WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 28, 2009

กก.สภาคุ้ยปมรถแก๊สดินแดงพบพิรุธขับมาให้ยึดหวังป้ายสีเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


ที่มา ประชาไท
27 พฤษภาคม 2552

นายสมภพได้ขับรถแก๊สมายังบริเวณสามเหลี่ยมดินแดนในช่วงเวลา 04.15 น. และได้ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงยึดรถไป และในเวลา 04.30 น. ก็ได้ขับรถคันที่สองไปจอดไว้บริเวณโรงพยาบาลสงฆ์ ก็ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงยึดอีก ซึ่งทางอนุกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตว่าคนๆ เดียวจะขับรถทั้งสองคัน และโดนยึดทั้งสองคันได้อย่างไร หรือมีเจตนาในการขับเพื่อให้โดนยึดหรือไม่


เว็บไซต์แนวหน้ารายงานว่าเมื่อเวลา 13.00 น.วานนี้ มีการประชุมอนุกรรมการคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณดินแดง โดยมีพล.ต.ต. สุเทพ สุขสงวน ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ กรณีผู้เสียชีวิต 2 ศพที่แม่น้ำเจ้าพระยา และกรณีการนำรถแก๊สมาจอดที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง

โดยนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ อนุกรรมการฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ทางอนุกรรมการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต 2 ศพที่แม่น้ำเจ้าพระยานั้น ที่ประชุมได้สอบถามไปยังรองผู้กำกับสน.บวรมงคล ในฐานะเจ้าของพื้นที่ว่าบุคคลทั้งสองอาจเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงเพราะเมื่อนำภาพวีซีดีที่เป็นเทปบันทึกการสลายการชุมนุมพบว่า เจ้าหน้าที่ใช้เชือกที่มีลักษณะเดียวกับที่พบในศพผู้เสียชีวิต ซึ่งทางรองผู้กำกับได้รับปากว่าจะนำข้อสังเกตนี้ไปพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมหรือไม่

นายพร้อมพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีรถแก๊สนั้น ทางอนุกรรมการฯ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการแจ้งความไปยัง สน.ดินแดง ของนายสมภพ โมลิส ในฐานะผู้ขับรถ รวมทั้งบริษัทธนวัฒน์บริการ จำกัด และบริษัทตึกช้างบริการจำกัด ว่าได้ขับรถแก๊สมายังบริเวณสามเหลี่ยมดินแดนในช่วงเวลา 04.15 น. และได้ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงยึดรถไป และในเวลา 04.30 น. ก็ได้ขับรถคันที่สองไปจอดไว้บริเวณโรงพยาบาลสงฆ์ ก็ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงยึดอีก ซึ่งทางอนุกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตว่าคนๆ เดียวจะขับรถทั้งสองคัน และโดนยึดทั้งสองคันได้อย่างไร หรือมีเจตนาในการขับเพื่อให้โดนยึดหรือไม่

พ.ต.ต.สุเทพ สุขสงวน ประธานอนุกรรมการฯ กล่าวว่า จากการชี้แจงของเจ้าหน้าที่ตำรวจใน 2 ประเด็นดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้สรุปผลการสอบสวน ดังนั้นอนุกรรมการฯ จึงต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ ก่อน ทั้งนี้ในวันที่ 29 พ.ค. ทางอนุกรรมฯการ จะเชิญ นายสมภพ โมลิส ผู้ขับรถแก๊ส และตัวแทนจากบริษัทธนวัฒน์บริการ มาชี้แจงเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นว่าข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ครอบคลุมในหลายประเด็น ซึ่งต่อไปจะเชิญสื่อมวลชนเข้ามาร่วมให้ข้อมูลด้วย

พบหลักฐานใหม่ คดีพลทหาร พท.จี้ตร.ต้องยุติธรรม

ด้านเว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่านายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ อนุกรรมการฯจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ประชุม พบประเด็นใหม่เกี่ยวกับคราบเลือดที่หมอน อยู่ภายในบ้านพัก กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) จึงได้ซักถามกับนายตำรวจที่มาชี้แจงว่า คราบเลือดดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการตายของพลทหารอภินพ เครือสุข หรือไม่ เพราะจากข้อมูลของสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลศิริราช ระบุว่าคราบเลือดดังกล่าวเป็นคนละคนกับพลทหารอภินพ แต่เป็นของ พลทหารแสงเพชร สารีพันธุ์ เพื่อนของพลทหารอภินพ ที่ได้ปลดประจำการไปแล้ว จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าอย่าเพิ่งรีบปิดคดีนี้ อยากให้ฝ่ายตำรวจนำผลการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มาร่วมตรวจสอบในคดีด้วย เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ปกติ หากญาติต้องการที่จะให้มีการตรวจสอบสาเหตุของ การตายใหม่ ต้องไปยื่นคำร้องที่สน.บางซื่อ ให้มีการตรวจสอบอีกครั้ง

พล.ต.ต.สุเทพ สุขสงวน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ชี้แจงว่าการตายของพลทหารอภินพน่าจะเป็นอุบัติเหตุ แต่อนุกรรมการฯยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัย จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยคณะทำงานประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวน ทหาร ฝ่ายค้าน รัฐบาล รวมถึงตัวแทนจากดีเอสไอด้วย ส่วนคราบเลือดที่พบที่หมอนซึ่งไม่ใช่ของพลทหารอภินพ ก็ต้องสืบสวนต่อไป โดยการประชุมครั้งหน้าจะเชิญญาติผู้ตาย ดีเอสไอและพลทหารทั้ง 2 คนได้แก่พลทหารธงชัย ศรีมาและพลทหารแสงเพชร สารีพันธุ์ มาชี้แจงด้วย

คลิปทักษิน ได้รับเกียรติร่วมงานถวายพระพร พระสันตะปาปา เมื่อวันที่ 1 มค 52

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ =รอย= , คุณแฟนเดฟ
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท และ CBN Press
26 พฤษภาคม 2552






ชมคลิปวิดิโอ พตท.ทักษิณ ชินวัตร + พระสันตปาปา คลิปที่ไม่ค่อยมีคนเห็น สื่อหลักก็ไม่เผยแพร่ ได้ที่
http://www.cbnpress.com/index.php?option=com_hwdvideoshare&task=viewvideo&Itemid=117&video_id=1918

ยื้อคืนภาษี ป่วนทั้งเมือง!

ที่มา Thai E-News

ที่มา เรื่องจากปก เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
26 พฤษภาคม 2552

ทำงานเป็นหรือไม่เป็น ไม่ได้อยู่ที่คำพูดหรือโวหาร หากแต่จะต้องอยู่ที่การกระทำ

ดังนั้น แม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเพียรพยายามพูดในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า ปลายปีนี้เศรษฐกิจไทยจะต้องดีขึ้น เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 กำลังจะได้ผลแล้ว!?!

แต่ภาคธุรกิจเอกชน ที่ทำมาค้าขายเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รวมทั้งได้ประสบปัญหาจากมาตรการของรัฐบาลชุดนี้ด้วยตนเอง ยืนยันว่า ไม่เชื่อ ทั้งคำพูด และก็ยังไม่มีความเชื่อมั่นให้

เพราะล่าสุด หน่วยงานภาครัฐอย่างคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังออกมาแถลงยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกติดลบอย่างรุนแรง หนักหนาสาหัส ถึง -7.1%

นี่คือฝีมือของรัฐบาลใช่หรือไม่???

แน่นอนว่า ตามสูตรดั้งเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมต้องพูด เอาแต่ดีเข้าตัว โยนชั่วให้คนอื่น

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ บอกทันทีเลยว่า ที่เศรษฐกิจของไทยไตรมาส 1 ย่ำแย่ทรุดหนักขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง

โยนบาปไปเรื่องของการเมืองทันที เพราะจังหวะและเวลาให้

แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะลืมไป หรืออาจจะนับวันเดือนปีไม่ถูก เพราะเหตุวุ่นวายทางการเมือง ที่เกิดจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์กลางเดือนเมษายน ซึ่งไม่ใช่ช่วงระยะเวลาไตรมาส 1ที่ตัวเลขออกมาติดลบอย่างหนัก

เพราะไตรมาส 1 คือ มกราคมถึงมีนาคมเท่านั้น ยังไม่นับถึงเมษายน ผลกระทบทางการเมืองที่มีผลต่อการติดลบของตัวเลขไตรมาส 1 ปีนี้ จะต้องเป็นเหตุปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมือง ที่เกิดจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในปลายปี 2551 ต่างหาก

ซึ่งเรื่องนี้จริงๆ ก็คือ ฝีมือของคนที่พรรคประชาธิปัตย์ เอาเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในเวลานี้นั่นแหละ ที่ร่วมขบวนการปิดสุวรรณภูมิด้วยตนเอง

ฉะนั้น หากบอกว่า การเมืองทำให้จีดีพีของประเทศติดลบ 7.1% ในไตรมาสแรกนี้ รัฐบาลจะต้องยอมรับว่าเป็นเพราะฝีมือของพวกเดียวกันนั่นแหละ

แต่ทั้งหลายทั้งปวง เป็นเรื่องที่ว่า ทำงานกันเป็นแค่ไหน

รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจกันเป็นหรือไม่ ถ้าคิดว่าสามารถทำได้ ทำไมตัวเลขที่แท้จริง ถึงออกมาฟ้องแบบนี้ หรือทำไมกอร์ปศักดิ์จึงต้องออกมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่า รัฐบาลเข้ามาทำงานช่วงต้นเดือนมกราคม ทำได้เพียงการล้างท่อ เตรียมใช้งบประมาณกลางปี 100,000 ล้านบาท เท่านั้น

แล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ อุตส่าห์คุยใหญ่โตว่า ดำเนินการประชานิยม แจกเงินเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ให้กับคนกว่า8 ล้านคน รับรองว่า กระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอนนั้น

วันนี้ทำไมเงียบเป็นเป่าสาก ไม่เอามาเป็นผลงานคุยโวโอ้อวดอีกว่า กระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่ๆ อย่างที่หาเสียงเอาไว้

แม้แต่เงินยังชีพคนชรา แม้แต่นโยบายเรียนฟรีก็เช่นกัน วันนี้ เงินยังไม่ถึงมือคนชรา ส่วนเรียนฟรี พ่อแม่ผู้ปกครองด่ากันเช็ดทั้งเมือง เรียนฟรีตรงไหน??? ผู้ปกครองยังต้องควักจ่ายเงินกันหน้าตาซีดเซียว ทั้งแป๊ะเจี๊ยะ ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าเสื้อผ้า จนหลายคนหมดศรัทธากับการหาเสียงทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์

แต่ที่แสบสันต์ที่สุดก็คือ เรื่องของการคืนภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ซึ่งได้ยื่นเสียภาษีไปสิ้นสุดเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมา

เวลานี้เสียงสะท้อนด่าตั้งแต่ กรมสรรพากร ยุคที่มี วินัย วิทวัสการเวช นั่งแป้นเป็นอธิบดี ไล่ขึ้นไปถึง กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และแม้แต่รัฐบาล ซึ่งหมายรวมถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ ด้วยว่ารัฐบาลเล่นอะไรอยู่ สรรพากรจึงงอแง และดึงหนี้ในการคืนภาษี จนวุ่นวายไปทั้งประเทศแบบนี้

สาเหตุที่ปีนี้ ประชาชนจะต้องได้เงินภาษีคืนกันมาก ก็เพราะรัฐบาลที่ทำงานเป็น ได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 ว่า เพื่อเป็นการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงได้มีการใช้มาตรการภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน และส่งเสริมการออมของภาคครัวเรือน รวมทั้งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

- โดยการปรับเพิ่มวงเงินสุทธิ ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 100,000 บาทเพิ่มเป็น 150,000 บาท

- ปรับเพิ่มวงเงิน การยกเว้นและการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิต จากเดิมที่กำหนดไว้ 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท

- เพิ่มการหักค่าลดหย่อน ค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดามารดา บุตร ซึ่งเป็นคนพิการได้ 30,000 บาท เป็นต้น

- ปรับเพิ่มวงเงินการหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่าย เป็นการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จากเดิมไม่เกิน 300,000 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 500,000 บาท

- รวมทั้งปรับเพิ่ม วงเงินการหักค่าลดหย่อนเงินได้ เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว จากเดิมไม่เกิน 300,000 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 500,000 บาท ด้วยเช่นกัน

ซึ่งถือเป็นมาตรการภาษีครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ปี 2535 เพราะรัฐบาลขณะนั้นมองว่า มาตรการดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีรายได้ และผู้ประกอบการหลายระดับ จะส่งผลให้เกิดการใช้จ่าย และการลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น จะทำให้รัฐมีรายได้มากกว่าที่ขาดหายไป จากการให้สิทธิ์ลดหย่อนต่างๆ

แม้แต่ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ในวันนั้น ยังต้องยอมรับและชมว่า มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่ดี และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศได้

แต่ในวันนี้ ในวันที่รัฐบาลเอาเงินงบประมาณ ไปใช้กับนโยบายประชานิยมแล้ว ยังไม่เห็นผลในเรื่องการหมุนทับทวีเพิ่มขึ้นของเงิน (Multiplier Effect)

ในวันที่หากประชาชน ได้รับการคืนเงินภาษีตามสิทธิการลดหย่อนภาษีที่เพิ่มขึ้น ตามประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2551 ก็จะทำให้ประชาชนมีเงินกลับเข้ามาเพิ่มอำนาจซื้อให้ตนเอง สามารถนำเงินภาษีที่คืนมานั้น ไปจับจ่ายใช้สอยได้ ไม่แตกต่างกับมาตรการแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท แต่อย่างใดเลย

แต่กรมสรรพากร ที่อธิบดีวินัยดูแลอยู่ ภายใต้การสั่งการของขุนคลังกรณ์ กลับพยายามยื้อ ที่จะไม่จ่ายคืนภาษี หรือจ่ายคืนให้น้อยที่สุด โดยสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้ขอคืนภาษีรายได้ทุกคน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ไม่ว่าจะหลักร้อยบาท หลักไม่กี่พันบาท หรือหลักหมื่นบาท โดนกันถ้วนหน้า ด้วยการออกเป็นหนังสือราชการกรมสรรพากร ชื่อสวยหรูว่า เป็นหนังสือรายงานความคืบหน้าในการคืนภาษีรายได้ แต่เนื้อหาภายใน ที่แท้จริง คือ การขอให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติม ในเรื่องที่ควรเป็นฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้วของกรมสรรพากร นั่นคือเรื่องค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต ค่าลดหย่อนในการเลี้ยงดูบิดามารดา ค่าลดหย่อนในการลงทุนในกองทุนรวม RMF และ LTF ทั้งๆ ที่บางรายขอเงินคืนภาษีแค่ 100 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งในอดีตของกรมสรรพากร ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย!!!

การจะเรียกขอเอกสารที่ผ่านมา จะต้องเป็นการขอคืนในวงเงินจำนวนมาก ตั้งแต่ 4,000–5,000 บาทขึ้นไป
แต่ครั้งนี้ หลักร้อยบาท ก็ยังเรียกเอกสารเพิ่ม จนผู้ขอคืนภาษีบางคนบอกว่า งั้นก็ทำบุญให้แ_งไปก็แล้วกัน

ซึ่งคนที่อยู่ในแวดวงตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซื้อกองทุน RMF และ LTF ไว้ จะหงุดหงิดมาก เพราะตามนโยบายของรัฐ สนับสนุนเรื่องใช้เป็นกลไกในการขอลดหย่อนภาษี แต่พอมาปีนี้ กลับงอแง

ถามเจ้าหน้าที่สรรพากร ก็อ้ำๆ อึ้งๆ กันไปหมด เท่ากับเป็นการทำลายการลงทุนในกองทุน RMF และ LTF โดยตรง เลยก็ว่าได้ เพราะถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารการคลังแบบนี้ต่อไป ใครจะซื้อกองทุนไปทำไม ในเมื่อพอใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว กลับไม่ได้ หรือถูกยื้อ

ดังนั้น หากรัฐบาลไม่ได้ถังแตกจริง อย่างที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ให้ความเชื่อมั่นกับประชาชน ก็ควรจะต้องลงมาตรวจสอบดูว่า เกิดอะไรขึ้นกับการคืนภาษีที่ยืดเยื้อ

เป็นคำสั่งของรัฐมนตรี หรือว่าเป็นเรื่องที่อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการเอง หรือเป็นเรื่องของระดับเจ้าหน้าที่ ทำเพื่อเอาใจใคร ถ้าแบบนั้นก็สมควรเรียกข้าราชการกรมสรรพากรมาตำหนิด่วนว่า รู้หรือไม่ว่า การคืนภาษียิ่งเร็ว จะยิ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน ทำให้ผู้มีรายได้ มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

หรือว่าต้องใช้แบบที่โบราณสอนกันมานาน โง่แล้วขยัน ต้องเอาไปฆ่าทิ้งเสียให้หมด!!!

นายอภิสิทธิ์ ... ประเทศสูญเสียเวลาให้คุณไป 5 เดือนแล้ว !!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ อัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
26 พฤษภาคม 2552

ถึงจะขลุกขลักกระโดกกระเดกโขลกเขลกอย่างไร รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เดินทางผ่านเดือนที่ 5 ไปได้

ตอนนี้ ดูเหมือนผู้คนเค้าจะลืมเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับความไม่ชอบธรรมกันไปหมดแล้ว

ยังมีเรื่องรัฐบาลมือเปื้อนเลือดในสงกรานต์ที่ผ่านมาเท่านั้น ที่กำลังรอการพิสูจน์ และอาจเป็นหมัดน็อกรัฐบาลได้

แต่ใครจะคิดอย่างนั้น ก็ขอให้คิดกันไป ผู้เขียนไม่คิดตาม และยืนยันความคิดเห็นของตนเองว่า เรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่ยังไม่ได้รับการชำระสะสาง

ต้องสะสางกันเสียก่อน การปล่อยให้อุจจาระติดง่ามก้นนักเรียนอนุบาล อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เที่ยววิ่งเพ่นพ่านไปไหนต่อไหน โดยไม่มีการชำระนั้น มีแต่ทำให้เกิดความอับอายขายหน้า

ขอไล่ตั้งแต่การหนีการเกณฑ์ทหาร ซึ่งใครต่อใคร ต่างก็ใช้วิธีนิ่งเงียบ หรือใช้ทฤษฎีสงบสยบการเคลื่อนไหว

ผู้เขียนเห็นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องแสดงความรับผิดชอบ จะทำเป็นซื่อบื้อ ไม่รู้ไม่ชี้ มิได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการยอมรับความไม่ได้มาตรฐานการเกณฑ์ทหารของประเทศ ถึงขั้นต้องเอาปี๊บคลุมหัว! หรือไม่ก็อาจถึงขั้นรัฐมนตรีว่าการกลาโหม โดนมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาเล่นงาน ติดคุกตอนแก่

เรื่องที่ 2 ได้แก่ การเข้าสู่อำนาจบริหารโดยขาดความชอบธรรม เรื่องนี้แยกเป็นสองความผิด

หนึ่ง คืออาศัยอำนาจนอกระบบ เข้ามาจัดการไล่ต้อนนักการเมืองให้พลิกขั้วเลือกข้าง โดยการข่มขู่เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นข้อหาเก่าค้างปี

กับอีกประการหนึ่ง คือการฉีกพรรคการเมืองอื่นออกเป็นสองซีก หน้าตาเฉย ซีกหนึ่งหนุนรัฐบาล ซีกหนึ่งยังเป็นฝ่ายค้าน พฤติการณ์อย่างนี้ เรียกว่า ชาวนากับงูเห่าทางการเมือง เคยเกิดมาแล้ว เมื่อครั้งนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งสองข้อนี้ ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกประวัติศาสตร์จารึก อายไปชั่วลูกชั่วหลาน

ประการที่ 3 เป็นเรื่องของผลงาน เมื่อเริ่มต้นนั้น นายอภิสิทธิ์ตั้งใจว่า จะใช้ผลงานประกาศคุณความดี กลบเรื่องน่าอับอายทั้งหลาย ด้วยการแถลงว่า จะทำประเทศไทยให้เป็นนิติรัฐ จะใช้กฎหมายที่ถูกหลักนิติธรรม และจะใช้อย่างเสมอภาค

ความข้อนี้ ทำให้ผู้เขียนเกิดความหวัง เพราะรัฐบาลที่เข้ามาโดยไม่ชอบธรรม หากทำเรื่องดังกล่าวนี้ให้เป็นรูปธรรม เป็นจริง สามารถลูบคลำจับต้องได้ บางที อาจจะล้างความขี้ริ้วขี้เหร่ในเบื้องต้นได้

แต่แล้ว ก็ขี้ฮกทั้งเพ!

ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูว่า ผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดครองทำเนียบรัฐบาล กินอยู่หลับนอนเกินกว่า 100 วัน ยังไม่รับการนำตัวไปขึ้นศาล เพื่อดำเนินคดีแม้แต่รายเดียว

ผู้ที่ใช้กำลังเข้ายึดรัฐสภา เพื่อขัดขวางมิให้มีการประชุมรัฐสภาได้ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 นอกจากจะไม่ถูกดำเนินคดีแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังร้อง ป.ป.ช. ให้สอบสวนการสลายม็อบในวันนั้น การณ์พลิกกลับเป็นว่าอดีตนายกฯ-รองนายกฯ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในตอนนั้น เป็นฝ่ายผิด

สุดท้าย คือ กลุ่มบุคคลที่ใช้กำลังเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเวลา 8 วัน ทำความเสียหายเฉพาะหน้า 2 แสน 9 หมื่นล้าน ยังไม่มีใครถูกแจ้งความเป็นผู้ต้องหา (รวมทั้งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

ทั้งหมดนี้ คือสภาพการบริหารของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ประกาศว่า จะทำให้ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ แล้วกลับทำให้นิติรัฐเป็นตลกคาเฟ่

ประเทศสูญเสียเวลาให้กับคุณไป 5 เดือนแล้วนะครับ

Tuesday, May 26, 2009

นัดฟังคำสั่งคดี นปช.ร่วมกัน 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวาย 10 มิ.ย.นี้

ที่มา MCOTNews
กรุงเทพฯ 26 พ.ค. - อัยการนัดฟังคำสั่งคดีแกนนำ นปช.ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง วันที่ 10 มิถุนายนนี้

พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต นำตัว นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง 2 ผู้ต้องหาแกนนำเสื้อแดง พร้อมสำนวนคดีสั่งฟ้องแกนนำ นปช.ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกไปแต่ไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งให้พนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 10 สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาสั่งคดี

ภายหลังส่งสำนวนให้อัยการแล้ว นายจตุพร ใช้ตำแหน่ง ส.ส.ขอประกันต่อไป ส่วน นายอริสมันต์ ขอประกันตัวด้วยวงเงิน 5 แสนบาท โดยเมื่อวานนี้พนักงานสอบสวนได้นำตัว 4 ผู้ต้องหาแกนนำกลุ่มเสื้อแดง คือ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายชินวัตร หาบุญพาด นายณรงค์ ทรัพย์มณี และ นายสิรวิชญ์ พิมพ์กลาง พร้อมสำนวนคดีสั่งฟ้องไปส่งอัยการก่อนแล้ว

สำหรับคดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คน เมื่อพนักงานอัยการรับสำนวนแล้วได้นัดฟังคำสั่งคดี ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น.

อย่างไรก็ตาม ในวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน เวลา 10.00 น. แกนนำกลุ่มเสื้อแดงจะนัดรวมตัวกันเพื่อยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสำนวนคดีของพนักงานสอบสวน เพราะถือว่าเป็นการดำเนินการ 2 มาตรฐาน.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-05-26 12:10:14

พรรค...ใหญ่

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




เห็นใครก็ไม่-รู้ กลืนน้ำลาย เอาเท้าลูบหน้าตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากแกนนำพันธมิตรเคยพูดไว้ว่าจะไม่มีวันตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา

ที่ผ่านมา ก็เคยมีการโยนหินถามทางอยู่หลายครั้ง

ล่าสุดทั้ง 5 แกนนำออกมาบอกว่ามีแนวโน้มที่จะมีพรรคของตัวเอง

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อ้างว่าไม่เฉพาะแต่พันธมิตรในเมืองไทยเท่านั้น ที่สนับสนุน แม้แต่พันธมิตรที่อเมริกาก็เห็นด้วย

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ บอกเป็นนัยว่าจะทิ้งพรรคประชาธิปัตย์แน่ๆ ว่าจะต้องสถาปนาการเมืองใหม่ให้เกิดขึ้น

ขณะที่นายพิภพ ธงไชย บอกพรรคของพันธมิตรจะเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่มาจากมวลชนอย่างแท้จริง และจะนำประชาชนไปสู่ชัยชนะ

แต่ก็ไม่ได้ขยายความว่าชัยชนะที่ว่านั้นคืออะไร

นายสนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่าพรรค การเมืองใหม่นี้ จะเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ของพันธมิตร นอกจากพรรคการเมืองแล้ว จะตั้งมูลนิธิออกไปสอนประชาชนให้รู้จักการเมืองใหม่ด้วย

สำหรับแกนนำทั้ง 5 คนจะได้เป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับชาวพันธมิตรจะเป็นผู้กำหนด

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ซึ่งได้รับการสถาปนาให้เป็นประธานสภาพันธมิตรไปแล้ว บอกว่าผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะให้ตั้งพรรคการเมือง

แต่คนที่ไปไกลมากกว่าใคร เห็นจะได้แก่นายสุริยะใส กตะศิลา

นายสุริยะใสบอกว่าขณะนี้เล็งไว้แล้ว 3 ชื่อ และจะให้พันธมิตรโหวตทางเอเอสทีวีว่าจะใช้ชื่อไหนระหว่าง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เทียนแห่งธรรม และการเมืองใหม่

ไม่รู้ว่าจะให้โหวตผ่านเอสเอ็มเอส อีกหรือไม่(ฮา)

นายสุริยะใสยังประเมินออกมาเสร็จสรรพว่าถ้ามีการเลือกตั้ง พรรคจะได้ส.ส.ระบบสัดส่วนจากกทม.และภาคกลาง 10 คน รวมส.ส.เขตก็น่าจะได้ 20-30 คน

ขณะเดียวกันก็ออกมาขู่พรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่าถ้าหากกล้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 พันธมิตรก็พร้อมลงสู่ท้องถนน เพื่อขับไล่ประชาธิปัตย์เช่นกัน

ดูท่าจะเป็นพรรคการเมืองใหม่ ที่ยังไม่ทันไร ก็ใหญ่เสียแล้ว!?!

ยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร

ที่มา เดลินิวส์

พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรค ภูมิใจไทย ที่มีข่าวถูกยึดอำนาจขายข้าวโพดจาก กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และถูกตอกหน้าจากนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรื่องขายขาดทุน ยังไงก็เส้นแข็ง ไม่โดนปลด ไม่เหมือน ชาติชาย พุคยาภรณ์ ข้าวนอกนา ที่โดนเชือดพ้นเก้าอี้ รมช.เกษตรฯนั้น

ควรหันมาศึกษาปัญหาราคาพืชผลอย่างจริงจังได้แล้ว เพราะนอกจากข้าวโพด ที่กำลังไล่ตามมา คือ ข้าว โชคดีที่ปีที่ผ่านมา ข้าวราคาแพงกว่าทองคำ ตันละเกือบ 3 หมื่นบาทมั้ง ทำให้ชาวนาต้องเฝ้าท้องนา กลัวโจรปล้นข้าวเปลือกดื้อ ๆ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป

ไม่ได้ดูถูก แต่ถึงตอนนี้ รมว.พรทิวา ยังไม่ได้แสดงฝีไม้ลายมืออะไรเลย ส่วนหนึ่งอาจเพราะมือใหม่ อีกส่วน เวลาน้อย แต่ปัญหาพืชผลเกษตรไม่คอยท่า เป็นปัญหาทั้งเรื่องฤดูกาล ตลาด ผลผลิต และการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เหมือนวงจรอุบาทว์

พรทิวา อยากสร้างชื่อ ก็ต้องทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น

เมื่อไหร่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา-ชาวสวนดีขึ้น เมื่อนั้นรัฐมนตรีพาณิชย์ ก็เท่ากับประสบความสำเร็จในชีวิต วงจรสินค้าเกษตรนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่า (โคตร) ยาก ก็ไม่ผิดหรอก

สำคัญสุดคือต้องรู้เท่าทันทุกตัวสินค้า

อดีต รมว.พาณิชย์อย่าง ดร.อดิศัย โพธารามิก อยู่ที่นี่เกือบ 3 ปี ถือเป็นรุ่นพี่ที่สามารถให้คำแนะนำและ “สอนน้อง” ได้ หากรมว.พรทิวาต้องการ เชื่อว่า ดร.อดิศัย ไม่หวงวิชาแน่ แต่หากเขิน ก็ขอเสนอให้ไปขอหนังสือ พิชิตความสำเร็จ สไตล์ ดร.อดิศัย โพธารามิก มาอ่านตั้งแต่บัดนี้

เป็นพ็อกเกตบุ๊กที่ ดร.อดิศัย รวบรวมประสบการณ์และความรู้จากการทำงานมาเขียนบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ พิมพ์ขายด้วย น่าจะหมดแล้ว พอดีได้รับแจกมา 1 เล่ม เลยเก็บไว้เป็นเครื่องมือหากิน มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อไหร่ ก็ได้อ่านทวนความจำ

อย่างเรื่องข้าวโพดขาดทุนที่กำลังดัง ส่วนมากสินค้าเกษตรทุกตัวที่รัฐบาลอุ้มก็อยู่ในวงจรนี้ รับจำนำไว้สูง ขายออกราคาต่ำถึงต่ำมาก ตรงกับหัวข้อ รุกฆาต สินค้าเกษตร แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (มี 10 หัวข้อย่อยแน่ะ)

...เช่น กองทุน (ยุคนั้นก็ คชก.) รัฐบาลที่เข้าไปช่วยสนับสนุน ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ใช้แบบไม่มียุทธศาสตร์เลย (เอาเงินรัฐเข้าไปซื้อขาดทุนแล้วเก็บไว้จนเน่า) ผมต้องใช้วิธีการคล้าย ๆ กันทั้งหมด ต้องทำไม่ให้เกิดการผูกขาด (รายเดียวประมูลได้หมด) ต้องทำให้การแข่งขันเกิดขึ้นทุกระดับ

หรือ....ถ้าเราต้องการให้ราคาสินค้าขึ้น เราต้องทำให้เกิดการแข่งขัน เช่น เกษตรกรต้องมีคนมาแข่งกันซื้อสินค้า ไม่ใช่ว่าโดนวิธีการที่ทำให้เกิดการจำยอมต้องขายก่อน ภาษาเกษตรกร เรียกว่า ตกเขียว

มีการตั้ง “operation room” หรือ “วอร์รูม” ดูแลพืชผลเกษตร เป็นครั้งแรก เพื่อให้รู้ทั้งราคา ปริมาณผลิตของจริง เช่นอำเภอไหนปลูกข้าวประเภทอะไร เริ่มปลูกไปได้เท่าไหร่แล้ว สุกหรือยัง เก็บเกี่ยวหรือยัง มีปริมาณเท่าไหร่ สินค้าเกษตรอื่นก็ทำแบบเดียว ทำให้รู้ข้อมูลหมด ก็ไม่รู้ตอนนี้เลิกไปหรือยัง???

ข้อมูลที่ถูกต้อง ก็นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง นั่นแหละ

สมัย ดร.อดิศัย ทำให้ข้าวส่งออกมากเป็นประวัติการณ์ ตัว ดร.เองได้แหนบทองคำจากสมาคมผู้ส่งออกข้าว เพราะมีการจัดระเบียบข้าวหอมมะลิ จนสร้างประวัติศาสตร์ให้ราคาข้าวเกวียนละหมื่นสำเร็จ

ทำการบ้านให้หนัก ศึกษาจาก ดร.อดิศัย แล้วเก็บน้ำตาไว้เถอะ ประชุม ครม.นัดต่อไป จะได้ไปต่อกรกับ กอร์ปศักดิ์ และ อภิสิทธิ์ ได้ ไม่ถูกเคี้ยวเอื้องง่ายดายเหมือนที่ผ่านมา.

ดาวประกายพรึก

รถเมล์ดังเหล้าเงียบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_8484

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"เขียว-เหลือง" ไม่ใช่แท็กซี่มิเตอร์

แต่เป็นสีเสื้อใหม่ของค่ายการเมืองภายใต้ยี่ห้อม็อบพันธมิตรฯที่กำลังจะก่อกำเนิดขึ้นเพื่อ "ขายฝัน" การเมืองใหม่

ท้าเดิมพันพรรคต่ำสิบหรือต่ำห้า

ที่น่าสนใจ โดยสีเขียวที่เพิ่มเข้าไปผสมสีเหลืองนัยว่า เป็นพรรคที่สะอาดปราศจากนักการเมืองขี้ฉ้อ แต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯที่ยังไม่ได้แวบไปพักฟื้นที่สหรัฐอเมริกา ขึ้นเวทีประกาศแนวทางล่วงหน้า

ตั้งเป้าระดมเงินบริจาคจากสมาชิกขั้นต่ำคนละ 100 บาทต่อเดือน ถ้ามีสมาชิก 1 ล้านคน จะได้เงินเข้าพรรคปีละ 1,200 ล้านบาท


ตัวเลขกลมๆทุกฉบับตรงกัน นักข่าวไม่ได้หูฝาด

พรรคใสสะอาดในอุดมคติการเมืองใหม่ ยังใช้เงินเบื้องต้นอย่างต่ำปีละ 1,200 ล้านบาท มันก็ไม่ต้องพูดถึงพรรคการเมืองตามวิถีธรรมชาติปกติของนักเลือกตั้งอาชีพ จะใช้เสบียงมากมายก่ายกองขนาดไหน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจกับคิวตุนกระสุนดินดำ


โดยเฉพาะค่ายที่ต้องใส่ปุ๋ย "เร่งโต" อย่างพรรคภูมิใจไทย ในฐานะหอกข้างแคร่ที่ตีคู่ขึ้นมาหายใจรดต้นคอประชาธิปัตย์

วัดกำลังกันระหว่างเขี้ยวโง้งกับเขี้ยวลากดิน

ภายใต้เดิมพันบิ๊กโปรเจกต์รถเมล์เช่าเอ็นจีวีของกระทรวงคมนาคม โครงการปลุกปั้นของกลุ่มเพื่อนเนวินที่ยังยื้อรอเคาะโต๊ะใน ครม.


แต่นาทีนี้ต้องยอมรับว่า กระแสเข้าทางนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณชายสะอาดของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทั้งวุฒิสมาชิก นักวิชาการไปยันสื่อมวลชน ออกมารับมุกกับการแตะเบรกรถเมล์เช่าเอ็นจีวี

ช่วยกันตีปี๊บ รัวกลอง ดักทางพวกจ้องกินหัวคิว


แม้แต่ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยก็ออกมาร่วมด้วยช่วยกันขวางคอ เพราะต้องตีกันกระสุนลอตใหญ่ไหลไปอยู่ในคลังแสงของค่ายคู่แข่งอย่างพรรคภูมิใจไทย

แย่งเจาะฐานใหญ่ภาคอีสานกับภาคเหนือ

กลายเป็น "ผ้าป่า" สามัคคี สหบาทา ต่างฝ่ายต่างยื่นขาเสียบสกัดบิ๊กโปรเจกต์รถเมล์เช่าเอ็นจีวีของกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยที่ "อภิสิทธิ์" ไม่ต้องออกแรงมากมาย


แต่จะใจถึงขนาด "หักดิบ" กันเลยหรือไม่ ยังมีเวลาวัดใจ หยั่งเชิงกันอีก 10 กว่าวัน

เอาเป็นว่า ถ้ารถเมล์เช่าเอ็นจีวีเบรกแตก รัฐบาลกระเทือนแน่ แต่แรงตกกระทบก็คงจะไปตกหนักอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย

เงินก็ไม่ได้ แถมมีมลทินติดตัว

ทั้งหมดทั้งปวง โดยลูกเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์ อาศัยเหลี่ยมเด้งเชือก ผลักค่ายภูมิใจไทยไปอยู่กลางเวที ท่ามกลางสปอตไลต์ฉายส่อง

เหยียบบ่าเพื่อน โหนกระแสโปร่งใส

แถมยังได้โอกาสตัดท่อน้ำเลี้ยง เตะตัดขา "หอกข้างแคร่" อย่างพรรคภูมิใจไทย

ตีกินทีเดียวสองเด้ง

นี่แหละเรื่องของต้นทุนทางสังคมที่มันแข่งกันไม่ได้

ทั้งๆที่เบื้องลึกเบื้องหลังมันก็ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ โดยความจำเป็นในการสะสมเสบียงเลือกตั้ง

มันก็ต้อง "มือหนัก" ด้วยกันทั้งนั้น


โดยเฉพาะพวกที่ลุ้นเดิมพันเป็นแกนนำจัดรัฐบาล คั่วเก้าอี้นายกฯ

ประชาธิปัตย์ไม่มีทาง "จับเสือมือเปล่า" ได้

เงียบๆไม่ค่อยเป็นข่าวซักเท่าไหร่ กับปมเงินก้อนใหญ่จากรายการซิกแซ็กภาษีเหล้าขาวที่ในวงการน้ำเมากำลังโวยวายมาตรฐานการขยายเพดานภาษีบาปเหล้าเบียร์ของรัฐบาล

ถึงขั้นที่ทายาทเบียร์สิงห์ตระกูลดัง ออกมาตั้งฉายาประชาธิปัตย์

"ลูกจ้างโรงเหล้า"

เอื้อให้นายทุนเหล้าขาวโกยส่วนต่างภาษีหลายพันล้านบาท

นี่แหละ คลังกระสุนใหญ่เลย.

"ทีมข่าวการเมือง" รายงาน

สนธิลั่น “ที่ผมไม่ตายเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ผมตาย”

ที่มา ประชาไท

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระหว่างการปราศรัยในงานรำลึก งานรำลึก 193 วัน 1 ปีการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สนามกีฬาหลัก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อ 25 พ.ค. (ที่มาของภาพ: ASTVผู้จัดการออนไลน์)

สนธิ ลิ้มทองกุลเผยนั่งดูพาเหรดแล้วน้ำตาซึม เพราะสู้มาเกือบ 4 ปี ไม่นึกว่าจะมีคนบ้ารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มากถึงเพียงนี้ ขอให้เชื่อไปเลยว่าพวกเราเท่านั้นทำให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดได้ ตั้งพรรคการเมืองเพราะต้องการสอนพรรคต่างๆ ให้รู้ว่านักการเมืองที่ดีนั้นต้องนักการเมืองพรรคพันธมิตรฯ ก่อนถามพรรคอื่นมีปัญญาเอาคนมาแบบนี้ไหม โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว แนะมวลชนหากท้อให้นึกถึงน้องโบว์-สารวัตรจ๊าบ ก่อนจบปราศรัยเชิญชวนพันธมิตรฯ ในสนามโห่ร้องแสดงพลังให้กับคนที่ดูทีวี "ที่ไม่ใช่พวกเรา" เห็นว่า "ของเราของจริง"

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 25 พ.ค.ในงานรำลึก “193 วัน 1 ปีการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สนามกีฬาหลัก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นปราศรัย หลังจากที่พันธมิตรฯ ผู้เข้าร่วมงานได้มีมติเอกฉันท์ในการจัดตั้งพรรคการเมือง โดยมีรายละเอียดดังนี้

พี่น้องเอ๊ย พี่น้องเอ๊ย 100 กว่านัดพี่น้องเอ๊ย พี่น้อง วันที่ 17 เมษายน เป็นวันที่พี่น้องต้องรู้ว่า 193 วันของพี่น้องนั้นมันทำให้คนกลัว ทำไมเขาต้องยิงผม เพราะเขาเข้าใจผิดอย่างสาหัสสากรรจ์ ว่าถ้าผมตายไปแล้วกระบวนการพี่น้องต้องล่มสลาย นี่เป็นความคิดของคนที่ไม่เคยเข้าใจการตื่นขึ้นมาของภาคประชาชนครับพี่น้อง เขาไม่เคยเข้าใจว่า พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ผ่าน 193 วันมานั้น ผ่านมาได้มิใช่เพราะโชคช่วย แต่ผ่านมาได้เพราะจิตใจอันเข้มแข็ง ผ่านมาได้ไม่ใช่จิตใจอันเข้มแข็งอย่างเดียว ผ่านมาได้เพราะพี่น้องมีความเชื่อมั่น และศรัทธาในสิ่งที่พ่อแม่พี่น้องทำ ถ้าไม่เชื่อมั่นและศรัทธาแล้วจะมานั่งตากฝนเหมือนคนบ้าอย่างนี้ได้อย่างไร

พี่น้องเอ๊ย ผมอยากให้ศัตรูเรา หรือคนที่ไม่ชอบเรา นั่งดู ASTV แล้วฟังเสียงพี่น้องตอบผม พี่น้องเอ๊ย... ถ้าเขาฟังเสียงพี่น้องแค่นี้ไม่ออก ถ้าบ้านเขามีผนังก่อด้วยอิฐ ก็ขอความกรุณาเอาหัวโขกผนังให้ตายห่าไปเลย

ผมมาที่นี่เมื่อบ่าย 3 โมงกว่า 4 โมงเย็น ผมนั่งดูขบวนพาเหรดของพ่อแม่พี่น้อง ขบวนแล้วขบวนเล่า ผมน้ำตาซึม เพราะผมมองย้อนหลังไปวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2548 ของการจุดเทียนเล่มแรกที่หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ ผมไม่เคยคิดว่า 3 ปีกว่าเกือบ 4 ปีกว่า จะมีคนบ้ารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มากถึงเพียงนี้ครับพี่น้อง

เทียนเล่มแรกที่จุดขึ้นมา มันถูกจุดผ่านต่อไป ต่อไป ตั้งไม่รู้กี่เล่ม จากเปลวไฟเล็กๆ ของขี้ผึ้งแท่งเล็กๆ รวมกัน หลอมยิ่งกว่าเทียนพรรษา กลายเป็นแสงสว่าง แสงสว่างแสงเดียวเท่านั้นพี่น้อง แสงสว่างแสงเดียวเท่านั้นที่สามารถจะส่องให้ประเทศไทยที่มืดมิดนั้น กลับมาสว่างได้ และพี่น้อง ขอให้จำไว้ ชาติบ้านเมืองถ้าจะอยู่ได้จากนี้ต่อไป อยู่ได้เพราะน้ำตา หยาดเหงื่อ ความตาย พิการ และกระสุนที่ผ่านสมองผมไป และก็พ่อแม่พี่น้องทุกคน พวกเราเท่านั้นที่จะทำให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดได้ พี่น้องครับ ขอให้เชื่อไปเลย ขอให้เชื่อไปเลย ขอให้เชื่อไปเลย

ผมพูดเมื่อวานนี้ที่ ม.รังสิต ผมบอกว่ายังไง ผมบอกว่า วันที่ 17 ถ้าผมตายไปแล้ว ทุกอย่างสำหรับผมมันเป็นเรื่องความว่างเปล่าไปหมดแล้ว บุญคุณความแค้นก็หมดไป ชีวิตนี้จะไปผุดจะไปเกิดที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วแต่กรรมเวรที่ทำ แต่มันสอนอะไรผม มันสอนอะไรพี่น้อง มันสอนสิ่งที่ผมพูดตลอดเวลาใช่ไหมพี่น้อง ว่า พ่อแม่ครูอาจารย์บอกว่าชีวิตมีแต่ความว่างเปล่า มันว่างเปล่า มันว่างเปล่า แต่ทว่าถ้าเราทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน เมื่อเราทำแล้วความว่างเปล่ามันก็หมดไป มันจะเป็นอานิสงส์ให้กับตัวเราส่งผลถึงลูกถึงหลาน และเป็นอานิสงส์ให้กับบรรพบุรุษเราทุกคน ด้วยเหตุนี้พี่น้อง นี่คือ เหตุผลว่าทำไมพี่น้องต้องมานั่งแบบนี้ ตากฝนให้เปียก วันนี้ผมยังไม่หายดี ผมยังมีอาการวูบ หน้ามืด เวลาจะนอนต้องเอาก้นนั่งบนเตียงแล้วนิ่งๆ สักพักหนึ่งให้เลือดไหลขึ้นไปสู่สมอง พอจะนอนเอาศอกยันลงไปก่อน ให้สถานภาพร่างกายมันมีเสถียรภาพ แล้วค่อยๆ เอนหัวลงไป พอหัวถึงหมอนแล้วเหนื่อย พลิกตัวทีหนึ่งหน้าก็ยังมืดอยู่ แต่มันอยู่ที่นอนไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตพวกเรา พ่อแม่พี่น้องครับ วันนี้พ่อแม่พี่น้องรอบสนามนี้จนกระทั่งอยู่ข้างนอก กำลังพิสูจน์ให้โลกเห็น พี่น้องอย่าไปภูมิใจนะว่าสิ่งที่พี่น้องทำนั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ไทย ไม่ใช่ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก พ่อแม่พี่น้อง

ไม่มีอีกแล้ว อ.สมเกียรติ พูดมาแล้ว พี่พิภพพูดมาแล้ว พี่สมศักดิ์พูดมาแล้ว พี่ลองพูดมาแล้ว ไม่มี สง่างาม สมศักดิ์ศรี เหมือนผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แสดงว่าพี่น้องทุกคนมีพุทโธกำกับอยู่ในตัวตลอด พุทโธ พุทโธ พุทโธ เพราะเราทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสติเรา เราไม่เคยสติแตก ใช่/ไม่ใช่ พี่น้อง เราถูกฆ่าอย่างกับหมูอย่างกับหมา คนพิการ คนบาดเจ็บอีกเป็นร้อย ผมถูกยิงอย่างกับเป็นเป้าซ้อมยิงปืนของทหารอย่างนั้นล่ะ

แต่วันนี้ไม่มาไม่ได้ ถ้าไม่มา แล้วจะพี่น้องเอ้ย กับใครล่ะ พวกเราเอ้ย กันมาตั้ง 193 วันแล้ว พี่น้องเอ้ย

พี่น้องครับ เมื่อวานนี้ผมบอกพ่อแม่พี่น้องแล้ว ว่า ฉันทามติการตั้งพรรคการเมืองนั้น มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าพี่น้องตัดสินใจไปแล้วเหมือนอย่างที่เมื่อกี้ท่านประธานพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้หยั่งเสียงพ่อแม่พี่น้องแล้วว่า พี่น้องต้องการมีพรรคการเมือง ก็ต้องมีพรรคการเมือง แต่พี่น้องจำคำพูดผมเอาไว้ การยกมือ ลุกขึ้นยืน ปรบมือให้กับการเกิดของพรรคการเมืองนั้น มันเป็นเรื่องไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับพวกเรา พ่อแม่พี่น้อง พวกเราต้องรีบแต่ไม่ร้อน พี่น้องต้องจำเอาไว้ การลงทุนทำพรรคการเมืองเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยนั้น คือ การลงทุนทางปัญญาระยะยาว พี่น้องต้องพร้อม พี่น้องจะพร้อมหรือเปล่าครับ อย่าท้อใจ ถ้าเรามี ส.ส.เข้าไปน้อย หลายคนที่คัดค้านบอกว่า มี ส.ส.ก็ไม่มีทางที่จะเป็นรัฐบาลได้ เพราะจำนวนน้อยตั้งไปทำไม ถ้าพูดอย่างนี้ก็อุปมาอุปไมยเหมือนคนไม่ได้กินข้าวกันทั้งบ้าน แล้วบอกว่ามีจานเหลืออยู่จานเดียวจะกินข้าวไปทำไม การเมืองใหม่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องมี ส.ส.มาก ขอให้เราได้แสดงออกทางจิตวิญญาณพวกเรา

พี่น้องครับ ที่ผมไม่ตายเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ผมตาย เพราะพ่อแม่ครูอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บอกว่า สนธิ มึงยังต้องใช้กรรมอยู่ในแผ่นดินนี้ต่อไป

วันนี้มีพี่น้องที่ขอนแก่นเอาเงินจัดงานมาบริจาคให้ มีพี่สาวคนหนึ่ง อายุมากแล้ว คุณสนธิ ฉันเจ็บใจมันมาก มันหาว่าคุณสนธิจัดฉากยิง ผมบอกว่า ป้าอย่าไปกังวล ก็บอกมันสิยิงคนให้ตายมันง่ายกว่ายิงให้รอด แล้วมีกระสุนเม็ดหนึ่งฝังในหัว สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงพี่น้อง พี่น้องจำคำพูดผมเอาไว้ ผมให้สัมภาษณ์หลังจากที่ถูกยิง ผมพูดอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกผมบอกว่า ถ้าการที่ผมโดนยิงร้อยกว่านัด แล้วสามารถเรียกความเชื่อมั่นของคนไทยกลับมา ว่า ทำดีได้ดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มกัน ถ้าการเจ็บของผมครั้งนี้แล้วทำให้ประชาชนเชื่อ แล้วกลับมาทำคุณงามความดีกันอีก มันก็คุ้ม พี่น้อง เพราะว่าพวกเราเกือบจะไม่เชื่อแล้วใช่ไหมพี่น้อง ว่าทำดีได้ดี ผมก็ภาวนา ยกมือท่วมหัวถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ กราบขอบพระคุณความเมตตาของท่านและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วบอกว่า เห็นแล้วใช่ไหม พ่อแม่ครูอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่าลองอีกนะ มันเสียวไส้พี่น้อง

พี่น้องครับ ความสวยงามของพ่อแม่พี่น้องที่เดินขบวนมา พี่น้องคิดกันเอง ออกแบบทุกอย่างกันเอง ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น เกิดขึ้นหลายอย่าง จังหวัดเดียว ความคิดสร้างสรรค์ มีความหลากหลาย ชลบุรี พัทยามาด้วยชุดทิฟฟานี่ ตามด้วยสัตหีบเมืองติดทะเล มาด้วยชุดฮาวาย ใส่ฮูล่า แต่เลือกเอาป้าๆ ใส่ ไม่ได้เลือกเอาสาวๆ ใส่มา นครสวรรค์ เอามังกรที่ยาวมา แล้วใครก็ไม่รู้ช่างคิด สร้างรถคันที่ผมถูกยิงขึ้นมา แล้วแบกแล้วจุดประทัดไล่ เหมือนเสียงปืนเลย พี่น้องครับ เราสนุก เรามัน แต่เราเคยหยุดคิดไหมอยากให้พวกที่ดูเราอยู่ทาง ASTV พวกพรรคการเมืองอื่นๆ ดู ผมอยากจะถามพวกคุณ ว่า พวกคุณมีปัญญาเอาคนของคุณมาแบบนี้ไหม โดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเงินให้เขาเลยแม้แต่บาทเดียว ใช่/ไม่ใช่ พี่น้อง ใช่ไหมพี่น้องเอ้ย

แล้วมันมีพรรคการเมืองไหนพี่น้อง ที่มีประชาชนทั้งสวย ทั้งหล่อ ทั้งน่ารักแบบนี้ ไม่มีแล้ว น้ำอดน้ำทนก็เยอะ เหมือนพี่ลองพูด เหนื่อยเราก็ไม่เหนื่อย นี่เปียกเราก็ไม่กลัวเปียก ใช่/ไม่ใช่ พี่น้องครับ หัวใจพี่น้องมันทำด้วยอะไร พี่น้องเอ้ย หัวใจพี่น้องทำด้วยอะไรผมไม่รู้ แต่หัวใจพี่น้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พี่น้องเอ้ย

เขาบอกให้พูดต่อ ท่านอังคารยังไม่มา พี่น้องครับ ผมจะกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องก่อนจะจบการพูดครั้งนี้ เมื่อวานนี้พี่น้องที่ดู ASTV หรือเข้าประชุม รู้สึกว่าผมพูดมากไปหน่อยใช่ไหม เพราะว่ามันอึดอัดใจ พี่น้อง พี่น้องครับ ผมอดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงกระบวนการลอบสังหารผม ผมต้องพูด ผมไม่พูดไม่ได้

ที่เขาต้องยิงผม ข้อที่ 1.เพราะว่าเขาคิดว่าผมตายแล้วกระบวนการพี่น้องจะล่มสลาย ล่ม/ไม่ล่ม พี่น้อง (ไมล่ม) พี่น้องให้สัญญากับผม ว่าถ้าแกนนำคนใดคนหนึ่ง นี่ต้องลากเข้ามาร่วมด้วยไม่ใช่ผมคนเดียว เดี๋ยวจะไม่ยุติธรรม เป็นอะไรไปพวกเราต้องไม่ท้อใจ เปลี่ยนความแค้น เปลี่ยนความแค้นให้เป็นพลัง

พี่น้องครับ จำได้ไหมผมจะเป็นคนทำนายทายทักอะไรก่อนถูกต้องตลอดเวลา เขาต้องการจะสร้างการเมืองเก่าโดยที่เอานักการเมืองนำหน้า เอาทหารหนุนหลัง แล้วเขาพลิกเกม พี่น้อง เขาพลิกเกมเป็นว่า ข้อผิดพลาดของ ทักษิณ ชินวัตร คือ การจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ เขาถึงออกมาบอกว่า ทักษิณใช้ไม่ได้จาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ เขาคิดว่าเขาทำการเมืองโดยที่ไม่ไปแตะต้องสถาบันกษัตริย์ แล้วเขาจะร่วมกันโกงชาติกินบ้านกินเมือง ก็ไม่มีใครมาล้มเขา เขาเข้าใจผิดใช่ไหมพี่น้อง พี่น้อง ถ้าบ้านเมืองถูกโกงกินไปเยอะขนาดนี้ ชาติอยู่ได้ไหม ถ้าชาติอยู่ไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวอยู่ได้ไหม เห็นหรือยังพี่น้อง นี่คือ สัจธรรม ชาติต้องมั่นคง ชาติจะมั่นคงได้อย่างไร

เช่ารถเมล์ 4,000 คัน ยังแพงกว่าซื้อตั้ง 10 เท่า แล้วชาติจะมั่นคงได้อย่างไร พี่น้องใช่ไหม บ้านเมืองนี้เสาถูกกัดกร่อนไปแทบจะพังทลายไปแล้ว ปลวกแห่งการคอร์รัปชั่นมากัดกินจนกระทั่งบ้านมันจะพังอยู่แล้วพี่น้อง มันโกงมันกินกันแทบจะทุกกระทรวง มันไม่สนใจเลยว่าต้นทุนของแผ่นดินจะสูงแค่ไหน ชาติจะอยู่ได้หรือไม่ ขอให้กูโกงกินเข้ามา แล้วกูจะได้เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อเสียง กลับมามีอำนาจต่อไป มันเลวน้อยกว่าทักษิณหรือเปล่า พี่น้องตอบซิ เลวน้อยกว่าทักษิณหรือเปล่า

พี่น้อง ที่พี่น้องตัดสินใจตั้งพรรคการเมือง เพราะเราต้องการสอนพรรคการเมืองต่างๆ ให้รู้ว่านักการเมืองที่ดีนั้น มันต้องนักการเมืองพรรคของเรา ใช่/ไม่ใช่

พี่น้องครับ เมื่อมีการเมืองแล้ว ท้อใจเมื่อไรให้คิดถึงน้องโบว์ สารวัตรจ๊าบ เซ็งเมื่อไรให้คิดถึงแจ๊ค ที่ชุมพร ที่ขาขาดข้างหนึ่ง เบื่อเมื่อไร ให้คิดถึงลูกปืนที่อยู่ในหัวผม คิดถึงพวกเขา ระลึกถึงพวกเขา คิดถึงทุกๆ คนที่บาดเจ็บเป็นร้อยๆ คน แล้วตอบตัวเองว่า เฮ้ย กูเบื่อไม่ได้นะ กูเป็นหนี้บุญคุณคนพวกนั้น พี่น้องไม่ต้องมาเป็นหนี้บุญคุณผม เพราะผมเป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่พี่น้อง โทษฐานของผม ผมมีความผิดอยู่ตรงไหนพี่น้อง ความผิดผม โทษบานผม คือ ดันเป็นคนแรกที่จุดเทียนเล่มแรก ก็เลยต้องรับไป เมื่อจุดเทียนแล้ว พาพี่น้องเดินไปแล้ว เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว มันต้องเดินต่อใช่ไหมพี่น้อง พี่น้องพร้อมจะเดินต่อกับพวกผมหรือเปล่าพี่น้อง

พี่น้องครับ ก่อนผมจากไป กราบขอบพระคุณทุกจิตใจที่เป็นห่วงผมในวันที่ผมถูกยิง กราบขอบพระคุณน้ำตาทุกเม็ดที่ไหลออกจากเบ้าตา กราบขอบพระคุณโทรศัพท์ที่โทร.ถามข่าวคราวของผม ชีวิตนี้บอกพ่อแม่พี่น้องมาตั้งนานแล้วว่าเป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่พี่น้อง ที่พูดไม่ใช่หาเสียง เพราะคนอย่างสนธิไม่ต้องหาเสียงกับพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกราบขอบพระคุณบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทำให้ผมรอดชีวิต ในช่วงที่ถูกยิงนั้นสติอยู่กับตัว บอกกับตัวเองว่า ถ้าต้องตายไป เพราะลูกปืน ก็ขอให้ตายเพราะกรรมเก่า มาเอาไปเลย แต่ถ้าตายแล้วก็ขอให้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ อยู่รอดปลอดภัย ขอให้บารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วยคุ้มครองด้วย

พี่น้องทั่วสนามแสดงพลังให้กับคนที่ดูทีวีอยู่ที่ไม่ใช่พวกเราหน่อย ว่า ของเราของจริง พี่น้องเอ๊ย.... ขอบพระคุณครับพี่น้องครับ

โดยหลังนายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัยจบ ได้มีการเปิดเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา ซึ่งประพันธ์โดย จิตร ภูมิศักดิ์ โดยหน้าจอ ASTV เขียนว่า ขอสดุดีแด่ผู้เสียสละชีวิตและผู้บาดเจ็บ เพื่อปกป้องชาติ ราชบัลลังก์ และรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตระหว่างการชุมนุมเมื่อปี พ.ศ. 2551 ของพันธมิตรฯ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวานนี้ (24 พ.ค.) ระหว่างการประชุม สภาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินหน้าสู่การเมืองใหม่ ที่อาคารนันทนาการ มหาวิทยาลัยรังสิต นายสนธิกล่าวประเมินสถานการณ์ทางการเมืองว่า จากเหตุการณ์ 17 เม.ย.ที่ตนถูกลอบยิง เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่าการต่อสู้ของพันธมิตรฯ เดินมาถูกทางแล้ว ส่วนคำถามที่ตามมาเกี่ยวกับเรื่องการตั้งพรรคการเมืองว่าใครจะเป็นหัวหน้า พรรคการเมือง วันนี้ต้องขอฉันทานุมัติจากพี่น้องพันธมิตรฯ

นายสนธิกล่าวว่า พันธมิตรฯ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ พรรคการเมืองนั้นถ้าจะมีการตั้งก็จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้ของ พันธมิตรฯ ซึ่งพันธมิตรฯ มีเครื่องมือหลายอย่าง นอกจากพรรคการเมืองแล้วอาจมีมูลนิธิที่ออกไปให้ความรู้แก่ประชาชน ทั้งนี้ 5 แกนนำพันธมิตรฯ จะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพี่น้องพันธมิตรฯ เป็นคนเลือก ไม่ใช่ตั้งกันเองเด็ดขาด

นายสนธิยังเปรียบเทียบอีกว่า พรรคพันธมิตรฯ หากตั้งขึ้นมาก็เปรียบเสมือนพรรคกระยาจกที่มีผู้คุ้มกฎของพรรค ซึ่งถ้ามีพรรคพันธมิตรฯ 5 แกนนำก็อาจจะทำหน้าที่เพียงผู้คุ้มกฎเท่านั้น

นายสนธิกล่าวต่อว่า หากตนเองเสียชีวิตไปในวันที่ 17 เม.ย. ทุกอย่างก็เป็นเรื่องสมมติ เอเอสทีวีก็อาจต้องปิด แต่ที่พันธมิตรฯ ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ทุกวันนี้ก็เพื่อลูกหลาน ขอให้เข้าใจ กระสุนปืนหนึ่งร้อยกว่านัดที่ยิงใส่ตน เป็นเครื่องสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เป็นอันตรายต่อการเมืองระบอบเก่า โดยที่พรรคการเมืองระบอบเก่าอยากเห็นพันธมิตรฯ ใช้วิถีทางการต่อสู้บนท้องถนนเท่านั้น แต่อีกสักกี่ปีกี่ชาติถึงจะสำเร็จ อย่างไรก็ตาม การที่เราจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ฉันทานุมัติ

เป็นตายแล้วแต่ฟ้าลิขิต ถ้าจะตายนั่งเฉยๆ ก็ตายได้ คนเรามีทั้งคนรักคนเกลียด ถ้าไม่ต้องการให้ต่อสู้ระบบก็สุดแล้วแต่ฉันทานุมัติของพี่น้องพันธมิตรฯ แต่ขอย้ำว่าการต่อสู้ของพวกเราไม่เคยหลอกพี่น้อง และในวันนี้จำเป็นต้องถ่ายทอดสด เพื่อเป็นตัวอย่างให้พรรคการเมืองน้ำเน่าในปัจจุบันได้เห็นประชาธิปไตยทาง ตรงที่กำลังจะเริ่มขึ้น ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกนี้อีกแล้วนายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า พี่น้องพันธมิตรฯ ไม่ต้องเกรงว่า 5 แกนนำจะแปดเปื้อน เพราะ 193 วันที่ผ่านมา เราไม่มีอะไรที่จะให้แปดเปื้อนอีกแล้ว และอีกไม่กี่วันเราก็จะตายกันหมดแล้ว แต่ที่ยังคงอยู่คือต้องสนับสนุนคนดีให้การปกครองบ้านเมือง และสกัดไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง ขณะที่พันธมิตรบางส่วนก็เป็นห่วงและต้องการให้มีการตรวจสอบจากภาคประชาชน แต่หลังจากที่ตรวจสอบกันมาตั้งแต่ปี 2548 แล้วมีรัฐบาลไหนฟังบ้าง แล้วเราจะต่อสู้ในรูปแบบการเมืองข้างถนน ไปอีกนานเท่าไหร่ วันนี้เรายังยืนยันที่ใช้ธรรมนำหน้าในการต่อสู้ แต่ต้องเพิ่ม "พุทโธ" และ "พระอัลเลาะห์" นำหน้าอีกด้วย

นายสนธิกล่าวต่อว่า หากมีพรรคพันธมิตรต้องมีที่มาที่ไป มีประวัติศาสตร์ แต่การชุมนุม 193 วันก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์แล้ว ขณะที่พรรคการเมืองในวันนี้ส่วนใหญ่ถือเป็นการรวมตัวกันของพวกนักลงทุน ซึ่งไม่มีประวัติศาสตร์ แต่ขอให้เชื่อมั่นและศรัทธา ในเรื่องอุดมการณ์ของแกนนำทั้ง 5 คน การต่อสู้ทางการเมืองเป็นเรื่องยาวนาน และต้องอดทนอย่างสูง จึงขอให้พี่น้องให้พันธมิตรฯ ที่สนับสนุนการตั้งพรรค อย่าคาดหวังว่า ภายใน 2-3 ปีจะต้องประสบสำเร็จ อย่าเอาจำนวน ส.ส.มาตัดสินใจ แต่ขอให้นึกถึงญาติวีรชนหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นที่ตั้ง และถ้าตั้งพรรคจริงๆ เราจะระดมทุนจากการให้สมาชิกบริจาคเงินเข้าพรรค อาจจะเป็นคนละ 100 บาทต่อเดือน โดยเราจะไม่ใช้เงินเหล่านั้นมาซื้อเสียง แต่จะเอาไปสร้างเครื่องมือในการให้ความรู้และให้ปัญญาแก่ประชาชน

นายสนธิกล่าวต่อว่า สำหรับพี่น้องที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรค หากมีฉันทานุมัติจากพี่น้องส่วนใหญ่ให้ตั้งพรรค ก็ต้องต้องยอมรับ เพราะนี่คือประชาธิปไตยทางตรง พรรคการเมืองมี 2 ประเภท คือพรรคที่มีรากเหง้าคือพันธมิตรฯ และพรรคที่ไม่มีพรรครากเหง้าเหมือนพรรคการเมืองทั่วไปในปัจจุบัน และขอระบายความคับแค้นใจในรอบ 1 เดือนกว่า จึงขอพูดนานกว่าแกนนำคนอื่น

คาดว่าพี่น้องคงอยากทราบว่าใครเป็นลอบยิงผม แต่ขอยืนยันว่าเป็นฝีมือคนมีสี ส่วนจะจับใครได้หรือไม่นั้นไม่สำคัญ เพราะได้อโหสิกรรมไปหมดสิ้นแล้วนายสนธิกล่าว

ที่มา: เรียบเรียงจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ [1] [2]

คำนูณชูสนธินำพรรค เพราะมีส่วนผสมลงตัว จบนอก-เป็นนายทุนชั้นนำ-ศึกษาตะวันออก-คิดแหกกรอบ

ที่มา ประชาไท

คำนูณ สิทธิสมาน ชูสนธินำพรรคของพันธมิตรฯ เพราะมีส่วนผสมลงตัว จบนอก-เป็นนายทุนชั้นนำ-ศึกษาตะวันออก-คิดแหกกรอบ ชี้พันธมิตรฯ ขึ้นจุดสูงสุดของการเมืองภาคประชาชนแล้ว จากนี้ต้องทำพรรคการเมืองมวลชน โดยรักษาพื้นที่ภาคประชาชนคู่ขนาน หวัง ส.ส.มาจากปาร์ตี้ลิสต์ บางเขตน่าลุ้น ได้ 30 ก็พอใจแล้ว เคลียร์เรื่องสนธิเคยสัญญาไม่รับตำแหน่ง เป็นการแสดงออกในบริบทนั้นว่าทำเพื่อชาติ สุริยะใส กตะศิลา ยันสนธินำพรรค แต่เป้าหมายเดิมคือชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ย้ำกระบวนการตั้งพรรคพันธมิตรฯ มวลชนเป็นผู้ริเริ่ม แกนนำไม่เคยพูดบนเวที บอกแข่งประชาธิปัตย์ดีกว่าเผชิญหน้า นปช.-เพื่อไทย และพันธมิตรฯ จะทำให้ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งไม่ได้

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ในรายการคนในข่าว ทางโทรทัศน์เอเอสทีวี ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. นายเติมศักดิ์ จารุปราน ดำเนินรายการ โดยมีนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหา และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาร่วมให้ความเห็นกรณีการจัดตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ

คำนูณอัดบทวิเคราะห์คมชัดลึกไม่เนียน

นายคำนูณ ให้ความเห็นกรณีบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึกที่อ้างว่าพันธมิตรฯ มีการวางคนเป็นรัฐมนตรีไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยนายคำนูณกล่าวว่า เขาคงเขียนขำๆ แต่อาจจะเขียนได้ไม่เนียนพอ ไม่อยากจะไปว่าอะไรเขามาก ก็ดูเหมือนว่าจับว่า ใครที่อยู่ในแวดวงใกล้ชิดพันธมิตรฯ แล้วเอาไปจัดตามที่คิดว่าเหมาะสม คือถ้าเข้าใจสักนิดหนึ่ง ผมเป็น ส.ว. ผมไม่มีทางจะเกี่ยวข้องกับพรรคพันธมิตรฯ ได้ เป็นสมาชิกก็ไม่ได้เด็ดขาด ร่วมงานด้วยก็ไม่ได้ ลงสมัคร ส.ส.ก็ไม่ได้ ต่อให้ผมลาออกจาก ส.ว. ก็ต้องเว้นวรรคอีก 2 ปี ถึงจะมาลง ส.ส. ได้ ยิ่งเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้ เพราะคุณสมบัติรัฐมนตรีต้องไม่เป็น ส.ว. หรือพ้นจากตำแหน่ง ส.ว. ไปแล้ว 2 ปี พูดง่ายๆ ต้องเว้นวรรคสองปี เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ และไม่เคยอยู่ในความคิดด้วย

ที่พูดที่เขียนมาทั้งหมด ผมเขียนเรื่องนี้มาประมาณ 8 ครั้ง เขียนครั้งแรกเดือนสิงหาคม 2550 ก็คือความคิดของผม ตั้งพรรคไม่ใช่เพื่อไปเป็นรัฐบาลหรือไปจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีกัน แต่ถ้าทำพรรคก็คือเพื่อเข้าไปต่อสู้ผลักดันการเมืองใหม่จากในระบบ จากผ่านศูนย์กลางในการเมืองเก่า ผ่านวัตรปฏิบัติต่างๆ ผ่านกรรมวิธี ผ่านกลไกตามกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมมองเห็นว่าทำได้เยอะ

สุริยะใสมองบวก แสดงว่าพันธมิตรฯ ได้รับการสนใจ

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา กล่าวถึงบทวิเคราะห์ในคมชัดลึกว่า ถ้ามองเป็นด้านบวก ผมคิดว่าการขยับตัวครั้งนี้ของพันธมิตรฯ ได้รับความสนใจ ไม่ใช่แค่ปรกติ ข่าวชิ้นนี้คือไปไกลถึงขั้นคาดการณ์ว่าใครจะหัวหน้าพรรค หรือใครจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรคพันธมิตรฯ นั่นหมายความว่าการขยับตัวของเรา เจตนารมณ์ของบทความชิ้นนี้ซึ่งผมเห็นไม่ต่างจากคุณคำนูณ มันชี้ให้เห็นว่าเขาพยายามเอ็กซเรย์การขยับตัวครั้งนี้ของเราว่า สมมติว่าถ้าความเห็นส่วนใหญ่ให้ตั้งพรรคแล้วใครจะเป็นหัวหน้า แน่นอนเมื่อหัวหน้าพรรคเป็นใครก็ตาม ก็ต้องถูกชูเป็นว่าที่นายกฯ ก็อาจจะพุ่งเป้าไปที่นายสนธิ (ลิ้มทองกุล) และต้องไปดูตัวรัฐมนตรี ผมมองมุมแบบนี้นะ ส่วนจะไปรับงานมาหรือเปล่า หรือมีนัยยะกระแนะกระแหนขำๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ คือระหว่างบรรทัดมันก็ตีความได้อยู่แล้วว่าเจตนาก็ไม่ได้เป็นมิตรเสียทีเดียว

นายคำนูณ กล่าววิจารณ์บทวิเคราะห์ดังกล่าวอีกว่า เร็วไปสักนิดหนึ่ง คุณสุริยะใสยังเลือกเจ้าสาวไม่ได้เลย เขาไปเขียนเสร็จเลยว่ามีลูกกี่คน ลูกชื่ออะไรบ้าง เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

ยันแกนนำไม่มีวางตัว เรื่องตั้งพรรคริเริ่มจากมวลชน

นายเติมศักดิ์ ถามว่า แกนนำไม่เคยวางตัวใช่ไหมครับ นายสุริยะใส ตอบว่า ไม่มีหรอกครับ ผมเรียนคุณเติมศักดิ์ว่า แม้กระทั่งความคิดเรื่องพรรค ครั้งนี้เริ่มต้นจากข้างล่างจริงๆ หมายถึงว่าเริ่มต้นจากมวลชน ไม่เคยเข้าที่ประชุม 5 แกนนำ ชุมนุม 193 วัน เราเคยได้ยิน 5 แกนนำบอกตั้งพรรคหรือเปล่า ไม่มีนะครับ ยุติชุมนุมแล้ว 3 ธันวา หลังจากนั้น 3-4 เดือน ไม่เคยมีวาระเรื่องพรรคเลย แต่เป็นการเคลื่อนไหวของมวลชน ขององค์กรแนวร่วม จนกลายเป็นกระแส เป็นวาระ

งานเขียนของพี่นูน (คำนูณ) ก็อาจจะเป็นชิ้นหนึ่งที่มีการหยิบไปวิพากษ์วิจารณ์ หยิบไปวิวาทะกันในขบวน ซึ่งผมว่าดี ดีในแง่ที่ว่าเราหยุดชุมนุม แต่ว่าเราไม่พักคิด ไม่หยุดคิด เราก็คิดช่องทางใหม่ๆ ที่จะสู้ ที่จะยกระดับการต่อสู้ของเรา มันไม่ได้ออกมาเป็นแค่พรรคหรอก มันออกมามากกว่านั้น พรรคแค่เป็นทางหนึ่ง มากกว่านั้นคือ คำถามใหญ่ก็คือว่า การทำให้พันธมิตรเข้มแข็งและเป็นเจ้าภาพการเมืองใหม่ได้อย่างไร พรรคแค่ส่วนเดียวของภาพใหญ่ทั้งหมด ซึ่งเดี๋ยวเราคงได้คุยกัน

คำนูณเผยเรื่องตั้งพรรคเป็นความฝันส่วนตัว คิดมาก่อนรัฐประหาร 19 กันยา

นายเติมศักดิ์ถามนายคำนูณ ถึงบทความล่าสุดของนายคำนูณที่เขียนถึงการตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ และเสนอให้นายสนธิ เป็นหัวหน้าพรรค โดยนายคำนูณตอบว่า ทำใจไว้แล้ว ความเห็นท้ายบทความในอินเทอร์เน็ตก็มีทั้งบวกและลบ อาจพูดได้ว่า 70-30 ก็ผมยินดีรับฟังทุกความคิดเห็น และอย่างที่บอกว่า มันเป็นความฝันส่วนตัวของผม แต่ไม่อยากเรียกว่าความเพ้อฝัน ผมคิดผมเขียนเรื่องนี้อย่างที่ทราบคือตั้งแต่ปี 2550 และเขียนมาทั้งหมดรวมแล้ว ถ้าจำไม่ผิด 8 ครั้ง แล้วที่ทำเป็นรูปธรรมคือตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ตอนนั้นจะครบรอบ 1 ปี ของการจัดเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรนอกสถานที่ ก็คิดกันเล่นๆ แต่เอาจริงว่า เราจะทำเป็นมหกรรม และทำเป็นคล้ายๆ ว่า เป็นเรื่องเล่นๆ ว่า สมมติเราทำเป็นพรรคการเมือง พรรคการเมืองนั้นจะชื่ออะไร นโยบายว่าอย่างไร นี่ที่มาของพรรคเทียนแห่งธรรม ที่คิดว่าจะทำเป็นบทละคร แต่ว่าเป็นเหมือนจริง เป็นเซอร์ไพรส์

เพราะว่า ประเด็นหนึ่งคือว่า คุณสนธิเอง พันธมิตรฯ เอง วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเขามามาก ก็มีคนถามขึ้นมาว่า คุณก็ดีแต่วิพากษ์วิจารณ์นั่นแหละ ถ้าคุณเป็นรัฐบาลคุณจะอะไร ทำเป็นหรือเปล่า ซึ่งผมยืนยันว่าทำเป็น แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะว่าระบบไม่เปิดโอกาสให้ และในขณะนั้นคุณสนธิเองก็ไม่เคยคิดที่จะเข้าไปต่อสู้ในระบบ

ชื่นชมสนธิมีวัตรปฏิบัติต่างจากสื่อทั่วไป เพราะยืนหยัดอยู่ข้างความถูกต้อง

คงจะจำได้ว่า คุณสนธิเริ่มต้นจากการเป็นสื่อมวลชน แต่สื่อมวลชนแบบคุณสนธิ ก็คือมีวัตรปฏิบัติที่อาจจะแตกต่างจากสื่อมวลชนโดยทั่วไป คือคุณสนธิยืนยันว่าไม่เป็นกลางในความหมายอย่างที่สื่อมวลชนไทยหรือคนไทยจำนวนหนึ่งที่ยึดถือว่าเป็นกลางหมายถึงการให้คน 2 คน ได้มีเวลาพูดเท่าๆ กัน โดยไม่คำนึงถึงความถูกความผิด สื่อมวลชนของคุณสนธินั้นคือการยืนหยัด ยืนอยู่ข้างความถูกต้อง การตัดสินใจของคุณสนธิจากสื่อมวลชนพัฒนามาเป็นผู้นำมวลชน ผมเข้าใจว่า คุณสนธิใช้เวลาตัดสินใจนานแล้วก็ถือเป็นรอยต่อครั้งสำคัญของชีวิต

ผมจำได้ว่า ได้เข้าไปกราบหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่คุณสนธินับถือ จากสื่อมวลชนพัฒนามาเป็นผู้นำมวลชน และเป็นผู้นำมวลชนต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 2 ปี ผมเห็นว่าขั้นตอนจากนี้ไป เป็นจังหวะก้าวสำคัญที่คุณสนธิจะต้องตัดสินใจและพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องพันธมิตรฯ เองก็จะต้องช่วยคุณสนธิตัดสินใจ

ผมเองที่เขียนเสนอความเห็นไปอย่างที่พูดคุยกับคุณสนธินั้น ผมต้องการพูดตรงไปตรงมาจากมุมมองส่วนตัว ส่วนการตัดสินใจจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของนายสนธิและพี่น้องประชาชนชาวพันธมิตรฯ แต่ผมเห็นว่าบางสิ่งบางอย่างมันอยู่ในใจของคนหลายคนแต่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเสนอแนะ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

ถามพันธมิตรฯ ขึ้นจุดสูงสุดแล้ว พ้นจากนี้จะทำอะไร

ผมกล้าที่จะถามตรงๆ ว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากนี้ไป สถานการณ์ที่คุณชุมนุมมาแล้ว 193 ผมก็ไปด้วยค่อนข้างเยอะวัน ทำมาแล้วทุกอย่าง มีโอกาสจะติดคุกติดตะราง จะขึ้นโรงขึ้นศาลกันอยู่ นี่คือการเมืองภาคประชานที่ผมเชื่อว่าขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว พ้นจากนี้ไปผมถามจริงๆ เถอะว่า พันธมิตรฯ จะทำอะไร

เริ่มต้นคุณสุริยะใส อยู่ ครป. องค์กรพัฒนาเอกชนก็ทำไป มีอะไรไม่เห็นด้วยก็แถลงข่าวกันที จัดสัมมนากันที ออกแถลงการณ์กันที พัฒนามาจนถึงขั้นคัดค้านรัฐบาล ขับไล่รัฐบาล ขับไล่รัฐบาลนี้ไป รัฐบาลใหม่มา ก็ขับไล่กันอีก รัฐบาลใหม่ไปก็ขับไล่อีก เราขับไล่นายกฯ มาแล้วกี่คน

193 วันพันธมิตรฯ ทำมาหมดแล้ว พ้นไปจากนี้จะเป็นกบฏ ซึ่งไม่ควร

ด้วยรูปการที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจในหมู่พี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการเห็นการชุมนุมในลักษณะที่เขาอาจจะมองว่าเป็นความรุนแรง แต่เหตุผลของการกระทำต่างๆ ของพันธมิตรฯ ก็มีอยู่ ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งประชาชนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ยอมรับและไม่ยอมรับ แต่จากนี้ไปคุณจะทำอย่างไรต่อไป พันธมิตรฯ จะทำอย่างไรต่อไปนี่เป็นเรื่องท้าทายมาก สมมุติว่าพันธมิตรฯ บอกว่ายืนยันในจุดเดิมว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วอย่างไร แล้วเขาจะแก้ไขกัน คุณสุริยะใสจะจัดชุมนุมอีก สนามหลวง อนุสาวรีย์ฯ เดินไปปิดหน้าสภาอีก หรือจะเดินไปที่ทำเนียบอีก แล้วจะปีนเข้าทำเนียบอีกหรือเปล่า หรือจะเดินไปที่หน้าสนามบินสวรรณภูมิอีก แล้วถึงเวลานั้นประชาชนส่วนข้างมากของประเทศ ที่เขาอาจไม่ได้รับข่าวสารที่ไม่ได้เป็นทางบวกกับพันธมิตรฯ เขาจะมีท่าทีอย่างไร เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แล้วพันธมิตรฯ จะแก้ไขอย่างไร

อันนี้ผมพูดตามตรงว่า การเมืองภาคประชาชน การตรวจสอบอยู่ข้างนอก การเป็นพลังถ่วงดุลอยู่ข้างนอก เป็นเรื่องสำคัญ ใช่ ผมยอมรับ เป็นเรื่องอุดมคติ เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่เราทำมา 193 วัน ถามเหอะว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้ทำอีก ผมอยากจะตอบว่า ถ้าพ้นไปจากนี้ คุณสุริยะใสต้องมีกองทัพของตัวเอง ดำเนินการจัดตั้งพรรคที่มีทั้งกองกำลัง ถ้าทำแบบนั้นก็เป็นกบฏ แล้วถามว่าประเทศไทยมันจะต้องไปสู่จุดนั้นหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ควร

แนะตั้งพรรคมวลชน และรักษาแนวรบภาคประชาชนคู่ขนาน

นายเติมศักดิ์ ถามว่า ในความเห็นของคุณคำนูณถ้าพันธมิตรฯ ตั้งพรรค พันธมิตรฯ ในส่วนภาคประชาชนต้องมีควบคู่กันไปไหม หรือต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

นายคำนูณ ตอบว่า ผมเขียนและยืนยันมาโดยตลอดว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เป็นพันธมิตรฯ ไม่ได้จะแปรสภาพไปเป็นพรรคพันธมิตรฯ แต่พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือจะชื่ออะไร แต่ชื่อนี้แหละดี ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประชาชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

แนวรบในรัฐสภาก็ถือว่าเป็นแนวรบหนึ่ง แนวรบในการเมืองภาคประชาชนที่จะขับเคลื่อนต่อไป คู่ขนานไปก็เป็นการขับเคลื่อนการเดินอีกด้านหนึ่ง ซึ่งผมถือว่าน่าจะเป็นจุดเสริมซึ่งกันและกันด้วยซ้ำไป เพราะว่าบางทีเวลาเราพูดถึงพรรคการเมือง จินตภาพของเราจะไปนึกถึง ถ้าภาษาการเมืองเขาเรียกว่า พรรคสภา ก็คือรวบรวมนักการเมืองเข้ามาหาเสียงเลือกตั้ง แล้วก็เข้าไปในสภา แล้วก็ต่อสู้แต่ในสภา แต่มันมีพรรคอีกประเภทหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า “Mass Party” หรือ พรรคมวลชน ซึ่งก็มีทั้งการต่อสู้ในสภา มีทั้งมวลชนที่สนับสนุนอยู่ ซึ่งอาจสนับสนุน ส.ส. และก็อาจจะขับเคลื่อนด้วยรูปการ การเคลื่อนไหวอื่นควบคู่กันไป และการคัดเลือกผู้สมัครก็ดี ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. คัดเลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่อะไรต่อมิอะไรก็ดี ก็จะต้องผ่านระบบจากมวลชนข้างนอกคัดสรรเข้ามาอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่ว่าหัวหน้าพรรคเป็นคนคัด หรือกรรมการบริหารพรรคเป็นคนคัด แล้วเอาญาติพี่น้องของตัวลงสมัคร เอาญาติพี่น้องของตัวเข้าไปนั่งในฝ่ายบริหาร ถ้าเผื่อในโอกาสที่จะได้เป็นฝ่ายบริหาร ตัวเองหมดวาระก็เอาลูกลงแทน เอาน้องลงแทน เอาพี่ลงแทน อะไรทำนองนี้นะครับ

ผมว่าถ้าเราเข้าใจคำว่า พรรคมวลชน ในความหมายที่เป็นจริงแล้ว การมีพรรคพันธมิตรฯ ไม่ได้แปลว่าเราสลายขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่เป็นการที่ต่อสู้ให้ครบเครื่อง หรือว่าคนเรามีสองมือ ก็ไม่จำเป็นต้องเอามือหนึ่งไพล่หลังหรือมัดเอาไว้ไม่ต่อสู้ เพราะเห็นว่ามือนั้นมันสกปรก หรือเราเห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก ไม่อยากให้ขบวนการที่มีอุดมคติสูงส่ง สะอาด เข้าไปเกลือกกลั้ว กลัวว่าความสกปรกนั้นจะทำให้เราเสียผู้เสียคนไป ผมคิดเห็นว่า อันนี้เห็นจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงการเมือง เราต้องมีอำนาจ และถ้าเราจะมีอำนาจ มันก็มีทิศทางที่มีช่องทางที่จะเข้าสู่อำนาจได้ไม่กี่ช่องทางหรอกครับ ช่องทางหนึ่งคือระบบรัฐสภา อีกทางหนึ่งก็คือการล้มระบบ การปฏิวัติ การรัฐประหาร ซึ่งเราไม่มีกองทัพ คงจะทำไม่ได้ หรือถ้าทำก็ผิดกฎหมาย ก็เป็นกบฏ แต่ถ้ากองทัพเขาทำมันก็ขึ้นอยู่อีกว่าเขาทำแล้วมันไปทางไหน มันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แย่ลงไป ผมคิดว่าบทบาทในช่วง 2-3 ปี 3-4 ปีมานี้ เราคงพอเห็นทิศเห็นทางบ้างพอสมควรแล้ว

สุริยะใสชี้เสื้อแดงมีขาในสภาและนอกสภา แต่เสื้อเหลืองยังไม่มี

นายเติมศักดิ์ ถามนายสุริยะใสว่า การเมืองภาคประชาชนกับการเมืองในสภา ถ้าพันธมิตรฯ ตั้งพรรคมันจะขัดแย้งสวนทางกันไหม หรือมันจะเสริมกัน นายสุริยะใสตอบว่า จริงๆ อาจจะไม่เคยมีประสบการณ์ที่จะชี้ถูกผิดได้ แต่ผมคิดว่าความพยายามอย่างที่คุณคำนูณพูด มันเป็นความพยายามที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในทางการเมือง

จริงๆ แล้วถ้าพูดอย่าง เดี๋ยวไปหาว่าให้เครดิตคุณทักษิณนะครับ จริงๆ พรรคเสื้อแดงมีทั้งขาในสภาและนอกสภา ในยามที่เขายุติการชุมนุม เขาก็หอบเอาประเด็นเข้าไปเล่นในสภา แต่เสื้อเหลืองไม่มีนะครับ ไม่มีพรรคเสื้อเหลือง แล้วก็พรรคในสภาฝ่ายปีกตรงข้ามคุณทักษิณก็ไม่มีงานมวลชนนอกสภา ประชาธิปัตย์ก็ไม่มีงานมวลชน งานมวลชนของพันธมิตรฯ ก็ไม่ใช่มวลชนของประชาธิปัตย์

ฉะนั้น ก็ดูเหมือนว่ากระดานทางการเมืองหรือพื้นที่ทางการเมืองเป็นกระดานของคุณทักษิณเสียส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่วันนี้สื่อก็ยังดูเหมือน กระแสเรื่องคุณทักษิณ กระแสของ นปช. ก็ยังแรงอยู่ ขนาดเสียแต้มมหาศาลในช่วงสงกรานต์ แต่เพราะเขามีขาในสภา บางประเด็นไปเล่นในสภาแล้วก็โน้มนำ แล้วก็ล่อเป้าให้ทางปีกรัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้ามเข้าไปเล่นตาม เช่นเรื่องคนหาย ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังไม่มีญาติใครมาร้องว่าญาติตัวเองหายในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ก็ไม่มีนะ บอกทหารฆ่าคนตายก็ยังไม่พบหลักฐานอะไร แต่ว่านายกฯ ต้องลงทุนไปให้การกับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยนายเติมศักดิ์ กล่าวแทรกว่า เสมือนหนึ่งเป็นจำเลย

จากนั้นนายสุริยะใส กล่าวต่อว่า ที่พูดนี้กำลังจะยืนยันว่า เขาได้สร้างรูปแบบการเคลื่อนไหว หรือการต่อสู้ ที่ขยายจากนอกสภาขาเดียวเข้าไปในสภา หรือขยายออกจากในสภาขาเดียวมานอกสภานี่เขาได้เปรียบ

เพราะฉะนั้นถ้าพันธมิตรฯ จะคิดว่าอย่างน้อยต้องจัดการกับระบอบทักษิณก่อน ก็ต้องคิดสูตรนี้ด้วย ต้องมีพรรคในสภา ส่วนจะจัดความสัมพันธ์กับนอกสภาอย่างไร ผมว่าเรามีเวลาคุยกัน มีสูตรมากมายที่จะทำ ที่จะคิดได้ แต่หลักการนี้ต้องผ่านก่อนว่า เรามิอาจปล่อยให้ใครก็ตามมาอ้างอำนาจแทนประชาชนแล้วไปตัดสินใจสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วเราต้องมาไล่เก็บไล่กวาดตลอดเวลา แต่สุดท้ายเรามีนักฉวยโอกาสคนใหม่เข้ามา มีทรราชคนใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา

ปี 49 กู้ชาติ ปี 51 สร้างชาติ เป็นที่มาของพรรคการเมืองใหม่ ภูมิใจที่มวลชนผลักดัน

นายเติมศักดิ์ถามว่า ตอนคุณสุริยะใสอยู่ในฐานะ ครป. เคยคิดจะตั้งพรรคการเมืองในแนวมวลชนเหมือนกัน นายสุริยะใสตอบว่า ในปี 2541 มีการตั้งคณะทำงานศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งพรรคการเมือง มีคุณสุวิทย์ วัดหนูเป็นผู้ประสานงานโครงการ มีพี่พิภพ ธงไชย มีคุณสมศักดิ์ โกศัยสุข คุณสาวิทย์ แก้วหวาน อาจารย์สมเกียรติ เราไปเดินสายพูดคุยมาใช้เวลา 4-5 ปี แล้วมาเจอกระแสเรื่องระบอบทักษิณ ก็เลยทำให้เราหยุดคิด เพราะว่าถ้าเรามาคิดพรรคในช่วงการต่อสู้ของพี่น้องพันธมิตรฯ เราจะถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมได้เราก็เลยหยุดไว้ก่อน เพราะเราคิดว่า เราต้องจัดการโจทย์เรื่องทักษิณก่อน เรื่องการเมืองหลังทักษิณ หรือเรื่องพรรค หรือการเมืองใหม่ค่อยมาคิดกัน

เผอิญเป็นโชคดีของการต่อสู้ปี 52 ปี 49 เราพูดแต่เรื่องการกู้ชาติ แต่ 52 นี่คือเราพูดเรื่องสร้างชาติ พอเราพูดเรื่องการสร้างชาติหรือสร้างการเมืองใหม่ เราคิดแล้วจะสร้างอย่างไร เราไปฝากประชาธิปัตย์ เราก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ค่อยได้เรื่อง ใช่ไหมฮะ เราต้องคิดว่าเราจะทำอะไรได้มากกว่านี้หรือเปล่า ที่มาของคิดเรื่องพรรคการเมืองใหม่ ผมคิดว่าผมภาคภูมิใจอยู่อย่าง ครั้งนี้มันกระตุ้นจากข้างล่างนะ ผมยืนยันว่ากระตุ้นจากข้างล่าง ไม่เคยมีการชี้นำจาก 5 แกนนำทั้งบนเวทีที่ทำเนียบ ที่มัฆวานหรือที่ไหนก็ตาม ไม่เคยมี ไปดูเถอะนะครับ ถ้ามีก็อาจจะหลุดไปเป็นความเห็นเล็กๆ น้อยๆ ส่วนตัว แต่ว่าเป็นเรื่องเป็นราวหรือเข้าสู่การประชุม 5 แกนนำอย่างเป็นวาระ ผมเรียนเลยว่า ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว

คำนูณเคลียร์เรื่องสนธิสัญญาไม่รับตำแหน่ง เป็นการแสดงออกในบริบทนั้นว่าทำเพื่อชาติ

นายเติมศักดิ์ถามนายคำนูณว่า ข้อห่วงใยอันหนึ่งคือส่วนใหญ่คนที่สนับสนุนให้ตั้งพรรคของพันธมิตรฯ บางคนก็กังวลเรื่องการที่คุณสนธิจะมาเป็นหัวหน้าพรรค จะเหมือนเป็นการกลืนน้ำลายหรือตระบัดสัตย์หรือเปล่า

นายคำนูณ กล่าวว่า ก็ต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งว่าคุณสนธิเคยพูด ถ้าจำไม่ผิดตั้งแต่ปลายปี 2548 แล้วว่า ในการต่อสู้ออกมาขับไล่คุณทักษิณ ชินวัตรนั้น ไม่ได้กระทำไปเพื่อหวังตำแหน่ง หวังลาภยศ สรรเสริญใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ถ้าเผื่อว่าพบว่าไปรับตำแหน่งอะไร ก็คล้ายๆ กับว่า ให้ประชาชนมาถ่มน้ำลาย เจอที่ไหนก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าได้เลย เอารองเท้าตบหน้าได้เลย ผมเข้าใจว่าในบริบทนั้นก็เป็นความจริงใจของคุณสนธิที่ต้องการอย่างนั้นจริงๆ ว่า เป็นการแสดงออกว่าในการต่อสู้นั้นไม่ได้หวังอะไร หวังเพื่อส่วนรวม หวังเพื่อประเทศชาติแต่เพียงอย่างเดียว ณ นาทีนั้น ณ เวลานั้น ณ บริบทนั้น

แต่จากนั้นมาคุณสนธิก็ให้คำมั่นสัญญาที่สำคัญอีกหนึ่งคำมั่นสัญญาก็คือว่า ชีวิตนี้จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าคำมั่นสัญญาทั้ง 2 ประการ มีความสำคัญที่เท่าเทียมกัน

ผมเองมีพื้นความรู้ทางธรรมะอาจจะไม่สูงส่งนัก และผมคิดว่าในประเด็นก่อนวันที่คุณสนธิจะตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพตัวเองจากสื่อมวลชนมาเป็นผู้นำมวลชน จำได้ว่าปลายปี 2548 นั้น ก็ใช้เวลาคิดอยู่นาน และก็ต้องไปกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์คือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ผมคิดว่า ณ นาทีนี้ ณ เวลาที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเผื่อคุณสนธิตระหนักดีว่า การจะยืนหยัดปกป้อง ต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นำความพัฒนาการที่ยั่งยืนมาสู่สังคมไทยในช่วงวิกฤตินี้ ถ้าเดินบนถนนสายเดิมต่อไปแล้วหนทางค่อนข้างจะไปได้ยาก จำเป็นจะต้องมีถนนสายใหม่เพิ่มเข้ามาเสริม ในขณะเดียวกันก็มีคำมั่นสัญญาเก่าที่คุณสนธิเคยให้ไว้ ผมเชื่อมั่นว่าคุณสนธิ จะต้องตัดสินใจได้ ถ้าคุณสนธิยังไม่สามารถจะตัดสินใจได้ สมาธิ จิตใจ ของคุณสนธิในช่วง 2-3 วันนี้ จะเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และผมเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น คุณสนธิเป็นศิษย์ที่มีพ่อแม่ครูอาจารย์ มีพระสงฆ์หลายรูปนั้น ท่านก็น่าจะขอความเห็น ขอความกระจ่างในทางธรรม ว่าในสถานการณ์ที่ดูเหมือนมันยังขัดแย้งกันอยู่ ระหว่างเป้าหมายสูงสุดกับคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น มันจะหาทางอย่างไร

เชื่อหากสนธินำพรรค คงยอมให้คนเอารองเท้าตบ-ถ่มน้ำลายรด

ที่ผมพูดอย่างนี้ คือผมไม่อยากจะพูดอะไรว่า พูดเมื่อวันนั้นเป็นบริบทหนึ่ง แต่สถานการณ์วันนี้อาจจะเป็นอีกบริบทหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่ามีความสามารถจะอธิบายได้เยอะ แต่ผมเชื่อว่าไม่อยากจะพูดอย่างนั้น อยากจะพูดว่าก็เป็นความตั้งใจ ณ สถานการณ์นั้น แต่เมื่อตั้งใจแล้ว เมื่อลั่นวาจาไปแล้ว วาจานั้นก็ไม่สามารถจะคืนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ความตั้งใจที่ผมอาจจะถือว่าเป็นเป้าหมายที่สูงส่งที่สุดก็คือ การยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความคิดที่จะสร้างการเมืองใหม่นั้น ซึ่งเป็นคำประกาศที่เกิดขึ้นภายหลัง ถ้าสถานการณ์ ณ วันนี้ มันเดินมาถึงจุดที่ว่า หากมีพรรคการเมืองและลงไปนำพรรคการเมืองเอง มันจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ที่ผมเรียกว่าปรากฏการณ์สนธิ ให้เกิดขึ้นมาอีกหนึ่งครั้งหรือสองครั้ง แล้วเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การเมืองไทยเดินหน้าไปสู่มิติใหม่ แม้อาจจะไม่สำเร็จในชั่วชีวิตของคุณสนธิ แต่มันจะเป็นการขยับขับเคลื่อนครั้งสำคัญ ระหว่าง 2 สิ่งที่มีความขัดแย้งกันอยู่นี้

ด้วยความเคารพ ตนไม่เคยพูดกับคุณสนธิ ถ้าคุณสนธิตัดสินใจ แล้วมีพี่น้องประชาชนยึดมั่นในคำสัญญาของนายสนธิ เมื่อปลายปี 2548 ชนิดคำต่อคำตรงตามลายลักษณ์อักษรโดยไม่พิจารณาอย่างอื่น เขาจะเดินหน้าเข้ามาขอถุยน้ำลายใส่คุณสนธิ ขอถอดรองเท้าขึ้นมาตบคุณสนธิ ผมเชื่อว่าคุณสนธิ ถ้า ณ วันนั้นตัดสินใจแล้ว ก็คงจะยอมให้พี่น้องประชาชนทำอย่างนั้น

สุริยะใสชี้สนธินำพรรคเพราะสู้แบบเดิมไม่ได้ แต่เป้าหมายเดิมคือชาติ ศาสน์ กษัตริย์

นายเติมศักดิ์ ถามนายสุริยะใสเกี่ยวกับ บทบาท 5 แกนนำ โดยเฉพาะนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับตำแหน่งในพรรค นายสุริยะใส กล่าวว่า หากวันนี้คุณสนธิบอกว่า ผมหยุดแล้ว ผมคิดว่าภารกิจจบแล้ว ผมพอแล้ว นั่นแหละถึงสมควรวิพากษ์วิจารณ์และต่อว่าคุณสนธิ แต่สมมติว่าถ้ามวลชนเรียกร้องให้คุณสนธิเป็นหัวหน้าพรรค และคุณสนธิบอกว่าพร้อม และมีบางกระแสบอกว่าเปลี่ยนคำพูด หรือผิดสัจจะวาจา ผมว่าประเด็นอยู่ที่ว่าเราเปลี่ยนเพื่ออะไร

ผมคิดว่าจริงๆ แล้ว ไม่ได้เปลี่ยนเลย เป็นเพียงแต่ว่าเป็นความตั้งใจอีกแบบหนึ่งของที่คุณคำนูณพูด ไม่ต้องอธิบายกันมาก คือสถานการณ์มันเปลี่ยนตลอดเวลา วันหนึ่งเราปักใจเชื่อว่าเราสู้แบบนี้แล้วเราจะชนะ แต่ว่าในสนามการต่อสู้ใหม่ มันสู้แบบเดิมไม่ได้ แต่เป้าหมายยังเป้าหมายเดิม ไม่ได้เปลี่ยนเป้าหมายเลย เป้าหมายคือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มันยังอยู่ มันไม่ได้เปลี่ยน ผมคิดว่า ให้เราดูเป้าหมายว่า เขาเปลี่ยนเพื่ออะไร อย่าไปคิดแค่ว่าเคยพูดอย่างนั้น เคยพูดอย่างนี้ จริงๆ การรักษาสัจจะวาจาเป็นเรื่องที่ดีงาม ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่คุณสนธิต้องอธิบาย และต้องอธิบายให้มากว่า ถ้าวันนี้ต้องตัดสินใจจะเข้ามาทำงานการเมือง จะอยู่ในตำแหน่งไหนก็ตามของพรรค ถ้าสมมติว่ามี หรือสมมติมวลชนไว้วางใจให้พี่สนธิเป็นแกนนำในพรรค หรือถึงขั้นหัวหน้าพรรคก็แล้วแต่ คุณสนธิต้องอธิบาย

แต่สำหรับผมแล้วนี่ ผมเห็นมามาก พันธมิตรฯ สู้กันมา ปี 49 ปี 51 พอเราไปชุมนุมที่สุวรรณภูมิเพราะเราถูกฆ่านะครับในเหตุการณ์ 7 ตุลา และก็ระเบิดลงทุกวัน หลายคนมาบอกว่าผมไม่เอาพันธมิตรฯ แล้ว ผมรับไม่ได้กับการชุมนุมหน้าสุวรรณภูมิและดอนเมือง ตรงนั้นต่างหากที่ผมเรียกว่าเปลี่ยน

ผมว่าจะปิดถนนหน้าสภา หรือชุมนุมที่ดอนเมือง หรือสุวรรณภูมิก็ตาม คือเป้าหมายเดิม คือการขับไล่รัฐบาลทรราช และปกป้องชาติ-ราชบัลลังก์ ผมสนใจที่เป้าหมาย แต่ผมไม่ได้บอกว่า support วิธีการ หรือสนับสนุนวิธีการที่ไม่ชอบหรือไม่มีเหตุผลอะไร ผมก็ยังยืนยันว่า ถ้าคุณสนธิสนใจและคิดจะทำงานการเมือง และผมก็ไม่เคยคุยกับคุณสนธินะครับ และคุณสนธิก็ไม่เคยปริปากในที่ประชุมเลยว่าผมจะมาทำ และผมจะมาเป็นหัวหน้าไม่มีเลย ไม่เคยพูดเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณสนธิต้องอธิบาย

สุริยะใสบอกสนธิทำพรรคเหนื่อยกว่าเป็นแกนนำหลายเท่า

นายคำนูณ กล่าวว่า อย่าไปคิดว่า สมมตินะมาตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือจะเข้าไปต่อสู้ในสภา มันเป็นเรื่องไม่น่าอภิรมย์สำหรับคุณสนธินะ นายสุริยะใสกล่าวเสริมว่า ไม่สนุกหรอกครับ

นายคำนูณ กล่าวต่อไปว่า ผมเคยพูดอย่างที่เขียนไป ตอนพูดผมก็ยกมือไหว้คุณสนธิบอกว่า ผมกราบขออภัยนะ เพราะสิ่งที่ผมพูดนี้ เท่ากับว่าเรียกร้องความเสียสละจากพี่มากเหลือเกิน ชีวิตพี่ก็เกือบเอาตัวไม่รอดแล้ว แต่ว่าถ้าเผื่อต้องมาทำงานการเมืองในลักษณะทำพรรคการเมือง ผมรู้อยู่กันมานาน ไม่ถูกบุคลิกของคุณสนธิหรอกที่ต้องมาอยู่ในกรอบ ชนิดที่เรียกว่าต้องระวังตัวทุกฝีก้าว แล้วก็จะต้องมีการโจมตี มีการขุดคุ้ยเรื่องราวสารพัดในอดีต

นายสุริยะใสกล่าวเสริมว่า เรียกว่าวิชามาร นายคำนูณกล่าวต่อไปว่า เรื่องในอดีตที่คุณสนธิอาจจะจำไม่ได้ ก็อาจมีคนช่วยจำให้ อะไรอย่างนี้นะฮะ นายสุริยะใส กล่าวตอบว่า ดูแล้วเหนื่อยกว่าเป็นแกนนำ หลายเท่านะ

คำนูณถามนาทีนี้ถ้าไม่ใช่สนธิแล้วจะเป็นใคร

นายคำนูณกล่าวต่อไปว่า เหนื่อย เหนื่อยกว่า ผมถามว่า ณ นาทีนี้ ถ้าไม่ใช่คุณสนธิแล้วจะเป็นใคร ที่ผมพูดในวันนั้นขึ้นมา ผมคิดว่าประเด็นที่พันธมิตรฯ จะตั้งพรรค ผมเข้าใจว่าไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่นักหรอก ผมเชื่อว่าภายใต้กรอบความคิดที่พันธมิตรฯ ยังคงดำรงอยู่ และการต่อสู้ในนามของพรรคพันธมิตรฯ นี้เป็นอีกแขนขาหนึ่ง โดยที่ใครจะไปทำก็ได้ ประเด็นนี้คงไม่เป็นปัญหานัก

ประเด็นที่เป็นปัญหา เป็นประเด็นขึ้นมา ที่ผมเริ่มจุดขึ้นมา และก็คุณประพันธุ์ (คูณมี) ซึ่งเขาไม่ได้คุยกับผม แต่เขาไปประกาศที่หาดใหญ่ เลยกลายเป็นประเด็นขึ้นมา คือเห็นว่านอกจากเป็นพรรคพันธมิตรฯ แล้ว คุณสนธิต้องลงมานำพรรคนี้เอง

ไหนๆ จะตั้งพรรคแล้ว ถ้าไม่มีปรากฏการณ์ที่แรง อย่าทำดีกว่า

คือผมเห็นว่าไหนๆ จะตั้งทั้งทีแล้ว ถ้ามันไม่เกิดปรากฏการณ์ที่แรงจนถึงระดับที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อย่างชนิดที่จับต้องมองเห็นได้ อย่าทำเสียเลยจะดีกว่า ไม่ใช่ว่าตั้งพรรคไปแบบไม่หวังผล ทำไปอย่างนั้น ใครก็ได้ ใครอยากไปก็ไป ผมคิดว่าไปแล้วต้องเอาให้สุดๆ เต็มที่ ต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับที่สัมผัสได้ ซึ่งผมเรียกว่า ผมอยากเห็นปรากฏการณ์สนธิเกิดขึ้นอีกสองครั้ง ครั้งหนึ่งคือเมื่อพรรคพันธมิตรฯ นำลงสมัครรับเลือกตั้ง ปรากฏการณ์สนธิครั้งใหม่ครั้งที่หนึ่งจะต้องเกิดขึ้น ผมคาดหมายไม่ได้ว่าที่นั่งของพรรคพันธมิตรฯ จะเท่าไหร่ แต่ผมประเมินไว้ในใจนะ ผมพูดว่า 30 ถึง 50 เพื่อให้ดูมีกำลังใจ แต่ในใจผมนี้แค่ 30 นี่ ผมถือว่าผมพอใจ

สอง ปรากฏการณ์สนธิครั้งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นอีกหลายเดือน หรือ 1 ปี หลังจากนั้น ก็คือจากการทำงานของ ส.ส. พรรคพันธมิตรฯ ที่เข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร โดยอาจจะมีคุณสนธิเข้าไปด้วย ไม่ใช่เข้าไปในฐานะ ไปเพื่อร่วมรัฐบาล หรือไปเพื่อเป็นฝ่ายค้าน แต่เข้าไปเพื่อทำหน้าที่ของ ส.ส. และประกาศนโยบายของพรรคพันธมิตรฯ ซึ่งจะต้องเป็นนโยบายที่แหกออกจากกรอบที่เราเคยเห็นมาจากเดิม ในภาวะวิกฤตสุดๆ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตทางเศรษฐกิจนี้

การอภิปรายของคุณสนธิในสภา โดยไม่จำกัดเวลา การเสนอญัตติ การเสนอร่างกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ มันจะไปสู่สายตาของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ที่ไม่ใช่เฉพาะพี่น้องประชาชนที่ดู ASTV และอ่าน ASTV ผู้จัดการ แต่เป็นพี่น้องที่อาจจะเกลียดขี้หน้าพันธมิตรฯ คุณสุริยะใสมาก่อนหน้านี้ คุณสนธิ นายสุริยะใสกล่าวเสริมว่า คนเสื้อแดงด้วย

ชูสนธิเพราะเป็นคนมีส่วนผสมลงตัว จบนอก-นายทุนชั้นนำ-ศึกษาตะวันออก-คิดแหกกรอบ

นายคำนูณกล่าวต่อว่า แต่ว่าเมื่อเขาได้เห็นแล้ว แนวทางการพูดคุณสนธิหรือของ ส.ส.พรรคพันธมิตรฯ ในสภานั้น จะมีความหมายมีน้ำหนัก ผมยกตัวอย่าง ผมเสียดายพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท กับร่างพระราชบัญญัติกู้เงินอีก 400,000 ล้านบาท รวมเป็น 800,000 ล้านบาท ผมเชื่อว่า ณ วันที่ ถ้ามี ส.ส.พันธมิตรฯ อยู่ในสภา มีคุณสนธิอยู่ในสภา ผมคาดหวังว่าจะเกิดความสว่างขึ้นมาในระดับหนึ่ง แล้วอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในระดับหนึ่ง เพราะขนาดสำหรับผมเอง ผมเห็นแล้วยังรู้สึกว่า ผมรับไม่ได้ เพราะว่ารัฐบาลก็คงยังอยู่ในกรอบความคิดเดิม เงินที่ได้มา โครงการก็เป็นโครงการเก่าเสียเป็นส่วนใหญ่ และเป็นโครงการที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ แล้วก็ยังมีปัญหาอีกมากมายซึ่งจะเกิดขึ้นภายในรอบ 1 ปี หรือ 2 ปี จากนี้ไป ที่ประเทศไทยประสบวิกฤตทั้งทางการเมือง ทางสังคม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจ

ซึ่งด้วยความเคารพ ผมไม่เห็นว่าจะมีใครนำพรรคที่จะมีแนวคิดที่แหกกรอบของระบบไปได้มากกว่าคุณสนธิ คุณสนธิเป็นคนที่มีส่วนผสมที่ลงตัว จบการศึกษามาจากตะวันตก ถ้าจะว่ากันถึงความเป็นนายทุนก็เป็นนายทุนชั้นนำคนหนึ่ง แต่ก็ศึกษามาทางตะวันออก แล้วก็เฉพาะที่ผมเป็นโปรดิวเซอร์รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ตั้งแต่ทางช่อง 9 มา คุณสนธิเสนอแนวคิดที่แหกกรอบ และไม่เคยมีใครพูดถึงกัน แต่พูดไปแล้ว มันก็จบอยู่แค่นั้น ไม่มีใครนำไปขยายต่อ เพราะว่าไม่ใช่เป็นหน้าที่โดยตรง แต่ถ้าพูดไปในนามของพรรคพันธมิตรฯ ที่มีที่นั่งในสภา ที่ผมคิดไว้ 30 นะครับ พูดตรงๆ ก็คือต้องไม่ต่ำกว่า 20 เพราะว่าการเสนอร่างกฎหมายจะต้อง 20 ให้ดีก็คืออย่าให้ต่ำกว่า 30 ก็แล้วกัน

นายเติมศักดิ์ ถามนายสุริยะใสว่ามีประเด็นเพิ่มเติมเรื่องบทบาทของนายสนธิในพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ นายสุริยะใสกล่าวว่า ผมเองไม่สามารถพูดแทนคุณสนธิได้ เมื่อถึงเวลาเราคงได้ยินความชัดเจน ผมอยากให้กระบวนการหรือการออกแบบ 24-25 ไม่ถูกแคลงใจมากจนเกินไป ผมเองจริงๆ เราก็รับความเห็นตลอดเวลาอยู่แล้ว มีแฟกซ์ มีความเห็น มีจดหมายเปิดผนึกมา แต่พูดตรงนี้ต้องบอกว่า พอรู้แล้วว่าคิดอะไรกันในวันที่ 24-25 ด้วยความสัจจะ ด้วยความสัตย์จริง ก็คงต้องฟัง และก็ให้ความเป็นทางการของวันที่ 24-25 กำหนดจังหวะเดิน ผมเชื่อว่าเรายังมีเวลาคิด และที่พี่คำนูณพูดในวันนี้ก็เหมือนตั้งประเด็นให้คุยกัน ผมคิดว่ายังมีเวลาคิด ทั้งเรื่องตัวบุคคล เรื่องรูปร่างหน้าตา แม้แต่เข้าไปทำงานในสภาจะทำกันอย่างไร ยังมีเวลาคิด

คำนูณอัดการเมืองที่ล้มเหลวอุ้มมาร์คนั่งนายกฯ

นายเติมศักดิ์ ถามนายคำนูณว่า ความกังวลอันหนึ่งคือเรื่องฐานเสียงที่ซ้ำซ้อนกับประชาธิปัตย์ แฟนกลุ่มเดียวกัน อันนี้เห็นข้อห่วงใยนี้เยอะ จะอธิบายอย่างไร นายคำนูณตอบว่า ก็ไม่เห็นเป็นไร ก็ประชาธิปัตย์ก็ยังคงเป็นประชาธิปัตย์ คือหลักคิดอันนี้คล้ายๆ กับว่า มีประชาธิปัตย์เขาทำอยู่แล้ว เราก็ทำอยู่ข้างนอกดีกว่า ให้ประชาธิปัตย์เขาทำงานนาภา ถ้าลงเลือกตั้งคะแนนก็จะมาตัดกันเอง ผมว่ามันก็ถูกส่วนหนึ่ง ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำงานในสภา ไม่ต้องพูดว่าตรงใจพันธมิตรฯ ทั้งหมดหรอกนะ แต่ว่าทำงานในสภาในลักษณะที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แล้วก็ให้กำเนิดทิศทางใหม่ๆ บ้างในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะวิกฤตรอบด้านอย่างทุกวันนี้

แต่ผมเกรงว่าการเข้ามาของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านนายกฯ ท่านพูดวันแรกประทับใจมาก บอกว่าท่านจะยุติการเมืองที่ล้มเหลว แต่ปัญหามันคือว่า การเมืองที่ล้มเหลวนั่นแหละที่อุ้มสมท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี

พูดง่ายๆ ก็คือถ้าไม่มีคุณเนวิน ชิดชอบ ก็ไม่มีนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าไม่มีการขับรถหลงทางของพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปที่กรมทหารราบที่ 1 ที่มูลนิธิป่ารอยต่อสามจังหวัดของ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ เพราะว่าเขาขับรถที่จะไปแถลงข่าวที่โรงแรมสุโขทัย เขาหลงทางเข้าไปที่นั่น แล้วค่อยออกมาพร้อมกัน เพราะโรงแรมสุโขทัยมันหายากมาก

คือถ้าไม่มีปรากฏการณ์ หนึ่ง คุณเนวินเปลี่ยนใจ สอง การหลงทางเข้าไปใน ร.1 ก็ไม่มีนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คราวนี้ปรากฏการณ์สองอย่างเป็นการเมืองที่ล้มเหลว ทีนี้ท่านจะทำอะไร ท่านนายกฯ ท่านเป็นคนเก่ง คนซื่อ เป็นคนมีความสามารถ แต่ทำอะไรก็ติดขัดไปหมด ไม่สามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ แล้วถามว่าเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลเดี่ยวๆ ไหม ไม่มีทาง เผลอๆ ภูมิใจไทยจะได้มากกว่าอีก คุณเนวินอาจจะได้มากกว่าอีก ถ้ามีการยุบสภาเร็ว หรือมันก็คงเป็นลักษณะของสามพรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์ เนวิน แล้วก็เพื่อไทย ใครจะมาก ใครจะน้อยกว่ากัน ก็คงจะแชร์ในตรงนี้ แล้วถามว่าถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะขอเข้าไปมีส่วนร่วมต่อสู้เพื่อการเมืองใหม่ด้วยตัวเองในเวทีรัฐสภา ผมไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน

ส.ส.พันธมิตรฯ พร้อมสนับสนุนมาร์ค แต่ไม่จำเป็นต้องร่วมรัฐบาล

ตรงกันข้าม ก็ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่าทิศทางความคิดแม้จะต่างจากพันธมิตรฯ บ้าง แต่โดยหลักใหญ่แล้วถือว่าพอไปด้วยกันได้ ก็ไม่เห็นแปลก ผมเชื่อว่า ส.ส.พรรคพันธมิตรฯ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล หรือให้ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกฯ ต่อ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมรัฐบาล ก็เป็นไปได้ ไม่มีรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ชีวิตนี้เมื่อเป็นพรรคการเมืองมี ส.ส. แล้ว จะต้องร่วมรัฐบาล หรือไม่ก็ต้องเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียว ก็เพื่อให้การเมืองมันไปได้ คุณก็เป็นนายกฯ ต่อไป จัดตั้งรัฐบาลไป

แต่ผมจะขอทำหน้าที่สนับสนุนในสิ่งที่ถูก คัดค้านในสิ่งที่ผิด และท้วงติงให้ข้อเสนอแนะ ตามแนวทางของพรรคซึ่งมีลักษณะแตกต่างออกไปจากนโยบายของทุกพรรคการเมืองที่เคยมีมา เพราะนี่คือวิธีการคิดที่แหกกรอบออกไป เราจะเห็นวิธีการคิดแบบนี้ บนเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปตท. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีถนน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทางด้านการเงิน ให้ลดสเปซส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ เรื่องไมโครไฟแนนซ์

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้าประมวลกันเข้ามาแล้ว ผมเชื่อว่านโยบายของพรรคนี้ และทิศทางเดินที่ ส.ส.พรรคนี้ในสภาจะต้องยืนหยัดไม่ว่าจะสนับสนุน หรือคัดค้าน หรือท้วงติง มันจะมีค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สังคมเกิดวิกฤต ผมเชื่อว่าเมื่อเกิดวิกฤตแล้วมันจะให้กำเนิดสิ่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งผมไม่เคยคิดถึงการเป็นรัฐบาลเลยสำหรับพรรคพันธมิตรฯ ในชั้นต้น ในระยะ 1 ปี 2 ปี หรือในการเลือกตั้งครั้งแรก แต่ผมหวังว่าสิ่งที่เสนอออกไปจากตัวแทนของพรรคพันธมิตรฯ ในสภา มันจะเป็นบริบทใหม่ของการเมืองไทย คุณสุริยะใส สมมติว่าเป็น ส.ส. ในสภา ไม่ใช่คุณนึกอยากจะยกมือลุกขึ้นพูดก็พูดกันไป น้ำท่วมทุ่ง แต่คุณจะต้องมีการเตรียมการอย่างดี เรื่องพระราชกำหนดนี้ จะสนับสนุนหรือคัดค้าน ต้องมีการติว มีการทำงานเป็นกลุ่มย่อย มีการพูดที่สอดรับกัน มีการแสดงข้อมูลที่ชัดเจน ผมว่าสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ผมเรียกว่า ปฏิบัติการเมืองใหม่จากใจกลางของการเมืองเก่า

สุริยะใสขอให้กระบวนการมีส่วนร่วมทำงานในพรรคพันธมิตรฯ

นายเติมศักดิ์ ถามนายสุริยะใสว่า มองอย่างไร คนที่เป็นห่วงมองว่าถ้าเข้าสู่อำนาจรัฐ เสียงจะได้มาสักกี่มากน้อย จะไปตัดเสียงกันกับประชาธิปัตย์หรือเปล่า

นายสุริยะใสกล่าวว่า ก่อนเข้ารายการ มีสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คำถามคล้ายๆ กับสื่อมวลชนหลายแขนงว่าจะได้กี่เสียง ผมก็บอกว่าคำถามแบบนี้สะท้อนวิธีคิดแบบเก่า มันต้องถามว่าเข้าไปทำอะไร พอถามว่าเข้าไปทำอะไร จะไม่ขึ้นกับเสียงแล้ว ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนทำงาน 5 เสียงอาจจะมีพลังมหาศาลกว่า 50 เสียงในสภา พ่ายแพ้ในสภา อาจชนะใจประชาชนนอกสภาก็ได้ ต้องตั้งคำถามใหม่เหมือนกัน

ถ้าเราคิดจะสร้างอะไรใหม่ ต้องเริ่มตั้งแต่ตั้งคำถามแบบใหม่ เหมือนพี่คำนูณบอกว่า ถ้าเราเป็นฝ่ายค้านไม่ได้หมายความว่าต้องโหวตค้านรัฐบาลทุกเรื่อง อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีไหนสอบผ่านก็ต้องโหวดให้เขา มันไม่ได้หมายความว่าต้องมีอำนาจรัฐหรือเป็นรัฐบาลอย่างเดียวถึงจะทำอะไรใหม่ได้ อยู่ที่ว่าเรากล้าจะคิดใหม่ หรือวางหลักปฏิบัติแบบใหม่หรือเปล่า แม้แต่การกำหนดคนลงเลือกตั้ง ถ้าเราคิดอีกแบบหนึ่งก็คือให้คนในพื้นที่เลือกเลย แกนนำอาจจะไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ แต่เราก็ต้องปล่อยเขา ถ้าคนในพื้นที่เลือกว่าเขาพอใจจะส่งคนนี้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพันธมิตร อาจจะเป็นสีเทาหน่อย แต่เราต้องเชื่อมั่นว่ามวลชนมีการเรียนรู้ ถ้าสีเทาไม่เป็นสีขาวยังยอมเป็นสีดำอีก ครั้งหน้าก็ไม่เลือกหรอก เขาก็ต้องเปลี่ยนคนใหม่ ต้องให้กระบวนการมีส่วนร่วมมันเป็นจริงและทำงานตลอดเวลา อย่าไปชี้นิ้วชี้นำ นี่เป็นรายละเอียดที่ยังมีเวลา

แข่งกับประชาธิปัตย์ดีกว่าเผชิญหน้า นปช.-เพื่อไทย

ส่วนข้อกังวลเรื่องพรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าดีเสียอีกที่พันธมิตรฯ ต้องสู้ ต้องแข่งขันกับประชาธิปัตย์ เพราะผมมองกี่มุม ผมก็รู้สึกว่าการเผชิญหน้าระหว่างพันธมิตรฯ กับ พรรคประชาธิปัตย์นี้สร้างสรรค์กว่าการเผชิญหน้ากับพวก นปช. และพรรคเพื่อไทย

เราต้องคัดคนคุณภาพดีเบตกันบนเวที ในการอภิปราย หรือต้องออกทีวี ต้องเลือกตั้ง เป็นประโยชน์กับการเมืองทั้งองค์รวม แม้ว่าต้องแพ้ทั้ง 2 พรรคก็ตามเถอะ แม้ว่าตาอยู่จะเอาไปกินก็ตามเถอะ แต่ผมไม่เชื่อนะครับ ผมคิดว่าเอาเข้าจริงๆ การเล่นการเมืองไม่ใช่เล่นเอามัน หรืออุดมคติจนเกินไป มันต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ซึ่งรายละเอียดมันดูคุยกันได้ ตรงไหนหลบ มันก็จำเป็นอยู่ในทางการเมือง แต่ว่ามันต้องไม่กระทบกับสาระหลัก คือเราต้องขายอุดมการณ์ ขายข้อเสนอใหม่ ขายความคิดที่เป็นทางเลือกจริงๆ เราต้องสู้

พันธมิตรฯ จะกระตุ้นให้ประชาธิปัตย์ปฏิรูปภายใน ส่งเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งไม่ได้

และถ้าเราลงนี่ล่ะ ผมคิดว่า หลายคนที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้วกลัวว่าเราจะไปแย่งคะแนน ต้องสนับสนุนเราด้วยซ้ำไป เพราะจะกระตุ้นให้ประชาธิปัตย์เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน ต้องปฏิรูปพรรค ต้องคัดคนมีคุณภาพ ต้องเล่นการเมืองที่สร้างสรรค์กว่าเดิม มันกระตุ้นนะครับ เพราะถ้าเมื่อไหร่ก็ตามคุณยังเอาไฟฟ้าลงก็ชนะ ไม่ได้แล้วครับ ต่อไปคุณจะเอาเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งไม่ได้ คุณต้องเอาคนจริงๆ และมีคุณภาพจริงๆ ฉะนั้นมีแต่ได้กับได้

แต่อย่าไปคิดว่าเดี๋ยวเสื้อแดงชนะ คุณทักษิณพรรคเพื่อไทยชนะ ตาอยู่มาหลายภาคหลายจังหวัดในภาคใต้ มาเป็นพรรคการเมืองเสียงเดียว ก็ถ้าทำไม่ดีก็พันธมิตรฯ ก็มีอยู่ เขาก็มาชุมนุมได้ หรือต่อให้ไม่มีพันธมิตรฯ ก็ตาม ถ้าเฮโลกันไปพรรคหมด การเมืองภาคประชาชน พันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นเจ้าภาพองค์กรเดียว เผอิญพันธมิตรฯ เราเป็นขบวนการภาคประชาชนได้แสดงพลานุภาพมากกว่าทุกขบวนการเคลื่อนไหวที่เคยมีมา แต่ไม่ได้หมายความว่ามีแค่นี้แหละ คนอื่นทำไม่ได้ คนอื่นอาจทำได้ดีกว่าเรา ยังไม่ถึงเวลา

ฉะนั้นอย่าไปคิดว่าเราทิ้งอันนี้ไปจะไม่มีเจ้าภาพในอีกด้านหนึ่ง ผมคิดว่าในขณะนี้ การตื่นตัวของภาคประชาชนก็สูงขึ้นด้วย เพียงแต่ว่าจุดอ่อนของการเมืองภาคประชาชนคือที่ทางในสภา ที่คุณคำนูณพูดถึง มันไม่มีตัวแทนที่เป็นทางการเข้าไป เข้าไปไม่ได้หมายความว่าเข้าไปแบบล็อบบี้ยิสต์ หรือว่าฝากไปห้อยไว้สักคนสองคน มันไม่พอหรอกครับ มันต้องเป็นเรื่องเป็นราวเป็นทางการ และเป็นจริงเป็นจังกว่านี้

และผมคิดว่า ถ้าในวันข้างหน้า สมมติที่เราพูดกันในเงื่อนไขว่ามติวันที่ 24 ให้มีพรรค ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องพูดกัน ถ้าสมมติว่าเป็นมติแบบนั้นจริง ผมพยายามจำลองภาพที่พี่คำนูณพยายามเขียน ว่าเราลุกขึ้นอภิปรายแล้วอภิปรายในประเด็นที่มีคุณภาพ ผมคิดสองด้าน

ด้านหนึ่ง แกนนำของเราหรือ ส.ส. ของเรา จะถูกคัดค้านจากทุกพรรคการเมืองแม้แต่ประชาธิปัตย์เอง เหนื่อยกว่าการอภิปรายหรือปราศรัยบนเวทีด้วยซ้ำไป น่าเห็นใจด้วยซ้ำไปคนที่อาสาตัวไป สองเราจะพูดอะไรที่พูดกับคนทั้งประเทศ ไม่ได้พูดกับสมาชิกพรรคการเมือง หรือสมาชิกรัฐสภาในสภาเท่านั้น เรากำลังพูดกับคนทั้งประเทศที่ดูถ่ายทอดสดว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้าน มันจะเป็นประโยชน์ต่อคนอย่างไร ถ้าเสียเวลา 3 วัน 5 วัน มันจะเสียโอกาสตรงไหนอย่างไร ตรงนี้ต่างหากคือเนื้อหา อย่าไปติดว่าจะได้ถึง 30 เสียงหรือ ผมว่านี่เป็นคำถามแบบเก่า ต้องกล้าเปลี่ยนตั้งแต่คำถามว่าจะเข้าไปทำอะไรต่างหาก และทำได้จริงหรือเปล่า ต้องเปลี่ยนกรอบคิดด้วย

ผมก็ถามนักข่าว เขาก็อึ๊งนะ เอ๊ะคุณเปลี่ยนคำถามใหม่ก่อน คือถ้าตอบแบบนี้ แสดงว่าคุณต้องบอกว่าพันธมิตรฯ ต้องได้ 100 เสียงขึ้นไปถึงจะชนะหรือ นั่นผิดแล้ว เริ่มต้นผมว่าไม่มีทาง

นายคำนูณกล่าวว่า ได้ 20-30 สำหรับผมถือว่าชนะ นายสุริยะใสกล่าวว่า ประสบความสำเร็จแล้วครับ และผมคิดว่าไม่ต้องไปปักธงเป็นรัฐบาลหรืออะไรขนาดนั้น

คำนูณเชื่อ ส.ส. จะมาจากปาร์ตี้ลิสต์

นายเติมศักดิ์ถามนายคำนูณว่า 20-30 เสียงเป็นไปได้แค่ไหน

นายคำนูณ ตอบว่า ผมมองระบบการเลือกตั้ง ผมมั่นใจว่าถ้าพรรคพันธมิตรฯ เกิดที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งในขณะนี้รัฐธรรมนูญ 50 มีอยู่ 80 คน 8 เขต เขตละ 10 สมมติมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปสู่ปี 40 เป็นบัญชีเดียว 100 คน ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับพรรคพันธมิตรฯ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำไป

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมว่าถ้าเรามุ่งตรง เน้นตรงประเภท ส.ส. ประเภทปาร์ตี้ลิสต์ ระบบบัญชีรายชื่อ แล้วการส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง การจะส่ง ส.ส. เขต ส่งที่ไหน หรือไม่ส่ง มันขึ้นอยู่กับบริบททางการเมืองในขณะนั้น

สมมตินะ สำหรับท่านที่เกรงว่าจะไปแย่งเสียงประชาธิปัตย์ หรือจะเสียเวลาสู้กัน ถ้าประชาธิปัตย์ พรรคพันธมิตรฯ เขาพิเคราะห์เห็นว่า ไม่ควรจะไปสู้ ถือเป็นการให้เกียรติ อย่างน้อยก็คือเป็นพรรคที่มีความคิดพอจะใกล้เคียงกันบ้างเมื่อเทียบกับพรรคอื่น เขาอาจจะไม่ส่ง ส.ส.เขตในภาคใต้เลยสักคนก็ได้ นายสุริยะใสกล่าวเสริมว่า รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ห้ามไว้

นายคำนูณกล่าวต่อว่า แต่ขอส่งบัญชีรายชื่อนะ แต่ในกรุงเทพบัญชีรายชื่อยังไงก็ต้องส่ง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน ยังไงก็ต้องส่ง ส่วน ส.ส.เขตก็คงต้องพิจารณากันเป็นกรณีๆ ไป มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีตัวบุคคลของพรรคเราที่เหมาะสมที่จะลงตรงนั้นหรือไม่ และขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์กติกาว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญ 50 นี้หรือไม่

ผมว่ามันมีวิธีการที่ทำได้หลายแนว ซึ่งส่วนที่ให้ปริมาณไว้ ตั้งแต่ 30-50 หรือลงมาไม่ต่ำกว่า 20 ผมคิดแต่เพียงว่า 20 คือตัวเลขขั้นต่ำที่ต้องมี เพราะการเสนอร่างกฎหมายจะต้อง 20 เสียงขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าพรรคนี้มีใครเป็นผู้นำ และผู้นำลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้คุณสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นประเด็นแน่นอน ซึ่งต้องยอมรับว่า ระหว่างคุณสนธิเป็นหัวหน้าพรรค กับสุริยะใสเป็นหัวหน้าพรรคจำนวนที่นั่งคงต่างกัน แล้วผลของปรากฏการณ์สนธิที่จะเกิดขึ้น ทั้งในการเลือกตั้งและการปฏิบัติงานในสภา ระหว่างการมีสนธิอยู่ในสภาและไม่มีอยู่ต้องยอมรับว่ามันต่างกัน มันถึงมีอัตราที่เราอาจจะพูดได้ว่า มีระยะห่างที่กว้างสักหน่อย ตั้งแต่ 20-30 อาจไปถึง 50

บางสิ่งบางอย่างประเมินไม่ได้ หวังเกิด ปรากฏการณ์สนธิ อีกสองครั้ง

บางสิ่งบางอย่างเราประเมินไม่ได้ ตอนที่เราจะจัดเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งแรกที่หอประชุมเล็ก (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์) ผมเป็นโปรดิวเซอร์อยู่ตอนปี 2548 เชื่อไหมคุณสุริยะใส ไปดูที่หอประชุมเล็กโอ้โหกว้างใหญ่จริงๆ จะเอาคนมาจากไหน ขอประทานโทษนะ แอบโทรไปบอกน้องดรีม เฮ้ยดรีม แสตนด์บายพนักงานไว้หน่อยดีมั้ย พี่กลัวมันโหรงเหรงว่ะ พอถึงเวลาไม่รู้มาจากไหนแน่นมืดฟ้ามัวดิน แล้วก็แน่นไปเรื่อยๆ

จะจัดหอประชุมใหญ่ครั้งแรก มันจะไหวหรือมันกว้างใหญ่ขนาดนั้น ที่สุดคุณเติมศักดิ์ก็เห็นว่าแน่น ไปสวนลุมก็แน่น ไปที่ไหนก็แน่น หรือว่ากรณีที่คุณสนธิถูกยิงขนาดนั้นแล้วไม่ตาย แล้วเนชั่นสุดสัปดาห์สัมภาษณ์พิเศษเป็นฉบับแรก เราก็รู้เนชั่นสุดสัปดาห์ขายดีแน่ แต่คงไม่มีใครคาดเดาได้ว่า 3 ชั่วโมงหมดแผงและขายดีที่สุดในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งนิตยสารมา จนกระทั่งเขาต้องนำภาพชุดมาตีพิมพ์อีกครั้งในฉบับต่อไป

นายคำนูณกล่าวว่า ต้องการเห็นปรากฏการณ์สนธิอีกสองครั้ง ครั้งหนึ่งผลการเลือกตั้ง อีกครั้งคือการปฏิบัติงานของ ส.ส.พรรคในสภา

สุริยะใสยันแกนนำจะให้มวลชนแสดงความเห็นในการประชุมอย่างเต็มที่

นายสุริยะใสกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์และวิเคราะห์ ผมเข้าใจว่าวันที่ 24 นี้ ประเด็นที่พี่คำนูณพูดทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะอภิปรายกัน และผมคิดว่าเราคงลืมไม่ได้ที่จะตั้งใจและก็รอฟังความเห็นจากพี่น้องต่างจังหวัด แกนนำจากภาคและแนวร่วมหลายส่วน ซึ่งความเห็นแม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ผมขอเรียนว่าครั้งนี้แกนนำไม่ได้แทรกแซงอะไรเลย ปล่อยให้คนมาแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ แม้ผมจะเห็นว่าบางคนเขาไม่เห็นด้วยกับการตั้ง ก็ต้องปล่อยให้มีการพูด ไม่ได้ไปบอกว่าไม่เอาคนนี้นะ ผมเรียนว่าไม่มี ผมทำงานมา 2-3 เดือนที่เตรียมการเรื่องนี้ พอจะรู้ว่าใครจะพูดอะไร แต่เราต้องให้วันที่ 24 เปิดกับทุกส่วนจริงๆ

นายคำนูณ กล่าวว่า เห็นด้วยก็คือเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็คือไม่เห็นด้วย แต่การไม่เห็นด้วยผมอยากให้ไม่เห็นด้วยบนเหตุผลที่ให้เกียรติกัน คืออย่าไปคิดว่าคนที่สนับสนุนให้มีการตั้งพรรคเขามีวาระซ้อนเร้น เขาจะเอาคุณสนธิไปเชิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือวิพากษ์วิจารณ์ไปไกล ซึ่งผมว่าหลายท่านก็โดน และที่ผมพูดเรื่องนี้มากก็เพราะว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน ถ้าเขาตั้งผมก็ไม่สามารถไปร่วมได้ไม่ว่าทางพฤตินัยหรือนิตินัยใดๆ ทั้งสิ้น และที่เขียนๆ กันมาอย่างที่ชี้แจงมาตั้งแต่ต้นมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ผมคิดว่าผมอยากจะโยนประเด็น โยนปัญหา และพูดหมดอย่างที่คิด ส่วนการตัดสินใจเป็นเรื่องของสองส่วนคือมวลชนของพันธมิตร แกนนำและตัวคุณสนธิเอง

ที่มา: รายการคนในข่าว, สถานีโทรทัศน์ ASTV, 20 พ.ค. 52 [1] [2]