ที่มา Thai E-News
โดย คุณ วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ที่มา เวบไซต์ vattavan
25 พฤษภาคม 2552
ผมให้ฉายา จารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าเป็น “เป็ด หัวยักษ์” ตั้งแต่ปีกลาย เพราะหล่อนสวมบทบาท ทั้งเป็น “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” และเป็นผู้ใช้อำนาจ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ค.ต.ง) อย่างเบ็ดเสร็จด้วย
ทั้งนี้ สาเหตุมาจากความโง่เขลาของ “ไอ้บัง” แห่งคณะปฏิรูป ที่ดันยุบ ค.ต.ง. แล้วตั้งให้หญิงเป็ดแต่เพียงนางเดียว เป็นผู้ใช้อำนาจแทนคณะกรรมการที่ถูกยุบไป ซึ่งมีจำนวนถึง 10 คน
ทำให้หล่อนเป็นผู้มีอำนาจมากมาย ดุจเอาหัวยักษ์มาสวมหัวเป็ด สำแดงศักดา อวดฤทธาไปได้อย่างกว้างขวาง ทำให้หน่วยงานราชการ ข้าราชการ หรือแม้แต่นักการเมืองต้องยำเกรง
เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความชื่อ ‘หญิงเป็ด-หัวยักษ์’ ...หัวกำลังจะเน่า ลงทั้งประชาทรรศน์รายวัน และรายสัปดาห์ รวมทั้งคอลัมน์เดียวกัน และยังนำลงทั้งในเว็บไซด์ vattavan.com ของผู้เขียนเองอีกด้วย ผู้อ่านก็ชอบกัน
บทความดังกล่าว ผมได้พูดถึงความเกรียวกราวฉาวโฉ่ของพฤติกรรม ผู้หญิงที่ชื่อ จารุวรรณ เมณฑกา เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ ให้ลูกชาย ซึ่งทำหน้าที่เลขาส่วนตัว เดินทางไปต่างประเทศอย่างไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีหน้าที่ และใช้งบประมาณของหลวง แถมยังขอตั๋วฟรีจากบริษัทการบินไทย ซึ่งเป็นหน่วยรับตรวจ และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่จารุวรรณเป็นผู้ว่าการ ยังทำหน้าที่ผู้ตรวจบัญชีอีกด้วย
พฤติกรรมเหล่านี้ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ของผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่กลับไปหาประโยชน์จากหน่วยรับตรวจ เป็นความเสียหายทางจริยธรรมอย่างแรง!
ท้ายบทความผมยังพูดไว้อีกว่า
“...นอกจากนั้น ยังมีเรื่องเหม็นๆ ในการเดินทางไปดูงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานแผ่นดิน ที่ประเทศฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และอิตาลี ที่มีตัวละครคือบริษัททัวร์เกี่ยวข้องด้วย ที่ไม่โปร่งใส มีการซิกๆ แซกๆ ล่อกๆ แล่กๆ สนุกสนานกว่าเรื่องที่เล่ามาเสียอีก เพราะเอาเงินหลวงไปเที่ยวยุโรป แห่กันไปถึง 40 คน โดยมีจารุวรรณเป็นหัวหน้าคณะพาไปเอง ใช้เงินหลวงไปมากมายกว่าสามล้านบาท แต่ไปดูงานจริงเพียงประเทศเดียว แค่ 2 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่ขอไปดู 3 ประเทศ ท่านคงต้องติดตามภาค 2 กันต่อไป
หลักฐานทั้งหมดที่ผมนำเสนอในวันนี้ และวันหน้า จะแสดงให้ผู้คนในบ้านเมืองของเราเห็นว่า คนอย่างจารุวรรณฯ ผู้ชอบอ้างความซื่อสัตย์ แต่พฤติกรรมกลับสวนกับสิ่งที่ตัวเองชอบพูดและแสดง เป็นผลให้ระยะนี้ โดนถลกทั้งเครื่องในและนอกออกมาแบหราอลึ่งฉึ่ง ให้ผู้คนเห็นกลางแจ้ง ... เริ่มออกอาการส่งกลิ่นตุๆ เฉ่าๆ ออกมาแล้ว
อีกไม่นานต้องขึ้นอืด เป็น ‘เป็ดหัวยักษ์...หัวเน่า’ แน่ๆ!!!...”
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ ไอ้เจ้า “เรื่องเหม็นๆ” ที่ว่าเอาไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ทีมงานของผม ได้ใช้ความพยายาม เจาะหาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกินเวลาหลายเดือน กว่าจะรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ครบถ้วน และกำลังจะได้แสดงให้ท่านผู้อ่าน ซึ่งไม่ว่า จะเป็นเพื่อนข้าราชการ, สื่อมวลชน, สมาชิกรัฐสภา หรือชาวบ้านธรรมดา ประชาชนคนเดินดินทั้งหลาย ได้ล่วงรู้ถึงพฤติกรรมที่ส่อไปในทางไม่ชอบธรรม ทั้งจารุวรรณ เมณฑกา และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องบางนาย ดังมีข้อความที่ปรากฏต่อไปนี้
มีหลักฐานชัดเจน ว่าเมื่อวันที่ 5 - 14 พฤศจิกายน 2546 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน นำคณะข้าราชการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 40 คน ไปศึกษาดูงานที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ประเทศฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และอิตาลี โดยคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นหัวหน้าคณะ ได้ใช้งบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 3,120,000 บาท (สามล้านหนึ่งแสนสองหมื่นบาท)
การเดินทางที่อ้างว่า ไปราชการครั้งนี้ ได้ปรากฏมีหลักฐานปรากฏว่า มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและผิดหลักจริยธรรม ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็น General Auditor ไม่สมควรที่จะกระทำเป็นอย่างยิ่ง ดังต่อไปนี้
ก. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้รับ “บัตรโดยสารฟรี-ชั้นประหยัด” จาก บริษัท การบินไทยจำกัด (มหาชน) จำนวน 10 ใบ ทำให้บริษัทคาริสม่า แทรเวล เซอร์วิส จำกัด ผู้จัดนำคณะศึกษาไปดูงานได้ประโยชน์ เป็นเงิน 257,050 บาท (สองแสนห้าหมื่นเจ็ดพันห้าสิบบาท)
ข. คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ทำสัญญากับนายสนธิ สารธรรม ผู้บริหาร บริษัทคาริสม่า แทรเวล เซอร์วิส จำกัด ซึ่งไม่ใช่ผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทฯ
ค. การเดินทางไปครั้งนี้ ไปดูงานที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประเทศฝรั่งเศสประเทศเดียว ส่วนที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์และประเทศอิตาลี เพียงไปเที่ยวอย่างเดียว ฯลฯ โดยสามารถคลิกไปอ่านรายละเอียดการปฏิบัติและหลักฐานทั้งหมด ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้จาก ลิงก์
................... ในความเห็นของผู้มีประสบการณ์ในการสอบสวนคดีทุจริต ผมเห็นว่า น่าจะมีการดำเนินการดังต่อไปนี้
1. เรียกเงินงบประมาณคืนจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งหมด 3,120,000 บาท (สามล้านหนึ่งแสนสองหมื่นบาท) เนื่องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ในการเซ็นสัญญาเช่าเหมาบริการ ระหว่างคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กับ บริษัท คาริสมา แทรเวล เซอร์วิส จำกัด โดยนายสนธิ สารธรรม ผู้บริหาร บริษัท คาริสมา แทรเวล เซอร์วิส จำกัด (นายสนธิ สารธรรม ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ในบริษัท หรือ ได้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท) และทำโครงการฝึกอบรม “ผู้บริหาร สตง.ยุคใหม่” เป็นความเท็จ ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย
2. ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อทำการสอบสวนว่า ผู้ใดทำการทุจริต และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีตามกฎหมาย
ทั้งสองเรื่องนั้น จะต้องมีดำเนินการโดยด่วน
ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ไม่ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ เห็นทีผู้เขียนจะต้องจัดการเอง แล้วจะรายงานให้ท่านผู้อ่านทราบต่อไป
เหตุผลที่ต้องดำเนินการเอง ก็เพราะอย่างที่ได้แสดงความเห็นไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ในบทความชื่อ จารุวรรณ “เป็ด หัวยักษ์” โป๊ะเชะ!!! อย่างชัดเจน ตอนท้ายว่า
...การที่จะปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้ ยังอยู่ในตำแหน่ง และใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง สร้างความเสื่อมเสียให้แก่หน่วยงาน อย่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน นั้น เป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้ อย่างเด็ดขาด!”
ฉะนั้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการทุกวิถีทาง ให้บุคคลผู้นี้ พ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ไปอย่างรวดเร็วที่สุด ถ้าขืนปล่อยให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ก็ยิ่งจะเป็นภยันตราย ต่อหน่วยงานที่ผู้ปฏิบัติ ต้องมีความซื่อสัตย์สูง อย่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน...
ก่อนจบบทความนี้ ขอยืนยันด้วยความเชื่อมั่นเต็มร้อยว่า จากหลักฐานที่ผมได้นำเสนอมาทั้งหมด รวมทั้งบทความก่อนหน้านี้ ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของ “เป็ด หัวยักษ์” คงเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดชัดเจนเพียงพอ ที่ท่านผู้อ่านจะประเมินพฤติกรรมของหญิงสูงอายุ ที่ชื่อ จารุวรรณ เมณฑกา ได้แล้ว จึงขอตั้งปุจฉาง่ายๆ ว่า ในความเห็นของท่านผู้อ่าน นั้น...
ยัยเฒ่านางนี้ แก... “ใสซื่อ หรือ โสโครก กันแน่!?”
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, May 25, 2009
“จารุวรรณ เมณฑกา ใสซื่อหรือ...โสโครก!?”
เสวนาการเมืองไทยในโลกอินเตอร์เน็ต ฉลองเปิดห้องสมุดปรีดี-พูนศุข
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 พฤษภาคม 2552
กำหนดการเปิดตัว โครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (Pridi-Phoonsuk Banomyong E-Library)
และเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (www.pridi-phoonsuk.org)
ณ ห้องประชุม 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2552
เวลา 13.00 - 16.30 น.
13.00 - 13.20 กล่าวแนะนำโครงการ โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประธานคณะทำงาน Pridi-Phoonsuk E-Library กรรมการอำนวยการจัดงาน 110 ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ 2443- 2543
13.20 - 14.00 แนะนำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์และเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (www.pridi-phoonsuk.org ) โดย นายธนาพล อิ๋วสกุล และนายวินย์ เมฆไตรภพ
14.00- 14.20 แนะนำการสืบค้นข้อมูล ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข ฯ โดย นางสาวนิตยา คงสุวรรณ
14.20 - 16.30 เสวนา "การเมืองไทยในโลกอินเตอร์เน็ต"
โดย รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อสารมวลชน
สฤนี อาชวานันทกุล เครือข่ายพลเมืองน็ต
สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท
ดำเนินรายการ โดย ดร.วีระ สมบูรณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พิธีกร คุณวนิดา จันทนทัศน์
เนรวินกับอภิสัดกอดรัดกันเพราะผลประโยชน์ สุดท้ายก็จะกัดกันเพราะผลประโยชน์
ที่มา thaifreenews
| เขียนโดย Bugbunny |
| วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2009 เวลา 04:51 น. |
ใน ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ การกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันราวกับคู่เกย์แสดงบทพิศวาสที่ผู้เห็นภาพแทบอาเจียน ออกมา ของกลุ่มเนรวินกับกลุ่มอภิสัด และเืมือก เฟรนด์ไวฟ์ นั้น พิสูจน์คำพังเพยที่ว่า “ฝนตกขี้หมูไหล คน...ไรมาพบกัน” อย่างแจ่มชัด เพราะด้านหนึ่งเป็นนักการเมืองที่เปลี่ยนข้างไปเข้ากับศัตรูทางการเมืองที่ เคยรบกันหนักหลายปีได้อย่างทันควันหน้าตาเฉย เพราะกลุ่มของตนไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการจากพรรคที่เคยร่วมใจกันต่อสู้ศัตรู เดียวกันมา ส่วนอีกด้านคือกลุ่มของพรรคและนักการเมืองที่พร้อมจะกอบมูลสุนัขด้วยมือแล้ว จับยัดใส่ปาก และแสดงอาการอย่างหน้าชื่นว่ารสชาติแสนอร่อยราวกับอาหารทิพย์ เพียงเพื่อที่พรรคตนจะได้ตั้งรัฐบาลเท่านั้น อ่านต่อ และ แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
|
Ripley's Believe It or Not!เทิดพระเกียรติทั่วโลก
ที่มา Thai E-News
ที่มา Ripley's Believe It or Not
24 พฤษภาคม 2552
เวบไซต์Ripley's Believe It or Not ซึ่งเป็นเวบไซต์รวบรวมสิ่งที่น่าฉงนสนเท่ห์ที่สุดในโลก ได้ลงรูปภาพการ์ตูนและคำบรรยายว่า"แม้จะเกิดการทำรัฐประหารมากถึง18ครั้งตลอดรัชสมัยการครองราช แต่กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช ยังครองพระราชบัลลังก์ของพระราชอาณาจักรไทยไว้ได้อย่างมั่นคง ตลอด60ปีที่ผ่านมา"
บทความดังกล่าวเผยแพร่มาตั้งแต่วันที่25มกราคม2550 ซึ่งพสกนิกรชาวไทยที่ต่างก็ปลาบปลื้มในพระบารมีได้มีการส่งต่อเรื่องที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในRipley's Believe It or Notเพื่อจะได้เทิดพระเกียรติให้แผ่ขจายไปทั่วโลก ยังผลให้ชาวโลกต่างก็ได้รับทราบถึงพระบารมีในหลวงของปวงชนชาวไทย
ครึ่งปีคดียึดสนามบินโดนดอง หัวโจกโจรพธม.กร่างตั้งพรรค

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 พฤษภาคม 2552
-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เผยคดีคืบหน้า 70 %จะออกหมายจับพันธมิตรภายใน1เดือน
-13 กุมภาพันธ์ 2552 ครบ1เดือนที่จงรักพูด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต ส่วนคดีเสื้อแดงจับรวดเร็วเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้น
-23 เมษายน 2552 อภิสิทธิ์กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลไม่ได้มี2มาตรฐานระหว่างสีแดงจับเร็ว สีเหลืองจับช้าอย่างที่วิจารณ์กัน ขณะที่จตุพร พรมพันธุ์โต้ตอนนี้มี3มาตรฐานแล้ว คือเสื้อแดงจับไว เสื้อเหลืองออกหมายเรียกก่อนแต่ช้า ส่วนเสื้อสีน้ำเงินของเนวินไม่ทำอะไรเลย แถมรัฐบาลอ้างว่าเป็นอาสาสมัครช่วยรัฐบาลอีก...
27 เมษายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมคดีพันธมิตรยึดสนามบิน และคดีพันธมิตรบุกสภาเมื่อ7ตุลาคม2551 เผยว่า คาดว่าไม่เกินเดือนพฤษภาคมจะสรุปสำนวนได้
9 พฤษภาคม 2552พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่าไม่ได้2มาตรฐานกรณีสลายม็อบเสื้อแดงกับเพิกเฉยกรณีเสื้อเหลืองยึดสนามบิน โดยอ้างว่าตอนยึดสนามบิน รัฐบาลมีคำสั่งให้ตำรวจเป็นหลัก ทหารบกเป็นผู้ช่วยอยู่อันดับ3 แต่กรณีเสื้อแดงตอนสงกรานต์นั้น ทหารอยู่เฉยไม่ได้ คนตีกันสองฝ่าย ที่ตีกันระหว่าง “เหลือง-แดง” ผมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เราไม่ได้สลายการชุมนุม แต่ทำให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย
23 พฤษภาคม 2552พล.ต.ท.วุฒิพ้นหน้าที่จากคดี และมีการแต่งตั้งพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งพล.ต.อ.ธานีนั้นเป็นคนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล รับประกันว่าเชื่อใจได้100%ว่าจะให้ความเป็นธรรมกับพันธมิตรได้
-25 พฤษภาคม 2552 เป็นเวลา 181 วัน หรือครบ 6 เดือนเต็มคดีโจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบิน โดยยังไม่มีการดำเนินคดีกับหัวโจกและสมุนโจรก่อการร้ายสากล ขณะที่พันธมิตรได้ประกาศจะตั้งพรรคการเมือง
(พรีวิว) ข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต : หลวงธำรงระบุชัด ผลการสอบสวน ใครคือผู้ต้องสงสัยที่แท้จริง
ที่มา Thai E-News

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา บอร์ดประชาไท
24 พฤษภาคม 2552
ผมเริ่มศึกษากรณีสวรรคตอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน นอกจากอ่านหนังสือที่มีอยู่ในขณะนั้นแล้ว ผมยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์บุคคลที่มีชีวิตร่วมสมัยทศวรรษ 2490 ที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้นหลายคน
รวมทั้งคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกศิษย์ปรีดี" เช่น คุณสงวน ตุลารักษ์, คุณจรูญ สืบแสง และคุณชิต เวชประสิทธิ์ (คุณชิต เป็นหนึ่งในคณะทนายจำเลย นอกจากนี้ ก่อนรัฐประหาร 16 กันยายน 2500
ปรีดี พนมยงค์
คุณชิตเป็น 1 ใน 2 "ลูกศิษย์อาจารย์" ที่ "นำสาร" จากจอมพล ป ไปให้ปรีดีที่เมืองจีน เสนอให้กลับมาร่วมมือกันต่อสู้กับพวกนิยมเจ้า โดยรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ - ผมเล่าเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง "ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป., กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2500" รวมอยู่ในหนังสือของผม ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง, หน้า 31-35 และ "50 ปีการประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498" ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2548 หรือฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/blog-post.html )
ท่านผู้หญิงพูนศุข ผมก็เคยได้พบพูดคุยด้วยครั้งหนึ่ง (ด้วยความช่วยเหลือของคุณ"ป้า"ฉลบชลัยย์ พลางกูร) แต่เมื่อผมถามถึงกรณีสวรรคต ท่านผู้หญิง ไม่อธิบายอะไร นอกจากเสนอให้ผมไปอ่านงานของปรีดีเองที่เพิ่งตีพิมพ์ในช่วงนั้นภายใต้ชื่อ คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต (ตัวงานนี้จริงๆเป็นคำฟ้อง ซึ่งปรีดีเป็นผู้ร่างเอง) อันที่จริง งานชิ้นนี้ ในความเห็นของผม ไม่ได้อธิบายกรณีสวรรคตในแง่เกิดอะไรขึ้นนัก แม้จะมีประเด็นทางข้อกฎหมายบางอย่างที่น่าสนใจ
ข้อมูลอย่างหนึ่งที่ผมได้จากการสัมภาษณ์หลายคนคือ ปรีดีเอง จะไม่ยอมพูดถึงกรณีสวรรคตโดยเด็ดขาด ไม่ว่ากับใคร (เรื่องนี้ ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งไม่ใช่ "ลูกศิษย์ปรีดี" เคยเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยแวะไปเยี่ยมปรีดีที่ปารีส ระหว่างที่เดินเล่นคุยกันไป เขาเอ่ยปากถามปรีดีขึ้นมาถึงกรณีสวรรคต ปรากฏว่า ปรีดีหยุดพูดทันที และนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้น จนเขาต้องเปลี่ยนเรื่องคุยเอง)
แต่อีกอย่างหนึ่งที่ผมได้รับการบอกเล่าเสมอ โดยเฉพาะจาก "ลูกศิษย์อาจารย์" คือ "อาจารย์ปรีดี เป็นผู้ปกป้องราชบัลลังก์ และยอมเสียสละตัวเองอย่างสูง" นัยยะของข้อความที่มีลักษณะเชิง "รหัส" (coded message) แบบนี้คือ ปรีดีรู้ความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต แต่ไม่ยอมเปิดเผยออกไป เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ทั้งๆที่ตัวเองต้องได้รับผลร้ายจากการไม่พูดนี้
แต่เมื่อผมพยายามซักให้ผู้เล่าขยายความว่า การไม่พูดความจริง จะเป็นการปกป้องราชบัลลังก์อย่างไร ก็มักได้รับความเงียบหรือการปฏิเสธที่จะพูดต่อเป็นคำตอบ (อย่าลืมว่า นี่คือช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2520 ซึ่งปรีดีเองยังมีชีวิตอยู่ และกรณีสวรรคตยังมีลักษณะ "ต้องห้าม" มากกว่าปัจจุบันนี้)
หลายปีหลังจากนั้น ผมมองว่า การไม่ยอมพูดสิ่งที่เขารู้หรือคิดเกี่ยวกับกรณีสวรรตโดยแท้จริง เป็น "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งที่สอง ของปรีดี (เกี่ยวกับ "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งแรกของปรีดีในทัศนะของผม ดูบทความชื่อนี้ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง) แต่ก็เป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจในตัวเองมากๆ ที่ใครสักคนในฐานะอย่างปรีดี จะคิดว่า "ยอมเสียสละ" หรือยอม "รับเคราะห์" ในเรื่องอย่างกรณีสวรรคตเสียเอง (อันที่จริง แน่นอนว่า ไม่เพียงปรีดี ที่ต้อง "รับเคราะห์" ในเรื่องนี้ ผู้ที่ "รับเคราะห์" มากที่สุด คือ คุณชิต, คุณบุศย์ และ คุณเฉลียว 3 จำเลยที่ถูกประหารชีวิตไป - ผมได้รับการบอกเล่าในลักษณะเดียวกันว่า 3 ท่านนั้น ได้เสียสละอย่างสูงเพื่อสถาบันกษัตริย์เช่นกัน)
อะไรคือสิ่งที่ปรีดีไม่ยอมพูดเกี่ยวกับกรณีสวรรคต? ปรีดีไม่ใช่เป็น "พยานรู้เห็นในที่เกิดเหตุ" ก็จริง เพราะไม่ได้อยู่บริเวณพระที่นั่งบรมพิมาณ ในแง่นี้ เขาย่อมไม่สามารถ "เห็น" ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในที่นั้น (ไม่เหมือนคุณชิต และคุณบุศย์ - คุณเฉลียวเองก็ไม่เกี่ยวข้องกับที่เกิดเหตุเช่นกัน อันที่จริง เรียกว่าไม่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตเลย แต่ถูกลากเข้าไปเป็นจำเลย เพื่อเป็นข้ออ้างเชื่อมโยงปรักปรำปรีดีเท่านั้น)
แต่กรณีสวรรคตมีผลกระทบต่อชีวิตของปรีดีโดยตรงมหาศาลเพียงใด คงไม่ต้องอธิบาย ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบมหาศาลต่อประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ปรีดีมีบทบาทสำคัญอยู่ด้วย ดังนั้น อย่างไรเสีย ปรีดีจะต้องคิดและพยายามหาคำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะหลังจากเขาถูกรัฐประหารหมดอำนาจไปโดยข้ออ้างกรณีสวรรคตด้วย แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปรีดีจะต้องมีข้อสรุป หรืออย่างน้อยที่สุดคือ ทฤษฎีหรือสมมุติฐานเกี่ยวกับกรณีสวรรตแน่ (และไม่ใช่เพียงแค่สรุปว่า "อธิบายไม่ได้" - ถ้าเราพิจารณาถึงความสำคัญของกรณีนี้ต่อตัวเขาเอง) อันทีจริง
หลังจากผมได้ศึกษากรณีสวรรตมาหลายปี ผมพบว่า การอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในกรณีนั้น หาใช่เรื่อง "ลึกลับซับซ้อน" อย่างมากมายแต่อย่างใด "ปริศนา" ที่แท้จริงของกรณีนี้ ไมใช่อยู่ที่การอธิบายไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ที่ว่าทำไมการอธิบายที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก จึงไม่ได้รับการนำเสนอแต่ต้น (ดูบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” ตอนที่ 1 และ 2 ของผม ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551 หรือ ฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2007/11/blog-post.html ซึ่งยิ่งทำให้ผมมั่นใจเด็ดขาดว่า ปรีดีเองจะต้องสามารถอธิบายได้หรือมีคำอธิบายกรณีนี้แน่นอน
แต่เรื่องนี้ – ที่ว่าปรีดีต้องมีทฤษฎี/คำอธิบายเกี่ยวกับกรณีสวรรคต – ผมไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้เป็นเวลานาน และโดยเฉพาะไม่สามารถยืนยันได้ว่าทฤษฎีหรือคำอธิบายดังกล่าว(ถ้ามี) จะออกมาในรูปใด
. . . . . . . จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้
ได้มีผู้อ่านบางท่านได้มอบเอกสารสำคัญชุดหนี่งให้ผมเพราะเห็นว่าผมสนใจกรณีสวรรคต เอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้ซึ่งปรีดีไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากเขา (พูดด้วยภาษาสมัยนี้คือ เป็น นายกฯ "นอมินี" ของปรีดีนั่นเอง) ได้เคยระบุอย่างชัดเจนว่า หลักฐานที่ได้จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ในสมัยที่เขาเป็นรัฐบาล บ่งบอกว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริงในกรณีสวรรคต (แน่นอน ไม่ใช่ 3 ท่านที่ตกเป็นจำเลยหลังรัฐประหาร) ที่สำคัญ การระบุของหลวงธำรงเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเรืองที่มาทำหลังเหตุการณ์นับสิบปี แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเอง คือหลังรัฐประหารเพียงไม่กี่เดือน (หรือหลังกรณีสวรรคตไม่ถึง 2 ปี)
หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์
พูดง่ายๆคือ ตั้งแต่ไม่นานหลังการสวรรคต และก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 หลวงธำรง – และแทบไม่ต้องสงสัยว่าตัวปรีดีเอง – มีข้อสรุปอยู่แล้วว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริง .....
หมายเหตุ: นี่เป็น "พรีวิว" pre-view หรือ "หนังตัวอย่าง" โปรดคอยติดตามบทความฉบับเต็ม เร็วๆนี้ (นี่ไม่ใช่ “ตอนที่ 3” ของบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” เพราะ”ข้อมูลใหม่” ที่ผมได้รับนี้ ได้รับหลังจากผมได้ทำบทความชุด “ปริศนา” ไปแล้ว และมีความน่าสนใจในตัวเอง ผมจึงแยกเขียนออกเป็นบทความต่างหาก)
ยอดผู้อ่านไทยอีนิวส์ทะลุ10ล้านคลิ้ก
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤษภาคม 2552
ไทยอีนิวส์ มียอดผู้เข้าอ่านครบจำนวน 10 ล้านเพจวิวในวันนี้ ภายหลังจากเริ่มนับจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บบล็อกอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2550
สถิติถึงช่วงเวลา14.00 น.วันที่ 24 พฤษภาคม 2552 ระบุจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมทั้งสิ้น 10,000,509 คลิ้ก โดยในจำนวนนี้เป็นผู้เข้าเยี่ยมชมที่ไม่นับการเข้าเยี่ยมชมแบบซ้ำๆจำนวน 5,182,949 ครั้ง ผู้ที่มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมเป็นหนแรก 1,568,339 ครั้ง และผู้ที่ได้กลับมาเยี่ยมชมอีกครั้ง 3,614,610 คลิ้ก
ถือกำเนิดหลังรัฐประหารอัปยศ19กันยา49
หลังรัฐประหารครั้งอัปยศเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไทยอีนิวส์ได้กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2549 ด้วยการนำเสนอบทความแรกชื่อ แถลงการณ์ขบวนทัพประชาชน ซึ่งมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า
ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ตามที่เขายัดเยียดให้
บรรดาเผด็จการอำนาจนิยม พวกอภิสิทธ์ชนกี่ยุคสมัยไม่เคยเปลี่ยนธาตุแท้ของพวกเขาเลย นั่นก็คือการกดขี่หยามเหยียดประชาชนร่วมชาติ ร่วมแผ่นดินให้อยู่ภายใต้การปกครองเยี่ยงทรราชย์ โดยไม่ยินยอมให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงมีเสรีภาพ มีการตั้งตัวแทนของตนขึ้นปกครองบ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
อีกประการหนึ่งที่พวกซากเดนล้าหลังอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยมมักเข้าใจผิดก็คือ ดูถูกหมิ่นแคลนไม่มีความเชื่อมั่นศรัทธาในพลังสามัคคีของประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาล มักคิดสั้นๆว่าเมื่อเด็ดหัวขบวนผู้นำการต่อสู้แล้ว ขบวนแถวของประชาชนผู้รักชาติจะล่มสลายลง ซึ่งเป็นการคิดผิดทุกครั้ง
พวกเผด็จการอำนาจนิยม ซากเดนอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ทักษิณก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ต่างไปจากพลตรีจำลองในเดือนพฤษภาคม2535 หรือ13กบฎในกรณี14ตุลาคม2516 แม้จะเด็ดยอดจับกุมคุมขัง หรือขจัดให้พ้นเวทีการเมืองไปได้ แต่ไม่มีทางเลยที่จะหยุดยั้งขบวนทัพอันเกรียงไกรของประช่าชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรมได้
เพราะขบวนทัพของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรม ในทางประวัติศาสตร์ไม่เคยขึ้นตรงต่อผู้ใด ธรรมชาติเป็นไปเพื่อการปกปักรักษามรดกประชาธิปไตยอันเป็นของปวงชนเอาไว้ด้วยเลือดเนื้อชีวิต และจักสืบสานการต่อสู้สืบทอดต่อไปยังอนุชนในอนาคต
พลังบริสุทธิ์ของผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบอภิสิทธิ์ชนล้าหลัง มีแต่เกียรติประวัติแห่งชัยชนะ ดังนั้นระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ก็เตรียมตัวเป็นรายต่อไปที่จะถูกบดขยี้ให้พังพินาศในเร็ววัน
ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ขอให้มีความเชื่อมั่นในพลังของขบวนทัพประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย มีความศรัทธาในเกียรติประวัติการต่อสู้ของพวกเรา และแน่นอนว่า ชัยชนะของประชาชนกำลังจะมาถึง พวกอสัตย์อธรรมกำลังจะพบจุดจบในไม่ช้านี้
บรรยากาศในระยะเริ่มต้นของไทยอีนิวส์และความกระหายข่าวสารของฝ่ายประชาธิปไตย
หลังการรัฐประหาร19กันยายน2549 ผู้เผด็จการเข้าควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด รวมทั้งสื่อกระแสหลักต่างเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างระมัดระวัง หลายสำนักสมคบคิดกับผู้เผด็จการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร มอมเมายาพิษแก่ประชาชน เราจึงได้เปิดสื่อทางเลือกออนไลน์คือไทยอีนิวส์ขึ้น โดยเน้นนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และบทความเปิดโปงต่อต้านเผด็จการ กับสมุนบริวาร และแสดงจุดยืนสนับสนุนความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย
ไทยอีนิวส์ได้รับการต้อนรับจากประชาชนผู้ต่อสู้ดิ้นรนเรียกหาประชาธิปไตยในทันทีในช่วงระยะแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศเพรียกหาประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการของประชาชนไทยกำลังเป็นไฟลามทุ่งออกไปอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตามบทบาทของไทยอีนิวส์ได้หยุดลงในระยะหนึ่ง เนื่องจากผู้เผด็จการคุกคามอย่างหนัก และกลับมานำเสนอยืนหยัดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2550 และเริ่มนับสถิติผู้เข้าเยี่ยมชมอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2550
ตลอดปี2550 มีผู้เข้าเยี่ยมชมอ่านข่าว บทความ ทัศนะจากไทยอีนิวส์รวม 1,521,607 ครั้ง
ในปี2551 สถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นร้อนแรง แต่ข้อมูลข่าวสารจากสื่อกระแสหลักไม่อาจตอบสนองต่อผู้ที่ต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และจุดยืนทัศนะที่เป็นประชาธิปไตยได้ ถือเป็นปัจจัยหลักให้สื่อออนไลน์ทางเลือกอย่างThaiE-newsมียอดผู้เข้าติดตามข้อมูลอย่างก้าวกระโดดในปีนี้ โดยมีผู้เข้าเยี่ยมชมมากเกือบ 5 ล้านคลิ้กเฉพาะปีนี้ คือรวมทั้งสิ้น 4,979,167 คลิ้ก
ส่วนปี2552 ด้วยสถานการณ์ทางการเมือง และการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนไทยขึ้นสู่กระแสสูงนับแต่ต้นปีอย่างสืบเนื่อง ทำให้เวลาที่ผ่านไปเพียงยังไม่ครบ 5 เดือน มีผู้เข้าเยี่ยมชมแล้วถึง 3,499,735 คลิ้ก

สะบัดวงล้อมปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร สงกรานต์เลือดยอดผู้อ่านทะลักเกือบแสนต่อวัน
สถิติในปีกลาย คือพ.ศ.2551 ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมสูงสุดคือวันที่ 25 พฤศจิกายน และ 26 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นวันแรกและวันที่2ซึ่งกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยวันที่25มียอดผู้อ่าน61,343ครั้ง และวันที่26ยอดผู้อ่าน61,510ครั้ง ช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวไทยอีนิวส์ได้นำเสนอข่าว จากปากคำของชาวต่างชาติที่ติดค้างอยู่ในสนามบินกว่าหมื่นคน ปฏิกริยาของนานาชาติต่การเข้ายึดสนามบิน การให้ท้ายกลุ่มพันธมิตรโดยชนชั้นนำ ท่ามกลางการแฉโพยเปิดโปงของสำนักข่าวต่างประเทศทั่วโลก ส่วนสื่อกระแสหลักได้เพียงแต่เซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความระแวดระวัง หรือบางสำนักถึงขั้นบิดเบือนข้อมูลข่าวสารไปอีกทาง เพื่อสนองตอบต่อจุดยืนและผลประโยชน์ทางการเมืองของตน
ขณะที่ความพยายามที่ล้มเหลวของรัฐบาลที่จะบังคับใช้กฎหมาย การเพิกเฉยและสมคบคิดของกองทัพ ตำรวจกับกลุ่มพันธมิตรและชนชั้นนำ รวมทั้งเราเป็นสื่อแรกที่นำเสนอว่าพฤติการณ์ของพันธมิตรเป็นการ"ก่อการร้ายสากล"
อย่างไรก็ตามในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2552 ได้ทำลายสถิติในการเข้าชมสูงสุดในคราวยึดสนามบินลง โดยยอดผู้เข้าชมซึ่งปกติก่อนหน้าเหตุการณ์ถึงจุดสุดขีดอยู่ระหว่าง35,000-45,000คลิ้กต่อวันโดยประมาณ ได้ทะยานขึ้นเป็น88,521คลิ้กในวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2552 และทะยานขึ้นเป็น97,606คลิ้ก หรือเกือบทะลุหลักแสนในวันจันทร์ที่ 13 เมษายน
สาเหตุที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากในช่วงวันดังกล่าวเนื่องจากรัฐบาลประกาศพรก.ฉุกเฉิน ควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อ ประกอบกับสื่อกระแสหลักเองก็นำเสนอข่าวลำเอียงมีอคติต่อกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย และเข้าข้างรัฐบาลอย่างโจ่งแจ้ง ขณะที่ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอเหตุการณ์ข่าวดังกล่าวอย่างรอบด้านทั้งรายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศ รายงานข่าวจากภาคประชาชน และรายงานข่าวจากฝั่งรัฐบาลแบบเกาะติดนาทีต่อนาที (อ่านรายงานข่าวช่วงนั้นในข่าว บันทึกนาทีต่อนาทีวันต่อวัน8-14เมษาฯประชาภิวัฒน์ )ทำให้ประชาชนผู้กระหายข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านได้เข้าเยี่ยมชมมากเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตามในช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือด รัฐบาลได้สั่งการบล็อกไทยอีนิวส์ พร้อมกับเวบไซต์ฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า 60 แห่ง โดยอ้างว่าทำตามประกาศพรก.ฉุกเฉิน ทำให้เราต้องตั้งเวบสำรองขึ้นอีกแห่ง ขณะที่ผู้อ่านของเราก็พยายามอย่างยิ่งยวดในการฝ่าทะลวงการปิดกั้นของทางการเข้าสู่เวบบล็อกไทยอีนิวส์ทุกวิถีทาง
อย่างไรก็ตามจนเวลาล่วงเลยมาถึงขณะนี้ที่มีการยกเลิกพรก.ฉุกเฉินแล้วรัฐบาลก็ยังไม่ยกเลิกการบล็อกไทยอีนิวส์ในช่องทางปกติที่ผู้เข้าเยี่ยมชมเคยเข้าถึง และต้องเปลี่ยนเข้าสู่ช่องทางใหม่คือ http://www.thaienews.blogspot.comที่ท่านกำลังเยี่ยมชมอยู่ในขณะนี้
ทีมข่าวไทยอีนิวส์คืออาสาสมัครสื่อทางเลือกจุดยืนประชาธิปไตย
ไทยอีนิวส์เป็นการรวมตัวกันของอาสาสมัครที่มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย โดยเราเคยเป็นเพียงนักท่องอินเตอร์เน็ตที่เข้าไปเยี่ยมชมและแสดงความเห็นในเวบบอร์ดราชดำเนิน เวบพันทิป แต่ต่อมาพันทิปมีการเซ็นเซอร์ตัวเองเข้มงวดขึ้น สื่อกระแสหลักต่างก็เซ็นเซอร์ตัวเองอย่างระมัดระวัง บางสำนักบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หันไปมอมเมาให้ยาพิษแก่ประชาชน สนับสนุนให้ท้ายเผด็จการ กลุ่มพันธมิตรที่ต่อต้านประชาธิปไตย ชนชั้นนำที่ทำทุกอย่างในการแทรกแซงการเมืองทำลายประชาธิปไตยของประชาชนไทย เราจึงได้เปิดสื่อทางเลือกคือไทยอีนิวส์ และไทยเพรสล็อกขึ้น โดยนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน เปิดโปงฝ่ายเผด็จการทำลายชาติต่อต้าน ประชาธิปไตย แสดงจุดยืนสนับสนุนความเคลื่อนไหวของประชาชนไทยที่ต่อต้านคัดค้านเผด็จการ และเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย
เรายังต้องการอาสาสมัครนักข่าวฝ่ายประชาธิปไตย ง่ายๆคุณก็ทำได้
ปัจจุบันไทยอีนิวส์มีอาสาสมัครร่วมงานกันเพียง 6 คน นำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่าน 2 เวบบล็อกหลักๆคือ
-ไทยอีนิวส์ และ
-ไทยเพรส http://www.thaipresslog.blogspot.comซึ่งนำเสนอข่าวสาร บทความ ทัศนะวิพากษ์ต่อแวดวงกระแสหลัก
ทีมข่าวไทยอีนิวส์ไม่มีสำนักงาน ไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทน และไม่รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดๆ เพื่อที่เราจะได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมาที่สุด แต่อาสาสมัครมีงานประจำของตนอยู่แล้ว ผู้อ่านสามารถสนับสนุนการทำงานของเราง่ายๆด้วยการแพร่กระจายเวบข่าวอิสระนี้ไปยังเพื่อนมิตรของท่านให้กว้างไกลที่สุด หรือส่งข้อมูลข่าวสารที่เป็นการเปิดโปงฝ่ายเผด็จการ สนับสนุนประชาธิปไตย หรือแสดงความเห็นใดๆมาที่ thaienews@googlegroups.com และเรายังต้องการอาสาสมัครเพิ่มเติมในการช่วยนำข้อมูลข่าวสารต่างๆมานำเสนอในเวบของเรา โดยขอบเขตงานและคุณสมบัติดังนี้
*นำข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่างๆ ข่าว บทความ ทัศนะ ภาพถ่าย คลิปทั้งด้านการเมือง สังคม เหตุการณ์ต่างๆที่เป็นการคัดค้านเปิดโปงเผด็จการ พวกทำลายชาติ การเคลื่อนไหวต่างๆที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยมาเผยแพร่ต่อผู้อ่านที่ทวีขึ้นทุกๆวัน
*ท่านไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนกับทีมงานของเรา ขอให้มีเพียงทัศนะที่สอดคล้องกับเราคือสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย เปิดโปงเผด็จการทุกรูปแบบ
*ไม่หวังว่าจะได้รับค่าตอบแทนใดๆเป็นตัวเงิน ท่านอาจเริ่มเป็นอาสาสมัครตามสะดวกก่อน หากพร้อมก็ค่อยร่วมงานในฐานะอาสาสมัครเพิ่มมากขึ้นตามแต่สะดวก
คุณจะลงโฆษณาในไทยอีนิวส์หรือบริจาคสนับสนุนได้หรือไม่..
ได้ หากไม่มีข้อผูกมัด หรือก้าวก่ายจุดยืนการทำงานของเรา และไม่ก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของทีมงานอาสาสมัคร เงินรายได้ทั้งหมด เราจะนำไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น ผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ผู้ถูกจับกุมดำเนินคดี หรือกิจกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยที่มีความจำเป็น โดยแจ้งความประสงค์มาได้ที่thaienews@googlegroups.com
ส่วนท่านที่ประสงค์อยากบริจาคสนับสนุนการทำงานของเรา คลิ้กที่นี่ โดยขอแจ้งต่อท่านผู้บริจาคให้ได้รับทราบว่า เงินทุนที่ท่านบริจาคให้เรามานั้น ล่าสุดเราได้นำบริจาคต่อให้กับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สงกรานต์เลือดแล้ว
Sunday, May 24, 2009
นพดลโวชาติมหาอำนาจยุโรปให้วีซ่าเพรสซิเดนท์"แม้ว"
ที่มา มติชนออนไลน์
นายนพดล ปัทมะ อดีตทีมงานฝ่ายกฎหมายประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ตอนนี้อยู่ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมีหนังสือเดินทางหลายเล่ม โดยไม่มีหนังสือเดินทางของกัมพูชาและเยอรมัน แต่อย่างใด ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้หนังสือเดินทางของประเทศมอนเตเนโกรเป็นประจำ และขณะนี้ก็กำลังเจาจราซื้อทรัพย์สินคือหมู่เกาะฮาวายแห่งยุโรปที่น่าจะรู้ผลในสองเดือนนี้ และทราบว่าหลายประเทศเสนอให้หนังสือเดินทางกับอดีตนายกฯ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มหาอำนาจในยุโรป คือ ฝรั่งเศสใช่หรือไม่ นายนพดลยิ้มและตอบว่า ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ ก่อนระบุว่า ว่า ประธานาธิบดีบางประเทศจะเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการลงทุนและการท่องเที่ยว โดยข้อมูลจะออกมาไม่ช้านี้ สำหรับเป็นประเทศที่ไปลงทั้งในเอเชียและแอฟริกา คาดว่าใน 4 เดือนข้างหน้าจะรู้ว่าเหมืองทองในแอฟริกาที่อดีตนายกฯจะไปลงทุนนั้นจะสำเร็จหรือไม่
ส่วนกรณีที่รัฐบาลประสานขอตัวอดีตนายกฯ กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นั้น นายนพดล กล่าวว่า รัฐบาลไทยประสานไปจริง แต่ตนเข้าใจทัศนคติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า อาจไม่ให้ความร่วมมือกับไทย เพระไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่ต้องใช้แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยแทน ส่วนที่รัฐบาลไทยประสานไปยังฮ่องกงเพื่อขอให้ฮ่องกงจับกุมหากอดีตนายกฯเดินทางไปฮ่องกงนั้น เข้าใจว่าฮ่องกงตอบกลับมาว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นประเทศเสรีและไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย เรื่องนี้ขอให้ไปถามความชัดเจนกับนายกฯว่าหนังสือฉบับนี้จากฮ่องกงมาถึงมือแล้วหรือไม่
ตกน้ำไม่ไหล
ที่มา เดลินิวส์
ช่วงสัปดาห์นี้ มีข่าวที่ส่งผลกระทบถึงคน 2 คน รายแรก บิ๊กหมง พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ประธานบริหารบริษัท ไออาร์พีซี รายที่สอง ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง
ทั้ง 2 กลายเป็นอดีตไปเรียบร้อย คนแรกลาออก คนหลังถูกไล่ออก
คนแรก บิ๊กหมง อดีต ผบ.สส. ที่ได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐบาล แม้ว ให้เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารแผน บริษัท ทีพีไอ ของ ประชัย เลี่ยวไพ รัตน์ และเปลี่ยนมาเป็น ไออาร์พีซี หลังรัฐให้คลังเข้า ไปดูแลแทน
จากบริษัทหนี้กว่าแสนล้าน เจ้าหนี้รุมกว่า 120 ราย ผ่านมือบิ๊กหมงและคณะ เข้าไปฟื้นฟู เจรจาเจ้าหนี้ทำแผนและบริหารในระยะหนึ่ง ทำให้หนี้จากแสนล้าน เหลือหมื่นกว่าล้าน
ไม่เคยจ่ายปันผล ก็จ่ายได้เป็นครั้งแรก แม้ปีที่ผ่านมา จะขาดทุน แต่ก็สุดวิสัย เป็นผลจากการสต๊อกน้ำมันที่พุ่งปรี๊ดกว่า 147 ดอลลาร์ และคาดการณ์จะถึง 200 ดอลลาร์ เจ้าหนี้เลยขอให้ซื้อความเสี่ยงล่วงหน้า
แต่ใครจะไปตรัสรู้ จู่ ๆ ช่วงครึ่งปีนี้ น้ำมันดันลดเหลือ 30-40 ดอลลาร์ ก่อนไต่ทะยานเกือบ 60 ดอลลาร์
จะหาว่า “บิ๊กหมง” บริหารงานพลาด จึงไม่ได้ ที่ทำมาควร ได้รับ คำชม และ ขอบคุณ มากกว่า บอกตรง ๆ แต่แรกก็ไม่คิดหรอกว่า บิ๊กหมงจะเก่งกาจขนาดนี้ คิดว่าแค่รับ “จ๊อบ” หลังเกษียณ ดีกว่าอยู่เฉย ๆ
แต่บิ๊กหมงกลับเอาจริง ศึกษาเรื่องการเงิน และ ธุรกิจน้ำมันกับปิโตร เคมี จนลึกซึ้ง สามารถบริหารจัดการ “ไออาร์พีซี” ให้ค่อย ๆ ดีขึ้น กลายเป็นบริษัทที่มีอนาคต
สำคัญ คือ มีความสุจริตต่อผู้ถือหุ้น การลาออกเมื่อถึงเวลาอันควร จึงเป็นการแสดงสปิริตนักบริหารที่ดี สมควรได้รับเสียงปรบมือ และช่อดอกไม้ ส่งท้าย
อีกคน เป็นข่าวมานานและที่สุดเป็นไปตามคาด
อกพ.กระทรวงการคลัง มีมติตาม ป.ป.ช.ให้ไล่ออก ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ข้อหาผิดวินัยร้ายแรง กรณีแต่งตั้ง 4 รองอธิบดีกรมสรรพากรเมื่อปี 2544 โน่น เพราะเอาระเบียบ ก.พ. เป็นเกณฑ์
แต่ศาลปกครองมีคำวินิจฉัยต่อมาให้ระเบียบ ก.พ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งแต่งตั้งเลยเป็นโมฆะ ศุภรัตน์ ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่า ประพฤติชั่วร้ายแรง มีโทษถึงถูกไล่ออกจากราชการ ???
ไม่มีบำเหน็จบำนาญ รวมทั้งถูกริบเครื่องราช
หนทางเดียวที่จะบรรเทาโทษได้คือ อุทธรณ์ต่อ ก.พ. ให้ลดโทษจากไล่ออก เป็น ปลดออก เพื่อให้บำเหน็จบำนาญและไม่ถูกริบเครื่องราช หากผ่านได้ ก็ยังบอบช้ำอยู่ดี
เป็นความเสียดาย ที่ข้าราชการ “ตงฉิน” ที่ทำงานด้วยความรู้ ความสามารถ และไม่มีเรื่องมัวหมอง ทุจริตคอร์รัปชั่นมาตลอดชีวิตที่รับใช้ชาติ กลับต้องเจอชะตากรรมที่โหดร้ายเยี่ยงนี้
เป็นการสูญเสียบุคลากรที่เก่งและเป็นกำลังสำคัญด้านการคลัง ขณะบ้านเมืองเจอมรสุมเศรษฐกิจรุมเร้า
แต่น่ายินดีที่ภาคเอกชนอีกหลายแห่ง อ้าแขนรับทั้ง 2 เข้าไปทำงาน เพราะเสียดายในความรู้ ความสามารถที่ทั้ง 2 ยังมีอยู่เต็มเปี่ยม ถือเป็นการช่วยชาติอีกทาง
สมกับที่โบราณว่า คนดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ โดยแท้.
ดาวประกายพรึก
'นพดล'เรียกร้องนายกฯทวงคืนปราสาทพระวิหาร
ที่มา เดลินิวส์
นอกจากนี้ นายจิรายุ ยังยอมรับว่า วันที่ 28 พฤษภาคมนี้ ทีมเศรษฐกิจและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อขอคำแนะนำในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ในวันที่ 31 พฤษภาคม ขณะที่ แคนดิเดตหัวหน้าพรรค จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ.
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า มีความขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์ จนต้องจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้น พล.ต.จำลอง กล่าวยืนยันว่า ไม่ได้ขัดแย้งกับพรรคการเมืองใด แต่เห็นเรื่องของบ้านเมืองเป็นใหญ่
เมื่อถามว่า จะเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยยืนยันว่า จะไม่ทำงานทางการเมืองอีก พล.ต.จำลอง ปฏิเสธว่า ไม่ได้กลืนน้ำลายตัวเอง เพราะเมื่อครั้งที่ยุติการชุมนุม ตนบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เช่น ที่ปรึกษา หรือเลขานุการรัฐมนตรี
ส่วนกรณีที่มีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ไม่ได้หวังตำแหน่ง เพราะไม่คุ้ม ส่วนหัวหน้าพรรคจะมีคุณสมบัติอย่างไรยังไม่ได้พูดถึง พูดกันแต่ว่าเสียงส่วนใหญ่จะเอาอย่างไร จะตั้งหรือไม่ตั้งพรรค ซึ่งต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ยังไม่ได้ปิดประตูการเป็นหัวหน้าพรรคใช่หรือไม่ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ตนสนับสนุนเต็มที่ ถ้าประชาชนมีมติให้ตั้งพรรคการเมือง.