WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 22, 2009

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อกะโปกห้อย

ที่มา Thai E-News

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
20 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

ประชาทรรศน์ซึ่งกลายเป็นสื่อสีน้ำเงินเนี่ย ตัวแสบนี่คือไอ่ทองเจือ ที่มันเคยทำสื่อเวบไซต์reporterหนะ(ผมยังตะหงิดๆว่าไอ่นี่น่าจะเป็นเจ้าของเวบhithaksinที่มีชื่อ"ประดาบ"เป็นนามปากกาดัง เพราะมันเคลื่อนไหวสอดคล้องไปทางเดียวกับเนวินมาตลอด ต่อมาใช้ชื่อเวบthaigrassrootแล้วใช้นามปากกา"ฟ้าฟื้น" แต่พอเหลี่ยมหักหลังไอ้ห้อย ไม่ยอมให้สมัครคัมแบ็คเป็นนายกฯรอบ2 แต่ดันไปตั้งน้องเขยคือสมชายขึ้นแทน ไอ้ห้อยเนวินก็ฟาดงวงฟาดงาบอกว่าเหลี่ยมหักหลังกู ไอ้ฟ้าฟื้นก็ปิดเวบthaigrassrootอีกหละ บอกว่าผิดหวังอกหัก

ทำไมไอ่ประดาบ ไอ้ฟ้าฟื้นนี่มันแกว่งตามไอ่ห้อยยังกะคอหอยกับลูกกระเดือก หรือมันเป็นลูกกะโปกไอ่ห้อย ไอ้ห้อยแกว่งไปทางไหน ไอ่เหี้ยนี่ต้องต่องแต่งแกว่งตามไปด้วย...ล่าสุดนี่มันมาเปิดเวบเหี้ยทักษิณ(www.herethaksin.com)..เอากับมันสิ ไอ่พวกระยำ




พอผมเขียนลากไส้ถลกหนังพวกสื่อเหี้ยทั้งหลายมา ก็มีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เอาไปเขียนแขวะว่า ถลกหนังสื่อก็ถึงพริกถึงขิงดีอยู่หรอก แต่ลากไส้เฉพาะสื่อเสื้อเหลือง ทีสื่อเสื้อแดงหละไม่ยอมแตะ แถมมีชม แต่กับสื่อเสื้อสีน้ำเงินไม่ยอมแตะเลย

อ้าวไอ่ชิปหาย ผมก็เพิ่งจะรู้นะเนี่ยว่าสื่อเนี่ยแม่งก็แบ่งเป็นสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน ถึงว่าประเทศชาติมันเลยวุ่นวายขายปลาช่อน เพราะพวกมึงเสือกทำตัวมีปลอกคอกันขึ้นมา จากเป็นฐานันดร4มีอิสระอยู่ดีๆนะ เสือกไม่รักดีกันซะงั้น

ส่วนเรื่องแซวว่าผมกัดเสื้อเหลือง ยกหางเสื้อแดง ละเว้นสีน้ำเงินนี่ ออกจะไม่ตรงหวะ ก็เลยขอแก้ข่าวยังงี้

คือที่ผมเขียนๆมานี่อย่าลืมว่าเขียนตามคำขอของแฟนๆกระทู้ในเวบฟ้าเดียวกัน ไม่ได้เขียนตามที่ตัวเองอยากเขียนซักเท่าไหร่ แฟนๆกระทู้ขอใครมาก็จัดไป มันยังไม่มีใครขอพวกเสื้อน้ำเงินหนะ ก็เลยยังไม่ได้ฤกษ์หามยามซวยของพวกเหี้ยนี่ซักที ก็แค่นั้น

ส่วนที่ผมเชียร์นี่คือพวกที่มันไม่มักง่าย เป็นมืออาชีพ มีอุดมคติของคนหนังสือพิมพ์หลงเหลือมามั่ง อย่างที่เชียร์ไปก็สรยุทธ์งี้(อ่านดีๆผมเชียร์ไอ้เผือกไปซะเยอะ ละเว้นมันไว้คน กัดเฉพาะไอ้หนก ไอ้ฮุย) เชียร์ชัชรินทร์งี้(ทั้งที่มีคนบอกว่าหลังๆนี่เหลืองแล้ว) เชียร์ประสงค์ วิสุทธิ์ มติชนงี้(ค่ายนี้ก็กลางๆว่าไปแล้ว คือที่เหี้ยก็เหี้ยไปเลย ที่โอเคก็มีมาก อย่างประสงค์นี่ผมยกให้ว่าหากวงการมีคนอย่างนี้ซัก10-20%ก็เจริญไปแล้ว)เชียร์ใบตองแห้ง ไทยโพสต์งี้ เพราะเขามีจุดยืนมั่นคงเที่ยงตรง ไม่เป๋ไปเป๋มากับพี่เปลว หรือเชียร์อิ๋วศุภรัตน์ หรือจิรายุ ก็ในแง่ที่ว่าเขาไม่เอาความเป็นคนข่าวไปทำมาหาแดกในทางที่ผิด มันอยากเล่นการเมืองมันก็ลาออกมาเล่น ไม่ใช่เล่นการเมืองทุกวัน แต่บอกว่ากูเป็นคนข่าว

...ส่วนไอ้พวกที่ผมกัดเลือดสาด ก็ต้องดูว่ามในเหี้ยม ม.ม้าหายน่ากัดมั๊ย ไม่ใช่เพราะว่ามันสื่อเสื้อสีไหน...ขอให้เหี้ยก็กัดแม่งทั้งนั้นแหละ

ส่วนพวกสื่อเสื้อน้ำเงิน พูดกันตรงๆก็คือค่ายหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ที่มันเคยออกหนังสือพิมพ์มาปกป้องระบอบเหลี่ยม ด่าฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะลิ้มกับพันธมิตร และพวกประชาธิปัตย์ แล้วอยู่วันดีคืนดีประชาทรรศน์ก็หันมากัดพวกเหลี่ยมด้วยกันเอง ข่มเหงม็อบเสื้อแดง กระทืบซ้ำเป็นรายวัน แต่ก็ยังรักษาจุดยืนด่าลิ้มกับเสื้อเหลืองเนี่ย มันมีเหตุของมันยังงี้

คืออย่างที่ทุกคนในวงการก็รู้เหมือนทุกคนว่า ประชาทรรศน์เนี่ยมีพิธาน คลี่ขจาย น้องของสุภาพ ขี้กระจายเป็นบรรณาธิการอยู่ ถ้ารุ่นใหญ่อาจมีพวกสุคนธ์ ชัยอารีย์ เดลินิวส์เก่ากึ๊กอีกคน แล้วก็อาจมีไอ้ปุ๋ยนี่อีกตัว พวกกลางๆก็อย่างไอ้สุนทร ลูกน้องไอ้ทองเจือ

แต่ตัวแสบนี่คือไอ่ทองเจือ ที่มันเคยทำสื่อเวบไซต์reporterหนะ(ผมยังตะหงิดๆว่าไอ่นี่น่าจะเป็นเจ้าของเวบhithaksinที่มีชื่อ"ประดาบ"เป็นนามปากกาดัง เพราะมันเคลื่อนไหวสอดคล้องไปทางเดียวกับเนวินมาตลอด แต่ก่อนก็ลุยคมช.แหลกราญ เชียร์เหลี่ยมเต็มเหนี่ยว ด้วยซีรีส์ให้ทักษิณกลับบ้าน ต่อมาพอทักษิณกลับบ้าน ไอ้ห้อยเนวินบอกพวกเราหยุดเคลื่อนไหว ไอ้ประดาบก็ปิดเวบไฮทักษิณไปด้วย ต่อมาทักษิณหนีเผ่นไปนอก ไอ้นี่กลับมาใหม่ใช้ชื่อเวบthaigrassrootแล้วใช้นามปากกา"ฟ้าฟื้น" แต่พอเหลี่ยมหักหลังไอ้ห้อย ไม่ยอมให้สมัครคัมแบ็คเป็นนายกฯรอบ2 แต่ดันไปตั้งน้องเขยคือสมชายขึ้นแทน ไอ้ห้อยเนวินก็ฟาดงวงฟาดงาบอกว่าเหลี่ยมหักหลังกู ไอ้ฟ้าฟื้นก็ปิดเวบthaigrassrootอีกหละ บอกว่าผิดหวังอกหักที่เหลี่ยมไม่ยอมให้หมักเป็นนายกฯ...)

ทำไมไอ่ประดาบ ไอ้ฟ้าฟื้นนี่มันแกว่งตามไอ่ห้อยยังกะคอหอยกับลูกกระเดือก หรือมันเป็นลูกกะโปกไอ่ห้อย ไอ้ห้อยแกว่งไปทางไหน ไอ่เหี้ยนี่ต้องต่องแต่งแกว่งตามไปด้วย...ล่าสุดนี่มันมาเปิดเวบเหี้ยทักษิณ(www.herethaksin.com)..เอากับมันส ไอ่พวกระยำ

เรื่องของเรื่องเว้ากันซื่อๆก็คือว่า ไอ่พวกประชาทรรศน์นี่ พวกนี้มันก็กินเงินเดือนเนวินหนะ มันก็รับใช้เนวินเต็มๆ สมัยเนวินรบให้เหลี่ยม มันก็รบตามเนวิน พอเนวินหันมาร่วมรัฐบาลหักกับเหลี่ยม มันก็เล่นตาม ก็ไม่ต่างจากลูกกะโปกเนวินหรอก คือเนวินแกว่งไปทางไหน ลูกกะโปกมันก็ต้องแกว่งตาม หากมึงไม่แกว่งตาม ก็ต้องไปหาเล่มใหม่ทำ...จบ

ทองเจือ ชาติกิจเจริญ นี่เคยโดนไอ้พวกเหี้ยสื่อหลักที่บอกว่ากูคือสื่อแท้ เคยด่าเปิดโปงว่ามันเป็น"สื่อเทียม"ถึงขั้นไพวกสมาคมสื่อออกมาบ้าจี้ออกแถลงการณ์ด่าสื่อเทียมมาแล้ว

จากที่ผมเสาะข่าวมาจากพรรคพวกที่อยู่ข้างในประชาทรรศน์มันบอกว่า ทองเจือเป็นตัวจริงแทนไอ่ห้อยในสื่อเครือนี้ โดยปูมประวัตินั้นทองเจือ เป็นเป็นนักข่าวสยามรัฐ กรุงเทพธุรกิจ และผู้จัดการรายวัน

เนวินห้อยก็ให้มันคุมประชาทรรศน์นอกนั้นก็ไปตั้งบริษัทหนึ่งเข้าไปเหมาช่วงเวลาของNBTกับวิทยุเครือกรมประชาสัมพันธ์มา5คลื่น โดยร่วมกับอดิศักดิ์ ชื่นชม ซึ่งเป็นญาติคนหนังสือพิมพ์ชื่อณรงค์ ชื่นชม เจ้าของรายการกรองสถานการณ์ช่อง11 (ตอนนี้ก็ชักแหม่งๆคือมีผู้ช่วยรฐมนตรีรัฐบาลมาร์คเข้ามาเสียบอีกราย...)

ทองเจือ ไม่ใช่คนหน้าใหม่ของช่อง 11 เพราะเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วมันกับไอ้ป๊อบ-สุรพงษ์ เตรียมชาญชัย แห่งบริษัท ทราฟฟิกคอนเนอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมคณะวารสารฯ ธรรมศาสตร์ ได้เข้าไปผลิตข่าวเต็มรูปแบบให้ช่อง 11 มาแล้ว โดยการประสานงานของ เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

หากยังจำกันได้ “ทองเจือ” คือผู้บุกเบิก “สื่อเทียม” ภายใต้ชื่อ “เดอะรีพอตเตอร์” ในรูปแบบทั้งเว็บไซต์ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และข่าวเอสเอ็มเอส เพื่อเคลื่อนไหวโจมตีฝ่ายตรงข้าม “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ในช่วงที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังเคลื่อนไหว จนกระทั่ง “3 องค์กรสื่อ” ต้องออกแถลงการณ์ ให้ระมัดระวัง “สื่อเทียม” ดังกล่าว

ทองเจือ เป็นชาวปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นเดียวกับไอ้ป๊อบสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย ผู้ก่อตั้งบริษัท ทราฟฟิก คอนเนอร์ เข้าทำงานครั้งแรกที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ กรุงเทพธุรกิจ และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หลังจากออกจากผู้จัดการ ทองเจือเข้าไปทำงานให้กับนายนิกร จำนง ในพรรคชาติไทย ทำให้รู้จักกับนายเนวิน ชิดชอบ จากนั้นจึงเข้าไปทำงานกับสุรพงษ์ ร่วมกันทำหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ตั้งแต่ร่วมก่อตั้ง

ยุคนี้ถือเป็นยุครุ่งเรืองของนายทองเจือ นอกจากก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นผู้บริหารของหนังสือพิมพ์รายวันแล้ว ในฐานะผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดรีมมีเดีย ในเครือของทราฟฟิกคอนเนอร์สยายปีกเข้าไปทำข่าวในช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ และวิทยุในเครือกรมประชาสัมพันธ์จำนวน 5 คลื่น โดยไม่มีการเปิดประมูลหรือให้มีการแข่งขัน ภายหลังจากที่ตระกูลวงศ์สวัสดิ์เข้าถือหุ้นในทราฟฟิกคอนเนอร์ และในเวลาต่อมาสุรพงษ์ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ให้กับ พ.ต.ท.รวมนคร ทับทิมธงไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กลุ่มบริษัท อาร์เอ็นที ในขณะที่ทองเจือได้เข้าจัดตั้งทีมงานโดยรวบรวมนักข่าวจำนวนหนึ่ง ที่ผมเคยรู้จักก็มีอย่างพวกไอ้สุนทร เด็กปักษ์ใต้มาทำงานด้านสื่อให้กับเนวินเต็มตัว

จากรีพอร์ตเตอร์ก็จนมาถึงยุคประชาทรรศน์ที่ผมบอกว่าแกว่งไปแกว่งมาเป็นลูกกระโปกไอ่ห้อยนี่แหละ ส่วนในทางลับผมสงสัยว่ามันทำเวบไฮทักษิณกับไทยกราสสรูทด้วย เพราะมันแกว่งตามความเคลื่อนไหวของไอ่ห้อยทุกสเต็ปพอดีเพะ

ส่วนตัวเล่นทางเปิดคือบก.ติดคุกนี่ก็เป็นพิธาน คลี่ขจาย ก็เคยไปอยู่ค่ายเนชั่นกับพี่ชายหนะนะ แล้วมีเรื่องอะไรซักอย่างผมชักเลือนๆ คงประเภททางหยุ่นอยากเล่นสุภาพอยู่แล้ว เลยตีวัวกระทบคราดว่าพิธานทำเหี้ยซักอย่างก็ตั้งกรรมการสอบ พวกนี้ก็กระเซอะกระเซิงหนีออกจากเนชั่นมา ตอนนี้สุภาพก็มาทำช่อง11ที่เนวินคุมอยู่ พิธานก็มาทำประชาทรรศน์ ส่วนสุคนธ์ ชัยอารีย์ ไอ้ปุ๋ยคุมวิทยุประชาสัมพันธ์

ตอนนี้พอมีเรื่องTPBSปล่อยเสียงหลุดเรื่องวันตายของจิตร ภูมิศักดิ์แทรกงานวันฉัตรมงคลออกทีวี มันก็เลยหาว่าไอ่ก่อเขต เด็กเนชั่นเก่าวางยาไอ่หย่องมั่ง มีพิธานเอาคืนมั่ง

ในฐานะที่อยูในแวดวงมาของพรรค์อย่างนี้มันพลาดกันได้ มันเป็นเรื่องเทคนิคหนะว่าไปแล้ว ผมเดาคงเป็นว่าระหว่างถ่ายทอดสดงานฉัตรมงคลนี่ ช่วงเบรกทางช่างเทคนิคอาจเตรียมเทปผิด ดั๊นไปหยิบข่าวสารคดีจิตรตายมาพอดี เปิดมาปุ๊บก็เลยอย่างที่เห็นๆ มันไม่น่าถึงขั้นว่าวางยาอะไรกันหรอก...เรื่องพรรค์นี้มีพลาดกันบ่อยๆ แต่ก่อนช่อง11ก็ปล่อยหนังโป๊ออกอากาศอะไรแบบนี้นะ เพราะช่างเทคนิคในห้องส่งมันดันหยิบผิดหนะ


พูดเรื่องนักข่าวไปเป็นเบ๊ให้นักการเมืองนี่มันมีกันมาทุกรุ่นครับ และน่าจะมีกันอยู่ทุกสี หากมองกันว่าสื่อก็เสือกมีสีกับเขาด้วย

อย่างที่แสบๆอีกตัวนี่คือไอ้ไบ๋-อรัญ วงศ์อนันต์ แต่ก่อนมันเป็นเบ๊ให้พวกกร ราชครู
หลังๆนี่มาเกาะประสาร มฤคพิทักษ์ พวก14ตุลาเก่าที่มาเย้วๆปกป้องสถาบันนี่อีกตัว

ตอนก่อน19กันยาประสารแม่งก็ด่าเหลี่ยม เชียร์ให้รัฐประหาร พอเขาทำรปห.มันก็ได้รางวัลเป็นสนช. ตอนนี้ก็สว.ลากตั้ง เข้าแก๊งเดียวกับพวกไอ้เอ๋สมชาย คำนูณ รสนาอะไรเนี่ยนะ

ไอ้ไบ๋ก็มาเกาะประสารไปตั้งศูนย์วอร์รูมห่าเหวอะไรของมัน หน้าที่หลักๆคือดึงพวกนักข่าวเข้ามาเป็นพวกเผด็จการให้มากๆเข้าไว้ พากินข้าว ตีหม้อ ทัวร์เมืองนอกอะไรกันไป

ไอ้ไบ๋มันพวกสะตอปักษ์ใต้ด้วย คือใจมันก็ไปเยอะเป็นทุน มาเจอเหี้ยๆแบบประสารนี่ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่

ข่าวเชียร์คมช.อะไรนี่ตอนหลังรัฐประหาร ส่วนมากเป็นฝีมือของไอ้ไบ๋กับประสาร

สรุปว่าสื่อกับการเมืองนี่แม่งเป็นผีเน่ากับโลงผุครับ เวลาพวกคุณๆเสพสื่อก็ดูด้วยว่า พวกมันมีปลอกคอหรือไม่มี และปลอกคอสีอะไร จะได้เสพสื่อแล้วไม่ท้องร่วงท้องเสีย หรือขี้แตกขี้แตนแบบที่ประชาชนพลเมืองไทยเจอมาซะอ่วมในรอบ3-4ปีมานี้
บทความในซีรีส์ชุดนี้

-ตอน1:ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
-ตอน2:จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้ย
-ตอน3:ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
-ตอน4:สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
-ตอน5:ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
--ตอน6:ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
-(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!

-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
-(ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
-(ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
-(ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ

-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
-(ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
-(ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?

ฝนถล่มหลัง"สมชาย"ประกาศกลับมาเล่นการเมืองแน่นอน "เฉลิม"ตั้งฉายา"รบ.ขอทาน"แช่งมีอันเป็นไปใน3วัน7วัน

ที่มา มติชนออนไลน์

"เฉลิม"ซัดรัฐบาลประชาธิปัตย์หน้าเนื้อใจเสือ พูดอย่างทำอย่าง ชมรัฐบาลทักษิณใช้หนี้จนหมด แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์กลับสร้างหนี้ตลอดเวลา ซัดรบ.ขอทานขาดทุน แช่งให้มีอันเป็นไปใน 3 วัน 7 วัน "สมชาย"ลั่นกลับมาเล่นการเมืองแน่นอน ยอมฉีกตำราทิ้งทายอนาคตพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นรบ.อีก

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงผลการสัมมนาพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมว่า บทสรุปในการประชุมสัมมนาครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย ภาคภูมิใจในทีมเศรษฐกิจ ที่สรุปสาระสำคัญได้ชัดเจนว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารงานผิดพลาด 6 ประเด็น

1.การบริหารจัดการการเงินผิดวินัยการคลัง

2.ขึ้นภาษีโดยไม่สร้างรายได้ ซึ่งข้อเท็จจริงสรุปได้ว่ารัฐบาลเอางบประมาณกลางปีไปแจกพี่น้องประชาชน โดยอ้างเรื่องการจับจ่ายใช้สอย แล้วรัฐบาลก็ขึ้นภาษีที่เหมือนไปควักเงินออกจากกระเป๋าประชาชน ที่สำคัญคือการขึ้นภาษีน้ำมันทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือนร้อน

3.ดำเนินการกิจกรรมทางการเงินการคลังไม่กระตุ้นเศรษญกิจ

4.ไม่สร้างงาน

5.ไม่คำนึงถึงสภาพคล่อง

6.สร้างความเสี่ยงให้คนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะการกู้เงินจากต่างประเทศ ซึ่งถ้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าเพื่อไทย เล่มเกมเตะสกัดขัดขากรณีส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พรก.กู้เงิน ทั้งที่เราห่วงในว่ารัฐบาลจัดทำงบประมาณมาแบ่งกันใช้ตามกระทรวงได้ตามสบาย

“เราถึงบอกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์หน้าเนื้อใจเสือ พูดอย่างทำอย่าง ซึ่งรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ใช้หนี้จนหมด แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับสร้างหนี้ตลอดเวลา และขัดกับหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสแก้กฎหมาย จะแก้ไขกฎหมายการเงินการคลัง สมัยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้ละเลงขนมเบื้องไว้ใหม่ทั้งหมด” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ภายใน 30 วันหลังจากนี้พรรคเพื่อไทยจะเริ่มติดแผ่นป้ายโฆษณาทั่วประเทศเพื่อบอกกับพี่น้องประชาชนว่า พรรคเพื่อไทยจะทำอะไรต่อไปและจะไม่ทำอะไร ซึ่งถ้าเรามีโอกาสไล่รัฐบาลชุดนี้เมื่อไร เราก็จะดำเนิการทันทีทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ เนื่องจากไม่สามารถปล่อยให้บริหารราชการได้อีกต่อไป เนื่องจากถ้าปล่อยต่อไปอีกหน่อยขอทานคงต้องออกมาประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะค่าใช้จ่ายในการออกมาขอทานนั้นสูงกว่าเงินที่มาขอทานได้ตามสะพานลอย ซึ่งตนขอตั้งสมญานามรัฐบาลชุดนี้ว่า “รัฐบาลขอทานขาดทุน” ซึ่งในท้ายที่สุดขอให้ทุกคนโชคดี ยกเว้นรัฐบาลนี้ขอให้มีอันเป็นไปภายใน 3 วัน 7 วัน

ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีว่า อีก 5 ปี ตนจะกลับมาเป็นสมาชิกพรรคแน่นอน ซึ่งบรรยากาศที่เหนียวแน่นวันนี้ทำให้สามารถทำนายอนาคตพรรคเพื่อไทยได้ว่าจะต้องกลับมาเป็นรัฐบาล ถ้าทายไม่ถูกขอฉีกตำราทิ้ง ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้เอาใจใคร แต่เพราะเมืองไทยมีพรรคการเมืองใหญ่อยู่ 2 พรรค อีกพรรคหนึ่งมีเสียงเยอะก็จริง แต่ 7-8 ปีที่ผ่านมาไม่เคยได้เป็นรัฐบาลเลย แต่อีกพรรคหนึ่งตั้งพรรคการเมืองครั้งแรกก็ได้เป็นรัฐบาล เลือกตั้งครั้งที่สองก็ได้เสียงถล่มทลาย ครั้งที่สามก็ยังได้เป็นรัฐบาลอีกแม้จะถูกต่อต้านจากอำนาจบางฝ่าย จึงเชื่อว่าเร็วๆ นี้จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก


“เห็นเพื่อนๆ พี่น้อง ส.ส.ในพรรคมาร่วมงานเลี้ยงกันอย่างเหนี่ยวแน่น พร้อมเพรียงอย่างนี้ ทำให้ผมนึกถึงคนๆ หนึ่งที่ท่านอยู่ข้างนอก แล้วไม่ได้เห็นบรรยากาศที่เป็นพลังความเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้ เดี๋ยวผมจะไปรายงานท่าน เพราะท่านเคยพูดไว้ว่าที่อยู่ได้ทุกวันนี้เพราะกำลังใจจาก ส.ส. จึงจะถ่ายวีดีโอแล้วนำไปให้ท่านดู เพราะบรรยากาศแบบนี้จะทำให้ท่านมีกำลังใจต่อสู้เพื่อประชาชนอีกครั้ง เพราะเราก็จะสู้เพื่อชีวิตท่านและประชาชนด้วยเช่นกัน อาจจะไม่ได้เอ่ยชื่อแต่เราก็รู้ว่าคนๆ นั้นคือ ท่านทักษิณ ที่เรารักและเคารพ” นายสมชาย กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่งานเลี้ยงสังสรรค์เพิ่งเริ่มต้น ปรากฎว่าเมฆดำทะมึนตั้งเค้าจนฝนตกพร้อมทั้งมีพายุกระหน่ำลงมาอย่างรวดเร็วทันทีที่นายสมชายพูดจบ ทำให้บรรดาแกนนำและส.ส.ต้องรีบวิ่งหนีหลบฝนเข้ามาภายในโรงแรมกันจ้าละหวั่น

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุดเหลือแคนดิเดทหัวหน้าพรรค พท. คนใหม่มี 4 รายคือ 1.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 2.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน 3.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น และ 4.นายพีระพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ส่วนเลขาธิการพรรคมี 3 รายคือ 1.นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา 2.นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ คนสนิทนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ 3.นายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.สัดส่วน


ด้านนายพายัพ ชินวัตร ประธานคณะกรรมการประสานงานภาคอีสาน พรรค พท. กล่าวว่า คนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นส.ส.แต่ขอให้เป็นคนดีและมีความสามารถก็พอ ขณะที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะไม่มีความพร้อม แต่เชื่อว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่จะต้องเป็นส.ส. เพราะจะต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา ด้านพ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรค พท. กล่าวว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณ จะให้ตนเป็นหัวหน้าพรรค พท. ตนขอปฎิเสธอย่างแน่นอน เพราะถือว่าไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

เรื่องของเซนส์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน



เมื่อวานซืนพรรคชาติไทยพัฒนาเพิ่งได้ฤกษ์ เปิดป้ายที่ทำการพรรคเป็นทางการ

นายชุมพล ศิลปอาชา ในฐานะหัวหน้าพรรคเป็นผู้ทำพิธีเปิดตามประเพณี

มีบุคคลสำคัญทางการเมือง นายกฯ รัฐ มนตรี หัวหน้าพรรคต่างๆ มาร่วมแสดงความยินดีตามมารยาท ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน

ที่ว่า"ตามมารยาท"นั้นเพราะว่า คนมาร่วมงานคงไม่มีใครรู้สึกยินดีจริงๆ

เพราะรู้ดีว่าพรรคชาติไทยพัฒนานั้น เกิดมาบนความล่มสลายของพรรคชาติไทย

ในบรรดาพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 5 ปี ประกอบไปด้วย พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย

พรรคชาติไทยและนายบรรหาร ศิลปอาชา น่าเห็นใจมากที่สุด

ด้วยเหตุที่ว่าเป็นพรรคเก่าแก่อันดับสองรองจากพรรคประชาธิปัตย์

อีกทั้งนายบรรหารยังเคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรีมาแล้ว

แต่ชะตากรรมเล่นตลก ทำให้ต้องตกงานแบบไม่ทันตั้งตัว

จำได้ว่าช่วงคดีใกล้ตัดสิน มีการคาดเดาผลไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าพรรคชาติไทยน่าจะรอด บ้างก็ว่าไม่รอด คงถูกยุบพรรคไปพร้อมกับพรรคพลังประชาชน

กระทั่งศาลตัดสินให้ยุบหมดทั้ง 3 พรรค

ก็ยังมีคนอุตส่าห์วิจารณ์ ว่าพรรคชาติไทยตกบันไดพลอยโจน เพราะเป้าหมายยุบพรรคจริงๆ น่าจะอยู่ที่พรรค พลังประชาชนมากกว่า

แต่ต่อมาภายหลังมีการวิเคราะห์ว่า

ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เขียน"ล็อก" ไว้ในมาตรา 237 จนไม่อาจใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น นอกจากต้องตัดสินยุบพรรคสถานเดียว

ล่วงเลยจนปัจจุบัน มีการตั้งคณะกรรม การขึ้นมาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ

มาตรา 237 เป็นประเด็นสำคัญถูกหยิบยกขึ้นมาดูว่าสมควรต้องแก้ไขปรับปรุง เพื่อคืนความเป็นธรรมให้นักการเมืองที่ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำทุจริตเลือกตั้งหรือไม่

ในงานเปิดป้ายที่ทำการพรรค นายชุมพลบอกตัวเองมี"เซนส์" ว่าจะได้พรรคชาติไทยและกรรมการบริหารพรรคกลับคืน

ฟังแล้วดูเลื่อนลอยไปสักหน่อย

จะอย่างไรก็ขออย่าให้เซนส์นั้นผิดพลาด เหมือนกับศิลปอาชาผู้พี่เคยเชื่อเซนส์ของตัวเอง ว่าพรรคชาติไทยไม่น่าจะถูกยุบ

แต่สุดท้ายน้องชาย ก็ต้องมาเปิดป้ายพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างที่เห็น

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ที่มา เดลินิวส์

เห็นคนซีกรัฐบาล โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ออกมาประณามฝ่ายค้านที่เข้าชื่อเสนอประธานสภา เพื่อให้ส่ง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรธน. ม.184 วรรคหนึ่งและสองหรือไม่ว่า เป็นการป่วนเมือง จ้องเอาเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นการเล่นเกมการเมืองแล้ว

สุดจะงง !?

ปชป. อ้างสมัยทักษิณก็ทำ ซึ่งจริง คือออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม แต่ ปชป. ก็พูดจริงครึ่งเดียว เพราะตอนนั้น ปชป. เป็นฝ่ายค้าน ก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความเหมือนที่ฝ่ายค้านทำนี่ล่ะ

หรือว่า ถ้า ปชป. ทำ คือความถูกต้อง แต่คนอื่นทำ เป็นเรื่องชั่วร้าย ???

อย่างที่รู้ เงินกู้ก้อนนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของก้อนใหญ่ 1.5 ล้านล้าน กู้จนไม่รู้ก้อนไหนแล้ว เดิมเคยมีข่าวกู้เจบิก 6 หมื่นล้าน ต่อมากู้แบงก์โลกพันล้านเหรียญหรือ 3.5 หมื่นล้าน แล้วก็ก้อน 8 แสนล้าน นี่ล่ะ โดยก้อนนี้ออกเป็น พ.ร.บ. 4 แสนล้าน เป็น พ.ร.ก. 4 แสนล้าน
กรณ์ จาติกวณิช ขุนคลังบอกจำเป็นเร่งด่วนของ พ.ร.ก. ว่าเอา 2 แสนล้าน อุดงบประมาณที่ขาดดุล เพราะเก็บภาษีไม่ได้ อีก 2 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายทำไทยเข้มแข็ง 2555 (ด้วยการกู้) ทำระบบขนส่งมวลชน ระบบชลประทาน ก็ไม่ว่า มันจำเป็น แต่ส่วนหนึ่งก็โปะโครงการโคตรประชานิยมที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนี่แหละ

ยิ่งเป็นการกู้นอกงบประมาณ ยิ่งต้องช่วยตรวจสอบ เพราะสุดท้าย ที่ต้องรับเละ ใช้หนี้หลังอ่วม ก็ประชาชนตาดำ ๆ นี่แหละ เพราะงั้น อย่ามาบอก รอไม่ได้

ก็ถ้ารัฐบาลคิดว่า เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ทำไมไม่ทำแต่เนิ่น ๆ ทำไมเพิ่งตาลีตาเหลือกเสนอเป็น พ.ร.ก.ตอนใกล้ปิดสมัยประชุมสามัญล่ะ หรือ เพราะทีมเศรษฐกิจ ปชป. มือไม่ถึง ประเมินวิกฤติเศรษฐกิจผิดพลาด มองด้านดีลูกเดียว ไม่เคยเผื่อเหลือเผื่อขาดเอง

อย่าง ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ออกมาเตือนภัยเศรษฐกิจ จะติดลบ 5% ให้รัฐบาลเตรียมรับมือ กลับถูกคนของ ปชป.ดาหน้า ด่าเละว่า เป็นพวกอำนาจเก่า บิดเบือนตัวเลข จ้องทำลายรัฐบาลเทพประทาน

แล้วเป็นไง ที่สุด ก็ออกมายอมรับเสียงอ่อย เป็นอย่างนั้นจริง แล้วถามหน่อยเหอะ เคยออกมาขอโทษ และขอบคุณ ดร.โอฬารแกบ้างมั้ย การที่ต้องชะลอ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน เพื่อรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก่อน

จึงเป็นเรื่องการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน เป็นการทำหน้าที่ ๆ ควรทำ ถ้าไม่ทำนี่สิ เลี้ยงเปลืองข้าวสุก ยิ่งคนของ ปชป. มั่นใจว่า ไม่มีปัญหา พิจารณาอย่างรอบคอบด้วยแล้ว จะไปกลัวอะไรนักหนา ช้านิด ช้าหน่อย

ไม่ทำให้ชาติพังหรอก

เช่นกัน ข้ออ้าง ถ้า พ.ร.ก.ออกช้า จะทำให้คนตกงาน 2 ล้านคน เรื่องนี้ภาคเอกชนบอกแต่ปีมะโว้ ตั้งแต่มีการปิดสนามบินโน่นว่า ปีนี้คนจะเตะฝุ่น 2 ล้าน จากพิษเศรษฐกิจโตติดลบ 5% ที่ ปชป. ไม่ยอมรับตอนแรกนั่นไง

เหมือนเรื่อง ไข้หวัดหมู หรือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่สื่อหลายคน เป็นห่วง ช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลบอกความจริงกับประชาชนทั้งหมด อย่าทำลับ ๆ ล่อ ๆ เรียกชื่อเป็นอื่น ตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อจะได้รับมือทัน

ล่าสุด ก็มีข่าว หญิงเยอรมันที่เดินทางมาเที่ยวไทย เสียชีวิตจากไข้หวัดหมู จนได้ ซึ่งก็ไม่ได้ปิดข่าวแต่อย่างไร แม้จะทำให้น่าตื่นตระหนกอยู่บ้าง แต่วิธีดีที่สุด คือให้ความจริง และ ความรู้แก่ประชาชนทุกด้าน กรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ก็ไม่ต่างกัน ฝ่ายค้านทำหน้าที่ของเค้าแล้ว อย่าอคติจนเกินเหตุเลย

ชาติจะพัง เพราะกู้กันวินาศสันตะโร โดยปราศจากการตรวจสอบมากกว่า...นั่นแหละ.

ดาวประกายพรึก

หมาหลงกับกาฝาก

ที่มา ไทยรัฐ

หมดสต๊อกแล้ว ไม่เหลือหน่วยกล้าตายฝ่าดงบาทา

ก็ขนาดนักเลงโบราณที่ด้านชากับกระแสสังคมมาทั้งชีวิตอย่าง "ป๋าเหนาะ" นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ยังโดดเหยง อัปเปหิตัวเองออกมานั่งพักหายใจ ทำตัวโลว์โปรไฟล์ อยู่วงนอก

ไม่รู้จะเปลืองตัวไปหาพระแสงอะไร

ปล่อยให้เกมรื้อรัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรม ตกเป็นของพวกสมานฉันท์เฉพาะฝ่ายพิฆาตอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไปโดยปริยาย

ณ วันนี้ก็เลยมีแต่เสียงโวยวาย แฉตีกิน ชิงดักคอตีกัน ออกมาจากคนหน้าเก่าๆ มุกเดิมๆ อย่างนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ หรือนักวิชาการอย่างนายสุรพล นิติไกรพจน์ คนในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์

นี่ล่ะมาตรฐานคนกลาง ไม่เข้าใครออกใคร

พูดอะไรแล้วสังคมตามแห่ ด้วยขีดความสามารถในการชิงกระแสเหนือกว่า ประกอบกับเครือข่ายสื่อที่พร้อมสนองเกมยึดพื้นที่ข่าว

เอาเป็นว่าหน่วยพิทักษ์รัฐธรรมนูญ "หน้าแหลมฟันดำ" กำลังถือแต้มต่อ

แต่ที่รอกินรวบสองเด้ง กับลูกเขี้ยวของคนพรรคประชาธิปัตย์ที่คั่วไพ่สองหน้า หน้าหนึ่งนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เล่นบทซื้อใจนักโทษการเมืองในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล แต่โดยเบื้องลึกของจิตใจก็อย่างที่รุ่นใหญ่อย่างนายชวน หลีกภัย กับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน โดดออกมาขวางรื้อรัฐธรรมนูญ

ก็รู้กันอยู่ ยี่ห้อประชาธิปัตย์มีหรือจะใจกว้างขนาดเปิดทางให้คู่แข่งเหนือกว่า

มันก็อย่างที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวนิช ส.ว.สรรหา ประธานอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ พูดทะลุกลางปล้องดังๆ เหตุที่พรรคการเมืองบางพรรคไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญก็เพราะกลัวตัวเองจะเสียเปรียบ เพราะได้เปรียบกับการใช้รัฐธรรมนูญปี 50

วัดกันง่ายๆกับประเด็นการกลับไปใช้การเลือกตั้ง ส.ส.แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับปมคดีอาญา หรือนิรโทษกรรมให้คุณกับใคร

แต่ประชาธิปัตย์ก็ยังยื้อให้คงแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

นั่นก็เพราะวัดกันตัวต่อตัว ประชาธิปัตย์มั่นใจได้แค่คะแนนในเขตเมือง แม้แต่ในกรุงเทพฯที่ว่ากระแสแรงๆ เจอพลังรากหญ้าเขตชั้นนอกแล้วแทบไม่เห็นฝุ่น ต้องอาศัยเขตใหญ่ แบ่งพื้นที่เลือกตั้งให้เขตชั้นนอกรวมกับเขตชั้นใน ดึงคะแนนชนชั้นกลางเขตกลางเมือง ฉุดยกพวง

ปัญหามันอยู่ที่ว่าประชาธิปัตย์จะส่งผู้สมัคร "หมาหลง" มาลงยังไงก็ได้ พอเป็นผู้แทนฯ แล้วก็หายหัว ไม่เคยกลับไปดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน

แก้สันดานพวก "กาฝาก" ไม่ได้.

กำปั้นหยก

อะไหล่แค่นี้เอาอยู่?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_7630

อภิสิทธิ์ - ประชา

"ตะเพิด" กันอย่างเป็นพิธีการ

ในที่สุดที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยก็มีมติเป็นเอกฉันท์ให้นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พ้นจากตำแหน่ง โทษฐานไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมกิจกรรมของพรรค รวมถึงการเข้าประชุมพรรค จึงทำให้ ส.ส.ส่วนใหญ่เห็นว่า นายชาติชายไม่นำนโยบายของพรรคไปปฏิบัติ

ตามโปรแกรมโหดๆที่ "เพื่อนเนวิน" จัดให้

แต่มันก็เป็นเรื่องที่คาดหมายกันไว้อยู่แล้ว โดยชะตากรรมของนายชาติชายในฐานะ "โดดเดี่ยวผู้น่าสงสาร" ยังไงก็ไม่รอด

ที่เหนือการคาดหมายจริงๆ มันกลับเป็นคิวที่มีผู้แทนฯต่างค่ายไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อร่วมอยู่ในห้องประชุมของพรรคภูมิใจไทยนัดนี้ถึง 4 คน

ทั้งนายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร น้องต่างมารดาของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ส.ส.มุกดาหาร นพ.ไกร ดาบธรรม ส.ส.เชียงใหม่ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

นัยว่า เปิดตัวสวามิภักดิ์กันซึ่งๆหน้า

แสดงถึงศักยภาพ พลังแม่เหล็กยี่ห้อภูมิใจไทยที่แรงดึงดูดเข้มขึ้นทุกขณะ

ยังไม่นับรายงานข่าวที่แว่วๆว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคกลาง ได้นัดกินข้าวกับ "เสี่ยโอ๋" นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายของนายเนวิน ในฐานะเพื่อนซี้

มีคนแอบได้ยินว่า พูดคุยกันเรื่องย้ายพรรค

อันมีปมเหตุเชื่อมโยงจากรายการ 40 ส.ส.หน้าใหม่ค่ายประชาธิปัตย์ เคลื่อนไหวจี้ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปรับ ครม. ไม่พอใจผลงานรัฐมนตรีค่ายเดียวกัน

ตีท้ายครัว ดูดกันซึ่งๆหน้า

โดยสถานภาพที่ชัดแล้วว่า นี่แหละคู่แข่งตัวจริงเสียงจริงของประชาธิปัตย์

และก็เป็นอะไรที่ได้เวลาแสดงอิทธิฤทธิ์กันแล้ว กับรายงานข่าวเบื้องหลังที่ออกมาว่า แกนนำค่ายภูมิใจไทยออกอาการเดือด เตรียมเปิดเกมกดดันพรรคประชาธิปัตย์ในหลายๆเรื่อง เนื่องจากไม่ทำตามสัญญาที่เคยมีมาก่อนร่วมรัฐบาล

ออกอาการระแวง "หอกข้างแคร่"

โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณหลายโปรเจกต์ ที่ ครม.ไม่อนุมัติให้ ทั้งเรื่องระบายข้าวโพดของกระทรวงพาณิชย์ แตะเบรกรถเมล์เช่าเอ็นจีวีของกระทรวงคมนาคม

กั๊กท่อน้ำเลี้ยง ตัดหนทางตุนเสบียง

ที่สำคัญจะมีการถามความชัดเจนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรมว่า พรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจอย่างไร เพราะทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่พูด

จึงต้องกดดันให้เป็นไปอย่างที่เคยรับปากไว้

ลับเขี้ยวใส่กันเลย

จากรายการอัปเปหิ รมช.เกษตรฯ เขี่ยลูกปรับ ครม.ก่อแรงกระเพื่อม ไม่ให้ประชาธิปัตย์ตีกินนิ่มๆ มาถึงคิวเปิดตัว ส.ส.ต่างค่าย แสดงพลังดูดไฮพาวเวอร์ พร้อมกับการขยับทวงสัญญาที่พลิกขั้วหนุนประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

ภูมิใจไทยส่งสัญญาณ เพิ่มระดับความเฮี้ยว

และก็น่าจะเป็นอะไรที่เกี่ยวเนื่องกัน กับลีลาของนายกฯอภิสิทธิ์ และ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการรัฐบาล แบะท่าเปิดทางก๊วนของ "บิ๊กผิว" พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เข้าเสียบรัฐบาล

ยอมรับพูดคุยกันเป็นระยะ และพร้อมร่วมงานกันได้

นัยหนึ่งก็ "เขี่ยฝุ่น" ให้ไปคลุ้งอยู่ที่ค่ายเพื่อแผ่นดิน เคาะกะลาให้ไปมั่วกันในหมู่กองกำลังไร้สังกัด เบี่ยงกระแสปั่นป่วนในพรรคประชาธิปัตย์

อีกมุมหนึ่งก็ตีกันพรรคร่วมรัฐบาลไม่ให้พยศท้าทาย

นัยว่ามี "อะไหล่" เสริม

ถ้าไม่บังเอิญว่าก๊วนของ พล.ต.อ.ประชาที่เรียกกันว่า "กลุ่ม 12 ส.ส." อีกทางหนึ่งก็มีเสียงท้วงออกมาจากต้นสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันว่ามีแค่ 4-5 คน

และก็อย่างที่เห็นๆ ในการแถลงข่าวโชว์หน้าล่าสุด ก็เห็นแค่ พล.ต.อ.ประชา นพ.วัลลภ ไทยเหนือ นายสมเกียรติ ศรลัมภ์ ม.ร.ว.กิตติวัฒนา ไชยยันต์ ส.ส.ระบบสัดส่วน และ "หมอแว" นพ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ ส.ส.นราธิวาส

ยังสับสนว่า ตัวเลขแท้จริงอยู่เท่าไหร่กันแน่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ข้อเสนอทางการเมืองที่ “สามานย์” ของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ทาสอำมาตย์

มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2009 เวลา 05:33 น.

alt

จากบทความของบวรศักดิ์ http://www.prachatai.com/05web/th/home/16892

ผม อ่านปาฐกถาพิเศษ ของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เรื่อง “บทบาทสื่อมวลชนกับการปฎิรูปการเมือง” แล้วผมรู้สึกรับไม่ได้กับข้อเสนอหรือความเห็นของนักวิชาการที่ทำตัวเป็น “ทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์” ของอำมาตยาธิปไตยอย่างเต็มที่

หากใครอ่าน ปาฐกถานี้อย่างไม่พินิจพิเคราะห์และไตร่ตรองอย่างละเอียด ก็จะถูกการบิดเบือนด้วยภาษาและการวิเคราะห์ที่ดูเหมือนซับซ้อนลากตามไปให้ เห็นด้วย แต่หากอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วจะเห็นว่า “นายบวรศักดิ์” ไม่เคยพูดถึงปัญหาที่เกิดจาก “อำมาตยาธิปไตย” ที่เป็น ตัวแปรที่สำคัญของวิกฤติการณ์ทางการเมืองในปี 2549-2552 นี้เลย เป็นการวิเคราะห์ทางเดียวว่า ประชาชนลุกขึ้นมาด้วยสาเหตุอะไร แต่ไม่เคยวิเคราะห์ว่า “ตัวการที่เป็นต้นเหตุ” ของสาเหตุเหล่านั้นคืออะไร

อ่านต่อ และ แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


ผม ยอมรับส่วนการวิเคราะห์ส่วนหนึ่งว่า “พฤติกรรมของผู้เลือกตั้งเปลี่ยนไป คนจนตระหนักถึงพลังอำนาจของหนึ่งเสียงของตนเอง” ซึ่งผมเคยพูดไว้นานแล้ว และพูดก่อนนักวิชาการคนใดด้วยซ้ำไปเรื่องพฤติกรรมเลือกตั้งของคนชนบทที่ เปลี่ยนไปในขณะที่นักวิชาการอำมาตย์พวกนี้ยังท่องแต่ว่า “ทักษิณชื้อเสียง” อะไรประมาณนี้อยู่

แต่ข้อสรุปของนายบวรศักดิ์คือ ทักษิณเป็นเผด็จการควบคุมพรรค โดยหาตีความไม่ว่า ที่ทักษิณทำอย่างนั้นได้เพราะประชาชนเลือกทักษิณ เมื่อรวบรัดสรุปอย่างนี้ ข้อเสนอของบวรศักดิ์ในปาฐกถานี้คือ ให้มีการเลือกตั้ง โดย สส.ไม่ต้องสังกัดพรรค เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีตัวแทนของตน ข้อเสนอนี้ดูเหมือนสวยหรูแบบพวกเอ็นจีโอ

แต่สิ่งที่พวกนี้หมกเม็ด คือ “การทำลายความเข็มแข็งของพรรคการเมือง” ซึ่งก็คือ การทำให้รัฐบาลอ่อนแอนั่นเอง เพราะ สส.ไม่สังกัดพรรค ก็เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้มีการ “ล็อบบี้” จากอำมาตยาธิปไตย พวกที่อ้างตัวว่า “ใกล้ชิด” หรือ “มีข้อมูลใหม่” ได้เสมอ ข้อเสนอนี้เข้าทางพวกอำมาตย์อย่างเต็มที่ เพราะไม่มีพรรคการเมืองที่เข็มแข็งเท่ากับไม่มี “อำนาจที่เข็มแข็งต่อต้าน” เครืองข่ายของพวกอำมาตย์แบบ พล.อ.เปรมกับพวกได้

ข้อเสนอนี้ “สามานย์” อย่างแท้จริง คนอย่างบวรศักดิ์ที่ทำตัวเป็น “ทาสรับใช้อำมาตย์” กำลังรณรงค์ในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โยนความผิดให้กับนักการเมือง โดยไม่ได้พูดสักคำเลยว่า บ้านเมืองวุ่นวายมาสามปีนี้ เพราะพวกอำมาตยาธิปไตยแบบพวกเอ็งนี่แหละ
ข้อเสนอนี้จึง "หมกเม็ด" และ "สามานย์อย่างเต็มที่"

เป็น การ ใช้วิชาการ เพื่อรับใช้อำมาตยาธิปไตยอย่างเต็มที่ ไม่มีประเทศประชาธิปไตยประเทศใดที่ พรรคการเมืองไม่เข็มแข็งแล้วประเทศจะเจริญขึ้นมาได้ เมื่อพรรคการเมืองไม่เข็มแข็ง รัฐบาลก็อ่อนแอ ท้ายที่สุด กลุ่มอำนาจที่ได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่คือ พวกอำมาตยาธิปไตยนั้นเอง

ปัญหา ของประเทศไทยไม่ใช่ เผด็จการของ แกนนำพรรค พราะถึงอย่างไรแกนนำพรรค ก็ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ประชาชนเขาดูว่าใครเป็นหัวหน้าพรรคเขาจึงเลือก มันก็เหมือนระบบเลือกนายกฯ ทางอ้อมนั้นเอง และหัวหน้าพรรค เขาก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนอยู่แล้ว

ปัญหา ของประเทศไทยคือ "อำมาตยาธิปไตย" เช่น พล.อ.เปรม ที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นต้น ซึ่ง บวรศักดิ์ไม่เคยพูดถึงปัญหาพวกนี้เลย

ดังนั้น บวรศักดิ์คือ "ทาสรับใช้อำมาตย์" นั้นเอง

ทูตเนเธอแลนด์โต้ บวรศักดิ์ : กฎหมายหมิ่นฯยุโรปไม่เหมือนของไทย -- Europe's lese majeste laws and the freedom of expression

ที่มา Thai E-News

โดย TJACO VAN DEN HOUT

ลงเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2552
แปลโดย bbb ลงที่ประชาไทโดยคุณพาลีตรีเพชร http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=804325
22 พฤษภาคม 2552

กฏหมายหมิ่นฯของยุโรปและเสรีภาพทางความคิดเห็น


สามบทความที่น่าสนใจลงในหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ที่มีหัวข้อเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯซึ่งเขียนโดย ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (7, 8, 9 เมษายน 2552). ถึงแม้ว่าจะครอบคลุมเนื้อหาอย่างกว้างขวางอย่างน่าชมเชย ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าผู้เขียนได้มองข้ามความจริงสองประการในการอธิบายสถานการณ์ในยุโรป


ประเด็นแรกคือการใช้กฎหมายหมิ่นฯและหลักการของการตัดสินของศาลบนพื้นฐานของกฏหมายนั้น
ประเด็นที่สองคือสถาบันกษัตริย์ของยุโรปที่ผู้เขียนอ้างอิงถึงในบทความล้วนอยู่ร่วมในอนุสัญญาแห่งยุโรปว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (European Convention for the Protection of Human Rights and Fundamental Freedoms ("ECHR"). ผลกระทบจากกฎหมายที่มาจากคดี (case law) ECHR ต่อขบวนการยุติธรรมของคู่สนธิสัญญาไม่ควรถูกประเมินต่ำ
กฎหมายจากคดีท้องถิ่นในยุโรป (case law)
ในขณะที่ดร.บวรศักดิ๋ นำเสนอบทอธิบายโดยสรุปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของยุโรปบางสถาบันอย่างชาญฉลาดรวมถึงกฏหมายหมิ่นฯของประเทศนั้นๆ มันสำคัญเช่นกันที่จะต้องตระหนักว่าในประเทศที่เขากล่าวถึง กฎหมายดังกล่าวแทบจะไม่เคยนำมาใช้และถึงแม้ว่าจะใช้ บทลงโทษส่วนใหญ่จะเบามาก ยกตัวอย่างเช่นในการวิเคราะห์ case law ของ Dutch เผยว่ามีการตัดสินคดีว่าผิดและคดีดังกล่าวส่วนใหญ่จะมีการปรับเพียงเล็กน้อย
ในสหราชอาณาจักรกฎหมายตกอยู่ในสภาพเลิกใช้แล้วและระยะหลังๆก็ไม่มีตัวอย่างของคดีเช่นนี้ในประเทศเดนมาร์คและนอร์เวย์เช่นกัน เมื่อหนังสือแมกกาซีนล้อเลียนของเสปนถูกสั่งให้จ่ายเงินจำนวน 3,000 ยูโร จากการละเมิดกฏหมายหมิ่นฯเมื่อปี 2550 สมาชิกของรัฐสภายุโรปได้เรียกร้องให้การหมิ่นฯถูกกฏหมาย
หลักกฎหมายของ Strasbourg
ถึงแม้ว่าไม่มีคดีหมิ่นฯดังกล่าวในศาลสิทธิมนุษยชนของยุโรปในเมือง Strasbourg แต่มีสองกรณีที่ควรแก่การรับรู้เมื่อมีการถกกันเกี่ยวกับบทลงโทษของการหมิ่นฯที่เกี่ยวกับเสรีภาพทางการแสดงออกที่รับรองโดยมาตราที่ 10 ของอนุสัญญาแห่งสหภาพยุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ในคดีของ Colombani และคนอื่นๆ V France 2002 นักข่าวสองคนถูกตัดสินว่าผิดและต้องจ่ายค่าเสียหาย 5,000 ฟรังค์ และ 10,000 ฟรังค์ตามลำดับ จากการหมิ่นประมุขของรัฐ กษัตริย์ Hassan แห่งโมร็อคโค
ตอนแรกศาลชี้ว่าการปกป้องผู้นำของรัฐต่างชาติจากการถูกตำหนิเพราะเหตุผลเรื่องหน้าที่หรือตำแหน่งของเขาอย่างเดียวนั้น"ถือเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่พวกเขาอย่างที่ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติในยุคปัจจุบันและความคิดทางการเมือง"
นอกจากนั้น ศาลยังชี้แจงอย่างแจ่มแจ้งว่าการมีกฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดานั้น"เพียงพอต่อการปกป้องประมุขของรัฐและพลเมืองสามัญเช่นกันจากการกล่าวคำที่มีผลเสียหายต่อเกียรติยศหรือชื่อเสียงของพวกเขาหรือการหมิ่นประมาทพวกเขา" ถึงแม้ว่าการตัดสินคดีนี้เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศมันบ่งบอกว่าศาลพิจารณาว่าการลงโทษต่อการหมิ่นประมาทประมุขของรัฐนั้นมัน "ไม่จำเป็นในสังคมประชาธิปไตย" และมันขัดต่อสิทธิเสรีภาพทางการแสดงออกซึ่งรับรองโดยมาตรา 10 ของ ECHR มันสำคัญที่จะตั้งข้อสังเกตว่าโดยความเห็นของศาลนั้นแม้กระทั่งการที่ศาลแพ่งจะบังคับให้มีการจ่ายค่าเสียหายต่อการหมิ่นประมาทอาจละเมิดสิทธิของเสรีภาพการแสดงออกที่รับรองโดยมาตรา 10 ของ ECHR. โดยเฉพาะถ้าจำนวนเงินนั้นมากเกินไป ในคดีของ Pakdemirli V Turkey 2005 สมาชิกสภาได้ถูกสั่งโดยศาลแพ่งให้จ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวน 60,000 ยูโรจากการหมิ่นประมาทประธานาธิบดีของตุรกี
ประการแรกแรก ศาลพิจารณาว่ามันน่าตกใจที่การตัดสินของศาลแพ่งแสดงถึงความวิตกที่มากเกินไปต่อตำแหน่งประธานาธิบดี ประการที่สอง ในการอ้างอิงถึงการตัดสินของคดี Colombani ศาลชี้ว่าถึงแม้ว่าโดยหลักการแล้วการปกป้องโดยกฎหมายหมิ่นฯไม่ขัดกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญา แต่กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดาก็ "เพียงพอต่อการปกป้องประมุขของรัฐและพลเมืองสามัญเช่นกันจากการกล่าวคำที่มีผลเสียหายต่อเกียรติยศหรือชื่อเสียงของพวกเขาหรือการหมิ่นประมาทพวกเขา"
บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของ Mr. Van den Hout ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเอคอัครราชฑูตเนเธอร์แลนด์ประจำราชอาณาจักรไทย
Europe's lese majeste laws and the freedom of expression

By: TJACO VAN DEN HOUT
Published: 21/05/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: News
Three interesting articles appeared recently in this newspaper on the topic of lese majeste, written by Dr Borwornsak Uwanno (April 7, 8 and 9, 2009). Although admirably comprehensive on many fronts, I note the author's omission of two important facts in describing the situation in Europe.

The first is the actual application of the lese majeste laws and the nature of the court decisions based on them. The second is that all European monarchies referred to in his series are party to the European Convention for the Protection of Human Rights and Fundamental Freedoms ("ECHR"). The impact of ECHR case law on the legal systems of the contracting parties should not be underestimated.

European domestic case law
While Dr Borwornsak provides an insightful overview on a number of European monarchies and their laws on lese majeste, it is important to realise that in most of the countries mentioned, these laws are hardly ever applied and if they are, the punishment is usually mild.
An examination of Dutch case law, for instance, reveals that there are few convictions and that in most cases a simple fine is imposed. In the United Kingdom the law has fallen into disuse and there are no examples of recent cases in Denmark and Norway.
When a Spanish satirical magazine was convicted to pay a fine of 3,000 euros for violation of Spain's lese majeste laws in 2007, members of the European Parliament called for decriminalisation of lese majeste in Europe.
Strasbourg jurisprudence
Even though there have been no lese majeste cases as such at the European Court of Human Rights in Strasbourg, there are two cases that merit acknowledgement when discussing penalisation of lese majeste in relation to the freedom of expression as guaranteed by Article 10 of the European Convention on Human Rights.
In the case of Colombani and others v France 2002, two journalists were convicted and made to pay 5,000 francs and 10,000 francs, respectively, in damages for publicly insulting a foreign head of state, King Hassan II of Morocco.
The court first pointed out that shielding foreign heads of state from criticism solely on account of their function or status "amounts to conferring on [them] a special privilege that cannot be reconciled with modern practice and political conceptions".
Furthermore, the court made it very clear that the common offences of criminal defamation "suffice to protect heads of state and ordinary citizens alike from remarks that damage their honour or reputation or are insulting". Even though this judgement concerns defamation of foreign heads of state, it suggests that the court considers penalisation for defamation of a head of state not "necessary in a democratic society" and in conflict with the right of freedom of expression as guaranteed by Article 10 of the ECHR. It is important to note that according to the court, even a civil court order imposing an obligation to pay damages for defamation may violate the right of freedom of expression as guaranteed by Article 10 of the ECHR, in particular if the amount to be paid is excessive. In the case of Pakdemirli v Turkey 2005, a member of parliament was ordered by a civil court to pay damages of approximately 60,000 euros for insulting the Turkish president.
First of all the court considered it alarming that the judgement of the civil court expressed an over-anxiousness for the position of the president. Second, referring to its decision in the Colombani case the court pointed out that even though in principle the protection offered by a special defamation law is not contrary to the spirit of the Convention, common defamation laws "suffice to protect heads of state and ordinary citizens alike from remarks that damage their honour or reputation or are insulting".
This article reflects the personal views of Mr Van den Hout, who serves as Ambassador of the Kingdom of The Netherlands to the Kingdom of Thailand.

ทักษิณ กับ 'บ่อทองคำ' : ขุมทรัพย์ล้ำค่าที่มีอยู่ใน 'มันสมอง' ของเขา

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
22 พฤษภาคม 2552

พลิกวิกฤติ...เป็นโอกาส!

ลักษณะ แมว 9 ชีวิต ของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” บทเรียนชีวิตอันแสน เจ็บปวด บนเส้นทางการเมือง... ที่ชีวิตต้อง ระหกระเหเร่ร่อน เป็นคนไกลบ้าน... ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน

หลายคำถามเดิมๆ ที่ว่า ...ทักษิณจะอยู่อย่างไร?? กับการถูกยึดอิสรภาพในประเทศ บ้านเกิดเมืองนอน

คำตอบ คือ ยากลำบาก แต่ไม่ถึงกับทุกข์ทน หมดหนทาง เพราะอย่างน้อยๆ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่มีต้นทุนทางสังคมสูง และต้นทุนนี้ไม่ได้ สูง แค่เฉพาะภายในประเทศ ...แต่กับต่างประเทศ ก็ยังคงได้รับ การยอมรับ

บุคคลเหล่านั้นยอมรับทักษิณใน ความสามารถ และการดำรงตำแหน่งระดับ ผู้บริหาร ซึ่งเคยผ่านสังเวียนใหญ่ คือการขึ้น บริหารราชการแผ่นดิน ในตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”

เงิน 76,000 ล้าน ที่ “อัยการสูงสุด” สั่งยึดทรัพย์ ...รวมถึงการถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุก 2 ปี กรณีที่ดินรัชดา ดูแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำให้ “ทักษิณ” หยุดนิ่ง ...สามารถปรับตัวปรับสภาพได้เข้ากับทุกๆ สถานการณ์ โดยเฉพาะ “ความถนัดเฉพาะด้าน” เรื่องการทำธุรกิจ ...ซึ่งน้อยคนนัก จะคิดและทำให้สำเร็จได้เห็นผล

วิสัยทัศน์ ...ชั้นเชิง ครบเครื่อง แพรวพราว

ไล่มาตั้งแต่การซื้อสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก “แมนเชสเตอร์ซิตี้” ที่ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ...ทักษิณ สามารถค้าขายหากำไรได้จำนวนเงิน นับ พันล้านบาท

มาถึงกรณีล่าสุด ...ด้วยการประมูลซื้อเกาะ “สเวตตินิโคลา” หมู่เกาะในประเทศ “มอนเตเนโกร” เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เหมือน เกาะฮาวายโดยร่วมมือกับนักธุรกิจ ...เน้น “ขายคฤหาสน์” ราคาแพง ให้กับมหาเศรษฐีแถบอาเซียนที่ร่ำรวยมีอันจะกิน ...หากโครงการนี้สำเร็จ คาดว่าจะได้กำไรประมาณ 10,000 ล้านบาท

อีกทั้ง สัมปทาน 5 เหมืองทอง แถบแอฟริกา ...ที่มี “แร่มหาศาล” ซึ่งขณะนี้ “ทักษิณ” ได้สัมปทานไปเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็น “ขุมทรัพย์” ในต่างแดน ที่คิดเป็นเงินมูลค่ามากมายมหาศาล

ว่ากันว่า ...หากอดีตนายกฯ ทำธุรกิจตรงนี้ต่อเนื่อง ติดต่อเป็นระยะเวลา 5 ปี ...และได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นรูปเป็นร่างจน ประสบความสำเร็จ เขาจะกลับมา “ร่ำรวย” เป็นมหาเศรษฐีของโลกอีกครั้ง

ลองนั่งนับนิ้ว ...กดเครื่องคิดเลขเวลานี้ อย่างต่ำมูลค่าทรัพย์สินที่เขาครอบครองทั้งสิ้น จะมีไม่ต่ำกว่า แสนล้านบาท

เวลานี้ “ทักษิณ” มีบ่อทองอยู่ในมือ ...แต่ไม่ใช่แค่ “บ่อทองคำ” ที่เขาถือกรรมสิทธิ์เป็นผู้ครอบครอง

บ่อทองที่ว่า ...คือ ขุมทรัพย์ล้ำค่าที่มีอยู่ใน “มันสมอง” หากขาดซึ่งสิ่งนี้ ...ชีวิตย่อมไม่สัมฤทธิผล

ท่ามกลางวิกฤติ ...คนที่มีศักยภาพ สามารถเปลี่ยนห้วงเวลา พลิกจากวิกฤติเป็นโอกาสได้เสมอ ถึงไม่มีเงิน ...เงินก็ยังวิ่งมาหา

เรื่องนี้ ...อาจดูว่า เป็นการ “ตัดไม้ข่มนาม” ข่มขวัญข้าศึกว่า “ทักษิณ” ยังมี “น้ำยา” หรือคลังเสบียงมหาศาล เป็นเงินที่หาได้ใน “ตลาดโลกที่ใหญ่กว่าประเทศไทยมาก” ขนาดของตลาดและบ่อเงินบ่อทองใหญ่กว่ามากมายหลายร้อยเท่า

ข่าวการซื้อเกาะใน “มอนเตเนโกร” และสัมปทานเหมืองในประเทศแอฟริกา ได้สร้างความหนาวสะท้านให้กับ ศัตรู ของ ทักษิณเป็นอย่างมาก เพราะประเมินได้ว่า ...การไล่บี้ทักษิณนั้น ไม่จน แถมไล่ให้ไปเจอบ่อทองมหึมากว่าเดิมอีกด้วย

หากสู้กันด้วย “อำนาจ” ของความมั่งคั่ง ...ผู้มีอำนาจในประเทศ ศัตรูของทักษิณ มีแต่จะอ่อนแอลงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ถดถอย ทำให้มูลค่าทรัพย์สินเสื่อมค่าลงอย่างมหาศาล

“การแก้แค้นจะหอมหวน เมื่อมันเย็นลงแล้วเท่านั้น”

เมื่อคิดทบทวนในมุมกลับ ...หาก “ทักษิณ” ยังอยู่ และทำงานในประเทศไทย เขาจะมีโอกาส “เปิดกว้าง” ด้วยการหลบจากปากเหยี่ยวปากกาเช่นนั้นหรือ มองแล้วแทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย!

หากผู้มีอำนาจตัดความ อิจฉาริษยา ออกไปเสียได้ ...คนไทยที่มีศักยภาพสูงเทียบเท่า “ทักษิณ ชินวัตร” ยังมีอยู่อีกมาก อยู่ที่ว่า ...ท่านจะให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นหรือไม่?!?

สร้างฐาน ...สร้างความมั่งคั่งให้ไหลกลับสู่ประเทศชาติ

แต่บังเอิญเป็นเรื่อง น่าเสียดาย ที่คนกลุ่มเล็กๆ ผู้ยึดครองอำนาจกลับ ใจแคบ เห็นแก่ตัว ทำลายคนเก่งเสียย่อยยับ ...ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ เอาแต่พวกพ้องตนขึ้น “เป็นใหญ่” เป็นมือ ...เป็นเท้า ในการแสวงหา “ผลประโยชน์”

วันนี้ประเทศชาติอยู่ใน อาการโคม่า กำลังถูกโรคร้ายรุมเร้า อยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งต้องการ หมอมือดี มาช่วยเหลือเยียวยารักษา แต่ขาดเพียงไม่มี “หมอมือดี” ที่ว่า ...กลับมีแต่ หมอมือใหม่ หรือไม่ก็ ผู้ช่วยหมอ ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่ไม่สั่งสมเพียงพอ แถมยัง อวดรู้...อวดดี โชว์ความสามารถ นำพาประเทศย่อยยับ ถอยหลังเข้าคลอง

“รัฐบาลอภิสิทธิ์” วันนี้ พวกท่านได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติแล้วบ้าง?

ไม่ใช่ความ “สงบนุ่มนวล” ในตัว นายกฯ อภิสิทธิ์ที่ประชาชนต้องการ ...แต่ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน คือ ลืมตาอ้าปาก กินดีอยู่ดี 711,000 คน ...กับสถิติคนว่างงานแล้ว

ที่โดนก่นด่าแบบสาดเสียเทเสียอย่างไม่น่าให้อภัย คือ การขึ้นราคาน้ำมัน โดยไม่ออกประกาศเป็นทางการพรวดพราด ราคาปาเข้าไปจะ 40 บาทอยู่แล้ว ...นี่แหละคือ การไม่ “แสดงความจริงใจ” ต่อประชาชน

รัฐบาลคิดและทำเรื่องนี้ได้อย่างไร??

คิดจะขึ้นก็ขึ้น ...และบอกข่าวแก่ประชาชนก็ในช่วง ข่าวดึกตอนเที่ยงคืน แล้วใครเขาจะไปรู้เรื่องรู้ราว

กับรัฐบาล“อภิสิทธิ์” กำลังสวมหัวโขนของ นายกรัฐมนตรี แต่ไม่เคยช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระ ให้ประชาชน ตามหน้าที่ของ ผู้รับใช้ ประชาชนแม้แต่น้อย

หัวโขน ...เป็นเพียงสมมติสัจจะ เป็นของเล่นอีกชิ้นที่โลกได้สร้างขึ้น เพื่อให้กลไกแห่งชีวิตได้ไหลเลื่อน คล่อง สะดวก และก้าวไกล

แต่บางคนกลับสำคัญว่า เป็น “หัวจริง” ไม่ยอมถอดออก ตอนนี้บ้านเมืองมีปัญหาหลายด้าน แต่กลับเห็นแต่การเพิ่มปัญหาให้หนักขึ้น ...ยังไม่เห็นแก้ปัญหาอะไรได้เลย

บ่อทองในไทยไม่ต้องขุด ...ใช้ขูดเอาแบบชิวๆ

Wednesday, May 20, 2009

"กลุ่มประชา"เขย่ารบ. ระวังโหวตงบฯ53 ภท.ลงมติบีบ"ชาติชาย"พ้นเก้าอี้ ส.ส.ปชร.ไขก็อก เผยเกาเหลาบิ๊กพท.

ที่มา มติชนออนไลน์

ภท.ลงมติบีบ"ชาติชาย"พ้น รมช.เกษตรฯ "อภิสิทธิ์"ยันยังไม่พรรคเสนปรับ ครม. "กลุ่มประชา"เขย่า ระวังโหวตงบฯ 53 ยันกลุ่ม 12 ส.ส.ยังแน่นแฟ้น ขณะที่ ส.ส.ศรีษะเกษ ประชาราช ลาออกเฉย เผยเบื้องหลังขัดแย้งผู้ใหญ่พท.

"ชวรัตน์"ยันขีดเส้น"ชาติชาย"สิ้นพ.ค.


นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันมีการตกลงปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของนายนายชาติชาย พุคยาภรณ์ แล้ว หลังจากนายชาติชายแถลงข่าวไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยนายชวรัตน์ให้สัมภาษณ์ระหว่างไปร่วมพิธีเปิดป้ายพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ถนนพิชัย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ว่า ภายหลังการแถลงข่าวนายชาติชายยังไม่ได้โทรศัพท์มาพูดคุย แต่ถือว่าขณะนี้ไม่มีปัญหาอะไรใน ภท.


ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้นายชาติชายดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ใช่หรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า "ครับ ได้คุยกันไว้ว่าเป็นอย่างนั้น" แต่ยังไม่มีการเซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้า "ในการประชุม ภท. วันที่ 21 พฤษภาคม คิดว่าคงไม่มีปัญหา เพราะนายชาติชายคุยกับผมรู้เรื่องแล้ว ขณะนี้เตรียมบุคคลไว้ขึ้นดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯแทนนายชาติชายแล้ว แต่ยังบอกชื่อไม่ได้ เป็นคนของพรรค กำลังดูๆ อยู่"


ด้านนายชาติชายให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายกอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มาหารือกับนายกอร์ปศักดิ์เรื่องลิ้นจี่และลำไย ขออนุญาตไม่พูดเรื่องการเมือง เพราะจะรีบทำงาน ส่วนจะเข้าร่วมประชุมพรรควันที่ 21 พฤษภาคมหรือไม่ ขอเช็คเวลาอีกครั้ง


มติพรรค"บีบ"ชาติชายออกวันนี้


รายงานข่าวแจ้งว่า พรรคภูมิใจไทยจะมีการปรับ ครม.ในส่วนของพรรคเพียงตำแหน่งเดียว คือตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯแทนนายชาติชาย โดยในวันที่ 21 พฤษภาคม ผู้บริหาร และ ส.ส.ของพรรคจะประชุม เพื่อมีมติให้นายชาติชายลาออกจากตำแหน่ง คาดว่าจะเสนอชื่อ นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯแทน


รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า นายสรอรรถจะทาบทามอดีตสมาชิกกลุ่มราชบุรี ที่อยู่พรรคเพื่อไทย มาดำรงตำแหน่ง แต่ตัดสินใจแล้วว่า การทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทย และอยู่กับกลุ่มเพื่อนเนวิน จะต้องทำงานในทิศทางเดียวกัน จึงให้เป็นมติพรรคคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง โดยจะไม่เสนอใครมาแข่ง


รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ก่อนมีการรวมตัวของพรรคภูมิใจไทย นายสรอรรถได้ชักชวนกลุ่มราชบุรี ที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย มาทำงานกับพรรคภูมิใจไทยร่วมกันซึ่งตกลงกันแล้ว แต่เมื่อถึงเวลานายสรอรรถกลับถูกหักหลัง เพราะกลุ่มราชบุรีไม่ได้มาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายสรอรรถจะให้คนที่เคยทรยศมารับตำแหน่งอีกทั้งยังอยู่คนละพรรค


"สุเทพ"การันตีไม่เปลี่ยนทีมศก.


ส่วนความเคลื่อนไหวการปรับตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคกล่าวว่า จะไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรคอย่างแน่นอน โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจที่จะเป็นนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และยืนยันว่าไม่มีแรงกระเพื่อม แรงผลักดันที่จะให้มีการปรับ ครม.ในส่วนของพรรคเลย การประชุมพรรคเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา แม้จะไม่อยู่ แต่นายชุมพล กาญจนะ ประธาน ส.ส.ได้รายงานว่า ไม่มีเหตุการณ์อย่างที่เป็นข่าว มีแต่การแสดงความกังวล แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงการนำงบประมาณไปให้ ที่ ส.ส.ได้ตำหนิว่า ยังไม่รวดเร็วเท่าที่ควร


เมินเสียง40ส.ส.ย้ำแค่คนบางคน


นายสุเทพยังกล่าวถึงการสัมมนาพรรคที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี วันที่ 22-24 พฤษภาคม เปิดให้ ส.ส.พรรคได้แสดงความเห็นเต็มที่ ส่วนที่มาข่าวเรื่องกลุ่ม 40 ส.ส.กดดันนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า "ไม่จำเป็นต้องหา เพราะไม่มี ถ้ามี ต้องรู้เป็นคนแรก" เมื่อถามว่า ส.ส.บางคนอึดอัดการทำงานของรัฐมนตรีบางคนจริงๆ นายสุเทพ กล่าวว่า "ก็แค่บางคนเท่านั้น แต่คนถึง 40 คน ไม่ใช่คนน้อยๆ จะไปซ่อนที่ไหนได้ ถ้ามีต้องรู้แล้ว"


ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและกรรมการบริหารพรรค ปชป. กล่าวถึงข่าว ส.ส.กลุ่ม 40 ไม่พอใจการทำงานของรัฐมนตรี ว่า ส่วนตัวคิดว่าคนเป็น ส.ส.พูดอะไรควรคำนึงถึงผลกระทบต่อพรรคด้วย ส่วนเป็นการปล่อยข่าวของคนที่หวังตำแหน่งหรือไม่นั้น นายสาทิตย์กล่าวว่า สื่อไปกระพือกันเองว่าเป็นแรงกระเพื่อมจากคนที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี


"กัลยา-ธีระ" ยันผลงานเข้าตาไม่ปรับ


คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวถึงกระแสการถูกปรับพ้นจาก ครม.ว่า การจะปรับขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ล่าสุด ในการประชุมพรรค เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้รับคำตอบว่าไม่มีการปรับ ครม.แน่นอน เพราะพอใจในผลงาน และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังชมเชยว่าทำงานดีแล้ว ไม่มีใครจะเหมาะสมเท่า


ขณะที่ นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ซึ่งมีกระแสข่าวจะถูกปรับจากตำแหน่งรัฐมนตรีเช่นกันว่า หารือผู้ใหญ่ในพรรคแล้ว พอใจกับผลงานของตน และยืนยันจะให้ทำงานต่อ ทั้งนี้ ทำดีที่สุดแล้วในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ วธ. และค่อนข้างพอใจผลงานที่ผ่านมา หากประเมินในรอบ 4 เดือน จาก 10 คะแนน คิดว่าให้ 7 คะแนน ยืนยันว่าการทำงานกับข้าราชการ วธ.ไม่มีปัญหา และไม่ได้ถูกครอบงำพร้อมชี้แจงในการสัมมนาพรรคที่เกาะสมุย


เปิดป้ายชทพ."บิ๊กเนม"ร่วมคับคั่ง


วันเดียวกัน เวลา 10.59 น. พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ถือฤกษ์วัน "ราชาฤกษ์" ประกอบพิธีเปิดป้ายที่ทำการ ชทพ. ถนนพิชัย อย่างเป็นทางการ ภายหลังก่อตั้งพรรคเมื่อนที่ 18 เมษายน 2551 มีนายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะหัวหน้า ชทพ. เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรี และ ส.ส. ของพรรค อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย (ชท.) นำโดย นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้า ชท. และมีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลมาให้กำลังใจอย่างคับคั่ง อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ทั้งนี้ นายบรรหารได้กล่าวกับนายสุเทพว่า "ฝากดูแล ชทพ.ด้วย"


ขณะที่ พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ที่ถูกมองเป็นพรรคแฝดของ ชท. ยกคณะมาแสดงความยินดีชุดใหญ่ ได้แก่ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าพรรค ร.ต.(หญิง)ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และรองหัวหน้า พผ. นายไชยยศ จิรเมธากร เลขาธิการ พผ. นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ แกนนำ พผ. ทั้งนี้ นายชาญชัยกล่าวกับชุมพลว่า ชทพ. กับ พผ. เป็นมิตรแท้ อยู่ด้วยกันแนบแน่น มั่นคง ยั่งยืน


"เนวิน"โผล่เซอร์ไพร์ส"บรรหาร"


นอกจากนี้ ยังมีนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานที่ปรึกษาพรรคกิจสังคม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) มาร่วมยินดีด้วย


ขณะที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่น้อยหน้า นำทีมโดยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรค ภท. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และรองหัวหน้าภท. นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.กระทรวงคมนาคม ขณะที่นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรฯ ที่มีกระแสข่าวจะถูกปรับออกจาก ครม. นำกระเช้าดอกไม้มาแสดงความยินดีแด่แกนนำ ชทพ. ตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 น. ก่อนเดินทางกลับในทันที


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ เป็นนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำ ภท. ศิษย์เก่า ชท. ซึ่งมาแสดงความยินดีเวลา 10.15 น. โดยมีนายชุมพลรอรับกระเช้าดอกไม้จากนายเนวิน ทั้งนี้ นายเนวินกล่าวอวยพรว่า ขอให้ ชทพ.มีความมั่นคงตลอดไปŽ ทำให้นายชุมพลตอบกลับมาว่า มีอะไรก็ต้องขอคำแนะนำด้วย ฝากพรรคด้วยนะŽ จากนั้น นายเนวินเข้าไปไหว้นายบรรหารที่ยืนอยู่บริเวณปะรำพิธี ก่อนจะหลบไปนั่งอยู่ด้านหลัง อย่างไรก็ตาม ผู้ดำเนินรายการได้เชิญนายเนวินให้ถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ร่วมกับแกนนำ ชทพ. และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ รวม 9 คนด้วย


"ชุมพล"ลั่น"ชาติไทย"จะกลับมา


นายชุมพลกล่าวเปิดใจต่อผู้มาร่วมงานว่า ขณะนี้การเมืองตกต่ำที่สุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บ้านเมืองเต็มไปด้วยความแตกแยก ซึ่งต้นตอของปัญหาเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เป็นฝีมือของนักวิชาการ เอ็นจีโอ และนักเคียดแค้น จนทำให้การเมืองตกอยู่ในภาวะสุญญากาศ ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ได้แต่ประคองตัวไปวันๆ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า


"สาเหตุที่การเมืองตกต่ำเป็นผลจากคนเพียง 2 คนที่เคยกอดคอกัน เคยทำธุรกิจร่วมกันแล้วมาทะเลาะ จึงเอาประเทศและประชาชนเป็นสนามรบ ทั้งที่คน 63 ล้านคนไม่เกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ไม่เกี่ยว แต่สุดท้ายก็ต้องมารับกรรม ดังนั้นการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ถ้าไม่แก้ด้วยการเมืองก็ไปข้างหน้าไม่ได้" นายชุมพลกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามลึกๆ แล้วมีความเชื่อมั่นว่าชื่อ "พรรคชาติไทย" ต้องกลับมาแน่นอนในวันใดวันหนึ่งจริงๆ


อย่างไรก็ตาม นายชุมพล แถลงข่าวเพิ่มเติมอีกครั้งว่า ที่บอกว่าชื่อ ชท. จะกลับมาไม่ได้หมายถึงการนิรโทษกรรม พรรคไม่เคยพูดเรื่องนี้ แต่มีความรู้สึกเหมือนซิกเซนส์ (สัมผัสที่ 6) มันบอกว่าชื่อพรรคชาติไทยจะกลับมา และขอย้ำว่าที่พูดนี่ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล ส่วนการแก้ไขมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ จะทำให้ ชท. ฟื้นชีพได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความรู้สึกของประชาชน ถ้ายอมรับก็แก้ได้ แต่ถ้าไม่รับ ก็จบ เราจะไม่ไปฝืนความรู้สึกประชาชน


"มาร์ค"เยินยอรมต.ชพท.งานดี


ทางด้าน นายอภิสิทธิ์กล่าวแสดงความยินดีกับ ชทพ. ใจความตอนหนึ่ง ว่า ชทพ. ได้สนับสนุนตน และเข้าร่วมงานกับรัฐบาล ซึ่งต้องขอบคุณ ส.ส.ชทพ. ทุกคนที่มุ่งมั่นทำให้บ้านเมืองพ้นจากวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งภาระที่ ชทพ. รับอยู่ในขณะนี้คือ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานเรียบร้อยดี ส่วนเรื่องการเมืองยังเป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันทำงานให้หนัก เพื่อให้บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติ แต่เชื่อว่าโดยประสบการณ์และบุคลาการของ ชทพ. จะมีความพร้อมในการรับใช้ประชาชน แม้วันหนึ่ง ชทพ. จะกลายเป็นคู่แข่งทางการเมือง แต่ยืนยันว่าจะแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์


เผยหารือ"เติ้ง"ไม่มีพูดปรับครม.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการประกอบพิธีเปิดป้ายนายอภิสิทธิ์ได้หารือร่วมกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่ร้านกาแฟภายใน ชทพ. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนกลับออกไป ต่อมานายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับนายบรรหารว่า เป็นการคุยกันเรื่องทั่วไป ไม่ได้คุยเรื่องการปรับ ครม.หรือเรื่องแก้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆ


เมื่อถามว่า เรื่องการปรับ ครม.ขณะนี้จะมีการปรับหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีพรรคไหนเสนอมา ส่วนกรณี มีกระแสข่าว ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จะเข้าร่วมรัฐบาลจะต้องมีเพิ่มโควต้าในสัดส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยเรื่องโควต้าอะไรเลย เมื่อถามว่า แต่ พผ.มองว่าพรรคภูมิใจไทยจำนวน ส.ส.ไม่ได้มากน้อยกว่ากันเท่าไหร่แต่มีจำนวนรัฐมนตรีมากกว่าถ้าขอมาจะดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าคิดตามโควต้า ปชป.ต้องเพิ่มเยอะเลย ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระทรวงไม่มีอะไร แม้แต่การปรับ ครม.ยังไม่มีพรรคใดเสนอมาเลย


"กลุ่มประชา" เขย่าโหวตงบ 53


วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อแผ่นดิน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พผ. นำทีม ส.ส.ในกลุ่ม ประกอบด้วย นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ม.ร.ว.กิตติวัฒนา ไชยยันต์ นายสมเกียรติ ศรลัมภ์ ส.ส.สัดส่วน และนพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส ร่วมกันแถลงถึงกรณีที่นายอลงกต มณีกาศ โฆษกพรรค ระบุกลุ่ม พล.ต.อ.ประชา มีส.ส.ในกลุ่มเพียง 3 คน ว่า ส.ส.ในกลุ่มยังคงเหนียวแน่นอยู่ทั้ง 12 คน และมีจุดยืนว่าอยากให้รัฐบาลบริหารประเทศไปได้ด้วยดีและเกิดความสมานฉันท์ ตนไม่หวังตำแหน่ง แต่หากจะใช้บุคลากรในกลุ่มตนเพื่อประโยชน์กับประชาชน พร้อมสนับสนุน
ด้าน นพ.แวมาฮาดี กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรีว่า อยากเรียกร้องไปยัง ปชป.ให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถของคนใน พผ.เป็นหลักด้วย ทั้ง พล.ต.อ.ประชา นพ.วัลลภ และนายสมเกียรติ ที่มีความรู้ความสามารถ แต่รัฐบาลยังไม่ได้ใช้บุคลากรเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นก็น่าเป็นห่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 ที่รัฐมนตรีไม่มีสิทธิโหวต


ด้าน นพ.วัลลภกล่าวว่า หากมีการปรับ ครม. และไม่ใช่งานที่ตนถนัด จะไม่รับตำแหน่งเช่นกันเพราะในกลุ่มยังมีคนที่สามารถทำหน้าที่ได้ ทั้งนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นายสมเกียรติ และ นพ.แวมาฮาดี


ส.ส.ศรีษะเกษประชาราชลาออก


วันเดียวกันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดสุดท้ายก่อนปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธาน แจ้งให้สมาชิกทราบว่า นายสุตา พรหมดวง ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคประชาราช ที่ได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก ส.ส. เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ส่งผลให้ต้องหมดสมาชิกภาพทันที ตามมาตรา 106(3) พร้อมระบุว่า ขณะนี้มี ส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งสิ้น 470 คน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือที่นายสุตาแจ้งลาออกนั้น ระบุเพียงว่า "ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ได้ครอบคลุมพื้นที่ของตนเองได้"


เผยเบื้องหลังขัดแย้งผู้ใหญ่พท.


ด้านนางอุไรวรรณ เทียนทอง ภรรยานายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวถึงนายสุตาลาออกจาก ส.ส.ทั้งที่เพิ่งได้เป็นแค่ 4 เดือนเศษ ว่า ยังไม่ทราบ นายสุตายังไม่ได้แจ้งมายังพรรคแต่อย่างใด


รายงานข่าวแจ้งว่า นายสุตาเป็นเด็กฝากจากพรรคเพื่อไทย ให้มาลงแข่งกับพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เลือกตั้งซ่อม ส.ส. 29 คน ใน 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง โดยนายสุตาได้รับเลือกเป็น ส.ส.เขต 1 ศรีสะเกษ ด้วยคะแนน 72,693 คะแนน แต่หลังจากได้รับเลือก นายสุตาไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคประชาราช อีกทั้งยังมีปัญหามากมาย จนผู้ใหญ่ในพรรคไม่พอใจ และในภายหลัง นายสุตาได้เกิดความขัดแย้งกับผู้ที่ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย จึงตัดสินใจลาออกในที่สุด แต่ยังไม่ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาราช