด้วย

ทำนาย ว่าหลังจากตามใจประชาชนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ สอบสวนเหตุการณ์เสร็จ การทรยศหักหลังประชาชนผู้รักประชาธิปไตยด้วยวิธีอื่นก็จะตามมาอีก เพราะเขาไม่เคยต้องการให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและไม่ยอมหลักการพื้นฐานที่ ว่า “อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ต้องแก้กันที่ต้นเหตุ ไม่งั้นก็ไม่จบแน่นอน

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะสงบราบคาบ สีแดงไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก อำมาตย์คุมเกมได้

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2009 เวลา 23:08 น.

alt

หากใครติดตามสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ ดูเหมือนว่าจะสงบราบคาบ ไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งจากสีแดงและสีเหลือง

สำหรับ สีเหลืองนั้น ผมคิดว่าสลายไปโดยปริยายแล้ว เพราะแกนนำสำคัญแบบสนธิ ลิ้มทองกุล โดนเล่นงานขนาดนั้นและต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ส่วนแกนนำคนอื่นๆ นั้นไม่ได้มีศักยภาพอะไรมากมายนัก เป็นเพียงแต่นักปราศรัยบนเวทีเท่านั้น ส่วนมวลชนของเสื้อเหลือที่เป็นประชาชนจริงๆ นั้นมีไม่มากเท่าไหร่ หาก "พวกสันติอโศก" ไม่เอาด้วย พวกเสื้อเหลืองก็ไม่มีอะไรมากนัก

สำหรับ เสื้อแดงนั้น หลังจากชุมนุมใหญ่ที่วัดไผ่เขียวแล้ว ช่วงนี้ยังไม่มีกิจกรรมอะไร มีแต่การเตรียมการเปิด D_station เมื่อสีแดงได้ได้เน้นยุทธศาสตร์ล้มรัฐบาลมาร์คอย่างทันทีทันทัน ความร้อนแรงทางการเมืองก็ลดระดับอุณหภูมิลงไป แต่ในด้านมวลชนแล้ว สีแดงไม่ได้ลดระดับลง เพียงแต่เปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่สุขุมขึ้นเท่านั้น

ตอน นี้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดูเหมือนว่า พวกอำมาตย์จะพยายามให้ "คณะกรรมการสมานฉันทน์" รับผิดชอบไป ที่จริงกรรมการชุดนี้คงสมานฉันทน์อะไรไมได้ เพราะคู่ขัดแย้งทางการเมืองทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นกรรมการด้วย ทั้ง ศักดินา+อำมาตย์ และฝ่ายเสื้อแดง ต่างก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเจรจาอันนี้ด้วย กรรมการสมานฉันทน์ คงเป็นแค่กลุ่มประชุมเสนอความคิด ที่เสนอแล้วก็คงไม่มีใครเอาไปปฎิบัติ

อ่านต่อ และ แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


ผมว่าตอนนี้เมื่อแรงกดดันทาง การเมือง ลดระดับลงไปบ้าง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ก็กลายเป็นแรงกดดันหลักที่โหมเข้าใส่รัฐบาล บวกกับกระแสแนวคิดของพรรคร่วมต่างๆ ที่คิดว่า "ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่คงอยู่อีกไม่นาน" ต่างกลุ่มต่างเร่งสะสมเสบียง โดยไม่คิดแก้ไขปัญหาของประเทศแต่อย่างใด สุดท้ายแล้วคิดแต่ว่า หากมีการเลือกตั้งใหม่ พวกตนจะชื้อเสียงได้มาเท่าไหร่ นี่เป็นแนวทางหลักของพรรค "เนวิน" ที่ฝันหวานถึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองก่อนปี 2540

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมว่าหากเสื้อแดงเป็นรัฐบาล ก็ไม่ได้มีความได้เปรียบหรือแก้ไขปัญหาได้แต่อย่างใด ดังนั้นควรใช้บรรยากาศนี้ เสริมสร้างจุดแข็งของตนเองมากกว่า

ที่แย่ ที่สุดผมว่าน่าจะเป็น "ศักดินา" ที่ เกียรติภูมิและความนิยมลดลงไปอย่างมากมายและไม่มีทีท่าว่าจะสามารถกู้ขึ้นมา ได้ ยุทธศาสตร์ที่ใช้ ก็ "วนเวียนซ้ำซาก ล้าหลังแบบจักรๆ วงศ์ของ 50 ปีที่แล้ว" บวกกับ Soap Opera

ผมสรุปเอาว่า พวกศักดินา "ตายสนิท" ในวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ ไม่อาจกู้ศรัทธาและความนิยมกลับคืนมาได้

ส่วน ทักษิณตอนนี้มีสภาพคล้ายนก "ฟีนิกซ์" ที่กำลังเป็น "ขี้เถ้า" โดนเผาด้วยไฟริษยาอย่างรุนแรง แต่ สัญชาตินกฟีนิกซ์คือ รอวันฟื้นแค่นั้นเอง และโอกาสที่จะฟื้นมีเกือบร้อยเปอร์เซนต์

ส่วนศักดินานั้นเหมือน ไดโนเสา ที่ตายแล้วสูญพันธุ์กลายเป็น ฟอสซิล ไปเลย ไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาอีก

Tuesday, May 19, 2009

นายกพ่อแม่อุปถัมภ์ช่วยเบิกเนตรดูความเดือดร้อนของชาวสวนภาคตะวันออกด้วย!!!!!!!!!!!

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ป้าพลอย
วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2009 เวลา 14:04 น.

alt

ติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์โลกทั้งสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อทาง โทรทัศน์เวลานี้ทั่วโลกประสพปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำกันทั้งนั้น ขนาดประเทศใหญ่ๆในเครือ EU หลายประเทศก็กำลังประสพปัญหาขายสินค้าไม่ออกบริษัทต้องใช้วิธีให้คนงานทำงาน ลดชั่วโมงการจ้าง การลดชั่วโมงการทำงานก็สร้างความเดือดร้อนให้คนที่เคยได้รับเงินเดือนเต็มๆ ขาดรายได้ แต่ก็ยังดีที่ต่างประเทศเขายังไม่เอาคนทำงานปล่อยลอยแพเช่นในประเทศไทย เพราะเขายังมีมนุษย์ธรรมที่เห็นความ

เดือนร้อนของพนักงานหากปล่อยลอย แพออกไปแล้วจะอยู่กินอย่างไรในเมื่อไม่มีรายได้อย่างอื่นครอบครัวต้องเดือด ร้อน ฉะนั้นมนุษย์ธรรมของคนต่างประเทศน่าสรรเสริญมากที่ไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ พรรคพวกเพื่อนฝูงของตนเองโดยไม่นึกถึงอีกคนที่เป็นคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัว อกเขาอกเราควรคำนึงถึงข้อนี้ ถึงแม้จะมีคนตกงานอยู่บ้างแต่ก็ยังได้รับเงินจากเงินสวัสดิการการว่างงานจาก รัฐบาลที่ช่วยเหลือกว่าจะได้งานใหม่โดยทางรัฐบาลช่วยหาให้ นี่คือสิทธิ์ที่คนต่างประเทศได้รับจาก


ประเทศของตน หันกลับไปมองประเทศไทยของเราเหนื่อยใจแท้ ไม่มีอะไรการันตีให้ประชาชนเลยไม่ว่าสวัสดิการใดๆที่จะช่วยเหลือประชาชนใน สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่เศรษฐกิจดิ่งลงสู่ก้นเหวเช่นนี้ นี่ได้ข่าวมาว่าทาง จังหวัดจันทบุรี จังหวัด ตราด จังหวัดระยอง กำลังเดือดร้อนเพราะขายผลไม้กันไม่ออกเนื่องจากมังคุดล้นตลาดมีพ่อค้ามารับ ซื้อน้อยแถมกดราคาเหลือแค่กิโลละ 12 บาท แล้วชาวสวนจะอยู่กันอย่างไร? ทำไมผู้ที่เกี่ยวข้องจึงไม่หาหนทางช่วยเหลือความเดือดร้อนของชาวสวนชาวไร่ ทำไมจึงปล่อยให้พวกเขาผจญกับสถานการณ์นี้กันเอง? ถ้าเป็นต่างประเทศเขาจะร่วมมือกันทุกฝ่ายปรับระดับราคา
ให้คงที่เพื่อความอยู่รอดของชาวสวนชาวไร่รัฐบาลต้องช่วยประชาชนเพราะคนที่มีอาชีพนี้ก็เสียภาษีให้รัฐเช่นกัน จะเห็นได้ว่า

ทุกๆ ปีคนชาวสวนแถบภาคตะวันออกจะประสพปัญหานี้ทุกๆปีแต่ผู้ที่รับผิดชอบดูแล เกี่ยวกับการช่วยเหลือเรื่องนี้กลับไม่สนใจปล่อยให้ชาวสวนช่วยตัวเองตามมี ตามเกิดตลอดเวลาทั้งที่มี ส.ส ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนทุกๆจังหวัดเข้าไปทำงานในรัฐบาลแต่ก็ไม่เห็น ส.ส คนใหนมาช่วยพี่น้องชาวสวนสักคน จะเห็นหน้าก็ต่อเมื่อสมัยเลือกตั้งที่เข้ามายกมือไหว้หรือแทบจะกราบเท้าชาว บ้านถึงบันไดบ้านก็ยังทำได้ แต่หลังจากได้เป็นแล้วแม้แต่เงาก็แทบไม่เห็นนี่คือระบบไทยแลนด์ที่ทำกันมา ทุกยุคทุกสมัย ชาวบ้านตาดำๆต้องถูกนักการเมืองหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชินชาเห็นแล้วมันช่าง น่าสมเพชคนไทยจังที่ไม่ได้รับความ

ดูแลจากนักการเมืองกระล่อนตามที่ โฆษณาก่อนที่จะให้ชาวบ้านลงบัตรเลือก ชาวบ้านเจ็บแล้วเจ็บเล่าแต่ชาวบ้านก็ยังไม่จำพอเขามาตีหน้าเศร้าเล่าความ เท็จให้ฟังก็เชื่อเขาอีก เหตุผลก็เพราะชาวบ้านหวังลึกๆที่จะพึ่ง สส ของตนเมื่อยามเดือดร้อน คนรากหญ้าต้องผิดหวังมาโดยตลอดกับ สส ที่ตนเลือกจนไม่อยากจะเลือกใครนี่คือเรื่องจริง ฉะนั้นสถานการณ์ทางภาคตะวันออกคงยังไม่ดีขึ้นแน่นอนหากไม่มีใครช่วยแก้ไข และยิ่งเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ชาวสวนมังคุด เงาะ ทุเรียน คงได้กินแกลบแทนข้าวกันทุกครอบครัว หากรัฐบาลไม่ยื่นมือเข้าแก้ไขเงินที่จะเสียภาษีคงอดไปด้วยว่าไงนายก อภิสิทธิ์ มีไอเดียจะช่วยชาวสวนอย่างไรบ้าง อย่าเอาแต่ออกทีวีช่วยแหกเนตรมองดูความเดือดร้อนของชาวสวนผลไม้ในภาคตะวัน ออกบ้างว่าเขาขายผลไม้ไม่ออก
อย่าเอาแต่เที่ยวไล่ล่านายกทักษิณวิ่งไปกระทั่งฮ่องกงเห็นข่าวซุบซิบทางนี้ออก แหมขยันแต่เรื่องนี้เรื่องรีบด่วนอื่นๆไม่ทำเฮ้อ

น่า อนาถประเทศไทยมีนายกเด็กที่ทำอะไรต้องรอพ่อแม่สั่งก่อน หากยังเป็นเช่นนี้ประเทศจะเดินหน้าไปได้อย่างไร? ตอนนี้ต่างประเทศต่างซุบซิบนินทารัฐบาลพ่อแม่อุปถัมภ์ของนายอถิสิทธิ์ ภาพลักษณ์ไม่ได้สูงส่งขึ้นมาเลย ยิ่งมีเรื่องเน่าๆสารพัดเรื่องเพิ่มขึ้นทุกวันที่เที่ยวไล่ล่าขึ้นภาษีชาว บ้านร้านตลาดกู้เงินต่างประเทศไม่ได้แมร่งกู้กันเองในประเทศต่างประเทศฮ่า ใหญ่ถึงพฤติการณ์อัดยายซื้อขนมยาย ต่างชาติเขารู้ทันเกมส์หมด ข่าวซุบซิบอ่านแล้วขำไปด้วยคนไทยก็รู้ทันเกมส์นี้ น้ำมันในต่างประเทศลดฮวบฮาบแต่ในไทยขึ้นเอาขึ้นเอามันอย่างไงกันทั้งที่ น้ำมันดิบโลกก็ลดราคาเอาแค่เกมส์ง่ายๆต่างชาติก็มองรัฐบาลไทยออกว่าเล่นอะไร กันตอนนี้ก็เป็นขี้ปากให้เขานินทาเถอะไม่ช่วยแก้ให้แล้วน๊ะนายกพ่อแม่ อุปถัมภ์........

"ปิดบัญชีบัวหลวง" เด็ดดอกบัวให้สะเทือนถึงฟ้า เขย่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ในที่สุดแนวคิดเกี่ยวกับการ "ปิดบัญชีบัวหลวง" หรือ การ Boycott กิจการของธนาคารกรุงเทพฯ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและได้รับการยอมรับจากคนเสื้อแดงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่มีการเริ่มดำเนินการกันที่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยกลุ่มเชียงใหม่ 51 โดยการร่วมกันเผาสมุดบัญชีแบงค์กรุงเทพฯ

ผมทราบว่ามีการเผยแพร่แนวคิดนี้ในห้องราชดำเนินมาสองสามเดือนแล้ว และแนวคิดนี้ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ





เมื่อคืนที่ผ่านมา ก็มีการดำเนินการกันอีกครั้งที่สนามหลวง โดยกลุ่มเสื้อแดงนำโดยคุณสมยศ และ อ.จรัล และประชาชนจำนวนมากได้นำสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอมของแบงค์บัวหลวง มาฉีกทิ้งและทำลายที่สนามหลวง

ในตอนนี้ "การปิดบัญชีบัวหลวง" ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะต่อสู้กับ อำมาตยาธิปไตยครับ เพราะเป็นวิธีการที่สันติ ไม่เสียเลือดเนื้อ แต่จะส่งผลกระทบทางการเมืองรุนแรงที่สุด รุนแรงกว่าการชุมนุมประท้วงด้วยซ้ำไปครับ หากดำเนินการสำเร็จระบอบอำมาตย์ก็จะไม่มีทางอยู่ได้แน่นอน

ทำไมต้องปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพฯ ทำไมไม่ปิดบัญชีแบงค์อื่นๆ เช่น กสิกร หรือ ธุรกิจอื่นๆ ที่สนับสนุนอำมาตย์หรือเป็นฐานทางการเงินให้กับกลุ่มอำมาตย์ เช่น กลุ่มสหพัฒนพิบูลย์ เป็นต้น

ที่จริง การ Boycott สินค้าเป็นการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประชาชนที่มีอำนาจต่อรองน้อย แต่หากรวมพลังกันไม่ซื้อสินค้าใด เนื่องจากประชาชนเป็นผู้บริโภคที่สำคัญของประเทศ เมื่อร่วมกันคว่ำบาตร ธุรกิจหรือกลุ่มอำนาจรัฐที่มีธุรกิจนั้นเป็นฐานสนับสนุน ย่อมไม่อาจอยู่ได้ และเป็นการ "ทำลายคลังเสบียง" ที่รุนแรงที่สุด และก็ต่อต้านไม่ได้เสียด้วย เพราะการบีบให้ ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าของตนนั้นทำได้ยาก หากผู้บริโภครวมตัวกันและมีจิตสำนึกร่วมกันที่จะ คว่ำบาตร ผู้มีอำนาจรัฐก็ยากที่จะต่อต้านได้

การคว่ำบาตรนั้น ได้ผลกว่าการชุมนุมประท้วง แต่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ "มีคนส่วนใหญ่" สนับสนุนเท่านั้น การชุมนุมประท้วงจึงเป็นเบื้องแรกที่จะนำเสนอประเด็นปัญหาเข้าสู่สังคม และหากผู้มีอำนาจยังบ้าคลั่ง การบอยคอตต์ ย่อมเป็นอาวุธต่อไปที่ได้ผลอย่างเฉียบขาด

สาเหตุที่ต้องเลือกแบงค์กรุงเทพฯ เพราะมีความเหมาะสมเชิงสัญลักษณ์หลายอย่าง เช่น แบงค์นี้มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีเป็นที่ปรึกษาให้ความอุปถัมป์มายาวนาน แอบอิงกับอำนาจอำมาตย์มายาวนาน การตีจุดนี้ คือตีไปที่ "ระบอบอุปถัมปฺ์ ของ พล.อ.เปรม โดยตรง"

ส่วนอื่นๆ เช่น คุณหญิงกัลยา ที่เป็นกำลังสำคัญของพวกเสื้อเหลือง และเป็นถุงเงินของพวกอำมาตย์ ก็เป็นเป้าหมายสำคัญเชิงสัญลักษณ์

ดังนั้น บัวหลวงจึงเป็น "เป้าหมายทางยุทธศาสตร์อันดับแรก" ที่จะต้องดำเนินการก่อนเป้าหมายอื่น

ก็อย่างที่บอกการดำเนินการครั้งนี้ กลุ่มเสื้อแดงไม่ควรสะเปะสะปะ คว่ำบาตรธุรกิจหลายอันเกินไป จนขาดการรวมสูญพลัง และจะทำให้ไม่มีพลัง ควรมุ่งโจมตีไปที่เป้าหมายเดียว ให้บรรลุผลแล้ว หากอำมาตย์ยังไม่คายอำนาจ ก็โจมตีเป้าหมายต่อไปในภายหลังได้

การดำเนินการครั้งนี้ เป็นการ "กระตุ้นความร่วมใจ ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต่อต้านอำมาตย์" ของคนเสื้อแดงด้วย หากคนเสื้อแดงทั่วประเทศ "เข้าใจภารกิจพร้อมกัน" และร่วมกันกระทำอย่างพร้อมเพรียงกันจนเกิดผลแล้ว การโจมตีเป้าหมายต่อไป ย่อมเป็นไปโดยง่าย แค่มีการ "โบกธง" ระดับประเทศเท่านั้น คนเสื้อแดงทั่วประเทศก็พร้อมกันที่จะ บอยคอตค์ธุรกิจต่อไปของพวกอำมาตย์อย่างได้ผลในทันที ในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ หากทำพร้อมกัน ธุรกิจนั้นก็อยู่ไม่ได้ หากไม่ต้องการล้ม ก็ต้องออกมาแถลงการณ์ตัดขาดจากพวกอำมาตย์ในทันที

นี่เป็นการโจมตีทุนเก่าที่รุนแรงที่สุดด้วยซ้ำไป เป็นการทำลายฐานอำนาจของทุนเก่า ทุนศักดินาอย่างเฉียบขาด

เช่นหากในวันนั้นมีการส่งสัญญาณ ให้คว่ำบาตรสื่อที่ลำเอียง ผมว่าสื่อเหล่านั้นจะกลับลำทันที เหมือนมติชนที่กลับลำกรณีพันธมิตรจะคว่ำบาตร

ในโลกทุนนิยม ผู้บริโภคยิ่งใหญ่กว่า "ผู้มีบารมีมากมายนัก" หากรวมพลังกัน เจ้ไหน ก็ไม่มีอำนาจเทียบเท่า

วันนี้ผมว่า คนเสื้อแดงทุกกลุ่ม ร่วมใจกันทำเคลื่อนไหวในภารกิจนี้ และควรมี "จุดมุ่งหมายและกิจกรรมที่มีเป้าหมายเดียวกัน" ที่จะร่วมกัน

"เด็ดดอกบัวให้สะเทือนฟ้า"

ภารกิจนี้ คือ การเขย่าสวรรค์อย่างรุนแรงที่สุด

แล้วพวกอำมาตย์ เขาจะโดนสั่งสอนให้เกรงใจประชาชน ไม่ดูถูกพลังของประชาชนอีกต่อไป

ปล. จุดอ่อนของยุทธศาสตร์นี้คือ หากผู้บริหารบัวหลวงเห็นว่าตัวเองจะสะเทือน ก็จะมีการล็อบบี้แกนนำเสื้อแดงบางคนใต้ดิน เพื่อให้เลิกบอยคอตต์พวกเขา เพราะการเสียเงินร้อยล้านยังดีกว่าแบงค์ล้ม ดังนั้น มวลชนเสื้อแดงจะต้องดำรงเป้าหมายอย่างมุ่งมั่น และบีบแกนนำไม่ให้หันเหออกจากทิศทางได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 18, 2009, 03:36:40 am โดย แมวอ้วนอ้วน »

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?

ที่มา Thai E-News

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
19 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

ตอนนี้ว่ากันด้วยผู้ประกาศข่าว คนอ่านข่าว คนเล่าข่าวทีวีที่ดังๆเด่นๆเห็นกันประจำทางหน้าจอ 3 5 7 9 NBT ITV TPBS ASTV D-STATION พวกเขาและเจ้าหล่อนที่เห็นทางหน้าจอเป็นอย่างนี้ หลังฉากหลังจอพวกเขาและเจ้าหล่อนเป็นใคร ทำไมทำตัวน่ารักก็มี น่าถีบก็มาก ล้อมวงเข้ามานินทาแสบๆเช่นเคย



ตามคิวก็ต้องเริ่มที่บุญยอด



บุญยอดนี่เป็นคนเรียนเก่งคนหนึ่ง เป็นเด็กเตรียมมาก่อน แล้วจบนิเทศน์จุฬา ถือว่าคะแนนสูงสุดของสายศิลป์ จบมาเป็นผู้สื่อข่าวภูมิภาคช่อง7ระยะหนึ่ง ต่อมาก็มาอ่านช่อง5 แล้วก็มาทำวิทยุกับอัญชะนี...อันนี้แหละจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะความซี้ปึ้กกับอัญชะนี แนวคิดการบ้านการเมืองก็เลยจะไปทางเดียวกัน

ที่มาดังๆตอนท้ายนี่คือมาโดนปลดทางวิทยุ101 แล้วมาโดนปลดฟ้าผ่ารายการข่าววันใหม่รอบดึกทางช่อง3ตอนนั้นจัดกับน้องหมวย อริสราของผม(น้องหมายนี่ดีกรีด๊อกเตอร์แล้วนะ ต่อไปต้องเรียกด๊อกเตอร์หมวย) ตอนปลายปี48ลิ้มเริ่มจัดม็อบเช็ดเหลี่ยม มาเดือนกุมภา49ชักแรง บุญยอดก็ใส่อารมณ์อินกับลิ้มไปด้วย

เวลาอ่านข่าวนี่ใครเคยอ่านข่าวจะรู้ ตรงโต๊ะที่นั่งอ่านข่าวมันจะมีโน้ตมาแปะเรื่อยๆ อย่างล่าสุดที่ผมเจอตอนสงกรานต์มันแปะโน้ตไว้ว่า"ห้ามผู้ประกาศข่าวใช้คำว่า"สลายม็อบ" แต่ให้ใช้คำว่า"กดดันให้ยุติการชุมนุม" และห้ามใส่ความเห็นใดๆลงไปในข่าวเด็ดขาด"!!...คือเป็นอันรู้กันว่าหากมึงไม่ทำตามนี้ก็ต้องตกงาน หรือย้ายช่องไปประกาศข่าวช่องอื่น(หากมีคนเขาเอามึงนะ...)

ตอนนั้นช่อง3ก็แปะไว้ประมาณนี้แหละเพราะเห็นบุญยอดมันชักแรงขึ้นเรื่อยๆ บุญยอดอาจจะอ่านโน้ตไม่ออก หรือแบ่บว่าไม่กลัวน้ำร้อนก็ใส่ไม่ยั้ง เหตุเกิดคืนวันที่10กุมภา พอเช้ามาก็ปลดกลางอากาศ มันเลยต้องไปออกASTVแทน ไปขึ้นเวทีพันธมารแทน ในที่สุดก็มาลงส.ส.อย่างที่เห็น คนกรุงเทพฯก็ชอบอยู่แล้วสเป็คขาวตี๋ด่าเหลี่ยมหนะนะ...มันก็ได้เป็น

ไอ่สื่อเสื้อสีน้ำเงินไปลงข่าวว่าบุญยอดเคยเล่นหนังอาร์ คนก็นึกว่ามันเล่นหนังเอากัน แต่จริงๆในเรื่องมันก็เล่นเป็นนักข่าวสัมภาษณ์ผู้หญิงคนนึงที่ไปเอากับยาม ก็แค่นั้น บุญยอดก็สมควรฟ้องแม่งจริงๆไอ่สื่อน้ำเงินประชาทรรศน์นะ หาเรื่องกัดไม่เข้าเรื่อง

เป็นส.ส.สมัยแรกน่าเสียดายตรงที่ว่าน่าจะใช้ความเป็นสื่อเก่า เด็กเรียนเก่ง ผ่านประบการณ์เรียนหนังสือเมืองนอก แต่ดั๊นมาทำหน้าที่จุกจิกลุกประท้วงจุกๆจิกๆ เสียของเปล่าๆ ใครรู้จักมันก็บอกมันหน่อย คนเค๊ารำราญมึงไอ้ห่า

อิ๋ว-ศุภรัตน์


อิ๋วก็เป็นคนที่สนิทกับติ๋ว-ศันศนีย์ นาคพงศ์มากคนหนึ่ง ตอนที่เคยเป็นผู้อ่านข่าวทางโทรทัศน์ช่อง7สีด้วยกัน

แล้วก็เพราะอยู่ช่อง7นี่เอง ชาวบ้านเห็นหน้าค่าตาบ่อย มีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ หน้าตาก็ขึ้นกล้องก็เลยพลอยได้เกิด

ต่อมาติ๋วศันศนีย์ออกมาเล่นการเมืองในไทยรักไทยก่อน ได้เป็นส.ส.กรุงเทพฯสมใจ แล้วก็เรียกว่าอยู่วงในของทักษิณคนหนึ่ง(แต่จริงๆในเรื่องกิจกรรมทางการเมืองติ๋วจะสนิทมาทางจาตุรนต์มากกว่าขั้วอื่น รวมทั้งขั้วสายเจ๊หน่อย ในระยะหลังๆนี้การร่วมงานกับจาตุรนต์บ้านเลขที่111ดูจะใกล้ชิดกันขึ้น)

ติ๋วเป็นผู้อ่านข่าวรุ่นพี่ในช่อง7อย่างที่ว่ามา แล้วออกมาเล่นการเมืองก่อน ต่อมาก็ลากอิ๋วมาลงเรียนโทที่นิด้าด้วยกัน หลักสูตรเดียวกัน อึดอัดกับพฤติการณ์ของอาจารย์ที่ชื่อดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ที่ด่าเหลี่ยมเป็นอาชีพหลัก สอนหนังสือเป็นงานอดิเรกด้วยกัน(แต่ก็ฝืนๆเขียนข้อสอบให้มันผ่านๆไปด้วยกัน)ทั้งคู่รับปริญญาโทพร้อมกันในปี2548

หลังรัฐประหาร19กันยา49และมีเลือกตั้ง23ธันวา50 ติ๋วซวยเพราะอยู่บ้านเลขที่111 ส่วนอิ๋วลงสมัครส.ส.แบบเปิดซิงที่เขตสวนหลวง ผลคือกินแห้วท่ามกลางความสงสัยพอประมาณ เพราะผลexit pollนั้นสอบได้ แต่คะแนนออกมาจริงเสือกสอบตก แต่รัฐบาลสมัครให้รางวัลปลอบใจเป็นรองโฆษกรัฐบาล

อิ๋วบอกว่าก็ไม่ได้เสียดมเสียดายกับอาชีพผู้อ่านข่าวช่อง7เท่าไหร่หรอกว่าไปแล้ว เพราะก็อ่านงี้มาเป็น10ปีแว้ว และหากยังนั่งรากงอกอยู่ต่อไป ก็พอดีพวกรุ่นน้องมันก็ไม่ได้เกิด ก็ได้เวลามาทำงานสายการเมือง เพราะถึงจะจบตรีวารสารธรรมศาสตร์ แต่จบโทก็หลักสูตรการบริหารภาครัฐและเอกชนนิด้า ถือว่าก็อยากลองของจากที่เรียนมาพอดี

อิ๋วที่ผมรู้จักทั้งส่วนรวมและส่วนตัวเนี่ย มันยังหามุมด่าเขาไม่เจอหวะ ใครที่ลุ้นให้กูด่าเลยท่าจะกินแห้ว...แบ่บว่าคนมันมีใจให้กันอยู่เป็นทุนอ่ะนะจ๊ะอิ๋วจ๊ะ คะขาครับผม

จิรายุ-ไอ้นี่มันก็เป็นคนใช้ได้คนหนึ่งหนะว่าไปแล้วนะ

ไอ้ยุนี่เดิมมันเป็นนักข่าวสายรถยนต์ครับ ตั้งแต่สมัยมันอยู่ฐานเศรษฐกิจ แล้วก็ผ่านรายวันมาหลายเล่ม มันทำด้านข่าวรถยนต์มาตลอด เรียกว่าในวงการข่าวสายยานยนต์นี่มันเป็นตัวพ่อคนหนึ่ง ค่ายรถยนต์ต่างๆนี่จะเกรงใจมันเป็นพิเศษ

จริงๆมันก็บ้าเล่นรถด้วย พอดีที่บ้านรวย พ่อมันเป็นตำรวจใหญ่คนหนึ่ง มันก็จัดว่าเป็นคนหนู เรียนจบมาเป็นนักข่าวนี่ขับบีเอ็มมาโรงพิมพ์ บก.ของมันยังโหนรถเมล์ นั่งวินมอไซค์อยู่เลย ไอ้ห่านี่ล่อบีเอ็มมาซะเรี่ยม เพราะงั้นสาวๆนี่แม่งก็เลยตรึม ประกอบกับมันเป็นคนหน้าตาก็ใช้ได้

สมัยมาทำITVใหม่ๆนี่ นรากรเลยเสร็จมันตามระเบียบ ตอนแรกมันก็บอกกลับดึกเป็นห่วงไปส่ง...ต่อมาก็เลยกลายเป็นแม่ย่านางประจำรถไอ้ยุไปเรียบร้อย ตอนแรกๆมันก็ทำข่าวสายรถยนต์ ทดลองขับห่าเหี้ยอะไรไปตามเรื่อง

แต่มันก็เหมือนพวกITVโดยทั่วไป คือโดนตื้บบ่อย ตื้บหน้าตื้บหลัง โดนยึดITVหนีมาช่อง11โดนไอ้โจรศรีวิชัยบุกตื้บอีก สุดท้ายโดนปลดอีก มันก็เลยต้องออกมาเป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทยนี่แหละ

ที่รู้จักไอ้ยุผ่านๆมันก็เป็นคนใช้ได้ ถึงมันจะเป็นคนหนูนะ บอกเฮ้ย!ยุ ชงกาแฟหน่อยวะ มันก็ชง(อันนี้หมายถึงซักราวๆ15ปีมาแล้วนะ ตอนนี้มันก็โตแล้ว มันคงใช้ไม่ได้แล้ว แล้วอีกอย่างจะไปใช้มันงี้ก็คงไม่ถูกเรื่อง)

สรุปว่า2ตัวเนี่ยคืออิ๋วกับไอ้ยุก็ไม่ได้เป็นคนเลวระยำหมามาจากไหน อิ๋วเขาก็เป็นคนมืออาชีพในวงการมานาน ก่อนมาเล่นการเมืองตามคำชักชวนของติ๋ว เขาก็ไปอัพเกรดจบโทด้านการบริหารจัดการอะไรมาแล้ว ส่วนไอ้ยุมันก็จริงๆมีโอกาสให้มันเหี้ยตลอดนะ ทำข่าวยานยนต์นี่ คิดดูง่ายๆค่ายรถยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกันก็ต้องเอาใจมันทั้งนั้น ไหนจะข้อเสนอขายรถให้ราคาถูกเป็นขี้ ให้ไปดูงานเมืองนอก ให้อะไรสารพัด แต่ที่ผมเห็นมันผ่านตามาก็ไม่ได้เห็นว่ามันเอาอาชีพนักข่าวไปทำมาหาแดกเลย

เดี๋ยวจะหาว่าแหมพอนักข่าวสายเสื้อแดงมึงไม่ด่า ดันเชียร์ซะงั้น...ก็มันไม่เหี้ย จะให้ด่าว่ามันเหี้ย กูก็เหี้ยซะเองดิ๊

ปลื้ม-ณัฏฐกรณ์ เทวกุล


ปลื้มนี่เขาแข็งนอกอ่อนในนะ

คนอาจคิดว่าเขาเป็นเหมือนอเมริกันที่พกพาความมาดมั่นไว้มากๆ

แต่จริงๆเขาก็มีอะไรที่เป็นไทยๆอยู่มาก มือไม้อ่อน เจอผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไหนมันยกมือไหว้ดะ บางทีผมเอ่อไปขี้อยู่ ขี้เสร็จเดินออกมา ปลื้มแม่งหันขวับมาเจอไหว้ป๊าบ...สัดดด กรูกำลังรูดซิปอยู๊ ขอโต้ดเลยไม่ได้รับไหว้มึง

ผมว่าหากหม่อมอุ๋ยส่งปลิ้มไปเรียนอังกฤษเหมือนพวกผู้ดีทั่วไป ก็คงกลับมาเมืองไทยเหมือนๆพวกไอ้มาร์ค หรือกรณ์ หรือไอ้โชคคือแม่งก็กลายเป็นชนชั้นปกครองอะไรกันไป แต่การไปเรียนอเมริกา มันก็ทำให้คนมีวิถีชีวิต วิธีคิดแบบอเมริกัน คือความมีหลักมีเกณฑ์ ความที่ว่าบ้านเมืองมันต้องให้โอกาสกับคนได้แสดงศักยภาพ หรือให้โอกาสที่ใครก็จะแจ้งเกิดหรือเติบโตได้

มันกลับมาเมืองไทยก็ดันมาเจอบ้านเมืองเชี่ยๆอย่างนี้ มันก็คงจะเบื่อ และเกิดการต่อต้าน และอยากเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น มันมาเจอคนแบบไอ้เผือก-สรยุทธ์นี่มันก็แอนตี้พอสมควรว่า ไอ้นี่อาศัยระบบว่ากูเก๋ากว่า ขี่ได้เป็นขี่ เรื่องจริงเอามาล้อเล่น ความที่ไม่มีจุดยินนโยบายอะไร หลักลอยเอาตัวรอดไปวันๆ เก่งแต่ปาก แต่กลวงใน ปลื้มมันก็รับไม่ไหว ก็ทำงานกับไอ้เผือกไม่ได้

เสียดายว่ารีบลงการเมืองเร็วไปนิดนึง คือตอนนั้นมันเห็นชื่อหม่อมสุขุมพันธ์ลงเลือกตั้งผู้ว่า มันก็คิดว่ามันสู้ได้แหงๆ แต่ปรากฎว่าพรรคเพื่อไทยเสือกส่งแซมยุรนันท์ลงแข่งด้วย คนที่จะเลือกปลื้มก็เลยเปลี่ยนใจ คนกรุงเทพฯ6แสนกว่าคะแนนเสียงอยากเลือกปลื้ม แต่การไปเลิกแซมมันเป็นอะไรที่จะท้าทายชนชั้นนำและประชาธิปัตย์ว่ากูไม่เอาด้วยกับพวกมึง ปลื้มเลยได้คะแนนมาเกือบๆ3แสนเท่านั้น

ก็พูดง่ายๆว่าโดนตัดคะแนนกันเอง แทนที่จะแข่งกับหม่อมสุขุมพันธ์ ดันต้องมาแย่งคะแนนกลุ่มเป้าหมายเดียวกันคือพวกที่ต่อต้านอำมาตย์กับปชป. ก็เลยกอดคอกันสอบตกทั้งคู่แหละ

แต่อายุยังน้อย ยังมีเวลาอีกมากหนะ ก็สู้ใหม่แล้วกัน หาจังหวะดีๆแล้วกัน...

ส่วนทิชา สุทธิธรรม หรือน้องซอสนี่นะก็เข้าสเปคว่าขาวหมวยสวยเซ็กส์อ่ะ เขาก็น่ารักดี เป็นเด็กดีมืออาชีพคนนึง ก็ไปเรื่อยๆไม่ได้เปรี้ยงปร้างอะไร การเข้าคู่กับปลิ้มทำรายการก็ถือว่าไปกันได้

กิตติ สิงหาปัด

เป็นมือดีคนหนึ่ง เป็นเด็กสร้างของดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล

ลี่-กิตติเป็นคนขอนแก่น มาจบเกษตรศาสตร์ เลยสมัครทำงานเป็นนักข่าวสายเกษตรกับอาจารย์ดร.สมเกียรติ แล้วขยับมาทำข่าวด้านสิ่งแวดล้อม แรกๆมีคู่หูอีกคนคือสุริยน จองลีพันธ์ (ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหน..รุ่นๆนี้ที่จำได้มีเพชรี พรมช่วยอีกคน) ทำข่าวด้านสิ่งแวดล้อมได้น่าสนุกน่าติดตามมาก

จากนั้นก็มาเป็นคนอ่านข่าวทางITVตั้งแต่ยุคหยุ่นบุกเบิก แล้วก็เหนียวมาก ใครมาใครไปก็อยู่มายาว จนถึงขั้นเปลี่ยนชื่อเป็นTITVก็ยังอยู่ แต่ก็จวนตัว ลูกเมียปากท้องต้องหากิน เงินเดือนไม่มีเลยเผ่นมาตั้งหลักช่อง9พักนึง สุดท้ายก็มาตั้งบริษัทผลิตรายการให้ช่อง3

ดูประว้ติว่าอยู่ITVมาได้ทุกยุคนี่ก็คงเห็นแล้วว่าลี่เขามีทีเด็ดคืออาจจะเข้ากับใครก็ได้ หรือไม่ยอมเป็นพวกใครที่เฮกันไปเฮกันมา แต่ขนาดนั้นยังไม่วายโดนพวกม้อบเหี้ยเหลืองกำปั้นชกหน้านะ ตอนที่เหี้ยเหลืองบุกยึดโทรทัศน์ช่อง11NBT วันนั้นไอ้ยุกับตวงพรอยู่ในห้องส่งเผ่นหนีทัน แต่ไอ้ลี่กิตติขับรถมาป้วนเปี้ยนจะมาทำรายการ พวกเหี้ยเหลืองก็ชกเข้าให้ เพราะมันนึกไว้ก่อนว่าพวกช่อง11นี่คือศัตรูมัน


จอม เพชรประดับ

จอมก็ทำงานกับITVมานาน แล้วก็ไปอยู่เมกาพักใหญ่ แต่ยังเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษให้ไอทีวี

ผมชื่นชมคนแบบจอมมากคือเขาเป็นมืออาชีพ ตรงไปตรงมา อย่างตอนเหลี่ยมโดนรัฐประหารหนีหัวซุกไปเมืองนอก จอมก็พยายามตามไปสัมภาษณ์ ก่อนลุงนวมทองจะฆ่าตัวตาย ไม่มีสื่อคนไหนสนใจ(จนแกต้องไปฆ่าตัวตายหน้าไทยรัฐ)จอมก็ไปสัมภาษณ์ก่อน มาจัดช่อง11ตัวจริงชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องเอาใจรัฐบาล

เสียดายว่าคนที่ดีๆมืออาชีพยังงี้ ดันไม่ค่อยมีที่ว่างให้เท่าไหร่ในบ้านนี้เมืองนี้ ฟังแล้วแม่งเศร้า

หากผมมีพันล้านจะเปิดทีวีซักช่อง ผมจะคิดถึงจอมเป็นคนแรกๆ

ชิบ จิตนิยม


คนนี้ซี้กับจอม เพชรประดับ
เล่าข่าวต่างประเทศทางไอทีวีมาก่อน ตอนจบนี่มีเหน็บเหี้ยเหลืองเป็นปาจำ
ผมชอบขานี้ แกแซวพันธมิตรได้แสบๆ

เคยเห็นแกไปงานศพท่านผู้หญิงพูนศุขกับจอมด้วยนะ
ไม่ได้ไปเพราะหน้าที่นักข่าว แต่ไปเพราะเป็นคนไทยคนหนึ่งที่อยากไปส่งท่านผู้หญิง

กฤษณะมนุษย์ล้อ


กฤษณะหากผมจำไม่ผิดเป็นคนขอนแก่นบ้านเดียวกับกิตติ-บัญชา

เคยเป็นนักข่าวสนามมาก่อน อยู่หนังสือพิมพ์มาก่อน มาเจออุบัติเหตุปี40ต้องมาเป็นมนุษย์ล้อ จัดรายการทัวร์บ้านนักการเมืองผู้หลักผู้ใหญ่ให้พวกนี้ช่วยเข็นไปทำรายการไป น่ารักดี ชื่อกฤษณะชวนชม

ผมว่ากฤษณะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พิการได้มาก และสร้างแรงบันดาลใจให้คนครบ32อย่างเราๆว่าหากจะคิดสั้นให้ดูมนุษย์ล้อคนนี้เป็นตัวอย่างไว้ เขาขาเสียอย่างนี้ แต่ใจไม่เสีย ยังเฮฮาหัวเราะ ทำงานทางสร้างสรรค์ได้

ในบรรดาคนเนชั่นผมชอบดูมนุษย์ล้อคนนี้มากที่สุด ไม่ใช่เพราะเขาพิการ แต่เพราะเขาพิการแล้วไม่ยอมแพ้ แถมทำเอาเราคนครบ32ที่เวลาประสาทแดกได้ฮาสัดดดๆๆไปด้วย

นรากร ตินายน

ต๊ะเป็นสาวเจียงใหม่หนะ มีชีวิตที่เหมือนนิยายเศร้าเคล้าน้ำตา ผมเห็นเธอตั้งแต่มาอ่านข่าวITVใหม่ๆไอ้ยุ-จิรายุควงไปไหนมาไหน
แต่ภาพที่ผมประทับใจสุดคือวันที่เธอกล่าวถ้อยอำลาITVวันสุดท้ายก่อนจอมืด เปลี่ยนเป็นTPBS ผู้หญิงคนนี้ช่างงดงามซะนี่กระไร มาดมั่นเข้มแข็งมั้กมาก...ชายฉกรรจ์โฉดๆอย่างผมยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ต๊ะไม่มีไหลซักหยด แต่หลังจอITVมืดมิดลง ผมก็ไม่รู้ว่าต๊ะจะกลั้นไว้ไหวมั๊ยนะ

เทียบกับติ่ง-มัลลิกา ฉายานักข่าวสาว(น่อง)เหล็กนี่ ต๊ะตัวเล็กๆแถมน่องไม่เหล็ก แต่ใจเหล็กกว่ากันแยะ

บัญชา ชุมชัยเวทย์

เป็นคนขอนแก่นเหมือนกิตติ เด็กๆเรียนดีจบสาธิต ขอนแก่น แล้วมาจบตรีเอแบค โทศศินท์ แล้วไปได้โทเมกาด้วย กลับมาอ่านข่าวเศรษฐกิจทางช่อง9 เลยมาได้กับรุ่งนภา ลูกน้องเด็กสร้างของหยุ่นที่ตาออกเหล่ๆหน่อย แล้วก็ไปอ่านข่าวพวกเศรษฐกิจมันนี่ แชนัล ของตลาดหลักทรัพย์ กับมาอ่านข่าวเศรษฐกิจช่วงเย็นของช่อง3 และเป็นคนเล่าข่าวเศรษฐกิจทางรายการข่าวเด่นประเด็นร้อน96.5

ผมชอบเวลาบัญชาเล่าข่าว มันดูactiveดี เหมือนๆพวกออกหน้าจอCNBC BLOOMBERGที่พวกนี้จะกระฉับกระเฉง ทำให้เรื่องเศราฐกิจหนักๆน่าดูน่าฟัง น่าสนุกไปด้วย


อัญชลีพร กุสุมภ์


จบวารสาร ธรรมศาสตร์มา แล้วก็มาแจ้งเกิดด้วยการอ่านข่าวช่อง7 ต่อมาไปอยู่ITV ช่วงอยู่ITVนี่พรรคพวกผมคนหนึ่ง เป็นด๊อกเตอร์ไปหลีๆอยู่พักใหญ่ เอาไปเอามาก็แคล้วคลาดกัน อัญก็ได้กับคนอื่นแทน พอITVโดนเหลี่ยมเทก ก็กระเซ็นกระสายกันไป แล้วก็มาเป็นคนอ่านข่าวASTV ก็ต้องทำงานตามนโยบายนายลิ้มหนะแหละ

แอน-จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ

อ่านข่าวอยู่ช่อง3นานเหมือนกันซัก10ปีได้ก็ไปเรื่อยๆ จนไอ่หมี-ยุทธิยง ลิ้มฯดึงตัวมาอยู่ASTV

โรซ่า-สโรชา พรอุดมศักดิ์

โรซ่าเป็นเด็กสร้างของหยุ่นรุ่นคัดเด็กเก่งภาษาอังกฤษ จากนั้นมาอยู่กับลิ้ม และมาดังกับคำพูดว่า"ค่ะ....ค่ะ....ค่ะ...ค่ะ"กับการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์กับลิ้ม และเป็นพิธีกรบนเวทีตอนลิ้มเริ่มจัดม็อบใหม่ๆ ใช่ไม่ใช่คุณแอ้ม..."ค่ะ"!

คนเราบทจะได้เกิดก็ไม่ต้องอะไรมาก ใช่ไม่ใช่แอ้ม...ค่ะ!

กมลพร วรกุล-น้องเก๋

ก็ได้เกิดตอนจัดรายการข่าวเช้าคู่กับเจ๊ปอง คือเป็นลูกคู่สลับลูกไล่ให้อัญชะนีหนะนะทางเวทีพันธมิตรASTV

ศศินา วิมุตตานนท์(สุทธิถวิล)-น้องอ้อ


เขาก็มีเส้นทางจากการประกวดนางงาม จากนั้นมาอ่านข่าวช่อง7 แล้วก็แจ้งเกิดจากการอ่านมุกสะเก็ดข่าวที่ตอนจบแต่ละข่าวมีเสียงอะวะว้าวอ๊าวๆๆๆ แล้วน้องอ้อเขาจะยิ้มขำๆอ้ะ

น้องอ้อมีลูกคนหนึ่งชื่อเด็กชาย"พอเพียง"

น้องอ้อเขาถือเป็นศิษย์ธรรมกายคนดังด้วยคนหนึ่ง เวลามีงานใหญ่ๆนี่ทางวัดชอบจับน้องอ้อแต่งตัวเป็นอย่างนางวิสาขาอะไรแบบนี้เชิญพุ่มพานดอกไม้ ก็ดีครับเข้าทางวัดทางวาดีกว่าทำชั่วนะว่าไปแล้ว

สายสวรรค์ ขยันยิ่ง-หนิง

หนิงจบนาฏศิลป์มานะ เวลาอ่านข่าวเลยจะออกแนวหวานๆเหมือนพวกเราได้ดูรำไทย ก็น่ารักดี

หมอยงยุทธ

แกจบหมอที่อังกฤษ เคยอยู่อังกฤษนาน10กว่าปี แล้วกลับมาเป็นอาจารย์หมอพระมงกุฎ แล้วก็อ่านข่าวช่อง5 แกเคยเล่นการเมืองลงสมัครส.ส.พรรคไทยรักไทยของเหลี่ยม แต่กินแห้ว แล้วก็ไปได้กับทุกขั้วอำนาจ สมัยเหลี่ยมแกก็ไปเข้ากับเหลี่ยม พอเหลี่ยมโดนปฏิว้ติ แกก็มาเป็นโฆษกคมช.

ใครจะขี้ช้างมาขี่ม้าไป แกก็มีรายการทำที่ช่อง5 แบ่บว่าแกเหนียว

จักรพันธุ์ ยมจินดา

จักรพันธ์ก็เคยเป็นส.ส.ไทยรักไทยระยองนี่นะ
แล้วเคยถูกวางตัวให้ลงส.ส.เขตบางกอกน้อยเพื่อดับรัศมีโย่งองอาจ คล้ามฯ

ตอนหลังช่วงทำเล่าข่าวช่อง5ดูแกก็วางตัวลำบากนะ จะยังไงก็โดนด่า คือเข้าข้างเหลี่ยมก็กลัวหลุดช่อง5 เข้าข้างทหารเดี๋ยวก็โดนด่าว่าเนรคุณเหลี่ยม ก็คงทำตัวลำบากหนะ

วีระ ธีรภัทร

เขาเริ่มต้นจากนักข่าวสายเศรษฐกิจครับ หลักๆก็ประจำแบงก์ชาติ วังบางขุนพรหม ประจำค่ายเดลินิวส์

มายุคสื่อเข้าตลาดหุ้น ทางประพันธ์เจ้าของหนังสือพิมพ์วัฏจักร ก็เห็นว่าวัฏจักรเป็นแค่หนังสือสมัครงานคงไม่ค่อยแน่นพอที่จะเข้าตลาดหุ้น ก็เลยได้ตัววีระมาทำวัฏจักรบุกข่าวเศรษฐกิจธุรกิจ แล้วก็มีคลื่นวิทยุให้ทำ วีระก็ไปจัดเรื่องหุ้น เอาไปเอามาคนเล่นหุ้นก็เรียกอาจารย์วีระเพราะแกเปิดสายให้คนโทรเข้ามาถามเรื่องหุ้น แกก็ออกแนวด่าคนฟังประมาณว่าโง่ ไปซื้อได้ไงหุ้นพรรค์ยังงี้...

ปรากฎที่ด่าไปเข้าทางพอดี เพราะไม่นานจากนั้นเกิดวิกฤตปี40เศรษฐกิจพัง ตลาดหุ้นก็แทบจะล้ม คนเล่นหุ้นเจ๊งระนาว วีระก็เลยได้ชื่อว่ากูแน่ กูอุตส่าห์ด่าไปเยอะแล้วยังไม่เชื่อกู

แต่ที่วีระพลาดมากๆก็คือไปตอบคำถามคนที่โทรเข้ามาถามในรายการเรื่องหุ้นบริษัทเงินทุนธนสยาม วีระก็บอกว่าไม่เจ๊งชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรรู้มั๊ย ก็เพราะใครหละถือหุ้นใหญ่ ใครอยากรู้ไปเปิดดูว่าใครถือหุ้นใหญ่(คนเล่นหุ้นก็ไปเปิดดู ก็ ทรงพระเจริญ ขึ้นมาทันที พากันซื้อหุ้นตัวนี้ยกใหญ่) แล้วคนถามเรื่องแบงก์กรุงไทยมา วีระบอกว่าได้ยินจิ้งจกตุ๊กแกแถววังบางขุนพรหมบอกจิ้กจกร้องเสียง"เจ๊งแน่ๆๆ"

ผลปรากฎว่าธนาคารกรุงไทยรอดมาทุกวันนี้ ธนสยามดันเจ๊งแน่ๆแทน คนที่ขายหุ้นกรุงไทยทิ้งมาซื้อหุ้นธนสยามก็ด่าแม่วีระเปิง ไปฟ้องกลต.ที่เป็นหน่วยงานคุมกฎกติกาตลาดหุ้นด้วย ทางกลต.เลยออกระเบียบมาว่าใครไม่มีใบอนุญาตห้ามพูดเรื่องหุ้น วีระก็เลยเลิกพูด แล้วกันไปพูดเรื่องเขมรอะไรไปแทน แล้วก็จัดทัวร์ไปเขมร แล้วก็หาเรื่องยาวๆแบบมหาภารตะยุทธอัดเทปขายอะไรของแกไป แล้วก็เปิดรายการคุยได้คุยดีกับทรินิตี้ เรดิโอ97.0ก็หลายปีนะ ดังเหมือนกัน

แกก็ดังทางด่าหนะว่าไปแล้ว มีคนไม่ชอบวีระก็เยอะ แต่คนชอบสไตล์พี่แกก็ไม่น้อย แท็กซี่ชอบเปิด ผมเคยถามว่าทำไมชอบ แท็กซี่ว่าอยากฟังอาจารย์วีระด่าไอ้พวกโง่ทั้งหลาย ผมก็ถามต่อว่าทำไมพวกโง่มันโทรเข้าไปให้วีระด่า แท็กซี่ก็ว่า คงเพราะมันอยากโดนด่า โดนแล้วมันอาจจะซี้ดสส์ เพราะสังเกตว่าไอ้ที่โทรเข้าไปให้วีระด่านี่ แม่งก็สมควรโดนเจงๆ

ทรินิตี้เรดิโอโดนยึดคลื่นคืนไปให้พรรคพวกของไอ้ห้อยได้สัมปทานแทน วีระก็เลยมาจัดที่96.5คือไปจัดที่ไหนก็มีคนแห่ตาม เพราะแฟนแน่นเหนียว

วีระเขาจะดีในแง่เอาข้อมูลพื้นฐานศก.มาเล่า ส่วนใหญ่ก็เอามาจากแบงก์ชาติ ก็ยังดี ดีกว่าฟังแกขายหนังสือ ขายเทป ขายทัวร์ลูกเดียว กับด่าพวกอาการมาโซคิสม์ คือไอ้พวกที่โดนกระทำแล้วซี้ดสสส์

บทความในซีรีส์ชุดนี้

-ตอน1:ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
-ตอน2:จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้ย
-ตอน3:ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
-ตอน4:สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
-ตอน5:ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
--ตอน6:ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
-(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!

-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
-(ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
-(ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
-(ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ

-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
-(ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง

D-station เริ่มออกอากาศใหม่แล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น People station

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าว thaienews
ภาพจาก คุณ Photo
19 พฤษภาคม 2552

วันที่ 18 พฤษภาคม 2552 เวลาประมาณ 18.37 น. สถานี D-station ที่ถูกอำนาจมืดสั่งปลดสัญญานในช่วงก่อนสงกรานต์เลือด ได้เริ่มแพร่ภาพอีกครั้ง โดยเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น 'People station' หรือ 'สถานีประชาชน'


การออกอากาศในวันแรกนี้ สามารถรับสัญญานได้เฉพาะจานทึบขนาดเล็ก (ภาค KU band ) ทาง NSS6 ที่ความถี่เดิม 11635 SR 27500 แนว H หันหน้าจานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ สำหรับท่านที่มีจานชนิดนี้ และมี receiver รุ่นใหม่ๆ ให้เข้าโหมด auto search ในชื่อ D-station ได้เลย แต่ในอีกสามวันข้างหน้า จะไม่มีชื่อ D-station อีกแล้ว โดยจะเปลี่ยนไปเป็น People Channnel แทน

ท่านที่มีจานดำแบบตะแกรงโปร่งเดิม ขณะนี้ ยังรับสัญญานไม่ได้ โดยทีมงานแจ้งว่า จะยิงสัญญาน C-band ได้หลังจากนี้อีก 15 วัน (คือ ราววันที่ 2 มิถุนายน) โดยใช้ความถึ่เดิม 3545 SR30000 แนว V

ท่านที่มีจานดำ และใจร้อน ต้องการรับสัญญานในขณะนี้ จะต้องซื้อหัว KU band (LNB) และตัวแยก มาติดตั้งเพิ่ม ราคาประมาณ 650 บาท (ซื้อจากบ้านหม้อ) หรือถ้าให้ช่างมาติดตั้ง ราคารวมอุปกรณ์ประมาณ 1,200 บาท

สำหรับท่านที่ต้องการติดตั้งจานใหม่ แบบจานทึบขนาดเล็ก ราคาจานดาวเทียมประมาณ 1,900 บาท รวม receiver แต่ต้องติดตั้งเอง ถ้าให้ช่างมาติดตั้ง ราคาจะเพิ่มอีกประมาณ 1,500 บาท

ท่านที่ใช้บริการ cable ท้องถิ่น ต้องแจ้งไปที่ผู้ให้บริการ ให้ลิงก์สัญญานมาให้

** สำหรับการติดตามทาง internet จะมีการถ่ายทอดสัญญานตลอดเวลา ที่ http://www.konthaiuk.com สถานีทีวี 2

ส.ศิวรักษ์รายงานตัวต่อศาลคดีหมิ่นสถาบัน อ้างทักษิณแกล้งผม

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 พ.ค. 2552 นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักเขียนชื่อดัง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น เดินทางเข้ารายงานตัวต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ภายหลังเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สุธน สีหามาตย์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น นำตัวมาฝากขังตามความผิดฐานหมิ่นสถาบัน จากที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุลักษณ์ในเนื้อหาบรรยายพิเศษเรื่อง "ปรัชญาพื้นบ้าน" ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีข้อความจาบจ้วงสถาบัน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 และถูกจับกุมเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2551 โดยมี รศ.กิตติบดี ใยพลู คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัวในชั้นศาล ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกันตัวได้ แต่ต้องมารายงานตัวต่อศาลจังหวัดขอนแก่นทุก 12 วัน

นายสุลักษณ์ กล่าวว่า ตนถูกจับในข้อหาหมิ่นสถาบัน แต่ตำรวจยังทำคดีไม่เสร็จ แต่อำนาจของตำรวจให้ประกันตัวได้ 6 เดือน เมื่อครบ 6 เดือนแล้วก็ต้องส่งตัวมาที่ศาล ซึ่งเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา ก็ได้มาที่ศาลจังหวัดขอนแก่น โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัว แต่ต้องมารายงานตัวที่ ศาลจังหวัดขอนแก่นทุก 12 วัน จนกว่าตำรวจจะทำคดีเสร็จ

ผมได้อ้างว่าคดีของผมนั้นเป็นคดีที่ผมถูกกลั่นแกล้งเหมือนเมื่อครั้งที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ในสมัย รสช.ผมต้องสู้คดีถึง 4 ปี และศาลได้ตัดสินว่าจำเลยอาจจะพูดแรงไป พูดไม่สุภาพแต่ทั้งหมดต้องการที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จึงไม่มีอะไร ที่จะเอาโทษกับจำเลยได้ทำให้ผมเสียเวลาไป 4 ปี แต่มาครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลั่นแกล้งผม

ทั้งนี้ในคณะกรรมการวุฒิสภาได้มีการเอ่ยถึงผมว่าที่ถูกดำเนินคดีนั้น ถูกกลั่นแกล้งโดยตำรวจ ซึ่งเป็นลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตำรวจก็ต้องการยกเลิกคดี แต่ต้องรอให้มีคนสั่งมา เท่าที่ตนได้ยินข่าวเมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ต้องการให้ยุติคดี และตอนนี้ก็หวังว่าจะยุติคดี ซึ่งหวังว่าในวันที่ 28 พ.ค. นี้คงจะยุติคดีได้ แต่ในระบบราชการไทยก็ยังไม่มีความแน่นอน

ที่มาศาลในวันนี้ก็มาให้เห็นหน้าว่ายังมีชีวิตอยู่ 12 วันต้องมาครั้งหนึ่ง สิ้นเปลืองเวลา ค่าใช้จ่ายด้วย ตนอายุ 76 ปีแล้วก็ต้องมาขอนแก่น และตนก็ยังมีคดีอีกคดีหนึ่งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ สน.ชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร หากนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับกรรมาธิการวุฒิสภาว่าตนจงรักภักดี ก็น่าจะสั่งให้ยุติคดีได้

นายสุลักษณ์กล่าวอีกว่า ตามที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาหาถามว่าจะให้ช่วยอย่างไรได้บ้าง เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังคงช่วยดู แต่ขณะนี้ตำรวจก็ยังไม่ส่งเรื่องไปที่อัยการ และนายกรัฐมนตรีเองก็ต้องการให้ยุติ ตนเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีน่าจะมีการสั่งการไปที่ตำรวจแล้ว แต่ก็ต้องเข้าใจว่าตำรวจนั้นมีหลายหน่วย บางคนก็ไม่ฟังนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ก็ยังคงมีตำรวจบางคนที่เข้าใจ และฟังนายกรัฐมนตรี แต่ตนไม่ขอเอ่ยชื่อ และเขาก็เชื่อว่าคดีนี้เป็นคดีที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จึงหวังว่าตำรวจกับนายกรัฐมนตรีจะทำในสิ่งเป็นประโยชน์ต่อตน และเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองเพราะคนที่รู้จักตนมีทั่วโลกก็รู้ดีว่าตนเป็นคน จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นถ้านายกรัฐมนตรีสามารถที่จะสั่งยุติคดีได้ ก็ถือว่าเป็นการช่วยคนแก่คนหนึ่ง

"ในการต่อสู้คดีทางตำรวจก็เห็นด้วยกับผมเพราะผมอ้างคำตัดสินของศาล เมื่อครั้งที่ถูกฟ้องดำเนินคดีในช่วง พล.อ.สุจินดา คาประยูร โดยศาลพูดเองว่าถึงบางคำพูดจะไม่สุภาพ บางคำอาจจะรุนแรง แต่ทั้งหมดนี้ขอยืนยันว่าผมเป็นผู้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ พูดทั้งหมดเพื่อปกป้องสถาบัน ให้คนเห็นว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีความสำคัญอย่างไรบ้าง และที่ผมพูดที่ จ.ขอนแก่นก็ไม่แตกต่างที่ พล.อ.สุจินดา เล่นงานผมเลย ซึ่งทำให้ผมเสียเวลาไปถึง 4 ปี"

นายสุลักษณ์ กล่าวอีกว่า ถึงแม้ผมจะถูกดำเนินคดี แต่แนวทางของผมยังไม่เปลี่ยน และผมมองว่ากฎหมายหมิ่นสถาบันคงต้องมีการแก้ไข โดยนักปราชญ์หลายคนเห็นว่าต้องมีการแก้ไข เพราะกฎหมายนี้เป็นสำนัก ใครที่ทำเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถือว่าเป็นการทำร้ายพระองค์ท่าน และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ฉะนั้นต้องแก้ไข ไม่เช่นนั้นทุกคนก็อ้างว่าจงรักภักดี แต่ก็ไม่เห็นทำอะไรกัน และการที่มีพระมหากษัตริย์นั้นจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ราษฎร สถาบันนี้จะต้องได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์บ้าง เปิดเผยได้ โปร่งใสได้ สถาบันนี้ศักดิ์สิทธิ์ พ้นคำวิพากษ์วิจารณ์ ก็จะให้โทษมากว่าให้คุณ ซึ่งนักการเมืองเผด็จการเอามาใช้เป็นเครื่องมือ ดังนั้นผมพูดมา 40 ปี และพูดอย่างนี้มาชัดเจนตลอด คดีนี้เป็นครั้งที่ 3-4 แล้วแต่ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ผมเป็นมนุษย์ไม่ใช่กบไม่เปลี่ยนสีไม่เปลี่ยนแนว

ที่มา: เรียบเรียงจากเนชั่นทันข่าว

ปชป.มั่ง-ชง"มาร์ค" ปรับ2รมต. เนวินดันศุภชัย

ที่มา ข่าวสด

เสียบเก้าอีรมช. รบ.เซ็งฝ่ายค้าน ยื้อสภาถกพรก.




มอบตัว - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง เดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน บก.น.1 คดีม็อบเสื้อแดง โดยไม่ขอใช้เอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครองระหว่างสมัยประชุมสภาฯ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับมอบตัว

ภูมิใจไทยเอาแน่ เชือด"ชาติชาย"พ้นรมช. เกษตรฯ "เนวิน"เคลียร์"สรอรรถ" เตรียมดัน"ศุภชัย โพธิ์สุ"ขึ้นแทน ปชป.กระเพื่อมตาม ส.ส.ไม่พอใจผลงาน 2 รมต."ธีระ-อลงกรณ์" ทวงสัญญานายกฯ 6 เดือนปรับครม. เสนอชื่อ"องอาจ-นิพิฏฐ์" เสียบ "อภิสิทธิ์-สุเทพ"รุมยันไม่ปรับ"กษิต- กอร์ปศักดิ์" ประธานสภาฯสั่งเลื่อนถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังฝ่ายค้านยื่นศาลรธน.วินิจ ฉัย นายกฯ-รมว.คลังยอมรับกระทบแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ วิปรัฐบาลจวกฝ่ายค้านเอาผลประโยชน์ของประชาชน มาเล่นเกมการเมือง "มาร์ค-เทพเทือก"เข้าชี้แจงกรรมการสอบสลายม็อบ ด้าน"เสื้อแดง"เปิดศึกวิวาทกับ"พระ"ท้าลงมือลงไม้ ด่ากันลั่นหน้าสภา เพื่อไทยนัดประชุมใหญ่เลือกกก.บห.พรรคชุดใหม่ 31 พ.ค. เผย"เหลิม"ดอดบินไปพบ"แม้ว"ที่ดูไบ

มาร์คแบ่งรับแบ่งสู้ปรับครม.

เวลา 09.00 น. วันที่ 18 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เป็นประธานประชุมส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ห้องสารนิเทศ อาคารรัฐสภา 1 จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับ ครม.ว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่เสนอเข้ามา ยืนยันไปตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.แล้วว่ายังไม่มีการปรับ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่คิดที่จะปรับตอนนี้ เมื่อถามย้ำว่าทั้งนายกษิตย์ ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ค่อยพอใจการทำงาน จะยังไม่ปรับเปลี่ยนใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องปรับครม. ตนเพียงแต่ตอบคำถามว่าถ้ามีพรรคร่วมรัฐบาลเสนอมาก็จะพิจารณาให้ โดยจะดูในเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน และโดยหลักการตนประเมินการทำงานอยู่ตลอดเวลา ยืนยันในชั้นนี้ยังไม่มีพรรคใดมีความเคลื่อน ไหวในช่วงนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าในการประเมินว่าจะปรับ ครม.หรือไม่ เกี่ยวข้องกับการตั้งให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็น ประธานคณะทำงานประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เป็นการตั้งให้ทำหน้าที่ในการติดตามเพราะจะต้องรายงานผลงานต่อสภา และต่อองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องรวบรวมผลงานของกระทรวงต่างๆ จึงมอบให้นายสาทิตย์ ดำเนินการเพราะเป็นผู้ดูแลการบันทึกมติครม.และติดตามงานที่เกี่ยวกับครม. แต่ไม่ใช่ทำเพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาปรับครม. แต่ทำไว้เพื่อเตรียมแจงให้รับทราบถึงความคืบหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกระทรวง

โต้เขี่ยออก"กษิต-กอร์ปศักดิ์"

ที่รัฐสภา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ อาจมีชื่อถูกปรับออกจากครม.ว่า ไม่มี ยังไม่เห็นข่าว ไม่เห็นมีใครพูด รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ยังทำหน้าที่ตามปกติ ส่วนที่มีข่าวพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯนั้น นายสุเทพกล่าวว่า ไม่มี นายกอร์ปศักดิ์ยังทำงานแข็งแรงและเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ผู้สื่อข่าวถามถึงพรรคภูมิใจไทยผลักดันนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม เป็นรมช.เกษตรฯ แทนนายชาติชาย พุคยาภรณ์ นายสุเทพกล่าวว่า เห็นจากข่าว ยังไม่ทราบรายละเอียด เมื่อถามว่าการปรับครม. ต้องรอผลการสอบสวนของป.ป.ช.กรณีเขาพระวิหารก่อนหรือไม่ เนื่องจากมีรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องถึง 5 คน รองนายกฯกล่าวว่า การปรับครม.ต้องมีสาเหตุ แต่ยืนยันว่าในรัฐบาลยังไม่มีการพูดคุยเรื่องปรับครม.

นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงการปรับครม.ว่า พรรคชาติไทยพัฒนาไม่มีปัญหา ทำงานกันดีทุกคน พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีปัญหา ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหาหรือความขัดแย้งกันก็มีเพียง 2 มุมเท่านั้น คือเรื่องการเมืองและการทำงาน แต่ยืนยันว่าเรื่องการเมืองภายในพรรคร่วมไม่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวการปรับครม.ในพรรคภูมิใจไทย นายชุมพลกล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของนายกฯ พรรคชาติไทยพัฒนาไม่มีแรงกระเพื่อม ที่มีแรงกระเพื่อมน่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยมากกว่า

"ชาติชาย"เตรียมแถลงเปิดใจ

วันเดียวกัน นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช. เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากญี่ปุ่น กรณีถูกกดดันจากส.ส. พรรคภูมิใจไทยให้พ้นจากตำแหน่ง ว่า ยังไม่ขอพูดอะไรมาก ขอดูรายละเอียดข้อมูลและขอปรึกษากับผู้ใหญ่ก่อน เพราะยังไม่ทราบเรื่องอะไรเลยเนื่องจากเพิ่งเดินทางกลับจากไปญี่ปุ่น เมื่อถามว่านายสรอรรถ กลิ่นประทุม แกนนำกลุ่มโทรศัพท์มาหารืออะไรหรือไม่ นายชาติชายกล่าวปฏิเสธว่า ยัง

นายชาติชายกล่าวว่า ยืนยันว่าการทำงานที่ผ่านมาของตน มีผลงานเรื่องหลักๆ ออกมาตลอด ล่าสุดเดินทางไปญี่ปุ่น พาผู้นำสหกรณ์จากประเทศไทยไปขายผลไม้ไทย ทั้งมะม่วง มังคุด เงาะ ทุเรียน ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ขายสินค้าได้จำนวนมาก คนก็ให้ความสนใจกันเยอะ ถือว่าประสบความสำเร็จในการนำสหกรณ์ไทยไปสู่เวทีโลก และยังนำผู้นำสหกรณ์ไปพบกับผู้นำสหกรณ์ของญี่ปุ่น ลงนามความร่วมมือระหว่างกันด้วย ซึ่งจะทำให้มีการทำธุรกิจร่วมกันและแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตรระหว่างกันมากขึ้นในอนาคต ส่วนข้อกล่าวหาที่ระบุว่าตนไม่ฟังส.ส.นั้น ขอยังไม่พูดอะไรมาก แต่ยืนยันว่าการรับฟังส.ส. เป็นสิ่งสำคัญแน่นอน ซึ่งมีหลายวิธีและเราต้องใช้เวลาทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รายงานข่าวแจ้งว่า เวลา 13.30 น. วันที่ 19 พ.ค. นายชาติชายจะแถลงข่าวเปิดใจถึงการทำงานที่ผ่านมา หลังโดนกระแสกดดันจากคนในพรรค

"เพื่อนเนวิน"เชียร์คนกันเอง

เวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม กลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการปรับนายชาติชาย พุคยาภรณ์ ออกจากรมช.เกษตรฯว่า พรรคเห็นพ้องในเรื่องนี้ว่าควรปรับเปลี่ยน เพราะนายชาติชายไม่เคยมาร่วมประชุมพรรค ไม่เคยมาร่วมกิจกรรมกับพรรค ผลงานและการออกข่าวก็ไม่เคยเห็น เรื่องนี้เป็นสิทธิ์ของนายสรอรรถจะตัดสินใจ จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมพรรคเพื่อหามติต่อไป ทั้งนี้ คุณสมบัติบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนต้องเป็นส.ส.เท่านั้น ส่วนนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย มีความเหมาะสม เป็นส.ส.มาหลายสมัย

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การปรับครม.ขึ้นอยู่กับนายกฯ พรรคยังไม่ได้หารือกัน คาดว่าวันที่ 19 พ.ค. ที่มีการประชุมพรรคคงจะพูดคุยกันว่าจะอย่างไร ส่วนที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ระบุนายชาติชายไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ของพรรคนั้น เป็นเรื่องจริง แต่จะมีผลต่อการพิจารณาปรับออกหรือไม่ ไม่ขอแสดงความคิดเห็น เมื่อถามว่าคนที่จะเข้ามาแทนยังเป็นโควตากลุ่มนายสรอรรถหรือไม่ นายบุญจงกล่าวว่า เป็นไปตามที่หัวหน้าพรรคระบุ ส่วนชื่อบุคลจะมาจากกลุ่มใดนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาภายในพรรค ต่อข้อถามว่าแสดงว่านายสรอรรถรับได้หากจะมาจากกลุ่มเพื่อนเนวินหรือกลุ่มนายสรอรรถใช่หรือไม่ รมช.มหาดไทยกล่าวว่า ตอบแทนนายสรอรรถไม่ได้ ตามหลักการแล้วหัวหน้าพรรค แกนนำและกรรมการบริหารพรรคต้องเป็นผู้พิจารณา ยืนยันว่าพรรคไม่มีรอยร้าว

เนวินเคลียร์"สรอรรถ"แล้ว

รายงานข่าวจากกลุ่มนายสรอรรถ เปิดเผยว่า ในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งรมช.เกษตรฯของนายชาติชาย ซึ่งเป็นโควตาของกลุ่มนั้น เนื่อง จากส.ส.กลุ่ม 3-4 คน มีปัญหาคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี เช่น อายุไม่ถึง ไม่จบปริญญาตรี เป็นต้น นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคจึงเสนอให้นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม กลุ่มเพื่อนเนวินมารับตำแหน่งแทน โดยนายเนวินหารือกับนายสรอรรถแล้ว และนายสรอรรถยอมรับได้ เพราะนายศุภชัยเป็นส.จ.และส.ส.รุ่นเดียวกับนายบุญลือ ประเสริฐโสภา แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในกลุ่มนายสรอรรถ และมีความคุ้นเคยกันอยู่ ประกอบกับมีประสบการณ์ทำงานการเมือง และถือเป็นการแบ่งพื้นที่ทำงานระหว่างกลุ่ม ไม่ได้เกิดปัญหาแตกคอในพรรค

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกรัฐบาล ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับนายชาติชาย ออกจากรมช.เกษตรฯว่า พรรคยังไม่มีการพูดคุยเป็นทางการ แต่คิดว่าผู้ใหญ่และกรรมการบริหารพรรคคงพูดคุยกันบ้างแล้ว ทั้งนี้ สิ่งที่พรรคประสงค์คืออยากให้รัฐมนตรีทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชน และเป็นผลงานให้กับรัฐบาลและพรรค หากจะปรับเปลี่ยนอย่างไรแต่ละคนก็พร้อม อย่างไรก็ตามไม่ได้มีการตกลงกันว่าใครจะอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีคนละกี่เดือนกี่ปี พรรคยึดหลักความเหมาะสมในการทำงานมากกว่า

เผยอาจปรับมากกว่า1เก้าอี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าการปรับครม.ครั้งนี้มองเรื่องโควตาหรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า ไม่มี พรรคภูมิใจไทยอาจมีหลายกลุ่มที่มารวมกัน แต่วันนี้ได้หลอมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ดังนั้นโควตาของกลุ่มยืนยันว่าไม่มี การปรับรัฐมนตรีที่เป็นข่าวเวลานี้ อาจมีหลายเหตุผล ไม่ว่าเรื่องผลงาน ที่สำคัญท่านขาดการเชื่อมโยงกับพรรคกับสมาชิกในพรรค จึงเป็นปัญหาเรื่องการประสานงาน อย่าลืมว่ากระทรวงเกษตรฯ ต้องอยู่ใกล้ชิดประชาชน คนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยก็คือเกษตรกร จึงจำเป็นต้องพึ่งพากระทรวงเกษตรฯ ตรงนี้อาจเป็นปัญหาที่ส.ส.เข้าไม่ถึงรัฐมนตรี แต่ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่อาจจะปรับเปลี่ยนได้ในเรื่องการทำงาน แต่อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าพรรคที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ และนายกฯเปิดทางแล้วว่าถ้าส่งชื่อมาก็พร้อมจะปรับให้

นายศุภชัย โพธิ์สุ กล่าวถึงการเป็นแคนดิเดตรมช.เกษตรฯคนใหม่ว่า ยังไม่ทราบเรื่อง ต้องรอพูดคุยกันในที่ประชุมพรรควันที่ 19 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อนายศุภชัย มาถึงรัฐสภา ผู้สื่อข่าวเข้าไปขอสัมภาษณ์ถึงข่าวจะได้เป็นรมช.เกษตรฯ แทนนายชาติชาย และเรียกนายศุภชัยว่า "ท่านรัฐมนตรี" นายศุภชัยถึงกับยิ้มก่อนกล่าวว่า "ใครรัฐมนตรี ไม่มี"

รายงานข่าวแจ้งว่า นายศุภชัยเคยมีชื่อจะได้เป็นรมช.เกษตรฯ ตั้งแต่แรกในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้แล้ว แต่ช่วงนั้นมีแคนดิเดตเข้าช่วงชิงตำแหน่งกันเยอะมาก ทำให้ต้องเอาคนนอกอย่างนายชาติชาย เข้ามารับตำแหน่งแทนก่อน ทั้งนี้ ในการปรับครม.ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อถึงเวลาจริงๆ อาจจะเป็นการปรับมากกว่า 1 ตำแหน่ง ส่วนจะปรับเมื่อไหร่ขึ้นกับพรรคร่วมหารือกัน

"พรทิวา"ยันพรรคไม่มีปัญหา

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสการปรับครม.ภายในพรรค ว่า เป็นดุลพินิจของหัวหน้าพรรค ส่วนตนและหัวหน้าพรรคไม่ได้มีปัญหาหรือช่องว่างต่อกัน หัวหน้าพรรคให้ความเมตตามาตลอด ส่วนปัญหาความน้อยใจจากกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคที่ได้รับการดูแลไม่เท่าเทียมกัน น่าจะเป็นข่าวลือเพราะมีการปฏิบัติเหมือนกันหมด ส่วนกรณีนายชาติชาย จะถูกปรับออกเพราะไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมภายในพรรค นางพรทิวากล่าวว่า การปรับครม.มีหลายอย่างเป็นองค์ประกอบคงไม่ใช่เรื่องไม่เข้าประชุมพรรคอย่างเดียว

เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ภายในพรรคที่มีปัญหา นางพรทิวากล่าวว่า ไม่ทราบคนอื่นคิดอย่างไร แต่ภายในพรรคทุกคนทำงานเป็นทีม เป็นพรรค ไม่มีกลุ่มใครกลุ่มมัน ต่อข้อถามว่าได้พูดคุยกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตกรรม การบริหารพรรคไทยรักไทยบ้างหรือไม่ รมว. พาณิชย์กล่าวว่า ตนไม่มีเวลาว่าง ไม่ได้พบเจอใครเพราะทำแต่งาน ซึ่งสมาชิกภายในพรรคทุกคนจะเจอกันสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

นางพรทิวา กล่าวถึงมาตรการการระบายข้าวโพดในสต๊อกของรัฐบาลจำนวน 4.49 แสนตัน ว่า การดำเนินงานเป็นไปตามที่นายกฯ สั่งการ และได้เสนอให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจถึงหลักการ และหลังจากนั้นจะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. อีกครั้ง ขอยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาในการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาล

ชวรัตน์ย้ำเหตุปรับ"ชาติชาย"

ที่กระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการปรับครม.ของพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่มีการเสนอชื่อรมช.เกษตรฯ ต่อนายกฯ เพราะต้องมีขั้นตอนในการประชุมพรรค จะมีการประชุมในวันที่ 21 พ.ค. แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้ชื่อในวันดังกล่าวหรือไม่เพราะต้องเป็นไปทีละขั้นตอน ต้องเอาคนเก่าออกไปก่อนแล้วจึงเอาคนใหม่เข้ามา อย่างไรก็ตามนายชาติชายไม่ได้มีความผิดอะไร แต่เป็นนโยบายของพรรคที่ต้องสับเปลี่ยน และนายชาติชายไม่เข้าประชุมเพื่อรับนโยบายพรรคเลย ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค รัฐมนตรีต้องมาชี้แจงที่ประชุมพรรคว่าได้ทำอะไรไปบ้าง แต่นายชาติชายไม่เคยมา ทำให้ไม่รู้เรื่องนโยบายพรรค

นายชวรัตน์กล่าวว่า นายชาติชายเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในโควตาของนายสรอรรถก่อนที่จะมีพรรคภูมิใจไทย ที่ขณะนั้นยังเป็นกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นพรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งตนยังไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่หลังจากรวมกันตั้งเป็นพรรคภูมิใจไทยแล้ว นายชาติชายไม่มาร่วมประชุม ถือว่าไม่ได้สังกัดพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น ต้อง หาคนของพรรคที่ให้นโยบายไปทำงานได้ เพราะรัฐมนตรีต้องทำงานภายใต้สังกัดพรรค ขณะนี้นายชาติชายยังไม่มีการติดต่อมา ได้ข่าวว่าไปต่างประเทศ ส่วนตัวบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ยังไม่อยากพูดว่าเป็นใคร กำลังมองหาอยู่ แต่เป็นคนของพรรค ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คาดจะทราบใน 1-2 สัปดาห์นี้ สำหรับนายสรอรรถได้คุยกันรู้เรื่องแล้ว

ปชป.เขม่น"ธีระ-อลงกรณ์"

รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งว่า จากการที่นายอภิสิทธิ์ ออกมายืนยันว่าในส่วนของรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ จะยังไม่ปรับครม.นั้น ปรากฏว่าได้เกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยกลุ่มส.ส.ของพรรคประมาณ 40-50 คน ส่วนใหญ่เป็นส.ส. หน้าใหม่ที่ติดตามการทำงานของรัฐมนตรีของพรรคแต่ละคน พบว่ายังไม่เป็นที่พอใจทั้งเรื่องการทำงาน และการดูแลเอาใจใส่ส.ส.พรรค ดังนั้น ในการสัมมนาส.ส.พรรคที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 22-24 พ.ค. จะมีการหยิบยกปัญหาการทำงานของรัฐมนตรีขึ้นมาพูด และจะเสนอว่าควรปรับรัฐมนตรีคนใดออกจากตำแหน่งบ้าง ขณะนี้มีรัฐมนตรี 3-4 คน ที่ส.ส.กลุ่มนี้ไม่ค่อยพอใจในผลงาน เช่น นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เป็นต้น

นอกจากนั้นกลุ่มจะเสนอให้นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน เป็นรัฐมนตรีดีเด่น เพราะนอกจากงานประจำในกระทรวงแรงงานที่มีผลงานออกมาชัดเจน ทั้งที่เป็นรัฐมนตรีที่อาวุโสที่สุดแล้ว ยังมีคุณสมบัติโดดเด่นคือเอาใจใส่สมาชิกพรรคมากกว่ารัฐมนตรีคนอื่น โดยไม่เลือกว่าบุคคลนั้นจะสังกัดกลุ่มหรือเป็นส.ส.ภาคใด ให้ความช่วยเหลืออย่างทันใจเมื่อมีการเอ่ยปากขอ ซึ่งเป็นการซื้อใจส.ส.หน้าใหม่ได้มาก ผิดกับรัฐมนตรีบางคนที่เมื่อได้เป็นรัฐมนตรีแล้วก็ไม่สนใจสมาชิกพรรคเลย

ดัน"องอาจ-นิพิฏฐ์"เสียบ

"นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคเปรยกับส.ส.ของพรรค ว่าปัญหาเรื่องในพรรค ขอให้ส.ส.ไปพูดในที่สัมมนาพรรค โดยจะเปิดให้อัดได้เต็มที่ ดังนั้น นอกจากจะมีการเสนอให้ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีบางคนแล้ว ยังจะเสนอให้ปรับเลขานุการรัฐมนตรีบางคนด้วย เพราะบางคนมือไม่ถึงจริงๆ แต่จะมีการปรับใครออกหรือไม่อยู่ที่การตัดสินของนายกฯ ซึ่งทางกลุ่มไม่มีการเสนอว่าควรจะให้ใครมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือเลขานุการรัฐมนตรีแทน" รายงานข่าวระบุ

รายงานข่าวแจ้งว่า หากมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีของพรรคจริง คาดว่าบุคคลที่น่าจะได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีคือนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่พลาดหวังจากเก้าอี้รัฐมนตรีในการตั้งรัฐบาลคราวที่ผ่านมา

รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 19 พ.ค. ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกประชุมส.ส.พรรค ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภา ที่ประชุมจะเปิดให้ 8 กรรมการ สมานฉันท์ฯ ของพรรค ได้ชี้แจงความคืบหน้าในการทำงาน และจะให้ส.ส.อภิปรายได้อย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ยังมีส.ส.บางคนเตรียมหยิบยกพฤติกรรมของนายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี ที่โกนหัวเข้าประชุมสภาขึ้นมาหารือในที่ประชุมด้วย

เพื่อไทยประชุมใหญ่31พ.ค.

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อกำหนดวันประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี เพื่อปรับโครง สร้างกรรมการบริหารพรรค พร้อมเลือกตัวหัวหน้าและเลขาธิการพรรคใหม่ โดยมีกรรม การบริหารพรรคเข้าร่วมพร้อมเพรียง อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรค น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค ฯลฯ ขาดเพียงนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค โดยใช้เวลาประชุมกว่า 1 ชั่วโมง

นายคณวัฒน์แถลงว่า ที่ประชุมมีมติจัดประชุมใหญ่วิสามัญ ในวันที่ 31 พ.ค. เวลา 09.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย จะเปิดโอกาสให้ส.ส .มีส่วนร่วมเสนอชื่อหัวหน้าและเลขาธิการพรรค โดยกำหนดคุณสมบัติว่าต้องมาจากส.ส.เท่านั้น เพื่อให้การประสานงานระหว่างส.ส.พรรคและในสภาราบรื่น แก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเต็มที่ สำหรับรายชื่อแคนดิเดตหัวหน้าพรรคที่ปรากฏตามสื่อเช่น พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี รองประธานสภาผู้แทนฯ นั้น ส.ส.พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง แต่สุดท้ายต้องไปสรุปในที่ประชุมใหญ่โดยไม่ต้องผ่านความเห็นของกรรมการบริหารหรือแกนนำพรรคเหมือนเมื่อก่อน ส่วนกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะให้ส.ส.สมัครใจเสนอตัวเข้ามาเอง จะมีบุคคลภายนอกที่เป็นนักวิชาการและผู้สนับสนุนพรรคเข้าร่วมด้วย

เปิดหาเสียงชิงหน.พรรค

เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แนะนำคุณสมบัติหัวหน้าพรรคคนใหม่ต่อที่ประชุมหรือไม่ นายคณวัฒน์กล่าวว่า ไม่ทราบว่าพ.ต.ท. ทักษิณติดต่อมาทางใครหรือไม่ แต่พรรควาง สเป๊กไว้ว่าหัวหน้าพรรคต้องมาจากส.ส.เท่านั้น ขณะนี้บุคคลที่มีรายชื่อแคนดิเดตบางคนเริ่มแนะนำตัวและหาเสียงกับส.ส.บ้างแล้ว

นายยงยุทธ ให้สัมภาษณ์ถึงการลาออกจากหัวหน้าพรรคว่า ไม่ได้น้อยใจ อึดอัดหรือกดดันในการทำหน้าที่ แต่เป็นเพราะต้องการให้การทำงานของพรรคมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการทำงานการเมืองขณะนี้ต้องมองไปข้างหน้า ทั้งนี้ ตนจะยื่นใบลาออกต่อนายทะเบียนพรรคในวันที่ 22 พ.ค. ส่วนการทำงานหลังจากลาออกแล้ว จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะร่วมงานกับพรรคต่อไปหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ไว้เมื่อวันที่ 13 พ.ค. พ.ศ.2552 เป็นปีที่ 64 ในรัชกาลปัจจุบัน ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า ตามที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ.2552 ในวันที่ 21 ม.ค. 2552 นั้น บัดนี้ จะสิ้นกำหนดสมัยประชุมในวันที่ 20 พ.ค. 2552 สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ.2552 ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2552 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ

"เหลิม"ดอดพบ"แม้ว"ที่ดูไบ

แหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการเข้าพักโรงแรมดุสิตธานี ดูไบ เมื่อวันที่ 10-14 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีรายชื่อของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายสงวน ติยะไพบูลย์สิน ผู้ที่เคยได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบอร์ด อสมท นายโจ เชาวน์เกษม และมิสเตอร์ลิม ชู เสง (Lim Shu Seng) นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีรายชื่อเป็นผู้จองห้องพัก 4 ห้อง

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบเอกสารการเดินทาง พบว่าทั้ง 4 คนได้ใช้หนังสือเดินทางของสหรัฐ อเมริกาเพื่อขอเดินทางเข้าดูไบ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ร.ต.อ.เฉลิม อาจจะไปหารือกับพ.ต.ท. ทักษิณ เรื่องการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ รวมทั้งแนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทย

แหล่งข่าวยังอ้างถึงคำพูดของร.ต.อ.เฉลิมด้วยว่า ระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกัน ร.ต.อ.เฉลิมเปรยขึ้นมาว่า "สปอนเซอร์ใหญ่ของทริปนี้คือนายกฯทักษิณ"

ยึดโครงสร้าง"ทรท."เดิม

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรคเพื่อไทย ทางแกนนำสายตรงชินวัตร อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ได้หารือกันถึงการหาบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ตลอดจนบุคลากรอื่นๆ โดยจะปล่อยให้ส.ส.ในพรรคเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลต่างมาแข่งขันกัน

ทั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ให้แนวทางกับแกนนำ ว่าต้องการให้เกิดภาพการมีส่วนร่วมของส.ส.ในพรรคมากที่สุดในการคัดเลือกหัวหน้าและเลขาธิการพรรค ตลอดจนเปิดโอกาสให้ส.ส. แจ้งความจำนงเข้ามาทำงานในฝ่ายต่างๆ เพื่อให้มีภาพเป็นสถาบันการเมือง และควรนำบุคคลที่เป็นที่รู้จัก และมีภาพดีในทางการเมืองเข้ามาทำงานให้กับพรรค โดยมีสัดส่วนคณะกรรมการบริหารพรรคที่มาจากนักการเมือง นายทุนและนักวิชาการในสัดส่วนที่เหมาะสม คล้ายกับลักษณะโครงสร้างของพรรคไทยรักไทย

รายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้นนายสมชายและนายสมพงษ์ ได้ประสานไปยังพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขอให้เข้ามาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย และดูแลคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ของพรรค ขณะเดียวกันได้ทาบทามให้พล.อ. ชวลิตรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในกรณีที่มีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ขณะที่ด้านเศรษฐกิจได้ทาบทามนายโอฬาร ไชยประวัติ มาเป็นหัวหน้าคณะทำงานและคิดนโยบายด้านเศรษฐ กิจของพรรคเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง

"อภิวันท์"นั่งหน.ขัดตาทัพ

แหล่งข่าวจากส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา เปิดเผย ว่า ตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะต้องมาจากส.ส.เท่านั้น มีความเป็นไปได้ว่าพ.ต.ท. ทักษิณ และผู้ใหญ่ในพรรคอาจจะให้พ.อ. อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา รับตำแหน่งนี้ เนื่องจากมีคุณสมบัติตรงคือเป็นส.ส. เป็นที่ยอมรับได้ และมีความใกล้ชิดกับผู้ใหญ่หลายคนเช่น นายสมชาย นางเยาวภา และนายยงยุทธ แต่เป็นไปได้ว่าจะมีการเปลี่ยนให้บุคคลอื่นมาเป็นหัวหน้าพรรคใหม่อีกครั้ง เมื่อเข้าสู่โหมดการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพราะขณะนี้พ.ต.ท. ทักษิณและแกนนำพรรคเห็นว่าต้องการให้พรรคมีการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์และโครงสร้างพรรค ให้มีความเข้มแข็งเหมือนเมื่ออย่างพรรคไทยรักไทย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนแคนดิเดตคนอื่นเช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน ล่าสุดทั้งสองได้ชี้แจงกับผู้ใหญ่ในพรรค ว่าหากยังใช้รัฐธรรมนูญปัจจุบันอยู่ก็ขอปฏิเสธ เพราะเกรงจะถูกตัดสิทธิ์หากมีการยุบพรรค อย่างไรก็ตามวันที่ 18 พ.ค. เวลา 19.00 น. ส.ส.ภาคอีสานนำโดยกลุ่มอีสานพัฒนา กว่า 20 คน ได้นัดหารือเป็นการภายในที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง ถึงการเลือกตัวบุคคลที่จะเป็นหัวหน้าพรรค ตลอดจนประเมินสถานการณ์การเมืองของพรรคเพื่อหายุทธศาสตร์ในการต่อสู้ต่อไป

รัฐบาลชะลอถกพ.ร.ก.กู้เงิน

เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล เป็นประธานการประชุมวิปรัฐบาลเตรียมความพร้อมพิจารณา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ยาสูบ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.อัตราภาษีสรรพสามิต และพ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยนายชินวรณ์ย้ำที่ประชุมให้เข้าประชุมโดยพร้อมเพรียง เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ

จากนั้นนายชินวรณ์แถลงว่าวิปรัฐบาลตกลงว่าจะชะลอการพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยจะนำมาพิจารณาอีกครั้งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จสิ้น คาดว่าจะเป็นช่วงหลังปิดประชุมสมัยสามัญแล้ว โดยรัฐบาลจะเปิดสภาวิสามัญเพื่อพิจารณา ยืนยันการออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง และก่อนหน้านี้ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ เคยออกพ.ร.ก.ในลักษณะนี้มาหลายครั้ง อาทิ พ.ร.ก.แก้ไขอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อแก้ไขอัตราภาษีโทรคมนา คม เมื่อปี 2546 ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าทำได้

"แม้การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้าน แต่ขอเรียกร้องว่าอย่านำปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องประชาชนมาเป็นเกมการเมือง และยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีพฤติกรรมป่วนงานสภา เพื่อไม่ให้การทำงานของสภามีประสิทธิภาพ เพราะเห็นว่าการเคลื่อนไหวนอกสภาและการใช้ความรุนแรงไม่ได้รับความยอมรับจากประชาชน" นายชินวรณ์กล่าว

นายกฯยอมรับกระทบแก้ศก.

เวลา 09.00 น. มีการประชุมส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ห้องสารนิเทศ อาคารรัฐสภา เกี่ยวกับการพิจารณาพ.ร.ก. 3 ฉบับที่สภาจะพิจารณา โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวต่อที่ประชุมกรณีฝ่ายค้านส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ว่าการต้องชะลอพ.ร.ก.กู้เงินออกไปส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอยู่บ้าง เพราะเกี่ยวโยงกับร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วย

เวลา 09.45 น. มีการประชุมสภาผู้แทนฯ มีนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานที่ประชุม มีวาระพิจารณา 4 เรื่อง คือพ.ร.ก. 3 ฉบับคือ 1.พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 2.พ.ร.ก.เพิ่มเติมพ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 (ฉบับที่ 2) และ 3.พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2552 และ 4.ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ..

ทั้งนี้ นายชัยเรียกประชุมเวลา 09.30 น. แต่กว่าส.ส.จะมาลงชื่อจนครบองค์ประชุมต้องใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง กระทั่งเวลา 10.30 น. จึงเข้าสู่ระเบียบวาระ นายชัยแจ้งว่า ตามที่ส.ส. 99 คนเข้าชื่อเสนอให้ตนส่งพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ครม.เสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าการเสนอกฎหมายดังกล่าวมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตนส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ดังนั้น การพิจารณากฎหมายดังกล่าวในวาระเรื่องด่วนที่ 1 จึงต้องเลื่อนไปก่อนเพื่อรอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อความสามัคคีปรองดอง

"ชัย"เฉ่งจนท.ทำหวาดเสียว

จากนั้นที่ประชุมพิจารณาพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ยาสูบฯ ที่ครม.เสนอ กำหนดให้เพิ่มค่าแสตมป์ยาสูบสำหรับยาเส้นและยาสูบ ตามมูลค่าร้อยละ 90 หรือ 3 บาทต่อปริมาณ 1 กรัม เศษของ 1 กรัมให้นับเป็น 1 กรัม หลังอภิปรายนาน 2 ชั่วโมง ที่ประชุมขอให้ลงมติ ขณะนั้นมีส.ส.อยู่ในห้อง 251 คน เมื่อประธานให้ออกเสียงลงมติ และให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายคอมพิวเตอร์แสดงผลออกเสียง ปรากฏหน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงผลว่ามีผู้ลงมติเห็นชอบ 7 เสียง มีผู้ไม่ลงคะแนน 251 เสียง เท่ากับว่าที่ประชุมไม่เห็นชอบกับพ.ร.ก.ดังกล่าว ทำให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกเพราะถือว่ากฎหมายการเงินไม่ผ่านสภา

เมื่อนายชัยเห็นการแสดงผลดังกล่าวได้พูดขึ้นมาว่า คงเกิดความผิดพลาดขอให้ลงคะแนนใหม่ แต่คงต้องเปลี่ยนเจ้าหน้าที่เพราะทำผิดพลาดมาหลายครั้งแล้ว เมื่อมีการลงคะแนนใหม่ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.ก.ดังกล่าว 245 ต่อ 33 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 13 เสียง

เวลา 12.30 น. พิจารณาเรื่องด่วนที่ 3 พ.ร.ก.กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตฯ มีสาระสำคัญ คือให้แก้ไขอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อให้จัดเก็บภาษี

สรรพสามิตสำหรับน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเป็นรายได้ของรัฐมากขึ้น

พท.ถล่มแหลกขึ้นภาษีน้ำมัน

ส.ส.ฝ่ายค้านส่วนใหญ่ทักท้วงว่าพรรคประ ชาธิปัตย์หาเสียงโดยประกาศนโยบาย 99 วัน ประชาชนต้องมาก่อน และประกาศจะลดภาษีสรรพาสามิต แต่ตอนนี้กลับขึ้นภาษีน้ำมัน ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรเดือดร้อน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามมา และตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพ.ร.ก. ฉบับนี้ เสนอให้ทบทวน และให้รัฐบาลหาแนวทางจัดหารายได้ที่ไม่สร้างภาระให้ประชา ชนในระยะยาว ควรยกเลิกหรือถอน พ.ร.ก.ดังกล่าวออกไป

น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าการออกพ.ร.ก.ฉบับนี้อาจเข้าข่ายขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 186 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า พ.ร.ก.ที่ตราขึ้นจะต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนฯภายใน 3 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา กรณีนี้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 13 พ.ค. ถ้าจะเข้าสภาต้องเสนอมาตั้งแต่ 16 พ.ค. การจัดเก็บภาษีส่วนนี้จะเป็นการซ้ำเติมปัญหาภาคการผลิตอย่างภาคการเกษตร ดังนั้นจะขอใช้สิทธิ์ไม่อนุมัติพ.ร.ก.ฉบับนี้

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า การถอนร่าง พ.ร.บ.กู้เงินเป็นไปด้วยความจริงใจหรือเพราะแบ่งเค้กในโครงการไทยเข้มแข็งไม่ลงตัวในพรรคร่วม ขณะที่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและให้นายกฯยุบสภา

"กรณ์"ลุกชี้แจงความจำเป็น

ขณะที่ส.ส.รัฐบาลลุกอภิปรายสนับสนุน อาทิ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ และนายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ว่าการออกพ.ร.ก.ดังกล่าวเป็นวิธีการทางเลวน้อยที่สุด

น.พ.พฤติชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง ชี้แจงว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 13 พ.ค. วันที่ 14 พ.ค. นายกฯมีหนังสือมาถึงประธานสภาขอให้เรียกประชุมสภาเพื่อพิจารณา จึงทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าจุดประสงค์หลักของการออกพ.ร.ก.เน้นให้ประชาชนประหยัดการใช้น้ำมัน

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่าถ้าไม่จำเป็นไม่มีรัฐบาลไหนอยากปรับเพิ่มภาษี แต่ปัจจุบันจำเป็น มีคนตั้งข้อสังเกตว่าแทนที่จะปรับภาษี ทำไมไม่หาทางช่วยเหลือประชาชนแทน ก็เป็นเพราะรัฐบาลพยายามหาทางลดภาระประชาชนหลายรูปแบบ จึงต้องพยายามเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อทำโครงการเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี ถนนหนทางให้เดินทางสะดวก แหล่งน้ำ เป็นต้น จึงต้องใช้เงินมหาศาล นอกจากนี้สภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมากระทบรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีจากประชาชน จึงมีการประเมินเพื่อทำงบปี"53 และเป็นที่มาของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ยืนยันว่าภาษีสรรพาสามิตตั้งใจให้กระทบต่อประชาชนน้อยสุด มีผู้เสนอให้ปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่รัฐบาลดูแล้วจะทำให้กระทบประชาชนวงกว้าง จึงเลือกเพิ่มภาษีฟุ่มเฟือยเพื่อให้ประชาชนเจ็บปวดน้อยที่สุด เช่น ภาษีน้ำมันที่มีการเก็บเข้ากองทุน วันนี้ถ้าสังเกตราคาหน้าปั๊มยังไม่ปรับขึ้น

เสียดายกู้4แสนล้านสะดุด

นายกรณ์กล่าวว่า ส่วนพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสน ล้านที่ประธานสภาส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ ขอชี้แจงเบื้องต้นว่าแบ่งเป็น 2 แสนล้านเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ อีก 2 แสนล้านเพื่อลงทุนโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาตามที่สมาชิกเสนอแนะ รวมถึงการว่างงานจึงต้อง ออกพ.ร.ก. การยื่นตีความเป็นสิทธิ์ของสมาชิก ส.ส.ต้องทำงานด้วยความรับผิดชอบด้วย ความ ล่าช้าของพ.ร.ก.จะกระทบแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งและการช่วยเหลือประชาชน จึงเสียดายแทนประชาชนที่จะได้รับความช่วยเหลือของรัฐบาลต้องสะดุดไป

รมว.คลังชี้แจงต่อไปว่า ในส่วนร่างพ.ร.บ.กู้เงินอีก 4 แสนล้าน เป็นส่วนของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง จึงไม่มีการถอนร่างแน่นอน แต่วิปเห็นว่าควรพิจารณาพร้อมกับพ.ร.ก.ดังกล่าว จึงเลื่อนการพิจารณาออกไป

น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า การขึ้นภาษีครั้งนี้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเข้าไปแทรกแซง ทำให้ประชาชนผู้บริโภคไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม รัฐบาลจะไม่ใช้กองทุนนี้ในการเข้าไปตรึงราคาน้ำมัน จนเกิดปัญหาเหมือนในปี"47 และ"48 ที่ทำให้เป็นหนี้ถึง 9.2 หมื่นล้านบาท แต่จะดูแลให้ราคาน้ำมันเป็นธรรมและสอดคล้องกับตลาดโลกแทน

หลังจากที่ประชุมอภิปรายนานกว่า 5 ชั่วโมง จึงมีมติเห็นชอบอนุมัติพ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยคะแนน 245 ต่อ 34 งดออกเสียง 7 และไม่ลงคะแนน 12 พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธาน ประธานในที่ประชุมสั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 18.30 น.

"มาร์ค-เทือก"เข้าชี้แจงกก.

ก่อนหน้านี้เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เข้าให้ปากคำกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า ยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่ารัฐบาลจะให้ความร่วมมือกับการหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ดังนั้นตนจะชี้แจงทุกคำถามให้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนภาพที่ออกมาเป็นการโต้แย้งกันมากกว่าการหาข้อเท็จจริงนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนพยายามตอบในเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงให้มากที่สุด ชี้แจงเรื่องขั้นตอนการกำหนดนโยบาย และการตรวจสอบเวลาที่เกิดเหตุการณ์ว่าเราได้ทำอย่างไรไปบ้าง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาและหาข้อสรุปเพื่อให้สังคมสบายใจ

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงการชี้แจงว่า ไม่ได้เตรียมอะไรเป็นพิเศษ เพราะชี้แจงด้วยวาจาว่าในช่วงเกิดเหตุการณ์ได้ดำเนินการอะไรบ้าง ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าทุกฝ่ายจะยอมรับผลการพิจารณาของคณะกรรมการ นายสุเทพกล่าวว่า กรรมการต้องรับฟังข้อเท็จจริงของทุกฝ่ายก่อนจะประมวลเหตุการณ์ตามความเป็นจริง ต้องดูตามความเป็นจริงของคณะกรรมการที่รวบรวมออกมา ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนแกนนำเสื้อแดงเตรียมชุมนุมใหญ่อีกครั้ง หากไม่ผิดกฎหมายก็ดำเนินการได้ สำหรับแกนนำที่ถูกออกหมายจับไปก่อนหน้านี้ รัฐบาลจะจับตามดูความเคลื่อนไหว

เล่านาทีระทึกที่มหาดไทย

เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ มีนายสมศักดิ์ บุญทอง เป็นประธาน ที่ประชุมได้เชิญนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย มาชี้แจง แต่นายชวรัตน์ไม่มา ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนที่กรรมการจะซักถามหลายประเด็น เช่น อยู่ในรถที่กระทรวงมหาดไทยจริงหรือไม่ มาตรฐานการจัดการกับการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงและกลุ่มเกษตรกรที่ปิดถนน สาเหตุการไปแถลงข่าวที่กระทรวงมหาดไทย โอกาสที่มือที่สามจะเข้ามาเคลื่อน ไหวเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการใช้กำลังของรัฐบาล และกรณีซีดีการชี้แจงข้อเท็จจริงของรัฐบาล รวมทั้งเหตุการณ์รถนายกฯติดไฟแดงที่พัทยา เป็นเพราะนายกฯสั่งเปลี่ยนเส้นทางเองหรือไม่

นายกฯชี้แจงว่า วันที่ 12 เม.ย. ตนมาที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อแถลงการณ์ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งคิดว่าหากมีการชุมนุมก็ไม่น่าจะรุนแรง อาจประเมินสถานการณ์ผิดก็ได้ แต่การรักษาความปลอดภัยได้ทำเต็มที่ มีกำลังทหารและตำรวจดูแล แต่เหตุใดกลุ่มผู้ชุมนุมจึงเข้ามาได้นั้น ต้องถามทหาร และเหตุที่เลือกใช้กระทรวงมหาดไทย เพราะขณะนั้นรมว.มหาดไทยและรมว.กลาโหมอยู่ที่นั่น และที่กระทรวงมหาดไทยมีความเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมาย จึงเห็นว่าฝ่ายนโยบายน่าจะแถลงพร้อมกัน อีกทั้งตอนนั้นยังไม่มีกองบัญชาการ เพราะตามปกติต้องประชุมที่ทำเนียบฯ แต่มีกลุ่มผู้ชุมนุมล้อมทำเนียบฯจึงไม่ไป

ยืนยันอยู่ในรถตลอดเวลา

นายกฯชี้แจงต่อว่า หลังแถลงเสร็จมีคนบอกให้ลงทางบันไดด้านข้างเพื่อออกอีกทางหนึ่ง เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาอยู่ข้างหน้าเมื่อขึ้นรถซึ่งสื่อมวลชนจับภาพที่ตนกับนายสุเทพขึ้นรถไปด้วยกันได้ ในรถมีอยู่ 4 คน คือคนขับ นายตำรวจติดตาม ตนและนายสุเทพ คนขับพยายามนำรถออกจากกระทรวง แต่มีกลุ่มผู้ชุมนุมมาล้อม โดยมีทหารเข้ามาช่วยล้อมรถเพื่อรักษาความปลอดภัย แต่ทำอะไรไม่ได้มากเพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก พอไม่สามารถออกประตูอีกด้านได้ คนขับก็ขับตามรถบัสของทหาร กะจะให้รถบัสนำทางออกจากกระทรวง แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบ คนขับรถบัสถูกนำตัวลงมาจากรถ ทำให้รถที่อยู่หลังรถบัสไม่สามารถไปไหนได้ เพราะมีกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ข้างหลัง ขณะนั้นมีคนพยายามเอาก้อนอิฐ แท่งเหล็ก ถุงทรายมากั้นรถไม่ให้เคลื่อนที่ได้ประมาณ 4-5 นาที ขณะนั้นเข้าใจว่าเป็นตำรวจติดตามที่อยู่ด้านหลังน่าจะยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมหันไปสนใจเสียงปืน ทำให้รถถอยออกมาได้แล้วจึงวนโดยรอบกระทรวง ก่อนคนขับตัดสินใจพุ่งเข้าชนประตูกระทรวงที่คล้องสายยูไว้จึงออกมาได้

"ผมนั่งอยู่ในรถตั้งแต่แรก เห็นทั้งหมดไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่ทุบรถ ใช้กระถาง แท่งเหล็ก แท่งคอนกรีต ทุ่มเข้าใส่กระจกรถ เห็นแม้กระทั่งคนที่แต่งกายเป็นพระ กระโดดถีบรถผม แต่ตอนนั้นทั้งผมและรองฯสุเทพไม่ได้สั่งการอะไร มีแต่นายตำรวจติดตามที่วิทยุติดต่อกับคนข้างนอก แต่ทำอะไรไม่ได้มากเพราะเสียงจากเวทีดังมาก ผมแปลกใจว่าทำไมจึงตั้งคำถามว่าผมอยู่ในรถหรือไม่ ทั้งที่เข้ามาล้อมรถและทุบด้วยเจตนาชัดเจน ถ้าผมไม่อยู่ ผมต้องขอโทษหรือไม่ที่ไม่ได้อยู่ให้ฆ่า หรือถ้าผมอยู่ผมต้องขอโทษที่ไม่ได้เปิดกระจกให้เข้ามาทำร้ายผม" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ไม่มีจนท.รัฐเป็นมือที่3แน่

นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงถึงประเด็นสองมาตรฐานว่า กรณีที่เป็นกลุ่มเกษตรกรหากปิดถนน การดำเนินการก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากไม่ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแล ซึ่งต้องเจรจา ส่วนใหญ่เจรจาได้ แต่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงมีแกนนำบางคนพยายามให้เกิดความวุ่นวายและรุนแรง เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และยุยงให้ประชาชนใช้ความรุนแรง ไม่เหมือนม็อบเกษตรกร ส่วนเรื่องซีดีชี้แจงข้อเท็จจริง เป็นเพราะมีคนพยายามบิดเบือนข้อมูลโดยใช้ใบปลิวหรือคำประกาศต่างๆ รัฐบาลจึงเห็นว่าควรชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน แต่ตนเน้นย้ำว่าขอให้เป็นข้อเท็จจริงและคำนึงถึงเรื่องความสมานฉันท์ เน้นการชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ใช่การใส่ร้ายหรือกล่าวหาใคร

นายกฯกล่าวว่า ส่วนการเดินทางที่พัทยาที่ตนติดไฟแดงนั้น ตนไม่ได้สั่งเปลี่ยนเส้นทาง และยังสอบถามอีกด้วยว่าเหตุใดจึงมาทางนี้ ตำรวจชี้แจงว่าเหตุที่มาทางนี้เพราะเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมเรียบร้อยแล้ว ผู้ชุมนุมจะสลายตัว จึงขอให้ใช้เส้นทางเดิมได้และไม่ใช่แค่ไฟแดงก่อนเกิดเหตุเท่านั้น พอผ่านแยกตรงนั้นมาก็ยังติดไฟแดงอีกครั้ง สำหรับการสั่งกำลังหรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ส่วนใหญ่สั่งด้วยวาจาเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ ส่วนการเคลื่อนกำลังต้องสอบถามกับผบ.เหล่าทัพ ส่วนเรื่องมือที่สามนั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐไปดำเนินการแน่นอน และคงไม่สามารถสร้างสถานการณ์ใดๆได้ เพราะแกนนำประกาศจุดยืนผ่านโทรทัศน์และในที่สาธารณะว่ามีจุดยืนอย่างไร คงไม่สามารถสร้างสถานการณ์ได้

"เทือก"เผยที่มากลุ่มเสื้อน้ำเงิน

จากนั้นที่ประชุมสอบถามนายสุเทพ ในประเด็นอาสาสมัครที่มาช่วยเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่การประชุมอาเซียนที่พัทยา และความเชื่อมโยงกับนายเนวิน ชิดชอบ โดยนายสุเทพชี้แจงว่า เหตุการณ์ที่พัทยานั้น ตนไปถึงโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ทพบว่ามีเสื้อแดงมาล้อมโรงแรม จึงสอบถามตำรวจที่ดูแลพื้นที่ทราบว่าเล็ดลอดเข้ามา แต่คิดว่าไม่ใช่เพราะเห็นเดินกันมาตามถนน จึงสอบถามตำรวจว่าจะดูแลไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาได้หรือไม่ ตำรวจบอกว่าทำได้ยาก เพราะมีแต่โล่กับกระบอง และยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองการทำงาน เมื่อเกิดเหตุตำรวจมักจะถูกฟ้องร้องแพ่งและอาญา ตนจึงหารือกับนายกเมืองพัทยา ผู้ว่าฯชลบุรีและส.ส. ชลบุรี เพื่อหาอาสาสมัครมาช่วยดูแลพื้นที่ ซึ่งก็เป็นคนเสื้อน้ำเงินที่มหาดไทยเองมีโครงการปกป้องสถาบันอยู่แล้ว

นายสุเทพกล่าวว่า คนกลุ่มนี้เป็นอาสาสมัครที่สนับสนุนการประชุมอาเซียน และไม่อยากให้ใครมาล้มการประชุม แต่ไม่ใช่ตำรวจ ทหาร เพราะหากเป็นเจ้าหน้าที่จะแต่งเครื่องแบบ แต่ตนไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมโดยตรง จึงให้กลุ่มอาสาเหล่านี้ไปเป็นแนวกั้นระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและทหารตำรวจ คนกลุ่มนี้ไม่มีอาวุธ ส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับนายเนวินนั้น ตอนนั้นตนเดินตรวจพื้นที่รอบโรงแรมพร้อมคณะใหญ่มีคนให้กำลังใจมาก รวมทั้งนายเนวินซึ่งพูดคุยกันธรรมดา นายเนวินไม่ใช่อาสาสมัครที่มาช่วยดูแลการชุมนุม

นายสุเทพ กล่าวว่า ผู้สูญหายจากเหตุการณ์การชุมนุม เท่าที่มีการแจ้งเข้ามามีผู้สูญหาย 4 คน แต่พบแล้ว 1 คน ทำให้ตอนนี้มีผู้สูญหาย 3 คน

พท.โวย"อนุพงษ์"ไม่มาเอง

ในช่วงบ่าย คณะกรรมการ เชิญพล.ต.ต. ปราโมช ปทุมวงศ์ รองผบช.ภ 2 พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. พล.ต.องอาจ พงษ์ศักดิ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ตัวแทนพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ต.สหัส สูงใหญ่ ผอ.สำนักปฏิบัติการ กรมยุทธการกองทัพไทย ตัวแทนพล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.กองทัพไทย เข้าชี้แจง โดยที่ประชุมสอบถามถึงหลักการเข้าควบคุมผู้ชุมนุม การสั่งให้ทหารออกปฏิบัติหน้าที่เป็นคำสั่งของใคร มีการเจรจาตามหลักสากลในการควบคุมการชุมนุมหรือไม่ รวมทั้งข่าวที่มีรถยีเอ็มซี ขนผู้เสียชีวิตไปที่สระบุรีและลพบุรี รวมถึงการดำเนินคดีของกลุ่มคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองมีสองมาตรฐานหรือไม่

พล.ต.องอาจชี้แจงว่า การใช้กำลังของกองทัพเป็นไปตามประกาศกระทรวงกลาโหม ที่กำหนดให้พล.อ.ทรงกิตติเป็นประธานกอฉ. และประกาศให้ทหารเป็นเจ้าพนักงาน ส่วนรถยีเอ็มซีขนคนไปลพบุรีนั้น ไม่เคยได้รับรายงาน มีเพียงรายงานที่รถทหารนำกลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวที่ดินแดง 19 คนไปควบคุมตัวและสอบปากคำที่ค่ายทหาร จ.สระบุรี แต่หลังจากนั้นได้ส่งให้เจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา กรรมการ จากพรรคเพื่อไทย ได้ร้องขอเอกสารคำสั่งเคลื่อนย้ายกำลังพลและคำสั่งปฏิบัติการ รวมทั้งตำหนิประธานกรรมการที่ไม่สามารถเชิญผู้มีอำนาจตัดสินใจมาชี้แจงด้วยตัวเองได้ และไม่เข้าใจว่าเหตุใดเมื่อนายกฯ มาชี้แจงได้แล้ว ผบ.เหล่าทัพกลับไม่ให้ความสำคัญกับคณะกรรมการ

ปชป.ฉะฝ่ายค้านฉายหนังเก่า

นอกจากนี้นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ กรรม การจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ขอเปิดวีซีดีเหตุการณ์ยาว 11 นาที มาตั้งแต่การประชุมช่วงเช้า แต่ประธานไม่อนุญาต โดยระบุว่าครั้งนี้ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องชี้แจง ส่วนวีซีดีค่อยมาดูกันเองในคณะกรรมการ แต่ช่วงบ่าย นายพร้อมพงศ์ขอให้เปิดวีซีดีอีก และขู่ว่าจะลาออกจากคณะกรรมการ หากประธานไม่อนุญาต จนประ ธานต้องอนุญาตพร้อมออกปากว่าอยากจะลาออกเหมือนกัน

บรรยากาศการประชุมในช่วงบ่าย ส่วนใหญ่เป็นการสอบถาม และแสดงความคิดเห็นของคณะกรรมการจากพรรคเพื่อไทย ทำให้คณะกรรมการในซีกพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ และน.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เดินออกจากห้องก่อนการประชุมจะเลิก นายอาคมกล่าวตำหนิคณะกรรมการจากฝ่ายค้านว่า แทนที่จะฟังข้อมูลจากทหารและตำรวจให้ละเอียด แต่กลับแสดงความเห็นเสียเอง และเป็นข้อมูลเก่าที่เคยอภิปรายในสภาไปแล้ว ทำให้การดำเนินการของคณะกรรมการไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวันที่ 19 พ.ค. ที่ประชุมได้เชิญนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงมาชี้แจง ส่วนวันที่ 20 พ.ค. เชิญผอ.ร.พ.ราชวิถี ผอ.ร.พ.รามาธิบดี ผอ.ร.พ.ศิริราช และผอ.ร.พ. ทหารผ่านศึกมาให้ข้อมูล

เสื้อแดงเปิดศึกวิวาทกับพระ

เวลา 10.00 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) มาชุมนุมที่บริเวณหน้ารัฐสภา และเกิดการกระทบกระทั่งกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งระบุว่าเป็นตัวแทนเครือข่ายพุทธธรรมแห่งประเทศไทย ที่ปักหลักเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ อยู่ที่บริเวณหน้ารัฐสภามาเป็นเวลายาวนาน พระรูปดังกล่าวอายุราว 40 ปี แสดงความไม่พอใจที่กลุ่มนปช.มาชุมนุมบนพื้นที่เดียวกัน ขณะที่กลุ่มนปช.ตะโกนด่าทอกลับไป บางคนชูนิ้วกลางให้ พระรูปดังกล่าวซึ่งกำลังฉันอาหารอยู่ได้ลุกไปเปิดเครื่องเสียง ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ด้วยเสียงอันดัง กลบเสียงปราศรัยของแกนนำนปช. ทำให้ผู้ชุมนุมโห่ร้องไม่พอใจ เกิดการโต้คารมกันขึ้น ทำให้บรรยากาศเริ่มดุเดือดขึ้น

มวลชนเสื้อแดงเริ่มเข้ามาล้อมกรอบรอบเต็นท์ของพระ ซึ่งมีแนวรั้วเหล็กกั้นอยู่ถึง 3 ชั้น พร้อมตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทำให้ตำรวจต้องเข้าไปเจรจาขอให้พระปิดเครื่องเสียง และขอให้ผู้ชุมนุมถอยห่างจากบริเวณที่พักของพระ แต่ยังคงมีการด่าทออยู่ประปราย จังหวะนั้นเองเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อพระได้ลุกไปถอดปลั๊กกระติกน้ำร้อนแล้วนำมาสาดใส่ผู้ชุมนุม ทำให้วงล้อมแตก ผู้ชุมนุมหนีกันวุ่นวาย แต่โชคดีที่น้ำร้อนไม่ถูกผู้ชุมนุม จากนั้นพระรูปเดิมได้ถอดจีวรเหลือเพียงอังสะ ชี้กราดออกไปที่กลุ่มผู้ชุมนุมตะโกนท้าทายให้เข้ามาชกต่อยกัน และเริ่มใช้ถ้อยคำรุนแรงขึ้น แต่มวลชนเสื้อแดงช่วยกันห้ามปรามพวกตัวเองไม่ให้เข้าไปปะทะกับพระ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย

ชี้หน้าด่ากันลั่นหน้าสภา

หลังความชุลมุนวุ่นวายจบลงเพียงไม่กี่นาที พระรูปดังกล่าวพูดผ่านไมโครโฟนไปยังเวทีปราศรัยของนปช. ว่าขณะนี้พระยอมทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมยังปล่อยให้คนเสื้อแดงมาชี้หน้าด่าพระอยู่อีก ทำไมแกนนำควบคุมคนไม่ได้ ทำให้นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำนปช.รุ่น 2 ที่ปราศรัยอยู่ขณะนั้น ต้องประกาศให้ผู้ชุมนุมถอยห่างออกจากเต็นท์พระ ขณะเดียวกันได้ประกาศบอกพระว่าให้ช่วยอยู่ในอาการสำรวมด้วย เหตุการณ์จึงกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมนปช.ได้สลายตัวเวลา 11.15 น. หลังแกนนำนายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสมยศ และนายสุพร อัตถาวงศ์ เข้ายื่นหนังสือถึงนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรม นูญฉบับที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คป.พร.) รวบรวมชื่อประชา ชนเสนอต่อสภา ตั้งแต่เดือนก.ย.2551 มาพิจารณาโดยเร็ว เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการพัฒนาประชาธิปไตย จากนั้นผู้ชุมนุมได้เดินทางไปบช.น.เพื่อให้กำลังใจนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.รุ่น 1 ที่จะเข้ามอบตัววันนี้

นายพิฑูรย์ พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนฯ ซึ่งเป็นผู้รับหนังสือกล่าวว่า จะนำข้อเรียกร้องดังกล่าวเสนอนายชัย แต่วันที่ 20 พ.ค.นี้จะปิดสมัยประชุมสภาแล้ว

"ตู่"โวยตร.ไม่รับมอบตัว

เวลา 11.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อมทนายความ เดินทางเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน บก.น. 1 โดยมี พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ร่วมสอบสวน โดยนายจตุพรกล่าวว่าสมัยประชุมจะหมดวันที่ 20 พ.ค. จึงเข้ามอบตัว ซึ่งตนไม่เคยได้ใช้เอกสิทธิ์ หลายคนเข้าใจผิดว่าเอกสิทธิ์เป็นเรื่องของผู้ต้องหา ซึ่งไม่ใช่ หากต้องการดำเนินคดีกับผู้มีเอกสิทธิ์ ไม่ว่าตำรวจหรือศาล หรือหากต้องการดำเนินคดีกับส.ส.ในสมัยประชุม ต้องทำหนังสือถึงประธานสภา และประธานสภาต้องบรรจุวาระเข้าไปในที่ประชุม ตนก็ไม่มีสิทธิ์ร้องขออะไร ตนก็อยู่เฉยๆ และประธานสภาไม่ได้บรรจุวาระ เพียงแต่คนที่ออกข่าวแสดงความโง่ออกมาเอง

ส่วนที่ตำรวจจะไม่รับมอบตัวเพราะถือว่ามีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่ นายจตุพรพูดขึ้นว่า ก็สุดแท้แต่ หากจะเล่นเกมก็เชิญ ประเด็นที่น่าคิดคือคดีที่จะออกภายหลังคดีพันธมิตรที่ยึดสนามบินดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ ก็แหกตาคนทั่วประเทศว่าจะส่งฟ้อง แต่ปรากฏว่าดึงเรื่องเหมือนไม่มีใครเกิดขึ้น กลุ่มพันธมิตรกว่าจะออกหมายจับ สอบพยานไป 200-300 ปาก ฝั่งเสื้อแดงไม่มี ฉะนั้นใครอยากทำอะไรก็เชิญ ตนมาทำหน้าที่ของตน ส่วนการจะแจ้งความจับนายกฯนั้น หลังจากนี้ไปทั้งนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพต้องถูกแจ้งข้อหาสั่งฆ่าประชาชน กรณีที่พัทยาก็มีแบบนี้เหมือนกัน ไม่มีปัญหา นายกฯก็ถูกดำเนินคดีได้ ฝ่ายกฎหมายทำอยู่ หลักฐานมีเยอะ ไม่ซี้ซั้วเหมือนออกหมายจับเสื้อแดง ไม่ไหวหวั่น มอบตัวแล้วก็ยื่นประกันปกติ

ตร.ชี้ยังมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายจตุพรจะต้องโดนแจ้ง 3 ข้อหาคือ ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน, มาตรา 215 มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และมาตรา 116 ผู้ใดกระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด มิใช่เป็นการกระทำภายในมุ่งหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างที่นายจตุพรเดินทางมาที่บช.น. มีกลุ่มเสื้อแดงตามมาให้กำลังใจกว่า 100 คน และมีรถกระจายเสียงขึ้นพูดโจมตีรัฐบาลหน้าบช.น. ทำให้ต้องปิดประตูรั้วด้านหน้า โดยตำรวจจัดกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัย แต่ไม่ได้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด

เวลา 12.10 น. นายจตุพรกล่าวก่อนเดินทางกลับว่า จะเข้ามอบตัวแต่พล.ต.ต.อำนวยไม่รับมอบตัว บอกว่ามีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่ จากนี้จะส่งมอบปากคำเป็นลายลักษณ์อักษรในวันที่ 25 พ.ค. รวมทั้งจะยื่นขอความเป็นธรรมกับอัยการ โดยในส่วนของดีสเตชั่นจะออกได้บางส่วนในเวลา 18.00 น. และช่วงเดือนมิ.ย.จะมีการนัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ฝั่งวัดพระแก้ว

พล.ต.ต.อำนวยกล่าวถึงการมอบตัวของนายจตุพรว่า ไม่รับมอบเพราะอยู่ในสมัยประชุม และสมัยประชุมจะปิดวันที่ 22 พ.ค. ในส่วนผู้ต้องหาที่เหลือ 14 คน เกือบหมดแล้ว เหลือเพียงพ.ต.ท.ทักษิณและนายจักรภพ เพ็ญแข นอกนั้นเข้ามอบตัวเกือบหมดแล้ว