WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 24, 2009

ปชป.เครื่องรวน รัฐบาลอายุสั้น

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_7977

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไป 120 วัน ผ่านพ้นไปแล้ว

เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป

นั่นก็หมายความว่า ในช่วง 4 เดือนจากนี้ ถือเป็น ช่วงปิดเทอมของบรรดา ส.ส. และ ส.ว.

เป็นห้วงที่จะเป็นโอกาสให้ผู้แทนปวงชนได้มีเวลาลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

นำเสนอต่อสภาและรัฐบาล เพื่อหาทางช่วยเหลือแก้ไขกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม การปิดสมัยประชุมในครั้งนี้ ไม่ได้ หมายความว่า การทำงานของ ส.ส. และ ส.ว.ในรัฐสภาจะหยุดนิ่งไปทั้งหมด

เพราะยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

การทำงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพื่อหาแนวทางคลี่คลายปัญหาวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง และสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น

รวมถึงคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ ทางการเมืองระหว่างวันที่ 815 เมษายน 2552

เพื่อหาข้อเท็จจริงกรณีการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์จลาจลของม็อบเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์

ทำความจริงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมว่า มีการใช้ ความรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก อย่างที่มีข่าวลือจริงหรือไม่

นอกจากนี้ยังต้องมีการเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน

ภารกิจเหล่านี้ยังต้องเดินต่อไปไม่หยุดยั้ง

ในห้วงที่ปฏิทินการเมืองเดินมาถึงจุดที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ผ่านมา 1 สมัยประชุม เป็นรัฐบาลมาแล้ว 5 เดือน

"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" จึงขอใช้โอกาสนี้ตรวจการบ้าน สำรวจตรวจสอบการทำงานด้านนิติบัญญัติ และการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาล "อภิสิทธิ์"

เริ่มจากการทำงานด้านนิติบัญญัติ ผ่านมา 1 สมัยประชุม สภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาร่างพระราช-บัญญัติ และร่างพระราชกำหนด รวมทั้งสิ้น 25 ฉบับ


โดยแบ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่รับหลักการและอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ 10 ฉบับ

ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทน ราษฎร ส่งให้วุฒิสภาพิจารณา 5 ฉบับ

ร่างพระราชบัญญัติที่ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันขึ้นมาพิจารณา 3 ฉบับ ประกาศใช้เป็นกฎหมาย 5 ฉบับ รวมทั้งอนุมัติพระราชกำหนด 2 ฉบับ

นอกจากนี้รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาสำคัญและข้อสัญญาที่คณะรัฐมนตรีขอความเห็นชอบจากรัฐสภาจำนวน 38 เรื่อง

มีการตั้งกระทู้ถามทั่วไปในสภาฯ 33 เรื่อง กระทู้ถามสด 35 กระทู้ มีกระทู้ถามที่นายกรัฐมนตรีตอบในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 3 เรื่อง อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา 17 เรื่อง และอยู่ระหว่างดำเนินการ 89 เรื่อง

เหล่านี้คือผลงานด้านการออกกฎหมาย ได้น้ำได้เนื้อแค่ไหน สังคมก็คงเห็นๆกันอยู่

ที่แน่ๆ การทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภาฯ ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เน้นแต่เล่นเกมการเมือง ดิส-เครดิตทำลายฝ่ายตรงข้าม ร้อนแรงถึงขั้นเปิดศึกวางมวยกันกลางสภาฯ

เรื่องความร่วมไม้ร่วมมือในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ แทบมองไม่เห็น


ถึงแม้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาขึ้นมาเพื่อแก้วิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง

แต่ภาพที่ปรากฏต่างฝ่ายต่างขั้วก็ยังเอาแต่ได้ คำนึงถึงแต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตัวเอง ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เชื่อได้ว่า การทำงานของคณะกรรมการเพื่อความสมานฉันท์ฯคงเดินไปสู่จุดลงตัวลำบาก

ที่สำคัญ ถึงแม้จะมีข้อสรุปในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมา แต่ถ้าประเด็นที่เป็นข้อสรุปถูกมองว่าเป็นการแก้ไขเพื่อ ประโยชน์ของนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว

ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทาน กระแสต่อต้านจากสังคมอย่างหนัก

จนไม่สามารถคาดเดาได้ว่า สุดท้ายแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินไปถึงจุดสำเร็จตามที่นักการเมืองต้องการหรือไม่

เหนืออื่นใด แม้สภาฯจะปิดสมัยประชุม 4 เดือน และในสมัยประชุมต่อไปจะเป็นสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ที่จะมีการพิจารณาเฉพาะร่างกฎหมาย และกระทู้ถาม รัฐบาลไม่ต้องเผชิญกับญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แต่ก็ใช่ว่าสถานการณ์ของรัฐบาลจะราบรื่น

เพราะต้องไม่ ลืมว่าก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภา ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ได้ทิ้งทุ่นระเบิดเอาไว้

ด้วยการเข้าชื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ กรณีที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่


โดยศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณา พร้อมทั้งนัดให้นายกฯอภิสิทธิ์ และตัวแทนฝ่ายผู้ร้องเข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้

หากในที่สุดผลการวินิจฉัยตีความของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่า การออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลก็สามารถเดินหน้านำพระราชกำหนดขอความเห็นชอบจากรัฐสภาต่อไป

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การออกพระราชกำหนดขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็จะต้องโดนฝ่ายค้านยื่นเรื่องถอดถอนออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน ฐานใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

กลายเป็นชนักติดหลัง เสี่ยงพังได้ง่ายๆเหมือนกัน

หันมาทางด้านการทำงานของรัฐบาลผสม ภายใต้ การนำของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา

ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่เริ่มแรกที่ได้อำนาจจัดตั้งรัฐบาล ภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ก็เริ่มมีอาการคุกรุ่นให้เห็น

เนื่องจาก ส.ส.ในพรรคหลายคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำงานให้กับพรรคมาตลอด ไม่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ต้องยอมให้ ส.ส.รุ่นน้อง ข้ามหัวไปเป็นรัฐมนตรี แบบไม่เต็มใจ

ส่งผลให้ ส.ส.บางคนที่อกหักพลาดหวังเก้าอี้รัฐมนตรี ถึงกับออกมาโวยวายที่ไม่ได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

ร้อนถึงหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลต้องจับเข่าเคลียร์

หยุดแรงกระเพื่อมไปได้ชั่วคราว

แต่ล่าสุด ก็เกิดอาการคุกรุ่นขึ้นมาอีก ในช่วงที่มีกระแสข่าวปรับ ครม.จากการที่พรรคภูมิใจไทยจะขอเปลี่ยนตัวนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรฯ

ส.ส.หลายคนในพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งพวกที่อกหักและพวกข้าวนอกนา ที่ถูกมองข้ามความสำคัญ ไม่มีตำแหน่งในฝ่ายบริหาร ปฏิบัติการเขย่าพรรคอีกระลอก

อ้างชื่อกลุ่ม 40 ส.ส.ไม่พอใจผลงานรัฐมนตรีของพรรค 4-5 คน จี้ให้มีการปรับเปลี่ยน

โวยวายเรื่องการจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ไม่เป็นธรรม

ขู่คำราม ถ้าไม่ได้ตามข้อเรียกร้องจะย้ายไปอยู่ พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แม้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์จะพยายามออกมาปฏิเสธว่าไม่มีปัญหา สามารถเคลียร์ได้

แต่จากอาการกระเพื่อมกระฉอก ก็ทำให้พรรคแกนนำรัฐบาลตกอยู่ในสภาพ "เป๋"

ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย เมื่อเห็นพรรคแกนนำรัฐบาลออกอาการเป๋ ก็ยิ่งมีการเคลื่อนไหวกดดันหนักขึ้น

นอกจากการขอปรับเปลี่ยนตัว รมช.เกษตรฯที่เป็นโควตาของพรรคตัวเองแล้ว ยังมีความพยายามทางลึกที่จะขอให้มีการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบางคนในพรรคประชาธิปัตย์

เพราะไม่พอใจการทำงาน การบริหารที่ขัดผลประโยชน์กัน

รวมไปถึงมีความพยายามที่จะกดดันพรรคประ-ชาธิปัตย์ เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีไม่ยอมอนุมัติ อาทิ

กรณีการประมูลขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของกระทรวงพาณิชย์ และโครงการรถเมล์เช่าเอ็นจีวี

รวมไปถึงปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการนิรโทษกรรม ที่พรรคร่วมรัฐบาลเกือบทุกพรรคตั้งป้อมขอความชัดเจนจากพรรคแกนนำรัฐบาล
สิ่งเหล่านี้ คือ ปัญหาที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญ

และต้องโดนกดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางสภาพที่รัฐบาลต้องเจอกับคลื่นลมภายนอก ทั้งการไล่บี้จากฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ในการตรวจสอบเรื่องต่างๆ

รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบเสื้อแดงที่แม้ว่าการขับเคลื่อนดูแผ่วลงไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหมดพิษสง

แถมยังเจอกับมรสุมต่อรองกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน

หนำซ้ำในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังมีคลื่นใต้น้ำที่คอยซัดกระหน่ำปั่นป่วนกันเอง

สภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้พรรคเก่าแก่ 63 ปีที่เป็นสถาบันการเมือง และเป็นที่หวังของสังคมในการแก้ปัญหาเยียวยาบาดแผลของประเทศ

ความเชื่อมั่น คาดหวัง ถดถอยลงไป

ที่สำคัญ ปรากฏการณ์ป่วนที่เกิดขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้

สะท้อนถึงจิตสำนึกความรับผิดชอบในภาระหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมืองเป็นส่วนรวม ของคนในพรรคบางส่วน เริ่มเหือดแห้ง

แต่ไปล้นเอ่อในด้านความเห็นแก่ตัวมากขึ้น

ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพอย่างนี้ต่อไป จนทำให้เครื่องรวน

รับรอง รัฐบาลอายุสั้นแน่.


"ทีมข่าวการเมือง" รายงาน

ปชป.ป่วนหนัก

ที่มา ไทยรัฐ

มติของพรรคภูมิใจไทยชัดเจนแล้วว่าให้นายชาติชาย พุคยา-ภรณ์ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ นั่นก็หมายความว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่รัฐบาลจะต้องมีการปรับ ครม. เพียงแต่ว่าจะปรับอย่างไร มากน้อยแค่ไหน หรือประชาธิปัตย์จะต้องปรับด้วย เพราะมีเรื่องป่วนๆอยู่ภายใน

แต่ที่แน่ๆ นอกจากเรื่องปรับ ครม.แล้ว การประชุมพรรค

ภูมิใจไทยนั้น ปรากฏว่า มี ส.ส.ปชป.และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาไปร่วมประชุมด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี ส.ส.เพื่อไทยย่องไปประชุมด้วยมาแล้ว

ครับ...แบบนี้ไม่ต้องไปมองอื่น แสดงว่ามีนักการเมืองหลายพรรคคงต้องการแยกตัวไปอยู่ภูมิใจไทยตั้งแต่ไก่โห่ แม้ว่ายังสังกัดพรรคเก่าอยู่

พรรคการเมืองอื่นๆคงไม่มีอะไร เพราะน่าจะรู้กันดีว่าใครต้องการตีตัวออกห่าง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคอีสานที่เชื่อว่า "เนวิน ชิดชอบ" จะอุ้มเข้าสภาได้หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่สำหรับประชาธิปัตย์เป็นเรื่องแน่

เพราะไม่เคยปรากฏมาก่อน และทำให้เห็นว่าประชาธิปัตย์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีหลักการในเรื่องนี้ชัดเจน

พูดง่ายๆ หากจะแตกก็เป็นแบบขัดแย้งกันรุนแรงแล้วแยกทางกัน แต่กรณีนี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาในการไม่ยอมรับการนำและไม่ซื่อตรงต่อพรรคเพราะยังสังกัดพรรค แต่ทั้งใจและกายไปเสียแล้ว โดยไม่สนใจใครทั้งสิ้นพร้อมแสดงตัวอย่างเปิดเผย

นั่นแสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังมีปัญหาภายใน

ก่อนหน้านี้ แม้พยายามจะปฏิเสธว่าไม่มีความขัดแย้งภายใน ไม่มีกลุ่ม ส.ส.ใหม่ 40 คน เคลื่อนไหวเพื่อให้มีการปรับ ครม. แต่สุดท้ายก็ยอมรับความจริงว่ามีปัญหาเกิดขึ้น เพียงแต่อ้างว่าต้องการเอาใจช่วยรัฐมนตรีให้ทำงานอย่างที่ประสิทธิภาพมีผลงาน

การตั้งรัฐมนตรีที่ผ่านมาก็เกิดปัญหาความไม่พอใจบุคคลที่ดำรงตำแหน่งบางส่วน โดยพุ่งเป้าไปที่แกนนำพรรคคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการใหญ่ที่เห็นว่ามีการเล่นพรรคเล่นพวก ส.ส.บางคนควรจะถึงวาระเป็นรัฐมนตรีแต่ไม่ได้

ทำให้เกิดปัญหาแม้กระทั่งวันนี้ยังเคลียร์กันไม่จบ ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำภายในพรรคปรากฏออกมาในรูปลักษณ์ต่างๆ เช่นว่าโจมตีนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จนมาถึงเรื่องการปรับ ครม. และความไม่พอใจต่อเลขาฯรัฐมนตรีและที่ปรึกษา

เหตุผลก็คือไม่มีผลงาน ไม่ดูแล ส.ส. และจัดงบประมาณลงในพื้นที่ที่รายล้อมผู้ใกล้ชิดแกนนำพรรคเท่านั้น

แน่นอนว่าหากไม่มีปัญหาจริงๆ คงไม่มีการตั้ง ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อาวุโสของพรรค ไปเคลียร์กับกลุ่ม ส.ส.ที่เคลื่อนไหว

ปฏิบัติการต่างๆที่เกิดขึ้นแสดงว่ามีปัญหาในการนำอย่างไม่ต้องสงสัย และจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้ หากไม่สามารถแก้ไขอย่างทันท่วงที และจะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลอย่างเลี่ยงไม่พ้นโดยไม่ต้องอาศัยมือฝ่ายค้านแต่อย่างใด

แม้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะสอบผ่านในความเป็นผู้นำ แต่ยังสอบไม่ผ่านในการนำพรรค แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นคงไม่ได้พุ่งเป้าไปที่หัวหน้าพรรคโดยตรง แต่ก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบ
ศึกนอกก็หนักหนาแล้ว แต่มาเจอศึกในเข้าไปอีก

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังจะเป็นตัวดูดนักการเมืองจากพรรคอื่นๆที่กำลังขยับเคลื่อนตัว แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็เถอะ...

ทำเป็นเล่นไป หากไม่สามารถแก้ปัญหาภายในได้ อาจจะมี ส.ส.ลาออกแล้วไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยไม่มากก็น้อย ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในการเลือกตั้งแน่

และจะชี้ชะตาการเมืองของคนชื่อ "อภิสิทธิ์" ในอนาคต การเมืองข้างหน้าด้วย.

"สายล่อฟ้า"

ประสงค์ฟันธงอายุรบ. แค่ประคองตัว พรรคพธม.จ่อตั้งไข

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_8150

"สนธิ ลิ้มทองกุล" เผย พรรค พธม.จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้ของพันธมิตร "พิภพ ธงไชย" ระบุ จะเป็นพรรคการเมืองของประเทศไทย พรรคแรกที่มาจากมวลชนอย่างแท้จริง ที่มาจากทุกสี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ (24 พ.ค.) ที่อาคารนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการประชุมสภาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยครั้งที่ 1 โดยมีตัวแทนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากทั่วประเทศเข้าร่วม อย่างคับคั่ง โดยมี 5 แกนนำ ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงไชย เข้าร่วมเป็นการสัมมนาให้ความรู้และระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมือง ใหม่ และการตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมี นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ในฐานะประธานสภาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวเปิดงาน นอกจากนี้ ตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตต่างๆ เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย ผู้ที่เข้ามาร่วมงานจะต้องลงทะเบียนตามภาคต่างๆ และจะต้องรับแบบสอบถามเกี่ยวกับความเห็นเรื่องการเมืองใหม่ ส่วนการรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจนำเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ทางคอยตรวจบริเวณประตูทางเข้าที่ชุมนุมด้วย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ตั้งจุดตรวจรอบบริเวณอีกด้วย

นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวบนเวทีว่า การตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากมีการตั้งจริงก็จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีเครื่องมืออยู่หลายอย่าง นอกจากพรรคการเมืองแล้วอาจมีมูลนิธิที่จะออกไปให้ความรู้กับประชาชนเรื่อง การเมืองใหม่ ทั้งนี้ 5 แกนนำจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะต้องเป็นคนเลือก ไม่ใช่ตั้งกันเองโดยเด็ดขาด

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวว่า วันนี้มาร่วมกันไว้อาลัยให้กับการเมืองเก่า ที่ทุจริตคอรัปชั่น เพื่อสถาปนาการเมืองใหม่ให้เกิดขึ้น จะไม่ทำให้แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั่วประเทศผิดหวังกับแกนนำ โดยแกนนำที่ง 5 คนจะไม่ทำการโดยพลการ แต่จะขอฉันทามติทุกครั้ง ขอเชิญทุกสีทุกกลุ่มเข้าร่วม

นายพิภพ ธงไชย กล่าวว่า การตรวจสอบอุดมการณ์ เป็นเรื่องสำคัญมาก หากสามารถทำอุดมการณ์การเมืองใหม่ให้เกิดขึ้นได้ การเมืองภาคประชาชนจะไม่มีวันหายไป เราจะเป็นพรรคการเมืองของประเทศไทย พรรคแรกที่มาจากมวลชนอย่างแท้จริง โดยขอให้ประชาชนไปสู่ชัยชนะในที่สุด ขอเชิญทุกสีทุกกลุ่ม การเมืองใหม่จะละลายความเป็นสี ถ้ามีความเห็นตรงกันก็ขอเชิญเข้าร่วมได้เลย เผยตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่ความคิดแกนนำ

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า ขอยืนยันว่า การตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เจตนารมณ์ของแกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ต้องการการเมืองใหม่ และไม่เคยชี้นำว่า จะตั้งพรรคหรือไม่ การตั้งพรรคนั้นนอกจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในเมืองไทยแล้วพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในสหรัฐอเมริกาก็เห็นด้วย ดังนั้นจะต้องนำมาถามความเห็นเพื่อเป็นฉันทามติกับพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะได้ข้อยุติในวันที่ 25 พ.ค.นี้

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข กล่าวว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะตั้งพรรคหรือไม่ เสียงส่วนใหญ่ในวันที่ 25 พ.ค.จะเป็นคนตัดสิน และจะมีการขอฉันทามติด้วยว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.237 ,190, และ 309 ด้วย

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงการตั้งพรรคการเมืองว่า การประชุมในวันนี้เป็นการหารือในระดับตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในแต่ละจังหวัด ทั้งโดยการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมและการตอบแบบสอบถามที่จัดไว้ประมาณ 3,000 ชุด เมื่อได้ข้อสรุปในแต่ละประเด็นก็จะนำไปถามพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะเข้ามาร่วม งานลึก 193 ในวันที่ 25 พ.ค.ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เข้าร่วมงานจะต้องตอบแบบสอบถามประมาณ 70,000 ชุด รวมทั้งนายสมศักดิ์ ในฐานะประธานสภาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะถามความเห็นพี่น้องที่มาร่วมงานในแต่ละประเด็น และจะมีการโหวตด้วยการยกมือ ซึ่งผลการหารือจะยังไม่ใช่ข้อสรุปทั้งหมด เพราะจะต้องนำความเห็นจากแบบสอบถามมาประมวลอีกครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์หรือ 10 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะขึ้นกล่าวบนเวทีแล้ว ยังมีนักวิชาการอาทิ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการร่าง รัฐธรรมนูญ ปี 2550 นายปราโมทย์ นาครทรรพ ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยอีกด้วย โดย น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า เราจะปล่อยให้การเมืองเดินไปเองไม่ได้ เพราะนักการเมืองไม่เข้าใจการทำงานทางการเมือง ไม่เข้าใจความหมาย นักการเมืองต้องเสียสละและมีหัวใจทำเพื่อประชาชน นักการเมืองทำงานเพื่อตัวเองทั้งนั้น แม้ในปัจจุบันแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นพรรคน้ำดี แต่ดูแล้วในที่สุดก็จะเป็นพรรคน้ำเสีย การทำงานทุกวันนี้เพียงแค่ประวิงเวลาเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดเท่านั้น ที่ผ่านมา 4-5 เดือนไม่เห็นอะไรเลย นอกจากพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ

น. ต.ประสงค์ กล่าวต่อว่า การเมืองใหม่ไม่ใช่วิธีที่ออกไปทำการเมืองบนถนนอีกต่อไป การเมืองใหม่ต้องการคนเด็ดขาด คนดี เพราะการต่อสู้กับความชั่วไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำวันเดียวจบ อย่าคิดว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีพรรคการเมืองไม่ได้ เมื่อตั้งพรรคการเมืองแล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคงรวมกลุ่มเป็นการเมืองภาคประชาชน แต่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บางส่วนที่ส่งเข้าไปต่อสู้กับการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร เหมือนทีมฟุตบอลที่มีพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นกองหน้าประชาชนเป็นกองหลังที่คอยสนับสนุน ย้ำมีพรรคแล้วกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคงอยู่

นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า การตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีความเป็นไปได้สูง แต่ทั้งหมดยังเป็นเพียงแค่การพูดคุยเท่านั้น ส่วนการลงลึก จะต้องดูผลจากแบบสอบถามที่ได้แจกไป แม้ว่าจะมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแล้ว กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ยังคงอยู่ต่อไป เพื่อตรวจสอบการทำงานคู่ขนานกันไป อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะต้องตรวจสอบทุกคนที่อยู่ในอำนาจรัฐ เพราะอยากเห็นการเมืองใหม่เกิดขึ้น แม้วันนี้อาจจะมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้น แต่เป็นเพียงการยกระดับการเมืองไทยเท่านั้น และหากนักการเมืองของพรรคที่จะตั้งขึ้นมามีความไม่โปร่งใส ก็จะต้องมีคณะกรรมการบริหารพรรค และกฎเหล็กคอยควบคุมอยู่ ส่วนในเรื่องฐานเสียงนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่รู้สึกกังวลในเรื่องนี้ แต่อาจจะไปแย่งคะแนนเสียงของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยซ้ำ

ความเห็นของเสียงเงียบจากสกลนคร: เสียใจที่เราแพ้

ที่มา ประชาไท

หลังการชุมนุมคนเสื้อแดงจบลงไปในวันที่ 14 เมษายน 2552 โดยการชุมนุมครั้งนั้นเกิดความรุนแรงขึ้นในหลายจุด ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการใช้อาวุธ ทั้งจากฝ่ายตำรวจ ผู้ชุมนุม และกลุ่มไม่ทราบฝ่าย ช่วงเวลา 2-3 วันให้หลัง ประชาไทพยายามติดตามหาพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ทว่าพยานบุคคลหลายคนเลือกที่จะเป็นเสียงเงียบ และหลายคนเลือกการเดินทางกลับต่างจังหวัด บรรยากาศภายใน 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ดูเหมือนเป็นบรรยากาศแห่งความเงียบและหวาดระแวงสำหรับผู้เคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง นั่นทำให้เราเริ่มคิดถึงคนเสื้อแดงที่ต่างจังหวัด ว่าพวกเขาจะตกอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งวามกลัวเช่นนั้นหรือไม่

จากลงพื้นที่ในจังหวัดสกลนครวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา เราไม่เพียงไม่พบการเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างที่พบในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เรายังได้พบคนในพื้นที่ที่เป็นเสียงเงียบ และเลือกใส่เสื้อแดงอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดด้วย พวกเขามีความเห็นต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แกนนำถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดการจัดการที่ดี และความไม่เป็นขบวนของกลุ่มคนเสื้อแดงเอง พวกเขาในฐานะเสียงเงียบ ก็มีความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวเช่นกัน ทั้งต่อคนเสื้อแดง และการเมืองไทยโดยรวม

special video

คนเสื้อแดงจัดงานระดมทุน “เรด นิวส์” คึกคัก “จตุพร” ระบุอาจชุมนุมใหญ่ 24 มิ.ย.

ที่มา ประชาไท

เสื้อแดงจัดงานระดมทุนตั้งเรดนิวส์คึกคัก
เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 52 เวลาประมาณ 17.00 น.ที่ผ่านมาที่ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว นายวิบูลย์ แช่มชื่น อดีต สว.กาฬสินธุ์ ได้จัดงานดินเนอร์ทอล์ค เรื่องอนาคตประชาธิปไตย ใต้ฟ้าสีเทา เพื่อระดมทุนผลิตหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ เรดส์ นิวส์ ด้วยการจัดเป็นโต๊ะจีนจำนวน200 โต๊ะ จำหน่ายในราคาใบละ 1,000 บาท โดยมีประชาชนคนเสื้อแดงเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 3,000 คน ทั้งในบริเวณห้องคอนเวนชั่น และกระจายอยู่รอบๆ โดยส่วนใหญ่ให้ความสนใจสมัครเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์เรดส์ นิวส์ เป็นจำนวนมาก โดยสมาชิกหนังสือรายครึ่งปี จ่ายในราคา 800 บาท และสมาชิกหนึ่งปี ราคา 1500 บาท นอกจากนี้ยังมีส.ส.พรรคเพื่อไทย และกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจากบ้านเลขที่ 111 อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายอดิศร เพียงเกษ สุพร อัตถาวงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ มานิตย์ จิตจันทร์กลับ และนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ฯ เดินทางมาร่วมงานอย่างคึกคัก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.น.4 และสน.โชคชัย อย่างเข้มงวด

“ทักษิณ” ส่งกระปุกให้ประมูล
สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีการจัดประมูลสิ่งของประกอบด้วย กระปุกออมสิน โลหะสีเงินรูปทรงสี่เหลี่ยม ที่มีลายเซ็น ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และข้อความที่อยู่ข้างกระปุกออมสิน เป็นภาษาไทยว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ความอดทน เข้มแข็ง และมีสติ ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2540 ขณะที่อีกด้านของกระปุกออมสิน มีตัวอักษรภาษาจีน แปลว่า โชคดี โดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำคนเสื้อแดง ระบุว่า คนในตระกูลชินวัตรนำมามอบให้เพื่อประมูลในครั้งนี้ นอกจากนี้สิ่งของที่นำมาประมูลอย่างอื่น ประกอบด้วย หมวก ของนายวีระ มุสิกพงษ์ ที่ใส่ในการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เสื้อแจคเก็ต ฮาร์เล่ย์เดวิดสัน ของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เสื้อเชิ้ต และเสื้อโปโล ของนายอดิษร เพียงเกษ และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 13 ตุลา 2516

“จตุพร” ระบุจะร่วมงานกับ “เนวิน” ชาติหน้า
ต่อมาเวลา 18.30 น.นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำคนเสื้อแดง ได้ขึ้นเวทีในงานดินเนอร์ทอล์กและได้นำเสื้อพรรคไทยรักไทย และเสื้อพรรคพลังประชาชนของตัวเองมาประมูลหารายได้ให้กับหนังสือพิมพ์เรด นิวส์ ซึ่งผู้ประมูลไปในราคา 15,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ พร้อมกลับกล่าวปราศรัยว่า ที่ผ่านมามีวิชามาร ส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าตนจะไปร่วมกับพรรค ภูมิใจไทย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นตนก็เหมือนหมาขี้เรื้อน หากจตุพรจะร่วมกับนายเนวินก็ต้องรอชาติหน้า

อาจชุมนุมใหญ่ 24 มิ.. มีอาวุธใหม่ “พีเพิล ชาแนล” มาแทน “ดี สเตย์ชั่น”
นอกจากนี้นายจตุพรกล่าวบนเวทีว่า ขณะนี้แกนนำคนเสื้อแดงกำลังอยู่ในระหว่างการหารือเพื่อกำหนดวันเพื่อนัดชุมนุมใหญ่ โดยในช่วงแรกกำหนดว่าจะชุมนุมวันที่ 24 มิถุนายนนี้ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ตรงกับวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จึงต้องพิจารณาเรื่องวันใหม่ แต่วันที่ 24 มิถุนายนก็ยังเป็นทางเลือกหนึ่งอยู่ หากพิจารณาแล้วเห็นวันอื่นไม่เหมาะสมเท่า "การนัดชุมนุมใหญ่ครั้งแรก จะมีการตั้งเวทีที่ท้องสนามหลวงด้านวัดพระแก้ว เพื่อให้ผู้มาชุมนุมเต็มท้องสนามหลวง พอการนัดชุมนุมใหญ่ครั้งที่สอง จะให้ประชาชนล้นไปไปถึงลานพระบรมรูปทรงม้า และครั้งที่ 3 และ 4 จะให้ล้นไปถึงทำเนียบรัฐบาล" นายจตุพรกล่าว และว่า ขณะนี้กำลังมีการทดลองออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิล แชลแนล เพื่อให้มีความพร้อมในการถ่ายทอดสดการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์ไทยรัฐ, มติชนออนไลน์

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 24 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง สังคม

มาร์คจี้ กำนัน-ผญบ.แจง ปชช.ลดขัดแย้ง
เว็บไซต์คมชัดลึก 23 พ.ค. เวลา 15.40 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารท้องถิ่นในการสัมมนาการเสริมสร้าง และเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนค่าตอบแทนของผู้นำท้องถิ่นจึงได้มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้ ตั้งแต่งบประมาณปี 53 เป็นต้นไป แต่ขออนุญาตแบ่งจ่ายเป็น 2 ครั้ง เนื่องจากฐานะการเงินการคลังของประเทศยังไม่เอื้ออำนวยในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ แต่จะพิจารณาว่าทำอย่างไรให้มีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมีข่าวว่าบางพื้นที่จะเก็บเงินไว้จ่ายตอนเลือกตั้ง ตอขอร้องว่าอย่าทำอย่างนั้น เมื่อได้เงินมาต้องส่งให้ถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด

นายกฯ กล่าวว่า ส่วนการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 2 รุ่นที่ผ่านมา ที่มีการเปลี่ยนแปลง จากการเลือกตั้งทางอ้อมเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนนั้น ตนได้ปรารภกับ ครม.แล้วว่าให้กระทรวงมหาดไทยกลับไปทบทวนว่าการเลือกโดยวิธีใดเหมาะสม เนื่องจากได้รับการปรารภจากท้องถิ่นมา ซึ่งปัญหาอยู่ที่ว่าหากกลับมาให้ประชาชนเลือกแล้ววาระการดำรงตำแหน่งควรเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามรัฐบาลสนับสนุนการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น

นายอภสิทธิ์ กล่าวว่า อยากทำความเข้าใจว่าการจัดงบประมาณปี 2553 ได้มีการปรับลดงบลง 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หน่วยงานต่างๆ ได้รับงบประมาณลดลง โดยเฉพาะสำนักนายกรัฐมนตรีจะถูกปรับลดงบได้น้อยกว่าเดิมถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตนก็ต้องไปดูว่าจะทำให้การบริหารจัดการดูแลประชาชนทั่วถึงได้อย่างไร แต่ขอให้ความมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ ดีขึ้น และปีหน้าเราจะเข้มแข็งขึ้น รัฐบาลคำนึงถึงเรื่องสิทธิพื้นฐานสนับสนุนให้สร้างชุมชนพอเพียง เพื่อให้เงินหมุนกลับมาในแบบเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ

อภิสิทธิ์ปฎิเสธ"ลุงชัย" ไม่ได้ส่งชื่อรมช.เกษตรฯคนใหม่ให้
เว็บไซต์แนวหน้า - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเข้าไปยังรัฐสภาเพื่อเข้าร่วมการสัมมนาของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เข้าอบรมกำนันผู้ใหญ่บ้านรุ่นที่ 3 ตามโครงการสัมมนาเรื่องการเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าวได้หารือกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ที่ห้องทำงานชั้น 2 ทันทีประมาณ 15 นาที

ต่อมาเวลา 16.15 น. นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งก่อนออกจากรัฐสภาถึงการหารือกับนายชัย ว่า ก่อนที่จะเข้าร่วมการสัมมนากำนัน-ผู้ใหญ่บ้านตนก็จะไปหารือกับนายชัยเพื่อซักซ้อมขั้นตอนต่างๆในการสัมมนา ยืนยันว่าไม่ได้หารือหรือพุดคุยเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายชัยได้เสนอรายชื่อรมช.เกษตรฯคนใหม่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีขณะนี้นายชัยเป็นประธานสภาฯ ดำรงความเป็นกลางไม่ได้กับพรรคภูมิใจไทย เมื่อถามต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทยบ้างหรือไม่ นายอภิสทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการหารือกัน ท่านก็บอกแล้วว่าท่านไม่เกี่ยวกับพรรคและท่านเป็นกลาง

ผบ.ตร.ตั้ง 'ธานี' คุมคดี7ต.ค.-ถกคดียิง 'สนธิ' 25 พ.ค.
เว็บไซต์เดลินิวส์ - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 พ.ค.) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน คดีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เครื่องมือในการควบคุมฝูงชน และจัดระเบียบพื้นที่ทำการเปิดช่องจราจรเข้าอาคารรัฐสภา ซึ่งถูกปิดล้อมโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 โดยเปลี่ยนจาก พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็น พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. แทน ส่วนความคืบหน้าคดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ นั้น พล.ต.อ.ธานี จะนัดประชุมใหญ่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อติดตามและเร่งรัดคดี ในวันที่ 25 พ.ค.2552

ปชช. เตรียมลงขันสร้าง"พระวิหาร"ของไทย
เว็บไซต์คมชัดลึก – 23 พ.ค. พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาค 2 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง สถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงกรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางขึ้นไปตรวจเยี่ยมกำลังพลที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า การที่ท่านเดินทางไปตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ทำให้กำลังพลมีขวัญและกำลังใจมาก ซึ่งในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกัมพูชาลงมาต้อนรับด้วยจึงเชิญท่านขึ้นไปที่วัดและลงมาทางปราสาทเขาพระวิหารด้านบันไดหน้า ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น และจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวของ จ.ศรีสะเกษที่เตรียมจะเปิดให้ขึ้นไปบนผามออีแดงในเร็วๆนี้ แต่ถ้าสถานการณ์เกิดอะไรขึ้นมา เราก็จะระงับการขึ้นชม ส่วนเรื่องตลาดที่เกิดเสียหาย และทางกัมพูชาได้เรียกร้องค่าเสียหายนั้น คงเป็นในเรื่องระดับนโยบาย ส่วนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายที่ยังอยู่เผชิญหน้ากันนั้น ทางผบ.ทบ.ให้มีการป้องกันที่ตั้ง ป้องกันตนเอง และพัฒนาสัมพันธ์กันเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน ฝ่ายผู้บังคับบัญชาทุกระดับจึงต้องกำกับดูแล และเพิ่มความเข้มงวด รวมถึงสานสัมพันธ์เล่นกีฬากัน เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่า ประชาชนในพื้นที่อยากให้มีการสร้างปราสาทเขาพระวิหารของเราเอง พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ กล่าวว่า เคยมีภาคเอกชนมาเสนอในช่วงไม่นานมานี้ว่า เราน่าจะสร้างปราสาทเขาพระวิหารในแผ่นดินของเราเองด้านผามออีแดงจะได้ไม่สนใจของเขาเพราะถนนเราก็ดีอยู่แล้ว แต่พื้นที่ค่อนข้างมีอยู่ค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตามหากคิดจะทำก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ภาคเอกชนและประชาชนจะร่วมกันลงขันสร้างปราสาทขึ้น เพื่อรักษาอธิปไตย และเป็นวัฒนธรรมของไทยที่ทำขึ้นในยุคนี้ โดยจะใช้บริเวณมออีแดงทั้งหมดประมาณร้อยไล่ขึ้นไป ซึ่งเขาเสนอว่า จะสร้างให้ใหญ่จนบังปราสาทเขาพระวิหาร โดยจะมีการสร้างคอนโดขึ้นมา และใช้พื้นที่ของเราเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่เลย อย่างไรก็ตามคงจะต้องมีการเสนอรัฐบาล กระทรวง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแนวคิดนี้แสดงให้เห็นถึงความรักชาติ รักแผ่นดินของคนไทยที่อยากจะแก้ปัญหาตรงนี้

"พท." หนุนกก.ชุดเก่าทำงานต่อ-ส่อเลิกประชุมใหญ่
เว็บไซต์คมชัดลึก
- นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวยอมรับว่า ได้มีการหารือกับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรค เรื่องการปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 31 พฤษภาคม นี้ว่า ขณะนี้ถ้าดูจากข้อมูลความต้องการของส.ส.ที่รวบรวมได้จากแบบสอบถาม ส.ส.ส่วนใหญ่ประสงค์จะช่วยงานพรรคในส่วนคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมากกว่า โดยแทบไม่มีผู้เสนอตัวมาเป็นกรรมการบริหารพรรค โดยขอดูความชัดเจนในส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 237 ก่อน เนื่องจากเกรงว่าอาจจะต้องถูกเว้นวรรค

"ส.ส.ส่วนใหญ่เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคในขณะนี้ อีกทั้งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะมี ส.ส.อาวุโสที่ได้รับการยอมรับถูกเสนอชื่อหรือไม่ ผู้ที่เป็นข่าวส่วนใหญ่ก็มาจากการคาดเดา หรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัว เนื่องจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ โดยการทำงานในฐานะฝ่ายค้าน เท่าที่ผ่านมาแม้จะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภา ก็สามารถทำหน้าที่ได้อย่างดียิ่ง มิได้มีช่องว่างระหว่างการบริหารพรรคโดยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันและการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา และเพื่อให้การบริหารพรรคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่คิดว่ายังไม่น่าจะปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคในขณะนี้ " นายคณวัฒน์ กล่าว

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า ถ้าดูเหตุผลของ ส.ส.ส่วนใหญ่แล้วก็ยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารในขณะนี้ ซึ่งได้พูดคุยกันแล้วโดยนายยงยุทธกล่าวว่าพร้อมรับฟังเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.และยินดีที่จะทำหน้าที่ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้นในสัปดาห์หน้าจะมีการเสนอข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถาม ส.ส.ให้คณะกรรมการบริหารทราบ รวมทั้งสอบถาม ส.ส.ในแต่ละภาคอีกครั้งหนึ่งว่ายังประสงค์จะส่งตัวแทนภาคเข้าเป็นกรรมการบริหาร หรือผู้บริหารพรรคในระดับรองหัวหน้าพรรคอยู่อีกหรือไม่และถ้าหารือกันแล้ว ถ้าไม่มีวาระอื่นๆ เร่งด่วน ก็จะยกเลิกการจัดการประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 31พฤษภาคมนี้ ซึ่งความชัดเจนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

ชัยสิทธิ์ อ้าง สายเลือดชินวัตรอยากช่วย ทักษิณนั่ง หน.เพื่อไทย คุยมีบารมี-คนรักเหมาะช่วยพรรค
เว็บไซต์แนวหน้า - พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และญาติผู้พี่ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงกรณีที่มีชื่ออยู่ในแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า คนนามสกุลชินวัตรต้องเกี่ยวข้องตลอด มีผลกระทบตลอด แต่ไม่เป็นไร คงเป็นธรรมชาติ ส่วนจะได้เป็นหรือไม่ คงแล้วแต่พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นห่วงว่า ในยามเขาลำบาก เราอยากช่วย แต่ถ้าเขาไม่ให้ช่วยก็คงไม่เข้าไปยุ่ง เดี๋ยวจะไปหาเสี้ยนเปล่าๆ แต่เราเป็นห่วง ไม่ว่าจะ เสื้อแดง ส.ส.เพื่อไทย หรือไทยรักไทยเก่า มีปัญหาอะไรโทรหาตนหมด หนีไม่ออก เพราะเรานามสกุลชินวัตร อยากให้สู้เขาได้ และกอบกู้ขึ้นมา เพราะเพลี่ยงพล้ำไปเยอะแล้ว กลัวว่า พรรคจะแตกเสียก่อน

"นพดล" ชี้สหรัฐอารับฯไม่ส่งตัวทักษิณเข้าไทย
เว็บไซต์สยามรัฐ - เมื่อวันที่ 23 พ.ค.52 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะขอให้ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นตัวกลางส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาต่อสู้คดีในประเทศไทยว่า ไม่เป็นความจริง แต่ยอมรับรัฐบาลมีความพยายามทำเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การส่ง นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปประสานกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกระทรวงการต่างประเทศประสาน เพื่อขอให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทย

รัฐบาลสามารถขอไปได้ แม้ไม่มีสันธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน จึงต้องอาศัยความสัมพันธ์ด้านอื่น เพื่อแลกเปลี่ยนกับคดีนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะให้ความร่วมมือหรือไม่ เพราะประเทศเขาก็มีอธิปไตย คิดว่ารัฐบาลไทยคงไม่ไปก้าวล่วง ที่สำคัญ รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รู้เรื่องที่เกิดขึ้นดีว่า เป็นเกมการเมือง หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกปฏิวัติยึดอำนาจ สิ่งเหล่านี้ขัดต่อหลักประชาธิปไตย อีกทั้งแม้จะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน หลายประเทศก็ยกเว้นไม่ส่งตัว เพราะเป็นคดีทางการเมืองนายนพดล กล่าว

สธ. คุมเข้มการเฝ้าระวัง ไข้หวัดใหญ่ 2009” ต่อเนื่อง
เว็บไซต์แนวหน้า - ที่กระทรวงสาธารณสุข นายมานิต นพอมรบดี รมช.กระทรวงสาธารณสุข และคณะตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเด่นชัยและโรงพยาบาลแพร่ จังหวัดแพร่โดยมอบนโยบายการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม.

นายมานิต กล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศ กำลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1เอ็น 1 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทย ที่พบผู้ป่วยยืนยันในประเทศไทย จำนวน 2 ราย โดยติดเชื้อมาจากต่างประเทศ ถึงแม้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ จะไม่รุนแรงเท่าไข้หวัดนก มีอัตราการตายต่ำไม่ถึง ร้อยละ 1 แต่แพร่ระบาดจากคนสู่คนได้รวดเร็ว กระทรวงสาธารณสุขได้วาง 3 มาตรการหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดในประเทศ ได้แก่ 1.ตรวจคัดกรองไข้ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ทุกแห่ง 2.ค้นหาผู้ป่วยและให้การวินิจฉัย ตรวจรักษาอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ และ3.ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ความเข้าใจประชาชน สามารถป้องกันตนเองได้ จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันรายใหม่เพิ่ม

สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งมีอยู่ในประเทศอยู่แล้ว สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าในปี 2551 ทั่วประเทศมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 20,881 ราย เสียชีวิต 4 ราย ส่วนปี 2552 ตั้งแต่ 1 มกราคม -15 พฤษภาคม 2552 พบผู้ป่วย 4,140 ราย ไม่มีเสียชีวิต เชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบในไทยขณะนี้ ยังไม่มีปัญหากลายพันธุ์ การฉีดวัคซีนป้องกันยังได้ผล ซึ่งในปีนี้มีเป้าหมายฉีด 2.2 ล้านโด๊ส เน้นในกลุ่มที่สุขภาพอ่อนแอ เสี่ยงป่วยก่อนได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างบำบัด เบาหวาน และผู้สูงอายุ อายุ 65 ปีขึ้นไป รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อไข้หวัดใหญ่ รวมถึงเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและเชื้อไข้หวัดนก หลังฉีดร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้ร้อยละ 70-90 โดยป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้ 3 สายพันธุ์ แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ ขณะนี้ได้กระจายวัคซีนไปสถานบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศแล้ว

สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว ยังไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรป้องกันไม่ให้ร่างกายรับเชื้อไข้หวัดใหญ่ ที่ดีสุดคือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และป้องกันไม่ให้ตนเองรับเชื้อเข้าร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ที่สถานที่แออัด ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วย ควรล้างมือบ่อยครั้ง สวมผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันการไอ หรือจามใส่คนอื่น เป็นต้น

"ถาวร มึน 5 ผู้ว่าฯ ชายแดนใต้ไม่ผ่านประเมิน
เว็บไซต์คมชัดลึก - 23 พ.ค. นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการกระทรวงมหาดไทย ในการแก้ปัญหาความไม่สงบและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในพื้นที่พิเศษ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา ว่า อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการวิถีชีวิตพอเพียง ซึ่งเป็นการของบประมาณจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. เพื่อแจกให้กับครัวเรือนในพื้นที่ดังกล่าว ครอบครัวละ 6 พันบาท เป็นทุนสร้างอาชีพตามแต่ความถนัด ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้

โดยปีงบประมาณ 2552 ดำเนินการได้ 1,200 หมู่บ้าน ส่วนปีงบประมาณ 2553 จะดำเนินการอีก 2,209 หมู่บ้าน หรือ ประมาณ 1 แสนครัวเรือน แม้จะซ้ำซ้อนกับโครงการ SML แต่ก็ต้องจัดสรรให้ เพราะประชาชนดังกล่าว ถือเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่พิเศษ

สำหรับกฎหมายที่จะมารองรับการปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. นั้น นายถาวร ยอมรับว่า การทำงานของ ศอ.บต. ไม่อาจดำเนินการได้เต็มที่ เพราะต้องรอกฎหมายออกมารองรับการทำงาน ซึ่งร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว จัดทำแล้วเสร็จมาแล้ว 4 เดือน และ ได้ส่งให้รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงไปแล้ว ทั้งนี้ ต้องรอการพิจารณาของรัฐบาลต่อไป

ส่วนความคืบหน้าการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินเพื่อการปฎิรูปเกษตรกรรม หรือ สปก. ว่า สำนักงานที่ดินของแต่ละจังหวัด จะต้องส่งรายละเอียด จำนวนพื้นที่ ผู้ครอบครอง และ ผู้บุกรุก ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ภายในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ เพื่อจะได้เร่งจัดสรรที่ดินทั่วประเทศ ให้เกษตรกรคนละไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งหากไม่ผิดสัญญาก็สามารถทำกินในพื้นที่ดังกล่าวได้ต่อไปถึง 5 ปี ก่อนจะต่อสัญญาครั้งต่อไป โดยจะคิดค่าเช่าไร่ละ 10 บาท ต่อ ปี ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย เลือกใช้วิธีการทำประชาคมวิจารณ์ คือ การให้ชุมนุมตรวจสอบที่ผู้จะรับสิทธิ์ดังกล่าวกันเอง เพราะเชื่อว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือมากที่สุด

นายถาวร กล่าว่า ทั้งนี้ มีรายงานว่า สำนักงาน ก.พ. ได้ทำการประเมินผลการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อการโยกย้ายนอกฤดูกาลอีกครั้ง รายงานเบื้องมีรายชื่อของผู้ว่าราชการจังหวัดหนึ่ง ในพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินในครั้งนี้ด้วย ทั้งที่เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่พิเศษ ล้วนแต่ต้องทำงานหนักและเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยในพื้นที่ ซึ่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี จึงมีการตั้งข้อสังเกต และหลายคนก็ติดใจตัวชี้วัดของก.พ.ที่ใช้ในการประเมินผลครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากจะใช้ผลประเมินของก.พ.แล้ว ยังมีผลประเมินของกระทรวงมหาดไทย ที่มีรายงานว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้มีการจัดทำแบบสอบถาม พร้อมรายละเอียดที่ต้องรายงานประวัติของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละคนอย่างละเอียด โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่มีต่อพรรคการเมือง ว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ รวมถึงการให้ความร่วมมือ ในการสนองนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมาจากพรรคภูมิใจไทย มีระดับความร่วมมือมากน้อยเพียงใดอีกด้วย

เศรษฐกิจ

เอกชนจ้องยกเลิกอ้างรัฐเชื่องช้า รอวัดใจ ครม.สัปดาห์หน้าขายข้าว

เว็บไซต์เดลินิวส์ - นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทผู้ชนะประมูลโครงการมันเส้น 2.2 ล้านตัน และแป้งมัน 490,000 ตัน จำนวน 1 ราย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 450,000 ตัน 3 ราย ได้แจ้งขอยกเลิกการซื้อและขอหนังสือค้ำประกันคืนภายใน 7 วัน ส่งผลให้การเปิดประมูลทั้ง 2 โครงการล้มเลิกทันที ขณะที่การประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลกว่า 2 ล้านตัน โดยมีบริษัท 17 แห่งชนะประมูลต้องชะลอโครงการออกไปก่อน เพื่อรอเสนอผลประมูลและเกณฑ์กำหนดราคาขายให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในวันที่ 26 พ.ค.นี้ ตามนโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หากได้รับการเห็นชอบก็จะเดินหน้าโครงการต่อไป

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ผู้ชนะประมูลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขอยกเลิก มาจากความล่าช้าของภาครัฐจนทำให้ราคาข้าวโพดในตลาดตอนนี้ตกลง และต่ำกว่าราคาตลาดในตอนประมูล ทำให้เอกชนมองว่าหากยังซื้อต่ออาจไม่คุ้มค่าได้ ส่วนการยกเลิกมันสำปะหลังเนื่องจากเอกชนไม่สามารถทำตามเงื่อนไขการขนย้ายที่รัฐกำหนดภายใน 3 เดือน จากเดิมที่ผู้ชนะประมูลจะขอยืดเวลาออกไปเป็น 5 เดือน เพื่อป้องกันการนำหมุนเวียนกลับเข้าโครงการรับจำนำ

นางพรทิวา กล่าวว่า กระทรวงจะนำเสนอเกณฑ์การพิจารณาราคาขายข้าว รวมทั้งสินค้าเกษตรอื่น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ในสต๊อกรัฐบาลให้ ครม. พิจารณาในสัปดาห์หน้า เพราะที่ผ่านมาเมื่อกระทรวงนำผลประมูลเสนอ ครม. มักถูกท้วงติงว่าขายขาดทุน ไม่ขายราคาตลาด ใช้อะไรเป็นเกณฑ์กำหนดราคา ซึ่งหาก ครม.เห็นชอบจะอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูลข้าวทั้ง 17 ราย ขนย้ายข้าวออกจากโกดังได้ เพราะขณะนี้ทุกรายทำสัญญาซื้อขายกับ อคส.แล้ว

ได้เรียนท่านนายกรัฐมนตรีคร่าว ๆ แล้วว่า อนุมัติขายที่ราคาสูงกว่าตันละ 14,000 บาท ใครเสนอต่ำและไม่ยอมขึ้นราคาให้สูงกว่านี้ เราไม่ขาย จากราคาตลาด 16,000-17,000 บาท ส่วนหอมมะลิขายที่ตันละ 28,000 บาท ภาพรวมราคาพอรับได้ ไม่ขาดทุนมาก แต่เราจะเอาเกณฑ์เข้า ครม.สัปดาห์หน้า ถ้าไม่เห็นชอบ คงต้องให้ครม.หาทางออก เพราะผู้ส่งออกเซ็นสัญญาซื้อขายแล้ว หากยกเลิกอาจฟ้องร้อง ครม.ได้ พร้อมกันนั้น จะรายงาน ครม.ว่า ผู้ชนะประมูลซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ยกเลิกซื้อแล้ว

ส่วนโครงการที่ล้มประมูลไปจะต้องเร่งเปิดประมูลใหม่ แต่ยังให้ซื้อเฉพาะผู้ซื้อที่จดทะเบียนในต่างประเทศ เพื่อขายสินค้าไปต่างประเทศ เพราะหากไม่รีบระบายออก สินค้าจะเสื่อมคุณภาพลงและขายได้ราคาต่ำ ประกอบกับ ผลผลิตฤดูกาลใหม่กำลังจะออกในเร็ว ๆ นี้ การมีสต๊อกมากจะฉุดราคาในประเทศให้ลดลงได้ ส่วนการยกเลิกซื้อ และเปิดประมูลใหม่อาจทำให้รัฐบาลขาดทุนเพิ่ม ทั้งจากราคาตลาดที่ตกลง และค่าเก็บรักษา ค่าเช่าโกดัง ค่ารักษาคุณภาพอีก

รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงข้อครหาถึงการขายข้าวขาดทุน และเร่งรีบทำสัญญาว่า กระทรวงพาณิชย์มีวิธีการที่ชัดเจน อธิบายได้ โดยให้ผู้เสนอซื้อเสนอราคาแข่งกันเป็นรายโกดัง ใครสู้ราคาไม่ได้ก็ไม่ได้ซื้อ และผู้ชนะต้องซื้อทั้งข้าวดี และข้าวเสื่อมในโกดังเดียวกัน และรัฐไม่สามารถขายในราคาตลาดได้ เพราะเอกชนจะหันไปซื้อในตลาด เพราะได้ข้าวใหม่ คุณภาพดีกว่า

ด้านที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาช่วยเหลือด้านราคาและการตลาดสินค้าเกษตรมีมติ ให้รัฐบาลสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้กลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งยืมวงเงิน 500 ล้านบาท เพื่อรับซื้อกุ้งจากสมาชิก และใช้การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (คอนแทรคฟาร์มมิ่ง) แทนการรับจำนำราคากุ้งขาวแวนนาไม ตามที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้เสนอมา เนื่องจากการเปิดรับจำนำเพียง 10,000 ตัน จากปริมาณผลผลิตรวม 400,000 ตัน ถือว่าน้อยและไม่มีผลต่อการดึงราคาตลาด และยังช่วยให้รัฐประหยัดค่าใช้จ่ายจากการรับจำนำและเก็บรักษาปีละ 300 ล้านบาท

หั่นเช่ารถเมล์เอ็นจีวีจิ๊บจ๊อย 1.7 พันล.
เว็บไซต์ข่าวสด - นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักธุรกิจ นักลงทุน มีการตั้งประเด็นการประมาณการรายได้ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)ที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าและจ้างเหมาซ่อมรถในโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันของ ขสมก.ว่าตัวเลขที่ได้อาจไม่สะท้อนกับความเป็นจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับ ขสมก.นั้น เป็นประเด็นที่เคยตั้งข้อสงสัย แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะมีมาตรการสำรองอย่างไร ในเบื้องต้นเห็นว่าแนวทางที่เป็นไปได้จะต้องโอนสิทธิสัมปทานเดินรถให้เอกชนแทนเพื่อลดภาระของ ขสมก. ซึ่งคาดว่าสัปดาห์หน้าตนจะไปหารือกับนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานคณะกรรมการ ขสมก.และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ส่วนแนวนโยบายนั้นจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม

ต่อข้อถามว่าหากครม.วันที่ 26 พ.ค.นี้ยังไม่อนุมัติโครงการนี้จะผลกระทบกับพรรคการเมืองหรือไม่ นายประจักษ์กล่าวว่า คงต้องขอฟังก่อน หากเป็นการคัดค้านทักท้วงในประเด็นที่เป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติก็พร้อมจะรับฟังและต้องนำมาปรับแก้ไข แต่หากคัดค้านโดยไม่มีเหตุผลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องมาว่ากัน แต่มั่นใจว่าเสนอ ครม.ครั้งหน้าจะผ่านได้ เพราะทุกประเด็นรายละเอียดพร้อมที่จะชี้แจงได้หมด "ที่มีการอ้างว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ หรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทั้งนั้น ผมขอยืนยันว่าไม่มีการเรียกผลประโยชน์ ถ้าผมทำจริงเอาผมไปยิงเป้าได้เลย" นายประจักษ์กล่าว

นายประจักษ์กล่าวว่า ส่วนตัวเลขประเมินมูลค่าโครงการล่าสุด หลังจากที่มติ ครม.เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้กระทรวงคมนาคมไปทบทวน ซึ่งได้ข้อสรุปและพร้อมจะเสนอขออนุมัติจากที่ประชุม ครม.ในวันที่ 26 พ.ค. วงเงินรวม 67,992.20 ล้านบาท เป็นค่าเช่ารถรวมเหมาซ่อมคันละ 4,657 บาท/วัน ประกอบด้วยค่าเช่ารถ 2,082 บาท ค่าซ่อม 2,250 บาท ค่าอี-ทิกเก็ต และจีพีเอส 150 บาท ค่าประกันภัย 31 บาท ค่าภาษี 8 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 136 บาท จำนวน 4,000 คัน ระยะเวลา 10 ปี โดยคิดจากอัตราดอกเบี้ยการลงทุนของเอกชนที่ปรับลดลงจาก 10.25% เหลือ 9% ทำให้ต้นทุนวงเงินรวมปรับลดจาก 69,788 ล้านบาท เหลือ 67,992.20 ลานบาท

ส่วนเรื่องอัตราค่าเหมาซ่อมรถจะคิดในราคาก.ม.ละ 7.50 บาท จากรายงานผลการศึกษากำหนดต้นทุนการบริการเชิงสังคมและการวางระบบบัญชีการบริการเชิงสังคมของ ขสมก.ที่ว่าจ้างสถาบันพระปกเกล้า ราคาเหมาซ่อมอยู่ที่ 4.55 บาท/ก.ม. ปรับเพิ่มเป็น 7.54 บาท/ก.ม. เนื่องจากจะไม่ใช้ยางหล่อดอกตามผลการศึกษา แต่ใช้ยางจริงทำให้ต้นทุนจากยางหล่อดอก 4 เส้น 1,600 บาท เป็นการใช้ยางจริง 4 เส้น 6,000 บาท ทำให้ต้นทุนต่อ ก.ม.เพิ่มขึ้นประมาณ 0.70 บาท/ก.ม. รวมทั้งได้มีการคิดต้นทุนในการจัดหารถสำรองกรณีทดแทนการซ่อม 10% ต้นทุน 0.73 บาท/ก.ม. นายยรรยงค์ อัมพรตระกูล ประธานชมรมรถร่วม ขสมก.กล่าวว่า เห็นว่า ขสมก.ไม่ควรเช่ารถเมล์เอ็นจีวี เนื่องจากจะทำให้ ขสมก.ขาดทุนอย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้ได้ยื่นหนังสือฟ้องต่อศาลปกครองให้พิจารณาระงับการดำเนินโครงการดังกล่าว

แบงก์ทั้งระบบสินทรัพย์เพิ่ม 3 แสนล้าน ชี้ดอกเบี้ยยังต่ำจนกว่าเศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัว
แนวหน้า - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รวบรวมข้อมูลสินทรัพย์สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ณ สิ้นเดือน เมษายน 2552 พบว่า สินทรัพย์สภาพคล่อง (รวมเงินสด เงินลงทุนสุทธิในตลาดเงินระยะสั้น และเงินลงทุนสุทธิในหลักทรัพย์) มีจำนวน 2.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 44,700 ล้านบาท สิ้นเดือนมีนาคม 2552

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องเกิดจากเงินลงทุนสุทธิในหลักทรัพย์ ตามด้วยเงินสด ขณะที่เงินลงทุนสุทธิในตลาดเงินระยะสั้นลดลง โดยเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของยอดเงินฝากประมาณ 7,960 ล้านบาท ส่วนยอดเงินให้สินเชื่อสุทธิ (จากค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ) ลดลง 10,200 ล้านบาท

เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2551 สินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง เพิ่มขึ้น 327,000 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์สภาพคล่องทุกกลุ่มธนาคาร นำโดยการเพิ่มขึ้นของกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่จำนวน 276,000 ล้านบาท ตามด้วยกลุ่มธนาคารขนาดเล็กและกลุ่มธนาคารขนาดกลางที่เพิ่มขึ้น 28,400 ล้านบาท และ 22,400 ล้านบาทตามลำดับ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอีกว่าการชะลอตัวของเครื่องชี้เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่เริ่มลดระดับความรุนแรงลง จะมีความยั่งยืนเพียงใด โดยหากการฟื้นตัวเป็นไปตามความคาดหวังจริง น่าที่จะเป็นทิศทางที่ส่งผลดีต่อการขยายตัวของสินเชื่อ จะทำให้สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีแนวโน้มทยอยปรับลดลงในระยะถัดไป

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25 % ตามเดิมในการประชุมเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า วัฏจักรขาลงของดอกเบี้ยนโยบายอาจจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินไทยน่าจะยังมีแนวโน้มทรงตัวต่ำอย่างต่อเนื่องต่อไปจนกว่าสัญญาณการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจจะชัดเจนขึ้น และถ้าสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเริ่มปรากฏชัดเจนและมีเสถียรภาพอย่างแท้จริง อาจทำให้สภาพคล่องส่วนเกินมีแนวโน้มถูกระบายออกไปผ่านการขยายตัวของสินเชื่อ ประกอบกับอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์สภาพคล่องที่อาจเริ่มขยับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดังกล่าว อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความมั่นใจมากพอที่จะกลับมาแข่งขันกันระดมเงินด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบพิเศษหรือผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำระยะยาวที่อัตราดอกเบี้ยจูงใจอีก

ต่างประเทศ

หวัด 2009 ลาม โตเกียวโผล่อีก ทามิฟลูราคาพุ่ง
โพสต์ ทูเดย์
- รัฐบาลญี่ปุ่นได้รายงานยืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ 2009 ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 รายที่ 3 ในกรุงโตเกียวแล้ว เป็นสตรีวัย 36 ปี ที่เดินทางกลับจากสหรัฐ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นเป็น 293 ราย แต่ทว่ายังไม่มีรายงานพบผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวในประเทศ

ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ประกาศผ่อนคลายมาตรการยับยั้งการ แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส 2009 ลงมาอยู่ในระดับเดียวกับการป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เพื่อลดความหวาดวิตกของประชาชน หลังกลุ่มธุรกิจในประเทศเริ่มได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนพากันหลบอยู่แต่ในบ้านพักเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อหวัด 2009

ด้านหนังสือพิมพ์โยมิอูริของญี่ปุ่นก็รายงานเพิ่มเติมด้วยว่า หลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ทำให้ราคาของยาต้านไวรัสทามิฟลูที่ขายกันในเว็บไซต์พุ่งขึ้นไปถึง 4-5 เท่า ทั้งนี้ ราคามาตรฐานของ ยาทามิฟลูขายอยู่ที่ 309.1 เยน ต่อแคปซูล แต่ในเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตแห่งหนึ่งกลับเพิ่ม ราคาขายสูงถึง 1.2 หมื่นเยนต่อ 10 แคปซูล หรือตกแคปซูลละ 1,200 เยน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่น ก็ประกาศเตือนประชาชนห้ามซื้อ ยาต้านไวรัสดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเกรงว่าอาจจะเป็นยาปลอม สำหรับรัฐบาลเม็กซิโก ล่าสุดก็ได้ประกาศยกเลิกระดับการเตือนภัยแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในเขตเมืองหลวงจากระดับ 5 ลงมาอยู่ที่ระดับปกติ ซึ่งจะทำให้โรงเรียน ธุรกิจ และการคมนาคมกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยปราศจากการเฝ้าระวัง

จีนพบผู้ติดเชื้อหวัด 2009 เพิ่มอีก 2 ราย
เว็บไซต์เดลินิวส์ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้ (23 พ.ค.) ทางการจีนยืนยันพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 อีก 2 รายในกรุงปักกิ่ง ซึ่งทั้ง 2 เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อในจีนรวม 7 ราย ด้านเจ้าหน้าที่จีน เผยว่า ได้เตรียมรับมือกับการระบาดของโรคในระดับเดียวกับที่เคยดำเนินการก่อนหน้านี้ ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายที่ 5 ในวันนี้ ซึ่งเป็นหญิงชาวอเมริกันวัย 23 ปี เดินทางมาเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

'ชิลี' พบผู้ติดเชื้อไข้หวัด2009 เพิ่มอีก 15 ราย
เว็บไซต์เดลินิวส์ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้ (23 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ทางการชิลี เปิดเผยว่า สถาบันสาธารณสุขยืนยันพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 เพิ่มอีก 14 ราย รวมเป็น 44 ราย นับว่า มีจำนวนมากที่สุดในบรรดาประเทศแถบอเมริกาใต้

เกิดแผ่นดินไหว 5.7 ริคเตอร์ ที่ 'เม็กซิโก'
เว็บไซต์เดลินิวส์ - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้ (23 พ.ค.) เกิดแผ่นดินไหววัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.7 ริคเตอร์ ใจกลางประเทศเม็กซิโก รวมถึงกรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงของประเทศ เมื่อเวลา 14.24 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 02.24 น. ตามเวลาในประเทศไทย ทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องวิ่งออกจากอาคารสูง ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานความเสียหาย หรือผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุแผ่นดินไหวเกิดลึกลงไป 56 กิโลเมตร และมีศูนย์กลางอยู่ห่างไปทางใต้ราว 80 กิโลเมตรจากเมืองปวยบลา และห่างจากกรุงเม็กซิโก ซิตี้ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 150 กิโลเมตร นับเป็นแผ่นดินไหวปานกลางครั้งที่ 2 ในเม็กซิโก ซิตี้ ในรอบไม่ถึง 1 เดือน

สนธิหวัง “พรรคพันธมิตรฯ” เป็นหมู่บ้านศีล 5 กลางดงโจร ปัดข่าวจองหัวหน้าพรรค

ที่มา ประชาไท

บทความคมชัดลึกอ้างวางตัว “สนธิ นั่งหัวหน้าพรรคพันธมิตรฯ แกนนำจองรัฐมนตรี

ตามที่ยศวดี หงษ์ทอง เขียนบทความในคอลัมน์ขยายปมร้อน ตอน เม้าท์การเมืองใหม่ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึกเมื่อ 20 พ.ค. อ้างว่า พรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้วางตัวบุคคลที่จะนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ทั้งหมดแล้ว หลังประเมินว่า การตั้งพรรคการเมืองพันธมิตรฯ จะได้เสียง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 100 เสียง จะทำให้พรรคการเมืองอื่นทั้งภูมิใจไทย รวมใจไทยชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนา ประชาธิปัตย์ เข้ามาร่วมตั้งรัฐบาล และพรรคจะใช้คำขวัญว่า ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ

บทความยังอ้างว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะเป็นหัวหน้าพรรค ถูกวางให้เป็นนายกรัฐมนตรี ประพันธ์ คูณมี เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ชัยอนันต์ สมุทวณิช เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และมีนายสำราญ รอดเพชร ก็เป็นรองนายกรัฐมนตรี ส่วนนายสุริยะใส กตะศิลา จะเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลสื่อ นอกจากนี้ยังปรากฏรายชื่อบรรดาแกนนำเป็นรัฐมนตรีด้วย ทั้งนายเทิดภูมิ ใจดี นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย นายสุรพงษ์ ชัยนาม นายคำนูณ สิทธิสมาน นายสุวัตร อภัยศักดิ์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ และแม้แต่นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง (อ่านบทความที่นี่)

สนธิชี้คมชัดลึกถ้าไม่ถูกหลอกก็เจอวางยา

ทำให้ในวันเดียวกัน นายสนธิให้สัมภาษณ์ทาง ASTV เมื่อ 20 พ.ค. โดยปฏิเสธข่าวที่ปรากฏในบทความดังกล่าว โดยนายสนธิกล่าวว่า ถ้าเป็นคนของคมชัดลึกก็แสดงว่าถูกเขาหลอกแล้ว ถ้าเป็นคนข้างนอกก็แสดงว่าเป็นบทความที่ถูกวางยาเอาไว้ ที่ผมประหลาดใจคือ คุณสุดเขตน่าจะดูบทความนี้สักนิดหนึ่ง ไม่ควรให้ออกมาเลยเพราะว่ามันเว่อร์มาก

นายสนธิกล่าวต่อว่า จริงๆ แล้วพูดตรงๆ ว่า เรายังไม่ได้คุยกันเลย ยังไม่ได้สนทนาธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ว่าเราตั้งปุจฉา วิสัชนาว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราขอประชาชน แค่นี้

ยันยังไม่คิดเรื่องพรรค เพราะถ้าทำชีวิตเปลี่ยน เพราะเป็นคนทุ่มสุดตัว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถ้ามีพรรคพันธมิตรคุณสนธิจะมีบทบาทอย่างไร แกนนำพันธมิตรผู้นี้กล่าวว่า ผมก็ยังไม่มีท่าทีตรงนี้ ให้เวลาผมสักนิดหนึ่ง ผมยังคิดอะไรไม่ตก เพราะว่าถ้าการที่จะทำพรรคนี้คือการลงทุนระยะยาว งานหนัก ชีวิตผมเปลี่ยนไปหมด และผมถอยไม่ได้ คุณก็รู้ว่าเวลาทำอะไรแล้ว ผมทุ่มสุดตัว เพราะฉะนั้นชีวิตของผม ถ้าเกิดมีพรรคขึ้นมาแล้ว สมมติว่าผมต้องไปทำทางด้านนั้น ผมก็ต้องสร้างพรรคเพื่อให้มันดีเป็นตัวอย่าง เป็นการเมืองใหม่จริงๆ และก็ต้องทุ่มเท ยึดถือในอุดมการณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง

เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของผมมาก จริงๆ แล้วผมยังไม่ได้คิดอะไรเลย หลายคนถามผม หลายคนพูดตลอดเวลา พูดถึงผม โดยที่ไม่มีใครมาถามผมสักคำ วันนี้คุณมาถามผม ผมก็ตอบได้ว่า ผมยังไม่มีท่าทีอะไรทั้งสิ้น ผมปล่อยใจให้กลางๆ เพราะว่าการที่จะไม่รับก็ได้ ผมก็มีบทบาทที่ผมต้องทำอยู่แล้ว แต่การที่จะรับมันก็หมายความว่าเป็นภารกิจใหม่ที่มันไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่จะทำทำกันเล่นๆ แค่ปีสองปี เพราะว่าถ้าพรรคนี้จะเกิดขึ้นไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะคนเพียงสองคน หรือนายทุนสามสี่คนเอาเงินมากองกัน แล้วซื้อตัว ส.ส. มา ไม่ใช่

ที่มันจะเกิดขึ้นได้ ก็เกิดขึ้นได้เพราะในกรณีเดียวเท่านั้นเองก็คือว่าประชาชนซึ่งเป็นพันธมิตรส่วนใหญ่เขาต้องการ เมื่อเขาต้องการแล้ว เราพูดตลอดเวลาว่า แกนนำพันธมิตรจะฟังพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเอาอย่างไรก็เอากัน นายสนธิกล่าว

ย้ำชัดบทความจงใจทำลายพันธมิตรฯ ยันไม่เกี่ยวข้องเรื่องตั้งพรรคเพราะเพิ่งพักฟื้น

วันเดียวกัน สนธิ ยังให้สัมภาษณ์ขนาดยาว กับผู้สื่อข่าว ASTV อีกว่า ข่าวเชิงวิเคราะห์ของคมชัดลึกที่เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาว่าพันธมิตร ตั้งพรรคแล้ว ผมจะเป็นนายกฯ ตั้งคนโน้นคนนี้ ผมได้รับทราบจากพรรคพวกกัน คุณปานเทพ (ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์) เอย ก็เล่าให้ฟัง ความเห็นของผม ผมไม่อยากพูดอะไรแรง ผมสงสารคนเขียนข่าว ผมคิดว่าโดยเจตนาแล้วเขาคงอยากจะแสดงออกว่าเขาได้ข่าวพิเศษออกมา แต่ดูประเภทเนื้อข่าวแล้ว หนึ่งเขาถูกหลอก สองคนที่หลอกนั้น จงใจหลอกเขาเพื่อที่จะทำลายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ตั้งแต่ผมโดนยิงวันที่ 17 เมษายน จนกระทั่งวันนี้ ผมไม่ได้ออกไปทำอะไรทั้งสิ้นเลย ผมได้แต่พักผ่อน เพราะยังอยู่ในช่วงพักฟื้นอยู่ ร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่อย่างมากๆ การที่จะมาตั้งพรรคอะไรนั้น ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวในขณะนี้

พรรคจะตั้งหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจ ยันไม่เหมือนพรรคใดในไทย

สิ่งที่พันธมิตรและแกนนำทำก็คือ เราพูดตลอดเวลาว่า การจะตั้งพรรคหรือไม่ตั้งพรรคนั้น ไม่ใช่อำนาจสิทธิขาดอยู่ที่เรา เป็นเรื่องของประชาชนจะต้องตัดสินใจ ว่าเขาอยากได้พรรคการเมืองหรือเปล่า เราพูดตลอดเวลาว่า ถ้าเขาไม่อยากได้ก็ไม่ตั้ง ถ้าเขาอยากได้ก็ค่อยตั้งกัน ส่วนจะตั้งนั้น ตั้งกันอย่างไร ผมไม่รู้ เพราะผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง รอวันที่ 24-25

ข่าวคราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือให้สัมภาษณ์ หรือว่าเนชั่นสุดสัปดาห์ มาบอกว่าผมจะเป็นหัวหน้าพรรค พี่น้องเอ๊ย ผมยังไม่มีท่าทีตรงนี้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าการที่จะเดินเข้าไปสู่วงการการเมืองนั้น มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ เพราะว่าถ้าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะตั้งพรรคนั้น มันต่างกับพรรคการเมืองทุกๆ พรรคในประเทศไทย แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เหมือน เพราะทุกพรรคเกิดขึ้นเพราะคนเพียงไม่กี่คน

อัดประชาธิปัตย์เกิดเพราะอำมาตย์ปกป้องตัวเองจากเหตุ 2475 พรรคอื่นตั้งเพราะนายทุน

พรรคประชาธิปัตย์ในอดีตเกิดขึ้นเพราะว่ากลุ่มอำมาตยาธิปไตย รวมตัวกันตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเพื่อปกป้องสถานภาพของตัวเอง จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ส่วนพรรคอื่นๆ ตั้งขึ้นมานั้นตั้งเพราะนายทุน คนอยากแสวงหาอำนาจนั่งคุยกัน 4-5 คน คนนั้นลงคนละ 100 ล้าน แล้วก็มีไปไถเงินนายทุนมา แล้วก็เอาเงินนั้นไปซื้อ ส.ส.มา

ส่วนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ถ้าจะเกิดขึ้นเพราะประชาชนเรียกร้องให้เกิดขึ้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นของภาคประชาชนจริงๆ ไม่ใช่เป็นของแกนนำ 4-5 คน ด้วยเหตุนี้ผมคิดว่าประเด็นเพียงแค่นี้คนเขียนข่าวเชิงวิเคราะห์ยังไม่เข้าใจ ก็แสดงว่ารับงานเขามาเต็มๆ

ได้ 10 เสียงก็ดีใจแล้ว ถือเป็นหมู่บ้านถือศีล 5 กลางหมู่บ้านโจร

ผมคิดว่าสิ่งซึ่งเขาเลยเถิดไปถึง อ้างว่าผมจะเป็นนายกฯ หรือว่าคนโน้นจะเป็นรัฐมนตรี ไม่รู้เขาเอาข่าวมาจากไหน ก็แค่พรรคเรายังไม่รู้ว่าจะตั้งไม่ตั้ง และจะมาคุยได้อย่างไรว่าคนโน้นจะเป็นนายกฯ และผมก็ไม่คิดว่าการตั้งพรรคอันนี้ สมมติว่าตั้งจริง ตั้งเสร็จแล้ว เลือกตั้งเสร็จจะเป็นแกนนำรัฐบาล ผมไม่คิด ผมคิดว่าถ้าเขาตั้งพรรคกันจริง ได้ 10 เสียงก็ดีใจแล้ว

ถ้าถามต่อว่าได้ 10 เสียงแล้วตั้งทำไม มันก็คือการแสดงออกถึงจริยธรรมทางการเมือง หรือว่าเป็นหมู่บ้านศีล 5 ในท่ามกลางหมู่บ้านที่มีโจรทั้งนั้น ผมคิดว่าประเด็นตรงนี้ต่างหากที่เราต้องการแสดงออกว่า การเมืองใหม่สามารถจะเริ่มได้

อัดประชาธิปัตย์ร่วมเนวินตั้งรัฐบาลคือทิ้งอุดมการณ์ไปแสวงหาอำนาจ ชมมาร์คดีคนเดียว

ทีนี้ ผมมีความคิดของผมเช่นนี้ ถ้าผมเดาไม่ผิด คนที่ให้ข่าว ก็คือคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคประชาธิปไตยในขณะนี้เป็นพรรคที่ผมเริ่มคิดว่าใช้ไม่ได้จริงๆ ทุกอย่างโยนนายกฯ อภิสิทธิ์ ซึ่งมีคุณงามความดีแบกเอาไว้อยู่คนเดียว แต่ตัวเองนั้นยังคงดำรงการลักษณะจิตใจคับแคบอยู่เหมือนเดิม ไม่เคยเห็นหัวคนอื่น ไม่เคยทำงานมวลชนจริงๆ พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธตลอดเวลา แล้วก็หลีกเลี่ยงการแสดงออกว่าเป็นพวกเดียวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

จนวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมจะต้องหลีกเลี่ยง ทำไมถึงไม่กล้า เดี๋ยวอ้างว่า คนโน้นก็จะมาโจมตี คนนี้ก็จะมาโจมตีว่าไม่เป็นกลาง คำว่าเป็นกลางในทางการเมืองไม่มี มันมีแต่ ถูก กับ ผิด นะครับ ถ้าประชาธิปัตย์ต้องการยืนอยู่บนความถูกต้องการไปร่วมสังฆกรรมกับพรรคอย่างคุณเนวิน พึ่งพาการเมืองน้ำเน่า พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อมาจัดตั้งรัฐบาล ก็เท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ทิ้งอุดมการณ์ตัวเองไปนานแล้ว เพียงเพื่อแสวงหาอำนาจเท่านั้นเอง

เปรียบเป็นการพายเรือให้โจรนั่ง สมรู้ร่วมคิดการโกงชาติบ้านเมือง

แล้วการตัดสินใจ การที่จะไปกู้เงินมาเป็น 8 แสนล้าน 9 แสนล้าน ทีแท้ก็คือการกู้เงินมาเพื่อใช้ในโครงการของการโกงกินของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ได้เป็นการทำอะไรเพื่อที่จะให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการจ้างงานอะไรบ้าบอคอแตกเลย ก็คือว่า ต่อเนื่องโครงการถนนไร้ฝุ่นของพรรคภูมิใจไทย หรือว่าเอาไปใช้จ่ายในเรื่องของรถเมล์ 4,000 คันก็ยังดีหน่อยที่รถเมล์ 4,000 คันก็ต้องส่งกลับไปให้พิจารณาใหม่ แต่คุณก็พนันกับผมได้สิ เมื่อเขาส่งมาอีก 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาในอนาคตข้างหน้า เขาก็ต้องผ่านให้

เพราะว่าในการตั้งบอร์ดการบินไทย บอร์ดบริหารนั้น ขนาดคุณกรณ์ จาติกวณิช ดิ้นรนที่จะเอาตัวของตัวเอง เอาคนที่มีคุณภาพเข้าไปแก้ปัญหาการบินไทย ยังโดนกลุ่มพรรคคุณเนวิน ทุบโต๊ะบอกว่าต้องเอาอย่างนี้ คุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ก็วิ่งตีนขวิดเลย มาขอร้องบอกว่าเพื่อเห็นแก่พรรคร่วมรัฐบาล เพราะฉะนั้นแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะแก้ตัวตรงนี้กับประชาชนอย่างไร นี่มันยิ่งกว่าพายเรือให้โจรนั่ง โจรนั่งแล้วโจรร่วมปล้น แล้วคนพายเรือก็เอาหน้าไปไว้อีกทาง สมรู้ร่วมคิดในการโกงชาติ โกงบ้าน โกงเมือง

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์วางแผนว่าตัวเองจะอยู่ และหวังว่า จะสามารถควบคุมเนวินได้ หรือว่าหวังว่าเมื่อเลือกตั้งใหม่แล้ว ตัวเองก็สามารถที่จะมีเสียงมากขึ้น

ไม่กล้ายืนข้างสหายร่วมรบที่บาดเจ็บล้มตายให้ ปชป. เป็นรัฐบาล แถมลับหลังด่าพันธมิตรฯ

แต่ทางการเมืองเขาก็ไปจับมือกันกับ เนวิน ชิดชอบ ว่าให้เนวินบุกอีสานนะ เขาบุกใต้ เพราะฉะนั้นการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถ้าประชาชนเขาจะตั้งพรรค คนที่เดือดร้อนที่สุด คือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ชอบอ้างอยู่ตลอดเวลาว่าเสียงของมวลชนนั้นทับซ้อนกัน ก็คือว่า มีคน 100 คนของพรรคที่สนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เขาก็อ้างว่ามีอยู่ 50-60 คน ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ถ้า 50-60 คน เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ต้องกลัวสิ ถ้าพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเกิดขึ้น 100 คน ก็แบ่งไปสิ 60 คน ของเราได้ 40 คน เราก็พอใจแล้ว แต่นี่ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างให้ฟังนะฮะ

ไม่ยอมที่จะยืนอยู่บนข้างความถูกต้อง ไม่กล้าพอที่จะยืนอยู่ข้างมิตรข้างสหายที่รบมาให้ บาดเจ็บล้มตายกัน เพียงเพื่อให้พวกคุณเป็นรัฐบาล ลับหลังก็เที่ยวด่าพันธมิตรฯ ตลอดเวลา คนในพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็น ส.ส.ที่เนรคุณบางส่วน ไม่เข้าใจการเมือง

พึ่งประชาธิปัตย์ไม่ได้ สุเทพไม่ยอมให้เปลี่ยนผู้สอบสวนคดี น้อยใจไม่มอบกระเช้า

ผมจะเรียนให้ทราบว่าการที่พันธมิตรฯ เขามีความรู้สึกว่าเขาต้องมีพรรคก็เพราะว่าประชาธิปัตย์ทำตัวเช่นนี้ ถ้าประชาธิปัตย์ยืนอยู่บนความถูกต้อง ยืนอยู่ข้างเรา เข้าใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง ผมไม่เชื่อว่าพันธมิตรฯ อยากจะตั้งพรรค พันธมิตรฯ นอกจากจะไม่ตั้งพรรคแล้ว ยังต้องระดมพลพรรคให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว

แม้กระทั่ง ในตอนแรกสุด ที่ขอเปลี่ยนตัวผู้สอบสวน กรณีที่บุกสนามบิน หรือกรณีบุกทำเนียบ โดยที่บอกว่าคนที่มาสอบสวนเรานั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา คุณสุเทพยังไม่ยอม ยังไม่ยอม ผมนี้โดนยิงเจียนตาย คุณสุเทพก็ใจดำไม่เคยเลยแม้กระทั่งส่งกระเช้าหนึ่งกระเช้ามาเยี่ยม

เปรียบพันธมิตรฯ เหมือนคนใช้ที่ถูกถีบหัวส่ง จึงไปสร้างบ้านใหม่อยู่

เพราะฉะนั้นแล้ว ผมมองเห็นได้ชัดเลยว่า ด้วยเหตุอันนี้ พอพันธมิตรฯ เขามีความรู้สึกว่า เขาเหมือนคนใช้ในบ้าน เวลาจะให้เขาทำงานบ้าน ล้างบ้านเพื่อให้ได้อยู่บ้านที่ดีๆ มีศักดิ์มีศรี พอได้อยู่บ้านที่ดีๆ ก็ถีบหัวส่งเขา ถ้าอย่างนั้นแล้วคนใช้ก็ไม่อยู่บ้านหลังนี้แล้ว เขาก็ไปสร้างบ้านหลังใหม่อยู่ พอไปสร้างบ้านหลังใหม่อยู่ก็กลัว ใช่ไหมฮะ

ผมคิดว่าปัญหาในขณะนี้ คือปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ พยายามที่จะปล่อยข่าวทำลายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังไม่มีการประชุมเลยว่าเราจะเอาพรรคหรือไม่เอาพรรค เราจะรอให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน ยังไม่มีการพูด ผมเองก็พักฟื้นอยู่ตลอดเวลา จู่ๆ โผล่มา รู้ว่าผมจะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นแล้วเกมอันนี้มันตื้นเกินไป มันตื้นเกินไป

ให้พันธมิตรฯ จับตาคมชัดลึก ถ้าซ้ำรอยไทยรัฐ-มติชน ก็อย่าสนับสนุน

ที่ผมเสียใจคือ ผมเคยคิดว่าคมชัดลึก เป็นหนังสือพิมพ์ที่ใช้ได้ แต่ปรากฏว่าเขียนข่าวเชิงวิเคราะห์ออกมาแบบนี้ ผมเริ่มจะต้องทบทวนว่าบทบาทของคมชัดลึกแล้ว แท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไร ผมอยากให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจับตาดูหนังสือพิมพ์คมชัดลึกให้ดีๆ ว่าจะไปซ้ำรอยกับไทยรัฐ หรือมติชนหรือเปล่า ถ้าซ้ำรอยกับไทยรัฐ หรือมติชน เครือเนชั่นทั้งหลายเราก็อย่าไปสนับสนุนเขา เพราะขนาดผมนี้ไม่รู้เรื่องอะไร พำนักพักรักษาตัวอยู่ดีๆ ก็กล่าวหาว่าผมจะไปเป็นนายกฯ สุริยะใสจะเป็นรัฐมนตรีบ้าง คุณเทิดภูมิ คนโน้นคนนี้บ้าง

ผมไม่อยากจะพูดว่ามันบ้าไปแล้ว แต่จริงๆ มันบ้าไปจริงๆ นะ

เพราะฉะนั้นแล้วก็เลยอยากจะฝากเรียนพ่อแม่พี่น้องให้ทราบว่า ข่าวที่ออกไปจากคมชัดลึกนั้นเป็นข่าววาง รับงานมา แล้วคนที่มอบงานมาก็หนีไม่พ้นพลพรรค พรรคประชาธิปัตย์นั่นเองละครับ

เคยให้สัมภาษณ์แนวคิดตั้งพรรคต้องทำการเมืองใหม่ระยะยาว ไม่หวังร่วมรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ เมื่อ 14 พ.ค. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้โทรศัพท์มาแสดงเห็นผ่านรายการ คนในข่าวดำเนินรายการโดยนายเติมศักดิ์ จารุปราณ ทาง ASTV คืนวันที่ 14 พ.ค. ถึงแนวคิดในการจัดตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า

ผมอยากฝากข้อคิดนิดหนึ่ง ผมจะไม่อ้างตรรกะว่าควรจะมีพรรคหรือไม่ควรมีพรรค แต่ผมจะให้ท่านผู้ชมที่กำลังฟังรายการอยู่ได้คิดนิดหนึ่ง จริงๆ แล้วถ้าจะเกิดพรรคการเมืองขึ้นมา มันเป็นการลงทุนในเรื่องปัญญา และลงแรงในเรื่องของการที่จะนำไปสู่เป้าหมายคือการเมืองใหม่ มันเป็นเรื่องระยะยาว มันไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ที่จะต้องมาตัดสินกันว่าลงครั้งนี้แล้วจะมีส่วนร่วมรัฐบาลหรือเปล่า ลงครั้งนี้แล้วได้เท่าไหร่ ถ้าได้ไม่มากก็ไม่มีประโยชน์ ทุกอย่างต้องเริ่มจากหนึ่ง

ถ้าหากเราไม่มีอารมณ์ร้อน เราค่อยทำค่อยไป ถึงแม้ว่าจะมีเสียงเข้ามา ผมก็ยังมั่นใจว่าพรรคพันธมิตรฯ 40-60 เสียงมี อย่างน้อยที่สุด ส.ส.สัดส่วนน่าจะได้เยอะ ผมคิดว่าลำพังถ้าได้ 40-60 เสียง ถึงไม่ได้ร่วมกับใคร แต่ถ้าวัตรปฏิบัติ และพฤติกรรมของ ส.ส.พรรคพันธมิตรฯ อยู่ในอุดมการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่แตกแถว แล้วก็ความมุ่งมั่นในการสร้างจริยธรรมทางการเมือง แล้วก็ศีลธรรมของคนซึ่งเข้าไปเป็น ส.ส. ในพรรคพันธมิตรฯ นั้น ตลอดจนการพูดจาที่มีสาระ อุดมการณ์ เป้าหมาย และก็สามารถเปรียบเทียบระหว่างบุคลากรของพรรคพันธมิตรฯ กับบุคลากรของพรรคอื่นซึ่งแก่งแย่งชิงอำนาจกัน ในขณะที่บุคลากรของพรรคพันธมิตรฯ นั้น ถ้าสามารถแสดงออกถึงการทำงานเพื่อส่วนรวม โดยที่ไม่ได้เอาประโยชน์ของส่วนตัวเป็นตัวตั้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านหรืออยู่เฉยๆ ข้อเปรียบเทียบตรงนี้ มันจะออกสู่สาธารณชน และก็ประเด็นหลายประเด็นซึ่งพรรคการเมืองที่ได้รับทุนมาจาก กลุ่มทุนใหญ่ๆ ไม่กล้าต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีก หรือไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับพวกน้ำเมา พวกเหล้า หรือการต่อสู้กับสิ่งซึ่งประชาชนถูกกดขี่ขูดรีดโดยระบบทุน แต่ว่าพรรคการเมืองไม่กล้าสู้ให้เขา เพราะว่ารับเงินเขา

สนธิเปรียบพรรคพันธมิตรฯ เหมือนคนถือศีลในหมู่บ้านโจร ย่อมเป็นที่กล่าวขวัญ

ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว ข้อเปรียบเทียบตรงนี้อุปมาอุปไมยเหมือนในหมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่ง แล้วทุกบ้านเป็นโจรหมด แต่ว่ามีบ้านหลังหนึ่งถือศีลห้า ประพฤติปฏิบัติดี ผมเชื่อว่า หมู่บ้านอื่นๆ ก็ย่อมได้รับข่าวคราวที่ดี ก็เห็น ก็มีข้อเปรียบเทียบ ผมคิดว่าความอดทน แล้วก็ถ้าไม่มองระยะสั้น มองระยะยาวไปเรื่อยๆ แล้วก็ยึดมั่นในอุดมการณ์จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวคนซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคเข้าใจตรงนี้ โอกาสของการซึ่งพรรคพันธมิตรฯ เอาการเมืองใหม่ เอาน้ำดีเข้าไปผสมน้ำเสีย แล้วก็ขยายส่วนน้ำดีขึ้นไปเรื่อยๆ

แล้วอย่างที่คุณพิภพ (ธงไชย) พูดเรื่องพรรคกรีน ในที่สุดแล้วพรรคอื่นๆ เมื่อเห็นมีการเปรียบเทียบเห็นเด่นชัด เพราะขณะนี้พรรคการเมืองในสภา คือถ้าพรรคโน้นเป็นกุ๊ยพรรคนี้ก็เป็นกุ๊ยได้ แต่ถ้าเกิดทุกพรรคหยาบ ทุกพรรคใช้ความที่ไม่มีมารยาทหรือไม่เป็นสุภาพบุรุษ แต่พรรคพันธมิตรเป็นพรรคเดียวที่ใช้ความเป็นสุภาพบุรุษได้ ในที่สุดแล้วมันก็จะบังคับให้หลายๆ พรรค เริ่มหันกลับมามองดูตัวเอง และตรงนี้ก็คือจุดเปลี่ยน ตรงนี้คือการเข้าไปข้างใน เพื่อเอาการเมืองใหม่ใส่เข้าไปในการเมืองเก่า

ถึงแม้จะได้เสียงไม่กี่เสียงและไม่จำเป็นต้องร่วมรัฐบาล ผมก็ถือว่าถ้ายืนหยัดในอุดมการณ์ตรงนี้ได้อย่างมั่นคง ถาวรและต่อสู้เพื่อส่วนรวมได้ ผมคิดว่าวัตรปฏิบัติของพรรคนี้จะเป็นตัวอย่างเหมือนบ้านที่สวดมนต์ก่อนนอนและทำวัตรเช้าตอนเช้า แล้วก็ปฏิบัติถือศีลห้า ไม่โกงไม่กิน ไม่กลั่นแกล้งใคร แล้วก็มีวาจาที่สุภาพนอบน้อม มันย่อมเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่บ้านซึ่งล้วนแล้วแต่มีคนหยาบด้วยกัน ผมคิดว่าถ้าทำได้เพียงแค่นี้ต้องก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากมายแล้ว

กกต. ไม่ยอมให้จดทะเบียนชื่อ พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

สำหรับความคืบหน้ากรณีการจดทะเบียนตั้งพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น วานนี้ (21 พ.ค.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กกต. มีมติไม่ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มี นางภานุมาศ พรมสูตร หัวหน้าพรรคได้ยื่นขอต่อกกต.ทั้งนี้เนื่องจากการตรวจสอบของฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบบริหารฐานข้อมูลพรรคการเมืองพบว่า นางรุ่งรัตน์ เป็นกระโทก สมาชิกพรรคของผู้ร่วมขอจัดตั้งพรรคฯ มีชื่อปรากฏเป็นสมาชิกพรรคมหาชน และเมื่อพิจารณาชื่อพรรคที่เป็นภาษาอังกฤษและชื่อย่อภาษาอังกฤษก็คล้ายหรือ ซ้ำกับพรรคประชาภิวัฒน์ ที่ถือว่าขัดกับมาตรา 9 วรรคสอง พ.ร.บ.พรรคการเมือง 50 ที่ห้ามไม่ให้ชื่อพรรคการเมือง ซ้ำ พ้อง หรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของผู้จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่น หรือของพรรคการเมืองที่ได้จดแจ้งไว้ก่อนตามมาตรา 12 หรือของพรรคการเมืองที่ถูกยุบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

นอกจากนี้เลขาธิการฯ กกต.ยังระบุตรวจสอบพบข้อบังคับพรรคพันธมิตรฯหลายข้อขัดต่อพ.ร.บ.พรรคการเมือง จึงเห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพันธมิตรฯ และแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้กับนางภานุมาศ ผู้ยื่นได้ทราบภายใน 30 วันซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 23 พ.ค.นี้แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ จึงจะแจ้งให้ทราบในวันที่ 25 พ.ค. ที่เป็นวันเปิดทำการ แต่หากนางภานุมาศ ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว ก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

พิภพแจงไม่รู้จักคนจดชื่อพรรค แต่เป็นแนวร่วมฯ ที่กลัวฝ่ายตรงข้ามเอาชื่อไปจด

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อ 14 พ.ค. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวในรายการ คนในข่าวทางเอเอสทีวี ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. ถึงกรณีที่มีผู้ไปยื่นขอจดทะเบียนพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ตนไม่รู้จักกับคนที่ไปยื่นขอจดทะเบียนเป็นการส่วนตัว แต่เบื้องต้นทราบว่าเป็นแนวร่วมพันธมิตรฯ ที่มีความเป็นห่วงกลัวว่าจะมีคนอื่นหรือฝ่ายตรงข้ามไปจดทะเบียนดักไว้ก่อน จึงรีบไปขอจด เหมือนกับพรรคประชาภิวัฒน์ที่ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ไปขอจดไว้ เพราะกลัวว่าคนอื่นจะไปจดก่อน แต่ถ้าพันธมิตรฯ ตั้งพรรคแล้วจะใช้ชื่อนี้ก็ยินดีจะยกให้ แต่ทั้งนี้การไปขอจดทะเบียนพรรคพันธมิตรฯ ดังกล่าวไม่ได้เป็นมติของแกนนำ และขอให้สมาชิกพันธมิตรฯ ที่จะไปร่วมงานรำลึก 1 ปี การชุมนุมในวันที่ 25 พ.ค.นี้สบายใจได้ว่านี่ไม่ใช่มติของแกนนำ หรือเป็นการผูกมัดว่าจะต้องเกิดพรรคพันธมิตรฯ

นายพิภพกล่าวต่อว่า ในวันนั้น (25 พ.ค.) เราจะหาทิศทางของการเมืองใหม่ว่ารูปแบบของ การเมืองใหม่ที่เราสู้มา 193 วันว่ามีควรรูปแบบอย่างไรบ้าง ซึ่งความเห็นก็มีแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เพราะพันธมิตรฯ มีสมาชิกเป็นล้าน จะให้เห็นเหมือนกันหมดคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มีความแตกแยก และการต่อสู้ของภาคประชาชนทั่วโลกก็จะเกิดแบบนี้ เช่น พรรคสิ่งแวดล้อม หรือพรรคกรีนในยุโรป ซึ่งเริ่มมาจากการเคลื่อนไหวต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมของภาคประชาชนมาก่อน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยที่จะเข้าไปสู่การเมือง แต่ก็สนับสนุนกัน ซึ่งก็ทำให้ประเทศในยุโรปมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้ว่าพรรคกรีนไม่ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว

ยันตั้งพรรคแล้ว ก็ทำการเมืองใหม่ควบคู่ไป

ในกรณีพันธมิตรฯ ก็เช่นเดียวกัน ความคิดในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นมาถึงจุดที่ทำให้เกิดการตรวจสอบ เป็นคดีขึ้น ถ้าการเมืองยังเป็นการเมืองเก่าอยู่เราจะทำอย่างไร คนกลุ่มหนึ่งก็คิดว่าเราน่าจะตั้งพรรคการเมือง หลังจากที่เราเสนอการเมืองใหม่ และกลายเป็นกระแสของนักวิชาการ และนักการเมืองเริ่มพูดถึงการเมืองใหม่ จึงมีพันธมิตรจำหนวนหนึ่งอยากให้พันธมิตรฯ ตั้งพรรค และเมื่อเห็นการทำงานของรัฐบาลที่ไม่คิดว่าจะสร้างการเมืองใหม่ ก็มีเสียงเรียกร้องให้ตั้งพรรคมากขึ้น แต่ก็ยังมีส่วนที่ไม่อยากให้ตั้งพรรคการเมือง ซึ่งเราจะต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความแตกแยก และมีพื้นที่ให้กับทั้งสองส่วน คือพื้นที่ของคนที่อยากจะทำพรรคการเมือง และต้องเป็นการเมืองใหม่จริงๆ นั่นคือต้องกล้าหาญ เสียสละ ซื่อสัตย์ และมีประสิทธิภาพ ส่วนการเมืองภาคประชาชนที่พ่อแม่พี่น้องยังอยากจะเคลื่อนไหวอยู่ก็ต้องทำ ควบคู่กันไป

นายพิภพยังชี้แจงว่า กระแสการตั้งพรรคการเมืองของประชาชนมีมานาน ตั้งแต่หลัง 14 ตุลา มีการตั้งพรรคพลังใหม่ ช่วงต่อมามีการตั้งพรรคพลังธรรม ขณะที่ในภาคองค์กรพัฒนาเอกชนมีการเสนอแนวทางใหม่ให้กับสังคมโดยการลงไปทำงาน กับชาวบ้านมาตั้งแต่ปี 2522 ทำมาระยะหนึ่งก็เห็นว่าควรจะมีพรรคการเมืองของภาคประชาชน เพราะการทำงานกับชาวบ้านกลายเป็นวาระประชาชน และหาทางจะเอาเข้าไปเป็นนโยบายของรัฐบาลได้อย่างไร เป็นที่มาของการที่รัฐธรรมนูญ 2540 มีการเขียนหมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นเป็นธรรมดาของกระแสที่คนทำงานทางสังคมมาระดับหนึ่งที่เห็นว่า พรรคการเมืองของนายทุนแบบเก่าไม่ตอบสนอง ก็มีแนวคิดจะตั้งพรรคที่เป็นของมวลชนจริงๆ และมาวันนี้ถึงเวลาหรือยังที่จะเอาอุดมการณ์ของตัวเองคือการเมืองใหม่ออกมา ผลักดัน

ส่วนข้อกังวลที่ว่าเมื่อมีพรรคพันธมิตรฯ แล้วการเมืองภาคประชาชนจะหมดไปนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 แบ่งพื้นที่ให้ทั้งการเมืองในระบบและการเมืองภาคประชาชน มีบทบัญญัติเรื่องการเมืองภาคพลเมืองชัดเจน มีการเขียนเป็นมาตรา และให้มีกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เพราะฉะนั้นมันมาถึงจุดว่าการเมืองจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การเมืองในรัฐสภาและการเมืองภาคประชาชน ซึ่งพันธมิตรฯ ก็มีส่วนหนึ่งที่ต้องการให้เข้าไปในระบบรัฐสภาอีกส่วนหนึ่งให้เคลื่อนไหวภาค ประชาชน และมีบางคนสนับสนุนให้ทำทั้ง 2 ส่วน

ถ้าตั้งได้ จะเป็นพรรคที่มาจากมวลชน ยืนยันรักษาพื้นที่ภาคประชาชน

นายพิภพกล่าวต่อว่า ถึงขณะนี้ยังไม่แน่นอนว่าพันธมิตรฯ จะต้องตั้งพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถ้าตั้งจริงๆ อาจเป็นชื่ออื่นก็ได้ แต่ถ้าตั้งก็จะเป็นพรรคการเมืองแนวใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คือจะเป็นพรรคที่มีมวลชนรองรับชัดเจนที่ร่วมต่อสู้กันมาก่อน เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่เกิดต้องมีโครงสร้างที่รองรับมวลชน และจะเป็นพรรคแรกที่มีฐานมาจากมวลชนจริงๆ แต่ด้วยความละเอียดอ่อนของความเห็นที่แตกต่างกัน ควรจะมีพื้นที่ 2 พื้นที่ คือพื้นที่ที่ให้เคลื่อนไหวแบบเดิมกับพื้นที่เคลื่อนไหวแบบพรรคการเมือง แต่ทั้งสองพื้นที่จะมีอุดมการณ์ร่วมกันคือการเมืองใหม่ ผู้สมัคร ส.ส.ต้องมาจากฐานมวลชน ไม่ใช่มาจากกรรมการบริหารพรรค ซึ่งถ้าพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเอาแนวคิดเรื่องการเมืองใหม่มารองรับได้ คนที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคแต่แรกก็จะหันมาสนับสนุน

ทั้งนี้ นายพิภพย้ำว่า พรรคที่จะตั้งขึ้นจะต้องพรรคที่ใหม่จริงๆ ถ้าไม่ใหม่จริงก็จะล้มเหลว และพันธมิตรฯ ก็พร้อมที่จะปฏิเสธพรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นพรรคของพันธมิตรฯ แล้วกระบวนการทางการเมืองไม่ใหม่จริง การกำหนดตัว ส.ส.ต้องมาจากฐานมวลชนและให้มวลชนเลือกมา คุณสมบัติต้องชัดเจน ไม่ใช่กำหนดมาแบบการเมืองเก่า และต้องใหม่จริงจนกระทั่งความประพฤติตอนที่เป็นนักการเมือง

ก่อนหน้านี้ให้มวลชนจดชื่อพรรค ประชาภิวัฒน์-เทียนแห่งธรรม ตุนไว้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากชื่อพรรค พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แนวร่วมพันธมิตรฯ พยายามจดทะเบียนชื่อแล้ว ก่อนหน้านี้คือ พรรคประชาภิวัฒน์ และพรรคเทียนแห่งธรรม

จากข้อมูลทะเบียนพรรคการเมืองของ กกต. พบว่า พรรคเทียนแห่งธรรม (ท.ห.ธ. หรือ Tien Hang Dhame Paty) เป็นพรรคการเมืองลำดับที่ 57 ได้จดทะเบียนวันที่ 28 เมษายน 2551 มีนายธนากร วีรกุลเดชทวี เป็นหัวหน้าพรรค และนางจันทิมา วีรกุลเดชทวี เป็นเลขาธิการพรรค มีกรรมการบริหารพรรค 9 คน

และพรรคลำดับที่ 70 ชื่อ พรรคประชาภิวัฒน์ (ปภ. หรือ People Alliance for Democratization - PAD) จดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 มีหัวหน้าพรรคคือ นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี และนายภณ รักตระกูล เป็นเลขาธิการพรรค มีกรรมการบริหารพรรค 8 คน ซึ่งนายภณ รักตระกูล เลขาธิการพรรคนั้นเป็นลูกเขย พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภาและเพื่อนสนิท พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

โดยสุริยะใส กตะศิลา ให้สัมภาษณ์ลง นสพ.ไทยโพสต์ ตีพิมพ์เมื่อ 10 มี.ค. โดยยอมรับว่า คนที่ไปจดแจ้งกับทาง กกต. เป็นมวลชนของพันธมิตรฯ ส่วนที่ไปจดไว้ก่อนเพราะทางแกนนำเกรงว่าจะมีคนนำชื่อพรรคเทียนแห่งธรรมไปแอบอ้างเพื่อหาผลประโยชน์ โดยได้ไปจดทะเบียน 2 พรรค คือ พรรคเทียนแห่งธรรม กับพรรคประชาภิวัฒน์ เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2552 โดยมีนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี หัวหน้าพรรค นายภณ รักตระกูล เป็นเลขาธิการพรรค ส่วนจะมีการเข้าร่วมกับพรรคหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เคยพูดในที่ประชุมเหมือนกันว่าจะมีการไปจดทะเบียนชื่อพรรคเทียนแห่งธรรม เพื่อไม่ให้ใครเอาชื่อนี้ไปแอบอ้าง แต่ก็จดไว้ก่อน ยังไม่มีแนวคิดที่จะลงสมัครหรือเข้าร่วมในตอนนี้นายสุริยะใสกล่าว

................................................

ที่มาของข่าว:

ยศวดี หงส์ทอง, คอลัมน์ขยายปมร้อน ตอน เม้าท์การเมืองใหม่, ใน คมชัดลึก, 20 พ.ค. 52

พรรค พธม.แท้ง กกต.ไม่รับจดเหตุชื่อซ้ำซ้อน, ไทยรัฐ, 21 พ.ค. 52

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พ.ค. 52, [1] [2] 14 พ.ค. 52 [3] [4]

ทีมข่าวการเมือง, สกู๊ปหัวไม้ ตอน พรรคพันธมิตรฯ, ใน ประชาไทบล็อกกาซีน, 30 มี.ค. 52

สงค์ยุตั้งพรรคพธม.รับจองชื่อเทียนแห่งธรรม, ไทยโพสต์, 10 มี.ค. 52