WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 24, 2009

รัฐเบี้ยวข้อตกลงคปท. ข่มขู่จับกุมคุมขัง-เผาที่พัก

ที่มา Thai E-News

โดย ประชา ธรรมดา
24 พฤษภาคม 2552



คืนวันที่ 19 พฤษภาคม มีชายฉกรรจ์แต่งตัวด้วยชุดสีทึมๆมีอาวุธปืนครบมือ5-6คน หลังจากนั้นได้ยิงในแนวระนาบไปยังบ้านพักชั่วคราวของชาวบ้าน 69 นัด ต่อมาได้ทำการเผาบ้านพักชั่วคราวของชาวบ้านในชุมชน...หรือว่า….. ผู้มีผลประโยชน์ได้เสียจากการเช่าที่ดินสวนปาล์ม เป็นหัวหน้าพรรคตัวจริงของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ เขาผู้นั้นเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ?



รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัวแทนรัฐอำมาตยาธิปไตย ประกาศเดินหน้านโยบายเก็บภาษีที่ดินที่ก้าวหน้าอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเม็ดเงินที่เก็บภาษีที่ได้มานั้น อาจจะไม่คุ้มค่ากับค่าน้ำมันรถ ค่าบุคคลากร เพราะ ไม่ได้เป็นภาษีที่ก้าวหน้าจริง

หรือไม่เช่นนั้น นายทุนเจ้าที่ดินคงรีบปลูกกล้วยกันเป็นทิวแถว แล้วบอกว่าได้ทำประโยชน์ไม่ได้ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า จึงเก็บภาษีก้าวหน้าไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้ก้าวหน้าจริง รับรองว่าประชาชนที่คาดหวังนโยบายภาษีที่ก้าวหน้าจริงๆก็คงถูกบิดเบือนอีกแล้วหรือถูกเบี้ยวถูกหลอกอีกตามเคย

เหมือนเช่น ข้อตกลงการแก้ไขปัญหาที่ดินระหว่างรัฐบาลกับเครือข่ายที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท.)


หนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้แถลงว่าไว้ว่า จะมีการจัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปแบบของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ให้เกษตรกรในรูปของโฉนดชุมชน

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 ตัวแทนของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้เข้าประชุมหารือกับนาย ถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีข้อสรุปว่า จะประสานกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการในการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินฯ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา คปท.ก็ได้ประชุมร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและได้เป็นประธานคณะกรรมการในการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินฯ และมีข้อตกลงที่หลายประเด็นโดยยึดหลักนโยบายของรัฐบาลมากกว่าการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งเรื่อง

ยุติปัญหาการใช้ความรุนแรงของหน่วยงานภาครัฐกับคนจนไร้ที่ดิน ที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายของรัฐ เช่น การอพยพโยกย้าย การทำลายชีวิตทรัพย์สิน การใช้กฎหมายข่มขู่และคุกคามชาวบ้านผู้เดือดร้อนยุติการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับรัฐ จนกว่าการแก้ไขปัญหาในทางนโยบายจะแล้วเสร็จ และกรณีที่มีการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านผู้เดือดร้อน ให้รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมกับชาวบ้านโดยเร่งด่วน

กรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดกระบี่ที่นำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงต่อเกษตรกร ที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังจังหวัดให้ป้องกันมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวขยายตัวหรือลุกลามต่อไปและให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งไปยังสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขอให้ผ่อนผันให้ชุมชนต่างๆที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายฯ สามารถอาศัยที่ดินในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้จนกว่ากระบวนการฟ้องร้องขับไล่บริษัทและนายทุนจะแล้วเสร็จและให้นำกรณีดังกล่าวไปพิจารณาในคณะอนุกรรมการฯต่อไป

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมพื้นที่การจัดการทรัพยากรชุมชนอย่างยั่งยืน "กรณีโฉนดชุมชน" บ้านทับเขือ-ปลักหมู ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง และกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเยี่ยมพื้นที่ครั้งนี้ว่า เนื่องจากคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งมีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา

นายสาทิตย์ ลงพื้นที่ปัญหาที่ดินในครั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินหรือมาหาเสียงกันแน่ ?

……………..

ปัญหาที่ดินที่ปักษ์ใต้นั้น เป็นปัญหามีการออกเอกสารที่ดินโดยมิชอบ ผิดกฎหมาย ในหลายกรณีทั้งในที่ดินเอกชน ที่ดินที่ชุมชนใช้ประโยชน์อยู่ เช่น ที่ดินทำกิน ที่ป่าชุมชน ที่สาธารณประโยชน์ และที่ ส.ป.ก. ที่ดินที่ถูกออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบเหล่านี้

ต่อมาได้ถูกนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ กลายเป็นหนี้เน่า NPL ถูกธนาคารฟ้องร้องยึดและขายทอดตลาด กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เมือประชาชนมีมาตรการการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เป็นรูปธรรม โดยการเข้าทำกินปฏิรูปการถือครองโดยประชาชน รัฐได้ใช้อำนาจทางกฎหมายกับคนจนไรที่ดินเหล่านี้ด้วยการจับกุมดำเนินคดีความ

ปัญหาที่ดินที่ปักษ์ใต้นั้น เป็นปัญหาที่รัฐได้อนุญาตให้บริษัทเอกชนสัมปทานเช่าพื้นที่ป่าสงวนระยะยาวเพื่อทำกิจการเหมืองแร่ ปลูกพืชเศรษฐกิจ ยูคาลิปตัส ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เมื่อเอกชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าเกินกว่าสัญญาเช่า หรือสัญญาเช่าหมดลง

คนจนไร้ที่ดินเรียกร้องให้รัฐหยุดสัญญาเช่า ตรวจสอบสัญญาเช่าเพื่อความโปร่งใส แต่ไม่เป็นผล ประชาชนก็มีมาตรการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยการเข้าทำกินปฏิรูปที่ดินการถือครองโดยประชาชน รัฐได้ใช้อำนาจทางกฎหมาย ด้วยการจับกุมดำเนินคคีข้อหารุนแรงตามมา
………….

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2552 มีชายฉกรรจ์เช่นกันประมาณ 20 คนแต่งตัวเป็นชาวบ้านมีอาวุธปืนครบมือได้นั่งรถปิ๊กอัพมาจำนวน 2 คันได้เข้ามาบอกในพื้นที่ชุมชนประชาร่วมใจว่า “
ถ้าไม่อยากตาย ให้กลับบ้านเสีย นี่เป็นคำสั่งจากนายหัว


พื้นที่ชุมชนประชาร่วมใจ เป็นพื้นที่ปฏิรูปที่ดินของชาวบ้านผู้ไร้ที่ดิน อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการรวมกลุ่มของคนจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ที่มีถิ่นฐานส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอชัยบุรี อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฏร์ธานี และมีบางส่วนมาจาก จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดชุมพร มีสมาชิกในชุมชนทั้งหมด 132 ครอบครัว ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ 142 ไร่ สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและอาชีพค้าขาย

ที่ดินที่ชุมชนประชาร่วมใจตั้งอยู่นี้เป็นที่ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน(สปก.) ซึ่งเดิมได้อนุญาตให้บริษัทชัยบุรีปาล์มทองเช่าสำหรับปลูกปาล์มน้ำมันจำนวน 1,755 ไร่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 ถึงปี พ.ศ. 2531และตั้งแต่ปี2531จนถึงปัจจุบัน บริษัทกลุ่มทุนท้องถิ่นชื่อ รวมชัยบุรีปาล์มทองได้เข้าไปบุกรุก ครอบครอง ทำประโยชน์ ในแปลงดังกล่าวทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตใดๆจากกรมป่าไม้หรือสำนักงานปฏิรูปที่ดิน(สปก.)แต่อย่างใด

พื้นที่นี้ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาแล้วตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งมีคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบจากทุกฝ่ายรวมถึงหน่วยงานสปก.จากส่วนกลางและในพื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้ทำการรังวัดพื้นที่ด้วยระบบข้อมูลจากการตรวจสอบพิกัดดาวเทียม(GPS) และได้จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรในพื้นที่ชุมชนประชาร่วมใจคนละครึ่งไร่สำหรับที่อยู่อาศัยก่อนในเบื้องต้น

คืนวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลาประมาณ 19.30 น.มีชายฉกรรจ์แต่งตัวด้วยชุดสีทึมๆมีอาวุธปืนครบมือจำนวน 5-6 คน เข้าไปในพื้นที่ชุมชนประชาร่วม และได้ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงขึ้นฟ้าจำนวน 2 นัด หลังจากนั้นได้ยิงในแนวระนาบไปยังบ้านพักชั่วคราวของชาวบ้าน อีกประมาณ 69 นัด ต่อมาได้ทำการเผาบ้านพักชั่วคราวของชาวบ้านในชุมชนจำนวน 8 หลัง
……….

ปรากฎการณ์รูปธรรมความเป็นจริงที่เกิดขึ้น สรุปได้ว่า รัฐบาลอภิสทธิ์ เบี้ยวข้อตกลงกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท.) ได้อย่างชัดเจน เพียงแต่ว่า ทำไมจึงเบี้ยว?

หรือว่า….. ผู้มีผลประโยชน์ได้เสียจากการเช่าที่ดินสวนปาล์ม เป็นหัวหน้าพรรคตัวจริงของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ เขาผู้นั้นเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ?


นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์…..ช่วยตอบที ?

ก่อนที่ปัญหาที่ดินครั้งนี้จะเหมือนเช่นสปก.4-01 จังหวัดภูเก็ต ซึ่งกลายเป็นประเด็นล้มรัฐบาลล้มรัฐบาลชวน หลีกภัย มาแล้วครับท่าน

South China Morning Post: Royal law a king-sized task facing Thai PM - กฏหมายราชวงศ์ - ภารกิจขนาดมหึมา (king-sized) ที่กำลังท้าทายนายกฯของไทย

ที่มา Thai E-News

โดย Greg Torode
ที่มา South China Morning Post
http://www.scmp.com/portal/site/SCMP/menuitem.2c913216495213d5df646910cba0a0a0/?vgnextoid=4d791479bb861210VgnVCM100000360a0a0aRCRD&vgnextfmt=teaser&ss=Asia+%26+World&s=News
แปลโดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 พฤษภาคม 2552

Royal law a king-sized task facing Thai PM

กฏหมายราชวงศ์ - ภารกิจขนาดมหึมา (king-sized) ที่กำลังท้าทายนายกฯของไทย

กรุงเทพ, 23 พฤษภาคม - สำหรับสิ่งที่บ่งบอกความแปลกประหลาดของกฏหมายหมิ่นฯไทยทางปฏิบัติต่อผู้ที่หมิ่นสถาบันกษัตริย์ ลองพิจารณาเหตุการณ์หนึ่งซึ่งไม่ค่อยมีใครได้ยินกันของวิศวะชาวฝรั่งเศส Lech Thomaz Kisilewicz.

14 ปีที่แล้ว Kisilewics บินชั้นหนึ่งของสายการบินไทยจาก Delhi ไป Tokyo ผ่านกรุงเทพฯ ช่วงเปลี่ยนเครื่องมันยาวนานกว่ากำหนด ระหว่างที่เขากำลังนั่งอยู่ในความมืด เขาได้เปิดไฟที่อยู่เหนือหัวเพื่อทานอาหารเช้า สจ๊วตบนเครื่องบินได้ห้ามเขาไว้

เจ้าหญิงของไทย โสมสวลี กำลังบรรทมอยู่ใกล้ๆ และตำรวจที่ติดตามได้เอาเรื่องทันทีเมื่อ Kisilewicz (จากบันทึกของศาล) ตะโกนว่า "ผมไม่ต้องการถูกปรนนิบัติต่ำกว่ากษัตริย์ ผมต้องการการบริการแบบชั้นหนึ่ง" เขาถูกควบคุมตัวทันทีหลังจากเครื่องบินจอด

หลายอาทิตย์ต่อมาเขาถูกตัดสินให้พ้นโทษด้วยเหตุผล "ไม่มีหลักฐานเพียงพอ" ต่อดำเนินคดีการสบประมาทครอบครัวราชวงศ์ถึงแม้ว่าเขายอมรับว่าผิดและขอโทษกษัตริย์แล้ว

คดีนี้เป็นหนึ่งในหลายคดีในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากฝรั่งที่มึนเมาและขีดเขียนใบหน้าบนป้ายระหว่างที่กำลังเดินโซเซกลับบ้าน จนถึงนักวิชาการท้องถิ่นและนักเคลื่อนไหวที่กำลังถกเถียงกันในเรื่องดังกล่าว กฏหมายหมิ่นฯไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าขันเพราะบทลงโทษคือจำคุก 3 ปีอย่างต่ำถึงแม้ว่าการอภัยโทษภายหลังเป็นเรื่องปกติ

กฏหมายหมิ่นฯกำลังกลับมาเข้ามาเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันแพร่หลายอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังจากที่มีการดำเนินคดีกับบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคดี ซึ่งรวมถึงนักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนสถาบันกษัตริย์ สนธิ ลิ้มทองกุล และนักวิชาการสังคมนิยมชาวไทย-อังกฤษที่กำลังลี้ภัย ใจ อึ้งภากรณ์

การไม่เคารพกษัตริย์ภูมิพลอดุลเดช กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นที่เคารพของประเทศไทย เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ใช้อ้างในการก่อรัฐประหารที่ขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรจากอำนาจเมื่อปี 2549

ในขณะที่นายกคนใหม่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้ชื่นชอบทักษิณ เขาได้ยอมรับถึงปัญหาที่มีอยู่เกี่ยวกับการใช้กฏหมายหมิ่นฯ ระหว่างที่เขาเยือนฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อภิสิทธิ์กล่าวว่าเขากำลังดำเนินเรื่องเกี่ยวกับ "มาตราฐานการดำเนินการ" สำหรับตำรวจและเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้มีการปราบปรามนักวิชาการและคดีที่ไร้สาระกว่า ในขณะเดียวกันปกป้องชื่อเสียงของราชวงศ์ ซึ่งบุคคลในราชวงศ์เหล่านี้ไม่สามารถนำเอาคดีไปฟ้องศาลแพ่งในข้อหาทำลายชื่อเสียง

"ปัญหามันอยู่ที่การบังคับกฏหมายมากกว่า ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ความเห็นส่วนตัวของผมคือหลายครั้งกฏหมายมันถูกใช้อย่างผิดและถูกตีความอย่างเสรีเกินไป" อภิสิทธิ์กล่าว เป็นเพราะปกติแล้วเจ้าหน้าที่ไทยของรัฐจะมีความระมัดระวังในเรื่องที่เกี่ยวกับราชวงศ์ ความเห็นที่แสดงออกมาของเขามันมีความสำคัญมาก

อภิสิทธิ์เป็นผู้นำคนแรกที่เข้ามาจัดการกับสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคแบบราชการ กษัตริย์ภูมิพลซึ่งถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญหมายความว่าเขาเป็นประมุขแต่ไม่สามารถจะปกครองได้ เขาและสมาชิกในราชวงศ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่

ที่มากไปกว่านี้ ข้าราชการที่รับผิดชอบเกี่นวกับการตัดสินใจเหล่านี้จะไม่ขอความเห็นจากราชวงศ์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงข้าราชการปกติจะเอียงไปทางการระมัดระวังและตัดสินใจดำเนินคดี

โชคไม่ดีที่มันสามารถนำไปสู่สิ่งที่ขัดกันเอง ในการสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก กษัตริย์ภูมิพลบอกกับ BBC ในปลายทศวรรษ 1970 ว่าเขาชอบดูภาพยนตร์เรื่อง The King & I - ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ถูกห้ามฉายในประเทศไทยมานานแล้ว เวอร์ชั่นช่วงทศวรรษ 1990 ของ Yul Brynner ที่มีนักแสดง Chow Yung-fat และ Jodie Foster ได้ถูกถ่ายทำที่ประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซียในที่สุด ถึงแม้ว่าจะเสนอให้ถ่ายทำในประเทศไทยก่อน

กฏหมายหมิ่นฯมีความเป็นมาจากช่วงการเลิกล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในปี 2475 และมีโอกาสน้อยที่จะถูกยกเลิกตอนนี้ มันมีเหตุผลที่จะกล่าวว่าคนไทยธรรมดามากมายจะโกรธมากถ้ามีความพยายามที่จะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

ความเคารพต่อกษัตริย์ภูมิพลในประเทศไทยหลังจาก 62 ปีของการครองราชบัลลังค์เป็นหนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของวิถีชีวิตในประเทศนั้น แต่ถ้าการปฏิรูปของอภิสิทธิ์เกิดขึ้นได้ มันจะเป็นก้าวที่มีความหมายสำหรับราชอาณาจักร

Royal law a king-sized task facing Thai PM
BANGKOK, May 23 — For an indication of just how strange Thailand’s laws against insulting the monarchy can appear in practice, consider the little-known case of French engineer Lech Thomaz Kisilewicz.

Fourteen years ago, Kisilewicz was flying first class on a Thai Airways flight from Delhi to Tokyo via Bangkok. His stopover was a little longer than scheduled. Sitting in darkness over the Indian Ocean, he had tried to turn on his overhead light to eat his breakfast. The steward prevented him.

Thai Princess Somsawali was sleeping nearby and her police escort took immediate offence when Kisilewicz, according to court records, shouted: “I don’t want to be treated less than the king. I want first class service.” He was placed in custody as soon as the plane touched down.

Weeks later he was acquitted on grounds of “insufficient evidence” to justify the charge of affronting the royal family, despite pleading guilty and apologising to the king.

The case was one of dozens through the decades, ranging from drunken farangs—foreigners—defacing billboards as they stagger home, to local academics and activists engaging in sober debate. Lèse-majesté is no laughing matter; it is punishable by a minimum sentence of three years in jail, even though pardons after conviction are common.

The lèse-majesté laws are coming in for unprecedented debate following the laying of charges in several high-profile cases, including that against pro-monarchy activist Sondhi Limthongkul, and the recent exile of socialist British-Thai academic Giles Ji Ungpakorn.

Disrespect for King Bhumibol Adulyadej, Thailand’s revered constitutional monarch, was one of the reasons cited to justify the military coup that drove prime minister Thaksin Shinawatra from power in 2006.

While new prime minister Abhisit Vejjajiva is no fan of Thaksin, he did acknowledge problems with the implementation of lèse-majesté laws during his visit to Hong Kong last week.

Abhisit said he was working on “standard operating procedures” for police and Justice Department officials to guard against crackdowns on academics—and more absurd cases—while still protecting the reputations of the royal family, whose members could never bring a civil-court case for defamation.

“The problem is more with enforcement over the last few years. My own personal view is that too often the law has been abused or too liberally interpreted,” Abhisit said. Given the caution habitually displayed by Thai officials when it comes to royal affairs, his remarks are highly significant.

Abhisit is one of the first leaders to tackle what can be seen as a bureaucratic trap. Limited by a constitution that means he reigns but cannot rule, neither King Bhumibol nor his family have any involvement in decisions about whether to proceed with a prosecution.

What is more, the civil servants responsible for such decisions would never seek a royal opinion. Risk-averse as civil servants generally are, they err on the side of caution and prosecute.

This can lead to some unfortunate ironies. In a rare interview, King Bhumibol told the BBC in the late 1970s that he enjoyed watching The King and I—a production long banned in Thailand. The 1990s version of the Yul Brynner classic starring Chow Yun-fat and Jodie Foster was eventually shot in neighbouring Malaysia despite being offered to Thailand first.

The law dates back to the abolition of the absolute monarchy in 1932 and is unlikely to be scrapped. It is fair to say that many ordinary Thais would be outraged by any attempt to defame the king.

Thailand’s reverence towards King Bhumibol after 62 years on the throne is one of the most striking aspects of life there. But if Abhisit’s reforms can take hold, they will be a sensible step for the kingdom

ทำไมจึงมีสายลมคอยโอบอุ้ม 'นกขมิ้นน้อยตัวนี้' ให้เหินฟ้าบินต่อไป ??

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ pookim
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
23 พฤษภาคม 2552

นี่เป็นแค่ความรู้สึกของผมเอง.....................

เมื่อครั้งนึง สังคมไทยเคยไม่เชื่อว่า มี "มือที่มองไม่เห็น" เล่นงานทักษิณ

วันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการยืนยันแล้วว่า คุณต้องเชื่อ ไทยแลนด์เรามีมือที่มองไม่เห็นจริงๆ มันไม่ใช่ความรู้สึกหรือจินตนาการแล้ว มันเป็นแฟคท์ มันคือทรูธ

กระบวนการโค่นล้มพลังประชาธิปไตยไม่ให้แข็งแรงนั้น มีอยู่จริง เพื่ออะไร เพื่อใคร ผมว่าทุกคนพอรู้คำตอบแล้ว ไม่มากก็น้อย

หลังจากทักษิณต้องกลายเป็นนกขมิ้น ระเห็จออกจากไทยแลนด์ไป ทักษิณกลับไม่เคยแสดงอาการว่า ตัวเองเป็นหมาจนตรอก ไม่นั่งนิ่งๆ เงียบๆ เก็บตัวแบบปรีดี พนมยงค์ มิหนำซ้ำยังโลดแล่นไปทั่วทุกแห่งหนบนพื้นพิภพ ยังคงทำงานหนัก และสร้างสรรค์ชีวิตตัวเองไม่หยุดหย่อน

นกขมิ้นน้อยตัวนี้ แท้ที่จริงเอาสายลมที่ไหน มาช้อนปีกให้บินเหินฟ้า

การพร้อมใจกัน มอบพาสปอร์ตให้ทักษิณของชาติต่างๆ มีนัยยะที่สำคัญมาก มีความไม่ปกติซ่อนเร้นอยู่ และไม่ธรรมดาแบบที่ใครก็มีได้

ผมต่อให้ร้อยนึงเอาขี้หมากองเดียว แม้แต่พลเอกเปรม ก็ยังไม่มีปัญญาหาพาสปอร์ตให้ชื่อตัวเอง ได้เท่าครึ่งนึงที่ทักษิณมี แม้แต่แค่พาสปอร์ตของเขมรหรือลาว เปรมก็ยังทำไม่ได้

อย่าแย้งมั่วๆ ว่า แล้วประเทศเหล่านั้น มีเกียรติอะไร ผมถามว่ามีได้รึป่าว เอกสิทธิที่เขาจะมอบให้ทักษิณ เฉกเช่นพลเมืองในรัฐเขาเอง เปรมหาได้รึป่าว ไม่มีทาง

ในเวลาที่รัฐต้นสังกัด ลิดรอนสิทธิของเขาจนหมด เขากลับมีมือที่มองไม่เห็น ช่วยโอบอุ้มสิทธินั้นๆ ไว้ เดินทางไปใหนก็ได้ตามใจ ใช้ชีวิตโลดแล่นได้เต็มที่

มีบางคนเอ่ยอ้างถึงองค์กรลับอย่างอิลลูมิเนติ ว่า ทักษิณเป็นคนขององค์กรนี้ ผมขออนุญาตแย้งว่า นั่นมันจินตนาการ แต่สมมติฐานของผม ก็แทบไม่ได้ต่างไปจากเรื่องนี้เลย

เพียงแต่ผมมองว่า ในอดีต ทักษิณได้นำเสนอสิ่งใหม่ที่ดีและมีประสิทธิภาพมาก พอที่จะพลิกโฉมหน้าการเมือง การคลัง การเศรษฐกิจ

ทักษิณมีทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ทราบได้ ถึงการแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างรัฐให้มั่นคง ในแบบที่โลกอารยะต้องการ เพราะแนวทางของทักษิณ เป็นแนวทางสันติ ไม่ใช่วิธีโพรพะกันดาความเป็นชาตินิยม เพื่อหาคะแนนใส่ตน

เมื่อเขาหลุดจากแผ่นดินไทย สถานภาพของทักษิณ จึงได้แตกต่างจากสโลโบแดง มิโลเซวิค อย่างสุดขั้ว

ผมบอกแล้ว นักการเมืองที่ลี้ภัย ไม่มีใครได้รับเอกสิทธิต่างๆ นาๆ เท่าทักษิณหรอก

มันต้องมีเหตุผลเหตุผลสำคัญ ที่ผม"รู้สึก"คือ ทั้งความสามารถและทฤษฏีของทักษิณ ทำให้ทักษิณเดินมาถึงจุดที่เรียกได้ว่า เป็น"ทรัพยากรมนุษย์" ไม่ใช่ของใครคนใดคนนึง

แต่บุคคลคนนี้ สามารถให้คำปรึกษา ชี้วิธีแก้ปัญหา และพลิกโฉมหน้าประเทศอย่างยั่งยืนได้จริง

เป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่า มีพลังมากพอที่เปลี่ยนโฉมหน้าภูมิภาค รวมถึงสามารถสร้างเสถียรภาพให้ภูมิภาคได้

ภูมิภาคมันใหญ่กว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง และนั่นหมายถึง ส่วนหนึ่งของประชาคมโลก

ในวันที่โลกมีปัญหาใหญ่สุด คือปัญหาที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ทักษิณกลับกลายเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่สามารถแก้ปัญหาให้มนุษย์ด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสมการการแก้ปัญหาที่ลงตัวแน่นอน

เมื่อคืดถึงตรงนี้ ผมบอกตรงๆ ว่า ไม่แปลกใจที่ ทำไมนกขมิ้นน้อยตัวนี้ ถึงมีสายลมหรือมือที่มองไม่เห็น โอบอุ้มให้บินต่อไป เย้ยฟ้าท้าเทวดา อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ทำไมนกตัวนี้ ไม่หมดแรง โผแล้วหล่นลงมาตาย

ความเชื่อมั่นของประชาคมโลก ในระดับที่เราเองก็มองไม่เห็นเท่านั้น ที่จะสามารถยื่นมือมาประคองให้ทักษิณอยู่รอดปลอดภัยต่อไป

เขาช่วยทักษิณกันทำไม นั่นคือคำถามที่สำคัญ

ผมเห็นว่า เมื่อผู้นำคนหนึ่ง ได้แสดงวิสัยทัศน์แห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสันติแล้ว เขายังสามารถทำให้ความคิดของเขาเป็นจริงได้แน่นอน เมื่อเขายังไม่ตาย วันนึง ประเทศไทยและภูมิภาคนี้ จะต้องการทักษิณกลับมาพัฒนาต่อ

ความสงบของภูมิภาคนึง ความเจริญของภูมิภาคนึง มีผลต่อโลกทั้งใบ นั่นคือนิยามของโกลบอลไลเซชั่น โลกที่เป็นหนึ่งเดียว ถึงกันหมด

ทำไมเขาถึงมั่นใจว่า ทักษิณจะคัมแบ๊ค

เป็นผมๆ ก็มองเห็นว่า ศักดินาเองได้แค่ยื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ลมหายใจยังอยู่ ศักดินาจะยังไม่ตาย แปลว่าศักดินากำลังนับถอยหลัง

เมื่อถึงวันนึง การเปลี่ยนแปลงมาถึง การต่อสู้ยื้ออำนาจกันภายในนั่นเอง ที่จะทำให้กำลังของศักดินาอ่อนลง ประกอบกับมีวิกฤตศรัทธาเป็นทุนเดิม

ถึงเวลานั้น ไม่เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ทักษิณไม่คัมแบ๊คไม่ได้

การที่นานาชาติ ช่วยกันรักษาทรัพยากรมนุษย์ที่ชื่อ ทักษิณ ไว้ในครั้งนี้ จะส่งผลเกิดเป็นรูปธรรมได้ ก็ต้องถึงจุดนั้น จุดที่ไทยแลนด์ เชนจ์

คนๆ เดียวที่สามารถพลิกโฉมหน้าประวิติศาสตร์ได้ จะทำให้ประชาคมโลกรู้ว่า พวกเขาคิดผิดหรือไม่ผิดที่ช่วย ก็คือวันนั้นเช่นกัน

และผมมั่นใจว่า มือที่มองไม่เห็นนอกประเทศ ที่ช่วยโอบอุ้มทักษิณเอาไว้ จะยินดีและพึงพอใจในการตัดสินใจของหมู่พวกตนเป็นอย่างยิ่ง

.....นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึก

Friday, May 22, 2009

จากพฤษภาทมิฬถึงสงกรานต์เลือด:สื่อเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Media Monitor
22 พฤษภาคม 2552

สื่อลืมเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ตัวเองยืนอยู่ข้างประชาชนแล้วรายงานสิ่งที่รัฐ หรือทหารทำกับประชาชน แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคราวสงกรานต์ปีนี้ สื่อเลือกที่จะไปยืนอยู่ฝ่ายทหารแล้วหันมุมกล้อง ไปในทิศทางเดียวกันกับกระบอกปืน


นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “ฟรีทีวีกับการรายงานข่าว การชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2552” ในการประชุมใหญ่วิชาการวิชาชีพสื่อสารมวลชนระดับชาติ เมื่อวันที่ 16 - 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา

โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า ฟรีทีวีทุกช่องให้พื้นที่เสียงแก่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายนปช. ผลการศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนะให้ สื่อฟรีทีวีทั้งหมด ควรวางตนเป็นกลาง ปราศจากอคติ ไม่มีความลำเอียง ไม่ฝักใฝฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ นำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงของข่าวอย่างรอบด้าน หลากหลาย และเป็นธรรม ไม่ควรชี้นำความคิดของผู้ชมให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ ( อ่านรายละเอียดที่ข่าว ผลวิจัยตอกย้ำทีวีทุกช่องเสนอข่าวสงกรานต์เลือดอคติเอียงข้างรัฐบาล )

นายธีระพล อันมัย สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าววิจารณ์ผลงานศึกษาวิจัยข้างต้น ว่า สื่อทำหน้าที่เพียงแค่รายงานข่าวไม่ต่างจากอาชญากรรม สื่อสนใจเพียงแค่เหตุการณ์ความรุนแรง แต่ไม่ได้บอกสังคมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมคนเสื้อแดงจึงมาชุมนุม ในขณะที่ผู้ชุมนุมจำนวนมากอยู่ในความสงบ แต่มีกลุ่มหนึ่งออกมาสร้างความวุ่นวาย สื่อเลือกที่จะโฟกัสเฉพาะภาพความรุนแรงเท่านั้น เสียงที่หายไปคืออะไร ภาพที่หายไปคืออะไร เป็นคำถามที่ต้องตอบให้ได้ คนอีสานดูข่าวแล้วรู้สึกแย่เพราะเขาถูกนำเสนอด้วยตัวแทนของภาพความรุนแรง ทั้งที่คนจำนวนมากมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

“สื่อลืมเหตุการณ์พฤษภาฯ ทมิฬที่ตัวเองยืนอยู่ข้างประชาชนแล้วรายงานสิ่งที่รัฐ หรือทหารทำกับประชาชน แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสื่อเลือกที่จะไปยืนอยู่ฝ่ายทหารแล้วหันมุมกล้อง ไปในทิศทางเดียวกันกับกระบอกปืน"

กรณีที่สื่อบอกว่า กลุ่มเสื้อแดงไม่รับรองความปลอดภัยจึงออกจากที่ชุมนุมแล้วรายงานเรื่องราว ของเสื้อแดงน้อยลงนั้น ต้องถามกลับไปว่า ในเมื่อสื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแล้วยังต้องกลัวอะไร คุณกลัวชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ แล้วเลือกไปยืนอยู่ข้างหลังทหารเพราะเชื่อว่าปลอดภัยหรือ นั่นแสดงว่าคุณเชื่อว่าอยู่กับชาวบ้านไม่ปลอดภัยตั้งแต่แรก สื่อเลือกโฟกัสไปที่ความรุนแรง แต่ไม่ได้โฟกัสไปที่หัวใจของคนอีกจำนวนมากที่มาด้วยเจตนาบริสุทธิ์” นายธีระพล กล่าว

รศ.ดร.พีระ จิรโสภณ นักวิชาการอิสระ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว ว่า วิธีการทำข่าวแบบจับคู่ความขัดแย้งนั้นต้องพิจารณาให้ดี เพราะปัญหาความขัดแย้งของสังคมไม่เหมือนเรื่องบนเวทีมวยที่มีเพียงฝ่ายแดง และน้ำเงินเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกตว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมานอกจากเสียงของฝ่ายที่สามมีน้อยแล้ว ในจำนวนที่มีอยู่ยังเป็นนักวิชาการจากส่วนกลางเท่านั้น

“เหตุการณ์ที่ผ่านมาพบว่า เสียงของนักวิชาการในส่วนภูมิภาคหายไป รายงานข่าวกลายเป็นเรื่องรัฐใช้ความรุนแรงหรือไม่ ทหารใช้กระสุนจริงหรือปลอม ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สื่อต้องเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว และต้องรายงานข่าวไปตามข้อเท็จจริง รอบด้าน ไม่ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” รศ.ดร.พีระ กล่าว

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพื้นที่ข่าวของ นปช. และรัฐบาลว่า ช่วงก่อนเหตุการณ์รุนแรงนั้น พื้นที่ข่าวของ นปช. มากกว่า แต่หลังจากประกาศ พรก.ฉุกเฉิน รัฐบาลสามารถชิงพื้นที่ข่าวในโทรทัศน์ได้มากกว่า ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวแม้ไม่พบข้อมูลว่าเกิดจากการแทรกของรัฐ โดยรัฐเพียงแต่บอกว่าขอความร่วมมือ แต่จากประสบการณ์ของคนที่เป็นผู้บริหารโทรทัศน์นั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มักจะมีความระมัดระวังในการรายงานข่าวเป็นพิเศษ

“การรายงานข่าวของสื่อนั้น หากพิจารณาแล้วพบว่าเรื่องใดเป็นความจริงหรือมีข้อมูลที่น่าสนใจ ก็มีโอกาสที่จะรายงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากกว่าอยู่แล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญคือ ตัวผู้ชุมนุมเองที่ออกมาประกาศว่า ไม่รับรองความปลอดภัยกับสื่อมวลชน ก็เลยทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ แม้ในช่วงหลังจะมีแกนนำ นปช. ขอให้สมาคมนักข่าวฯ ส่งผู้สื่อข่าวลงไปในพื้นที่ชุมนุม แต่ในเวลานั้นสื่อไม่มีใครกล้าเข้าไปแล้ว”

สำหรับกรณีการนำเสนอภาพความรุนแรงนั้น นายประสงค์ กล่าวว่า เป็นธรรมชาติของสื่อที่ต้องนำเสนอภาพเหตุการณ์รุนแรง ความขัดแย้ง เพราะคนชอบดูสิ่งเหล่านี้ ซึ่งอธิบายได้ด้วยทฤษฎีจิตวิทยามวลชน แต่การรายงานข่าวต้องอธิบายที่มาที่ไป หรือส่วนลึกของเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีการรายงานข่าวโดยจับคู่ความขัดแย้งนั้น นายประสงค์ กล่าว ว่า สาเหตุที่ไม่ปรากฏส่วนของนักวิชาการ หรือบุคคลที่สามในการรายงานข่าวนั้น เนื่องจากสื่อไม่ได้มีนักวิชาการให้เลือกมากนัก เพราะนักวิชาการหลายท่านต่างมีความคิดทางการเมืองเป็นของตัวเอง และตนรู้สึกว่านักวิชาการเหล่านั้นเอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง การสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่ได้มีความเป็นกลาง รวมถึงประชาชนที่ไม่ได้มีบทบาทในสถานการณ์จึงไม่เกิดประโยชน์มากนัก

นายประสงค์ กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ดังกล่าวสื่อโทรทัศน์ตอบสนองช้าไปในเรื่องของการรายงานเหตุการณ์ รุนแรง และไม่ได้ให้พื้นที่มากพอ ซึ่งเข้าใจได้ว่าการปรับผังรายการเพื่อเกาะติดสถานการณ์นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของกอง บก.ข่าว เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของเจ้าของสถานีโทรทัศน์ ฝ่ายรายการ ที่จะมาตัดสินใจร่วมกัน อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นวันหยุดยาว และคาดว่าเหตุการณ์จะสงบแล้ว ทำให้นักข่าวหรือบุคลากรด้านสื่อหายไปกว่าครึ่ง การรายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์จึงยังไม่ดีพอ สังเกตได้จากนักข่าวยังตื่นเต้นขณะรายงานข่าว

“นักข่าวต้องหัดตั้งคำถาม ไม่ใช่ปล่อยให้แหล่งข่าวพูดอะไรก็ได้ สื่อต้องทำหน้าที่นายประตูข่าวสาร ไม่ใช่นายไปรษณีย์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลอะไรมาแล้วก็เสนอออกมา ขณะเดียวกันประชาชนต้องดูข่าวด้วยความระมัดระวัง ใช้วิจารณญาณของตัวเอง และรับชมข่าวให้หลากหลายมากขึ้น” นายประสงค์ กล่าว

ผลวิจัยตอกย้ำทีวีทุกช่องเสนอข่าวสงกรานต์เลือดอคติเอียงข้างรัฐบาล

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
22 พฤษภาคม 2552

แหล่งข่าวพบว่าทุกช่องให้พื้นที่เสียงแก่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายนปช. ผลการศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนะให้ สื่อฟรีทีวีทั้งหมด ควรวางตนเป็นกลาง ปราศจากอคติ ไม่มีความลำเอียง ไม่ฝักใฝฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ นำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงของข่าวอย่างรอบด้าน หลากหลาย และเป็นธรรม ไม่ควรชี้นำความคิดของผู้ชมให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ


โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) สนับสนุนโดย สสส. ได้นำเสนอรายงานผลวิจัยการศึกษาเรื่อง"ฟรีทีวีกับการรายงานข่าวการชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2552"ต่อที่ประชุมใหญ่วิชาการวิชาชีพสื่อมวลชน ระดับชาติ ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพพิมพ์แห่งประเทศไทยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้

ผลการศึกษาพบว่า สถานีโทรทัศน์ที่ให้พื้นที่สัดส่วนข่าวการชุมนุมเฉลี่ยสูงสุดคือ สถานีโทรทัศน์ ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ รองลงมาคือสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) ตามด้วยช่อง 9 โมเดิร์นไนน์, ช่อง 3 อ.ส.ม.ท. ช่อง7 และช่อง 5

ช่อง 3 พบว่าเน้นแหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐมากกว่า


โดยภาพรวม การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เกาะติดสถานการณ์ได้พอสมควร แต่จะเน้นรายงานในรายการข่าวหลักๆ ของสถานีตามผังรายการปกติ ตลอดทั้ง 7 วันในช่วงเหตุการณ์ ไม่มีรายการพิเศษเกาะติดสถานการณ์เป็นกรณีเฉพาะ เน้นข่าวเหตุการณ์-สถานการณ์ มากกว่าข่าวเชิงลึก เน้นบรรยากาศการชุมนุม ประเด็นข่าวผลกระทบจากการชุมนุม ประเด็นข่าวค่อนข้างซ้ำกันในระหว่างวันทั้งภาคเช้า เที่ยง และค่ำ

ขณะที่รายการข่าว 3 มิติจะมีประเด็นข่าวที่แตกต่างกว่ารายการข่าวอื่นๆ มีการใช้ข้อมูลจากสื่อหนังสือพิมพ์ในหลายรายการคุยข่าว การใช้แฟ้มภาพข่าวซ้ำไปซ้ำมา ฉายภาพความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เน้นการรายงานข่าวในลักษณะลำดับเวลา ขาดการวิเคราะห์ และการอธิบายเนื้อหาข่าว เน้นการรายงานสถานการณ์สด บรรยากาศของการชุมนุม แต่ขาดรายละเอียด (และเสียงของแกนนำนปช.) ของการปราศรัย การอ้างอิงแหล่งข่าวไม่สมดุลครบ 3 ด้านและขาดความเห็นของนักวิชาการ

ในด้านแหล่งข่าว พบว่า เน้นการใช้ผู้สื่อข่าวภาคสนามเป็นแหล่งข่าว ส่วนใหญ่จะเป็นการรายงานสถานการณ์สดในที่เกิดเหตุ และบรรยากาศการชุมนุมโดยรอบ เน้นแหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐ มากกว่า(นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร) รองลงมาคือฝ่ายนปช. (แกนนำ) ขณะที่ฝ่ายฝ่ายประชาชน/นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ/นักวิชาการ นั้นพบน้อยมาก

ช่อง 5 ขาดความสมดุลและเป็นธรรม โดยที่เน้นแหล่งข่าวฝ่ายรัฐมากกว่า


ในด้านความสมดุล และความเป็นธรรม พบว่า การรายงานขาดความสมดุลและเป็นธรรม เนื่องจากสถานีให้พื้นที่แก่แหล่งข่าวจากรัฐมากกว่าแหล่งข่าวฝ่ายนปช.และฝ่ายประชาชน/นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในพื้นที่ภาพและเสียง

โดยภาพรวมแล้วการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ให้สัดส่วนพื้นที่ข่าวการชุมนุมน้อยที่สุด เน้นการรายงานข่าวเหตุการณ์ ข่าวสั้น ขาดรายละเอียด เน้นบรรยากาศการชุมนุมโดยทั่วไป ขาดการวิเคราะห์ การให้พื้นที่แหล่งข่าวขาดความสมดุล โดยที่เน้นแหล่งข่าวฝ่ายรัฐมากกว่า มุมกล้องเน้นภาพการปะทะที่รุนแรงและมีฉายซ้ำ ไม่มีการนำเสนอข่าวเชิงลึก สืบสวน ข่าวเชิงวิเคราะห์ ไม่มีรายการพิเศษเกาะติดสถานการณ์ชุมนุม

ช่อง 7 ค่อนข้างขาดความสมดุลและเป็นธรรม ให้พื้นที่แก่ฝ่ายรัฐมากกว่า


โดยภาพรวม การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 พบว่า รายงานเกาะติดสถานการณ์ได้ล่าช้า เพราะต้องรอรายการข่าวต้นชั่วโมง ปริมาณสัดส่วนข่าวที่นำเสนอต่ำ ประเด็นข่าวตื้น เน้นข่าวเหตุการณ์-บรรยากาศ-สถานการณ์ทั่วไป ขาดการวิเคราะห์ และการอธิบายความข่าว

พบว่า การรายงานค่อนข้างขาดความสมดุลและเป็นธรรม เนื่องจากสถานีให้พื้นที่แก่แหล่งข่าวจากรัฐ มากกว่าแหล่งข่าวฝ่ายนปช. ขณะที่ฝ่ายที่สามเช่นประชาชน นักวิชาการ หรือความคิดเห็นภาคส่วนต่างๆ ก็ปรากฏน้อย

ช่อง9 เสียงแหล่งข่าวส่วนมากให้แก่ฝั่งรัฐบาล


โดยภาพรวม การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. มีการเกาะติดสถานการณ์ได้ดี และข่าวมีความรอบด้าน แต่ยังขาดความลึก ขาดการเจาะประเด็น หรือหาความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยง ร้อยเรียงเหตุการณ์เพื่อหาทางออก การตั้งคำถามของผู้สื่อข่าวเน้นรายงานเหตุการณ์เฉพาะหน้า (Real Time) พิธีกรข่าวในรายการคุยข่าวจะใช้ภาษา น้ำเสียงตื่นตระหนกประหนึ่งมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ ในขณะที่พื้นที่เสียงของแหล่งข่าวขาดความสมดุล เสียงแหล่งข่าวส่วนมากให้แก่ฝั่งรัฐบาล ขาดเสียงฝ่ายที่สาม มักฉายภาพข่าวที่เห็นความรุนแรงจากการชุมนุม ขาดรายการวิเคราะห์ข่าว ขาดการรายงานข่าวแบบตีความ อธิบายความ

ช่อง 11 พบว่า การรายงานขาดความสมดุลและเป็นธรรม


พบว่า การรายงานขาดความสมดุลและเป็นธรรม เนื่องจากสถานีให้พื้นที่แก่แหล่งข่าวจากรัฐและฝ่ายประชาชน/นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ มากกว่าแหล่งข่าวฝ่ายผู้ชุมนุม

โดยภาพรวม การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย-สทท. (NBT) ให้สัดส่วนพื้นที่ข่าวการชุมนุมในระดับสูง เกาะติดสถานการณ์ได้ดีกว่าช่องอื่นๆ แต่ประเด็นข่าวยังเน้นสภาพปัญหาทั่วไป เช่นเรื่องสภาพการจราจร ผลกระทบการปิดถนน การท่องเที่ยว การรายงานข่าวไม่เจาะลึกถึงเหตุการณ์จริง ขาดความรอบด้าน ไร้เสียงประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุการณ์ ไม่มีการตีความอธิบายข่าว รายงานเฉพาะเปลือกผิวของเหตุการณ์ เริ่มทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของข่าวสารเพื่อประชาชนหลังจากวันที่มีพรก. ฉุกเฉิน มีรายงานพิเศษ สกู๊ปเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดการเจาะลงปัญหาการเมือง เพราะเน้นเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมมากกว่า ขาดการอธิบายความหมายข่าว การตีความ การวิเคราะห์ข่าวการเมือง ขาดรายการให้ความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ให้พื้นที่แก่ฝ่ายรัฐในการเป็นสื่อกลางแก้ไข ชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น ในช่วงหลังของเหตุการณ์

TPBS มีความรอบด้าน ภาพข่าวมีมุมที่แตกต่างจากสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด


โดยภาพรวมแล้วการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยมีความครบถ้วน และเป็นการรายงานข่าวเชิงวิเคราะห์ อธิบายความ โดยใช้ความคิดเห็นจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชนเสนอทางออกต่อเหตุการณ์ สำหรับการเกาะติดเหตุการณ์ชุมนุมช่องทีวีไทยอยู่ในระดับที่ดีมาก มีสัดส่วนข่าวที่สูง เนื้อหาข่าวมีความลึกของประเด็น ได้สาระที่แท้จริง มีความรอบด้าน ภาพข่าวมีมุมที่แตกต่างจากสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด คือมีความใกล้ชิดกับเหตุการณ์มากกว่า

ความเป็นกลางและการตั้งคำถาม ของผู้สื่อข่าว พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการถามเพื่อทราบความคืบหน้าของสถานการณ์ โดยที่นักข่าวพยายามตั้งคำถามต่อแหล่งข่าวโดยใช้คำถามปลายเปิด ให้โอกาสแหล่งข่าวได้อธิบายท่าที จุดยืน หากเป็นแหล่งข่าวฝ่ายประชาชน นักวิชาการ นักข่าวจะตั้งถามเพื่อให้แหล่งข่าวช่วยอธิบาย และทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ทางการเมืองในเชิงวิชาการ และให้เสนอแนะทางออกแก้ไขความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปผลการศึกษา


ความสมดุล และความเป็นธรรม พบว่า ในมิติด้านเนื้อหา ฝ่ายผู้ชุมนุมสามารถยึดครองพื้นที่ข่าวได้มากกว่าในช่วงแรก แต่หลังจากการประกาศพรก. ฉุกเฉิน ฝ่ายรัฐบาลจะมีพื้นที่ประเด็นข่าวได้มากกว่า ขณะที่ภาพข่าวส่วนมากเป็นภาพข่าวเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. และความความรุนแรงจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายคือรัฐและกลุ่มผู้ชุมนุม

ขณะที่มิติเสียงของแหล่งข่าวพบว่าทุกช่องให้พื้นที่เสียงแก่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายนปช.


ความสมดุลของข่าวส่วนมากสมดุลในระดับ 2 ด้าน คือมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายนปช.และกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ค่อนข้างขาดฝ่ายที่ 3 คือ ประชาชน นักวิชาการ ตัวแทนจากกลุ่มอาชีพอื่นๆ ยกเว้นช่องทีวีไทยที่ให้พื้นที่ฝ่ายที่ 3 สูงกว่าฝ่ายใด

ความเป็นกลางและการตั้งคำถาม ของผู้สื่อข่าว พบว่านักข่าว/ผู้สื่อข่าวส่วนมากใช้ภาษาได้ เป็นกลาง มีความระมัดระวังการใช้คำพูด แต่เฉพาะการตั้งคำถามแก่แหล่งข่าว/หรือการเล่าข่าวในบางรายการที่อาจมีลักษณะสอดแทรกความคิดเห็นลงไปบ้าง

ข้อเสนอแนะจากโครงการฯ

1) สื่อโทรทัศน์ควรให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการแทรกรายงานข่าวตลอดเวลาทั้งรูปแบบรายการข่าวด่วน รายการพิเศษเกาะติดสถานการณ์ หรือการแทรกคำบรรยายข่าวบนพื้นที่ด้านล่างของหน้าจอโทรทัศน์ในรายการปกติ

2) สื่อควรลดการนำเสนอข่าวที่เน้นประเด็นความรุนแรงของเหตุการณ์ ซึ่งอาจนำเสนอผ่านภาพข่าว ภาษาพูดที่ส่งสัญญาณความรุนแรงที่มีลักษณะซ้ำไปซ้ำมา หรือการเน้นให้เห็นภาพความรุนแรงของเหตุการณ์ เช่นภาพตำรวจปราบปรามประชาชน การรุมทำร้าย การใช้กำลังอื่นใดในการสลายม็อบทั้งต่อคนและสิ่งของหรือแม้กระทั่งการนำเสนอภาพตำรวจพร้อมอาวุธครบมือ ถ่ายให้เห็นภาพการวางกำลัง การตรวจตรา การสกัด การควบคุม นอกจากนี้การแสดงสีหน้า ท่าทาง ของผู้ประกาศข่าวก็ควรละเว้นการแสดงอารมณ์ความรู้สึก

3) ในการรายงานข่าวการชุมนุม สื่อควรนำเสนอข้อมูลอย่างรัดกุม ไม่ควรนำเสนอข้อมูลที่จะสร้างความตระหนกแก่สาธารณะชนแต่ควรสร้างความตระหนักในข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ นำเสนออย่างสร้างความเข้าใจ สร้างสรรค์ และสร้างสติให้กับสังคม

4) การตั้งคำถามของสื่อมวลชน ควรเป็นไปในลักษณะที่ไม่สร้างความแตกแยก เน้นคำถามที่หาทางออกของสถานการณ์ ถามเพื่อหาคำตอบเพื่อลดความรุนแรงของเหตุการณ์ ไม่ถามคำถามที่แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความรุนแรง เช่น “จะใช้มาตรการใดในการจัดการสลาย” ควรถามว่า “จะใช้วิธีการใดที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับลุ่มผู้ชมุนุม” เพื่อชี้ช่องทางให้ไม่เกิดความรุนแรง เป็นต้น

5) สื่อควรเน้นการรายงานข่าวที่ให้ข้อมูลอธิบายสาระสำคัญของเหตุการณ์ที่เน้นการตอบคำถาม “ทำไม” (why?) มากกว่าเพียงการอธิบาย “ใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-เมื่อไร-อย่างไร” ควรนำเอาข้อมูลในอดีต อธิบายพร้อมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นแนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

6) สื่อฟรีทีวีทั้งหมด ควรวางตนเป็นกลาง ปราศจากอคติ ไม่มีความลำเอียง ไม่ฝักใฝฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ นำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงของข่าวอย่างรอบด้าน หลากหลาย และเป็นธรรม ไม่ควรชี้นำความคิดของผู้ชมให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

สว.สมชายหนุนแก้มาตรา 237

โพสต์ทูเดย์ - นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าการดำเนินการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่กรรมการสมานฉันท์ได้ให้อนุกรรมการฯพิจารณาอยู่นั้น สุดท้ายแล้ว ประเทศชาติและสังคมส่วนรวมจะต้องได้ประโยชน์เท่านั้น ไม่ใช่ดำเนินการเพียงเพื่อให้นักการเมือง และเห็นว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองด้วย

ทั้งนี้ในส่วนมาตรา 190 ที่เสนอให้การแก้ไขนั้น ก็ควรพิจารณาในส่วนที่เป็นปัญหายากต่อการวินิจฉัยของฝ่ายบริหารเท่านั้น เช่นในวรรคที่ 2 ที่ ระบุว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และถ้ามีปัญหาเรื่องการตีความก็ให้แก้ไขเฉพาะคำว่าอย่างกว้างขวางและคำว่าอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น และผู้เสนอแก้ไขจะต้องเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา ซึ่งเป็นกฎหมายลูกของมาตรา 190 มาพร้อมกันด้วย เพราะที่ผ่านมา 3 รัฐบาลแล้วหลีกเลี่ยงที่จะทำกฎหมายดังกล่าวให้แล้วเสร็จจะได้ไม่เกิดในการตีความอีก

ในส่วนที่จะให้การแก้ไขมาตรา 237 เพื่อไม่ให้กรรมการบริหารพรรคกระทำความผิดและโดนยุบพรรครวมถึงการตัดสิทธิ์ 5 ปีนั้น เห็นควรผู้เสนอรัฐธรรมนูญต้องฟังเสียงทุกภาคส่วนอย่างรอบคอบ เพราะที่ผ่านมามีการทุจริตเลือกตั้งอย่างมากมาย ผู้บริหารพรรคล้วนได้ประโยชน์จากจำนวน สส. ที่มากขึ้นเพราะการทุจริต รัฐธรรมนูญ 50 จึงตั้งใจใช้ยาแรง รักษาโรคร้าย ซึ่งก็เริ่มปรากฏผลแต่นักการเมืองกลับมาแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พ้นผิด แทนที่จะแก้ไขพฤติกรรมและวิธีการเลือกตั้งให้สุจริต ดังนั้นถ้าจะแก้ไขมาตรา 237 เพื่อไม่ยุบพรรค ก็ควรที่จะคงโทษกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ทั้งการตัดสิทธิ์ทางการเมืองต่อไปและควรเพิ่มโทษอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ต่อกรรมการบริหารพรรคที่กระทำผิด และหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ในฐานะสมรู้ร่วมคิดใช้จ้างวาน หรือร่วมกระทำความผิด รวมถึงให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มา สส. และสว.

นอกจากนั้นนายสมชาย ยังได้แสดงความคิดเห็นกรณีที่จะให้มีการเลือกตั้ง สว.ทั้งหมดว่า การเลือกตั้งสว.ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าจะเป็นประชาธิปไตย และการเลือกตั้งก็ไม่ใช่คำตอบ ของความเป็นประชาธิปไตยทั้งหมด เพราะต้องยอมรับว่าห้วงที่ผ่านมา มีปัญหาการผูกขาดยึดครอง วุฒิสภาเป็นของบางกลุ่ม บางตระกูล มิได้เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างมีอิสระ จนถูกเรียกขานว่าเป็นสภาทาส สภาผัวเมีย ที่ถูกกำกับโดยรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะแก้ไข จำเป็นต้องศึกษาให้ละเอียด เพราะอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภามีหน้าที่ถ่วงดุล ตรวจสอบ ซึ่งหากมีการแก้ไขและเกิดสภาทาสอย่างเช่นในอดีต ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะมีวุฒิสภาอีก และตอนยกร่างรธน.ปี 50 ก็มีข้อถกเถียง ว่าให้สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด หรือ มาจากการสรรหาทั้งหมด หรือควรมีวุฒิสภาหรือไม่ หลังฟังความเห็นประชาชนถึง 360 เวที จึงได้ข้อสรุปที่มา สว. 2 แบบ คือเลือกตั้งกับสรรหา ดังนั้นการที่จะแก้กลับไปเป็นสว.เลือกตั้งแบบปี 40 ต้องมีผลการศึกษาที่ยอมรับได้มากกว่าแก้เพื่อตามใจนักการเมือง

มาร์คเชียร์ยกเลิกยุบพรรค

ASTVผู้จัดการรายวัน - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมการสมานฉันท์ฯว่า คณะทำงานของพรรคเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้เสนอประเด็นการแก้ไข ตามที่เคยมีการศึกษาตั้งแต่ตอนยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการชุดอื่นที่ตั้งขึ้นเพื่อศึกษาเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่พรรคเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.237 ในเรื่อง การยุบพรรคนั้นเห็นว่าควรแยก แยกระหว่างการลงโทษพรรคกับการลงโทษกรรมการบริหาร เพราะเห็นว่าพรรคเป็นองค์กร ที่เป็นของสมาชิกทุกคน ซึ่งการไปยุบพรรคแล้วกระทบกับสมาชิกดูไม่เป็นธรรมกับสมาชิก แต่กรรมการบริหารเป็นผู้ที่รับผิดชอบการบริหารพรรค หากพรรคจะทำอะไรที่ผิดต้องรับผิดชอบ แต่ไม่ควรกระเทือนไปถึงสมาชิก

ส่วนที่มีข้อเสนอจาก คณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทยให้คู่ขัดแย้งมาเจรจากันทางลับนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าหมายถึงใคร เจรจาในเรื่องอะไร เห็นแต่ข่าวเฉยๆว่า เสนอให้แกนนำคู่ขัดแย้งเจรจากัน อย่างไรก็ตามตนไม่ได้คิดว่า ปัญหาของประเทศขณะนี้เป็นปัญหาที่เป็นความขัดแย้งส่วนตัวของใคร ตนมองว่า แนวทางแก้ไขขณะนี้คือ การสร้างระบบที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับมากกว่า ทั้งนี้ตนไม่แน่ใจว่า ผู้เสนอเขาคิดว่า คู่ขัดแย้งที่ว่านี้ คือใคร และจะให้เจราจาเรื่องอะไร แต่ถ้าถามทัศนะตนก็บอกว่า การแก้ไขปัญหาขณะนี้เป็นเรื่องการสร้างระบบ ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมากกว่า

ส่วนที่นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เสนอว่า คู่ขัดแย้งคือ ผู้ที่เคยทำธุรกิจด้วยกันเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่มาแตกแยกกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าความขัดแย้งที่มีในสังคมขณะนี้ และมีคนจำนวนมากที่เคลื่อนไหว หรือมีการแสดงความคิดเห็น คงจะเป็นประเด็นที่สำคัญและกว้างไปกว่าประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวดูที่มาของความขัดแย้งขณะนี้

มติภท.ให้"ชาติชาย"พ้น รมช.เกษตรฯ

โพสต์ทูเดย์ - นาย ศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ที่มี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานการประชุมว่า การประชุมวันนี้มีการหารือกันในหลายประเด็น รวมทั้งเสนอรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์คนใหม่ แทนนายชาติชาย พุคยาภรณ์ ที่จะถูกปรับออกจากตำแหน่ง โดยที่ประชุมพรรคมีมติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นเอกฉันท์ที่จะให้นายชาติชาย พ้นออกจากตำแหน่ง เนื่องจากนายชาติชายไม่สนองตอบนโยบายของพรรค รวมทั้งไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมของพรรค พร้อมมอบให้หัวหน้าพรรค เป็นผู้พิจารณาบุคคลที่เหมาะสม และรายงานของที่ประชุมพรรคเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาตามกระบวนการขั้นตอนต่อไป

ส่วนกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่าง นายสรอรรถ กลิ่นประทุม และนายเนวิน ชิดชอบนั้น นายศุภชัย ยืนยันว่า ทั้ง 2 คนไม่มีปัญหาความขัดแย้งแต่อย่างใด นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย ยังเตรียมจัดสัมมนาพรรคในระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายนนี้ ที่จังหวัดชุมพรด้วย

ผบ.ทบ.เห็นใจรัฐถังแตกรับถูกตัดงบเกือบหมื่นล.

ไทยรัฐ - วันนี้ (21 พ.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงกลาโหมถูกตัดงบประมาณไปถึง 1.9 หมื่นล้านบาทว่า ในส่วนของกองทัพบกถูกตัดไปเกือบ 10,000 ล้านบาท โดยโครงการใหม่ที่ตั้งงบประมาณผูกพันในปี 2553 ก็จะตัดออกไปทางรัฐบาลให้กองทัพใช้วิธีเกลี่ยงบประมาณ ทำให้กองทัพต้องเริ่มโครงการใหม่เพื่อไม่ให้มีปัญหา เป็นโครงการที่จบในปีเดียว กับโครงการที่ใช้หนี้ผูกพันเท่านั้น ซึ่งสามารถบริหารได้ อย่างไรก็ตามโครงการเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับแผนงานในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนของงบฯปฏิบัติงานก็คงไม่กระทบมากมาย

ต่อข้อถามที่ว่า เรื่องการตัดงบฯ จะกระทบต่อกำลังพลหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องรับให้ได้ ถ้าบ้านเมืองมีความจำเป็น ไม่มีงบประมาณก็ต้องยอมรับ เข้าใจว่ากองทัพมีความจำเป็นแต่ว่า เมื่อตัดงบฯ ก็ต้องตัดในส่วนของกองทัพก่อนหน่วยงานอื่น เพราะหน่วยงานอื่นที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ไปตัดเขาก็คงไม่ดีกับประชาชน ก็ต้องยอมตัดของทหารไป แล้วค่อยไปหามาตรการในการดูแลรักษายุทโธปกรณ์ หรือการฝึกไม่เหมือนจริง ไม่มีกำลัง เป็นการฝึกโดยการวางแผนเฉยๆ

สำหรับโครงการการจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางจากประเทศยูเครนนั้น ในงบประมาณปี 2553 ไม่มีการริเริ่มโครงการใหม่ ส่วนที่จัดหามาก่อนหน้านั้นก็ดำเนินการไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการเสนอโครงการจัดหาอุปกรณ์ในการสลายการชุมนุมนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ก็เสนอในขั้นต้นไป เพราะในขณะที่เสนอไปจะมีการประชุมอาเซียนซัมมิทด่วน เมื่อการประชุมเลื่อนออกไปก็ต้องมีการทบทวนให้ละเอียดกว่านี้ ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวตนได้เสนอขึ้นไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ และของใหม่ถ้ามีการเลื่อนไปก็จะดูรายละเอียด

ผบ.ทบ.ลั่นให้พิสูจน์คอนเทนเนอร์ ยันไร้ศพในค่า้ย

ไทยรัฐ - เมื่อเวลา 07.00 น. วันนี้ (21 พ.ค.) ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการผามออีแดง อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้พื้นที่พิพาทตามแนวชายแดนเขาพระวิหาร เพื่อรับฟังสถานการณ์ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ว่า คงไม่มีอะไรพิเศษ ไปดูตามวาระ ส่วนสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณดังกล่าวทราบว่า ผู้ปฏิบัติการทั้ง 2 ฝ่าย สามารถพูดคุยกันได้ ไม่ตึงเครียดตามแนวชายแดน สำหรับการที่ยูเนสโก ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้านั้น ความจริงการเข้าไปในพื้นที่นั้นต้องติดต่อผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นฝ่ายดูแล ในส่วนของกองทัพจะดูเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ซึ่งก็มีปัญหาบ้างเล็กน้อยว่า เจ้าหน้าที่ยูเนสโกเข้าจากทางใด ก็จะไปพูดคุยในเรื่องนี้ด้วยว่าเป็นอย่างไร

ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังใช้ความรุนแรงโดยการสังหารและเผาซ้ำนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จะลงไปดูสถานการณ์ในเร็วๆนี้ เพราะยังมีความโหดร้ายของการปฏิบัติ ก่อนหน้านี้มีใช้ความรุนแรงโดยการตัดคอเพื่อสร้างความรุนแรง เราก็ต้องหามาตรการที่จะทำให้ดีที่สุด และทหารเราใช้การเมือง การพัฒนา ไม่ใช่เอาการทหารปิดปากเขา เพราะจะเกิดปัญหาตามมา เมื่อใช้การพัฒนาแล้วเขาไม่ปฏิบัติก็ต้องใช้เวลา เพราะไม่รู้ว่าเขาจะพอใจแค่ไหน แต่หากเขาพอใจก็จะไม่ก่อเหตุ นี่คือความยากในการใช้การเมือ การพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหา ในส่วนของทหารต้องพยายามสร้างความเข้าใจกับประชาชน และไม่ให้มีความคิดจะไปร่วมกับผู้ก่อความไม่สงบฯ และที่ผ่านมา ไม่ได้ใช้กฎหมายอะไรเป็นพิเศษ ประชาชนในภาคใต้ยังใช้ชีวิตปกติ

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ไม่พอใจที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่เข้าไปชี้แจงเรื่องการสลายการชุมนุม เมื่อช่วงสงกรานต์ว่า ผู้บัญชาเหล่าทัพและตนเองก็ให้ความเคารพ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ที่อยู่ด้วยกันตรงนั้นมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ นายกรัฐมนตรี และ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่ปฏิบัติการร่วมกันอยู่ อีกส่วนหนึ่ง คือ ส่วนที่ไปปฏิบัติการในรายละเอียด ซึ่งจัดการเรื่องความสงบเรียบร้อย เป็นอีกกลุ่มที่จะรู้ในทุกรายละเอียดดี ในส่วนแรกจะได้รับทราบจากการรายงาน ส่วนพวกที่อยู่ในศูนย์สั่งการจะรู้ในรายละเอียดการสั่งการ การโต้ตอบข่าวสารน่าจะตอบคณะกรรมการฯได้ดีกว่า

ส่วนความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตู้คอนเทนเนอร์กลางทะเลนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด เพราะยังไม่เห็น พูดไปสังคมก็จะยิ่งไปกันใหญ่ แต่มีความรู้สึกอย่างเดียว ว่า ต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าเป็นอะไร ส่วนขั้นตอนขึ้นอยู่กับผู้มีความรู้เกี่ยวกับใต้น้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมี หรือ ศพ จะเป็นส่วนพิสูจน์ทราบอย่างเดียว ไม่มีทางที่จะปล่อยเฉยๆ ได้ ส่วนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการจะคุ้มค่าหรือไม่นั้น ในความคิดของตนก็ยังคิดว่าจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นอะไร ไม่เช่นนั้น สังคม หรือประชาชน รวมถึงข้าราชการ ก็จะสงสัย ก็ต้องพิสูจน์ทราบให้ได้

สำหรับกรณีที่ กลุ่มญาติวีรชน พฤษภาคม 2535 มายื่นหนังสือให้กองทัพบกหาศพผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเป็นญาติหรือลูกของเรา ไปเสียชีวิตในลักษณะเช่นนี้ก็ต้องดิ้นรนที่จะได้ศพคืน แต่คิดว่าสิ่งที่น่าทำต้องมีระบบที่ดีกว่านี้ ที่มีโอกาสจะได้ศพญาติของตนเองคืนมา ขอยกตัวอย่างว่า ถ้าเราไปทวงของ ซึ่งตนเอง และกองทัพบก ไม่มีศพดังกล่าวอยู่ เมื่อเราไม่มีศพอยู่ จะมาทวงก็ ไม่มี เชื่อว่าเขาทุกข์ใจ และอยากได้ สิ่งที่น่าทำ ตามที่ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ บอกไว้คือ ระบบการตรวจสอบ เรามีศพไม่มีญาติในสุสานเพิ่มขึ้นทุกวัน จนมีเป็น1,000 ศพ ก็ไม่มีระบบไปตรวจสอบ ซึ่งอาจจะใช่ก็ได้ เมื่อมันไม่ใช่ก็จะได้ไปสืบสวน สอบสวนว่าอยู่ที่ใด

'การที่จะมาขอจากกองทัพบก ผมก็เรียนด้วยความเคารพว่า ไม่มี สังคมต้องเข้าใจ ในส่วนตัวผมก็เข้าใจว่า เป็นความจำเป็นต้องดิ้นรนหา เป็นญาติผมก็ต้องทำเช่นนั้น แต่ผมจะไม่ไปขอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก ที่มันไม่มีพื้นฐานที่จะต้องขอ ผมอยากเรียกร้องให้รัฐบาลทำระบบการตรวจสอบบุคคลสูญหายให้ดี อย่างที่คุณหมอพรทิพย์ ท่านริเริ่ม หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติคงจะมีแผนงานบ้างเพราะมีมาก ผมเคยอยู่ตามแนวชายแดน เคยให้เราดูศพไม่มีญาติในสุสานว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเราหรือไม่ ผมไม่เคยไปดู เขาก็ฝังไว้เช่นนั้น' พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

แฉขบวนการป่วนใต้5พันคนจ้องแยกดินแดน

ไทยรัฐ - วันนี้ (21 พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังเกิดเหตุความไม่สงบอย่างต่อเนื่องว่า ต้องยอมรับว่า มีกลุ่มคนร่วมขบวนที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนจริงๆ ประมาณ 4,000-5,000 คน ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลคือ ต้องดูแลคน 3 จังหวัดภาคใต้อีกกว่าล้านคนให้มีคุณภาพชีวิตดี ไม่ใช่คิดไปไล่ล่าฆ่าคนที่อยู่ในขบวนการ หรือเป็นผู้ก่อการร้าย 5,000 คนนี้ แต่ต้องพยายามให้คนเหล่านี้กลับใจมาอยู่ข้างรัฐบาล ซึ่งผู้ก่อการต้องการอวดศักดา แสดงให้เห็นว่า ยังมีอำนาจ กระทำการร้ายได้ ซึ่งต้องแก้ไปเรื่อยๆ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ก่อความไม่สงบพยายามสร้างผลงาน เพื่อขอรับเงินสนับสนุน ก่อนมีการประชุมองค์การการประชุมชาติอิสลาม (โอไอซี) ในเดือนมิ.ย.นี้ ใช่หรือไม่ นายสุเทพ ตอบว่า เป็นเรื่องจริง กลุ่มคนแบ่งแยกดินแดนส่วนหนึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากนอกประเทศ ดังนั้นต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อถามว่า คิดว่านโยบายการแก้ไขปัญหาภาคใต้ของรัฐบาลในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมาล้มเหลวหรือไม่ นายสุเทพ ตอบว่า ไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น อย่าเพิ่งรีบสรุป ยอมรับว่าการทำงานอาจยังไม่ถูกใจประชาชน ทั้งนี้สัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประชุมร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และผู้บริหารจังหวัด เพื่อชี้แจงตัวเลขงบประมาณ แผนงาน และโครงการต่างๆ ตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ซึ่งเม็ดเงินจะออกมาในอีก 4 เดือนข้างหน้า สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลชุดนี้ จะเน้นหนักไปที่การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยตั้งเป้าให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้ 1.2 แสนบาท/ครอบครัว/ปี รวมถึงการปรับปรุงด้านการศึกษา และกระบวนการยุติธรรม

พรรค พธม.แท้ง กกต.ไม่รับจดเหตุชื่อซ้ำซ้อน

ไทยรัฐ - วันนี้( 21 พ.ค)นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กล่าวว่า กกต.มีมติไม่ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มี นางภานุมาศ พรมสูตร หัวหน้าพรรคได้ยื่นขอต่อกกต.ทั้งนี้เนื่องจากการตรวจสอบของฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบบริหารฐานข้อมูลพรรคการเมืองพบว่า นางรุ่งรัตน์ เป็นกระโทก สมาชิกพรรคของผู้ร่วมขอจัดตั้งพรรคฯ มีชื่อปรากฎเป็นสมาชิกพรรคมหาชน และเมื่อพิจารณาชื่อพรรคที่เป็นภาษาอังกฤษและชื่อย่อภาษาอังกฤษก็คล้ายหรือ ซ้ำกับพรรคประชาภิวัฒน์ ที่ถือว่าขัดกับมาตรา 9 วรรคสอง พ.ร.บ.พรรคการเมือง 50 ที่ห้ามไม่ให้ชื่อพรรคการเมือง ซ้ำ พ้อง หรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของผู้จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่น หรือของพรรคการเมืองที่ได้จดแจ้งไว้ก่อนตามมาตรา 12 หรือของพรรคการเมืองที่ถูกยุบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

นอกจากนี้เลขาธิการฯ กกต.ยังระบุตรวจสอบพบข้อบังคับพรรคพันธมิตรฯหลายข้อขัดต่อพ.ร.บ.พรรคการเมือง จึงเห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพันธมิตรฯ และแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้กับนางภานุมาศ ผู้ยื่นได้ทราบภายใน 30 วันซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 23 พ.ค.นี้แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ จึงจะแจ้งให้ทราบในวันที่ 25 พ.ค. ที่เป็นวันเปิดทำการ แต่หากนางภานุมาศ ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว ก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

คุณภาพชีวิต

ปัดฝุ่นกบช.รัฐหนุน50บ./เดือนช่วยออมเงิน

ไทยโพสต์ - นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จะมีการเสนอจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อรองรับการออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณของแรงงานที่อยู่นอกระบบ เน้นผู้ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมและสมัครใจเข้าร่วม ซึ่งจะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนคนละขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือน ขณะที่รัฐบาลจะสมทบให้ 50 บาทต่อเดือน หรือใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยคาดว่าจะทำให้ภายใน 1 ปี สถานะของกองทุน กบช.จะมีวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เบื้องต้นการตั้งกองทุน กบช.จะต้องมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ โดยเริ่มแรกจะเน้นที่แรงงานนอกระบบที่มีประมาณ 23-24 ล้านคน อาทิ ผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นต้น มีอายุระหว่าง 15-60 ปี ส่งเงินสมทบขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือน จนถึง 1,000 บาทต่อเดือน หรือจะส่งมากกว่านี้ก็ได้ ขณะที่รัฐบาลจะสมทบ 50 บาทต่อเดือน ซึ่งประเมินว่าหลังเกษียณอายุผู้ที่ส่งเงินสมทบ 100 บาทต่อเดือน จะได้รับผลตอบแทนคนละ 2,800 บาทต่อเดือน แต่หากส่งสมทบสูงกว่านี้ก็จะได้ผลตอบแทนมากกว่านี้

ทั้งนี้ แรงงานนอกระบบที่มีการส่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ก็สามารถเข้าร่วมกองทุน กบช.นี้ได้เช่น หากส่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ 5% อาจจะปรับมาส่งเข้า กบช. 3% และส่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2% เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายว่า หลังเริ่มต้นกองทุน กบช.กับกลุ่มแรงงานนอกระบบไปแล้ว 2 ปี จากนั้นจะมีการดึงกลุ่มแรงงานในระบบประกันสังคมเข้ามาร่วมด้วย เพราะปัจจุบันแรงงานกลุ่มนี้จะได้รับผลตอบแทนกรณีชราภาพเพียงแค่ 38% ของเงินเดือนๆ สุดท้ายเท่านั้น โดยคาดว่าจะเริ่มจากบริษัทที่มีคนงาน 200 คนขึ้นไปก่อน จากนั้นค่อยขยายให้ครอบคลุมบริษัทที่มีคนงานต่ำกว่า 200 คน ในปีถัดไป

ถก กม.องค์กรจัดสรรคลื่นฯคืบได้ กสทช.11คน

ไทยรัฐ - วันนี้ (21 พ.ค.) ที่รัฐสภา นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ร่วมกันแถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ได้สรุปผลการพิจารณาในมาตรา 6 ให้มีจำนวนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 11 คน จากเดิม 10 คน โดยแก้ไขให้มีสัดส่วนกรรมการใหม่ดังนี้คือ (1) ผู้มีผลงาน ความรู้ เชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียง 1 คน และกิจการโทรทัศน์ 1 คน (2) ผู้มีผลงาน มีความรู้ เชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการโทรคมนาคม 2 คน (3) ผู้มีผลงาน ความรู้ เชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ อันเป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ด้านละ 2 คน (4) ผู้มีผลงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค การส่งเสริมสิทธิ์เสรีภาพจำนวน 1 คน และ(5) ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหรือวัฒนธรรม จำนวน 1 คน

โฆษกคณะกรรมาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนมาตรา 7 เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเป็นกรรมการ หสทช. มีการเพิ่มเติม (1) กำหนดคุณสมบัติด้านอายุกรรมการ ให้มีอายุตั้งแต่ 30-65 ปี จากเดิม 35-70 ปี และ (14) กำหนดว่าต้องไม่เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือพนักงาน หรือเป็นผู้ถือหุ้น ในองค์กรหรือบริษัทที่ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลา 1 ปี ในวันที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการเลือกสรร ส่วนมาตรา 8 มีการแก้ไขให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เป็นฝ่ายเลขานุการในการรับขึ้นทะเบียน จากองค์กรหรือสถาบันที่จะส่งรายชื่อบุคคลเข้ามาเลือกกันเองเป็นกรรมการ อย่างไรก็ตาม นายบุญยอดกล่าวยอมรับว่า คณะกรรมาธิการฯ ยังไม่ได้หยิบยกประเด็นการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนหรือนอมินี หากผู้เข้ารับการสรรหาโอนหุ้นหรือกิจการไปให้ภรรยา บุตร-ธิดาหรือญาติถือแทน โดยรับว่าจะนำกลับไปหารือในคณะกรรมาธิการฯอีกครั้ง พร้อมทั้งยืนยันว่า คณะกรรมาธิการฯจะเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นเพื่อเสนอเข้าสู่สภาฯให้ทันในสมัยประชุมหน้า

เศรษฐกิจ- การคลัง

ชงคลังขยายเวลาเช่าที่ดิน90ปี ธนารักษ์เล็งขึ้นค่าธรรมเนียม ยันไม่พับแผนศูนย์ช็อปทางด่วน

ไทยโพสต์ - นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ในการเสวนาเรื่องที่ราชพัสดุ กับการพัฒนาประเทศว่า กรมธนารักษ์สามารถนำที่ราชพัสดุพัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้หลายรูปแบบ เช่น โรงแรม ศูนย์การค้า อพาร์ตเมนต์ แต่ควรแก้กฎหมายเพื่อขยายระยะเวลาเช่าจาก 30 ปี เป็น 90 ปี เหมือนในต่างประเทศ เพื่อจูงใจให้คนต่างชาติเข้ามาเช่าที่เพื่อลงทุน รวมทั้งยังสอดรับกับความต้องการของคนไทยในการซื้อทรัพย์สินเพื่อสืบทอดให้ลูกหลาน ทั้งนี้ ควรออกกฎหมายควบคุมการให้เช่าพื้นที่ของชาวต่างชาติเพื่อป้องกันปัญหาด้านความมั่นคง เช่น การจัดเป็นโซนนิ่งอนุญาตให้เช่าเฉพาะในเขตพื้นที่เมือง หรือย่านท่องเที่ยว เป็นต้น

"ควรขยายระยะเวลาการเช่าออกไปอีกเป็น 90 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชน และคนต่างชาติเข้ามาลงทุน เพราะถ้าให้เช่าแค่ 30 ปีในช่วงสัญญาที่เหลือ 4-5 ปีหลัง สิทธิการเช่าแทบจะไม่มีค่า ส่วนนิสัยคนไทยเองก็ต้องการเช่าที่ดินยาวๆ แล้วยกให้ลูกหลานได้เข้ามาเช่าต่อไป หรือบางคนคิดว่าตัวเองยังไม่ตายใน 30 ปี จึงไม่สนใจเข้าไปใช้ประโยชน์จากที่ราชพัสดุเท่าไร" นายอธิปกล่าว

นายเทวัญ วิชิตะกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ข้อเสนอการขยายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุออกไปเป็น 90 ปีถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่ต้องศึกษาถึงความจำเป็นเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับรัฐและเอกชน และควรเสนอให้กระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมธนารักษ์มีที่ราชพัสดุกว่า 12.5 ล้านไร่ อยู่ในความครอบครองของส่วนราชการถึง 12.3 ล้านไร่ เหลืออีก 2 แสนไร่จะจัดสรรตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

สำหรับค่าเช่าและค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บจากภาคเอกชนหรือประชาชนได้ใช้มาเป็นเวลาหลายปี ขณะนี้ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง หรือ สวค.ศึกษาแนวทางการปรับค่าเช่าและค่าธรรมเนียมที่ราชพัสดุเพื่อเชิงพาณิชย์ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน แต่คงไม่สามารถจัดเก็บได้ทันปีนี้ เพราะต้องใช้ระยะเวลาศึกษา โดยจะดูถึงการใช้ประโยชน์ การมีรายได้ของภาคเอกชน เพื่อให้มีการพัฒนาที่ราชพัสดุและใช้ประโยชน์ได้ตามศักยภาพ เพราะยอมรับว่าค่าเช่าและค่าธรรมเนียมที่ราชพัสดุยังอยู่ระดับต่ำ เช่น การเช่าที่ดินในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน ตารางวาละ 5-6 บาทต่อเดือน

ด้านนายอำนวย ปรีมนวงศ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องโครงการร้านค้าใต้ทางด่วนว่า ขณะนี้กรมธนารักษ์ได้ส่งหนังสือชี้แจง รมช.คลัง โดยยังยืนยันให้ ธพส.เป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางกระทรวงการคลังมีแนวคิดให้ใช้วิธีการทำโครงการในรูปแบบการลงทุนร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP แต่จากการศึกษาแล้วพบว่า การทางพิเศษในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่ใต้ทางด่วนไม่สามารถโอนที่ดินหรือทำธุรกิจร่วมกับเอกชนได้ ทำให้ไม่สามารถใช้รูปแบบการทำโครงการแบบ PPP ได้

ดังนั้น กรมธนารักษ์จึงเสนอให้ ธพส.เป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าทางกระทรวงการคลังจะพิจารณาในรายงานดังกล่าว เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินโครงการร้านค้าใต้ทางด่วน ที่คาดว่าจะเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติให้ ธพส.กู้เงินประมาณ 1,077 ล้านบาทจากสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว เช่น ค่าก่อสร้าง ค่าพัฒนาที่ดิน เบื้องต้นโครงการนี้ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ (ธพส.) จะทำหน้าที่ผู้บริหารการลงทุน และเปิดให้เช่าพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1 หมื่นยูนิต

ปิดฉากเอฟทีเออาเซียน-อินเดีย "พาณิชย์"คาดลงนามเดือนต.ค.

กรุงเทพธุรกิจ - นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค รักษาการอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะเจรจาเขตการค้าเสรีเอฟทีเออาเซียนและอินเดีย จะประชุมระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. 2552 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ซึ่งจะเป็นการประชุมสรุปขั้นสุดท้าย เพื่อแก้ไขกำหนดการลดภาษีใหม่และถ้อยคำของร่างความตกลงการค้าสินค้าให้สอดคล้องกัน โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายจะลงนามความตกลงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนส.ค. นี้ แต่หากดำเนินการกระบวนการภายในประเทศเสร็จไม่ทัน ก็จะลงนามในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือน ต.ค. แทน

การประชุมครั้งนี้ จะเป็นเพียงการแก้ไขกำหนดการลดภาษี ซึ่งเดิมกำหนดให้ลดภาษีกันตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2552 แต่การลงนามไม่เป็นไปตามแผน เพราะอินเดียขอให้ผ่านช่วงเลือกตั้งของเขาไปก่อน ซึ่งจะเปลี่ยนไปเริ่มลดภาษีตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 จึงต้องปรับปรุงร่างเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ก่อนที่แต่ละประเทศจะนำไปดำเนินการขอความเห็นชอบให้มีการลงนามต่อไป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้รัฐบาลและรัฐสภา รับทราบการแก้ไขเอกสารจากเดิมที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบไว้เมื่อเดือนม.ค. 2552” นางนันทวัลย์ กล่าว

ทั้งนี้ เอฟทีเออาเซียน-อินเดีย จะช่วยขยายโอกาสการส่งออกสินค้าของไทยไปอินเดีย ได้หลากหลายเพิ่มเติมจากการเปิดเสรีสินค้าบางส่วน 82 รายการ ภายใต้กรอบไทย-อินเดีย (Early Harvest Scheme) สินค้าไทยที่คาดว่าจะส่งออกไปอินเดียมากขึ้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า พลาสติก และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้มูลค่าการค้าไทย-อินเดียพุ่งสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.5 แสนล้าน ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ตามที่ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายไว้

ทั้งนี้ การค้าไทย-อินเดียในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 1.99 แสนล้านบาท โดยไทยส่งออกมูลค่า 1.12 แสนล้านบาท และนำเข้า 8.68 หมื่นล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนหน้า 22% ส่วนการค้าไทย-อินเดียในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 มีมูลค่า 46,480 ล้านบาท ขยายตัว 5.4% โดยไทยส่งออก 29,889 ล้านบาท และนำเข้า 16,591 ล้านบาท

อินเดียเป็นตลาดใหม่ที่เป็นความหวังการส่งออกของไทย โดยปริมาณการส่งออกในปีนี้ลดลงในช่วงแรก ก่อนที่อัตราการขยายตัวจะติดลบน้อยลง และการส่งออกล่าสุดในเดือนเม.ย.กลับมาขยายตัวในอัตรา 4.4% ขณะที่การส่งออกในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่า 857 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 11.5%

ต่างประเทศ

"ซู จี" ถูกพิจารณาคดีลับอีกฝรั่งเศสกลัวกระทบ"โทเทล"

คมชัดลึก - รัฐบาลทหารพม่าได้กลับมาพิจารณาคดีนางออง ซาน ซู จี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตย วัย 63 ปี เป็นการลับอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีวันที่สี่ หลังจากยินยอมให้นักการทูตและผู้สื่อข่าวเข้ารับฟังการพิจารณาคดีได้เมื่อวันพุธเพียงวันเดียว ทั้งยังยอมให้นางซู จีได้พบปะพูดคุยกับทูตไทย สิงคโปร์ และรัสเซียอีกด้วย

นายอ่อง จ่อ บรรณาธิการนิตยสารอิระวดี ซึ่งเป็นนิตยสารออนไลน์ของนักข่าวพม่าในไทย กล่าวว่า เชื่อว่าการที่ศาลอนุญาตให้ผู้สื่อข่าวและนักการทูตต่างชาติเข้าไปชมการพิจารณาคดีในวันพุธได้ เป็นความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนความเห็นของนานาชาติต่อรัฐบาลทหาร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลก็เคยทำทีเหมือนจะยอมอ่อนข้อให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยมาแล้ว เพียงเพื่อจะถอยหลังกลับไปอีกเมื่อความสนใจของโลกมุ่งไปที่อื่นแทน

ในการพิจารณาคดีวันที่สี่นั้น นางซู จีไม่ได้เข้าร่วมในช่วงเช้า ซึ่งเป็นขั้นตอนที่คณะอัยการส่งมอบหลักฐานเอาผิดนายจอห์น วิลเลียม เยต์ทอว์ ชายอเมริกันที่ว่ายน้ำไปบ้านของนางซู จี จนถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎหมายเข้าเมืองเพราะไปเยี่ยมนักโทษโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว และละเมิดกฎหมายท้องถิ่น ฐานว่ายน้ำในทะเลสาบอินยาอย่างผิดกฎหมาย

ด้านนักกฎหมายชั้นนำระหว่างประเทศเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ไต่สวนในพม่าแบบเดียวกับรวันดา และอดีตประเทศยูโกสลาเวีย ที่มีการไต่สวนจนนำไปสู่การตั้งศาลพิเศษเพื่อดำเนินคดีต่อมา โดยระบุว่ารัฐบาลพม่าอาจก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการบังคับให้ชนกลุ่มน้อยย้ายถิ่นฐานกว่า 3,000 หมู่บ้าน ประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ ทารุณกรรมและล่วงละเมิดทางเพศด้วยความรุนแรง

ขณะที่นายแบกนารด์ คุชแนร์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส เตือนว่า ถ้ายุโรปออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อพม่าก็จะส่งผลกระทบหนักต่อ "โทเทล" บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ที่เข้าไปทำธุรกิจอยู่ในพม่า และจะนำมาซึ่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อภูมิภาค

นายคุชแนร์กล่าวด้วยว่า เรื่องของโทเทลเป็นประเด็นที่ต้องมีการตัดสินใจในระดับประเทศ เพราะจะต้องมีการทบทวนสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ซึ่งหมายถึงว่า ถ้าตัดการส่งก๊าซก็จะส่งผลต่อประชากรของพม่า ยังไม่รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นเส้นทางการส่งก๊าซจากพม่าด้วย แม้สถานการณ์ในพม่าจะเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แต่ก็จะต้องมีการตัดสินใจอย่างระมัดระวัง ถ้าโทเทลถูกห้ามทำธุรกิจตามแหล่งก๊าซธรรมชาติในพม่า บริษัทของจีนก็รีบเข้าไปแทนที่ทันที

นักก.ม.ฮาร์เวิร์ดจี้ยูเอ็นไต่สวนพม่า

กรุงเทพธุรกิจ - วอชิงตัน - นักกฎหมายจากประเทศต่างๆ ของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เรียกร้องคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ไต่สวนสถานการณ์ในพม่า ชี้รัฐบาลทหาร ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เหมือนในรวันดา และอดีตประเทศยูโกสลาเวีย

บรรดานักกฎหมายชั้นนำจากหลายประเทศ ได้เรียกร้องในนามคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ดำเนินการไต่สวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่า เช่นเดียวกับที่ให้มีการไต่สวนสถานการณ์ในรวันดาและในอดีตประเทศยูโกสลาเวีย ที่นำไปสู่การตั้งศาลพิเศษและฟ้องร้องดำเนินคดีผู้นำประเทศ เนื่องจากการกระทำของรัฐบาลทหารพม่า อาจเข้าข่ายกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

รายงานเรียกร้องดังกล่าว จัดทำโดยคณะนักกฎหมาย ภายใต้การนำของนักกฎหมายชื่อดัง 5 คน รวมทั้ง นายริชาร์ด โกลด์สโตน จากแอฟริกาใต้ ที่เป็นอัยการคนแรก ในการพิจารณาคดีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา และการล่วงละเมิดต่างๆ ในอดีตประเทศยูโกสลาเวีย ระบุว่า ที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ต่อพม่า แม้ว่ารัฐบาลทหารพม่าจะกระทำการรุนแรงอย่างกว้างขวาง และเป็นระบบต่อประชาชนในประเทศ

รายงานฉบับนี้ มาจากการวิจัยของคลินิกสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ของคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ที่อ้างเอกสารของยูเอ็นว่า รัฐบาลทหารพม่าได้บังคับให้มีการย้ายถิ่นฐานในประเทศมากกว่า 3 พันหมู่บ้าน ประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ กระทำทารุณกรรมและล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ สมาชิกในสภาคองเกรสของสหรัฐ ยังเตรียมยื่นจดหมายถึงนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดี เพื่อเรียกร้องให้สหรัฐ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ชาติสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ผลักดันให้ยูเอ็นเข้าไปไต่สวนเรื่องนี้

ทางด้านนายมาร์ก แคนนิง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำพม่า ซึ่งเป็น 1 ในนักการทูต 20 คนและผู้สื่อข่าวอีก 10 คน ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่า ให้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีนางซู จี ในวันที่สาม ยืนยันว่า นางซู จี มีสุขภาพแข็งแรงดี และมีกำลังใจที่ดีเยี่ยม

นายแคนนิง กล่าวด้วยว่า นางซู จี ไม่ได้รับอนุญาตให้พบปะเป็นการส่วนตัวกับบรรดานักการทูต นางจึงได้แต่กล่าวขอบคุณบรรดานักการทูตกลางห้องพิจารณาคดี ที่เดินทางมาให้กำลังใจ และหวังว่าจะได้พบปะกับบรรดานักการทูตในสภาพที่ดีกว่านี้

อย่างไรก็ตาม วานนี้ (21 พ.ค.) รัฐบาลทหารพม่า ได้เปิดการพิจารณาคดีนางซูจี แบบปิดลับอีกครั้ง หลังจากยินยอมให้นักการทูตและผู้สื่อข่าวเข้าไปฟังการพิจารณาคดีได้เพียง 1 วัน ที่เรือนจำ อินเส่ง ใกล้กับนครย่างกุ้ง ซึ่งหลายคนมองว่า เป็นการอ่อนข้อให้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนานาชาติ

แผนปิดเรือนจำกวนตานาโมส่อเค้าวืด

กรุงเทพธุรกิจ - วุฒิสภาสหรัฐ มีมติด้วยคะแนนเสียง 90 ต่อ 6 ปฏิเสธที่จะอนุมัติเงิน 80 ล้านดอลลาร์ตามคำร้องขอของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดี ที่จะใช้ปิดเรือนจำของสหรัฐ ที่อ่าวกวนตานาโม โดยวุฒิสภาสหรัฐ เห็นชอบให้ตัดเงินดังกล่าวออกจากร่างกฎหมายงบประมาณ 91,300 ล้านดอลลาร์ ที่ใช้สนับสนุนการทำสงครามในอัฟกานิสถาน และอิรัก และห้ามรัฐบาลประธานาธิบดีโอบามา ใช้เงินจากแหล่งอื่น เพื่อนำตัวผู้ถูกคุมขัง 240 คนจากเรือนจำที่อ่าวกวนตานาโมมาคุมขังไว้ที่เรือนจำในสหรัฐ ทำให้นายโอบามา มีความยากลำบากขึ้นที่จะทำตามคำมั่นสัญญาว่าจะปิดเรือนจำกวนตานาโมภายในเดือน ม.ค.ปีหน้า

นักศึกษาเวเนฯ ประท้วงถูกตัดงบการศึกษา

กรุงเทพธุรกิจ - นักศึกษา คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยหลายพันคนในกรุงคาราคาส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ชุมนุมประท้วงการตัดงบประมาณสนับสนุนด้านการศึกษาของรัฐบาลภายใต้การนำของนายฮูโก ชาเวซ ประธานาธิบดีลงจากเดิมประมาณ 6% นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประท้วงยังแสดงความไม่พอใจที่นายชาเวซ พยายามหาทางปิดสถานีโทรทัศน์โกลโบวิชั่น ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งสุดท้ายในประเทศ ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของนายชาเวซ

ศาลสูง'กิมจิ' ตัดสินไฟเขียว 'การุณยฆาต'

ไทยโพสต์ - ศาลสูงเกาหลีใต้ยืนยันคำตัดสินตามศาลชั้นต้น อนุญาตให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยหายใจของหญิงผู้ป่วยสมองตายได้เป็นรายแรกของประเทศ

ศาลสูงเห็นชอบตามคำร้องของครอบครัวนางคิม ออคคยุง วัย 76 ผู้ป่วยที่นอนอาการโคม่ามาร่วมปี ที่ต้องการให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยหายใจเพื่อให้เธอจากโลกนี้ไปอย่างไม่ต้องทรมาน

เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอดเครื่องช่วยหายใจผู้ป่วยหญิงรายนี้ได้ เนื่องจากร่างกายของเธอไม่สามารถตอบสนองใดๆ ได้มาตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว ขณะที่ครอบครัวของผู้ป่วยก็เชื่อว่าตัวผู้ป่วยเองก็คงไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยเครื่องช่วยหายใจเช่นกัน

ต่อมาในเดือน ก.พ. ศาลอุทธรณ์ยืนยันคำตัดสินตามศาลชั้นต้น แต่คณะแพทย์ปฏิเสธและยื่นเรื่องให้ศาลสูงพิจารณา

ทั้งนี้ ศาลสูงลงความเห็นว่ากรณีของผู้ป่วยที่ร่างกายส่วนสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ถูกทำลายจนไม่สามารถใช้การได้แล้ว แม้จะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องก็คงไม่เป็นผล รังแต่จะเป็นการรบกวนร่างกายคนไข้ซึ่งอาจถือเป็นการดูหมิ่นเกียรติและคุณค่าของคนไข้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย

นักจริยธรรมทางการแพทย์มองว่าประเด็นนี้ที่มีการถกเถียงกันมายาวนาน ชี้ให้เห็นถึงการขาดระบบควบคุมที่แน่ชัดว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าเมื่อใดจึงควรถอดเครื่องช่วยหายใจออกจากผู้ป่วยได้ และควรต้องทำอย่างไรจึงจะตรงตามความปรารถนาของผู้ป่วยมากที่สุด

ขณะที่นักวิจารณ์บางส่วนให้ความเห็นว่า เนื่องจากกรณีนี้ไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยันความต้องการของผู้ป่วย และศาลเพียงแต่เห็นชอบตามคำขอของครอบครัวผู้ป่วย จึงเป็นการยากที่จะพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมได้ว่าตัวผู้ป่วยเองปรารถนาเช่นนั้นด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ดี ในระยะหลังกระแสสนับสนุนการกระทำการุณยฆาตแก่ผู้ป่วยนั้นเริ่มมีมากขึ้นในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังกรณีการเสียชีวิตของพระคาร์ดินัลสตีเฟน คิม หลังเขาปฏิเสธไม่ใส่เครื่องช่วยหายใจ