WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 22, 2009

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

อนุกกต.ขยายเวลาสอบยุบ ปชป.รอบ 3 รอเนวิน

เว็บไซต์ไทยรัฐ - นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าววันนี้ (20 พ.ค.) ว่า ที่ประชุม กกต. มีมติขยายเวลาให้อนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์และเครือข่าย ร้องขอให้กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคออกไปอีก 15 วัน นับตั้งแต่ครบระยะเวลาที่ขอขยายครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2552 โดยจะครบกำหนดการขอขยายเวลาครั้งใหม่นี้ในวันที่ 30 พ.ค. 2552

เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงสาเหตุการขยายเวลาดังกล่าวว่า เนื่องจากเลขาอนุกรรมการไต่สวนฯแจ้งว่าในช่วงการขอขยายเวลาครั้งที่2 ได้สอบปากคำพยานไปหลายปากแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสุวัจน์ ลิปปตพัลลภ อดีตแกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กรณีถูกกล่าวว่า เป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิแล้วยังเข้ายุ่งเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังเหลือพยานปากสำคัญ คือ นายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย โดยนายเนวินสามารถชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจะมาชี้แจงด้วยตนเองก็ได้ ซึ่งหากยังไม่เข้ามาชี้แจง ก็จะสรุปความเห็นเสนอกกต.พิจารณาต่อไป

หัวหน้า-เลขาฯ เพื่อไทยแถลงลาออกจากตำแหน่งแล้ว

เว็บไซต์แนวหน้า - เมื่อเวลา 14.00น.ที่พรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อม น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงลาออกจากการเป็นกรรมการริหารพรรคเพื่อไทย โดย นายยุทธ กล่าวว่า ตั้งแต่พรรคพลังประชาชนถูกยุบและตนเข้ามาช่วยกันทำงานตลอดเวลา 7-8 เดือนที่ผ่านมา เห็นว่าถึงเวลาที่พรรคเพื่อไทยสามารถตั้งหลักและเดินหน้าทำงานต่อไปได้แล้ว รวมทั้งสถานการณ์ภายในพรรคนิ่งและสงบแล้วสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือควรจะมองไปข้างหน้ามองไปถึงการทำงานของสภาฯ จึงคิดว่าได้เวลาที่ต้องเปลี่ยนผ่านกรรมการบริหารชุดใหม่ โดยให้ผู้ที่เป็น ส.ส.เข้ามาเข้ามาหน้าที่แทน เพื่อให้การประสานต่างๆเป็นไปด้วยดี อย่างไรก็ตามตลอดเวลาที่ทำงานไม่ได้รู้สึกกดดันตรงข้ามกลับรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขในการทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน และถึงแม้จะลาออกก็ยังช่วยทำงานในด้านอื่นๆ ต่อไปได้

นายยงยุทธ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ต้องบอกว่าถึงแม้อดีตนายกฯจะเป็นที่รักของพวกเรา แต่ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือแม้แต่บุคคลภายนอกไม่ได้เข้ามามาแทรกแซงหรือเกี่ยวข้องกับการเลือกหัวหน้าพรรคแน่นอน เพราะการพิจารณาถือเป็นเรื่องภายในที่ต้องเป็นไปตามมติของพรรคและตามข้อกำหนดของ กกต.ที่สำคัญคือต้องมีความโปร่งใส โดยการลงคะแนนลับแต่โหวตเปิดเผย

ด้าน น.ส.สุนีย์ กล่าวเสริมว่า การตัดสินใจลาออกเพราะเห็นว่าพรรคมี ส.ส.ที่สามารถทำงานได้ จึงเห็นว่าควรจะพิจารณาให้มีการเลือกกรรมการบริหารใหม่ โดยผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคฯ จะต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาฯควบคู่ไปกับการบริการงานในพรรคให้เป็นไปโดยสมบูรณ์แบบ

“สมชาย” ปัด “ทักษิณ” ไฟเขียวนัง หน.พรรค ย้ำพร้อมรับ หากเป็น มติ พรรค

เว็บไซต์แนวหน้า - พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทยและผู้ได้รับการคาดหมายเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ เปิดเผยว่า คงเป็นข่าวลือ ก็ว่ากันไป ร่วมทั้ง ตนยังไม่เคยคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ในแนวทางจะเลือกหัวหน้าพรรค เป็นหน้าที่ของที่ประชุมส.ส.พรรคในการเสนอชื่อที่เห็นว่าเหมาะสมเข้าสู่ที่ประชุมก่อนที่จะลงมติเลือกซึ่งภายในพรรคเพื่อไทยก็มีผู้ที่เหมาะสมหลายคน ทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.ของพรรค พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี หากเสนอชื่อตนเป็นหัวหน้า ก็คงว่ากันไปตามที่ประชุมพรรคจะมีมติอย่างไร

รัฐเล็งขอเพิ่มวันถกงบ-พรก.กู้เงิน เข้มพรรคร่วมห้ามโดดร่ม

เว็บไซต์ไทยรัฐ - เมื่อเวลา 11.50 น.วันนี้ (20 พ.ค.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเรื่องการเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า การเปิดประชุมสภาเรื่อง พ.ร.ก.ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ต้องให้ศาลวินิจฉัยจบก่อน ซึ่งศาลจะให้มีการพิจารณาในรัฐสภาโดยเร็ว ตรงนี้อาจไม่ทันการประชุมสภาเนื่องจากจะปิดการประชุมวันที่ 21 พ.ค. ฉะนั้นต้องพิจารณาในวันที่เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณางบประมาณราย จ่าย ปี 53 ซึ่งรัฐบาลกำหนดไว้วันที่ 17 - 1819 มิ.ย.แต่หากมีเรื่อง พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.เงินกู้ก็อาจจะขยายเวลาออกไป ทั้งนี้รัฐบาลได้แจ้ง ส.ส.และพรรคร่วมรัฐบาลแล้วว่า ในช่วงวันดังกล่าวขอให้งดการเดินทางไปต่างประเทศและภารกิจ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาโหวตส่วนกรณีการประชุมทีมเศรษฐกิจนัดพิเศษ จะเตรียมออก พ.ร.บ.ฉบับใหม่ไหมนั้น

นายสาทิตย์ กล่าวว่า หลักใหญ่ของนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.ก็ดี โดยปกติในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าจะเอาไปใช้จ่ายอะไร กี่โครงการ แต่นายกรัฐมนตรีต้องการแสดงความโปร่งใสให้ประชาชนให้สภาได้รับทราบว่าเงินจำ นาน 2 แสนล้าน หรือจะเป็น 4 แสนล้าน จะเอาไปสร้างโรงพยาบาลกี่แห่ง สร้างถนนกี่เส้น สะพานกี่ที่ ลงทุนจ้างงานแล้วคนจะมีงานเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ นี่คือต้องไปทำรายละเอียด นี่คือความโปร่งใสที่รัฐบาลต้องการแสดงให้ประชาชนและสภารับทราบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เหนื่อย เพราะเท่ากับเรื่องการทำบัญญัติงบประมาณ

ส่วนการที่พ.ร.ก.กู้เงินล่าช้าออกไป จะกระทบแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองหรือไม่นั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า ประชาชนต้องการให้มีการแก้ปัญหาแบบชะลอมากกว่านี้ไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการ ตอนนี้เรื่องการจ้างงานเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลกังวลเพราะตรงนี้เป็น งบจ้างงานเป็นหลัก เป็นงบลงทุนและทำให้โครงสร้างพื้นฐาน ทุกอย่างดีขึ้น และผลคือการจ้างงานและการใช้จ่ายภายในประเทศ นี่คือเรื่องหลักที่รัฐบาลคิด

กก.สลายม็อบติดใจ ผู้นำเหล่าทัพ เบี้ยวแจงแตกอนุฯ 7 ชุด ให้ ส.ว.เป็นประธาน

เว็บไซต์แนวหน้า - ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในช่วงบ่าย คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมือง ที่มีนายสมศักดิ์ บุญทอง เป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อตั้งอนุกรรมการฯ ขึ้นมา 7 ชุด โดยมี ส.ว.เป็นประธาน และอนุกรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมทั้งคนนอกชุดละไม่เกิน 15 คน โดยให้ประธานเป็นผู้สรรหา ทั้งนี้อนุกรรมการฯ ทั้ง 7 ชุดประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ชุมนุมที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ประกอบด้วย พล.ต.ท. พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ว.อุดรธานี เป็นประธาน 2. คณะอนุฯรวบรวมเหตุการณ์พัทยา และภูมิภาค มีนายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว. สรรหา เป็นประธาน 3. คณะอนุฯรวบรวมเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทยและศาลรัฐธรรมนูญ มีนางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ เป็นประธาน

4. คณะอนุฯรวบรวมเหตุการณ์ที่สามเหลี่ยมดินแดง ผู้เสียชีวิต 2 ศพที่พบในแม่น้ำเจ้าพระยา กรณีการเสียชีวิตของพลหทารอภินพ เครือสุข กรณีรถแก๊ส และรถเมล์ มีพล.ต.ต. สุเทพ สุขสงวน ส.ว.สรรหา เป็นประธาน5. อนุฯรวบรวมเหตุการณ์นางเลิ้ง เพชรบุรี ซ.5-ซ.7 ยมราช อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และกรณีเตรียมเผาธนาคารกรุงเทพ และอื่น มีนายสุวิทย์ เมฆเสรีกุล ส.ว. สมุทรสาคร เป็นประธาน 6.คณะอนุฯเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็น มีนายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว. อุทัยธานี เป็นประธาน และ 7.คณะอนุฯสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และข้อเสนอแนะ มีนายประวัติ ทองสมบูรณ์ ส.ว. มหาสารคาม เป็นประธาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังประธานอนุฯ ที่ได้รับแต่งตั้งในวันนี้ไปคัดเลือกคณะอนุฯครบเรียบร้อยแล้ว จะนำรายชื่อมาให้ประธานลงนามในวันที่ 21 พ.ค.นี้ จากนั้นจึงจะเริ่มลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูล และข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนจะนำมาเสนอในที่ประชุมใหญ่นัดแรกในวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 10.00 น. และจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 11 มิ.ย. และ 18 มิ.ย. ซึ่งจะครบรอบอายุการทำงาน45วัน ของคณะกรรมการฯ จากนั้นจะมีการสรุปข้อเท็จจริงในที่ประชุมใหญ่ก่อนจะนำเสนอต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาต่อไป อย่างไรก็ตามหากคณะกรรมการไม่สามารถที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงได้ทันตามกรอบเวลาดังกล่าว ก็อาจเสนอขอขยายระยะเวลาในการทำงานออกไปได้

รายงานข่าวจากคณะกรรมการฯ แจ้งว่า จากการเชิญตัวแทนผู้เกี่ยวข้องส่วนต่างๆ เข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมการฯ ตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่ไม่พอใจที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้บัญชาการทหารระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. และผบ.ตร ซึ่งไม่ยอมมาให้ข้อมูลด้วยตัวเอง โดยอ้างว่าไม่สามารถมาให้ข้อมูลไม่ได้เนื่องจากมีภารกิจมาก หากต้องการข้อมูลใดก็ให้ทางคณะกรรมการฯ ทำหนังสือขอไปยังหน่วยงานนั้นๆ โดยจะขอส่งคำชี้แจงที่เป็นเอกสารมาให้ ซึ่งเกรงว่าจะทำให้ไม่ทราบข้อมูลการสั่งการที่เป็นจริงทั้งหมด นอกจากนี้คณะกรรมการฯ มีความสนใจในประเด็นของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช. ที่ถูกควบคุมตัวไปโดยไม่มีหมายจับและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งได้รับข้อมูลว่าจากแพทย์ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวภรรยาของนายอริสมันต์แท้งบุตรจริง

โฆษกทบ.ป้องนาย ส่งลูกน้องเคลียร์ ไม่ได้หนีแจงสลายแดง

เว็บไซต์ไทยรัฐ - พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าววันนี้ (20 พ.ค.) กรณี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่าทหารแฝงตัวเป็นคนเสื้อแดงเทียม เพื่อสร้างสถานการณ์เหตุวุ่นว่ายช่วง 13 -14 เม.ย. ว่า ทหารมีหน้าที่ประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้รุนแรง เจ้าหน้าที่ทำทุกวิธีให้ทุกอย่างสงบโดยเร็ว และไม่ให้ประชาชนบาดเจ็บหรือหากบาดเจ็บก็ให้น้อยที่สุด นี่คือนโยบายที่ผู้บังคบบัญชามอบ ไม่มีการปลอมปนของทหารไปสร้างความวุ่นวายแน่นอน

“ที่ผ่านมากองทัพ ชี้แจงมาตลอด สื่อมวลชนก็อยู่ในพื้นที่การตรวจสอบ กองทัพพร้อมให้การตรวจสอบ ส่วนการที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่ได้ไปชี้แจงเหตุการณ์ด้วยตนเอง เพราะท่านอยู่ในห้องประชุมรับฟังนโยบาย และมอบนโยบายให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาไปปฏิบัติ ดังนั้น การที่จะให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการดีที่สุด ก็ต้องให้ผู้แทนกองทัพที่เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ไปชี้แจงแทน เพื่อให้ชี้แจงคณะกรรมการในทุกเรื่อง เพราะเขาเป็นผู้รับนโยบายและเป็นผู้ปฏิบัติ หากผู้บัญชาการทหารบกไปเอง คงไม่สามารถชี้แจงในรายละเอียดการปฏิบัติได้ เพราะอยู่ในห้องประชุมตลอด” โฆษกกองทัพบก กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยระบุว่า พล.อ.อนุพงษ์ ไม่จริงใจในการให้ข้อเท็จจริง พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องไม่จริงใจในการแก้ปัญหา แต่ พล.อ.อนุพงษ์ คำนึงถึงการให้ข้อมูล เพราะหากผู้บัญชาการทหารบกไปเอง คงให้ข้อมูลในระดับพื้นที่ไม่ได้มาก เพราะเป็นระดับนโยบายสั่งการให้ผู้ปฏิบัติไปดำเนินการ ผู้แทนที่ไปชี้แจงเป็นระดับรองแม่ทัพภาคที่ 1 รับอำนาจสั่งการมาจากแม่ทัพภาคที่ 1 ในการสั่งผู้บังคับกองพลและผู้บังคับกองพันในหน่วยปฏิบัติ ดังนั้น ผู้ที่ทราบข้อมูลการปฏิบัติอย่างดี เมื่อถามว่า นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ระบุว่า เหตุรุนแรงที่ อ.พัทยา จ.ชลบุรี เป็นฝีมือของกลุ่มคนเสื้อสีนำเงินของนายเนวิน ชิดชอบ อดีต กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ร่วมมือกับทหารบางส่วนสร้างความรุนแรง พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เป็นเรื่องการเมืองของพรรคการเมืองคิดและเป็นมุมมองของแต่ละคน แต่กองทัพมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงและทำตามกรอบนโยบายที่ได้รับให้เกิดผล โดยต้องไม่ให้มีผู้บาดเจ็บ การที่คิดเช่นนั้นเป็นเรื่องมุมมองแต่ละคน

แพทย์ 4 รพ. ยืนยันเหตุสลายม็อบเสื้อแดงไร้ผู้เสียชีวิต

เว็บไซต์เดลินิวส์ - วันนี้ (20 พ.ค.) ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าของคณะทำงานว่า จากการรับฟังคำชี้แจงจากรัฐบาล เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ได้ให้ข้อเท็จจริงมาแล้วบางส่วน โดยช่วงบ่ายวันนี้ คณะกรรมการได้เชิญตัวแทนจากโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ได้แก่ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลศิริราช และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน มาให้ข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้ทราบว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์หรือไม่

นพ.นำชัย คุณธารากรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ชี้แจงว่า ทางโรงพยาบาลได้รับการรักษากลุ่มผู้ชุมนุมและทหาร ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างต่ำเช่น อาวุธปืน 9 มม. แต่ไม่ได้สอบถามผู้บาดเจ็บว่าใครเป็นผู้ทำร้ายและใส่เสื้อสีอะไร ซึ่งทหารส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บ 18 ราย มาจากกองทัพภาคที่ 2 จ.ปราจีนบุรี ส่วนผู้ชุมนุมที่เข้ารับการรักษามีจำนวน 3 ราย ขณะนี้ยังเหลือรักษาตัวอยู่ที่รพ.1ราย อย่างไรก็ตาม จากการสลายการชุมนุมไม่พบว่ามีผู้เสียชีวิต มีเฉพาะผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 138 คน

จากนั้น นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมการตรวจสอบ ได้ซักถาม ว่า กระสุนที่พบในระหว่างการรักษาได้มาจากร่างกายผู้บาดเจ็บหรือสถานที่เกิดเหตุ อีกทั้งกระสุนดังกล่าวเป็นกระสุนปลอมหรือกระสุนจริง ซึ่งนพ.นำชัย ชี้แจงว่า ไม่พบเป็นกระสุน แต่พบเป็นเศษโลหะพร้อมเขม่าบนร่างกาย ซึ่งไม่คิดว่าเป็นอาวุธสงคราม เนื่องจากถ้าเป็นอาวุธสงครามจริง บาดแผลเข้าจะต้องมีรูเล็กและด้านทะลุออกจะต้องมีรูใหญ่ และกระดูกต้องแตกละเอียด

ด้าน พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ถามว่า การเสียชีวิตของพลทหารอภินพ เครือสุข ในบ้านพักแม่ทัพภาค 1 มีสาเหตุมาจากอะไรและมีบาดแผลที่มือหรือส่วนอื่น ๆ บนร่างกายหรือไม่ ขณะที่นายบรรจบ รุ่งโรจน์ กรรมการตรวจสอบ ถามว่า เหตุใดการเสียชีวิตของพลทหารอภินพในใบมรณะบัตรจากโรงพยาบาลรามาธิบดีจึงระบุว่า เสียชีวิตจากการคอหัก ซึ่งต่างจากข้อสรุปของโรงพยาบาลศิริราช

นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม แพทย์นิติเวช จากโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจากกะโหลกศีรษะด้านซ้ายบริเวณท้ายทอยแตกร้าวไปจนถึงกระดูกสันหลัง มีเลือดออกเยื่อหุ้มสมองด้านนอก 2 มม.ก้อนเลือดกดสมอง ซึ่งเป็นอันตรายต่อศีรษะ

นพ.นิติกร โปริสวาณิชย์ แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลศิริราช กล่าวเสริมว่า กรณีพลทหารอภินพที่ได้ขอให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมจากโรงพยาบาลรามาธิบดีนั้น เป็นการร้องขอจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งทางโรงพยาลไม่ได้ชันสูตรพลิกศพเพิ่มเติมใหม่ แต่เป็นการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเท่านั้น ซึ่งการตรวจสอบส่วนใหญ่ตรงกับนพ.วิชาญ ส่วนที่ระบุว่าคอหัก ตนเห็นว่านพ.วิชาญได้ชี้แจงจนกระจ่างแล้ว ส่วนข้อซักถามถึงสาเหตุการตายที่ผิดปกติ เราไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ชี้แจงตรงนั้น แต่ทราบว่าได้รับอันตรายอย่างรุนแรงบริเวณต้นคอ ทั้งนี้คงไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเกิดจากอะไร ซึ่งอาจเกิดจากของแข็งไปกระทบต้นคอ หรือต้นคอมากระทบของแข็งก็ได้ สำหรับเรื่องนี้ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม การตรวจทางนิติเวชเราบอกได้ว่าเกิดจากอะไร

ด้านนายเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้สอบถามว่า กรณีที่มีผู้ชุมนุมไปปิดล้อมโรงพยาบาลราชวิถี เพื่อทวงศพผู้เสียชีวิต อยากทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นพ.ชาตรี เจริญชีวกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศูนย์นเรนทร) กล่าวว่า ในฐานะที่อยู่ในเหตุการณ์ขอชี้แจงว่า เกิดจากความเข้าใจผิดกรณีนายไสว ทองอุ้ม ที่ถูกยิงหน้าอกซ้ายมีเลือดออกและมีคนนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูคิดว่านายไสวเสียชีวิตแล้ว เนื่องจากหมดสติไป จึงขึ้นเวที นปช.และประกาศว่ามีคนตาย แต่แพทย์ได้ปั๊มหัวใจและช่วยชีวิตไว้ได้ทัน และตนได้พาตัวแทนกลุ่มนปช.ที่มาปิดล้อมเข้าไปพิสูจน์ว่ายังไม่เสียชีวิต ซึ่งเมื่อพบว่านายไสวยังพูดได้ ตัวแทนก็กลับไปบอกผู้ชุมนุมให้สลายตัว ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ตนยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากตนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยและยืนยันว่าไม่มีการซ่อนศพแต่อย่างใด

“สนธิ” เผยถูกดิสเครดิต ลั่นทวงบุญคุณ ปชป.

เว็บไซต์ - เมื่อเวลา 12.41 น.ที่ผ่านมา (20 พ.ค.) เว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ ได้ลงบทสัมภาษณ์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมากล่าวตำหนิการนำเสนอบทความของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรณีกล่าวอ้างว่า พันธมิตรฯ ได้วางตัวบุคคลที่จะนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ทั้งหมดแล้ว โดย นายสนธิ เชื่อว่า คนที่เป็นต้นตอของข่าวน่าจะเป็นคนในพรรคประชาธิปัตย์ ที่หวังดิสเครดิตพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตามยังยืนยัน พันธมิตรฯ เป็นมิตรกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผ่านมาไม่เคยทวงบุญคุณแต่วันนี้อาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้คำนี้

นายสนธิ ยังกล่าวถึงความชัดเจนในการตั้งพรรคการเมืองว่า จะต้องถามเสียงของประชาชน ประชาชนจะต้องมีส่วนรู้เห็น แกนนำพันธมิตรฯ ยังไม่เคยมีการหารือในเรื่องการตั้งพรรค เป็นการถามตอบก่อนจะถามเสียงของประชาชน ส่วนตัวยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเข้าไปมีตำแหน่งหรือไม่ เพราะขณะนี้ยังไม่ได้คิด ซึ่งความชัดเจนในเรื่องการตั้งพรรคนั้นจะต้องรอที่ประชุมพันธมิตรฯ ในวันที่ 24-25 พ.ค.นี้

นอกจากนี้ นายสนธิ ยังกล่าวตำหนิหนังสือพิมพ์คมชัดลึกที่นำเสนอบทความ โดยเชื่อมีการรับงาน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนจับตาหนังสือพิมพ์คมชัดลึก และสื่อในเครือเนชั่น เคยคิดว่าคมชัดลึก เป็นหนังสือพิมพ์ที่ใช้ได้ แต่ปรากฏว่า เขียนข่าวเชิงวิเคราะห์ออกมาแบบนี้ เริ่มจะต้องทบทวนว่า บทบาทของคมชัดลึกแท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไร

เศรษฐกิจ

สำนักงานสลากฯ เดินหน้าออกหวยออนไลน์

เว็บไซต์คมชัดลึก - หลังจากมีข้อถกเถียงจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับโครงการสลากกินแบ่งรัฐบาล 2 ตัว 3 ตัว ที่จำหน่ายด้วยเครื่องอัตโนมัติ หรือ หวยออนไลน์ ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลชี้แจงถึงการเดินหน้าโครงการดังกล่าวแล้ว ซึ่งสามารถใช้อำนาจของสำนักงานสลากฯ เดินหน้าได้ โดยไม่ต้องนำเรื่องเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง เพราะโครงการดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จากนั้นจะส่งเรื่องกลับไปยังสำนักงานสลากฯ เพื่อเดินหน้าโครงการหวยออนไลน์ต่อไป

ด้าน นายวันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า การดำเนินโครงการหวยออนไลน์เป็นอำนาจของสำนักงานสลากฯ สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องรอให้ ครม.อนุมัติ ทางสำนักงานสลากฯ จึงทำหนังสือชี้แจงมายังกระทรวงการคลังว่า ในเมื่อกฎหมายให้อำนาจสำนักงานก็จะเดินหน้าเรื่องดังกล่าว โดยหากกระทรวงการคลังไม่ขัดข้องและส่งหนังสือกลับมาก็จะนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ ปลายเดือนพฤษภาคมนี้ หรือต้นเดือนมิถุนายน เพื่อพิจารณารายละเอียดโครงการอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้บอร์ดอนุมัติในหลักการไปแล้ว โดยอาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมถึงเกมรูปแบบการเล่นและการเงินรางวัล หลังจากนั้นคาดว่าจะดำเนินการออกหวยได้ภายใน 45 วัน หรือประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมปีนี้

นอกจากนั้น ในการประชุมบอร์ดจะมีการพิจารณาเรื่องการต่อสัญญากับตัวแทนจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่คั่งค้างมานานด้วย โดยระหว่างนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตัวแทนจำหน่ายส่วนที่รับไปแล้วไม่ได้นำไปจำหน่ายเอง แต่นำไปจำหน่ายต่อให้รายย่อย หรือกลุ่มที่ขายเดินราคา หากพบจะไม่ต่อสัญญากับกลุ่มหรือบุคคลดังกล่าว และยึดโควตาไปให้รายอื่นแทน แต่จะเป็นในกลุ่มเดียวกันคือนิติบุคคล รายย่อย หรือสมาคม ซึ่งสัดส่วนของแต่ละกลุ่มยังไม่เปลี่ยนแปลงจากจำนวนสลากรวม 46 ล้านฉบับต่องวด และเป็นของกลุ่มนิติบุคคลมากที่สุด

ที่ผ่านมายอมรับว่ามีตัวแทนประเภทที่ทำตัวเป็นเสือนอนกินเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีรายย่อยมารับซื้อสลากไปจำหน่ายต่อจำนวนมาก กลุ่มนี้จึงได้ส่วนต่างโดยไม่ต้องทำอะไร และเมื่อรับไปขายหลายทอดทำให้สลากขายเกินราคาที่กำหนด จึงต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว คาดว่าน่าจะลงนามในสัญญาตัวแทนจำหน่ายสลากได้ภายใน 6 เดือนนายวันชัย กล่าว

ส่วนการดึงเงินจากการจำหน่ายหวยบนดินเดิมประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท เข้าคลังนั้น จากที่ตรวจสอบในแง่กฎหมายน่าจะสามารถดึงมาใช้ได้โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ คาดว่าจะดำเนินการได้ทันในปีงบประมาณ 2552 ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงที่ยังไม่สามารถกู้เงินได้ตามกฎหมายใหม่ ทั้ง พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 8 แสนล้านบาท

4 กลุ่มธุรกิจออสเตรเลียบุกไทย สนลงทุนผลิตไฟฟ้า-เหมืองแร่

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - นายเกียรติ สิทธีอมร ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยว่ามีนักธุรกิจ 4 กลุ่มจากรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย 1.กลุ่มที่สนใจลงทุนผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอแมส 2.กลุ่มที่สนใจลงทุนด้านขนส่งระบบราง ซึ่งนักธุรกิจออสเตรเลียแจ้งว่าถ้ารัฐบาลพร้อมเมื่อใดจะเข้ามาลงทุนทันที

3.กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ ต้องการให้ไทยมีมาตรการภาษีจูงใจการลงทุนมากขึ้น และ 4.กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและที่พักผู้เกษียณอายุ ซึ่งนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าไทยมีระบบสาธารณสุขที่ดีและค่ารักษาพยาบาลไม่สูง แต่มีความพร้อมที่จะรับผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ ที่ผ่านมามี ชาวญี่ปุ่น ที่เกษียณอายุเข้ามาอาศัยในไทยจำนวนมากและตั้งเป็นชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่

“นักธุรกิจออสเตรเลียยังได้สอบถามถึงสถานการณ์การเมืองของไทย แต่นายกฯ ชี้แจงว่ารัฐบาลพยายามนำปัญหาเข้าหารือในรัฐสภา และสร้างบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ หากนักธุรกิจออสเตรเลียมีข้อเสนอหรืออุปสรรคการลงทุนสามารถแจ้งให้รัฐบาลทราบ เพื่อหาทางแก้ปัญหา”

นายเกียรติ กล่าวว่าการลงทุนจากออสเตรเลียที่ผ่านมามีไม่มาก แต่ช่วงนี้มีนักธุรกิจที่ต้องการเตรียมความพร้อมเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-ออสเตรเลียให้สิทธิพิเศษลงทุนในหลายธุรกิจ เช่น การศึกษา ก่อสร้าง เหมืองแร่ ขณะเดียวกันทีทีอาร์ มีแผนจะหารือกับรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อลดปัญหาอุปสรรคการค้าและการลงทุนระหว่างกัน เช่น กฎระเบียบการส่งพ่อครัวไทยไปทำงานร้านอาหารไทยในออสเตรเลีย หรือเงื่อนไขที่ออสเตรเลียกำหนดให้ลำไยส่งออกจากไทยต้องติดฉลากที่ก้านและกำหนดความยาวก้าน

ด้าน นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า คณะนักธุรกิจจากรัฐควีนส์แลนด์ ได้สอบถามบีโอไอเกี่ยวกับลู่ทางการลงทุนในไทย โดยบริษัท Winning Yatchs ดำเนินธุรกิจผลิตเรืออะลูมิเนียม สนใจร่วมลงทุนผลิตเรืออะลูมิเนียมในไทย แล้วส่งกลับไปขายที่ออสเตรเลีย ซึ่งบีโอไอจัดให้บริษัทออสเตรเลียทั้งหมดพบปะกับผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน การหารือกับบีโอไอยังไม่ได้ระบุถึงวงเงินลงทุน แต่เชื่อว่านักธุรกิจกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเข้ามาลงทุนในไทยสูง

นอกจากนี้ บริษัท W 2 POWER ซึ่งดำเนินธุรกิจพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ สนใจที่จะลงทุนผลิตไฟฟ้าในไทย ซึ่งบีโอไอได้จัดให้บริษัทหารือการลงทุนกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมทั้งยังมีนักธุรกิจที่สนใจลงทุนผลิตรถบรรทุกแช่แข็งสินค้า และธุรกิจจัดฝึกอบรมบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ โดยปลายเดือน ก.ค.นี้ บีโอไอจะจัดโรดโชว์กิจกรรมชักจูงการลงทุนที่ออสเตรเลียอีกครั้ง

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวหลังนายแมค ฮาร์บ วุฒิสมาชิกแคนาดาในฐานะที่ปรึกษาของบริษัทเซาท์อีสต์ เอเชีย ไมนิ่งคอร์ป ได้นำนักธุรกิจเหมืองแร่เข้าพบว่า ได้เข้าพบหารือเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่และการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในไทย และสนใจที่จะเข้ามาลงทุนสำรวจศักยภาพการทำเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งมีแหล่งในจังหวัดเลย พิจิตร เพชรบูรณ์ และจังหวัดปราจีนบุรี

ปัจจุบันนักธุรกิจแคนาดาได้ร่วมทุนกับคนไทยยื่นขออาชญาบัตรสำรวจแร่ตะกั่วและแร่สังกะสี ที่จังหวัดกาญจนบุรี ชื่อบริษัทจีโอไทย อยู่แล้ว 4-5 แปลงพื้นที่ 20,000 ไร่ โดยได้ยื่นขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาคำขอและพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ ว่าจะอนุญาตให้เข้าสำรวจแร่ได้หรือไม่

คุณภาพชีวิต

ผลสำรวจชี้รากหญ้าแบกหนี้อ่วม2.1แสนบ.ต่อคน

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ - นายเกรียงศักดิ์ บุณยะสุต รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจข้อมูลสถานภาพหนี้ของภาคประชาชนระดับฐานรากหรือผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ครู สหกรณ์คนขับแท็กซี่ คนขับสามล้อ วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์เดินรถ จำนวน 4,958 ตัวอย่างทั่วประเทศร่วมกับ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า สมาชิกสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่ 94.57% มีภาระหนี้สิน โดยมีเพียง 5.43% เท่านั้นที่ไม่มีหนี้

ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะมีหนี้สินประมาณ 2.1 แสนบาท แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 66.70% และหนี้นอกระบบ 33.30% โดยสาเหตุการก่อหนี้ส่วนใหญ่มาจากการขอกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อการลงทุน และเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าแนวโน้มการก่อหนี้นอกระบบเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ขับรถแท็กซี่ 75 % ระบุว่าจะมีภาระหนี้นอกระบบในอีก 1 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้น รองลงมาคือคนขับสามล้อ 64.29% เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่สามารถกู้เงินในระบบได้จากหลายสาเหตุเช่น หลักทรัพย์ค้ำประกันไม่น่าเชื่อถือ และการงานที่ไม่แน่นอน

“ผลการสำรวจพบอีกว่า ประชาชนระดับฐานรากประมาณ 70% มีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย โดยกลุ่มตัวอย่างระบุว่า เกิดจากราคาสินค้าและราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้มีภาระหนี้ส่วนใหญ่ 72.80% ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา” นายเกรียงศักดิ์กล่าว

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์หนี้ของภาคครัวเรือนระดับฐานรากมีแนวโน้มประสบปัญหาก่อหนี้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ดังนั้นหากประชาชนมีวินัยในการบริหารทางการเงิน รู้จักเก็บออม ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ ก็จะช่วยให้สามารถฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไปได้

คลังดันรณรงค์ลดบุหรี่ “วาระแห่งชาติ

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยภายหลังร่วมหารือกับผู้บริหารสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.เพื่อหาแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาบุหรี่เถื่อนวานนี้ (20 พ.ค.) โดยกล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะผลักดันให้การรณรงค์เรื่องการลด ละ เลิก บุหรี่ เป็นวาระแห่งชาติ โดยเห็นร่วมกันที่จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 ชุด ซึ่งจะมาจากตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยชุดแรกจะเป็นคณะกรรมการกลาง เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายในการดำเนินการ ทั้งในส่วนของการปราบปรามและรณรงค์ในการลด ละ เลิก บุหรี่ ส่วนชุดที่สองจะทำหน้าที่รับนโยบายของชุดแรกมาปฏิบัติการ ทั้งนี้ ในเดือนหน้าจะได้มีการเสนอแผนดำเนินการดังกล่าวต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน สสส.ได้รับทราบ

“เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นภาษีบุหรี่แล้ว ซึ่งถือว่า เป็นแนวทางที่จะช่วยในการลด ละ เลิก บุหรี่ แล้ว เราก็ควรจะมีการรณรงค์เรื่องการปราบปรามบุหรี่เถื่อนควบคู่ไปด้วย เพราะปัจจุบันมีบุหรี่ที่ลักลอบเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ก็มีแนวโน้มที่เยาวชนจะหันมาสูบบุหรี่กันมากขึ้น ฉะนั้น ขณะที่ เราได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งจากกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตตรึงกำลังตามจุดเสี่ยงของการลักลอบทั่วประเทศตลอด 7 วัน คิดว่า หลังจากนี้ ยอดการลักลอบนำเข้าน่าจะลดลง”

เขากล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต จะได้มีการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายบุหรี่ และ บทลงโทษสำหรับผู้ที่ลักลอบการนำเข้า เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาการสูบบุหรี่และการลักลอบการจำหน่าย เพราะกฎหมายมีความล้าหลัง เนื่องจาก เป็นกฎหมายที่นำมาใช้ตั้งแต่ 40 ปีที่ผ่านมา โดยในส่วนของการขออนุญาตขายบุหรี่ก็ทำได้ง่าย และ ราคาถูก ส่วนบทลงโทษนั้นก็ต้องกำหนดให้มีความชัดเจนมากขึ้น

ด้านนายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่กล่าวเพิ่มเติมว่า มีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า มีการลักลอบการนำเข้าบุหรี่เถื่อนเข้ามาในหลายประเทศจำนวนมาก โดย 1 ใน 3 ของบุหรี่ที่ส่งมาขายนั้นได้หายไปในตลาดมืด และระยะ 15 ปีที่ผ่านมา มีบุหรี่ที่ส่งมาขายในไทยจำนวนประมาณ 488 ล้านซอง แต่พบว่า มีจำนวน 200 กว่าล้านซอง ได้หายไปในตลาดมืด และยังพบว่า 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตบุหรี่ ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 52% เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการค้าบุหรี่เถื่อนนี้

“กรมสรรพสามิตได้ประเมินไว้ว่า เราสูญเสียรายได้การผลิตบุหรี่ปลอมประมาณ 1,400-1,700 ล้านบาทต่อปี ส่วนการลักลอบบุหรี่เถื่อนนั้น เราสูญเสียรายได้ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี” เขากล่าว

อธิบดีราชทัณฑ์เซ็นคำสั่งย้ายล้างบาง 20 ผู้คุมคุกคลองเปรม

เว็บไซต์คมชัดลึก - นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์มีคำสั่งย้ายด่วนข้าราชการจากเรือนจำกลางคลองเปรม 20 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่อยู่ปฏิบัติงานในเรือนจำแห่งนี้มาเป็นเวลานาน ออกนอกพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบสั่งยาเสพติดของผู้ต้องขังในเรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากเจ้าหน้าที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่มานาน จึงมีความคุ้นเคยกับผู้ต้องขัง อย่างไรก็ตาม การย้ายเจ้าหน้าที่ครั้งนี้มีตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับชำนาญการพิเศษ เพื่อเป็นการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่เก่าๆ ที่อยู่มานานออก แล้วนำเจ้าหน้าที่บรรจุใหม่เข้าไปปฏิบัติงานแทน

ขณะเดียวกันยังมีการย้ายผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญส่วนหนึ่งไปควบคุมเข้มยังแดนควบคุมพิเศษ ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เพื่อตัดวงจรการติดต่อระหว่างผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายย่อยที่จะเป็นลูกมือให้แก่ผู้ต้องขังรายสำคัญ

นายนัทธีกล่าวอีกว่า กรมราชทัณฑ์กำลังจัดทำแดนควบคุมพิเศษเพิ่มขึ้นอีกในหลายเรือนจำ เช่น เรือนจำกลางบางขวาง เรือนจำกลางเขาบิน และเรือนจำกลางคลองไผ่ เพื่อแยกควบคุมผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญโดยเฉพาะ เพื่อคุมเข้มและตัดการติดต่อสื่อสารกับภายนอก และระยะยาวจะต้องมีการสร้างเรือนจำมั่นคงสูงสุดขึ้นสำหรับคุมเข้มผู้ต้องขังคดียาเสพติด ซึ่งเพิ่มมากขึ้นถึง 2 หมื่นคน ที่เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ

“ปัจจุบันเรือนจำทั่วประเทศมีภาระควบคุมตัวผู้ต้องขังเกือบ 2 แสนคน ขณะที่เรือนจำมีพื้นที่รองรับผู้ต้องขังได้เพียง 1.4 แสนคน โดยเฉลี่ยพบว่าผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นเดือนละ 2,000 คน จึงจำเป็นต้องพิจารณาหาพื้นที่สร้างเรือนจำมั่นคงสูงสำหรับคดียาเสพติดรายสำคัญโดยเฉพาะ ไม่ให้ไปปะปนกับพวกอื่น ซึ่งกำลังพิจารณาสถานที่ว่าจะใช้เกาะใดเกาะหนึ่ง หรือพื้นที่ห่างไกลชุมชน เช่น ที่คลองไผ่ ซึ่งกรมราชทัณฑ์มีที่ดินอยู่จำนวนมาก” นายนัทธีกล่าว

ผบช.น.ถกยุติปัญหาตลาดคลองเตย?

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ - พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เป็นประธานการประชุมเพื่อเจรจาหาข้อยุติปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่มผู้ค้าตลาดคลองเตยและการ์ดบริษัท ลีเกิ้ลโปรเฟสชั่นแนล จำกัด ที่ สน.ท่าเรือ วานนี้ โดยมีนายธรรมนัส พรหมเผ่า กรรมการบริหารบริษัทลีเกิ้ล และตัวแทนผู้ค้าเข้าร่วมเจรจา

นายธรรมนัส กล่าวหลังการเจรจาว่า ได้ข้อตกลงว่า ในการใช้บริการเข็นผักนั้น จะให้รถบรรทุกที่ขนผักมานั้นเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า จะเลือกใช้บริการจากบริษัทลีเกิ้ล หรือบริษัทเก่า ส่วนเรื่องการกระทบกระทั่งกัน เจ้าหน้าที่ได้ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้กำลังปะทะกัน

นายธรรมนัส ให้ความเห็นว่า การแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันสามารถแก้ปัญหาได้เพียงบางเรื่องเท่านั้น หากผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออกมาเจรจาด้วยตัวเอง คาดว่าปัญหาน่าจะยุติลงได้

ด้านตัวแทนผู้ค้า กล่าวว่า การค้าขายในตอนนี้เป็นไปด้วยความกลัวและหวาดระแวง เนื่องจากเกรงว่าจะมีคนประสงค์ร้ายอยู่ตลอดเวลา โดยทางบริษัทลีเกิ้ลต้องถอนตัวออกไป และให้การท่าเรือฯ ทำประชาพิจารณ์ โดยให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าร่วมประมูลด้วย

ด้าน พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวว่า ได้รับความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย โดยให้บริษัทลีเกิ้ล ยกเลิกการให้การ์ดเข้าไปดูแลในตลาด และขอให้ทางแม่ค้าไม่รบกวนสิทธิของกันและกัน ซึ่งการเจรจากันได้ข้อสรุปต่างๆ แล้ว คาดว่าเรื่องทุกอย่างก็จะสามารถยุติได้ อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลความเรียบร้อยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าสบายใจ

ต่างประเทศ

โสมแดงแปรพักตร์ปูดลูกคนกลางสืบทอดอำนาจ

เว็บไซต์ไทยรัฐ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (20 พ.ค.) อ้าง หนังสือพิมพ์ “ดอง-อา” ของประเทศเกาหลีใต้รายงานวันเดียวกันนี้ จากเปิดเผยของนายคิม ดุค ออง คนสนิทของนายฮวาง จาง ยอป อดีตประธานรัฐสภาเกาหลีเหนือ ที่แปรพักตร์มาลี้ภัยในประเทศเกาหลีใต้เมื่อปี 2550 ว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่นายคิม จอง อิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือวางตัวนายคิม จอง ชอล ลูกชายคนกลางวัย 29 ปี เป็นผู้สืบทอดอำนาจ ไม่ใช่นายคิม จอง อัน ลูกชายคนเล็กวัย 26 ปีดังที่คาดการณ์กัน โดยขณะนี้ นายคิม จอง ชอล รับตำแหน่งสูงในพรรคกรรมกรพรรครัฐบาลอย่างลับๆ เพื่อฝึกความพร้อมเป็นผู้นำและรายงานโดยตรงต่อบิดา

รายงานนี้ขัดแย้งกับการคาดการณ์ของสื่อมวลชนระบุว่านายคิม จอง อิล เห็นว่าลูกชายคนกลาง จบการศึกษาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีลักษณะอ้อนแอ้นคล้ายผู้หญิงเกินไปที่จะเป็นผู้นำได้ เพราะมีอาการฮอร์โมนเพศหญิงสูงกว่าปกติ จึงวางตัวลูกชายคนเล็กเป็นทายาทอำนาจ ส่วนนายคิม จอง นัม ลูกชายคนโตวัย 38 ปี เดิมถูกคาดหมายกันว่าจะได้เป็นทายาทอำนาจ ต้องหมดสิทธิ์ไปหลังถูกจับที่ประเทศญี่ปุ่นขณะพยายามเดินทางเข้าไปเที่ยวสวนสนุก ดิสนีย์แลนด์โดยใช้พาสปอร์ตปลอมในปี2544

ระบุด้วยว่า นายคิม จอง อิล วัย 67 ปี รับอำนาจสืบต่อจากนายคิม อิล ซุง บิดา “ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่” ที่เสียชีวิตในปี 2537 เขาปกครองด้วยระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ ไม่ให้มีฝ่ายค้าน แต่หลังมีข่าวลือว่าเขาป่วยด้วยโรคลมปัจจุบันเมื่อปีที่แล้ว สื่อมวลชน ต่างเกาะติดข่าวอย่างเข้มข้นว่าเขาวางตัวใครเป็นทายาทอำนาจ

เขมรชุมนุมวันแห่งความโกรธ รำลึกเหยื่อเขมรแดง

เว็บไซต์ไทยรัฐ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (20 พ.ค.) ว่า ชาวกัมพูชาราว 2,000 คน รวมทั้งพระสงฆ์หลายร้อยรูป ชุมนุมที่เขตช่องเอก ที่เคยเป็น “ทุ่งสังหาร” ของชาวเขมรแดง เนื่องใน “วันแห่งความโกรธแค้น” ประจำปี

รายงานระบุด้วยว่า วันเดียวกันนี้ เป็นวันรำลึกถึงผู้ตกเป็นเหยื่อความทารุณโหดร้ายของชาวเขมรแดง โดยนักศึกษาราว 40 คนได้จำลองการทรมานและสังหารผู้คนขณะเขมรแดงกุมอำนาจในช่วงทศวรรษ 1970 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1.7 ล้านคนด้วย การชุมนุมในวันแห่งความโกรธแค้นปีนี้มีขึ้นขณะที่ศาลพิเศษที่มีสหประชาชาติ เป็นผู้อุปถัมภ์อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีอดีตผู้นำเขมรแดง โดยจำเลยรายแรกคือนายเกียง เคก เอียฟ หรือ “สหายดุช” อดีตผู้บัญชาการเรือนจำ “โตล สเลง” อันอื้อฉาว

บินลำเลียงอิเหนาร่วงดับ98ศพ

เว็บไซต์ไทยโพสต์ - เครื่องบินซี-130 ของกองทัพอินโดนีเซียประสบเหตุพุ่งชนบ้านหลายหลังก่อนกระแทกนาข้าวระเบิดไฟลุกท่วมทั้งลำที่ชวาตะวันออก ทำให้เสียชีวิตอย่างน้อย 98 คน เผยเป็นเครื่องบินลำเลียงอายุร่วม 30 ปีที่ได้รับมอบจากสหรัฐ แต่กองทัพยืนยันสภาพยังดี แม้ชาวบ้านอ้างเห็นปีกขวาและชิ้นส่วนร่วงจากกลางอากาศ

ภาพข่าวทีวีอินโดนีเซียเผยให้เห็นควันสีดำพวยพุ่งสู่ท้องฟ้าจากจุดที่เครื่องบินลำเลียงชนิดซี-130 เฮอร์คิวลิสกลายเป็นซากไหม้ไฟลุกท่วมอยู่ปลายนาข้าว ขณะที่ทหารช่วยกันนำร่างผู้ได้รับบาดเจ็บออกจากตัวเครื่องที่เหลือให้เห็นเพียงส่วนหางราว 15 เมตร โดยมีชาวบ้านพยายามช่วยกันใช้ถังน้ำสาดน้ำดับไฟอย่างเต็มกำลัง

ซากอม แทมบูน โฆษกของกองทัพ แถลงว่า ซี-130 ลำนี้มีลูกเรือ 11 คน และผู้โดยสาร 99 คนที่รวมถึงเด็กด้วย 10 คน กำลังนำทหารและครอบครัวทหารบินจากกรุงจาการ์ตาไปยังฐานทัพอิสวาห์ยูดีในจังหวัดชวาตะวันออก ไกลจากกรุงจาการ์ตาทางทิศตะวันออกราว 520 กม. ขณะเกิดเหตุนั้นสภาพอากาศปลอดโปร่งและตัวเครื่องบินก็อยู่ในสภาพดี

เครื่องบินลำนี้พุ่งชนบ้านหลายหลังในหมู่บ้านเกปลัก ก่อนจะกระแทกพื้นและระเบิดปลายนาข้าว ระหว่างเตรียมร่อนลงที่ฐานทัพอิสวาห์ยูดีที่ห่างออกไปเพียง 6.5 กม. เมื่อเวลาราว 06.30 น.ของเช้าวันพุธ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

บัมบัง ซูลิสต์โย โฆษกกองทัพอากาศ เผยว่า กองทัพอากาศจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดหนึ่งมาตรวจสอบอุบัติเหตุครั้งนี้ พร้อมกับเสริมว่าเครื่องบินลำนี้มีอายุเกือบ 30 ปีแล้ว และมีผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนเล่าว่าเห็นปีกข้างขวาของเครื่องหล่นจากกลางอากาศ

ลามิดี ชาวนาวัย 41 ปีซึ่งกำลังทำนาอยู่ใกล้จุดตก บอกว่า ตนได้ยินเสียงระเบิดดังอย่างน้อย 2 ครั้ง และเห็นเปลวไฟลุกไหม้ภายในตัวเครื่อง จากนั้นส่วนปีกได้หักและร่วงลงมา

บัมบัง ซามูโดร ผู้บัญชาการฐานทัพอากาศอิสวาห์ยูดี เผยว่า มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 98 คน รวมถึงคนบนพื้นดินอีก 2 คน และมีผู้รอดชีวิต 15 คน

ประธานาธิบดีสุสีโล บัมบัง ยุทโธโยโน ได้ร้องขอประชาชนว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ จนกว่าการสอบสวนจะได้ข้อสรุป ขณะที่อีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีกลาโหมจูโวโน ซูดาร์โซโน ชี้ว่า งบประมาณซ่อมบำรุงถูกจำกัดอยู่แค่ไม่ถึง 10% ของงบกองทัพทั้งที่ควรจะอยู่ที่ระดับ 20-25%

ชัปปี ฮาคิม อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศเปิดเผยกับข่าวรอยเตอร์ว่า เครื่องบินซี-130 ลำที่ตกนี้ผลิตโดยสหรัฐตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980s

กองทัพอากาศอินโดนีเซียใช้เครื่องบินลำเลียงรุ่นนี้เป็นหลักมาตั้งแต่ต้นยุค 1960s หลังได้รับมอบมาจากสหรัฐ 10 ลำ เป็นการแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิดของซีไอเอที่ถูกยิงตกระหว่างสนับสนุนกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลในปี 2501 ช่วงเวลา 20 ปีนับจากนั้นสหรัฐยังมอบซี-130 ให้อีกราว 40 ลำ ส่วนมากเป็นเครื่องที่ผ่านการใช้งานแล้ว กระทั่งมาถึงยุคประธานาธิบดีบิล คลินตัน อินโดนีเซียก็ถูกรัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรทางทหารตอบโต้เหตุการณ์นองเลือดในติมอร์ตะวันออกปี 2542

กองทัพอากาศโอดครวญมานานแล้วว่า การถูกคว่ำบาตรนี้ทำให้กองทัพขาดแคลนอะไหล่ และงบซ่อมบำรุงก็ไม่เพียงพอ เพียงไม่นานเครื่องบินหลายลำก็ไม่สามารถใช้งานได้ แม้ว่าสหรัฐจะยกเลิกคว่ำบาตรเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังมีปัญหาว่าการซ่อมบำรุงเครื่องบินเหล่านี้จะคุ้มค่าต่อการใช้งานหรือไม่

หลายปีที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุทางอากาศกับเครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินทหารของอินโดนีเซียหลายครั้ง เช่นเดือนที่แล้วเครื่องบินฟอกเกอร์ 27 พุ่งชนโรงเก็บเครื่องบินที่สนามบินในชวาตะวันตก ทำให้เสียชีวิตทั้งลำ 24 คน ยังมีอุบัติเหตุกับเครื่องบินโดยสารหลายครั้งคร่าชีวิตคนมากกว่า 120 คนในช่วงไม่กี่ปีมานี้ด้วย ประวัติความปลอดภัยที่ย่ำแย่นี้ทำให้ปี 2550 สหภาพยุโรป (อียู) ได้สั่งห้ามสายการบินทั้งหมดของอินโดนีเซียให้บริการในชาติสมาชิกอียู

อำนาจที่ทำให้ ‘เหตุผล’ สยบยอม?

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: อำนาจพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และอำนาจพื้นที่ศีลธรรม ทำให้ เหตุผลสยบยอม?
นักปรัชญาชายขอบ


เกริ่นนำ
ในสังคมเสรีประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราถือว่าประชาชนมีอำนาจในการปกครองตนเอง การมีหลักประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือการใช้เหตุผลในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบกันและกัน ย่อมเป็นการส่งเสริมความงอกงามทางสติปัญญาของประชาชนซึ่งจะส่งผลให้เขาสามารถปกครองตนเองได้ด้วยวิจารณญาณที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย

ดังนั้น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกันจึงเป็นข้อเรียกร้องพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย แต่ในสังคมประชาธิปไตยไทย เสรีภาพและการใช้เหตุผลมักถูกทำให้สะดุดหยุดลงด้วยอำนาจตามจารีต (อย่างน้อย) 2 อำนาจหลักๆ คือ อำนาจของ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับ อำนาจของพื้นที่ศีลธรรม

อำนาจพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
อำนาจของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตยไทย ถูกกำหนดไว้ทั้งโดยรัฐธรรมนูญและจารีตประเพณีว่า ประชาชน (หมายถึง เสรีชนซึ่งตรงกันข้ามกับ ข้า หรือ ไพร่”) ไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ เราจะพูดถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิได้ก็เฉพาะแต่ในทางบวกหรือในทางสรรเสริญเยินยอเท่านั้น การใช้เหตุผล ตัวอย่างเช่น เหตุใดประชาชนจึงไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบบุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางคนบางกลุ่มผู้ซึ่งดำรงชีวิต ดำรงสถานภาพและเกียรติยศด้วยเงินภาษีของประชาชน? หรือการที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบเช่นนั้นเป็นการขัดต่อหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของสังคมประชาธิปไตยหรือไม่?

แน่นอนว่า เมื่อต้องเผชิญกับอำนาจของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ การใช้เหตุผลตามตัวอย่างดังกล่าวย่อมถูกกระทำให้สะดุดหยุดลง เพราะง่ายดายมากที่คนในสังคมนี้จะมองว่าคำถามที่มีเหตุผล (Reasonable) ดังกล่าวเป็นสิ่งท้าทายหรือบ่อนทำลายอำนาจของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และโดยที่ไม่ต้องใช้หลักตรรกะอะไรนักก็มักจะสรุปกันอย่างเป็นประเพณีว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นการบ่อนทำลาย ความมั่นคงของชาติ” (นี่เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งหรือไม่ที่ทำให้พัฒนาการประชาธิปไตยในสังคมไทยมักสะดุดหยุดลงด้วยรัฐประหารที่ชอบธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า?)

อันที่จริง ไม่ว่าสังคมใดๆ จะมี พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” (ในนามของสถาบัน พระเจ้า หรืออะไรก็ตาม) เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจหรือเป็นที่เคารพสักการะของสมาชิกแห่งสังคมนั้นๆ ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรให้อำนาจของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือการใช้เหตุผล

พูดให้ตรงก็คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นควรมีอยู่ด้วยเหตุผลที่สาธารณชนยอมรับร่วมกันว่าควรมี และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ควรดำรงอยู่อย่างยั่งยืนได้เพราะทนต่อการพิสูจน์ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบด้วยเหตุผล

แต่ในสังคมไทย อำนาจของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลับถูกนำไปใช้ในทางยับยั้งหรือทำให้การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการใช้เหตุผลต้องสะดุดหยุดลง เช่น ทำให้เสรีภาพและการใช้เหตุผลทางวิชาการต้องสะดุดหยุดลง (โดยการแจ้งข้อหาหมิ่นฯ กับการออกข้อสอบของอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นต้น) หรือทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การกำหนดแนวนโยบายทางการเมืองในเวทีการเมืองของภาคประชาชนต้องสะดุดหยุดลงเมื่ออำนาจของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกนำมาใช้เพื่อกำจัดศัตรูที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ฯลฯ


ที่เลือดเย็นกว่านั้น อำนาจของพื้นที่ศักดิสิทธิ์ยังถูกนำมาใช้ขีดเส้นแบ่งประชาชนในประเทศออกเป็น 2 สี หรือ 2 ฝ่าย จนสร้างความแตกแยกในสังคมอย่างกว้างขวางและร้าวลึกลงไปถึงสังคมระดับเพื่อนร่วมงาน สามีภรรยา หรือกระทั่งพ่อแม่ลูก เพียงแค่ขีดเส้นแบ่งว่า คนสีนี้เอา-ไม่เอาสถาบันพร้อมกับสำทับว่าถ้าคุณไม่อยู่ในสีเดียวกับฉันหรือเห็นต่างจากแนวทางของฉันก็เท่ากับคุณไม่เอาสถาบันการพูดคุยกันด้วยเหตุผลระหว่าง 2 ฝ่าย (หรือแม้แต่จะคุยกันด้วยเหตุผลกับฝ่ายอื่นๆ) ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว


อำนาจพื้นที่ศีลธรรม
เมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมไปเยี่ยมบ้านในหมู่บ้านชนบทอีสานแห่งหนึ่ง แม่เล่าให้ฟังว่าวันสงกรานต์จะมีงานทอดผ้าป่าซื้อที่ดินถวายวัด ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้านเดินรับเงินบริจาคโดยกำหนดให้แต่ละครอบครัวตั้งกองผ้าป่า ครอบครัวละ 500 บาท เมื่อวานผู้ใหญ่บ้านบอกแม่ว่าน่าจะตั้งกองผ้าป่าสัก 5,000 บาท เพราะมีลูกเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมถามว่าที่วัดมีพระกี่รูป มีที่ดินอยู่แล้วกี่ไร่ พระที่วัดทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อะไรบ้าง (เช่น นำชาวบ้านปฏิบัติธรรม เลิกอบายมุข ส่งเสริมการออมทรัพย์ หรือกิจกรรมการพัฒนาอื่นๆ)

คำตอบที่ได้คือ วัดมีที่ดินอยู่แล้วราว 20-30 ไร่ มีพระหลวงตารูปเดียวเพิ่งมาอยู่ใหม่ ที่วัดนี้มีพระมาแล้วก็ไปเปลี่ยนหน้าอยู่เรื่อยๆ กิจกรรมสอนชาวบ้านหรือพัฒนาอะไรต่างๆ ที่ผมถามนั้นไม่มีเลย ผมจึงบอกกับแม่ว่าเราทำบุญสัก 100-200 บาท ไม่ได้หรือ? แม่ตอบด้วยสีหน้ากังวลว่ามันเป็นงานบุญ เราก็ต้องอยู่ในสังคม

เรื่องที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าอำนาจของพื้นที่ศีลธรรมหรือความดีงามอย่างเช่นการทำบุญมันทำให้แม่ของผม (รวมทั้งชาวบ้านที่ยากจนอีกมาก) หยุดการใช้เหตุผล เช่น การตั้งคำถามว่าสมควรซื้อที่เพิ่มให้วัดหรือไม่ ผ้าป่าครอบครัวละ 500 บาท ทำให้ชาวบ้านยากจนลำบากเกินไปหรือไม่ ใครคือเจ้าของที่ดินที่อยู่ติดวัดซึ่งได้ประโยชน์จากการขายที่ดินให้วัด ประโยชน์ที่จะเกิดแก่ชาวบ้านจากการขยายที่ดินวัดเพิ่มขึ้นคืออะไร ฯลฯ

ตัวอย่างที่ยกมาอาจดูว่าผมคิดอะไรหยุมหยิมมากไป แต่เราก็เห็นกันอยู่ทั่วไปว่าอำนาจของพื้นที่ศีลธรรมในนามของบุญ กุศล อะไรต่างๆ นั้น เป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ทำให้การใช้เหตุผลของผู้คนสะดุดหยุดลง (บ้านเราจึงมีการบุญการกุศลแกมบังคับหรือจำใจจำยอมกันอย่างดาษดื่น รวมทั้งที่ทางราชการเชิญชวนแกมบังคับให้ซื้อวัตถุมงคล หรือเสื้อตราสัญลักษณ์ในโครงการของ ท่านผู้หญิงอะไรนั่นด้วย)

แต่ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง คืออำนาจของพื้นที่ศีลธรรมในนามของ ความดีคลาสสิกต่างๆ เช่น ความดีในการปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ความดีในการ ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินการต่อสู้ทางการเมืองที่ใช้ธรรมนำหน้าฯลฯ เพราะอำนาจของ ความดีคลาสสิกเหล่านี้มันไปรับรองความชอบธรรมอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ (absolute) ของจุดยืน เป้าหมาย และวิธีการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายที่อ้างความดีเช่นนี้ ทำให้ฝ่ายที่อ้างความดีเช่นนี้มีอำนาจตัดสินถูก-ผิดได้ทุกเรื่อง

เช่น ตัดสินว่ากลุ่มคนพวกไหนเป็นพวกฉลาด เป็นพวกโง่ พวกฉลาดมีความชอบธรรมในการประท้วงมากกว่าพวกโง่ 1 เสียงของพวกฉลาดมีค่ามากกว่า 1 เสียงของพวกโง่ พวกฉลาดเป็นม็อบอุดมการณ์ พวกโง่เป็นม็อบรับจ้าง หรือกระทั่งสั่งปลดรัฐมนตรี ผบ.เหล่าทัพ ผบ.สนง.ตำรวจแห่งชาติทางทีวี ฯลฯ

ที่น่าสยดสยอง (ยิ่งกว่าน่ากลัวอีก) ก็คืออำนาจของพื้นที่ศีลธรรมในนามของ ความดีคลาสสิกดังกล่าว มันยังให้ความชอบธรรมกับการเรียกร้องการใช้กำลังทหารหรือการใช้รัฐประหารแก้ปัญหาการเมือง และยังให้ความชอบธรรมกับข้อเสนอมหัศจรรย์พันลึก

เช่น ถ้านักการเมืองทุจริตให้ทหารทำรัฐประหารได้ พระมหากษัตริย์เป็นจอมทัพไทย การแต่งตั้ง ผบ.เหล่าทัพต้องให้เป็น พระราชอำนาจเท่านั้น เป็นต้น ซ้ำยังให้ความชอบธรรมกับการกดข่มฝ่ายตรงกันข้ามให้กลายเป็น คนอื่นซึ่งไม่ใช่คนไทย ไม่จงรักภักดี ผู้ทำลายชาติ กระทั่งเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ปีศาจ สัตว์นรก และให้ความชอบธรรมกับการเสียดเย้ยฝ่ายที่สามที่สี่หรือใครก็ตามที่เห็นต่างจากฝ่ายตนให้เป็นเพียงพวกตัวตลกหรือมี ความคิดที่น่าตลกขบขัน

อำนาจของพื้นที่ศีลธรรมดังกล่าว จึงทำให้หยุดการใช้เหตุผลในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบตนเอง และการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบฝ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะการใช้เหตุผลในการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายซึ่งเป็นธรรมชาติของสังคมการเมืองยุคปัจจุบันและอนาคต

การท้าทายการครอบงำของอำนาจทั้งสองและทางเลือก
ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระยะ 3-4 ปีมานี้ อำนาจพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และอำนาจพื้นที่ศีลธรรม (ในนามความดีคลาสสิก”) ถูกตั้งคำถามหรือถูกท้าทายด้วยการใช้เหตุผลมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า อำนาจทั้งสองไม่สามารถสยบการใช้เหตุผลของประชาชนผู้รักเสรีภาพได้จริง ในอดีตการปิดกั้นการแสดงออกอย่างเปิดเผยทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี อาจได้ผล แต่ในปัจจุบันสื่อในโลกอินเทอร์เน็ตไม่อาจปิดกั้นอย่างได้ผล ดังนั้น การทำให้การใช้เหตุผลสะดุดหยุดลงโดยการใช้อำนาจพื้นที่ศักดิสิทธิ์และอำนาจพื้นที่ศีลธรรม จึงไม่ได้ผลอีกต่อไป

ทางเลือกที่ควรจะดีแก่ทุกฝ่ายและสังคมประชาธิปไตยไทย คือ สังคมควรร่วมกันคิดหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันด้วยเหตุผลบนเวทีสาธารณะต่างๆ เพื่อหาทางทำให้อำนาจพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และอำนาจพื้นที่ศีลธรรมปรับตัวให้ดำรงอยู่ได้อย่างน่านับถือ ภายใต้ระบบโครงสร้างและวัฒนธรรมที่มีหลักประกันเสรีภาพในการพูดความจริง การแสดงความคิดเห็น และการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบกันและกันอย่างมนุษย์ที่มีความเป็นมนุษย์เสมอภาคกัน

หยุดทำร้ายประเทศไทย .... ควรต้องบอกใคร?

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ naybaerg
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
21 พฤษภาคม 2552

การรวมตัวขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน, สถาบันทางวิชาการ, องค์กรภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ที่ออกมารณรงค์ให้ 'หยุดทำร้ายประเทศไทย' ในช่วงที่ผ่านมานั้น มองโดยหลักการ ก็ดูเหมื่อนดี น่าให้การสนับสนุน

แต่เท่าที่ผ่านมา พวกคุณไปทำอะไรอยู่ล่ะ

เพราะดูจากการรวมตัวกันแล้ว พวกคุณมีอิทธิพลต่อสังคมสูงมาก (ยังมีการอ้างถึงบุคคลสำคัญๆ ที่มีอิทธิพลต่อสังคมมากๆ อย่างเช่น นายอานันท์, นายแพทย์ประเวศ ฯ ร่วมอยู่ในการรวมตัวนี้ด้วย)

ถ้าคุณทำอย่างจริงจัง ตั้งแต่ทหารออกมาปฏิวัติ (แบบที่คุณนวมทองทำ แต่ผมไม่ได้หมายความว่า ให้พวกคุณไปฆ่าตัวตายเพื่อการเรียกร้อง โดยที่คุณอ้างถึงประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่า คงมีประชาชนส่วนใหญ่จริงๆ ที่เห็นด้วยกับการใช้กำลังเข้าปฏิวัติ ซึ่งเป็นการทำร้ายประเทศไทย) มีหรือ ที่จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

ถ้าเปลี่ยนจากลุงนวมทอง มาเป็นพวกคุณ ผมว่า ขี้คร้านทหารจะวิ่งหางจุกตูดกลับไปไม่ทันเสียด้วยซ้ำ

การออกมาพูดแก้ตัว เราก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน หรือเราก็ดำเนินกิจกรรมมาตลอดเวลานั้น ก็อาจจะจริง แต่คุณจริงจังหรือเปล่าล่ะ เพราะยังเห็นบ้าง บุคคลสำคัญบางคนที่คุณอ้างถึง ไปพูดให้ท้าย พธม.ด้วยซ้ำไป

เพราะฉะนั้น การออกมาในช่วงนี้ของพวกคุณ มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือเปล่าครับ

เพราะโดยนัยแล้ว ก็คือคุณกำลังบอกสังคมว่า เสื้อแดงหยุดได้แล้ว อย่าทำร้ายประเทศอีกเลย (เพราะมีเพียงกลุ่มเดียว ที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง)

ถ้าผมจะสมมุติให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น (เพราะคุณสมประโยชน์กันแล้ว ก็เลยมองไม่เห็นปัญหาของอีกฝ่าย) มันคล้ายๆกับว่า มีคนมาข่มขืนเมียคุณ และขอใช้สิทธิในการเป็นผัวของเมียคุณ ใช้ชีวิตครอบครัวอยู่ในบ้านเดียวกับคุณ แล้วก็ไอ้หมอนั่น ก็ไปชักชวนเพื่อนบ้านคุณมารวมตัวกัน เรียกร้องให้คุณอยู่เฉย ใช้ชีวิตแบบปกติ ร่วมกับเขาไป เพื่อความสงบสุขของครอบครัว และคนในหมู่บ้าน

คุณคิดว่าไงละ คุณยินดีใช้ชีวิตที่สงบสุขแบบนั้นได้หรือเปล่า

ผมถามพวกคุณจริงเถอะว่า คุณไม่รู้จริงหรือว่าแกล้งไม่รู้ พวกเสื้อแดงที่เขาต้องออกมาเรียกร้อง เขาต้องการอะไร (เพราะส่วนใหญ่แล้ว พวกคุณก็จะตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่แรก ว่า เรียกร้องหรือเคลื่อนไหวเพื่อทักษิณ เมื่อโจทย์ผิดคำตอบ มันก็ไม่มีทางถูกไปได้หรอก)

คุณลองไปย้อนดูข้อเรียกร้อง ๓-๔ ข้อ ในครั้งแรกเลย คืออะไร ก็แค่ให้ดำเนินการตามกฎหมายแก่ พธม.ที่ทำผิดกฏหมายในทุกเรื่อง และให้ปลดนายกษิตออกจากตำแหน่ง ซึ่งคุณคิดว่า มันสมเหตุสมผลหรือเปล่าล่ะ

เขาไม่ได้เรียกร้องอะไรที่เกินเลย หรือไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิงในแบบที่ พธม.ชอบเรียกร้องด้วยซ้ำไป เช่นให้รัฐบาลในขณะนั้นลาออกไป ไม่เช่นนั้นถ้าเกิดเหตุรุนแรงใดๆ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ฮ่วย (หรือพวกคุณว่ามันสมเหตุสมผล)

ถ้าหากว่าเสื้อแดงออกมาเรียกร้อง แบบที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย ผมจะเข้าร่วมเรียกร้องกับพวกคุณทันที

คุณอาจจะแย้งว่า ก็มันจบๆ ไปแล้ว จะออกมาทำให้ประเทศไทยเสียหายอีกทำไม (จริงๆ แล้วนี่ เป็นอีกกลเม็ดหนึ่ง ที่เป็นการพูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น)

ผมก็ขอถามกลับว่า ถ้าเป็นเหตุการณ์ตามที่ผมสมมุติ คุณยินดีที่จะสงบเสงี่ยม ให้มันจบๆ ไปไหมล่ะ

แล้วแบบนี้ ใครกันครับ ที่ทำร้ายประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ??

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้ยมม.ม้าหาย

ที่มา Thai E-News

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
20 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ


พอผมเขียนเรื่องนี้ออกมา โอ้โหเป็นเรื่องเป็นประเด็นใหญ่โตในแวดวง ตอนนี้ก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปหมด แต่แทนที่พวกมันจะพูดว่า แม่งระยำจินๆพวกเราเนี่ย กรูว่าพวกเรามากลับตัวกลับใจเหอะนะ มันจะได้เลิกด่าพวกเรา เสือกถามหาแซ่ดว่า "ใครวะ? ใครวะ!ด่าพวกกู"...อ่าว!ไอ้เชี่ย มึงจะสนไปทำไมว่าใครด่ามึง สนแค่ว่าที่กรูด่ามาทั้งหมดเนี่ย มันใส่สีใส่ไข่ไหมลูกอีดอก หรือกรูเนื้อๆเน้นๆ...เอาว่าหากยังไม่กลับตัวกลับใจ พวกมึงเตรียมเจอเรียงเม็ดอีกยก มีต่อภาคสองแน่ๆ


มหากาพย์ลากไส้สื่อเหี้ย จากสงกรานต์เลือดไขปมไปสู่ไส้ทุกขดในวงการ

ไอ้ที่ผมได้เขียนเรื่องมหากาพย์ลากไส้ถลกหนังสื่อเหี้ยมาให้กากินนี่ ต้นเรื่องก็มาจากว่า ตอนพวกเสื้อแดงม็อบกันแล้วบานปลายเป็นเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปี2552นะแหละ

พวกเสื้อแดงก็คับอกข้องใจเหลือคณาว่า ทำไมพวกสื่อทำตัวได้เหี้ยม ม.ม้าหายกันขนาดนี้ คือรุมกระทืบเสื้อแดงซะตายคาตีน ทีกับตอนพวกม็อบพันธมิตรเสื้อเหลืองทำไมมันถึงอวยกันจัง...สื่อทำไมมี2มาตรฐานวะ สัดดด!!?

คนนอกวงการก็คงได้แต่เดาส่งเดชกันไปว่าเพราะยังงุ้นเพราะยังงี้ อย่ากระนั้นเลยผมคนในแท้ๆ ไม่เอามาแฉให้ฟังนี่มันจะเป็นบาปกรรมตกแก่ตัว ก็เลยได้ลากไส้กันให้ฟังให้อ่าน ให้เสพ


ผมก็สรุปไว้อยู่ว่า เรื่องนี้มันมีทั้งปัจจัยผลัก(คือโดนเหลี่ยมเล่น จริงๆคือก็เล่นกันไปเล่นกันมา ผลัดกันเล่น)

กับปัจจัยดูด คือสื่อต้องไปพึ่งพาคนที่คุมอำนาจ ทรงพลัง ดลบันดาลสัมปทานคลื่น ความถี่ โคดสะนาให้ได้ เพื่อที่สื่อจะได้เลิกไส้แห้ง มันก็ต้องแลกด้วยการไปเชียร์พวกนี้ บังเอิญพวกนี้ก็เป็นศัตรูเหลี่ยมด้วย

พูดถึงตอนนี้มิตรรักแฟนเหลี่ยม หรือพวกเสื้อแดงแจ๋อาจจะไม่ชอบใจ แต่ฟังเอาไว้เถอะเพราะดันเป็นเรื่องจริง...คือเหลี่ยมมันก็ดันไปทำแสบกับไอ้พวกสื่อไว้เยอะมั้กมาก มันก็เลยโดนเขาเอาคืน

จริงๆแล้วคุณๆหากอ่านที่ผมเขียนด่ามาให้ดีจะพบข้อสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งก็คือว่า สื่อพวกนี้มันก็ใช่ว่าเกิดมาแล้วเป็นเหี้ยหางแดงเลยนะ...

มันก็มีมูลเหตุจูงใจ มีความเป็นไปเป็นมาทุกตัว ภาษาวิชาการเขาเรียกว่า"ปัจจัยผลัก-ปัจจัยดึง" ภาษาผมคือ"ปัจจัยถีบ-ปัจจัยดูดจ๊วบ"

ถ้าภาษาคอมมูนิสต์เขาเรียกว่า"คับแค้นทางจิตใจ ยากไร้ทางวัตถุ"เป็นปัจจัยให้คนมันลุกขึ้นมาสู้

ปัจจัยดูดจ๊วบนี่ไม่ต่างกันหรอก คือสื่อก็อยากหนีจากสภาพสื่อไส้แห้งมามีเงินมีทองเหมือนอาชีพอื่นๆเขามั่ง จะเบ่งให้พองหรือเข้าตลาดหุ้นก็ว่ากันไป แต่ความซวยของบ้านเมืองเราคือความที่เป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ กับโครงสร้างทางสังคมแบบระบบอุปถัมภ์(แหม่...ชักจะวิชาการมากไปแล้วมั๊ยสัดดด) มันก็ต้องไปเลียตีนทหาร,ป๋า,เจ้าของคอกม้าเพื่อเอาสัมปทานคลื่น,ความถี่,โคดสะนา,เวลาออกอากาศ แล้วก็ต้องไปรับใช้เขา แล้วก็ทำร้ายประเทศชาติบ้านเมือง

พวกนี้มันวิวัฒนาการมาเป็นเหี้ยหมดแล้วแบบที่ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์เคยว่าไว้..เหี้ยเอากับเหี้ยนึกออกใช่มั๊ย?

มันสมประโยชน์กัน อุปถัมภ์กันไปมา ไอ้พวกกลุ่มพลังอำนาจและอำนาจลึกลับก็อยากหาคนช่วยเชียร์ หาหมาไว้เห่าไว้กัดศัตรู ไอ้พวกสื่อก็อยากได้คลื่น ได้สัมปทานทีวี วิทมยุ อยากได้โฆษณา มันก็สมประโยชน์กัน กับไอ้พวกสื่อมันก็มีคดีเก่ากับไอ้เหลี่ยมอยู่เยอะ มันอยากเช็กบิลอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

อย่างตอนสงกรานต์ทมิฬที่สื่อยำตีนพวกม้อบเสื้อแดง คนก็ไปสงสัยว่าเพราะสื่อกลัวพรก.ฉุกเฉินมั่ง เพราะสื่อถูกรัฐกดดันให้ต้องเสนอข่าวเข้าข้างรัฐบาลมั่ง...พูดตรงๆรัฐจะไปทำอะไรไปบีบอะไรสื่อหละ คือเทียบกับว่าสื่อเป็นผู้หญิง รัฐเป็นผู้ชาย แค่รัฐแตะขาเบาๆ สื่อแม่งก็ถ่างซะจนน้ำบานแล้ว...ไม่รู้จะเทียบกับอะไร เลยเทียบให้แม่งจัญไรอย่างนี้แหละ

ส่วนปัจจัยถีบนี่ไปดูแต่ละเคสย้อนหลังที่ผมเล่ามาเลย เหมือนกันทุกตัว

-อย่างโล้นเนชั่นนี่เหลี่ยมก็เข้าไปเทกโอเวอร์ITV เข้าใจว่าคงเทกแบบไม่เป็นมิตร แบบที่ฝรั่งเรียกว่าhostile takeoverคือพวกหยุ่นก็วงแตกหนีหัวซุกออกจากITV(สมมุติขี่ไทม์แมชชีนไปแก้ไขได้ ทำไมไม่ทำข้อตกลงว่า กูจ่ายตังค์ ให้หยุ่นเป็นคนใส่content มันก็จบแบบwin-win) พอหยุ่นหัวซุกออกไปซบTTVพอมีช่องหายใจนิดๆหน่อยๆ เหลี่ยมตามไปตื้บซ้ำกะเอาให้เขาจมดินอีก

หยุ่นมันก็ต้องแค้นตาแม้น มีลูกบอกลูกมีหลานบอกหลาน พอดีไอ้แก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก หรือสรยุทธ์มันก็หัวอ่อนอย่างผมเขียนเล่ามา ประกอบกับมันเป็นพวกกากี่นั้ง อาจจะดูหนังกำลังภายในมาก มันก็ประกาศสิว่า"ข้าจะแก้แค้นให้ท่านพ่อ..."แล้วพวกมันอาจเผลอคิดไปว่ามันกำลังเป็นบู๊ลิ้มยุทธจักรออกตามล่าล้างแค้นจอมมารอสูรอยู่ ลืมไปว่ามึงกำลังทำหน้าที่ของสื่ออยู่นะสัดดด แม่งก็จะตามล้างแค้นให้ท่านพ่อเป็นหลัก...ไอ่เหี้ยเอ๊ย ก็ไอ้หยุ่นพอ่พวกมึงยังไม่ตาย มึงจะแค้นอะไรกันนักหนาวะ ไอ้หนก ไอ้ธีระ ไอ่สัดดด

-ลิ้มเลียอยู่ดีๆว่า"ทักษิณเป็นนายกฯดีที่สุดที่ไทยเคยมีมา"ตอนที่มันยังเอากันอยู่ ต่อมาเหลี่ยมก็หักเขา(จะหักเพราะเรื่องรัยก็ว่าอีกเรื่อง..)เช่น ไม่ต่อวีซ่าให้เฮียช้อยเป็นเอ็มดีแบงก์กรุงไทยเพื่อเคลียร์หนี้เน่าให้,ไม่ยก11news1
ให้,ปลดออกช่อง9เมืองไทยรายสัปดาห์,ฟ้องหมิ่นประมาทเรียก1,500ล้าน,ฟ้องคดีหมิ่นฯลฯ....ปัจจัยถีบให้ลิ้มมันประกาศตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง

-หรือพวกลูกน้องลิ้มอย่างกรณีสำราญ ที่ผมเล่าให้ฟังว่าสำราญไปช่วยปราบกบฎITVให้ ต่อมาก็อยากใช้เขาเป็นกระบอกเสียง เป็นหมาช่วยเห่าก็ไปบีบเขาเกิน คือเขาก็มีศักดิ์มีศรีของเขา พอเขาไม่ทำก็ปลดเขากลางอากาศ ตกงานตอนยังไม่แก่...สำราญก็ต้องวิ่งไปหาลิ้ม แล้วเอาคืน

-พี่เปลวไทยโพสต์ เหลี่ยมก็ให้สตง.ไปตรวจเงินเขา ไปบีบไม่ให้โรงพิมพ์พี่วิรับพิมพ์หนังสือพิมพ์เขา ไล่เขาไปจนตรอก...เขาก็ต้องหันกลับมาสู้

-จารย์เจิมก็ไปปลดเขาออกช่อง9มีรายการวิทยุก็ตามไปบี้เขา...แกก็ต้องไปออกASTV ไปออกเก้าสิบสองสลึงกับประชัย

-มติชนของพี่ช้าง เขาก็ด่าเปิงว่าจะไปเทกโอเวอร์เขา ทั้งที่มันเป็นสมบัติพระศุลีที่เขาสร้างมา หรือpostก็ไปซื้อเขาจะไปเทกเขา เพราะไม่พอใจที่โพสต์เขียนหนังสือพิมพ์ด่าให้ฝรั่งอ่าน(ไอ้ดิษฐ์เลขาสมาคมนักข่าว หยุดทำร้ายประเทศไทยมันก็กินเงินเดือนที่นี่ ไอ้ภัทระนายกสมาคมนักข่าวที่เอาสมาคมไปขายให้บัง มันก็กินเงินเดือนอยู่นี่ พวกนี้ก็แค้นว่าจะไปทุบหม้อข้าวพวกมัน)

-ฯลฯ

ว่าไปแล้วเรื่องพรรค์อย่างนี้ เพราะสังคมไทยเรามันไม่มีวุฒิภาวะกันเท่าที่ควร หากเราจะแปรความขัดแย้งในเรื่องเหลี่ยมกับสื่อให้มันไปสู่ทิศทางที่ก้าวหน้าขึ้น ผมว่าก็น่าจะพอไปได้ เช่น ก็มีการปฏิรูปไปซะว่า ระหว่างนักการเมืองกับสื่อต้องมีเส้นกั้นกลางอยู่แค่ไหน อย่าให้ล้ำเส้นกัน หรือวงการสื่อเองต้องปฏิรูปยังไง เช่นเรื่องใบอนุญาต หรือการมีหน่วยงานregulatorขึ้นมากำกับควบคุม เช่น หมอมีแพทยสภา วิดวะมีสภาวิศวกร พวกแบงก์เกอร์หรือวงการหุ้นมีกลต.กำกับ...หนังสือพิมพ์ก็ต้องมีถึงจะควร

สื่อกับนักการเมืองเรื่องของเหี้ยกัดเหี้ย

มีคนสงสัยถามมาเรื่องการคุกคามสื่อ กับการแทรกแซงสื่อมันเหมือนหรือต่างกันยังไง จะขอโม้ให้ฟังหน่อยนึง

คุกคามสื่อนี่ก็คือทางกายภาพหนะนะ ยิงตายนี่ก็สมัยรุ่นพ่อคุณอารีย์ ลีวีระ สมัยอัศวินเผ่านู้น หรือจับขังคุกรุ่นๆจิตร ภูมิศักดิ์ อุทธร พลกุล ช่วง2500+/- เอาโซ่ไปล็อกแท่นพิมพ์สมัยสฤษดิ์-ถนอม ช่วงกลางๆก็มีส่งคนไปตีกบาลแบบชัชรินทร์เจอ หรือยิงแบบลิ้มเจอ(หากคุณนับว่าลิ้มเป็นสื่อ)หรือพี่เปลวเจอบุกโรงพิมพ์มีเผารถกันอะไรกัน

หรือสมัยน้าชาติ เหลิมเป็นรมต.คุมสื่อไม่พอใจไทยรัฐด่ารัฐบาล กูเล่นมึงตรงๆไม่ได้กูให้ตำรวจไปปิดนาซ่าของป๊ะซะเลย ทุบหม้อข้าวแม่งซะ อะไรยังงี้

เบาๆลงมาก็เปิดโต๊ะขอเคลียร์ ในชีวิตผมเจอมา2หน มีตัวกลางขาใหญ่มาคนนึง มีขาใหญ่วงการหนังสือพิมพ์มาคนนึง มีไอ้คนที่โดนเราเล่นมาคนนึง มีทหารที่ชอบเอามือตะปบเอวเหมือนแม่งโดนมดกัดแถวเอวเรื่อยอีกตัว2ตัว แล้วก็บอกว่างานนี้เฮียขอเถอะวะ พรรคพวกกันทั้งนั้น อย่ามีเรื่องกันเลย

เบาๆนิ่มๆก็แบบเหลี่ยมเคยสั่งปปง.ตรวจสอบเงินทองของพี่เปลว หยุ่น หย่อง โสภณ องค์การณ์อะไรงี้...ที่เรียกว่าคุกคามเพราะมึงไปจ้องทุบหม้อข้าวเล่นล้วงกระเป๋าตังค์เขาเลย

ส่วนที่ฟ้องกันไปฟ้องกันมานี่จะไปหาว่ามันคุกคามก็คงไม่ได้ แต่ที่ผมเห็นนะ เอะอะแค่จะฟ้องหมิ่นประมาท หรือปชป.ไปโวยวายว่าเซีย ไทยรัฐเขียนการ์ตูนเล่นไอ่มาร์คทุกวัน จะไปร้องสภาการนสพ. อันนี้มาโวยว่าคุกคามไม่ได้หรอก ถือว่าเล่นกันตามกติกา

ส่วนแทรกแซงนี่คงเป็นใช้อำนาจ บารมี อิทธิพล เงินนะไปแทรกแซง เช่น ข่าวเหลี่ยมไปเทกมติชน บางกอกโพสต์อะไรงี้ คือหากเป็นเรื่องธุรกิจล้วนๆเห็นเป็นบริษัทในตลาดหุ้นเข้าเทกซะคงว่ากันไม่ได้ แต่เหลี่ยมแสดงชัดว่ากูไม่พอใจมติชนเล่นข่าวด่ากู โพสต์ก็ด่ากูเสียๆหายๆให้ฝรั่งอ่าน สำนักข่าวเมืองนอกก็โคว้ดจากโพสต์ไปด่ากูกทอด งั้นกูมีตังค์จะเทกโอเวอร์แม่งเลย...อันนี้ผมว่าแทรกแซง ความเป็นอิสระของสื่อ

แต่กรณีเหลี่ยมเทกไอทีวี ผมว่าสมควรแก่เหตุ เพราะตอนขอสัมปทานนั้น หยุ่นกลัวไม่ได้ก็เสนอค่าต๋งไปเป็นแสนล้าน แม่งบ้า พอไปไม่รอด เอาทรัพย์สินมาถือหุ้น เขาจะไปแตะอะไรก็ไม่ได้ บอกอิสระของกองบรรณาธิการ ทรัพย์สินก็เห็นทางข้างหน้าว่ากูเจ๊งแน่ต้องรีบปล่อยออก ตอนนั้นเหลี่ยมก็เข้ามาเทกฯ เขาก็ย่อมเทกได้เพราะเขายังไม่ใช่นักการเมือง เป็นเศรษฐีเฉยๆ เขาเข้ามาก็ต้องเป็นไปตามนโยบายของเขา หยุ่นก็ตั้งแง่จะด่าแม่เขาอย่างเดียว นักข่าวทะเลาะกับนายทุนสื่อทีไร นักข่าวมึงก็ต้องตกงานตลอดอยู่แล้ว เป็นกันงี้มาแต่โบราณ เป็นกันมาทั่วโลก จะหาว่าเขาแทรกแซงแม่งก็เลยฟังไม่ขึ้น

อย่างอื่นที่ว่าแทรกแซงเช่น เหลี่ยมบอกใครไม่ด่ากู หรือเชียร์กู กูให้โคดสะนาเครือชินคอร์ป แถมโคดสะนารัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่รัฐบาลคุม ใครเล่นกู ก็ถอนโคดสะนาเอาแม่งตาย หรือไปบีบโรงพิมพ์ไม่ให้พิมพ์หนังสือเขาแบบกรณีพี่เปลว อันนี้ถือว่าแทรกแซงแกมคุกคาม

สรุปว่าเรื่องสื่อกับเหลี่ยมนี่มันเป็นปัญหาประเทศด้อยพัฒนา คือตอนที่มันฮั้วกันได้แม่งก็แบ่งๆกันแดก พอน้ำแตกก็แยกทาง แต่วันดีคืนดีเสือกหักกัน ด้วยผลประโยชน์ก็ฟัดกัน ไม่ได้มีปัญหาเฉพาะพวกมัน ดันมาก่อปัญหาให้ชาวบ้านร้านช่องพลอยซวยไปด้วย เหมือนบทกวีนิรนามที่ว่า

เหี้ยมาเกิดบรรเจิดมาภาษาเหี้ย
เหี้ยต่อเหี้ยพึ่งพาอัฌชาศัย
เหี้ยต่อเหี้ยกัดกันย่อมบรรลัย
เหี้ยหนึ่งไปเหี้ยหนึ่งอยู่คู่ฟ้าดิน


ยังพอมีหวังกับนักข่าวรุ่นหลัง เพราะพวกมันยังเขี้ยวไม่งอก

นักข่าวรุ่นหลังผมก็ชื่นชมพวกเขาครับอย่างน้อยพวกเขามีจุดยืนมีหลักการ รู้ว่าอะไรเหี้ยอะไรไม่เหี้ย อย่างตอน19กันยา พวกนายกสมาคมสื่อต่างๆ พวกคนหนังสือพิมพ์หัวหงอกหัวขาวสั่นระริกอยากเป็นสมาชิกสภาลากตั้งสนช. พวกน้องๆนักข่าวทำงานใต้ถุนสภาก็ยังมีใจเข้าชื่อกัน50กว่าคนไปคัดค้านให้พวกนายกสมาค
มสื่อถอนตัว

แต่ไอ้พวกหัวหงอกหัวขาวมันด้าน แถมไปลากหัวโล้นหัวหลิมขาใหญ่วงการ นายจ้างของพวกน้องๆนักข่าวสนามมาเป็นกรรมการห้ามมวย ไอ่กรรมการแม่งก็ต้องซูเอี๋ยไอ่พวกหัวหงอกหัวขาวให้ได้เป็นสมาชิกสภาลากตั้งกันจนสำเ
ร็จความใคร่ มีบางตัวก็อย่างไอ่เอ๋ ไอ่นูณแม่งสำเร็จความใคร่หนเดียวไม่พอ มันกระทำชำเธอประเทศชาติเป็นวุฒิลากตั้งต่ออีก...สันดาน!!

เนี่ยนักข่าวรุ่นใหม่เขาก็มีอุดมการณ์ ส่วนไอ่พวกหัวขาวหัวหงอกแม่งก็อุดมกามกันเป็นหลัก

เสียดายแต่ว่าทำงานข่าวเจาะข่าวสืบข่าวสีพกันไม่เก่งอย่างรุ่นก่อน อาจเป็นเพราะสื่อตอนนี้มันต้องการเอาไวเข้าว่า มาเร็วเอาไมค์จ่อปากเร็ว ส่งเข้าโรงพิมพ์หรือทีวีให้เร็ว...ไม่รู้มันจะแย่งกันเร็วไปทำห่าอะไรกันหนักหนา

ข่าวแนวเจาะแนวสีพแนวสืบที่เป็นอมตะอย่างคดีวอเตอร์เกทของเมกา หรือข่าวของไทยแบบที่ได้รางวัลอิศราอะไรนี่หากทำกันมั่ง เอาซัก10-20%ของปริมาณที่เสนอๆกันก็จะเป็นประโยชน์มากทีเดียว

ตัวอย่างการทำงานแบบนักวิชาชีพข่าวจริงๆจังๆที่ผมชื่นชมก็อย่างประชาชาติธุรกิจ

ประชาชาติทำงานดีมาตลอด โดยเฉพาะข่าวเจาะข่าวสืบข่าวสีพ('sive) ไม่ว่าตอนชลิตดูอยู่หรือตอนที่ประสงค์ วิสุทธิ์ดูแลเต็มๆ

ประสงค์นี่ของจริง แม้ชื่อเล่นของมันจะชื่อว่าเก๊ ในกระทู้นี้ผมชมไป2ครั้งแล้ว นี่เป็นหนที่สาม

เขาไม่เข้าออกใครด้วย คดีซุกหุ้นของเหลี่ยมนี่ก็ข่าวฝีมือของนายเก๊
ข่าวเสหนั่นซุกหนี้จนต้องนั่งพักไป5ปีก็ฝีมือของเขา

ดังนั้นพวกทีมประชาชาติธุรกิจเลยจะได้อิทธิพลไปจากนายเก๊เยอะพอสมควร
ผมก็ว่ามีความหวังกับนักข่าวพันธุ์นี้

ส่วนนายเก๊มันจะเจาะข่าวตีเหลี่ยมซุกหุ้น หรือเสธ.หนั่นซุกหนี้ ไม่ใช่ธุระของผมหรือของใครจะไปโกรธนายเก๊มัน หากเรื่องนั้นมันเป็นความจริง เพราะแม้แต่นายเหลี่ยมก็ยังหนีไม่ออกต้องเอาตัวรอดไปด้วยความและคำว่า"บกพร่องโดยสุจริต"

ขณะเดียวกันเสธ.หนั่นที่โดนใบแดง5ปีเพราะฝีมือนายเก๊ ก็ไม่เห็นต้องมาด่านักข่าวเหมือนกัน

หากต่างคนต่างทำหน้าที่ มีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเอง มีความเป็นนักวิชาชีพเต็มตัว ใครเค๊าจะไปด่า กรูก็ไม่ด่า เห็นมั๊ยทำดีอย่างไอ่เก๊กรูก็ชมเหมือนกานน

เสนอล้อมคอกสื่อเหี้ยต้องมีใบอนุญาตต้องมีบทลงโทษชัดๆแบบอาชีพอื่น

เมื่อไหร่บ้านเมืองเราแม่งจะทำอะไรให้เข้าเค้าซะที

คนเขาเป็นหมอ วิดวะ ถาปนิก พยาบาล แม้กระทั่งเป็นยามนี่เขาต้องอบรมร่ำเรียนมา มีหน่วยงานกลางออกใบอนุญาต ทำผิดพลาดมานี่โดนยึดใบอนุญาตตกงาน จับเข้าคุก

ไอ้นักข่าวนี่ไม่มีเหี้ยอะไรซักอย่าง ใบนุญาตเหี้ยอะไรไม่ต้องมี ผิดมาก็ไปลงหน้าในๆตัวเท่าหอยมด ไม่ต้องมีใครยึดใบนุญาต ไม่ต้องเจอคุก

แล้วอ้างเสรีภาพสื่อ

เสรีภาพส้นตีนสิ จะได้ทำเหี้ยๆตามอำเภอใจ

ภาระหน้าที่อันใหญ่ยิ่งย่อมต้องมาควบคู่กับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ พวกมึงไม่เคยได้ยินรึไง

มีอาชีพเหี้ยนี่แหละชี้เป็นชี้ตายให้บ้านเมือง ชี้ให้ดาราคนไหนเป็นเทวดา ใครต้องดับ เกี่ยวข้องกับประชาชนพลเมือง65ล้านคน ไม่ต้องรับยผิดชอบเหี้ยอะไรซักเรื่อง...

วันดีคืนดีบอกให้หยุดทำร้ายประเทศไทย ไอ้พวกส้นตีนแม่yeด


ถลกหนังสื่อยังจะมีต่อหากสื่อยังไม่กลับตัวกลับใจเลิกเหี้ยซะที

พอผมเขียนเรื่องนี้ออกมา โอ้โหเป็นเรื่องเป็นประเด็นใหญ่โตในแวดวง

ตอนนี้ก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปหมด

แต่แทนที่พวกมันจะพูดว่า แม่งระยำจินๆพวกเราเนี่ย กรูว่าพวกเรามากลับตัวกลับใจเหอะ

เสือกถามหาแซ่ดว่า "ใครวะ? ใครวะ!ด่าพวกกู"...อ่าว!ไอ้เชี่ย มึงจะสนไปทำไมว่าใครด่ามึง

สนแค่ว่ากรูด่ามานี่ใส่สีใส่ไข่ไหมลูกอีดอก หรือกรูเนื้อๆเน้นๆ

แล้วพวกมึงจะไปแก้ไขกันยังไง...เพราะหากพวกมึงแก้ตัวจังไรๆ กรูจะด่าแม่งต่อไป เพื่อความบันเทิงของคุณผู้ชมทางบ้านต่อไป

ใครทำเหี้ยอะไรที่ไหนไว้กับบ้านเมือง อย่าให้กูรู้ เพราะหากกูรู้ กูจะถลกหนังกำพร้าพวกมึง ลากไส้พวกมึงประจานอย่างที่เขียนมาทั้งหมดนี่แหละ...มีต่อภาคสองแน่นอน


บทความทั้งหมดในซีรีส์ชุดนี้

-ตอน1:ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
-ตอน2:จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้ย
-ตอน3:ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
-ตอน4:สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
-ตอน5:ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
--ตอน6:ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
-(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!

-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
-(ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
-(ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
-(ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ

-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
-(ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
-(ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?
-(ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อกะโปกห้อย